Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายถูกประกาศเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ยกระดับมาตรการบูรณาการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เชิงโครงสร้าง

สำหรับชาวเชียงราย ปี 2568 คือปีที่ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็น “เหตุการณ์” แต่เป็น “ฤดูกาล”

เชียงราย, 18 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งที่หมอกบางควรเป็น “วิวสวย” ของเมืองเหนือ กลับกลายเป็นหมอกอีกชนิดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สัมผัสได้ด้วยการไอ แสบตา และความอึดอัดในหน้าอก สำหรับชาวเชียงราย ปี 2568 คือปีที่ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็น “เหตุการณ์” แต่เป็น “ฤดูกาล” ที่กลับมาเป็นประจำ และยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อปัจจัยภูมิประเทศแบบแอ่งล้อมเขา อากาศปิด และหมอกควันข้ามพรมแดนซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ จนกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจท้องถิ่น และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รายงานนี้วิเคราะห์ “พลวัตฝุ่น PM2.5 เชียงราย ปี 2568” จากข้อมูลภาครัฐและหน่วยงานที่ตรวจสอบได้ พร้อมอธิบายความหมายของตัวเลขสำคัญ และชี้จุดเปลี่ยนเชิงนโยบายที่ทำให้เชียงรายถูกยกระดับเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” เพื่อเพิ่มอำนาจการจัดการแบบบูรณาการในระดับพื้นที่

วัฏจักรฝุ่นแบบ “เริ่มปลายปี–พีคไตรมาสแรก–คลี่ปลายร้อน”

สัญญาณฝุ่นยกตัวชัดตั้งแต่ปลายฤดูหนาวและเริ่มบีบตัวหนักในช่วงไตรมาสแรก โดยภาพรวมประเทศในหลายวันมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” ถึง “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” ขณะที่บางช่วงพุ่งสูงในหลายจังหวัด (รวมถึงภาคเหนือและลุ่มน้ำโขง) ตามรายงานสถานการณ์ล่าสุดของฝ่ายรัฐบาลเมื่อ 17 มกราคม 2569 ที่ย้ำว่า “สภาพอากาศปิด ลมอ่อน การสะสมมลพิษ และหมอกควันข้ามพรมแดน” ยังเป็นตัวแปรหลัก

สำหรับปี 2568 ข้อมูลรายวันของกรมควบคุมมลพิษสะท้อนภาพ “ค่อย ๆ ไต่ระดับ” ที่คนพื้นที่คุ้นเคย

  • 21 ม.ค. 2568 ภาคเหนือหลายพื้นที่เริ่มมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน/เข้าโซนกระทบสุขภาพในบางจุด
  • 24 ม.ค. 2568 แนวโน้มฝุ่นยังทรงตัวในระดับที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง
  • 16 มี.ค. 2568 เป็นหนึ่งในช่วงวิกฤตของฤดูกาล โดยหลายจังหวัดภาคเหนืออยู่ในระดับกระทบสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ
  • 11 พ.ค. 2568 ภาพรวมหลายพื้นที่ดีขึ้นตามการเปลี่ยนผ่านสภาพอากาศและปัจจัยฤดูกาล

ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ “ฝุ่นไม่ได้เกิดจากเหตุเดียว” แต่เป็นผลรวมของแหล่งกำเนิด (ไฟป่า/เผาในที่โล่ง/กิจกรรมเมือง) ที่ถูก “ล็อก” ด้วยเงื่อนไขอากาศและภูมิประเทศ จนกลายเป็นการสะสมตัวใกล้ระดับการหายใจของมนุษย์

ทำไมเชียงรายสะสมฝุ่นง่าย เมื่อ “อากาศปิด” ทำหน้าที่เหมือนฝาชี

ภาคเหนือโดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแอ่งและหุบเขา มีช่วงเวลาที่อากาศนิ่งและระบายอากาศต่ำ ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์อธิบายปรากฏการณ์ “อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion)” ว่า ชั้นอากาศอุ่นด้านบนทำหน้าที่เหมือน “ฝา” กดฝุ่นไว้ใกล้พื้น ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งขึ้นเร็ว โดยมักเด่นในช่วงเช้าและช่วงอากาศนิ่ง

ขณะที่กรมควบคุมมลพิษมีรายงานเชิงเทคนิคเรื่อง อัตราการระบายอากาศ (Ventilation Rate) ซึ่งระบุว่าในบางวันรูปแบบรายชั่วโมงอาจสูงสุดราว 5,000 m²/s ในช่วงกลางวัน แต่ลดต่ำกว่า 2,000 m²/s ในช่วงเย็น–เช้ามืด และเตือนชัดว่า “การเผาในที่โล่งระหว่างเวลาที่ระบายอากาศต่ำจะส่งผลกระทบมาก”

ประเด็นนี้สำคัญเพราะทำให้ “มาตรการ” ต้องสอดคล้องกับ “จังหวะอากาศ” ไม่ใช่แค่สั่งห้ามเผาแบบเหมารวม หากหน่วยงานรู้ว่าช่วงเวลาใดระบายอากาศต่ำ 

มาตรฐานไทย vs คำแนะนำ WHO ตัวเลขเดียว แต่ความหมายคนละชั้น

ความสับสนที่พบเสมอในพื้นที่คือ “ค่าฝุ่นเท่านี้อันตรายแค่ไหน” เพราะมีทั้งมาตรฐานไทย ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมง/24 ชั่วโมง และการสื่อสารแบบสี (เขียว–เหลือง–ส้ม–แดง)

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดแนวทางคุณภาพอากาศ (Air Quality Guidelines) ฉบับปรับปรุง โดยแนะนำ ค่าเฉลี่ยรายปี PM2.5 = 5 µg/m³ และ ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง = 15 µg/m³ (เป็นค่าคำแนะนำด้านสุขภาพ) ซึ่งเป็น “เป้าหมายเชิงสุขภาพ” ที่เข้มกว่าเกณฑ์ใช้งานเชิงนโยบายของหลายประเทศ

เมื่อรัฐบาลรายงานสถานการณ์ 17 มกราคม 2569 ก็ย้ำในทิศทางเดียวกันว่า หลายพื้นที่ของไทย “ยังสูงกว่าคำแนะนำ WHO หลายเท่า” และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง พร้อมเน้นการสวมหน้ากากมาตรฐาน และการคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง

ภาระสาธารณสุข ไม่ใช่แค่ไอ–แต่คือภาระสะสมของระบบ

ฝุ่น PM2.5 กระทบสุขภาพได้ตั้งแต่การระคายเคืองตาและผิวหนัง ไปจนถึงระบบทางเดินหายใจและหัวใจหลอดเลือดในระยะยาว หน่วยงานรัฐจึงมักเน้น “กลุ่มเปราะบาง” เป็นพิเศษ

ข้อมูลข่าวเชิงสาธารณะช่วงต้นปี (รอบการระบาดของฝุ่น) รายงานจำนวนผู้ป่วยสะสมจากกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศในภาคเหนือ 127,053 รายใน 4 สัปดาห์แรกของปี (สะท้อนแรงกดดันที่ระบบต้องรับมือในระยะสั้น)

ในเชิงการจัดการความเสี่ยง รัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขยังคงใช้ “คำแนะนำแบบลดการรับสัมผัส” เป็นแกนหลัก ได้แก่ งดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากากที่เหมาะสม และติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านระบบของกรมควบคุมมลพิษ เช่น Air4Thai

เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เมืองท่องเที่ยวที่ถูก “ฤดูกาลเสี่ยง” บีบซ้ำทุกปี

เชียงรายมีโครงสร้างรายได้ที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและบริการในสัดส่วนสำคัญ เมื่อเข้าสู่ช่วงฝุ่นหนัก “ดีมานด์” มักหายไปทันที โดยเฉพาะตลาดครอบครัว ผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไวต่อคำเตือนด้านสุขภาพ

บทสัมภาษณ์ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท้องถิ่นสะท้อนว่า วิกฤตฝุ่นทำให้รายได้ท่องเที่ยว “หดตัวหนัก” ในบางช่วงถึงระดับที่ผู้ประกอบการมองว่าเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต และกังวลต่อการฟื้นตัวของเมืองในภาพรวม

ในมุมมหภาค งานศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า “ต้นทุนเศรษฐกิจของมลพิษอากาศ” ของไทยอยู่ในระดับสูงมาก ทั้งจากความสูญเสียด้านสุขภาพ ผลผลิตแรงงาน และผลกระทบทางสังคม เช่น รายงานเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ประเมินความเสียหายของไทยจาก PM2.5 ในระดับ “หลักล้านล้านบาท” ในบางปีการประเมิน (ขึ้นกับวิธีคำนวณและฐานข้อมูล)

ข้อสังเกตเชิงข่าวคือ แม้ตัวเลขระดับประเทศจะใหญ่มาก แต่ “ความรู้สึกของคนพื้นที่” มักมาในรูปที่จับต้องได้กว่า—จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง งานอีเวนต์ที่ถูกเลื่อน ร้านค้าที่เงียบ และต้นทุนหน้ากาก/เครื่องฟอกอากาศที่กลายเป็นค่าใช้จ่ายประจำฤดูกาล

จุดเปลี่ยนเชิงนโยบาย “เขตควบคุมมลพิษ” เพิ่มอำนาจจัดการแบบบูรณาการ

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของปี 2568 คือการประกาศ/กำหนดให้ จังหวัดเชียงรายเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ซึ่งมีนัยสำคัญด้านการบริหารจัดการ เพราะเปิดช่องให้ใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการมากขึ้น ทั้งการกำหนดแผน/มาตรการเฉพาะพื้นที่ การประสานหลายหน่วยงาน และการจัดลำดับความสำคัญงบประมาณที่ชัดขึ้น

ประเด็นนี้ถูกมองได้สองด้านอย่างเป็นธรรม

  • ด้านสนับสนุน เป็นการยกระดับเครื่องมือรัฐให้ทันกับปัญหาเชิงโครงสร้าง และตอบโจทย์เมืองท่องเที่ยว/ชายแดนที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัว
  • ด้านต้องระวัง หากมาตรการเน้นการบังคับใช้โดยไม่สร้างทางเลือกให้เกษตรกรและชุมชน ก็อาจเกิด “ผลักภาระ” ไปยังคนตัวเล็ก และทำให้การเผาเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การหลบเลี่ยงการตรวจจับ

 “จุดความร้อนลด” แต่ “พื้นที่เผาจริง” อาจไม่ลดเท่าที่คิด โจทย์ข้อมูลที่ต้องอ่านให้เป็น

หนึ่งในความท้าทายของการสื่อสารสาธารณะเรื่องฝุ่นคือ คนจำนวนมากใช้ “จุดความร้อน (hotspots)” เป็นตัวแทนของ “ความรุนแรง” ทั้งหมด ทั้งที่ในทางเทคนิค จุดความร้อนเป็นเพียงสัญญาณจากดาวเทียม ณ ช่วงเวลาที่ดาวเทียมผ่าน และอาจพลาดการเผาที่ซ่อนอยู่ใต้เรือนยอดหรือเกิดนอกหน้าต่างเวลา

GISTDA เคยอธิบายสัมพันธ์ระหว่าง “จุดความร้อน” กับ “พื้นที่เผาไหม้จริง” ว่ามีความเชื่อมโยง แต่การตีความต้องพิจารณาข้อมูลประกอบ และใช้หลายแหล่งร่วมกันเพื่อให้เห็นภาพการเผาที่แท้จริง

ดังนั้น รายงานผลการลดจุดความร้อน (หากมี) ควรถูกอ่านควบคู่กับข้อมูล “รอยไหม้ (burn scar)” มาตรการลาดตระเวน และคดี/การบังคับใช้จริง ไม่เช่นนั้นตัวเลขที่ดูดีอาจไม่สะท้อนการลดแหล่งกำเนิดอย่างแท้จริง

หมอกควันข้ามพรมแดน ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์

เชียงรายอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ใกล้ชายแดน และอยู่ในอิทธิพลลม/สภาพอากาศของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทำให้ “หมอกควันข้ามแดน” ถูกกล่าวถึงซ้ำ ๆ ในรายงานภาครัฐ และเป็นข้อจำกัดสำคัญของการแก้ปัญหาแบบจังหวัดต่อจังหวัด

ในระดับภูมิภาค อาเซียนมี ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution (AATHP) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือเพื่อลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน อย่างไรก็ตาม งานเขียนเชิงวิเคราะห์และบทวิจารณ์ในสื่อ/งานวิชาการจำนวนหนึ่งตั้งคำถามถึง “ประสิทธิผลเชิงบังคับใช้” เมื่อหลักการไม่แทรกแซงยังเป็นข้อจำกัดของความร่วมมือแบบ ASEAN Way

ภาพที่เริ่มเห็นมากขึ้นในช่วงหลังคือความพยายาม “ทำงานระดับพื้นที่–ข้ามแดน” ผ่านการประสานงานเชิงเทคนิค การแลกเปลี่ยนข้อมูล และโครงการร่วม (เมืองต่อเมือง/จังหวัดต่อแขวง) ซึ่งอย่างน้อยช่วยลดช่องว่างข้อมูลและเพิ่มความเร็วการตอบสนอง แม้ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหา

ปี 2568 คือปีที่เชียงรายเริ่มมี “เครื่องมือใหม่” แต่ยังต้องชนะ “เงื่อนไขเดิม”

หากต้องสรุปปี 2568 ด้วยประโยคเดียว เชียงรายไม่ขาดมาตรการ แต่กำลังท้าทายเรื่อง “ความสอดคล้องของมาตรการกับความจริงในพื้นที่” ตั้งแต่ภูมิประเทศแบบแอ่ง อุณหภูมิผกผันที่กดฝุ่นไว้ใกล้พื้น ช่วงเวลาระบายอากาศต่ำที่ทำให้การเผาเพียงครั้งเดียวกระทบวงกว้าง ไปจนถึงหมอกควันข้ามพรมแดนที่ทำให้จังหวัดไม่สามารถแก้เกมได้ลำพัง

การยกระดับเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” คือสัญญาณว่ารัฐยอมรับความเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและต้องการอำนาจจัดการแบบบูรณาการมากขึ้น แต่โจทย์ในปี 2569 และต่อจากนี้ คือการทำให้มาตรการ “ลงถึงรายย่อย” ด้วยทางเลือกทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ทำได้จริง พร้อมการสื่อสารความเสี่ยงที่ตรงไปตรงมา—ไม่ทำให้ตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ทำให้ชาชิน

สถิติและตัวเลขชวนคิด (จากแหล่งที่ตรวจสอบได้)

  • WHO แนะนำ ค่าเฉลี่ยรายปี PM2.5 = 5 µg/m³ และ ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง = 15 µg/m³
  • รายงานสุขภาพภาคเหนือช่วงต้นปี ผู้ป่วยสะสมกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศ 127,053 รายใน 4 สัปดาห์แรกของปี
  • กรมควบคุมมลพิษชี้ช่วงเวลา “ระบายอากาศต่ำ” มักอยู่ตอนเย็น–เช้ามืด (ต่ำกว่า 2,000 m²/s ในบางรายงานรายวัน) และเตือนว่าการเผาช่วงนี้กระทบมาก
  • งานประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศระบุ “ต้นทุนความเสียหาย” จาก PM2.5 ของไทยในระดับสูงมาก (ขึ้นกับวิธีประเมิน)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ (PCD) – รายงาน/ข่าวสรุปสถานการณ์ PM2.5 รายวัน และข้อมูลอัตราการระบายอากาศ
  • ระบบ Air4Thai (PCD) – ช่องทางติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์
  • กรมประชาสัมพันธ์ (PRD) – คำอธิบายปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันและการสะสมฝุ่น
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) – ข้อมูลการกำหนด/ประกาศพื้นที่ “เขตควบคุมมลพิษ” (เชียงราย)
  • ประชาสัมพันธ์รัฐบาล/สื่อสาธารณะ – รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 วันที่ 17 ม.ค. 2569 (รองโฆษกฯ) และคำแนะนำสาธารณสุข
  • WHO – Air Quality Guidelines (ค่าคำแนะนำ PM2.5)
  • ASEAN – ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution
  • งานวิเคราะห์/บทความเชิงนโยบายเรื่องหมอกควันข้ามแดนและข้อจำกัดการบังคับใช้
  • GISTDA – คำอธิบายความสัมพันธ์ “จุดความร้อน” กับ “พื้นที่เผาไหม้จริง”
  • แหล่งข้อมูลเศรษฐศาสตร์ผลกระทบ PM2.5 (ภาพรวมประเทศ)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายระดมพลังชุมชน-ม.แม่ฟ้าหลวง วางแผนจัดการไฟป่าเชิงลุ่มน้ำ สาน “โมเดลห้วยหินลาดใน” สู้วิกฤต PM 2.5

เชียงรายระดมพลังชุมชน-ม.แม่ฟ้าหลวง วางแผนจัดการไฟป่าเชิงลุ่มน้ำ สาน “โมเดลห้วยหินลาดใน” สู้วิกฤต PM 2.5 และรื้อภาพจำเชิงลบต่อกลุ่มชาติพันธุ์

เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางความกังวลเรื่องหมอกควันและฝุ่นละเอียด PM 2.5 ที่เวียนกลับมาปกคลุมภาคเหนือแทบทุกปี ชุมชนชาติพันธุ์ในลุ่มน้ำกกตอนบนไม่ได้ยืนอยู่ในฐานะ “ผู้ถูกกล่าวหา” เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมารับบท “ผู้ออกแบบแนวทางแก้ปัญหา” ร่วมกับนักวิชาการและหน่วยงานรัฐอย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรม “การทำแผนในการจัดการไฟป่าทั้งในระดับลุ่มน้ำและระดับชุมชน” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 13.00–16.00 น. ณ หอประชุมบ้านห้วยขมนอก หมู่ 10 ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การนำองค์ความรู้และนวัตกรรมการจัดการปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าไปขยายผลในพื้นที่เป้าหมายจากภูมิปัญญาชนเผ่าปกาเกอะญอในจังหวัดเชียงราย” ซึ่งสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างต้นแบบการจัดการไฟป่าที่เดินได้จริงจากฐานชุมชน และเชื่อมร้อยเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงราย

ไฟป่า–หมอกควัน วิกฤตซ้ำซากที่กระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และศักดิ์ศรีชุมชน

ในเอกสารโครงการระบุชัดเจนว่า ปัญหาไฟป่าและหมอกควันเป็นโจทย์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูงและป่าต้นน้ำที่มีชุมชนชาติพันธุ์อาศัยอยู่หนาแน่น ซึ่งมักถูกสังคมมองว่าเป็น “ต้นเหตุของการเผา”

ในเชิงโครงสร้าง ปรากฏการณ์หมอกควันไม่ได้เป็นเพียงควันจากไร่หมุนเวียนหรือการหาของป่าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับไฟป่าความรุนแรงสูง การลักลอบเผาเพื่อเปิดพื้นที่ การเผาเศษวัสดุการเกษตร และสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งยาวนานขึ้น ทว่าบทสนทนาในสังคมมักไปหยุดอยู่ที่การชี้นิ้วไปยังกลุ่มชาติพันธุ์ มากกว่าการมองระบบจัดการไฟทั้งลุ่มน้ำโดยรวม

ภายใต้ความตึงเครียดดังกล่าว ชุมชนลุ่มน้ำกกตอนบน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ในตำบลแม่ยาว จึงเลือกที่จะใช้ “การลงมือทำ” ตอบคำถามสังคม ด้วยการออกแบบระบบจัดการไฟป่าที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับองค์ความรู้สมัยใหม่ และทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐอย่างเป็นขั้นตอน

จาก “โมเดลห้วยหินลาดใน” สู่ลุ่มน้ำกก เมื่อภูมิปัญญาปกาเกอะญอเป็นฐานของนวัตกรรม

หลักคิดสำคัญของโครงการที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงผลักดัน คือการนำบทเรียนจาก “บ้านห้วยหินลาดใน” ชุมชนปกาเกอะญอที่เป็นต้นแบบการจัดการไฟป่าบนพื้นที่ภูเขาสูง มาปรับใช้ในบริบทของลุ่มน้ำกกตอนบน โดยไม่ยกแบบแผนไปวางทับ แต่เน้นให้แต่ละชุมชนออกแบบ “กติกาไฟ” ของตนเองบนฐานประสบการณ์จริง

โมเดลดังกล่าวมองไฟไม่ใช่ศัตรูที่ต้องกำจัดให้หมดไป หากแต่เป็น “เครื่องมือจัดการระบบนิเวศ” ที่ต้องใช้ให้ถูกเวลา ถูกพื้นที่ และอยู่ภายใต้ข้อตกลงร่วมของชุมชน ทั้งเรื่องการกำหนดเขตห้ามเผา เขตกันไฟแนวกันชน วิธีการสร้างแนวกันไฟอย่างปลอดภัย รวมถึงการจัดเวรเฝ้าระวังและการสื่อสารเมื่อต้องควบคุมไฟหลุดแนว

โครงการจึงกำหนดวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

  1. ขยายผลต้นแบบการจัดการไฟป่าที่อาศัยภูมิปัญญาปกาเกอะญอจากบ้านห้วยหินลาดใน ไปยังชุมชนเป้าหมายอื่นในจังหวัดเชียงราย
  2. พัฒนาแหล่งเรียนรู้และเครือข่ายอาสาชุมชนที่สามารถจัดการทรัพยากรธรรมชาติและปัญหา PM 2.5 ได้อย่างยั่งยืน
  3. สร้างชุดองค์ความรู้และกระบวนการถ่ายทอด เพื่อใช้เตรียมความพร้อมรับมือไฟป่าและหมอกควันในระดับลุ่มน้ำและระดับชุมชน

เวทีวางแผนร่วม 7 ชุมชนลุ่มน้ำกก จากข้อมูลภาคสนามสู่ “แผนไฟป่า” ฉบับชาวบ้าน

กิจกรรมวันที่ 13 มกราคม 2569 จะเป็นเวทีสำคัญที่อาสาสมัครและผู้นำชุมชนจาก 7 หมู่บ้านในตำบลแม่ยาว ได้แก่ บ้านห้วยขมนอก บ้านห้วยชมภู บ้านขุนน้ำแม่ยาว บ้านสุขเกษม บ้านหนองผักหนาม บ้านสองแควอาข่า และบ้านแสนสุข มาร่วมกันนำเสนอ “แผนจัดการไฟป่าของชุมชน” ต่อเพื่อนบ้านและหน่วยงานภาคี

ผู้เข้าร่วมหลักคือ อาสาสมัครป้องกันไฟป่าลุ่มน้ำกกจาก 6 ชุมชน จำนวน 45 คน และนักวิชาการอาสาสมัครจาก 1 ชุมชน จำนวน 5 คน รวมทั้งสิ้น 50 คน โดยมีตัวแทนหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนในช่วงท้ายของเวที เพื่อปรับแผนให้เชื่อมโยงกับมาตรการระดับจังหวัดและระดับลุ่มน้ำอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักข่าวนครเชียงราย

กำหนดการเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. ด้วยการลงทะเบียนและกล่าวต้อนรับ ชี้แจงวัตถุประสงค์ จากนั้นแต่ละชุมชนจะขึ้นนำเสนอร่างแผนการจัดการไฟป่าของตนเองทีละแห่ง ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่เสี่ยง จุดเฝ้าระวัง แนวกันไฟ แผนการลาดตระเวน รวมถึงกลไกการเตือนภัยและการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก ก่อนจะเข้าสู่ช่วง 15.00–16.00 น. สำหรับการระดมความคิดเห็นจากภาคีเครือข่ายเพื่อปรับแผนให้พร้อมนำไปใช้จริงในฤดูกาลไฟป่าปีนี้

เสียงจากชุมชน จาก “จำเลยสังคม” สู่ “ผู้พิทักษ์ป่า”

หนึ่งในเสียงสำคัญที่ขับเคลื่อนกระบวนการครั้งนี้คือ นายประวิทย์ ธุระวร ชาวบ้านห้วยขมนอก และประธานป่าชุมชนบ้านแม่ยาว ซึ่งทำงานเฝ้าระวังไฟป่ามายาวนาน เขาเล่าว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มชาติพันธุ์มักถูกสังคมมองว่าเป็นตัวการหลักของการเผาป่า ทั้งที่ในความเป็นจริง ชุมชนเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากไฟแรงสูงและหมอกควันไม่ต่างจากคนในเมือง

“คนข้างนอกมักเห็นแต่ภาพไฟลุกบนดอย แล้วก็โยนความผิดมาที่ชาวเขา แต่ไม่มีใครเห็นว่าเราเองก็เสียป่า สูญเสียแหล่งน้ำ และต้องสูดควันเข้าไปทุกปี” นายประวิทย์สะท้อน พร้อมย้ำว่า เวทีทำแผนครั้งนี้คือโอกาสที่ชุมชนจะลุกขึ้นมาบอกสังคมว่า พวกเขาพร้อมรับผิดชอบต่อทรัพยากรของประเทศ และต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก

สำหรับเขา การมีแผนจัดการไฟป่าที่ทำร่วมกันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐ จะช่วยลดความคลุมเครือระหว่าง “ไฟตามวิถี” กับ “ไฟที่ผิดกฎหมาย” และเปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่กับชุมชนทำงานบนฐานความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้น

เสียงนักวิชาการ “มนุษย์ต้องอยู่กับไฟอย่างถูกวิธี”

ด้าน ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นักวิชาการผู้ทำงานเคียงข้างชุมชนชาติพันธุ์ในการจัดการไฟภูเขามาอย่างต่อเนื่อง มองว่า การจัดเวทีระดับลุ่มน้ำครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนมุมมองเรื่องไฟป่าในสังคมไทย

“เราไม่สามารถทำให้ไฟหายไปจากภูเขาได้ แต่เราทำให้ไฟอ่อนลง ควบคุมได้ และไม่ลุกลามจนกลายเป็นภัยพิบัติได้” เขากล่าว พร้อมอธิบายว่า โครงการนี้ใช้ “โมเดลห้วยหินลาดใน” เป็นจุดตั้งต้น แล้วชวนให้แต่ละชุมชนหยิบประสบการณ์ของตนเองมาปรับใช้ สร้างเป็น “ชุดความรู้ใหม่” ที่สะท้อนบริบทจริงของลุ่มน้ำกก

ผศ.ดร.สุวิชานยังชี้ให้เห็นว่า การทำแผนร่วมกันในระดับลุ่มน้ำจะช่วยรื้อถอนมายาคติที่มองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเพียงผู้บุกรุกทำลายป่า เพราะเอกสารแผนงานที่ออกมาจะเป็นหลักฐานยืนยันว่า ชุมชนเหล่านี้กำลังทำงานเชิงระบบ ทั้งการกำหนดเขตป่าต้นน้ำ ป่าใช้สอย แนวกันไฟ และกติกาเรื่องฤดูกาลเผาที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศจริง

แผนจัดการไฟป่าที่ “เห็นคน เห็นป่า และเห็นลุ่มน้ำ”

สาระสำคัญของแผนที่แต่ละชุมชนเตรียมนำเสนอไม่ได้มีเพียงแผนที่แนวกันไฟหรือจุดลาดตระเวน แต่ยังครอบคลุมวิธีคิดในการจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ เช่น พื้นที่ป่าต้นน้ำที่ต้องป้องกันไม่ให้ไฟเข้าอย่างเด็ดขาด พื้นที่ไร่หมุนเวียนที่อนุญาตให้ใช้ไฟภายใต้กติกาเคร่งครัด และพื้นที่เสี่ยงที่ต้องทำแนวกันไฟร่วมกันระหว่างหลายหมู่บ้าน

นอกจากนี้ ยังมีการวางระบบสื่อสารระหว่างหมู่บ้านและกับหน่วยงานรัฐ เช่น การใช้วิทยุสื่อสาร กลุ่มไลน์ หรือการตั้งจุดประสานงานส่วนกลางในตำบลแม่ยาว เพื่อให้การแจ้งเหตุและการระดมกำลังเข้าควบคุมไฟทำได้ทันท่วงที ลดโอกาสที่ไฟจะลุกลามจนกลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ที่ควบคุมไม่ได้

ในระดับลุ่มน้ำ แผนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ประกอบการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อุทยานแห่งชาติ หน่วยป้องกันรักษาป่าของกรมป่าไม้ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มาตรการทางกฎหมายและการปฏิบัติงานภาคสนาม “เดินไปในทิศทางเดียวกัน” กับข้อตกลงของชุมชน ไม่ใช่ต่างคนต่างเดินจนเกิดความขัดแย้งดังที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

จากไฟป่าความรุนแรงสูง สู่ระบบจัดการไฟที่ลด PM 2.5 ได้จริง

ในเอกสารโครงการ ระบุผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับทรัพยากรธรรมชาติไปจนถึงระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้แก่

  1. การเกิดรูปแบบการจัดการไฟป่าและฝุ่นควันในพื้นที่สูงที่สอดคล้องกับบริบทภูมินิเวศและวิถีของชุมชน
  2. การลดปริมาณเชื้อเพลิงและการสะสมควันจากไฟป่าที่ไม่อยู่ในการควบคุม อันเป็นสาเหตุสำคัญของ PM 2.5 ในพื้นที่เป้าหมาย
  3. การเสริมสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำกก ผ่านการลดความเสี่ยงจากฝุ่นละอองและไฟป่าความรุนแรงสูง
  4. การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชนให้มีความมั่นใจในการวางแผนและประสานงานกับหน่วยงานภายนอก
  5. การเชื่อมโยงองค์ความรู้ของชุมชนกับนักวิชาการและหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายด้านการจัดการไฟป่าและหมอกควันในอนาคต

เชียงรายในฐานะ “สนามทดลอง” การจัดการไฟป่าเชิงลุ่มน้ำ

บทบาทของเชียงรายในโครงการครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจังหวัดที่เผชิญปัญหาไฟป่าและหมอกควัน หากแต่เป็น “สนามทดลองเชิงยุทธศาสตร์” ที่แสดงให้เห็นว่าการจัดการไฟป่าจำเป็นต้องก้าวข้ามแนวคิดแบบสั่งการจากส่วนกลางเพียงทางเดียว

การมีสถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงทำหน้าที่ “ตัวกลางทางความรู้” เชื่อมระหว่างชุมชน หน่วยงานรัฐ และภาควิชาการระดับชาติ ช่วยให้กระบวนการจัดการไฟป่ามีทั้งหลักฐานเชิงประจักษ์ การมีส่วนร่วม และความชอบธรรมในสายตาสังคม ขณะเดียวกัน การที่ชุมชนชาติพันธุ์ลุกขึ้นมาจัดทำแผนของตนเอง ก็ทำให้บทสนทนาจากนี้ไปไม่ใช่เพียง “รัฐพูด ชุมชนฟัง” แต่เป็นการแลกเปลี่ยนบนฐานความเท่าเทียมมากขึ้น

แผนไฟป่าจากลุ่มน้ำกก สู่คำตอบใหม่ของวิกฤตหมอกควันภาคเหนือ

เมื่อพิจารณาจากภาพรวม โครงการจัดทำแผนจัดการไฟป่าระดับลุ่มน้ำและชุมชนในตำบลแม่ยาวครั้งนี้ อาจดูเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งบ่ายของอาสาสมัคร 50 คน ทว่าในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือก้าวสำคัญของการสร้าง “สถาปัตยกรรมใหม่” ในการจัดการไฟป่าและฝุ่นควันของภาคเหนือ

หากแผนงานที่ได้จากเวทีวันที่ 13 มกราคม สามารถขับเคลื่อนต่อในภาคสนาม และได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานรัฐ ก็มีโอกาสสูงที่ลุ่มน้ำกกจะกลายเป็นตัวอย่างของการจัดการไฟป่าที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง และหากต้นแบบนี้ได้รับการขยายผลไปยังจังหวัดอื่นในภาคเหนือ วิกฤตหมอกควันที่คนไทยเผชิญมานานอาจเริ่มมี “ทางออกที่มองเห็นได้” มากขึ้น

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 ไม่ได้อยู่ที่การหาคนผิด แต่อยู่ที่การออกแบบระบบที่ทำให้ไฟอยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัย ป่าฟื้นตัวได้ ชุมชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการยอมรับในฐานะ “ผู้พิทักษ์ผืนป่า” คู่กับสังคมไทยทั้งประเทศ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียงเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • นายประวิทย์ ธุระวร ชาวบ้านห้วยขมนอกและประธานป่าชุมชนบ้านแม่ยาว
  • ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายคิกออฟยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส” ปี 2569 สกัดไฟป่า PM2.5 ด้วย Single Command

เชียงรายเข้ม! กฎหมายดับไฟป่าโทษสูงสุด 30 ปี พร้อมเปิด 903 ห้องปลอดฝุ่นทั่วจังหวัดปี 2569

เชียงราย, 9 มกราคม 2569 – สนามหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย แถวขบวนรถดับเพลิง รถบรรทุกน้ำ และชุดลาดตระเวนดับไฟป่าจากทุกอำเภอเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางหมอกเช้าบางๆ ที่ยังปกคลุมเหนือยอดเขา นี่ไม่ใช่เพียงพิธีเปิดงานตามฤดูกาล แต่คือ “สัญญาณเริ่มต้นศึกใหญ่” ที่จังหวัดเชียงรายประกาศเดินหน้าเต็มกำลังกับวิกฤตไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส ไร้หมอกควัน” สำหรับปี 2569

ภายในพิธี Kick Off นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ย้ำต่อหน้าผู้แทนทุกหน่วยงาน ทหาร ตำรวจ ปกครอง ป่าไม้ สาธารณสุข ผู้นำชุมชน อาสาสมัครกู้ภัย และสื่อมวลชนว่า ปัญหาคุณภาพอากาศไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่เป็น “ลมหายใจร่วมกันของคนเชียงรายทุกคน” พร้อมประกาศให้การจัดการมลพิษทางอากาศและไฟป่าเป็น “ภารกิจเร่งด่วนระดับจังหวัด” ที่ต้องขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

บทเรียนจากปี 2568 จุดความร้อนลดฮวบ แต่รอยไหม้ในป่ากลับเพิ่ม

ก่อนจะเดินหน้าสู่แผนปี 2569 จังหวัดเชียงรายได้ย้อนดูข้อมูลปี 2568 อย่างละเอียด เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาเป็นเพียง “การดับไฟเฉพาะหน้า” หากแต่เป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวบนฐานข้อมูลที่ชัดเจน

รายงานจากศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 จังหวัดเชียงราย ระบุว่า ช่วง 1 กุมภาพันธ์ – 8 พฤษภาคม 2568 จังหวัดเชียงรายสามารถ “ลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspots)” ลงได้อย่างมีนัยสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติการณ์

  • ปี 2567 พบจุดความร้อนสะสม 3,885 จุด
  • ปี 2568 ลดลงเหลือเพียง 611 จุด
  • คิดเป็นการลดลง 84.3%

แต่เมื่อหันไปดู “พื้นที่เผาไหม้จริง” จากภาพดาวเทียมกลับพบความจริงอีกด้านหนึ่ง

  • ปี 2567 พื้นที่เผาไหม้รวม 62,521 ไร่
  • ปี 2568 ลดลงเหลือ 52,311 ไร่ ลดลงประมาณ 16.33% เท่านั้น

เมื่อแยกตามลักษณะที่ดิน ข้อมูลยิ่งน่าจับตา

  • พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกเผาเพิ่มขึ้นกว่า 58.8%
  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์ถูกเผาเพิ่มขึ้นกว่า 60%
  • การเผาในแปลงข้าวโพดและไร่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นกว่า 234%
  • การเผาในพื้นที่นาข้าวเพิ่มสูงขึ้นถึง 354%

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ “จำนวนจุดไฟ” จะน้อยลง แต่ “ไฟแต่ละจุดลุกลามกินพื้นที่มากขึ้น” โดยเฉพาะในเขตป่าและพื้นที่สูง ซึ่งเข้าถึงยากและดับยากกว่าเดิม สะท้อนว่าต้นตอสำคัญของปัญหายังเชื่อมโยงกับรูปแบบการใช้ที่ดิน การเตรียมพื้นที่เกษตร และกิจกรรมมนุษย์มากกว่าปัจจัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

เมื่อมองระดับอำเภอ ภาพความเหลื่อมล้ำยิ่งชัดเจนขึ้น

  • อำเภอเวียงแก่น มีจุดความร้อนมากที่สุด 114 จุด โดยเฉพาะตำบลปอเพียงตำบลเดียวพบถึง 72 จุด
  • อำเภอเวียงป่าเป้า พบ 95 จุด
  • อำเภอพาน พบ 77 จุด

พื้นที่เหล่านี้ล้วนเป็นพื้นที่สูง พื้นที่ป่าสงวน และเขตไร่หมุนเวียนที่มีประวัติการเผาซ้ำซาก ขณะที่อำเภอเมืองเชียงรายและแม่สรวยกลับมีแนวโน้มดีขึ้นจากมาตรการเข้มข้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ภูมิประเทศแอ่งกระทะและ “ฝาชีอากาศ” ที่คลุมเชียงราย

หากถามว่าทำไมไฟป่าและหมอกควันในเชียงรายจึงรุนแรงกว่าหลายพื้นที่ในประเทศ คำตอบหนึ่งอยู่ที่ “ภูมิประเทศและสภาพอากาศ”

เชียงรายเป็นจังหวัดชายแดนที่โอบล้อมด้วยแนวเทือกเขาสูง เป็นเสมือน “แอ่งกระทะ” ทางภูมิศาสตร์ ทำให้การระบายอากาศในช่วงฤดูแล้งเป็นไปอย่างจำกัด รายงานการวิเคราะห์ทางอุตุนิยมวิทยาชี้ว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2568 อัตราระบายอากาศรายชั่วโมงของเชียงรายมักต่ำกว่า 5,000 ตารางเมตรต่อวินาที โดยเฉพาะช่วงเวลา 18.00–11.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็นกดทับและลมอ่อน

สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion)” ชั้นอากาศอุ่นด้านบนกดทับชั้นอากาศเย็นด้านล่าง ทำหน้าที่เหมือน “ฝาชีครอบเมือง” ดักควันไฟและฝุ่นละออง PM2.5 ไม่ให้ลอยตัวขึ้นสูง กระจายตัวไม่ได้ ฝุ่นจึงสะสมหนาแน่นใกล้พื้นดินและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน

อำเภอเมืองเชียงราย แม่สาย และเชียงของ คือสามพื้นที่ที่ “รับผลเต็มๆ” เพราะตั้งอยู่ตามเส้นทางลมจากลุ่มน้ำโขง เมื่อรวมกับลักษณะภูเขาโอบล้อม จึงไม่ต่างจากการนำควันไฟจากทั้งภูเขาและประเทศเพื่อนบ้านมารวมกันไว้ในแอ่งเดียว

สถิติ PM2.5 ภาพรวมดีขึ้น แต่ชายแดนยังวิกฤต

ด้านคุณภาพอากาศ ภาพรวมของปี 2568 มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน

  • ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ทั้งปีของเชียงรายอยู่ที่ 39.18 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลดลงจากปี 2567 ที่ 52.63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือลดลงประมาณ 25.5%
  • จำนวนวันที่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกินเกณฑ์มาตรฐาน (37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ลดจาก 64 วัน เหลือ 42 วัน หรือลดลงราว 34.4%

หากดูเป็นรายสถานีตรวจวัดภาพจะคมชัดยิ่งขึ้น

  • สถานีตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ค่าเฉลี่ยลดลงราว 30% แสดงถึงผลของมาตรการในเมืองที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม
  • แต่ที่สถานีตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย กลับยังเป็น “จุดวิกฤต” ของจังหวัด พบวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานถึง 62 วัน และวันที่ 10 เมษายน 2568 ค่าฝุ่นพุ่งสูงสุดถึง 123.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับสีแดง “มีผลกระทบต่อสุขภาพ”
  • ที่อำเภอเชียงของ ค่าฝุ่นสูงสุดในช่วงวิกฤตอยู่ที่ประมาณ 94.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม้ไม่สูงเท่าแม่สาย แต่ก็เกินมาตรฐานอย่างมาก

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า แม้มาตรการควบคุมการเผาและจุดความร้อนภายในจังหวัดจะได้ผล แต่ “ฝุ่นจำนวนมากไม่ได้เกิดในเชียงรายเท่านั้น” หากมาจากการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าของประเทศเพื่อนบ้านตามแนวลุ่มน้ำโขง ซึ่งถูกลมพัดเข้าสู่พื้นที่ชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง

หมอกควันข้ามพรมแดน ปัญหาที่เชียงรายแก้ลำพังไม่ได้

ข้อมูลจาก GISTDA และหน่วยงานด้านดาวเทียมของไทยชี้ว่า ในช่วงต้นฤดูแล้งปี 2568 มีการสะสมของจุดความร้อนจำนวนมากในเมียนมา ลาว และกัมพูชา ทิศทางลมช่วงดังกล่าวพัดจากทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านแนวเทือกเขาและลุ่มน้ำโขงก่อนจะมาสะสมตัวในภาคเหนือตอนบน

ดังนั้นแม้จุดความร้อนในเชียงรายจะลดลงอย่างมาก แต่ควันไฟจากนอกพรมแดนยังไหลทะลักเข้าเมือง โดยจังหวัดชายแดนอย่างแม่สายเปรียบเสมือน “ด่านหน้ารับฝุ่น” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหานี้จึงถูกยกระดับเป็นประเด็นเชิงนโยบาย ที่ต้องอาศัยทั้งการหารือระดับภูมิภาคในกรอบลุ่มน้ำโขง และกลไกความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

ยุทธศาสตร์ 2569 Single Command และ 3R Model เดินคู่เทคโนโลยีดาวเทียม

บนฐานข้อมูลดังกล่าว จังหวัดเชียงรายจึงออกแบบยุทธศาสตร์ปี 2569 ให้ “เข้มข้นกว่าที่ผ่านมา” ทั้งในด้านการสั่งการ การป้องกัน การเผชิญเหตุ และการฟื้นฟู โดยใช้แนวคิดหลัก 2 ส่วน คือ Single Command และ 3R Model

1) Single Command – สั่งการจุดเดียว เชื่อมทุกภาคส่วน

จังหวัดได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 อย่างเป็นทางการ ทำหน้าที่เป็น “สมองกลาง” ในการรวบรวมข้อมูลจากดาวเทียม ระบบแจ้งเหตุ Tamfire ข้อมูลคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ และรายงานภาคสนามจากอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ ก่อนจะสั่งการไปยังอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน

ระบบ Single Command ช่วยให้การตอบโต้เหตุไฟป่าและจุดความร้อนทำได้ “รวดเร็วและแม่นยำ” มากขึ้น เจ้าหน้าที่สามารถเข้าพื้นที่ได้ก่อนที่ไฟจะลุกลามเป็นวงกว้าง ลดโอกาสเกิด Burn Scars ขนาดใหญ่แบบที่เคยเกิดในปีที่ผ่านมา

2) 3R Model – เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนพืช เปลี่ยนเศษวัสดุ

ในมิติการจัดการเชื้อเพลิง จังหวัดเชียงรายนำ 3R Model มาปรับใช้ร่วมกับภาคเกษตรอย่างจริงจัง

  1. Re-Habit – ปรับพฤติกรรม
    รณรงค์ให้เกษตรกรลดและเลิกการเผาในที่โล่ง หันมาใช้วิธีจัดการเศษวัสดุด้วยการไถกลบ ทำปุ๋ยหมัก และทำนาเปียกสลับแห้งซึ่งช่วยลดทั้งควันและก๊าซเรือนกระจก
  2. Replace with High Value Crops – เปลี่ยนเป็นพืชมูลค่าสูง
    จังหวัดผลักดันให้ “กาแฟ” กลายเป็นพืชยุทธศาสตร์บนพื้นที่สูง โดยปี 2568 เชียงรายก้าวขึ้นเป็น ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ผลผลิตรวมราว 4,850 ตัน การปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ ช่วยให้ชาวบ้านหวงแหนป่า ลดแรงจูงใจในการบุกรุกพื้นที่ใหม่ และลดการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ไร่หมุนเวียน
  3. Replace with Alternate Uses – แปรรูปเศษวัสดุ
    เศษฟางข้าว ตอซัง และซากพืชไร่ถูกแปรรูปเป็นปุ๋ยชีวภาพ ชีวมวล และอาหารสัตว์ มีกำลังการจัดการวัสดุเหลือใช้รวมมากกว่า 5 แสนตัน ในปีที่ผ่านมา โดยเพียงเครื่องอัดฟางก็สามารถอัดฟางข้าวได้รวมกว่า 183,000 ตัน

มาตรการ 3R นี้ถูกออกแบบให้เดินคู่กับความร่วมมือจากภาคเอกชน เช่น โครงการ “Zero Burn” และการนำเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วยจัดการในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ลดภาระแรงงานคนและลดแรงจูงใจในการเผา

กฎหมายเข้ม–สุขภาพต้องมาก่อน ห้องปลอดฝุ่น 903 แห่งทั่วจังหวัด

อีกด้านหนึ่งของยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส” คือการคุ้มครองสุขภาพประชาชนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ในมิติสุขภาพ จังหวัดเชียงรายจัดตั้ง ห้องปลอดฝุ่น (Dust-free Rooms) รวม 903 แห่ง กระจายอยู่ในโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียน และศูนย์ชุมชน สำหรับเป็นที่พักพิงชั่วคราวในวันที่ค่าฝุ่นพุ่งสูง ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก และผู้สูงอายุสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ปลอดภัยเหล่านี้ได้

ตลอดปีที่ผ่านมา จังหวัดได้แจกจ่ายหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 รวมกว่า 1.12 ล้านชิ้น ทั้งยังมีการตรวจสุขภาพอาสาสมัครดับไฟป่าเกือบ 3,700 ราย และลงพื้นที่เยี่ยมบ้านกลุ่มเสี่ยงกว่า 11,000 ราย เพื่อติดตามผลกระทบด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน ด้านกฎหมายก็เข้มงวดไม่แพ้กัน

  • จังหวัดประกาศช่วง “ห้ามเผาโดยเด็ดขาด” ราว 92 วัน ตั้งแต่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม ของทุกปี
  • การเผาป่าในเขตอุทยานหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีโทษจำคุกสูงสุด 30 ปี หรือปรับสูงสุด 3 ล้านบาท
  • เกษตรกรที่ยังฝ่าฝืนการเผา จะถูกบันทึกประวัติและ ตัดสิทธิ์รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ตามมาตรการ “ไม่เผา ไม่เสียสิทธิ์”

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายย้ำระหว่างพิธี Kick Off ว่า “การบังคับใช้กฎหมายไม่ใช่เพื่อจับคนของเราเอง แต่เพื่อปกป้องลมหายใจของทั้งจังหวัด หากเราปล่อยให้การเผากลายเป็นเรื่องปกติ สุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวจะเสียหายมากกว่าที่ใครคาดคิด”

เทคโนโลยีดาวเทียม–แอปพลิเคชัน–ข้อมูลเรียลไทม์ อาวุธใหม่ในสมรภูมิหมอกควัน

หนึ่งในหัวใจของยุทธศาสตร์ปี 2569 คือการดึง “เทคโนโลยี” มาเป็นอาวุธหลักในการบริหารจัดการสถานการณ์

จังหวัดเชียงรายใช้ข้อมูลจากดาวเทียม VIIRS และ MODIS เพื่อติดตามจุดความร้อนแบบรายวัน และใช้แนวคิด Time Series วิเคราะห์รูปแบบการเกิดไฟป่าซ้ำซากในแต่ละพื้นที่ ทำให้สามารถคาดการณ์ช่วงเวลาและจุดเสี่ยงล่วงหน้าได้

ระบบ Tamfire ถูกใช้เป็นแพลตฟอร์มแจ้งเหตุและสั่งการในภาคสนาม ขณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชัน Air4Thai และ AirBKK ได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจเรื่องการสวมหน้ากาก หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้บริการห้องปลอดฝุ่นในวันที่ค่าฝุ่นสูง

จากวิกฤตสู่โอกาส เชียงรายฟ้าใสกับเศรษฐกิจสีเขียว

แม้ไฟป่าและหมอกควันจะเป็นวิกฤตซ้ำซาก แต่ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ จังหวัดเชียงรายกำลังพยายาม “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส” ผ่านการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

การส่งเสริมกาแฟคุณภาพสูงบนพื้นที่สูง การผลักดันเกษตรกรรมยั่งยืน และการแปรรูปชีวมวลทางการเกษตร เป็นตัวอย่างของการใช้ “เครื่องมือเศรษฐกิจ” แทน “การสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว” เพราะเมื่อเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงจากพืชมูลค่าสูงและจากการขายเศษวัสดุแทนการเผา พวกเขาย่อมมีแรงจูงใจที่จะร่วมมือกับนโยบาย “จังหวัดไม่เผา” มากขึ้น

ในมุมของภาพลักษณ์ ระยะยาวหากเชียงรายสามารถลดหมอกควันได้อย่างต่อเนื่อง เมืองชายแดนแห่งนี้จะไม่ได้เป็นเพียง “จุดหมายท่องเที่ยวหน้าหนาว” แต่จะกลายเป็น “เมืองท่องเที่ยวสีเขียวที่ห่วงใยสุขภาพ” ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลกยุคหลังโควิด

ศึกยาวของ “เชียงรายฟ้าใส” ที่ต้องสู้ทั้งในจังหวัดและในภูมิภาค

ตัวเลขปี 2568 บอกเราว่า จังหวัดเชียงราย “เดินมาถูกทาง” ในการลดจำนวนจุดความร้อนและค่าฝุ่นเฉลี่ยรายปี แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนว่า “สมรภูมิยังไม่จบ” เพราะพื้นที่ป่าที่ถูกเผาและมลพิษจากประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเผชิญในทศวรรษหน้า

ปี 2569 จึงเป็นปีที่เชียงรายยกระดับยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส” ด้วยการผนึกกำลังทุกภาคส่วน ใช้เทคโนโลยีข้อมูลเป็นฐาน ใช้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นแรงขับเคลื่อน ใช้กฎหมายคุมเข้ม และใช้เครือข่ายชุมชนกับอาสาสมัครเป็นด่านหน้าในพื้นที่

เหนือสิ่งอื่นใด การ Kick Off ในวันนี้ไม่ใช่เพียงพิธีเปิดแผนงานราชการ หากเป็นการส่งสารไปถึงคนเชียงรายทุกคนว่า “ลมหายใจของเมืองนี้ อยู่ในมือของเราทุกคน” การงดเผา การแจ้งเหตุไฟป่า การดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว รวมถึงการร่วมกันผลักดันให้ภาครัฐเดินหน้าความร่วมมือระดับภูมิภาค คือส่วนหนึ่งของการคืนท้องฟ้าสีฟ้าให้จังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคและกรมควบคุมมลพิษ (ข้อมูลสถานี ต.เวียง, ต.เวียงพางคำ และ ต.เวียง อ.เชียงของ)
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA
  • ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดเชียงราย
  • จังหวัดเชียงรายและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายชูระบบตามไฟและมาตรการข้าวโพดปลอดเผา แก้เกมฝุ่น PM 2.5 ปี 2569 ท่ามกลางเป้าหมายรัฐที่ยังท้าทาย

เชียงรายชู “ตามไฟ – งดเผา – ระดมชุมชน” ดันโมเดลสู้ PM2.5 รับปี 2569 ท่ามกลางคำถามใหญ่ต่อประสิทธิภาพนโยบายระดับชาติ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 – ย่างเข้าต้นปีใหม่ได้เพียงไม่กี่วัน จังหวัดเชียงรายก็เดินหน้าเข้าสู่ “โหมดรับมือไฟป่าและฝุ่น PM2.5” อย่างเต็มตัว ภายใต้แรงกดดันจากทั้งตัวเลขพื้นที่เผาในภาคเหนือที่ยังไม่ลดลงตามเป้าหมายของรัฐบาล และบทเรียนจากมาตรการระดับชาติที่ไม่เคยบรรลุ KPI มาตั้งแต่แผนวาระฝุ่นแห่งชาติ ปี 2562 จนถึงมาตรการปี 2567

ในห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.ชร.) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำปี 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคความมั่นคง และเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่

เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ดับไฟ” เมื่อเกิดเหตุ แต่คือการลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และพฤติกรรมเผาในพื้นที่โล่งลงให้ได้จริง ผ่านมาตรการผสมผสานระหว่างกฎหมาย เทคโนโลยีข้อมูลดาวเทียม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเดินคู่ไปกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลกลางที่กำลังเร่งขันนอตมาตรการสู้ฝุ่น PM2.5 ในปี 2569 ด้วยเช่นกัน

จาก ครม. ถึงชายแดนเหนือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” และ MOU 4 กระทรวง เพื่อปิดประตูการเผา

ในระดับชาติ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ “ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ. …” โดยจุดประสงค์สำคัญคือ “ตัดวงจรการเผา” ที่แฝงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานพืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ

สาระหลักของประกาศคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องมี “หนังสือรับรองปลอดเผา” ยืนยันว่าผลผลิตดังกล่าวไม่ได้มาจากแปลงเพาะปลูกที่ใช้การเผา หากตรวจสอบพบว่ามาจากการเกษตรที่ไม่ปลอดเผา รัฐสามารถใช้มาตรการจำกัดหรือห้ามนำเข้าได้โดยตรง แนวทางนี้ถูกวางให้ “เดินคู่” กับการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรภายในประเทศ

ในเวลาเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU ระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่

  • กระทรวงมหาดไทย
  • กระทรวงอุตสาหกรรม
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

สาระของความร่วมมือคือ การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่ เพื่อลดการเกิดฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้เทคโนโลยีตรวจจับจุดความร้อน และการออกแบบมาตรการเศรษฐกิจเพื่อลดแรงจูงใจในการเผา

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปยังผลการดำเนินงานปี 2567 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและ GISTDA ที่ถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดย Rocket Media Lab สะท้อนตรงกันว่า เป้าหมายสำคัญหลายข้อยังไม่บรรลุ ทั้งพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน พื้นที่เกษตร และค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในแต่ละภูมิภาคของประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “นโยบายมีอะไรใหม่” แต่คือ “บทเรียนเก่าได้ถูกนำไปใช้แล้วหรือยัง” – โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างภาคเหนือและจังหวัดชายแดน เช่น เชียงราย

บทเรียนจากตัวเลข เมื่อ KPI ปี 2567 ไม่เดินตามแผน

แผนการลดฝุ่น PM2.5 ปี 2567 ถูกออกแบบให้เป็นภาคต่อของ “วาระแห่งชาติด้านฝุ่นละออง” ที่ประกาศครั้งแรกในปี 2562 โดยมีตัวชี้วัดหลัก (KPI) ที่ท้าทาย เช่น

  1. ลดพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์และป่าสงวน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  2. ลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  3. ลดพื้นที่เผาในป่าและพื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 10–20%
  4. ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 และจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในทุกภูมิภาค

แต่เมื่อย้อนดูตัวเลขจริง พบว่าหลายตัวชี้วัด “เดินสวนทาง” กับเป้าอย่างน่ากังวล

  • พื้นที่ป่าสงวนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 3,731,468 ไร่
    • ปี 2567 เผา 3,819,335 ไร่
    • เพิ่มขึ้น 2.35% แทนที่จะลดลง 50%
  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ลดลงราว 14.43% แต่ยังห่างจากเป้าหมายลด 50% มาก
  • พื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 1,206,204 ไร่
    • ปี 2567 เผา 1,609,633 ไร่
    • เพิ่มขึ้นถึง 33.45%
  • พื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • เพิ่มขึ้นถึง 878% แสดงให้เห็นการขยายตัวของการเผาในพื้นที่อื่นของประเทศ

ในด้านคุณภาพอากาศ กรุงเทพฯ ถือเป็น “กรณีศึกษา” ที่ชัดเจนที่สุดจากฐานข้อมูล The World Air Quality Index Project ซึ่ง Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์ พบว่าในปี 2567

  • กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี (สีเขียว) เพียง 43 วัน หรือ 11.81% ของปี
  • วันที่อากาศปานกลาง (สีเหลือง) 252 วัน หรือ 69.23%
  • วันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้มและแดง) รวมกันยังอยู่ในระดับที่ต้องจับตา แม้มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน

เมื่อเทียบค่าฝุ่นกับ “บุหรี่” ตามเกณฑ์ของ Richard A. Muller ที่เปรียบ PM2.5 เฉลี่ย 22 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน พบว่า

  • ปี 2567 คนกรุงเทพฯ สูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,297 มวนต่อปี
  • ลดลงจาก 1,370 มวนในปี 2566 เพียงเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่าปี 2564–2565

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้มาตรการและ “วาทกรรมเรื่องการแก้ฝุ่น” จะเข้มข้นขึ้นทุกปี แต่ผลลัพธ์จริงยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ สิ่งที่เห็นชัดคือ แม้ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในภาคเหนือจะลดลงจาก 62 เป็น 46 ไมโครกรัม/ลบ.ม. (ลดลงราว 25.81%) แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าหมายลดลง 40% ตามที่ตั้งไว้ ขณะที่จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในภาคเหนือกลับเพิ่มขึ้นเป็น 129 วัน สวนทางกับเป้าหมายที่ต้องการลดลง 30%

นี่คือฉากหลังสำคัญที่ทำให้ “แผน 2569 ของเชียงราย” ถูกจับตามองว่า จะสามารถสร้างความแตกต่างจากปีที่ผ่านมาได้มากน้อยเพียงใด

เชียงรายยกเครื่องรับมือปี 2569 จากห้องประชุม ปภ. ถึงคำสั่งงดเผา-ห้ามเผา

การประชุมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย มีวาระสำคัญคือ “การจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ประจำปี 2569 พร้อมกันทั้งจังหวัด” ในวันที่ 8 มกราคม 2569

สาระสำคัญของแผนเตรียมความพร้อม ได้แก่

  1. การจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า–หมอกควัน
  2. การเตรียมพร้อมกำลังพล เครื่องจักร สาธารณภัย และอุปกรณ์ดับไฟอย่างเป็นระบบ
  3. การปล่อยขบวนรณรงค์ป้องกันไฟป่าและหมอกควันในชุมชนเสี่ยง
  4. การพิจารณาจัด “ทอดผ้าป่า” เพื่อระดมกองทุนสำหรับงานป้องกันไฟป่าของจังหวัดเชียงรายโดยเฉพาะ

ควบคู่กับกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ จังหวัดเชียงราย โดย กอ.ปภ.ชร. ได้วาง “ปฏิทินควบคุมการเผา” อย่างชัดเจนว่า

  • 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569
    ขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งทุกชนิด
  • 14 กุมภาพันธ์ – 10 พฤษภาคม 2569
    ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ถือเป็น “ช่วงวิกฤต” ที่ต้องลดความเสี่ยง Hotspot ให้เหลือน้อยที่สุด

แม้จะเป็นมาตรการที่คุ้นเคยในจังหวัดภาคเหนือ แต่สิ่งที่เชียงรายพยายามทำให้ต่างออกไปในปีนี้ คือการ “ต่อยอดด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสะท้อนสถานการณ์จริง ไม่ใช่เพียงคำสั่งบนกระดาษ

 “ตามไฟ” และข้อมูลดาวเทียม เมื่อเชียงรายใช้เทคโนโลยีเป็นดวงตาที่สอง

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของเชียงรายในปี 2569 คือการนำเสนอและหารือการใช้งานระบบ “ตามไฟ” (tamfire.net) ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.ดร.สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์

“ตามไฟ” เป็นแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่ดึงข้อมูลจากระบบตรวจจับจุดความร้อนของ NASA FIRMS ผ่านดาวเทียม VIIRS และ MODIS เพื่อนำมาวิเคราะห์แบบ Near Real-Time ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ จุดแข็งของระบบนี้ ได้แก่

  • การแสดงจุดความร้อน (Hotspot) แบบวันต่อวัน สามารถดูย้อนหลังได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด
  • การวิเคราะห์แบบ Time Series ทำให้เห็น “พฤติกรรม” ของไฟป่า ไม่ใช่เพียงจุดที่เกิดไฟ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
  • การสรุปข้อมูลในรูปแบบ Dashboard แยกตามเขตปกครองและเขตป่าต่าง ๆ ทำให้ฝ่ายปกครองและหน่วยงานดับไฟป่าสามารถ “อ่านภาพรวม” ได้รวดเร็ว
  • การดาวน์โหลดข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อในระดับจังหวัด อำเภอ หรือชุมชน

สำหรับเชียงราย ความสำคัญของ “ตามไฟ” ไม่ได้อยู่แค่แผนที่จุดแดงบนหน้าจอ แต่คือการใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็น “ฐานกลาง” ให้หน่วยงานในจังหวัดพูดคุยกันบนข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน ทั้งฝ่ายปกครอง ป่าไม้ ทหาร และ อปท. ลดข้อโต้แย้งเรื่อง “พื้นที่ใคร–ความรับผิดชอบใคร” และหันมาโฟกัสว่า จุดใดควรส่งกำลังเข้าไปดับก่อน จุดใดเสี่ยงลุกลามสู่ชุมชน หรือจุดใดสะท้อนพฤติกรรมเผาซ้ำในพื้นที่เดิมทุกปี

ในมุมเชิงนโยบาย หากเชื่อม “ตามไฟ” กับปฏิทินงดเผา–ห้ามเผา จังหวัดจะสามารถใช้ข้อมูล Hotspot เป็นหนึ่งในหลักฐานเพื่อกำกับดูแล บังคับใช้กฎหมาย หรือผูกกับมาตรการจูงใจ–ลงโทษในระดับหมู่บ้านและตำบลได้ชัดเจนขึ้น

ภาคเหนือทั้งภูมิภาค เมื่อตัวเลขพื้นที่เผายังสวนทางเป้าหมาย

แม้เชียงรายจะเดินหน้าด้วยเครื่องมือใหม่และปฏิทินควบคุมการเผาที่ชัดเจน แต่ปัญหาไฟป่า–หมอกควันในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดเดียว หากมองทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือจากข้อมูลของ GISTDA จะเห็นภาพใหญ่ที่ท้าทายอย่างมาก คือ

  • พื้นที่เผาในป่าสงวนและป่าอนุรักษ์แม้บางส่วนจะลดลง แต่ยังไม่สามารถลดได้ถึง 50% ตามเป้าที่ตั้งไว้
  • พื้นที่เกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย กลับมีการเผาเพิ่มขึ้นกว่า 30% ขึ้นไป

เมื่อเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐบาลที่ตั้งใจลดการเผาในพื้นที่เกษตรและป่า ทั้งในและนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ จะเห็นว่า “เป้าเชิงตัวเลข” ปี 2567 ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ปี 2568–2569 รัฐบาลต้องทบทวน KPI ใหม่ ลดระดับความคาดหวังในบางพื้นที่ (จากลด 50% เหลือ 25–30%) และเพิ่มความละเอียดในเชิง “กลุ่มพืช” เช่น นาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การลด KPI อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ “ยอมแพ้เชิงตัวเลข” หรือเป็นการปรับเป้าให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อค่อย ๆ ไต่ระดับไปสู่เป้าหมายระยะยาว ซึ่งคำตอบจะอยู่ที่ผลลัพธ์ในช่วงฤดูไฟป่า–หมอกควันที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่เดือนข้างหน้า

จากกรุงเทพฯ ถึงเชียงราย เมื่อสุขภาพคนเมืองและคนดอยอยู่บนเส้นเดียวกัน

แม้เชียงรายและภาคเหนือจะเป็น “แนวหน้าของไฟป่า” แต่สถานการณ์ PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูเขาและป่าไม้ ตัวเลขจากกรุงเทพฯ ที่คนเมืองสูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่กว่า 1,297 มวนต่อปี ในปี 2567 สะท้อนว่า “คนเมืองใหญ่” ก็ตกอยู่บนเส้นวิกฤตสุขภาพไม่ต่างจากคนเหนือ

กรุงเทพมหานครจึงต้องออก (ร่าง) แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา PM2.5 ปี 2568–2569 ภายใต้กรอบวาระแห่งชาติฝุ่นละออง โดยมีทั้งมาตรการตลอดปี เช่น

  • ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ
  • การตรวจจับควันดำยานพาหนะ
  • การควบคุมไซต์ก่อสร้าง
  • การผลักดัน Ecosystem รถพลังงานไฟฟ้า
  • การควบคุมการเผาในที่โล่งและพื้นที่การเกษตรรอบเมือง
  • ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและชุมชน

และมาตรการเฉพาะช่วงวิกฤต เช่น การพิจารณาปิดโรงเรียน การจำกัดรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าพื้นที่เมือง หรือการประกาศเขตภัยพิบัติในกรณีที่ค่าฝุ่นเกิน 150 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ติดต่อกัน 5 วัน

หากมองแบบ “ภาพใหญ่ของประเทศ” จะเห็นว่าปัญหา PM2.5 เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่

  • นโยบายการค้าสินค้าเกษตร (เช่น การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)
  • พฤติกรรมการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าในภาคเหนือและภูมิภาคอื่น
  • การปล่อยมลพิษจากยานพาหนะและอุตสาหกรรมในเขตเมืองใหญ่
  • ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้สภาพอากาศนิ่งและการระบายอากาศแย่ลงในช่วงฤดูหนาว

ในบริบทนี้ เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียง “จังหวัดหนึ่งใน 17 จังหวัดภาคเหนือ” แต่เป็น “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ที่นโยบายระดับชาติกำลังถูกทดสอบผ่านเครื่องมือใหม่อย่าง “ตามไฟ” และกลไกร่วมของชุมชน

คำถามปลายเปิดปี 2569 นโยบายใหม่จะหยุดฝุ่นเก่าได้จริงหรือไม่

เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งจากรัฐบาลกลาง หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม นักวิจัย และจังหวัดเชียงราย จะเห็นประเด็นสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อที่สังคมควรจับตาในปี 2569

  1. จากเอกสารสู่การปฏิบัติในไร่–ในป่า
    • มาตรการหนังสือรับรอง “ข้าวโพดปลอดเผา” และการไม่รับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา หากไม่มีระบบติดตามจริงจังในพื้นที่ชายแดน ภาคเหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน อาจกลายเป็นเพียง “กำแพงบนกระดาษ” ที่ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมในพื้นที่ได้จริง
  2. เชียงรายโมเดล เทคโนโลยี + ชุมชน จะช่วยลด Hotspot ได้แค่ไหน
    • ระบบ “ตามไฟ” ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพไฟป่าและจุดความร้อนชัดเจนขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือ “การใช้ข้อมูลนั้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง” ทั้งในเชิงการวางแผนล่วงหน้า การจัดสรรกำลังพล และการสื่อสารกับชุมชนให้เข้าใจว่าพื้นที่ของตนเองถูกจับตามองอย่างไร
  3. KPI ที่ลดลง กับความคาดหวังของประชาชนที่ยังสูงเหมือนเดิม
    • การลดเป้าหมายจากลดการเผา 50% เหลือ 25–30% อาจช่วยให้หน่วยงานรัฐ “ไม่ล้มเหลวบนกระดาษ” อีกครั้ง แต่สำหรับประชาชนในเชียงราย ภาคเหนือ และกรุงเทพฯ ที่ยังต้องใส่หน้ากากในช่วงฤดูฝุ่น คำถามคือ “ชีวิตจริงจะดีขึ้นตามตัวเลข KPI หรือไม่”

ในมุมของจังหวัดเชียงราย การกำหนดปฏิทินงดเผา–ห้ามเผาที่ชัดเจน การวางแผนระดมพลและเครื่องมือด้านสาธารณภัย และการหยิบเทคโนโลยี “ตามไฟ” มาใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแปลงนโยบายระดับประเทศให้เป็นมาตรการจับต้องได้ในพื้นที่ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนในจังหวัด – ตั้งแต่หมู่บ้าน ชุมชน เกษตรกร ไปจนถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจ – รับรู้ว่า “อากาศที่สะอาด” ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐ แต่คือทุนชีวิตและทุนเศรษฐกิจร่วมกันของคนเชียงรายทั้งจังหวัด

ปี 2569 จึงอาจเป็นปีชี้ชะตาว่า “เชียงรายโมเดล” จะสามารถก้าวข้ามบทเรียนความล้มเหลวของเป้าหมาย PM2.5 ในอดีต และกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ นำไปปรับใช้ หรือจะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งปีที่กราฟตัวเลข Hotspot และค่าฝุ่นย้อนกลับมาถามซ้ำว่า – เราได้ทำดีที่สุดแล้วจริงหรือยัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะรัฐมนตรี / กระทรวงพาณิชย์
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอ.ปภ.ชร.)
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • Rocket Media Lab
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ENVIRONMENT

มาตรการแก้ฝุ่น PM 2.5 เชียงรายปี 2569 ชูนวัตกรรมไบโอชาร์และสวนลดฝุ่น สร้างเศรษฐกิจสีเขียว

เชียงรายรุกนวัตกรรมและมาตรการเข้ม สู้ศึกฝุ่น PM 2.5 ปี 2569

เชียงราย,26 ธันวาคม 2568 – ขณะที่ฤดูหนาวกำลังเข้าสู่จังหวัดเชียงราย ท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นสบาย ภาพของทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามกลับถูกบดบังด้วยความกังวลเรื่องหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่กำลังจะกลับมาอีกครั้ง แต่ในปีนี้ จังหวัดเชียงรายไม่ได้นิ่งนอนใจ หากแต่ได้เตรียมความพร้อมรับมือด้วยมาตรการที่เข้มข้นและนวัตกรรมที่น่าจับตามอง พร้อมสร้างแบบอย่างใหม่ในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน

สถานการณ์ปัจจุบัน เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 รายงานสถานการณ์จุดความร้อน (Hotspots) ในจังหวัดเชียงรายพบจำนวน 6 จุด กระจายอยู่ที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง 2 จุด อำเภอขุนตาล 2 จุด อำเภอแม่สรวย 1 จุด และอำเภอเชียงของ 1 จุด โดยส่วนใหญ่พบในพื้นที่นาข้าวและพื้นที่เกษตรกรรมอื่นๆ แม้ว่าค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในเมืองเชียงราย แม่สาย และเชียงของ ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร แต่ทุกภาคส่วนต่างตระหนักดีว่านี่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของปัญหาที่อาจบานปลายได้หากไม่มีการป้องกันอย่างจริงจัง

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ภาคการเกษตร ครั้งที่ 4/2568 ว่า สถานการณ์จุดความร้อนในพื้นที่เกษตรกรรมระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 11 ธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคเหนือที่มีจุดความร้อนสะสมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์ 176 จุด เชียงราย 158 จุด และพิจิตร 105 จุด

ภาพรวมระดับประเทศ ลดลงแต่ยังไม่พอ

ตัวเลขสถิติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แสดงให้เห็นความก้าวหน้าที่น่าชื่นชม ประเทศไทยมีจำนวนจุดความร้อนสะสมทั้งหมดทั่วประเทศลดลง 43% จาก 4,862 จุดในปี 2567 เหลือ 2,772 จุดในปี 2568 โดยเฉพาะจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรกรรมลดลงถึง 49% จาก 3,025 จุด เหลือ 1,533 จุด ในส่วนของจุดความร้อนในเขตปฏิรูปที่ดิน (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) ก็ลดลง 44%

แต่สิ่งที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนสำคัญคือ แม้ภาคเกษตรจะลดการเผาลงได้มากกว่า 40% แต่ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยรวมยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองที่ค่าฝุ่นกลับสูงขึ้นก่อนฤดูการเผาในภาคเกษตรจะเริ่มต้น สะท้อนให้เห็นว่าปัญหามาจากหลายแหล่งกำเนิดและปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา ไม่เพียงแต่ภาคเกษตรเท่านั้นที่ต้องแก้ไขปัญหา แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ข้อมูลจากกรุงเทพมหานครระบุถึงสาเหตุการเกิดฝุ่น PM 2.5 หลัก 3 ประการ ได้แก่ สภาพอากาศปิด โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมของทุกปี การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ในเขตเมือง และการเผาชีวมวลในภาคเกษตรกรรม ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากฝีมือมนุษย์ จึงน่าจะสามารถบริหารจัดการได้หากมีความตั้งใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

มาตรการ “งดเผาเด็ดขาด” จากกองอำนวยการจังหวัด

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอปภ.จ.เชียงราย) ได้ออกประกาศขอความร่วมมือเชิงรุกอย่างชัดเจน โดยขอให้งดการเผาในที่โล่งทุกชนิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกำหนดมาตรการหลายด้านเพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นจากความตระหนักว่าในช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องจนถึงฤดูร้อนของทุกปี มักเกิดสถานการณ์ปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็กมีค่าสูงเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เป็นสาเหตุสำคัญก่อให้เกิดวิกฤตมลพิษหมอกควัน ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และทัศนวิสัยในการคมนาคมทั้งทางบกและทางอากาศ

มาตรการสำคัญที่กำหนดขึ้น ประกอบด้วย

  1. การควบคุมการเผาอย่างเข้มงวด ขอความร่วมมืองดการเผาทุกประเภท ทั้งเศษวัสดุทางการเกษตรและขยะมูลฝอยในที่โล่ง ทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท รวมถึงในสถานที่ราชการ เอกชน ที่สาธารณประโยชน์ พื้นที่เกษตรกรรม บ้านเรือนที่อยู่อาศัย และพื้นที่อื่นๆ โดยให้ปรับเปลี่ยนวิธีการกำจัดจากการเผาเป็นการนำไปใช้ประโยชน์หรือย่อยสลายด้วยวิธีที่เหมาะสม
  2. การบริหารจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ กำหนดให้มีการควบคุมฝุ่นละอองและฝุ่นควันจากถนน การก่อสร้างอาคาร การประกอบกิจการอุตสาหกรรม และโรงงาน โดยใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการป้องกัน มีการเก็บกวาดวัสดุที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง การล้างถนนและสถานที่ประกอบการ รวมถึงการฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ โดยเฉพาะในช่วงเวลา 06.00 – 08.00 น. และ 18.00 – 20.00 น. หรือตามความเหมาะสม
  3. การจัดการมลพิษจากการจราจร ตรวจและแก้ไขปัญหารถควันดำทั้งรถยนต์ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เข้มงวดให้รถบรรทุก รถขนส่งสินค้า รถขนย้ายวัสดุก่อสร้าง และรถขนส่งพืชผลทางการเกษตร ใช้ผ้าใบปกคลุมให้มิดชิด พร้อมทั้งรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในช่วงเวลาที่ค่ามลพิษทางอากาศสูง
  4. การควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงในการปล่อยฝุ่นละออง หากตรวจพบว่ามีการปล่อยมลพิษทางอากาศเกินกว่ามาตรฐาน ให้ดำเนินการแก้ไขตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  5. การจัดทำห้องปลอดฝุ่น (Safety Zone) กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจัดทำห้องปลอดฝุ่นในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์วิกฤตหมอกควันที่มีค่าฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน

นวัตกรรมเปลี่ยน “เศษวัสดุ” เป็น “ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง”

หากมาตรการข้างต้นเป็นการแก้ปัญหาแบบตัดวงจรการเผา นวัตกรรมที่จังหวัดเชียงรายนำเสนอในครั้งนี้คือการเปลี่ยนต้นตอของปัญหาให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายรุจิศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการและงาน Kick off เปิดตัว “โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน” ณ วัดหนองปึ๋ง ตำบลจันจว้าใต้ อำเภอแม่จัน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน เกษตรกร และยุวชนจากโรงเรียนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

โครงการนี้เป็นความตั้งใจของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มุ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นวัตกรรมที่โดดเด่นประกอบด้วย

  1. แอปพลิเคชันบริหารจัดการวัสดุเหลือทิ้ง เป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ประกอบการที่ต้องการวัสดุเหลือทิ้ง สร้างธรรมาภิบาลในการจัดการทรัพยากร เปลี่ยนเศษวัสดุให้เกิดมูลค่าและลดปัญหาการเผาอย่างเป็นระบบ
  2. การแปรรูปเศษวัสดุเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง นำเปลือกข้าวโพด ตอซังข้าว และเศษไม้มาแปรรูปเป็นภาชนะรักษ์โลก ถาดรองไข่ คอนกรีตบล็อกประสานจากไบโอชาร์ และถ่านไบโอชาร์ ช่วยหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่อย่างคุ้มค่า
  3. เทคโนโลยีเตาเผาต่อเนื่อง พัฒนาเตาเผาสำหรับไบโอชาร์ที่เชื่อมต่อกับเตาเผาเซรามิก เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดมลพิษจากการเผาไหม้ และสามารถกักเก็บน้ำส้มควันไม้ได้ 100% เพื่อส่งเสริมการเกษตรปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  4. เจลหน่วงไฟจากธรรมชาติ วิจัยและพัฒนาเพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า ปกป้องระบบนิเวศและสุขภาวะของประชาชน โดยใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100%
  5. วัสดุกรองอากาศประสิทธิภาพสูง พัฒนาจากไบโอชาร์ สามารถลดค่าฝุ่น PM 2.5 ได้ถึง 85-98% รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในงานถนนลาดยางมะตอย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสารพิษก่อมะเร็งบนท้องถนน

ผลสำเร็จของโครงการจะถูกต่อยอดผ่านการจัดตั้ง “ศูนย์ฝึกอบรมอาชีพและสาธิตการแปรรูปวัสดุชีวภาพ” เพื่อมอบให้เป็นแหล่งเรียนรู้คู่ชุมชน ณ ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน สร้างความเชื่อมั่นว่านวัตกรรมของไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

สวนต้นแบบลดฝุ่น” และเกษตรทางเลือก

นอกจากนวัตกรรมที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีแล้ว การใช้พลังของธรรมชาติในการดักจับฝุ่นก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกันเปิดตัว “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” ณ โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย

นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือที่ได้พัฒนาสวนต้นแบบซึ่งใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นเป็นกลไกในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากระบบที่มีการเผามาเป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย อธิบายว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” โดย วว. และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ร่วมกับโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย จัดทำสวนต้นแบบเพื่อแสดงศักยภาพของไม้ดอกไม้ประดับในการลดฝุ่นในเขตเมือง

ทีมนักวิจัย วว. ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย โดยได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดอกแอสเตอร์ หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้

ที่สำคัญคือ โครงการนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาทต่อราย

ดร.วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คณะนักวิจัยได้พัฒนาสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 แห่งนี้ เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและเป็นตัวอย่างของการนำไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นมาใช้ในการลดฝุ่นในเขตเมืองอย่างสร้างสรรค์ การมีสวนต้นแบบลดฝุ่นในโรงเรียนเช่นนี้ นอกจาก

จะช่วยป้องกันผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ต่อเด็กนักเรียนแล้ว ยังเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาชุมชนในอนาคต

ถอดบทเรียนความสำเร็จจาก “โมเดลอ้อยและน้ำตาล”

หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจที่สุดของการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 คือการถอดบทเรียนจากความสำเร็จของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำมาปรับใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2568/2569 โดยการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 9/2568 มีมติเห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2568/2569 ในอัตรา 890 บาทต่อตัน ที่ระดับความหวาน 10 ซี.ซี.เอส. พร้อมกำหนดอัตราขึ้นลงของราคาอ้อยที่ 53.40 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส.

มาตรการจูงใจที่สำคัญ ได้แก่

  1. มาตรการด้านราคา กำหนดราคาอ้อยขั้นต้นที่ชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร พร้อมโบนัสสำหรับอ้อยสดสะอาด 100%
  2. การควบคุมการรับอ้อยเผา กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยเผาเข้าหีบได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน และให้โรงงานหยุดรับอ้อยเข้าหีบตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2569 รวมถึงรับเฉพาะอ้อยสดเข้าหีบตั้งแต่เริ่มต้นหีบอ้อยจนถึงวันเด็ก (วันที่ 10 มกราคม 2569)
  3. โครงการคนละครึ่ง Farmer Plus สนับสนุนเครื่องสาง-ตัด-กวาด-อัด-สับคลุก เพื่อการตัดอ้อยสด โดยให้โรงงานรวมกลุ่มชาวไร่อ้อยมากกว่า 4,515 กลุ่ม มีจำนวนเกษตรกรชาวไร่อ้อยรวมกลุ่มกว่า 60,000 ราย ภาครัฐสนับสนุนจัดหาอุปกรณ์ในอัตราครึ่งหนึ่งของราคาซื้อตามนโยบายคนละครึ่งของรัฐบาล
  4. มาตรการทางภาษี การลดหย่อนภาษีให้แก่โรงงานน้ำตาลที่รับอ้อยเผาตามเกณฑ์ที่กำหนด และขอลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่รับซื้อใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิง
  5. การส่งเสริมการลงทุน พิจารณาสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการนำเข้ารถตัดอ้อยแบบปลอดอากร เพื่อให้โรงงานน้ำตาลและเกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถนำเข้ารถตัดอ้อยใหม่ขนาดใหญ่จากต่างประเทศมาใช้งาน

มาตรการระดับกระทรวง ครบวงจรและเป็นระบบ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมมาตรการกำจัดปัญหาฝุ่นละอองในปีงบประมาณ 2569 อย่างครอบคลุม ประกอบด้วย

  1. การดัดแปรสภาพอากาศ จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยงเกิดมลภาวะในช่วงเดือนธันวาคม 2568 – พฤษภาคม 2569 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นจำนวน 12 วัน พบว่าค่าคุณภาพอากาศ (AQI) ดีขึ้น 83.33% และปริมาณฝุ่นลดลงเฉลี่ย 36.6%
  2. การขยาย GAP ปลอดการเผา กำหนดเป้าหมายขยายการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices – GAP) ปลอดการเผาให้ได้ 10,000 แปลง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชมูลค่าสูงแทนข้าวโพด และแนะนำให้ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังลดการเผา ในปี 2568 มาตรฐาน GAP PM2.5 Free Plus ได้ให้การรับรองเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไปแล้ว 4,431 แปลง จากพื้นที่ทั้งหมด 41,055 ไร่
  3. การส่งเสริมการไถกลบตอซัง ส่งเสริมการไถกลบตอซังและผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการเผาในพื้นที่เป้าหมายรวม 23,000 ไร่ ซึ่งในปี 2568 พบว่าพื้นที่รณรงค์ 73 จังหวัด มีจุด Hotspot ลดลง 35.59% และสามารถลดการปล่อย PM2.5 ได้ถึง 160 ตัน
  4. โครงการ “ฟางมา…วัวอิ่ม” พัฒนาเทคโนโลยีจัดการเศษวัสดุการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ โดยในปี 2568 ดำเนินการในพื้นที่ 4,300 ไร่ ลดปริมาณฝุ่นได้ประมาณ 14,000 กิโลกรัม และกำหนดเป้าหมายปี 2569 ส่งเสริมในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 2,700 ไร่
  5. โครงการ “ฟางมา…ปลาโต” นำฟางข้าวและตอซังมาสร้างอาหารธรรมชาติในบ่อปลา โดยในปี 2568 ใช้เศษวัสดุ 278,146 กิโลกรัม จาก 4 จังหวัด (เชียงราย พะเยา นครพนม และกาฬสินธุ์) ช่วยลดการเกิด PM 2.5 ได้ถึง 3,431 กิโลกรัม และกำหนดแผนปี 2569 ขยายผลเป็น 10 จังหวัด เกษตรกร 250 ราย ตั้งเป้าลดการเผาตอซัง 100,000 กิโลกรัม
  6. โครงการลดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน ปี 2569 มีเป้าหมาย 12,000 ไร่ เกษตรกร 1,200 ราย ใน 55 จังหวัด โดยจัดตั้งศูนย์รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งได้เปิดศูนย์ในภาคเหนือแล้ว 17 แห่ง และมีแผนจะเปิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีก 20 ศูนย์ และภาคกลาง 18 ศูนย์เพิ่มเติม

การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงาน

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบแนวทางปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานให้กับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อมุ่งหน้าสู่การบริหารจัดการเชิงรุกที่มีข้อมูลเป็นฐาน (Data-Driven Management) โดยถอดแบบความสำเร็จจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีมาตรการทางกฎหมาย การส่งเสริม และการเพิ่มมูลค่าในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยอย่างชัดเจน

โดยขอให้จัดตั้งกลุ่มภารกิจ (Cluster) รับผิดชอบเฝ้าระวังพื้นที่การเกษตรเป็นรายภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมการข้าวเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคเหนือ กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคกลาง และสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฝ่ายเลขานุการเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้การติดตามและแก้ไขปัญหามีความเป็นเอกภาพและวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการยกระดับการทำงานจากการเป็นเพียง “คณะประชุม” สู่การเป็น “คณะทำงานบริหารจัดการ” อย่างแท้จริง

จากวิกฤตสู่โอกาส

การที่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานต่างๆ เตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในปี 2569 ด้วยมาตรการที่หลากหลายและครอบคลุมนี้ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ที่สำคัญ จากการมองปัญหาเป็นเพียงวิกฤตที่ต้องแก้ไข มาสู่การมองเป็นโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ที่ยั่งยืน

การผสมผสานระหว่างมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวด นวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ และการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ คือสูตรสำเร็จที่จังหวัดเชียงรายกำลังนำเสนอให้กับประเทศ แม้ว่าตัวเลขสถิติจะแสดงให้เห็นว่าปัญหาลดลงอย่างชัดเจน แต่การที่ค่าฝุ่นในเขตเมืองยังคงสูงขึ้นก็เตือนใจเราว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของภาคเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง

จังหวัดเชียงรายตั้งเป้าเป็นจังหวัดต้นแบบที่ใช้ทั้ง “กฎหมายเข้ม” และ “นวัตกรรมสร้างรายได้” เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน หากความพยายามเหล่านี้ประสบความสำเร็จ จะไม่เพียงแต่แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เท่านั้น แต่จะสร้างแบบอย่างของการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศได้

การต่อสู้กับฝุ่น PM 2.5 ในปี 2569 จะเป็นการทดสอบที่สำคัญ ว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสได้หรือไม่ และจังหวัดเชียงรายกำลังนำทางด้วยความมุ่งมั่นและนวัตกรรมที่น่าจับตามอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอปภ.จ.เชียงราย)
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม
  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
  • สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME