Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายก อบจ.เชียงราย นำทีมปฏิบัติการ “โฮงยาใกล้บ้าน Plus” เสริมแกร่ง รพ.สต. หวังลดป่วยหนักกลุ่มโรค NCDs

อบจ.เชียงราย ปักหมุด “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” เติมอาวุธคัดกรอง NCDs ให้ รพ.สต. เวียงป่าเป้า–เชียงของ หวัง “จับให้เจอเร็ว” ลดป่วยเรื้อรังถึงประตูบ้าน

เชียงราย,21 มกราคม 2569  – ในหลายครัวเรือนของเชียงราย ความเจ็บป่วยไม่ได้เริ่มต้นด้วยเหตุฉุกเฉินที่พาไปโรงพยาบาลใหญ่ หากเริ่มจาก “อาการเล็กน้อยที่ถูกมองข้าม” เวียนหัวบ่อยขึ้น เหนื่อยง่ายขึ้น ปลายเท้าชาเล็กน้อย หรือความดันที่ขึ้นๆ ลงๆ จนกลายเป็นความคุ้นชิน กระทั่งวันหนึ่งความคุ้นชินนั้นพาไปสู่คำวินิจฉัยที่เปลี่ยนชีวิตทั้งบ้าน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคเรื้อรังอื่นๆ ในกลุ่ม โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพที่ต้องแบกรับภาระโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ภายใต้การนำของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เดินหน้าผลักดันนโยบาย อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ (โฮงยาใกล้บ้าน Plus)” ให้เห็นภาพจริงในระดับชุมชน ผ่านการสนับสนุนอุปกรณ์การแพทย์สำหรับคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตแก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัด อบจ. เพื่อขยาย “บริการปฐมภูมิ” ให้เข้าถึงบ้านคนมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่ยังมีต้นทุนสูงทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และกำลังของผู้สูงอายุ

จากตัวเลขโลก สู่ความจริงหน้าบ้าน เมื่อ NCDs ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

หากมองจากภาพใหญ่ NCDs คือหนึ่งในความท้าทายของระบบสาธารณสุขทั่วโลก รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) เคยชี้ให้เห็นว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสัดส่วนการเสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลก และเป็นภาระที่กระทบประเทศรายได้ต่ำและปานกลางอย่างหนัก โดยมีความเสี่ยงทับซ้อนกับปัจจัยด้านพฤติกรรม สังคม และความเหลื่อมล้ำ (อ้างอิงภาพรวมจากรายงานสถานการณ์ NCDs ของ WHO)

ขณะที่ในบริบทประชากรสูงวัย WHO ยังสะท้อนภาพเชิงระบบว่า เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ภาระโรคและภาวะสูญเสียสุขภาวะ (DALYs) มักถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสำคัญ ซึ่งทำให้ประเทศและท้องถิ่นต้องยิ่งเน้น “ป้องกัน–คัดกรอง–ควบคุมโรค” ในระดับปฐมภูมิ ไม่ใช่รอรักษาเมื่ออาการหนัก

ภาพใหญ่เหล่านี้ เมื่อตัดกลับมาที่เชียงราย กลายเป็นคำถามเชิงนโยบายที่ตรงไปตรงมา เราจะทำอย่างไรให้คนเจอโรคเร็วขึ้น ก่อนที่โรคจะพาเขาไปถึงภาวะแทรกซ้อน? และ จะทำอย่างไรให้การดูแลโรคเรื้อรังไม่กลายเป็นภาระซ้ำซ้อนที่ผลักคนจนให้จนลง?

คำตอบหนึ่งที่หลายพื้นที่เริ่มเดินไปในทิศทางเดียวกัน คือ “ทำให้หน่วยปฐมภูมิแข็งแรง” และให้เครื่องมือกับด่านหน้าที่อยู่ใกล้ประชาชนที่สุด

อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่คำขวัญ แต่คือการวางระบบให้ตรวจได้ถึงชุมชน

นโยบาย “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ (โฮงยาใกล้บ้าน Plus)” ของ อบจ.เชียงราย ถูกวางให้เป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงด้านบริการสุขภาพ โดยย้ำแนวคิดสำคัญว่า “ระยะทางไม่ควรเป็นกำแพงของการรักษา” และ “การคัดกรองคือด่านสำคัญของการลดป่วยหนัก”

ในทางปฏิบัติ นโยบายนี้ถูกขับเคลื่อนผ่านการลงพื้นที่ส่งมอบอุปกรณ์คัดกรองที่จำเป็นต่อการเฝ้าระวังโรคเรื้อรัง โดยมี 2 ปฏิบัติการหลักต่อเนื่องในช่วงวันที่ 19–20 มกราคม 2569 ครอบคลุมอำเภอเวียงป่าเป้า และอำเภอเชียงของ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งชุมชนเมืองย่อย ชุมชนชนบท และบริบทการเดินทางที่ต่างกัน

ปฏิบัติการที่ 1 เวียงป่าเป้า เสริมเครื่องมือคัดกรองเชิงรุกให้ รพ.สต. 3 แห่ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. อบจ.เชียงรายมอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุข ลงพื้นที่ อำเภอเวียงป่าเป้า เพื่อส่งมอบอุปกรณ์คัดกรองสุขภาพ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิต และ เครื่องเจาะน้ำตาลในเลือดพร้อมแถบตรวจ ณ ห้องประชุม รพ.สต.แม่เจดีย์ โดยมี รพ.สต. ในสังกัด อบจ.เชียงรายเข้ารับมอบ 3 แห่ง ได้แก่

  • รพ.สต.เวียงกาหลง
  • รพ.สต.แม่เจดีย์
  • รพ.สต.แม่เจดีย์ใหม่

การรับมอบมีคณะผู้อำนวยการ รพ.สต. และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่ร่วมรับมอบ เพื่อยกระดับความพร้อมของหน่วยปฐมภูมิในการคัดกรอง เฝ้าระวัง และติดตามกลุ่มเสี่ยง NCDs ในระดับชุมชน (ข้อมูลตามที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

ในเชิงข่าว นี่ไม่ใช่เพียงการ “ให้เครื่องมือ” แต่เป็นการ “เพิ่มโอกาส” ให้บุคลากรด่านหน้า โดยเฉพาะ รพ.สต. และ อสม. ที่ทำงานใกล้ชิดกับคนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทาง

เพราะสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ “การไปโรงพยาบาล” อาจไม่ใช่เรื่องยากเฉพาะค่าเดินทาง แต่หมายถึงคนดูแลที่ต้องลางาน รถที่ต้องหา เวลาและแรงที่ต้องใช้ และความเสี่ยงจากการรอคิวนาน ทั้งหมดคือกำแพงที่ทำให้หลายคนเลื่อนการตรวจออกไปเรื่อยๆ จนโรคเดินนำหน้าไปไกล

ปฏิบัติการที่ 2 เชียงของ   “กระเป๋าโฮงยาใกล้บ้าน” ไปถึง 4 ตำบล

ต่อเนื่องในวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 13.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ อำเภอเชียงของ พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา อบจ. และเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุข เพื่อมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ในรูปแบบ “กระเป๋าโฮงยาใกล้บ้าน” ซึ่งประกอบด้วยเครื่องมือคัดกรองสำคัญ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิต และเครื่องเจาะน้ำตาลในเลือดพร้อมแถบตรวจ ให้แก่ รพ.สต. ในสังกัด อบจ.เชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่

  • ต.ห้วยซ้อ
  • ต.ครึ่ง
  • ต.ศรีดอนชัย
  • ต.สถาน

โดยมี นายทวี ครึ่งธิ ผอ.รพ.สต.บ้านห้วยซ้อ พร้อมคณะผู้อำนวยการ รพ.สต. ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น และ อสม. ร่วมให้การต้อนรับและร่วมรับมอบ (ข้อมูลตามที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

หากเวียงป่าเป้าเป็นภาพของการเสริมกำลัง “ฐานบริการปฐมภูมิ” เชียงของคือภาพของการเน้น “เข้าถึงเป็นเครือข่าย” เพราะบริบทพื้นที่มีการกระจายตัวของชุมชน และความจำเป็นต้องพึ่งพา “ระบบส่งต่อและติดตาม” ที่ทำงานร่วมกันได้ระหว่าง รพ.สต.–อสม.–ผู้นำชุมชน

NCDs ในมุมของคนทำงาน ทำไม “เครื่องวัดความดัน” และ “เครื่องเจาะน้ำตาล” ถึงเป็นหัวใจ

สำหรับคนทั่วไป อุปกรณ์คัดกรองอาจดูเป็น “เครื่องมือพื้นฐาน” แต่สำหรับหน่วยปฐมภูมิ เครื่องมือสองประเภทนี้คือประตูด่านแรกของการคุมเกมโรคเรื้อรัง

  1. ความดันโลหิตสูง มักไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจ และไต หากคัดกรองเร็วและติดตามต่อเนื่อง จะช่วยลดโอกาสเกิดเหตุการณ์รุนแรงในอนาคต
  2. เบาหวาน เช่นกัน หากปล่อยให้น้ำตาลสูงสะสมโดยไม่รู้ตัว ความเสียหายค่อยๆ เกิดกับเส้นเลือด ปลายประสาท ไต และดวงตา จนเมื่อแสดงอาการชัด บางครั้งก็เป็น “ช่วงที่แก้ยากและแพง” แล้ว

จุดนี้เองที่คำว่า “จับให้เจอเร็ว” มีความหมายทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพซ่อนอยู่   การลงทุนกับการคัดกรองและป้องกัน มักใช้ทรัพยากรน้อยกว่าการรักษาภาวะแทรกซ้อน และสำคัญที่สุดคือ ลดความสูญเสียของครัวเรือน ที่ต้องรับภาระดูแลผู้ป่วยระยะยาว

คำกล่าวจากพื้นที่ “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” กับความหมายของความเท่าเทียม

ในกิจกรรมที่เชียงของ นายก อบจ.เชียงรายได้สื่อสารทิศทางเชิงนโยบายว่า อบจ.ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และการทำงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้บริการสุขภาพเข้าถึงประชาชนได้จริง โดยยึดแนวทาง “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” เป็นแกนการขับเคลื่อน (ตามถ้อยคำและสาระที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

ในเชิงวาระสาธารณะ คำกล่าวลักษณะนี้กำลังชี้ให้เห็น “ความคาดหวังใหม่ของประชาชนต่อท้องถิ่น” กล่าวคือ ท้องถิ่นไม่ใช่เพียงผู้จัดบริการสาธารณะด้านกายภาพ แต่กำลังถูกคาดหวังให้เป็น “กลไกสุขภาวะ” ที่ลดความเหลื่อมล้ำได้จริง โดยเฉพาะในจังหวัดที่พื้นที่กว้าง ชุมชนกระจาย และสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากรายงานสถิติระดับจังหวัดของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ชุดรายงานจังหวัดเชียงราย) สะท้อนบริบทโครงสร้างประชากรและสังคมที่ท้องถิ่นต้องรับมือมากขึ้น ทั้งด้านผู้สูงอายุและภาระการดูแลในครัวเรือน ซึ่งทำให้การขยับของ อบจ.เชียงรายในมิติ “สุขภาพใกล้บ้าน” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมครั้งคราว แต่เป็นการตอบโจทย์โครงสร้างระยะยาว

เวียงป่าเป้า–เชียงของ เลือกพื้นที่อย่างมีนัย ไม่ใช่ทำแบบหว่าน

สองพื้นที่ที่ถูกเน้นในข่าวครั้งนี้สะท้อน “ตรรกะเชิงระบบ” ที่ต่างกันแต่เสริมกัน

  • เวียงป่าเป้า มีชุมชนกระจายหลายตำบลและมีความต้องการบริการปฐมภูมิที่เข้มแข็งเพื่อคัดกรองและติดตามโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง การเสริมอุปกรณ์ให้ รพ.สต. 3 แห่งจึงเป็นการเพิ่มกำลัง “จุดบริการ” ให้ทำงานได้คล่องขึ้น
  • เชียงของ เป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การค้าชายแดน และการเคลื่อนย้ายของผู้คนในระดับหนึ่ง ทำให้การทำงานสุขภาพชุมชนต้องยึด “เครือข่าย” เป็นแกน   รพ.สต. หลายตำบลทำงานร่วมกับ อสม. และผู้นำชุมชน เพื่อคัดกรองถึงบ้านและส่งต่อเมื่อจำเป็น

ในมุมของงานข่าวเชิงลึก นี่คือรายละเอียดที่ช่วยให้ผู้อ่านเห็นว่า นโยบายเดียวกันสามารถออกแบบ “วิธีทำงาน” ให้เหมาะกับพื้นที่ได้ ไม่ใช่ยกโมเดลเดียวไปใช้ทุกแห่งแบบไม่ดูบริบท

AI, เทคโนโลยี และ “คำถามที่ต้องตอบให้ได้” หากอยากให้ผลลัพธ์เกิดจริง

แม้ข่าวนี้เน้นการมอบอุปกรณ์ แต่ในยุคที่หลายหน่วยงานพูดถึงการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการดูแลสุขภาพ สิ่งที่สังคมต้องการเห็นควบคู่กัน คือ “ระบบหลังบ้าน” ที่ทำให้อุปกรณ์ทำงานเกิดผลต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำให้เกิดภาพข่าวเพียงวันเดียว

คำถามเชิงนโยบายที่ควรถูกวางไว้ในข่าวอย่างตรงไปตรงมา ได้แก่

  1. เวชภัณฑ์สิ้นเปลืองและการซ่อมบำรุง เครื่องเจาะน้ำตาลต้องใช้แถบตรวจอย่างต่อเนื่อง หากแถบตรวจไม่พอ หรือกระบวนการจัดซื้อช้า การคัดกรองจะสะดุดทันที
  2. มาตรฐานการวัดและการสอบเทียบ เครื่องวัดความดันต้องมีความแม่นยำและมีมาตรฐาน เพื่อให้ผลคัดกรองนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง
  3. การจัดการข้อมูลและระบบติดตาม คัดกรองแล้ว “ต้องตามต่อ” ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต้องได้รับการนัดติดตาม การให้คำแนะนำ และการส่งต่อเมื่อเกินศักยภาพปฐมภูมิ
  4. ตัวชี้วัดผลลัพธ์ (Outcomes) ถ้าตั้งเป้า “สกัด NCDs ถึงประตูบ้าน” ควรมีตัวชี้วัดอย่างน้อย 3 ชั้น
    • ชั้นที่ 1: จำนวนคนคัดกรองเพิ่มขึ้นเท่าไร (coverage)
    • ชั้นที่ 2: จำนวนกลุ่มเสี่ยงที่เข้าสู่การติดตามต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเท่าไร (continuity)
    • ชั้นที่ 3: ภาวะแทรกซ้อน/การส่งต่อฉุกเฉิน/การนอนโรงพยาบาลลดลงหรือไม่ (impact)

การตั้งคำถามเหล่านี้ไม่ใช่การลดทอนความสำเร็จ แต่เป็นการ “ทำให้ความสำเร็จเดินต่อได้” และนี่คือหัวใจของงานข่าวเชิงนโยบายที่มุ่งประโยชน์สาธารณะ

เมื่อ “สุขภาพ” คือเศรษฐกิจของบ้าน และ “ปฐมภูมิ” คือเกราะของชุมชน

ในท้ายที่สุด ข่าวนี้ไม่ได้พูดถึงเครื่องมือแพทย์เท่านั้น แต่กำลังพูดถึง “ต้นทุนชีวิต” ของผู้คน

เพราะในโลกของ NCDs ความสูญเสียมักค่อยๆ สะสม ค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ของผู้ดูแล รายได้ที่หายไปจากการลางาน ภาระหนี้สินในครัวเรือน และความเครียดที่ก่อตัวจนกระทบทั้งสุขภาพกายและใจ

ในภาพใหญ่ WHO เคยเตือนว่าการรับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่ “ทำได้จริงในระดับประเทศและชุมชน” และหากไม่เร่งดำเนินการ ภาระจะยิ่งเพิ่มขึ้นทั้งด้านชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

ดังนั้น การที่ อบจ.เชียงรายเลือกขับเคลื่อน “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” ด้วยการเสริมความพร้อม รพ.สต. และเครือข่าย อสม. จึงเป็นการเดินหมากที่สอดคล้องกับตรรกะสาธารณสุขร่วมสมัย ลดความเหลื่อมล้ำด้วยบริการใกล้บ้าน และลดป่วยหนักด้วยการคัดกรองให้เร็ว

ข่าวดีของวันนี้ กับ “งานหนักของพรุ่งนี้” ที่ต้องเดินต่อ

ภาพข่าวการมอบอุปกรณ์คัดกรองให้ รพ.สต. ในเวียงป่าเป้าและเชียงของ คือสัญญาณเชิงบวกของการยกระดับบริการปฐมภูมิ   ทำให้คนเข้าถึงการตรวจได้ง่ายขึ้น ทำให้หน่วยด่านหน้าทำงานได้มั่นใจขึ้น และทำให้คำว่า “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” มีความหมายมากกว่าถ้อยคำบนป้าย

แต่หากต้องการให้ผลลัพธ์เกิดจริงตามเป้าหมาย “สกัด NCDs ถึงประตูบ้าน” ภารกิจถัดไปคือการทำให้ระบบเดินต่อเนื่อง ตั้งงบเวชภัณฑ์ให้พอ วางมาตรฐานเครื่องมือให้แม่น สร้างฐานข้อมูลให้ติดตามได้ และรายงานผลให้ประชาชนเห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม

ในสนามนโยบายสุขภาพ ความสำเร็จไม่ใช่ “วันที่มอบของ” แต่คือ “วันที่จำนวนคนป่วยหนักลดลง” และถ้าการลงทุนวันนี้ทำให้ชาวเชียงรายวันพรุ่งนี้ “เจอโรคเร็ว รักษาเร็ว และอยู่กับครอบครัวได้นานขึ้น” นั่นจึงเป็นชัยชนะที่แท้จริงของนโยบายสุขภาพใกล้บ้าน

สถิติ/ข้อมูลชวนคิด 

  • ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพโลก และเป็นประเด็นที่ WHO ติดตามและรายงานต่อเนื่อง
  • ในบริบทประชากรสูงวัย ภาระการสูญเสียสุขภาวะ (DALYs) จำนวนมากเกี่ยวข้องกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และจำเป็นต้องเน้นมาตรการป้องกัน คัดกรอง ดูแลต่อเนื่อง
  • รายงานสถิติระดับจังหวัด (เชียงราย) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติสะท้อนบริบทโครงสร้างประชากรและสังคมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุในระยะยาว
  • WHO เคยประเมินว่าหากประเทศต่างๆ นำมาตรการที่ได้ผลมาใช้จริงอย่างทั่วถึง จะสามารถลดการเสียชีวิตจาก NCDs ได้จำนวนมากในทศวรรษหน้า (อ้างอิงข่าวสรุปจากรายงาน WHO)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • กองสาธารณสุข อบจ.เชียงราย
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัด อบจ.เชียงราย: เวียงกาหลง, แม่เจดีย์, แม่เจดีย์ใหม่ และ รพ.สต.ในพื้นที่ ต.ห้วยซ้อ, ต.ครึ่ง, ต.ศรีดอนชัย, ต.สถาน อ.เชียงของ
  • เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ในหลวง-ราชินี เสด็จฯ เปิดพระราชานุสาวรีย์ ณ รพ.ศูนย์ มฟล. หมุดหมายใหม่สาธารณสุขลุ่มน้ำโขง

รพ.ศูนย์การแพทย์ มฟล. กับหมุดหมาย “Mekong Regional Medical Hub” ทำไม “โรงพยาบาล” ถึงเปลี่ยนอนาคตเมืองได้

เชียงราย,15 มกราคม 2569 – ลองคิดภาพแบบง่ายๆ เมืองหนึ่งจะโตได้จริง ไม่ใช่แค่มีถนนดีหรือห้างใหม่ แต่ต้องมี “ระบบที่ทำให้คนอยู่ได้อย่างมั่นใจ” และสุขภาพคือระบบใหญ่ที่สุดของชีวิตเรา ถ้าคุณป่วยหนักแล้วต้องนั่งรถหลายชั่วโมงเพื่อไปรักษา เมืองนั้นก็เหมือนบ้านที่ยังไม่มีหลังคาแข็งแรง

เชียงรายกำลังเดินเข้าไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ผ่านบทบาทของ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (รพศ.มฟล.) ที่ถูกวางให้เป็นมากกว่าโรงพยาบาลรักษาโรค แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” และ “เครื่องยนต์ยุทธศาสตร์” ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) โดยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงระบุชัดว่าโรงพยาบาลนี้สร้างด้วยเงินลงทุน มากกว่า 4 พันล้านบาท จากงบรัฐและเงินบริจาคสาธารณะ พร้อมย้ำเป้าหมายการเป็น Regional Medical Hub ของลุ่มน้ำโขง เหตุการณ์วันที่ 15 มกราคม 2569 ไปจนถึงตัวเลข บุคลากร พันธกิจ 3Ps และคำถามสำคัญที่สังคมควรถามต่อ เพื่อให้การพัฒนานี้ “ไปถึงคนจริง” ไม่ใช่ไปถึงแค่ตัวเลขบนกระดาษ

ภาพรวม ที่เชียงราย พิธีเปิดพระราชานุสาวรีย์ สัญลักษณ์ของรากฐานทางสาธารณสุขไทย

เหตุการณ์สำคัญที่สะท้อน “จิตวิญญาณ” ของการสร้างระบบสุขภาพในพื้นที่ชายขอบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิด พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ประทับคู่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย นี่ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็น “หมุดความหมาย” ที่เชื่อมรากฐานสาธารณสุขไทยกับอนาคตของระบบสุขภาพชายแดน เพราะพื้นที่นี้คือประตูเชื่อมไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และโรคภัยก็ไม่เคยรู้จักเส้นพรมแดน

รายชื่อผู้ร่วมรับเสด็จและภาพสะท้อนความร่วมมือหลายภาคส่วน

ข้อมูลจากการรายงานพิธีระบุถึงการร่วมรับเสด็จของผู้แทนฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และฝ่ายมหาวิทยาลัย/โรงพยาบาล อาทิ ผู้แทนกองทัพ ผู้แทนจังหวัด ผู้บริหารสภามหาวิทยาลัย และผู้บริหารมหาวิทยาลัย รวมถึงประชาชนจากพิธีการสู่ “ความหมาย” ของระบบสุขภาพ ถ้าคุณมองให้ลึก พิธีนี้ทำหน้าที่เหมือน “การประกาศเจตนารมณ์” ว่าพื้นที่เชียงรายไม่ได้เป็นชายขอบของบริการสุขภาพอีกต่อไป แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็น “ศูนย์กลาง” ของการดูแลคนในภูมิภาค

เงินลงทุน “กว่า 4,000 ล้านบาท” บอกอะไรเราได้บ้าง เงินลงทุนไม่ใช่แค่ตึก แต่คือความสามารถของระบบ

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงระบุว่าโรงพยาบาลนี้สร้างด้วยเงินลงทุน มากกว่า 4 พันล้านบาท จากงบประมาณภาครัฐและเงินบริจาคของประชาชน  ตัวเลขนี้แปลเป็นภาษาคนได้ว่าเมืองกำลังสร้าง “ความสามารถรองรับวิกฤต” และ “ขีดความสามารถรักษาโรคซับซ้อน” ในพื้นที่ที่เดิมทีคนจำนวนมากต้องเดินทางไกลไปยังศูนย์ใหญ่

ที่มาของงบ รัฐ + เงินบริจาคสาธารณะ

โมเดล “รัฐร่วมประชาชน” สะท้อนความคาดหวังสองชั้น:

  1. ภาครัฐหวังให้เกิดการกระจายศูนย์บริการตติยภูมิ
  2. ประชาชนหวังให้ระบบนี้ตอบคำสัญญาเรื่องความเท่าเทียม

เมื่อเงินมาจากทั้งสองทาง “ความชอบธรรม” ก็สูงขึ้นตามไปด้วย แต่ในทางกลับกัน “มาตรฐานความโปร่งใสและการวัดผล” ก็ต้องสูงขึ้นเช่นกัน เพราะนี่คือเงินที่ทุกคนมีส่วนร่วม

โรงพยาบาลของประชาชน” กับหลักคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง วลี “ไม่ปฏิเสธผู้ป่วยเพราะความยากจน” สำคัญอย่างไร

มหาวิทยาลัยระบุแนวคิดผู้ก่อตั้ง/ผู้บริหารว่า “no patient should ever be denied medical care due to poverty” ซึ่งถูกย้ำในบริบทของการพัฒนาโรงพยาบาลเพื่อคนเชียงรายและขยายไปยังลุ่มน้ำโขง

ประโยคเดียวนี้ทำหน้าที่เหมือน “เข็มทิศจริยธรรม” เพราะในโลกจริง คนจนไม่ได้ป่วยน้อยกว่าใคร แต่เขามักเข้าถึงระบบช้ากว่าเสมอ และโรคก็ยิ่งแพงขึ้นทุกครั้งที่ปล่อยให้ช้า ภูมิศาสตร์ชายแดน ทำไมเชียงรายต้องมีศูนย์ตติยภูมิ

เชียงรายเป็น “ประตูภูมิภาค” ใกล้ทั้งลาว เมียนมา และเส้นทางสู่จีนตอนใต้ การมีศูนย์การแพทย์ที่ตั้งใจเชื่อม “การรักษา + การศึกษา + ความร่วมมือระหว่างประเทศ” จึงเป็นมากกว่าเรื่องสุขภาพ แต่เกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ระยะยาว ซึ่งมหาวิทยาลัยสื่อสารแนวคิดนี้อย่างชัดเจน

อัตรากำลัง 1,575 อัตรา และโจทย์คนทำงานที่ใหญ่พอๆ กับตึก เป้าหมายรองรับผู้ป่วย “ไม่ต่ำกว่าปีละ 4.6 แสนคน”

มติ ครม. ที่มหาวิทยาลัยรายงาน ระบุการเห็นชอบแผนเพิ่มอัตรากำลัง 1,575 อัตรา พร้อมงบประมาณ 401.87 ล้านบาท และตั้งเป้ารองรับผู้ป่วย ไม่ต่ำกว่าปีละ 4.6 แสนคน

นี่คือ “ตัวเลขที่ต้องแปลเป็นคุณภาพชีวิต” เพราะถ้ารองรับคนได้มากขึ้น แต่คิวรอนานขึ้น คุณภาพตกลง หรือบุคลากรเหนื่อยล้า ระบบก็เสี่ยงกลายเป็นเครื่องยนต์ที่เร่งจนพัง ความท้าทายด้านบุคลากรในพื้นที่ห่างไกล การดึงแพทย์เฉพาะทาง พยาบาลวิชาชีพ และทีมสหสาขามาอยู่ชายแดน ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือน แต่เป็นเรื่อง “ระบบสนับสนุนชีวิตการทำงาน” ตั้งแต่ที่พัก โอกาสวิชาการ ไปจนถึงความมั่นคงในครอบครัว จุดนี้เป็นโจทย์ร่วมของทั้งมหาวิทยาลัยและระบบรัฐ

4 พันธกิจ มากกว่ารักษา คือเรียนรู้ วิจัย และบริการเพื่อสังคม Tertiary Care งานโรคซับซ้อนและการส่งต่อ

บทบาทโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ในเชิงโครงสร้าง คือการเพิ่มศักยภาพการรักษาระดับสูงในภูมิภาค และทำให้ระบบส่งต่อ “ใกล้ขึ้น” สำหรับคนที่เดิมทีต้องออกนอกจังหวัดหรือไปศูนย์ใหญ่ Integrated Medicine แพทย์ปัจจุบัน + ไทย + จีน มหาวิทยาลัยสื่อสารว่าให้บริการผสมผสานแพทย์สมัยใหม่กับแพทย์แผนไทยและแผนจีน รวมถึงคลินิกเฉพาะทางหลายด้าน ในภาษาง่ายๆ นี่คือการทำให้ “การรักษา” ไม่ใช่เส้นตรงแบบยา-ผ่า-กลับบ้าน แต่เป็นเส้นทางที่มีการฟื้นฟู ดูแลต่อเนื่อง และมองคนแบบองค์รวมมากขึ้น ซึ่งถ้าทำได้จริง จะลดภาระโรคเรื้อรังในระยะยาว Social Innovation นวัตกรรมเพื่อคนชายขอบ งานด้าน “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ในพื้นที่ชายแดนมักเจอโจทย์เดิมคนอยู่ไกล ถนนยาก ภาษาไม่เหมือนกัน และบางพื้นที่เข้าถึงบริการฉุกเฉินลำบาก การใช้เทคโนโลยีด้านข้อมูล/พิกัดเพื่อยกระดับการเข้าถึง โดยเฉพาะการเชื่อมกับระบบฉุกเฉิน เป็นแนวคิดที่พบในงานสื่อสารของหน่วยงานในเครือมหาวิทยาลัย GMS Health เครือข่ายสุขภาพข้ามพรมแดน มหาวิทยาลัยระบุเป้าหมายขยายบริการและความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และย้ำบทบาทของเชียงรายในฐานะจุดยุทธศาสตร์

MFU Wellness Center และยุทธศาสตร์ 3Ps

มหาวิทยาลัยระบุชัดว่าให้บริการสุขภาพภายใต้กรอบ 3Ps: Promotion, Prevention, Prediction ผ่าน MFU Wellness Center และหน่วยบริการต่างๆ  Promotion สร้างทักษะสุขภาพให้คน “ยังไม่ป่วย” ลองถามตัวเอง ถ้าเรารอให้ป่วยก่อนค่อยรักษา เราก็เหมือนรอให้ไฟไหม้ก่อนค่อยหาถังดับเพลิง Promotion คือการสอนให้คนรู้จักดูแลตัวเองตั้งแต่ยังแข็งแรง กิน นอน ออกกำลังกาย ตรวจสุขภาพให้เป็นนิสัย Prevention คัดกรอง/ลดความเสี่ยงก่อนเจ็บหนัก Prevention คือการยอมรับความจริงว่า “โรคจำนวนมากป้องกันได้” โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ถ้าศูนย์สุขภาพทำงานเชิงรุกได้จริง โรงพยาบาลใหญ่ก็จะไม่ถูกกลืนด้วยเคสที่หนักขึ้นเพราะมาช้า Prediction อ่านอนาคตสุขภาพด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี Prediction คือการใช้ข้อมูลสุขภาพและเทคโนโลยีช่วยคาดการณ์ความเสี่ยง เพื่อให้การป้องกัน “เฉพาะบุคคล” มากขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยสื่อสารแนวทางนี้ในบริบทของ 3Ps อย่างต่อเนื่อง

สิทธิการรักษาและความมั่นใจของประชาชน UCEP เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต “รักษาได้ทุกที่”

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อธิบายนโยบาย UCEP ว่าเป็นการคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้เข้ารับการรักษาได้โดยไม่ถูกปฏิเสธตามสิทธิ และมีช่องทางประสานงาน/สอบถาม ทำไม “ความเข้าใจสิทธิ” คือด่านแรกของความเท่าเทียม โรงพยาบาลศูนย์ระดับภูมิภาคจะสร้างความมั่นใจให้คนได้มาก ถ้าการสื่อสารสิทธิทำให้เข้าใจง่าย ไม่สับสน และมีระบบช่วยเหลือจริง เพราะคนจำนวนมากไม่ได้ขาดสิทธิ แต่ขาด “ความรู้และความมั่นใจ” ในการใช้สิทธิ

เศรษฐกิจเมืองสุขภาพ เมื่อคนไข้ กลายเป็น “การเดินทาง” Health Destination vs Medical Tourism ต่างกันตรงไหน

Medical Tourism มักเน้น “การรักษาเป็นหลัก” แต่ Health Destination คือการทำให้เมืองทั้งเมืองสนับสนุนสุขภาพ การเดินทางสะดวก อาหารปลอดภัย สิ่งแวดล้อมดี กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพมีจริง เมื่อมหาวิทยาลัยพูดถึงการเป็น Regional Medical Hub และการขยายบริการใน 5 ปี (2026–2030) เราควรมองไกลกว่าแค่จำนวนเตียง แต่มองถึงระบบนิเวศสุขภาพของเมือง เมืองที่ดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูง จะเปลี่ยนโครงสร้างรายได้อย่างไร

แพทย์ นักวิจัย บุคลากรสุขภาพ คือกลุ่มที่มีทักษะสูงและรายได้ค่อนข้างมั่นคง เมื่อเมืองดึงคนกลุ่มนี้ได้ จะเกิดการใช้จ่ายต่อเนื่อง เกิดธุรกิจรองรับ และเพิ่มมาตรฐานบริการต่างๆ ของเมือง (ที่พัก อาหาร การเดินทาง การศึกษา)

แต่ต้องระวัง “ผลข้างเคียง” เช่น ค่าครองชีพสูงขึ้น หรือช่องว่างคนเมือง-คนดอยกว้างขึ้น ถ้านโยบายสาธารณะไม่ตามให้ทัน

แผนอนาคต 2569–2573 ภาพของ Smart Hospital ที่ต้องวัดผลได้ คลินิกเฉพาะทางใหม่และเครือข่ายไปน่าน/ลาว

มหาวิทยาลัยระบุแผนขยายบริการช่วงปี 2026–2030 เช่น คลินิกศัลยกรรมหลอดเลือด ศูนย์ฟื้นฟูระบบประสาท ศูนย์เบาหวาน และการตั้งศูนย์การศึกษาแพทย์ชั้นคลินิกที่โรงพยาบาลน่าน รวมถึงการขยายเครือข่ายไป สปป.ลาว.

สิ่งนี้แปลว่า “โรงพยาบาลไม่ได้คิดแค่ในรั้วตัวเอง” แต่คิดเป็นเครือข่าย ซึ่งเป็นหัวใจของระบบสุขภาพยุคใหม่ เพราะคนไข้ไม่ได้อยู่ในระบบเดียวตลอดชีวิต เขาย้ายที่อยู่ ย้ายงาน และข้ามจังหวัดตลอดเวลา

AI + Big Data โอกาสและความเสี่ยง

คำว่า Smart Hospital ฟังดูเท่ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า:

  • AI ช่วยลดเวลาและเพิ่มความแม่นยำตรงไหน
  • ข้อมูลสุขภาพจะปลอดภัยอย่างไร
  • คนชายขอบจะถูกทิ้งห่างไหม ถ้าเทคโนโลยีมาเร็วเกิน

เทคโนโลยีคือมีดสองคม ถ้าใช้ดี มันคือสะพาน ถ้าใช้พลาด มันคือกำแพง

มุมมองสองด้าน โอกาส vs ความกังวลที่ต้องตอบให้ชัด โอกาส ลดเหลื่อมล้ำ ยกระดับมาตรฐาน และสร้างความร่วมมือภูมิภาค

โอกาสหลัก คือการยกระดับบริการตติยภูมิในภาคเหนือตอนบน ทำให้คนเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อนได้ใกล้ขึ้น พร้อมแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ที่มหาวิทยาลัยประกาศชัด

อีกโอกาสคือ “การทูตสุขภาพ” แบบนิ่มๆ ผ่านความร่วมมือการศึกษาและบริการสุขภาพกับพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานในระยะยาว เพราะความร่วมมือด้านสุขภาพมักเป็นพื้นที่ที่คนเห็นพ้องง่ายที่สุด

ความกังวล ความยั่งยืนการเงิน คุณภาพบริการ และความเป็นส่วนตัวข้อมูล

ในด้านความกังวล มี 3 คำถามที่สังคมควรถามอย่างตรงไปตรงมา:

  1. ยั่งยืนการเงิน: เมื่อบริการขยายต่อเนื่อง งบดำเนินการจะโตตามหรือไม่
  2. คุณภาพบริการ: จำนวนผู้ป่วยมากขึ้น จะกระทบมาตรฐานและเวลารอไหม (เป้ารับผู้ป่วยปีละ 4.6 แสนคน เป็นตัวเลขที่ทั้ง “น่าหวัง” และ “น่าห่วง” ถ้าระบบไม่พร้อม)
  3. ข้อมูลสุขภาพ: เมื่อพูดถึง AI/Big Data ต้องมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง

ป้อมปราการสุขภาพของเชียงราย และคำถามที่เมืองต้องตอบ

ถ้าจะสรุปให้คมที่สุด รพ.ศูนย์การแพทย์ มฟล. คือ “ป้อมปราการสุขภาพ” ที่เชียงรายสร้างขึ้นด้วยเงินลงทุนกว่า 4 พันล้านบาทและความร่วมมือของรัฐกับประชาชน พร้อมเป้าหมายยกระดับสู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง  แต่ป้อมปราการจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อ “ประตูเปิดให้ทุกคนเข้าได้” และ “คนเฝ้าป้อมมีแรงพอจะยืนระยะ” นั่นคือโจทย์เรื่องสิทธิ การสื่อสาร การจัดคน การเงิน และเทคโนโลยีที่ต้องไปพร้อมกัน

พิธีวันที่ 15 มกราคม 2569 เป็นภาพสัญลักษณ์ที่ชัดว่าเชียงรายกำลังยืนอยู่หน้าประตูอนาคต บทต่อไปคือการทำให้อนาคตนั้นเป็นของ “คนทั้งเมือง” ไม่ใช่ของ “คนบางกลุ่ม” เท่านั้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • เทศบาลนครเชียงราย  
  • สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

เชียงรายวิกฤต! ขาดแพทย์ 18 อัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชน สธ. อัดมาตรการจูงใจ 5 ด้านหวังพลิกพื้นที่สีแดง

เชียงรายขาดแพทย์ 18 อัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชน สธ.ดันแผน 3 ระยะ–มาตรการจูงใจ 5 ด้าน หวังพลิก “พื้นที่สีแดง” ให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างเป็นธรรม

เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศท่องเที่ยวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่คึกคักในภาคเหนือ จังหวัดเชียงรายยังต้องเผชิญ “โจทย์ใหญ่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า” คือภาวะขาดแคลนแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งขณะนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพื้นที่วิกฤตหรือ “พื้นที่สีแดง” ถึง 4 แห่ง ขาดแพทย์รวม 18 คน ขณะที่โรงพยาบาลแม่สายยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปที่มีระดับความขาดแคลนรุนแรง (สีส้ม) สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทย ที่แม้จะมี “เตียง” และอาคารสถานพยาบาลเพิ่มขึ้น แต่กลับมี “หมอ” ไม่เพียงพอรองรับความต้องการของประชาชน

บทความชิ้นนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมวิกฤตบุคลากรแพทย์ของประเทศ เจาะลึกสถานการณ์ในจังหวัดเชียงราย และวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ 3 ระยะ รวมถึงมาตรการจูงใจ 5 ด้านที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังเดินหน้า หวังลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลให้ได้มากที่สุด

ภาพรวมวิกฤตขาดแคลนแพทย์ เมื่อ “โรงพยาบาลชุมชน” รับภาระหนักที่สุด

จากการแถลงของ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ระบุชัดเจนว่า โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) คือกลุ่มที่เผชิญปัญหาขาดแคลนแพทย์รุนแรงที่สุดในระบบ โดยมีการประเมินสถานการณ์ผ่านเกณฑ์ “สี” ตามสัดส่วนการขาดแคลนแพทย์เทียบกับกรอบอัตรากำลัง ได้แก่ สีแดง (ขาดแคลนมากกว่า 40%) สีส้ม (ขาดแคลน 30–39.99%) และสีเขียว (ขาดแคลนน้อยกว่า 30%)

ตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ชี้ให้เห็นว่า รพช. ทั่วประเทศขาดแคลนแพทย์รวม 616 คน กระจายอยู่ในโรงพยาบาล 234 แห่ง ในจำนวนนี้ กลุ่มวิกฤตที่สุด คือพื้นที่สีแดง 76 แห่ง ขาดแพทย์รวม 307 คน ขณะที่พื้นที่สีส้มมี 47 แห่ง ขาดแพทย์ 143 คน ส่วนพื้นที่สีเขียวแม้ขาดแคลนในระดับต่ำกว่า แต่ก็ยังต้องการแพทย์เพิ่มอีก 166 คน

ความหมายเชิงปฏิบัติของตัวเลขเหล่านี้คือ ในหลายอำเภอทั่วประเทศ แพทย์เพียง 1–2 คนต้องแบกรับภาระคนไข้ทั้งนอกเวลาและในเวลา บางแห่งต้องขึ้นเวรฉุกเฉิน (ER) สัปดาห์ละหลายคืนติดต่อกัน ส่งผลต่อความเหนื่อยล้า คุณภาพการบริการ และความเสี่ยงในการตัดสินใจทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลกลับต้องเดินทางไกลขึ้นหรือรอนานขึ้นกว่าจะได้พบแพทย์

เชียงรายในภาพรวมประเทศ พื้นที่สีแดง 4 แห่ง ขาดหมอ 18 คน

ในโครงสร้างเขตสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดเชียงรายสังกัด “เขตสุขภาพที่ 1” ร่วมกับเชียงใหม่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นจังหวัดภูเขาสูงและมีพื้นที่ชนบทกว้างขวาง เมื่อลงรายละเอียดไปยังโรงพยาบาลชุมชนในเขตสุขภาพที่ 1 พบว่ามีพื้นที่สีแดงรวม 12 แห่ง ขาดแพทย์ 48 คน แบ่งเป็น

  • จังหวัดเชียงราย ขาดแคลนแพทย์ 18 คน ใน 4 โรงพยาบาลชุมชน
  • จังหวัดเชียงใหม่ ขาดแคลน 18 คน ใน 4 แห่ง
  • จังหวัดน่าน ขาดแคลน 6 คน ใน 2 แห่ง
  • จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขาดแคลน 6 คน ใน 2 แห่ง

ตัวเลข 18 อัตราของเชียงราย แม้อาจดูไม่สูงในเชิงปริมาณเมื่อเทียบกับจังหวัดใหญ่บางแห่ง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง ทางคดเคี้ยว และการกระจายตัวของประชากรในหลายอำเภอที่ห่างไกล การไม่มีแพทย์ประจำเต็มอัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชนย่อมส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ด้านโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) แม้จะมีปัญหาขาดแคลนในระดับที่ต่ำกว่า รพช. แต่ก็พบว่ามีโรงพยาบาลแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “สีส้ม” ซึ่งหมายถึงขาดแคลนแพทย์มากกว่า 20% สะท้อนว่าพื้นที่ชายแดนสำคัญที่มีภาระดูแลทั้งประชาชนในพื้นที่และแรงงานข้ามชาติ ยังต้องการกำลังแพทย์เพิ่มอย่างเร่งด่วน

ยุทธศาสตร์ 3 ระยะของ สธ. วางระบบใหม่ให้บุคลากรแพทย์

เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบนโยบายให้จัดทำแผนบริหารกำลังคนด้านการแพทย์อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระหว่างปี 2569–2571 ได้แก่

  1. ระยะเร่งด่วน ปี 2569 – มุ่งลดพื้นที่ขาดแคลนแพทย์ให้ได้มากที่สุดในเวลาอันสั้น ผ่านมาตรการเพิ่มค่าตอบแทน สิทธิลาศึกษาต่อ และสวัสดิการต่าง ๆ ควบคู่กับการรวบรวมข้อมูลอัตรากำลังทั้งระบบให้เป็นปัจจุบันที่สุด
  2. ระยะวางรากฐาน ปี 2570 – พัฒนาระบบบริหารบุคลากรให้มีความมั่นคง ทั้งด้านการจัดสรรแพทย์ การเตรียมงบประมาณ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยลดภาระงานด้านเอกสารและงานเวชระเบียน รวมถึงปรับแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการกระจายแพทย์
  3. ระยะยั่งยืนและขยายผล ปี 2571 – ส่งมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่แพทย์ตามสัญญาอย่างครบถ้วน และขยายรูปแบบการบริหารจัดการบุคลากรที่ประสบความสำเร็จไปยังสายวิชาชีพอื่น เช่น พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร และวิชาชีพสาธารณสุขอื่น ๆ

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบายว่า แผน 3 ระยะนี้จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาขาดแคลนแพทย์ไม่ใช่เพียง “การเยียวยาเฉพาะหน้า” แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ทำให้แพทย์มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมองเห็นอนาคตของตนเองในระบบสาธารณสุขภาครัฐได้อย่างชัดเจน

5 มาตรการสิทธิประโยชน์ “จูงใจมากกว่าบังคับ”

หัวใจสำคัญของการลดพื้นที่สีแดงคือการทำให้แพทย์ “อยากเลือก” ทำงานในโรงพยาบาลชุมชนมากกว่าถูก “บังคับ” ไปใช้ทุน สธ.จึงออกแบบมาตรการสิทธิประโยชน์หลัก 5 ด้าน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดแพทย์รุ่นใหม่และรักษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ไม่ให้ย้ายออกจากพื้นที่ ดังนี้

  1. การเพิ่มค่าตอบแทน
    โดยเฉพาะงานในห้องฉุกเฉิน (ER) ซึ่งเป็นภาระหนักและเสี่ยงสูง แพทย์ที่ปฏิบัติงานจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราเดิม มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาแพทย์ลาออกจาก ER และกระจายภาระงานให้สมดุลมากขึ้น
  2. สิทธิลาศึกษาต่อกรณีพิเศษ
    แพทย์ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สีแดงจะได้รับสิทธิลาศึกษาต่อสาขาเฉพาะทางในโควตาพิเศษ ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับแพทย์รุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาความเชี่ยวชาญโดยไม่ถูกจำกัดด้วยระบบแข่งขันทั่วไป
  3. เพิ่มโควตาศึกษาต่อสาขาเฉพาะทาง
    กระทรวงฯ จะขยายสัดส่วนโควตาการเรียนต่อเฉพาะทางให้แก่แพทย์ใน รพช./รพท. มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างแพทย์ในส่วนกลางกับแพทย์ในภูมิภาค และสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลต่างจังหวัดให้มากขึ้นในระยะยาว
  4. สวัสดิการและระบบแพทย์พี่เลี้ยง
    นอกจากค่าตอบแทน กระทรวงสาธารณสุขยังเน้นปรับปรุงสวัสดิการพื้นฐาน เช่น ที่พัก สภาพแวดล้อมการทำงาน และความปลอดภัย รวมถึงจัดระบบ “แพทย์พี่เลี้ยง” ดูแลแพทย์รุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและความเครียดจากการทำงานในพื้นที่ห่างไกล
  5. การเพิ่มพูนทักษะในพื้นที่จริง
    เปิดโอกาสให้แพทย์เพิ่มพูนทักษะปีที่ 2 และ 3 สามารถไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) ที่อยู่ในพื้นที่สีแดงได้ เพื่อเสริมกำลังคนในพื้นที่ที่ขาดแคลน และให้แพทย์รุ่นใหม่ได้ประสบการณ์จริงกับเคสหลากหลายมากขึ้น

มาตรการทั้ง 5 ด้านนี้ จะถูกนำเสนออย่างเป็นทางการในการประชุมวิชาการ “เส้นทางความก้าวหน้าในสายวิชาชีพแพทย์” ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22 มกราคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Be The Doctor Who Changes To The Future” พร้อมเปิดรอบพิเศษให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีสุดท้ายเลือกพื้นที่ปฏิบัติงานล่วงหน้าได้ก่อน

ผลต่อเชียงราย จากตัวเลขขาดแคลน สู่คุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับจังหวัดเชียงราย การขาดแพทย์ 18 คนใน 4 โรงพยาบาลชุมชน และการที่โรงพยาบาลแม่สายถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีส้ม สะท้อนผลกระทบหลายมิติที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง

  1. ภาระงานที่หนาแน่นของแพทย์
    แพทย์ที่เหลืออยู่ต้องรับผิดชอบทั้งงานตรวจผู้ป่วยนอก ตรวจผู้ป่วยใน งานเวรฉุกเฉิน งานบริหาร และงานสาธารณสุขเชิงรุกในชุมชน ทำให้มีเวลาพูดคุยและอธิบายโรคกับผู้ป่วยน้อยลง ขณะที่ความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าก็เพิ่มขึ้นตามชั่วโมงการทำงาน
  2. ระยะเวลารอคอยและการเดินทางของผู้ป่วย
    ในบางกรณี ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่ต้องพบแพทย์เฉพาะทางอาจจำเป็นต้องเดินทางเข้าเมือง หรือข้ามอำเภอไปยังโรงพยาบาลใหญ่ เนื่องจากโรงพยาบาลชุมชนไม่มีแพทย์เพียงพอ หรือไม่มีแพทย์เฉพาะทางประจำ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายแฝงของครัวเรือน เช่น ค่าเดินทางและค่าเสียโอกาสจากการหยุดงาน เพิ่มสูงขึ้น
  3. ผลกระทบต่อระบบส่งต่อ
    เมื่อโรงพยาบาลชุมชนไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เต็มที่ โรงพยาบาลแม่สายและโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ย่อมรับภาระหนักขึ้น ทั้งในแง่จำนวนผู้ป่วยและความซับซ้อนของโรค ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพการดูแลในระยะยาว
  4. ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสาธารณสุข
    หากประชาชนรู้สึกว่าเข้าไม่ถึงแพทย์ หรือต้องรอคิวนานโดยไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ ความเชื่อมั่นต่อโรงพยาบาลรัฐอาจลดลง เปิดช่องให้เกิดการไหลไปใช้บริการในภาคเอกชนหรือการซื้อยารับประทานเอง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการรักษาที่ไม่ถูกต้อง

ด้วยเหตุนี้ มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่เพียงเป็นเรื่องของการจัดสรรกำลังคนในเชิงตัวเลข แต่เป็นเรื่องของ “คุณภาพชีวิตและความอยู่รอด” ของประชาชนในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายโดยตรง

มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ จัดสรรตาม “ระดับปัญหา” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

หนึ่งในจุดแข็งของแผนจัดสรรแพทย์ครั้งนี้คือการใช้เกณฑ์ “ความรุนแรงของปัญหา” เป็นตัวกำหนดลำดับความสำคัญ แทนการจัดสรรแบบเฉลี่ยเท่ากันทุกพื้นที่ นั่นหมายความว่า โรงพยาบาลในเชียงรายที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีแดงและสีส้มจะถูกให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ในการเติมแพทย์ใหม่และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ

หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผน พื้นที่สีแดงทั้ง 4 แห่งในเชียงรายควรเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงภายใน 1–2 ปีข้างหน้า ตั้งแต่จำนวนแพทย์ที่เพิ่มขึ้น ชั่วโมงการรอคอยที่ลดลง จนถึงการมีบริการเฉพาะทางบางสาขาให้เห็นมากขึ้น ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลแม่สายซึ่งเป็นประตูชายแดนสำคัญก็มีโอกาสได้รับการเสริมกำลังทั้งในเชิงบุคลากรและเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ด้านสาธารณสุขจำนวนไม่น้อยเตือนว่า แม้สิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนจะเป็นแรงจูงใจสำคัญ แต่ปัจจัยที่ทำให้แพทย์ตัดสินใจอยู่ในพื้นที่ระยะยาวยังรวมถึงคุณภาพชีวิตครอบครัว ระบบพี่เลี้ยง ความก้าวหน้าในวิชาชีพ และบรรยากาศการทำงานในโรงพยาบาล ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องบริหารควบคู่กันไป

จาก “วิกฤตบุคลากร” สู่โอกาสปฏิรูประบบสาธารณสุข

วิกฤตขาดแคลนแพทย์ 18 อัตราในจังหวัดเชียงรายอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ แต่ก็เป็น “สัญญาณเตือน” สำคัญว่า ระบบสาธารณสุขไทยจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งในมิติการผลิตแพทย์ การกระจายบุคลากร และการดูแลคุณภาพชีวิตของทีมสาธารณสุขแนวหน้า

แผน 3 ระยะ และมาตรการสิทธิประโยชน์ 5 ด้านของกระทรวงสาธารณสุขถือเป็นก้าวแรกที่สะท้อนว่า รัฐบาลเลือกใช้แนวทาง “จูงใจและสร้างความหวัง” มากกว่าการบังคับใช้ทุนเพียงอย่างเดียว หากสามารถดำเนินการได้ตามแผนและรักษาคำมั่นสัญญากับบุคลากรแพทย์อย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสสูงที่ “พื้นที่สีแดง” ในเชียงรายและจังหวัดอื่น ๆ จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “พื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม”

สำหรับประชาชนเชียงราย การติดตามความคืบหน้าของนโยบายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด การสะท้อนปัญหาจริงจากพื้นที่สู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการร่วมกันใช้บริการอย่างเข้าใจข้อจำกัดของบุคลากรทางการแพทย์ จะช่วยผลักดันให้ระบบสาธารณสุขก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น

ในระยะยาว หากแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ เมืองเหนือแห่งนี้จะไม่ใช่เพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยว แต่จะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทุกคน “เข้าถึงหมอ เข้าถึงการรักษา และเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี” ได้อย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงสาธารณสุข
  • นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
  • Hfocus
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME