Categories
NEWS UPDATE

ทอท. ผงาดเวที ICAO “ดร.สมชนก” นำคณะทำงานยกระดับมาตรฐานสนามบินเอเชีย-แปซิฟิก

ทอท.ผงาดเวทีบินสากล—“นาวาอากาศตรี ดร.สมชนก เทียมเทียบรัตน์” ขับเคลื่อนคณะทำงาน ICAO ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ยกระดับมาตรฐานสนามบินไทยสู่ระดับโลก

เชียงราย, 21 กันยายน 2568 — ยามเช้าที่หมอกบางโอบล้อมแนวเทือกเขาเหนือสุดของสยาม เสียงเดินเครื่องของรถบริการภาคพื้นบนรันเวย์ “แม่ฟ้าหลวง–เชียงราย” ดังเป็นจังหวะ งานทุกชิ้นที่สนามบินต้อง “เป๊ะ” ในระดับเซนติเมตร ตั้งแต่ตำแหน่งหลุมจอดไปจนถึงความกว้างเส้นสีเหลืองบนพื้นคอนกรีต เพราะมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ “ทำตามคู่มือ” แต่กำลังยกระดับสู่ “ออกแบบมาตรฐานร่วมกัน” ในเวทีนานาชาติ—และคนไทยกำลังอยู่หน้าห้องประชุมคุมทิศ

บนเวทีนั้นคือ นาวาอากาศตรี ดร.สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานมาตรฐานท่าอากาศยานและการบิน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) และผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง–เชียงราย ผู้ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ประธานคณะทำงาน Asia/Pacific Aerodrome Design and Operations Task Force (AP-ADO/TF) ภายใต้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ต่อเนื่องในช่วงการประชุมวาระล่าสุดของคณะทำงานชุดนี้ ซึ่งมีสาระสำคัญว่าด้วย “มาตรฐาน” และ “ข้อแนะนำพึงปฏิบัติ (SARPs)” สำหรับการ วางแผน-ออกแบบ-ปฏิบัติการท่าอากาศยาน ให้เท่าทันความเสี่ยงและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในโลกการบินที่เปลี่ยนเร็ว (เช่น ระบบไฟส่องสว่าง, เส้นเครื่องหมาย, ระยะห่างไฟขอบทางวิ่ง, มาตรฐานพื้นที่ปลอดภัยปลายรันเวย์ RESA ฯลฯ) โดยยึดกรอบแกนกลางจาก ICAO Annex 14 Volume I: Aerodrome Design and Operations ซึ่งเป็น “คัมภีร์สนามบิน” ของโลกการบินพลเรือนยุคใหม่

จากเจ้าภาพ “เวทีเทคนิค” สู่ผู้นำความคิดของภูมิภาค

บทบาทของไทยไม่ได้เกิดจาก “คำประกาศ” แต่สะสมจาก “การทำจริง” หลายปีติดต่อกัน—เชียงราย ในฐานะสนามบินภูมิภาค ได้รับความเชื่อมั่นให้เป็นเจ้าภาพประชุม AP-ADO/TF ติดต่อกัน และถูกใช้เป็น “สนามเรียนรู้จริง” ให้ผู้แทนจากนานาชาติลงพื้นที่ดูการปฏิบัติการ airside ก่อนถอดบทเรียนเชิงมาตรฐานในห้องประชุม กว่า 13 ประเทศเข้าร่วมเมื่อครั้งประชุมปี 2567 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นสถานที่หลัก โดยมี นาวาอากาศตรี ดร.สมชนก ทำหน้าที่ประธานคุมวาระอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความไว้วางใจของภาคี ICAO ในระดับภูมิภาคที่มีต่อประเทศไทยและทอท. ในเชิงเนื้อหาและการประสานความร่วมมือข้ามประเทศ

น้ำหนักของเวทีนี้ไม่ใช่ “พิธีการ” แต่คือการไล่แก้โจทย์ยาก ๆ ที่สนามบินทั่วโลกกำลังเผชิญ เช่น ค่าความคลาดเคลื่อน (tolerance) ของขนาด-ระยะ-ตำแหน่ง เส้นเครื่องหมายบนพื้นผิว และ การติดตั้งไฟส่องสว่าง ซึ่งหากมาตรฐานใน Annex 14 กำหนดไม่ชัดหรือไม่สอดคล้องกันระหว่างหัวข้อ อาจทำให้สนามบินตีความต่างกันและเกิดความเสี่ยงได้ เอกสารทำงานล่าสุดจากการประชุม AP-ADO/TF/6 (ก.พ. 2568, ลังกาวี) นำเสนอการเปรียบเทียบมาตรฐาน Annex 14 กับแนวปฏิบัติของ FAA สหรัฐฯ และ CAA สหราชอาณาจักร เพื่อตกผลึกค่าคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ในทางปฏิบัติ (เช่น ±5%) เพื่อให้เกิด “ภาษาเดียวกัน” ทั้งภูมิภาค—นี่คือชิ้นงานเชิงเทคนิคที่ไทยอยู่แถวหน้าในการขับเคลื่อนร่วมกับคณะทำงานภูมิภาค

ทำไม “เก้าอี้ประธานคณะทำงานเชิงเทคนิค” จึงสำคัญต่อไทย

  1. จากผู้รับมาตรฐาน สู่ผู้ร่วมกำหนดมาตรฐาน – การมี ประธานคณะทำงาน อยู่ในมือ ทำให้เสียงของไทย “ได้ยิน” ตั้งแต่ยกร่างจนถึงเสนอแก้ไขข้อความใน Annex 14 เมื่อเจอปัญหาจริงในสนามบินไทย เราสามารถยกกรณีศึกษาเข้าสู่วาระภูมิภาคได้โดยตรง ส่งผ่าน “บทเรียนจากภาคปฏิบัติ” สู่ถ้อยคำมาตรฐานสากลที่ทุกประเทศต้องอ้างอิง
  2. ลดต้นทุนความไม่แน่นอน – มาตรฐานที่ชัดเท่ากันทั้งภูมิภาค ช่วยให้การออกแบบ-ก่อสร้าง-บำรุงรักษาโครงสร้างสนามบินเป็นไปในแนวเดียวกัน ลดความเสี่ยงในการตีความต่าง ช่วย “ลดต้นทุนรวม” ของระบบการบินและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว (ทั้งฝั่งสนามบินและสายการบิน) เพราะทุกฝ่ายวางแผนบนฐานกติกาเดียวกัน
  3. เสริมสถานะฮับการบินของประเทศ – ไทยกำลังลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานสนามบินหลักและภูมิภาค วาระนี้ต้องอาศัย “ความน่าเชื่อถือด้านมาตรฐานความปลอดภัย” เป็นใบอนุญาตทางสังคม (social licence) และเป็นคำตอบแก่นักลงทุน-สายการบิน การที่ผู้บริหารทอท. ขึ้นนำเวทีเทคนิคของ ICAO/เอเชีย-แปซิฟิก จึงช่วยยืนยันว่า “ไทยไม่ได้แค่ตามมาตรฐาน แต่ช่วยกันเขียนมาตรฐาน”

“งานช่างละเอียด” ที่เปลี่ยนอนาคตสนามบิน

หากเปิดเอกสารทำงาน AP-ADO/TF/6 จะเห็นว่าการประชุมไม่ได้คุย “กว้าง ๆ” แต่ไล่ถึงระดับมิลลิเมตรของเส้นสีบนรันเวย์ และ “ระยะดวงไฟ” ที่ต้องคงที่เพื่อช่วยนักบินในสภาวะทัศนวิสัยต่ำ ประเด็นที่หยิบมาถก ได้แก่

  • ค่าความคลาดเคลื่อนของเครื่องหมายพื้นผิว (runway/taxiway markings): ข้อเสนอให้กำหนด tolerance ที่ชัดเจน (เช่น ความกว้างเส้นกึ่งกลางทางขับ 0.15 เมตร อนุโลมคลาดเคลื่อนเล็กน้อย) เพื่อความสม่ำเสมอระหว่างสนามบิน ลดความเสี่ยงจากการตีความ Annex 14 ต่างกันในแต่ละรัฐ
  • ไฟส่องสว่างภาคพื้น (airfield ground lighting): เสนอการทบทวนระยะห่างไฟขอบทางวิ่ง-ทางขับที่ยอมรับได้ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบไฟ “พาเครื่องบิน” ได้อย่างเที่ยงตรงแม้หมอกหนา ฝนหนัก หรือเที่ยวบินกลางคืน—หัวใจของความปลอดภัยและความต่อเนื่องทางปฏิบัติการ
  • ความสอดคล้องของถ้อยคำใน Annex 14: ชี้ “จุดไม่สอดคล้อง” บางข้อที่อาจสร้างความสับสน เช่น การตีเส้นกึ่งกลางทางขับ-เครื่องหมายจุดสิ้นสุดรันเวย์-ระบบไฟนำร่อน และเสนอให้ ICAO ปรับปรุงถ้อยคำให้เป็นเอกภาพมากขึ้น เพื่อให้ทุกสนามบินทำงานบนฐานกติกาเดียวกัน (one interpretation)

สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนรายละเอียดเชิง “ช่าง” แต่ผลลัพธ์คือ ความปลอดภัยเชิงระบบ ที่สัมผัสได้: ลดความคลาดเคลื่อนในการมองเห็น-การนำร่อน เพิ่มความมั่นใจของสายการบิน และเปิดพื้นที่ให้สนามบินภูมิภาค—อย่างเชียงราย—ก้าวสู่บทบาทเครื่องยนต์เศรษฐกิจของเมืองและกลุ่มจังหวัดเหนือบนได้อย่างมีมาตรฐานรองรับ

น้ำหนักทางยุทธศาสตร์ ไทยในบทบาท “พี่เลี้ยง” ของภูมิภาค

การขับเคลื่อนของ AP-ADO/TF ยังสอดรับกับเจตนารมณ์ ICAO “No Country Left Behind” ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้ทั่วถึงทั้งภูมิภาค ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้-ฝึกอบรม-พัฒนาเอกสารคำแนะนำ—บทบาท “ประธานคณะทำงาน” จึงไม่ใช่แค่คุมประชุม แต่คือการสร้างเครือข่ายความช่วยเหลือทางเทคนิคกับรัฐสมาชิก เพื่อให้ทุกสนามบินเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ลด “ช่องว่างมาตรฐาน” ที่อาจกลายเป็นความเสี่ยงข้ามพรมแดนในระบบการบินที่เชื่อมต่อกันทั้งภูมิภาค

“เชียงราย” ห้องทดลองมาตรฐานจริง

ความต่อเนื่องที่เชียงรายได้เป็นเจ้าภาพและเวทีเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ช่วยให้ผู้แทนจากต่างประเทศ “เห็นของจริง” ตั้งแต่ขั้นตอนปฏิบัติ airside ไปจนถึงการจัดการผู้โดยสาร-สัมภาระ-ระบบความปลอดภัย—ก่อนกลับเข้าห้องประชุมเพื่อกลั่นมาตรการที่ทำได้จริง ไม่ใช่เพียงถ้อยคำสวยงามในเอกสาร การที่ ผู้อำนวยการสนามบิน คนเดียวกันรับบท “ประธานคณะทำงาน” ต่อเนื่องหลายวาระ ช่วยเชื่อมโลกของ “มาตรฐานบนกระดาษ” เข้ากับ “โลกจริงบนรันเวย์” อย่างไร้รอยต่อ นี่คือเหตุผลที่เครือข่าย ICAO ในภูมิภาคมองไทยเป็นแหล่ง “องค์ความรู้จากภาคปฏิบัติ” ที่แบ่งปันได้

สิ่งที่ไทยควรทำ “ต่อจากนี้”

  1. ตั้งระบบถ่ายทอดองค์ความรู้เข้าข้างใน – ทุกบทเรียนและข้อเสนอเชิงเทคนิคจาก AP-ADO/TF ควรถูก “ดึงเข้าองค์กร” อย่างเป็นระบบ สู่คู่มือ-มาตรฐานปฏิบัติของทอท. ครอบคลุมสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อลด “ช่องว่างความรู้” ระหว่างสนามบินใหญ่กับสนามบินภูมิภาค
  2. เป็นผู้เสนอนวัตกรรมมาตรฐานใหม่ – สนับสนุนทีมผู้เชี่ยวชาญไทยจัดทำ เอกสารทำงาน (Working Paper) ยกประเด็นใหม่ ๆ เข้าสู่เวทีภูมิภาค เช่น แสงสะท้อนจากแผงโซลาร์เซลล์ใกล้เขตการบิน, ผลกระทบของโดรนต่อการออกแบบเขตปลอดสิ่งกีดขวาง, หรือการใช้ข้อมูลสภาพผิวรันเวย์แบบเรียลไทม์กับการจัดการความเสี่ยง—จากนั้นผลักต่อสู่การปรับภาษา Annex 14 ในขั้นถัดไป
  3. รักษาความต่อเนื่องการเป็นเจ้าภาพ – การเสนอตัวจัดประชุม/เวิร์กช็อป ICAO/APAC อย่างต่อเนื่อง จะตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะ “ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญสนามบิน” ของภูมิภาค และเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยได้ฝึกมือกับโจทย์ระดับเอเชีย-แปซิฟิกอย่างสม่ำเสมอ

มาตรฐานที่ดี = ความปลอดภัยที่จับต้องได้ = ความเชื่อมั่นที่แปรเป็นโอกาสเศรษฐกิจ

มาตรฐาน Annex 14 ไม่ใช่ศัพท์เทคนิคที่ไกลตัวผู้โดยสาร—มันคือ “ความปลอดภัยที่จับต้องได้” ตั้งแต่เส้นสีที่เห็นยันขอบรันเวย์ไปจนถึงไฟทางขับที่พาเครื่องไปถึงหลุมจอดอย่างแม่นยำ ยิ่งมาตรฐานชัด-ตีความตรงกันทั้งภูมิภาค ยิ่งลด “จุดเสี่ยง” ที่อาจนำไปสู่อุบัติการณ์ ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นแก่สายการบินในการเปิด/เพิ่มความถี่เส้นทาง ทั้งหมดนี้แปลตรงไปสู่ ต้นทุนประสิทธิภาพ ที่ดีขึ้นของสนามบิน และ โอกาสทางเศรษฐกิจ ของเมืองและประเทศ—โดยเฉพาะสนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายที่กำลังถูกวางบทบาทเป็น “ประตูเศรษฐกิจภาคเหนือบน”

ในแง่นี้ เก้าอี้ประธานคณะทำงานของ นาวาอากาศตรี ดร.สมชนก จึงมีนัยมากกว่าตำแหน่งส่วนบุคคล แต่คือ หลักหมุด ที่ตอกย้ำว่า “ไทยพร้อมและสามารถ” เป็นผู้นำความคิดในเวทีมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันก็รับฟัง-ดึงองค์ความรู้กลับมาขับเคลื่อนการยกระดับสนามบินในประเทศอย่างเป็นระบบ

เมื่อสนามบินไทย “ออกแบบอนาคต” ร่วมกับโลก

โลกการบินหลังโควิดฯ กำลังโตกลับอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนกติกา เช่น เทคโนโลยีการนำร่อน, ระบบไฟส่องสว่างอัจฉริยะ, เครื่องบินประหยัดพลังงานรุ่นใหม่, โดรน, และข้อมูลสภาพรันเวย์แบบเรียลไทม์ มาตรฐาน Annex 14 จึงต้องถูก “รีเฟรช” ต่อเนื่องให้ทันเทคโนโลยีและความเสี่ยงใหม่ ๆ เวที AP-ADO/TF ทำหน้าที่เป็น ห้องทดลองนโยบายเทคนิค ระดับภูมิภาค ก่อนป้อนข้อเสนอไปสู่การแก้ไขภาคผนวก (amendment) ในระดับสภา ICAO สิ่งที่ไทยได้—นอกจากชื่อชั้น—คือ โอกาสเรียนรู้ก่อน ปรับใช้ได้เร็วกว่า และ “ออกแบบสนามบิน” บนข้อมูลจริงที่ช่วยให้การลงทุนคุ้มค่า-ปลอดภัย-เป็นสากล

“บทบาทของเราบนเวทีสากลไม่ได้จบที่การประชุม แต่จะเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่เรานำมาตรฐานกลับมาปรับใช้ในสนามบินไทย—จากเส้นสีบนพื้นรันเวย์ ไปจนถึงไฟดวงสุดท้ายปลายทางขับ ทุกจุดมีเหตุผลทางความปลอดภัยรองรับเสมอ”
— มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญท่าอากาศยาน (สรุปสาระจากเอกสารและถ้อยคำในวงประชุม AP-ADO/TF/6)

เมื่อเรื่องมาตรฐานไม่ใช่ภารกิจของ “กฎระเบียบ” อย่างเดียว แต่คือ “สัญญาประชาคม” ว่าผู้โดยสารทุกคนจะขึ้น-ลงได้อย่างปลอดภัยในทุกเที่ยวบิน การที่ไทยมี “มือ” อยู่บนพวงมาลัยเวทีนี้ จึงเท่ากับได้อยู่ “หัวขบวน” ของการออกแบบอนาคตสนามบินเอเชีย-แปซิฟิก และนั่นหมายถึงการแปลงมาตรฐานให้เป็นความพร้อมของเมืองและโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจฐานรากในที่สุด

สรุปสาระสำคัญ

  • นาวาอากาศตรี ดร.สมชนก เทียมเทียบรัตน์ จากทอท. ทำหน้าที่ ประธานคณะทำงาน AP-ADO/TF ของ ICAO/เอเชีย-แปซิฟิก ต่อเนื่องในช่วงการประชุมล่าสุด (การประชุมครั้งที่ 5-6) ตอกย้ำความไว้วางใจต่อไทยในเวทีมาตรฐานสากลด้านท่าอากาศยาน
  • เวที AP-ADO/TF/6 (ก.พ. 2568, ลังกาวี) เดินหน้า “ปิดจุดเสี่ยงจากความไม่สอดคล้องเชิงมาตรฐาน” โดยเฉพาะค่าความคลาดเคลื่อนของเส้นเครื่องหมายและระบบไฟส่องสว่างภาคพื้น เพื่อให้ทุกสนามบินทำงานบนกติกาเดียวกันทั้งภูมิภาค
  • ฐานความรู้หลักยึด ICAO Annex 14 Volume I ที่เพิ่งมีการพัฒนาต่อเนื่องในระดับสภา ICAO เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีและความเสี่ยงยุคใหม่—มาตรฐานที่ดี = ความปลอดภัยที่จับต้องได้ = ความเชื่อมั่นที่แปรเป็นโอกาสเศรษฐกิจของประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ICAO Asia/Pacific – AP-ADO/TF/6 Working Paper
  • ICAO Asia/Pacific – AOP SG/9, WP/08
  • International Civil Aviation Organization (ICAO)
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (MFU)
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง–เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SPORT

เหลือ 3 เดือนสุดท้าย ซีเกมส์ 33 กมธ.วุฒิสภา “เร่งเครื่อง” ถามความพร้อมประเทศเจ้าภาพ

3 เดือนสุดท้ายก่อนซีเกมส์ ครั้งที่ 33: กมธ.วุฒิสภา “เร่งเครื่อง” จี้รัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ คนใหม่ สางปมจัดการ–สื่อสาร–ที่พัก ขีดเส้นความพร้อมประเทศเจ้าภาพ

กรุงเทพฯ, 21 กันยายน 2568 – “เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือน” ประโยคสั้นๆ ที่หนักแน่นพอจะสะท้อนแรงกดดันต่อทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ของไทยปลายปีนี้ ขณะที่สปอร์ตไลต์จากทั้งภูมิภาคกำลังกวาดสายตามาที่เรา—คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา (กมธ.) ออกโรงย้ำสัญญาณเตือนให้ฝ่ายบริหาร “เร่งแก้จุดคอขวด” โดยเฉพาะงานสื่อสารภาพลักษณ์เจ้าภาพ การบริหารศูนย์ถ่ายทอดสด ตลอดจนการจัดการที่พัก–ความปลอดภัยนักกีฬาและกองเชียร์ในช่วงไฮซีซัน

น้ำเสียงจริงจังของ นายจำลอง อนันตสุข สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะโฆษก กมธ.ฯ หลังการเชิญ นายก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เข้าชี้แจง 2–3 ครั้ง บอกเล่า “ภาพรวมที่น่าเป็นห่วง” ทั้งในเชิงระบบและจังหวะเวลา โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบสัญลักษณ์งาน (โลโก–มาสคอต) ในช่วงกระชั้นชิด การตัดสินใจว่าจ้างเอกชนบริหารงานถ่ายทอดสดแทนหน่วยงานรัฐที่มีทรัพยากรพร้อมใช้ และภารกิจสำคัญอย่าง การสำรองที่พัก ในเดือนธันวาคมซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุดของไทยที่ “ยังไม่เริ่มต้นอย่างที่ควร” รวมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ต้องชัดเจนยิ่งขึ้น

“ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่เข้มแข็ง ปล่อยปัญหานี้จนเหลือเวลาแค่ 3 เดือนสุดท้าย มิหนำซ้ำยังเปลี่ยนโลโกและมาสคอตซึ่งไม่ควร เพราะต้องใช้ประชาสัมพันธ์… ส่วนเรื่องถ่ายทอดสด กกท.ไปจ้างเอกชน ทั้งที่กรมประชาสัมพันธ์มีพื้นที่และทรัพยากรเพียงพอ… เรื่องที่พักก็ยังไม่จอง ทั้งที่ธันวาคมเป็นไฮซีซัน” — นายจำลอง อนันตสุข กล่าวย้ำประเด็นต่อ กมธ.ฯ

เข็มนาฬิกาเดินต่อเนื่อง ขณะที่ “สมการความพร้อม” ยังมีหลายตัวแปรรอการปลดล็อก—และนี่คือภาพรวมเชิงลึกของโจทย์ท้าทายที่ถูกตั้งไว้ตรงหน้า “รัฐบาลชุดใหม่–รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” ผู้ต้องรับไม้ต่อในโค้งสุดท้าย

โจทย์เร่งด่วน 3 ประการ สื่อสาร–ถ่ายทอด–ที่พัก/ความปลอดภัย

1) การสื่อสารสาธารณะ (Public Communications) และงานสัญลักษณ์เจ้าภาพ

กีฬามหกรรมต้องการ “เรื่องเล่าเดียวกัน” (single narrative) เพื่อรวมพลังสังคมและตรึงใจผู้ชมในภูมิภาค การเปลี่ยนโลโก–มาสคอตในโค้งท้าย ไม่เพียงทำให้กระบวนการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์สะดุด แต่ยังส่งผลต่อ “สื่อสนับสนุนเชิงสิทธิประโยชน์” (sponsorship signage & collaterals) ที่ต้องรีดีไซน์–รีพิมพ์ ซึ่งเท่ากับเวลา–งบประมาณสูญเสียเพิ่มโดยไม่จำเป็น จุดนี้ กมธ.ฯ ระบุชัดว่า “ไม่ควรเกิดขึ้นกับประเทศเจ้าภาพ” และเสนอ ให้ยุติความไม่แน่นอน ด้วยการประกาศแบบใช้อย่างเป็นทางการ พร้อมคู่มือการใช้สัญลักษณ์ (brand guideline) ที่ทำให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าไปในทิศทางเดียว

2) การถ่ายทอดสดและศูนย์สื่อ

กมธ.ฯ ตั้งข้อสังเกตการที่ กกท. ว่าจ้างเอกชน ดูแลศูนย์การถ่ายทอดสด ทั้งที่หน่วยงานรัฐด้านสื่อสารสาธารณะมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ การบริหารความเสี่ยงในงานระดับภูมิภาคจำเป็นต้องมี “แผนสำรองหลายชั้น” (redundancy) ทั้งลิงก์สัญญาณ สนาม–IBC (International Broadcast Center)–สตูดิโอ และการประสานงานสิทธิถ่ายทอดในประเทศ–ต่างประเทศ การใช้ทรัพยากรของรัฐ “เท่าที่มีพร้อมใช้งาน” จะช่วยควบคุมมาตรฐานและความต่อเนื่องของสัญญาณ รวมถึงป้องกันการทับซ้อนหน้าที่และค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน

3) ที่พักและความปลอดภัยในช่วงไฮซีซัน

ธันวาคมคือ “พีค” ของการท่องเที่ยวไทย—ห้องพักมีจำกัดและราคาแปรผันสูง การยัง ไม่ได้สำรองที่พัก ให้คณะนักกีฬา–เจ้าหน้าที่–สหพันธ์–สื่อมวลชน ในระดับที่เพียงพอ อาจนำไปสู่ “คอขวดเชิงโลจิสติกส์” และความไม่พึงพอใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควบคู่กับประเด็น มาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่ง กมธ.ฯ เสนอให้เพิ่มกล้องวงจรปิดในพื้นที่เสี่ยง จัดทีมรักษาความปลอดภัยแบบผสม (ตำรวจ–ทหาร–อาสาสมัคร–สหพันธรัฐกีฬา) และแผนจัดการฝูงชน โดยเฉพาะการแข่งขันที่อ่อนไหวต่อ “อารมณ์เชียร์” ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

งบประมาณ “ตั้งไว้ไม่พอ–รอพึ่งงบกลาง” กับความเสี่ยงเชิงเวลา

อีกปมที่ กมธ.ฯ หยิบยกคือเรื่องงบประมาณ “ตั้งทิ้งไว้ไม่เพียงพอ” และมีแนวโน้มต้องใช้งบกลาง ซึ่งตามขั้นตอนย่อม ทำให้ทุกกระบวนการช้าลง โดยเฉพาะงานที่ต้อง “ล็อก” สัญญากับเอกชน เช่น ระบบเทคนิคถ่ายทอดสัญญาณ มาตรการ IT/ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ การอัปเกรดสถานที่ การติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกชั่วคราว และการจ้างบุคลากรเฉพาะทาง “ทุกวันคือโอกาสต้นทุน” ที่อาจเพิ่มขึ้นแบบทบต้นทบดอก หากการตัดสินใจล่าช้าไปเพียงไม่กี่สัปดาห์

ภาพใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไทยในฐานะเจ้าภาพ “ซีเกมส์ 33” กับกรอบเวลาจริง

แม้แรงกดดันจะสูง แต่ “กรอบเวลา–กรอบงาน” ของไทยในฐานะเจ้าภาพยังชัดเจนตามปฏิทินกีฬาในภูมิภาค ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 กำหนดจัดระหว่าง 9–20 ธันวาคม 2568 โดยไทยเป็นเจ้าภาพหลักด้วยแนวคิด “Green, Clean, Friendly” และวางผังจัดการแข่งขันใน กรุงเทพมหานคร–ชลบุรี–สงขลา เป็นหลัก พร้อมเมืองร่วมจัดบางชนิดกีฬา ทั้งนี้ กกท.ได้รายงานภาพรวมต่อสาธารณะหลายครั้งตลอดปีที่ผ่านมา โดยย้ำบริบทความพร้อมของสถานที่แข่งขัน โครงสร้างพื้นฐาน และการประสานหน่วยงานท้องถิ่น–ภาคเอกชนเพื่อรองรับมหกรรมกีฬา

การที่สหพันธ์กีฬานานาชาติและระดับทวีป—รวมถึงสหพันธ์มวยปล้ำโลก (UWW)—ระบุประเทศไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ 2025 ในเอกสารทางการ และการตั้ง “คณะกรรมการจัดการแข่งขัน” (Organizing Committee) คือหมุดหมายว่าสังคมกีฬาโลก “นับถอยหลังร่วมกันกับไทย” แล้ว ที่เหลืออยู่คือการปิดจุดเสี่ยงให้เร็วที่สุดเพื่อลดความไม่แน่นอนในสายตาผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

น้ำหนักคำถามจาก กมธ.ฯ สู่ “กรอบปฏิบัติ” สำหรับรัฐมนตรีฯ คนใหม่

คีย์แมสเสจของ กมธ.ฯ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ชัดเจน 3 ขั้นตอน

  1. จัดโต๊ะหารือด่วน ระหว่าง (กกท.–กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา–กระทรวงมหาดไทย/ผู้ว่าฯ เมืองเจ้าภาพ–สำนักงานตำรวจแห่งชาติ–กระทรวงดิจิทัลฯ–กรมประชาสัมพันธ์–การไฟฟ้า/การประปาฯ–ขนส่ง/รฟม./รฟท.–การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และภาคเอกชนรายสำคัญ) เพื่อเคลียร์ “แผนแม่บทโค้งสุดท้าย” ให้มีเจ้าภาพงานแต่ละสายชัดเจน, เส้นตาย, ตัวชี้วัดความก้าวหน้า (KPI) รายสัปดาห์
  2. ล็อกสัญญา–ล็อกพื้นที่–ล็อกคน
    • สัญญาสนับสนุนเทคนิคหลัก: ศูนย์ถ่ายทอด, ระบบเวลา/ผลการแข่งขัน, ระบบขายบัตร, แพลตฟอร์มข้อมูล, ซัพพลายความปลอดภัย
    • พื้นที่: โรงแรมหลัก–โรงแรมสำรอง, โซน IBC, ศูนย์สื่อ, เส้นทางขบวน–รถรับส่ง
    • คน: บุคลากรเทคนิค, อาสาสมัคร, ทีมล่าม, ทีมแพทย์ฉุกเฉิน–เวชศาสตร์การกีฬา, ทีมความปลอดภัยสนาม/โรงแรม/จุดคมนาคม
  3. ระบบรายงานความก้าวหน้า รายสัปดาห์ต่อ กมธ.ฯ และศูนย์บัญชาการซีเกมส์ (War Room) ของฝ่ายบริหาร โดย กมธ.ฯ ระบุว่าจะ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือทุกสัปดาห์ และลงพื้นที่ตรวจจริง เพื่อคุมคุณภาพ–เวลา และช่วย “ปลดล็อกอุปสรรค” ที่กระทบภาพรวม

ซีเกมส์” ไม่ใช่แค่งานกีฬา มาตรวัดความสามารถจัดการมหกรรมระดับภูมิภาค

ประเด็นที่หลายคนมองข้ามคือ “ผลลัพธ์นอกสนาม” ซีเกมส์คือเวทีทดสอบขีดความสามารถโครงสร้างพื้นฐานอีเวนต์ของไทย ตั้งแต่สนาม–ระบบขนส่ง–ความปลอดภัย–การสื่อสารสาธารณะ–เศรษฐกิจท่องเที่ยว–เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ไปจนถึง ความเชื่อมั่นนักลงทุนอุตสาหกรรมอีเวนต์–ไมซ์ หากเราจัดการ “ประสบการณ์รวม” (End-to-End Experience) ได้อย่างมืออาชีพ—ตั้งแต่การขอวีซ่า, การต้อนรับที่สนามบิน, เส้นทางขนส่ง, การเช็กอินโรงแรม, โภชนาการฮาลาล/มังสวิรัติ/อัลเลอร์จี, ไปจนถึงการสื่อสารสองภาษา—เราจะยกระดับ “ตราประทับคุณภาพ” ประเทศเจ้าภาพในสายตาภูมิภาค

ในมุมนี้ การตัดสินใจเรื่อง ศูนย์ถ่ายทอด และ เอกภาพการสื่อสาร จึงไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย แต่คือ “โครงหลัก” ที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณภาพซีเกมส์ของไทยทั้งงาน

เสียงเตือนเรื่องความปลอดภัย แผนเชิงรุกที่ต้องชัด–ซ้อมจริง

ข้อเสนอของ กมธ.ฯ ให้ ติดตั้งกล้องวงจรปิด ในจุดเสี่ยง, จัด ทีมรักษาความปลอดภัยผสม และแผน แยกกองเชียร์ ในบางแมตช์ ไม่ได้เกิดจากความกังวลเกินเหตุ แต่สอดคล้องกับมาตรฐานการจัดการแข่งขันยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Crowd Management และ Risk-Based Policing โดยเฉพาะในสนามที่มีแฟนกีฬาเข้มข้น นอกจากนี้ แผนการแพทย์ฉุกเฉิน–การคัดแยกผู้บาดเจ็บ (Triage)–เส้นทางขนย้ายผู้ป่วย–และการสื่อสารวิทยุระหว่างหน่วย ต้อง “ซ้อมสถานการณ์จริง” หลายรอบล่วงหน้า เพื่อให้ทุกคนรู้ตำแหน่ง–หน้าที่–คำสั่ง–และจุดรวมพลอย่างแม่นยำ

งบฯ–เวลา สมการที่ต้องคุมให้ได้ใน 12 สัปดาห์

ประโยคที่ว่า “งบไม่พอ–จะขอใช้งบกลาง” ทำงานได้ในเชิงทฤษฎี แต่ในเชิงปฏิบัติ “เวลาอนุมัติ–เบิกจ่าย–จัดซื้อ–ติดตั้ง–ทดสอบ” คือวงจรที่แทบไม่เหลือช่องว่างผิดพลาด การบริหารงบประมาณในโค้งสุดท้ายจึงต้อง

  • จัดลำดับความสำคัญ (Prioritization): อะไรคือ “ต้องมี” เพื่อความปลอดภัย–ฟังก์ชันหลัก อะไรคือ “ควรมี” เพื่อยกระดับประสบการณ์ และอะไรคือ “อยากมี” ที่เลื่อนได้
  • ใช้สัญญาแบบผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง (Outcome-based) กับผู้รับจ้าง เพื่อผูก KPI กับ “วันจริง”
  • ตั้งกองปฏิบัติการรวมศูนย์ (Integrated Command) ที่มีอำนาจตัดสินใจเร็ว–รายงานตรง–เบิกจ่ายได้ตามกรอบกฎหมาย

ภาพสะท้อนจากเวที กมธ. จากการตรวจสอบสู่ “ความร่วมมือ”

แม้โทนคำพูดของนายจำลองจะเข้ม แต่ในตอนท้าย เขาย้ำชัดเจนว่า กมธ.ฯ พร้อมสนับสนุนรัฐบาล และจะทำงานเชิงรุก—เปิดโต๊ะทุกสัปดาห์ ลงพื้นที่สถานที่แข่งขัน เพื่อช่วยให้ซีเกมส์ครั้งนี้ “เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ” มากกว่าเป็นเวทีตำหนิซ้ำเติม

“ต้องให้กำลังใจรัฐบาลชุดนี้ด้วย และเราจะช่วยให้กีฬาในครั้งนี้เป็นความภาคภูมิใจของประชาชนทั้งประเทศ” — นายจำลอง อนันตสุข ย้ำบทบาท กมธ.ฯ

สิ่งที่สังคมคาดหวัง ความชัดเจนภายใน “วัน–สัปดาห์” ไม่ใช่ “เดือน”

เมื่อเวลาคือทรัพยากรที่แพงที่สุด ความชัดเจนภายใน 7–14 วัน ข้างหน้า จะเป็นตัวคูณความสำเร็จของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ

  • ประกาศสัญลักษณ์ทางการ พร้อมคู่มือใช้งาน–แผนสื่อ
  • ปิดดีลที่พักหลัก–สำรอง ครอบคลุมทีมชาติ–เจ้าหน้าที่–สหพันธ์–สื่อ
  • ตัดสินใจผู้รับผิดชอบศูนย์ถ่ายทอด–ระบบสัญญาณ พร้อมแผนสำรอง
  • เปิด War Room รายสัปดาห์ และเผยแพร่ “แดชบอร์ดความก้าวหน้า” ต่อสาธารณะในระดับที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและชวนอาสาสมัครทั่วประเทศเข้าร่วม

กมธ.ฯ ยืนยัน จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือทุกสัปดาห์ และลงพื้นที่สนามแข่งขัน เพื่อให้ “เส้นตาย” กลายเป็น “เส้นชัยร่วมกัน” ของทุกคน

โค้งสุดท้ายที่ต้อง “เดินพร้อมกัน”

ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ไม่ใช่เพียงบทพิสูจน์นักกีฬาบนโพเดียม แต่คือ บทพิสูจน์กำลังของระบบ ตั้งแต่นโยบาย–ปฏิบัติการ–ความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ท้องถิ่น—ที่จะบอกกับภูมิภาคว่า “ไทยยังยืนหนึ่งในฐานะเจ้าภาพอีเวนต์มหกรรมระดับอาเซียน” ได้หรือไม่

สัญญาณเตือนจาก กมธ.วุฒิสภา ในวันนี้จึงไม่ใช่ “เสียงตำหนิ” หากคือ “เสียงกลอง” ที่ตีจังหวะให้ทุกฟากฝ่ายเร่งก้าวเท้าเข้าหากัน—เพื่อให้ 3 เดือนสุดท้าย กลายเป็นช่วงเวลาของการ “เก็บงานอย่างมีวินัย–ปิดจุดเสี่ยงอย่างมืออาชีพ–และเล่าเรื่องประเทศไทยอย่างภาคภูมิ” บนเวทีกีฬาของเพื่อนบ้านทั้งภูมิภาค

เมื่อเส้นชัยอยู่ไม่ไกล—สิ่งที่ต้องทำคือ วิ่งให้เป็นทีม เดินให้เป็น “ขบวนเจ้าภาพ” ที่มั่นใจ และจัดการรายละเอียดให้เรียบร้อยตั้งแต่วันนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News