Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ซีพี ออลล์ เปิดตัว “วิชาความสุข” ปีที่ 18 ร่วมรำลึกพระคุณครู ส่งแรงใจโรงเรียนบ้านป่าตึงเชียงราย

ซีพี ออลล์ สานต่อภารกิจสร้างคน ปลูกฝัง “วิชาความสุข” ให้เยาวชนไทย

เชียงราย,12 มกราคม 2569 – “แม่พิมพ์ที่ไม่มีวันดับ” อาจไม่ใช่เพียงคำเปรียบเปรยในตำราอีกต่อไป หากแต่มองเห็นได้จริงในโรงเรียนขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ที่ซึ่ง “โรงเรียนบ้านป่าตึง” ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นทั้งรั้วโรงเรียนและรั้วสุดท้ายของชีวิตเด็ก ๆ แม้จะมีนักเรียนเพียง 13 คน และบุคลากรทั้งโรงเรียนรวมเพียง 20 คน ท่ามกลางบริบท “วิกฤตเงียบ” ของโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศที่ค่อย ๆ หายไปจากแผนที่การศึกษาไทย

ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น เดินหน้าสานต่อพันธกิจ “สร้างคน” เป็นปีที่ 18 ผ่านโครงการ “ซีพี ออลล์ สานต่อภารกิจสร้างคน ร่วมรำลึกพระคุณครู” ด้วยการนำเสนอภาพยนตร์สั้นชุด “วิชาความสุข” ที่หยิบเรื่องจริงและหัวใจของครูไทยมาเล่าใหม่ในรูปแบบสื่อร่วมสมัย เพื่อชวนสังคมกลับไปตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว “เด็กต้องการอะไรจากการศึกษา”

บทความข่าวชิ้นนี้จึงไม่เพียงเล่าถึงกิจกรรม CSR ขององค์กรเอกชนรายหนึ่ง แต่ยังชวนมองให้ลึกลงไปถึงจุดตัดระหว่าง “หัวใจครูบ้านป่าตึง” กับ “วิชาความสุข” ที่ ซีพี ออลล์ พยายามส่งต่อสู่ห้องเรียนไทยในยุคที่คะแนนสอบอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต

วิกฤตเงียบของโรงเรียนขนาดเล็ก กับลมหายใจสุดท้ายของ “บ้านป่าตึง”

โรงเรียนบ้านป่าตึง ตั้งอยู่ในตำบลเจริญเมือง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทยในหลายมิติ ทั้งด้านประชากร การย้ายถิ่นฐานของแรงงาน และความเปราะบางของครอบครัว

ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนเพียง 13 คน ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ขณะที่บุคลากรทั้งโรงเรียนมีรวม 20 คน ตัวเลขที่ดูเหมือน “ใหญ่เกินไป” เมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียน แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่า แต่ละคนต้องรับบทบาทเกินกว่าหน้าที่ในตำแหน่งงานที่ระบุไว้ในโครงสร้างราชการ

ข้อมูลเชิงสถิติที่โรงเรียนใช้ติดตามเด็กสะท้อนความจริงที่น่าห่วงว่า นักเรียนกว่า 80% ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่โดยตรง หลายครอบครัวแตกแยก หย่าร้าง หรือจำเป็นต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่นเพื่อหารายได้ ทำให้เด็กจำนวนมากเติบโตกับปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติผู้ใหญ่ในชุมชน ความขาดหายของ “ผู้ปกครองตัวจริง” ทำให้โรงเรียนต้องทำหน้าที่มากกว่าการสอนหนังสือ คือการเป็นทั้งบ้าน สถานที่พักพิง และพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ

โรงเรียนแห่งนี้ยังไม่มี “ผู้อำนวยการตัวจริง” ตามระเบียบราชการ มีเพียงครูผู้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการที่ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่บริหารงบประมาณ ประสานราชการ ดูแลครู ตลอดจนเยี่ยมบ้านนักเรียนในยามจำเป็น ขณะที่ครูหลายคนต้องทำหน้าที่มากกว่าผู้สอน คือเป็นทั้งพ่อ แม่ พี่เลี้ยง และที่ปรึกษาให้กับเด็ก ๆ ในเวลาเดียวกัน

ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องงบประมาณและนโยบายควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก จิตวิญญาณความเป็นครูของทีมงานบ้านป่าตึงกลับชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อรักษาการผู้อำนวยการและครูหลายคนยืนยันร่วมกันว่า “จะไม่ปิดโรงเรียน” และจะพายเรือจ้างลำนี้ไปจนกว่านักเรียนคนสุดท้ายจะจบการศึกษา

เจตจำนงเช่นนี้เองที่กลายเป็น “สัญญาณ” ให้ภาคเอกชนขนาดใหญ่อย่าง ซีพี ออลล์ หันมองโรงเรียนเล็ก ๆ บนดอยแห่งนี้ในฐานะตัวแทนของครูชนบทไทยที่ยังไม่ยอมปล่อยมือจากเด็ก ๆ แม้ทรัพยากรจะจำกัดเพียงใดก็ตาม

จากห้องเรียนบนดอยสู่จอภาพ ซีพี ออลล์ กับ “วิชาความสุข” ปีที่ 18 ของการสร้างคน

เนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติ 16 มกราคม 2569 ซีพี ออลล์ เดินหน้าสานต่อปณิธาน “Giving & Sharing” หรือ “การให้และการแบ่งปัน” ผ่านโครงการ “ซีพี ออลล์ สานต่อภารกิจสร้างคน ร่วมรำลึกพระคุณครู ปีที่ 18” พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์สั้นชุดใหม่ในชื่อ “วิชาความสุข” เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ของบริษัท อาทิ YouTube ช่อง 7ElevenThailand และสื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ

ภาพยนตร์สั้นชุดนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการกล่าวถึงความสำเร็จด้านคะแนนสอบหรืออันดับโรงเรียน หากแต่เลือกตั้งคำถามกลางใจผู้ชมว่า

“เรากำลังทำเพื่ออนาคตของเด็ก หรือทำเพื่อความคาดหวังของผู้ใหญ่กันแน่?”

คำถามดังกล่าวไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตัวละครในเรื่องเท่านั้น แต่ยังสะท้อนมาถึงระบบการศึกษาทั้งระบบ ที่ในหลายครั้งเด็ก ๆ ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากความคาดหวังของผู้ใหญ่ มากกว่าการได้ค้นพบ “ความสุข” และ “คุณค่าในตัวเอง”

ในภาพยนตร์ “วิชาความสุข” ตัวละครหลักคือ “ครูเหมย” ครูหญิงที่มองเห็นร่องรอยความเครียดในแววตาของเด็ก ๆ ที่ถูกบีบคั้นด้วยการบ้าน คะแนนสอบ และการเปรียบเทียบ เธอจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ดูเรียบง่าย แต่ท้าทายกรอบความคิดเดิมของการศึกษาไทย นั่นคือ “เพิ่มคาบเรียนพิเศษ” ที่ไม่ได้สอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือภาษาอังกฤษ แต่ตั้งชื่อว่า “วิชาความสุข”

วิชาความสุข” เมื่อห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่ฝึกใจ ไม่ใช่แค่ฝึกสมอง

เนื้อหาของ “วิชาความสุข” ในภาพยนตร์ ถูกออกแบบให้เป็นเสมือนแบบฝึกหัดชีวิตที่เด็กทุกคนสามารถนำไปใช้ได้จริง ครูเหมยแจก “สมุดบันทึกความสุข” ให้กับนักเรียนคนละหนึ่งเล่ม เพื่อให้พวกเขาบันทึกช่วงเวลาที่รู้สึกดีจากการ “เป็นผู้ให้” การ “แบ่งปัน” และการ “เห็นคุณค่าในตัวเอง”

เด็กบางคนเริ่มต้นจากการมอบของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คนใกล้ตัว เช่น พวงกุญแจตุ๊กตาชิ้นเล็ก ๆ ให้เพื่อนหรือคนที่ตนรัก แม้มูลค่าอาจไม่สูง แต่คุณค่าทางใจกลับยิ่งใหญ่เกินราคา เด็กอีกคนหนึ่งเรียนรู้ที่จะกล้าเล่าความฝันของตนเองให้พ่อแม่ฟังอย่างตรงไปตรงมา แทนการเดินตามเส้นทางที่คนอื่นวาดไว้ให้ ส่วนอีกคนหนึ่งได้เรียนรู้ว่า มิตรภาพและการมีกันและกันสำคัญกว่าเหรียญทองหรือเหรียญเงินจากการแข่งขัน

แก่นของบทเรียนใน “วิชาความสุข” จึงไม่ได้อยู่ที่เทคนิคการสอน แต่คือการเปลี่ยนกรอบความคิดจาก “เด็กดีต้องได้ที่หนึ่ง” เป็น “เด็กที่ดีคือเด็กที่รู้จักรักตัวเองและแบ่งปันให้ผู้อื่นได้” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดด้าน “ภูมิคุ้มกันทางใจ” หรือ Mental Resilience ที่โลกการศึกษาสมัยใหม่ให้ความสำคัญ

 

จุดคลี่คลายของเรื่อง วันที่ศิษย์ย้อนกลับมาดูแลครู

จุดคลี่คลายของเรื่องในภาพยนตร์สั้นชุดนี้อยู่ที่ช่วงเวลาที่ “ครูเหมย” ล้มป่วยและไม่สามารถมาสอนหนังสือได้ตามปกติ เมื่อเก้าอี้ครูว่างเปล่า ห้องเรียนที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและกิจกรรม “วิชาความสุข” กลับเงียบเหงาไปชั่วขณะ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือภาพสะท้อนของ “การเรียนรู้ที่กลับด้าน” เมื่อบรรดาลูกศิษย์ที่เคยผ่านวิชาความสุข เดินทางกลับมาเยี่ยมครู พร้อมกับถือ “สมุดบันทึกความสุข” มาเปิดให้ครูดูทีละหน้า เป็นการเล่าว่า สิ่งที่พวกเขาเคยได้ทำ เคยรู้สึก และยังคงทำต่อเนื่องหลังจากนั้นคืออะไร

เด็กบางคนบอกเล่าความสุขจากการได้ช่วยเหลือคนในครอบครัวในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เด็กอีกคนหนึ่งพูดถึงความสุขจากการทำตามความฝันที่ตนเองเลือก โดยไม่ถูกเปรียบเทียบกับใคร ขณะที่อีกคนหนึ่งเลือกย้ำว่าตนเองเลิกให้ความสำคัญกับ “การเป็นที่หนึ่ง” แล้วหันมาให้ค่ากับ “การมีเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ กัน”

ฉากดังกล่าวไม่เพียงทำให้ผู้ชมจำนวนมากรู้สึกซาบซึ้ง แต่ยังสื่อสารอย่างชัดเจนว่า เมื่อเด็กได้ฝึก “ให้” ความสุขออกไป ความสุขนั้นย่อมย้อนกลับมาหาผู้ให้ในรูปแบบที่จับต้องได้ เช่นเดียวกับที่ลูกศิษย์หวนกลับมาดูแลครูของตนในยามที่เธออ่อนแอที่สุด

จากจอภาพสู่ห้องเรียนจริง บ้านป่าตึงกับ “วิชาความสุขในชีวิตจริง”

หากมองจากมุมหนึ่ง ภาพยนตร์ “วิชาความสุข” อาจเป็นเพียงเรื่องแต่งที่ใช้ตัวละครสมมติ แต่เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับกรณีของโรงเรียนบ้านป่าตึง จังหวัดเชียงราย จะพบว่า “บทเรียนในเรื่องแต่ง” สอดคล้องกับ “ชีวิตจริง” อย่างน่าคิด

ที่บ้านป่าตึง ครูจำนวนหนึ่งกำลังทำหน้าที่คล้าย “ครูเหมย” ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเด็กที่ขาดพ่อแม่ การเยี่ยมบ้านเพื่อทำความเข้าใจบริบทของครอบครัว หรือการพยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แม้จะอยู่ในโรงเรียนที่เล็กจนหลายคนแทบไม่รู้จักชื่อก็ตาม

แม้จะไม่ได้มีชื่อวิชาอย่างเป็นทางการว่า “วิชาความสุข” แต่สิ่งที่โรงเรียนกำลังทำ คือการปลูกฝังให้เด็ก 13 คน มีภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแรงพอจะยืนหยัดอยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน และความเหลื่อมล้ำ

การที่ ซีพี ออลล์ เลือกใช้โรงเรียนบ้านป่าตึงเป็นหนึ่งในกรณีตัวอย่างที่เชื่อมโยงกับแนวคิด “วิชาความสุข” ในปีที่ 18 ของภารกิจสร้างคน จึงเป็นการยืนยันว่า โรงเรียนเล็ก ๆ บนดอยก็มี “เสียง” และมี “เรื่องเล่า” ที่ทรงพลังไม่น้อยไปกว่าสถาบันชื่อดังในเมืองใหญ่

ในมุมของผู้สนับสนุนจากพื้นที่ คุณกันณพงศ์ และคุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ซึ่งร่วมสนับสนุนการส่งต่อความสุขครั้งนี้ สะท้อนมุมมองต่อความร่วมมือดังกล่าวว่า

“การได้รับแรงบันดาลใจจากองค์กรต้นแบบอย่าง ซีพี ออลล์ ทำให้เราเชื่อมั่นว่า การช่วยเหลือที่ดีที่สุดคือการต่อลมหายใจให้โรงเรียนและเด็กๆ มีเวลาสู้ต่อไป และเมื่อเขารับความสุขจนเต็มที่แล้ว เขาจะส่งต่อมันออกไปเอง”

คำกล่าวดังกล่าวเป็นเสมือนการขยายเจตนารมณ์ของโครงการจากระดับองค์กรสู่ระดับชุมชน ว่าการ “สร้างคน” จะเกิดขึ้นได้จริงต่อเมื่อมีทั้งภาคเอกชน ภาคการศึกษา และคนในพื้นที่เดินไปด้วยกัน

ผลลัพธ์ จาก CSR เชิงกิจกรรม สู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ

เมื่อพิจารณาตามกรอบกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) การดำเนินงานของ ซีพี ออลล์ ผ่านโครงการ “วิชาความสุข” และการสนับสนุนโรงเรียนบ้านป่าตึง สามารถมองได้อย่างน้อย 3 ระดับผลลัพธ์ตามที่โครงการตั้งเป้าไว้

  1. การลดช่องว่างทางการศึกษา
    การเข้าไปสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ช่วยย้ำว่า “โอกาสทางการเรียนรู้” ไม่ควรถูกจำกัดด้วยจำนวนห้องเรียนหรือจำนวนนักเรียน การสื่อสารเรื่องราวของบ้านป่าตึงไปสู่สังคมวงกว้าง ยังมีส่วนสร้างการรับรู้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของโรงเรียนขนาดเล็กในชนบทที่มักถูกมองข้าม
  2. การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ (Mental Resilience)
    ในยุคที่เด็กจำนวนมากต้องแบกรับแรงกดดันจากทั้งสังคมออนไลน์และความคาดหวังของผู้ใหญ่ แนวคิด “วิชาความสุข” เป็นการเสนออีกมุมหนึ่งของการศึกษา ที่ไม่ละเลยมิติทางอารมณ์และจิตใจ การให้เด็กได้ฝึกเป็น “ผู้ให้” และได้มองเห็นคุณค่าเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว คือการเสริมฐานรากให้พวกเขารับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
  3. การเชิดชูบทบาทครูในมิติใหม่
    ภาพของครูในภาพยนตร์สั้น และภาพของครูที่โรงเรียนบ้านป่าตึง สอดรับกันในฐานะ “ผู้สร้างรากฐานชีวิต” มากกว่าผู้ถ่ายทอดเนื้อหาตามหลักสูตร การดึงเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาเล่าในโอกาสวันครูแห่งชาติ จึงมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่า สังคมยังคงเห็นคุณค่าในบทบาทของครู แม้ความท้าทายในระบบการศึกษาจะยิ่งซับซ้อนขึ้นทุกปี

เมื่อมองผ่านเลนส์ของผู้บริโภคสื่อ ภาพยนตร์สั้น “วิชาความสุข” จึงทำหน้าที่มากกว่าชิ้นงานสื่อสารขององค์กรเอกชน หากแต่เป็น “เวทีสนทนาใหม่” ที่ชวนให้ผู้ปกครอง ครู นักเรียน และสังคมในวงกว้าง กลับมาทบทวนว่า เราให้พื้นที่กับ “ความสุขของเด็ก” ในระบบการศึกษามากพอแล้วหรือยัง

วิชาที่ไม่มีในตำรา แต่ควรมีในทุกห้องเรียน

เรื่องราวของโรงเรียนบ้านป่าตึง จังหวัดเชียงราย และภาพยนตร์สั้น “วิชาความสุข” ของ ซีพี ออลล์ สะท้อนให้เห็นร่วมกันว่า ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม สิ่งที่เด็ก ๆ ต้องการไม่ใช่เพียง “โอกาสในการแข่งขัน” หากแต่เป็น “โอกาสในการมีความสุขอย่างเรียบง่ายและยั่งยืน”

โรงเรียนเล็ก ๆ ที่มีนักเรียนเพียง 13 คน กับโครงการ CSR ของบริษัทใหญ่ระดับประเทศ อาจดูเหมือนอยู่กันคนละโลก แต่เมื่อมาบรรจบกันผ่าน “วิชาความสุข” ทั้งสองฝ่ายต่างตอกย้ำไปในทิศทางเดียวกันว่า การศึกษาที่ดีไม่ควรมองเด็กเป็นเพียงตัวเลขผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หากต้องมองเขาในฐานะ “มนุษย์หนึ่งคน” ที่ต้องการการดูแลทั้งหัวสมองและหัวใจ

และหาก “วิชาความสุข” จะกลายเป็นเพียงชื่อวิชาในภาพยนตร์สั้นหนึ่งเรื่อง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เนื้อหาของวิชานี้ได้เดินทางออกจากจอภาพไปสู่ห้องเรียนจริงแล้ว ที่โรงเรียนบ้านป่าตึงและอีกหลายโรงเรียนทั่วประเทศที่ครูจำนวนมากยังคงยืนหยัดเป็น “แม่พิมพ์ที่ไม่มีวันดับ” แม้จะต้องสอนในห้องเรียนเล็ก ๆ กลางหุบเขาก็ตาม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENTERTAINMENT

ก้าวใหม่เชียงราย โครงการ Creative Space ปลุกพลังเยาวชน สืบสานวัฒนธรรมและชาติพันธุ์

อบจ.เชียงราย สร้างสรรค์พื้นที่ให้เยาวชน” รองนายกฯ ปิดโครงการสุดปัง! มอบรางวัลเดินแบบชุดชาติพันธุ์ พร้อมชูพลัง Soft Power ท้องถิ่น

เชียงราย, 10 สิงหาคม 2568 – ที่โรงเรียนแม่จันวิทยาคมเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันและเสียงหัวเราะร่าเริงของเยาวชนจำนวนมาก พวกเขาสวมใส่ชุดประจำชาติพันธุ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ้าถุงลายขิดของชาวไทลื้อ เสื้อแขนกระบอกของชาวอาข่า หรือผ้าคลุมศีรษะประดับลูกปัดของชาวลาหู่ แต่ละชุดไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความงดงามทางวัฒนธรรม แต่ยังเล่าเรื่องราวของรากเหง้าที่ถูกถักทอมาจากบรรพบุรุษ คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมเยาวชนรุ่นใหม่ในพื้นที่ห่างไกลอย่างเชียงราย ถึงได้มีโอกาสแสดงออกถึงอัตลักษณ์เหล่านี้อย่างภาคภูมิใจ

 คำตอบอยู่ที่โครงการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงราย หมวดที่ 6 “Creative Space for Youth Development” ซึ่งปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบในวันนี้ ด้วยมหกรรมโซน 3 “มหกรรมร่วมสืบสาน เล่าตำนาน วัฒนธรรมและชาติพันธุ์สุดถิ่นไทย” ที่ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการแสดงศักยภาพ แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคตของชุมชนท้องถิ่น

เปิดรับสมัครเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่ต้นปี 2568

ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน โครงการนี้เริ่มต้นจากนโยบายขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ที่มุ่งมั่นสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชน โดยเฉพาะในพื้นที่โซน 3 ซึ่งครอบคลุมอำเภอแม่จัน แม่สาย และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงสุดในจังหวัด เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีกลุ่มชาติพันธุ์มากถึง 145 กลุ่ม คิดเป็นประชากรกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 211,752 คน จากประชากรทั้งหมดประมาณ 1.3 ล้านคน ซึ่งทำให้ที่นี่เป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมที่อุดมสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกัน เยาวชนในพื้นที่เหล่านี้ก็เผชิญกับความท้าทาย เช่น การขาดโอกาสทางการศึกษา การเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าและสิ่งเสพติด รวมถึงปัญหาการรวมกลุ่มเด็กแว้นที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงทางสังคม โครงการนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์เหล่านั้น โดยเปิดรับสมัครเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่ต้นปี 2568 และปิดรับสมัครการแข่งขันเดินแบบชุดชาติพันธุ์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 500 คน จากชุมชนต่างๆ ในโซน 3

งานมหกรรมในวันนี้เริ่มต้นตั้งแต่เวลา 08.00 น. ด้วยการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายฐิติวัชร ไลศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยทีมงานจากศูนย์เยาวชนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย บรรยากาศคึกคักด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น เช่น การรำวงพื้นเมืองและการบรรเลงดนตรีชาติพันธุ์ แต่ไฮไลต์สำคัญคือการประกวดเดินแบบชุดชาติพันธุ์ ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้นำเสนอเรื่องราวของชุดที่สวมใส่ ไม่ใช่แค่การเดินโชว์ แต่เป็นการเล่าตำนานและอัตลักษณ์ของแต่ละเผ่า เช่น เยาวชนคนหนึ่งจากชุมชนชาวลาหู่เล่าว่า ชุดของเขาสะท้อนถึงวิถีชีวิตบนภูเขาที่ต้องต่อสู้กับธรรมชาติอันโหดร้าย แต่เต็มเปี่ยมด้วยความเข้มแข็งและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร การแข่งขันนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นเต้น แต่ยังทำให้ผู้ชม โดยเฉพาะพ่อแม่และชาวบ้านในพื้นที่ ได้เห็นถึงศักยภาพของลูกหลานที่ถูกปลุกขึ้นมาผ่านกิจกรรมเช่นนี้

โครงการนี้คือการลงทุนในอนาคตของเชียงราย

เมื่อเข้าสู่ช่วงบ่าย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีปิดโครงการและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศ นายสุธีระพงษ์กล่าวในพิธีว่า “โครงการนี้คือการลงทุนในอนาคตของเชียงราย เราต้องการให้เยาวชนเติบโตอย่างมั่นคง ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง และนำทักษะที่ได้ไปประกอบอาชีพได้จริง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงนโยบายหลักของอบจ.เชียงราย ภายใต้แนวคิด “อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ เรียนที่ไหนก็สำเร็จได้ สำเร็จได้ก็เลี้ยงชีพได้” ซึ่งเน้นการเข้าถึงการศึกษาและทักษะชีวิตแม้ในพื้นที่ห่างไกล ผู้ชนะเลิศในประเภทต่างๆ ได้รับรางวัลเป็นทุนการศึกษาและอุปกรณ์ส่งเสริมวัฒนธรรม เช่น ชุดเครื่องแต่งกายใหม่หรือเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถสืบสานกิจกรรมเหล่านี้ต่อไปในชุมชน

นอกจากประเด็นหลักอย่างการสืบสานวัฒนธรรม ประเด็นรองที่โดดเด่นในงานนี้คือการส่งเสริม Soft Power ท้องถิ่น เชียงรายมีชื่อเสียงในด้านนี้อยู่แล้ว เช่น เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลงที่ได้รับ OTOP ระดับ 5 ดาว ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ โครงการนี้จึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาเยาวชนให้เป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power โดยผ่านกิจกรรมที่ผสมผสานศิลปวัฒนธรรมกับทักษะสมัยใหม่ เช่น การใช้โซเชียลมีเดียโปรโมทชุดชาติพันธุ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าพื้นเมือง ผู้เข้าร่วมหลายคนให้สัมภาษณ์ว่า “กิจกรรมนี้ทำให้หนูรู้สึกว่าวัฒนธรรมของเราไม่ใช่แค่เรื่องเก่าๆ แต่สามารถนำไปขายหรือโปรโมทให้คนอื่นรู้จักได้” ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเยาวชน

กิจกรรมในมหกรรมโซน 3 นี้จัดขึ้นเพื่อสืบสานวัฒนธรรมชาติพันธุ์

โครงการ “Creative Space for Youth Development” เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2566-2570 ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะสำหรับเยาวชนอายุ 15-24 ปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของประชากรจังหวัด (จากข้อมูลสถานการณ์ทางสังคมจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2564) กิจกรรมในมหกรรมโซน 3 นี้จัดขึ้นเพื่อสืบสานวัฒนธรรมชาติพันธุ์ โดยมีผู้เข้าร่วมจากชุมชนต่างๆ กว่า 500 คน และมีผู้ชมรวมกว่า 1,000 คน รวมถึงแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานท้องถิ่น เช่น สภาเยาวชนเชียงราย ซึ่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเยาวชนกว่า 100 โครงการในปี 2568 การแข่งขันเดินแบบมีผู้สมัครกว่า 200 คน จากการเชิญชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์และกลุ่มชุมชน ผลจากการจัดงานครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยลดปัญหาสังคมในเยาวชน เช่น การเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าที่พบในเยาวชนเชียงรายสูงถึง 10% (จากรายงานสถานการณ์เด็กและเยาวชน พ.ศ. 2564) โดยแทนที่ด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์

โครงการส่งเสริม Soft Power ในเชียงราย

เยาวชนในชุมชนของคุณเติบโตขึ้นด้วยความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม พวกเขาจะนำสิ่งนั้นไปสร้างรายได้อย่างไร? จากข้อมูลของโครงการส่งเสริม Soft Power ในเชียงราย การนำวัฒนธรรมมาพัฒนา โครงการนี้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มักถูกมองข้าม ล่าสุด รัฐสภาเพิ่งผ่านร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนกลุ่มนี้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานมากขึ้น เช่น การศึกษาและสวัสดิการ ส่งผลให้ชุมชนแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในแง่เศรษฐกิจ Soft Power จากโครงการนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 54,106 ล้านบาท โดยการโปรโมทวัฒนธรรมผ่านเยาวชนจะดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น สร้างงานให้ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น การขายสินค้าพื้นเมืองหรือบริการโฮมสเตย์

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทาย เช่น การขาดงบประมาณต่อเนื่องหรือการเข้าถึงเทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกล แต่หากอบจ.เชียงรายและหน่วยงานเกี่ยวข้อง เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ที่มีโครงการพัฒนาชุมชน Soft Power สามารถเชื่อมโยงกันได้ โครงการนี้จะยั่งยืนยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้ว ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับคือชุมชนที่เข้มแข็ง ลูกหลานที่มีทักษะพร้อมเผชิญโลก และวัฒนธรรมที่ถูกสืบสานไปสู่รุ่นต่อไป ซึ่งจะช่วยให้เชียงรายกลายเป็นแบบอย่างของการพัฒนาที่ยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กิจกรรมจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) และสภาเยาวชนจังหวัดเชียงราย
  • สถิติประชากรและกลุ่มชาติพันธุ์จากรายงานสถานการณ์ทางสังคมจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2564 และ SDG Profile Chiang Rai โดย UNDP
  • ข้อมูล Soft Power และผลกระทบจาก ETDA และรายงานโครงการส่งเสริม Soft Power เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พลังเยาวชนเชียงราย อบจ.ระดมจิตอาสา คืนห้องเรียนให้น้อง หลังน้ำท่วม

ศูนย์เยาวชน อบจ.เชียงราย ระดมจิตอาสา “CR-PAO Youth Power คืนห้องเรียนให้น้อง” ฟื้นฟูโรงเรียนบ้านแม่เปา หลังเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก

เชียงราย, 30 มิถุนายน 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงาน หลังท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยจากน้ำป่าไหลหลากที่สร้างความเสียหายให้กับหลายพื้นที่ในอำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย หนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือโรงเรียนบ้านแม่เปา ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของศูนย์เยาวชนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ที่ร่วมกับสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย จิตอาสา และเครือข่ายภาคประชาสังคม ลงพื้นที่ฟื้นฟูโรงเรียนบ้านแม่เปาอย่างเร่งด่วน ผ่านกิจกรรม “CR-PAO Youth Power: คืนห้องเรียนให้น้อง”

คืนชีวิตให้โรงเรียน คืนโอกาสให้น้องนักเรียน

วันที่ 29 มิถุนายน 2568 ทีมศูนย์เยาวชน อบจ.เชียงราย พร้อมสภาเยาวชนและกลุ่มจิตอาสา ได้รวมพลังกันทำความสะอาดห้องเรียน ห้องสมุด อาคารเรียน สนามเด็กเล่น และพื้นที่โดยรอบโรงเรียนบ้านแม่เปา ตำบลแม่เปา อำเภอพญาเม็งราย ที่ได้รับความเสียหายและมีโคลนทับถมหลังเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อให้น้อง ๆ นักเรียนและคุณครูกลับมาใช้ชีวิตและดำเนินการเรียนการสอนได้ตามปกติในเร็ววัน

ภารกิจครั้งนี้นับเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่น้อง ๆ และครอบครัวในชุมชนที่ต่างเผชิญความยากลำบากหลังประสบภัย โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคีเครือข่าย มูลนิธิภาคประชาสังคมในพื้นที่ รวมถึงการมีส่วนร่วมของชาวบ้านและผู้ปกครอง ที่มาร่วมมือช่วยกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและสะอาดสำหรับเด็ก ๆ

การบูรณาการเพื่อฟื้นฟูพื้นที่การศึกษา

กิจกรรม “CR-PAO Youth Power: คืนห้องเรียนให้น้อง” เป็นภาพสะท้อนความเข้มแข็งของพลังเยาวชนท้องถิ่นที่ไม่เพียงตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล แต่ยังแสดงถึงการร่วมแรงร่วมใจของคนทุกวัย ที่พร้อมใจลุกขึ้นมาฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยให้ความสำคัญต่อโอกาสในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ที่จะไม่ขาดตอน

ในขณะที่ภาคส่วนราชการ อบจ.เชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และเยียวยาความเสียหาย กำลังของกลุ่มเยาวชนและจิตอาสาได้เข้ามาช่วยเสริมในระดับพื้นที่เล็ก ๆ แต่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางสังคม เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถกลับไปใช้ชีวิตในโรงเรียนได้อีกครั้งอย่างมีความสุขและปลอดภัย

บทวิเคราะห์สถานการณ์และผลลัพธ์

เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่อำเภอพญาเม็งรายสะท้อนถึงความท้าทายของชุมชนต่อการรับมือกับภัยธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ภารกิจของหน่วยงานรัฐ แต่ต้องอาศัยพลังและความร่วมมือของประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

การรวมพลังจิตอาสาเพื่อฟื้นฟูโรงเรียนอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงคืนโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก ๆ แต่ยังเป็นการปลูกฝังจิตสาธารณะและสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์เยาวชนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สภาเยาวชน อบจ.เชียงราย
  • โรงเรียนบ้านแม่เปา
  • ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย (30 มิถุนายน 2568)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายฉลอง 3 ปีศูนย์เยาวชน ปลุกพลังเด็กรุ่นใหม่ กล้าคิด กล้าแสดงออก

ศูนย์เยาวชน อบจ.เชียงราย ฉลองครบรอบ 3 ปี ปลุกพลังสร้างสรรค์เยาวชนรุ่นใหม่ พร้อมดันเวทีความสามารถสู่สาธารณะ

เชียงราย, 23 มิถุนายน 2568 – ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาเชียงราย ได้จัดงานมหกรรม “ครบรอบ 3 ปี ศูนย์เยาวชนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย” อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนับเป็นหลักไมล์สำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของท้องถิ่นในการพัฒนาเยาวชนอย่างรอบด้านและต่อเนื่อง

สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ เปิดเวทีแสดงความสามารถ

ภายในงานได้ผนึกกำลังความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงรายที่สนับสนุนพื้นที่ จนทำให้เยาวชนชาวเชียงรายได้มีเวทีแสดงความสามารถต่อสาธารณะอย่างเต็มที่ ซึ่งตลอดทั้งวันบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้ปกครอง เยาวชน นักเรียน และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

กิจกรรมสำคัญที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “ลูกทุ่งสุดถิ่นไทย” รอบชิงชนะเลิศ โดยมีสามทีมสุดยอดจากโรงเรียนชั้นนำของจังหวัดเชียงรายเข้าสู่รอบชิง ได้แก่ YRC. Combo (โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย), ดาวรุ่งลูกทุ่ง ท.6 (โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย) และ CR-PAO Dance (โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย) พร้อมคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากแวดวงดนตรีและศิลปะ เช่น คุณทัศนีย์ พูลเจริญ, คุณเผ่าเทพ อรรถไกวัลวที และคุณปริญญา กันทะวงค์ ร่วมตัดสิน

จุดประกายฝัน เติมศักยภาพเยาวชนสู่อนาคต

นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในพิธีเปิดว่า “กิจกรรมในครั้งนี้คือหลักฐานของความร่วมมือและความตั้งใจจริงในการสร้างอนาคตที่ดีให้กับเยาวชนเชียงราย ไม่เพียงแค่ส่งเสริมทักษะทางศิลปะ ดนตรี หรือกีฬา แต่ยังมุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนมีภูมิคุ้มกันชีวิต มีทักษะปรับตัวในยุคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว สามารถคิด วิเคราะห์ และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของสังคมในวันข้างหน้า”

บูรณาการงานพัฒนา สร้างเครือข่ายเยาวชนเข้มแข็ง

ภายในงาน ยังมีเวที Workshop, บูธเกม, “กาดละอ่อนเจียงฮาย” รวมถึงโซนกิจกรรมสร้างเสริมทักษะชีวิตที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างเครือข่ายระหว่างแกนนำเยาวชน ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐในแต่ละอำเภอให้ขับเคลื่อนงานเด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบ

โครงการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงรายภายใต้การดำเนินงานของศูนย์เยาวชน อบจ.เชียงราย มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในทุกมิติ ให้เยาวชนสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ ในชีวิต พร้อมเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและคุณค่าต่อจังหวัดและประเทศชาติในอนาคต

ไฮไลต์พิเศษและเสียงสะท้อนจากเวที

ไฮไลต์ที่สร้างสีสันให้กับงานคือ Free Concert จากศิลปิน “เอ็ดดี้ ตลาดแตก” ที่จุดประกายความสุขและแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งกิจกรรมประกวดและโชว์ความสามารถของเยาวชนที่สะท้อนพลังสร้างสรรค์และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของเชียงราย

เสียงสะท้อนจากเยาวชนและผู้ปกครองส่วนใหญ่ชื่นชมในแนวทางการจัดงานที่ให้เยาวชนมีเวทีในการแสดงศักยภาพ ฝึกฝนความกล้าแสดงออก และได้ร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ พร้อมยืนยันจะนำความรู้และประสบการณ์จากงานมหกรรมครั้งนี้กลับไปต่อยอดในชีวิตจริง

บทวิเคราะห์และข้อเสนอแนะ

การฉลองครบรอบ 3 ปีศูนย์เยาวชน อบจ.เชียงราย เป็นตัวอย่างของการพัฒนาเยาวชนบนฐานความร่วมมือทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้พื้นที่สร้างสรรค์เป็นกลไกสำคัญ เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้คิด ได้ลงมือทำ และได้แสดงศักยภาพของตนเอง ขณะเดียวกันยังเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมและการพัฒนาทักษะชีวิตให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งหากดำเนินงานต่อเนื่องและขยายผลสู่ระดับอำเภอและตำบล จะช่วยให้เชียงรายเป็นเมืองแห่งเยาวชนคุณภาพในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาเชียงราย
  • กลุ่มงานส่งเสริมกิจกรรมเด็กและเยาวชน ศูนย์เยาวชน อบจ.เชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ปลุกจิตอาสา อบจ.เชียงรายจัด ‘ต้นกล้าความดี’ พัฒนาเยาวชนสู่สังคม

อบจ.เชียงรายเดินหน้าสร้างเยาวชนต้นแบบ “ต้นกล้าความดี” จุดประกายคนรุ่นใหม่หัวใจจิตอาสา พัฒนาสังคมเชียงรายอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 14 มิถุนายน 2568 – ในยุคที่สังคมต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายมากมาย การปลุกจิตสำนึกและส่งเสริมบทบาทของเยาวชนจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุด องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ได้ริเริ่มโครงการ “กลุ่มต้นกล้าความดี” ซึ่งเป็นแคมป์เยาวชนที่มุ่งเน้นการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่เปี่ยมด้วยจิตอาสาและความรับผิดชอบต่อสังคม

จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ

พิธีเปิดโครงการจัดขึ้นในเช้าวันที่ 14 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมลักษวรรณ รีสอร์ท จังหวัดเชียงราย โดยได้รับเกียรติจากนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารส่วนราชการ คณะวิทยากร และตัวแทนองค์กรภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง การอบรมในครั้งนี้จัดขึ้นต่อเนื่อง 2 วัน ระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายน 2568 ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะ “ปลุกพลังคนรุ่นใหม่” ให้เป็นกำลังสำคัญของจังหวัด

กิจกรรมหลากหลาย สร้างแรงบันดาลใจและความสามัคคี

ตลอดการอบรม เยาวชนจากทุกอำเภอในจังหวัดเชียงรายได้รับโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เช่น การบรรยายในหัวข้อ “กลไกจังหวัด และบทบาทหน้าที่ผู้มีส่วนร่วม” และ “สภาเยาวชนและการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรจากสมาคมสร้างสรรค์อนาคตเด็กและเยาวชน ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่มีคุณค่าต่อการเติบโตเป็นพลเมืองจิตอาสา

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์และเวิร์กช็อปพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และการสร้างเครือข่ายเยาวชนในรูปแบบที่สนุกสนานและเข้มข้น โดยมีคณะกรรมการสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย เป็นแกนนำในการจัดกิจกรรม สร้างความกลมเกลียวและกระตุ้นการมีส่วนร่วมของเยาวชนอย่างเห็นได้ชัด

วางรากฐานสู่อนาคต สร้างเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่

โครงการ “ต้นกล้าความดี” นี้ถูกออกแบบมาเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นพลเมืองดีให้กับเยาวชน เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายศูนย์เยาวชน อบจ.เชียงราย พร้อมกับเปิดพื้นที่เรียนรู้ให้เยาวชนได้แสดงออกถึงศักยภาพ และพัฒนาให้เติบโตเป็นผู้นำที่สามารถรับผิดชอบต่อสังคมทั้งในระดับชุมชนและจังหวัด

นายก อบจ.เชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ กล่าวในพิธีเปิดอย่างชัดเจนว่า “การลงทุนกับเยาวชนคือการวางรากฐานให้กับอนาคตของจังหวัดเชียงราย โครงการต้นกล้าความดี เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันเยาวชนให้เติบโตเป็นผู้นำที่มีคุณภาพ มีจิตสำนึกต่อสังคม และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

การจัดค่ายและกิจกรรมส่งเสริมเครือข่ายเยาวชนในครั้งนี้ ถือเป็นการเดินหน้าตามนโยบายพัฒนาเยาวชนเชิงรุกของ อบจ.เชียงราย ที่มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่เรียนรู้ เสริมทักษะชีวิต สร้างโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างแท้จริง ทั้งนี้ยังตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ในด้านการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีพลเมืองที่มีจิตสาธารณะ

จากกิจกรรม “กลุ่มต้นกล้าความดี” ในครั้งนี้ เยาวชนเชียงรายจะเติบโตขึ้นไปเป็นแรงขับเคลื่อนสังคมในอนาคต ถ่ายทอดพลังความคิดสร้างสรรค์และจิตอาสาสู่สังคมไทย ต่อยอดสู่การพัฒนาจังหวัดเชียงรายและประเทศชาติในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สมาคมสร้างสรรค์อนาคตเด็กและเยาวชน
  • สภาเยาวชน อบจ.เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

นายกเทศมนตรีเชียงรายลงนาม เปิดประตูสู่โอกาสการศึกษาโลก

นายกเทศมนตรีนครเชียงรายลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยแบคซอก เกาหลีใต้ ยกระดับการศึกษานานาชาติ ผลักดันโอกาสใหม่แก่เยาวชนเชียงราย

เชียงราย, 13 มิถุนายน 2568 – ในยุคที่การศึกษาก้าวไกลไร้พรมแดน การเชื่อมโยงและความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นไทยกับสถาบันการศึกษาระดับนานาชาติถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ แก่เยาวชนและประชาชนในภูมิภาค ล่าสุด เทศบาลนครเชียงรายนำโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมพันจ่าเอก อัษฎางค์ วิเศษวงศ์ษา ปลัดเทศบาลนครเชียงราย ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ มหาวิทยาลัยแบคซอก (Baekseok University) สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีนายชัง จง ฮยอน อธิการบดีมหาวิทยาลัยแบคซอก และนายโช โบ ฮยอน จากโรงเรียนนานาชาติเชียงราย ร่วมลงนามในพิธี พร้อมข้าราชการ และผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลทั้ง 8 แห่ง ณ ห้องประชุมดาวน์ทาวน์ เทศบาลนครเชียงราย

สร้างพันธมิตรการศึกษานานาชาติ ผลักดันอนาคตเด็กเชียงราย

นายวันชัย จงสุทธานามณี เปิดเผยถึงความสำคัญของการลงนามในครั้งนี้ว่า “นี่คือโอกาสสำคัญที่จะสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมกับสถาบันการศึกษาระดับนานาชาติ เพื่อประโยชน์ของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ และเชื่อมั่นว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ทั้งในด้านการเรียนรู้ ภาษา วัฒนธรรม และอาชีพที่สามารถดูแลครอบครัวได้”

ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นประตูให้เยาวชนเชียงรายได้เข้าถึงโอกาสใหม่ในการเรียนต่อและฝึกงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะกับมหาวิทยาลัยแบคซอกซึ่งเป็นสถาบันเอกชนคริสเตียนชั้นนำของเกาหลีใต้ ตั้งอยู่ในเมืองชอนัน จังหวัดชุงชองใต้ และมีนักศึกษากว่า 15,000 คน เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรีที่หลากหลาย รองรับการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานยุคใหม่

มหาวิทยาลัยแบคซอก ย้ำพันธกิจแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม-ความรู้

นายชัง จง ฮยอน อธิการบดีมหาวิทยาลัยแบคซอก กล่าวในพิธีลงนามว่า “มหาวิทยาลัยแบคซอกมุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรทางการศึกษากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ความร่วมมือกับเทศบาลนครเชียงรายในครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศ ผ่านการศึกษาและการแลกเปลี่ยนที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในระยะยาว”

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร, โครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานร่วมกัน, การแลกเปลี่ยนหลักสูตรหรือเทคโนโลยีทางการศึกษา ตลอดจนการพัฒนาภาษาต่างประเทศและเสริมสร้างทักษะสำคัญที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ให้แก่เยาวชนในท้องถิ่น

เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ สร้างเครือข่ายเยาวชนเชียงรายสู่เวทีโลก

ตลอดพิธีการ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครเชียงราย และคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแบคซอก ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ต่อบทบาทของการศึกษาระหว่างประเทศ ว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนในจังหวัดเชียงราย ทั้งในด้านความรู้วิชาการ ทักษะอาชีพ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และโอกาสในการสร้างเครือข่ายกับนานาชาติ

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนจัดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้และเปิดเวทีให้เยาวชนและครูอาจารย์ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาในท้องถิ่น

บทวิเคราะห์และผลลัพธ์ในระยะยาว

ข้อตกลงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของเชียงรายในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเยาวชนในภูมิภาคกับแรงงานโลก ทั้งยังช่วยปลูกฝังทัศนคติแบบเปิดกว้าง สนับสนุนความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเตรียมพร้อมสู่สังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับประชาชนในพื้นที่ นับเป็นโอกาสทองที่บุตรหลานจะได้รับประโยชน์จากโครงสร้างความร่วมมือที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านการศึกษา ภาษา วัฒนธรรม และอาชีพที่ก้าวไกลในยุคโลกาภิวัตน์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยแบคซอก (Baekseok University), สาธารณรัฐเกาหลี
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News