Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ใช้ไม้ดอกประดับดักจับฝุ่น ยกระดับสวนสาธารณะสู่พื้นที่ธรรมชาติบำบัดทุกวัย

เทศบาลนครเชียงรายจับมือ วว. และเครือข่ายวิชาการ ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM 2.5 แห่งแรกของจังหวัด มุ่งสร้างปอดกลางเมืองและพื้นที่เรียนรู้ทุกวัย

เชียงราย, 15 กุมภาพันธ์ 2569 – จากพื้นที่ใจกลางเมืองที่ผู้คนเดินผ่านทุกวัน สู่บทบาทใหม่ที่หนักแน่นกว่าเดิม สวนตุงและโคมนครเชียงรายกำลังถูกยกระดับให้เป็นต้นแบบพื้นที่สีเขียวที่ออกแบบเพื่อรับมือฝุ่น PM 2.5 อย่างเป็นระบบ ภายใต้ความร่วมมือของเทศบาลนครเชียงรายกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. รวมถึงหน่วยงานด้านวิจัยและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้สวนสาธารณะไม่ใช่เพียงพื้นที่พักผ่อน แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ สุขภาพ และการเรียนรู้ของคนเมือง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกขับเน้นผ่านการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาและขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา ซึ่งมีการระบุชัดถึงการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับและการจัดการภูมิทัศน์มาใช้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 และวางทิศทางให้เป็นแลนด์มาร์กที่เปรียบเสมือนปอดกลางเมืองเชียงราย

เมืองที่คนอยู่จริงต้องหายใจได้จริง เมื่อฝุ่นเล็กกลายเป็นโจทย์ใหญ่

ฝุ่น PM 2.5 ถูกเรียกว่าเล็ก เพราะมีขนาดเล็กมาก แต่ผลกระทบกลับใหญ่จนเมืองไม่อาจมองข้าม ในทางสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกเคยประเมินว่าอากาศเสียจากมลพิษภายนอกอาคารสัมพันธ์กับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจำนวนมากในแต่ละปี นั่นทำให้คำว่าเมืองน่าอยู่ในยุคนี้ไม่จบแค่ถนนดีหรือสวนสวย แต่ต้องรวมถึงอากาศที่ปลอดภัยพอให้เด็กวิ่ง ผู้สูงอายุออกกำลังกาย และคนทำงานใช้ชีวิตกลางแจ้งได้โดยไม่ต้องเสี่ยงสุขภาพ

ประเทศไทยเองมีการกำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 เพื่อใช้เป็นเกณฑ์คุ้มครองสุขภาพประชาชน โดยกรมควบคุมมลพิษระบุค่ามาตรฐานราย 24 ชั่วโมงและรายปีของ PM 2.5 สำหรับการติดตามคุณภาพอากาศ ขณะเดียวกัน แนวทางอ้างอิงสากลอย่างคำแนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกได้เสนอระดับที่เข้มงวดขึ้นเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนมากกว่าเดิม

ภาพใหญ่ของปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องต้นทุนสุขภาพของคนเมือง และต้นทุนเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว เพราะวันที่อากาศแย่ เมืองก็ทำงานยากขึ้น ตั้งแต่โรงเรียนไปจนถึงธุรกิจบริการ

สวนตุงและโคม จุดยุทธศาสตร์กลางเมืองที่ถูกยกระดับให้มากกว่าสวน

สวนตุงและโคมนครเชียงรายตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า มีประชาชน เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุเข้าใช้พื้นที่จำนวนมากในแต่ละวัน จึงเป็นพื้นที่สีเขียวที่กระทบต่อวิถีชีวิตคนเมืองโดยตรง แนวคิดการพัฒนาใหม่จึงมุ่งให้สวนตอบโจทย์ทั้งด้านการพักผ่อน การเรียนรู้ และการดูแลสุขภาพ โดยมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

แนวทางนี้ยิ่งชัด เมื่อเทศบาลนครเชียงรายและ วว. ขับเคลื่อนการพัฒนาให้สวนกลายเป็นต้นแบบสวนสาธารณะธรรมชาติบำบัดปลอดฝุ่น PM 2.5 ใจกลางเมือง ด้วยการออกแบบเชิงวิชาการและการจัดการภูมิทัศน์ที่อิงองค์ความรู้ด้านพืชพรรณและสิ่งแวดล้อม

แกนความร่วมมือ วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย และหน่วยงานพื้นที่ เดินเกมด้วยวิทยาศาสตร์และการบริหารเมือง

ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการประชุมหารือในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา เพื่อกำหนดแนวทางการขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ด้วยการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับ โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานเข้าร่วม

ฝั่ง วว. นำโดย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. พร้อมทีมวิจัยและบุคลากร ขณะที่ฝั่งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. เข้าร่วมผ่านผู้บริหารและผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย และมี นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถาบันการศึกษา และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมประชุม

สาระสำคัญของความร่วมมือ คือการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่สีเขียว เพื่อสร้างทิศทางพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแลนด์มาร์กใหม่ของเมือง โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 เพื่อส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเขตเมืองอย่างยั่งยืน

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญในเชิงบริหารเมือง เพราะการแก้ปัญหาฝุ่นมักถูกมองว่าเป็นเรื่องการควบคุมแหล่งกำเนิด แต่การออกแบบพื้นที่สีเขียวให้ช่วยลดผลกระทบ เป็นอีกกลไกที่ทำได้จริงในระดับเมือง และเป็นการลงทุนที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที

ต้นแบบลดฝุ่นด้วยไม้ดอกไม้ประดับ จากงานวิจัยสู่สวนของคนทั้งเมือง

แกนเทคนิคของโครงการถูกอธิบายผ่านแนวทางการใช้พืชพรรณและการจัดการภูมิทัศน์เพื่อช่วยดักจับฝุ่นและลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่เมือง โดยสื่อท้องถิ่นระบุว่า การออกแบบจะเน้นเพิ่มพื้นที่ต้นไม้และความร่มรื่น ควบคู่กับความสวยงามของภูมิทัศน์ และการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ธรรมชาติบำบัดใจกลางเมือง

ในเชิงการขยายผล กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุว่า ความร่วมมือมุ่งหวังให้เกิดการขยายไปสู่พื้นที่สาธารณประโยชน์อื่นในชุมชนเมือง เพื่อสร้างต้นแบบสวนลดฝุ่น PM 2.5 และสามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบในพื้นที่อื่นต่อไป

นัยของคำว่า ขยายผล คือเมืองไม่ได้ต้องการสวนต้นแบบเพียงจุดเดียว แต่ต้องการโมเดลที่ทำซ้ำได้ในชุมชนอื่น เมื่อเมืองมีเครื่องมือที่พิสูจน์ผลแล้ว การตัดสินใจลงทุนและออกแบบพื้นที่สีเขียวในอนาคตก็จะมีทิศทางที่ชัดและคุ้มค่ามากขึ้น

 

สวนที่เปิดกวางขึ้น เวลาเมืองเปิดพื้นที่ให้ชีวิต

อีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนการคิดเชิงบริการสาธารณะ คือแนวคิดการเพิ่มช่วงเวลาเปิดให้บริการตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน และกิจกรรมของชุมชนให้เต็มศักยภาพ โดยสื่อรายงานว่ามีแนวคิดให้สวนตอบโจทย์ประชาชนทุกช่วงวัย และรองรับการใช้ชีวิตกลางแจ้งอย่างสมดุล ภายใต้ทิศทางเมืองที่มุ่งเป็น Sport City และ Garden City

การออกแบบพื้นที่ในลักษณะนี้ยังสะท้อนความจริงอีกด้านของเมืองไทยในปัจจุบัน คือโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยน ผู้สูงอายุมีสัดส่วนมากขึ้น เมืองจึงต้องมีพื้นที่ปลอดภัยให้เดิน ออกกำลังกาย และฟื้นฟูสุขภาพได้ โดยไม่ต้องพึ่งการเดินทางไกลหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ประเด็นเด่นและประเด็นรองที่ต้องจับตา

ประเด็นเด่น
เชียงรายกำลังยกระดับสวนสาธารณะจากพื้นที่พักผ่อนสู่เครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ ด้วยความร่วมมือระหว่างเทศบาลนครเชียงราย วว. วช. และเครือข่ายในพื้นที่ โดยใช้ฐานความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อมุ่งลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 และสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเมือง

ประเด็นรอง
หนึ่ง การทำให้โมเดลนี้ขยายผลได้จริงไปยังพื้นที่สาธารณะอื่น ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุเป็นเป้าหมายสำคัญ
สอง การบริหารการใช้งานสวนให้รองรับทุกวัยและเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจของเมืองคุณภาพชีวิต
สาม การยึดมาตรฐานและข้อมูลคุณภาพอากาศเป็นฐาน เพราะประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM 2.5 สำหรับการติดตามและคุ้มครองสุขภาพ และมีแนวทางอ้างอิงสากลจากองค์การอนามัยโลกที่ให้ภาพความเสี่ยงสุขภาพอย่างชัดเจน

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที ในวันที่สวนกำลังถูกยกระดับ

สำหรับประชาชน
ใช้สวนเป็นพื้นที่สุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงวันที่คุณภาพอากาศดีกว่า เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับวัย และติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากช่องทางภาครัฐเพื่อปรับพฤติกรรมอย่างปลอดภัย อ้างอิงมาตรฐานและคำแนะนำด้านคุณภาพอากาศจากหน่วยงานรัฐและองค์การอนามัยโลก

สำหรับสถานศึกษาและชุมชนใกล้สวน
ใช้สวนเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สร้างกิจกรรมที่เชื่อมเด็กและผู้สูงอายุเข้ากับธรรมชาติในเมือง เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ร่วมของชุมชนจริง ไม่ใช่เพียงพื้นที่ผ่านทาง

สำหรับหน่วยงานท้องถิ่นและเครือข่ายเมือง
สร้างระบบติดตามผลที่ตรวจสอบได้ ทั้งด้านการดูแลพืชพรรณ การใช้ประโยชน์พื้นที่ และแนวโน้มคุณภาพอากาศ เพื่อทำให้ต้นแบบนี้กลายเป็นหลักฐานเชิงนโยบายที่ขยายต่อได้อย่างมั่นใจ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ข่าวสารหน่วยงาน วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย ร่วมหารือกำหนดแนวทางพัฒนาแลนด์มาร์กสวนตุง มุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียวสร้างสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 เผยแพร่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลมาตรฐานคุณภาพอากาศและค่าอ้างอิง PM 2.5
  • องค์การอนามัยโลก Global Air Quality Guidelines ปี 2021 และข้อมูลผลกระทบสุขภาพจากมลพิษอากาศภายนอกอาคาร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายลงนาม MOU ขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัย เชื่อมเกษตรกรสู่ตลาดสีเขียวภายใต้แนวคิดบอกรักด้วยผักผลไม้

เชียงรายลงนาม MOU ขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัย เชื่อมเกษตรกร ตลาดสีเขียว ผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด บอกรักด้วยผักผลไม้

เชียงราย,13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบรรยากาศตลาดเกษตรกรบริเวณสามแยกดอยตองในช่วงสัปดาห์แห่งความรักปีนี้ ไม่ได้มีเพียงสีสันของผักผลไม้ตามฤดูกาล แต่กำลังสะท้อน “โจทย์ใหญ่ของสังคม” ที่คนเมืองกำลังถามหาคำตอบมากขึ้นเรื่อย ๆ คือเราจะกินอย่างไรให้มั่นใจ ปลอดภัย และยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูก ไปจนถึงผู้บริโภคที่ต้องการอาหารคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดเชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อนงานอาหารปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการบูรณาการและขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่จังหวัดเชียงราย โดยบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีเชียงราย วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.

พิธีเปิดโครงการและการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU จัดขึ้นโดยมีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมเปิดกิจกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า ภายใต้แนวคิด “บอกรักด้วยผักผลไม้” ณ ตลาดเกษตรกรเชียงราย สามแยกดอยตอง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

จากความกังวลบนโต๊ะอาหาร สู่การจัดระบบทั้งห่วงโซ่

แกนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการทำให้ “อาหารปลอดภัย” ไม่ใช่เพียงคำโฆษณาหรือความเชื่อส่วนบุคคล แต่เป็นระบบที่ตรวจสอบได้และเดินไปด้วยกันทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

หากมองในภาพใหญ่ระดับโลก องค์การอนามัยโลกประเมินว่าโรคจากอาหารเป็นภาระสำคัญต่อสังคม โดยมีผู้ป่วยจากอาหารปนเปื้อนจำนวนมากในแต่ละปี และกระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำ เพราะกลุ่มเปราะบางมักเป็นผู้ได้รับผลกระทบก่อนเสมอ เมื่อแปลกลับมาที่ระดับจังหวัด การสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัยและโปร่งใสจึงกลายเป็น “โครงสร้างป้องกันความเสี่ยง” ของชุมชนในระยะยาว ไม่ต่างจากการสร้างเขื่อนให้กับสุขภาวะของผู้คน

โครงสร้างความร่วมมือ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

โครงการกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อาหารอย่างเป็นระบบ

ต้นน้ำ คือกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เช่น GAP, PGS และเกษตรอินทรีย์
กลางน้ำ คือพื้นที่ตลาดสีเขียว ร้านอาหาร และโรงแรมที่มีแนวทางคัดสรรวัตถุดิบและการจัดการสุขาภิบาลอาหาร เช่น SAN, SAN Plus และ Q Restaurant
ปลายน้ำ คือผู้บริโภค ที่จะเข้าถึงอาหารปลอดภัยมากขึ้นจากระบบจำหน่ายที่คัดกรองและตรวจสอบย้อนกลับได้

ในด้านมาตรฐานการผลิตพืช มาตรฐาน GAP ของไทยเป็นกรอบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตพืชอาหาร ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการจัดการในแปลง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด

ขณะที่ PGS หรือระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม เป็นแนวทางที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องในการกำกับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยยึดหลักการที่สอดคล้องกับแนวทางสากล และอ้างอิงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยในภาพรวม

ส่วนปลายทางของห่วงโซ่ซึ่งผู้บริโภคสัมผัสได้ทันที คือมาตรฐานและสัญลักษณ์ที่ช่วยลดความลังเลในการเลือกซื้อ หนึ่งในนั้นคือ “เครื่องหมาย Q” ที่เกี่ยวข้องกับระบบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมีกรอบการแสดงเครื่องหมายและการกำกับดูแลตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

Q Restaurant เมื่อร้านอาหารกลายเป็นด่านหน้าเรื่องความปลอดภัย

อีกจุดที่น่าจับตา คือการเชื่อม “อาหารปลอดภัย” เข้ากับภาคบริการและการท่องเที่ยว ผ่านแนวทาง Q Restaurant ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า ต่อให้แหล่งผลิตดีแค่ไหน หากจุดปรุงและจุดบริการไม่ใส่ใจสุขลักษณะหรือแหล่งวัตถุดิบ ความเสี่ยงก็ยังย้อนกลับมาหาผู้บริโภคได้

เอกสารแนวทางโครงการ Q Restaurant ที่เผยแพร่โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้ให้เห็นกรอบของร้านอาหารที่สมัครใจเข้าร่วม ต้องมีสุขลักษณะที่ดี และมีเมนูหรือวัตถุดิบที่เลือกใช้สินค้าในระบบ Q เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหาร

ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการยกระดับ “ความปลอดภัย” จากเรื่องในครัวเรือน ให้กลายเป็นภาพลักษณ์ของเมืองและการบริการ หากทำได้จริง เมืองจะได้ทั้งสุขภาพของคนในพื้นที่ และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะมากขึ้น

เทศบาลนครเชียงรายร่วมขับเคลื่อน สะพานเชื่อมคนเมืองกับระบบอาหารปลอดภัย

ในมิติท้องถิ่น เทศบาลนครเชียงรายเข้าร่วมในพิธีลงนาม MOU ผ่านผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ ทั้งในด้านการสร้างการรับรู้ การเชื่อมเครือข่าย และการทำให้ “ตลาดของคนเมือง” เป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารปลอดภัยได้จริง

บทบาทของเทศบาลในภาพนี้ จึงไม่ใช่เพียง “ไปร่วมงาน” แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ระบบอยู่ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะเทศบาลคือหน่วยงานที่ใกล้ประชาชนที่สุด ตั้งแต่การจัดพื้นที่ตลาด ความสะอาด การสื่อสารสาธารณะ ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการร้านอาหารในเขตเมืองให้เลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

บอกรักด้วยผักผลไม้ เมื่อการสื่อสารทำให้ระบบใหม่เข้าใจง่าย

แนวคิด “บอกรักด้วยผักผลไม้” ถูกวางเป็นธีมกิจกรรมในช่วงเทศกาลแห่งความรัก แต่สารที่ซ่อนอยู่คือการทำให้เรื่องมาตรฐานและห่วงโซ่อาหาร ซึ่งมักถูกมองว่ายากและไกลตัว กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไป “อยากเข้าไปมีส่วนร่วม” ตั้งแต่การซื้อผักผลไม้เป็นของฝาก ไปจนถึงการตั้งคำถามกับแหล่งที่มาและวิธีผลิต

เพราะในโลกจริง ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธอาหารปลอดภัย แต่ติดอยู่ที่ 3 เรื่องเสมอ คือไม่แน่ใจว่าปลอดภัยจริงไหม ราคาแพงไปหรือเปล่า และซื้อได้ที่ไหนอย่างสะดวก หากระบบนี้ตอบได้ทีละข้อ ความปลอดภัยจะไม่ใช่เรื่องของคนส่วนน้อย แต่จะกลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของคนทั้งเมือง

Green Market สามแยกดอยตอง จุดนัดพบของผู้ผลิตกับผู้บริโภค

หนึ่งในเครื่องมือเชิงปฏิบัติของระบบอาหารปลอดภัย คือ “ตลาดที่ทำให้เห็นของจริง” โดยตลาดเกษตรกรเชียงราย หรือ Green Market บริเวณสามแยกดอยตอง ถูกสื่อสารว่าเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยจากเกษตรกรโดยตรง เปิดเป็นประจำทุกวันเสาร์ ช่วงเวลา 07.00 ถึง 12.00 น.

แม้รายละเอียดเชิงปฏิบัติจะดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ในเชิงระบบ นี่คือจุดที่ทำให้ความร่วมมือไม่ลอยอยู่บนกระดาษ เพราะเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบด้วยตา เห็นผู้ผลิตตัวจริง ถามวิธีปลูก วิธีดูแล และเรียนรู้มาตรฐานผ่านการซื้อขายจริงได้ทันที

ผลกระทบเชิงระบบที่เชียงรายกำลังเดิมพัน

ความร่วมมือแบบ MOU มักถูกตั้งคำถามว่า จะไปไกลแค่ไหน และจะทำให้เกิดผลจริงหรือไม่ หากมองอย่างเป็นกลาง ความสำเร็จของระบบอาหารปลอดภัยไม่ได้วัดจากพิธีลงนามเพียงวันเดียว แต่ต้องวัดจาก “พฤติกรรมที่เปลี่ยน” และ “แรงจูงใจที่ยั่งยืน” ของผู้เล่นแต่ละฝ่าย

ฝั่งเกษตรกร หากมาตรฐานช่วยให้เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น มีราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงในการจำหน่าย เกษตรกรจะยอมลงทุนกับกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยมากขึ้น

ฝั่งร้านอาหารและโรงแรม หากการเลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัยช่วยให้ลูกค้าเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และกลายเป็นจุดขายของเมือง ร้านอาหารจะไม่มองมาตรฐานเป็นภาระ แต่เป็นความได้เปรียบ

ฝั่งผู้บริโภค หากเข้าถึงได้ง่าย ราคาไม่โดดจากตลาดทั่วไปมาก และมีข้อมูลชัดเจนให้ตัดสินใจ ระบบจะเกิดแรงซื้อที่พอจะขับเคลื่อนทั้งห่วงโซ่ต่อไป

ความท้าทายที่ต้องยอมรับ และเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ร่วมกัน

เพื่อให้ข่าวนี้อยู่บนฐานความจริง ไม่ใช่ภาพฝัน จำเป็นต้องยอมรับว่า “ระบบอาหารปลอดภัย” มีความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 4 เรื่อง

เรื่องแรก คือความสม่ำเสมอของปริมาณสินค้า หากมีเฉพาะช่วงกิจกรรม ผู้บริโภคจะกลับไปพฤติกรรมเดิมได้ง่าย

เรื่องที่สอง คือความเข้าใจเรื่องมาตรฐานของผู้บริโภค สัญลักษณ์และคำย่อจำนวนมากทำให้คนสับสนได้ หากสื่อสารไม่ดี ความตั้งใจดีอาจกลายเป็นความไม่มั่นใจรูปแบบใหม่

เรื่องที่สาม คือแรงจูงใจของผู้ประกอบการกลางน้ำ ร้านอาหารและโรงแรมต้องเห็นประโยชน์จริง ไม่ใช่ทำเพราะกระแส

เรื่องที่สี่ คือการตรวจสอบและความโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจของความน่าเชื่อถือ เพราะเมื่อใดที่ผู้บริโภครู้สึกว่า “เชื่อไม่ได้” ระบบทั้งระบบจะเสียต้นทุนความไว้วางใจทันที

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้ MOU ไม่เป็นเพียงพิธี

ปลายทางของระบบนี้อยู่ที่การตัดสินใจของผู้บริโภคในทุกสัปดาห์ เพราะการซื้อหนึ่งครั้ง อาจเป็นเสียงโหวตให้เกษตรกรที่ลงทุนทำของปลอดภัยอยู่รอด และทำให้ร้านค้ามีกำลังใจเลือกของดีมากขึ้น

สิ่งที่ทำได้ทันทีมีไม่กี่อย่าง แต่มีพลังสูงมาก

เลือกซื้อจากตลาดที่ระบุแหล่งที่มาได้ชัด และกล้าถามวิธีผลิต
สนับสนุนตลาดสีเขียวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ช่วงกิจกรรม
หากเป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร เริ่มจากเมนูง่าย ๆ ที่ใช้วัตถุดิบปลอดภัยและบอกลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา
ช่วยกันแชร์ข้อมูลตลาด วันเวลา และเรื่องราวของผู้ผลิต เพื่อขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างขึ้น

เมื่อการกระทำเล็ก ๆ ถูกทำซ้ำมากพอ ระบบอาหารปลอดภัยจะไม่ใช่โครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จะกลายเป็นวัฒนธรรมของเมือง

เมืองที่คนกินดีอยู่ดีอย่างเป็นรูปธรรม

เชียงรายกำลังส่งสัญญาณว่า การพัฒนาเมืองเพื่อสุขภาวะไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่เสมอไป บางครั้งจุดเริ่มต้นคือการทำให้ “อาหารในจาน” ของคนธรรมดาปลอดภัยขึ้น และทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีตลาดที่มั่นคงขึ้น

ในโลกที่ผู้คนถามหาคุณภาพชีวิตมากกว่าเดิม ระบบอาหารปลอดภัยจึงเป็นทั้งเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจฐานราก และความเชื่อมั่นร่วมกันของสังคม หากเครือข่ายที่ลงนามกันวันนี้เดินต่อเนื่อง และทำให้ประชาชนเห็นผลจริงผ่านตลาดที่มีของจริง มีข้อมูลจริง และเข้าถึงได้จริง เมืองแห่งสุขภาวะจะไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ในทุกมื้ออาหาร

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME