Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ยกระดับเชียงรายเมืองสุขภาวะ! ผนึกท้องถิ่น-โรงพยาบาลศูนย์ รับลูกนโยบายสาธารณสุขลดการบริโภคน้ำตาล

เชียงรายย้ำบทบาทเมืองสุขภาวะ เทศบาลร่วมยินดี 89 ปี รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เดินหน้าพันธมิตรสุขภาพชุมชน รับกระแสนโยบายลดหวานระดับประเทศ

เชียงราย, 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบ่ายของเมืองเชียงรายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีเพียงพิธีแสดงความยินดีตามวาระสำคัญของหน่วยงานสาธารณสุข หากยังสะท้อนทิศทางใหม่ของการดูแลคนทั้งเมือง เมื่อเทศบาลนครเชียงรายนำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 89 ปี การก่อตั้งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ภายใต้แนวคิด “89 ปี โฮงยาไทย ดูแลด้วยหัวใจ เราให้มากกว่าการรักษา” พร้อมส่งสัญญาณการทำงานร่วมกันระหว่างท้องถิ่นกับโรงพยาบาลศูนย์ของจังหวัด เพื่อยกระดับบริการสุขภาพให้เข้าถึงได้ง่าย เท่าเทียม และยั่งยืน

การขยับตัวของเชียงรายในเวทีท้องถิ่น เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการผลักดันนโยบายโภชนาการเชิงป้องกันในระดับประเทศ โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เดินหน้าความร่วมมือกับภาคเอกชนในภาคธุรกิจเครื่องดื่ม เพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลของประชาชนผ่านแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” ซึ่งเป็นการใช้กลไกค่าเริ่มต้นของการสั่งเครื่องดื่มให้หวานน้อยลง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว

สองเหตุการณ์ในวันเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญในเชิงความหมาย เพราะกำลังบอกเล่าภาพใหญ่ที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า สุขภาพไม่ใช่ภาระของโรงพยาบาลเพียงลำพัง แต่เป็นภารกิจร่วมของเมือง ของชุมชน และของระบบนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่ห้องฉุกเฉินไปจนถึงแก้วเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน

วาระ 89 ปี โรงพยาบาลศูนย์ของเมือง กับความคาดหวังใหม่ของคนเชียงราย

ตามข้อมูลที่ระบุในกิจกรรม วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เทศบาลนครเชียงราย โดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยนายวินัย โซนี่ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาเมือง นางพรทิพย์ จันทร์ตระกูล รักษาการผู้อำนวยการกองการแพทย์ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงราย เข้าร่วมแสดงความยินดีต่อโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 89 ปี โดยมีนายแพทย์สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ และจัดกิจกรรม ณ ห้องประชุมเสม พริ้งพวงแก้ว ชั้น 4 อาคารโภชนาการ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

สาระสำคัญของงานไม่ได้หยุดอยู่ที่พิธีการ หากถูกต่อยอดผ่านเวทีเสวนาหัวข้อ “เสียงสะท้อนของประชา ที่ชาวโฮงยาอยากใส่ใจ” ซึ่งเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการดูแลสุขภาพประชาชน และแนวทางความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข

ในช่วงหนึ่งของเวที นายวันชัย จงสุทธานามณี ได้กล่าวถ้อยแถลงที่สะท้อนเป้าหมายร่วมเชิงระบบว่า หากเทศบาลนครเชียงรายและโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์จับมือกัน จะไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาความแออัดหรือเพิ่มความรวดเร็วในการรักษาเท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ของเมือง เพื่อให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจว่า การรักษาพยาบาลและสวัสดิการด้านสุขภาพเป็นสิทธิที่เข้าถึงได้อย่างง่ายและเท่าเทียม พร้อมย้ำแนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมุ่งหวังให้ “เชียงรายโมเดล” เป็นตัวอย่างความร่วมมือที่ยึดความสุขของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตามข้อความที่แนบมา

ถ้อยคำเหล่านี้มีความหมายมากกว่าคำอวยพร เพราะสะท้อนโจทย์จริงของระบบบริการสุขภาพเมืองรองที่ต้องรับแรงกดดันทั้งจากจำนวนผู้รับบริการ โรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น และความคาดหวังของประชาชนต่อคุณภาพบริการ โดยเฉพาะเมื่อสุขภาพกลายเป็นตัวแปรที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การทำงาน และคุณภาพชีวิตรายวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สุขภาพไทยในภาพใหญ่ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังคือแรงกดดันที่อยู่รอบตัว

หากมองภาพรวม ประเทศไทยเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบทั้งระบบบริการและงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว ข้อมูลภาพรวมระดับประเทศจากเอกสารสรุปด้านโรคไม่ติดต่อขององค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ระบุว่า สัดส่วนการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในไทยอยู่ในระดับสูง และเป็นวาระสำคัญของนโยบายสุขภาพ

ในบริบทเช่นนี้ เมืองหนึ่งเมืองจะดูแลคนทั้งเมืองให้แข็งแรงได้อย่างไร คำตอบจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มเตียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้คนป่วยน้อยลงในระยะยาว ผ่านการป้องกันเชิงรุก การคัดกรอง การปรับพฤติกรรม และการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ ซึ่งเป็นแกนเดียวกับที่เทศบาลและโรงพยาบาลกำลังส่งสัญญาณในวันครบรอบ 89 ปี

จากโรงพยาบาลสู่แก้วเครื่องดื่ม ประเทศเริ่มขยับมาตรฐานใหม่ ลดหวานด้วยการปรับค่าเริ่มต้น

ในวันเดียวกันกับกิจกรรมที่เชียงราย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้สื่อสารแนวทางเชิงนโยบายด้านโภชนาการ โดยเน้นการลดการบริโภคน้ำตาลในเครื่องดื่มชง ผ่านแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” และเชิญชวนความร่วมมือจากภาคเอกชนในธุรกิจเครื่องดื่ม รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตามข้อมูลการสื่อสารของหน่วยงานสาธารณสุขที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

หัวใจของมาตรการลักษณะนี้ คือการใช้กลไกเชิงพฤติกรรมที่เรียกว่า การปรับค่าเริ่มต้นให้เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยผู้บริโภคยังคงมีสิทธิเลือกความหวานตามต้องการ แต่ค่าเริ่มต้นที่เรียกว่า “หวานปกติ” จะถูกปรับให้หวานน้อยลง เพื่อค่อย ๆ ลดความคุ้นชินต่อความหวานในชีวิตประจำวัน

เหตุผลเชิงสาธารณสุขของมาตรการลดหวาน ถูกเสริมด้วยแนวทางสากลด้านการบริโภคน้ำตาลขององค์การอนามัยโลก ซึ่งแนะนำให้ลดการบริโภคน้ำตาลอิสระลง โดยมีเป้าหมายเชิงนโยบายด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

เมื่อประเทศเริ่มปรับนิยามความหวาน และเมืองเริ่มปรับนิยามการดูแลสุขภาพ จึงเกิดภาพต่อเนื่องจากระดับนโยบายสู่ระดับพื้นที่ นั่นคือการทำให้การป้องกันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนธรรมดา ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องตรวจ

เชียงรายโมเดลในทางปฏิบัติ ทำงานร่วม ลดความแออัด เพิ่มการเข้าถึง และทำให้สุขภาพเป็นสิทธิที่จับต้องได้

สิ่งที่น่าจับตาในกิจกรรมครบรอบ 89 ปี คือถ้อยแถลงของฝ่ายท้องถิ่นที่มองความร่วมมือไม่ใช่เพียงการสนับสนุนงบประมาณหรือจัดกิจกรรมร่วมกัน แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานเมือง โดยเชื่อมบริการใกล้บ้านเข้ากับโรงพยาบาลศูนย์

ในเชิงปฏิบัติ ความร่วมมือรูปแบบนี้มักสะท้อนผ่านการทำงานหลายชั้น เช่น การสร้างระบบคัดกรองและติดตามในชุมชนผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขท้องถิ่น การส่งต่อผู้ป่วยที่จำเป็น การดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชน การทำงานเชิงรุกด้านสุขศึกษา และการปรับสภาพแวดล้อมเมืองให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี

ประเด็นนี้สอดคล้องกับหลักการของการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่หลายประเทศพยายามขับเคลื่อน นั่นคือทำให้สุขภาพเกิดขึ้นก่อนคนจะต้องนอนโรงพยาบาล และทำให้ความรู้ด้านสุขภาพเข้าถึงง่ายพอ ๆ กับบริการรักษาพยาบาล

สุขภาพชุมชนคือทุนทางเศรษฐกิจของเมือง

เมื่อพูดถึงสุขภาพ มักถูกมองเป็นต้นทุน แต่ในมุมเศรษฐกิจเมือง สุขภาพที่ดีคือทุนตัวจริง เพราะหมายถึงแรงงานที่ทำงานได้ต่อเนื่อง เด็กที่เรียนได้เต็มศักยภาพ ผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และครอบครัวที่ไม่ถูกดึงรายได้ไปกับค่าใช้จ่ายสุขภาพที่ป้องกันได้

การประกาศแนวคิด “เราให้มากกว่าการรักษา” ในงานครบรอบ 89 ปี จึงเป็นถ้อยคำที่ตีความได้ในเชิงระบบว่า โรงพยาบาลไม่ได้ทำหน้าที่รักษาอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่ประคองคุณภาพชีวิตคนทั้งเมือง ขณะที่เทศบาลไม่ได้ทำหน้าที่พัฒนาเมืองอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่พัฒนาสุขภาวะของเมืองด้วย

เมื่อจับคู่กับนโยบายลดหวานระดับประเทศ ภาพจึงชัดขึ้นว่า การลดภาระโรคเรื้อรังต้องเดินสองทางพร้อมกัน ทางแรกคือเพิ่มคุณภาพและความร่วมมือในการรักษา ทางที่สองคือทำให้การป้องกันเกิดขึ้นในกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่พบได้ทั่วไปอย่างการบริโภคน้ำตาลสูง

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้เมืองแข็งแรงไปพร้อมกัน

หนึ่งในบทเรียนสำคัญของการดูแลสุขภาพยุคใหม่ คือความรับผิดชอบร่วมกัน โดยประชาชนสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องเล็กที่ทำได้จริงและต่อเนื่อง

ข้อแรก เลือกความหวานให้น้อยลงจากเดิมในการสั่งเครื่องดื่ม โดยเริ่มจากระดับที่ลดลงครึ่งหนึ่งแล้วค่อยปรับตามความเหมาะสม

ข้อที่สอง ใช้บริการสุขภาพใกล้บ้านและเข้ารับการคัดกรองตามสิทธิ เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน

ข้อที่สาม สนับสนุนกิจกรรมและนโยบายสุขภาพของเมือง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายในชุมชน การลดหวาน ลดเค็ม การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดิน การใช้พื้นที่สาธารณะ และการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน

ทั้งหมดนี้เป็นการทำให้แนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงถ้อยคำในพิธีการ

89 ปีที่ไม่ได้หยุดแค่การยินดี แต่เป็นการย้ำทิศทางใหม่ของเมือง

ครบรอบ 89 ปี โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในปี 2569 จึงเป็นมากกว่าวาระเชิงสัญลักษณ์ หากเป็นจังหวะที่เมืองเชียงรายประกาศความพร้อมจะยกระดับการดูแลสุขภาพคนทั้งเมือง ผ่านความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นกับโรงพยาบาล และสอดรับกับนโยบายระดับชาติที่เริ่มขยับมาตรฐานพฤติกรรมการบริโภคเพื่อสกัดภาระโรคเรื้อรัง

เมื่อโรงพยาบาลย้ำว่าดูแลด้วยหัวใจ และท้องถิ่นย้ำว่าสุขภาพคือสิทธิที่เข้าถึงได้ง่าย ภาพของเมืองสุขภาวะจึงไม่ใช่คำหรู หากเป็นเป้าหมายที่กำลังถูกสร้างขึ้นจริงทีละขั้น และอาจกลายเป็นต้นแบบที่คนทั้งจังหวัดและพื้นที่อื่น ๆ นำไปต่อยอดได้ในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลการสื่อสารแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” และแนวทางรณรงค์ลดหวานผ่านความร่วมมือภาคี
  • องค์การอนามัยโลก เอกสารแนวทางการบริโภคน้ำตาลสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก และสาระสรุปเชิงนโยบายเพื่อลดความเสี่ยงสุขภาพจากน้ำตาลอิสระ
  • องค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ข้อมูลภาพรวมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายถูกประกาศเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ยกระดับมาตรการบูรณาการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เชิงโครงสร้าง

สำหรับชาวเชียงราย ปี 2568 คือปีที่ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็น “เหตุการณ์” แต่เป็น “ฤดูกาล”

เชียงราย, 18 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งที่หมอกบางควรเป็น “วิวสวย” ของเมืองเหนือ กลับกลายเป็นหมอกอีกชนิดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สัมผัสได้ด้วยการไอ แสบตา และความอึดอัดในหน้าอก สำหรับชาวเชียงราย ปี 2568 คือปีที่ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็น “เหตุการณ์” แต่เป็น “ฤดูกาล” ที่กลับมาเป็นประจำ และยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อปัจจัยภูมิประเทศแบบแอ่งล้อมเขา อากาศปิด และหมอกควันข้ามพรมแดนซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ จนกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจท้องถิ่น และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รายงานนี้วิเคราะห์ “พลวัตฝุ่น PM2.5 เชียงราย ปี 2568” จากข้อมูลภาครัฐและหน่วยงานที่ตรวจสอบได้ พร้อมอธิบายความหมายของตัวเลขสำคัญ และชี้จุดเปลี่ยนเชิงนโยบายที่ทำให้เชียงรายถูกยกระดับเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” เพื่อเพิ่มอำนาจการจัดการแบบบูรณาการในระดับพื้นที่

วัฏจักรฝุ่นแบบ “เริ่มปลายปี–พีคไตรมาสแรก–คลี่ปลายร้อน”

สัญญาณฝุ่นยกตัวชัดตั้งแต่ปลายฤดูหนาวและเริ่มบีบตัวหนักในช่วงไตรมาสแรก โดยภาพรวมประเทศในหลายวันมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” ถึง “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” ขณะที่บางช่วงพุ่งสูงในหลายจังหวัด (รวมถึงภาคเหนือและลุ่มน้ำโขง) ตามรายงานสถานการณ์ล่าสุดของฝ่ายรัฐบาลเมื่อ 17 มกราคม 2569 ที่ย้ำว่า “สภาพอากาศปิด ลมอ่อน การสะสมมลพิษ และหมอกควันข้ามพรมแดน” ยังเป็นตัวแปรหลัก

สำหรับปี 2568 ข้อมูลรายวันของกรมควบคุมมลพิษสะท้อนภาพ “ค่อย ๆ ไต่ระดับ” ที่คนพื้นที่คุ้นเคย

  • 21 ม.ค. 2568 ภาคเหนือหลายพื้นที่เริ่มมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน/เข้าโซนกระทบสุขภาพในบางจุด
  • 24 ม.ค. 2568 แนวโน้มฝุ่นยังทรงตัวในระดับที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง
  • 16 มี.ค. 2568 เป็นหนึ่งในช่วงวิกฤตของฤดูกาล โดยหลายจังหวัดภาคเหนืออยู่ในระดับกระทบสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ
  • 11 พ.ค. 2568 ภาพรวมหลายพื้นที่ดีขึ้นตามการเปลี่ยนผ่านสภาพอากาศและปัจจัยฤดูกาล

ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ “ฝุ่นไม่ได้เกิดจากเหตุเดียว” แต่เป็นผลรวมของแหล่งกำเนิด (ไฟป่า/เผาในที่โล่ง/กิจกรรมเมือง) ที่ถูก “ล็อก” ด้วยเงื่อนไขอากาศและภูมิประเทศ จนกลายเป็นการสะสมตัวใกล้ระดับการหายใจของมนุษย์

ทำไมเชียงรายสะสมฝุ่นง่าย เมื่อ “อากาศปิด” ทำหน้าที่เหมือนฝาชี

ภาคเหนือโดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแอ่งและหุบเขา มีช่วงเวลาที่อากาศนิ่งและระบายอากาศต่ำ ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์อธิบายปรากฏการณ์ “อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion)” ว่า ชั้นอากาศอุ่นด้านบนทำหน้าที่เหมือน “ฝา” กดฝุ่นไว้ใกล้พื้น ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งขึ้นเร็ว โดยมักเด่นในช่วงเช้าและช่วงอากาศนิ่ง

ขณะที่กรมควบคุมมลพิษมีรายงานเชิงเทคนิคเรื่อง อัตราการระบายอากาศ (Ventilation Rate) ซึ่งระบุว่าในบางวันรูปแบบรายชั่วโมงอาจสูงสุดราว 5,000 m²/s ในช่วงกลางวัน แต่ลดต่ำกว่า 2,000 m²/s ในช่วงเย็น–เช้ามืด และเตือนชัดว่า “การเผาในที่โล่งระหว่างเวลาที่ระบายอากาศต่ำจะส่งผลกระทบมาก”

ประเด็นนี้สำคัญเพราะทำให้ “มาตรการ” ต้องสอดคล้องกับ “จังหวะอากาศ” ไม่ใช่แค่สั่งห้ามเผาแบบเหมารวม หากหน่วยงานรู้ว่าช่วงเวลาใดระบายอากาศต่ำ 

มาตรฐานไทย vs คำแนะนำ WHO ตัวเลขเดียว แต่ความหมายคนละชั้น

ความสับสนที่พบเสมอในพื้นที่คือ “ค่าฝุ่นเท่านี้อันตรายแค่ไหน” เพราะมีทั้งมาตรฐานไทย ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมง/24 ชั่วโมง และการสื่อสารแบบสี (เขียว–เหลือง–ส้ม–แดง)

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดแนวทางคุณภาพอากาศ (Air Quality Guidelines) ฉบับปรับปรุง โดยแนะนำ ค่าเฉลี่ยรายปี PM2.5 = 5 µg/m³ และ ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง = 15 µg/m³ (เป็นค่าคำแนะนำด้านสุขภาพ) ซึ่งเป็น “เป้าหมายเชิงสุขภาพ” ที่เข้มกว่าเกณฑ์ใช้งานเชิงนโยบายของหลายประเทศ

เมื่อรัฐบาลรายงานสถานการณ์ 17 มกราคม 2569 ก็ย้ำในทิศทางเดียวกันว่า หลายพื้นที่ของไทย “ยังสูงกว่าคำแนะนำ WHO หลายเท่า” และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง พร้อมเน้นการสวมหน้ากากมาตรฐาน และการคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง

ภาระสาธารณสุข ไม่ใช่แค่ไอ–แต่คือภาระสะสมของระบบ

ฝุ่น PM2.5 กระทบสุขภาพได้ตั้งแต่การระคายเคืองตาและผิวหนัง ไปจนถึงระบบทางเดินหายใจและหัวใจหลอดเลือดในระยะยาว หน่วยงานรัฐจึงมักเน้น “กลุ่มเปราะบาง” เป็นพิเศษ

ข้อมูลข่าวเชิงสาธารณะช่วงต้นปี (รอบการระบาดของฝุ่น) รายงานจำนวนผู้ป่วยสะสมจากกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศในภาคเหนือ 127,053 รายใน 4 สัปดาห์แรกของปี (สะท้อนแรงกดดันที่ระบบต้องรับมือในระยะสั้น)

ในเชิงการจัดการความเสี่ยง รัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขยังคงใช้ “คำแนะนำแบบลดการรับสัมผัส” เป็นแกนหลัก ได้แก่ งดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากากที่เหมาะสม และติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านระบบของกรมควบคุมมลพิษ เช่น Air4Thai

เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เมืองท่องเที่ยวที่ถูก “ฤดูกาลเสี่ยง” บีบซ้ำทุกปี

เชียงรายมีโครงสร้างรายได้ที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและบริการในสัดส่วนสำคัญ เมื่อเข้าสู่ช่วงฝุ่นหนัก “ดีมานด์” มักหายไปทันที โดยเฉพาะตลาดครอบครัว ผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไวต่อคำเตือนด้านสุขภาพ

บทสัมภาษณ์ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท้องถิ่นสะท้อนว่า วิกฤตฝุ่นทำให้รายได้ท่องเที่ยว “หดตัวหนัก” ในบางช่วงถึงระดับที่ผู้ประกอบการมองว่าเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต และกังวลต่อการฟื้นตัวของเมืองในภาพรวม

ในมุมมหภาค งานศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า “ต้นทุนเศรษฐกิจของมลพิษอากาศ” ของไทยอยู่ในระดับสูงมาก ทั้งจากความสูญเสียด้านสุขภาพ ผลผลิตแรงงาน และผลกระทบทางสังคม เช่น รายงานเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ประเมินความเสียหายของไทยจาก PM2.5 ในระดับ “หลักล้านล้านบาท” ในบางปีการประเมิน (ขึ้นกับวิธีคำนวณและฐานข้อมูล)

ข้อสังเกตเชิงข่าวคือ แม้ตัวเลขระดับประเทศจะใหญ่มาก แต่ “ความรู้สึกของคนพื้นที่” มักมาในรูปที่จับต้องได้กว่า—จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง งานอีเวนต์ที่ถูกเลื่อน ร้านค้าที่เงียบ และต้นทุนหน้ากาก/เครื่องฟอกอากาศที่กลายเป็นค่าใช้จ่ายประจำฤดูกาล

จุดเปลี่ยนเชิงนโยบาย “เขตควบคุมมลพิษ” เพิ่มอำนาจจัดการแบบบูรณาการ

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของปี 2568 คือการประกาศ/กำหนดให้ จังหวัดเชียงรายเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ซึ่งมีนัยสำคัญด้านการบริหารจัดการ เพราะเปิดช่องให้ใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการมากขึ้น ทั้งการกำหนดแผน/มาตรการเฉพาะพื้นที่ การประสานหลายหน่วยงาน และการจัดลำดับความสำคัญงบประมาณที่ชัดขึ้น

ประเด็นนี้ถูกมองได้สองด้านอย่างเป็นธรรม

  • ด้านสนับสนุน เป็นการยกระดับเครื่องมือรัฐให้ทันกับปัญหาเชิงโครงสร้าง และตอบโจทย์เมืองท่องเที่ยว/ชายแดนที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัว
  • ด้านต้องระวัง หากมาตรการเน้นการบังคับใช้โดยไม่สร้างทางเลือกให้เกษตรกรและชุมชน ก็อาจเกิด “ผลักภาระ” ไปยังคนตัวเล็ก และทำให้การเผาเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การหลบเลี่ยงการตรวจจับ

 “จุดความร้อนลด” แต่ “พื้นที่เผาจริง” อาจไม่ลดเท่าที่คิด โจทย์ข้อมูลที่ต้องอ่านให้เป็น

หนึ่งในความท้าทายของการสื่อสารสาธารณะเรื่องฝุ่นคือ คนจำนวนมากใช้ “จุดความร้อน (hotspots)” เป็นตัวแทนของ “ความรุนแรง” ทั้งหมด ทั้งที่ในทางเทคนิค จุดความร้อนเป็นเพียงสัญญาณจากดาวเทียม ณ ช่วงเวลาที่ดาวเทียมผ่าน และอาจพลาดการเผาที่ซ่อนอยู่ใต้เรือนยอดหรือเกิดนอกหน้าต่างเวลา

GISTDA เคยอธิบายสัมพันธ์ระหว่าง “จุดความร้อน” กับ “พื้นที่เผาไหม้จริง” ว่ามีความเชื่อมโยง แต่การตีความต้องพิจารณาข้อมูลประกอบ และใช้หลายแหล่งร่วมกันเพื่อให้เห็นภาพการเผาที่แท้จริง

ดังนั้น รายงานผลการลดจุดความร้อน (หากมี) ควรถูกอ่านควบคู่กับข้อมูล “รอยไหม้ (burn scar)” มาตรการลาดตระเวน และคดี/การบังคับใช้จริง ไม่เช่นนั้นตัวเลขที่ดูดีอาจไม่สะท้อนการลดแหล่งกำเนิดอย่างแท้จริง

หมอกควันข้ามพรมแดน ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์

เชียงรายอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ใกล้ชายแดน และอยู่ในอิทธิพลลม/สภาพอากาศของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทำให้ “หมอกควันข้ามแดน” ถูกกล่าวถึงซ้ำ ๆ ในรายงานภาครัฐ และเป็นข้อจำกัดสำคัญของการแก้ปัญหาแบบจังหวัดต่อจังหวัด

ในระดับภูมิภาค อาเซียนมี ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution (AATHP) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือเพื่อลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน อย่างไรก็ตาม งานเขียนเชิงวิเคราะห์และบทวิจารณ์ในสื่อ/งานวิชาการจำนวนหนึ่งตั้งคำถามถึง “ประสิทธิผลเชิงบังคับใช้” เมื่อหลักการไม่แทรกแซงยังเป็นข้อจำกัดของความร่วมมือแบบ ASEAN Way

ภาพที่เริ่มเห็นมากขึ้นในช่วงหลังคือความพยายาม “ทำงานระดับพื้นที่–ข้ามแดน” ผ่านการประสานงานเชิงเทคนิค การแลกเปลี่ยนข้อมูล และโครงการร่วม (เมืองต่อเมือง/จังหวัดต่อแขวง) ซึ่งอย่างน้อยช่วยลดช่องว่างข้อมูลและเพิ่มความเร็วการตอบสนอง แม้ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหา

ปี 2568 คือปีที่เชียงรายเริ่มมี “เครื่องมือใหม่” แต่ยังต้องชนะ “เงื่อนไขเดิม”

หากต้องสรุปปี 2568 ด้วยประโยคเดียว เชียงรายไม่ขาดมาตรการ แต่กำลังท้าทายเรื่อง “ความสอดคล้องของมาตรการกับความจริงในพื้นที่” ตั้งแต่ภูมิประเทศแบบแอ่ง อุณหภูมิผกผันที่กดฝุ่นไว้ใกล้พื้น ช่วงเวลาระบายอากาศต่ำที่ทำให้การเผาเพียงครั้งเดียวกระทบวงกว้าง ไปจนถึงหมอกควันข้ามพรมแดนที่ทำให้จังหวัดไม่สามารถแก้เกมได้ลำพัง

การยกระดับเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” คือสัญญาณว่ารัฐยอมรับความเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและต้องการอำนาจจัดการแบบบูรณาการมากขึ้น แต่โจทย์ในปี 2569 และต่อจากนี้ คือการทำให้มาตรการ “ลงถึงรายย่อย” ด้วยทางเลือกทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ทำได้จริง พร้อมการสื่อสารความเสี่ยงที่ตรงไปตรงมา—ไม่ทำให้ตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ทำให้ชาชิน

สถิติและตัวเลขชวนคิด (จากแหล่งที่ตรวจสอบได้)

  • WHO แนะนำ ค่าเฉลี่ยรายปี PM2.5 = 5 µg/m³ และ ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง = 15 µg/m³
  • รายงานสุขภาพภาคเหนือช่วงต้นปี ผู้ป่วยสะสมกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศ 127,053 รายใน 4 สัปดาห์แรกของปี
  • กรมควบคุมมลพิษชี้ช่วงเวลา “ระบายอากาศต่ำ” มักอยู่ตอนเย็น–เช้ามืด (ต่ำกว่า 2,000 m²/s ในบางรายงานรายวัน) และเตือนว่าการเผาช่วงนี้กระทบมาก
  • งานประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศระบุ “ต้นทุนความเสียหาย” จาก PM2.5 ของไทยในระดับสูงมาก (ขึ้นกับวิธีประเมิน)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ (PCD) – รายงาน/ข่าวสรุปสถานการณ์ PM2.5 รายวัน และข้อมูลอัตราการระบายอากาศ
  • ระบบ Air4Thai (PCD) – ช่องทางติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์
  • กรมประชาสัมพันธ์ (PRD) – คำอธิบายปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันและการสะสมฝุ่น
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) – ข้อมูลการกำหนด/ประกาศพื้นที่ “เขตควบคุมมลพิษ” (เชียงราย)
  • ประชาสัมพันธ์รัฐบาล/สื่อสาธารณะ – รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 วันที่ 17 ม.ค. 2569 (รองโฆษกฯ) และคำแนะนำสาธารณสุข
  • WHO – Air Quality Guidelines (ค่าคำแนะนำ PM2.5)
  • ASEAN – ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution
  • งานวิเคราะห์/บทความเชิงนโยบายเรื่องหมอกควันข้ามแดนและข้อจำกัดการบังคับใช้
  • GISTDA – คำอธิบายความสัมพันธ์ “จุดความร้อน” กับ “พื้นที่เผาไหม้จริง”
  • แหล่งข้อมูลเศรษฐศาสตร์ผลกระทบ PM2.5 (ภาพรวมประเทศ)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME