Categories
FEATURED NEWS

งบวิจัยไม่สะดุด! สกสว. เผย 201 หน่วยงานพร้อมรับทุน ววน. ปี 69 มุ่งปั้นนักวิจัยใหม่ทะลุ 3 พันคน

กองทุน ววน. ส่งสัญญาณบวก งบวิจัยปี 2569 ใกล้ครบวงจร ดันเชียงรายใช้มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องยนต์นวัตกรรมพื้นที่

เชียงราย, 7 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันต่อการจัดสรรทรัพยากรภาครัฐ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เผยข่าวที่ทำให้แวดวงวิทยาศาสตร์และการศึกษา “หายใจโล่งขึ้น” ในช่วงต้นปีงบประมาณ 2569 คือสัญญาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. ที่ระบุว่าความคืบหน้าการส่งมอบงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมสนับสนุนให้ภารกิจต่าง ๆ เดินหน้าได้ทันที โดยสื่อประชาสัมพันธ์ระบุว่ามีหน่วยงานในระบบเกี่ยวข้องรวม 201 หน่วยงาน และการจัดสรรดำเนินการแล้วเกือบครบถ้วน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เท่านั้น 

สำหรับจังหวัดเชียงราย ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวเชิงระบบการคลัง แต่สัมพันธ์กับโจทย์ชีวิตจริงของพื้นที่ชายแดน ตั้งแต่มลพิษและหมอกควัน ปัญหาน้ำหลากและความเสี่ยงภัยพิบัติ เศรษฐกิจชายแดน ไปจนถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพและการลดความเหลื่อมล้ำ การที่เงินวิจัยเดินหน้าได้เร็ว จึงเท่ากับการเพิ่มความเร็วของ “คำตอบเชิงนวัตกรรม” ที่ประชาชนรอคอย

สถานะการจัดสรรงบประมาณล่าสุด

ความคืบหน้าล่าสุดจากการบริหารจัดการงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนให้ทุกภารกิจของหน่วยงานวิจัยทั่วไทยสามารถเดินหน้าได้ทันทีโดยไม่หยุดชะงัก

  • จัดสรรงบประมาณปี 2569 สำเร็จแล้วถึง 99.49% ของหน่วยรับงบประมาณทั้งหมด สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่รวดเร็วและเป็นระบบ
  • ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา ทั้งการสนับสนุนงานวิจัยมูลฐาน (Fundamental Fund) งานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และงานวิจัยเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund) เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศ
  • ความพร้อมเต็มกำลัง ข้อมูลนี้เป็นหลักประกันว่ากลไกการวิจัยของประเทศมีความพร้อมที่จะสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

ผนึกกำลัง 201 หน่วยงาน “ครอบคลุมทุกกระทรวง”

กองทุน ววน. ขอขอบคุณในความร่วมมือและความทุ่มเทของ 201 หน่วยงานรับงบประมาณ ซึ่งขอย้ำว่าการทำงานของกองทุนฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เท่านั้น แต่เรา ครอบคลุมการทำงานร่วมกับหน่วยงานในทุกกระทรวงทั่วประเทศไทย

พลังความร่วมมือจากทั้ง 201 หน่วยงานนี้ คือฟันเฟืองสำคัญที่จะร่วมกันเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตของประเทศไทย ให้ก้าวไกลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เงินวิจัยไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ แต่คือเวลาและโอกาสของประเทศ

ในทางปฏิบัติ งบวิจัยที่มาถึงช้า มักแปลเป็นการเริ่มโครงการล่าช้า การจ้างงานผู้ช่วยวิจัยสะดุด การเก็บข้อมูลภาคสนามไม่ทันฤดูกาล และท้ายที่สุดคือผลลัพธ์ที่ชุมชนควรได้ประโยชน์ถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีใครอยากให้เกิด ซี่งการสื่อสารของกองทุน ววน. รอบนี้จึงถูกตีความว่าเป็นการลดความเสี่ยงเชิงระบบ และเพิ่มความแน่นอนให้สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยวางแผนงานได้ตั้งแต่ต้นปี

ในเอกสารการขับเคลื่อนระบบ ววน. ปีงบประมาณ 2569 ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. ได้อธิบายโครงสร้างประเภททุนสำคัญของกองทุน ววน. โดยมีทั้งทุนสนับสนุนงานมูลฐาน หรือ FF และทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ หรือ SF รวมถึงหมวดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ และหมวดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนว่าเงินวิจัยถูกออกแบบให้เชื่อมตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ไปจนถึงการนำไปใช้จริง

โครงสร้างทุนที่เปลี่ยนเกม คือความต่อเนื่องแบบหลายปี

หนึ่งในสาระที่มีนัยสำคัญต่อคุณภาพงานวิจัย คือแนวทางสนับสนุนโครงการต่อเนื่องหลายปีในทุน FF เอกสารของ สกสว. ระบุกรอบส่งเสริมโครงการแบบหลายปี ช่วง 2 ถึง 3 ปี และกรอบสัดส่วนร้อยละ 30 ถึง 50 ของงบที่หน่วยงานได้รับจัดสรร เพื่อให้โครงการที่ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปีสามารถเดินไปถึงผลผลิตสุดท้ายได้จริง

กลไกนี้มีความหมายมากในพื้นที่อย่างเชียงราย เพราะโจทย์จำนวนมากไม่สามารถแก้ได้ในรอบปีเดียว เช่น การเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและจุดความร้อน การจัดการลุ่มน้ำและน้ำหลาก การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและโลจิสติกส์ชายแดน หรือการต่อยอดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากฐานทรัพยากรท้องถิ่น งานเหล่านี้ต้องการ “ความต่อเนื่องของข้อมูล” และ “ความต่อเนื่องของทีม” มากพอ ๆ กับงบประมาณ

พร้อมกันนั้น เอกสารชุดเดียวกันยังสะท้อนภาพการสร้างคนรุ่นใหม่ในระบบ ววน. โดยระบุจำนวนนักวิจัยใหม่ในปี 2568 รวม 3,114 คน จาก 2,185 โครงการ ซึ่งเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าเงินกองทุนไม่ได้มุ่งเพียงผลงาน แต่รวมถึงการปั้นกำลังคนด้านวิจัยเป็นฐานระยะยาว

งานเชิงกลยุทธ์เดินด้วยระบบและหน่วยบริหารทุน

หาก FF คือฐานรากขององค์ความรู้ SF คือการเร่งเครื่องในประเด็นที่ประเทศต้องการคำตอบแบบมุ่งเป้า โดยการบริหาร SF ดำเนินผ่านหน่วยบริหารและจัดการทุน ซึ่งมีคู่มือขั้นตอนการจัดทำคำของบประมาณประกอบอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่แบบฟอร์มแผนงานย่อย การกรอกข้อมูลในระบบ และการจัดการแผนงานตามรอบปีงบประมาณ

ในเชิงข่าวสาร นี่คือเหตุผลที่การส่งสัญญาณว่า “การจัดสรรใกล้ครบถ้วน” ทำให้ผู้เกี่ยวข้องคาดหวังได้ว่า กลไกปลายน้ำอย่างโครงการเชิงพื้นที่และโครงการเชิงยุทธศาสตร์จะไม่ชะงัก ซึ่งสำคัญต่อจังหวัดชายแดนที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือนจากทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

เชียงรายกับบทบาทพื้นที่หน้าด่าน ที่ต้องใช้วิจัยเป็นเกราะ

เชียงรายเป็นพื้นที่ที่เผชิญโจทย์ซ้อนทับกันหลายชั้น ชั้นแรกคือภูมิศาสตร์ที่เป็นประตูเชื่อมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ส่งผลให้เศรษฐกิจชายแดนมีโอกาสสูง แต่ก็รับความเสี่ยงสูงเช่นกัน ชั้นที่สองคือสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่หมอกควันตามฤดูกาล ไปจนถึงความเปราะบางด้านน้ำและภัยพิบัติ ชั้นที่สามคือสังคมและสุขภาพ ซึ่งในพื้นที่ชายแดนยังมีความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการและสถานะบุคคลของประชากรบางกลุ่ม

ในกรอบวิเคราะห์ที่ผู้ใช้จัดเตรียม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายถูกวางเป็นกลไกหลักในการรับงบและขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อพื้นที่ ข่าวชิ้นนี้จึงให้ความสำคัญกับคำถามเดียวที่ผู้อ่านเชิงนโยบายต้องการคำตอบ คือเงินวิจัยที่เดินหน้าเร็ว จะเปลี่ยนชีวิตคนเชียงรายได้อย่างไร

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จากฐานวิชาการสู่ภารกิจสุขภาพและนวัตกรรมสังคม

ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบชี้ว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเน้นบทบาทด้านสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมทางสังคม โดยยกตัวอย่างงานบริการสุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงงานตรวจพิสูจน์สถานะบุคคลของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวางข้อมูลดังกล่าวบนโครงสร้างกองทุน ววน. จะเห็นภาพการต่อยอดที่ชัดขึ้น เพราะกองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการ เพื่อสร้างองค์ความรู้และสนับสนุนการนำผลงานไปใช้เชิงเศรษฐกิจและสังคม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง งานที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น หรือคลี่คลายปัญหาเชิงสิทธิและสถานะบุคคล สามารถถูกอธิบายได้ว่าเป็น “ผลลัพธ์เชิงสังคม” ที่อยู่ในเจตนารมณ์ของกองทุน ไม่ใช่เรื่องนอกกรอบ

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เครื่องมือยกระดับท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานราก

ในอีกด้าน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายถูกวางบทบาทให้เชื่อมงานวิจัยกับท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีภารกิจลักษณะพี่เลี้ยงทางวิชาการในการออกแบบแผนงาน ติดตามประเมินผล และแก้โจทย์เร่งด่วนของพื้นที่

ในมิติการบริหารทุน หากโจทย์ของเชียงรายคือการลดความเสี่ยงและเพิ่มความพร้อมของชุมชน งานลักษณะนี้มักต้องอาศัยทั้งทุนฐานรากจาก FF เพื่อสร้างข้อมูลและองค์ความรู้ และทุนเชิงกลยุทธ์จาก SF เพื่อเร่งการนำไปใช้จริงผ่านหน่วยบริหารทุน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ปรากฏชัดในเอกสารชี้แจงของ สกสว.

เหตุใดข่าวงบวิจัยจึงกลายเป็นข่าวผลประโยชน์สาธารณะ

ในทางข่าวสาร งบวิจัยอาจดูไกลตัว แต่ในทางผลประโยชน์สาธารณะ งบวิจัยคือเครื่องมือสร้างความมั่นคงรูปแบบใหม่ ความมั่นคงด้านสุขภาพ ความมั่นคงด้านอาหาร ความมั่นคงด้านน้ำ และความมั่นคงด้านเศรษฐกิจชายแดน

เมื่อสื่อประชาสัมพันธ์ของกองทุน ววน. ระบุว่าการจัดสรรปี 2569 ครอบคลุมทั้งงานมูลฐาน งานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และงานเชิงกลยุทธ์ พร้อมขอบคุณความร่วมมือของ 201 หน่วยงาน นัยยะทางนโยบายที่ตามมาคือ ภาครัฐกำลังพยายามทำให้ระบบวิจัย “เดินพร้อมกันทั้งประเทศ” และลดช่องว่างระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่

จุดชี้ขาดอยู่ที่การทำให้เงินถึงผลลัพธ์ ไม่ใช่ถึงแค่บัญชี

แม้สัญญาณการจัดสรรใกล้ครบถ้วนจะเป็นข่าวบวก แต่การประเมินแบบมืออาชีพต้องถามต่อว่า จากจุดนี้ระบบจะพาเงินไปสู่ผลลัพธ์ได้เร็วแค่ไหน

เอกสารของ สกสว. แสดงเงื่อนไขและแนวคิดของโครงการหลายปีใน FF ที่กำหนดให้ต้องมีเป้าหมายผลผลิตสุดท้ายชัดเจน และต้องมีสิ่งส่งมอบของแต่ละปีเพื่อพาไปสู่ผลผลิตสุดท้าย ข้อกำหนดลักษณะนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านโครงการค้างท่อ และเป็นจุดที่สังคมสามารถติดตามได้ว่า เงินวิจัยกำลังแปรเป็นผลลัพธ์หรือไม่

ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ของเชียงราย เมื่อวิจัยถูกใช้เป็นคันโยก

เมื่อประกอบข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เชียงรายกำลังถูกอธิบายให้เป็นพื้นที่ที่ใช้มหาวิทยาลัยเป็น “คันโยก” ของการเปลี่ยนผ่าน โดยให้วิจัยและนวัตกรรมทำหน้าที่คู่กันสองด้าน

ด้านแรกคือการเพิ่มศักยภาพแข่งขันของพื้นที่ ตั้งแต่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โลจิสติกส์ชายแดน การท่องเที่ยวสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจดิจิทัล
ด้านที่สองคือการลดความเปราะบางของพื้นที่ ตั้งแต่มลพิษ หมอกควัน ความเสี่ยงน้ำหลาก ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพและสถานะบุคคล

ขณะที่กองทุน ววน. ในเชิงระบบถูกออกแบบให้รองรับงานหลากมิติและสนับสนุนการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ ข่าวการจัดสรรที่เดินหน้าเร็วขึ้นจึงเท่ากับการเพิ่มแรงเฉื่อยให้แผนงานเหล่านี้ออกตัวได้จริง

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการในเชียงรายทำได้ทันที

หนึ่ง งานวิจัยและนวัตกรรมจำนวนมากมีช่องทางสื่อสารสถานะหรือผลผลิตผ่านระบบของหน่วยงานและมหาวิทยาลัย ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของกองทุน ววน. และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ รวมถึงสื่อประชาสัมพันธ์ที่ชี้ว่ามีระบบตรวจสอบสถานะให้ติดตามได้

สอง ภาคเอกชนและท้องถิ่นที่ต้องการใช้ผลงานวิจัย ควรเริ่มจากการระบุปัญหาหลักของตนเองให้ชัด เช่น ปัญหาต้นทุนโลจิสติกส์ ปัญหาคุณภาพสินค้าเกษตร ปัญหาสุขภาพจากมลพิษ หรือปัญหาน้ำ แล้วจับคู่กับกลุ่มวิจัยของมหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันการนำผลงานไปใช้จริงตั้งแต่ต้นน้ำ

สาม ประชาชนสามารถมีบทบาทเป็นผู้ใช้ประโยชน์และผู้ให้ข้อมูลภาคสนาม โดยเฉพาะงานด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งต้องการข้อมูลจริงระดับชุมชนเพื่อให้เทคโนโลยีและมาตรการ “ไม่หลุดจากชีวิตจริง”

บทสรุป

ข่าวดีของวงการวิจัยไทยในปีงบประมาณ 2569 ไม่ได้อยู่ที่ประโยคปลอบใจ แต่อยู่ที่การทำให้ระบบงบประมาณเคลื่อนตัวได้เร็วพอจะรับมือปัญหาจริงของประเทศ และสำหรับเชียงราย การที่กองทุน ววน. ส่งสัญญาณว่าการจัดสรรใกล้ครบถ้วน ยิ่งทำให้บทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายถูกจับตาในฐานะกลไกที่ต้องเปลี่ยน “งบวิจัย” ให้เป็น “ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้” ให้ทันกับความท้าทายของพื้นที่ชายแดน

สถิติและข้อมูลสำคัญที่ใช้อ้างอิงในข่าว

  • สื่อประชาสัมพันธ์ระบุการจัดสรรงบปี 2569 ดำเนินการแล้วเกือบครบถ้วน และกล่าวถึง 201 หน่วยงาน
  • สัดส่วนประเภททุนของกองทุน ววน. ในเอกสารชี้แจงของ สกสว. ระบุ FF ร้อยละ 35 ถึง 40 และ SF ร้อยละ 60 ถึง 65 พร้อมหมวด RU และ ST
  • แนวทางโครงการหลายปีใน FF ช่วง 2 ถึง 3 ปี และกรอบร้อยละ 30 ถึง 50 ของงบที่หน่วยงานได้รับจัดสรร
  • นักวิจัยใหม่ในปี 2568 รวม 3,114 คน จาก 2,185 โครงการ ตามเอกสารชี้แจงของ สกสว.
  • คู่มือขั้นตอนการจัดทำคำของบประมาณ SF ปี 2569 ผ่านระบบของหน่วยบริหารและจัดการทุน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สกสว เอกสาร การขับเคลื่อนระบบ ววน. ในปีงบประมาณ 2569
  • NRIIS เอกสารคู่มือ Manual for PMU SF69
  • ข้อมูลสื่อประชาสัมพันธ์และข้อความสรุปสถานะการจัดสรรงบปี 2569 ที่ระบุ 201 หน่วยงาน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เสียงจากสายลมจอย-ถ้ำผาจม ถึงกรมโยธาฯ ค้านกำแพงกั้นน้ำสองชั้นที่จัดระเบียบจนย้ายคนทิ้งถิ่น

เชียงรายขอความเป็นธรรมเรื่องน้ำท่วมแม่สาย ชาวบ้านสายลมจอย–ถ้ำผาจมรวมพลังคัดค้านผังเมืองใหม่ 2.9 พันล้าน จี้รัฐเร่งทำ “พนังกั้นน้ำถาวร–ขุดลอกลำน้ำสาย” แทนเวนคืนย้ายชุมชน

เชียงราย, 15 มกราคม 2569 – บริเวณตลาดสายลมจอย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แหล่งค้าชายแดนที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ กลับไม่ใช่ภาพร้านค้าที่มีผู้คนเดินจับจ่ายอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยป้ายข้อความคัดค้านโครงการป้องกันน้ำท่วมของกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ที่ถูกนำไปติดไว้ตามหน้าบ้าน อาคารพาณิชย์ และเสาไฟฟ้า

เบื้องหลังป้ายข้อความเหล่านั้น คือความหวาดวิตกของชาวบ้านกว่า 800 ครัวเรือน ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 แต่ต้องมาพบกับ “ผังเมืองใหม่” มูลค่า 2,950 ล้านบาท ที่กำหนดให้พื้นที่ชุมชนดั้งเดิมริมลำน้ำสาย กลายเป็น “จุดรับน้ำ” แทนการสร้างพนังกั้นน้ำและขุดลอกลำน้ำอย่างที่ชาวบ้านเรียกร้อง

ท่ามกลางกระแสคัดค้านที่ร้อนแรง นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้ปลัดอาวุโสอำเภอแม่สายลงพื้นที่พบปะตัวแทนชุมชนสายลมจอยและชุมชนใกล้เคียง เพื่อรับฟังข้อเสนอและสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยมีแม่หลวงบ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำรักษาความสงบ (ผรส.) และแกนนำชาวบ้านเข้าร่วมอย่างคับคั่ง บรรยากาศการพูดคุยแม้จะเข้มข้น แต่จบลงด้วยความตั้งใจจะหาทางออกที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

พนังกั้นน้ำ หรือผังเมืองใหม่ ปมขัดแย้งกลางลำน้ำสาย

จุดเริ่มต้นความไม่พอใจของชาวแม่สายเกิดขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่แบบก่อสร้างโครงการป้องกันน้ำท่วมบริเวณลำน้ำสาย ซึ่งออกแบบให้มี “กำแพงป้องกันน้ำท่วมสองชั้น” โดยแนวกำแพงชั้นนอกจะอยู่ชิดลำน้ำ ขณะที่แนวกำแพงชั้นในถูกลากลึกเข้าไปในชุมชน

การวางแนวกำแพงลักษณะนี้ทำให้ “ตลาดสายลมจอย” และบ้านเรือนกว่า 840 หลัง ถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่สำหรับรับน้ำหรือ Retention Area เมื่อเกิดน้ำหลาก นั่นหมายความว่า ในสถานการณ์น้ำท่วม ชุมชนซึ่งเคยเป็นใจกลางเศรษฐกิจชายแดน จะกลายเป็นแอ่งรับน้ำตามแผนผังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ประกอบการร้านค้าในตลาดสายลมจอยเล่าว่า หลังจากต้องล้างโคลนและซ่อมแซมร้านจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี 2568 ชาวบ้านกลับถูกตั้งคำถามซ้ำจากเจ้าหน้าที่ว่า “เมื่อไหร่จะย้ายบ้าน?” ทั้งที่ยังไม่ทราบชะตากรรมเรื่องที่อยู่อาศัยและอาชีพในอนาคต

“ถ้าบ้านใครน้ำท่วม สิ่งแรกที่ควรทำคือสร้างกำแพงให้สูงขึ้น ไม่ใช่รื้อบ้านแล้วให้ไปสร้างใหม่ที่อื่น ขณะที่กำแพงเดิมก็ยังสูงเท่าเดิม” นี่คือคำเปรียบเทียบที่ชาวบ้านใช้ตั้งคำถามต่อแนวคิดของโครงการผังเมืองใหม่ ซึ่งหลายคนมองว่าเน้นการจัดรูปเมืองมากกว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ต้นเหตุ

เสียงจากชุมชน “เรายินดีสละบางส่วน แต่ไม่ยอมทิ้งถิ่นฐาน”

จากการลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็น พบว่าชาวบ้านตลอดแนวลำน้ำสาย ทั้งชุมชนสายลมจอย ชุมชนถ้ำผาจม และชุมชนใกล้เคียงมีข้อเสนอและข้อกังวลร่วมกันอย่างน้อย 4 ประเด็นสำคัญ

  1. ต้องการกำแพงกั้นน้ำถาวรที่สูงและแข็งแรงกว่าแบบเดิม
    ชาวบ้านยอมรับว่าพร้อมจะสละพื้นที่บางส่วนริมลำน้ำ เพื่อให้หน่วยงานรัฐสร้างพนังกั้นน้ำถาวรที่มีมาตรฐานสูง สามารถรับมือกับระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นทุกปีจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่ต้องการให้ทั้งชุมชนถูกย้ายออกไปโดยสิ้นเชิง
  2. ขอให้มีการขุดลอกลำน้ำสายอย่างจริงจัง
    ลำน้ำสายในปัจจุบันมีตะกอนดินและทรายทับถมจำนวนมากจากการทำเหมืองแร่ในฝั่งประเทศเมียนมา จนทำให้ระดับท้องน้ำตื้นเขินและการไหลของน้ำช้าลง เมื่อเกิดฝนตกหนัก น้ำจึงระบายไม่ทันและเอ่อท่วมเข้าสู่พื้นที่ตลาดและบ้านเรือน ชาวบ้านมองว่าการขุดลอกลำน้ำสายให้ลึกขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมได้อย่างมีนัยสำคัญ
  3. ต้องการแก้ไขสะพานที่ขวางทางน้ำ
    สะพานข้ามลำน้ำสายบางแห่งถูกสร้างในระดับต่ำและมีโครงสร้างพาดขวางลำน้ำ เมื่อเกิดน้ำหลาก สะพานเหล่านี้กลายเป็น “เขื่อนชั่วคราว” ทำให้น้ำไหลเข้าเมืองแทนที่จะไหลลงสู่ท้ายน้ำ ชาวบ้านจึงเสนอให้มีการออกแบบสะพานใหม่ให้สูงขึ้นและไม่ขวางการไหลของน้ำ
  4. ตั้งคำถามต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
    หลายครัวเรือนสะท้อนว่า การสื่อสารระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนยังไม่ทั่วถึง และประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในขั้นตอนตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมและการจัดรูปเมือง

เหนือสิ่งอื่นใด ชาวแม่สายจำนวนมากยืนยันว่า “ไม่ยินยอมย้ายออกจากพื้นที่” เพราะพื้นที่ริมลำน้ำสายไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นฐานรากทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

เวทีพูดคุยกับรัฐ นายอำเภอมอบหมาย “ปลัดอาวุโส” รับฟังข้อเสนอ

เพื่อคลี่คลายบรรยากาศความตึงเครียด เมื่อวันที่ 14–15 มกราคม 2569 นายอำเภอแม่สายได้มอบหมายให้ปลัดอาวุโสอำเภอแม่สายลงพื้นที่พบปะตัวแทนชุมชนสายลมจอย ที่หอประชุมในพื้นที่ โดยมีแม่หลวงบ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผรส. และแกนนำชาวบ้านจากหมู่ 1 บ้านแม่สาย และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ระหว่างการพูดคุย ปลัดอาวุโสยืนยันว่า ทางอำเภอรับทราบถึงความกังวลของชาวบ้าน และจะนำข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การสร้างพนังกั้นน้ำถาวร การขุดลอกลำน้ำสาย และการแก้ไขสะพานขวางทางน้ำ เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับจังหวัดและส่วนกลาง

ในส่วนของการดำเนินการระยะสั้น ปลัดอาวุโสระบุว่า ในพื้นที่ชุมชนเกาะทราย ซึ่งเป็นอีกจุดเสี่ยงน้ำท่วม จะเริ่มมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางส่วนและทำ “ผนังตึงสายชล” ต่อเนื่องไปถึงบ้านเรือนเพิ่มเติม 14 หลัง โดยใช้งบประมาณเฉพาะกิจประมาณ 36 ล้านบาท กำหนดดำเนินการในช่วงปี 2568–2569

แม้รายละเอียดทางวิศวกรรมจะยังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติ แต่เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แนวป้องกันน้ำฝั่งไทย และลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งซ้ำเหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมา

อีกด้านหนึ่ง มีรายงานว่า หน่วยทหารช่างที่เคยมีบทบาทในพื้นที่ได้ถอนกำลังออกจากภารกิจนี้ และจะมีกรมทหารพัฒนารับหน้าที่ดำเนินการด้านโครงสร้างแทน ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ชาวบ้านจับตาดูถึงความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานที่เข้ามาใหม่

แม้การหารือจะยังไม่สามารถให้คำตอบทุกข้อสงสัยของประชาชนได้ในทันที แต่บรรยากาศในที่ประชุมถือว่าเป็นไปด้วยความเข้าใจมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าจะเดินหน้าหารูปแบบการป้องกันน้ำท่วมที่ “ทำได้จริง” และ “ไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง”

มิติความมั่นคงข้ามพรมแดน เมียนมาสร้างกำแพงสูง–ถมลำน้ำสาย

นอกจากปัญหาเชิงเทคนิคของโครงการในฝั่งไทยแล้ว ชาวแม่สายยังต้องเผชิญกับความกังวลจากการดำเนินการของฝ่ายเมียนมา ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำสายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านสะท้อนตรงกันว่า ฝั่งเมียนมามีการสร้างแนวกำแพงกั้นตลิ่งที่สูงกว่าของไทย อีกทั้งยังมีการวางโครงสร้างและถมดินรุกล้ำเข้ามาในลำน้ำสาย ส่งผลให้หน้าตัดของลำน้ำลดลงและน้ำไหลแรงเข้าหาฝั่งไทยมากขึ้น เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำป่าจากตอนบน น้ำจึงเอ่อท่วมเข้าพื้นที่ตลาดและชุมชนริมฝั่งอย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมา ไทยและเมียนมาเคยมีการหารือร่วมกันในกรอบคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) เกี่ยวกับการดูแลรักษาลำน้ำสาย แต่ชาวบ้านระบุว่า ฝั่งเมียนมายังไม่ดำเนินการขุดลอกหรือปรับแนวก่อสร้างตามที่เคยมีข้อตกลง ทำให้ความเสี่ยงน้ำท่วมยังคงอยู่ในระดับสูง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวแม่สายกังวลว่า หากไม่มีการเจรจาระดับรัฐบาลและบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านผังเมือง ทรัพยากรน้ำ และความมั่นคง ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในฤดูฝนปี 2569 อาจรุนแรงไม่แพ้ปีที่ผ่านมา

 

เศรษฐกิจชายแดน–ศรัทธาต่อรัฐ–คุณภาพชีวิตประชาชน

ในเชิงเศรษฐกิจ ตลาดสายลมจอยและย่านการค้าใกล้เคียงถือเป็น “หน้าด่าน” ของการค้าชายแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก การย้ายชุมชนหรือเวนคืนพื้นที่โดยไม่มีกลไกเยียวยาที่ชัดเจน อาจทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องสูญเสียทั้งที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการ พร้อมกันในเวลาเดียว

นอกจากนี้ การที่ชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางโครงการ ทั้งที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ยังส่งผลต่อ “ศรัทธาต่อภาครัฐ” ซึ่งเป็นทุนทางสังคมสำคัญในพื้นที่ชายแดนที่มีความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

คำถามเชิงโครงสร้างที่ชาวบ้านฝากผ่านสื่อท้องถิ่น เช่น

  • “หากสร้างผังเมืองใหม่แล้วคนบริเวณลำน้ำสายจะไปอยู่ที่ไหน จะประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง?”
  • “เหตุใดคนไทยกว่าพันครัวเรือนริมลำน้ำสายจึงไม่ได้รับการรับฟังเท่าที่ควร ในขณะที่รัฐกลับเปิดรับแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก?”

สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ แต่เป็นเรื่องความรู้สึกของการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในฐานะ “พลเมืองไทย” ด้วย

ทางออกที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันออกแบบ

จากภาพรวมทั้งหมด นักวิเคราะห์ด้านนโยบายสาธารณะในพื้นที่มองว่า ทางออกของปัญหาแม่สายจำเป็นต้องบูรณาการอย่างน้อย 3 ระดับควบคู่กันไป คือ

  1. ระดับลุ่มน้ำและวิศวกรรมป้องกันน้ำท่วม
    – เร่งสำรวจและขุดลอกลำน้ำสายอย่างเป็นระบบ
    – ปรับแบบพนังกั้นน้ำให้มีความสูงและความแข็งแรงเพียงพอ พร้อมทั้งพิจารณาแนวกำแพงที่ลดผลกระทบต่อชุมชนให้น้อยที่สุด
    – ทบทวนตำแหน่งและความสูงของสะพานข้ามลำน้ำที่เป็นคอขวดการระบายน้ำ
  2. ระดับผังเมืองและการอยู่อาศัย
    – ทบทวนผังเมืองใหม่มูลค่า 2,950 ล้านบาท โดยเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริงจากชุมชนสายลมจอย ถ้ำผาจม และชุมชนอื่นที่อยู่ในแนวโครงการ
    – หากมีความจำเป็นต้องเวนคืนบางส่วน ต้องวางกลไกการชดเชย เยียวยา และจัดหาที่อยู่อาศัย/พื้นที่ทำมาหากินใหม่อย่างชัดเจนและเป็นธรรม
  3. ระดับการสื่อสารและการมีส่วนร่วม
    – จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานรัฐส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนชุมชน เพื่อให้การตัดสินใจทุกขั้นตอนมีข้อมูลและมุมมองจากทุกฝ่าย
    – ใช้สื่อท้องถิ่นและเวทีสาธารณะเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจ ลดข่าวลือ และติดตามความคืบหน้าโครงการอย่างโปร่งใส

หากรัฐสามารถแสดง “ความจริงใจ” ผ่านการปรับแผนตามข้อเสนอของชุมชน และเร่งเดินหน้าโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งการป้องกันน้ำท่วมและการรักษาวิถีชีวิตของประชาชนได้พร้อมกัน ความขัดแย้งที่แม่สายอาจกลายเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำท่วมแบบมีส่วนร่วมสำหรับเมืองชายแดนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

เดิมพันของแม่สายคืออนาคตทั้งเมือง

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 ทำให้ชาวแม่สายได้เรียนรู้ว่าความเสียหายจากภัยพิบัติไม่ใช่เพียงโคลนที่ท่วมบ้าน แต่คือรอยร้าวในความมั่นคงทางเศรษฐกิจและจิตใจของคนทั้งเมือง วันนี้ เมื่อรัฐเสนอแผนผังเมืองใหม่ที่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนพื้นที่ค้าขายและที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นทางน้ำ ชุมชนจึงลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง

“พวกเราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องการให้การพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและความปลอดภัยของคนในพื้นที่” คือใจความสำคัญที่ชาวสายลมจอย–ถ้ำผาจม ส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานรัฐทุกระดับ

ในระยะสั้น การที่นายอำเภอแม่สายมอบหมายปลัดอาวุโสลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอ และยืนยันการเดินหน้าโครงการผนังตึงสายชลฝั่งเกาะทรายด้วยงบประมาณ 36 ล้านบาท พร้อมนำข้อเสนอของชาวบ้านเข้าสู่ที่ประชุมระดับจังหวัด ถือเป็นก้าวแรกที่ช่วยคลี่คลายบรรยากาศได้ระดับหนึ่ง

แต่ในระยะยาว คำตอบว่าชาวบ้านต้องย้ายหรือไม่ต้องย้าย ตลาดสายลมจอยจะยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนหรือกลายเป็นจุดรับน้ำ จะขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเลือก “ฟังเสียงประชาชน” และปรับแผนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของพื้นที่เพียงใด

เพราะท้ายที่สุด น้ำท่วมแม่สายไม่ใช่เพียงปัญหาของชาวบ้านริมลำน้ำสายเท่านั้น หากแต่สะท้อนวิธีคิดของการพัฒนาประเทศว่าจะเดินหน้าไปพร้อมกับประชาชน หรือปล่อยให้ประชาชนต้อง “ว่ายทวนน้ำ” เพียงลำพัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลโครงการป้องกันน้ำท่วมและการจัดรูปเมืองบริเวณลำน้ำสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ของกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • อำเภอแม่สาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายคิกออฟยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส” ปี 2569 สกัดไฟป่า PM2.5 ด้วย Single Command

เชียงรายเข้ม! กฎหมายดับไฟป่าโทษสูงสุด 30 ปี พร้อมเปิด 903 ห้องปลอดฝุ่นทั่วจังหวัดปี 2569

เชียงราย, 9 มกราคม 2569 – สนามหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย แถวขบวนรถดับเพลิง รถบรรทุกน้ำ และชุดลาดตระเวนดับไฟป่าจากทุกอำเภอเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางหมอกเช้าบางๆ ที่ยังปกคลุมเหนือยอดเขา นี่ไม่ใช่เพียงพิธีเปิดงานตามฤดูกาล แต่คือ “สัญญาณเริ่มต้นศึกใหญ่” ที่จังหวัดเชียงรายประกาศเดินหน้าเต็มกำลังกับวิกฤตไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส ไร้หมอกควัน” สำหรับปี 2569

ภายในพิธี Kick Off นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ย้ำต่อหน้าผู้แทนทุกหน่วยงาน ทหาร ตำรวจ ปกครอง ป่าไม้ สาธารณสุข ผู้นำชุมชน อาสาสมัครกู้ภัย และสื่อมวลชนว่า ปัญหาคุณภาพอากาศไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่เป็น “ลมหายใจร่วมกันของคนเชียงรายทุกคน” พร้อมประกาศให้การจัดการมลพิษทางอากาศและไฟป่าเป็น “ภารกิจเร่งด่วนระดับจังหวัด” ที่ต้องขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

บทเรียนจากปี 2568 จุดความร้อนลดฮวบ แต่รอยไหม้ในป่ากลับเพิ่ม

ก่อนจะเดินหน้าสู่แผนปี 2569 จังหวัดเชียงรายได้ย้อนดูข้อมูลปี 2568 อย่างละเอียด เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาเป็นเพียง “การดับไฟเฉพาะหน้า” หากแต่เป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวบนฐานข้อมูลที่ชัดเจน

รายงานจากศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 จังหวัดเชียงราย ระบุว่า ช่วง 1 กุมภาพันธ์ – 8 พฤษภาคม 2568 จังหวัดเชียงรายสามารถ “ลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspots)” ลงได้อย่างมีนัยสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติการณ์

  • ปี 2567 พบจุดความร้อนสะสม 3,885 จุด
  • ปี 2568 ลดลงเหลือเพียง 611 จุด
  • คิดเป็นการลดลง 84.3%

แต่เมื่อหันไปดู “พื้นที่เผาไหม้จริง” จากภาพดาวเทียมกลับพบความจริงอีกด้านหนึ่ง

  • ปี 2567 พื้นที่เผาไหม้รวม 62,521 ไร่
  • ปี 2568 ลดลงเหลือ 52,311 ไร่ ลดลงประมาณ 16.33% เท่านั้น

เมื่อแยกตามลักษณะที่ดิน ข้อมูลยิ่งน่าจับตา

  • พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกเผาเพิ่มขึ้นกว่า 58.8%
  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์ถูกเผาเพิ่มขึ้นกว่า 60%
  • การเผาในแปลงข้าวโพดและไร่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นกว่า 234%
  • การเผาในพื้นที่นาข้าวเพิ่มสูงขึ้นถึง 354%

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ “จำนวนจุดไฟ” จะน้อยลง แต่ “ไฟแต่ละจุดลุกลามกินพื้นที่มากขึ้น” โดยเฉพาะในเขตป่าและพื้นที่สูง ซึ่งเข้าถึงยากและดับยากกว่าเดิม สะท้อนว่าต้นตอสำคัญของปัญหายังเชื่อมโยงกับรูปแบบการใช้ที่ดิน การเตรียมพื้นที่เกษตร และกิจกรรมมนุษย์มากกว่าปัจจัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

เมื่อมองระดับอำเภอ ภาพความเหลื่อมล้ำยิ่งชัดเจนขึ้น

  • อำเภอเวียงแก่น มีจุดความร้อนมากที่สุด 114 จุด โดยเฉพาะตำบลปอเพียงตำบลเดียวพบถึง 72 จุด
  • อำเภอเวียงป่าเป้า พบ 95 จุด
  • อำเภอพาน พบ 77 จุด

พื้นที่เหล่านี้ล้วนเป็นพื้นที่สูง พื้นที่ป่าสงวน และเขตไร่หมุนเวียนที่มีประวัติการเผาซ้ำซาก ขณะที่อำเภอเมืองเชียงรายและแม่สรวยกลับมีแนวโน้มดีขึ้นจากมาตรการเข้มข้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ภูมิประเทศแอ่งกระทะและ “ฝาชีอากาศ” ที่คลุมเชียงราย

หากถามว่าทำไมไฟป่าและหมอกควันในเชียงรายจึงรุนแรงกว่าหลายพื้นที่ในประเทศ คำตอบหนึ่งอยู่ที่ “ภูมิประเทศและสภาพอากาศ”

เชียงรายเป็นจังหวัดชายแดนที่โอบล้อมด้วยแนวเทือกเขาสูง เป็นเสมือน “แอ่งกระทะ” ทางภูมิศาสตร์ ทำให้การระบายอากาศในช่วงฤดูแล้งเป็นไปอย่างจำกัด รายงานการวิเคราะห์ทางอุตุนิยมวิทยาชี้ว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2568 อัตราระบายอากาศรายชั่วโมงของเชียงรายมักต่ำกว่า 5,000 ตารางเมตรต่อวินาที โดยเฉพาะช่วงเวลา 18.00–11.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็นกดทับและลมอ่อน

สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion)” ชั้นอากาศอุ่นด้านบนกดทับชั้นอากาศเย็นด้านล่าง ทำหน้าที่เหมือน “ฝาชีครอบเมือง” ดักควันไฟและฝุ่นละออง PM2.5 ไม่ให้ลอยตัวขึ้นสูง กระจายตัวไม่ได้ ฝุ่นจึงสะสมหนาแน่นใกล้พื้นดินและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน

อำเภอเมืองเชียงราย แม่สาย และเชียงของ คือสามพื้นที่ที่ “รับผลเต็มๆ” เพราะตั้งอยู่ตามเส้นทางลมจากลุ่มน้ำโขง เมื่อรวมกับลักษณะภูเขาโอบล้อม จึงไม่ต่างจากการนำควันไฟจากทั้งภูเขาและประเทศเพื่อนบ้านมารวมกันไว้ในแอ่งเดียว

สถิติ PM2.5 ภาพรวมดีขึ้น แต่ชายแดนยังวิกฤต

ด้านคุณภาพอากาศ ภาพรวมของปี 2568 มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน

  • ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ทั้งปีของเชียงรายอยู่ที่ 39.18 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลดลงจากปี 2567 ที่ 52.63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือลดลงประมาณ 25.5%
  • จำนวนวันที่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกินเกณฑ์มาตรฐาน (37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ลดจาก 64 วัน เหลือ 42 วัน หรือลดลงราว 34.4%

หากดูเป็นรายสถานีตรวจวัดภาพจะคมชัดยิ่งขึ้น

  • สถานีตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ค่าเฉลี่ยลดลงราว 30% แสดงถึงผลของมาตรการในเมืองที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม
  • แต่ที่สถานีตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย กลับยังเป็น “จุดวิกฤต” ของจังหวัด พบวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานถึง 62 วัน และวันที่ 10 เมษายน 2568 ค่าฝุ่นพุ่งสูงสุดถึง 123.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับสีแดง “มีผลกระทบต่อสุขภาพ”
  • ที่อำเภอเชียงของ ค่าฝุ่นสูงสุดในช่วงวิกฤตอยู่ที่ประมาณ 94.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม้ไม่สูงเท่าแม่สาย แต่ก็เกินมาตรฐานอย่างมาก

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า แม้มาตรการควบคุมการเผาและจุดความร้อนภายในจังหวัดจะได้ผล แต่ “ฝุ่นจำนวนมากไม่ได้เกิดในเชียงรายเท่านั้น” หากมาจากการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าของประเทศเพื่อนบ้านตามแนวลุ่มน้ำโขง ซึ่งถูกลมพัดเข้าสู่พื้นที่ชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง

หมอกควันข้ามพรมแดน ปัญหาที่เชียงรายแก้ลำพังไม่ได้

ข้อมูลจาก GISTDA และหน่วยงานด้านดาวเทียมของไทยชี้ว่า ในช่วงต้นฤดูแล้งปี 2568 มีการสะสมของจุดความร้อนจำนวนมากในเมียนมา ลาว และกัมพูชา ทิศทางลมช่วงดังกล่าวพัดจากทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านแนวเทือกเขาและลุ่มน้ำโขงก่อนจะมาสะสมตัวในภาคเหนือตอนบน

ดังนั้นแม้จุดความร้อนในเชียงรายจะลดลงอย่างมาก แต่ควันไฟจากนอกพรมแดนยังไหลทะลักเข้าเมือง โดยจังหวัดชายแดนอย่างแม่สายเปรียบเสมือน “ด่านหน้ารับฝุ่น” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหานี้จึงถูกยกระดับเป็นประเด็นเชิงนโยบาย ที่ต้องอาศัยทั้งการหารือระดับภูมิภาคในกรอบลุ่มน้ำโขง และกลไกความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

ยุทธศาสตร์ 2569 Single Command และ 3R Model เดินคู่เทคโนโลยีดาวเทียม

บนฐานข้อมูลดังกล่าว จังหวัดเชียงรายจึงออกแบบยุทธศาสตร์ปี 2569 ให้ “เข้มข้นกว่าที่ผ่านมา” ทั้งในด้านการสั่งการ การป้องกัน การเผชิญเหตุ และการฟื้นฟู โดยใช้แนวคิดหลัก 2 ส่วน คือ Single Command และ 3R Model

1) Single Command – สั่งการจุดเดียว เชื่อมทุกภาคส่วน

จังหวัดได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 อย่างเป็นทางการ ทำหน้าที่เป็น “สมองกลาง” ในการรวบรวมข้อมูลจากดาวเทียม ระบบแจ้งเหตุ Tamfire ข้อมูลคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ และรายงานภาคสนามจากอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ ก่อนจะสั่งการไปยังอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน

ระบบ Single Command ช่วยให้การตอบโต้เหตุไฟป่าและจุดความร้อนทำได้ “รวดเร็วและแม่นยำ” มากขึ้น เจ้าหน้าที่สามารถเข้าพื้นที่ได้ก่อนที่ไฟจะลุกลามเป็นวงกว้าง ลดโอกาสเกิด Burn Scars ขนาดใหญ่แบบที่เคยเกิดในปีที่ผ่านมา

2) 3R Model – เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนพืช เปลี่ยนเศษวัสดุ

ในมิติการจัดการเชื้อเพลิง จังหวัดเชียงรายนำ 3R Model มาปรับใช้ร่วมกับภาคเกษตรอย่างจริงจัง

  1. Re-Habit – ปรับพฤติกรรม
    รณรงค์ให้เกษตรกรลดและเลิกการเผาในที่โล่ง หันมาใช้วิธีจัดการเศษวัสดุด้วยการไถกลบ ทำปุ๋ยหมัก และทำนาเปียกสลับแห้งซึ่งช่วยลดทั้งควันและก๊าซเรือนกระจก
  2. Replace with High Value Crops – เปลี่ยนเป็นพืชมูลค่าสูง
    จังหวัดผลักดันให้ “กาแฟ” กลายเป็นพืชยุทธศาสตร์บนพื้นที่สูง โดยปี 2568 เชียงรายก้าวขึ้นเป็น ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ผลผลิตรวมราว 4,850 ตัน การปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ ช่วยให้ชาวบ้านหวงแหนป่า ลดแรงจูงใจในการบุกรุกพื้นที่ใหม่ และลดการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ไร่หมุนเวียน
  3. Replace with Alternate Uses – แปรรูปเศษวัสดุ
    เศษฟางข้าว ตอซัง และซากพืชไร่ถูกแปรรูปเป็นปุ๋ยชีวภาพ ชีวมวล และอาหารสัตว์ มีกำลังการจัดการวัสดุเหลือใช้รวมมากกว่า 5 แสนตัน ในปีที่ผ่านมา โดยเพียงเครื่องอัดฟางก็สามารถอัดฟางข้าวได้รวมกว่า 183,000 ตัน

มาตรการ 3R นี้ถูกออกแบบให้เดินคู่กับความร่วมมือจากภาคเอกชน เช่น โครงการ “Zero Burn” และการนำเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วยจัดการในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ลดภาระแรงงานคนและลดแรงจูงใจในการเผา

กฎหมายเข้ม–สุขภาพต้องมาก่อน ห้องปลอดฝุ่น 903 แห่งทั่วจังหวัด

อีกด้านหนึ่งของยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส” คือการคุ้มครองสุขภาพประชาชนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ในมิติสุขภาพ จังหวัดเชียงรายจัดตั้ง ห้องปลอดฝุ่น (Dust-free Rooms) รวม 903 แห่ง กระจายอยู่ในโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียน และศูนย์ชุมชน สำหรับเป็นที่พักพิงชั่วคราวในวันที่ค่าฝุ่นพุ่งสูง ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก และผู้สูงอายุสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ปลอดภัยเหล่านี้ได้

ตลอดปีที่ผ่านมา จังหวัดได้แจกจ่ายหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 รวมกว่า 1.12 ล้านชิ้น ทั้งยังมีการตรวจสุขภาพอาสาสมัครดับไฟป่าเกือบ 3,700 ราย และลงพื้นที่เยี่ยมบ้านกลุ่มเสี่ยงกว่า 11,000 ราย เพื่อติดตามผลกระทบด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน ด้านกฎหมายก็เข้มงวดไม่แพ้กัน

  • จังหวัดประกาศช่วง “ห้ามเผาโดยเด็ดขาด” ราว 92 วัน ตั้งแต่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม ของทุกปี
  • การเผาป่าในเขตอุทยานหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีโทษจำคุกสูงสุด 30 ปี หรือปรับสูงสุด 3 ล้านบาท
  • เกษตรกรที่ยังฝ่าฝืนการเผา จะถูกบันทึกประวัติและ ตัดสิทธิ์รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ตามมาตรการ “ไม่เผา ไม่เสียสิทธิ์”

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายย้ำระหว่างพิธี Kick Off ว่า “การบังคับใช้กฎหมายไม่ใช่เพื่อจับคนของเราเอง แต่เพื่อปกป้องลมหายใจของทั้งจังหวัด หากเราปล่อยให้การเผากลายเป็นเรื่องปกติ สุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวจะเสียหายมากกว่าที่ใครคาดคิด”

เทคโนโลยีดาวเทียม–แอปพลิเคชัน–ข้อมูลเรียลไทม์ อาวุธใหม่ในสมรภูมิหมอกควัน

หนึ่งในหัวใจของยุทธศาสตร์ปี 2569 คือการดึง “เทคโนโลยี” มาเป็นอาวุธหลักในการบริหารจัดการสถานการณ์

จังหวัดเชียงรายใช้ข้อมูลจากดาวเทียม VIIRS และ MODIS เพื่อติดตามจุดความร้อนแบบรายวัน และใช้แนวคิด Time Series วิเคราะห์รูปแบบการเกิดไฟป่าซ้ำซากในแต่ละพื้นที่ ทำให้สามารถคาดการณ์ช่วงเวลาและจุดเสี่ยงล่วงหน้าได้

ระบบ Tamfire ถูกใช้เป็นแพลตฟอร์มแจ้งเหตุและสั่งการในภาคสนาม ขณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชัน Air4Thai และ AirBKK ได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจเรื่องการสวมหน้ากาก หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้บริการห้องปลอดฝุ่นในวันที่ค่าฝุ่นสูง

จากวิกฤตสู่โอกาส เชียงรายฟ้าใสกับเศรษฐกิจสีเขียว

แม้ไฟป่าและหมอกควันจะเป็นวิกฤตซ้ำซาก แต่ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ จังหวัดเชียงรายกำลังพยายาม “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส” ผ่านการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

การส่งเสริมกาแฟคุณภาพสูงบนพื้นที่สูง การผลักดันเกษตรกรรมยั่งยืน และการแปรรูปชีวมวลทางการเกษตร เป็นตัวอย่างของการใช้ “เครื่องมือเศรษฐกิจ” แทน “การสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว” เพราะเมื่อเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงจากพืชมูลค่าสูงและจากการขายเศษวัสดุแทนการเผา พวกเขาย่อมมีแรงจูงใจที่จะร่วมมือกับนโยบาย “จังหวัดไม่เผา” มากขึ้น

ในมุมของภาพลักษณ์ ระยะยาวหากเชียงรายสามารถลดหมอกควันได้อย่างต่อเนื่อง เมืองชายแดนแห่งนี้จะไม่ได้เป็นเพียง “จุดหมายท่องเที่ยวหน้าหนาว” แต่จะกลายเป็น “เมืองท่องเที่ยวสีเขียวที่ห่วงใยสุขภาพ” ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลกยุคหลังโควิด

ศึกยาวของ “เชียงรายฟ้าใส” ที่ต้องสู้ทั้งในจังหวัดและในภูมิภาค

ตัวเลขปี 2568 บอกเราว่า จังหวัดเชียงราย “เดินมาถูกทาง” ในการลดจำนวนจุดความร้อนและค่าฝุ่นเฉลี่ยรายปี แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนว่า “สมรภูมิยังไม่จบ” เพราะพื้นที่ป่าที่ถูกเผาและมลพิษจากประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเผชิญในทศวรรษหน้า

ปี 2569 จึงเป็นปีที่เชียงรายยกระดับยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส” ด้วยการผนึกกำลังทุกภาคส่วน ใช้เทคโนโลยีข้อมูลเป็นฐาน ใช้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นแรงขับเคลื่อน ใช้กฎหมายคุมเข้ม และใช้เครือข่ายชุมชนกับอาสาสมัครเป็นด่านหน้าในพื้นที่

เหนือสิ่งอื่นใด การ Kick Off ในวันนี้ไม่ใช่เพียงพิธีเปิดแผนงานราชการ หากเป็นการส่งสารไปถึงคนเชียงรายทุกคนว่า “ลมหายใจของเมืองนี้ อยู่ในมือของเราทุกคน” การงดเผา การแจ้งเหตุไฟป่า การดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว รวมถึงการร่วมกันผลักดันให้ภาครัฐเดินหน้าความร่วมมือระดับภูมิภาค คือส่วนหนึ่งของการคืนท้องฟ้าสีฟ้าให้จังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคและกรมควบคุมมลพิษ (ข้อมูลสถานี ต.เวียง, ต.เวียงพางคำ และ ต.เวียง อ.เชียงของ)
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA
  • ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดเชียงราย
  • จังหวัดเชียงรายและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME