Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายชูระบบตามไฟและมาตรการข้าวโพดปลอดเผา แก้เกมฝุ่น PM 2.5 ปี 2569 ท่ามกลางเป้าหมายรัฐที่ยังท้าทาย

เชียงรายชู “ตามไฟ – งดเผา – ระดมชุมชน” ดันโมเดลสู้ PM2.5 รับปี 2569 ท่ามกลางคำถามใหญ่ต่อประสิทธิภาพนโยบายระดับชาติ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 – ย่างเข้าต้นปีใหม่ได้เพียงไม่กี่วัน จังหวัดเชียงรายก็เดินหน้าเข้าสู่ “โหมดรับมือไฟป่าและฝุ่น PM2.5” อย่างเต็มตัว ภายใต้แรงกดดันจากทั้งตัวเลขพื้นที่เผาในภาคเหนือที่ยังไม่ลดลงตามเป้าหมายของรัฐบาล และบทเรียนจากมาตรการระดับชาติที่ไม่เคยบรรลุ KPI มาตั้งแต่แผนวาระฝุ่นแห่งชาติ ปี 2562 จนถึงมาตรการปี 2567

ในห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.ชร.) เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำปี 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคความมั่นคง และเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่

เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ดับไฟ” เมื่อเกิดเหตุ แต่คือการลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และพฤติกรรมเผาในพื้นที่โล่งลงให้ได้จริง ผ่านมาตรการผสมผสานระหว่างกฎหมาย เทคโนโลยีข้อมูลดาวเทียม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเดินคู่ไปกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลกลางที่กำลังเร่งขันนอตมาตรการสู้ฝุ่น PM2.5 ในปี 2569 ด้วยเช่นกัน

จาก ครม. ถึงชายแดนเหนือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” และ MOU 4 กระทรวง เพื่อปิดประตูการเผา

ในระดับชาติ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ “ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ. …” โดยจุดประสงค์สำคัญคือ “ตัดวงจรการเผา” ที่แฝงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานพืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ

สาระหลักของประกาศคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องมี “หนังสือรับรองปลอดเผา” ยืนยันว่าผลผลิตดังกล่าวไม่ได้มาจากแปลงเพาะปลูกที่ใช้การเผา หากตรวจสอบพบว่ามาจากการเกษตรที่ไม่ปลอดเผา รัฐสามารถใช้มาตรการจำกัดหรือห้ามนำเข้าได้โดยตรง แนวทางนี้ถูกวางให้ “เดินคู่” กับการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรภายในประเทศ

ในเวลาเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU ระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่

  • กระทรวงมหาดไทย
  • กระทรวงอุตสาหกรรม
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

สาระของความร่วมมือคือ การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่ เพื่อลดการเกิดฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้เทคโนโลยีตรวจจับจุดความร้อน และการออกแบบมาตรการเศรษฐกิจเพื่อลดแรงจูงใจในการเผา

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปยังผลการดำเนินงานปี 2567 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและ GISTDA ที่ถูกรวบรวมและวิเคราะห์โดย Rocket Media Lab สะท้อนตรงกันว่า เป้าหมายสำคัญหลายข้อยังไม่บรรลุ ทั้งพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน พื้นที่เกษตร และค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในแต่ละภูมิภาคของประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “นโยบายมีอะไรใหม่” แต่คือ “บทเรียนเก่าได้ถูกนำไปใช้แล้วหรือยัง” – โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างภาคเหนือและจังหวัดชายแดน เช่น เชียงราย

บทเรียนจากตัวเลข เมื่อ KPI ปี 2567 ไม่เดินตามแผน

แผนการลดฝุ่น PM2.5 ปี 2567 ถูกออกแบบให้เป็นภาคต่อของ “วาระแห่งชาติด้านฝุ่นละออง” ที่ประกาศครั้งแรกในปี 2562 โดยมีตัวชี้วัดหลัก (KPI) ที่ท้าทาย เช่น

  1. ลดพื้นที่เผาในป่าอนุรักษ์และป่าสงวน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  2. ลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 50%
  3. ลดพื้นที่เผาในป่าและพื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ ลง 10–20%
  4. ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 และจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในทุกภูมิภาค

แต่เมื่อย้อนดูตัวเลขจริง พบว่าหลายตัวชี้วัด “เดินสวนทาง” กับเป้าอย่างน่ากังวล

  • พื้นที่ป่าสงวนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 3,731,468 ไร่
    • ปี 2567 เผา 3,819,335 ไร่
    • เพิ่มขึ้น 2.35% แทนที่จะลดลง 50%
  • พื้นที่ป่าอนุรักษ์ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ลดลงราว 14.43% แต่ยังห่างจากเป้าหมายลด 50% มาก
  • พื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • ปี 2566 เผา 1,206,204 ไร่
    • ปี 2567 เผา 1,609,633 ไร่
    • เพิ่มขึ้นถึง 33.45%
  • พื้นที่เกษตรนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ
    • เพิ่มขึ้นถึง 878% แสดงให้เห็นการขยายตัวของการเผาในพื้นที่อื่นของประเทศ

ในด้านคุณภาพอากาศ กรุงเทพฯ ถือเป็น “กรณีศึกษา” ที่ชัดเจนที่สุดจากฐานข้อมูล The World Air Quality Index Project ซึ่ง Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์ พบว่าในปี 2567

  • กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี (สีเขียว) เพียง 43 วัน หรือ 11.81% ของปี
  • วันที่อากาศปานกลาง (สีเหลือง) 252 วัน หรือ 69.23%
  • วันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้มและแดง) รวมกันยังอยู่ในระดับที่ต้องจับตา แม้มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน

เมื่อเทียบค่าฝุ่นกับ “บุหรี่” ตามเกณฑ์ของ Richard A. Muller ที่เปรียบ PM2.5 เฉลี่ย 22 ไมโครกรัม/ลบ.ม. เท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน พบว่า

  • ปี 2567 คนกรุงเทพฯ สูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,297 มวนต่อปี
  • ลดลงจาก 1,370 มวนในปี 2566 เพียงเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่าปี 2564–2565

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้มาตรการและ “วาทกรรมเรื่องการแก้ฝุ่น” จะเข้มข้นขึ้นทุกปี แต่ผลลัพธ์จริงยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ สิ่งที่เห็นชัดคือ แม้ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในภาคเหนือจะลดลงจาก 62 เป็น 46 ไมโครกรัม/ลบ.ม. (ลดลงราว 25.81%) แต่ก็ยังไม่ถึงเป้าหมายลดลง 40% ตามที่ตั้งไว้ ขณะที่จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในภาคเหนือกลับเพิ่มขึ้นเป็น 129 วัน สวนทางกับเป้าหมายที่ต้องการลดลง 30%

นี่คือฉากหลังสำคัญที่ทำให้ “แผน 2569 ของเชียงราย” ถูกจับตามองว่า จะสามารถสร้างความแตกต่างจากปีที่ผ่านมาได้มากน้อยเพียงใด

เชียงรายยกเครื่องรับมือปี 2569 จากห้องประชุม ปภ. ถึงคำสั่งงดเผา-ห้ามเผา

การประชุมเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย มีวาระสำคัญคือ “การจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ประจำปี 2569 พร้อมกันทั้งจังหวัด” ในวันที่ 8 มกราคม 2569

สาระสำคัญของแผนเตรียมความพร้อม ได้แก่

  1. การจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า–หมอกควัน
  2. การเตรียมพร้อมกำลังพล เครื่องจักร สาธารณภัย และอุปกรณ์ดับไฟอย่างเป็นระบบ
  3. การปล่อยขบวนรณรงค์ป้องกันไฟป่าและหมอกควันในชุมชนเสี่ยง
  4. การพิจารณาจัด “ทอดผ้าป่า” เพื่อระดมกองทุนสำหรับงานป้องกันไฟป่าของจังหวัดเชียงรายโดยเฉพาะ

ควบคู่กับกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ จังหวัดเชียงราย โดย กอ.ปภ.ชร. ได้วาง “ปฏิทินควบคุมการเผา” อย่างชัดเจนว่า

  • 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569
    ขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งทุกชนิด
  • 14 กุมภาพันธ์ – 10 พฤษภาคม 2569
    ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ถือเป็น “ช่วงวิกฤต” ที่ต้องลดความเสี่ยง Hotspot ให้เหลือน้อยที่สุด

แม้จะเป็นมาตรการที่คุ้นเคยในจังหวัดภาคเหนือ แต่สิ่งที่เชียงรายพยายามทำให้ต่างออกไปในปีนี้ คือการ “ต่อยอดด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสะท้อนสถานการณ์จริง ไม่ใช่เพียงคำสั่งบนกระดาษ

 “ตามไฟ” และข้อมูลดาวเทียม เมื่อเชียงรายใช้เทคโนโลยีเป็นดวงตาที่สอง

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของเชียงรายในปี 2569 คือการนำเสนอและหารือการใช้งานระบบ “ตามไฟ” (tamfire.net) ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.ดร.สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์

“ตามไฟ” เป็นแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่ดึงข้อมูลจากระบบตรวจจับจุดความร้อนของ NASA FIRMS ผ่านดาวเทียม VIIRS และ MODIS เพื่อนำมาวิเคราะห์แบบ Near Real-Time ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ จุดแข็งของระบบนี้ ได้แก่

  • การแสดงจุดความร้อน (Hotspot) แบบวันต่อวัน สามารถดูย้อนหลังได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด
  • การวิเคราะห์แบบ Time Series ทำให้เห็น “พฤติกรรม” ของไฟป่า ไม่ใช่เพียงจุดที่เกิดไฟ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
  • การสรุปข้อมูลในรูปแบบ Dashboard แยกตามเขตปกครองและเขตป่าต่าง ๆ ทำให้ฝ่ายปกครองและหน่วยงานดับไฟป่าสามารถ “อ่านภาพรวม” ได้รวดเร็ว
  • การดาวน์โหลดข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อในระดับจังหวัด อำเภอ หรือชุมชน

สำหรับเชียงราย ความสำคัญของ “ตามไฟ” ไม่ได้อยู่แค่แผนที่จุดแดงบนหน้าจอ แต่คือการใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็น “ฐานกลาง” ให้หน่วยงานในจังหวัดพูดคุยกันบนข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน ทั้งฝ่ายปกครอง ป่าไม้ ทหาร และ อปท. ลดข้อโต้แย้งเรื่อง “พื้นที่ใคร–ความรับผิดชอบใคร” และหันมาโฟกัสว่า จุดใดควรส่งกำลังเข้าไปดับก่อน จุดใดเสี่ยงลุกลามสู่ชุมชน หรือจุดใดสะท้อนพฤติกรรมเผาซ้ำในพื้นที่เดิมทุกปี

ในมุมเชิงนโยบาย หากเชื่อม “ตามไฟ” กับปฏิทินงดเผา–ห้ามเผา จังหวัดจะสามารถใช้ข้อมูล Hotspot เป็นหนึ่งในหลักฐานเพื่อกำกับดูแล บังคับใช้กฎหมาย หรือผูกกับมาตรการจูงใจ–ลงโทษในระดับหมู่บ้านและตำบลได้ชัดเจนขึ้น

ภาคเหนือทั้งภูมิภาค เมื่อตัวเลขพื้นที่เผายังสวนทางเป้าหมาย

แม้เชียงรายจะเดินหน้าด้วยเครื่องมือใหม่และปฏิทินควบคุมการเผาที่ชัดเจน แต่ปัญหาไฟป่า–หมอกควันในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดเดียว หากมองทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือจากข้อมูลของ GISTDA จะเห็นภาพใหญ่ที่ท้าทายอย่างมาก คือ

  • พื้นที่เผาในป่าสงวนและป่าอนุรักษ์แม้บางส่วนจะลดลง แต่ยังไม่สามารถลดได้ถึง 50% ตามเป้าที่ตั้งไว้
  • พื้นที่เกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย กลับมีการเผาเพิ่มขึ้นกว่า 30% ขึ้นไป

เมื่อเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐบาลที่ตั้งใจลดการเผาในพื้นที่เกษตรและป่า ทั้งในและนอก 17 จังหวัดภาคเหนือ จะเห็นว่า “เป้าเชิงตัวเลข” ปี 2567 ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ปี 2568–2569 รัฐบาลต้องทบทวน KPI ใหม่ ลดระดับความคาดหวังในบางพื้นที่ (จากลด 50% เหลือ 25–30%) และเพิ่มความละเอียดในเชิง “กลุ่มพืช” เช่น นาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การลด KPI อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ “ยอมแพ้เชิงตัวเลข” หรือเป็นการปรับเป้าให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อค่อย ๆ ไต่ระดับไปสู่เป้าหมายระยะยาว ซึ่งคำตอบจะอยู่ที่ผลลัพธ์ในช่วงฤดูไฟป่า–หมอกควันที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่เดือนข้างหน้า

จากกรุงเทพฯ ถึงเชียงราย เมื่อสุขภาพคนเมืองและคนดอยอยู่บนเส้นเดียวกัน

แม้เชียงรายและภาคเหนือจะเป็น “แนวหน้าของไฟป่า” แต่สถานการณ์ PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูเขาและป่าไม้ ตัวเลขจากกรุงเทพฯ ที่คนเมืองสูดฝุ่นเทียบเท่าการสูบบุหรี่กว่า 1,297 มวนต่อปี ในปี 2567 สะท้อนว่า “คนเมืองใหญ่” ก็ตกอยู่บนเส้นวิกฤตสุขภาพไม่ต่างจากคนเหนือ

กรุงเทพมหานครจึงต้องออก (ร่าง) แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา PM2.5 ปี 2568–2569 ภายใต้กรอบวาระแห่งชาติฝุ่นละออง โดยมีทั้งมาตรการตลอดปี เช่น

  • ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ
  • การตรวจจับควันดำยานพาหนะ
  • การควบคุมไซต์ก่อสร้าง
  • การผลักดัน Ecosystem รถพลังงานไฟฟ้า
  • การควบคุมการเผาในที่โล่งและพื้นที่การเกษตรรอบเมือง
  • ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและชุมชน

และมาตรการเฉพาะช่วงวิกฤต เช่น การพิจารณาปิดโรงเรียน การจำกัดรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าพื้นที่เมือง หรือการประกาศเขตภัยพิบัติในกรณีที่ค่าฝุ่นเกิน 150 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ติดต่อกัน 5 วัน

หากมองแบบ “ภาพใหญ่ของประเทศ” จะเห็นว่าปัญหา PM2.5 เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่

  • นโยบายการค้าสินค้าเกษตร (เช่น การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)
  • พฤติกรรมการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าในภาคเหนือและภูมิภาคอื่น
  • การปล่อยมลพิษจากยานพาหนะและอุตสาหกรรมในเขตเมืองใหญ่
  • ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้สภาพอากาศนิ่งและการระบายอากาศแย่ลงในช่วงฤดูหนาว

ในบริบทนี้ เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียง “จังหวัดหนึ่งใน 17 จังหวัดภาคเหนือ” แต่เป็น “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ที่นโยบายระดับชาติกำลังถูกทดสอบผ่านเครื่องมือใหม่อย่าง “ตามไฟ” และกลไกร่วมของชุมชน

คำถามปลายเปิดปี 2569 นโยบายใหม่จะหยุดฝุ่นเก่าได้จริงหรือไม่

เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งจากรัฐบาลกลาง หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม นักวิจัย และจังหวัดเชียงราย จะเห็นประเด็นสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อที่สังคมควรจับตาในปี 2569

  1. จากเอกสารสู่การปฏิบัติในไร่–ในป่า
    • มาตรการหนังสือรับรอง “ข้าวโพดปลอดเผา” และการไม่รับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา หากไม่มีระบบติดตามจริงจังในพื้นที่ชายแดน ภาคเหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน อาจกลายเป็นเพียง “กำแพงบนกระดาษ” ที่ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมในพื้นที่ได้จริง
  2. เชียงรายโมเดล เทคโนโลยี + ชุมชน จะช่วยลด Hotspot ได้แค่ไหน
    • ระบบ “ตามไฟ” ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพไฟป่าและจุดความร้อนชัดเจนขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือ “การใช้ข้อมูลนั้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง” ทั้งในเชิงการวางแผนล่วงหน้า การจัดสรรกำลังพล และการสื่อสารกับชุมชนให้เข้าใจว่าพื้นที่ของตนเองถูกจับตามองอย่างไร
  3. KPI ที่ลดลง กับความคาดหวังของประชาชนที่ยังสูงเหมือนเดิม
    • การลดเป้าหมายจากลดการเผา 50% เหลือ 25–30% อาจช่วยให้หน่วยงานรัฐ “ไม่ล้มเหลวบนกระดาษ” อีกครั้ง แต่สำหรับประชาชนในเชียงราย ภาคเหนือ และกรุงเทพฯ ที่ยังต้องใส่หน้ากากในช่วงฤดูฝุ่น คำถามคือ “ชีวิตจริงจะดีขึ้นตามตัวเลข KPI หรือไม่”

ในมุมของจังหวัดเชียงราย การกำหนดปฏิทินงดเผา–ห้ามเผาที่ชัดเจน การวางแผนระดมพลและเครื่องมือด้านสาธารณภัย และการหยิบเทคโนโลยี “ตามไฟ” มาใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแปลงนโยบายระดับประเทศให้เป็นมาตรการจับต้องได้ในพื้นที่ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนในจังหวัด – ตั้งแต่หมู่บ้าน ชุมชน เกษตรกร ไปจนถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจ – รับรู้ว่า “อากาศที่สะอาด” ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐ แต่คือทุนชีวิตและทุนเศรษฐกิจร่วมกันของคนเชียงรายทั้งจังหวัด

ปี 2569 จึงอาจเป็นปีชี้ชะตาว่า “เชียงรายโมเดล” จะสามารถก้าวข้ามบทเรียนความล้มเหลวของเป้าหมาย PM2.5 ในอดีต และกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่น ๆ นำไปปรับใช้ หรือจะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งปีที่กราฟตัวเลข Hotspot และค่าฝุ่นย้อนกลับมาถามซ้ำว่า – เราได้ทำดีที่สุดแล้วจริงหรือยัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะรัฐมนตรี / กระทรวงพาณิชย์
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอ.ปภ.ชร.)
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • Rocket Media Lab
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ไทยแชมป์ระบบสุขภาพอาเซียน อบจ.เชียงราย จัด Fun Run 2026 หนองหลวง ผสานท่องเที่ยวเชิงกีฬา

สาธารณสุขไทยติดท็อปโลก – เชียงรายเปิดปีใหม่ด้วย “วิ่งรับแสงแรกที่หนองหลวง” ผสานสุขภาพ–ท่องเที่ยว–เศรษฐกิจฐานรากในภาพเดียว

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 – การประกาศจัดอันดับ “ระบบการดูแลสุขภาพ” ของเว็บไซต์ Numbeo ประจำปี 2025 ที่ปรากฏชื่อประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก อันดับที่ 4 ของเอเชีย และอันดับที่ 1 ของอาเซียน ด้วยคะแนนดัชนีด้านระบบสุขภาพ 77.3 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน ถูกมองว่าเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ที่ยืนยันศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยบนเวทีโลกอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ในระดับพื้นที่ จังหวัดเชียงราย โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ได้เลือกเปิดศักราชใหม่ด้วยกิจกรรม “วิ่งรับแสงแรกแห่งปีที่หนองหลวง – Reflex Of Season Fun Run 2026” เชื่อมโยงแนวคิดสุขภาพเชิงรุกเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

ภาพใหญ่ระดับประเทศที่สะท้อนผ่านตัวเลขดัชนีด้านสุขภาพ และภาพเล็กระดับชุมชนที่เห็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นักวิ่ง และชาวบ้านร่วมกันออกกำลังกายรอบหนองหลวงในยามเช้าของวันที่ 1 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่แยกขาดจากกัน หากแต่สะท้อน “ทิศทางเดียวกัน” ของนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพไทยที่มุ่งให้ประชาชนมีสุขภาพดี ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ไปพร้อมกัน

ไทยทะยานติดอันดับโลก ระบบสุขภาพดีแต่ต้องเดินหน้าต่อ

ตามข้อมูลของ Numbeo Healthcare Index 2025 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระบบการดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพสูงของโลก ด้วยคะแนน 77.3 คะแนน ติดอันดับที่ 10 ของโลก และเมื่อพิจารณาเฉพาะภูมิภาค จะอยู่ในอันดับที่ 4 ของเอเชีย และอันดับที่ 1 ของอาเซียน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้โดดเด่นเพียงด้านการท่องเที่ยว หากยังได้รับการยอมรับในมิติ “การดูแลสุขภาพประชาชน” อย่างจริงจัง

จุดแข็งสำคัญที่นักวิเคราะห์ด้านนโยบายสาธารณสุขมักหยิบยกขึ้นมาประกอบการอธิบาย ได้แก่

  • ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ “30 บาทรักษาทุกที่” ซึ่งช่วยลดกำแพงค่าใช้จ่ายและขยายการเข้าถึงบริการให้ประชาชนทุกกลุ่ม
  • ความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ และศักยภาพของโรงพยาบาลไทยที่ก้าวขึ้นมาสู่การเป็น “Medical Hub” ของภูมิภาค ด้วยมาตรฐานการรักษาในราคาแข่งขันได้ เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว
  • การดูแลสุขภาพเชิงรุกในระดับชุมชน ผ่านกลไกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการสร้างเสริมสุขภาพและคัดกรองโรค

แม้ลำดับคะแนนของไทยเมื่อเทียบกับประเทศชั้นนำด้านสาธารณสุขในยุโรปและเอเชียตะวันออกยังมีช่องว่างให้พัฒนา แต่การครอง “อันดับ 1 ในอาเซียน” อย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศตัวอย่างด้านการผสมผสาน “รัฐสวัสดิการด้านสุขภาพในระดับรายได้ปานกลาง” ที่หลายประเทศกำลังศึกษาแนวทาง

จากตัวเลขดัชนีสู่ชีวิตจริง สุขภาพไม่ได้อยู่แค่ในโรงพยาบาล

หากมองให้ลึกลงไป การได้คะแนนสูงในดัชนีด้านระบบสุขภาพจากต่างประเทศ ไม่ได้วัดเพียงคุณภาพการรักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อน “ระบบโดยรวม” ที่ช่วยให้ประชาชนจำนวนมากเข้าถึงการป้องกันโรคได้อย่างเท่าเทียม

ทิศทางสำคัญของโลกในปัจจุบัน คือการขยับจาก “Sick Care” หรือการรักษาเมื่อป่วย ไปสู่ “Health Care & Wellness” ที่เน้นการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพตั้งแต่ต้นทาง เพื่อลดภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตหลักในหลายประเทศ

ในบริบทของไทย การมีเครือข่ายสถานบริการสาธารณสุขขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วประเทศ การผลักดันกิจกรรมออกกำลังกาย การลดปัจจัยเสี่ยงด้านอาหารและพฤติกรรม ประกอบกับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ ทำให้ “การดูแลสุขภาพ” เริ่มแทรกซึมเข้าไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะ เช่น สวนสาธารณะ ลานกีฬา และแม้กระทั่งพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

กรณีของ “หนองหลวงเชียงราย” และกิจกรรม “วิ่งรับแสงแรกแห่งปี” คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของการแปลง “แนวคิดเชิงนโยบาย” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์จริงของประชาชน” ในระดับพื้นที่

หนองหลวง แหล่งน้ำใหญ่สู่แลนด์มาร์คนิเวศสุขภาพของเชียงราย

หนองหลวง ตำบลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล 2 อำเภอ เดิมทีหนองน้ำแห่งนี้เผชิญปัญหาการสะสมของผักตบชวาและวัชพืช ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม การใช้ประโยชน์ของชุมชนถูกจำกัด ทั้งด้านการประมง การเกษตร และการพักผ่อนหย่อนใจของประชาชน

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายจึงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ระดับท้องถิ่น และภาคประชาชน ร่วมกันฟื้นฟูหนองหลวงอย่างเป็นระบบ ทั้งการกำจัดวัชพืช ปรับปรุงคุณภาพน้ำ ปรับภูมิทัศน์รอบพื้นที่ และจัดสรรโซนกิจกรรมให้เหมาะสม ผลลัพธ์ไม่เพียงทำให้หนองหลวงกลับมามีสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ขึ้น แต่ยังถูกยกระดับให้เป็น “แลนด์มาร์คการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” แห่งใหม่ของจังหวัดเชียงรายที่รองรับทั้งนักท้องเที่ยวและคนในพื้นที่

การเลือกหนองหลวงเป็นสถานที่จัดกิจกรรม “วิ่งรับแสงแรกแห่งปีที่หนองหลวงเชียงราย – Reflex Of Season Fun Run 2026” ในเช้าวันที่ 1 มกราคม 2569 จึงเป็นการใช้ “ทุนทรัพยากรธรรมชาติ” ที่ได้รับการฟื้นฟูแล้ว มาต่อยอดในมิติสุขภาพและการท่องเที่ยวอย่างมียุทธศาสตร์

วิ่งรับแสงแรกแห่งปี เมื่อ Sport Tourism กลายเป็นนโยบายเมือง

กิจกรรม “Reflex Of Season Fun Run 2026” จัดขึ้น ณ สวนสาธารณะหนองหลวง ตำบลเวียงชัย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยนายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ บุคลากร อบจ. และประชาชนชาวเชียงรายจำนวนมาก บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ตั้งแต่การลงทะเบียนนักวิ่ง การอบอุ่นร่างกาย ไปจนถึงช่วงปล่อยตัว

กิจกรรมครั้งนี้จัดภายใต้โครงการกีฬาและนันทนาการประชาชนจังหวัดเชียงราย ซึ่งยึดแนวคิด “กีฬาเพื่อทุกคน” มากกว่า “กีฬาแข่งขันอย่างจริงจัง” โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ คือ

  1. สร้างการรับรู้ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ
  2. ส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบกิจกรรมครอบครัวและชุมชน
  3. ประชาสัมพันธ์หนองหลวงให้เป็นแลนด์มาร์คการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและพื้นที่กิจกรรมสุขภาพของจังหวัดเชียงราย

สำหรับรูปแบบการแข่งขัน เป็นกิจกรรม Fun Run ที่เน้นการมีส่วนร่วมมากกว่าผลแพ้ชนะ มีผู้สนใจเข้าร่วมมากกว่า 500 คน แบ่งรุ่นการแข่งขันตามช่วงอายุออกเป็น 10 รุ่น แยกชาย–หญิง ตั้งแต่อายุ 18–29 ปี 30–39 ปี 40–49 ปี 50–59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป ไฮไลต์ของงาน คือการมอบเหรียญที่ระลึกแก่ผู้เข้าเส้นชัย 100 คนแรก แบ่งเป็นนักวิ่งชาย 50 คน และนักวิ่งหญิง 50 คน เพื่อสร้างแรงจูงใจและความภาคภูมิใจให้ผู้เข้าร่วม

แม้จะเป็นระยะทางวิ่งไม่ยาวมากในรูปแบบ Fun Run แต่การเริ่มต้นปีด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายในพื้นที่ธรรมชาติที่ได้รับการฟื้นฟู ถือเป็น “สัญลักษณ์เชิงสุขภาพ” ที่ชัดเจนว่า เชียงรายต้องการเดินหน้าไปสู่เมืองที่ให้ความสำคัญกับทั้งสุขภาพคนและสุขภาพสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

วิ่งหนึ่งครั้ง ได้มากกว่าหนึ่งประโยชน์ สุขภาพกาย–ใจ–สังคม

จากมุมมองทางการแพทย์ การวิ่งระยะสั้นในลักษณะ Fun Run ระหว่าง 3.5–5 กิโลเมตร ถือเป็นกิจกรรมที่เหมาะกับประชาชนทั่วไปในวงกว้าง เพราะไม่สร้างภาระต่อข้อต่อมากเกินไป แต่เพียงพอที่จะกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตและกล้ามเนื้อหัวใจให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์สำคัญของการวิ่งในลักษณะนี้ ได้แก่

  • การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Boost) ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองในระยะยาว หากทำอย่างสม่ำเสมอ
  • การกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเครียด สร้างความรู้สึกผ่อนคลาย และปรับอารมณ์ให้แจ่มใส เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเริ่มต้นปีใหม่
  • การสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม (Community Connection) เพราะการวิ่งเป็นกลุ่มเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้พูดคุย พบปะ และสร้างเครือข่ายทางสังคมที่ดี ซึ่งมีส่วนช่วยลดภาวะโดดเดี่ยวและเสริมสุขภาพจิตในระยะยาว

ในเชิงโครงสร้างระบบสุขภาพ การผลักดันให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการลดภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่กินงบประมาณด้านการรักษาเป็นสัดส่วนสูง หากประชาชนจำนวนมากหันมา “ลงทุนในสุขภาพ” ตั้งแต่วันนี้ ด้วยการวิ่ง ออกกำลังกาย และดูแลอาหารการกิน ย่อมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

เชื่อมสุขภาพกับการท่องเที่ยว เศรษฐกิจฐานรากที่เดินไปพร้อมกัน

นอกจากมิติด้านสุขภาพแล้ว กิจกรรมวิ่งรับแสงแรกที่หนองหลวงยังถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายอย่างชัดเจน ภายใต้นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 นโยบายเรือธงของ อบจ.เชียงราย

การจัดงาน Fun Run ในพื้นที่เวียงชัยเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการขับเคลื่อนกิจกรรมท่องเที่ยวของมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย (Chiang Rai Flower & Art Festival 2025/2026) ในโซนอำเภอเวียงชัย ทำให้ผู้ที่เดินทางมาร่วมงานวิ่งจำนวนไม่น้อย มีโอกาสใช้เวลาเพิ่มเติมในการเยี่ยมชมพื้นที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง ร้านอาหารท้องถิ่น และสินค้าชุมชน

เม็ดเงินที่เกิดจากค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร และการจับจ่ายซื้อของฝาก แม้จะไม่อยู่ในระดับ “มหาศาล” เทียบเท่าเทศกาลขนาดใหญ่ระดับประเทศ แต่สำหรับชุมชนรอบหนองหลวงถือเป็น “รายได้เสริม” ที่กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับทิศทางระดับชาติที่ต้องการให้การท่องเที่ยวทำหน้าที่ “กระจายรายได้สู่ชุมชน” ไม่ใช่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลักเพียงไม่กี่แห่ง

ในระดับประเทศ ข้อมูลคาดการณ์ของหน่วยงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุว่า ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า–ต้อนรับปีใหม่ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 การท่องเที่ยวจะสร้างรายได้รวมราว 38,500 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ท่ามกลางปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์บางพื้นที่ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคเหนือยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งที่ประชาชนต้องการเดินทางท่องเที่ยวมากที่สุด โดยมีสัดส่วนความนิยมราวร้อยละ 42.90

ในภาพนี้ การที่เชียงรายพยายามเติม “มิติสุขภาพ” เข้าไปในแผนงานท่องเที่ยว ไม่ว่าจะผ่านกิจกรรม Sport Tourism หรือการพัฒนาแลนด์มาร์คเชิงนิเวศ จึงสอดคล้องกับแนวโน้มของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ได้ทั้ง “ความสุข–สุขภาพ–ความหมาย” ในทริปเดียวกัน

สุขภาพดี มีรายได้ ชุมชนเข้มแข็ง

หากเชื่อมโยงทุกชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ดัชนีระบบสุขภาพของไทยที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มประเทศชั้นนำของโลก ไปจนถึงกิจกรรม “วิ่งรับแสงแรกแห่งปีที่หนองหลวงเชียงราย – Reflex Of Season Fun Run 2026” จะเห็นภาพร่วมบางประการที่ชัดเจน

หนึ่ง ประเทศไทยกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่พยายามทำให้ “สุขภาพ” ไม่เป็นเพียงภาระของระบบโรงพยาบาล แต่เป็น “วาระร่วมของสังคม” ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ระดับนโยบาย ส่วนกลาง จนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน

สอง เชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ เลือกใช้กลยุทธ์เชื่อม “สุขภาพ–การท่องเที่ยว–สิ่งแวดล้อม–เศรษฐกิจฐานราก” เข้าด้วยกัน ผ่านการพัฒนาหนองหลวงให้เป็นแลนด์มาร์คนิเวศสุขภาพ และการจัดกิจกรรม Sport Tourism ที่เปิดให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม

สาม แนวคิด “สุขภาพดี มีรายได้ ชุมชนเข้มแข็ง” ที่ อบจ.เชียงรายย้ำอย่างต่อเนื่อง กำลังถูกแปลงให้เป็นรูปธรรมผ่านงานในลักษณะนี้ นั่นคือ ประชาชนได้ออกกำลังกาย ระบบสุขภาพในอนาคตมีภาระลดลง พื้นที่สาธารณะได้รับการดูแลฟื้นฟู และเศรษฐกิจชุมชนมีโอกาสเติบโตจากการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

ในวันที่ประเทศไทยมีชื่ออยู่ใน 10 อันดับแรกของโลกด้านระบบสุขภาพ การรักษามาตรฐานดังกล่าวให้ยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือบุคลากรทางการแพทย์เพียงฝ่ายเดียว หากขึ้นอยู่กับ “ก้าวเล็กๆ” ของประชาชนทุกคนที่เลือกจะลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพตัวเอง ตั้งแต่ก้าวแรกของปีใหม่

สำหรับเชียงราย ก้าวเล็กๆ นั้นเริ่มต้นแล้วบนทางวิ่งรอบหนองหลวง ในเช้าวันที่ 1 มกราคม 2569 เมื่อคนเชียงรายจำนวนมากออกมาวิ่งรับแสงแรกแห่งปี ท่ามกลางสายลม หนองน้ำ และความหวังว่าปีใหม่นี้จะเป็นปีแห่งสุขภาพที่ดี รายได้ที่หมุนเวียน และชุมชนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เว็บไซต์ Numbeo – ข้อมูลดัชนีระบบการดูแลสุขภาพ (Healthcare Index) ปี 2025
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลจากหน่วยงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เปิดตัว “โฮงยาไทยพรีเมียม” ณ เซ็นทรัล เชียงราย ชูจุดเด่นสุขภาพพรีเมียมเข้าถึงง่าย

โฮงยาไทยพรีเมียม ก้าวใหม่ของแพทย์แผนไทยจากรั้วโรงพยาบาลสู่ใจกลางเมือง

เชียงราย – วันที่ 29 ธันวาคม 2568 โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ร่วมกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย จัดพิธีเปิด “โฮงยาไทยพรีเมียม” อย่างเป็นทางการ ภายในพื้นที่ของศูนย์การค้า โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางผู้บริหารด้านสาธารณสุข ภาคีเครือข่าย และประชาชนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

การเปิดให้บริการ “โฮงยาไทยพรีเมียม” ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์” ของระบบสาธารณสุขเชียงราย จากเดิมที่บริการแพทย์แผนไทยมักกระจุกตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ มาสู่พื้นที่ศูนย์การค้าที่ผู้คนคุ้นเคยและเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน

นายแพทย์สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กล่าวรายงานถึงที่มาและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งว่า เป้าหมายหลักของโครงการคือการยกระดับบริการแพทย์แผนไทยให้เป็นบริการสุขภาพเชิงรุกที่ประชาชน “อยากใช้” และ “เข้าถึงได้จริง” ไม่ใช่เพียงบริการทางเลือกที่อยู่ในมุมหนึ่งของโรงพยาบาลเท่านั้น

เขาระบุว่า โครงการนี้ออกแบบภายใต้แนวคิด “สุขภาพดีเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา” โดยใช้จุดแข็งของโรงพยาบาลในฐานะหน่วยบริการทางการแพทย์มาตรฐานสูง ผนวกกับจุดแข็งของเซ็นทรัล เชียงราย ในฐานะศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนเมืองและคนทั้งจังหวัด

ทำไมต้องอยู่ในห้าง เปลี่ยนภาพจำ “การไปหาหมอ” ให้ใกล้คุ้นกว่าเดิม

การตั้ง “โฮงยาไทยพรีเมียม” ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย สะท้อนวิธีคิดใหม่ในระบบบริการสาธารณสุขจังหวัด นั่นคือการพา “สุขภาพ” เข้าไปอยู่ในที่ที่คนใช้ชีวิตจริงมากขึ้น

นายแพทย์สมศักดิ์ อธิบายว่า ปัญหาสำคัญของบริการสุขภาพเชิงป้องกัน คือประชาชนจำนวนมาก “รู้ว่าควรดูแลตัวเอง แต่ไม่มีเวลา” โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่เผชิญปัญหาออฟฟิศซินโดรม ความเครียดเรื้อรัง หรืออาการปวดเมื่อยจากการใช้ชีวิตในเมือง แต่ไม่สะดวกไปโรงพยาบาลในเวลาราชการ

การวางตำแหน่ง “โฮงยาไทยพรีเมียม” ไว้ในศูนย์การค้า จึงช่วยลดทั้งอุปสรรคด้านเวลาและความรู้สึกกังวลในการไปสถานพยาบาล เพราะประชาชนสามารถแวะรับบริการระหว่างการจับจ่ายใช้สอย รับประทานอาหาร หรือพาครอบครัวมาทำกิจกรรมในห้างได้ในคราวเดียว

นอกจากนี้ จุดแข็งที่สำคัญอีกประการคือ การให้บริการ นอกเวลาราชการ ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนทำงานและครอบครัวยุคใหม่ที่ไม่สามารถลางานเพื่อไปพบแพทย์ในวันธรรมดาได้สะดวก

บริการแบบ “Wellness & Recovery” จากรักษาป่วย สู่ดูแลล่วงหน้าไม่ให้ป่วย

หัวใจของ “โฮงยาไทยพรีเมียม” ไม่ได้เน้นเพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู (Wellness & Recovery) ตามแนวโน้มสาธารณสุขยุคใหม่ที่ต้องการชะลอการเกิดโรคเรื้อรัง และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาในระยะยาว

บริการสำคัญของโฮงยาไทยพรีเมียม ประกอบด้วย

  • การตรวจประเมินสมดุลธาตุและระบบร่างกายตามศาสตร์แพทย์แผนไทย
  • การนวดรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและออฟฟิศซินโดรม
  • การประคบสมุนไพรและอบสมุนไพรเพื่อผ่อนคลายและฟื้นฟูระบบไหลเวียน
  • การให้คำปรึกษาด้านการใช้สมุนไพรและปรับสมดุลการใช้ชีวิตในแบบรายบุคคล

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลวิจัยระดับประเทศที่ชี้ว่า การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกถูกนำมาใช้ในหน่วยบริการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างแพร่หลาย โดยผลสำรวจระดับประเทศในช่วงที่ผ่านมา ระบุว่าโรงพยาบาลเกือบทั้งหมดในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีการให้บริการแพทย์แผนไทย และมีสัดส่วนผู้ป่วยนอกเข้ารับบริการด้านนี้มากกว่า 10% ของการรับบริการทั้งหมดในบางพื้นที่ แสดงให้เห็นว่า ความต้องการใช้บริการด้านภูมิปัญญาไทยในระบบสุขภาพนั้นมีอยู่จริงและมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

เซ็นทรัล เชียงราย กับบทบาท “ศูนย์กลางการใช้ชีวิตและสุขภาพของชุมชน”

ด้าน นายสายัณห์ นักบุญ General Manager ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย กล่าวต้อนรับและสะท้อนวิสัยทัศน์ของภาคเอกชนว่า การร่วมมือในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการปรับบทบาทศูนย์การค้าจาก “แหล่งช้อปปิง” ไปสู่ “ศูนย์กลางการใช้ชีวิตของชุมชน”

เขาระบุว่า การมีศูนย์บริการแพทย์แผนไทยคุณภาพสูงตั้งอยู่ภายในห้าง จะช่วยสร้าง “ระบบนิเวศด้านสุขภาพ” (Health & Wellness Ecosystem) ที่ครบวงจรมากขึ้น ประชาชนสามารถมาออกกำลังกายในโซนฟิตเนส เลือกอาหารสุขภาพ และรับบริการเวชกรรมแผนไทยได้ในสถานที่เดียว

แนวคิดนี้อยู่บนทิศทางเดียวกับกลุ่มศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในประเทศ ที่เริ่มพัฒนาโซนด้านสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัยในศูนย์การค้าระดับแฟลกชิปในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น การขยายโมเดลดังกล่าวสู่ภูมิภาค เช่น เชียงราย จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของการกระจายบริการสุขภาพคุณภาพสู่หัวเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

เชียงรายในฐานะเมืองสุขภาพ เชื่อม “โฮงยาไทยพรีเมียม” เข้ากับภาพใหญ่จังหวัด

เชียงรายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เดินหน้าสร้างภาพลักษณ์เมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทั้งในมิติศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ และไลฟ์สไตล์สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเมืองสู่ “Wellness City” การจัดงานวิ่งและกิจกรรมกีฬามวลชน ตลอดจนการผลักดันคลินิกและบริการสุขภาพทางเลือกหลากหลายรูปแบบในเขตเมือง

การเปิด “โฮงยาไทยพรีเมียม” จึงเสมือนการต่อจิ๊กซอว์สำคัญให้แผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของจังหวัดสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อแพทย์แผนไทยถูกยกระดับจากบริการเสริมภายในโรงพยาบาล มาเป็น “บริการด้านไลฟ์สไตล์สุขภาพ” ที่สามารถเข้าถึงได้ในพื้นที่การใช้ชีวิตประจำวันของคนเมืองและนักท่องเที่ยว

ในเชิงเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) การมีบริการลักษณะนี้ในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ยังสามารถดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อด้าน Wellness ทั้งจากในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกที่เศรษฐกิจ Wellness มีมูลค่าขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามรายงานขององค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง

มองไกลกว่า “จุดให้บริการเพิ่ม” ความหมายในระดับนโยบายและโครงสร้างระบบสุขภาพ

หากมองในระดับโครงสร้างระบบสุขภาพ การเปิดโฮงยาไทยพรีเมียมในศูนย์การค้า สามารถตีความได้ว่าเป็นก้าวสำคัญใน 3 ด้าน

  1. การขยายจุดบริการ (Service Expansion) จากโรงพยาบาลสู่ชุมชนเมือง
    โครงการนี้ทำให้ประชาชนมี “จุดสัมผัส” (Touchpoint) กับระบบสาธารณสุขมากขึ้น โดยเฉพาะบริการที่ไม่เน้นการรักษาเฉียบพลัน แต่เน้นการป้องกัน ฟื้นฟู และดูแลระยะยาว ซึ่งเป็นหัวใจในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต
  2. การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แพทย์แผนไทย
    ในอดีต การแพทย์แผนไทยอาจถูกมองว่าเป็นทางเลือกสำหรับคนบางกลุ่ม แต่การนำบริการเข้าสู่พื้นที่ศูนย์การค้าสมัยใหม่ ภายใต้คำว่า “พรีเมียม” ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย น่าเชื่อถือ และอยู่ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพชัดเจน สอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลกที่สนับสนุนการบูรณาการการแพทย์ดั้งเดิมเข้ากับระบบสุขภาพกระแสหลักอย่างมีมาตรฐาน
  3. ต้นแบบความร่วมมือรัฐ–เอกชนในมิติสุขภาพ (Public–Private Partnership)
    การร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ของรัฐ กับศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย แสดงให้เห็นถึงโมเดลความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายต่างใช้จุดแข็งของตัวเองมาช่วยกันยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งด้านพื้นที่ บุคลากร และการสื่อสารกับสาธารณชน

เสียงจากผู้บริหาร สุขภาพที่ “เข้าถึงง่ายและมีศักดิ์ศรี” สำหรับคนเชียงราย

ในพิธีเปิด นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวแสดงความยินดีและสนับสนุนแนวคิดของโครงการ โดยเน้นย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความตั้งใจร่วมกันของทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ในมุมของโรงพยาบาล นายแพทย์สมศักดิ์ เน้นว่า โฮงยาไทยพรีเมียมไม่ใช่เพียง “คลินิกนวดแผนไทยในห้าง” แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขของจังหวัด ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และสร้างทางเลือกที่มีมาตรฐานสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

ขณะที่ นายสายัณห์ ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน ย้ำว่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย พร้อมทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ให้หน่วยงานด้านสุขภาพ สถานศึกษา หน่วยงานรัฐ และชุมชน เข้ามาจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์สร้างสรรค์ในอนาคต เพื่อให้ศูนย์การค้ากลายเป็นพื้นที่เรียนรู้และดูแลตัวเองของคนทุกวัย ไม่ใช่เพียงพื้นที่บริโภคสินค้าและบริการเชิงพาณิชย์เท่านั้น

จากโครงการนำร่องสู่ความหวังระยะยาวของคนเชียงราย

เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างระบบสุขภาพไทยในปัจจุบัน ที่ต้องเผชิญทั้งภาระโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น สังคมสูงวัย และข้อจำกัดด้านงบประมาณ การลงทุนในบริการสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู เช่น โฮงยาไทยพรีเมียม จึงมีศักยภาพที่จะช่วยลดภาระในระยะยาว หากสามารถบริหารจัดการให้เกิดการใช้บริการอย่างต่อเนื่องและเข้าถึงได้จริง

สำหรับจังหวัดเชียงรายเอง การมีโมเดล “โรงพยาบาลร่วมมือกับศูนย์การค้า” ในการขยายบริการแพทย์แผนไทย อาจกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นในภูมิภาคเหนือหรือทั่วประเทศนำไปปรับใช้ โดยเฉพาะในหัวเมืองที่มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่และมีบทบาทเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของพื้นที่

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของโครงการนี้จะไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ใช้บริการเพียงช่วงเปิดตัว แต่จะสะท้อนจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า คนเชียงรายมีสุขภาพดีขึ้นจากการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันมากขึ้นหรือไม่” หากคำตอบคือ “ใช่” โฮงยาไทยพรีเมียม ก็จะไม่ใช่แค่ชื่อคลินิกในห้าง แต่จะเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปวิธีคิดเรื่องสุขภาพของทั้งเมือง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
  • กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • ภาพ : Suchat Santhong 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ENVIRONMENT

มาตรการแก้ฝุ่น PM 2.5 เชียงรายปี 2569 ชูนวัตกรรมไบโอชาร์และสวนลดฝุ่น สร้างเศรษฐกิจสีเขียว

เชียงรายรุกนวัตกรรมและมาตรการเข้ม สู้ศึกฝุ่น PM 2.5 ปี 2569

เชียงราย,26 ธันวาคม 2568 – ขณะที่ฤดูหนาวกำลังเข้าสู่จังหวัดเชียงราย ท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นสบาย ภาพของทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามกลับถูกบดบังด้วยความกังวลเรื่องหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่กำลังจะกลับมาอีกครั้ง แต่ในปีนี้ จังหวัดเชียงรายไม่ได้นิ่งนอนใจ หากแต่ได้เตรียมความพร้อมรับมือด้วยมาตรการที่เข้มข้นและนวัตกรรมที่น่าจับตามอง พร้อมสร้างแบบอย่างใหม่ในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน

สถานการณ์ปัจจุบัน เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 รายงานสถานการณ์จุดความร้อน (Hotspots) ในจังหวัดเชียงรายพบจำนวน 6 จุด กระจายอยู่ที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง 2 จุด อำเภอขุนตาล 2 จุด อำเภอแม่สรวย 1 จุด และอำเภอเชียงของ 1 จุด โดยส่วนใหญ่พบในพื้นที่นาข้าวและพื้นที่เกษตรกรรมอื่นๆ แม้ว่าค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในเมืองเชียงราย แม่สาย และเชียงของ ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร แต่ทุกภาคส่วนต่างตระหนักดีว่านี่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของปัญหาที่อาจบานปลายได้หากไม่มีการป้องกันอย่างจริงจัง

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ภาคการเกษตร ครั้งที่ 4/2568 ว่า สถานการณ์จุดความร้อนในพื้นที่เกษตรกรรมระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 11 ธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคเหนือที่มีจุดความร้อนสะสมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์ 176 จุด เชียงราย 158 จุด และพิจิตร 105 จุด

ภาพรวมระดับประเทศ ลดลงแต่ยังไม่พอ

ตัวเลขสถิติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แสดงให้เห็นความก้าวหน้าที่น่าชื่นชม ประเทศไทยมีจำนวนจุดความร้อนสะสมทั้งหมดทั่วประเทศลดลง 43% จาก 4,862 จุดในปี 2567 เหลือ 2,772 จุดในปี 2568 โดยเฉพาะจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรกรรมลดลงถึง 49% จาก 3,025 จุด เหลือ 1,533 จุด ในส่วนของจุดความร้อนในเขตปฏิรูปที่ดิน (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) ก็ลดลง 44%

แต่สิ่งที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนสำคัญคือ แม้ภาคเกษตรจะลดการเผาลงได้มากกว่า 40% แต่ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยรวมยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองที่ค่าฝุ่นกลับสูงขึ้นก่อนฤดูการเผาในภาคเกษตรจะเริ่มต้น สะท้อนให้เห็นว่าปัญหามาจากหลายแหล่งกำเนิดและปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา ไม่เพียงแต่ภาคเกษตรเท่านั้นที่ต้องแก้ไขปัญหา แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ข้อมูลจากกรุงเทพมหานครระบุถึงสาเหตุการเกิดฝุ่น PM 2.5 หลัก 3 ประการ ได้แก่ สภาพอากาศปิด โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมของทุกปี การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ในเขตเมือง และการเผาชีวมวลในภาคเกษตรกรรม ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากฝีมือมนุษย์ จึงน่าจะสามารถบริหารจัดการได้หากมีความตั้งใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

มาตรการ “งดเผาเด็ดขาด” จากกองอำนวยการจังหวัด

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอปภ.จ.เชียงราย) ได้ออกประกาศขอความร่วมมือเชิงรุกอย่างชัดเจน โดยขอให้งดการเผาในที่โล่งทุกชนิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกำหนดมาตรการหลายด้านเพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นจากความตระหนักว่าในช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องจนถึงฤดูร้อนของทุกปี มักเกิดสถานการณ์ปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็กมีค่าสูงเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เป็นสาเหตุสำคัญก่อให้เกิดวิกฤตมลพิษหมอกควัน ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และทัศนวิสัยในการคมนาคมทั้งทางบกและทางอากาศ

มาตรการสำคัญที่กำหนดขึ้น ประกอบด้วย

  1. การควบคุมการเผาอย่างเข้มงวด ขอความร่วมมืองดการเผาทุกประเภท ทั้งเศษวัสดุทางการเกษตรและขยะมูลฝอยในที่โล่ง ทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท รวมถึงในสถานที่ราชการ เอกชน ที่สาธารณประโยชน์ พื้นที่เกษตรกรรม บ้านเรือนที่อยู่อาศัย และพื้นที่อื่นๆ โดยให้ปรับเปลี่ยนวิธีการกำจัดจากการเผาเป็นการนำไปใช้ประโยชน์หรือย่อยสลายด้วยวิธีที่เหมาะสม
  2. การบริหารจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ กำหนดให้มีการควบคุมฝุ่นละอองและฝุ่นควันจากถนน การก่อสร้างอาคาร การประกอบกิจการอุตสาหกรรม และโรงงาน โดยใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการป้องกัน มีการเก็บกวาดวัสดุที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง การล้างถนนและสถานที่ประกอบการ รวมถึงการฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ โดยเฉพาะในช่วงเวลา 06.00 – 08.00 น. และ 18.00 – 20.00 น. หรือตามความเหมาะสม
  3. การจัดการมลพิษจากการจราจร ตรวจและแก้ไขปัญหารถควันดำทั้งรถยนต์ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เข้มงวดให้รถบรรทุก รถขนส่งสินค้า รถขนย้ายวัสดุก่อสร้าง และรถขนส่งพืชผลทางการเกษตร ใช้ผ้าใบปกคลุมให้มิดชิด พร้อมทั้งรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในช่วงเวลาที่ค่ามลพิษทางอากาศสูง
  4. การควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงในการปล่อยฝุ่นละออง หากตรวจพบว่ามีการปล่อยมลพิษทางอากาศเกินกว่ามาตรฐาน ให้ดำเนินการแก้ไขตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  5. การจัดทำห้องปลอดฝุ่น (Safety Zone) กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจัดทำห้องปลอดฝุ่นในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์วิกฤตหมอกควันที่มีค่าฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน

นวัตกรรมเปลี่ยน “เศษวัสดุ” เป็น “ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง”

หากมาตรการข้างต้นเป็นการแก้ปัญหาแบบตัดวงจรการเผา นวัตกรรมที่จังหวัดเชียงรายนำเสนอในครั้งนี้คือการเปลี่ยนต้นตอของปัญหาให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายรุจิศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการและงาน Kick off เปิดตัว “โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน” ณ วัดหนองปึ๋ง ตำบลจันจว้าใต้ อำเภอแม่จัน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน เกษตรกร และยุวชนจากโรงเรียนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

โครงการนี้เป็นความตั้งใจของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มุ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นวัตกรรมที่โดดเด่นประกอบด้วย

  1. แอปพลิเคชันบริหารจัดการวัสดุเหลือทิ้ง เป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ประกอบการที่ต้องการวัสดุเหลือทิ้ง สร้างธรรมาภิบาลในการจัดการทรัพยากร เปลี่ยนเศษวัสดุให้เกิดมูลค่าและลดปัญหาการเผาอย่างเป็นระบบ
  2. การแปรรูปเศษวัสดุเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง นำเปลือกข้าวโพด ตอซังข้าว และเศษไม้มาแปรรูปเป็นภาชนะรักษ์โลก ถาดรองไข่ คอนกรีตบล็อกประสานจากไบโอชาร์ และถ่านไบโอชาร์ ช่วยหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่อย่างคุ้มค่า
  3. เทคโนโลยีเตาเผาต่อเนื่อง พัฒนาเตาเผาสำหรับไบโอชาร์ที่เชื่อมต่อกับเตาเผาเซรามิก เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดมลพิษจากการเผาไหม้ และสามารถกักเก็บน้ำส้มควันไม้ได้ 100% เพื่อส่งเสริมการเกษตรปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  4. เจลหน่วงไฟจากธรรมชาติ วิจัยและพัฒนาเพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า ปกป้องระบบนิเวศและสุขภาวะของประชาชน โดยใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100%
  5. วัสดุกรองอากาศประสิทธิภาพสูง พัฒนาจากไบโอชาร์ สามารถลดค่าฝุ่น PM 2.5 ได้ถึง 85-98% รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในงานถนนลาดยางมะตอย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสารพิษก่อมะเร็งบนท้องถนน

ผลสำเร็จของโครงการจะถูกต่อยอดผ่านการจัดตั้ง “ศูนย์ฝึกอบรมอาชีพและสาธิตการแปรรูปวัสดุชีวภาพ” เพื่อมอบให้เป็นแหล่งเรียนรู้คู่ชุมชน ณ ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน สร้างความเชื่อมั่นว่านวัตกรรมของไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

สวนต้นแบบลดฝุ่น” และเกษตรทางเลือก

นอกจากนวัตกรรมที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีแล้ว การใช้พลังของธรรมชาติในการดักจับฝุ่นก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกันเปิดตัว “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” ณ โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย

นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือที่ได้พัฒนาสวนต้นแบบซึ่งใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นเป็นกลไกในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากระบบที่มีการเผามาเป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย อธิบายว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” โดย วว. และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ร่วมกับโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย จัดทำสวนต้นแบบเพื่อแสดงศักยภาพของไม้ดอกไม้ประดับในการลดฝุ่นในเขตเมือง

ทีมนักวิจัย วว. ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย โดยได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดอกแอสเตอร์ หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้

ที่สำคัญคือ โครงการนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาทต่อราย

ดร.วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คณะนักวิจัยได้พัฒนาสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 แห่งนี้ เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและเป็นตัวอย่างของการนำไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นมาใช้ในการลดฝุ่นในเขตเมืองอย่างสร้างสรรค์ การมีสวนต้นแบบลดฝุ่นในโรงเรียนเช่นนี้ นอกจาก

จะช่วยป้องกันผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ต่อเด็กนักเรียนแล้ว ยังเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาชุมชนในอนาคต

ถอดบทเรียนความสำเร็จจาก “โมเดลอ้อยและน้ำตาล”

หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจที่สุดของการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 คือการถอดบทเรียนจากความสำเร็จของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำมาปรับใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2568/2569 โดยการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 9/2568 มีมติเห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2568/2569 ในอัตรา 890 บาทต่อตัน ที่ระดับความหวาน 10 ซี.ซี.เอส. พร้อมกำหนดอัตราขึ้นลงของราคาอ้อยที่ 53.40 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส.

มาตรการจูงใจที่สำคัญ ได้แก่

  1. มาตรการด้านราคา กำหนดราคาอ้อยขั้นต้นที่ชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร พร้อมโบนัสสำหรับอ้อยสดสะอาด 100%
  2. การควบคุมการรับอ้อยเผา กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยเผาเข้าหีบได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน และให้โรงงานหยุดรับอ้อยเข้าหีบตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2569 รวมถึงรับเฉพาะอ้อยสดเข้าหีบตั้งแต่เริ่มต้นหีบอ้อยจนถึงวันเด็ก (วันที่ 10 มกราคม 2569)
  3. โครงการคนละครึ่ง Farmer Plus สนับสนุนเครื่องสาง-ตัด-กวาด-อัด-สับคลุก เพื่อการตัดอ้อยสด โดยให้โรงงานรวมกลุ่มชาวไร่อ้อยมากกว่า 4,515 กลุ่ม มีจำนวนเกษตรกรชาวไร่อ้อยรวมกลุ่มกว่า 60,000 ราย ภาครัฐสนับสนุนจัดหาอุปกรณ์ในอัตราครึ่งหนึ่งของราคาซื้อตามนโยบายคนละครึ่งของรัฐบาล
  4. มาตรการทางภาษี การลดหย่อนภาษีให้แก่โรงงานน้ำตาลที่รับอ้อยเผาตามเกณฑ์ที่กำหนด และขอลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่รับซื้อใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิง
  5. การส่งเสริมการลงทุน พิจารณาสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการนำเข้ารถตัดอ้อยแบบปลอดอากร เพื่อให้โรงงานน้ำตาลและเกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถนำเข้ารถตัดอ้อยใหม่ขนาดใหญ่จากต่างประเทศมาใช้งาน

มาตรการระดับกระทรวง ครบวงจรและเป็นระบบ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมมาตรการกำจัดปัญหาฝุ่นละอองในปีงบประมาณ 2569 อย่างครอบคลุม ประกอบด้วย

  1. การดัดแปรสภาพอากาศ จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยงเกิดมลภาวะในช่วงเดือนธันวาคม 2568 – พฤษภาคม 2569 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นจำนวน 12 วัน พบว่าค่าคุณภาพอากาศ (AQI) ดีขึ้น 83.33% และปริมาณฝุ่นลดลงเฉลี่ย 36.6%
  2. การขยาย GAP ปลอดการเผา กำหนดเป้าหมายขยายการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices – GAP) ปลอดการเผาให้ได้ 10,000 แปลง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชมูลค่าสูงแทนข้าวโพด และแนะนำให้ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังลดการเผา ในปี 2568 มาตรฐาน GAP PM2.5 Free Plus ได้ให้การรับรองเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไปแล้ว 4,431 แปลง จากพื้นที่ทั้งหมด 41,055 ไร่
  3. การส่งเสริมการไถกลบตอซัง ส่งเสริมการไถกลบตอซังและผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการเผาในพื้นที่เป้าหมายรวม 23,000 ไร่ ซึ่งในปี 2568 พบว่าพื้นที่รณรงค์ 73 จังหวัด มีจุด Hotspot ลดลง 35.59% และสามารถลดการปล่อย PM2.5 ได้ถึง 160 ตัน
  4. โครงการ “ฟางมา…วัวอิ่ม” พัฒนาเทคโนโลยีจัดการเศษวัสดุการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ โดยในปี 2568 ดำเนินการในพื้นที่ 4,300 ไร่ ลดปริมาณฝุ่นได้ประมาณ 14,000 กิโลกรัม และกำหนดเป้าหมายปี 2569 ส่งเสริมในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 2,700 ไร่
  5. โครงการ “ฟางมา…ปลาโต” นำฟางข้าวและตอซังมาสร้างอาหารธรรมชาติในบ่อปลา โดยในปี 2568 ใช้เศษวัสดุ 278,146 กิโลกรัม จาก 4 จังหวัด (เชียงราย พะเยา นครพนม และกาฬสินธุ์) ช่วยลดการเกิด PM 2.5 ได้ถึง 3,431 กิโลกรัม และกำหนดแผนปี 2569 ขยายผลเป็น 10 จังหวัด เกษตรกร 250 ราย ตั้งเป้าลดการเผาตอซัง 100,000 กิโลกรัม
  6. โครงการลดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน ปี 2569 มีเป้าหมาย 12,000 ไร่ เกษตรกร 1,200 ราย ใน 55 จังหวัด โดยจัดตั้งศูนย์รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งได้เปิดศูนย์ในภาคเหนือแล้ว 17 แห่ง และมีแผนจะเปิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีก 20 ศูนย์ และภาคกลาง 18 ศูนย์เพิ่มเติม

การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงาน

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบแนวทางปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานให้กับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อมุ่งหน้าสู่การบริหารจัดการเชิงรุกที่มีข้อมูลเป็นฐาน (Data-Driven Management) โดยถอดแบบความสำเร็จจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีมาตรการทางกฎหมาย การส่งเสริม และการเพิ่มมูลค่าในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยอย่างชัดเจน

โดยขอให้จัดตั้งกลุ่มภารกิจ (Cluster) รับผิดชอบเฝ้าระวังพื้นที่การเกษตรเป็นรายภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมการข้าวเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคเหนือ กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคกลาง และสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฝ่ายเลขานุการเป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้การติดตามและแก้ไขปัญหามีความเป็นเอกภาพและวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการยกระดับการทำงานจากการเป็นเพียง “คณะประชุม” สู่การเป็น “คณะทำงานบริหารจัดการ” อย่างแท้จริง

จากวิกฤตสู่โอกาส

การที่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานต่างๆ เตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในปี 2569 ด้วยมาตรการที่หลากหลายและครอบคลุมนี้ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ที่สำคัญ จากการมองปัญหาเป็นเพียงวิกฤตที่ต้องแก้ไข มาสู่การมองเป็นโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ที่ยั่งยืน

การผสมผสานระหว่างมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวด นวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ และการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ คือสูตรสำเร็จที่จังหวัดเชียงรายกำลังนำเสนอให้กับประเทศ แม้ว่าตัวเลขสถิติจะแสดงให้เห็นว่าปัญหาลดลงอย่างชัดเจน แต่การที่ค่าฝุ่นในเขตเมืองยังคงสูงขึ้นก็เตือนใจเราว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของภาคเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง

จังหวัดเชียงรายตั้งเป้าเป็นจังหวัดต้นแบบที่ใช้ทั้ง “กฎหมายเข้ม” และ “นวัตกรรมสร้างรายได้” เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน หากความพยายามเหล่านี้ประสบความสำเร็จ จะไม่เพียงแต่แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เท่านั้น แต่จะสร้างแบบอย่างของการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศได้

การต่อสู้กับฝุ่น PM 2.5 ในปี 2569 จะเป็นการทดสอบที่สำคัญ ว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสได้หรือไม่ และจังหวัดเชียงรายกำลังนำทางด้วยความมุ่งมั่นและนวัตกรรมที่น่าจับตามอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (กอปภ.จ.เชียงราย)
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม
  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
  • สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

7 แลนด์มาร์คแสงศิลป์ หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568 ปลุกมนต์เสน่ห์ล้านนายามค่ำคืน

เชียงรายเปิดเมืองศิลปะยามค่ำคืน “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568” ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เมืองท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่สายตาชาวโลก

เชียงราย, 25 ธันวาคม 2568 – แสงสีที่ค่อย ๆ ทอประกายเหนือท้องฟ้ายามค่ำคืนใจกลางเมืองเชียงรายในช่วงปลายเดือนธันวาคมปีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงฉากสวยงามของเทศกาลท่องเที่ยวปลายปีเท่านั้น หากยังสะท้อน “ทิศทางใหม่” ของจังหวัดเชียงรายที่กำลังก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ตามยุทธศาสตร์อาเซียนฉบับใหม่ และแนวคิด “เมืองแห่งการเรียนรู้” ขององค์การยูเนสโก ผ่านการจัดงาน “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568 – Heart Art Light” ควบคู่กับกิจกรรม “Learning Space” ที่บูรณาการการท่องเที่ยวเข้ากับการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ

การขับเคลื่อนดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจและผลกระทบจากอุทกภัยที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน แต่จังหวัดเชียงรายเลือกตอบโจทย์ด้วย “ศิลปะ แสง สี และอัตลักษณ์ท้องถิ่น” เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างภาพจำใหม่ให้กับเมืองศิลปะแห่งล้านนาเหนือ

“Heart Art Light” ปลุกชีพเมืองเก่าให้มีชีวิตในยามค่ำคืน

ค่ำวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่สถานีขนส่งแห่งที่ 1 หรือ Downtown ใจกลางเมืองเชียงราย เนืองแน่นไปด้วยประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มารอชมพิธีเปิดงาน “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568” อย่างเป็นทางการ

บนเวทีหลัก นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และ นางสาวนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย กดปุ่มเปิดม่านแสงสีภายใต้แนวคิด “Heart Art Light” สื่อถึง “หัวใจ–ศิลปะ–แสง” ที่ถูกนำมาผสานเข้าด้วยกันเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเมืองเชียงรายในมิติใหม่

เทศกาลครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 24 มกราคม 2569 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงรายและเทศบาลนครเชียงราย ตั้งเป้าให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีใหม่ และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา “เมืองท่องเที่ยวยามค่ำคืน” อย่างจริงจัง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายระบุว่า การใช้ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นจุดขาย ไม่เพียงสร้างบรรยากาศให้เมืองมีชีวิตชีวา แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและบ่งชี้ว่าจังหวัดมีความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี สอดคล้องกับนโยบาย “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ที่จังหวัดผลักดันอย่างต่อเนื่อง

7 เส้นทางแสงศิลป์ เล่าเรื่องเมืองเก่าในรูปแบบร่วมสมัย

หัวใจของเทศกาล “หลงแสง เวียงเจียงฮาย” คือการชวนผู้มาเยือน “ออกเดินทางตามแสงศิลป์” ผ่าน 7 จุดสำคัญทั่วเขตเทศบาลนครเชียงราย ซึ่งถูกออกแบบด้วยงานแสงร่วมสมัยผสมผสานกับประวัติศาสตร์และความเชื่อของชุมชน ได้แก่

  1. Downtown สถานีขนส่งแห่งที่ 1 – จุดเริ่มต้นของเส้นทางและศูนย์กลางการเดินทางของผู้คน
  2. ถนนบรรพปราการ – เส้นทางที่สะท้อนภาพเมืองเก่า ผ่านลำแสงและการจัดวางสื่อศิลปะที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดเมืองเชียงราย
  3. วัดมิ่งเมือง – ศาสนสถานสำคัญที่ถูกเติมชีวิตด้วยการจัดแสงอย่างประณีต ให้ผู้มาเยือนสัมผัสความศรัทธาในมิติใหม่
  4. ประตูเชียงใหม่ –แลนด์มาร์กเชิงสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อเมืองเก่าและเมืองใหม่
  5. ถนนสิงหไคล – ถนนสายเศรษฐกิจที่กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะแสงและกิจกรรมทางวัฒนธรรม
  6. อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช – ศูนย์รวมจิตใจของชาวเชียงรายที่ส่องสว่างด้วยการออกแบบแสงที่ให้เกียรติประวัติศาสตร์การสถาปนาเมือง
  7. สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา – พื้นที่สาธารณะที่ปรับแต่งด้วยแสงสีและตุงโคมล้านนา สร้างประสบการณ์เดินชมงานยามค่ำคืนอย่างรื่นรมย์

แต่ละจุดไม่ได้เป็นเพียงจุดถ่ายภาพ หากถูกออกแบบให้ “เล่าเรื่อง” ผ่านการผสมผสานระหว่างแสง สี เสียง และองค์ประกอบศิลป์ร่วมสมัย เพื่อให้ผู้เดินชมสามารถรับรู้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และจิตวิญญาณของเมืองในคราวเดียวกัน

เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว ยังมีกิจกรรม นักเดินทางแห่งแสง (Light Traveler)” ให้ผู้ร่วมงานเดินทางเยี่ยมชมครบทั้ง 7 จุด รับตราประทับใน Passport ของเทศกาล และนำไปแลกรับของที่ระลึกจำนวนจำกัด กลไกเล็ก ๆ นี้ไม่เพียงสร้างสีสัน แต่ยังเป็นเครื่องมือกระจายผู้คนไปทั่วเขตเมือง ลดความแออัด และเพิ่มโอกาสให้ร้านค้า–ผู้ประกอบการในจุดต่าง ๆ ได้รับรายได้มากขึ้น

นายวันชัย จงสุทธานามณี ระบุในพิธีเปิดว่า หลังสถานการณ์อุทกภัย เทศบาลนครเชียงรายจำเป็นต้องสร้าง “สัญญาณเชิงบวก” ให้กับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว กิจกรรมด้านศิลปะและการท่องเที่ยวที่จัดต่อเนื่องปลายปีนี้จึงมีเป้าหมายชัดเจนในการฟื้นฟูบรรยากาศเมืองและกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยในเขตเทศบาล

“Learning Space” พื้นที่เรียนรู้ที่เชื่อมเมืองท่องเที่ยวกับเมืองแห่งการเรียนรู้

หากเทศกาลแสงสีเป็นการเล่าเรื่องเมืองในยามค่ำคืน กิจกรรม “Learning Space” ที่เปิดตัวในวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ณ อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงรายแห่งที่ 1 คือ “อีกครึ่งหนึ่ง” ของยุทธศาสตร์ที่นำการท่องเที่ยวมาผูกกับการพัฒนาคนและชุมชน

กิจกรรมนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–29 ธันวาคม 2568 รวม 6 วัน ภายใต้โครงการปีส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย มีเป้าหมายชัดเจนในการสร้าง ตลาดการเรียนรู้” ที่เชื่อมต่อแหล่งเรียนรู้ในจังหวัดเข้ากับเส้นทางท่องเที่ยว เพื่อสนับสนุนแนวคิด “เมืองแห่งการเรียนรู้” ตามกรอบขององค์การยูเนสโก

ภายในงานมีการรวบรวม แหล่งเรียนรู้ 30 แห่ง จากทั่วจังหวัด แบ่งออกเป็น 6 ด้านสำคัญ ได้แก่

  1. ศิลปะและสถาปัตยกรรม
  2. อาหาร ชา และกาแฟ
  3. ธรรมชาติและการเกษตร
  4. ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีและประวัติศาสตร์
  5. วิถีชีวิต ผ้าล้านนา และชาติพันธุ์
  6. กีฬา นันทนาการ และสุขภาพ

แต่ละแหล่งเรียนรู้ได้นำเสนอทั้งนิทรรศการ เวิร์กช็อป และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัส “ของจริง” ทั้งในแง่ภูมิปัญญาและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มชุมชนที่พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

นายชูชีพ พงษ์ไชย เน้นย้ำในพิธีเปิดว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวของเชียงรายจะต้องไม่หยุดอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนและชุมชนให้เข้มแข็ง สร้าง “รายได้” ควบคู่กับ “รากฐานความรู้” เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

ด้านนายวันชัย จงสุทธานามณี มองว่า Learning Space คือเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก แหล่งเรียนรู้ในชุมชน และกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ได้แสดงศักยภาพต่อสายตานักท่องเที่ยว รวมทั้งเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวรายใหญ่ในอนาคต

ขณะเดียวกัน นางสาวนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ชี้ว่ากิจกรรม Learning Space เป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการท่องเที่ยวเชียงรายให้เข้าสู่มาตรฐาน “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีความหมายต่อผู้เดินทาง มากกว่าการท่องเที่ยวแบบแวะถ่ายภาพแล้วจากไป

ครัวอาข่าบ้านผาหมี และ “รากชู” สมุนไพรที่เล่าเรื่องชาติพันธุ์บนโต๊ะอาหาร

หนึ่งในไฮไลต์ของ Learning Space ปีนี้ คือการนำเสนอ “การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บ้านผาหมี” ตำบลห้วยน้ำขุ่น ซึ่งเป็นชุมชนชาวอาข่าที่ได้รับการยอมรับในด้านกาแฟคุณภาพและการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน

ภายใต้แนวคิด ตามหารากชู ชูรสชาติแห่งดอย สูตรลับแห่งขุนเขา” นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้การทำอาหารอาข่า โดยเฉพาะเมนูน้ำพริกรากชูที่ใช้สมุนไพรหายากรสเผ็ดร้อนเป็นส่วนผสมหลัก “รากชู” ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบในครัว แต่เป็นตัวแทนภูมิปัญญาการกินของชาวอาข่าที่ผูกพันกับภูเขาและป่าไม้รอบหมู่บ้านมาหลายชั่วอายุคน

การนำเรื่องราวของรากชูและครัวอาข่ามาเชื่อมกับเทศกาลแสงสีและพื้นที่การเรียนรู้ ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสเชียงรายในฐานะ “เมืองหลากหลายชาติพันธุ์” ที่มีทั้งศิลปะร่วมสมัยและภูมิปัญญาดั้งเดิมอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแผนการท่องเที่ยวอาเซียน ปี 2569–2573 ที่เน้นการท่องเที่ยวคุณภาพสูง เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านเทศกาลแสง–เทศกาลดอกไม้–งานประเพณีสำคัญ

เทศกาล “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568” ไม่ได้ถูกออกแบบให้โดดเดี่ยว หากเชื่อมต่อกับปฏิทินการท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดอย่างเป็นระบบ

ช่วงเวลาเดียวกัน จังหวัดเชียงรายยังจัด มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ณ หนองหลวง ระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นงานระดับภูมิภาคที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และเตรียมต่อเนื่องด้วย งานพ่อขุนเม็งรายมหาราช ระหว่างวันที่ 26 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2569

การวางปฏิทินเช่นนี้ทำให้เชียงรายมี “คลื่นนักท่องเที่ยว” ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ สร้างโอกาสในการจับจ่ายใช้สอยแก่ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ รถเช่า และสินค้า OTOP ทั่วจังหวัด โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครเชียงรายและอำเภอใกล้เคียง

แม้จะยังไม่มีตัวเลขสถิติรายได้จากเทศกาลหลงแสงฯ อย่างเป็นทางการ แต่จากประสบการณ์ในหลายจังหวัดที่ใช้เทศกาลแสงสีเป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยว พบว่ารูปแบบกิจกรรมยามค่ำคืนมีแนวโน้มช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างคืน และเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อผนวกกับกิจกรรม Learning Space ที่เปิดพื้นที่ให้ชุมชน นำสินค้าและองค์ความรู้ของตนเองมาเสนอโดยตรง ยิ่งทำให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวมีโอกาส “ไหลลงสู่ฐานราก” มากขึ้น

เชียงรายบนเส้นทางเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ ศิลปะ วัฒนธรรม และการเรียนรู้ในทิศทางเดียวกัน

หากมองภาพรวม จะเห็นได้ว่าการจัดงานหลงแสงฯ และ Learning Space ในปลายปี 2568 ไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะครั้ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “โมเสกยุทธศาสตร์” ที่จังหวัดเชียงรายกำลังประกอบขึ้น

ด้านหนึ่ง เมืองกำลังใช้ศิลปะและแสงสีสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของพื้นที่เมืองเก่า ยกระดับให้เป็นเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่มองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงศิลปะและวัฒนธรรม

อีกด้านหนึ่ง จังหวัดกำลังผลักดันแนวคิดเมืองแห่งการเรียนรู้ ผ่านการเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ 30 แห่ง ครอบคลุมทั้งศิลปะ อาหาร ธรรมชาติ ศาสนา วิถีชีวิต และกีฬา ให้เป็น “ห้องเรียนเปิด” สำหรับทั้งนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่

เมื่อสองมิตินี้มาบรรจบกัน เชียงรายจึงไม่ได้เป็นเพียง “เมืองแวะเที่ยว” หากกำลังกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้มาเยือนสามารถใช้เวลาเรียนรู้ ทำกิจกรรม และใช้จ่ายในชุมชนได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน คนเชียงรายเองก็ได้เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาและพื้นที่ของตนในมิติที่ลึกกว่าเดิม

แสงสีที่ปลุกเมือง…และปลุกอนาคตเศรษฐกิจท้องถิ่น

แสงจากเทศกาล “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568” อาจดับลงเมื่อถึงวันที่ 24 มกราคม 2569 แต่คำถามสำคัญสำหรับเชียงรายคือ แสงจากการพัฒนาเมืองเชิงสร้างสรรค์และการเรียนรู้จะส่องทางไปได้ไกลเพียงใด

จากการออกแบบกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน การใช้ศิลปะและอัตลักษณ์ชาติพันธุ์เป็นจุดขาย และการวางปฏิทินท่องเที่ยวเชื่อมโยงกันทั้งเทศกาลแสง เทศกาลดอกไม้ และงานประเพณีสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าจังหวัดกำลังเดินบนเส้นทางที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

หากสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับนักท่องเที่ยว และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนอย่างแข็งแรง เชียงรายย่อมมีศักยภาพที่จะยืนยันสถานะ “เมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์แห่งล้านนาเหนือ” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

สำหรับนักท่องเที่ยว การออกเดินทางตามแสงศิลป์ทั้ง 7 จุด การชิมน้ำพริกรากชูบนดอยสูง หรือการเรียนรู้เรื่องราวของผ้าล้านนาใน Learning Space อาจเป็นเพียงประสบการณ์หนึ่งค่ำคืน แต่สำหรับชุมชนท้องถิ่น แสงเหล่านี้คือความหวังใหม่ของรายได้ โอกาส และอนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรม “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568 – Heart Art Light”
  • ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรม “Learning Space” และปีส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

ส่อง “เวียงแก่นโมเดล” เพาะเห็ดฟางจากซังข้าวโพด นวัตกรรมลดเผา-ลดหมอกควันข้ามแดนที่ยั่งยืน

เปลี่ยนเศษวัสดุเป็นรายได้ “เวียงแก่นโมเดล” เพาะเห็ดฟางจากซังข้าวโพด ทางรอดใหม่ลดเผา–ลดหมอกควันข้ามแดน

เชียงราย, 25 ธันวาคม 2568 – ทุกฤดูแล้งของภาคเหนือ ภาพควันไฟที่ลอยคลุ้งเหนือภูเขาและไร่นาในหลายจังหวัดมักหวนกลับมาเป็นวาระแห่งชาติอยู่เสมอ การเผาฟางข้าว เปลือกข้าวโพด และซังข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยว แม้จะเป็นวิธีจัดการเศษวัสดุที่คุ้นชินของเกษตรกร แต่กลับกลายเป็นต้นทางสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 และหมอกควันข้ามแดนที่กระทบต่อทั้งสุขภาพประชาชนและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่ยืดเยื้อมานาน อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและชายแดนที่ต้องเผชิญกับปัญหาหมอกควันอย่างต่อเนื่อง กำลังทดลอง “คำตอบใหม่” ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องประชุม แต่เริ่มต้นจาก “กองซังข้าวโพด” ที่เคยถูกเผาทิ้ง

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ภายใต้โครงการ “พัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา เพื่อขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน” ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ร่วมกับทีมพัฒนาชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอเวียงแก่น จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเพาะเห็ดฟางและเห็ดแชมปิญองจากเปลือกข้าวโพดและซังข้าวโพด เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ชุมชนลดการเผา”

เป้าหมายไม่ใช่เพียงให้เกษตรกร “เรียนรู้วิธีเพาะเห็ด” แต่คือการสร้างโมเดลจัดการวัสดุเหลือใช้ที่เป็นรูปธรรม เห็นรายได้จริง จนกลายเป็นแรงจูงใจให้ชุมชน “เลิกเผาอย่างสมัครใจ”

จากเวียงแก่นสู่บ้านป่าจั่น เรียนรู้จากชุมชนต้นแบบที่เปลี่ยนซังข้าวโพดเป็นเห็ดเศรษฐกิจ

การอบรมครั้งนี้นำผู้นำชุมชน เกษตรกร เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอำเภอเวียงแก่น จำนวน 30 คน เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ บ้านป่าจั่น หมู่ 7 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ชุมชนต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่า “เปลือกและซังข้าวโพด” สามารถกลายเป็นฐานรายได้ใหม่ได้จริง

กิจกรรมจัดขึ้นในรูปแบบ “เรียนรู้จากของจริง” โดยมี

  • คุณวิลาวรรณ น้อยภา หัวหน้าโครงการฯ มอบหมายให้
  • คุณศุภาพิชญ์ สงคำ ผู้ประสานงานโครงการ พร้อมด้วยคณะวิจัย ร่วมออกแบบกระบวนการเรียนรู้
    และได้รับเกียรติจาก
  • คุณวรากร วังฐาน รองนายกเทศบาลตำบลเวียงกาหลง ให้การต้อนรับ
  • คุณสันต์ณรงค์ วีระชาติ ผู้ใหญ่บ้านป่าจั่น เป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์การเพาะเห็ดฟางและเห็ดแชมปิญองจากเปลือกและซังข้าวโพดที่ปฏิบัติจริงในชุมชน

บ้านป่าจั่นเคยเผชิญโจทย์ไม่ต่างจากเวียงแก่น คือมีเศษวัสดุทางการเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะฟางข้าว เปลือกข้าวโพด และซังข้าวโพดที่ถูกเผาทิ้งเป็นประจำทุกปี การเปลี่ยนวิธีคิดจาก “ของเหลือทิ้ง” ให้เป็น “วัตถุดิบเพาะเห็ด” จึงไม่ใช่เพียงการทดลองเชิงเทคนิค แต่เป็นการทดลอง “เปลี่ยนวิถี” ของทั้งชุมชน

จากการถ่ายทอดของผู้ใหญ่บ้านป่าจั่น เกษตรกรในพื้นที่ใช้เปลือกและซังข้าวโพดมาผ่านกระบวนการหมักและปรับสภาพให้เป็นวัสดุเพาะเห็ด ทั้งเห็ดฟางและเห็ดแชมปิญอง เมื่อเก็บผลผลิตแล้ว วัสดุที่เหลือหรือ “กากเห็ด” ยังสามารถนำไปเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือวัสดุปรับปรุงดินในแปลงเกษตร ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีและปิดวงจรการใช้ทรัพยากรอย่างครบถ้วน

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือ เกษตรกรมีรายได้เสริมหมุนเวียนจากการขายเห็ด ขณะเดียวกัน พื้นที่เผาในที่โล่งก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือ “รูปธรรม” ที่เวียงแก่นตั้งใจจะนำกลับไปขยายผลในพื้นที่ของตนเอง

ฟางข้าว–ซังข้าวโพด จากต้นเหตุหมอกควัน สู่วัตถุดิบสร้างมูลค่า

ข้อมูลจากการดำเนินโครงการระบุว่า ฟางข้าว เปลือกข้าวโพด และซังข้าวโพด เป็นเศษวัสดุที่มีปริมาณมหาศาลในอำเภอเวียงแก่น และ “ขาดรูปแบบการจัดการที่เหมาะสม” มายาวนาน เกษตรกรจำนวนมากจึงเลือกใช้วิธีเผาทิ้งในช่วงเตรียมแปลงเพาะปลูก สร้างทั้งจุดความร้อน (Hotspot) และฝุ่น PM 2.5 ที่ลอยสะสมในบรรยากาศ

โครงการของ TEI เลือกมองวัสดุเหล่านี้ผ่านมุมมองใหม่ โดยเน้นแนวคิด 3 มิติหลัก

  1. หมุนวนทรัพยากร (Circular Resource Use)
    แทนที่จะปล่อยให้ฟางและซังข้าวโพดกลายเป็นภาระของสิ่งแวดล้อม โครงการชี้ให้เห็นว่าทุกกองซังข้าวโพดสามารถแปลงร่างเป็นโรงเรือนเพาะเห็ดได้ หากมีการจัดการที่เหมาะสม เกษตรกรจะได้วัตถุดิบเพาะเห็ดที่หาได้ในพื้นที่ตนเองโดยไม่ต้องซื้อจากภายนอก
  2. สร้างรายได้เสริมอย่างเป็นรูปธรรม
    เห็ดฟางและเห็ดแชมปิญองเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสม่ำเสมอ ราคาจำหน่ายต่อกิโลกรัมสูงกว่าเมล็ดข้าวโพดหรือฟางแห้งหลายเท่า และมีรอบการเก็บเกี่ยวสั้น เมื่อเกษตรกรเห็นตัวเลขกำไรที่เกิดขึ้นจริงจากการเพาะเห็ด ก็มีแรงจูงใจชัดเจนที่จะหันหลังให้การเผา
  3. คืนอินทรียวัตถุสู่ผืนดิน
    หลังเก็บเห็ดแล้ว กากเห็ดที่เหลือไม่ได้ถูกทิ้งเป็นขยะ หากแต่นำกลับไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือวัสดุปรับปรุงดินในไร่นา ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินและลดต้นทุนปุ๋ยเคมีในระยะยาว

คุณศุภาพิชญ์ สงคำ ผู้ประสานงานโครงการ ระบุในเวทีอบรมว่า การสร้างรูปธรรมที่ “เห็นกำไรจริง” เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนพฤติกรรมการเผา หากเกษตรกรสามารถเปลี่ยนกองซังข้าวโพดให้กลายเป็นรายได้ในครัวเรือน เขาย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่จะหยุดจุดไฟด้วยตัวเอง

เมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา เชื่อมโมเดลเวียงแก่นสู่การแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน

กิจกรรมในเวียงแก่นไม่ใช่โครงการเดี่ยว หากเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความร่วมมือ “เมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา” ที่มุ่งหวังลดมลพิษหมอกควันข้ามแดนอย่างเป็นระบบ ภายใต้การสนับสนุนด้านวิชาการและงบประมาณจาก สวก. และ วช.

โจทย์สำคัญของกรอบความร่วมมือนี้คือ การหาวิธีจัดการเชื้อเพลิงทางการเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีทั้งไร่ข้าวโพดขนาดใหญ่ พื้นที่สูง และชุมชนชาติพันธุ์หลากหลาย การออกแบบโมเดลที่ใช้วัสดุในชุมชน สร้างรายได้จริง และสามารถถ่ายทอดได้โดยไม่ซับซ้อน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากต้องการให้ประเทศเพื่อนบ้านนำไปปรับใช้ร่วมกันในระยะยาว

เวียงแก่นซึ่งมีพรมแดนติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงถูกมองว่าเป็น “พื้นที่ทดลองเชิงยุทธศาสตร์” เพราะหากโมเดลเพาะเห็ดจากซังข้าวโพดประสบความสำเร็จและขยายครอบคลุมทั้งอำเภอภายในปี 2569 ตามเป้าหมายที่ผู้นำชุมชนตั้งไว้ ก็จะสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนฝั่งลาวและเมียนมาที่เผชิญปัญหาคล้ายกันได้โดยตรง

 

ประโยชน์รอบด้านของ “เห็ดเวียงแก่นโมเดล”

จากการสังเคราะห์ข้อมูลของโครงการ สามารถสรุปประโยชน์ของโมเดลเพาะเห็ดจากซังข้าวโพดใน 4 มิติหลัก ดังนี้

  1. มิติสิ่งแวดล้อม
    การนำฟางข้าวและซังข้าวโพดมาใช้เพาะเห็ดแทนการเผา ช่วยลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) และปริมาณฝุ่น PM 2.5 จากการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาหมอกควันในลุ่มน้ำโขงตอนบน แม้จะยังไม่มีตัวเลขเชิงสถิติหลังดำเนินการเต็มรูปแบบ แต่แนวโน้มการลดพื้นที่เผาจะชัดเจนขึ้นเมื่อชุมชนหันมาใช้วัสดุเหล่านี้ในโรงเรือนเพาะเห็ดอย่างแพร่หลาย
  2. มิติเศรษฐกิจครัวเรือน
    การเพาะเห็ดฟางและเห็ดแชมปิญองเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้เสริมที่หมุนเวียนรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผลผลิตทางการเกษตรเพียงชนิดเดียว ขณะเดียวกัน ครัวเรือนยังลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร เพราะสามารถบริโภคเห็ดที่เพาะเองได้โดยไม่ต้องซื้อจากตลาด
  3. มิติการเกษตรและคุณภาพดิน
    กากเห็ดหลังการเพาะถือเป็นอินทรียวัตถุคุณภาพดี เมื่อนำกลับไปปรับปรุงดินในแปลงเกษตร จะช่วยเพิ่มธาตุอาหารและโครงสร้างดินให้ร่วนซุยขึ้น เกษตรกรสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารปรับปรุงดินจากภายนอก ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการสัมผัสสารเคมีโดยตรง
  4. มิติสังคมและการพัฒนาศักยภาพผู้นำ
    การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เน้นการสร้าง “ผู้นำชุมชนที่มีความรู้” หรือ Smart Leader ให้มีทักษะทั้งด้านเทคนิคการเพาะเห็ดและความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม ผู้นำเหล่านี้จะกลับไปเป็นฟันเฟืองสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนของตนเอง ผ่านกิจกรรมฝึกอบรมย่อยหรือโครงการนำร่องในแต่ละหมู่บ้าน

ก้าวต่อไปของเวียงแก่น เป้าหมาย “เกษตรปลอดการเผา” ภายในปี 2569

หลังการศึกษาดูงานที่บ้านป่าจั่น ผู้นำชุมชน ตัวแทนท้องถิ่น และผู้บริหารโครงการมีความเห็นร่วมกันว่า เวียงแก่นจำเป็นต้อง “ยกระดับ” การเรียนรู้ครั้งนี้ให้เข้าสู่กระบวนการวางแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นทางการ

ทิศทางต่อไปของเวียงแก่นจึงประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก

  1. บรรจุโมเดลเพาะเห็ดลงในแผนงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลในพื้นที่จะพิจารณาจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรือนต้นแบบ อุปกรณ์เพาะเห็ด และการอบรมต่อเนื่อง เพื่อให้ครัวเรือนสนใจสามารถเข้าร่วมได้จริง ไม่เป็นเพียง “ความรู้บนกระดาษ”
  2. ขยายผลให้ครอบคลุมทุกตำบลในอำเภอเวียงแก่น
    จากกลุ่มนำร่อง 30 คนในครั้งแรก แผนงานระยะกลางมุ่งหวังให้มีครัวเรือนเข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนครอบคลุมทุกตำบลภายในปี 2569 ซึ่งจะทำให้เวียงแก่นเข้าใกล้เป้าหมาย “อำเภอเกษตรปลอดการเผา” อย่างเป็นรูปธรรม
  3. เชื่อมโยงเครือข่ายกับชุมชนรอบนอกและประเทศเพื่อนบ้าน
    เมื่อเวียงแก่นมีตัวอย่างความสำเร็จมากพอ โครงการเมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา สามารถใช้เวียงแก่นเป็น “ฐานเรียนรู้” ให้ชุมชนจากฝั่งลาวและเมียนมาเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อลดการเผาในระดับลุ่มน้ำและภูมิภาคต่อไป

เห็ดฟางหนึ่งดอก… จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ

กรณีศึกษา “เพาะเห็ดฟางจากซังข้าวโพดที่เวียงแก่น” ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่าที่หยั่งรากลึกในโครงสร้างเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของชุมชน ไม่อาจแก้ได้ด้วยคำขอร้องหรือมาตรการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว

เมื่อเกษตรกรถูกขอให้ “หยุดเผา” แต่ยังไม่มีทางเลือกอื่นในการจัดการเศษวัสดุและสร้างรายได้ การเผาย่อมกลับมาในทุกฤดู แต่เมื่อการเผาถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมที่สร้างรายได้จริง เพิ่มคุณภาพดิน และลดต้นทุนในระยะยาว เช่น การเพาะเห็ดจากซังข้าวโพด พฤติกรรมการเผาก็เริ่มมี “คู่แข่งที่น่าสนใจกว่า” ขึ้นมาทันที

โมเดลเวียงแก่นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ทิศทางที่เห็นชัดคือ การแก้ปัญหาหมอกควันต้องเดินคู่กันทั้ง มิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ครัวเรือน และการเสริมพลังผู้นำชุมชน หากทุกภาคส่วนยังคงจับมือกันแน่นเช่นที่เกิดขึ้นในเวทีวันที่ 23 ธันวาคม 2568 วันหนึ่งในอนาคต “กองซังข้าวโพดที่ลุกเป็นไฟ” อาจถูกจดจำในฐานะภาพอดีต ขณะที่ “โรงเรือนเห็ดฟางในเวียงแก่น” กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรปลอดการเผาที่จับต้องได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
  • โครงการพัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา เพื่อขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน
  • สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) – สวก.
  • สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
  • เทศบาลตำบลเวียงกาหลง และชุมชนบ้านป่าจั่น ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
  • ทีมพัฒนาชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

มหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025 ผนึกกำลังขับเคลื่อนเชียงรายสู่ MICE City และ City of Design

ร้อยดวงใจผ่านสี่ฤดู “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ขับเคลื่อนเชียงรายสู่เมืองไมซ์ ท่ามกลางโจทย์ภัยพิบัติและการท่องเที่ยวคุณภาพ

เชียงราย, 16 ธันวาคม 2568 – สภากาแฟครั้งแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เปิดม่านยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด พร้อมประกาศเจตนารมณ์ยกระดับเชียงรายสู่เมืองแห่งการประชุมและนิทรรศการระดับสากล ขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทุกรูปแบบ จากไฟป่า หมอกควัน ไปจนถึงแผ่นดินไหว

เวทีหารือข้อราชการสู่วาระการพัฒนาเชียงราย แสงไฟยามเย็นริมฝั่งแม่น้ำกกค่อยๆสะท้อนผิวน้ำ ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อเล่าเรื่องราวของเชียงราย บรรยากาศบริเวณสวนไม้งามริมน้ำกก ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย เต็มไปด้วยผู้นำฝ่ายบริหารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายกว่าหลายสิบหน่วยงาน ที่มาร่วมกันในกิจกรรม “สภากาแฟ” ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในรูปแบบ Dinner Talk

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองช่วง โดยช่วงแรกเวลา 17.00 น. เป็นการพบปะหารือข้อราชการ และช่วงที่สองเวลา 19.00 น. เป็นการจัดในรูปแบบ Dinner Talk ที่ผสานบรรยากาศการรับรองแขกผู้มีเกียรติเข้ากับการนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดในระยะยาว นับเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและขับเคลื่อนภารกิจจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับและอธิบายถึงความสำคัญของเวที “สภากาแฟ” ว่าเป็นกลไกที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานความมั่นคง ภาคเอกชน และสื่อมวลชน สั้นลงแต่ลึกขึ้น สามารถหารือได้ตรงประเด็นและต่อยอดไปสู่การลงมือทำได้จริง โดยเฉพาะในยุคที่เชียงรายถูกจับตามองทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการบริหารจัดการภัยพิบัติ

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งเพิ่งมาปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดครบหนึ่งเดือนพอดี (เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568) กล่าวว่า เวทีสภากาแฟลักษณะนี้เป็นโอกาสสำคัญในการทำความเข้าใจบริบทและความท้าทายของจังหวัดอย่างรอบด้าน พร้อมแสดงความชื่นชมต่อการทำงานของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เป็นผู้บริหารผู้หญิงที่เข้มแข็งและมีความสามารถ

เปิดตัว “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” ภายใต้แนวคิดแห่งศรัทธา

บนเวทีที่รายล้อมด้วยดอกไม้และงานศิลปะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ร่วมกันเปิดตัว “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” หรือ Chiangrai Flower and Art Festival 2025 ภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569

นางอทิตาธร อธิบายว่า แนวคิดของงานในปีนี้มิใช่เกิดจากการออกแบบเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากการมองย้อนกลับไปยังบาดแผลและความท้าทายที่จังหวัดเชียงรายเผชิญในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า หมอกควัน ภัยแล้ง น้ำท่วม ไปจนถึงความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว เนื่องจากจังหวัดตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนที่ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่

“ในทุกปีหลังจากจบงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนไม่เกินหนึ่งเดือน ดิฉันจะต้องกลับมาคิดว่างานในปีต่อไปเราจะจัดออกมาเป็นรูปแบบไหน แต่ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็จะนำเอาความเป็นเชียงรายมาปรากฏในสถานที่แห่งนี้เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของคนเชียงราย สำหรับการจัดงานในปีนี้ ธีมงานออกมาจากปัญหาของจังหวัดเชียงรายที่เราประสบปัญหาภัยเกือบทุกภัย ดังนั้นชาวเชียงรายจะไม่ท้อถอย เราจะต้องลุกขึ้นมายืนแล้วมองตัวเอง ย้อนรอยกลับไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดเชียงราย” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกล่าว

สี่ฤดูกาลแห่งการฟื้นคืนชีวิต

แนวคิดหลักของงานใช้ “สายน้ำ” และ “สี่ฤดูกาล” เป็นสัญลักษณ์หลักเพื่อเล่าเรื่องการฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของเชียงราย ตั้งแต่ภูมิประเทศ ทิวเขา ลำน้ำ ระบบนิเวศ ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คนและกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกัน

สวนไม้งามริมน้ำกกถูกแบ่งออกเป็น 4 โซนตาม 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิ โดยใช้การจัดวางไม้ดอกหลากหลายสายพันธุ์ผสานกับงานประติมากรรม แสง สี เสียง และเทคโนโลยีสมัยใหม่ภายใต้ธีม “เสียงสะท้อนและแสงสะท้อนแห่งกาลเวลา (The Reflex of Season)” ทั้งในยามกลางวันและกลางคืน

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเน้นย้ำว่า ทุกองค์ประกอบในสวนไม้งามไม่ได้มีไว้เพื่อถ่ายรูปแล้วผ่านไปเท่านั้น แต่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนเชียงรายได้ย้อนมองตัวเอง ระลึกถึงความอุดมสมบูรณ์ดั้งเดิมของเมือง และตั้งคำถามร่วมกันว่าจะช่วยกันพลิกฟื้นเชียงรายให้กลับมาสมบูรณ์กว่านี้ได้อย่างไร

การจัดวางดอกไม้ในสวนแห่งนี้แตกต่างจากงานดอกไม้ในจังหวัดอื่น เพราะเชียงรายเป็น “เมืองแห่งการออกแบบ (City of Design)” ภายใต้เครือข่ายสร้างสรรค์ของยูเนสโก จึงมีศิลปินอยู่มากมาย การจัดวางดอกไม้จึงถูกจัดวางด้วยรูปแบบของศิลปะผสานกับความสวยงามของดอกไม้ และในช่วงกลางคืนจะมีการเติมประติมากรรมและเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่เพื่อให้เกิดความตื่นตาตื่นใจ

สามโซนหลัก กระจายรายได้สู่ชุมชน

เพื่อลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวเฉพาะในเขตเมืองและกระจายรายได้สู่พื้นที่อื่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้วางแผนจัดงานครอบคลุม 3 โซนหลัก

โซนที่ 1: อำเภอเมืองเชียงราย – สวนไม้งามริมน้ำกก เป็นพื้นที่หลักในการจัดงานระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569 มีการจัดแสดงไม้ดอก ศิลปะ โซน Food Truck อาหารพื้นถิ่น การจำหน่ายชา กาแฟ และผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึง “ข่วงวัฒนธรรม” ที่ถ่ายทอดเรือนวิถีชีวิตล้านนาและชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่ม

ทั้งนี้จะได้รับพระกรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานในวันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งไม่เพียงยกระดับภาพลักษณ์ของงานในระดับชาติ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการรวมดวงใจชาวเชียงรายภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา”

โซนที่ 2: อำเภอเวียงชัย – หนองหลวง จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ถึง 7 มกราคม 2569 ภายใต้แนวคิด “นทีศรัทธา ธ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์” หนองหลวงเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่กว่า 9,000 ไร่ ที่ผูกโยงกับตำนานการล่มสลายของเมืองโยนกไชยบุรี มีเกาะต่างๆ ถึง 7 เกาะ โดยเฉพาะ “เกาะแม่ม่าย” ที่มีเรื่องเล่าตำนานแม่หม้ายและปลาไหลเผือก

การจัดงานในโซนนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประดับดอกไม้ แต่ยังเป็นการคืนชีวิตให้กับพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม โดยมี ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่ารัฐบาลให้ความสนใจต่อการพัฒนาพื้นที่รอบนอกเมืองอย่างจริงจัง

โซนที่ 3: อำเภอแม่สาย – วัดถ้ำเสาหินพญานาค พื้นที่ชายแดนอย่างแม่สายเคยประสบปัญหาอุทกภัยอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงใช้การจัดงานไม้ดอกที่บริเวณวัดถ้ำเสาหินพญานาคต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ตามคำร้องขอของชาวแม่สายที่ต้องการ “รื้อฟื้นชีวิตและเศรษฐกิจพื้นที่” งานจะเปิดในวันที่ 20 ธันวาคม 2568

ประติมากรรมพญานาคเกี้ยวและบรรยากาศของถ้ำเสาหินไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการลุกขึ้นยืนใหม่ของชุมชนชายแดนที่ต้องเผชิญทั้งภัยธรรมชาติและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากการค้าชายแดน

เป้าหมาย “MICE City” และการยกระดับเมือง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้เชื่อมโยงมหกรรมไม้ดอกเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดในภาพรวม โดยระบุว่าเชียงรายในวันนี้ได้รับการยอมรับในฐานะ “เมืองแห่งการออกแบบ (City of Design)” ภายใต้เครือข่ายสร้างสรรค์ของยูเนสโก ซึ่งสะท้อนผ่านจำนวนศิลปินและผลงานศิลปะที่กระจายอยู่ทั่วเมือง

งานมหกรรมไม้ดอกจึงทำหน้าที่เป็น “โชว์เคสกลางแจ้ง” ที่นำศักยภาพด้านการออกแบบของเชียงรายมาแสดงผ่านภูมิทัศน์ดอกไม้ งานประติมากรรม และแสงสีสื่อผสม โดยเชียงรายเลือกใช้ศิลปะและการออกแบบเป็นตัวขับเคลื่อนภาพลักษณ์จังหวัดอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยังกล่าวถึงทิศทางสำคัญ คือการผลักดันเชียงรายให้เป็น “MICE City” หรือเมืองแห่งการประชุม สัมมนา และนิทรรศการ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการที่มีผู้บริหารระดับสูงจากหลายกระทรวงและหน่วยงานสำคัญเดินทางมาศึกษาดูงานและจัดกิจกรรมในเชียงรายอย่างต่อเนื่อง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเปิดเผยว่า ในวันที่ 17 ธันวาคม จะมีผู้เข้าร่วมหลักสูตรด้านกระบวนการบริหารยุติธรรมระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมเข้ามาจำนวนกว่า 100 ท่าน และในวันที่ 18 ธันวาคม จะมีผู้เข้าร่วมหลักสูตรธรรมาภิบาลด้านการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 40 ท่าน ซึ่งล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงและบิ๊กเนมของประเทศ การต้อนรับกลุ่มผู้นำเหล่านี้ภายใต้บรรยากาศของเทศกาลไม้ดอก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างประสบการณ์เชิงบวกและต่อยอดสู่ความร่วมมือในอนาคต

โจทย์ภัยพิบัติและการเตรียมความพร้อม

แม้โทนของงานมหกรรมไม้ดอกจะเต็มไปด้วยสีสันและความสวยงาม แต่ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดต่างย้ำตรงกันว่า “เชียงรายวันนี้ต้องเผชิญโจทย์หนักด้านภัยพิบัติ” ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยเชิงโครงสร้าง

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกล่าวถึงปัญหาไฟป่า หมอกควัน PM2.5 ภัยแล้ง น้ำท่วม และความเสี่ยงแผ่นดินไหวว่า เป็นภัยแทบทุกประเภทที่จังหวัดต้องประสบ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องคิดธีมงานใหม่ทุกปี โดยย้อนกลับไปที่รากฐานความอุดมสมบูรณ์ของเชียงราย เพื่อให้คนในพื้นที่ได้ร่วมกันทบทวนและหาวิธีฟื้นฟู

ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สะท้อนมุมมองเดียวกันในเชิงนโยบาย โดยกล่าวว่าได้รับมอบหมายจากรัฐบาล โดยเฉพาะจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับ “การป้องกันมากกว่าการเยียวยา” โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ อุทกภัย ปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก และสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเน้นย้ำว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดเปรียบเสมือนพี่ใหญ่ที่ต้องช่วยบูรณาการกับทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการป้องกันก่อนที่จะเผชิญเหตุและทำการฟื้นฟูเยียวยา โดยเฉพาะเรื่อง PM2.5 และอุทกภัย

เมื่อวันเดียวกันนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ร่วมเปิดศูนย์บริหารจัดการข้อมูลด้านน้ำ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากดร.รอยบุญ รัศมีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรสารสนเทศน้ำแห่งชาติ ให้ความรู้เกี่ยวกับระบบบริหารจัดการข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่จริงได้ ซึ่งจะช่วยในการเตรียมการป้องกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ขณะที่เชียงรายกำลังถูกวางบทบาทให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สวยงามของนักท่องเที่ยวที่มีคุณค่า เมืองก็ต้องพร้อมในเวลาเดียวกันที่จะเป็นแนวหน้าในการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะยิ่งทวีความซับซ้อนในอนาคต

นายอำเภอคนใหม่ “เชียงรายคือบ้านหลังที่สอง”

อีกหนึ่งเสียงที่น่าสนใจบนเวทีสภากาแฟในค่ำคืนนั้น คือคำกล่าวของนายญาณวุฒิ สุขพิมศรี นายอำเภอเมืองเชียงรายคนใหม่ ซึ่งมาปฏิบัติหน้าที่เป็นวันที่สองพอดี แม้จะไม่ได้เป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด แต่ด้วยประสบการณ์ทำงานในจังหวัดเชียงรายรวมกว่า 15 ปี ทั้งในตำแหน่งนายอำเภอหลายอำเภอและตำแหน่งระดับจังหวัด

นายอำเภอเมืองเชียงรายกล่าวว่า “เชียงรายคือบ้านหลังที่สอง” และย้ำถึงความพร้อมที่จะทำงานประสานกับทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเคยดำรงตำแหน่งพนักงานรองที่อำเภอเมืองเชียงรายเมื่อปี 2550 จากนั้นมาเป็นปลัดอำเภอเมืองเชียงรายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก่อนจะไปดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดเชียงราย และออกไปเป็นนายอำเภอที่อำเภอขุนตาล แม่ลาว เวียงชัย และแม่จัน ก่อนจะกลับมาเป็นนายอำเภอเมืองเชียงรายในครั้งนี้

คำกล่าวดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงโครงสร้างการบริหาร เพราะอำเภอเมืองเชียงรายคือหัวใจของงานมหกรรมไม้ดอก ทั้งในฐานะพื้นที่จัดงานสวนไม้งามริมน้ำกก และในฐานะศูนย์รวมของกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการภัยพิบัติของจังหวัด

บูรณาการ 4 มิติสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

เมื่อมองภาพรวม “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” จึงมิใช่เพียงเทศกาลถ่ายรูปกับดอกไม้สวยงาม หากแต่ทำหน้าที่เสมือนแพลตฟอร์มบูรณาการที่เชื่อม 4 มิติหลักเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

มิติที่ 1: การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานราก การจัดงานกระจายไปยัง 3 โซนหลักใน 3 อำเภอ ช่วยเปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่น ร้านค้า ผู้ประกอบการชา กาแฟ อาหารพื้นถิ่น และผู้ผลิตสินค้าโอทอป ได้มีโอกาสพบปะนักท่องเที่ยวโดยตรงตลอดช่วงเทศกาล นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างกว้างขวาง

มิติที่ 2: อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ การนำวิถีชีวิตล้านนาและชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่มมาจัดแสดง ณ ข่วงวัฒนธรรมในสวนไม้งาม และการหยิบตำนาน “เกาะแม่ม่าย-เมืองโยนกไชยบุรี” มาเล่าใหม่ผ่านพื้นที่หนองหลวง สะท้อนความพยายามที่จะทำให้การท่องเที่ยวหยั่งลึกลงสู่รากของเรื่องเล่าท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงการมาถ่ายรูปผ่านๆ

มิติที่ 3: การวางตำแหน่งเมืองในเวทีประเทศและนานาชาติ การเชื่อมงานดอกไม้เข้ากับสถานะ “City of Design” และเป้าหมายการเป็น “MICE City” ทำให้เชียงรายถูกมองไม่เพียงในมิติเมืองท่องเที่ยวฤดูกาลหนาว แต่เป็นเมืองที่พร้อมรองรับการประชุม สัมมนา และกิจกรรมระดับชาติ-นานาชาติ โดยใช้ศิลปะ การออกแบบ และภูมิทัศน์เป็นจุดแข็ง

มิติที่ 4: การบริหารจัดการภัยพิบัติและความยั่งยืน การพูดถึงไฟป่า หมอกควัน PM2.5 น้ำท่วม ภัยแล้ง และแผ่นดินไหวบนเวทีเดียวกับการเปิดตัวเทศกาลดอกไม้ แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารจังหวัดเลือกจะมองความจริงทั้งสองด้านพร้อมกัน คือความสวยงามและความเปราะบางของเมือง และหันมาเน้นการป้องกันล่วงหน้ามากกว่าการรอเยียวยาความเสียหาย

ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

การจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ในครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการจัดงานเทศกาลธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าจังหวัดเชียงรายกำลังเตรียมความพร้อมในการยกระดับตัวเองไปสู่มิติใหม่ของการพัฒนา

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวย้ำว่า นอกจากผู้บริหารระดับสูงจากส่วนกลางที่จะเข้ามาในช่วงนี้แล้ว ยังมีผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากทั่วประเทศที่เดินทางเข้ามาศึกษาดูงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเชียงรายกำลังกลายเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการท้องถิ่นที่ผสานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการเตรียมรับมือภัยพิบัติเข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการขับเคลื่อนเชียงรายสู่เป้าหมายดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สื่อมวลชน ไปจนถึงประชาชนในพื้นที่

เวทีสภากาแฟที่จัดขึ้นในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันและหาแนวทางในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่จังหวัดกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายกล่าวทิ้งท้ายว่า “ภายใต้การจัดงานและการใช้งบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายของเรา” สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการทำงานเพื่อประชาชน

ภาพอนาคตของเชียงราย

การเปิดตัวมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 พร้อมกับการจัดสภากาแฟครั้งแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงเป็นมากกว่าการจัดงานเทศกาล แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดไปสู่เป้าหมายในระยะยาว

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เชียงรายอาจกลายเป็นต้นแบบของเมืองที่สามารถผสานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ศิลปะ และการบริหารจัดการภัยพิบัติเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว โดยใช้อัตลักษณ์ของตัวเองเป็นจุดแข็งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ นักลงทุน และผู้ประกอบการจากทั่วโลก

การเป็น “MICE City” จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการท่องเที่ยวและบริการของจังหวัด เนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อประชุมหรือสัมมนามักมีกำลังซื้อสูงและใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป อีกทั้งยังช่วยกระจายนักท่องเที่ยวให้มาตลอดทั้งปี ไม่เฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

ในขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนว่า เชียงรายเป็นเมืองที่มีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ และสามารถดูแลความปลอดภัยของผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ภายใต้แนวคิด “สายนธีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” จึงเป็นมากกว่าเทศกาลดอกไม้ธรรมดา แต่เป็นการร้อยเรื่องราวของความท้าทายและความหวังของจังหวัดเชียงรายเข้าด้วยกัน ผ่านสี่ฤดูกาลที่สะท้อนถึงวัฏจักรของชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความเข้มแข็งของผู้คนที่พร้อมจะลุกขึ้นยืนและเดินหน้าต่อไปแม้จะเผชิญกับความยากลำบาก

การกระจายงานไปยัง 3 โซนหลัก ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย และอำเภอแม่สาย ไม่เพียงช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกพื้นที่ในจังหวัดมีความสำคัญและมีศักยภาพในการพัฒนาเท่าเทียมกัน

ในขณะที่จังหวัดกำลังมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น “MICE City” และเสริมสร้างสถานะ “City of Design” เชียงรายก็ไม่ได้ลืมที่จะเตรียมรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการมองการณ์ไกลและความรับผิดชอบต่อประชาชนของผู้บริหาร

การจัดเวทีสภากาแฟในรูปแบบ Dinner Talk ที่ผสานบรรยากาศที่เป็นกันเองเข้ากับการหารือเรื่องการพัฒนาจังหวัดอย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงศิลปะการบริหารงานที่สามารถสร้างสรรค์พื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ติดตามข่าวเชิงนโยบายและการพัฒนาเมือง การจับตาดูว่าหลังม่านดอกไม้ จังหวัดเชียงรายจะสามารถแปลงบทสนทนาจากเวทีสภากาแฟและฉากอันงดงามในสวนไม้งามริมน้ำกก ให้กลายเป็นมาตรการเชิงรูปธรรมด้านการท่องเที่ยว การจัดการภัยพิบัติ และการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้มากน้อยเพียงใด จะเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องติดตามกันต่อไปในปี 2569 และปีต่อๆ ไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียงเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB)
  • สถาบันทรัพยากรสารสนเทศน้ำแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

เชียงรายยืนหนึ่ง Top 5 จุดหมายไทย! ขับเคลื่อนด้วยกระแส “Soft Power Travel” ท่ามกลางศึก Tourism War ภูมิภาค

เชียงรายยืนหนึ่งใน Top 5 จุดหมายท่องเที่ยวไทย ขับเคลื่อนด้วยกระแส “Soft Power Travel” ท่ามกลางศึก Tourism War

เชียงราย, 11 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความรุนแรงในภูมิภาคเอเชีย จังหวัดเชียงรายกลับสามารถยืนหยัดรักษาตำแหน่งเป็นหนึ่งใน 5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมสูงสุดของนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซันปลายปี (ธันวาคม 2568 – มกราคม 2569) ตามข้อมูลล่าสุดจาก Traveloka แพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทย ที่กำลังมองหา “ทริปที่มีความหมาย” มากกว่าการท่องเที่ยวเพื่อถ่ายรูปเช็กอิน ภายใต้กระแสใหม่ที่เรียกว่า “Soft Power Travel” ซึ่งเน้นการสร้างประสบการณ์เชิงลึก การเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก

กระแส “Soft Power Travel” ปรับโฉมวงการท่องเที่ยวไทย

นายชาลส์ หว่อง รองประธานฝ่ายพาณิชย์ของ Traveloka กล่าวว่า “ช่วงท้ายปีเป็นช่วงที่นักเดินทางมองหาการค้นพบและการเชื่อมโยง ไม่ใช่แค่การไปเที่ยว แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าและความหมายในชีวิต” เขาชี้ให้เห็นว่าเทรนด์ Soft Power Travel ที่กำลังครองใจนักเดินทางชาวไทยในขณะนี้ มีรากฐานมาจากความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรม อาหารไทย การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ และเสน่ห์ท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์

ข้อมูลจาก Traveloka ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2568 เผยให้เห็นภาพชัดเจนของความต้องการเดินทางที่เติบโตสูง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลปลายปี การวิเคราะห์พบว่าจุดหมายปลายทางในประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ภูเก็ต, อุดรธานี และเชียงราย ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนความนิยมที่หลากหลายทั้งทริปเมืองใหญ่ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการพักผ่อนริมทะเล

สิ่งที่น่าสนใจคือ เชียงรายซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนทางตอนเหนือ สามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมกับจุดหมายหลักอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ ด้วยจุดแข็งด้านวัฒนธรรม ธรรมชาติ และทำเลที่ตั้งบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมโยงสามประเทศ

โมเมนตัมที่ต่อเนื่อ จากไตรมาส 3 สู่ไฮซีซัน

แม้ช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 (กรกฎาคม-กันยายน) จะเป็นช่วงโลว์ซีซันของการท่องเที่ยว แต่เชียงรายกลับสามารถสร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจ จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 พบว่าจังหวัดเชียงรายต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 1,195,635 คน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 9,763.48 ล้านบาท

เมื่อพิจารณาโครงสร้างนักท่องเที่ยว พบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีจำนวน 1,043,190 คน หรือคิดเป็น 87.2% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และสร้างรายได้ถึง 8,200.37 ล้านบาท หรือคิดเป็น 84% ของรายได้รวม ในขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมีจำนวน 152,445 คน หรือ 12.8% สร้างรายได้ 1,563.11 ล้านบาท หรือ 16% ของรายได้รวม

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของตลาดภายในประเทศที่เป็นฐานรายได้หลักของเชียงราย และเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมการติดอันดับ Top 5 ของ Traveloka จึงมีนัยสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่าโมเมนตัมของการท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในช่วงไฮซีซัน หลังจากสร้างฐานที่มั่นคงในช่วงโลว์ซีซันมาแล้ว

เมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวม 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน) ในช่วงเดียวกัน พบว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 5,198,133 คน สร้างรายได้ 37,801.65 ล้านบาท หมายความว่าเชียงรายคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23% ของจำนวนนักท่องเที่ยว และ 25.8% ของรายได้การท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเชียงรายในฐานะหนึ่งในเสาหลักของการท่องเที่ยวภาคเหนือ

ดอกเก็กฮวย ที่ดอยสะโง้ อ.เชียงแสน

กลยุทธ์ “UNSEEN THAI THAI” ต่อสู้สงครามการท่องเที่ยว

เบื้องหลังความสำเร็จของเชียงรายไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกของจังหวัดในการค้นหาและพัฒนา “ทุนทางวัฒนธรรม” เพื่อสร้างความแตกต่างที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนได้ ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขัน Tourism War ที่รุนแรงในระดับภูมิภาค

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (วธ.ชร.) ได้ลงพื้นที่และจัดประชุมคัดเลือก “UNSEEN THAI THAI” ครอบคลุมทั้ง 18 อำเภอของจังหวัด เพื่อค้นหาและพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ตัวอย่างที่โดดเด่น เช่น วิถีชีวิตบ้านห้วยน้ำกืน ข้าวแรมฟืน (อาหารพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์) และพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก ซึ่งล้วนเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น

การดำเนินงานนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการสร้าง “ประสบการณ์เฉพาะตัว” ที่ไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังสร้างคุณค่าและมูลค่าในมิติเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเทรนด์ Soft Power Travel ที่นักท่องเที่ยวต้องการเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นโยบายนี้ยังเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐบาลที่ใช้โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านผู้ประกอบการ OTOP (ผลิตภัณฑ์ชุมชน) ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวไหลเวียนสู่ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงอย่างเดียว

การเน้นย้ำเรื่อง “ความคุ้มค่าที่วัดจากคุณภาพประสบการณ์” เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ เพราะเชียงรายไม่ได้แข่งขันด้วยราคาถูก แต่เสนอคุณค่าที่แท้จริงผ่านประสบการณ์ท้องถิ่นแบบเรียล (Authentic Local Experience) ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High-Value Tourists) โดยเฉพาะจากตลาด Long Haul (ระยะไกล) ให้ความสำคัญ

ท่องเที่ยวครอบครัว ตลาดเป้าหมายที่เติบโตแรง

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หนุนความนิยมของเชียงรายคือการตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัวและผู้เดินทางหลายเจเนอเรชัน ข้อมูลจาก Traveloka แสดงให้เห็นว่าความสนใจในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับครอบครัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น อควาเรียม ธีมพาร์ก สวนน้ำ ศูนย์ความบันเทิงครอบครัว และตึกสูงชมวิว

เชียงรายมีจุดแข็งในการรองรับกลุ่มนี้ด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งวัดที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามอย่างวัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น ดอยที่มีธรรมชาติงดงาม และงานเทศกาลระดับโลกอย่างเทศกาลบอลลูนนานาชาติเชียงราย ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่ครอบครัวสามารถร่วมสร้างความทรงจำไปด้วยกันได้

นายชาลส์ หว่อง กล่าวเสริมว่า “แนวโน้มนี้แสดงให้เห็นว่าผู้คนมองการท่องเที่ยวเป็นโอกาสในการสร้างสายสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่การพักผ่อน” การที่เชียงรายสามารถตอบโจทย์ทั้งความต้องการทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ และความเหมาะสมสำหรับทุกวัย จึงทำให้จังหวัดนี้กลายเป็นจุดหมายที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

โครงสร้างพื้นฐาน รากฐานแห่งการเติบโต

การเติบโตของการท่องเที่ยวเชียงรายได้รับการสนับสนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงจังหวัดได้ง่ายขึ้น

ในด้านการคมนาคมทางอากาศ สายการบิน ไทยเวียตเจ็ท เตรียมเปิดเส้นทางบินตรง เชียงราย-ภูเก็ต ในเดือนมกราคม 2569 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเดินทาง “เที่ยวเหนือต่อใต้” ที่นักท่องเที่ยวไทยให้ความสนใจ เส้นทางนี้จะช่วยเชื่อมโยงสองจุดหมายยอดนิยม ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนทริปแบบ Multi-Destination ได้สะดวกมากขึ้น โดยไม่ต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ เพื่อต่อเครื่อง

ในขณะเดียวกัน ด้านการคมนาคมทางบก EV Greenbus ได้เปิดให้บริการเส้นทาง เชียงใหม่-เชียงราย ด้วยรถโดยสารไฟฟ้า 100% เพื่อลดมลพิษฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของภาคเหนือในช่วงฤดูแล้ง และสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การลงทุนในระบบขนส่งสะอาดเช่นนี้ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะจุดหมายที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เน้นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม นักเดินทางยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงในช่วง Peak Season ซึ่งได้รับแรงกดดันจากกลไก Yield Management (การบริหารราคาตามอุปสงค์-อุปทาน) และความขาดแคลนของอุปทานเครื่องบิน ทั้งนี้ การจองล่วงหน้าและความยืดหยุ่นในการเดินทางยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการประหยัดค่าใช้จ่าย

เทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 12 วันที่ 2 ธ.ค.68 – 25 ม.ค.69

ความท้าทายในสนามรบ Tourism War

แม้ตลาดภายในประเทศจะเติบโตแข็งแกร่ง แต่ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเผชิญความท้าทายที่สำคัญในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งสะท้อนถึงการแข่งขันที่รุนแรงในสมรภูมิ Tourism War ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตามรายงานของททท. ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว -8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งเคยเป็นตลาดหลักที่สำคัญ กลับลดลงหนักถึง -35% สวนทางกับคู่แข่งอย่างเวียดนามที่สามารถเติบโตได้ +22% ในช่วงเวลาเดียวกัน สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลัง “เสียจังหวะ” ในการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากตลาดใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม มีแสงสว่างปรากฏในท้ายอุโมงค์ ททท. ชี้ให้เห็นว่าตลาดระยะไกลอย่างยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง กำลังพลิกฟื้นในอัตราสูง และสร้างรายได้ทำลายสถิติเดิมของปี 2562 (ก่อนโควิด-19) นักท่องเที่ยวจากตลาดเหล่านี้มักเป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่พักนาน จ่ายเงินมาก และให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและแท้จริง

นี่คือโอกาสสำคัญของเชียงราย การที่จังหวัดเร่งพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวผ่านโครงการ UNSEEN THAI THAI จะช่วยวางรากฐานเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว High-Value จากกลุ่ม Long Haul และตลาดใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ท้องถิ่นแบบเรียล (Authentic Experience) ซึ่งตรงกับจุดแข็งของเชียงรายที่มีวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตท้องถิ่นที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ได้ดี

ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก Traveloka ยังเผยว่าจุดหมายปลายทางต่างประเทศที่กำลังมาแรงในช่วงปลายปี ได้แก่ กรุงเทพฯ (จากมุมมองนักท่องเที่ยวต่างชาติ) โตเกียว เซี่ยงไฮ้ โอซาก้า และฮ่องกง ซึ่งบ่งชี้ว่าความมั่นใจในการเดินทางระหว่างประเทศของนักเดินทางไทยกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง พร้อมทั้งการมองหาทริปต่างประเทศเพื่อสัมผัสบรรยากาศฤดูหนาว

ภาพรวมการท่องเที่ยวไทย ตลาดในประเทศเป็นเสาหลัก

ตามรายงานของททท. ในปี 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วกว่า 26 ล้านคน ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศก็ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยคนไทยเดินทางรวมกว่า 150 ล้านทริป ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดภายในประเทศยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดต่างประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

การเติบโตของการเดินทางในช่วงเทศกาลปลายปีและเทรนด์ Soft Power Travel ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเศรษฐกิจฐานราก Traveloka ยังระบุว่าในช่วงเทศกาล นักท่องเที่ยวต่างให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวแบบ Immersion (การดื่มด่ำ) ที่ผสานวัฒนธรรมท้องถิ่น อาหาร เทศกาล รวมถึงกิจกรรมด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness Tourism)

ชมงานศิลปะ & วาดรูปเล่นท่ามกลางธรรมชาติที่ ควายดินดาก อาร์ทเฮ้าส์ ร้านเปิดทุกวัน 10.00 -18.00 น. (หยุดทุกวันอังคาร)

กิจกรรมและเทศกาลเชียงราย ดึงดูดนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

เชียงรายมีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวด้วยปฏิทินกิจกรรมและเทศกาลที่หลากหลายตลอดทั้งปี ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 เพียงอย่างเดียว มีกิจกรรมสำคัญมากมาย อาทิ งานศิลปะและการออกแบบที่เน้นความสร้างสรรค์ งานมหกรรมบอลลูนนานาชาติ การแข่งขันวิ่งมาราธอนและอัลตร้ามาราธอนในเส้นทางที่ทรงความงาม งานเทศกาลดนตรี การจัดแสดงแสงสีที่วัดและแลนด์มาร์กสำคัญ รวมถึงงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ที่หลายพื้นที่ในจังหวัด

กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นและสร้างการจ้างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหาร ที่พัก และผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของนโยบาย Soft Power Travel ที่ต้องการให้ท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานราก

มุมมองอนาคต จากความนิยมสู่รายได้ที่ยั่งยืน

การที่เชียงรายติดอันดับ Top 5 จุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศ ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติที่น่าภูมิใจ แต่สะท้อนถึงศักยภาพที่แท้จริงของจังหวัดในการเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประสบการณ์ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค

ความท้าทายต่อไปคือการเปลี่ยนแรงดึงดูดและความนิยมที่มีอยู่ให้กลายเป็นรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยไม่สูญเสียเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่เป็นทุนเดิมอันมีค่า การเดินหน้าตามนโยบาย UNSEEN THAI THAI การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม และการสร้างความพร้อมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จึงเป็นกุญแจสำคัญ

นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากตลาดระยะไกลที่กำลังฟื้นตัว การพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีทักษะภาษาและความเข้าใจวัฒนธรรมต่างชาติ รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริการและการตลาด จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเชียงรายในเวทีโลก

ความสำเร็จของเชียงรายในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าตัวเลข แต่เป็นเรื่องราวของการตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มองหา “ความหมาย” มากกว่า “ความสวยงาม” พวกเขาต้องการ “สัมผัสประสบการณ์” มากกว่า “เช็กอินถ่ายรูป” และต้องการ “เชื่อมโยงกับชุมชน” มากกว่า “แค่เดินผ่าน” ซึ่งเป็นสิ่งที่เชียงรายสามารถมอบให้ได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายแล้ว การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่การดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่คือการสร้างคุณค่าที่แท้จริงทั้งแก่ผู้มาเยือนและชุมชนท้องถิ่น เชียงรายกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม และการดำเนินงานที่จริงจัง จังหวัดเล็กๆ บนดินแดนสามเหลี่ยมทองคำก็สามารถยืนหยัดและแข่งขันได้ในเวทีใหญ่ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า (เตรียมการ) อำเภอเทิง จ.เชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Traveloka
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU)
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • เชียงรายโฟกัส

 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ปิดช่องโหว่ DM Control! นครเชียงรายยกระดับระบบดูแลผู้ป่วย NCDs ผสานดิจิทัล-ชุมชนเข้มแข็งสู้โรคเรื้อรัง

เทศบาลนครเชียงรายลุกทั้งเมือง คัดกรอง 63 ชุมชน สู้โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผสาน “ดิจิทัล–ชุมชนเข้มแข็ง” ปูทางสู่เมืองสุขภาพยุคใหม่

เชียงราย, 9 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ยังเป็น “ตัวการเงียบ” ทำให้คนไทยล้มป่วยและเสียชีวิตในสัดส่วนสูงต่อเนื่อง เทศบาลนครเชียงรายประกาศเดินเกมเชิงรุก เปิดปฏิบัติการคัดกรองสุขภาพครั้งใหญ่ครอบคลุมทั้ง 63 ชุมชนในเขตเทศบาล มุ่งลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง พร้อมยกเครื่องระบบดูแลผู้ป่วยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล AIDERY Connect และเครือข่ายอสม.ที่เข้มแข็ง หวังยกระดับเมืองสู่ “Digital Health Chiangrai Wellness City” อย่างเป็นรูปธรรม

การขยับตัวในครั้งนี้ไม่ใช่มาตรการเฉพาะกิจ แต่สะท้อนถึงความพยายามเชื่อม “นโยบายระดับชาติ–ยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด–การลงมือจริงระดับชุมชน” เข้าด้วยกัน เพื่อปิดช่องว่างสำคัญในระบบ คือการควบคุมโรคเบาหวานที่ยังทำได้ต่ำกว่าที่ควร แม้จังหวัดจะโดดเด่นด้านความดันโลหิตและการจัดการภาวะวิกฤตอย่างโรคหลอดเลือดสมองก็ตาม

ภาระโรคระดับชาติ–แรงกดดันระดับพื้นที่ NCDs ปัญหาเรื้อรังที่มองไม่เห็น

รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรังชี้ให้เห็นตรงกันว่า โรคในกลุ่ม NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นภาระโรคสำคัญของประเทศ ทั้งจากจำนวนผู้ป่วย ค่าใช้จ่ายในการรักษา และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ระดับนโยบาย ประเทศไทยกำหนด “แผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ พ.ศ. 2566–2570” เป็นกรอบยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ การบูรณาการเครือข่าย Smart NCD Network การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และการพัฒนาระบบนิเวศ (NCD Ecosystem) ที่เอื้อต่อการลดปัจจัยเสี่ยง ตั้งแต่พฤติกรรมบริโภคเค็ม มัน หวาน การขาดการออกกำลังกาย ไปจนถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า

สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีทั้งเขตเมืองและชนบทผสมผสานกัน ภาระโรค NCDs สะท้อนผ่านตัวเลขทางระบาดวิทยาที่น่ากังวล โดยเฉพาะในเขตเมืองที่รูปแบบการใช้ชีวิตเร่งรีบ การเดินทาง การบริโภคอาหารสำเร็จรูป และสภาวะแวดล้อมเอื้อต่อการเกิดโรคเรื้อรังมากขึ้น ขณะเดียวกันจังหวัดก็ต้องรับมือกับปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบต่อผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งซ้อนทับกับ NCDs อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นครเชียงรายไม่รอให้ป่วยก่อนรักษา” – คัดกรองเชิงรุก 63 ชุมชนฟรี

จากสถานการณ์ดังกล่าว เทศบาลนครเชียงรายจึงเลือกเดินหน้าด้วยมาตรการเชิงรุกในระดับพื้นที่ นำโดยนายวันชัย จงสุทธามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ร่วมกับคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กองการแพทย์ พร้อมเครือข่ายพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงที่ 1.3 เชียงราย และคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลนครเชียงราย

โครงการคัดกรองลดเสี่ยง NCDs จัดขึ้นครอบคลุมทั้ง 4 เขตบริการ รวม 63 ชุมชน โดยกำหนดพื้นที่จัดกิจกรรมเป็นจุดศูนย์กลาง ได้แก่

  • เขต 1 วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนเทศบาล 8 บ้านใหม่
  • เขต 2 วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนเทศบาล 8 บ้านใหม่
  • เขต 3 วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาล 2 สันหนอง
  • เขต 4 วันพุธที่ 10 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า

ความโดดเด่นของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดฟรีสำหรับประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตการดูแลไปถึงมิติสุขภาพอื่น ๆ ที่มักถูกละเลยในโครงการคัดกรองทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น

  • การตรวจสุขภาพช่องปากและมวลไขมันในร่างกาย
  • การตรวจสารพิษตกค้างในร่างกาย
  • การประเมินสุขภาพจิตและภาวะเครียด
  • การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก

ภายในงาน ประชาชนยังได้รับความรู้จากวิทยากรและทีมสาธารณสุขที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านโภชนาการ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการเฝ้าระวังอาการเตือนของโรค NCDs ต่าง ๆ จุดมุ่งหมายไม่ใช่เพียง “รู้ผลตรวจ” แต่คือ “รู้เท่าทันโรคและรู้วิธีดูแลตัวเอง” เพื่อให้ข้อมูลที่ได้รับกลับไปต่อยอดในระดับครอบครัวและชุมชน

ภาพใหญ่ของเชียงราย ความสำเร็จ–ช่องโหว่ในสมรภูมิ NCDs

เมื่อมองลึกลงไปในตัวเลขผลลัพธ์ด้านคลินิกของจังหวัดเชียงราย ภาพที่ปรากฏสะท้อน “ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน”

ในด้านความดันโลหิตสูง (HTN) จังหวัดสามารถควบคุมความดันของผู้ป่วยได้ดีถึง 67.41% แสดงถึงประสิทธิภาพของระบบการรักษา การจัดการยา และการติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ในมิติการจัดการภาวะหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงของ NCDs จังหวัดเชียงรายมีร้อยละของผู้ป่วยที่มีอาการไม่เกิน 72 ชั่วโมงและได้รับการรักษาใน Stroke Unit สูงถึง 84.15% สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ที่ไม่น้อยกว่า 80% สะท้อนศักยภาพระบบบริการตติยภูมิที่เข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่โรคเบาหวาน ภาพกลับไม่สวยเท่าที่ควร อัตราผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีอยู่ที่ประมาณ 45.75% ต่ำกว่าความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อัตราการเข้าสู่ภาวะสงบของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (Remission) อยู่เพียง 0.27% จากผู้ป่วยทั้งหมดราว 76,000 คน ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดหวังไว้ที่ 1% อย่างมาก แม้จะมีการตั้ง “NCD Remission Clinic” ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์แล้วก็ตาม

รายงานวิเคราะห์ของจังหวัดชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญหนึ่งคือ “ข้อจำกัดเชิงระบบ” โดยเฉพาะงบประมาณในการตรวจ HbA1c ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับการประเมินการควบคุมระดับน้ำตาลระยะยาว การตรวจที่ไม่ครอบคลุมทำให้แพทย์ไม่สามารถประเมินภาพรวมและปรับแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังมีปัญหาการบันทึกข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้ตัวเลขผลลัพธ์บางส่วนต่ำกว่าความเป็นจริง และกระทบต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย

น่าสังเกตว่า การประเมินองค์ประกอบการพัฒนาคุณภาพคลินิก NCD ภายในโรงพยาบาล (องค์ประกอบ 1–5) พบว่า “ไม่สัมพันธ์โดยตรงกับผลลัพธ์การควบคุม DM/HTN” ขณะที่องค์ประกอบเดียวที่แสดงความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการควบคุมระดับน้ำตาลและความดันกลับเป็น “การจัดบริการเชื่อมโยงชุมชน” หรือการออกแบบบริการให้ไปถึงบ้านและชุมชน ผ่านอสม.และเครือข่ายท้องถิ่น

ดิจิทัลไม่ใช่แค่แอปฯ AIDERY Connect – เมื่อหมอ–คนไข้–อสม. เชื่อมถึงกัน

ในสมรภูมิ NCDs ที่ซับซ้อน จังหวัดเชียงรายเลือกใช้นวัตกรรมดิจิทัลเป็น “ตัวเร่ง” ให้ระบบบริการสุขภาพเข้าถึงประชาชนได้จริง แอปพลิเคชัน AIDERY Connect ซึ่งพัฒนาร่วมกับเครือข่ายสุขภาพในจังหวัด ถูกนำมาใช้เป็นแพลตฟอร์มหลักในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน

แอปฯ ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย ทั้งค่าความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ข้อมูลอาการและประวัติการรักษา เข้ากับทีมแพทย์และพยาบาล ผู้ป่วยสามารถวัดค่าที่บ้านแล้วส่งเข้าไปในระบบ ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและแพทย์สามารถติดตามแนวโน้มค่าสุขภาพผ่าน Dashboard กลาง หากพบความผิดปกติ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยัง Caregiver เพื่อเร่งประเมินและสั่งการรักษา

การดำเนินงานนำร่องใน 6 อำเภอแรกของจังหวัดแสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจน จนเชียงรายได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศด้านนวัตกรรมสุขภาพดิจิทัล และกำลังมีแผนขยายไปครบทั้ง 18 อำเภอ เพื่อผลักดันให้ภาพ “Digital Health Chiangrai Wellness City” ไม่ใช่เพียงคำขวัญแต่เป็นระบบการดูแลจริงในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

ควบคู่กันนั้น โครงการ NCDs@Home และ Telemedicine ก็ทำให้บทบาทของอสม.มีความหมายมากกว่าการเป็นเพียง “ผู้ช่วยแจ้งข่าวสาร” อสม.จำนวนมากได้รับการฝึกอบรมให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สามารถวัดความดัน เจาะเลือดปลายนิ้ว และบันทึกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ ส่งต่อให้แพทย์และทีมสาธารณสุขประเมิน หากจำเป็นจึงมีการนัดพบแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine และจัดส่งยาถึงบ้าน ลดภาระการเดินทางของผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุ

ข้อมูลล่าสุดสะท้อนพลังของฐานชุมชนอย่างชัดเจน แกนนำสุขภาพมีศักยภาพในการคัดกรอง NCDs สูงถึง 93.70% ขณะที่อสม.เกือบ 100% สามารถใช้ระบบนับคาร์โบไฮเดรตและบันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันได้ การมี “ชุมชนที่อ่านข้อมูลสุขภาพเป็น” ทำให้ยุทธศาสตร์ดิจิทัลไม่หยุดอยู่ที่หน้าจอ แต่ลงรากถึงครัวเรือนจริง ๆ

จากตัวเลขสู่ชีวิตจริง ทำไม “เบาหวาน” ต้องได้รับความสำคัญมากกว่านี้

แม้เชียงรายจะมีตัวอย่างความสำเร็จเชิงระบบหลายด้าน แต่ตัวเลข DM Control Rate ที่ยังอยู่เพียง 45.75% และอัตรา Remission 0.27% ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจัง

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขที่ร่วมจัดทำรายงานเชิงยุทธศาสตร์เสนอว่า การจัดการเบาหวานต้อง “ขยับแรงกว่าที่เป็นอยู่” ทั้งในมิติการแพทย์และพฤติกรรม โดยมีข้อเสนอสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน คือ

หนึ่ง การจัดสรรงบประมาณเฉพาะสำหรับการตรวจ HbA1c ให้ครอบคลุมประชากรกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยเบาหวานอย่างเพียงพอ เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวเป็นเสมือน “ภาพถ่ายระยะยาว” ของการควบคุมโรค การขาดข้อมูลชุดนี้ทำให้แพทย์ตัดสินใจได้ไม่เต็มที่

สอง การขยายศักยภาพของ AIDERY Connect และระบบ Dashboard ให้ใช้ติดตามผลลัพธ์ทางคลินิกแบบรายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงมองจำนวนผู้ป่วย แต่เห็นแนวโน้มว่าพื้นที่ใดควบคุมโรคได้ดีหรือมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ เพื่อนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรอย่างแม่นยำ

สาม การยกระดับ Health Literacy โดยเฉพาะทักษะ “นับคาร์บ” ของผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งเชียงรายเริ่มนำร่องมาแล้วผ่านการอบรมอสม.และการจัด “Carb Counting Station” ในคลินิก NCDs Remission แนวคิด “โปรตีนอย่าให้ขาด คาร์บอย่าให้เกิน เพิ่มเติมด้วยไขมันดี” หากขยายผลอย่างจริงจัง ควบคู่กับการติดตามผ่านดิจิทัลและการสนับสนุนเชิงจิตสังคม อาจทำให้เป้าหมาย Remission 1% เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นในระยะกลาง

เทศบาลนครเชียงราย พื้นที่เมืองแนวหน้าในสมรภูมิ NCDs

บทบาทของเทศบาลนครเชียงรายในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเจ้าภาพจัดกิจกรรมคัดกรองเชิงพิธีการ หากแต่เป็น “แนวหน้าของระบบสุขภาพระดับจังหวัด” ในการทดสอบรูปแบบการจัดการ NCDs ในบริบทเมือง

การคัดกรองฟรีใน 63 ชุมชน ที่รวมทั้งการตรวจโรคเรื้อรังหลัก การประเมินสุขภาพจิต การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก และการให้ความรู้ด้านโภชนาการและพฤติกรรมสุขภาพ ถูกเชื่อมต่อเข้ากับระบบหลังบ้านของจังหวัด ทั้ง AIDERY Connect, NCDs@Home, Telemedicine และ NCD Remission Clinic

ในมุมของประชาชน สิ่งที่ได้รับคือ “โอกาสรู้ทันโรคก่อนป่วยหนัก” และช่องทางในการเข้าสู่ระบบดูแลที่ต่อเนื่องและเป็นมิตร ขณะที่ในมุมของผู้กำหนดนโยบาย โครงการนี้คือฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการออกแบบมาตรการระยะยาว ทั้งด้านงบประมาณ การพัฒนาบุคลากร และการสร้างระบบนิเวศสุขภาพเมืองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง

หากจังหวัดสามารถต่อยอดจากความสำเร็จในระดับเทศบาลนครเชียงราย กระจายรูปแบบคัดกรองเชิงรุกและบริการเชื่อมโยงชุมชนไปสู่พื้นที่อื่น ๆ พร้อมอุดช่องว่างสำคัญเรื่องงบประมาณตรวจ HbA1c และคุณภาพข้อมูล เชียงรายอาจกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดต้นแบบของประเทศในการจัดการ NCDs ยุคดิจิทัล ที่ผสาน “เทคโนโลยี–ชุมชน–ท้องถิ่น” เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

ในขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังยังเดินหน้าอย่างเงียบงันในทุกชุมชน การเลือก “ไม่ยอมจำนนต่อสถิติเดิม” แต่ลุกขึ้นมาคัดกรองทั้งเมือง เชื่อมระบบดิจิทัลเข้ากับกำลังของอสม.และชุมชน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คำว่า “สุขภาพดีวิถีเชียงราย” ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญบนป้ายโครงการ แต่กลายเป็นความจริงในชีวิตประจำวันของประชาชนในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์และยุทธศาสตร์การจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จังหวัดเชียงรายและเขตเทศบาลนครเชียงราย
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.เชียงราย)
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

Downtown MC ขนฮาร์เลย์ 300 คันบุกเชียงราย! มอบทุนพัฒนาโรงเรียนและชุมชนกว่า 130,000 บาท สะท้อนวัฒนธรรมไบค์เกอร์ไทย

กลุ่มมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์ระดับชาติ “ดาวน์ทาวน์ เอ็มซี” จัดทริปใหญ่เชียงราย 700 คน มอบทุนพัฒนาโรงเรียนและชุมชนกว่า 130,000 บาท สะท้อนวัฒนธรรมไบค์เกอร์ไทยที่แบ่งปันสู่สังคม

เชียงราย, 6 ธันวาคม 2568 — ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นของหน้าหนาวภาคเหนือ ขบวนมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันกว่า 300 คันจากทั่วประเทศ ได้เดินทางเข้าสู่จังหวัดเชียงรายอย่างคับคั่ง ภายใต้ชื่อ “ดาวน์ทาวน์ เอ็มซี ไทยแลนด์” (Downtown MC Thailand) หนึ่งในชมรมมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ของประเทศที่มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วไทยถึง 800 คน เพื่อร่วมทริปท่องเที่ยวสายบุญและคืนกำไรสู่สังคมในช่วงวันที่ 5-7 ธันวาคม 2568

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการท่องเที่ยวตามแบบฉบับของกลุ่มไบค์เกอร์ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมมอเตอร์ไซค์ในไทย จากภาพลักษณ์เดิมที่มักถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ก้าวร้าว มาสู่การเป็นกลุ่มที่มีจิตสำนึกต่อสังคม พร้อมคืนกำไรและสร้างคุณประโยชน์แก่ชุมชนท้องถิ่น

ทริปใหญ่แห่งปี เส้นทางสายเหนือที่เปี่ยมความหมาย

สำหรับสมาชิกของ Downtown MC Thailand ที่เดินทางมาครั้งนี้ ประกอบด้วยสมาชิกจาก 8 สาขาทั่วประเทศ ได้แก่ Downtown MC The North (ภาคเหนือ), The South (ภาคใต้), The North East (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), The East (ภาคตะวันออก), The Central Region (ภาคกลาง) และแม้กระทั่งสาขาระหว่างประเทศอย่าง Australia, San Diego และ Lao P.D.R.

“อ้วน ดาวน์ทาวน์” หนึ่งในตัวแทนของชมรมที่ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้เล่าด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมความประทับใจว่า “เราอิจฉาจังหวัดคุณครับ ขอบคุณพี่น้องเชียงรายที่น่ารักมากๆ ยังไงก็ฝากกราบขออภัยเรื่องมลภาวะทางเสียง เพราะเรามีสมาชิกทั่วประเทศ 800 คน 800 คัน และครั้งนี้สมาชิกสายเหนือเป็นผู้ดำเนินการจัดการ”

สำหรับทริปเชียงรายในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมประจำปีที่ชมรมจัดขึ้นสลับหมุนเวียนกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยปีที่แล้วได้จัดที่จังหวัดน่าน และครั้งนี้ได้เลือกเชียงรายเป็นจุดหมายปลายทาง มีสมาชิกเดินทางมาร่วมกว่า 700 คน โดยใช้มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันประมาณ 300 คัน รวมถึงมีสมาชิกจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและสมาชิกจากภาคใต้สุดอย่างจังหวัดยะลาเดินทางมาร่วมด้วย

การเดินทางที่ท้าทาย กว่า 700 กิโลเมตรบนเส้นทางสองล้อ

“อ้วน ดาวน์ทาวน์” เล่าถึงเส้นทางการเดินทางว่าตนเองขับขี่มอเตอร์ไซค์มาจากกรุงเทพมหานครระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลในการขับขี่มอเตอร์ไซค์และความรักในกิจกรรมกลุ่ม “เราชื่นชอบในการขี่มอไซค์ จากกรุงเทพฯ 700 กว่ากิโลมาเชียงราย” เขากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

การเดินทางในลักษณะขบวนใหญ่ของกลุ่มมอเตอร์ไซค์นับร้อยคัน ย่อมสร้างความวิตกกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องเสียงดังจากท่อไอเสีย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของชมรมได้แสดงความเข้าใจและขออภัยอย่างจริงใจ “ฝากขอโทษและขอบคุณพี่น้องชาวเชียงรายที่น่ารักมากต้อนรับดี ทักร้านเลยครับ” เขากล่าวทิ้งท้าย

องค์ประกอบของสมาชิกคนมีที่แบ่งปัน

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือองค์ประกอบของสมาชิกภายในชมรม ซึ่งส่วนใหญ่ถึง 90% เป็นเจ้าของกิจการ ทำให้กลุ่มนี้มีฐานะทางการเงินที่มั่นคงและมีกำลังพอที่จะช่วยเหลือสังคม “คนที่มางานส่วนมาก เจ้าของกิจการ 90% เราแบ่งปัน ช่วยเหลือ ตามโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่” อ้วน ดาวน์ทาวน์ อธิบาย

ความเป็นกลุ่มเจ้าของธุรกิจนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมไบค์เกอร์ในไทย จากอดีตที่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่อาจถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มนอกกฎหมายในบางบริบท มาสู่ยุคปัจจุบันที่ไบค์เกอร์ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ มีการศึกษาดี และต้องการใช้งานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายจากการทำงานหนัก

กิจกรรมคืนกำไรสู่สังคม มอบทุนกว่า 130,000 บาท

หัวใจสำคัญของทริปครั้งนี้คือกิจกรรมเพื่อสังคมที่กลุ่มได้เตรียมการมาอย่างดี โดยได้ประสานงานกับวัดร่องขุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดเชียงราย เพื่อใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมมอบทุนและอุปกรณ์ต่างๆ แก่โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่

รายการบริจาคในครั้งนี้ประกอบด้วย

  1. ทุนสร้างห้องน้ำให้โรงเรียนบ้านสันกลาง มูลค่า 100,000 บาท — เป็นทุนหลักที่จะช่วยพัฒนาสุขาภิบาลพื้นฐานให้กับนักเรียน ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยเฉพาะในโรงเรียนชนบทที่อาจขาดแคลนงบประมาณในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  2. หมวกกันน็อค มูลค่า 15,000 บาท — การมอบหมวกกันน็อคสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่กลุ่มไบค์เกอร์เองต้องเป็นแบบอย่างที่ดี การมอบหมวกกันน็อคให้กับเยาวชนในพื้นที่จึงเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยตั้งแต่เนิ่นๆ
  3. อุปกรณ์กีฬาและทุนการศึกษา มูลค่า 15,000 บาท — การพัฒนาทักษะด้านกีฬาและสนับสนุนการศึกษาเป็นการลงทุนในอนาคตของเยาวชน โดยอุปกรณ์กีฬาจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ ส่วนทุนการศึกษาจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว

รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 130,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กและชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ ชมรมยังได้ขอบคุณวัดร่องขุ่นที่ให้ความอนุเคราะห์สถานที่ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้

วัดร่องขุ่น แลนด์มาร์กแห่งเชียงรายที่เป็นฉากหลังของกิจกรรม

วัดร่องขุ่น หรือที่ชาวต่างชาติรู้จักในชื่อ “White Temple” เป็นวัดพุทธที่ตั้งอยู่ในตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ออกแบบและก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และยังคงดำเนินการก่อสร้างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

วัดแห่งนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยสีขาวบริสุทธิ์ประดับด้วยกระจกสีเงินแวววาว สะท้อนแสงระยิบระยับในยามที่แสงแดดส่องถึง โดยอาจารย์เฉลิมชัยได้อธิบายไว้ว่า สีขาวหมายถึงพระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า ส่วนกระจกขาวหมายถึงพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์และจักรวาล

วัดร่องขุ่นได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยติดอันดับเป็นหนึ่งในวัดที่สวยที่สุดในโลกหลายครั้งจากการจัดอันดับของสื่อนานาชาติ สถาปัตยกรรมที่งดงามและแนวคิดที่ลึกซึ้งทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดเชียงราย และเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มาเยือนภาคเหนือ

กิจกรรมในช่วง 3 วัน เที่ยว กิน พัก และทำบุญ

ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน สมาชิกของ Downtown MC Thailand ได้วางแผนกิจกรรมอย่างครบครัน โดยในวันที่ 5-6 ธันวาคม สมาชิกได้พักที่โรงแรมเฮอริเทจ (Heritage Hotel) เชียงราย ซึ่งเป็นโรงแรมระดับมาตรฐานที่รองรับกลุ่มใหญ่ได้

ในวันที่ 6 ธันวาคม กลุ่มได้จัดกิจกรรมสรังสรรค์ร่วมกันที่ร้านอาหารในตัวเมืองเชียงราย โดยมีสมาชิกกว่า 700 คนร่วมทานอาหารและพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกจากแต่ละภูมิภาคได้พบปะและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

นอกจากนี้ กลุ่มยังได้วางแผนเที่ยวชมสถานที่สำคัญต่างๆ ของจังหวัดเชียงราย อาทิ ดอยต่างๆ วัดสวยงาม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างดอยเชียงดาว ผาฮี้ และอื่นๆ โดย “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ระบุว่า “มี ทำบุญตามที่ลง เพจไปครับ จัดท่องเที่ยวต่อไปตามดอยต่างๆ วัดสวยงาม มีไปดอยเชียงดาว ผาฮี้ไปอีก”

สำหรับการเดินทางกลับ สมาชิกส่วนใหญ่จะเริ่มทยอยกลับในวันที่ 7 ธันวาคม แต่ก็มีสมาชิกบางส่วนที่ต่อเที่ยวยาวกว่านั้น เพื่อสำรวจความงดงามของภาคเหนือเพิ่มเติม

ขบวนรถ 200 กว่าคัน ภาพที่น่าประทับใจบนท้องถนนเชียงราย

หนึ่งในช่วงเวลาที่สร้างความประทับใจให้กับชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวคือการเห็นขบวนมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์กว่า 200 คันเดินทางไปยังวัดร่องขุ่น ซึ่ง “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ได้โพสต์ข้อความว่า “200 กว่าลำ กำลังไป วัดร่องขุ่น ปลอดภัยทุกท่าน ขออภัยในมลภาวะทางเสียงอีกครั้ง เราอยากมาชื่นชมความสวยงามของเชียงรายจริงๆ”

ข้อความนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของกลุ่มที่ต้องการเป็นแขกที่ดี แม้จะสร้างเสียงดังบ้างก็ตาม แต่ก็เป็นลักษณะเฉพาะของมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัยและเคารพกฎจราจร

Downtown MC Thailand ประวัติและวัฒนธรรมของชมรม

Downtown MC Thailand หรือที่มักเรียกย่อๆ ว่า DTMC เป็นชมรมมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันที่ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565 โดยมีสมาชิกก่อตั้งเริ่มแรก 270 คน และได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีสมาชิกกว่า 800 คนในปัจจุบัน กระจายอยู่ทั่วประเทศและมีสาขาในต่างประเทศด้วย

อัตลักษณ์ของกลุ่มคือ “ความเป็นตัวตนที่ไร้ซึ่งขอบเขตในการใช้ชีวิต” ด้วยการปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่มีสีสัน ทันสมัย และศิวิไลซ์ สีประจำชมรมคือ สีดำและสีทอง (หรือเครื่องยนต์สีทอง) และใช้เลข 19 เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งมาจากวันเกิดของกลุ่ม (วันที่ 9 เดือนที่ 1)

สโลแกนของกลุ่มคือ “ยุครุ่งเรืองของชนชั้นวัยรุ่น” และ “พวกเซียนเค้าไม่เรียนบทเดิม” ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดที่ต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในวงการไบค์เกอร์ไทย โดยเน้นความสนุกสนาน ไม่ต้องมีพิธีรีตองที่ซับซ้อน และสร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการจัดกิจกรรมที่ทันสมัย

ปรัชญาของกลุ่มคือ “ไม่เน้นยศ ไม่มีตำแหน่ง” แต่เต็มไปด้วยมิตรภาพ เสียงหัวเราะ และความจริงใจ โดยใช้จิตสำนึกพื้นฐานในการทำกิจกรรมกลุ่ม และช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยความจริงใจ ซึ่งเป็นค่านิยมที่แตกต่างจากกลุ่มมอเตอร์ไซค์แบบดั้งเดิมที่อาจมีลำดับชั้นและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด

ไบค์เกอร์ไทยยุคใหม่ จากภาพลักษณ์เดิมสู่การสร้างสรรค์สังคม

ทริปเชียงรายของ Downtown MC Thailand ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ในสังคมไทย ในอดีต กลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะฮาร์เลย์-เดวิดสัน มักถูกมองด้วยความหวาดระแวง บางครั้งเชื่อมโยงกับกลุ่มอันธพาลหรือแก๊งมอเตอร์ไซค์ที่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ไทยได้เปลี่ยนไปอย่างมาก กลุ่มไบค์เกอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันประกอบด้วยผู้ประกอบการ นักธุรกิจ แพทย์ ทนายความ และผู้ที่มีการศึกษาสูง ซึ่งใช้การขับขี่มอเตอร์ไซค์เป็นงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายจากการทำงาน

มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน ซึ่งเป็นยี่ห้อที่มีราคาสูงและมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาไม่น้อย ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและฐานะทางสังคมในระดับหนึ่ง การเป็นเจ้าของรถฮาร์เลย์จึงแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางการเงิน และการเข้าร่วมชมรมฮาร์เลย์ยังเป็นการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจอีกด้วย

นอกจากนี้ กลุ่มไบค์เกอร์ยุคใหม่ยังมีจิตสำนึกในการคืนกำไรสู่สังคม ดังจะเห็นได้จากกิจกรรมของ Downtown MC Thailand ที่ไม่เพียงแต่จัดทริปท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นส่วนสำคัญของการเดินทางทุกครั้ง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น มากกว่าการท่องเที่ยว

การเดินทางของกลุ่มมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่เช่นนี้มิได้สร้างแต่เพียงความสนุกสนานให้กับสมาชิกเท่านั้น แต่ยังส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ การที่มีนักท่องเที่ยว 700 คนพักค้างคืน 2 คืนในจังหวัดเชียงราย หมายถึงรายได้จากค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

หากคำนวณเบื้องต้นโดยประมาณ สมาชิกแต่ละคนอาจมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่พัก และอาหาร อยู่ที่ประมาณ 5,000-10,000 บาทต่อคนสำหรับทริป 3 วัน 2 คืน รวมแล้วอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดเชียงรายได้มากกว่า 3.5-7 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงการมอบทุนและอุปกรณ์มูลค่า 130,000 บาท

นอกจากนี้ การที่สมาชิกของชมรมกลับไปแล้วพูดถึงความประทับใจในจังหวัดเชียงราย ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ที่มีคุณค่า อาจกระตุ้นให้คนในเครือข่ายของพวกเขาสนใจมาเที่ยวเชียงรายในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้าง soft power ด้านการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ

ความปลอดภัยและความรับผิดชอบ บทเรียนสำคัญ

การเดินทางเป็นขบวนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์กว่า 300 คัน ย่อมมีความท้าทายด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการขับขี่ในเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยวของภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม จากรายงานพบว่าการเดินทางครั้งนี้ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย ไม่มีรายงานอุบัติเหตุร้ายแรงใดๆ

ความสำเร็จด้านความปลอดภัยนี้มาจากการเตรียมตัวที่ดี การมีผู้นำกลุ่มที่มีประสบการณ์ และความมีวินัยของสมาชิกในการปฏิบัติตามกฎจราจร นอกจากนี้ การที่กลุ่มมอบหมวกกันน็อคให้กับเยาวชนในพื้นที่ ยังสะท้อนถึงความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยที่พวกเขาต้องการถ่ายทอดให้กับคนรุ่นต่อไป

มิติด้านสิ่งแวดล้อม ข้อควรพิจารณาสำหรับอนาคต

แม้ว่ากิจกรรมครั้งนี้จะได้รับการต้อนรับและสร้างประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อควรพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมที่ควรได้รับการให้ความสำคัญ การที่มีมอเตอร์ไซค์กว่า 300 คันเดินทางมาพร้อมกัน หมายถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศจำนวนหนึ่ง รวมถึงมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่ชมรมได้รับรู้และขอโทษเรื่องเสียงรบกวน พร้อมทั้งชดเชยด้วยการทำกิจกรรมเพื่อสังคม แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะเป็นแขกที่ดี สำหรับอนาคต อาจมีการพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การจำกัดจำนวนรถในแต่ละขบวน หรือการเลือกใช้เส้นทางที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด

เชียงราย จุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มท่องเที่ยว

จังหวัดเชียงรายเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มท่องเที่ยวแบบนี้ ด้วยความมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งวัดวาอารามที่สวยงาม ธรรมชาติที่สมบูรณ์ วัฒนธรรมชนเผ่าที่น่าสนใจ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่พร้อมรับนักท่องเที่ยว

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวเชียงรายมีชื่อเสียงในเรื่องความเป็นมิตรและการต้อนรับที่อบอุ่น ดังที่ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” กล่าวถึงว่า “พี่น้องชาวเชียงรายน่ารักมากต้อนรับดี” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจและต้องการกลับมาเยือนอีก

นอกจากนี้ เส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่อื่นๆ มายังเชียงราย เป็นเส้นทางที่ท้าทายและน่าสนใจสำหรับไบค์เกอร์ โดยเฉพาะการผ่านภูเขาและทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดเส้นทาง ทำให้การเดินทางเองก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่น่าจดจำ

แนวโน้มในอนาคต ทริปสลับหมุนเวียนทั่วประเทศ

จากข้อมูลที่ได้รับ Downtown MC Thailand มีนโยบายจัดทริปใหญ่ประจำปีโดยสลับหมุนเวียนกันไปในแต่ละภูมิภาค ปีที่แล้วจัดที่จังหวัดน่าน ปีนี้จัดที่เชียงราย ซึ่งหมายความว่าในอนาคตจะมีการจัดทริปในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

รูปแบบการท่องเที่ยวแบบนี้มีประโยชน์หลายประการ ทั้งการกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ การทำให้สมาชิกได้รู้จักประเทศของตนเองมากขึ้น และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่

สำหรับจังหวัดต่างๆ การได้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเช่นนี้ถือเป็นโอกาสดีในการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มในรูปแบบของการมอบทุนและอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับโรงเรียนและชุมชน

โมเดลใหม่ของการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์

ทริปเชียงรายของ Downtown MC Thailand ครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่แค่การมาเที่ยวและใช้จ่าย แต่ยังคืนกำไรสู่ชุมชนในรูปแบบที่เป็นรูปธรรม

การมอบทุนสร้างห้องน้ำ หมวกกันน็อค และอุปกรณ์กีฬา รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท อาจดูเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนักสำหรับกลุ่มที่มีสมาชิก 800 คน แต่สำหรับโรงเรียนบ้านสันกลางและชุมชนท้องถิ่น เงินจำนวนนี้มีความหมายและสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การที่กลุ่มไบค์เกอร์แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ ความมีวินัย และการใส่ใจต่อชุมชน ยังช่วยเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ในสังคมไทย จากภาพเดิมที่อาจเป็นลบ มาสู่ภาพที่เป็นบวกและสร้างแรงบันดาลใจ

สุดท้ายนี้ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ได้ทิ้งข้อความที่ชวนให้คิดไว้ว่า “เราอิจฉาจังหวัดคุณครับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความประทับใจในความงดงามของเชียงรายอย่างแท้จริง และ “ขอให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ดี” ซึ่งเป็นคำอวยพรที่แสดงถึงความหวังดีต่อทุกคนที่เดินทาง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การสัมภาษณ์โดยตรง — ข้อมูลจากการสนทนากับ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ตัวแทนของ Downtown MC Thailand โดยทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568
  • เพจ Facebook: Downtown MC Thailand
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • วัดร่องขุ่น (White Temple) Official
  • ข้อมูลชุมชนและโรงเรียน — โรงเรียนบ้านสันกลาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นผู้รับการสนับสนุนดาวน์ทาวน์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME