Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

สัมภาษณ์พิเศษ “เฟรนช์ฟรายส์” ธิดาดอย 2569 เผยเคล็ดลับชนะใจกรรมการด้วยรอยยิ้มจริงใจและชุดชาติพันธุ์ไตหย่า

สาวงามอำเภอพานคว้ามงกุฎธิดาดอยปี 2569 เปิดใจครั้งแรกหลังคว้าชัยชนะ ย้ำไม่ให้ข้อจำกัดมาตีกรอบความสามารถ

เชียงราย 4 ก.พ. 2569 – เมื่อแสงไฟเวทีกลางงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ยังคงส่องสว่างไสวท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของผู้คนนับพันที่แห่มาร่วมงาน สำหรับสาวงามคนหนึ่งจากอำเภอพาน คืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เมื่อ น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว หรือที่รู้จักกันในนาม “น้องเฟรนช์ฟรายส์” สามารถคว้ามงกุฎแห่งความภาคภูมิใจ ตำแหน่ง “ธิดาดอย ประจำปี 2569” มาครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี

การประกวดครั้งนี้จัดขึ้นภายในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ซึ่งเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดเชียงราย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณสนามบินฝูงบิน 416 เชียงราย เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 764 ปี เมืองเชียงราย และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนเม็งรายมหาราช ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงรายเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับสาวงามผู้คว้าใจกองเชียร์และคณะกรรมการไปครองหลังจากคว้ามงกุฎมาได้ใหม่ๆ เพื่อเปิดเรื่องราวและความรู้สึกที่แท้จริงของธิดาดอยคนใหม่ ตลอดจนแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้

คืนแห่งความภาคภูมิใจบนเวทีกลาง

ช่วงค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศบริเวณเวทีกลางภายในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดเต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงเชียร์จากประชาชนที่เข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น ลูกโป่งนับพันลูกที่ปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนถึงความตื่นเต้นและความคาดหวังที่มีต่อการประกวด “ธิดาดอย” ซึ่งนับเป็นหหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานในทุกปี

สาวงามจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายต่างแต่งกายด้วยชุดชาติพันธุ์ที่งดงามอลังการ สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของแต่ละท้องถิ่น ผลการประกวดปรากฏว่า น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว สาวงามจากอำเภอพาน ผู้สวมชุดชาติพันธุ์ไตหย่าที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้ด้วยความงดงาม บุคลิกภาพ และความสามารถที่โดดเด่น

ายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยคุณแม่วันดี พงษ์ไชย และรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้มอบรางวัลและแสดงความยินดีแก่ธิดาดอยคนใหม่ ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเชียร์อย่างกึกก้องจากผู้ร่วมงาน สร้างบรรยากาศแห่งความปีติยินดีที่แทบจะจับต้องได้

ขณะเดียวกัน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นของ น.ส.สุภานันท์ สิริวรพร หรือ “น้องแพร” สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ น.ส.ปัณฑิตา อยู่ลือ หรือ “น้องสตางค์” สาวงามจากอำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งทั้งสองได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นผู้มอบรางวัลเช่นกัน

ส่วนรางวัลพิเศษ “ขวัญใจชาวดอย” ได้ตกเป็นของ น.ส.พรธิดา พุทธวีวรรณ หรือ “น้องดา” สาวงามจากอำเภอเชียงของ ที่สามารถคว้าหัวใจผู้ชมภายในงานไปครองจากเสียงเชียร์ ลูกโป่ง และกำลังใจอย่างล้นหลาม

ตัวตนที่แท้จริงหลังแสงไฟเวทีประกวด

เมื่อถามถึงที่มาของชื่อ “เฟรนช์ฟรายส์” ที่มีเอกลักษณ์และจดจำง่าย น้องเฟรนช์ฟรายส์เผยด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นว่า เบื้องหลังชื่อนี้มีเรื่องราวที่น่ารักและมีความหมายพิเศษ “คุณแม่ชื่อไก่ คุณพ่อชื่อป๋อป เลยตั้งชื่อว่า เฟรนฟราย ค่ะ เพราะอยากได้ชื่อที่ฟังดูน่ารัก จำง่าย และมีความหมายพิเศษจากคุณพ่อคุณแม่” นี่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นกับครอบครัวที่เป็นรากฐานสำคัญในชีวิตของเธอ

เมื่อถูกขอให้นิยามตัวเอง น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างตรงไปตรงมาและเรียบง่ายว่า “ยิ้มง่าย ยิ้มหวาน จริงใจค่ะ” คำตอบที่สั้นกระชับแต่สะท้อนถึงบุคลิกภาพที่แท้จริงของเธอ ความเป็นธรรมชาติและไม่ประดิษฐ์ตัวเองเป็นสิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นและเป็นที่รักของผู้คน

ในช่วงเวลาว่างที่ไม่ได้ประกวด น้องเฟรนช์ฟรายส์เล่าว่าเธอชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่ง กิจกรรมที่ไม่เพียงแต่ช่วยดูแลสุขภาพ แต่ยังเป็นช่องทางในการผ่อนคลายและสร้างสมาธิให้กับตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เธอพร้อมสำหรับการขึ้นเวทีประกวดในแต่ละครั้ง

ปัจจุบัน น้องเฟรนช์ฟรายส์กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ วิชาเอกคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย การเลือกศึกษาในสาขานี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับตัวเอง พร้อมกับการใช้ความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาสังคมต่อไป

แรงบันดาลใจและกำลังใจจากครอบครัว

เมื่อถูกถามว่าใครคือบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอมีความมั่นใจ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “คุณแม่ของเฟรนฟรายเองค่ะ เพราะแม่จะสอนให้เชื่อมั่นในตัวเองให้เยอะๆ เพราะจริงๆ แล้วเป็นคนขี้อายไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองค่ะ” คำตอบนี้เปิดเผยถึงอีกมิติหนึ่งของเธอที่อาจไม่ปรากฏให้เห็นบนเวทีประกวด

การที่เธอยอมรับว่าตัวเองเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง แต่สามารถก้าวขึ้นมายืนบนเวทีประกวดที่มีคนมากมายจับจ้องมองได้อย่างมั่นใจ นั่นแสดงให้เห็นถึงความพยายาม การฝึกฝน และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยมีครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ

“ประกวดครั้งนี้ทำให้เฟรนฟรายมีสมาธิมากขึ้นค่ะ ไม่ค่อยลนและมีความมั่นใจมากขึ้นค่ะ เพราะเป็นปีที่ 2 แล้วที่เฟรนฟรายได้ร่วมประกวดธิดาดอย” เธอเล่าถึงบทเรียนและทักษะใหม่ที่ได้รับจากการประกวด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประกวดไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันเพื่อชิงชัย แต่เป็นเวทีในการพัฒนาตนเองและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ

คติประจำใจและวิธีจัดการกับความกดดัน

เมื่อถามถึงคติประจำใจในการใช้ชีวิตและประโยคที่มักจะบอกตัวเองเวลาที่เหนื่อยหรือท้อ น้องเฟรนช์ฟรายส์แบ่งปันอย่างจริงใจว่า “ทำให้เต็มที่ค่ะ ผลลัพธ์จะเป็นยังไงช่างมัน ถ้าทำเสร็จเดี๋ยวก็ได้กลับไปบ้านไปหาพ่อกับแม่ที่บ้านแล้วค่ะ”

คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงวิธีคิดที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เธอเน้นที่กระบวนการและการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยไม่ยึดติดกับผลลัพธ์มากเกินไป และที่สำคัญคือการมีครอบครัวที่อบอุ่นเป็นที่พึ่งพิงทางใจเสมอ นี่อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอสามารถรักษาความสงบนิ่งและความมั่นใจบนเวทีได้

สำหรับวิธีจัดการกับความตื่นเต้นหรือความกดดันเวลาต้องขึ้นเวทีใหญ่ๆ น้องเฟรนช์ฟรายส์เผยว่า “นั่งสมาธิก่อนขึ้นเวทีค่ะ แล้วก็นึกถึงพ่อขุนเม็งรายให้ท่านให้พร” วิธีนี้ช่วยให้เธอสามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาและความเคารพต่อบรรพบุรุษผู้สร้างเมืองเชียงราย

วินาทีแห่งชัยชนะและความรู้สึกที่แท้จริง

เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกในวินาทีที่ประกาศชื่อว่าเป็น “ธิดาดอย ปี 2569” น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบด้วยความตรงไปตรงมาว่า “รู้สึกดีใจ ภูมิใจมากๆ ค่ะที่ทำได้แล้ว” ถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมด้วยความหมาย สะท้อนถึงความสุขและความภาคภูมิใจในความสำเร็จที่ตนเองได้รับ

ในฐานะสาวงามจากอำเภอพาน การได้ทำหน้าที่ตัวแทนของอำเภอจนคว้ามงกุฎมาได้ เธอมีข้อความอยากบอกชาวอำเภอพานที่ส่งแรงใจเชียร์ว่า “ขอบคุณอำเภอพานทุกๆ หน่วยงาน ขอบคุณทุกๆ กำลังใจและขอบคุณสำหรับลูกโป่งด้วยค่ะ อำเภอพานน่ารักมากๆ ค่ะ” คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความรู้สึกขอบคุณและความภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนของอำเภอบ้านเกิด

เมื่อถูกถามว่าอะไรคือเสน่ห์หรือจุดเด่นของตัวเองที่คิดว่าชนะใจคณะกรรมการ น้องเฟรนช์ฟรายส์วิเคราะห์อย่างมีสติปัญญาว่า “บุคลิกภาพรวมไปถึงการตอบคำถามค่ะ และที่สำคัญรอยยิ้มที่จริงใจของเฟรนฟราย” จุดเด่นที่เธอกล่าวถึงล้วนเป็นสิ่งที่มาจากภายในและความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่การแสดงออกที่ประดิษฐ์ขึ้นมา

ความหมายของ “ธิดาดอย” ในมิติที่ลึกซึ้ง

เมื่อถามถึงความหมายของคำว่า “ธิดาดอย” ในมุมมองของน้องเฟรนช์ฟรายส์ เธอตอบอย่างมีสาระและแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในบทบาทหน้าที่อย่างลึกซึ้งว่า “การที่ได้ส่งเสริมอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ค่ะ ได้รักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความสวยงาม”

คำตอบนี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับเธอแล้ว ตำแหน่ง “ธิดาดอย” ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความสวยงามภายนอกเท่านั้น แต่เป็นบทบาทที่มีความรับผิดชอบต่อการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดเชียงรายให้คงอยู่สืบไป

จังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง มีพี่น้องชาติพันธุ์กว่า 30 กลุ่ม แต่ละกลุ่มต่างมีวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ตำแหน่ง “ธิดาดอย” จึงเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในการนำเสนอความงดงามและคุณค่าทางวัฒนธรรมเหล่านี้ให้สังคมไทยและนานาชาติได้รับรู้และเข้าใจ

ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ไตหย่า

เมื่อถูกขอให้แนะนำ “ของดีเมืองพาน” หรือวัฒนธรรมเด่นของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ให้นักท่องเที่ยวรู้จัก น้องเฟรนช์ฟรายส์อธิบายอย่างภาคภูมิใจว่า “ของดีอำเภอพานมีหลายอย่างเลยค่ะ มีลำไย ข้าวสาร และปลานิล แต่ถ้าให้เฟรนฟรายเลือกนำเสนอของดีหนึ่งอย่าง เฟรนฟรายจะนำเสนอชุดชาติพันธุ์ไตหย่าที่น้องเฟรนฟรายใส่ค่ะ เพราะเป็นคุณค่าทางวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจของพี่น้องไตหย่าอย่างแท้จริง”

ชาวไตหย่าเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในจังหวัดเชียงราย มีถิ่นฐานดั้งเดิมในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และอพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ชาวไตหย่ามีวิถีวัฒนธรรมที่โดดเด่นในหลายด้าน โดยเฉพาะการทอเสื่อกกที่เริ่มต้นจากการที่กลุ่มที่ติดตามมิชชันนารีได้นำเหง้าต้นกกติดตัวมาจากบ้านเกิด จนพัฒนาให้กลายเป็นหัตถกรรมที่มีชื่อเสียง ปัจจุบัน “สาดไตหย่า” ถือเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ ชาวไตหย่ายังมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในด้านการแต่งกาย ด้วยการใช้ผ้าซิ่นสองผืน เสื้อตัวใน เสื้อคลุมตัวนอก ผ้าคาดเอวลาย และหมวก โดยเฉพาะผ้าคาดเอวที่ปักลวดลายและตกแต่งแถบผ้าหลากสีสันสวยงาม จนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “ฮวาเย่าไต” ซึ่งแปลว่า ไตผ้าคาดเอว

การที่น้องเฟรนช์ฟรายส์เลือกนำเสนอชุดชาติพันธุ์ไตหย่าแทนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมและความตระหนักถึงคุณค่าที่ยั่งยืนของมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอด

แนวคิดในการสืบสานวัฒนธรรมยุคใหม่

ต่อมาเมื่อถูกถามว่า ในยุคสมัยใหม่มีแนวคิดอย่างไรในการสืบสานประเพณีดั้งเดิมให้ยังคงอยู่และดูทันสมัยในสายตาคนรุ่นใหม่ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างชัดเจนว่า “ใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการประชาสัมพันธ์ค่ะ เพราะโซเชียลมีเดียมีผลต่อคนยุคใหม่มากๆ ค่ะ ในฐานะคนรุ่นใหม่เอง”

แนวคิดนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในพฤติกรรมและช่องทางการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ การใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่และอนุรักษ์วัฒนธรรมไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมนั้นเสื่อมค่าลง แต่กลับเป็นการปรับรูปแบบการนำเสนอให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและกว้างขวางยิ่งขึ้น

การนำเสนอวัฒนธรรมผ่านสื่อดิจิทัลสามารถทำให้คนรุ่นใหม่ที่อาจจะห่างเหินจากวัฒนธรรมดั้งเดิมได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถนำเสนอความงดงามของวัฒนธรรมไทยให้นานาชาติได้รับรู้ผ่านโลกออนไลน์ที่ไร้พรมแดน

ภารกิจแรกในฐานะธิดาดอยคนใหม่

เมื่อถูกถามถึงภารกิจแรกที่ตั้งใจจะทำร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงรายในฐานะธิดาดอยคนใหม่ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบว่า “น้องเฟรนฟรายจะช่วยโปรโมทงานกาชาด และร่วมหมุนวงล้อสลากกาชาดในวันที่ 4 กุมภาพันธ์”

งานกาชาดเป็นกิจกรรมการกุศลที่สำคัญซึ่งจัดขึ้นเพื่อจัดหารายได้สำหรับใช้ในกิจการที่ไม่มีงบประมาณสนับสนุนและงานสาธารณกุศลของจังหวัดเชียงราย การที่ธิดาดอยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจกรรมเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่ง แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นอีกด้วย

ข้อความถึงสาวงามในอนาคตและแรงบันดาลใจสู่ความฝัน

ในท้ายที่สุดของการสัมภาษณ์ เมื่อถูกขอให้ฝากข้อความถึงเด็กสาวบนดอยหรือสาวงามคนอื่นๆ ที่มีความฝันอยากก้าวมายืนจุดเดียวกับน้องในอนาคต น้องเฟรนช์ฟรายส์ฝากข้อความที่เต็มเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจและกำลังใจว่า “อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดของชาติพันธุ์ ฐานะ หรือคำพูดของใคร มาตีกรอบความสามารถของเราค่ะ ความงามที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากการอยู่บนเวที แต่เริ่มจากการเชื่อมั่นในตัวเอง”

ข้อความนี้มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่และเป็นแรงบันดาลใจที่แท้จริง มันสะท้อนถึงการต่อสู้กับอคติและข้อจำกัดทางสังคมที่อาจมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือผู้ที่มาจากพื้นที่ห่างไกล การเน้นย้ำว่าความงามที่แท้จริงเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ใช่จากการยืนบนเวที เป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกคนควรจดจำ

น้องเฟรนช์ฟรายส์เองก็เป็นตัวอย่างที่ดีของข้อความนี้ แม้จะเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองตามที่เธอเล่า แต่ด้วยการสนับสนุนจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ที่คอยสอนให้เชื่อมั่นในตัวเอง ประกอบกับความมุ่งมั่นและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จนสามารถพิชิตใจกองเชียร์และคณะกรรมการจนคว้ามงกุฎธิดาดอยมาครองได้ในที่สุด

บทสรุป

การประกวด “ธิดาดอย” นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลท์ที่สร้างสีสันให้กับงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 และสะท้อนถึงเสน่ห์ ความงดงาม รวมถึงอัตลักษณ์ของสาวงามจากแต่ละอำเภอในจังหวัดเชียงรายได้เป็นอย่างดี ตำแหน่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดความงามทั่วไป แต่เป็นเวทีที่สำคัญในการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย

ความสำเร็จของน.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว หรือ “น้องเฟรนช์ฟรายส์” ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชัยชนะส่วนตัว แต่เป็นความภาคภูมิใจของอำเภอพาน ของชาวไตหย่า และของจังหวัดเชียงรายทั้งหมด เธอเป็นตัวอย่างที่ดีของการสืบทอดวัฒนธรรม การพัฒนาตนเอง และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

ข้อความที่เธอฝากไว้ “อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดของชาติพันธุ์ ฐานะ หรือคำพูดของใคร มาตีกรอบความสามารถของเรา” จะคงอยู่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะสาวงามบนดอยที่มีความฝันอยากก้าวมายืนบนเวทีใหญ่ในอนาคต ให้เชื่อมั่นในตัวเอง กล้าที่จะฝัน และมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

จากนี้ไป น้องเฟรนช์ฟรายส์จะเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “ธิดาดอย ปี 2569” อย่างเต็มความสามารถ ทั้งในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน ด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ ความมั่นใจที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง เธอพร้อมที่จะสร้างคุณประโยชน์และเป็นตัวแทนที่ดีของจังหวัดเชียงรายต่อไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย (chiangrai.prd.go.th) – ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาด ประจำปี 2569
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย (chiangrai.cdd.go.th) – รายงานการประชุมเตรียมการจัดงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาด ประจำปี 2569 เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ethnicity.sac.or.th) – ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ไตหย่า
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ – การสัมภาษณ์พิเศษ น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว (น้องเฟรนช์ฟรายส์) ธิดาดอย ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE SOCIAL & LIFESTYLE

ซอ สุริยา พัฒนาขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” คว้าอันดับ 1 งานพ่อขุนเม็งรายฯ 2569 ชูอัตลักษณ์ไทลื้อ

เบื้องหลัง “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ขบวนแห่อันดับหนึ่งงานพ่อขุนเม็งรายฯ ปี 2569 สะท้อนอัตลักษณ์ไทลื้อผ่านศิลปะ ศรัทธา และความสามัคคี

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศอันคึกคักของงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณสนามบินฝูงบิน 416 เชียงราย (สนามบินเก่า) ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 764 ปีเมืองเชียงราย ประเด็นที่กลายเป็นกระแสความสนใจอย่างมาก คือ ชัยชนะของขบวนแห่จากอำเภอเวียงแก่น ที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดขบวนแห่ทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความภาคภูมิใจสองเท่าของชาวเวียงแก่น เมื่อ “น้องจุนเจือ” หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 เป็นผู้ที่นั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปีนี้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวเวียงแก่นอย่างล้นเหลือ

อัตลักษณ์ไทลื้อ ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ อำเภอเวียงแก่นซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ที่มีชนกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะชาวไทลื้อที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและวัฒนธรรมที่โดดเด่น ชาวไทลื้อมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบเขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ก่อนที่จะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยบริเวณภาคเหนือตอนบน รวมถึงจังหวัดเชียงราย

คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่และเจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ เปิดเผยถึงแนวคิดหลักของขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม โดยเฉพาะการแห่ปราสาทหอแก้วหอคำ ซึ่งเป็นความเชื่อความศรัทธาที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านของสล่าไทลื้อ (ช่างไทลื้อ) ที่มีความชำนาญในการทำผาสาท (ปราสาท) ได้อย่างสวยงามและสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ปราสาทหอแก้วหอคำ สัญลักษณ์แห่งศรัทธาและภูมิปัญญา ตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อ

ไฮไลท์สำคัญของขบวนแห่ปีนี้ คือ ปราสาทไทลื้อทั้ง 5 หลัง ประกอบด้วย ขันดอกผึ้ง ขันดอกเทียน ขันดอกหมาก ขันดอกข้าวตอก และขันดอกพลู ซึ่งล้วนเป็นเครื่องสักการะแบบไทลื้อที่มีความโดดเด่นและสืบทอดมาจากความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และการนับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ การใช้มะพร้าวในการปักเครื่องสักการะ ซึ่งตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อนั้น ถือว่ามะพร้าวเป็นผลไม้ที่สูงและมงคล จึงนำมาปักเครื่องสักการะถวายบูชาพระพุทธเจ้าและผู้มีบารมี โดยในครั้งนี้ เครื่องสักการะเหล่านี้ใช้บูชาพญามังรายและไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง ซึ่งสะท้อนถึงความจงรักภักดีของชาวไทลื้อที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่นแฟ้น “เครื่องสักการะของชาวไทลื้อไม่ได้เป็นเพียงสิ่งของที่สวยงาม แต่คือ การเชื่อมโยงวิญญาณผู้ล่วงลับสู่สวรรค์ เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล และความกตัญญูที่ลูกหลานมีต่อบรรพบุรุษ” คุณซอ กล่าว

ซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ)

ชุดการแสดงที่สะท้อนความเป็นไทลื้อ ความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ

นอกจากปราสาทที่งดงามแล้ว ขบวนแห่ยังนำเสนอชุดการแสดง “เหอเหิมโม่นเยิมไทลื้อ” (ความสนุกสนานของชาวไทลื้อ) ซึ่งประกอบด้วยการแสดงหลากหลายรูปแบบที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวไทลื้อ

การแสดงเริ่มต้นด้วยกลองมองเชิงและฟ้อนนกไทลื้อ ที่บ่งบอกถึงความสุขความอุดมสมบูรณ์ของชุมชนไทลื้อ ตามด้วยฟ้อนก๋ายลายเจิง ซึ่งแสดงท่วงท่าการฟ้อนของผู้หญิงที่มีความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ ในส่วนของผู้ชาย มีการแสดงฟ้อนดาบฟ้อนเจิง ที่แสดงถึงความแข็งแรงกล้าหาญของชายไทลื้อ ซึ่งเป็นการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตนที่มีมาแต่โบราณ

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมประทับใจเป็นพิเศษ คือ การฟ้อนมักก้อม (ลูกช่วง) เกี้ยวบ่าวสาวไทลื้อ ซึ่งสื่อถึงการจีบหาคู่ของบ่าวสาวไทลื้อในอดีต โดยผ่านการละเล่นโยนมะก้อม (ลูกช่วง) เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรีกันในระหว่างการละเล่น สะท้อนถึงวัฒนธรรมการสร้างความสัมพันธ์ในสังคมไทลื้อที่อ่อนหวานและเต็มไปด้วยความหมาย

การแต่งกายที่สืบทอดประวัติศาสตร์แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่โดดเด่นของขบวนแห่ คือ การแต่งกายของชาวไทลื้อแบบดั้งเดิมด้วยผ้าทอที่แม่หญิงไทลื้อได้ทอสวมใส่ ซึ่งชุดแม่หญิงไทลื้อที่นำมาใช้ในครั้งนี้ เป็นชุดที่เหมือนภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพ เมื่อปีพ.ศ. 2470

การเลือกใช้ชุดการแต่งกายที่มีที่มาจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น “ลายน้ำไหล” ที่เป็นเทคนิคการทอแบบเกาะหรือล้วง มีความยุ่งยากซับซ้อน แต่ทำให้เกิดลวดลายและสีสันที่งดงามแปลกตา ซึ่งถือเป็นศิลปาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวไทลื้อมาช้านาน ภายใต้ร่มพระบารมีของแม่ฟ้าพระพันปีหลวง

“การทอผ้าถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ชาวไทลื้อได้อยู่ดีกินดีมาตลอด และผ้าทอเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงฝีมือและความประณีตของหญิงไทลื้อ” คุณซอ กล่าวเสริม

ภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม ลุ่มน้ำงาว เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพเมื่อปีพ.ศ. 2470 (ที่มา:หอจดหมายเหตุแห่งชาติ )
สุพจน์ ลังกาวีระนันท์ นายอำเภอเวียงแก่น

พลังแห่งความสามัคคี  การรวมตัวของคนในชุมชน ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามของปราสาทหรือชุดการแสดง แต่คือพลังของความสามัคคีและความร่วมมือจากคนในชุมชน ทั้งผู้ใหญ่และกลุ่มเยาวชนที่มีความรักในด้านวัฒนธรรมและรู้ถึงรากเหง้าของตนเอง

การเตรียมงานต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ตั้งแต่ชิ้นเล็กๆ จนถึงงานชิ้นใหญ่ ทั้งเครื่องสักการะ ปราสาทไทลื้อ เสื้อผ้า และอุปกรณ์การแห่ในขบวน โดยเน้นความเป็นพื้นบ้านที่มีในชุมชนและส่งเสริมรักษาภูมิปัญญาของสล่า (ช่าง) ด้วย ซึ่งกระบวนการทำงานนี้ ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น

“การเตรียมงานขบวนแห่นั้นละเอียดมาก และต้องแข่งกับเวลา บางวันต้องตื่นเช้านอนดึก ต้องดื่มกาแฟตลอดเวลา ไม่งั้นคิดอะไรไม่ออก ไม่ตื่นตัว” คุณซอ เล่าถึงความท้าทายในการเตรียมงาน ด้วยรอยยิ้ม

ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน “ดีใจที่เห็นรูปขบวนตามรูปแบบที่เราคิดจากผังขบวนที่อยู่ในกระดาษ ตอนเดินคุมขบวนไปก็ยิ้มไป และเห็นผู้คนยืนชมสองข้างทางถ่ายรูปและพูดคุยกันว่าไทลื้อเวียงแก่นสวยมากๆ รู้สึกดีใจและหายเหนื่อยจากที่เราเตรียมงานมาทั้งหมด”

ความหมายของรางวัลที่ล้ำค่า ประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สำหรับชาวเวียงแก่น รางวัลชนะเลิศจากขบวนแห่ “ยอ นบไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง” มีความหมายลึกซึ้งต่อชาวเวียงแก่นอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่แค่รางวัลแห่งความสวยงาม แต่คือความภาคภูมิใจของคนทั้งอำเภอ เป็นการยืนยันว่า อัตลักษณ์ไทลื้อ วิถีฮีตฮอย ความเชื่อ ศรัทธา และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่า งดงาม และได้รับการยอมรับในระดับสาธารณะ

รางวัลนี้ยังเป็นการประกาศตัวตนของเวียงแก่น ที่บอกกับสังคมว่าเวียงแก่นมีรากเหง้า มีประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สิ่งสำคัญที่สุด คือ รางวัลนี้เป็นแรงใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า สิ่งที่ปู่ย่าตายายสืบทอดไว้ไม่ใช่ของเก่าไร้ค่า แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอด สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างศักดิ์ศรีให้ชุมชนได้จริง

"น้องจุนเจือ" หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราช  เวทีแห่งการอนุรักษ์วัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบการสถาปนาเมืองเชียงราย โดยพ่อขุนเม็งรายมหาราช เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805 (764 ปีที่แล้ว) ถือเป็นงานเทศกาลสำคัญของจังหวัดเชียงราย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนเม็งรายมหาราช และเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย เช่น พิธีสักการะพระบรมอัฐิ ณ วัดดอยงำเมือง พิธีบวงสรวงและทำบุญสืบชะตาเมืองเชียงราย พิธีไหว้สาพญามังราย การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และของดีจากทุกอำเภอ การประกวดธิดาดอย การประกวดรำวงประยุกต์ การออกรางวัลสลากกาชาดการกุศล และคอนเสิร์ตศิลปินดัง

สำหรับปีนี้ งานจัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “764 ปี เวียงเจียงฮาย พสกนิกรทั่วหล้า น้อมไหว้สาสดุดี ใต้ฟ้ามหาบารมีพระพันปีหลวง” โดยมีการปล่อยขบวนแห่จากทั้ง 18 อำเภอ แสดงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และที่สำคัญ คือ เป็นเวทีให้ชุมชนได้แสดงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของงานว่า เป็นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวล้านนา ส่งเสริมการค้าการท่องเที่ยว และจัดหารายได้สนับสนุนงานสาธารณกุศลของจังหวัดเชียงราย

บทบาทของธิดาดอย  ตัวแทนของความงามและวัฒนธรรมการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

การที่น้องจุนเจือ หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น คว้าตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 และนั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปี 2569 นั้น มีความหมายพิเศษอย่างยิ่ง เป็นการผสมผสานระหว่างความงามทางกายภาพกับความงามทางวัฒนธรรม และเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

การประกวดธิดาดอยซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีสาวงามจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมประกวด ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดความงาม แต่คือการประกวดที่ให้ความสำคัญกับความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

น้องจุนเจือ ในฐานะธิดาดอยและตัวแทนของเวียงแก่น ได้แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทลื้อ และมีส่วนสำคัญในการประชาสัมพันธ์อำเภอเวียงแก่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดขบวนแห่ในครั้งนี้

มรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องสืบทอดผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า

เวียงแก่น นอกจากจะมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทลื้อที่โดดเด่นแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีเมืองโบราณสถานดงเวียงแก่นซึ่งมีอายุประมาณ 700 กว่าปี มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น แก่งผาได และดอยผาตั้ง รวมถึงเป็นแหล่งผลิตส้มโอที่มีชื่อเสียง

ชาวไทลื้อในเวียงแก่นมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า ซึ่งหญิงสาวชาวไทลื้อมีฝีมือด้านการทอผ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้รับการฝึกฝนมาจากแม่และญาติพี่น้องฝ่ายหญิง การออกแบบสร้างสรรค์ผ้าทอไทลื้อถือได้ว่ามีความวิจิตรพิสดาร โดยสามารถทำเป็นลวดลายต่างๆ ได้ด้วยเทคนิคการจก การขิด และเกาะล้วง

นอกจากนี้ ชาวไทลื้อยังมีประเพณีที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ประเพณีฉายหนังแดงเลี้ยงผีหมู่บ้าน ซึ่งจัดขึ้นก่อนเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก เป็นการเซ่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอบคุณและขอพรให้การทำมาหากินและการเกษตรราบรื่น ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อในเรื่องวิญญาณของบรรพบุรุษที่ยังคงคุ้มครองดูแลลูกหลาน

อนาคตของวัฒนธรรมไทลื้อทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน

ความสำเร็จของขบวนแห่เวียงแก่นในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชปี 2569 เป็นมากกว่าแค่รางวัลชนะเลิศ แต่คือ การตอกย้ำว่า วัฒนธรรมท้องถิ่น อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่าและความสำคัญในสังคมร่วมสมัย

การที่คนรุ่นใหม่ ทั้งคุณซอ สุริยา วงค์ชัย น้องจุนเจือ และเยาวชนเวียงแก่น ร่วมมือกันอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมไทลื้อ แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่คือสิ่งที่มีชีวิต สามารถพัฒนาและปรับตัวได้ โดยยังคงรักษาแก่นสำคัญไว้

ดังที่คุณซอกล่าวว่า “รางวัลนี้แขอ ขอบคุณ ทีม ลื้อลายคำ (ทำขบวน) เป็นรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน” และเป็นแรงผลักดันให้ชุมชนต่างๆ ได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

สำหรับอนาคต ความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสืบทอดไว้ ไม่ใช่ของเก่าที่ไร้ค่า แต่คือทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สัมภาษณ์พิเศษ – คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) และผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดขบวนแห่ “มหัศจรรย์เวียงแก่น” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • หอจดหมายเหตุแห่งชาติ – ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2470
  • ศูนย์ข้อมูลชาติพันธุ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • ภาพ : ธัญ  ช่างภาพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

Downtown MC ขนฮาร์เลย์ 300 คันบุกเชียงราย! มอบทุนพัฒนาโรงเรียนและชุมชนกว่า 130,000 บาท สะท้อนวัฒนธรรมไบค์เกอร์ไทย

กลุ่มมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์ระดับชาติ “ดาวน์ทาวน์ เอ็มซี” จัดทริปใหญ่เชียงราย 700 คน มอบทุนพัฒนาโรงเรียนและชุมชนกว่า 130,000 บาท สะท้อนวัฒนธรรมไบค์เกอร์ไทยที่แบ่งปันสู่สังคม

เชียงราย, 6 ธันวาคม 2568 — ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นของหน้าหนาวภาคเหนือ ขบวนมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันกว่า 300 คันจากทั่วประเทศ ได้เดินทางเข้าสู่จังหวัดเชียงรายอย่างคับคั่ง ภายใต้ชื่อ “ดาวน์ทาวน์ เอ็มซี ไทยแลนด์” (Downtown MC Thailand) หนึ่งในชมรมมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ของประเทศที่มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วไทยถึง 800 คน เพื่อร่วมทริปท่องเที่ยวสายบุญและคืนกำไรสู่สังคมในช่วงวันที่ 5-7 ธันวาคม 2568

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการท่องเที่ยวตามแบบฉบับของกลุ่มไบค์เกอร์ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมมอเตอร์ไซค์ในไทย จากภาพลักษณ์เดิมที่มักถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ก้าวร้าว มาสู่การเป็นกลุ่มที่มีจิตสำนึกต่อสังคม พร้อมคืนกำไรและสร้างคุณประโยชน์แก่ชุมชนท้องถิ่น

ทริปใหญ่แห่งปี เส้นทางสายเหนือที่เปี่ยมความหมาย

สำหรับสมาชิกของ Downtown MC Thailand ที่เดินทางมาครั้งนี้ ประกอบด้วยสมาชิกจาก 8 สาขาทั่วประเทศ ได้แก่ Downtown MC The North (ภาคเหนือ), The South (ภาคใต้), The North East (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), The East (ภาคตะวันออก), The Central Region (ภาคกลาง) และแม้กระทั่งสาขาระหว่างประเทศอย่าง Australia, San Diego และ Lao P.D.R.

“อ้วน ดาวน์ทาวน์” หนึ่งในตัวแทนของชมรมที่ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้เล่าด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมความประทับใจว่า “เราอิจฉาจังหวัดคุณครับ ขอบคุณพี่น้องเชียงรายที่น่ารักมากๆ ยังไงก็ฝากกราบขออภัยเรื่องมลภาวะทางเสียง เพราะเรามีสมาชิกทั่วประเทศ 800 คน 800 คัน และครั้งนี้สมาชิกสายเหนือเป็นผู้ดำเนินการจัดการ”

สำหรับทริปเชียงรายในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมประจำปีที่ชมรมจัดขึ้นสลับหมุนเวียนกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยปีที่แล้วได้จัดที่จังหวัดน่าน และครั้งนี้ได้เลือกเชียงรายเป็นจุดหมายปลายทาง มีสมาชิกเดินทางมาร่วมกว่า 700 คน โดยใช้มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันประมาณ 300 คัน รวมถึงมีสมาชิกจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและสมาชิกจากภาคใต้สุดอย่างจังหวัดยะลาเดินทางมาร่วมด้วย

การเดินทางที่ท้าทาย กว่า 700 กิโลเมตรบนเส้นทางสองล้อ

“อ้วน ดาวน์ทาวน์” เล่าถึงเส้นทางการเดินทางว่าตนเองขับขี่มอเตอร์ไซค์มาจากกรุงเทพมหานครระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลในการขับขี่มอเตอร์ไซค์และความรักในกิจกรรมกลุ่ม “เราชื่นชอบในการขี่มอไซค์ จากกรุงเทพฯ 700 กว่ากิโลมาเชียงราย” เขากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

การเดินทางในลักษณะขบวนใหญ่ของกลุ่มมอเตอร์ไซค์นับร้อยคัน ย่อมสร้างความวิตกกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องเสียงดังจากท่อไอเสีย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของชมรมได้แสดงความเข้าใจและขออภัยอย่างจริงใจ “ฝากขอโทษและขอบคุณพี่น้องชาวเชียงรายที่น่ารักมากต้อนรับดี ทักร้านเลยครับ” เขากล่าวทิ้งท้าย

องค์ประกอบของสมาชิกคนมีที่แบ่งปัน

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือองค์ประกอบของสมาชิกภายในชมรม ซึ่งส่วนใหญ่ถึง 90% เป็นเจ้าของกิจการ ทำให้กลุ่มนี้มีฐานะทางการเงินที่มั่นคงและมีกำลังพอที่จะช่วยเหลือสังคม “คนที่มางานส่วนมาก เจ้าของกิจการ 90% เราแบ่งปัน ช่วยเหลือ ตามโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่” อ้วน ดาวน์ทาวน์ อธิบาย

ความเป็นกลุ่มเจ้าของธุรกิจนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมไบค์เกอร์ในไทย จากอดีตที่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่อาจถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มนอกกฎหมายในบางบริบท มาสู่ยุคปัจจุบันที่ไบค์เกอร์ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ มีการศึกษาดี และต้องการใช้งานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายจากการทำงานหนัก

กิจกรรมคืนกำไรสู่สังคม มอบทุนกว่า 130,000 บาท

หัวใจสำคัญของทริปครั้งนี้คือกิจกรรมเพื่อสังคมที่กลุ่มได้เตรียมการมาอย่างดี โดยได้ประสานงานกับวัดร่องขุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดเชียงราย เพื่อใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมมอบทุนและอุปกรณ์ต่างๆ แก่โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่

รายการบริจาคในครั้งนี้ประกอบด้วย

  1. ทุนสร้างห้องน้ำให้โรงเรียนบ้านสันกลาง มูลค่า 100,000 บาท — เป็นทุนหลักที่จะช่วยพัฒนาสุขาภิบาลพื้นฐานให้กับนักเรียน ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยเฉพาะในโรงเรียนชนบทที่อาจขาดแคลนงบประมาณในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  2. หมวกกันน็อค มูลค่า 15,000 บาท — การมอบหมวกกันน็อคสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่กลุ่มไบค์เกอร์เองต้องเป็นแบบอย่างที่ดี การมอบหมวกกันน็อคให้กับเยาวชนในพื้นที่จึงเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยตั้งแต่เนิ่นๆ
  3. อุปกรณ์กีฬาและทุนการศึกษา มูลค่า 15,000 บาท — การพัฒนาทักษะด้านกีฬาและสนับสนุนการศึกษาเป็นการลงทุนในอนาคตของเยาวชน โดยอุปกรณ์กีฬาจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ ส่วนทุนการศึกษาจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว

รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 130,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กและชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ ชมรมยังได้ขอบคุณวัดร่องขุ่นที่ให้ความอนุเคราะห์สถานที่ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้

วัดร่องขุ่น แลนด์มาร์กแห่งเชียงรายที่เป็นฉากหลังของกิจกรรม

วัดร่องขุ่น หรือที่ชาวต่างชาติรู้จักในชื่อ “White Temple” เป็นวัดพุทธที่ตั้งอยู่ในตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ออกแบบและก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และยังคงดำเนินการก่อสร้างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

วัดแห่งนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยสีขาวบริสุทธิ์ประดับด้วยกระจกสีเงินแวววาว สะท้อนแสงระยิบระยับในยามที่แสงแดดส่องถึง โดยอาจารย์เฉลิมชัยได้อธิบายไว้ว่า สีขาวหมายถึงพระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า ส่วนกระจกขาวหมายถึงพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์และจักรวาล

วัดร่องขุ่นได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยติดอันดับเป็นหนึ่งในวัดที่สวยที่สุดในโลกหลายครั้งจากการจัดอันดับของสื่อนานาชาติ สถาปัตยกรรมที่งดงามและแนวคิดที่ลึกซึ้งทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดเชียงราย และเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มาเยือนภาคเหนือ

กิจกรรมในช่วง 3 วัน เที่ยว กิน พัก และทำบุญ

ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน สมาชิกของ Downtown MC Thailand ได้วางแผนกิจกรรมอย่างครบครัน โดยในวันที่ 5-6 ธันวาคม สมาชิกได้พักที่โรงแรมเฮอริเทจ (Heritage Hotel) เชียงราย ซึ่งเป็นโรงแรมระดับมาตรฐานที่รองรับกลุ่มใหญ่ได้

ในวันที่ 6 ธันวาคม กลุ่มได้จัดกิจกรรมสรังสรรค์ร่วมกันที่ร้านอาหารในตัวเมืองเชียงราย โดยมีสมาชิกกว่า 700 คนร่วมทานอาหารและพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกจากแต่ละภูมิภาคได้พบปะและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

นอกจากนี้ กลุ่มยังได้วางแผนเที่ยวชมสถานที่สำคัญต่างๆ ของจังหวัดเชียงราย อาทิ ดอยต่างๆ วัดสวยงาม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างดอยเชียงดาว ผาฮี้ และอื่นๆ โดย “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ระบุว่า “มี ทำบุญตามที่ลง เพจไปครับ จัดท่องเที่ยวต่อไปตามดอยต่างๆ วัดสวยงาม มีไปดอยเชียงดาว ผาฮี้ไปอีก”

สำหรับการเดินทางกลับ สมาชิกส่วนใหญ่จะเริ่มทยอยกลับในวันที่ 7 ธันวาคม แต่ก็มีสมาชิกบางส่วนที่ต่อเที่ยวยาวกว่านั้น เพื่อสำรวจความงดงามของภาคเหนือเพิ่มเติม

ขบวนรถ 200 กว่าคัน ภาพที่น่าประทับใจบนท้องถนนเชียงราย

หนึ่งในช่วงเวลาที่สร้างความประทับใจให้กับชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวคือการเห็นขบวนมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์กว่า 200 คันเดินทางไปยังวัดร่องขุ่น ซึ่ง “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ได้โพสต์ข้อความว่า “200 กว่าลำ กำลังไป วัดร่องขุ่น ปลอดภัยทุกท่าน ขออภัยในมลภาวะทางเสียงอีกครั้ง เราอยากมาชื่นชมความสวยงามของเชียงรายจริงๆ”

ข้อความนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของกลุ่มที่ต้องการเป็นแขกที่ดี แม้จะสร้างเสียงดังบ้างก็ตาม แต่ก็เป็นลักษณะเฉพาะของมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัยและเคารพกฎจราจร

Downtown MC Thailand ประวัติและวัฒนธรรมของชมรม

Downtown MC Thailand หรือที่มักเรียกย่อๆ ว่า DTMC เป็นชมรมมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันที่ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565 โดยมีสมาชิกก่อตั้งเริ่มแรก 270 คน และได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีสมาชิกกว่า 800 คนในปัจจุบัน กระจายอยู่ทั่วประเทศและมีสาขาในต่างประเทศด้วย

อัตลักษณ์ของกลุ่มคือ “ความเป็นตัวตนที่ไร้ซึ่งขอบเขตในการใช้ชีวิต” ด้วยการปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่มีสีสัน ทันสมัย และศิวิไลซ์ สีประจำชมรมคือ สีดำและสีทอง (หรือเครื่องยนต์สีทอง) และใช้เลข 19 เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งมาจากวันเกิดของกลุ่ม (วันที่ 9 เดือนที่ 1)

สโลแกนของกลุ่มคือ “ยุครุ่งเรืองของชนชั้นวัยรุ่น” และ “พวกเซียนเค้าไม่เรียนบทเดิม” ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดที่ต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในวงการไบค์เกอร์ไทย โดยเน้นความสนุกสนาน ไม่ต้องมีพิธีรีตองที่ซับซ้อน และสร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการจัดกิจกรรมที่ทันสมัย

ปรัชญาของกลุ่มคือ “ไม่เน้นยศ ไม่มีตำแหน่ง” แต่เต็มไปด้วยมิตรภาพ เสียงหัวเราะ และความจริงใจ โดยใช้จิตสำนึกพื้นฐานในการทำกิจกรรมกลุ่ม และช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยความจริงใจ ซึ่งเป็นค่านิยมที่แตกต่างจากกลุ่มมอเตอร์ไซค์แบบดั้งเดิมที่อาจมีลำดับชั้นและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด

ไบค์เกอร์ไทยยุคใหม่ จากภาพลักษณ์เดิมสู่การสร้างสรรค์สังคม

ทริปเชียงรายของ Downtown MC Thailand ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ในสังคมไทย ในอดีต กลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะฮาร์เลย์-เดวิดสัน มักถูกมองด้วยความหวาดระแวง บางครั้งเชื่อมโยงกับกลุ่มอันธพาลหรือแก๊งมอเตอร์ไซค์ที่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ไทยได้เปลี่ยนไปอย่างมาก กลุ่มไบค์เกอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันประกอบด้วยผู้ประกอบการ นักธุรกิจ แพทย์ ทนายความ และผู้ที่มีการศึกษาสูง ซึ่งใช้การขับขี่มอเตอร์ไซค์เป็นงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายจากการทำงาน

มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน ซึ่งเป็นยี่ห้อที่มีราคาสูงและมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาไม่น้อย ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและฐานะทางสังคมในระดับหนึ่ง การเป็นเจ้าของรถฮาร์เลย์จึงแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางการเงิน และการเข้าร่วมชมรมฮาร์เลย์ยังเป็นการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจอีกด้วย

นอกจากนี้ กลุ่มไบค์เกอร์ยุคใหม่ยังมีจิตสำนึกในการคืนกำไรสู่สังคม ดังจะเห็นได้จากกิจกรรมของ Downtown MC Thailand ที่ไม่เพียงแต่จัดทริปท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นส่วนสำคัญของการเดินทางทุกครั้ง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น มากกว่าการท่องเที่ยว

การเดินทางของกลุ่มมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่เช่นนี้มิได้สร้างแต่เพียงความสนุกสนานให้กับสมาชิกเท่านั้น แต่ยังส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ การที่มีนักท่องเที่ยว 700 คนพักค้างคืน 2 คืนในจังหวัดเชียงราย หมายถึงรายได้จากค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

หากคำนวณเบื้องต้นโดยประมาณ สมาชิกแต่ละคนอาจมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่พัก และอาหาร อยู่ที่ประมาณ 5,000-10,000 บาทต่อคนสำหรับทริป 3 วัน 2 คืน รวมแล้วอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดเชียงรายได้มากกว่า 3.5-7 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงการมอบทุนและอุปกรณ์มูลค่า 130,000 บาท

นอกจากนี้ การที่สมาชิกของชมรมกลับไปแล้วพูดถึงความประทับใจในจังหวัดเชียงราย ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ที่มีคุณค่า อาจกระตุ้นให้คนในเครือข่ายของพวกเขาสนใจมาเที่ยวเชียงรายในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้าง soft power ด้านการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ

ความปลอดภัยและความรับผิดชอบ บทเรียนสำคัญ

การเดินทางเป็นขบวนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์กว่า 300 คัน ย่อมมีความท้าทายด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการขับขี่ในเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยวของภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม จากรายงานพบว่าการเดินทางครั้งนี้ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย ไม่มีรายงานอุบัติเหตุร้ายแรงใดๆ

ความสำเร็จด้านความปลอดภัยนี้มาจากการเตรียมตัวที่ดี การมีผู้นำกลุ่มที่มีประสบการณ์ และความมีวินัยของสมาชิกในการปฏิบัติตามกฎจราจร นอกจากนี้ การที่กลุ่มมอบหมวกกันน็อคให้กับเยาวชนในพื้นที่ ยังสะท้อนถึงความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยที่พวกเขาต้องการถ่ายทอดให้กับคนรุ่นต่อไป

มิติด้านสิ่งแวดล้อม ข้อควรพิจารณาสำหรับอนาคต

แม้ว่ากิจกรรมครั้งนี้จะได้รับการต้อนรับและสร้างประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อควรพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมที่ควรได้รับการให้ความสำคัญ การที่มีมอเตอร์ไซค์กว่า 300 คันเดินทางมาพร้อมกัน หมายถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศจำนวนหนึ่ง รวมถึงมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่ชมรมได้รับรู้และขอโทษเรื่องเสียงรบกวน พร้อมทั้งชดเชยด้วยการทำกิจกรรมเพื่อสังคม แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะเป็นแขกที่ดี สำหรับอนาคต อาจมีการพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การจำกัดจำนวนรถในแต่ละขบวน หรือการเลือกใช้เส้นทางที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด

เชียงราย จุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มท่องเที่ยว

จังหวัดเชียงรายเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มท่องเที่ยวแบบนี้ ด้วยความมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งวัดวาอารามที่สวยงาม ธรรมชาติที่สมบูรณ์ วัฒนธรรมชนเผ่าที่น่าสนใจ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่พร้อมรับนักท่องเที่ยว

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวเชียงรายมีชื่อเสียงในเรื่องความเป็นมิตรและการต้อนรับที่อบอุ่น ดังที่ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” กล่าวถึงว่า “พี่น้องชาวเชียงรายน่ารักมากต้อนรับดี” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจและต้องการกลับมาเยือนอีก

นอกจากนี้ เส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่อื่นๆ มายังเชียงราย เป็นเส้นทางที่ท้าทายและน่าสนใจสำหรับไบค์เกอร์ โดยเฉพาะการผ่านภูเขาและทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดเส้นทาง ทำให้การเดินทางเองก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่น่าจดจำ

แนวโน้มในอนาคต ทริปสลับหมุนเวียนทั่วประเทศ

จากข้อมูลที่ได้รับ Downtown MC Thailand มีนโยบายจัดทริปใหญ่ประจำปีโดยสลับหมุนเวียนกันไปในแต่ละภูมิภาค ปีที่แล้วจัดที่จังหวัดน่าน ปีนี้จัดที่เชียงราย ซึ่งหมายความว่าในอนาคตจะมีการจัดทริปในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

รูปแบบการท่องเที่ยวแบบนี้มีประโยชน์หลายประการ ทั้งการกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ การทำให้สมาชิกได้รู้จักประเทศของตนเองมากขึ้น และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่

สำหรับจังหวัดต่างๆ การได้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเช่นนี้ถือเป็นโอกาสดีในการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มในรูปแบบของการมอบทุนและอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับโรงเรียนและชุมชน

โมเดลใหม่ของการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์

ทริปเชียงรายของ Downtown MC Thailand ครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่แค่การมาเที่ยวและใช้จ่าย แต่ยังคืนกำไรสู่ชุมชนในรูปแบบที่เป็นรูปธรรม

การมอบทุนสร้างห้องน้ำ หมวกกันน็อค และอุปกรณ์กีฬา รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท อาจดูเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนักสำหรับกลุ่มที่มีสมาชิก 800 คน แต่สำหรับโรงเรียนบ้านสันกลางและชุมชนท้องถิ่น เงินจำนวนนี้มีความหมายและสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การที่กลุ่มไบค์เกอร์แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ ความมีวินัย และการใส่ใจต่อชุมชน ยังช่วยเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ในสังคมไทย จากภาพเดิมที่อาจเป็นลบ มาสู่ภาพที่เป็นบวกและสร้างแรงบันดาลใจ

สุดท้ายนี้ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ได้ทิ้งข้อความที่ชวนให้คิดไว้ว่า “เราอิจฉาจังหวัดคุณครับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความประทับใจในความงดงามของเชียงรายอย่างแท้จริง และ “ขอให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ดี” ซึ่งเป็นคำอวยพรที่แสดงถึงความหวังดีต่อทุกคนที่เดินทาง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การสัมภาษณ์โดยตรง — ข้อมูลจากการสนทนากับ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ตัวแทนของ Downtown MC Thailand โดยทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568
  • เพจ Facebook: Downtown MC Thailand
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • วัดร่องขุ่น (White Temple) Official
  • ข้อมูลชุมชนและโรงเรียน — โรงเรียนบ้านสันกลาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นผู้รับการสนับสนุนดาวน์ทาวน์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS LIFESTYLE

อินฟลูเอนเซอร์ไทยต้องรับผิด! บทบาทเปลี่ยนสู่ “ผู้โฆษณา” ความรับผิดทางกฎหมายทวีคูณ

เปิดโปงเงื่อนงำโลกอินฟลูเอนเซอร์ไทย: เมื่อบทบาทเปลี่ยนสู่ “ผู้โฆษณา” ความรับผิดทางกฎหมายจึงทวีคูณ และผู้บริโภคต้องรับมืออย่างไร

เชียงราย, 14 สิงหาคม 2568 ในยุคดิจิทัลที่ “อินฟลูเอนเซอร์” หรือผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกำหนดพฤติกรรมผู้บริโภค ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2567-2568 ได้เผยให้เห็นถึงภูมิทัศน์ทางกฎหมายและธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อผู้เสียหายจำนวนมากเริ่มรวมตัวกันใช้ช่องทางกฎหมายอย่างจริงจัง สะท้อนภาพว่าอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียง “ผู้มีอิทธิพล” อีกต่อไป แต่ได้รับการปฏิบัติในฐานะ “ผู้โฆษณา” หรือ “ผู้จำหน่าย” ซึ่งต้องเผชิญกับความรับผิดทางกฎหมายที่สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ รายงานข่าวเชิงลึกฉบับนี้จะเจาะลึกถึงการเติบโตของอุตสาหกรรม, ปัญหา “รีวิวไม่ตรงปก” ที่สร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค, ความเสี่ยงทางกฎหมายที่อินฟลูเอนเซอร์ต้องเผชิญ, และข้อเสนอแนะในการสร้างมาตรฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของวงการนี้

เบื้องหลังตัวเลขการเติบโตของอาณาจักรอินฟลูเอนเซอร์ไทยมูลค่าหลายหมื่นล้าน

อุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศไทยได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจาก Tellscore (เทลล์สกอร์) ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2567 ระบุว่าตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยมีมูลค่าสูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท และมีอัตราการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 25-30% ติดต่อกันมา 3 ปีแล้ว ตัวเลขที่น่าตกใจคือ ประเทศไทยมีคอนเทนต์ครีเอเตอร์จำนวนมากถึง 9,000,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 12.86% ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด และในจำนวนนี้ มีถึง 2 ล้านคนที่เป็นครีเอเตอร์แบบ “ฟูลไทม์” หรือทำอาชีพนี้อย่างเต็มตัว ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ทั่วโลกที่มีประมาณ 200 ล้านคน หรือ 3% ของประชากรโลก

นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore ได้กล่าวถึงภาพรวมตลาดคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในประเทศไทยในปีนี้ว่า แม้เศรษฐกิจไทยโดยรวมอาจไม่สดใส แต่ภาคเอกชนไทยยังคงรุกทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทุ่มงบการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์มากที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ กลุ่มเพื่อสุขภาพและความงาม (Health & Beauty), กลุ่มไลฟ์สไตล์ (Lifestyle), และกลุ่มการเงินและซุปเปอร์แอปฯ (Finance & Superapps) ในทางกลับกัน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และยานยนต์กลับชะลอการใช้งบประมาณลงตามภาพรวมตลาดที่หดตัว การขยายตัวนี้ทำให้บทบาทของอินฟลูเอนเซอร์ไม่จำกัดอยู่เพียงการสร้างความบันเทิงหรือให้ความรู้ แต่ยังรวมถึงการเป็นผู้กำหนดแนวคิดและพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยตรง

เปิดตัวเลขคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย พุง 9 ล้านคน - เจาะลึกคอนเทนต์ไหน “รุ่งปังๆ -ร่วง หลุดกระแสแล้ว”

ฝันร้ายวันเกิด: เมื่อ “รีวิว” ไม่ใช่แค่ความเห็น แต่คือ “โฆษณา” ที่ไม่ตรงปก

ภายใต้ความเจิดจรัสของตัวเลขทางเศรษฐกิจ ปัญหาด้านจริยธรรมและความโปร่งใสกลับเป็น “ภัยเงียบ” ที่กำลังคุกคามผู้บริโภค กรณีที่ผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งได้โพสต์เรื่องราวในกลุ่ม “พวกเราคือผู้บริโภค” ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เกี่ยวกับประสบการณ์การเข้าพัก “รีสอร์ทไม่ตรงปก” ที่รีสอร์ทชื่อดังแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชลบุรี ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากในวงการนี้ ผู้เสียหายรายนี้ตั้งใจจองที่พักเพื่อฉลองวันเกิดผ่านแอปพลิเคชันจองออนไลน์ โดยมีภาพที่พักที่สวยงามน่าดึงดูดใจ แต่เมื่อไปถึงสถานที่จริงกลับพบว่าบรรยากาศโดยรอบเป็นเหมือน “ที่รกร้าง” เต็มไปด้วยขยะ และสภาพที่พักก็ทรุดโทรมอย่างหนัก

เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นการเกิดขึ้นเพียงกรณีเดียว แต่ยังมีเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคคนอื่น ๆ ที่เคยมีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการติดตามรีวิวของอินฟลูเอนเซอร์ สายกินสายรีวิวชื่อดังที่มีผู้ติดตามหลักล้าน ในจังหวัดชลบุรี ที่ผู้บริโภคจำนวนมากออกมายืนยันว่า “รีวิวไม่ตรงปกเกือบทุกที่” จนเลิกเชื่อถือ และเลิกติดตาม ปัญหานี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ในยุคที่ผู้บริโภคอาศัย “รีวิว” และ “อินฟลูเอนเซอร์” เป็นหลักในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลเหล่านั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และการรีวิวที่ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง หรือการใช้ภาพเก่ามาประกอบการโฆษณา ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่าย การโฆษณาเกินจริง” หรือ “การโฆษณาที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด” ซึ่งผิดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคบางรายถึงขั้นระบุว่าอินฟลูเอนเซอร์รายดังกล่าวมีพฤติกรรมเข้าข่าย “มิจฉาชีพ” และเคยถูกโกงเงินไปหลายพันบาทจากการจองที่พักผ่านเพจนั้น แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ความไม่ตรงปก แต่ลุกลามไปถึงขั้นการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายทางการเงินอย่างร้ายแรงแก่ประชาชน

ราคาที่ต้องจ่าย ความรับผิดทางกฎหมายที่อินฟลูเอนเซอร์ต้องเผชิญ

การเปลี่ยนผ่านบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์จาก “ผู้มีอิทธิพล” ธรรมดาไปสู่ “ผู้โฆษณา” โดยตรง ได้นำมาซึ่งความรับผิดชอบทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายเฉพาะสำหรับอินฟลูเอนเซอร์โดยตรง กฎหมายที่มีอยู่เดิมจึงถูกนำมาปรับใช้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและควบคุมการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งการโฆษณาเกินจริงอาจนำไปสู่การดำเนินคดีภายใต้กฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน ทำให้ความเสี่ยงและบทลงโทษเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ

  1. ความผิดฐานหมิ่นประมาทและการใช้สื่อออนไลน์: การโพสต์ข้อความหรือรูปภาพบนโซเชียลมีเดียที่เปิดเป็นสาธารณะและทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และมักถูกฟ้องควบคู่กับ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 ที่บัญญัติความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท การมีผู้ติดตามจำนวนมากของอินฟลูเอนเซอร์จึงเป็นทั้งทรัพย์สินและความเสี่ยงทางกฎหมายที่สำคัญ
  2. คดีการโฆษณาและการหลอกลวงผู้บริโภคการโฆษณาของอินฟลูเอนเซอร์อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งกำหนดให้การโฆษณาต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นเท็จ เกินจริง หรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ผู้ที่ใช้ข้อความโฆษณาที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากอินฟลูเอนเซอร์เป็นเจ้าของสื่อที่รับโฆษณา จะต้องรับโทษในอัตรากึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับผู้ประกอบธุรกิจ

ที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ กฎหมายเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ซึ่งมีการกำหนดโทษที่รุนแรงกว่ากฎหมายทั่วไป การโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จหรือหลอกลวงให้ผู้บริโภคหลงเชื่อโดยไม่สมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท รวมถึงข้อความต้องห้ามที่ อย. กำหนดอย่างชัดเจน เช่น คำที่สื่อว่า “รักษาโรค” หรือ “เปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกาย” เช่น ลดโคเลสเตอรอล, ลดน้ำหนักถาวร, อัพไซส์ สำหรับเครื่องสำอาง การโฆษณาเกินจริงก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

  1. ความรับผิดทางอาญาฐานฉ้อโกงประชาชน: หากการโฆษณามีเจตนาทุจริตเพื่อหลอกลวงประชาชนจนทำให้เสียทรัพย์ อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่งแตกต่างจากความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคตรงที่ต้องพิสูจน์ “เจตนาทุจริต” ของผู้กระทำ อินฟลูเอนเซอร์ที่ร่วมมือกับเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่รู้ว่าเป็นความเท็จและมีเจตนาหลอกลวงประชาชน อาจถูกยกระดับความผิดจากผู้โฆษณาไปเป็น ผู้สนับสนุน” หรือ “ตัวการร่วม” ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้
  2. คดีความรับผิดทางอาญาจากความประมาท: ในบางกรณี การสร้างคอนเทนต์อันตรายหรือท้าทายที่นำไปสู่การบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของผู้อื่น อาจเข้าข่ายความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท กรณีศึกษาที่สะเทือนใจคือ การเสียชีวิตของ “แบงค์ เลสเตอร์” อินฟลูเอนเซอร์ผู้สู้ชีวิต หลังจากถูกจ้างให้ดื่มเหล้าปริมาณมาก ซึ่งอัยการได้ให้ความรู้ทางกฎหมายว่าผู้ที่ “ยุยง” หรือ “เชียร์” ให้ดื่ม โดยรู้ว่าการกระทำนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต อาจเข้าข่าย “กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย”

บทเรียนจากคดีสำคัญจุดเปลี่ยนของวงการอินฟลูเอนเซอร์

สถานการณ์การฟ้องร้องที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2567-2568 ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม และส่งสัญญาณว่าการบังคับใช้กฎหมายได้เปลี่ยนผ่านจากการกำกับดูแลแบบตั้งรับไปสู่การบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก โดยมีคดีสำคัญหลายกรณีที่สะท้อนถึงความซับซ้อนและความรุนแรงของบทลงโทษ:

  • คดี The iCon Group: เป็นตัวอย่างสำคัญของการฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class Action-style) ที่มีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนกว่า 250 คน มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 95 ล้านบาท คดีนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานในการสืบสวนสอบสวน ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดย สคบ. ได้เรียกอินฟลูเอนเซอร์และผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้ปากคำเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งทนายความชื่อดังแนะนำว่าอินฟลูเอนเซอร์ควรโฆษณาแค่สินค้าเท่านั้น และไม่ควรโฆษณาระบบธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีแชร์ลูกโซ่
  • คดีอินฟลูเอนเซอร์ฟ้องเอเจนซี่ฉ้อโกง: ในเดือนมีนาคม 2568 กลุ่มผู้เสียหายกว่า 50 คน ซึ่งประกอบด้วยอินฟลูเอนเซอร์ เจ้าของแบรนด์ และอดีตพนักงาน ได้รวมตัวกันแจ้งความ บก.ป. เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทเอเจนซี่แห่งหนึ่ง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท บริษัทมีพฤติกรรมไม่จ่ายค่าจ้าง, ไม่ผลิตงานตามสัญญา, และมีการข่มขู่ฟ้องกลับ การรวมตัวกันเพื่อดำเนินคดีอาญาในครั้งนี้เป็นการยกระดับข้อพิพาทเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่อินฟลูเอนเซอร์เองก็อาจตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงได้เช่นกัน
  • คดีไลฟ์สดขายทอง “แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์”: กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการโฆษณาที่ไม่ตรงปกอาจถูกยกระดับเป็นคดีอาญาฐาน “ฉ้อโกงประชาชน” และ “พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์” เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระบุว่าจะเรียกอินฟลูเอนเซอร์ที่เคยร่วมไลฟ์สดเข้ามาให้ปากคำ เพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดหรือไม่
  • คดีโฆษณาเว็บพนันออนไลน์: กรณีของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “อิงฟ้า อารยา” ที่ถูกจับกุมจากการโฆษณาชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ แสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดบนโลกออนไลน์ โดยตำรวจไซเบอร์ได้เปิดเผยว่ามีการจับกุมอินฟลูเอนเซอร์ในลักษณะดังกล่าวไปแล้วกว่า 100 คน

การดำเนินคดีเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้กระทำความผิดว่า การหลอกลวงหรือการทำผิดกฎหมายจะไม่สามารถลอยนวลได้อีกต่อไป

ข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้อง สร้างจริยธรรมสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

เพื่อป้องกันปัญหาที่ซับซ้อนและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้บริโภคและภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมในระยะยาว การสร้างมาตรฐานและจริยธรรม จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในภาวะที่กฎหมายเฉพาะสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ยังไม่มีการบัญญัติขึ้นอย่างชัดเจน การขับเคลื่อน ร่างจริยธรรมของอินฟลูเอนเซอร์” จึงถือเป็นการตอบสนองเชิงรุกของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่างจริยธรรมดังกล่าวซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำในการคุ้มครองผู้บริโภค ประกอบด้วยข้อปฏิบัติ 5 ข้อหลัก ได้แก่:

  1. ตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า: ก่อนรับโฆษณา ต้องขอตรวจสอบใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อย. หรือ มอก.
  2. ทดลองใช้สินค้าจริง: และมีหลักฐานแสดงผลการใช้ที่เป็นไปตามที่โฆษณา
  3. ยอมรับว่าการรีวิวคือการโฆษณา: และต้องมีความโปร่งใส รวมถึงเข้าใจขอบเขตทางกฎหมาย
  4. หลีกเลี่ยงสินค้าผิดกฎหมาย: เช่น บุหรี่ไฟฟ้าหรือการพนัน
  5. มีการเยียวยาผู้บริโภค: หากเกิดผลกระทบเชิงลบจากเนื้อหาที่ตนเองโฆษณาไป

การสร้าง “จริยธรรม” นี้เป็นการลดความเสี่ยงทั้งสำหรับผู้ผลิตเนื้อหาและผู้บริโภค โดยเป็นการสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้นจากภายในอุตสาหกรรมเอง

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

  • ยกระดับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลักดันให้แพลตฟอร์มจองที่พักและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่โฆษณา เพื่อป้องกันการนำภาพเก่าหรือไม่ตรงกับสถานที่จริงมาใช้งาน
  • สร้างมาตรฐานและจรรยาบรรณนักรีวิว: ควรมีการส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้ถึงจรรยาบรรณของนักรีวิว ว่าการนำเสนอข้อมูลต้องเป็นไปตามความเป็นจริงและโปร่งใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการรับเงินจากผู้ประกอบการในการรีวิว
  • ให้ความรู้แก่ผู้บริโภค: สภาผู้บริโภค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคถึงวิธีการสังเกตและตรวจสอบรีวิวที่น่าเชื่อถือ เช่น การดูรีวิวจากหลาย ๆ แหล่ง การตรวจสอบคะแนนรีวิวจากแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ และการพิจารณาภาพที่มาจากการโพสต์ของผู้ใช้บริการจริง

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับทุกภาคส่วน

  • สำหรับอินฟลูเอนเซอร์: ควรยึดหลัก ตรวจสอบ-ทดลอง-เปิดเผย” คือ ตรวจสอบข้อมูลสินค้าและบริษัทคู่ค้าอย่างละเอียด พร้อมขอเอกสารการอนุญาตที่ถูกต้อง ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์จริงด้วยตนเองและรีวิวตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง และที่สำคัญที่สุดคือ เปิดเผยให้ชัดเจนว่าเป็น “โฆษณา” หรือ “สปอนเซอร์” โดยใช้ภาษาและแฮชแท็กที่เข้าใจง่าย ควรระมัดระวังการสร้างคอนเทนต์ที่เสี่ยงอันตราย หรือการโฆษณาระบบธุรกิจที่ซับซ้อนที่อาจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ รวมถึงระวังการแสดงความคิดเห็นที่สุ่มเสี่ยงต่อการหมิ่นประมาท โดยควรทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเสมอ นอกจากนี้ ควรจัดทำสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่รัดกุมและตรวจสอบเงื่อนไขอย่างละเอียดก่อนรับงาน โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทนและขอบเขตความรับผิดชอบ.
  • สำหรับแบรนด์และเอเจนซี่: ควรจัดทำสัญญาที่รัดกุม ระบุขอบเขตความรับผิดชอบของอินฟลูเอนเซอร์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นความถูกต้องของข้อมูล การเปิดเผยความสัมพันธ์ในการโฆษณา และการหลีกเลี่ยงข้อความที่เกินจริง ควรมีนโยบายตรวจสอบอินฟลูเอนเซอร์และเนื้อหาที่สร้างขึ้นอย่างเข้มงวด รวมถึงตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อป้องกันการเข้าไปพัวพันกับการฉ้อโกง และควรสนับสนุนการออกกฎหมายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและสร้างมาตรฐานที่ยอมรับร่วมกันในอุตสาหกรรม.
  • สำหรับผู้บริโภค: หากได้รับความเสียหายจากการโฆษณาเกินจริงหรือผลิตภัณฑ์ที่อันตราย ควรใช้สิทธิในการร้องเรียนผ่าน

สภาองค์กรของผู้บริโภคมีช่องทางการร้องเรียนดังนี้

Line: @tccthailand
ใครพบปัญหาผู้บริโภคสามารถร้องเรียนสภาองค์กรของผู้บริโภค
Facebook / X (Twitter): สภาองค์กรของผู้บริโภค
Tiktok: tccthailand 
โทร 1502 และ 022391839
หรือแจ้งเรื่องร้องเรียนออนไลน์ได้ที่ https://complaint.tcc.or.th และทาง E-mail : complaint@tcc.or.th

สายด่วน อย. 1556 หรือ สคบ. ได้โดยตรง ควรใช้วิจารณญาณที่สูงขึ้นในการพิจารณาข้อมูลจากการรีวิว และตระหนักว่าการโฆษณาและการรับรองจากอินฟลูเอนเซอร์อาจมีแรงจูงใจทางการเงินแฝงอยู่ ที่สำคัญคือ หากพบการกระทำที่ผิดกฎหมาย ควรเก็บหลักฐานให้ครบถ้วนที่สุด เช่น ภาพหน้าจอการจอง, ภาพโฆษณา, ภาพถ่ายและวิดีโอของสภาพที่พักจริง และหลักฐานการติดต่อ เพื่อใช้ในการแจ้งความต่อไป.

การวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอินฟลูเอนเซอร์ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดจะต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและจริยธรรมที่เข้มแข็ง การร่วมมือกันระหว่างอินฟลูเอนเซอร์ แบรนด์ เอเจนซี่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาครัฐ ในการสร้างมาตรฐานที่โปร่งใส จะเป็นกุญแจสำคัญในการส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมมูลค่าหลายหมื่นล้านนี้ในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนผู้บริโภคทั่วไปจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการได้เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นจริง และได้รับการคุ้มครองสิทธิ์อย่างเต็มที่.

#สภาผู้บริโภค #เพื่อนผู้บริโภค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Tellscore: รายงานวิจัย “Futures of Content Creators 2035” และข้อมูลอินไซต์ตลาดจาก “เปิดตัวเลขคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย พุง 9 ล้านคน ทำงานแบบ Full-time 2 ล้าน”.
  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.): ข้อมูลและอำนาจการกำกับดูแลจาก “รายงานวิเคราะห์ความรับผิดทางกฎหมายของอินฟลูเอนเซอร์จากการโฆษณาเกินจริง”.
  • สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค): ข้อมูลและข้อเสนอแนะจาก “รีสอร์ทไม่ตรงปก: ภัยรีวิวไร้จรรยาบรรณและการปกป้องสิทธิ์ผู้บริโภค”.
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): บทลงโทษและข้อห้ามในการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ.
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.): บทบาทในการสืบสวนคดีสำคัญ เช่น The iCon Group และคดีฉ้อโกง.
  • ประมวลกฎหมายอาญา: มาตราที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาท, ฉ้อโกง, และประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย.
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (และฉบับแก้ไข): มาตราที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ.
  • รายงานการวิเคราะห์คดีความและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศไทย พ.ศ. 2567-2568″: ข้อมูลเชิงลึกและกรณีศึกษาในภาพรวม.
  • หน่วยงานและสื่อที่อ้างอิงในแหล่งข้อมูล: เช่น Linktree, FTC (คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ สหรัฐอเมริกา), Thaipost.net, Thai PBS News, Sanook.com.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE LIFESTYLE

จากของเก่าสู่ของใหม่! “รชรินทร์” ชู “ธนาลัย กู๊ดกู้ดส์” ปลุกย่านเก่าธนาลัยด้วยงานดีไซน์

 “BACK TO THE FUTURE” จากอดีตสู่โอกาส นิทรรศการ จุดประกายศักยภาพย่านธนาลัยในเวียงเชียงราย สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งอนาคต

เชียงราย, 9 สิงหาคม 2568 – ย่านธนาลัยและในเวียง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อันยาวนานของจังหวัดเชียงราย กำลังได้รับการพลิกโฉมสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา ผ่านการขับเคลื่อนของโครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ โดยมีจุดศูนย์กลางคือนิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” ที่ได้ฤกษ์เปิดม่านขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย งานนี้ไม่เพียงเป็นเพียงการจัดแสดงผลงาน แต่ยังเป็นเสมือนสะพานเชื่อมโยงอดีตอันรุ่งเรืองของย่านการค้าเก่าแก่แห่งนี้เข้ากับโอกาสใหม่ ๆ ในอนาคต เพื่อสร้างคุณค่าและแรงบันดาลใจให้กับชุมชนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่รวบรวมพลังสร้างสรรค์จากหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่ การรวมตัวกันของพันธมิตรเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาและต่อยอดแบรนด์กิจการดั้งเดิมของย่านธนาลัย ให้ก้าวสู่การเป็นธุรกิจสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์และความเป็นพหุวัฒนธรรมอันเป็นเสน่ห์ของเมืองเชียงราย

แนวคิด (Re)made in Thanalai หรือ (รี)เมดอิน ธนาลัย

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นและเป็นรูปธรรมที่สะท้อนนวคิด (Re)made in Thanalai หรือ (รี)เมดอิน ธนาลัย ส่วนชื่อคอลเลชั่นผลงานคือ Thanalai Good Goods หรือ ธนาลัย กู๊ดกู้ดส์ สิ่งที่มีอยู่ในย่านธนาลัยให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง คือผลงานของ คุณรชรินทร์ อินธุระ หนึ่งในนักสร้างสรรค์ที่เข้าร่วมจัดแสดง คุณรชรินทร์ได้นำเสนอผลงานภายใต้แนวคิด “ธนาลัย กู๊ดกู้ดส์ ” หรือ “ของดีธนาลัย” ซึ่งเป็นการโฟกัสไปที่ “การยกระดับสินค้า” เพื่อให้ย่านธนาลัยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เขาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์จัดองค์ประกอบของสิ่งของที่หาได้จากร้านค้าต่าง ๆ ในธนาลัย ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟตั้งโต๊ะ โคมไฟตั้งพื้น ชั้นวางของ โต๊ะเล่นกระดานหมากรุก หรือแม้กระทั่งพัด ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจและมีมูลค่าเพิ่ม แนวคิดนี้เป็นการนำเสนอ “ความเป็นไปได้ที่หลากหลายและความสนุกในการเอาไอเดียมาจับใช้” ในการเดินช้อปปิ้งและเดินเล่นในย่านธนาลัยจากมุมมองที่แตกต่าง

ผลงานของคุณรชรินทร์และนักสร้างสรรค์ท่านอื่น ๆ อาทิ เอกพงษ์ ใจบุญ, พุทธรักษ์ ดาษดา, สิริฉาย เอาฬาร และกลุ่มศิลปินไส้ติ่ง : โซไซตี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิม มาผสานกับแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการตอบรับต่อเป้าหมายของโครงการในการส่งเสริมศักยภาพของนักสร้างสรรค์และสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับสินค้าและบริการในพื้นที่ แต่ยังช่วยต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่และเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น

 

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม – 8 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์) ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย นับเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของย่านธนาลัย และร่วมเป็นประจักษ์พยานถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่สามารถพลิกโฉมอดีตให้กลายเป็นโอกาสอันสดใสในอนาคต ทำให้เชียงรายยังคงเป็นเมืองแห่งศิลปะ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

รชรินทร์ อินธุระ” เผยแนวคิดพลิกโฉม “ธนาลัย” สู่ยุคใหม่ในนิทรรศการ “Back to the Future”

จุดประสงค์หลักของการนำเสนอผลงานเหล่านี้คือ เพื่อแสดงให้เห็นถึง “ความเป็นไปได้ที่หลากหลาย” และ “ความสนุก” ในการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อประยุกต์ใช้ในการเดินช้อปปิ้งหรือเดินเล่นในธนาลัยจากอีกมุมมองหนึ่ง. คุณรชรินทร์หวังว่าแนวทางนี้จะ ก่อให้เกิดทิศทางที่น่าสนใจในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลให้ นักออกแบบหรือผู้คนในพื้นที่ได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ. แม้ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในอนาคตอาจไม่ได้มีรูปลักษณ์ตรงตามตัวอย่างที่จัดแสดง แต่ความตั้งใจสูงสุดคือการ สร้างความ “คึกคัก” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ธนาลัยอย่างต่อเนื่อง

นายรชรินทร์ อินธุระ ศิลปินอีกท่านหนึ่ง ได้นำเสนอแนวคิดในการ "ยกระดับสินค้า" ของย่านธนาลัยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย
  • มูลนิธิมดชนะภัย
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่
  • กลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จังหวัดเชียงราย
  • นักสร้างสรรค์ผู้เข้าร่วมแสดงผลงาน (เอกพงษ์ ใจบุญ, พุทธรักษ์ ดาษดา, สิริฉาย เอาฬาร, กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง : โซไซตี้, รชรินทร์ อินธุระ)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE LIFESTYLE

เชียงรายปลุกประวัติศาสตร์! ไส้ติ่ง โซไซตี้ นำเสนอ “ภาชนะทางความคิด” ในนิทรรศการ “ธนาลัย”

จังหวัดเชียงรายได้พลิกโฉมอดีตอันรุ่งโรจน์ของย่านการค้าเก่าแก่ “ธนาลัย” ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผ่านการเปิดตัวนิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย”

เชียงราย, 9 สิงหาคม 2568 –  ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย. นิทรรศการนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่เชื่อมโยงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ เข้ากับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนย่านธนาลัยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา.

จุดกำเนิดของ “ธนาลัย”  มรดกการค้าพหุวัฒนธรรม

ย่านถนนธนาลัยในจังหวัดเชียงรายมิได้เป็นเพียงแค่เส้นทางสัญจร แต่เป็นพื้นที่ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและแรงบันดาลใจ. นับตั้งแต่อดีต ถนนสายนี้เป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่สะท้อนถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมอันหลากหลายของเมืองเชียงรายได้อย่างชัดเจน. ที่นี่เป็นจุดบรรจบของเรื่องราวมากมาย ทั้งในมิติของชาติพันธุ์ ศาสนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ประวัติศาสตร์การค้า” ที่ฝังแน่นอยู่ในอาคาร ร้านค้า และวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ซึ่งยังคงดำรงอยู่และเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับกาลเวลา. การพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม ศิลปะ วัฒนธรรม ตลอดจนการเติบโตของร้านค้าเก่าแก่ที่ส่งต่อมายังธุรกิจคนรุ่นใหม่ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้ธนาลัยเป็นย่านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น.

เบื้องหลังแนวคิด ปลุกประวัติศาสตร์ให้ “มีชีวิต”

หัวใจสำคัญของการจัดนิทรรศการครั้งนี้คือแนวคิดในการมองเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และพยายามแปลงสารเหล่านั้นให้กลับมา “มีชีวิต” อีกครั้งในโลกปัจจุบัน. แนวคิดนี้ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนของจังหวัดเชียงราย. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง โซไซตี้ (SIDETHINK SOCIETY) ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับพื้นที่ของประวัติศาสตร์ ซึ่งหมายถึงเรื่องเล่าที่ไม่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ แต่ถูกถ่ายทอดจากผู้คนผ่านสิ่งของ สถานที่ และวัฒนธรรมการใช้ชีวิตในแต่ละช่วงเวลา. พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับพหุวัฒนธรรมของย่านธนาลัยจะนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งว่า การค้าในแต่ละยุคสมัยนั้นมิได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนสินค้า แต่คือการแลกเปลี่ยนคุณค่า ความเชื่อ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน

ภาชนะทางความคิด”  การเดินทางสู่รากฐานแห่งความสัมพันธ์

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” ไม่ใช่เพียงการจัดแสดงผลงานทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่ชวนให้ผู้เข้าชมได้ร่วมสำรวจและทำความเข้าใจแก่นแท้ของย่านธนาลัยผ่านมุมมองที่หลากหลาย. นอกเหนือจากการนำเสนอผลงานการออกแบบสร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจในย่านธนาลัย ยังมีการจัดกิจกรรมในรูปแบบของการเสวนาแลกเปลี่ยนที่นำเสนอเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น.

หัวใจสำคัญของนิทรรศการคือ “ภาชนะทางความคิด” (ตามความหมายที่สื่อถึงการบรรจุความสัมพันธ์) ซึ่งเปรียบเสมือนพื้นที่แห่งการเก็บรวบรวมความทรงจำ วัตถุ สัญลักษณ์ และเรื่องราวของผู้คนในย่านธนาลัยไว้อย่างประณีต. กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง โซไซตี้ ได้รวบรวมของเก่าและผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่จริงในย่านธนาลัยมาจัดแสดง เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับเรื่องราวในอดีต. นิทรรศการนี้จึงเป็นมากกว่าการจัดแสดงวัตถุ แต่เป็น “พื้นที่ของการฟัง พื้นที่ของการมองย้อน และพื้นที่ของการพูดคุย” เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้งว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการร้อยเรียงอดีตเข้ากับปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง ผ่านมุมมองที่เคารพต่อความหลากหลาย และเปิดโอกาสให้เรื่องเล่าเก่าๆ ได้กลับมามีความหมายใหม่อีกครั้ง.

ผลลัพธ์และประโยชน์ต่อประชาชน  จากอดีตสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิต

การจัดนิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดเชียงรายในการพัฒนาต่อยอดพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ให้เป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา. ประโยชน์ที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับจาก นิทรรศการนี้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาเรื่องราวและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของย่านธนาลัย. ผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ จะได้เรียนรู้และเข้าใจรากฐานของเมืองเชียงราย รวมถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมพื้นที่นี้ ความภาคภูมิใจและอัตลักษณ์ชุมชนเมื่อประวัติศาสตร์ถูกนำมาเล่าใหม่ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและน่าสนใจ จะช่วยให้คนในพื้นที่เกิดความผูกพันและภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิดของตนเองมากขึ้น. นี่คือการสร้างอัตลักษณ์ชุมชนที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม ถึง 8 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา 10.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์). นับเป็นโอกาสสำคัญที่ชาวเชียงรายและผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกับมิติใหม่ของย่านธนาลัย ที่ซึ่งอดีตและปัจจุบันหลอมรวมกันเพื่อสร้างสรรค์อนาคตอันสดใส.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย
  • กลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย
  • กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง โซไซตี้ (SIDETHINK SOCIETY)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE LIFESTYLE

“วาดอดีต สู่อนาคต” ศิลปินสิริฉาย เอาฬาร ใช้ศิลปะปลุกชีวิตย่านเก่าเชียงราย

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดมิติใหม่ เชื่อมโยงรากเหง้าวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ย่านเมืองเก่าเชียงราย สร้างอนาคตที่ยั่งยืนผ่านพลังงานศิลปะและความร่วมมือชุมชน

เชียงราย, 9 สิงหาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสการพัฒนาที่มุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง จังหวัดเชียงรายได้ริเริ่มโครงการอันทรงคุณค่าที่หวนคืนสู่รากเหง้าและเรื่องราวในอดีต เพื่อนำมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืน นั่นคือนิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” ซึ่งได้ฤกษ์เปิดฉากอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของย่านธนาลัย ในฐานะย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา

จากอดีตสู่ปัจจุบันการผลิบานของย่านธนาลัย

ย่านธนาลัยเป็นเสมือนหัวใจประวัติศาสตร์และศูนย์กลางการค้าเก่าแก่ของเมืองเชียงรายที่หลอมรวมความเป็นพหุวัฒนธรรมไว้อย่างกลมกลืน ตลอดเส้นทางนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวของศิลปะ วัฒนธรรม ร้านค้าเก่าแก่ที่ยืนหยัดมานานนับทศวรรษ รวมถึงธุรกิจคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามาต่อยอดและพัฒนาแบรนด์กิจการดั้งเดิมสู่รูปแบบสร้างสรรค์ใหม่ๆ โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เรื่องราวอันทรงคุณค่าเหล่านี้ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา แต่กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจและโอกาสใหม่ในการพัฒนาต่อยอดไปสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิต

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” จึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ในย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย เป็นการรวมตัวของกลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดเชียงราย ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่ เพื่อร่วมกันบอกเล่าเรื่องราว แรงบันดาลใจ และถ่ายทอดประสบการณ์ ความทรงจำ รวมถึงข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าผ่านผลงานการออกแบบสร้างสรรค์ ที่สะท้อนถึงพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของย่านนี้

วาดอดีต สู่อนาคต”ศิลปะเชื่อมโยงหัวใจแห่งชุมชน

หัวใจหลักของการนำเสนอเรื่องราวในนิทรรศการนี้คือแนวคิด “Sketch the past, Draw the future” หรือ วาดอดีต สู่อนาคต” ซึ่งเป็นแนวคิดแกนหลักของ นางสาวสิริฉาย เอาฬาร ศิลปินหญิงผู้เปี่ยมด้วยความสนใจในการทำงานร่วมกับชุมชน เธอเชื่อว่าในโลกที่หมุนเร็ว ผู้คนต่างมุ่งไปข้างหน้า การหันกลับมามอง “ราก” ของผู้คนในย่านเก่าแก่ผ่านสายตาอันละเมียดละไมของศิลปะ จะสามารถสร้างความเชื่อมโยงและความเข้าใจระหว่างรุ่นได้อย่างลึกซึ้ง

หนึ่งในกิจกรรมเด่นที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ โครงการ Food Sketch Tour ซึ่งเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่เข้ากับผู้ประกอบการรุ่นอาวุโส โดยเฉพาะเจ้าของร้านอาหารท้องถิ่นเก่าแก่ที่มีเรื่องราวอันทรงคุณค่า แต่ยังขาดการบันทึกอย่างเป็นระบบ โครงการนี้เชื้อเชิญเยาวชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการ วาด” ภาพอาหารจากร้านเก่าแก่ และ ฟัง” เรื่องเล่าจากเจ้าของร้านผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตยาวนาน

นางสาวสิริฉาย เอาฬาร เลือกที่จะหันกลับมามอง "ราก" ของผู้คนในย่านธนาลัยผ่านแนวคิด "Sketch the past, Draw the future" หรือ "วาดอดีต สู่ อนาคต". โครงการ "Food Sketch Tour"

ผ่านกิจกรรมนี้ เรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมาของร้าน การเปลี่ยนแปลงของประเภทอาหารตามยุคสมัย หรือการปรับตัวของผู้ประกอบการจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นภาพวาดอาหาร ภาพเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสวยงามทางศิลปะ แต่ยังอัดแน่นไปด้วยความทรงจำและความหมายที่ลึกซึ้ง สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นคือบทสนทนาระหว่างรุ่นที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความอบอุ่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นิทรรศการที่ “ชวนชิม” เรื่องราวประสบการณ์ที่เข้าถึงได้ด้วยทุกประสาทสัมผัส

ความโดดเด่นของนิทรรศการนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เนื้อหา แต่ยังรวมถึงรูปแบบการจัดแสดงผลงานที่สร้างสรรค์และไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะในส่วนของ นางสาวสิริฉาย เอาฬาร ภาพวาดจากศิลปินผู้เข้าร่วมกิจกรรม Food Sketch Tour ทั้งหมดจะถูกจัดวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะอาหารจริง ในบรรยากาศของ มื้อสร้างสรรค์” ซึ่งเชิญชวนให้ผู้ชมได้ ลิ้มรสเรื่องราว” ผ่านทั้งสายตาและการมีส่วนร่วมในประสบการณ์การกิน

นี่คือการนำเสนอศิลปะที่ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อมอง แต่เพื่อ “มีส่วนร่วม” และ “รู้สึก” เป็นการเปิดพื้นที่ให้ศิลปะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนความเข้าใจและความสัมพันธ์ในสังคมอย่างแท้จริง แนวคิด “Sketch the past, Draw the future” จึงมิได้เป็นเพียงชื่อโครงการ หากแต่เป็นทัศนคติที่ใช้ศิลปะเชื่อมร้อยอดีตกับอนาคต ผ่านบทสนทนาเล็กๆ บนโต๊ะอาหาร ที่เต็มไปด้วยความหมาย ความทรงจำ และความหวัง

ประโยชน์ที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับ การลงทุนในอนาคตของชุมชน

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” ไม่ได้เป็นเพียงการจัดแสดงงานศิลปะ แต่เป็นโครงการที่ส่งมอบคุณค่าและประโยชน์ที่จับต้องได้แก่ประชาชนในวงกว้างอย่างแท้จริง:

  • สำหรับชุมชนและผู้ประกอบการ: การจัดแสดงผลงานในครั้งนี้ช่วยยกระดับและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงเรื่องราวอันทรงคุณค่าของร้านค้าเก่าแก่ ซึ่งหลายครั้งอาจถูกมองข้าม นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมให้ธุรกิจดั้งเดิมได้ต่อยอดสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ๆ สร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน ทำให้ย่านธนาลัยเป็นย่านที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและเติบโตอย่างยั่งยืน
  • สำหรับเยาวชนและคนรุ่นใหม่: โครงการนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาจากผู้สูงอายุโดยตรง ผ่านกิจกรรมที่สร้างสรรค์และน่าสนใจ เป็นการบ่มเพาะความสัมพันธ์และความเข้าใจระหว่างช่วงวัย พร้อมทั้งเสริมสร้างทักษะด้านศิลปะและการทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาในอนาคต
  • สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือน: นิทรรศการนำเสนอการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ได้ชม แต่ยังได้สัมผัสและมีส่วนร่วม ผู้มาเยือนจะได้เข้าถึงเรื่องราวและจิตวิญญาณของย่านธนาลัยอย่างลึกซึ้งผ่านศิลปะ อาหาร และประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป สร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงความรู้สึกกับท้องถิ่น
  • สำหรับจังหวัดเชียงราย: โครงการนี้เป็นการขับเคลื่อนให้เชียงรายก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม การผนวกศิลปะเข้ากับการพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจ ช่วยสร้างเอกลักษณ์และความน่าสนใจให้กับเมือง ดึงดูดทั้งนักลงทุน นักสร้างสรรค์ และนักท่องเที่ยว ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” จึงไม่ใช่เพียงอดีตที่หวนคืนมา หากแต่เป็นบทเริ่มต้นของการสร้างสรรค์อนาคตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนสำหรับย่านธนาลัยและจังหวัดเชียงราย ด้วยพลังแห่งศิลปะและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม – 8 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์) ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย
  • กลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE LIFESTYLE

เหล็กดัดคืนชีพ! ศิลปินรุ่นใหม่สร้างงานจากความงามที่ถูกมองข้ามในย่านธนาลัย

เปิดมิติใหม่แห่งความคิดสร้างสรรค์: “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” นิทรรศการพลิกโฉมย่านประวัติศาสตร์เชียงราย สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา

เชียงราย, 9 สิงหาคม 2568 – เมื่อวานนี้ (8 สิงหาคม 2568) ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย ได้มีการเปิดม่านนิทรรศการครั้งสำคัญในชื่อ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย นิทรรศการนี้ไม่เพียงเป็นการรวบรวมผลงานศิลปะ หากแต่เป็นหมุดหมายของการชุบชีวิตอดีต ผสานกับวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต เพื่อขับเคลื่อนย่านการค้าเก่าแก่ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์และแหล่งรวมแรงบันดาลใจที่ยังคงคุณค่าอย่างร่วมสมัย

ย่านธนาลัยและในเวียงของจังหวัดเชียงรายนั้น เป็นพื้นที่ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางศิลปะ วัฒนธรรม และเป็นศูนย์รวมของร้านค้าเก่าแก่ที่ดำรงอยู่คู่กับธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ในอดีต ย่านท่า นารายณ์ (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “ธนาลัย”) ถือเป็นศูนย์กลางการค้าและความเจริญรุ่งเรือง นิทรรศการนี้จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมร้อยเรื่องราวในอดีตสู่ปัจจุบัน โดยนำเสนอพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม ศิลปะ วัฒนธรรม ผสมผสานกับการร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาและต่อยอดแบรนด์กิจการดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ความพิเศษของโครงการนี้คือการถ่ายทอดประสบการณ์ ความทรงจำ และข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า เพื่อเปิดมุมมองสู่โอกาสใหม่ในการพัฒนาต่อยอดไปสู่การเป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิต

ความงามที่ถูกมองข้าม” หัวใจสำคัญของการตีความใหม่จากเหล็กดัด

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นและเป็นตัวอย่างสะท้อนแนวคิดหลักของนิทรรศการได้อย่างชัดเจนคือชิ้นงานชื่อ ธนาลัย” โดย นางสาวพุทธรักษ์ ดาษดา ศิลปินและนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ เธอได้หยิบยกแรงบันดาลใจจาก ความงามที่ถูกมองข้าม” ซึ่งปรากฏอยู่ในองค์ประกอบเล็กๆ ในสถาปัตยกรรมของเมืองเก่าเชียงราย นั่นคือ ลูกกรงเหล็กดัดหน้าต่าง” ที่พบเห็นได้มากมายในย่านธนาลัย เหล็กดัดเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรม แต่ยังสะท้อนถึงรสนิยม ความตั้งใจ และภูมิปัญญาของผู้สร้างในยุคสมัยหนึ่ง รวมถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นางสาวพุทธรักษ์ได้อธิบายถึงแรงบันดาลใจนี้ว่า จากการลงพื้นที่สำรวจย่านท่า นารายณ์ เธอได้พบเห็นเหล็กดัดเป็นจำนวนมาก ทั้งในส่วนของหน้าต่าง ประตู หรือแม้กระทั่งระเบียง ซึ่งนำไปสู่การเลือกใช้เทคนิคเหล็กดัดมาเป็นแกนหลักในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยเปลี่ยนจากการทำงานภาพวาดหรือประติมากรรมแบบเดิมๆ ศิลปินได้ตีความลวดลายเหล็กดัดเหล่านี้ขึ้นใหม่ ผ่านการออกแบบในรูปแบบของ เหล็กดัดประดับฉากกั้นห้องแบบพับได้” ที่ไม่เพียงใช้งานได้จริง แต่ยังทำหน้าที่สื่อสารทางความคิดได้อย่างลึกซึ้ง กระบวนการสร้างสรรค์เริ่มต้นจากการสังเกตและเก็บข้อมูลรูปแบบของเหล็กดัดในย่านธนาลัยอย่างพิถีพิถัน จากนั้นจึงนำมาออกแบบร่างต้นแบบในขนาดเล็ก ก่อนจะขยายแบบให้เป็นสเกล 1:1 และดำเนินการดัดโลหะตามแบบ รวมถึงเชื่อมประกอบเข้าด้วยกันอย่างประณีต เพื่อให้ได้ลวดลายตรงตามจินตนาการของผู้สร้างสรรค์ และยังคงจิตวิญญาณของเหล็กดัดยุคเก่าไว้ได้อย่างร่วมสมัย นอกจากนี้ ผลงานยังผสมผสานธีมของพหุวัฒนธรรม โดยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีน และลวดลายผ้ามาใช้ในการออกแบบฉากกั้น

จากศิลปะสู่จุดเริ่มต้นของการสนทนาและประโยชน์ต่อสาธารณะ

ผลงานชิ้นนี้ของพุทธรักษ์ ดาษดา ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อความสวยงามเชิงประติมากรรมหรือการตกแต่งเท่านั้น แต่ยังตั้งใจให้เป็น จุดเริ่มต้นของการสนทนา” เกี่ยวกับการกลับมามองพื้นที่เก่าในเมืองด้วยสายตาใหม่ นี่คือหัวใจสำคัญที่นิทรรศการพยายามสื่อสารสู่สาธารณะ ผลงานศิลปะเหล่านี้ทำหน้าที่เชื้อเชิญให้ผู้คนร่วมกันจินตนาการถึงอนาคตของเมืองเก่า ว่าพื้นที่เหล่านี้สามารถถูกใช้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ และเป็นพื้นที่ร่วมสมัยที่มีคุณค่าได้อย่างไรอีกครั้ง

ในมุมมองของประโยชน์ที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับ นิทรรศการนี้เป็นมากกว่าการจัดแสดงงานศิลปะ แต่เป็นการกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้ถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชุมชน ผ่านการนำเสนอที่เข้าถึงง่ายและน่าสนใจ การนำ “ความงามที่ถูกมองข้าม” อย่างเหล็กดัด มาสร้างสรรค์ใหม่ ทำให้ประชาชนได้เห็นว่าสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวันก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจและมีคุณค่ามหาศาลได้ การจัดแสดงยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการคิดนอกกรอบ และการประยุกต์ใช้มรดกทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพของคนในพื้นที่ ทั้งศิลปิน ผู้ประกอบการ และชุมชน การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ร่วมสร้างสรรค์และต่อยอดธุรกิจดั้งเดิม ยังเป็นการรักษาอัตลักษณ์ของเมืองไว้พร้อมกับการเติบโตในยุคสมัยใหม่ นอกจากนี้ การที่นิทรรศการเป็นความร่วมมือระหว่างศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการรวมตัวกันเพื่อเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับเชียงรายให้เป็นย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ศิลปะและวัฒนธรรมสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมือง และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนได้อย่างไร

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม – 8 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์) ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย จึงขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์และแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของย่านธนาลัย ที่จะเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และชักชวนให้ร่วมกันจินตนาการถึงอนาคตของเมืองเชียงรายไปพร้อมกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ศิลปิน นางสาวพุทธรักษ์ ดาษดา
  • เอกสารเผยแพร่และข่าวประชาสัมพันธ์ของนิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย”
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่ (CEA Chiang Mai)
  • มูลนิธิมดชนะภัย
  • กลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และชุมชน จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE LIFESTYLE

ศิลปินเอกพงษ์ ใจบุญ สร้างสรรค์ “Peony” จากรากเหง้าวัฒนธรรมไทย-จีนในเชียงราย

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดมิติใหม่แห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในจังหวัดเชียงราย

เชียงราย, 9 สิงหาคม 2568 –ผสมผสานรากเหง้าทางวัฒนธรรมเข้ากับแรงบันดาลใจจากคนรุ่นใหม่ เพื่อพลิกฟื้นย่านการค้าเก่าแก่ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ในย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของจังหวัดเชียงราย

ย่านธนาลัยและในเวียงในอดีตนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการค้าที่รุ่งเรืองและเต็มไปด้วยเรื่องราวทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผสมผสานของกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน แต่เดิมย่านนี้เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่คึกคัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคึกคักนั้นอาจไม่เท่าเดิมอีกต่อไป นิทรรศการนี้จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยแรงปรารถนาที่จะนำเรื่องราว ประสบการณ์ ความทรงจำ และข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่ามาถ่ายทอด เพื่อเปิดมุมมองและโอกาสใหม่ในการพัฒนาต่อยอดสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา

การจัดแสดงครั้งนี้เป็นการรวบรวมผลงานการออกแบบสร้างสรรค์จากกลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และชุมชนในจังหวัดเชียงราย ที่ร่วมกันบอกเล่าเรื่องราวและแรงบันดาลใจจากย่านถนนธนาลัย ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่สะท้อนถึงความเป็นพหุวัฒนธรรมของเมืองเชียงรายได้อย่างชัดเจน เนื้อหาในนิทรรศการครอบคลุมพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม ศิลปะ วัฒนธรรม ไปจนถึงเรื่องราวของร้านค้าเก่าแก่และธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่ร่วมกันพัฒนาและต่อยอดแบรนด์กิจการดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่ พร้อมด้วยหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่

หนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่ได้รับความสนใจอย่างมากในนิทรรศการนี้คือ ประติมากรรมชื่อ “Peony” หรือ “ดอกโบตั๋น” โดยนายเอกพงษ์ ใจบุญ ศิลปินร่วมสมัยผู้ให้ความสำคัญกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมและศิลปะพื้นถิ่น นายเอกพงษ์เปิดเผยว่า ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการลงพื้นที่ในย่านธนาลัย และได้นำเอาแนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวัฒนธรรมไทย-จีน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของย่านการค้านี้มาสร้างสรรค์ ดอกโบตั๋นในวัฒนธรรมจีนถือเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ในอดีตของย่านธนาลัยที่เคยรุ่งเรืองด้านการค้า

ผลงาน “Peony” ไม่ได้เป็นเพียงประติมากรรมนูนต่ำที่นำเสนอเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบันผ่านกระบวนการคิดอย่างลึกซึ้งและการเลือกใช้วัสดุที่มีความหมาย นายเอกพงษ์ได้ผสานความเชื่อเรื่องดอกโบตั๋นเข้ากับองค์ประกอบทางศิลปกรรมของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมในย่านธนาลัย อาทิ เส้นสายของลายฉลุ ลวดลายไม้สลัก และรูปทรงที่ถอดแบบจากภูมิปัญญาช่างไม้โบราณ เพื่อแสดงถึงความงามอันเป็นนิรันดร์ของอดีตในบริบทของโลกปัจจุบัน

ความโดดเด่นของ “Peony” ยังอยู่ที่กระบวนการสร้างสรรค์ที่พิถีพิถัน ศิลปินได้เลือกใช้ไม้จากธรรมชาติ ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งและมีความงดงามในตัวเอง เช่น ไม้ตะเคียน ไม้แดง และไม้จำปี โดยนำมาแปรรูปเป็นองค์ประกอบทางศิลปะด้วยเทคนิคการตัดไม้เป็นรูปทรงอิสระ และนำมาประกอบเข้าด้วยกันอย่างประณีตผ่านวิธีการบากเดือยแบบช่างไม้โบราณ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา นอกจากนี้ ยังเสริมความแข็งแรงและความงามของผลงานด้วยการประสานไม้ด้วยกาวและหมุดทองเหลือง

ในแง่มิติทางทัศนศิลป์ “Peony” ถ่ายทอดความสมดุลของแสง เงา และผิวสัมผัสที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม สร้างประสบการณ์ทางสายตาที่ลุ่มลึกให้กับผู้ชม ผลงานชิ้นนี้ช่วยให้ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงความเคลื่อนไหวที่นิ่งงัน ความร่วมสมัยที่อิงรากฐานของอดีต และการสื่อสารอย่างลึกซึ้งโดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำ นายเอกพงษ์เชื่อว่า “Peony” ไม่ใช่เพียงวัตถุทางศิลปะ แต่เป็นบทสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบัน ระหว่างศิลปะและวัฒนธรรม และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เป็นการตีความ “ความมั่งคั่ง” ในความหมายใหม่ ที่ไม่ได้จำกัดเพียงทรัพย์สินเงินทอง หากแต่รวมถึงความมั่งคั่งทางจิตวิญญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และความงดงามของย่านธนาลัยอันไร้กาลเวลา

โครงการและนิทรรศการนี้จึงเป็นมากกว่าการจัดแสดงงานศิลปะ แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม:

  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น: การนำเสนอและต่อยอดธุรกิจดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ จะช่วยกระตุ้นการค้าและบริการในย่านธนาลัยและพื้นที่ใกล้เคียง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการและชุมชน
  • การอนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม: การนำเรื่องราวประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมของย่านเก่ามาสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ เป็นการรักษาคุณค่าดั้งเดิมพร้อมทั้งสร้างความน่าสนใจให้กับคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว
  • การสร้างแรงบันดาลใจและการพัฒนาศักยภาพ: โครงการนี้ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะ ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ ๆ ในสาขาต่าง ๆ เป็นการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรในพื้นที่
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตและภูมิทัศน์เมือง: การพัฒนาให้ย่านธนาลัยเป็น “ย่านสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา” ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความงามและอัตลักษณ์ของเมือง แต่ยังส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของคนในชุมชน
  • การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: นิทรรศการและแนวคิดเรื่องย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใครในเชียงราย ซึ่งจะสร้างรายได้หมุนเวียนและกระจายไปสู่ธุรกิจในท้องถิ่น

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม ถึง 8 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์) เป็นการรวมพลังของหลายภาคส่วนเพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของจังหวัดเชียงรายในการผสมผสานอดีตเข้ากับปัจจุบัน และสร้างสรรค์อนาคตที่รุ่งเรืองด้วยภูมิปัญญาและจินตนาการ

นายเอกพงษ์ ใจบุญ ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน "Peony" (ดอกโบตั๋น)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่ (Creative Economy Agency (Public Organization) – CEA Chiang Mai)
  • กลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE LIFESTYLE

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE” ปลุกชีพย่าน “ธนาลัย” สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดมิติใหม่สู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในจังหวัดเชียงราย

เชียงราย, 9 สิงหาคม 2568 –ผสมผสานรากเหง้าทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมของคนรุ่นใหม่ หวังปลุกชีพย่านการค้าเก่าแก่ให้กลับมาคึกคัก พร้อมดึงดูดนักสร้างสรรค์และนักลงทุนสู่ถิ่นฐาน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย ได้มีการเปิดนิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” อย่างเป็นทางการ. นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ในย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย. โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์กร มหาชน) เชียงใหม่, นักสร้างสรรค์ท้องถิ่น, และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดเชียงราย. กิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลงานผ่านแนวคิดการออกแบบและกิจกรรมสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของย่านการค้าธนาลัย ตลอดจนถ่ายทอดประสบการณ์ ความทรงจำ และข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า.

พลิกฟื้นย่านเก่าแก่จากอดีตสู่โอกาสในอนาคต

ย่านธนาลัยและย่านในเวียง ถูกเลือกให้เป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมครั้งนี้ เนื่องจากเป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่มีความคึกคักในอดีต และยังคงเป็นจุดเชื่อมต่อของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม ทั้งพ่อค้าชาวจีน ชาวพม่า และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน. พื้นที่เหล่านี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวจากวิถีชีวิต อาคารเก่า ร้านค้าโบราณ รวมถึงทุนทางศิลปะวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิตชีวา. สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์มองเห็นว่าย่านทั้งสองแห่งนี้มีศักยภาพที่แข็งแกร่งจากรากฐานทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต ศิลปะที่สืบทอดกันมา รวมถึงอาคารสถาปัตยกรรมและวัดวาอารามเก่าแก่. ความหลากหลายทางวัฒนธรรมนี้เองถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญ และเป็นโอกาสในการพัฒนาต่อยอดสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิต.

นายเอกพงษ์ ใจบุญ หัวหน้าโปรเจกต์ “Back to the future การละครั้งหนึ่ง ณ พนาลัย” ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ว่า โครงการนี้ไม่เพียงแค่ส่งเสริมเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นกระบวนการฟื้นฟู รักษา และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อส่งต่อคุณค่าเหล่านี้สู่ “อนาคตอย่างยั่งยืน”. โดยมีเป้าหมายให้เชียงรายเป็นต้นแบบและเมืองต้นแบบสำคัญที่สามารถหลอมรวมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน. หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักคือการสร้างเครือข่ายของนักสร้างสรรค์และชุมชน เพื่อแสดงพลังในการขับเคลื่อนพื้นที่ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน. นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของพื้นที่ เพื่อให้คนภายนอกและคนเชียงรายเองมองเห็นโอกาสในการต่อยอดสร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจ และดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับคืนถิ่นเพื่อลงทุนและพัฒนาพื้นที่. ในท้ายที่สุด นำไปสู่การเป็นย่านที่น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าท่องเที่ยวในอนาคต.

ถักทอเรื่องราวผ่านผลงานศิลปะการตีความใหม่จากนักสร้างสรรค์

นิทรรศการครั้งนี้รวบรวมผลงานของนักสร้างสรรค์ 5 กลุ่ม/ท่าน ซึ่งแต่ละผลงานล้วนได้รับแรงบันดาลใจและสะท้อนเรื่องราวจากย่านธนาลัยในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป.

นายเอกพงษ์ ใจบุญ ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน "Peony" (ดอกโบตั๋น)
นายเอกพงษ์ ใจบุญ

ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน “Peony” (ดอกโบตั๋น) ได้นำเสนอประติมากรรมนูนต่ำเชิงสัญลักษณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากย่านธนาลัย ซึ่งในอดีตเคยเป็นย่านการค้าที่รุ่งเรืองและมีคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก. “ดอกโบตั๋น” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรืองในวัฒนธรรมจีน ถูกนำมาผสานกับองค์ประกอบศิลปกรรมของสถาปัตยกรรมดั้งเดิม เช่น ลายฉลุ ลายไม้แกะสลัก โดยใช้เทคนิคช่างไม้โบราณและวัสดุธรรมชาติอย่างไม้ตะเคียน ไม้แดง และไม้จำปี พร้อมประยุกต์การประกอบไม้ด้วยกาวและหมุดทองเหลือง. ผลงานนี้ไม่เพียงสะท้อนความงามเหนือกาลเวลา แต่ยังตีความ “ความมั่งคั่ง” ในความหมายใหม่ที่รวมถึงความมั่งคั่งทางจิตวิญญาณและความคิดสร้างสรรค์.

นางสาวพุทธรักษ์ ดาษดา นำเสนอผลงานชื่อ "ธนาลัย" โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก "เหล็กดัด"
นางสาวพุทธรักษ์ ดาษดา

 นำเสนอผลงานชื่อ “ธนาลัย” โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “เหล็กดัด” ที่พบเห็นได้ทั่วไปในย่านธนาลัย ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่าง ประตู หรือระเบียง. เธอได้เปลี่ยนเทคนิคจาก Painting และปั้น มาใช้เหล็กดัดในการสร้างสรรค์ฉากกั้นห้องแบบพับได้ โดยผสมผสานเรื่องราวของพหุวัฒนธรรมและลายผ้าเข้าด้วยกัน. ลวดลายเหล็กดัดเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนรสนิยมและภูมิปัญญาในอดีต แต่ยังแฝงไว้ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์. ผลงานของเธอตั้งใจเป็น “จุดเริ่มต้นของการสนทนา” เพื่อชวนให้มองพื้นที่เก่าในเมืองด้วยสายตาใหม่ ว่าสามารถเป็นพื้นที่สร้างสรรค์และแรงบันดาลใจที่ร่วมสมัยได้อีกครั้ง.

นางสาวสิริฉาย เอาฬาร เลือกที่จะหันกลับมามอง "ราก" ของผู้คนในย่านธนาลัยผ่านแนวคิด "Sketch the past, Draw the future" หรือ "วาดอดีต สู่ อนาคต". โครงการ "Food Sketch Tour"
นางสาวสิริฉาย เอาฬาร

เลือกที่จะหันกลับมามอง “ราก” ของผู้คนในย่านธนาลัยผ่านแนวคิด “Sketch the past, Draw the future” หรือ “วาดอดีต สู่ อนาคต”. โครงการ “Food Sketch Tour” ของเธอเชิญชวนเยาวชนให้วาดภาพอาหารจากร้านเก่าแก่และรับฟังเรื่องเล่าจากเจ้าของร้านผู้ผ่านประสบการณ์ยาวนาน. กิจกรรมนี้สร้างบทสนทนาระหว่างรุ่นที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความอบอุ่น ซึ่งเรื่องเล่าเหล่านี้ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นภาพวาดอาหารที่เปี่ยมด้วยความทรงจำและความหมาย. การจัดแสดงผลงานที่ไม่เหมือนใครนี้ โดยการจัดวางภาพวาดบนโต๊ะอาหารจริงใน “มื้อสร้างสรรค์” เชิญชวนผู้ชมให้ “ลิ้มรสเรื่องราว” ทั้งผ่านสายตาและประสบการณ์การกิน. แนวคิดนี้จึงไม่หยุดแค่การอนุรักษ์ปัญญาเก่าแก่ แต่เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านการเชื่อมโยงคนต่างวัยและส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับชุมชน.

กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง โซไซตี้ (SIDETHINK SOCIETY) ให้ความสนใจกับ "ประวัติศาสตร์" ที่ไม่ถูกบันทึกไว้ในตำรา แต่ถ่ายทอดผ่านสิ่งของ สถานที่ และวิถีชีวิต.
กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง โซไซตี้ (SIDETHINK SOCIETY)

 ให้ความสนใจกับ “ประวัติศาสตร์” ที่ไม่ถูกบันทึกไว้ในตำรา แต่ถ่ายทอดผ่านสิ่งของ สถานที่ และวิถีชีวิต. พวกเขามองเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในย่านธนาลัย ซึ่งเป็นจุดบรรจบของเรื่องราวมากมายทั้งมิติชาติพันธุ์ ศาสนา และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “ประวัติศาสตร์การค้า” ที่สะท้อนผ่านอาคาร ร้านค้า และวิถีชีวิต. กลุ่มฯ ได้จัดกิจกรรม “การเสวนาแลกเปลี่ยน” เพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์กับพหุวัฒนธรรมของย่านธนาลัย. นอกจากการเสวนาแล้ว กลุ่มศิลปินยังได้รวบรวม “ของเก่า” และ “ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่จริง” ในย่านธนาลัย เพื่อนำมาจัดแสดงในนิทรรศการภายใต้ชื่อ “ลุ้นรรจความสัมพันธ์” ซึ่งเปรียบเสมือนภาชนะทางความคิดที่เก็บรวบรวมความทรงจำและเรื่องราวของผู้คน. แนวคิดนี้มุ่งเน้นว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการร้อยเรียงอดีตเข้ากับปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง เคารพต่อความหลากหลาย และเปิดโอกาสให้เรื่องเล่าเก่าๆ กลับมามีความหมายใหม่อีกครั้ง.

นายรชรินทร์ อินธุระ ศิลปินอีกท่านหนึ่ง ได้นำเสนอแนวคิดในการ "ยกระดับสินค้า" ของย่านธนาลัยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง.
นายรชรินทร์ อินธุระ

ศิลปินอีกท่านหนึ่ง ได้นำเสนอแนวคิดในการ “ยกระดับสินค้า” ของย่านธนาลัยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง. ภายใต้แนวคิด “Remake Thanalai” หรือ “ทนัย กู” (ของดีธนาลัย) เขาพยายามนำของที่มีอยู่ในร้านค้าต่างๆ มาจัดองค์ประกอบด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้กลายเป็นของใหม่ที่น่าสนใจยิ่งขึ้น. ผลงานของเขา เช่น โคมไฟตั้งโต๊ะ โคมไฟตั้งพื้น ชั้นวางของ โต๊ะเล่นหมากรุก และพัด ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ผสมผสานจากของที่ได้จากร้านค้าในย่าน. จุดประสงค์หลักคือการนำเสนอความเป็นไปได้ที่หลากหลายและความสนุกในการเดินช้อปปิ้งในธนาลัยจากมุมมองใหม่ เพื่อให้เกิดแนวทางที่น่าสนใจในอนาคต สำหรับนักออกแบบหรือผู้คนในพื้นที่ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และสร้างความคึกคักให้กับพื้นที่ต่อไป.

ประโยชน์ของประชาชนการฟื้นฟูที่จับต้องได้และการสร้างโอกาสใหม่

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” และโครงการที่เกี่ยวข้องนี้ นำมาซึ่งประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนในหลายมิติ:

  • การฟื้นฟูและรักษาเอกลักษณ์ของพื้นที่: ประชาชนในท้องถิ่นได้เห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของตนเองได้รับการอนุรักษ์และต่อยอด. การนำเสนอเรื่องราวผ่านศิลปะช่วยให้วิถีชีวิต อาคารเก่าแก่ และวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของย่านธนาลัยได้รับการจดจำและส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่.
  • การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและอาชีพ: โครงการนี้กระตุ้นให้เกิดการมองเห็นศักยภาพของพื้นที่ในแง่ของการสร้างสรรค์ ทำให้เกิดโอกาสในการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น. การที่คนรุ่นใหม่กลับมาลงทุนและสร้างสรรค์ธุรกิจในพื้นที่ย่อมส่งผลให้เกิดการจ้างงานและรายได้หมุนเวียนในชุมชน.
  • การกระตุ้นการท่องเที่ยว: ด้วยการนำเสนอเสน่ห์ของย่านธนาลัยในมุมมองใหม่ ผสมผสานศิลปะ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิต นิทรรศการนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาเยี่ยมเยือน ทำให้พื้นที่กลับมามีชีวิตชีวาและคึกคักอีกครั้ง.
  • การเสริมสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ: โครงการเปิดโอกาสให้ชุมชน ผู้ประกอบการ และนักสร้างสรรค์ ได้ทำงานร่วมกัน. นี่คือเวทีที่ประชาชนสามารถสะท้อนความคิดเห็นและร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาบ้านเกิดของตนเองผ่านความร่วมมือ. การสร้างเครือข่ายนี้จะนำไปสู่โครงการระยะยาวที่ยั่งยืน.
  • การเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ: ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะเยาวชน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของท้องถิ่นผ่านรูปแบบที่น่าสนใจและเข้าถึงง่าย. ผลงานศิลปะที่จัดแสดงยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้มองเห็นสิ่งรอบตัวด้วยมุมมองใหม่ และเปิดโอกาสให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในชีวิตประจำวัน.

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงงานศิลปะ แต่เป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์ โดยมีเชียงรายเป็นศูนย์กลางในการหลอมรวมอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับชุมชนและประเทศชาติ. นิทรรศการจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 8 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์).

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย
  • นักสร้างสรรค์และศิลปินกลุ่มต่างๆ: นายเอกพงษ์ ใจบุญ, นางสาวพุทธรักษ์ ดาษดา, นางสาวสิริฉาย เอาฬาร, กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง โซไซตี้, และนายรชรินทร์ อินธุระ
  • เครือข่ายศิลปิน ชุมชน ผู้ประกอบการ ร้านค้าในพื้นที่ย่าน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News