Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย ดันวิทยาลัยไทย-เอเชีย จับมือเซ็นทรัลรีเทล มีงาน มีเงิน มีวุฒิ

เชียงรายหนุน “โครงการ 3 ม.” วิทยาลัยไทย-เอเชีย จับมือเซ็นทรัลรีเทล สร้างแรงงานฝีมือคุณภาพ เสริมโอกาสศึกษา-ทำงานให้เยาวชนด้อยโอกาส

เชียงราย, 8 พฤษภาคม 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำโดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ประกาศสนับสนุน โครงการ 3 ม.” (มีงาน มีเงิน มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม) ของ วิทยาลัยเทคโนโลยี ไทย-เอเชีย ซึ่งจับมือกับ เซ็นทรัลรีเทล เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ พร้อมปูทางสู่การสร้างแรงงานฝีมือรองรับตลาดธุรกิจสมัยใหม่ในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง

ไต่ระดับปัญหา เยาวชนเชียงรายหลุดออกจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น

ดร.สำรวย มหาพราหมณ์ ผู้รับใบอนุญาตวิทยาลัยเทคโนโลยี ไทย-เอเชีย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ออกจากระบบการศึกษาโดยยังไม่จบชั้นมัธยมปลาย หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช./ปวส.) โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญคือภาระทางเศรษฐกิจในครัวเรือน ทำให้ต้องเร่งเข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเป็นการตัดโอกาสในการพัฒนาอนาคตของตนเองและประเทศโดยรวม

“เด็กบางคนมีศักยภาพ แต่ขาดโอกาสเพราะไม่มีเงิน ไม่มีเวลา ไม่มีคนสนับสนุน โครงการ 3 ม. จึงเป็นคำตอบที่มุ่งเน้นการสร้าง ‘โอกาสที่จับต้องได้’ ให้กับเด็กเหล่านี้” ดร.สำรวย กล่าว

รูปแบบโครงการ 3 ม. บูรณาการเรียนรู้-ทำงาน-สร้างรายได้

โครงการ 3 ม. มีชื่อเต็มว่า มีงาน มีเงิน มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม” เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของ 3 ภาคส่วน ได้แก่

  • สถาบันการศึกษา (เช่น วิทยาลัยเทคโนโลยี ไทย-เอเชีย)
  • กลุ่มธุรกิจภาคเอกชน (โดยเฉพาะเซ็นทรัลรีเทล)
  • หน่วยงานภาครัฐ (เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย)

หลักการของโครงการคือการเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้เรียนหนังสือควบคู่กับการทำงานจริงในสถานประกอบการในเครือเซ็นทรัล เช่น ห้าง Tops, Power Buy, Robinson, Central, GO! เป็นต้น

ระหว่างเรียน นักศึกษาจะได้รับสิทธิพิเศษ ดังนี้

  • เงินค่าตอบแทนรายเดือน
  • สวัสดิการค่าที่พัก
  • ประกันอุบัติเหตุ
  • ชุดยูนิฟอร์ม
  • โอกาสได้งานทันทีเมื่อจบหลักสูตร

โครงการนี้ไม่เพียงลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว แต่ยังเป็นการพัฒนาทักษะสายอาชีพควบคู่กับการศึกษาที่เป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการสร้าง แรงงานฝีมือพร้อมใช้” ที่สามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ทันที

นายก อบจ.เชียงรายหนุนเต็มที่ ชี้เป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำ

ด้าน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในที่ประชุมว่า โครงการนี้สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของจังหวัดคือ อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ เรียนที่ไหนก็สำเร็จได้ สำเร็จได้ก็เลี้ยงชีพได้” ซึ่งเป็นแนวทางที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและขยายโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี

“ถ้ารัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชนร่วมมือกันจริงจัง จะเปลี่ยนชีวิตเด็กจำนวนมากจากความเสี่ยง สู่ความมั่นคง” นายก อบจ. ระบุ

การเชื่อมโยงสู่ระบบเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายและประเทศ

ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาแรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการลงทุนใหม่ ๆ ในเชียงราย ทั้งในภาคค้าปลีก ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และการบริการ ซึ่งต้องการแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพและสามารถปรับตัวเข้ากับโลกของงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เชียงราย ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดเป้าหมายในการพัฒนาแรงงานคุณภาพ เนื่องจากเป็นประตูเศรษฐกิจเหนือของประเทศ เชื่อมโยงสู่ ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้

วิเคราะห์ประสิทธิผลและแนวโน้มในอนาคต

การเปิดทางเลือกให้นักเรียนที่ขาดโอกาสได้ศึกษาและทำงานควบคู่กัน เป็นนโยบายที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะข้อ 4 (การศึกษาที่มีคุณภาพ) และข้อ 8 (การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ)

หากโครงการ 3 ม. ได้รับการขยายผลในวงกว้าง มีการสนับสนุนต่อเนื่อง และมีการติดตามผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ จะสามารถลดอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษา และสร้างกลุ่มแรงงานที่ตอบโจทย์โลกอนาคตอย่างแท้จริง

สถิติที่เกี่ยวข้องและข้อมูลอ้างอิง

  • จากข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2567) ระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายประมาณ 38,000 คน โดยในแต่ละปีมีนักเรียนกว่า 4,500 คน (11.8%) ที่ไม่ได้ศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา
  • ข้อมูลจาก กระทรวงแรงงาน (2567) พบว่า กลุ่มแรงงานอายุ 15-24 ปี ในเชียงรายมีอัตราการว่างงานสูงสุดในกลุ่มวัยแรงงาน อยู่ที่ 8.3%
  • การศึกษาเชิงเปรียบเทียบโดย สถาบันพัฒนาแรงงานและอาชีพ (2566) ระบุว่า ผู้ที่จบการศึกษาในระบบควบคู่กับฝึกงาน (Work-integrated Learning) มีแนวโน้มได้งานภายใน 6 เดือนสูงถึง 92%
  • รายงานของกลุ่มเซ็นทรัล ระบุว่า เครือข่ายของบริษัทมีความต้องการแรงงานใหม่ต่อปีมากกว่า 10,000 ตำแหน่ง ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคค้าปลีก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ: www.nso.go.th
  • กระทรวงแรงงาน: www.mol.go.th
  • วิทยาลัยเทคโนโลยี ไทย-เอเชีย
  • กลุ่มเซ็นทรัลรีเทล: www.centralretail.com
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายใจบุญ ร่วมบริจาคโลหิต ดวงตา อวัยวะ วันกาชาดโลก

จังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรมวันกาชาดโลก 2568 ส่งเสริมการบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อมนุษยธรรม

เชียงราย, 8 พฤษภาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายร่วมกับสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรด้านสาธารณสุข จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เนื่องในวันกาชาดโลก (World Red Cross Day 2025) ณ ห้างสรรพสินค้าโรบินสันเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก สะท้อนพลังของการให้เพื่อส่วนรวมและสร้างความตระหนักถึงภารกิจด้านมนุษยธรรมขององค์กรกาชาด

ความสำคัญของวันกาชาดโลกและบทบาทของกาชาดในระดับนานาชาติ

วันที่ 8 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเกิดของ นายอังรี ดูนังต์ ผู้ก่อตั้งกาชาดสากล และเป็นวันที่ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ร่วมกับ สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนระหว่างประเทศ (IFRC) ประกาศให้เป็น วันกาชาดโลก” เพื่อเชิดชูภารกิจด้านมนุษยธรรม การช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากภัยพิบัติ สงคราม และความยากลำบากต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมความเมตตา ความเป็นกลาง และความเป็นอิสระของภารกิจกาชาดทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย การดำเนินกิจกรรมในวันนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนให้เห็นถึงบทบาทของ สภากาชาดไทย ที่นอกจากจะทำหน้าที่รับบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยทั่วประเทศ ยังเป็นศูนย์กลางการบริจาคดวงตาและอวัยวะ เพื่อมอบโอกาสใหม่ในการดำรงชีวิตแก่ผู้ป่วยที่รอการรักษา

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเปิดกิจกรรมอย่างเป็นทางการ

เวลา 10.00 น. วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ ณ ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้าโรบินสันเชียงราย โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานสาธารณสุข เจ้าหน้าที่เหล่ากาชาดจังหวัด และภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้และการเสียสละ โดยระบุว่า “การบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เป็นการมอบชีวิตใหม่ให้กับผู้อื่น ถือเป็นการทำบุญสูงสุดที่ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ และเป็นภารกิจที่สะท้อนจิตวิญญาณของกาชาดได้อย่างชัดเจน”

บทบาทของภาคประชาสังคมในการส่งเสริมกิจกรรมบริจาค

นางสินีนาฏ ทองสุข ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยสมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ได้เข้าร่วมกิจกรรมและให้กำลังใจแก่ผู้มาบริจาค โดยให้ความเห็นว่า “กิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังช่วยปลูกฝังจิตสำนึกการแบ่งปันในสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคมในระยะยาว”

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น มีประชาชนจากหลากหลายกลุ่มอายุเข้าร่วม อาทิ นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป ซึ่งแสดงออกถึงความสมัครใจและความมีจิตอาสาอย่างแท้จริง

ผลการดำเนินกิจกรรมและจำนวนผู้บริจาค

จากการสรุปข้อมูล ณ จุดรับบริจาค พบว่า มีผู้มาลงทะเบียนเพื่อบริจาคโลหิต จำนวน 70 ราย และสามารถบริจาคได้จริง 54 ราย รวมปริมาณโลหิตที่ได้รับทั้งสิ้น 21,300 ซีซี

สำหรับการบริจาคดวงตา มีผู้แจ้งความจำนงจำนวน 23 ราย และบริจาคอวัยวะจำนวน 20 ราย ซึ่งถือเป็นสถิติที่น่าพอใจเมื่อเปรียบเทียบกับกิจกรรมในปีที่ผ่านมา

ความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน อาทิ

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ห้างสรรพสินค้าโรบินสันเชียงราย
  • หน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคเอกชนในพื้นที่

ซึ่งทุกฝ่ายให้การสนับสนุนทั้งด้านสถานที่ อุปกรณ์ โลจิสติกส์ และบุคลากรทางการแพทย์อย่างครบถ้วน

การวิเคราะห์ความสำคัญของกิจกรรมและข้อเสนอแนะ

การจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตในวันกาชาดโลกเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการให้ สะท้อนถึงความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชนและภาครัฐ การบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ ไม่ใช่เพียงการช่วยชีวิต แต่ยังเป็นการสร้างระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการรักษาที่มีความพร้อมมากขึ้น

ในเชิงนโยบาย อาจพิจารณาขยายกิจกรรมในรูปแบบเคลื่อนที่ไปยังอำเภอต่าง ๆ หรือโรงเรียนมัธยมศึกษา เพื่อปลูกฝังจิตอาสาแก่เยาวชน และส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายการบริจาคในระยะยาว

สถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนผู้บริจาคโลหิตในประเทศไทย ปี 2566 (จากสภากาชาดไทย): 1.86 ล้านคน
  • ปริมาณโลหิตที่ต้องการใช้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ: เฉลี่ยวันละ 2,000 – 2,500 ยูนิต
  • จำนวนผู้รอเปลี่ยนไตในประเทศไทย (จากศูนย์รับบริจาคอวัยวะ): มากกว่า 6,000 ราย
  • ผู้แจ้งความจำนงบริจาคดวงตาทั่วประเทศ: ราว 23,000 ราย แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่าย
  • จังหวัดเชียงรายมีผู้บริจาคโลหิตประจำเฉลี่ย: ปีละ 15,000 ราย (สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

คึกคัก ทหารใหม่ มทบ.37 เริ่มฝึก “ผบ.” ให้โอวาทสร้างขวัญ

มทบ.37 เปิดฝึกทหารใหม่! พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 เน้นย้ำดูแลเข้ม

ประเทศไทย, 8 พฤษภาคม 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ณ สนามฝึกของหน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 (ผบ.มทบ.37) ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทหารใหม่ รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 1 อย่างเป็นทางการ โดยมีผู้บังคับบัญชา หน่วยฝึกทหารใหม่ เจ้าหน้าที่ ผู้ฝึกสอน และญาติของทหารใหม่เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและตื่นเต้นของทั้งผู้รับการฝึกและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

จุดเริ่มต้นของความมุ่งมั่น การเตรียมพลในยุคใหม่ของกองทัพบก

การฝึกทหารใหม่รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 1 ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของกองทัพบกในการสร้างกำลังพลที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นให้การฝึกฝนทั้งด้านระเบียบวินัย ความเข้มแข็งทางร่างกาย จิตใจ และจิตสำนึกในหน้าที่ของการเป็นทหารที่ดี พลตรี จักรวีร์ ได้เน้นย้ำในคำกล่าวให้โอวาทต่อเจ้าหน้าที่และผู้ฝึกสอนทุกนายให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบสูงสุด พร้อมดูแลน้องทหารใหม่เสมือนญาติพี่น้อง

“น้องคนเล็กของกองทัพบกเหล่านี้ คืออนาคตของกองทัพ พวกเขาจะเป็นผู้สืบทอดภารกิจในการปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกันบ่มเพาะและฝึกฝนพวกเขาให้มีระเบียบวินัย ความรู้ ความสามารถ และความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง” พลตรีจักรวีร์กล่าวในพิธี

ธงประจำหน่วยฝึก สัญลักษณ์แห่งเกียรติภูมิและความภาคภูมิใจ

ภายในพิธี พลตรีจักรวีร์ยังได้ทำพิธีมอบธงประจำหน่วยฝึกทหารใหม่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติภูมิของหน่วย และปลุกขวัญกำลังใจแก่ทหารใหม่ทุกนาย ธงประจำหน่วยฝึกเป็นเครื่องหมายของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความภาคภูมิใจในสังกัด และเป็นแรงผลักดันให้ทหารใหม่มุ่งมั่นในการฝึกอย่างเต็มศักยภาพ

การรับธงประจำหน่วยจึงไม่ใช่แค่พิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการยืนยันว่าทหารใหม่ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกองทัพอย่างแท้จริง และจะได้รับการฝึกฝนอย่างเต็มที่ทั้งทางร่างกายและจิตใจตามหลักสูตรที่กำหนดโดยกองทัพบก

แนวทางการฝึก สร้างพลเมืองที่เข้มแข็ง ทั้งกาย ใจ และคุณธรรม

หลักสูตรการฝึกทหารใหม่ของกองทัพบกในปัจจุบัน ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการฝึกยุทธวิธีหรือทักษะทางทหารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการฝึกระเบียบวินัยพื้นฐาน การอบรมคุณธรรมจริยธรรม การส่งเสริมให้เป็นพลเมืองดีของประเทศ รวมถึงการปลูกฝังจิตสำนึกในการรับใช้สังคม

ทั้งนี้ หน่วยฝึกทหารใหม่ มทบ.37 ได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งบุคลากรและทรัพยากรอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาอาหารที่มีคุณภาพ สถานที่พักที่ปลอดภัย และระบบสุขภาพที่ครบถ้วน เพื่อให้ทหารใหม่สามารถเข้ารับการฝึกได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยตลอดระยะเวลาการฝึก

ความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

ผบ.มทบ.37 ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฝึกทหารใหม่ว่า ต้องมีความพร้อมในการดูแล เอาใจใส่ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้องทหารใหม่ รวมถึงการประสานงานกับภาคประชาชนในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การฝึกเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างประโยชน์ต่อชุมชนโดยรอบค่ายทหารอีกด้วย

“ทหารใหม่เหล่านี้จะเป็นตัวแทนของกองทัพบกในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ หากได้รับการดูแล ฝึกฝน และสนับสนุนอย่างเหมาะสม เขาจะเติบโตเป็นทหารที่มีคุณภาพ สมตามความคาดหวังของกองทัพบก” พลตรีจักรวีร์กล่าวเพิ่มเติม

เส้นทางจากพลเรือนสู่ทหาร การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของชีวิต

การเกณฑ์ทหารและเข้าสู่การฝึกถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตชายไทยหลายคน จากพลเรือนธรรมดาที่เคยอยู่ในสังคมทั่วไป ต้องปรับตัวสู่การเป็นกำลังพลของชาติ ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของการฝึก ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ความท้าทาย และการปรับตัวสูงสุด

มทบ.37 ได้เตรียมกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายในหน่วย เช่น กิจกรรมสันทนาการ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ และการสื่อสารระหว่างครูฝึกกับผู้รับการฝึก เพื่อให้ทหารใหม่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ลดความเครียด และเพิ่มกำลังใจในการใช้ชีวิตในค่าย

ยกระดับมาตรฐานการฝึกทหารใหม่ให้ทันสมัย

ภายใต้การบริหารของ ผบ.มทบ.37 การฝึกทหารใหม่ได้รับการวางแผนอย่างมีระบบ โดยใช้การประเมินผลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณควบคู่กัน ทั้งการวัดผลด้านร่างกาย จิตใจ ระเบียบวินัย และความรู้พื้นฐานด้านการทหาร รวมถึงการประเมินความพึงพอใจของทหารใหม่ต่อระบบการฝึก เพื่อให้สามารถปรับปรุงหลักสูตรและแนวทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

อีกทั้งยังเตรียมแนวทางส่งเสริมทักษะด้านอาชีพหลังปลดประจำการ เพื่อให้ทหารใหม่สามารถนำทักษะที่ได้รับไปใช้ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือกลับไปพัฒนาอาชีพในครอบครัว

ความสำคัญของการฝึกทหารใหม่ในยุคสมัยใหม่

ในยุคที่สังคมเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การฝึกทหารใหม่ไม่ใช่เพียงการเตรียมพลเพื่อความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเยาวชนชายให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ

การฝึกที่มีระบบ ดูแลเอาใจใส่ และมีเป้าหมายที่ชัดเจน จึงเป็นหัวใจของการพัฒนาทหารใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมยุคใหม่ ซึ่งกองทัพบก โดยเฉพาะ มทบ.37 ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในเป้าหมายดังกล่าวผ่านพิธีเปิดและแนวทางการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม

สถิติที่เกี่ยวข้องกับการฝึกทหารใหม่ รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 1

  • จำนวนทหารใหม่เข้ารับการฝึกที่ มทบ.37: ประมาณ 650 นาย
  • หน่วยฝึกที่เข้าร่วม: หน่วยฝึกทหารใหม่ มทบ.37
  • ระยะเวลาการฝึก: 10 สัปดาห์ (พฤษภาคม–กรกฎาคม 2568)
  • จำนวนผู้ฝึกสอนและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง: กว่า 120 นาย
  • กิจกรรมการฝึก: การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า, การยิงปืนพื้นฐาน, การใช้ชีวิตในสนาม, การฝึกทักษะภาวะผู้นำ
  • ประชากรชายไทยเกณฑ์ทหารทั่วประเทศ ปี 2568: ประมาณ 92,000 คน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กรมยุทธศึกษาทหารบก
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • มณฑลทหารบกที่ 37
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สสน. หนุน อบจ.เชียงราย! วางแผนรับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งแบบมืออาชีพ

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เข้าหารือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำแบบรอบด้าน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อน-ระหว่าง-หลังเกิดภัยพิบัติ

การหารือระดับจังหวัดสู่การวางรากฐานระบบจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ประเทศไทย, 7 พฤษภาคม 2568 – ณ ห้องรับรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดประชุมหารือสำคัญระหว่างผู้แทนจาก สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กับ คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวคิด และเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัยพิบัติ

การประชุมครั้งนี้มี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานให้การต้อนรับพร้อมด้วย นายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายกฯ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านภัยพิบัติ เข้าร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้โดยละเอียดกับคณะจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกและระบบภูมิสารสนเทศที่แม่นยำสำหรับการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่

PDOSS กลไกสำคัญสู่การบริหารภัยพิบัติแบบเบ็ดเสร็จ

ในที่ประชุม นางอทิตาธรได้กล่าวถึงนโยบายหลักขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายที่ให้ความสำคัญกับการใช้ ศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (Provincial Disaster One Stop Service: PDOSS) ซึ่งเป็นระบบที่นำมาใช้ในการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับศักยภาพในการรับมือกับภัยพิบัติทุกรูปแบบ

PDOSS ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลด้านภัยพิบัติและสาธารณภัยทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบเตือนภัยพิบัติแบบเรียลไทม์
  • การจัดการเครือข่ายน้ำและการระบายน้ำ
  • การบริหารไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)
  • การแจ้งเหตุและรับเรื่องร้องเรียนภัยพิบัติแบบจุดเดียว
  • ระบบเยียวยาผู้ประสบภัยแบบเบ็ดเสร็จ

ระบบดังกล่าวช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย

แผนบริหารจัดการน้ำกลยุทธ์ตั้งรับภัยพิบัติยุคใหม่

หนึ่งในหัวข้อหลักที่ถูกหยิบยกในการหารือครั้งนี้ คือการบริหารจัดการน้ำเชิงป้องกัน ที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการลดความรุนแรงของผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม หรือภัยแล้ง

การวางแผนล่วงหน้าครอบคลุมตั้งแต่

  • การวิเคราะห์แหล่งน้ำต้นทุน
  • การก่อสร้างเขื่อน ฝาย และอ่างเก็บน้ำ
  • การจัดการเส้นทางระบายน้ำในเขตเมืองและชนบท
  • การใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS) เพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงการใช้ระบบ แบบจำลองน้ำหลาก (Flood Simulation) ร่วมกับแบบจำลองภูมิอากาศ เพื่อให้สามารถเตือนภัยล่วงหน้าและจัดการพื้นที่เสี่ยงได้ล่วงหน้า 3 – 7 วัน

การสร้างความร่วมมือระดับนโยบายและภาคปฏิบัติ

ตัวแทนจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนองค์ความรู้ ฐานข้อมูล และระบบเทคโนโลยีสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในระดับท้องถิ่น โดยเน้นการส่งเสริมการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ และการเชื่อมโยงข้อมูลกับแผนปฏิบัติการระดับจังหวัด

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐระดับชาติ ระดับจังหวัด และภาคประชาชน เพื่อให้เกิดการจัดการอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมในทุกระดับ

การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัยพิบัติ ไม่เพียงเป็นภารกิจของหน่วยงานเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกภาคส่วน ซึ่งการจัดทำ แผนรับมือภัยพิบัติรายตำบลและรายหมู่บ้าน กำลังถูกขยายผลอย่างจริงจังในจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ชุมชนมีความสามารถในการพึ่งตนเองเบื้องต้น ก่อนการเข้าช่วยเหลือจากหน่วยงานหลัก

ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ยังได้ผลักดันโครงการติดตั้งเครื่องวัดระดับน้ำแบบเรียลไทม์ (Real-time water level sensors) ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจแบบทันสถานการณ์ และการแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที

วิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางอนาคต

จากข้อมูลด้านการบริหารน้ำและภัยพิบัติของจังหวัดเชียงราย พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดเชียงรายเผชิญกับภัยธรรมชาติต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฤดูฝนและฤดูแล้งที่แปรปรวนอย่างรุนแรงจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีแนวโน้มของ ความถี่ของน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มขึ้น 12% และ อัตราฝนเฉลี่ยต่อปีสูงขึ้นกว่า 20% จากค่าเฉลี่ยในรอบ 30 ปี

ข้อมูลเชิงสถิติเหล่านี้สะท้อนความจำเป็นในการเร่งพัฒนาระบบจัดการน้ำให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะการปรับตัวเชิงโครงสร้างและการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาท้องถิ่นและแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ในปี 2567 จังหวัดเชียงรายประสบเหตุอุทกภัย รวม 9 ครั้ง กระจายทุกอำเภอหลัก
  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติในปีเดียวสูงถึง 3,200 ล้านบาท
  • พื้นที่ที่อยู่ในโซนเสี่ยงน้ำท่วมตามแผนที่ GIS ของกรมทรัพยากรน้ำ จำนวน 147 หมู่บ้าน
  • อัตราฝนเฉลี่ยในฤดูฝนปี 2567 อยู่ที่ 1,698 มิลลิเมตร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 17%
    (ที่มา: กรมทรัพยากรน้ำ, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน), สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย)

สรุป

การหารือระหว่างสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ในภาคเหนือของประเทศไทย ไม่เพียงเสริมสร้างการป้องกันภัยพิบัติอย่างยั่งยืน แต่ยังช่วยส่งเสริมความมั่นคงของชีวิตประชาชนในพื้นที่ ผ่านความร่วมมือระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พลังเยาวชน เล่าเรื่อง Climate Change ผ่านหนังสั้น

เชียงรายจัดกิจกรรม LearnScape climateX ส่งเสริมเยาวชนสร้างสารคดีแก้ไขปัญหาภาวะโลกรวน

ประเทศไทย, 4 พฤษภาคม 2568 – พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรมสำคัญ “LearnScape climateX” เพื่อส่งเสริมบทบาทเยาวชนในการผลิตสื่อสารคดีสั้นแก้ไขปัญหาภาวะโลกรวนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า ณ พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น.

งานนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อปลูกฝังความรู้ สร้างจิตสำนึก และเสริมสร้างทักษะการเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์สารคดีสั้นให้กับเยาวชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะการถ่ายทอดมุมมองการเผชิญหน้ากับปัญหาภาวะโลกรวนที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงจังหวัดเชียงรายเองด้วย

จุดเริ่มต้นของโครงการสำคัญเพื่อเยาวชน

กิจกรรม LearnScape climateX เริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่า เยาวชนถือเป็นกำลังสำคอันสำคัญในการสื่อสารและเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสังคมเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกรวน โครงการนี้จึงถูกริเริ่มขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนรุ่นใหม่ในการเป็นนักเล่าเรื่อง ผ่านการสร้างภาพยนตร์สารคดีสั้นที่สามารถสะท้อนปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และนำเสนอทางออกที่สามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาได้จริง

ในพิธีเปิดกิจกรรมครั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายธนวัฒน์ ตาลสุข หัวหน้าโครงการ กล่าวถึงภาพรวมกิจกรรมและวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ โดยมีนายสุพจน์ ทนทาน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ และนายอภิชาต กันธิยะเขียว นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ เข้าร่วมเป็นผู้แทนจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เพื่อแสดงถึงความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐในกิจกรรมที่สำคัญนี้

กิจกรรมฉายภาพยนตร์สารคดีสั้น สะท้อนปัญหาภาวะโลกรวน

ภายในกิจกรรมได้มีการฉายภาพยนตร์สารคดีสั้นจำนวน 5 เรื่อง ที่สร้างสรรค์โดยเยาวชนในพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า (บ้านห้วยหินลาดใน) จังหวัดเชียงราย โดยภาพยนตร์แต่ละเรื่องนำเสนอปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบจากภาวะโลกรวน ผ่านมุมมองและประสบการณ์จริงของชุมชน ประกอบด้วยภาพยนตร์ดังนี้

  1. เรื่อง คนหลังเขา สะท้อนชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงในพื้นที่ห่างไกล
  2. เรื่อง กลอเกละ ถ่ายทอดวิถีชีวิตของชนเผ่ากะเหรี่ยงและการปรับตัวในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  3. เรื่อง Modus Vivendi เล่าถึงแนวทางในการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ
  4. เรื่อง ศรัทธาแห่งป่า สื่อถึงความศรัทธาและความเชื่อในการรักษาผืนป่าของชุมชนท้องถิ่น
  5. เรื่อง คนรวน โลกก็รวน นำเสนอการตระหนักถึงบทบาทของมนุษย์ที่มีส่วนในการสร้างผลกระทบต่อโลกและสิ่งแวดล้อม

สนทนาเชิงลึกกับนักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากนักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์ที่ได้ลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูลจริง โดยมีนายธนบดินทร์ วงค์ตะวัน นายวิโพ โตเชอ นายคฑาเดช ใจเที่ยง และนางสาวณัฐชนันท์ สุริยะวงศ์ ร่วมถ่ายทอดบทเรียนที่ได้จากการทำงานภาคสนาม และการทำหน้าที่ของเยาวชนในการนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างการรับรู้ของสังคม

กิจกรรมสนทนาดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ และนางสาวปวริศา เอลิช แน็ปป์ ซึ่งได้กระตุ้นให้เยาวชนและผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนมุมมอง และนำไปสู่การค้นหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกรวนที่เหมาะสมและยั่งยืนสำหรับชุมชนท้องถิ่น

จุดวิเคราะห์และแนวทางการแก้ไขปัญหา

จากการนำเสนอภาพยนตร์สารคดีสั้นและการสนทนา พบว่า ปัญหาภาวะโลกรวนส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศสูง เช่น พื้นที่ป่าต้นน้ำที่บ้านห้วยหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า ดังนั้น การสร้างความตระหนักรู้ในหมู่เยาวชนและชุมชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

แนวทางสำคัญที่ถูกเสนอในกิจกรรมครั้งนี้คือการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยใช้การผลิตสื่อสารคดีจากเยาวชนเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร สร้างการรับรู้ และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระดับชุมชน ซึ่งสามารถขยายผลไปสู่สังคมในวงกว้าง

สถิติและข้อมูลสนับสนุน

จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ปี 2567 ระบุว่า จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มีปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ชุมชนมีความพร้อมรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ปี 2567 รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเทศไทย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รายงานผลการดำเนินงานโครงการ LearnScape climateX ปี 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อนุรักษ์ ‘หนองฮ่าง’ กรมน้ำฯ ถกแผนฟื้นฟูระบบนิเวศ

เชียงรายเดินหน้าฟื้นฟู “พื้นที่ชุ่มน้ำหนองฮ่าง” มุ่งอนุรักษ์ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

ประเทศไทย, 2 พฤษภาคม 2568 – กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการค่าใช้จ่ายในการศึกษาความเหมาะสม สำรวจ ออกแบบพื้นที่ชุ่มน้ำหนองฮ่าง จังหวัดเชียงราย เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และทรัพยากรธรรมชาติ ณ ห้องประชุมศรีจอมทอง ชั้น 2 โรงแรมไชยนารายณ์ ริเวอร์ไซด์ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายบุญเกิด ร่องแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ผู้แทนกรมทรัพยากรน้ำ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ และประชาชนผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง

จุดเริ่มต้นของโครงการและความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำหนองฮ่าง

โครงการนี้มีจุดเริ่มต้นจากความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของพื้นที่ชุ่มน้ำหนองฮ่าง จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติของประเทศไทย ตั้งอยู่ในเขตตำบลทานตะวัน ตำบลหัวง้ม และตำบลม่วงคำ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่รวมประมาณ 1,743 ไร่ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองฮ่างประกอบด้วยแหล่งน้ำขนาดเล็ก 3 แห่ง และที่ราบลุ่มแม่น้ำฮ่าง มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิดทั้งสัตว์น้ำ สัตว์บก และนกอพยพที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การประมง และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย

เนื่องจากที่ผ่านมาพื้นที่ชุ่มน้ำหนองฮ่างเผชิญกับปัญหาสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสม ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ การขยายตัวของชุมชน รวมถึงปัญหาคุณภาพน้ำที่ด้อยลงจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้กรมทรัพยากรน้ำจำเป็นต้องเร่งดำเนินการศึกษา สำรวจ ออกแบบมาตรการที่เหมาะสมเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้อย่างยั่งยืน

การประชุมปัจฉิมนิเทศ สู่การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการที่ได้ดำเนินงานมาตลอดช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันของทุกฝ่าย และนำไปสู่การจัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำหนองฮ่างอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ เพื่อให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ได้ถูกนำไปประกอบการปรับปรุงแก้ไขรายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา และตรงกับความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการนำเสนอข้อมูลสรุปแผนแม่บทสำหรับการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ พร้อมด้วยมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงแผนการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำหนองฮ่างแบบบูรณาการ โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญ เช่น การควบคุมการใช้ที่ดินในพื้นที่ การฟื้นฟูคุณภาพน้ำให้กลับมาสู่สภาพปกติ การจัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังและติดตามสภาพแวดล้อม และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

วิเคราะห์ความสำเร็จและข้อเสนอแนะจากการประชุม

จากการประชุม มีข้อเสนอแนะสำคัญจากประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง คือ การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เน้นให้ประชาชนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ และการพัฒนาทักษะการจัดการทรัพยากรน้ำให้แก่ชุมชน เพื่อให้สามารถดำเนินงานต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันว่า โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชนโดยรวม โดยเฉพาะในด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว ที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถิติสำคัญเกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำหนองฮ่าง จังหวัดเชียงราย

จากรายงานกรมทรัพยากรน้ำ (2567) พบว่า พื้นที่ชุ่มน้ำหนองฮ่างมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยพบพันธุ์สัตว์ป่าอาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 120 ชนิด แบ่งเป็นสัตว์ปีกจำนวน 60 ชนิด สัตว์น้ำและสัตว์บกอีกประมาณ 60 ชนิด นอกจากนี้ ยังมีประชาชนในพื้นที่ที่พึ่งพิงทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรและประมงไม่ต่ำกว่า 1,500 ครัวเรือน โดยพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้สามารถสร้างรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการเกษตรได้ปีละไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท (ที่มา: กรมทรัพยากรน้ำ, รายงานการศึกษาความเหมาะสมโครงการหนองฮ่าง ปี 2567)

สรุปและก้าวต่อไปของโครงการ

การดำเนินการโครงการพื้นที่ชุ่มน้ำหนองฮ่างครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศของจังหวัดเชียงรายให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยจะนำไปสู่การดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับสร้างความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วน ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำจะนำผลสรุปและข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้ ไปปรับปรุงให้เกิดแผนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไปในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2567) รายงานการศึกษาความเหมาะสมโครงการพื้นที่ชุ่มน้ำหนองฮ่าง จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย (2567)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“น้องต้าร์-น้องนาตาลี” สร้างชื่อเชียงราย TO BE NUMBER ONE

เชียงรายปลื้ม! เยาวชนคว้ารางวัล TO BE NUMBER ONE IDOL ระดับประเทศ เฝ้ารับเสด็จทูลกระหม่อมหญิงฯ

ประเทศไทย, 3 พฤษภาคม 2568 – นับเป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญของชาวจังหวัดเชียงราย เมื่อโครงการ TO BE NUMBER ONE จังหวัดเชียงราย ได้ร่วมเข้าเฝ้ารับเสด็จทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในวโรกาสเสด็จพระราชทานรางวัลเยาวชนต้นแบบเก่งและดี TO BE NUMBER ONE IDOL รุ่นที่ 15 ระดับประเทศ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 ณ JJ HALL ชั้น 6 ศูนย์การค้า JJ MALL เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

พิธีพระราชทานรางวัลอันทรงเกียรติครั้งนี้ ได้รับพระกรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการ TO BE NUMBER ONE เสด็จพระราชทานรางวัลให้แก่เยาวชนที่ได้รับคัดเลือกจากทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างของเยาวชนไทยที่มีทั้งความสามารถ มีคุณธรรม และเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต โดยเฉพาะตัวแทนจากจังหวัดเชียงราย ที่แสดงศักยภาพจนสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดในเวทีระดับประเทศได้สำเร็จอีกครั้ง

เชียงรายนำทีมโดยผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมรับเสด็จ

ในการนี้ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้นำคณะประกอบด้วย นายเอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย นายศุภวิศว์ ตาหล้า ผู้อำนวยการโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ นายชญทัต กิตติธินาโชติ รองผู้อำนวยการโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ พร้อมด้วยคณะครู และนักเรียนจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จังหวัดเชียงราย ร่วมเฝ้ารับเสด็จอย่างพร้อมเพรียงและเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มยินดี

นอกจากนี้ ยังมีนายบรรจง ปะสาวะโพธิ์ หัวหน้ากลุ่มงานยาเสพติดและสุขภาพจิต สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และนางสุวาภรณ์ จิตต์พลีชีพ รองหัวหน้ากลุ่มงานยาเสพติดและสุขภาพจิต เดินทางร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจแก่เยาวชนผู้แทนจังหวัดเชียงรายตลอดทั้งงาน

เยาวชนเชียงรายโชว์ศักยภาพ คว้ารางวัลใหญ่ระดับประเทศ

สำหรับผลการประกวดเยาวชนต้นแบบเก่งและดี TO BE NUMBER ONE IDOL รุ่นที่ 15 ระดับประเทศ ในสัปดาห์ที่ 5 นี้ เป็นการแข่งขันที่มีโจทย์ให้ผู้เข้าประกวดแสดงความสามารถผ่านบทเพลงตามความถนัด ซึ่งตัวแทนเยาวชนจากจังหวัดเชียงรายแสดงศักยภาพโดดเด่นจนได้รับรางวัลระดับประเทศถึง 2 รางวัล ได้แก่

  • TI 01 น้องต้าร์ นายกวิรัช เรือนคำจันทร์ ได้รับรางวัลชนะเลิศลำดับที่ 2 (ฝ่ายชาย)
  • TI 42 น้องนาตาลี นางสาวนาตาลี เชลโฟ ได้รับรางวัลชนะเลิศลำดับที่ 6 (ฝ่ายหญิง)

ผลการประกวดครั้งนี้ นับเป็นอีกครั้งที่เยาวชนจากจังหวัดเชียงรายสามารถคว้ารางวัลและสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดได้สำเร็จ พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในจังหวัดให้มุ่งมั่นพัฒนาตนเองสู่ความเป็นเลิศอย่างต่อเนอนื่อง สร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้ปกครอง โรงเรียน และประชาชนในจังหวัดเชียงรายอย่างกว้างขวาง

โครงการ TO BE NUMBER ONE กับการสร้างเยาวชนต้นแบบที่ยั่งยืน

โครงการ TO BE NUMBER ONE เกิดขึ้นจากพระดำริของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี มีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนไทยให้ห่างไกลจากยาเสพติด ด้วยการมุ่งเน้นให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะและศักยภาพของตนเองในด้านต่างๆ เช่น ด้านดนตรี ศิลปะ กีฬา และความเป็นผู้นำ โดยโครงการได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน มีสมาชิกเยาวชนทั่วประเทศเข้าร่วมแล้วกว่า 3 ล้านคน และมีการจัดกิจกรรมระดับประเทศเป็นประจำทุกปี

สำหรับจังหวัดเชียงราย ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการอย่างเข้มแข็งและจริงจัง โดยโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ ถือเป็นโรงเรียนตัวอย่างที่ส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนสู่เวทีระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง และเคยได้รับรางวัลจากโครงการนี้มาแล้วหลายปีติดต่อกัน

วิเคราะห์ความสำเร็จของเยาวชนจังหวัดเชียงราย

ความสำเร็จของเยาวชนเชียงรายในเวที TO BE NUMBER ONE IDOL รุ่นที่ 15 สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเยาวชนผ่านการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ โรงเรียน และชุมชน ซึ่งจังหวัดเชียงรายมีระบบการสนับสนุนที่แข็งแกร่ง และมีการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ จังหวัดเชียงรายยังมีนโยบายการส่งเสริมเยาวชนอย่างชัดเจนผ่านโครงการต่างๆ ทั้งในระดับโรงเรียนและจังหวัด ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจและความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน อีกทั้งยังช่วยป้องกันปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชนอย่างได้ผล

สถิติสำคัญสะท้อนความสำเร็จของ TO BE NUMBER ONE ในระดับประเทศ

จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ปี 2567 พบว่าจำนวนสมาชิก TO BE NUMBER ONE ทั่วประเทศมีมากกว่า 3 ล้านคน และมีเยาวชนที่ผ่านการอบรมและเข้าร่วมโครงการ IDOL ไปแล้วกว่า 120,000 คน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย มีเยาวชนเข้าร่วมโครงการสะสมรวมมากกว่า 50,000 คน ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการดำเนินงานโดดเด่นติดอันดับต้นๆ ของประเทศ (ที่มา: กรมสุขภาพจิต, กระทรวงสาธารณสุข, รายงานสถิติโครงการ TO BE NUMBER ONE ปี 2567)

สรุปและแนวทางในอนาคต

จากความสำเร็จของเยาวชนเชียงรายในเวที TO BE NUMBER ONE IDOL ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนให้สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ในอนาคต จังหวัดเชียงรายจะยังคงเดินหน้าพัฒนาเยาวชนต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • โครงการ TO BE NUMBER ONE กระทรวงสาธารณสุข (2567)
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข, รายงานสถิติสมาชิกโครงการ TO BE NUMBER ONE (2567)
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (2567)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายสู้ฝุ่น! อบจ. ผนึกกำลังแก้วิกฤต PM 2.5

อบจ.เชียงรายระดมสมองแก้วิกฤติไฟป่า-หมอกควัน ผุดแผนจัดการวัสดุเกษตรยั่งยืน

เชียงราย, 2 พฤษภาคม 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) จัดประชุมครั้งใหญ่ หารือแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันนโยบายศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (Provincial Disaster Operation and Support System: PDOSS) มุ่งบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในจังหวัดอย่างจริงจัง

เชียงรายเผชิญวิกฤตหมอกควันต่อเนื่องยาวนาน

ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 ในจังหวัดเชียงรายเป็นวิกฤตสำคัญที่สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าและการเผาวัสดุทางการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เชียงรายต้องเผชิญกับวิกฤตหมอกควันทุกปี กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน

เพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว อบจ.เชียงราย นำโดยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย และนางอุบลรัตน์ พ่วงภิญโญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนและงบประมาณ ได้เปิดเวทีประชุมหารืออย่างเป็นทางการขึ้นในวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องประชุมธรรมรับอรุณ ชั้น 2 สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยมีหน่วยงานสำคัญทั้งจากภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างคับคั่ง เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม

บูรณาการหน่วยงานรัฐ เน้นการจัดการวัสดุเกษตรอย่างยั่งยืน

ประเด็นสำคัญที่ถูกยกมาหารือในที่ประชุมครั้งนี้คือ การบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ โดยจังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของประชากรส่วนใหญ่ ทำให้ในแต่ละปีเกิดการเผาวัสดุการเกษตร เช่น ซังข้าวโพด เศษใบอ้อย ตอซังข้าว และวัสดุเหลือใช้อื่นๆ เป็นจำนวนมาก หากไม่มีการจัดการที่ถูกต้อง วัสดุเหล่านี้จะถูกเผาและกลายเป็นแหล่งกำเนิดควันพิษที่กระทบสุขภาพของประชาชนโดยตรง

ในการประชุมมีหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย และสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย โดยมีการเสนอแนวทางบริหารจัดการวัสดุการเกษตรอย่างครบวงจรและยั่งยืน เพื่อลดปัญหาการเผาและส่งเสริมการนำวัสดุเกษตรเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในทางอื่น เช่น การทำปุ๋ยหมัก หรือเชื้อเพลิงชีวมวล

ผลักดันศูนย์ PDOSS บริหารจัดการภัยแบบเบ็ดเสร็จ

อบจ.เชียงราย ยังได้เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ (PDOSS) เพื่อเป็นศูนย์กลางการบูรณาการทุกภาคส่วนในการจัดการภัยพิบัติทั้งด้านการป้องกัน เตรียมพร้อม และรับมือกับภัยต่างๆ รวมถึงการจัดการปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM 2.5 โดยศูนย์นี้จะเน้นการบริหารข้อมูลแบบครบวงจร มีระบบแจ้งเตือนภัยและจัดการเหตุการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที

วิเคราะห์แนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

จากการหารือครั้งนี้ที่ประชุมได้เสนอแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาในระยะยาว ดังนี้

  1. การส่งเสริมความรู้และการสร้างจิตสำนึก โดยรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกเผาวัสดุเกษตรและหันมานำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ
  2. การจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์และเทคโนโลยี สนับสนุนให้เกษตรกรมีเครื่องมือในการแปรรูปวัสดุเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม
  3. การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานทุกระดับ เพื่อให้การจัดการปัญหาเป็นไปอย่างมีเอกภาพ
  4. การผลักดันเชิงนโยบายอย่างเข้มข้น เช่น การสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ เพื่อให้เกิดการลงทุนและดำเนินงานในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถิติที่เกี่ยวข้องสะท้อนความรุนแรงของปัญหา

จากรายงานของศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) จังหวัดเชียงราย ปี 2567 พบว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 ในจังหวัดเชียงรายสูงเกินค่ามาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มากถึง 65 วันต่อปี โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงของ ซึ่งมีจำนวนวันที่ค่า PM 2.5 สูงเกินมาตรฐานคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 35 ของทั้งปี นอกจากนี้กรมควบคุมมลพิษยังรายงานว่า ในปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายมีจุดความร้อน (Hotspot) จากการเผาป่าและวัสดุการเกษตรรวมสูงถึง 3,678 จุด สูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ (ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ, 2567)

จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM 2.5 ในจังหวัดเชียงราย จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ เพื่อให้จังหวัดเชียงรายสามารถกลับมาเป็นพื้นที่ที่มีอากาศสะอาด ปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชน และยั่งยืนในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) จังหวัดเชียงราย (2567)
  • รายงานกรมควบคุมมลพิษ (2567)
  •  องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

น้ำสายทะลัก! ผู้ว่าฯ จี้เมียนมาร์ขุดลอก ทหารเร่งช่วย

สถานการณ์ภัยพิบัติจากอุทกภัยในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เชียงราย, 2 พฤษภาคม 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย พลโท สิรภพ ศุภวานิช เจ้ากรมการทหารช่าง กองทัพบก ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมแบบชั่วคราว-กึ่งถาวร ตลอดแนวแม่น้ำสายตั้งแต่ Sta 0+100 ถึง Sta 3+600 โดยการดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายหลักเพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยในเขตเศรษฐกิจของอำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไทยกับประเทศเมียนมา หลังจากที่พื้นที่ดังกล่าวประสบกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะในฤดูฝนซึ่งเริ่มมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี จากสาเหตุหลักที่มาจากการตื้นเขินของลำน้ำสาย อันเนื่องมาจากตะกอนดินจากฝั่งประเทศเมียนมา รวมถึงการรุกล้ำแนวแม่น้ำจากสิ่งปลูกสร้าง

แนวทางการดำเนินงานป้องกันอุทกภัย 5 รูปแบบหลัก

การก่อสร้างแนวป้องกันน้ำในครั้งนี้ ได้ผสมผสานงานก่อสร้างจำนวน 5 รูปแบบหลักที่เหมาะสมกับลักษณะภูมิประเทศและสภาพพื้นที่ ได้แก่:

  1. เขื่อนป้องกันตลิ่งด้วยเข็มไอเสียบแผ่น Precast Panel
  2. แนวกำแพงกันน้ำโดยใช้เสาเหล็กเสียบแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป
  3. กำแพงกันน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บริเวณใต้สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1
  4. โครงเคร่ากรุแผ่นเหล็กเพื่อปิดโพรงน้ำเข้าตามบ้านเรือนประชาชน
  5. แนว Big Bag และการเสริมคันดินให้แข็งแรง

ปัจจุบัน กองทัพบก โดยกรมการทหารช่าง ได้เริ่มดำเนินการสร้างทางลำลองและเตรียมพื้นที่ก่อสร้างภายในลำน้ำสาย โดยกำหนดให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เพื่อรองรับปริมาณน้ำในฤดูฝนที่จะมาถึง

ความคืบหน้าการขุดลอกลำน้ำสายและแม่น้ำรวก

ในส่วนของงานขุดลอกแม่น้ำรวก ซึ่งมีความยาวรวม 32 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่:

  • หน่วยทหารช่างกองทัพภาคที่ 3 รับผิดชอบดำเนินการขุดลอก 14 กิโลเมตร
  • กรมการทหารช่าง รับผิดชอบอีก 18 กิโลเมตร

การดำเนินงานเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2568 ซึ่งเมื่อถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 พบว่าผลความก้าวหน้าคิดเป็น 6.89% จากแผนงานที่วางไว้ 6.2% ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมายเล็กน้อย และยังคงกำหนดแผนแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568

สำหรับลำน้ำสายในช่วงตั้งแต่ Sta 0+000 ถึง Sta 12+800 เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายเมียนมา ซึ่งจากผลการประชุม Sub-JCR ของทั้งสองฝ่าย ได้มีข้อสรุปว่าจะขุดลอกตามแนวทางการไหลของน้ำตามธรรมชาติ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงระยะตลิ่งทั้งสองฝั่งแต่อย่างใด

ความร่วมมือระหว่างประเทศและความล่าช้าฝั่งเมียนมา

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวว่า ฝ่ายเมียนมายังไม่เริ่มกระบวนการขุดลอกลำน้ำสายแต่อย่างใด โดยกระทรวงการต่างประเทศ และกรมกิจการชายแดน ได้รับมอบหมายให้เร่งประสานงานเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนร่วมที่ตกลงกันไว้ โดยระบุชัดว่าหากดำเนินการแล้วเสร็จตามกำหนด การป้องกันน้ำท่วมใหญ่ในฤดูฝนปีนี้จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในด้านแนวทางป้องกันน้ำท่วมฉับพลัน กองทัพได้วางแนว Big Bag ไว้ในจุดเสี่ยง พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำหรือขวางแนวทางน้ำ เพื่อให้การสร้างแนวป้องกันน้ำดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การลงพื้นที่ของอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 นายภาสกร บุญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยคณะผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่บริเวณตลาดสายลมจอย และสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 อ.แม่สาย หลังเกิดฝนตกหนักจากฝั่งประเทศเมียนมา ทำให้แม่น้ำสายเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เศรษฐกิจ

จากการตรวจสอบ พบว่าแม่น้ำสายมีสภาพตื้นเขินอย่างหนัก จากตะกอนดินที่ไหลมาจากพื้นที่ต้นน้ำโดยเฉพาะบริเวณเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา ซึ่งยังไม่มีการขุดลอกหรือบำรุงรักษา ส่งผลให้เกิดน้ำหลากแม้มีปริมาณฝนเพียงเล็กน้อย

อธิบดี ปภ. ได้กล่าวว่า แม่น้ำสายในอดีตกว้างถึง 200 เมตร แต่ปัจจุบันแคบลงเหลือไม่ถึง 50 เมตร และยังไม่มีการขุดลอกมาก่อน จึงเป็นเหตุให้น้ำล้นตลิ่งได้ง่าย ซึ่งทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้หารือกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำโครงการระยะยาวในอนาคต รวมถึงเตรียมการประชาคมในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจร่วม

การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและแผนรับมือฝนหนัก

นอกจากนี้ ทางกรม ปภ. ยังได้เริ่มทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยผ่านเซลล์บรอดแคสต์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่:

  • วันที่ 2 พฤษภาคม: ทดลองระดับศาลากลางจังหวัด
  • วันที่ 7 พฤษภาคม: ทดลองระดับอำเภอ
  • วันที่ 13 พฤษภาคม: ทดลองระดับจังหวัด

โดยมีการประสานกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบการแจ้งเตือนและแก้ไขปัญหาการรับสัญญาณ

นายภาสกร ได้กล่าวย้ำว่า การพูดคุยประสานงานกับทางจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ยังจำเป็นต้องใช้กลไกหลายช่องทาง ทั้งระดับผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการชายแดนระดับท้องถิ่น (TBC) เนื่องจากผลกระทบจากน้ำท่วมจะเกิดขึ้นกับประชาชนในฝั่งเมียนมาอย่างรุนแรงหากไม่มีการขุดลอกแม่น้ำสาย

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • แม่น้ำสายเคยมีความกว้างถึง 200 เมตร ปัจจุบันลดลงเหลือไม่ถึง 50 เมตร (ข้อมูลจากกรมโยธาธิการและผังเมือง, 2568)
  • ความก้าวหน้าการขุดลอกแม่น้ำรวก ณ วันที่ 30 เม.ย. 2568 คิดเป็น 6.89% จากแผนงาน 6.2%
  • ปริมาณฝนตกในเมียนมา วันที่ 29 เม.ย. 2568 ประมาณ 60 มิลลิเมตร (ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา)
  • แผนการขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกของไทย: 32 กม. ให้แล้วเสร็จภายใน 30 มิ.ย. 2568 (ข้อมูลจากกรมการทหารช่าง)

บทสรุป ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะในอำเภอแม่สาย เป็นประเด็นที่ต้องการการจัดการแบบบูรณาการ โดยเฉพาะความร่วมมือข้ามพรมแดนระหว่างไทยกับเมียนมา การขุดลอกแม่น้ำ การสร้างแนวป้องกัน และการเตรียมระบบเตือนภัยเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง
  • กรมชลประทาน
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
  • รายงานความก้าวหน้าโครงการโดยกรมการทหารช่าง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 เลี้ยงส่งพลทหาร ปลดประจำการ อบอุ่น

มทบ.37 จัดเลี้ยงอาหารพิเศษบำรุงขวัญพลทหารกองประจำการก่อนปลดประจำการ สร้างความสัมพันธ์และกำลังใจเพื่อชาติ

เชียงราย, 29 เมษายน 2568 – มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารมื้อพิเศษและมอบกำลังใจแก่พลทหารกองประจำการที่ครบกำหนดปลดประจำการ รวมถึงกำลังพลที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบแทนความทุ่มเท เสียสละ และความเข้มแข็งในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา กิจกรรมนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพบกในการดูแลขวัญกำลังใจของทหาร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ

ความสำคัญของพลทหารกองประจำการ

พลทหารกองประจำการถือเป็นกำลังสำคัญของกองทัพบกไทย ด้วยภารกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การช่วยเหลือประชาชนในยามภัยพิบัติ ไปจนถึงการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงภายใน ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้แนวชายแดนไทย-เมียนมาและไทย-ลาว พลทหารกองประจำการมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและความสงบสุขของประชาชน

ตลอดระยะเวลาการรับราชการ พลทหารเหล่านี้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ การฝึกฝนอย่างเข้มข้น ภารกิจที่ต้องปฏิบัติในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก และการอยู่ห่างจากครอบครัวเป็นสิ่งที่ทดสอบความอดทนและความมุ่งมั่นของพวกเขา การจัดกิจกรรมเพื่อบำรุงขวัญและให้กำลังใจก่อนปลดประจำการจึงเป็นวิธีหนึ่งที่กองทัพบกแสดงความขอบคุณและยกย่องความเสียสละของกำลังพลเหล่านี้

กิจกรรมเลี้ยงอาหารพิเศษและมอบกำลังใจ

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 เวลา 17.30 น. พลตรีจักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 (ผบ.มทบ.37) พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูง ได้แก่ รองผู้บัญชาการ มทบ.37, หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ, หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ, และผู้บังคับบัญชาหน่วยขึ้นตรง ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารมื้อพิเศษ ณ โรงประกอบเลี้ยง มทบ.37 ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย

กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ดังนี้:

  1. ตอบแทนความทุ่มเทเสียสละ เพื่อยกย่องพลทหารกองประจำการที่ครบกำหนดปลดประจำการในวันที่ 30 เมษายน 2568 ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและเสียสละตลอดระยะเวลาการรับราชการ
  2. บำรุงขวัญและกำลังใจ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่พลทหารที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงนายทหารและนายสิบที่รับผิดชอบในการปกครองและดูแลกำลังพล
  3. เสริมสร้างความสัมพันธ์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความใกล้ชิดและเป็นเสมือนครอบครัวเดียวกัน

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีจำนวนทั้งสิ้น 253 นาย ประกอบด้วย

  • พลทหารกองประจำการที่ครบกำหนดปลดประจำการ
  • พลทหารกองประจำการที่ยังไม่ปลดประจำการ
  • นายทหารและนายสิบที่รับผิดชอบในการปกครองและดูแลกำลังพล

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง คณะผู้บังคับบัญชาทุกระดับได้ร่วมรับประทานอาหารกับพลทหารกองประจำการ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมอบคำแนะนำอย่างใกล้ชิด เมนูอาหารที่จัดเลี้ยงได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เหมาะสมกับโอกาสพิเศษและเป็นที่ชื่นชอบของกำลังพล ซึ่งช่วยสร้างความผ่อนคลายและรอยยิ้มให้แก่ผู้เข้าร่วม

พลตรีจักรวีร์กล่าวในงานว่า “พลทหารกองประจำการทุกนายคือกำลังสำคัญของชาติ ความทุ่มเทและเสียสละของทุกคนในการปกป้องความมั่นคงและช่วยเหลือประชาชนเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ กิจกรรมในวันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เราแสดงความขอบคุณ และหวังว่าทุกคนจะนำประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ในชีวิตต่อไป”

ความหมายและผลกระทบของกิจกรรม

กิจกรรมเลี้ยงอาหารพิเศษครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการบำรุงขวัญกำลังใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจในหมู่พลทหารกองประจำการที่กำลังจะปลดประจำการ รวมถึงกระตุ้นให้กำลังพลที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่มีความมุ่งมั่นในการทำงานต่อไป การที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงลงมาร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยอย่างเป็นกันเองช่วยลดช่องว่างระหว่างลำดับชั้นในกองทัพ และสร้างความรู้สึกว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวทหาร

สำหรับพลทหารที่ครบกำหนดปลดประจำการ กิจกรรมนี้เป็นการปิดฉากการรับราชการด้วยความทรงจำที่ดีและความรู้สึกถึงคุณค่าในสิ่งที่พวกเขาได้ทำเพื่อชาติ ส่วนพลทหารที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ การได้รับกำลังใจจากผู้บังคับบัญชาจะช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความท้าทายด้านความมั่นคงอย่างจังหวัดเชียงราย

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของกองทัพบกในสายตาประชาชน การแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ต่อสวัสดิการและขวัญกำลังใจของทหารกองประจำการช่วยสร้างความเชื่อมั่นในหมู่ครอบครัวและชุมชนว่า กองทัพบกให้ความสำคัญกับบุคลากรทุกระดับ และมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพล

ความสำคัญของขวัญกำลังใจในกองทัพ

การบำรุงขวัญและกำลังใจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกองทัพ โดยเฉพาะในหมู่พลทหารกองประจำการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่เพิ่งจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและเข้าสู่การรับราชการทหารด้วยความสมัครใจหรือจากการเกณฑ์ทหาร การที่พลทหารต้องเผชิญกับความกดดันจากภารกิจและการใช้ชีวิตในระเบียบวินัยทหารอาจส่งผลต่อสภาพจิตใจได้ การจัดกิจกรรมที่แสดงถึงความเอาใจใส่จากผู้บังคับบัญชาจึงมีบทบาทสำคัญในการลดความตึงเครียดและสร้างแรงจูงใจ

มิติด้านจิตใจ การได้รับการยกย่องและกำลังใจจากผู้บังคับบัญชาช่วยให้พลทหารรู้สึกถึงคุณค่าในงานที่ทำ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเอง การที่ผู้บังคับบัญชาร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยอย่างใกล้ชิดยังช่วยสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหน่วย ทำให้พลทหารรู้สึกว่าได้รับการยอมรับและสนับสนุน

มิติด้านความสัมพันธ์ กิจกรรมนี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นพื้นฐานของการทำงานเป็นทีมในกองทัพ ความสัมพันธ์ที่ดีจะนำไปสู่การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการปฏิบัติภารกิจที่ราบรื่นยิ่งขึ้น

มิติด้านภาพลักษณ์ ในยุคที่สังคมให้ความสนใจกับการปฏิบัติต่อทหารกองประจำการมากขึ้น การจัดกิจกรรมที่แสดงถึงความเอาใจใส่ต่อสวัสดิการและขวัญกำลังใจช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกองทัพบก และอาจส่งผลให้เยาวชนมีความสนใจในการสมัครเป็นทหารกองประจำการมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การบำรุงขวัญกำลังใจไม่ควรจำกัดอยู่เพียงกิจกรรมครั้งคราวเท่านั้น แต่ควรมีการพัฒนาระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน เช่น การปรับปรุงสภาพที่พัก การให้โอกาสทางการศึกษา และการสนับสนุนด้านอาชีพหลังปลดประจำการ เพื่อให้พลทหารรู้สึกว่าการรับราชการทหารเป็นโอกาสในการพัฒนาตนเองและมีอนาคตที่มั่นคง

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  1. จำนวนพลทหารกองประจำการในประเทศไทย ในปี 2567 กองทัพบกไทยมีพลทหารกองประจำการประมาณ 60,000–70,000 นายต่อปี โดยมีการเกณฑ์ทหารและรับสมัครทหารกองประจำการในรอบเดือนเมษายนและพฤศจิกายน (ที่มา: รายงานประจำปี 2567, กองทัพบกไทย)
  2. ระยะเวลาการรับราชการ พลทหารกองประจำการมีระยะเวลาการรับราชการ 2 ปีสำหรับผู้ที่ถูกเกณฑ์ และ 1 ปีสำหรับผู้สมัครใจ (ที่มา: กฎหมายการเกณฑ์ทหาร, กระทรวงกลาโหม)
  3. ผลกระทบของขวัญกำลังใจต่อประสิทธิภาพ การวิจัยจากสถาบันวิจัยกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า การบำรุงขวัญกำลังใจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทหารได้ถึง 20–30% โดยเฉพาะในหน่วยที่ต้องปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย (ที่มา: Defense Research Institute, 2023)
  4. การสนับสนุนหลังปลดประจำการ จากการสำรวจของกระทรวงกลาโหมในปี 2566 พบว่า 65% ของพลทหารกองประจำการต้องการการสนับสนุนด้านการฝึกอาชีพหรือการศึกษาต่อหลังปลดประจำการ (ที่มา: รายงานการสำรวจความต้องการของทหารกองประจำการ, 2566

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • กองทัพบกไทย

  • กระทรวงกลาโหม

  • Defense Research Institute

  • มณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE