Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายประกาศยุทธการ “น่านฟ้าปลอดภัย” รับยี่เป็ง สั่งเข้มงดโคม-คุมโดรน ฝ่าฝืนโทษหนัก

เชียงรายประกาศยุทธการ “น่านฟ้าปลอดภัย” รับยี่เป็ง ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงฯ ผนึก 3 หน่วยงานการบิน ดึงชุมชนรอบสนามบินเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง สั่งเข้ม “งดโคม-คุมโดรน” ฝ่าฝืนโทษหนัก สูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

เชียงราย, 21 ตุลาคม 2568 – เมื่อแสงเทียนและโคมลอยกำลังจะปลิวไสวบนท้องฟ้าในช่วง “ยี่เป็ง–ลอยกระทง” ของล้านนา สีสันของเทศกาลที่งดงามก็ทับซ้อนกับ “ความเสี่ยงบนท้องฟ้า” ที่จับต้องได้มากขึ้นทุกปี ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.) จึงเปิดปฏิบัติการรณรงค์ครั้งใหญ่เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางการบินแบบเชิงรุก ผนึกกำลัง บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.), สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ให้ความรู้ กำชับกฎหมาย และสร้างเครือข่ายชุมชนรอบสนามบินในการเฝ้าระวังวัตถุบินที่รุกล้ำเขตปลอดภัย โดยเน้นสองโจทย์หลักช่วงเทศกาลคือ โคมลอย–พลุ–ตะไล และ โดรน

พิธีเปิดโครงการ “รณรงค์ส่งเสริมการป้องกันอันตรายจากโคมลอย โคมไฟ โคมควัน และการใช้งานโดรน ในเขตปลอดภัยในการเดินอากาศของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ประจำปีงบประมาณ 2569” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมไชยนารายณ์ริเวอร์ไซด์ โดยมี นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็นประธาน พร้อมผู้แทนจาก ฝูงบิน 416 เชียงราย, หอการค้าจังหวัดเชียงราย, สมาคมโรงแรมจังหวัดเชียงราย, ตำรวจภูธรเมืองเชียงราย, มณฑลทหารบกที่ 37, ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย และคณะทำงานจากชุมชนรอบสนามบิน เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างคึกคัก

“เราขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในจังหวัดเชียงราย งดการปล่อยโคมลอย โคมควัน และการบินโดรนโดยไม่ได้รับอนุญาต ในช่วงเทศกาล เพื่อความปลอดภัยของอากาศยาน ผู้โดยสาร และชุมชนของเราเอง” – นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล เน้นย้ำในเวทีรณรงค์

จุดตั้งต้นของยุทธการ เทศกาลสวยงามที่ซ่อน ‘ความเสี่ยงร้ายแรง’

ปีนี้ประเพณียี่เป็ง/ลอยกระทงตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งตามสถิติการเดินทาง มักเป็นช่วงที่มีเที่ยวบินหนาแน่นกว่าปกติ ขณะเดียวกัน “โคมลอย–พลุ–ตะไล” และกิจกรรมโดรนเพื่อถ่ายภาพ ก็มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนสูงขึ้นรอบพื้นที่สนามบิน หากปล่อยโดยไม่ควบคุม อาจก่อเหตุ ร้ายแรงต่ออากาศยาน และ “ชีวิต” ได้โดยตรง

แผ่นพับรณรงค์ของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงฯ ชี้ชัดถึง 4 มิติความเสี่ยงจากโคมลอย ที่สาธารณชนควรตระหนัก

  1. ความปลอดภัยต่อการเดินอากาศ – โคมลอยสามารถถูกดูดเข้าสู่เครื่องยนต์ ทำให้เกิดการ ระเบิด หรือสูญเสียการควบคุม
  2. การรบกวนการบิน – แสงจากโคมหรือเลเซอร์ในอากาศอาจบดบังวิสัยทัศน์นักบิน กระทบการนำร่อนและการสื่อสาร
  3. ผลกระทบต่อสนามบิน – ซากโคมที่ตกใกล้รันเวย์เป็นสิ่งกีดขวาง ทำให้ต้อง ชะลอหรือยกเลิกเที่ยวบิน
  4. อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินภาคพื้น – โคมลอยตกใส่หลังคา สายไฟแรงสูง หรือพื้นที่แห้งแล้งอาจก่อ ไฟไหม้ลุกลาม

คำเตือนดังกล่าวไม่ใช่การคาดเดา เพราะในโลกความจริง เหตุ “วัตถุแปลกปลอมในอากาศ” (FOD) และ การชนกับนก (Bird Strike) ก็เป็นความเสี่ยงคู่ขนานที่ต้องบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง อินโฟกราฟิกของท่าอากาศยานฯ ยังอธิบายภาพจำง่าย ๆ ว่า หากเครื่องบินวิ่งที่ความเร็ว 200 ไมล์ต่อชั่วโมง ชนวัตถุหนัก 5 กิโลกรัม แรงปะทะที่เกิดขึ้น “เทียบเท่าชนช้างหนึ่งตัว” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการชนกับนกขนาดกลาง–ใหญ่ สามารถสร้าง แรงกระแทกมหาศาล ต่อโครงสร้างอากาศยานได้

ในทุ่งนารอบเชียงรายยังพบ “นกเป้าหมาย” เป็นประจำ เช่น นกปากห่าง (หนัก 1–3 กก.), นกยางควาย/นกยางกรอก (หนักประมาณ 0.2–0.5 กก.) และ นกเอี้ยง หลายชนิดซึ่งแม้ตัวเล็กแต่รวมฝูงได้ง่าย ทชร. จึงทำงานร่วมกับชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปัจจัยดึงดูด (เช่น แหล่งอาหารและแหล่งพักนก) ใกล้เขตการบิน

เขตปลอดภัยการเดินอากาศ เส้นขีดที่ไม่ควรถูกละเมิด

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงฯ เผย แผนที่เขตห้าม จุด/ปล่อยโคมลอย โคมควัน พลุ ตะไล และวัตถุอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน “รอบสนามบินโดยเด็ดขาด” ตาม ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดเขตบริเวณใกล้เคียงสนามบินเชียงรายเป็นเขตปลอดภัยในการเดินอากาศ พ.ศ. 2535 ครอบคลุมพื้นที่ใน อำเภอเมืองเชียงราย หลายตำบล รวมถึง อำเภอเวียงชัย (ตำบลเวียงชัย, เวียงเหนือ) และ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง (ตำบลดงมหาวัน, ตำบลทุ่งก่อ) เป็นต้น

สาระสำคัญคือ ผู้ที่ต้องการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับโคมลอยในพื้นที่ นอกเขตห้าม ก็ยังต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด เช่น ยื่นขออนุญาตต่อผู้อำนวยการเขตหรืออำเภอ ระบุวัน–เวลา–สถานที่–จำนวนที่จะปล่อย พร้อมแจ้งท่าอากาศยานหรือศูนย์ควบคุมการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ทั้งนี้ ห้าม จัดกิจกรรมในแนวขึ้น–ลงของอากาศยานหรือพื้นที่ที่อาจส่งผลต่อการนำร่อนโดยตรง

สำหรับ โคมลอยมาตรฐาน ที่ทางการอนุญาต ต้องมีลักษณะตามนี้

  • สูงไม่เกิน 140 ซม. และ เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 90 ซม.
  • ทำจากวัสดุธรรมชาติ
  • ใช้เชื้อเพลิงจากกระดาษซับเทียนหรือพาราฟิน น้ำหนักไม่เกิน 55 กรัม และ เผาไหม้ไม่เกิน 8 นาที
  • ห้ามผูกลูกดอก/พลุ/ไฟตก ใต้ท้องโคมลอยโดยเด็ดขาด

กฎหมาย–บทลงโทษ “เข้มกว่าที่คิด” เพื่อยับยั้งความเสี่ยง

การปล่อยโคมลอยหรือจุดพลุในเขตปลอดภัยการเดินอากาศ เป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โทษสูงสุด “หนักและชัด” เพื่อคุ้มครองชีวิตผู้โดยสารและสาธารณชน

  • ฝ่าฝืนจุด/ปล่อยในเขตปลอดภัย จำคุกไม่เกิน 5 ปี, ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • กรณีทำให้เกิดความเสียหาย/อันตรายต่ออากาศยาน สูงสุดถึง ประหารชีวิต, จำคุกตลอดชีวิต, หรือจำคุก 5–20 ปี และปรับ 600,000–800,000 บาท

กับ “โดรน” หรืออากาศยานไร้คนขับ การควบคุมก็เข้มงวดไม่แพ้กัน ตามกรอบของ กพท. และ กสทช.

  • ห้ามบินในระยะ 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) จากสนามบิน หรือบริเวณขึ้น–ลงชั่วคราวของอากาศยาน เว้นแต่ได้รับอนุญาต
  • ห้ามบินเหนือสถานที่ราชการ โรงพยาบาล เขตหวงห้าม หรือสูงเกิน 90 เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • บทลงโทษพื้นฐาน (ฝ่าฝืนเขตห้าม) จำคุกไม่เกิน 1 ปี, ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ด้านการขึ้นทะเบียน

  • กสทช. โดรนน้ำหนัก 2–25 กก. ต้องขึ้นทะเบียนตัวเครื่อง พร้อมเอกสารบัตรประชาชน ภาพ Serial Number และ ประกันภัยบุคคลที่สามไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท
  • กพท. (CAAT) โดรน ติดกล้อง หรือ ใช้เชิงพาณิชย์ ต้องขึ้นทะเบียนผ่านระบบ UAS Portal รวมถึงการขึ้นทะเบียน ผู้บังคับ สำหรับโดรนน้ำหนัก ตั้งแต่ 25 กก. ขึ้นไป

ข้อควรรู้ ที่ทชร. ย้ำกับผู้ใช้โดรนทุกคน

  1. โดรน น้ำหนักน้อยกว่า 2 กก. และ ไม่ติดกล้อง เพื่อการใช้งานอดิเรก อาจ ไม่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ยังต้องบินอย่างปลอดภัยและปฏิบัติตามกฎระยะห่าง/ความสูง
  2. โดรน 2–25 กก. หรือ ติดกล้อง ต้องขึ้นทะเบียนทั้งกับ กสทช. (ตัวเครื่อง) และ กพท. (การใช้งาน/ผู้บังคับ)
  3. ขณะบินต้อง “มองเห็นด้วยตาเปล่า” ตลอดเวลา ห้ามบังคับโดยอาศัยภาพจากกล้องอย่างเดียว

จากเวทีความรู้สู่เครือข่ายเฝ้าระวัง ทำอย่างไรให้ “น่านฟ้าเชียงราย” ปลอดภัยยิ่งขึ้น

สาระการบรรยายของ บวท., กสทช. และ กพท. ในเวทีรณรงค์ 20 ต.ค. ครอบคลุมตั้งแต่ “หลักการจัดการความปลอดภัยด้านการบิน (Safety Management)” การประสานงานการควบคุมจราจรทางอากาศ (ATC) ไปจนถึง “แนวทางปฏิบัติ” ของชุมชนรอบสนามบินเมื่อพบเห็นวัตถุในอากาศ โดยทชร. เผย QR Code สองรายการสำหรับประชาชน ได้แก่

  • กฎหมาย/ข้อควรรู้ เกี่ยวกับวัตถุในอากาศ (รวมถึงโคมลอย–โดรน)
  • ช่องทางแจ้งเหตุ หากพบวัตถุในอากาศรุกล้ำเขตปลอดภัย

ในการปฏิบัติจริง ทชร. เน้น 4 กลไกเฝ้าระวัง ที่ทำงานคู่กับมาตรการเชิงกฎหมาย

  1. เครือข่ายชุมชน – แต่งตั้งอาสาสมัคร/ตัวแทนชุมชนรอบสนามบินเป็น “จุดสังเกตการณ์” แจ้งเบาะแสรวดเร็ว
  2. ประสานท้องถิ่น–ท้องที่ – อบต./เทศบาล/กำนันผู้ใหญ่บ้าน ร่วมออกประกาศย้ำเตือนก่อนเทศกาล และนัดหมาย “เวลาปลอดภัย” หากจำเป็นต้องมีกิจกรรมที่ได้รับอนุญาต
  3. การสื่อสารสาธารณะ – ป้ายรณรงค์ อินโฟกราฟิก และโพสต์สาระย่อยง่าย เช่น ภาพ “โคมลอยอาจเท่ากับชนช้างหนึ่งตัว” เพื่อกระตุ้นการรับรู้
  4. ลาดตระเวน–เฝ้าระวังเชิงรุก – ทีมงานสนามบินตรวจพื้นที่เสี่ยงรอบรันเวย์/แนวขึ้นลงก่อน–ระหว่างเทศกาล

เชียงราย 70% บทพิสูจน์ของเมืองท่องเที่ยว–ฮับการบิน ที่ต้องอยู่ร่วมกับประเพณีอย่างปลอดภัย

เชียงรายกำลังเดินหน้าเป็น “เมืองท่องเที่ยวสุขภาพ–วัฒนธรรม” เทศกาลยี่เป็งคือเสน่ห์สำคัญที่ดึงดูดผู้มาเยือน แต่สนามบินแม่ฟ้าหลวงฯ ก็เป็น “โครงข่ายชีวิต” ของเศรษฐกิจจังหวัด ความสมดุลระหว่าง ความงดงามของประเพณี กับ ความปลอดภัยของน่านฟ้า จึงเป็นโจทย์ยุคใหม่ที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันแก้

เวทีรณรงค์ครั้งนี้สะท้อน “บทเรียนเชียงราย” อย่างน้อย 3 ประการ

  • ความรู้เท่าทัน คือเส้นแบ่งระหว่างงานรื่นเริงกับความเสี่ยง – ประชาชนจำนวนมาก “เพิ่งรู้” ว่าการปล่อยโคมลอยบางประเภทมีโทษสูงถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต หากก่อให้เกิดอันตรายต่ออากาศยาน
  • การมีส่วนร่วม ของภาคธุรกิจ–โรงแรม–ชุมชน มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ – โรงแรมและผู้จัดทัวร์คือด่านหน้าในการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างจังหวัด/ต่างชาติ
  • มาตรการเชิงระบบ ต้องทำก่อนเทศกาล – การแจ้งเตือนล่วงหน้า 7 วัน การกำหนดพื้นที่–เวลา (ในกรณีที่ได้รับอนุญาต) และการเชื่อมต่อข้อมูลกับหอบังคับการบิน คือหัวใจของการลดความเสี่ยงเชิงปฏิบัติ

ประเทศไทย 20% กฎเดียวกันใช้ทั้งประเทศ แต่พื้นที่รอบสนามบิน “เข้มเป็นพิเศษ”

แม้มาตรการรณรงค์ครั้งนี้จะเกิดขึ้นในเชียงราย แต่กฎเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ. 2497, ข้อกำหนดของ กพท. และ กสทช. มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะสนามบินหลัก–รอง และพื้นที่ที่ประกาศเป็น “เขตปลอดภัยในการเดินอากาศ” ช่วงเทศกาลลอยกระทง ภาคเหนือและภาคอื่น ๆ ที่มีวัฒนธรรมปล่อยโคม–พลุ จึงต้องประสานงานกับสนามบินในพื้นที่อย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ใช้ โดรน ทั่วประเทศ กรอบคิดที่ควรยึดไว้เสมอคือ “มองเห็น–ควบคุมได้–รับอนุญาต” หากบินใกล้สนามบินหรือในพื้นที่อ่อนไหว และ “ขึ้นทะเบียน–ทำประกัน” ให้ครบ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

ต่างประเทศ 10% เวทีโลกก็เผชิญโจทย์เดียวกัน – วัตถุเล็ก ความเสี่ยงใหญ่

หลายประเทศเข้มงวดกับ โคมลอย และ โดรน ใกล้สนามบินอย่างมาก เพราะอุบัติการณ์ “วัตถุเล็ก–ผลกระทบใหญ่” เกิดขึ้นจริง ทั้งกรณีโดรนรุกล้ำเขตห้ามบินจนสนามบินต้อง ปิดรันเวย์ชั่วคราว, หรือเหตุไฟไหม้จากโคมลอยที่ลอยไกลควบคุมไม่ได้ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ตอกย้ำว่าแนวนโยบายของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงฯ ที่เลือกใช้ “ป้องกันไว้ก่อน” คือทางเลือกที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในระยะยาว

จาก “ความงดงาม” สู่ “ความรับผิดชอบร่วมกัน”

เทศกาลยี่เป็ง–ลอยกระทงคือมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของเชียงรายและชาวล้านนา การรักษาเสน่ห์นั้นไว้คู่กับการเดินอากาศที่ปลอดภัย จำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือจากทุกคน

  • หากต้องการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับโคมลอย ต้องยื่นขออนุญาต แจ้งวัน–เวลา–สถานที่–จำนวน และประสานสนามบินล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน
  • เลือกใช้ โคมมาตรฐาน ขนาดตามเกณฑ์ และ ห้าม ผูกพลุ/ลูกไฟตก
  • ผู้ใช้ โดรน ต้อง ขึ้นทะเบียน ตามเกณฑ์ของ กสทช.–กพท., ทำประกันบุคคลที่สาม, บินในพื้นที่ปลอดภัย ห่างสนามบินอย่างน้อย 9 กม., ความสูงไม่เกิน 90 เมตร, และมองเห็นด้วยตาเปล่าเสมอ
  • เมื่อพบวัตถุในอากาศรุกล้ำเขตปลอดภัย แจ้งท่าอากาศยาน ผ่านช่องทางที่ประกาศ (QR Code) ทันที

เสียงปิดท้ายจากเวทีรณรงค์ของเชียงรายชัดเจน น่านฟ้าปลอดภัย คือความรับผิดชอบร่วมกันของคนทั้งเมือง” หากทุกภาคส่วนขยับพร้อมกัน เชียงรายจะคงไว้ซึ่งทั้ง ความงามของประเพณี และ ความมั่นคงของเส้นทางบิน ที่เชื่อมผู้คน เศรษฐกิจ และอนาคตของเมืองเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (AOT Mae Fah Luang Chiang Rai International Airport)
  • บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.)
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)
  • สำนักงาน กสทช.
  • ประกาศกระทรวงคมนาคม
  • พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

SME ไทยต้องรอด! finbiz by ttb เปิดคู่มือ 6 เทรนด์ ปรับตัวสู้ De-globalization และ Decarbonization

4D Syndrome เขย่าโลกธุรกิจ: เปิด 6 เทรนด์ปี 2026—โอกาสทอง SME ไทยสู่ยุค “ฉลาดขึ้น-เขียวขึ้น-เข้าใจมนุษย์”

ประเทศไทย, 21 ตุลาคม 2568 — เมื่อโลกธุรกิจหมุนเข้าสู่เกียร์เปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ “4D Syndrome” กำลังกลายเป็นสมการพื้นฐานของการแข่งขันยุคใหม่—De-globalization, Decarbonization, Digitalization, Demographics Challenges ไม่ได้เป็นเพียงศัพท์เทคนิคในห้องสัมมนาอีกต่อไป แต่กำลังแทรกซึมอยู่ในทุกใบสั่งซื้อและทุกแผนซัพพลายเชนของผู้ประกอบการไทย

บนเวที Future Forum 2025: Great Transformation ซึ่งจัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) นักคิด นักกลยุทธ์ และซีอีโอต่างเห็นพ้องว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่ตลาด “เปิดหน้าไพ่ใหม่” ผ่านกติกาที่บังคับให้ธุรกิจ ฉลาดขึ้น (Smart) เขียวขึ้น (Green) และ เข้าใจมนุษย์มากขึ้น (Human-Centric) ขณะที่ finbiz by ttb ร้อยเรียงภาพใหญ่นี้ให้เป็น “คู่มือโอกาส” สำหรับ SME ไทย ด้วย 6 เทรนด์สำคัญ ที่ปฏิบัติได้จริงและรองรับ 4Ds อย่างครบถ้วน

สัญญาณร่วมที่ชัด การค้าโลกกำลังกลับสู่ภูมิภาค (de-globalization) ซัพพลายเออร์ถูกขอให้เปิดเผยมลคาร์บอนและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม (decarbonization) การทำงาน–การขาย–การจ่ายเงินย้ายสู่ดิจิทัล (digitalization) ขณะที่โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยและครัวเรือนเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย (demographics)

ภาพรวมเช่นนี้ทำให้ ทำเหมือนเดิม” ไม่ใช่ทางเลือก สำหรับ SME ไทยอีกต่อไป ขณะเดียวกัน มันก็เปิด หน้าต่างโอกาส ขนาดใหญ่ให้ผู้ประกอบการที่กล้าปรับตัวได้ “ข้ามชั้น” อย่างก้าวกระโดด

จากหอประชุมสู่หน้าร้าน—เมื่อ 4Ds หลอมรวมสู่แผนทำจริง

ลองจินตนาการถึงผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เคยพึ่งพาช่องทางออฟไลน์เป็นหลัก—ปี 2569 เขาจำเป็นต้องมี ระบบรับออเดอร์ดิจิทัล, เครื่องมือ AI ช่วยคัดคำถามลูกค้าและจัดลำดับสต๊อก, หลักฐานคาร์บอน สำหรับคู่ค้าต่างประเทศ, และ การออกแบบบริการ ให้รองรับทั้งผู้สูงวัยและครอบครัวที่เลี้ยงสัตว์แบบ “สมาชิกในบ้าน”

ทั้งหมดนี้ดูเยอะ แต่เมื่อแยกออกเป็น 6 คันโยก ที่ “หมุนแล้วเห็นผล” ภาพจะชัดขึ้น

เทรนด์ที่ 1: AI x Digital — จากเครื่องมือสู่ผู้ช่วยตัดสินใจ

สาระสำคัญ: AI ก้าวจาก “ของเล่น” สู่ “ผู้ช่วยงานหลังบ้านและหน้าร้าน” ตั้งแต่แชตตอบลูกค้าอัตโนมัติ, การคาดการณ์ยอดขาย, ไปจนถึงการวางสต๊อกแบบเรียลไทม์ โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินแบบดิจิทัล เช่น ระบบพร้อมเพย์ที่มีฐานผู้ใช้งานจำนวนมากและธุรกรรมต่อวันระดับหลายสิบล้านรายการ ช่วยเร่งการปิดการขายและลดเงินค้างรับ ในภาพรวม SME ไทยกว่า 70% กำลัง ใช้/ทดลองใช้ AI และในกลุ่มที่ใช้จริง ราว 90% รายได้เพิ่มขึ้น (ตามชุดข้อมูลที่รวบรวมโดย finbiz by ttb อ้างอิงงานสำรวจและหน่วยงานด้านดิจิทัล)

ภาครัฐขับเคลื่อน: DEPA เดินหน้ากลไก “One Tambon, One Digital” หนุน SME และเกษตรกรจำนวนมาก (เป้าหมายรวมถึงปี 2026) ผ่านแพ็กเกจทดลองใช้ฟรีและร่วมจ่ายสำหรับเครื่องมือดิจิทัล ลดอุปสรรคต้นทุนเริ่มต้น และเชื่อมผู้ให้บริการโซลูชันกับผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเป็นระบบ

ทางปฏิบัติสำหรับ SME:

  • เริ่มที่ งานซ้ำ–งานข้อมูล: chatbot/FAQ, ระบบจอง, ระบบ CRM ที่เชื่อม POS/ร้านค้าออนไลน์
  • ใช้ แดชบอร์ดรวม มอง “ปลายทางยอดขาย–กลางทางสต๊อก–ต้นทางสั่งซื้อ” ในจอเดียว เพื่อลดสต๊อกค้างและหมดสต๊อก
  • วาง กติกาใช้ข้อมูลลูกค้า ให้โปร่งใส ตั้งค่าความยินยอม (consent) และสื่อสารสิทธิ์ลูกค้าอย่างชัดเจน—นี่คือฐานของ “ความไว้วางใจ” (โยงสู่เทรนด์ที่ 4)

เทรนด์ที่ 2: Smart Mobility/EV — โลจิสติกส์ฉลาด ประหยัดคาร์บอน

เหตุผลเชิงเศรษฐกิจ: แอปวางเส้นทางและระบบติดตามรถสามารถ ลดต้นทุนน้ำมัน–เวลา–อุบัติเหตุ ได้สูง (มีกรณีศึกษาอ้างถึงตัวเลขลดได้ถึง ~30%) ผนวกกับ แรงจูงใจรัฐด้าน EV (เช่น ช่วยซื้อและลดภาษีสรรพสามิตในเฟส EV 3.0/3.5) ทำให้ต้นทุนรวมต่อกิโลเมตรของยานยนต์ไฟฟ้าลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ภาพลักษณ์องค์กร “สีเขียว” ช่วยปิดดีลคู่ค้า B2B ได้ง่ายขึ้น

สัญญาณตลาด: ประเทศไทยคาดจำนวน EV แตะหลายแสนคันภายในปี 2027 ระบบชาร์จเริ่มหนาแน่นขึ้นและผู้ผลิตในประเทศเพิ่มไลน์การผลิต–ประกอบ

ทางปฏิบัติสำหรับ SME:

  • เลือก ยานพาหนะ EV สำหรับเส้นทางในเมือง/ระยะสั้น และวางแผนชาร์จในช่วงโหลดไฟต่ำ
  • ใช้ ซอฟต์แวร์วางแผนเส้นทาง + ข้อมูลคอขวดจราจรแบบเรียลไทม์
  • คำนวณ ต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน (TCO) แทนการเทียบราคาซื้ออย่างเดียว
  • เก็บ ข้อมูลคาร์บอนต่อการส่ง 1 ออร์เดอร์ เพื่อใช้ตอบแบบสอบถาม ESG ของคู่ค้า

เทรนด์ที่ 3: Green Mandate — จากสมัครใจสู่ “เงื่อนไข” การค้า

สาระสำคัญ: การลดคาร์บอนและความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อมกำลังก้าวจาก “ดีมี” สู่ ต้องมี” ผ่านกรอบกฎหมาย–นโยบายที่ไทยเตรียมใช้ เช่น Climate Change Bill (วางกรอบการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) และ Clean Air Management Bill (การจัดการอากาศสะอาด) ที่คาดหมายบทบัญญัติให้ เปิดเผยข้อมูลคาร์บอน/ความเสี่ยง ของธุรกิจ โดยยึดเป้าหมายประเทศ Carbon Neutrality ปี 2050 และ Net Zero 2065 พร้อมการผลักดันเครื่องมือเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมโดย TGO และ ONEP เช่น Emissions Trading System (ETS), การตั้งต้น ภาษีคาร์บอน/CBAM สำหรับบางหมวดสินค้า

ผลกระทบเชิงปฏิบัติ: ซัพพลายเออร์ไทยในโซ่คุณค่าข้ามชาติถูกขอให้ เผยตัวเลขคาร์บอนฟุตพรินต์ และ แผนลดปล่อย มากขึ้น หากทำไม่ได้ เสี่ยงตก shortlist การจัดซื้อ

ทางปฏิบัติสำหรับ SME:

  • ทำ พลังงาน/คาร์บอนบุกเบิก: audit พลังงาน, เปลี่ยนมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง, โซลาร์รูฟ/ซื้อไฟหมุนเวียน (REC)
  • เก็บข้อมูล Scope 1–2–3 แบบ “เท่าที่ทำได้” เริ่มจากไฟฟ้า น้ำมัน ยาแนววัตถุดิบหลัก
  • ใช้ มาตรฐานฉลาก/การรับรอง (เช่น Thai Green Label, ISO 14064/14067) เป็นภาษากลางคุยกับคู่ค้าต่างชาติ
  • ผูก แรงจูงใจภายใน: ประหยัดค่าไฟ=โบนัสทีม, ของเสียลด=ส่วนแบ่งกำไร

เทรนด์ที่ 4: Trust Economy — ความน่าเชื่อถือคือทุน

บริบทยุคดิจิทัล: ในโลกที่ข้อมูลไหลเร็วและข่าวปลอมแพร่ไว ผู้บริโภคจำนวนมาก (งานศึกษาหลายชิ้นชี้สัดส่วนกว่า สองในสาม) ใช้ “ความไว้วางใจด้านการชำระเงิน” เป็นตัวแปรตัดสินใจซื้อ ขณะเดียวกัน รีวิวปลอม และ ข้อมูลบิดเบือน ทำให้ลูกค้ากว่า 60% ลังเลในการตัดสินใจ

ทางปฏิบัติสำหรับ SME:

  • ใช้ ช่องทางจ่ายเงินที่ได้รับการยอมรับ พร้อม 2FA/แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์
  • สร้าง นโยบายคืนเงิน/เปลี่ยนสินค้า ที่ชัดและเป็นธรรม—เขียนให้เข้าใจง่าย ไม่ใช้ฟอนต์เล็ก
  • ตั้ง ระบบรีวิวตรวจสอบได้ (ซื้อจริงเท่านั้น, เชื่อมหมายเลขคำสั่งซื้อ) และ ตอบรีวิว ภายใน 24–48 ชม.
  • ธุรกิจอาหาร/สุขภาพ พิจารณา บล็อกเชนติดตามย้อนกลับ (lot–วันผลิต–ใบรับรอง) ให้สแกนดูได้จาก QR
  • กำหนด นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล (privacy) ที่ระบุสิทธิ์ลูกค้าอย่างชัดเจน—ยิ่งโปร่งใส ยิ่งเพิ่ม conversion

เทรนด์ที่ 5: Longevity Economy — ตลาดสูงวัย = ตลาดคุณภาพชีวิต

โครงสร้างประชากร: ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ มีผู้มีอายุ 60+ ประมาณ 13.2 ล้านคน (~20%) และมีแนวโน้มแตะ ~31% ภายในปี 2583 ตลาดนี้ขยายตัวรวดเร็ว โดยเฉพาะบริการสุขภาพที่บ้าน อุปกรณ์ช่วยพึ่งพา และท่องเที่ยวเพื่อสุขภาวะ

โอกาสผลิตภัณฑ์/บริการ:

  • AgeTech/HealthTech: อุปกรณ์ติดตามสัญญาณชีพ แอปนัดพบแพทย์–เวชโทรคมนาคม
  • บ้านและสถานที่เป็นมิตร: Universal Design—พื้นกันลื่น ราวจับ ป้ายตัวใหญ่ ความสูงเคาน์เตอร์เหมาะสม
  • ท่องเที่ยววัยเกษียณ: โปรแกรมค่อยเป็นค่อยไป, ประกันเหมาจ่าย, ที่พักเข้าถึงวีลแชร์
  • โภชนาการเฉพาะวัย: โปรตีนย่อยง่าย, เสริมใยอาหาร/แคลเซียม, บรรจุภัณฑ์เปิดง่าย

ทางปฏิบัติสำหรับ SME: เริ่มจาก การออกแบบเชิงมนุษย์ (human-centered design)—ไปคุยกับลูกค้าสูงวัยจริง ๆ ทดสอบต้นแบบในบ้าน/ร้าน/สถานพยาบาล และ ร่วมมือโรงพยาบาล–ชมรมผู้สูงอายุ เพื่อยืนยันคุณค่า

เทรนด์ที่ 6: Pet Humanization — “น้องคือลูก” ตลาดทะลุแสนล้าน

พฤติกรรมผู้บริโภค: ครัวเรือนไทยจำนวนมากมองสัตว์เลี้ยงเป็น “สมาชิกครอบครัว” ยินดีจ่ายเพื่อสุขภาพและความสุขของ “น้อง” มากขึ้น ข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจของสถาบันการเงินชี้ว่าปี 2026 มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยมีโอกาส ทะลุ 100,000 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายแบบ Pet Humanization สูงถึง ~50,500 บาท/ตัว/ปี มากกว่าแบบทั่วไปหลายเท่า ขณะเดียวกันไทยยังเป็น ผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงลำดับต้น ๆ ของโลก

ทางปฏิบัติสำหรับ SME:

  • อาหารพรีเมียม/ฟังก์ชันนัล (grain-free, sensitive stomach, joint care) พร้อม ตรรกะโภชนาการโปร่งใส
  • บริการ: grooming ทางการแพทย์, pet hotel มาตรฐานสูง, คาเฟ่/ที่พัก pet-friendly
  • แฟชั่น/อุปกรณ์: ปลอกคอ–สายจูงอัจฉริยะ, รถเข็นสัตว์เลี้ยง, เสื้อผ้าตามฤดูกาล
  • สร้าง แบรนด์เชิงอารมณ์ เล่าเรื่อง “สุขภาพ–ความผูกพัน–ความปลอดภัย” และ รับรองคุณภาพ (โรงงานมาตรฐาน, สูตรสัตวแพทย์)

จาก “ค่าใช้จ่าย” สู่ “การลงทุนที่พิสูจน์ได้”

หลาย SME กังวลว่าการลงเทคโนโลยี–สีเขียว–มาตรฐาน จะเพิ่มต้นทุนในยามกำไรบาง แต่เมื่อวางในกรอบ TCO + ความเสี่ยงตก shortlist ภาพกลับชัด—ต้นทุนที่ไม่ลงทุน อาจแพงกว่า ทั้งโอกาสหลุดดีล, เวลาเสียไปกับงานซ้ำ, ค่าไฟที่รั่วไหล, และความเสียหายจากคำร้องเรียนคุณภาพ/ความปลอดภัย

“คีย์เวิร์ด” ของปี 2026 จึงไม่ใช่แค่ เร็ว” แต่คือ เร็วอย่างมีระบบและน่าเชื่อถือ” ธุรกิจที่ทำให้เห็น ข้อมูล–มาตรฐาน–กติกาชัด จะได้ ส่วนเพิ่มความไว้วางใจ ที่กลายเป็นคะแนนนำถาวรในสนามแข่งขันที่แออัด

ปี 2026—ปีที่ธุรกิจไทยต้อง “ฉลาด เขียว และเข้าใจมนุษย์”

4Ds คือพายุใหญ่ แต่ทุกพายุล้วนมี กระแสลมยกตัว ให้คนที่กล้าโต้ลม—AI x Digital ทำให้เล็กสู้ใหญ่ได้ Smart Mobility/EV ลดต้นทุนพร้อมยกระดับภาพลักษณ์ Green Mandate แปลงความยั่งยืนเป็นตั๋วผ่านด่าน Trust Economy ทำให้ยอดขายยั่งยืนกว่ายอดวิว Longevity Economy เปิดตลาดคุณภาพชีวิต และ Pet Humanization แปรความผูกพันเป็นธุรกิจแสนล้าน

สำหรับ SME ไทย บทเรียนเชิงข่าวชิ้นนี้ชี้ชัด: อย่ารอให้กติกาบังคับ—เริ่มนับหนึ่งวันนี้ แล้วปี 2026 จะกลายเป็น ปีแห่งโอกาส มากกว่าปีแห่งแรงกดดัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)
  • finbiz by ttb
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)
  • องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO)
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP)
  • ทิศทางกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Bill)
  • ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

รองนายกฯ ธรรมนัส สั่งลุยปมสารปนเปื้อนแม่น้ำกก ดันวาระเข้า ครม. เจรจาเหมืองต้นน้ำ

ธรรมนัส’ สั่งลุยปัญหาสารปนเปื้อนแม่น้ำกก ดันวาระเข้า ครม. พร้อมตั้งคณะกรรมการจังหวัด ขีดเส้น 3 เดือน “ราคาข้าว–โค–ผลผลิตเกษตร” ต้องขยับขึ้น

เชียงราย, 11 ตุลาคม 2568 — เสียงกระซิบจากริมฝั่งน้ำกกในยามเช้า ไม่ได้เล่าถึงเพียงน้ำขึ้นน้ำลงตามฤดูกาล หากแต่กำลังบอกเรื่อง “ความไม่แน่นอน” ของชีวิตผู้คนที่ผูกพันกับแม่น้ำมากว่าชั่วคน ตั้งแต่ความปลอดภัยของน้ำกินน้ำใช้ ไปจนถึงปากท้องเกษตรกรที่ต้องชำเลืองดู “ราคาตลาด” ทุกครั้งที่เก็บเกี่ยว ในห้วงเวลานี้ รัฐบาล ปักธงแนวคิด “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” สู่ภาคเหนือตอนบนด้วยปฏิบัติการเชิงรุก นำโดย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่พาคณะทำงานระดับนโยบาย–เทคนิค ลงพื้นที่ จังหวัดเชียงราย เป็นแห่งแรกของภารกิจ

ปลายเข็มนาฬิกาชี้ไปที่ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จุดเริ่มต้นของการรับฟังและสื่อสารนโยบายแบบ “ถึงพื้นที่–ถึงปัญหา–ถึงมือประชาชน” โดยมี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และ นายนเรศ ธำรงทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนผู้บริหารในสังกัดร่วมขบวน ภาพที่เห็นจึงไม่ใช่เพียง “การลงพื้นที่” แต่คือ “การตั้งโต๊ะทำงาน” กลางจังหวัด—ตั้งแต่การแก้สารปนเปื้อนน้ำ ไปจนถึงการปรับโครงสร้างต้นทุนการผลิตทางการเกษตร และการยกระดับคุณภาพครู–การศึกษา

“ปัญหาเก่าก็ยังไม่ถูกแก้ ปัญหาใหม่ก็เพิ่มมาอีก… จึงต้องตั้งกลไกในจังหวัดให้ทำงานจริงจังและเห็นผล”
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี/รมว.เกษตรและสหกรณ์

ตั้งคณะกรรมการจังหวัด เปลี่ยนความเดือดร้อนให้กลายเป็นแผนงาน

มาตรการแรกที่ถูกหยิบขึ้นมาคือ การตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาและขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดเชียงราย มี นายนเรศ ธำรงทิพยคุณ ทำหน้าที่ประธาน เพื่อให้ศูนย์บัญชาการอยู่ ในพื้นที่–ใกล้ประชาชน” และบูรณาการงานของ กรมปศุสัตว์–กรมส่งเสริมสหกรณ์–กรมวิชาการเกษตร ให้เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เป้าหมายชัดเจนคือ ลดต้นทุนการผลิต (ลดปุ๋ย–ยาฆ่าแมลง–ปัจจัยการผลิตสำคัญ) พร้อมขยาย ช่องทางตลาด โดยใช้ ระบบสหกรณ์ เป็นแกนกลาง เพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่มมีอำนาจต่อรองมากขึ้นและวิ่งเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น

ตัวชี้วัดระยะสั้น ถูกประกาศชัด—“ภายใน 3 เดือน ราคาข้าว–ราคาวัว–ราคาผลผลิตเกษตร ต้องปรับขึ้น”—ถ้อยคำนี้ย้ำแรงกดดันที่ฝ่ายปฏิบัติจะต้องเร่งเครื่อง ทำทั้งฝั่ง ลดต้นทุน และ เพิ่มรายได้ ไปพร้อมกัน

วาระด่วนเข้าคณะรัฐมนตรี ปัญหาสารปนเปื้อนน้ำ ต้องคุยข้ามพรมแดน

หัวใจของความกังวลในวันนี้คือ คุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ซึ่งประชาชนร้องเรียนมายาวนานว่ามี สารอันตรายปนเปื้อน จากกิจกรรมเหมืองแร่ ต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน ก่อความเสี่ยงต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของชุมชนชายฝั่ง การแก้ปัญหาจึงไม่อาจทำได้เพียง “กวาดหน้าบ้านตัวเอง” แต่ต้อง “เปิดประตูไปพูดคุยกับเพื่อนบ้าน” อย่างมีกลไก

“วันอังคารนี้ ผมจะนำเรื่องสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ กระทรวงการต่างประเทศ หรือนักการทูต ไปเจรจากับ เจ้าของเหมืองต้นน้ำกก–น้ำสาย อย่างเป็นระบบ”
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า

ขณะเดียวกัน มาตรการ เชิงวิศวกรรม–เชิงสิ่งแวดล้อม ภายในประเทศถูกสั่งเดินหน้าควบคู่ อาทิ ให้ กรมชลประทาน พิจารณา ประตูระบายน้ำ/ฝายดักตะกอน บริเวณต้นน้ำก่อนเข้าสู่ อำเภอแม่อาย เพื่อกรองสารปนเปื้อนและ ลดการไหลผ่านสู่จังหวัดเชียงราย พร้อมสั่งการ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน และกรมประมง ทำ เฝ้าระวัง–ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และสัตว์น้ำ อย่างเข้มข้น เพื่อยืนยันความปลอดภัยต่อการอุปโภคบริโภค ที่สำคัญคือให้ จัดหาแหล่งน้ำสำรอง สำหรับประชาชน แม้ค่าความปนเปื้อน “ยังไม่เกินมาตรฐาน” เพื่อให้ความมั่นใจนำหน้าความเสี่ยง

เชียงราย เมืองชายแดน–ลุ่มน้ำ–เกษตร–ท่องเที่ยว ที่ต้องการ “การบริหารความเสี่ยงทั้งระบบ”

เชียงราย มีประชากรกว่า 1.2 ล้านคน บนพื้นที่ราว 7.2 ล้านไร่ ครอบคลุม 18 อำเภอ 124 ตำบล 1,725 หมู่บ้าน และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 144 แห่ง เป็นจังหวัดชายแดนที่เชื่อม เมียนมา–สปป.ลาว และมีระบบนิเวศทางน้ำสำคัญทั้ง กก–อิง–โขง รวมถึง หนองหลวง แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ราว 9,000 ไร่ โครงสร้างเศรษฐกิจเอนเอียงสู่ เกษตร–ป่าไม้–ประมง–ท่องเที่ยว พืชเศรษฐกิจหลากหลายตั้งแต่ ข้าวเจ้า–ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์–ชา–กาแฟ–สับปะรด–มันสำปะหลัง–ส้มโอ–ลำไย–ลิ้นจี่ แต่ขณะเดียวกันก็เผชิญ น้ำท่วม–น้ำป่า–ดินถล่ม–หมอกควัน รวมถึง มลพิษน้ำ ที่ยืดเยื้อ นี่เองที่ทำให้ “แผนฟื้นฟูแหล่งน้ำ–สร้างแหล่งน้ำสำรอง–กำจัดวัชพืช” มีความหมายเกินกว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานธรรมดา เพราะมันคือ หลักประกันความมั่นคงมนุษย์

ในเวทีเดียวกัน องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) โดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ. นำเสนอโครงการเร่งด่วนหลายรายการ อาทิ ขุดลอกหนองหลวง–ก่อสร้างฝายดักตะกอนดินซีเมนต์–ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด–กำจัดผักตบชวา–พัฒนาโครงสร้างท่องเที่ยวบริเวณคันทางหนองหลวง เพื่อรองรับบทบาท Landmark สำหรับ มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ซึ่งสอดคล้องกับ นโยบาย 7 เรือธง ของ อบจ. เชื่อม “น้ำ–เกษตร–ท่องเที่ยว–เศรษฐกิจชุมชน” เข้าด้วยกัน

ลดต้นทุน–เพิ่มรายได้ ใช้ “สหกรณ์” เป็นตัวคูณ

แกนยุทธศาสตร์ฝั่งเกษตรถูกวางเป็น “สองมือ” มือซ้าย ลดต้นทุน (ลดการใช้ปุ๋ย–สารเคมี–ปรับปัจจัยการผลิตให้เหมาะสมกับดิน–น้ำ–พืช) โดยอาศัยองค์ความรู้จาก กรมวิชาการเกษตร–กรมพัฒนาที่ดิน–กรมปศุสัตว์ ส่วนมือขวา เพิ่มรายได้ ผ่านการรวมกลุ่ม สหกรณ์ ให้เข้มแข็ง ทั้งเพื่อ แสวงหาตลาด–เพิ่มช่องทางจำหน่าย–ยกระดับมาตรฐานสินค้า และ ต่อรองราคา ในห่วงโซ่อุปทาน นัยของถ้อยแถลงคือทำให้ เงินลงทุน 1 บาท” เกิดผลคูณมากกว่า 1 เมื่อรวมกลุ่ม–จัดซื้อร่วม–ขายร่วม–ขนส่งร่วม

ด้านหนึ่ง คำมั่น 3 เดือน เป็นเสมือน ตัวตั้งเวลา สำหรับฝ่ายปฏิบัติให้ “สับเปลี่ยนเกียร์” ขณะที่อีกด้านเป็น แรงกดดันเชิงคาดหวัง ของตลาดในพื้นที่ การเดินเกมจึงต้อง สื่อสารตรง–โปร่งใส–รายงานผลต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเชื่อมั่น ทั้งต่อเกษตรกรและผู้ซื้อปลายน้ำ

มิติการศึกษา ครู–โรงเรียน–มหาวิทยาลัย คือกลไก “ยกระดับทุนมนุษย์”

ในห้องเดียวกัน การศึกษา ถูกยกขึ้นมาคู่ขนานกับการเกษตร เพราะท้ายที่สุด “คน” คือผู้ทำให้แผนกลายเป็นผลลัพธ์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รับลูกนโยบาย ยกระดับคุณภาพชีวิตครู ด้วยความเชื่อว่า “ครูคือพ่อแม่คนที่สอง” หากครูเข้มแข็ง เยาวชนก็มีแรงส่งสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ พร้อมทั้ง บทบาท มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) และ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มร.ชร.) ในการสนับสนุน Thailand Zero Dropout (TZD) เป้าหมาย “เด็กและเยาวชนนอกระบบ = ศูนย์” ผ่านการพัฒนาทักษะ ภาษา เทคโนโลยี และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เสริมภาพรวมว่า เชียงรายเป็น “ประตูการค้า–การลงทุนลุ่มโขง” ที่พร้อมต่อยอด หากได้รับ แผนเร่งซ่อม–แผนลงทุนใหม่ ที่ยันบนทรัพยากรคน–น้ำ–ดิน–เกษตร–ท่องเที่ยวอย่างสมดุล

จากเวทีรับฟังสู่การมอบจริง สัญลักษณ์–สัญญาณ–ความหวัง

ภายหลังเวทีรับฟังปัญหา รองนายกฯ/รมว.เกษตรฯ มอบ โฉนดเพื่อการเกษตร เมล็ดพันธุ์–พันธุ์สัตว์น้ำ–หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน–น้ำหมักชีวภาพ–ต้นกาแฟ อาราบิก้า–โรบัสตา ให้ผู้แทนเกษตรกร และปล่อย คาราวานกล้ากาแฟ 64,150 กล้า ภาพเชิงสัญลักษณ์เหล่านี้ แม้ไม่ใช่มาตรการมหภาคในตัวเลขใหญ่ แต่สะท้อน ความต่อเนื่องจาก “พูด–ฟัง–ทำ” และความมุ่งหวังให้ “ต้นทุนชีวิต” ของเกษตรกรลดลงตั้งแต่ฤดูเพาะปลูก

มาตรการฟื้นฟูน้ำ วิศวกรรม–ข้อมูล–การมีส่วนร่วม

แกนเทคนิคของปัญหาน้ำปนเปื้อนมีสามเสาหลัก

  1. วิศวกรรม — ประตูระบายน้ำ/ฝายดักตะกอนบริเวณต้นน้ำก่อนแม่อาย ช่วย ชะลอ–กัก–กรอง เพื่อลดการแพร่ปนเปื้อนสู่ตอนล่าง และช่วยบริหารน้ำหลาก–แล้ง
  2. ฐานข้อมูลคุณภาพสิ่งแวดล้อม — เฝ้าระวัง น้ำ–ดิน–สัตว์น้ำ อย่างเป็นระบบ โดย กรมพัฒนาที่ดิน–กรมชลประทาน–กรมประมง เพื่อให้ ข้อมูลนำการตัดสินใจ และเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างโปร่งใส
  3. การมีส่วนร่วมของพื้นที่ — คณะกรรมการจังหวัด–ผู้นำท้องถิ่น–ชุมชนริมลำน้ำ ร่วมออกแบบจุดติดตาม–มาตรการเร่งด่วน–แผนสื่อสารความเสี่ยง เพื่อให้ ความรู้–ความเชื่อมั่น เดินคู่กัน

ทั้งหมดนี้ผนวกกับการผลักดันในระดับ คณะรัฐมนตรี เพื่อเปิดช่องให้ กระทรวงการต่างประเทศ เจรจากับคู่ภาคีต้นน้ำ ตั้ง มาตรฐานร่วม–กลไกแจ้งเตือน–กรอบตรวจสอบ ที่จับต้องได้

โครงการของพื้นที่ หนองหลวง–ฝาย–ธนาคารน้ำ–ท่องเที่ยว

รายการที่ อบจ.เชียงราย เสนอต่อรองนายกรัฐมนตรี สะท้อนวิธีคิด “น้ำหนึ่งหยด ใช้หลายรอบ” ตั้งแต่ กำจัดผักตบชวา–วัชพืชกีดขวางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหล, ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด 11 จุด เพื่อเติมน้ำลงชั้นใต้ดิน, ขุดลอก 4 จุด เพื่อเพิ่มความจุรับฤดูฝน–กักฤดูแล้ง, ฝายดักตะกอนดินซีเมนต์ เพื่อลดการไหลของสารแขวนลอย, และ พัฒนาโครงสร้างท่องเที่ยวรอบหนองหลวง เพื่อสร้าง ประโยชน์ทวีคูณ ให้กับชุมชน—ตั้งแต่การเกษตรถึงเศรษฐกิจท่องเที่ยว

โครงการเหล่านี้ผูกเข้ากับ ปฏิทินกิจกรรม ขนาดใหญ่อย่าง มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ที่จะใช้พื้นที่หนองหลวงเป็น Landmark หนึ่งใน “7 เรือธง” ของจังหวัด เป้าหมายคือให้ น้ำ–ดิน–ภูมิทัศน์ กลายเป็น สินทรัพย์สาธารณะ ได้จริง

คำถามนโยบาย 3 เดือน ราคาเกษตรจะขึ้นอย่างไรให้ยั่งยืน?

คำประกาศ “3 เดือน ราคาเกษตรต้องขึ้น” คือ สัญญา ต่อชาวบ้าน และเป็น โจทย์นโยบาย ต่อข้าราชการและตลาด ทางปฏิบัติจำเป็นต้องเดินสามทางคู่กัน

  • ต้นทุน ต้องเห็นโครงการลดต้นทุนที่ จับต้องได้เร็ว เช่น การจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพกว่า, การใช้ปุ๋ย–สารเคมีอย่างเหมาะสมกับดิน (ลดปริมาณแต่ไม่ลดผลผลิต), การส่งเสริม ชีวภัณฑ์ ที่ต้นทุนต่ำกว่าในบางกรณี
  • ตลาด เร่งรวมกลุ่มผ่าน สหกรณ์ ทำ ดีลตลาด กับผู้ซื้อปลายน้ำ/ห้าง/แพลตฟอร์ม, วางเวลาเก็บเกี่ยว–ขนส่ง เพื่อ ลดการอิ่มตัวช่วงพีก, ส่งเสริม แปรรูปขั้นต้น เพื่อเพิ่มอายุเก็บรักษาและลดการขายตัดราคา
  • ข้อมูล–สื่อสาร ประกาศ ราคาอ้างอิง–สถิติปริมาณ–ความต้องการตลาด แบบรายสัปดาห์ ช่วยเกษตรกรตัดสินใจ, เปิดช่องทางร้องเรียน หักค่าชั่ง/หักคุณภาพไม่เป็นธรรม และวางกลไกไกล่เกลี่ยรวดเร็วในจังหวัด

หากทำสามทางนี้คู่กับ มาตรการน้ำ (ซึ่งกระทบต้นทุนจริง เช่น น้ำพอเพียง = ปุ๋ยน้อยลง–ผลผลิตคงที่) โอกาสบรรลุผลภายในกรอบเวลาที่ตั้งไว้จะสูงขึ้น

ความเสี่ยง–เงื่อนไขสำเร็จ ทางเทคนิค–ทางการเมือง–ทางเวลา

  • ทางเทคนิค การสร้างฝาย/ประตูน้ำต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม–ตะกอน–การไหล–การอพยพของสัตว์น้ำ เพื่อไม่สร้างปัญหาใหม่ หาก ดีไซน์ถูก–บำรุงรักษาได้ จะเป็นเกราะป้องกันระยะยาว
  • ทางการเมือง/การทูต การเจรจากับต่างประเทศเรื่องเหมืองต้นน้ำต้องการ ข้อมูลวิทยาศาสตร์–กรอบกฎหมาย–คณะทำงานร่วม และ แรงหนุนทางการเมือง ในระดับ ครม.
  • ทางเวลา “3 เดือน” สั้นมากในวัฏจักรเกษตร จำเป็นต้อง เลือกผลิตภัณฑ์/พื้นที่เป้าหมาย ที่มีความพร้อมสูง เพื่อสร้าง “ชัยชนะระยะสั้น” (quick wins) ขณะวางฐานยั่งยืนระยะกลาง–ยาว

บทบาทมหาวิทยาลัย–โรงเรียน จากองค์ความรู้สู่บริการประชาชน

มฟล. และ มร.ชร. ไม่ได้ถูกกล่าวถึงเพียงในฐานะสถานที่ แต่คือ แหล่งความรู้ ที่สามารถเสริมภารกิจจังหวัดได้ เช่น ห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพน้ำ–ดิน–อาหาร, โครงการวิจัยระบบการผลิตพืชในพื้นที่สูง–พืชเศรษฐกิจ, หลักสูตรสั้นสำหรับเกษตรกร/ผู้นำชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม–การตลาดดิจิทัล, และบทบาทเป็น แพลตฟอร์ม TZD เพื่อตามเก็บเด็ก–เยาวชนให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา/อาชีพ

แนวคิด “ครูคือพ่อแม่คนที่สอง” ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการย้ำ ทำให้ สวัสดิการ–คุณภาพชีวิตครู กลายเป็น “เงื่อนไขโครงสร้าง” ของการพัฒนาคน เมื่อครูมั่นคง ห้องเรียนมั่นคง คุณภาพการเรียนรู้ก็จะมั่นคง

เสียงจากเวที–ภาพจากพื้นที่ เมื่อรัฐ–ท้องถิ่น–ประชาชนขยับพร้อมกัน

นายก อบจ.เชียงราย กล่าวถึงศักยภาพเชิงพื้นที่ที่รอการ “จุดระเบิด” ด้วยงบลงทุนที่แม่นยำและทันเวลา ขณะที่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ชี้ช่อง “ประตูการค้า–การลงทุนลุ่มโขง” ที่จะขยายโอกาส หากปัญหาพื้นฐาน น้ำ–สิ่งแวดล้อม–ราคาเกษตร ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรม

ในอีกมุม “โฉนด–พันธุ์พืช–กล้ากาแฟ” ที่ถูกมอบ เป็นภาพเล็กที่บอกเรื่องใหญ่—ความพร้อมของชุมชน ที่อยากกลับมายืนได้ด้วยขาตนเอง หากมีน้ำพอ–ต้นทุนลด–ตลาดชัด–เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมหมู่บ้าน–หนองหลวงเป็นจุดหมายใหม่—วงจรเศรษฐกิจฐานรากก็มีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่อง

จาก “ปัญหาน้ำ” สู่ “วาระจังหวัด” และ “การทูตน้ำ”

เรื่องราวที่เริ่มจาก “สารปนเปื้อนในแม่น้ำ” ถูกยกระดับเป็น “วาระจังหวัด” ผ่าน คณะกรรมการแก้ปัญหา และ “วาระแห่งชาติ” ผ่าน คณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเปิดหน้าต่างไปสู่ “การทูตน้ำ” กับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน คำมั่น 3 เดือน ให้ราคาข้าว–โค–ผลผลิตเกษตรขยับขึ้น ก็เป็นแรงขับภายในที่บังคับให้ทุกหน่วยต้อง บูรณาการ–ทำจริง–วัดผลได้ บททดสอบครั้งนี้จึงไม่ใช่โจทย์เดี่ยวของกระทรวงเกษตรฯ หากเป็น โจทย์รวม ของ เกษตร–ทรัพยากร–ต่างประเทศ–มหาดไทย–ศึกษา–ท้องถิ่น–ชุมชน และ มหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าทำสำเร็จ เชียงรายจะไม่เพียง “ผ่านพ้นวิกฤตน้ำ” แต่จะมี “สัญญาใหม่กับอนาคต”—น้ำสะอาด–ราคายุติธรรม–ท่องเที่ยวยั่งยืน–เด็กไม่หลุดจากระบบ—ที่ทุกฝ่ายร่วมเป็นเจ้าของ

“เราจะตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดขึ้นมาดูแลปัญหานี้โดยเฉพาะ…เพราะนี่คือความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง”
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กระทรวงศึกษาธิการ
  • ที่ทำการปกครองจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

Grocegry โตสวนทางเศรษฐกิจ! คนเชียงรายเปลี่ยนพฤติกรรม ซื้อถี่-คุมงบ-เน้นสุขภาพ

คนไทยรัดเข็มขัด หยิบตะหลิวแทนเมนู เชียงรายกำลัง “เข้าเทรนด์” ทำอาหารเอง-ซื้อรายวัน ตลาด Grocery โตสวนเศรษฐกิจ

ประเทศไทย, 1 ตุลาคม 2568 — เช้าวันจันทร์ที่ตลาดชุมชนย่านในเมือง รถมอเตอร์ไซค์จอดเรียงหน้าแผงผักจนแน่น กะหล่ำปลีหัวใหญ่ ผักกาดขาวสดฉ่ำ และเนื้อหมูส่วนสันในถูกหยิบกวาดลงตะกร้าทีละน้อยแต่ถี่ขึ้น แม่บ้านวัยทำงานบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “ช่วงนี้ตั้งใจซื้อของสดทุกสองวัน จะได้ไม่ทิ้ง ลดค่าใช้จ่ายด้วย” ภาพเล็ก ๆ แบบนี้สะท้อน “สัญญาณใหม่” ที่สอดคล้องกับอินไซต์ระดับประเทศคนไทยหันมาทำอาหารเอง และ เปลี่ยนมาซื้อรายวัน มากขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

ซึ่งเชียงรายกำลังเจอเทรนด์ “ทำอาหารเอง–ซื้อรายวัน” แบบเดียวกับประเทศ และมี “แรงส่ง” มากกว่าหลายพื้นที่จากฐานวิถีชุมชน–ธรรมชาติ–สุขภาพ ผู้ชนะจะเป็นครัวเรือนที่รู้จักวางแผนเมนู–คุมงบ–คุมคุณภาพ, ผู้ค้าปลีกที่ยืดหยุ่นด้วย SKU เล็ก–Omnichannel–มาตรฐานปลอดภัย และภาครัฐท้องถิ่นที่ทำให้ ข้อมูล–สุขอนามัย–โลจิสติกส์ เดินพร้อมกัน หากเชียงราย ผนวก Grocery เข้ากับ “เมืองแห่งสุขภาพ” ได้จริง เมืองจะไม่เพียงแค่ “รับเทรนด์” แต่จะ “ยกระดับคุณภาพชีวิตรายครัวเรือน” ให้จับต้องได้ในจานข้าวทุกมื้อของคนเชียงราย

รายงานของ The 1 Insight (ศูนย์ข้อมูลพฤติกรรมสมาชิก The 1) ระบุชัดว่า สินค้ากลุ่ม Grocery ขยายตัวทั้ง “ปริมาณ” และ “ความถี่” เพราะผู้บริโภคเลือกทำอาหารเองแทนการรับประทานนอกบ้าน สินค้าหมวด วัตถุดิบทำอาหาร (Cooking Ingredients) โตแรงเป็นพิเศษเติบโตถึง 2 เท่า ในปีล่าสุด ขณะที่ “รูปแบบการซื้อ” ก็ขยับจากช็อปใหญ่ปลายสัปดาห์ มาเป็น ซื้อรายวัน–รายสองวัน” ในวันธรรมดา เพื่อควบคุมงบและลดของเสีย ส่วนที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ ต่างจังหวัดโตแรงกว่ากรุงเทพฯ โดย การใช้จ่ายต่อครั้งในต่างจังหวัดโตเร็วกว่าในเมืองถึงราว 2 เท่า สะท้อนว่า “หัวเมือง” กลายเป็นสมรภูมิเศรษฐกิจของตลาด Grocery แบบเงียบ ๆ แต่ทรงพลัง

คำถามจึงโยนกลับมาที่เชียงรายเมืองชายแดนที่ตั้งเป้าเป็น “เมืองแห่งสุขภาพ–เมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์” เราเจอเทรนด์นี้เต็ม ๆ แล้วหรือยัง และควรรับมืออย่างไรเพื่อให้ครัวเรือน–ผู้ประกอบการ–เกษตรกร ได้ประโยชน์สูงสุด

ภาพใหญ่ของพฤติกรรมใหม่ ทุกเจเนอเรชันลงครัว แต่คนละสไตล์

The 1 Insight แยกภาพผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจ และเมื่อฉายลงสังคมเชียงรายที่มีทั้งครัวเรือนเกษตร, วัยทำงานกลับถิ่น, นักศึกษา และผู้สูงวัย จะเห็นว่า “ทุกกลุ่มพร้อมเข้าครัว” แต่ด้วยเหตุผลต่างกัน

  • กลุ่มขับเคลื่อนหลัก (Gen X และ Millennial Family) ใช้จ่ายสูงสุดในหมวด Grocery รายการยอดนิยมคือ เนื้อสัตว์–ผักสด–เครื่องปรุงพื้นฐาน สอดคล้องครัวเรือนมีลูกเล็ก/ผู้สูงวัยอาศัยรวมกัน ทำให้ “ทำอาหารเอง” เป็นกิจวัตรเพื่อตอบทั้ง สุขภาพ–รสชาติ–ความหลากหลาย
  • กลุ่มใช้จ่ายต่อคนสูงสุด (Silver Spenders) แม้จำนวนไม่มาก แต่ จ่ายต่อหัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงราว 3 เท่า เน้น วัตถุดิบคุณภาพสูง–ออร์แกนิก ตรงกับโครงสร้างประชากรเชียงรายที่มีสัดส่วนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น และความสนใจด้าน อาหารปลอดภัย–สุขภาวะ
  • กลุ่มเร่งรีบ (Gen Y/Gen Z เมือง–มหาวิทยาลัย) ผสม “ทำง่ายที่บ้าน” กับ สินค้าสะดวกทาน เช่น โยเกิร์ต อาหารแช่แข็ง ขนมปัง พร้อมเครื่องดื่มโปรตีน/นมทางเลือกเป็น สุขภาพแบบทันใจ

บทสรุปเชิงพฤติกรรม ภาพรวม ไม่ใช่แค่ประหยัด แต่เป็น ลงทุนในคุณภาพชีวิต” ผ่านการคุมวัตถุดิบและโภชนาการด้วยตนเอง ขณะที่รูปแบบการซื้อที่ ถี่กว่า แต่ต่อครั้งน้อยลง กลายเป็นสมการใหม่ที่ค้าปลีก–ซัพพลายเชนต้องปรับตัว

ทำไมต่างจังหวัด (อย่างเชียงราย) โตไวกว่า 4 ปัจจัยโครงสร้างที่ผลักดัน

  1. โครงสร้างครัวเรือนและพื้นที่อยู่อาศัย
    บ้านเดี่ยว–ทาวน์เฮาส์ในเชียงรายเอื้อต่อ “ครัวจริงจัง” มากกว่าอยู่คอนโดพื้นที่จำกัดในเมืองใหญ่ การปรุงอาหารเองจึงสะดวกและคุ้มกว่า
  2. เครือข่ายตลาดสด–สินค้าเกษตรชุมชน
    เชียงรายมี ตลาดเช้าตามชุมชน–กลุ่มวิสาหกิจเกษตร ที่เข้าถึงง่าย ทำให้วัตถุดิบสดคุณภาพดีถูกนำเสนอได้ทุกวัน ตรงกับ “โมเดลซื้อรายวัน”
  3. วิถีสุขภาพ–เมืองแห่งสุขภาพ (Wellness City)
    จังหวัดผลักดันเรื่องสุขภาวะ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอาหารปลอดภัย จิตสำนึกสุขภาพ สูงขึ้น วัตถุดิบดีมีทางเลือกมากขึ้น จึงเกิด “ดีมานด์บวก”
  4. อีคอมเมิร์ซ–เดลิเวอรีที่เข้าถึง
    บริการจัดส่งจากซูเปอร์มาร์เก็ต–ร้านโชห่วย–มินิมาร์ทยุคใหม่ ช่วย “ลดต้นทุนเวลา” สำหรับคนทำงาน/ครอบครัวเลี้ยงลูก ชี้ว่า Omnichannel เป็นบทใหม่ของต่างจังหวัดแล้ว

ผลรวมทั้งสี่ข้อ ทำให้เชียงราย อยู่ในตำแหน่งที่รับเทรนด์ได้เร็ว ยิ่งเมื่อประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคต้องจัดลำดับความสำคัญค่าใช้จ่าย การซื้อถี่ขึ้นในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ

สัญญาณที่เห็นได้ภาคสนาม (บนกรอบความเป็นกลาง)

แม้ยังไม่มีการประกาศตัวเลขทางการรายจังหวัดอย่างละเอียด แต่จาก โครงสร้างตลาด–บริการที่เกิดขึ้นจริง สามารถระบุ “สัญญาณปลายทาง” ที่สอดคล้องกับอินไซต์ระดับประเทศ ได้แก่

  • ยอดสั่งเดลิเวอรีวัตถุดิบ/ของสดช่วงเย็น–หัวค่ำ เพิ่มขึ้นในย่านที่พักอาศัย/แหล่งงาน (แรงส่งจากแคมเปญสะสมแต้ม/ส่งฟรี)
  • ยอดขายวัตถุดิบเบสิก เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมูส่วนยอดนิยม ผักใบเขียว สมุนไพรพื้นฐาน (ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด) และ เครื่องปรุง “พรีเมียมขนาดเล็ก” สำหรับทำเมนูสุขภาพที่บ้าน
  • สินค้ากลุ่ม Ready-to-cook / Ready-to-heat เช่น อกไก่ปรุงรส, ข้าวโพด/ผักแช่แข็งพอร์ชันเล็ก, น้ำซุปเข้มข้นหมุนเวียนลอตไวขึ้น เพราะตอบโจทย์ ทำเอง ครึ่งหนึ่ง” ของคนเมืองเร่งรีบ
  • ตลาดชุมชนช่วงวันธรรมดา คึกคักขึ้น โดยเฉพาะเช้า/เย็น สอดคล้องแนวโน้ม ซื้อวันธรรมดา แทนซื้อรวบปลายสัปดาห์”

ทั้งหมดนี้สอดรับกับชุดข้อมูลของ The 1 Insight เรื่อง ซื้อรายวัน” และ “ต่างจังหวัดโตแรง” ซึ่งชี้ทิศทางชัดว่า เชียงรายกำลังเดินบนเส้นเดียวกับประเทศ

โอกาส–ความเสี่ยง–สิ่งที่เชียงรายควรทำ “ตอนนี้เลย”

1) โอกาสของครัวเรือน “กินดี–คุมงบ–ปลอดภัย”

  • สร้าง เมนูสั้น 7 วัน ที่ใช้วัตถุดิบทับซ้อน ลด Food Waste และประหยัดค่าเดินทาง
  • ใช้ ช่องทางเดลิเวอรี เฉพาะรายการหนัก/เน่าเสียง่าย (นม–เนื้อแช่เย็น) ลดทริปซื้อถี่โดยไม่เพิ่มต้นทุนเวลา
  • เลือก ตรารับรอง/มาตรฐานสุขอนามัย ของตลาด–ซูเปอร์–ร้านชำ เพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะครัวเรือนผู้สูงวัย/เด็กเล็ก

2) โอกาสของผู้ประกอบการค้าปลีก–เกษตร–แปรรูป “แพ็กเล็ก–หมุนไว–แต้มต่อสุขภาพ”

  • ปรับสินค้าเป็น พอร์ชันเล็ก–ขนาดทดลอง (SKU เล็ก) สำหรับลูกค้าที่ซื้อถี่และคุมงบ
  • เพิ่มไลน์ วัตถุดิบ–เซ็ตทำอาหารสุขภาพ (โปรตีนสูง/ไขมันดี/โซเดียมต่ำ) พร้อมสูตรทำง่าย 15–20 นาที
  • ทำ Omnichannel จริงจัง ร้านหน้าบ้าน + แอป/แชต + เดลิเวอรีภายใน 2 ชม. โดยเชื่อม คะแนนสมาชิก/แคมเปญสะสมแต้ม (ตัวอย่างความร่วมมือระดับประเทศอย่าง Tops x GrabMart ชี้ให้เห็นรูปแบบการเพิ่มความคุ้มค่าให้ลูกค้า)
  • ลงทุน โคลด์เชนต้นน้ำ–ปลายน้ำ (ตู้แช่/รถห้องเย็นขนาดเล็ก) และ มาตรฐานสุขอนามัย สร้างความต่างให้ต่างจังหวัดจับต้อง “คุณภาพระดับเมืองใหญ่”

3) โอกาสเชิงนโยบายเมือง “Wellness x Grocery = สุขภาพระดับครัวเรือน”

  • ผนวกแนวคิด Wellness City เข้ากับ พาณิชย์ชุมชน โครงการ “ครัวสุขภาพเชียงราย” ส่งเสริม ผัก–โปรตีนท้องถิ่น–สมุนไพรล้านนา พร้อมป้ายโภชนาการเข้าใจง่าย
  • พัฒนาระบบ ข้อมูลค้าปลีก–ตลาดสดระดับจังหวัด (Dashboard เปิดเผยรายเดือน เช่น สินค้าขายดี 10 อันดับ วัตถุดิบขาด–ล้น) เพื่อให้ผู้ประกอบการ วางสต็อกตรงดีมานด์ ลดทิ้งของ ลดราคาเหวี่ยง
  • ดัน เทศกาลกินดี–ทำกับข้าวที่บ้าน ช่วง “ไหล่ฤดู” (หน้าฝน/ปลายฝน) เพื่อกระจายรายได้และดึงนักท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ (เรียนทำอาหาร–เยี่ยมแปลงเกษตร–คาเฟ่สุขภาพ)

 “เช็กลิสต์ร้านดัง” สู่ “เมนูบ้านที่อร่อยและคุ้มกว่า”

“เมื่อก่อนเลิกงานก็ชวนกันกินข้าวนอกบ้าน สัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง เดี๋ยวนี้ทำกับข้าวเองสัก 3 วัน ที่เหลือค่อยสั่งกลับบ้าน” พ่อวัยทำงานย่านรอบเมืองเล่าให้ฟัง ในมือถือของเขามีลิสต์ส่วนผสมพื้นฐาน อกไก่ 500 กรัม, เห็ด 1 แพ็ก, ผักใบเขียว 2 ชนิด, ไข่ 10 ฟอง และโยเกิร์ต เซ็ตพื้นฐานที่อยู่ได้ 3–4 มื้อ ต้นทุนต่อจานลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับการกินนอกบ้าน “ประหยัดขึ้น แต่ก็ได้คุณภาพอย่างที่อยากกิน” เขาว่า

ถัดจากนั้นไม่กี่ซอย คุณยายวัย 65 ปี หยิบผักออร์แกนิกและปลานิลจากบ่อชุมชนลงตะกร้า “หมอว่าให้ลดเค็มเพิ่มผัก” เธอเล่าว่าเลือกซื้อ พอร์ชันเล็ก แต่ ซื้อบ่อย เพื่อคงความสด “กินเท่าที่พออิ่ม ไม่ต้องเหลือทิ้ง”

เรื่องเล่าเล็ก ๆ เหล่านี้ คือชีวิตจริงของ “เทรนด์ใหญ่” ที่กำลังเคลื่อน ทำอาหารเอง, ซื้อรายวัน, เลือกสุขภาพ และเชียงรายก็กำลังเดินตามโค้งเส้นนี้อย่างสอดคล้อง

มองข้ามช็อต เชียงรายจะ “ชนะ” เทรนด์นี้ได้อย่างไรใน 12 เดือนข้างหน้า

  1. แพ็กเกจ “ครัวสุขภาพเชียงราย”
    รวมชุดวัตถุดิบพื้นฐาน + สูตร 7 วัน + คูปองส่วนลดเดลิเวอรี/รับแต้มสมาชิก ร่วมมือซูเปอร์มาร์เก็ต–ตลาดชุมชน–เกษตรกรท้องถิ่น
  2. ตรารับรอง “สะอาด–ปลอดภัย–ยั่งยืน” สำหรับตลาด–ร้านชำ
    สร้างความมั่นใจให้ผู้สูงวัย/ครอบครัว พร้อมอบรมสุขอนามัย–การจัดการโคลด์เชน การติดฉลากโภชนาการเข้าใจง่าย
  3. Open Data ค้าปลีก–อาหารปลอดภัยของจังหวัด
    ฐานข้อมูลราคากลาง–สินค้าขายดี แหล่งผลิตที่ตรวจสอบได้ เพื่อช่วยผู้ประกอบการ คุมสต็อก และช่วยผู้บริโภค คุมงบ ได้ด้วยข้อมูล
  4. ต่อยอดท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ (Learning Tourism)
    คอร์สสั้น “จากแปลงถึงจาน” เยี่ยมเกษตรกร–เรียนทำอาหารล้านนาสุขภาพ–กาแฟ/ชาเชียงราย รับเทรนด์ผู้สูงวัย–ครอบครัว–กลุ่มสนใจสุขภาพ
  5. ทางเท้าปลอดภัย แสงสว่าง–มุมพักคอยเดลิเวอรี
    รายละเอียดเล็ก ๆ แต่สำคัญในเมือง/หน้าตลาด รองรับพฤติกรรม “ซื้อถี่ รับของเร็ว” โดยเฉพาะช่วงเย็น–หัวค่ำ

ความเสี่ยงต้องระวัง ราคาเหวี่ยง ของเสีย–ความปลอดภัยอาหาร

  • ราคาเหวี่ยงช่วงสั้น เมื่อดีมานด์รายวันเพิ่ม หากสต็อกต้นน้ำ กลางน้ำไม่ยืดหยุ่น อาจเกิด “ดีดราคา” ชั่วคราว ทางออกคือ ข้อมูลล่วงหน้า–การกระจายสต็อก และ พอร์ชันย่อย
  • ของเสียจากซื้อถี่แต่เกินใช้ ต้องมี ความรู้จัดการวัตถุดิบ (เก็บยังไงให้สด, แปรรูปยังไงให้ยืดอายุ) สื่อสารผ่านโรงพยาบาล สาธารณสุข–ห้าง ตลาด
  • ความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) คุม โคลด์เชน–พื้นที่เตรียมอาหาร คุณภาพน้ำแข็ง การขนส่ง ให้เข้มมาตรฐานเดียวกันในตลาด โชห่วย รถพ่วงข้าง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • The 1 Insight (กลุ่มเซ็นทรัล)
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย / เครือข่าย Wellness City (มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, โรงพยาบาลในจังหวัด)
  • จังหวัดเชียงราย/กลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด
  • หน่วยงานมาตรฐานอาหารและสุขอนามัยระดับชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

“โฮงยาไทย Premium Clinic” กลางเซ็นทรัล นำร่องบริการสุขภาพถึงมือถึงชุมชน

เชียงรายพลิกโฉมบริการสุขภาพ “ถึงมือ-ถึงใจ-ถึงชุมชน” เซ็นทรัล เชียงราย จับมือ ‘โฮงยาไทย’ เปิด ‘ศูนย์ตรวจสุขภาพครบวงจร’ นำร่องลดแออัดโรงพยาบาล เชื่อมประสบการณ์การรักษาเข้ากับวิถีชีวิตเมือง

เชียงราย, 29 กันยายน 2568 เสียงปรบมือดังก้องลานชั้น 2 ของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ในบ่ายวันอาทิตย์—ภาพของแพทย์ พยาบาล ผู้บริหารศูนย์การค้า และประชาชนที่หลั่งไหลมารอรับฟังข่าวดี สะท้อน “จุดตัดสำคัญ” ของระบบสุขภาพจังหวัดบนดอย เมื่อ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ หรือที่คนเมืองเรียกติดปากว่า “โฮงยาไทย” ประกาศความร่วมมือกับ เซ็นทรัล เชียงราย เพื่อเปิด ศูนย์ตรวจสุขภาพครบวงจร” ภายในศูนย์การค้า—บริการแพทย์คุณภาพที่เลื่อนไหลไปกับจังหวะชีวิตในเมือง โดยตั้งเป้าช่วย “กระจายภาระ” ผู้ป่วยนอกจากโรงพยาบาลหลัก ลดระยะรอคอย และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการสำหรับคนเชียงรายและจังหวัดรอบข้างอย่างเป็นรูปธรรม

 “MOU” กลางเมือง เมื่อโรงพยาบาลไปหาประชาชน

ความร่วมมือครั้งนี้ “ไม่ใช่เพียงเช่าพื้นที่” หากคือการออกแบบประสบการณ์สุขภาพใหม่ทั้งระบบ จุดยืนชัดจากโพสต์ทางการของโรงพยาบาลที่ระบุการลงนาม บันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง โฮงยาไทย กับ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย เพื่อเตรียมเปิด “โฮงยาไทย Premium Clinic” ซึ่งพัฒนาต่อยอดเป็น ศูนย์ตรวจสุขภาพครบวงจร ให้บริการตรวจสุขภาพ เจาะเลือด วัคซีน และปรึกษาแพทย์โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ ภายในโลเคชันที่เดินถึงง่าย จอดรถสะดวก และเชื่อมต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนในเมืองโดยตรง

การเคลื่อนย้าย “บริการหน้าเคาน์เตอร์” มาไว้ใน “ศูนย์กลางการใช้ชีวิต” สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Center of Life ของผู้พัฒนาศูนย์การค้าอย่าง Central Pattana (CPN) ที่ประกาศบทบาทศูนย์การค้าเป็นแพลตฟอร์มสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่เพียงการจับจ่าย ซึ่งเมื่อบรรจบกับบริการสุขภาพ จะสร้าง “ประสบการณ์ที่จำเป็น” ใกล้มือประชาชนยิ่งขึ้น

โรงพยาบาลใหญ่—ผู้ป่วยนอกล้น ระบบนัดแน่น

“การรอคอย” คือความจริงที่คนไข้รับรู้ร่วมกัน โฮงยาไทยในฐานะ โรงพยาบาลศูนย์ระดับตติยภูมิ มีขนาดเตียงใช้งานจริงกว่า 800 เตียง—ตัวเลขสะท้อนภาระงานที่สูงของจังหวัดชายแดนที่เป็น “แม่เหล็ก” ให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนทั้งในจังหวัดและพื้นที่ข้างเคียง ข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มีเตียงผู้ป่วยใน 821 เตียง (รวม ICU หลายสาขา) ซึ่งอยู่ในระดับโรงพยาบาลศูนย์ชั้นนำของภูมิภาคเหนือ

แนวโน้มระดับประเทศก็ชี้ว่าโรงพยาบาลใหญ่กำลังปรับตัวเพื่อลดความแออัดผู้ป่วยนอก (OPD) ผ่าน Telemedicine และการกระจายจุดบริการ ข้อมูลล่าสุดระบุว่า จำนวนผู้รับบริการผู้ป่วยนอกเฉลี่ยต่อวันของโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศลดลงจาก 23,022 คน/วัน (ปี 2565) เหลือ 13,341 คน/วัน (ปี 2567) หลังหน่วยบริการเร่งใช้เครื่องมือดิจิทัลและรีดีไซน์เส้นทางบริการ—ตัวเลขที่สอดรับกับทิศทาง “ดึงบริการเบา” ออกจากโรงพยาบาลหลัก เพื่อตอบโจทย์ผู้ป่วยหนักและซับซ้อนมากขึ้น

ดังนั้น ศูนย์ตรวจสุขภาพที่ “ไปหา” ประชาชนในห้าง จึงไม่ใช่แฟชั่น หากเป็น “การปฏิรูปเชิงพื้นที่” ให้บริการป้องกันโรคและดูแลโรคไม่รุนแรงใกล้บ้าน เพื่อให้โรงพยาบาลหลัก “ว่างพอ” สำหรับกรณีฉุกเฉินและซับซ้อน—คลี่ปมหลักของระบบ

ตรวจ เจาะ วัคซีน ปรึกษาแพทย์—ครบวงจรในจุดเดียว

จากข้อมูลประชาสัมพันธ์ของเซ็นทรัล เชียงรายและเครือข่ายท้องถิ่น บริการหลักของ ศูนย์ตรวจสุขภาพครบวงจร ประกอบด้วย
1) โปรแกรมตรวจสุขภาพและ การตรวจโลหิต (Blood Work) สำหรับคัดกรองความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
2) วัคซีน จำเป็นตามช่วงวัย และตามฤดูกาล เพื่อยกระดับภูมิคุ้มกันชุมชน
3) ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ครอบคลุมเวชปฏิบัติทั่วไป เวชศาสตร์ครอบครัว รวมถึงการบูรณาการแพทย์แผนไทย/แพทย์แผนจีนกับเวชกรรมสมัยใหม่ ให้คำแนะนำด้านโภชนาการ การเลิกบุหรี่ และสุขภาวะองค์รวมในคนทำงานและผู้สูงอายุ

ทิศทาง “แพทย์บูรณาการ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในนโยบายสาธารณสุขไทย ช่วงหลัง กระทรวงสาธารณสุข ขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่าง กรมการแพทย์ และ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อผสาน “ตะวันตก–ตะวันออก” ให้บริการตอบโจทย์ปัจเจก—แนวทางนี้ถูกถ่ายทอดสู่ระดับพื้นที่ผ่านคลินิกปฐมภูมิและบริการส่งเสริมสุขภาพในเมืองอย่างต่อเนื่อง

ทำเลและเวลา สุขภาพที่ไม่ต้อง “ลางานทั้งวัน”

การตั้งจุดบริการในศูนย์การค้าใจกลางเมือง ทำให้ประชาชนสามารถ “ตรวจ–ฉีด–ปรึกษา” ควบคู่กับภารกิจประจำวัน ลดต้นทุนแฝงจากการเดินทางและการรอคอย โดยแนวปฏิบัติของโฮงยาไทยก่อนหน้านี้ก็เคลื่อนบริการบางส่วนไปใกล้ชุมชน เช่น โครงการเจาะเลือดล่วงหน้าใกล้บ้าน ร่วมกับพันธมิตรแล็บในจังหวัดเพื่อย่นเวลา รอผลสั้น พบแพทย์ไว—กรอบคิดเดียวกับการเปิด ศูนย์ตรวจสุขภาพ ในห้าง ที่พยายาม “วางเส้นทาง” ให้สั้นและง่ายที่สุดสำหรับประชาชนที่ต้องการบริการป้องกันและติดตามโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้

ดุลยภาพใหม่ระหว่าง “คุณภาพ–ความสะดวก–ความเท่าเทียม”

แม้ในงานเปิดตัวจะเน้นภาพรวมมากกว่าคำกล่าวยาว ๆ ของผู้บริหาร แต่สาระที่หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดสื่อสารตลอดปีที่ผ่านมา คือภารกิจ ยกระดับภูมิคุ้มกันชุมชน” และ ขยายจุดเข้าถึงวัคซีน–คัดกรอง เพื่อไล่ทันความเสี่ยงในทุกอำเภอ—การมี “แขนขา” ในห้างจึงช่วยเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มวัยทำงานและครอบครัวที่เดินห้างเป็นกิจวัตร พร้อมย้ำบทบาท “สาธารณสุขเชิงรุก” ในพื้นที่เมืองหลักของจังหวัด

ในอีกมุมหนึ่ง การจับมือครั้งนี้ยังสะท้อน “ดุลยภาพใหม่” ระหว่าง คุณภาพทางการแพทย์ ของโรงพยาบาลศูนย์ (ซึ่งมีศักยภาพเตียงรวมกว่า 800 เตียง และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพครบถ้วน) กับ ความสะดวก และ ประสบการณ์ผู้ใช้บริการ ที่เครือเซ็นทรัลขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Center of Life—ทำให้บริการสุขภาพฐานราก “น่าไป” ไม่ใช่ “จำใจไป”

ข้อมูลชวนคิด ตัวเลขที่บอกว่า “ใกล้ขึ้น–เร็วขึ้น–คุ้มค่าขึ้น”

  • ผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศลดลงต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน หลังใช้ Telemedicine และออกแบบเส้นทางบริการใหม่—จาก 23,022 คน/วัน (2565) เหลือ 13,341 คน/วัน (2567) สะท้อนว่าการ “ย้ายบริการเบาออกนอกอาคารใหญ่” มีผลลัพธ์จริงระดับระบบ
  • ศักยภาพเตียงโฮงยาไทย 821 เตียง คือทรัพยากรอันจำกัดที่ควรถูกใช้กับผู้ป่วยซับซ้อน—การให้บริการตรวจสุขภาพพื้นฐานและวัคซีนในเมือง จึงช่วย กันคิว ห้องตรวจและเตียงสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการความเชี่ยวชาญสูง
  • วาระการแพทย์บูรณาการ ระดับกระทรวง ทำให้ แพทย์แผนไทย/จีน ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโรคทั่วไปและส่งเสริมสุขภาพ—เหมาะกับบริการในห้างที่ต้องการความ “นุ่มนวล–เข้าถึงง่าย” แต่ยังคงมาตรฐานทางการแพทย์

จากจุดตั้งต้นสู่แผนขยาย ฐานรากของ “เมืองสุขภาวะ”

การเปิดศูนย์ตรวจสุขภาพในศูนย์การค้า ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่คือ “ฐาน” ของการขยายเครือข่ายบริการสุขภาพในเมือง—โมเดลที่อาจต่อยอดสู่ คลินิกเรื้อรังคงที่, มุมสุขภาพวัยทำงาน, บริการวัคซีนตามฤดูกาล หรือ กิจกรรมคัดกรองกลุ่มเสี่ยง เชิงรุกในวันหยุด ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ สาธารณสุขจังหวัด ใช้มาต่อเนื่องผ่านการตั้งจุดบริการนอกโรงพยาบาลในพื้นที่ชุมชนและอำเภอรอบนอก

และเมื่อ ศูนย์การค้าสมัยใหม่ กลายเป็น “สนามปฏิบัติการ” ของสุขภาวะ เมืองย่อมได้ประโยชน์มากกว่าตัวเลขผู้ใช้บริการ—เพราะทุกกิจกรรมสุขภาพที่เกิดขึ้นในพื้นที่ใช้สอยของห้าง ส่งต่อ รายได้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น (ร้านอาหาร–คาเฟ่–สินค้าเพื่อสุขภาพ) ขณะเดียวกันก็ช่วยบ่มเพาะ “วัฒนธรรมดูแลตัวเอง” ให้เป็น กิจวัตร มากกว่า ภาระ

เสียงสะท้อนจากชุมชน “โฮงยาไทย” ที่ใกล้ขึ้น

สื่อท้องถิ่นหลายสำนักและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในเชียงรายติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยพาดหัวร่วมกันว่า พรีเมียมคลินิกในห้าง—ทางเลือกใหม่เพื่อลดแออัด” พร้อมอธิบายขอบเขตบริการที่ “เหมาะกับอาการทั่วไปและโรคเรื้อรังคงที่” เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสนกับบริการฉุกเฉิน ซึ่งยังต้องไปที่โรงพยาบาลหลักเหมือนเดิม—การสื่อสารเช่นนี้ช่วยปรับความคาดหวังของผู้ใช้บริการให้ตรงกับธรรมชาติของคลินิกในเมือง

นอกจากนี้ บัญชีทางการของ โฮงยาไทย ยังสื่อสารอย่างต่อเนื่องผ่าน Facebook Live ทั้งเรื่องก้าวต่อไปขององค์กร และบริการใหม่ ๆ เช่น Telehealth Center—เป็นสัญญาณว่าโรงพยาบาลกำลัง “เดินสองขา” ทั้ง ทางไกล และ ทางใกล้ เพื่อเพิ่มช่องทางบริการหลากหลายให้ประชาชนเลือกใช้ตามความเหมาะสม

ความเสี่ยง–ข้อพึงระวัง คุณภาพมาตรฐานและการเชื่อมข้อมูล

แม้ศูนย์ในห้างจะตอบโจทย์ “เข้าถึงง่าย” แต่โจทย์เชิงเทคนิคสำคัญคือ การเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพ ระหว่างคลินิกในเมืองกับโรงพยาบาลหลัก ทั้ง แฟ้มเวชระเบียน, ผลแลบบนระบบ, ยานัดหมาย, และ การดูแลต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ป่วยเรื้อรัง—หากออกแบบระบบดี จะทำให้ผู้ป่วย ตรวจ–รับยา–ติดตาม ได้ในเมือง และกลับโรงพยาบาลเฉพาะเมื่อจำเป็น ซึ่งโฮงยาไทยมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับแล็บเครือข่ายและการนัดหมายล่วงหน้าอยู่แล้ว จึงมีฐานข้อมูลพร้อมต่อยอดสู่บริการในห้างได้รวดเร็ว

อีกด้าน มาตรฐานความปลอดภัย ของการให้บริการในพื้นที่ศูนย์การค้า ต้องคงคุณภาพเทียบเท่าพื้นที่โรงพยาบาล ทั้งการควบคุมการติดเชื้อ การจัดการเวชภัณฑ์ และระบบส่งต่อฉุกเฉิน—ซึ่งการมี พันธมิตรภาคเอกชน ที่มีระบบบริหารจัดการพื้นที่เข้มแข็ง (เช่น CPN) ช่วยลดความเสี่ยงปฏิบัติการในวันแรก ๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ

เมืองที่ “กอดสุขภาพ” ไว้ในชีวิตประจำวัน

เมื่อเรื่องเล่ามาถึงฉากสุดท้าย—เชียงรายกำลังวางรากฐาน เมืองสุขภาวะ” ด้วยการเหลื่อมซ้อนบริการสาธารณสุขลงบนพื้นที่ชีวิตจริง บนทางเดินที่ใคร ๆ ก็แวะได้ โฮงยาไทยยังคงเป็น แบ็กโบน ของการรักษาระดับสูง ส่วน ศูนย์ตรวจสุขภาพในห้าง รับช่วงงานป้องกัน–คัดกรอง–ติดตามอาการทั่วไป—นี่คือ ระบบสองชั้น ที่พยายามส่ง “ทรัพยากรแพทย์” ไปอยู่ “ที่ถูกที่–ถูกเวลา–ถูกคน”

และเมื่อประชาชน “พบหมอ” ง่ายขึ้น “ฉีดวัคซีน” ใกล้ขึ้น “เจาะเลือด” สะดวกขึ้น—ระบบสุขภาพทั้งจังหวัดก็จะ หายใจโล่งขึ้น เฉกเช่นอากาศยามเช้าบนดอยตุง

ข้อมูลสำคัญโดยสรุป

  • MOU โฮงยาไทย x เซ็นทรัล เชียงราย เพื่อเปิด “โฮงยาไทย Premium Clinic / ศูนย์ตรวจสุขภาพครบวงจร” ในห้าง—นำบริการตรวจสุขภาพ วัคซีน และปรึกษาแพทย์ใกล้ชุมชนเมือง เพื่อลดแออัดโรงพยาบาลหลักและเพิ่มการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันของประชาชน
  • โฮงยาไทย = โรงพยาบาลศูนย์ ศักยภาพเตียง 821 เตียง (หลาย ICU)—ทรัพยากรสำคัญที่ควรถูกกันไว้สำหรับกรณีซับซ้อนและฉุกเฉิน การดึงบริการเบาออกนอกโรงพยาบาลจึงช่วยใช้เตียงให้ตรงภารกิจมากขึ้น
  • แนวโน้มประเทศ ผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลศูนย์ลดลงต่อเนื่องหลังปรับใช้ Telemedicine และรีดีไซน์บริการ—ยืนยันประสิทธิผลของ “การกระจายจุดบริการ” และ “ดิจิทัลเฮลท์” ในการคลายคอขวดระบบ
  • นโยบายบูรณาการแพทย์ กรมการแพทย์จับมือกรมการแพทย์แผนไทยฯ ผลักดันบริการผสมผสาน—สอดรับบริการแพทย์แผนไทย/จีนในศูนย์ตรวจสุขภาพรูปแบบใหม่ในเมือง
  • สาธารณสุขจังหวัด ขับเคลื่อนวัคซีนพื้นฐานและงานส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก—การมีจุดบริการในห้างช่วยเข้าถึงกลุ่มวัยทำงานและครอบครัวได้มากขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • Central Chiangrai
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

บอลลูนเชียงรายคว้า Gold Award IFEA! จุดไฟ Festival Economy นำร่องเศรษฐกิจชุมชน

เชียงรายผงาดเวทีโลก “Gold Award” IFEA จุดไฟ Festival Economy—ททท.ชู “อาหารถิ่น” เป็น Soft Power กอบกู้รายได้ท่องเที่ยว ขณะที่ “แกงแคไก่เมือง” นำร่องเศรษฐกิจชุมชน

เชียงราย, 25 กันยายน 2568 — ท่ามกลางแรงท้าทายของภาคท่องเที่ยวไทยที่รายได้โดยรวม หดตัว -5% ในช่วง 8 เดือนแรกปี 2568 หรือราว 1 ล้านล้านบาท ประเทศไทยได้รับข่าวดีที่ส่งพลังใจไปทั่วภูมิภาค เมื่อ จังหวัดเชียงราย ก้าวขึ้นคว้า Gold Award สาขา Best Event จากเวทีระดับโลก 2025 IFEA/Haas & Wilkerson Pinnacle Award ด้วยผลงาน “Singha Park Chiangrai International Balloon Fiesta 2025” ขณะที่ เชียงใหม่ คว้า Silver Award สาขา Best Parade จากขบวนรถบุปผชาติใน “มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับเชียงใหม่ 2568” เหตุการณ์นี้ ไม่เพียงบันทึกความสำเร็จของ “สองเมืองเหนือ” บนแผนที่อีเวนต์โลก หากยังเป็นภาพสะท้อนยุทธศาสตร์ Festival Economy ที่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) — ทีเส็บ ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับ งานเทศกาลฝีมือไทย (homegrown) ให้สร้างมูลค่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

จากบอลลูนสู่บัลลังก์ทองทำไมเชียงราย “ชนะใจโลก”

จุดเปลี่ยนสำคัญของเชียงรายเกิดขึ้น 13 กันยายน 2568 เมื่อผลงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติเชียงรายคว้ารางวัลสูงสุดบนเวที IFEA — องค์กรวิชาชีพเทศกาลและอีเวนต์นานาชาติที่ยกย่อง “ความคิดสร้างสรรค์ + มาตรฐานการจัดงาน + ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม” การตัดสินดังกล่าวสะท้อน จุดแข็งเชิงพื้นที่ ของเชียงรายอย่างครบถ้วน:

  • ทุนธรรมชาติ ของสิงห์ปาร์คฯ ที่โอบด้วยภูเขา–ไร่ชา–อากาศเย็น
  • ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับอีเวนต์ขนาดใหญ่ (การจราจร–ความปลอดภัย–บริการทางการแพทย์)
  • การมีส่วนร่วมของชุมชนและเอกชน ทำให้เทศกาล “มีชีวิต” ไม่ใช่ “งานโชว์” เพียงครั้งคราว

ควบคู่กัน เชียงใหม่ ตอกย้ำ “เมืองแห่งวัฒนธรรมและศิลปะ” ผ่านรางวัล Best Parade (Silver Award) จาก “มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับฯ” ที่ยืนระยะความนิยมมานาน—เทศกาลที่สร้างอัตลักษณ์เมืองอย่างมีชั้นเชิง และสอดรับกับสถานะ MICE City ของเชียงใหม่ซึ่งได้รับการรับรองจาก IFEA ตั้งแต่ปี 2565

สารตั้งต้นเดียวกันของทั้งสองเมืองคือ “ความเป็น Homegrown”—เทศกาลที่เติบโตจากทุนวัฒนธรรม–วิถีชุมชน ส่งต่อการเล่าเรื่อง (storytelling) ให้โลกเข้าใจ “ตัวตน” ของภาคเหนือ

ทีเส็บกับยุทธศาสตร์ “Festival Economy” เมื่ออีเวนต์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

ความสำเร็จบนเวที IFEA ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทีเส็บ วางหมุดหมาย ยกระดับงานไทยสู่สากล” ผ่านการคัดสรรเทศกาลศักยภาพ ให้คำปรึกษา–มาตรฐานการจัดงาน–การตลาด–สื่อสารต่างประเทศ ตลอดจนสนับสนุนค่าใช้จ่าย “การส่งผลงานเข้าประกวด” เพื่อพา งานไทยทำ (homegrown) ก้าวสู่สายตานานาชาติ เมื่อ เทศกาลได้รางวัล เมืองก็ได้ ตรารับรองความน่าเชื่อถือ ดึงดูดทั้ง นักเดินทางเชิงประสบการณ์ (experience seekers) และ นักลงทุนกิจการบริการ เข้ามาเสริมโครงสร้างเศรษฐกิจเมือง

ในระดับพื้นที่ เชียงราย ถูกยกเป็น เมืองไมซ์ดาวรุ่ง” จากการคว้ารางวัล Gold ซึ่งทำให้สมการ “ดึงงาน–ดึงเงิน–สร้างงาน” เด่นชัดยิ่งขึ้น—ตั้งแต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว–โรงแรม–ขนส่ง–อาหาร–คราฟต์–ดนตรี–ศิลปะ ไปจนถึงซัพพลายเชน SME ที่เกี่ยวเนื่อง

วิกฤตรายได้ท่องเที่ยว -5% ทำไมต้อง “อาหารถิ่น” เป็นหัวหอก

แม้ข่าวดีจากเวทีโลก แต่ “ภาพใหญ่” ยังน่าห่วง—KResearch ประเมินรายได้ท่องเที่ยว 8 เดือนแรกปี 2568 ลดลง -5% (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) และคาดทั้งปีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 1.5 ล้านล้านบาท หดตัว 6% จากปีก่อน เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ท่ามกลางพฤติกรรมจับจ่ายที่ระมัดระวังและภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงเปิดแคมเปญ “Local Taste Local Thai: ชิมไทยให้ถึงถิ่น” เจาะ กลุ่ม expat ซึ่ง อาศัยและทำงานในไทย ประมาณ 3.3 ล้านคน (ข้อมูลสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ก.แรงงาน) กลุ่มนี้ “รู้ค่าใช้จ่าย–เข้าใจวัฒนธรรม–พร้อมเดินทางซ้ำ” ททท.ชู “อาหาร” เป็น Soft Power เชื่อมการเดินทาง—ร่วมพันธมิตรเอกชนตั้งแต่สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร แพลตฟอร์มสะสมแต้ม (Taste Pass) เพื่อเปลี่ยน “มื้ออาหาร” ให้เป็น “ทริป” และต่อยอดเป็น “เศรษฐกิจท้องถิ่น”

TasteAtlas ยังช่วย “คิวเรตความอยาก” ผ่าน 100 จานแห่งปี—ตั้งแต่ โรตีจาไน–ข้าวเหนียวมะม่วง–ไก่ย่าง–ขนมครก–ทอดมันกุ้ง–ปลาทอด—ยืนยัน “ความหลากหลายที่เข้าถึงง่าย” ของอาหารไทยสำหรับต่างชาติ

แกงแคไก่เมือง” เชียงราย มรดกกินได้—โมเดลเศรษฐกิจชุมชน

ภาพของ Soft Power มิได้หยุดที่แคมเปญ ทว่า “ลงดิน” เป็นรูปธรรมในงาน เทศกาลอาหารถิ่น “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ปี 3 (12–14 ก.ย. 2568) โดย กระทรวงวัฒนธรรม/กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น รสชาติ…ที่หายไป (The Lost Taste)” ซึ่ง แกงแคไก่เมือง” ของเชียงราย กลายเป็น ดาวเด่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

ทำไมแกงแคถึง “ปัง” บนเวทีชาติ?

  • เมนูสุขภาพ–อายุยืน ใช้ผักสมุนไพรพื้นบ้าน >10 ชนิด และ ไก่บ้านวัยเหมาะ (ราว 2–3 เดือน) จากชุมชน—ลดสารเคมี–ต่อยอดเศรษฐกิจฐานราก
  • พริกแกงตำมือ–เรียงลำดับการใส่ผัก คือภูมิปัญญาที่บอกเล่า “ความรักในวัตถุดิบ” ของล้านนา
  • โครงการ “ผักสวนครัว รั้วกินได้” ทำให้ supply ผักพื้นบ้าน “สด–ปลอดภัย–มีเรื่องราว” เชื่อมผู้ปลูก–ครัว–ผู้บริโภค

ผลลัพธ์ มากกว่าอาหาร: งานเทศกาลปีก่อนมีผู้ร่วมงาน >50,000 คน/ปี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจท้องถิ่น >10 ล้านบาท จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารถิ่น ผู้ผลิตชุมชน เพิ่มขึ้น 25% เทียบปีแรก และผลสำรวจพบผู้ร่วมงาน 85% ประทับใจรสชาติ “ที่เคยลืม” และ 78% แสดงความตั้งใจ เดินทางตามรอย” ไปจังหวัดต้นทาง—นี่คือ วงจรเศรษฐกิจใหม่ ที่เริ่มจาก “ครัว” แล้วจบลงที่ “ทริป”

สาระสำคัญ: “อาหารถิ่น” ทำหน้าที่เป็น สะพาน เชื่อม Soft Power → การเดินทาง รายได้ชุมชน และเมื่อบูรณาการกับ อีเวนต์ เมืองจะมี “จุดหมาย” ที่ชัดเจนทั้งในปฏิทินและในใจนักเดินทาง

เสียงจากนโยบายวัฒนธรรม อาหารคือการลงทุนระยะยาว

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ย้ำในพิธีเปิดว่า “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” พร้อมมาตรการ ยกย่อง เชิดชูเกียรติ–จัดทำฐานข้อมูล–ถ่ายทอดทักษะสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้ “อาหาร” ไม่ใช่เพียงเมนู หากเป็น ระบบนิเวศ ที่ก่อรายได้และความภาคภูมิใจแก่ชุมชน

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ต่อจิ๊กซอว์ผ่านกิจกรรมเส้นทางเรียนรู้ อร่อยตามรอยภูมิปัญญา” (6 เส้นทาง) และ Cooking Show โดยเชฟมืออาชีพ ที่คงรสอัตลักษณ์แต่ยกระดับการนำเสนอ—ช่วย “แปลภาษา” อาหารถิ่นให้ผู้คนยุคใหม่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

เชียงรายบนแผนที่การท่องเที่ยวใหม่: เมื่อรางวัลโลก + อาหารถิ่น = จุดหมายเศรษฐกิจ

สองเส้นเรื่อง “รางวัลอีเวนต์โลก” และ “อาหารถิ่นดาวเด่น” มาบรรจบกันที่เชียงราย—เมืองชายแดนซึ่งมีทุนธรรมชาติ–วัฒนธรรม–ครัวพื้นบ้านเข้มแข็ง เมื่อนำมาบูรณาการกับ ปฏิทินงาน (Balloon Fiesta, งานวัฒนธรรม–ศิลปะ–ดนตรี) และ เส้นทางอาหาร เมืองจะสามารถ ยืดระยะพำนัก (length of stay) และ เพิ่มค่าใช้จ่ายต่อทริป ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผลต่อผู้ประกอบการ:

  • โรงแรม/โฮมสเตย์วางแพ็กเกจ “ห้องพัก + ชิมแกงแค + ชมบอลลูน”
  • ร้านอาหาร–คาเฟ่ทำ “เมนูเล่าเรื่อง” ใช้วัตถุดิบชุมชน—เสิร์ฟใบรับรองแหล่งที่มา (traceability)
  • ทัวร์ชุมชนจัด workshop สมุนไพร–ทำพริกแกง ให้ expat/นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ “ลงมือทำ–เข้าใจวิถี”

ผลต่อชุมชน: เกษตรกร–ผู้สูงอายุ–กลุ่มสตรี มี ตลาดแน่นอน เพิ่มรายได้จากผักสมุนไพร–ไก่บ้าน–งานคราฟต์ที่เชื่อมโยงกับเทศกาล—เป็นการกระจายรายได้ที่ “กินได้จริง”

โอกาสและโจทย์นโยบาย ทำอย่างไรให้ “พีก” ไม่ใช่ “พุ่งวูบ”

  1. ยึดปฏิทินอีเวนต์ให้แน่น: ประกาศล่วงหน้า 6–12 เดือน สร้างความมั่นใจตลาดต่างประเทศ ดึงสายการบิน–ทัวร์–แพลตฟอร์มมาวางแผนร่วม
  2. ยกระดับมาตรฐานงาน: ความปลอดภัย–การจราจร–การแพทย์ฉุกเฉิน–การจัดการขยะ–คาร์บอนฟุตพรินต์ เพื่อให้รางวัล “งอก” เป็นความเชื่อมั่นถาวร
  3. ทำเส้นทาง “กิน–เที่ยว–เรียนรู้”: จับมือ ททท.–ภาคเอกชน สร้างแพ็กเกจ “Festival + Local Taste” เน้นเรื่องเล่า–แหล่งวัตถุดิบ–บุคคลต้นเรื่อง
  4. บ่มเพาะแรงงานท้องถิ่น: หลักสูตรมัคคุเทศก์อาหาร/ผู้จัดการอีเวนต์/สื่อสารการเล่าเรื่อง (storytelling) ให้ชุมชนเป็น “เจ้าบ้านมืออาชีพ”
  5. ข้อมูลโปร่งใส–วัดผลได้: เก็บสถิติผู้ร่วมงาน ยอดใช้จ่าย ระยะพำนัก แรงกระเพื่อมต่อ SME เพื่อใช้ตัดสินใจงบในปีถัดไป

เลนส์กว้างกว่านั้น Expat 3.3 ล้านคน—ตลาด “ใกล้ตัว” ที่ลืมมอง

กลุ่ม expat คือ นักท่องเที่ยวระยะยาว” ที่อยู่ในไทยอยู่แล้ว—เข้าใจราคา–การเดินทาง–ระเบียบวัฒนธรรม หากเมืองอย่างเชียงรายสื่อสาร คาแรกเตอร์ท้องถิ่น” ผ่านอาหาร–เทศกาล–กิจกรรมเรียนรู้ภาษา–ศิลปะ ให้สอดคล้องกับฤดูกาล (เช่น ฤดูบอลลูน–ฤดูชา–ฤดูกาลผักสมุนไพร) จะเพิ่ม ทริปสั้นซ้ำ” สร้างเศรษฐกิจต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่ง high season เพียงระยะเดียว

เชื่อมโยงระดับชาติ: เมื่อ ททท. เดินหน้าแคมเปญ Local Taste Local Thai พร้อมพันธมิตรการบิน–รีวอร์ด—เชียงรายสามารถเป็น Pilot City ที่ “แพ็ก” รางวัล IFEA + อาหารถิ่น + เส้นทางเรียนรู้ ออกสู่ตลาด expat และต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง (ญี่ปุ่น–เกาหลี–ยุโรป) โดยอาศัย การสื่อสารหลายภาษา และ เครื่องมือดิจิทัล เป็นตัวช่วย

จากหม้อแกงถึงบอลลูน

“เหนือไม่มีสูตรตายตัว” เชฟท้องถิ่นเปรย—แกงแค ดีเพราะ “ความใส่ใจและความรักในวัตถุดิบ” คล้ายกับ เทศกาลบอลลูน ที่ไม่มีสูตรสำเร็จ หากต้อง ดึงพลังชุมชน–ช่างฝีมือ–ภาคธุรกิจ ขึ้นมาโอบรับแขกทั้งเมือง ทุกปีท้องฟ้าเชียงรายระบายสีด้วยบอลลูนจากนานาชาติ ด้านล่างคือแผงอาหารที่หอมเครื่องแกง—เรื่องเล่าทั้งสองเส้นนี้กำลังค่อย ๆ ผูกเข้าหากัน และนั่นทำให้ ภาพลักษณ์เมือง คมชัด: อบอุ่น เรียบง่าย แต่มาตรฐานสูง น่ากลับมาอีกครั้ง

รางวัลคือ “ใบเบิกทาง” อาหารคือ “หัวใจ” เมืองคือ “เวที”

เชียงราย ไม่ได้ชนะเพราะโชค แต่ชนะเพราะ รู้จักตัวเอง แล้วเล่าเรื่องให้โลกฟังได้อย่างมีศิลปะ—จากทุ่งชาและบอลลูนสู่หม้อแกงแคที่มีกลิ่นเครื่องเทศสดๆ ความสำเร็จ Gold Award จาก IFEA และแรงขับเคลื่อน Festival Economy ของ ทีเส็บ เมื่อเชื่อมกับกลยุทธ์ Soft Power ด้านอาหาร ของ ททท. ทำให้เมืองและชุมชนมี “เครื่องมือสองมือ” ในการกอบกู้และยกระดับเศรษฐกิจท่องเที่ยวหลังวิกฤต

คำถามที่เหลือคือ — เราจะรักษามาตรฐานให้เสถียร และ ขยายผลสู่ความยั่งยืน อย่างไร? คำตอบคงอยู่ที่ การทำงานร่วมกัน ของภาครัฐ–เอกชน–ชุมชน–สถาบันการศึกษา: วางปฏิทินงานให้ชัด อัพสกิลคนท้องถิ่น เปิดข้อมูลโปร่งใส จับมือกันทำเส้นทางกิน–เที่ยว–เรียนรู้ให้มีชีวิต เมื่อนั้น เชียงราย จะไม่ใช่แค่ “เมืองไมซ์ดาวรุ่ง” ในรายงาน แต่คือ เมืองปลายทาง ที่ผู้คนทั่วโลกอยากกลับมา “ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมงานเทศกาลและอีเวนต์นานาชาติ (IFEA)
  • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) 
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • KResearch (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)
  • กระทรวงแรงงาน 
  • กระทรวงวัฒนธรรม
  • จังหวัดเชียงราย/สิงห์ปาร์ค เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

พายุ “รากาซา” จ่อเวียดนาม ทช.เร่งตรวจพนังกั้นน้ำแม่สาย หวั่นน้ำหลากซ้ำรอย

เชียงรายเผชิญภัยซ้อนพายุ “รากาซา” จ่อเวียดนามตอนบน—ทหารช่างเร่งตรวจพนังกั้นน้ำแม่สาย ชูแผนเฝ้าระวัง 24 ชม. กันน้ำหลากซ้ำรอย

เชียงราย, 22 กันยายน 2568 — เสียงเครื่องสูบน้ำของเทศบาลดังสลับกับเสียงปะทะของละอองฝนที่ยังไม่ขาดเม็ด ขณะชาวแม่สายย้ายของขึ้นชั้นสองด้วยความระมัดระวัง ภาพ “น้ำท่วมขังรอการระบาย” เริ่มผ่อนลงเล็กน้อยหลังฝนยาวคืนนั้น แต่ความกังวลรอบใหม่มาไวกว่า—พายุไต้ฝุ่น “รากาซา” (RAGASA) กำลังเร่งตัวสู่ทะเลจีนใต้และมี “คิว” ส่งผลฝนหนักถึงหนักมากบนภาคเหนือตอนบนไทยช่วง 23–26 ก.ย. การจัดทัพป้องกันจึงต้อง “ขึ้นรูป” ให้ทันเวลาก่อนมวลน้ำลูกใหม่บ่าไหลลงมา

เส้นทางพายุจากลูซอนสู่ทะเลจีนใต้ ก่อนอ่อนกำลังบนอ่าวตังเกี๋ย—แต่ร่องมรสุมไทยจะแข็งขึ้น

รายงานอัปเดตของกรมอุตุนิยมวิทยาเมื่อบ่าย–เย็นวันที่ 22 ก.ย. ระบุศูนย์กลางพายุ “รากาซา” ทางตอนบนเกาะลูซอนมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 205 กม./ชม. เคลื่อนตะวันตกด้วยความเร็วราว 20 กม./ชม. คาดว่าจะเลื่อนลงทะเลจีนใต้ในค่ำวันเดียวกัน จากนั้นจะวิ่งเลียบชายฝั่งใต้จีนผ่านเกาะไหหลำเข้าช่วง อ่าวตังเกี๋ย 25 ก.ย. และอ่อนกำลงเป็นพายุโซนร้อนก่อนขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบนภายใน 25–26 ก.ย. แม้ศูนย์กลางจะไม่ปะทะไทยตรง ๆ แต่อิทธิพลพายุทำให้ ร่องมรสุม ที่พาดผ่านภาคเหนือ–อีสานบน และ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เหนืออันดามัน–อ่าวไทย “แรงขึ้น” ช่วง 23–26 ก.ย. ส่งผลให้หลายภาคมีฝนเพิ่มขึ้นและมีโอกาสฝนหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล

คำเตือนหลักคือ ภูมิประเทศลาดเชิงเขา–ทางน้ำไหลผ่าน–พื้นที่ลุ่ม ต้องเฝ้าระวัง น้ำป่าไหลหลาก–น้ำท่วมฉับพลัน–น้ำล้นตลิ่ง เป็นพิเศษ ขณะที่อ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันคลื่นสูง 2–3 เมตร (มากกว่า 3 เมตรในบริเวณพายุฝนฟ้าคะนอง) เรือเล็กฝั่งอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งช่วง 24–26 ก.ย.

สถานการณ์แม่สาย ตัวเลขชี้ “ใกล้ล้นตลิ่ง” แต่ทรงตัว–เริ่มลด—อย่างไรก็ดี “ระยะเผื่อ” ยังน้อย

ปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมง (21–เช้าวันที่ 22 ก.ย.) ที่สถานีสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 1 วัดได้ 127.8 มม. เป็นค่าสุด “หนาแน่น” สำหรับรอบ 24 ชม. ระดับน้ำแม่น้ำสาย 397.46 ม.รทก. ขึ้นใกล้ขอบล้นที่ 397.591 ม.รทก. ก่อนทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง ภาพรวมพื้นที่ได้รับผลกระทบแสดง “น้ำขังรอการระบาย” หลายชุมชน เช่น สายลมจอย (ต.เวียงพางคำ) เหมืองแดง–ไม้ลุงขน (ต.แม่สาย) ระดับ 5–15 ซม. แนวโน้มถอยลง ตลอดจนมีน้ำหลากบนถนนพหลโยธินหน้าซอย 6 บ้านถ้ำ (ต.โป่งผา) ปิดการจราจรขาขึ้น 1 ช่อง ระยะราว 300 เมตร ก่อนเร่งอำนวยความสะดวกให้สัญจรได้ตามลำดับ

หมายเหตุเชิงพื้นที่: จุด “ผาแตก–ผาคำ” ที่เคยมีปัญหาน้ำหลากเพราะการปรับถมดินเปลี่ยนทิศทางน้ำ ปัจจุบันกลับสู่ภาวะปกติ ส่วนหมู่บ้าน “บ้านถ้ำ–บ้านโป่ง–บ้านดงม่วงคำ” (ต.โป่งงาม) ระดับน้ำลดลงต่อเนื่องและใกล้ปกติ

ทหารช่างตรวจแนวตลิ่ง—ปภ.ยิงสัญญาณเตือน—หน่วยงานยืนระวัง 24 ชม.

เวลา ประมาณเที่ยงวันที่ 22 ก.ย. หน่วยทหารช่างจากกรมการทหารช่างเข้าตรวจแนวป้องกันริมแม่น้ำสาย ตั้งแต่คันดิน–แนวกระสอบทราย–โครงสร้างป้องกันน้ำอื่น ๆ เพื่อ “ประเมินความมั่นคง” ของระบบป้องกันหน้าเมืองชายแดน ก่อนรับมวลน้ำรอบใหม่ ข้อมูลเบื้องต้นยืนยันว่า โครงสร้างยังแข็งแรงปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การตรวจทวนซ้ำในจุดเสี่ยง (ตลิ่งคด–รอยต่อโครงสร้าง–ปากท่อ) จะทำต่อเนื่องตลอด 24–48 ชั่วโมงหน้า

ด้าน สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.) ระบุว่าได้ส่ง ข้อความ Cell Broadcast เตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงแล้ว เทศบาล–อบต. เร่งสูบน้ำ จุดเดิม–จุดอ่อน–คลองซอย เปิดทางน้ำไหล และตั้งทีมอำนวยความสะดวกการจราจรร่วมกับ หมวดทางหลวงแม่สาย–สภ.แม่สาย ขณะเดียวกัน อบต.โป่งงาม ระดมกำลังเคลียร์สิ่งกีดขวางทางน้ำในชุมชน ส่วนศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัยแม่สายคงระดับ เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และเชื่อมโยงการสั่งการอุปกรณ์/เครื่องจักรกลหนัก หากต้องเสริมคันป้องกันหรือเปิดแนวทางน้ำเร่งด่วน

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด (กอปภ.จ.) สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมเครื่องมือ–ยุทโธปกรณ์–กำลังพล พร้อมปฏิบัติ 24 ชม. เมื่อได้รับแจ้งเหตุ โดยเฉพาะการสนับสนุน เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่–รถบรรทุกน้ำ–เรือท้องแบน ไปยังจุดเสี่ยงเชิงรุกก่อนเกิดเหตุ

สทนช.ชี้พื้นที่เสี่ยง 25–30 ก.ย.—เหนือ–อีสาน–ภาคตะวันออก–ใต้ตอนบน ต้องจับตา

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศ ฉบับที่ 23/2568 ให้เฝ้าระวังฝนหนักถึงหนักมากหลายจังหวัดช่วง 25–30 ก.ย. จากการบูรณาการประเมินร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา–สสน. (องค์การมหาชน)–กรมทรัพยากรน้ำ–กรมทรัพยากรธรณี–กรมชลประทาน–กฟผ.–ปภ. ระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก–ดินถล่มเฉียบพลันใน ภาคเหนือ (รวมเชียงราย—อ.เมือง, แม่สาย, เชียงของ, เชียงแสน, แม่จัน) ภาคอีสาน (ลุ่มโขง–ห้วยหลวง–ชี–มูล) ภาคตะวันออก (ระยอง–จันทบุรี–ตราด ฯลฯ) และใต้ฝั่งอันดามันส่วนหนึ่ง พร้อม “จับตาอ่างเก็บน้ำ ขนาดกลาง–เล็กที่มีปริมาณน้ำ >80% ความจุ” หลายจังหวัด และ “ผลกระทบลูกโซ่” จากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำโขง–เจ้าพระยา

ในส่วนของเชียงราย สทนช.เน้น “เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มฉับพลัน–ล้นตลิ่ง–ท่วมขัง” ตลอดแนว แม่น้ำสาย และลำน้ำสาขา โดยเฉพาะพื้นที่เมือง–ชุมชนลุ่มต่ำที่ “ระบายไม่ทัน” ในช่วงฝนต่อเนื่อง

สถิติตัวเลขที่ชี้ความต่างใหญ่

  • 127.8 มม. ใน 24 ชม. คือฝนระดับ “หนักมาก” สำหรับพื้นที่เมืองชายแดน หากซ้ำรอบใน 48–72 ชม. โดยที่ดินอิ่มน้ำแล้ว ความเสี่ยง “น้ำท่วมฉับพลัน–น้ำป่าไหลหลาก” จะเพิ่มแบบ “ไม่เชิงเส้น”
  • ระดับแม่น้ำสาย 397.46 ม.รทก. ใกล้เส้นล้นตลิ่ง 397.591 ม.รทก. หมายความว่า พื้นที่กันชน” เหลือน้อย ถ้ามีน้ำเหนือทะลักเร็วหรือติดคอขวดท้ายน้ำ (เช่น ระดับน้ำโขงสูง) การเอ่อล้นอาจเกิดในเวลาไม่นาน
  • คลื่นทะเล 2–3 เมตร บริเวณอ่าวไทยตอนบน–อันดามัน ชี้ถึง “ความเสี่ยงทางทะเล” ที่ต้องบริหารคู่กัน—การงดเรือเล็กออกจากฝั่ง–จัดเส้นทางเรือโดยสาร–ประมงปลอดภัย

เมืองพร้อมแค่ไหน 6 คำถามเช็คความพร้อม “72 ชั่วโมงทอง”

  1. แนวตลิ่ง–พนังกั้นน้ำ เสริมวัสดุ–อุดรอยรั่ว–รอยต่อแล้วครบหรือยัง โดยเฉพาะหัว–ท้ายพนังและแนวปากท่อ?
  2. จุดอ่อนระบายน้ำเมือง (ท่อระบายน้ำตัน–คอขวดคลองซอย) เคลียร์สิ่งกีดขวางครบหรือยัง และตั้งเครื่องสูบ “รอหน้า” ไว้หรือยัง?
  3. แผนจราจรฉุกเฉิน มีทางเลี่ยง–ปิด–เปิดแบบไดนามิกสำหรับถนนสายหลัก (เช่น พหลโยธิน) พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำจุดหรือไม่?
  4. กลไกเตือนภัยชุมชน (หอกระจายข่าว–ไลน์กลุ่มหมู่บ้าน–เสียงตามสาย) อัปเดตล่าสุดหรือยัง—ประชาชนรู้ระดับเตือนอะไรหมายถึงอะไร?
  5. กลุ่มเปราะบาง (ผู้ป่วยติดเตียง–เด็กเล็ก–ผู้สูงวัย) มีบัญชีรายชื่อ–เส้นทางขนย้าย–จุดปลอดภัยใกล้บ้านพร้อมหรือยัง?
  6. การเชื่อมโยงต้นน้ำ–ปลายน้ำ กับเพื่อนบ้านเหนือขึ้นไป (อำเภอ–จังหวัดข้างเคียง/ชายแดน) แจ้งเตือนกันแบบเรียลไทม์หรือยัง?

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่ภาระของหน่วยงานเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็น “เช็คลิสต์ชุมชน” ที่ทุกบ้านทำได้—การผูกความรู้สึก “ไม่ประมาท” เข้ากับ “ข้อเท็จจริง” จะทำให้การตัดสินใจในยามเสี้ยวนาทีแม่นยำขึ้น

น้ำโขง–ท้ายน้ำ ตัวแปรที่กำหนด “ความเร็วระบาย” ของน้ำในท้องถิ่น

สทนช.ระบุให้เฝ้าระวังผลกระทบจาก ระดับน้ำโขง ที่มีแนวโน้มเพิ่ม—หากโขง “สูงขึ้นต่อเนื่อง” จะเกิดแรงต้านที่ปากแม่น้ำสาย–รวก–โขง ทำให้ การระบายจากท้องถิ่นช้าลง ผลคือระดับน้ำท่วมขังในเมือง (ที่พึ่งพาระบบสูบ–ระบายลงแม่น้ำสาย) อาจ “ทรงตัว” นานกว่าที่คาด การจัดสรรเครื่องสูบน้ำ–การปล่อยน้ำเป็นจังหวะ–การคุมประตูระบายน้ำย่อยจึงต้องสัมพันธ์กับระดับโขงแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง

บทบาทภาคเอกชน–ประชาชน จาก “ผู้รับผล” สู่ “หุ้นส่วนรับมือภัยพิบัติ”

  • ผู้ประกอบการค้าชายแดน–ตลาดสด–โกดังสินค้า ควรติดตั้ง กระดานประกาศระดับน้ำ ง่าย ๆ หน้าอาคาร อัปเดตปริมาณฝน–ระดับน้ำ–แผนเลี่ยงเส้นทาง เพื่อให้แรงงาน–ลูกค้า–รถขนส่งรับรู้ข้อมูลพร้อมกัน ลดคอขวดในนาทีวิกฤต
  • โรงแรม–โฮมสเตย์–ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร่วมมือเทศบาลทำ คู่มือฉุกเฉิน 1 หน้า วางไว้ในห้องทุกห้อง สแกน QR เข้าสถานะน้ำ–โทรฉุกเฉิน–จุดรวมพล
  • ครัวเรือนริมตลิ่งเตรียม กระเป๋าฉุกเฉิน 3 วัน (เอกสารสำคัญ–ยา–ไฟฉาย–ที่ชาร์จ–เสื้อกันฝน–น้ำดื่ม) และจัด “แผนเคลื่อนย้ายของ–สัตว์เลี้ยง” ล่วงหน้า

จาก “ตั้งรับ” สู่ “อยู่ร่วมกับฤดูกาลใหม่”

เหตุการณ์ 22–30 ก.ย. นี้ เป็น “บททดสอบภาคสนาม” ของเชียงรายในโลกที่ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง–ฝนสุดขั้วถี่ขึ้น บทเรียนที่ได้—ตั้งแต่จุดอ่อนของคอขวดระบายน้ำเมือง แผนแจ้งเตือนที่ภาษายังยาก ไปจนถึงการเชื่อมโยงข้อมูลต้นน้ำ–ปลายน้ำ—ควรถูกร้อยเป็น Roadmap น้ำฝน–น้ำหลาก เมืองชายแดน ที่วัดผลได้
สามยุทธศาสตร์ระยะกลางควรเดินคู่กัน:

  1. โครงสร้าง – เสริมแนวตลิ่ง–พนัง–ประตูระบายย่อย บูรณะระบบท่อระบายน้ำเมืองแบบ “จับคอขวดตามข้อมูลจริง”
  2. ไม่ใช่โครงสร้าง – แดชบอร์ดสาธารณะระดับหมู่บ้าน–ตำบล, ซ้อมแผนอพยพชุมชนรายครึ่งปี, หลักสูตร “อ่านพยากรณ์อากาศ” สำหรับ อปพร.–อสม.
  3. ทวิภาคี–ลุ่มน้ำโขง – ช่องทางสื่อสารระดับอำเภอ–จังหวัดข้ามแดน, แลกเปลี่ยนข้อมูลฝน–น้ำแบบมาตรฐานเดียวกัน, ตารางแจ้งเตือนล่วงหน้าช่วงฝนสุดขั้ว

 

เชียงรายกำลังยืนอยู่หน้าคลื่นลมฤดูกาลรอบใหม่—พายุ “รากาซา” แม้จะขึ้นฝั่งไกลออกไปทางเวียดนาม แต่แรงขยายของร่องมรสุมจะทำให้ภาคเหนือตอนบนน้ำหนักฝนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยใน 23–26 ก.ย. เมืองหน้าด่านอย่าง แม่สาย ซึ่งเพิ่งผ่าน “ฝน 127.8 มม.” และระดับน้ำใกล้ล้นตลิ่ง จำเป็นต้อง รักษาวินัยการเฝ้าระวัง 24 ชม. ต่อเนื่องอีกระยะอย่างน้อยสัปดาห์หนึ่ง
การที่ ทหารช่าง–ปภ.–เทศบาล–ตำรวจทางหลวง–อบต.–ประชาชน ขยับพร้อมกันตั้งแต่ “ก่อนฝนรอบใหม่” คือจุดเปลี่ยนจาก “รอรับผลกระทบ” ไปสู่ “ลดความเสียหายที่คาดได้” ในทางปฏิบัติ
ในเกมของธรรมชาติ ความเร็วคือทุน ความพร้อมคือโล่ และ “ข้อมูลที่สื่อสารได้” คือสะพานสู่ความมั่นใจของคนทั้งเมือง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมอุตุนิยมวิทยา (TMD)
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) – ประกาศฉบับที่ 23/2568 เรื่อง
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย)
  • กรมการทหารช่าง / ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัยแม่สาย
  • กรมทางหลวง / ตำรวจทางหลวง / อบต.โป่งผา–โป่งงาม–เทศบาลตำบลแม่สาย–เทศบาลเวียงพางคำ –
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ทช.เร่งทางลอดเชียงรายคืบหน้า 26% คาดแล้วเสร็จปี 2570 หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

ทช.เร่งทางลอด “แยกศูนย์ราชการ เชียงราย” คืบหน้า 26% เดินหน้าคุมงาน-ระบายน้ำ-จัดจราจร หวังแก้คอขวดหน้าสนามบิน หนุนเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว คาดจบปี 2570

เชียงราย, 21 กันยายน 2568 — เมื่อเช้าวันที่สายหมอกยังเกาะปลายเขา “แยกศูนย์ราชการ” บนถนนทางหลวงชนบทสาย ชร.1023 ดูไม่เหมือนสี่แยกธรรมดาอีกต่อไป พื้นที่ก่อสร้างลึกลงไปใต้ระดับผิวถนน กำแพงดินพยุงด้วยเสาเข็มเรียงตัวเป็นแนว ทางเบี่ยงชั่วคราวพาดผ่าน ชี้ให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าอุโมงค์ทางลอด 4 ช่องจราจร ความยาวกว่า 425 เมตร กำลังคืบไปสู่เส้นชัยร้อยละ 26 ตามแผนของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ที่ตั้งธงไว้ว่าจะ “ปิดจ๊อบ” ให้ทันปี 2570 เพื่อปลดล็อกปัญหาคอขวดบริเวณหน้าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เชื่อมเมือง–สนามบิน–ศูนย์ราชการ ให้ลื่นไหลในจังหวะเดียวกัน

ภาพการลงพื้นที่ตรวจงานของผู้บริหาร ทช. นำโดย นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท สะท้อนน้ำหนักของ “สามคำ” ที่ถูกย้ำซ้ำระหว่างการประชุมเคลื่อนที่ ความปลอดภัยระบายน้ำจัดจราจร เพราะถ้าพลาดแม้ข้อเดียว ความเชื่อมั่นของประชาชนและประสิทธิภาพเมืองทั้งเมืองอาจสะดุดทันที โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงอุโมงค์ขุดลอด แต่คือเส้นเลือดใหญ่ที่จะเปลี่ยน “จังหวะการเต้นของหัวใจเมืองเชียงราย” ให้สอดรับกับอนาคตการเติบโตด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

โครงสร้าง–ขอบเขตงาน อุโมงค์ 4 ช่องจราจร + สะพานแม่น้ำกก + ปรับถนนรวม 1.635 กม.

สาระของโครงการถูกออกแบบให้แก้ปัญหาที่จุดปะทะหลักของการจราจรอย่างตรงจุดสร้าง อุโมงค์ทางลอดขนาด 4 ช่องจราจร ไป–กลับ ความยาวประมาณ 425.50 เมตร ลอดใต้แยก พร้อมยกระดับ “หัว–ท้าย” ของระบบให้สอดรับกัน ตั้งแต่งาน ปรับปรุง–ขยายสะพานข้ามแม่น้ำกก ให้มีช่องจราจรกว้างขึ้นตลอดช่วงยาว 410 เมตร ตลอดจน ปรับปรุงผิวทาง–ไฟฟ้าแสงสว่าง–งานสาธารณูปโภค ครอบคลุม ระยะทางรวม 1.635 กิโลเมตร เพื่อให้ทั้งทางตรง ทางเชื่อม และพื้นที่เชิงระบบทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพหลังเปิดใช้จริง

แม้ในวันลงพื้นที่ (21 ก.ย. 2568) ความคืบหน้าอยู่ที่ ร้อยละ 26 แต่เส้นทางปฏิบัติการข้างหน้าถูกวางไว้ละเอียด ก่อสร้างโครงสร้างหลักอุโมงค์ คู่ขนานกับงานปรับสะพานและระบบระบายน้ำ พร้อมแบบแผนจราจรทางเบี่ยงที่ต้อง “ขยับ–เลื่อน–เปิด–ปิด” เป็นรายช่วง โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ไม่ให้ผลกระทบสะสมจนเกิด “จุดตันใหม่” แทนที่ “จุดตันเดิม” ในสายตาประชาชน

3 โฟกัสของอธิบดี ปลอดภัย–น้ำไม่ท่วม–รถต้องไหล

ความปลอดภัยหน้างาน
อธิบดีมนตรีกำชับเรื่องมาตรการความปลอดภัยทั้งของแรงงานและผู้ใช้ทาง ตั้งแต่รั้วกั้น พื้นที่เสี่ยง การติดตั้งสัญญาณเตือน การตรวจสอบเครื่องจักร–อุปกรณ์ ไปจนถึงการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉิน เพราะพื้นที่ก่อสร้างแบบ “ลึก–แคบ–ยาว” อย่างทางลอดมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูง ต้องทำงานตามบล็อกงานและวิศวกรรมควบคุมอย่างเคร่งครัด

การบริหารจัดการน้ำ
เชียงรายเข้าสู่ฤดูฝน ระบบระบายน้ำจึงเป็น “เส้นป้องกันด่านหน้า” ไม่ให้ไซต์งานกลายเป็นแหล่งน้ำท่วมขัง อธิบดีจึงสั่งการให้ติดตั้งบ่อพัก–ท่อชั่วคราว–ปั๊มน้ำสำรอง และจัดแผนระบายน้ำขณะฝนตกหนัก ตรวจสอบทางน้ำเดิม–ทางน้ำใหม่ และเชื่อมต่อกับท่อเมนของเทศบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเลี่ยง “น้ำปิดจราจร” และ “น้ำพัดพังดินเข็ม”

การจัดการจราจรระหว่างก่อสร้าง
จราจรหน้าแยกศูนย์ราชการไม่ใช่ “รถท้องถิ่น” เท่านั้น แต่รวมถึงผู้โดยสารสนามบิน–รถรับส่ง–ขนส่งสินค้า–รถราชการ–นักท่องเที่ยว แผนจราจรจึงต้อง “เหมาะติดเวลาจริง” มีป้ายชี้นำชัด, ไฟสัญญาณชั่วคราว, เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกช่วงพีก, และสื่อสารล่วงหน้าทุกครั้งที่เปลี่ยนรูปแบบการเดินรถ

สามองค์ประกอบนี้จากคำสั่งหน้างานสอดคล้องกับแนวทางที่ ทช. แถลงไว้ในเอกสารข่าวและการประชุมระดมความพร้อมตั้งแต่ช่วง Kick-off โครงการ ซึ่งย้ำมาตรฐานงานทาง-ความปลอดภัย-และแผนรองรับผลกระทบต่อผู้ใช้ทางเป็นพิเศษในพื้นที่เมืองที่มีสนามบินอยู่ติดแนวโครงข่ายหลัก

จุดตันหนึ่งจุด = เวลาหมื่นชั่วโมง” ทำไมแยกนี้ต้องลอด

ถ้าเฉลี่ยความล่าช้า 5–10 นาที/เที่ยว หน้าสนามบินที่มีไฟลท์บินกระจายทั้งวัน “เวลาที่สูญเสีย” ของผู้โดยสาร–รถรับส่ง–ประชาชน–ภาคธุรกิจ อาจรวมกันเป็น “หมื่นชั่วโมง” ต่อเดือน ยิ่งในช่วงเร่งด่วน เช้า–เย็น–ก่อน/หลังไฟลท์ การรอคอยที่แยกเดียวไป “กัก” แกนเวลาเมืองทั้งแกน

การแก้ด้วย “อุโมงค์ลอด” จึงตอบโจทย์เชิงวิศวกรรมเมือง ลดจุดตัดสัญญาณไฟ, แยกทิศทางหลัก–รอง, รักษาความเร็วเฉลี่ยของกระแสหลักให้คงที่ และเปิดพื้นที่ผิวดินด้านบนให้เป็นทางเชื่อมเสริม–เลี้ยวขวา–วนกลับทั้งหมดนี้เพื่อ “ย้ายความซับซ้อนลงใต้ดิน” แล้วปล่อยผิวทางให้ทำงานแบบเรียบง่ายที่สุด

เชื่อมสนามบิน–ศูนย์ราชการ–ย่านเมือง โครงสร้างเดียว กระทบทั้งระบบ

เมื่ออุโมงค์เสร็จ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 4 ด้าน

  1. สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เวลาการเข้าถึงสนามบิน “คาดการณ์ได้” มากขึ้น (predictable travel time) ลดความเสี่ยงตกเครื่อง, ลดเวลาสำรองของรถรับส่ง, เอื้อต่อการจัดตารางเที่ยวบิน–งานภาคพื้นดิน
  2. ศูนย์ราชการ–สถานศึกษา–แหล่งท่องเที่ยว ลดเวลารถติดหน้าแยก ทำให้บริการรัฐ–เอกชนเดินหน้าตามเวลามากขึ้น
  3. โลจิสติกส์เมือง รถขนส่งระยะสั้น–รถบริการสาธารณะ “หมุนรอบได้ถี่ขึ้น” ต้นทุนคงที่ต่อเที่ยวลดลง
  4. ความน่าอยู่ของเมือง จราจรที่ลื่นไหลขึ้นหมายถึงมลพิษ–เสียง–ฝุ่นจากรถชะลอ–เร่ง–หยุด ลดลง เป็นผลทางคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้

มิติผลลัพธ์เหล่านี้ถูกหยิบย้ำในสื่อสารของ ทช. และสื่อกระแสหลักที่รายงานความคืบหน้าว่า โครงการนี้ตั้งใจ “แก้คอขวดหน้า ‘แม่ฟ้าหลวง’ กับสถานที่ราชการใกล้เคียง” อย่างตรงจุด ควบคู่กับยกระดับมาตรฐานทางเพื่อเชื่อมโครงข่ายคมนาคมทั้งเมืองให้เป็นภาพเดียวกัน

ไทม์ไลน์–งบประมาณ เดินเกมให้ทันปี 2570

จากข้อมูลการประชุม Kick-off ช่วงต้นปี 2568–2569 และการสื่อสารล่าสุดของ ทช. โครงการเดินตามเส้นเวลาหลัก คือ เดินงานโครงสร้างอุโมงค์–งานสะพานคู่ขนานกัน แล้วไล่ปิดงานระบบ–ผิวจราจร เพื่อเปิดใช้อย่างเต็มรูปแบบ ภายในปี 2570 โดยมีกรอบงบประมาณโครงการที่ผ่านการพิจารณาไว้แล้ว (สื่อบางฉบับอ้างตัวเลขวงเงินราว 849 ล้านบาท) ทั้งนี้รายละเอียดงบประมาณ/งวดงานอยู่ภายใต้สัญญาและการกำกับติดตามของ สำนักก่อสร้างสะพาน และ สำนักสำรวจและออกแบบ ของ ทช. ซึ่งรายงานต่อผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง

“งานแบบนี้ประชาชน ‘เห็น-ใช้-ตัดสิน’ ในวันเปิดจริง เราจึงต้องทำสองอย่างคู่กันคือ เร่งตามแผน และระวังทุกขั้น ในฤดูฝน น้ำต้องไม่ท่วม ในชั่วโมงเร่งด่วน รถต้องไหล” สรุปหลักคิดหน้างานที่ผู้บริหาร ทช. ย้ำต่อทีมวิศวกรและผู้ควบคุมงาน (ถอดจากสาระการลงพื้นที่ตรวจงาน)

บทเรียนจากเมืองสนามบิน ทำไป–สื่อสารไป ลดผลกระทบระหว่างก่อสร้าง

อุโมงค์เมือง–หน้าแยกสนามบิน มี “ข้อจำกัดเฉพาะ” ที่ต้องบริหารเหมือน “ศัลยแพทย์ผ่าตัดหัวใจ” ได้แก่

  • สายน้ำ ต้องมั่นใจว่าระบบระบายน้ำชั่วคราวรับพายุฤดูฝนได้
  • สายไฟ–ท่อสาธารณูปโภค การย้าย/ป้องกันต้องตามมาตรฐานและกำหนดการหน้างานจริง
  • สายรถ แผนทางเบี่ยงต้องชัด–อ่านง่าย–ปรับทัน และมีคนอำนวยการจราจรช่วงคอขวด
  • สายสื่อสาร ต้องแจ้งเปลี่ยนรูปแบบเดินรถล่วงหน้า และมีช่องทางร้องเรียน–รับเรื่องรวดเร็ว

วิธีคิดนี้สอดคล้องกับแนวทางที่ ทช. ใช้กับโครงการเมืองใหญ่หลายแห่ง ทำไป–สื่อสารไปเพื่อลดผลกระทบ ณ ปัจจุบัน และรักษา “ทุนความเชื่อใจ” ไปจนถึงวันเปิดใช้จริง

เชื่อมใหญ่ ทางลอดนี้สอดรับ “ภาพใหญ่เชียงราย” ที่กำลังขยับ

แม้โครงการทางลอดจะเป็นงานของ ทช. แต่ “ผลพวง” กระทบเชิงบวกจะสะท้อนกับภาพใหญ่ที่เชียงรายกำลังขยับการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว, ไฟลท์บินที่หนาแน่นขึ้น, และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ใกล้สนามบิน เมื่อจุดตันหน้าแยกศูนย์ราชการถูกแก้ ระยะทาง–เวลา–ความคาดการณ์ได้ในการเดินทางจะเพิ่ม “แต้มต่อ” ให้เชียงรายทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้โดยสารรายวันจนถึงนักลงทุนระยะยาว

คำถามเชิงยุทธศาสตร์ 3 ข้อ

1) ฝน–น้ำจะเอาอยู่หรือไม่?
คำตอบจากหน้างาน เพิ่มชั้นความปลอดภัยด้วยบ่อพัก–ท่อชั่วคราว–ปั๊มสำรอง พร้อมตรวจทางน้ำร่วมกับท้องถิ่นทุกสัปดาห์ในช่วงฝนหนัก

2) รถติดชั่วโมงเร่งด่วนจะหนักขึ้นหรือไม่ในช่วงก่อสร้าง?
คำตอบจากหน้างาน ทำแผนทางเบี่ยงเป็น “เฟสย่อย” จำกัดพื้นที่ก่อสร้างในแต่ละช่วงเวลา, เพิ่มเจ้าหน้าที่อำนวยการจราจร, และสื่อสารล่วงหน้าทุกครั้งที่เปลี่ยนแบบเดินรถ

3) วันเปิดใช้จะคุ้มค่าหรือไม่?
คำตอบจากข้อมูลแผนงาน เมื่อเปิดเต็มระบบ (อุโมงค์–สะพาน–ผิวทาง–สัญญาณ), เวลาการเดินทางเฉลี่ยผ่านแยกลดลง, ความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการตัดกันของจราจรลดลง, สนามบิน–ศูนย์ราชการ–ย่านเมืองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเป็น “ผลประหยัดเวลา” ที่แปรรูปเป็น “ผลประหยัดเศรษฐกิจ” โดยตรง

องค์ประกอบการกำกับงาน ใครทำอะไร–ที่ไหน–อย่างไร

  • หน่วยงานหลัก กรมทางหลวงชนบท (ทช.)
  • กำกับ–ควบคุมวิศวกรรม สำนักก่อสร้างสะพาน และสำนักสำรวจและออกแบบ
  • ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องตามบันทึกประชุม นายลิขิต ทิฐิธรรมเจริญ (รักษาการวิศวกรใหญ่ด้านควบคุมการก่อสร้าง), นายอภิชัย วชิระปราการพงษ์ (ผอ. สำนักก่อสร้างสะพาน), ผู้แทนสำนักกฎหมาย และทีมวิศวกรโครงการ

การประชุม “Kick-off Meeting” เมื่อเดือนมกราคม 2568/2569 มีวัตถุประสงค์รับทราบ ความเป็นมา–รูปแบบโครงการ–รายละเอียดสัญญา–งบประมาณ–ปัญหาอุปสรรค–แผนใช้พัสดุ และจัดวาง “ตารางงาน–ตารางความเสี่ยง” ที่ต้องติดตามเป็นรายงวด เพื่อให้ทีมโครงการขับเคลื่อนไปในทิศเดียวกันทั้งส่วนกลางและพื้นที่ 

“ลำบากวันนี้ เพื่อสบายระยะยาว”

แม้ชาวเมืองจะต้องเผชิญทางเบี่ยง–รถติด–ฝุ่นชั่วคราว แต่ภาพรวมเสียงสะท้อนจากคนพื้นที่จำนวนมากคือ “ยอมลำบากวันนี้ เพื่อสบายระยะยาว” เพราะทุกคนต่างรู้ว่าหน้าแยกศูนย์ราชการคือ “จุดที่ต้องแก้” มานาน การเห็นเครื่องจักรลงมือคือสัญญาณว่าคำสัญญากำลังเปลี่ยนเป็นรูปธรรม

ภาคธุรกิจบริการและขนส่งย้ำว่า “สิ่งที่ต้องการ” ระหว่างก่อสร้างมี 3 ข้อ แจ้งล่วงหน้า, ทางเบี่ยงชัด, เปิดปิดตามเวลาถ้าทำได้ ความรำคาญชั่วคราวจะไม่กลายเป็นความขุ่นเคืองถาวร

หมุดหมาย 2570 เมื่ออุโมงค์เปิด เมืองจะ “หายใจ” คล่องขึ้น

หากยึดกรอบเวลาที่ประกาศไว้ ปี 2570 หลังปิดสุดท้ายและเก็บงานระบบ ทุกลมหายใจของเมืองจะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง: ไฟลท์เช้าจะ “คาดเดาได้” มากขึ้น, รถขนส่งหมุนรอบได้ถี่ขึ้น, รถพยาบาล–รถฉุกเฉินวิ่งได้คล่องขึ้น, เมืองส่งสัญญาณความพร้อมรับ “คลื่นการเติบโต” จังหวะใหม่

ยิ่งเมื่อจับคู่กับแนวโน้มการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก เชียงรายจะมี “ทางเข้า–ทางออก” ที่สมศักดิ์ศรีเมืองท่องเที่ยว–การค้าชายแดน และศูนย์บริการรัฐระดับจังหวัดอย่างแท้จริง

งานวิศวกรรมที่ตอบคำถาม “เศรษฐกิจเมือง”

โครงการทางลอดแยกศูนย์ราชการ ชร.1023 ไม่ได้ตอบคำถามวิศวกรรมเพียงข้อเดียว แต่มุ่งตอบ “โจทย์เมือง” 3 ชั้น

  1. ชั้นจราจร: ตัดจุดปะทะ–รักษาความเร็วเฉลี่ย–ลดอุบัติเหตุ
  2. ชั้นเศรษฐกิจ: ลดเวลาสูญเสีย–เสริมความตรงต่อเวลา–ลดต้นทุนขนส่งเมือง
  3. ชั้นคุณภาพชีวิต: ลดมลพิษ–เสียง–ฝุ่นจากรถติด–เพิ่มความน่าอยู่

เมื่อชิ้นส่วนทั้งหมดประกอบเข้าที่อุโมงค์ 4 เลน, สะพานแม่น้ำกกที่กว้างขึ้น, ผิวทาง–ไฟ–สาธารณูปโภคที่ได้มาตรฐานเชียงรายจะได้ “เครื่องมือชิ้นใหม่” สำหรับขับเคลื่อนทศวรรษหน้า

สารจากหน้างานวันนี้จึงเรียบง่าย: ทำวันนี้ให้ปลอดภัย–แม่นยำ–ตามแผน แล้วปล่อยให้ผลลัพธ์ในปี 2570 เป็นคำตอบ

ข้อมูลโครงการ (สรุป)

  • ประเภทโครงการ: ทางลอดแยก + ปรับสะพาน + ปรับปรุงถนนและระบบประกอบ
  • ที่ตั้ง: แยกศูนย์ราชการ ถนนทางหลวงชนบทสาย ชร.1023 อ.เมืองเชียงราย
  • โครงสร้างหลัก: อุโมงค์ 4 ช่องจราจร ยาว ~425.50 ม., ขยายสะพานแม่น้ำกก ยาว 410 ม., ปรับปรุงถนน–ไฟ–สาธารณูปโภค รวมระยะ 1.635 กม.
  • ความคืบหน้า (ก.ย. 2568): ~26%
  • กรอบเสร็จ: ภายในปี 2570 (ตามแผนงานที่ ทช. วางไว้และสื่อสารต่อสาธารณะ)
  • หน่วยงานเจ้าของโครงการ: กรมทางหลวงชนบท (ทช.)
  • หน่วยงานกำกับวิศวกรรม: สำนักก่อสร้างสะพาน, สำนักสำรวจและออกแบบ
  • เป้าหมายผลลัพธ์: แก้คอขวดหน้า สนามบินแม่ฟ้าหลวง–ศูนย์ราชการ, เพิ่มขีดความสามารถโครงข่าย, หนุนเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว

 

ตัวเลขความคืบหน้า “ร้อยละ 26 (ก.ย. 2568)” และกรอบ “แล้วเสร็จปี 2570” ในรายงานชิ้นนี้อ้างอิงจากการลงพื้นที่ตรวจงานและข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวได้รับจากการบรรยายสรุปของผู้บริหาร ทช. ณ วันทำข่าว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางและแผนแม่บทที่ ทช. เผยแพร่ไว้ก่อนหน้าในช่องทางทางการตามแหล่งอ้างอิงข้อ 1–2 ข้างต้น


เส้นทางลอดแยกศูนย์ราชการอาจเป็นเพียง “หนึ่งจุดงานก่อสร้าง” บนผังเมืองเชียงราย แต่ในทางยุทธศาสตร์ มันคือคันโยกที่พร้อมยก “ทั้งระบบการเดินทาง” ของเมืองให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม จาก 26% วันนี้สู่ 100% ในปี 2570 เมื่ออุโมงค์เปิด เมืองจะเดินหน้าได้เร็วขึ้น เงียบขึ้น และคาดการณ์ได้มากขึ้น นี่คือวิศวกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และคือคำมั่นที่กำลังคืบหน้ากลางสายฝนของเมืองเหนือสุดแดนสยาม.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทางหลวงชนบท (ทช.)
  • กรมทางหลวงชนบท
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ทอท. ผงาดเวที ICAO “ดร.สมชนก” นำคณะทำงานยกระดับมาตรฐานสนามบินเอเชีย-แปซิฟิก

ทอท.ผงาดเวทีบินสากล—“นาวาอากาศตรี ดร.สมชนก เทียมเทียบรัตน์” ขับเคลื่อนคณะทำงาน ICAO ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ยกระดับมาตรฐานสนามบินไทยสู่ระดับโลก

เชียงราย, 21 กันยายน 2568 — ยามเช้าที่หมอกบางโอบล้อมแนวเทือกเขาเหนือสุดของสยาม เสียงเดินเครื่องของรถบริการภาคพื้นบนรันเวย์ “แม่ฟ้าหลวง–เชียงราย” ดังเป็นจังหวะ งานทุกชิ้นที่สนามบินต้อง “เป๊ะ” ในระดับเซนติเมตร ตั้งแต่ตำแหน่งหลุมจอดไปจนถึงความกว้างเส้นสีเหลืองบนพื้นคอนกรีต เพราะมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ “ทำตามคู่มือ” แต่กำลังยกระดับสู่ “ออกแบบมาตรฐานร่วมกัน” ในเวทีนานาชาติ—และคนไทยกำลังอยู่หน้าห้องประชุมคุมทิศ

บนเวทีนั้นคือ นาวาอากาศตรี ดร.สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานมาตรฐานท่าอากาศยานและการบิน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) และผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง–เชียงราย ผู้ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ประธานคณะทำงาน Asia/Pacific Aerodrome Design and Operations Task Force (AP-ADO/TF) ภายใต้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ต่อเนื่องในช่วงการประชุมวาระล่าสุดของคณะทำงานชุดนี้ ซึ่งมีสาระสำคัญว่าด้วย “มาตรฐาน” และ “ข้อแนะนำพึงปฏิบัติ (SARPs)” สำหรับการ วางแผน-ออกแบบ-ปฏิบัติการท่าอากาศยาน ให้เท่าทันความเสี่ยงและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในโลกการบินที่เปลี่ยนเร็ว (เช่น ระบบไฟส่องสว่าง, เส้นเครื่องหมาย, ระยะห่างไฟขอบทางวิ่ง, มาตรฐานพื้นที่ปลอดภัยปลายรันเวย์ RESA ฯลฯ) โดยยึดกรอบแกนกลางจาก ICAO Annex 14 Volume I: Aerodrome Design and Operations ซึ่งเป็น “คัมภีร์สนามบิน” ของโลกการบินพลเรือนยุคใหม่

จากเจ้าภาพ “เวทีเทคนิค” สู่ผู้นำความคิดของภูมิภาค

บทบาทของไทยไม่ได้เกิดจาก “คำประกาศ” แต่สะสมจาก “การทำจริง” หลายปีติดต่อกัน—เชียงราย ในฐานะสนามบินภูมิภาค ได้รับความเชื่อมั่นให้เป็นเจ้าภาพประชุม AP-ADO/TF ติดต่อกัน และถูกใช้เป็น “สนามเรียนรู้จริง” ให้ผู้แทนจากนานาชาติลงพื้นที่ดูการปฏิบัติการ airside ก่อนถอดบทเรียนเชิงมาตรฐานในห้องประชุม กว่า 13 ประเทศเข้าร่วมเมื่อครั้งประชุมปี 2567 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นสถานที่หลัก โดยมี นาวาอากาศตรี ดร.สมชนก ทำหน้าที่ประธานคุมวาระอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความไว้วางใจของภาคี ICAO ในระดับภูมิภาคที่มีต่อประเทศไทยและทอท. ในเชิงเนื้อหาและการประสานความร่วมมือข้ามประเทศ

น้ำหนักของเวทีนี้ไม่ใช่ “พิธีการ” แต่คือการไล่แก้โจทย์ยาก ๆ ที่สนามบินทั่วโลกกำลังเผชิญ เช่น ค่าความคลาดเคลื่อน (tolerance) ของขนาด-ระยะ-ตำแหน่ง เส้นเครื่องหมายบนพื้นผิว และ การติดตั้งไฟส่องสว่าง ซึ่งหากมาตรฐานใน Annex 14 กำหนดไม่ชัดหรือไม่สอดคล้องกันระหว่างหัวข้อ อาจทำให้สนามบินตีความต่างกันและเกิดความเสี่ยงได้ เอกสารทำงานล่าสุดจากการประชุม AP-ADO/TF/6 (ก.พ. 2568, ลังกาวี) นำเสนอการเปรียบเทียบมาตรฐาน Annex 14 กับแนวปฏิบัติของ FAA สหรัฐฯ และ CAA สหราชอาณาจักร เพื่อตกผลึกค่าคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ในทางปฏิบัติ (เช่น ±5%) เพื่อให้เกิด “ภาษาเดียวกัน” ทั้งภูมิภาค—นี่คือชิ้นงานเชิงเทคนิคที่ไทยอยู่แถวหน้าในการขับเคลื่อนร่วมกับคณะทำงานภูมิภาค

ทำไม “เก้าอี้ประธานคณะทำงานเชิงเทคนิค” จึงสำคัญต่อไทย

  1. จากผู้รับมาตรฐาน สู่ผู้ร่วมกำหนดมาตรฐาน – การมี ประธานคณะทำงาน อยู่ในมือ ทำให้เสียงของไทย “ได้ยิน” ตั้งแต่ยกร่างจนถึงเสนอแก้ไขข้อความใน Annex 14 เมื่อเจอปัญหาจริงในสนามบินไทย เราสามารถยกกรณีศึกษาเข้าสู่วาระภูมิภาคได้โดยตรง ส่งผ่าน “บทเรียนจากภาคปฏิบัติ” สู่ถ้อยคำมาตรฐานสากลที่ทุกประเทศต้องอ้างอิง
  2. ลดต้นทุนความไม่แน่นอน – มาตรฐานที่ชัดเท่ากันทั้งภูมิภาค ช่วยให้การออกแบบ-ก่อสร้าง-บำรุงรักษาโครงสร้างสนามบินเป็นไปในแนวเดียวกัน ลดความเสี่ยงในการตีความต่าง ช่วย “ลดต้นทุนรวม” ของระบบการบินและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว (ทั้งฝั่งสนามบินและสายการบิน) เพราะทุกฝ่ายวางแผนบนฐานกติกาเดียวกัน
  3. เสริมสถานะฮับการบินของประเทศ – ไทยกำลังลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานสนามบินหลักและภูมิภาค วาระนี้ต้องอาศัย “ความน่าเชื่อถือด้านมาตรฐานความปลอดภัย” เป็นใบอนุญาตทางสังคม (social licence) และเป็นคำตอบแก่นักลงทุน-สายการบิน การที่ผู้บริหารทอท. ขึ้นนำเวทีเทคนิคของ ICAO/เอเชีย-แปซิฟิก จึงช่วยยืนยันว่า “ไทยไม่ได้แค่ตามมาตรฐาน แต่ช่วยกันเขียนมาตรฐาน”

“งานช่างละเอียด” ที่เปลี่ยนอนาคตสนามบิน

หากเปิดเอกสารทำงาน AP-ADO/TF/6 จะเห็นว่าการประชุมไม่ได้คุย “กว้าง ๆ” แต่ไล่ถึงระดับมิลลิเมตรของเส้นสีบนรันเวย์ และ “ระยะดวงไฟ” ที่ต้องคงที่เพื่อช่วยนักบินในสภาวะทัศนวิสัยต่ำ ประเด็นที่หยิบมาถก ได้แก่

  • ค่าความคลาดเคลื่อนของเครื่องหมายพื้นผิว (runway/taxiway markings): ข้อเสนอให้กำหนด tolerance ที่ชัดเจน (เช่น ความกว้างเส้นกึ่งกลางทางขับ 0.15 เมตร อนุโลมคลาดเคลื่อนเล็กน้อย) เพื่อความสม่ำเสมอระหว่างสนามบิน ลดความเสี่ยงจากการตีความ Annex 14 ต่างกันในแต่ละรัฐ
  • ไฟส่องสว่างภาคพื้น (airfield ground lighting): เสนอการทบทวนระยะห่างไฟขอบทางวิ่ง-ทางขับที่ยอมรับได้ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบไฟ “พาเครื่องบิน” ได้อย่างเที่ยงตรงแม้หมอกหนา ฝนหนัก หรือเที่ยวบินกลางคืน—หัวใจของความปลอดภัยและความต่อเนื่องทางปฏิบัติการ
  • ความสอดคล้องของถ้อยคำใน Annex 14: ชี้ “จุดไม่สอดคล้อง” บางข้อที่อาจสร้างความสับสน เช่น การตีเส้นกึ่งกลางทางขับ-เครื่องหมายจุดสิ้นสุดรันเวย์-ระบบไฟนำร่อน และเสนอให้ ICAO ปรับปรุงถ้อยคำให้เป็นเอกภาพมากขึ้น เพื่อให้ทุกสนามบินทำงานบนฐานกติกาเดียวกัน (one interpretation)

สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนรายละเอียดเชิง “ช่าง” แต่ผลลัพธ์คือ ความปลอดภัยเชิงระบบ ที่สัมผัสได้: ลดความคลาดเคลื่อนในการมองเห็น-การนำร่อน เพิ่มความมั่นใจของสายการบิน และเปิดพื้นที่ให้สนามบินภูมิภาค—อย่างเชียงราย—ก้าวสู่บทบาทเครื่องยนต์เศรษฐกิจของเมืองและกลุ่มจังหวัดเหนือบนได้อย่างมีมาตรฐานรองรับ

น้ำหนักทางยุทธศาสตร์ ไทยในบทบาท “พี่เลี้ยง” ของภูมิภาค

การขับเคลื่อนของ AP-ADO/TF ยังสอดรับกับเจตนารมณ์ ICAO “No Country Left Behind” ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้ทั่วถึงทั้งภูมิภาค ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้-ฝึกอบรม-พัฒนาเอกสารคำแนะนำ—บทบาท “ประธานคณะทำงาน” จึงไม่ใช่แค่คุมประชุม แต่คือการสร้างเครือข่ายความช่วยเหลือทางเทคนิคกับรัฐสมาชิก เพื่อให้ทุกสนามบินเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ลด “ช่องว่างมาตรฐาน” ที่อาจกลายเป็นความเสี่ยงข้ามพรมแดนในระบบการบินที่เชื่อมต่อกันทั้งภูมิภาค

“เชียงราย” ห้องทดลองมาตรฐานจริง

ความต่อเนื่องที่เชียงรายได้เป็นเจ้าภาพและเวทีเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ช่วยให้ผู้แทนจากต่างประเทศ “เห็นของจริง” ตั้งแต่ขั้นตอนปฏิบัติ airside ไปจนถึงการจัดการผู้โดยสาร-สัมภาระ-ระบบความปลอดภัย—ก่อนกลับเข้าห้องประชุมเพื่อกลั่นมาตรการที่ทำได้จริง ไม่ใช่เพียงถ้อยคำสวยงามในเอกสาร การที่ ผู้อำนวยการสนามบิน คนเดียวกันรับบท “ประธานคณะทำงาน” ต่อเนื่องหลายวาระ ช่วยเชื่อมโลกของ “มาตรฐานบนกระดาษ” เข้ากับ “โลกจริงบนรันเวย์” อย่างไร้รอยต่อ นี่คือเหตุผลที่เครือข่าย ICAO ในภูมิภาคมองไทยเป็นแหล่ง “องค์ความรู้จากภาคปฏิบัติ” ที่แบ่งปันได้

สิ่งที่ไทยควรทำ “ต่อจากนี้”

  1. ตั้งระบบถ่ายทอดองค์ความรู้เข้าข้างใน – ทุกบทเรียนและข้อเสนอเชิงเทคนิคจาก AP-ADO/TF ควรถูก “ดึงเข้าองค์กร” อย่างเป็นระบบ สู่คู่มือ-มาตรฐานปฏิบัติของทอท. ครอบคลุมสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อลด “ช่องว่างความรู้” ระหว่างสนามบินใหญ่กับสนามบินภูมิภาค
  2. เป็นผู้เสนอนวัตกรรมมาตรฐานใหม่ – สนับสนุนทีมผู้เชี่ยวชาญไทยจัดทำ เอกสารทำงาน (Working Paper) ยกประเด็นใหม่ ๆ เข้าสู่เวทีภูมิภาค เช่น แสงสะท้อนจากแผงโซลาร์เซลล์ใกล้เขตการบิน, ผลกระทบของโดรนต่อการออกแบบเขตปลอดสิ่งกีดขวาง, หรือการใช้ข้อมูลสภาพผิวรันเวย์แบบเรียลไทม์กับการจัดการความเสี่ยง—จากนั้นผลักต่อสู่การปรับภาษา Annex 14 ในขั้นถัดไป
  3. รักษาความต่อเนื่องการเป็นเจ้าภาพ – การเสนอตัวจัดประชุม/เวิร์กช็อป ICAO/APAC อย่างต่อเนื่อง จะตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะ “ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญสนามบิน” ของภูมิภาค และเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยได้ฝึกมือกับโจทย์ระดับเอเชีย-แปซิฟิกอย่างสม่ำเสมอ

มาตรฐานที่ดี = ความปลอดภัยที่จับต้องได้ = ความเชื่อมั่นที่แปรเป็นโอกาสเศรษฐกิจ

มาตรฐาน Annex 14 ไม่ใช่ศัพท์เทคนิคที่ไกลตัวผู้โดยสาร—มันคือ “ความปลอดภัยที่จับต้องได้” ตั้งแต่เส้นสีที่เห็นยันขอบรันเวย์ไปจนถึงไฟทางขับที่พาเครื่องไปถึงหลุมจอดอย่างแม่นยำ ยิ่งมาตรฐานชัด-ตีความตรงกันทั้งภูมิภาค ยิ่งลด “จุดเสี่ยง” ที่อาจนำไปสู่อุบัติการณ์ ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นแก่สายการบินในการเปิด/เพิ่มความถี่เส้นทาง ทั้งหมดนี้แปลตรงไปสู่ ต้นทุนประสิทธิภาพ ที่ดีขึ้นของสนามบิน และ โอกาสทางเศรษฐกิจ ของเมืองและประเทศ—โดยเฉพาะสนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายที่กำลังถูกวางบทบาทเป็น “ประตูเศรษฐกิจภาคเหนือบน”

ในแง่นี้ เก้าอี้ประธานคณะทำงานของ นาวาอากาศตรี ดร.สมชนก จึงมีนัยมากกว่าตำแหน่งส่วนบุคคล แต่คือ หลักหมุด ที่ตอกย้ำว่า “ไทยพร้อมและสามารถ” เป็นผู้นำความคิดในเวทีมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันก็รับฟัง-ดึงองค์ความรู้กลับมาขับเคลื่อนการยกระดับสนามบินในประเทศอย่างเป็นระบบ

เมื่อสนามบินไทย “ออกแบบอนาคต” ร่วมกับโลก

โลกการบินหลังโควิดฯ กำลังโตกลับอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนกติกา เช่น เทคโนโลยีการนำร่อน, ระบบไฟส่องสว่างอัจฉริยะ, เครื่องบินประหยัดพลังงานรุ่นใหม่, โดรน, และข้อมูลสภาพรันเวย์แบบเรียลไทม์ มาตรฐาน Annex 14 จึงต้องถูก “รีเฟรช” ต่อเนื่องให้ทันเทคโนโลยีและความเสี่ยงใหม่ ๆ เวที AP-ADO/TF ทำหน้าที่เป็น ห้องทดลองนโยบายเทคนิค ระดับภูมิภาค ก่อนป้อนข้อเสนอไปสู่การแก้ไขภาคผนวก (amendment) ในระดับสภา ICAO สิ่งที่ไทยได้—นอกจากชื่อชั้น—คือ โอกาสเรียนรู้ก่อน ปรับใช้ได้เร็วกว่า และ “ออกแบบสนามบิน” บนข้อมูลจริงที่ช่วยให้การลงทุนคุ้มค่า-ปลอดภัย-เป็นสากล

“บทบาทของเราบนเวทีสากลไม่ได้จบที่การประชุม แต่จะเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่เรานำมาตรฐานกลับมาปรับใช้ในสนามบินไทย—จากเส้นสีบนพื้นรันเวย์ ไปจนถึงไฟดวงสุดท้ายปลายทางขับ ทุกจุดมีเหตุผลทางความปลอดภัยรองรับเสมอ”
— มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญท่าอากาศยาน (สรุปสาระจากเอกสารและถ้อยคำในวงประชุม AP-ADO/TF/6)

เมื่อเรื่องมาตรฐานไม่ใช่ภารกิจของ “กฎระเบียบ” อย่างเดียว แต่คือ “สัญญาประชาคม” ว่าผู้โดยสารทุกคนจะขึ้น-ลงได้อย่างปลอดภัยในทุกเที่ยวบิน การที่ไทยมี “มือ” อยู่บนพวงมาลัยเวทีนี้ จึงเท่ากับได้อยู่ “หัวขบวน” ของการออกแบบอนาคตสนามบินเอเชีย-แปซิฟิก และนั่นหมายถึงการแปลงมาตรฐานให้เป็นความพร้อมของเมืองและโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจฐานรากในที่สุด

สรุปสาระสำคัญ

  • นาวาอากาศตรี ดร.สมชนก เทียมเทียบรัตน์ จากทอท. ทำหน้าที่ ประธานคณะทำงาน AP-ADO/TF ของ ICAO/เอเชีย-แปซิฟิก ต่อเนื่องในช่วงการประชุมล่าสุด (การประชุมครั้งที่ 5-6) ตอกย้ำความไว้วางใจต่อไทยในเวทีมาตรฐานสากลด้านท่าอากาศยาน
  • เวที AP-ADO/TF/6 (ก.พ. 2568, ลังกาวี) เดินหน้า “ปิดจุดเสี่ยงจากความไม่สอดคล้องเชิงมาตรฐาน” โดยเฉพาะค่าความคลาดเคลื่อนของเส้นเครื่องหมายและระบบไฟส่องสว่างภาคพื้น เพื่อให้ทุกสนามบินทำงานบนกติกาเดียวกันทั้งภูมิภาค
  • ฐานความรู้หลักยึด ICAO Annex 14 Volume I ที่เพิ่งมีการพัฒนาต่อเนื่องในระดับสภา ICAO เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีและความเสี่ยงยุคใหม่—มาตรฐานที่ดี = ความปลอดภัยที่จับต้องได้ = ความเชื่อมั่นที่แปรเป็นโอกาสเศรษฐกิจของประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ICAO Asia/Pacific – AP-ADO/TF/6 Working Paper
  • ICAO Asia/Pacific – AOP SG/9, WP/08
  • International Civil Aviation Organization (ICAO)
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (MFU)
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง–เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเปิดเกมรุกท่องเที่ยว: อบจ.-ททท.จัด 2 อีเวนต์ยักษ์ใหญ่สู่สากล

เชียงรายผนึกกำลัง “อบจ.–ททท.” เปิดเกมรุกการท่องเที่ยว จัด 2 อีเวนต์ยักษ์ใหญ่—ยกเครื่องแบรนด์เมือง สู่จุดหมายระดับโลก

เชียงราย, 17 กันยายน 2568 — ห้องประชุมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย เช้าวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย นำทีมผู้บริหารและกองการท่องเที่ยวฯ เปิดโต๊ะหารือเชิงยุทธศาสตร์กับ นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย และคณะ เพื่อ “ล็อกเป้า” สองเทศกาลใหญ่ในปีหน้า มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 และ เชียงรายมหาสงกรานต์ 2569 ที่ถูกออกแบบให้เป็นหัวรถจักรดึงนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี พร้อมกระจายรายได้สู่ทุกชั้นของเศรษฐกิจท้องถิ่น

ภาพการประชุมที่ทุกฝ่ายเปิดแผนที่–ไทม์ไลน์–โมเดลรายได้บนโต๊ะเดียวกัน สะท้อน “ทิศทางใหม่” ของเชียงราย จากเมืองท่องเที่ยวตามฤดูกาล สู่ เมืองอีเวนต์ (Event City) ที่ใช้ศิลปวัฒนธรรม–ธรรมชาติ–ไลฟ์สไตล์เป็น ซอฟต์พาวเวอร์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นระบบ

มหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025 โยงความงามสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ

หัวหอกแรกคือการยกระดับ มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ให้ “ใหญ่และยาวขึ้น” ทั้งด้านพื้นที่และฤดูกาลจัดงาน โดยคอนเซ็ปต์หลักยังคงใช้ความโดดเด่นของเมืองเหนือสุดของไทย อากาศเย็น ดอกไม้เมืองหนาว และงานภูมิปัญญาแต่เติม “ชั้นเชิงเศรษฐกิจ” ลงไปให้ลึกกว่าเดิม

โครงสร้างพื้นที่ใหม่ 2 โหนดหลัก

  1. สวนไม้งามริมน้ำกก (อ.เมืองเชียงราย) โหนดหลักสำหรับงานโชว์ระดับนานาชาติ การประกวดไม้ดอก–ไม้ประดับ โดมเรือนกระจก และโซนกิจกรรมสำหรับครอบครัว
  2. หนองหลวง (อ.เวียงชัย)  โหนดขยายเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงชุมชน ตลาดดอกไม้–เกษตรสร้างสรรค์ เวิร์กช็อปปลูกเลี้ยงไม้ดอก และ “เส้นทางท่องเที่ยวสีเขียว” เชื่อมชุมชนโดยรอบ

นัยยะทางเศรษฐกิจ ของการ “แตกพื้นที่” ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาแออัด แต่คือการกระจายศูนย์รายได้และโอกาสลงสู่ตำบล–หมู่บ้าน ตั้งแต่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงไม้ดอก ร้านอุปกรณ์ตกแต่ง–จัดสวน ผู้ให้บริการรถรับส่ง โฮมสเตย์ คาเฟ่ ไปจนถึงงานบริการช่าง–สื่อสร้างสรรค์ในท้องถิ่น

แนวทางบริหารจัดการสมัยใหม่ ถูกวางไว้ครบวงจร

  • ระบบ จองรอบเวลา (Time-slot) และตั๋วดิจิทัล ลดแออัด–เพิ่มประสบการณ์
  • Green Event บริหารขยะ แยกพลาสติก–อินทรีย์ สถานีเติมน้ำ รีฟิลคัพ พร้อมรณรงค์เดิน–ปั่น–ใช้รถไฟชุมชน/ชัทเทิลบัสเชื่อมโหนด
  • Universal Design ทางลาด–รถบริการผู้สูงอายุ–สื่อเสียงบรรยาย เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้เท่าเทียม
  • Storytelling เชิงวัฒนธรรม ยกระดับนิทรรศการ “เส้นทางดอกไม้ในล้านนา–อาเซียน” และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยให้เป็นซีกเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

เป้าหมายไม่ใช่เพียง “คนมาเยอะ” แต่คือ ค่าใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างมีคุณภาพ ผ่านกิจกรรมมีคุณค่า เวิร์กช็อป–ทัวร์ชุมชน–สินค้าที่มีเรื่องเล่า—ซึ่งช่วยให้ SMEs ท้องถิ่น ขายได้แพงขึ้นอย่างยุติธรรม จากการเพิ่มคุณค่า มากกว่าพึ่งพาการตัดราคา

เชียงรายมหาสงกรานต์ 2569 สงกรานต์ทั้งเมืองปลอดภัย สนุก มีวัฒนธรรม

อีกฟากของปีปฏิทินคือ เชียงรายมหาสงกรานต์ 2569” ที่ตั้งใจขยายจาก “งานจุดเดียว” ไปสู่ สงกรานต์ทั้งเมือง” ภายใต้ 3 เสาหลัก—ปลอดภัย–มีวัฒนธรรม–เชื่อมทั้งเมือง

  • ปลอดภัย โซนนิ่งเล่นน้ำ–โฟม–ดนตรี พร้อมกฎ “แอลกอฮอล์–ความเร็ว–อุปกรณ์แรงดันน้ำ” ที่ชัดเจน จุดปฐมพยาบาล–จุดคืนสติ และเครือข่ายอาสาสมัครริมถนน
  • มีวัฒนธรรม ย้อนรอย “ปี๋ใหม่เมือง” ขบวนแห่–สรงน้ำพระ–ก่อเจดีย์ทราย–ฮีตฮอยล้านนา เพื่อย้ำเอกลักษณ์ที่ต่างจากสงกรานต์เมืองใหญ่
  • เชื่อมทั้งเมือง ชุดกิจกรรมกระจาย 5 โซน—ย่านศิลป์–ริมกก–เวียงชัย–แม่ลาว–แม่จัน—เชื่อมคาเฟ่–พิพิธภัณฑ์–วัด–ตลาดให้กลายเป็น “หนึ่งเส้นทาง–หลายประสบการณ์”

สงกรานต์ที่ “มีดีมากกว่าน้ำ” ยังช่วย ถ่างฤดูกาลท่องเที่ยว ให้ยาวขึ้น เชื่อมต่อไปถึงฤดูร้อนต้นปี 2569 ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรม–ร้านอาหาร–รถนำเที่ยว มีรายได้ประจำมากขึ้น ลดความผันผวนหลังไฮซีซันปลายปี

เศรษฐกิจท้องถิ่นได้อะไร โซ่คุณค่า (Value Chain) ที่หมุนได้จริง

การวางอีเวนต์เป็น “เครื่องยนต์” ไม่ได้หยุดที่การนับหัวผู้เข้าร่วม แต่ต้องมองทั้ง ห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

  1. ต้นน้ำ–เกษตรและผู้ผลิตท้องถิ่น
    • มหกรรมไม้ดอกกระตุ้นความต้องการไม้ประดับ–อุปกรณ์จัดสวน–ต้นไม้ตามฤดูกาล เพิ่มช่องทางขายตรงสู่ผู้บริโภค
    • เวิร์กช็อปถ่ายทอดเทคนิคเพาะเลี้ยง/ออกแบบสวน สร้างทักษะใหม่ให้เกษตรกรรุ่นใหม่กลับมาทำสวนด้วยโมเดลธุรกิจทันสมัย
  2. กลางน้ำ–บริการท่องเที่ยว
    • โรงแรม–เกสต์เฮาส์–โฮมสเตย์ทยอยยกระดับมาตรฐานบริการภาษา–ความสะอาด–ความยั่งยืน (เช่น ลดพลาสติก) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ
    • ผู้ให้บริการเดินทางในพื้นที่รถสองแถว รถตู้–แท็กซี่—ได้รับงานต่อเนื่องจากระบบชัทเทิลและทัวร์ชุมชน
  3. ปลายน้ำ–เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์
    • สตูดิโอถ่ายภาพ–นักออกแบบ–พิธีกร–ดนตรีสด–ร้านคราฟต์ ได้ช่องทางจำหน่าย–ว่าจ้างจากพื้นที่อีเวนต์
    • คอนเทนต์–อินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่นร่วมเล่าเรื่องเมือง สร้างการรับรู้เชิงบวกระลอกต่อระลอก

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขการจองโรงแรมช่วงงาน แต่คือการเกิด “เครือข่ายรายได้” ที่ไหลผ่านหลายมือในจังหวัด และทิ้ง มรดกโครงสร้างพื้นฐานด้านอีเวนต์ ให้ใช้ต่อได้ (อุปกรณ์ มาตรฐานความปลอดภัย ระบบอาสาสมัคร)

การตลาด–ภาพลักษณ์ จาก “สวย เงียบ” สู่ “งาม คึกคัก แต่ไม่ล้น”

เชียงรายเคยถูกนิยามว่า “สวย เงียบ สโลว์ไลฟ์” ซึ่งดึงดูดนักเดินทางสายชิล แต่ในยุคที่การแข่งขันด้านปลายทางท่องเที่ยวรุนแรง เมืองจำเป็นต้องมี “ภาพจำใหม่” ที่ คึกคักแต่ไม่ล้นมือ และยังคงความสุภาพ–ปลอดภัย–ยั่งยืน

แผนการสื่อสารร่วม อบจ.–ททท. ที่หารือกันในวันนี้ วางแกนไว้ 4 ประเด็น

  • Event-first  เล่าเรื่องผ่านกิจกรรมและคนทำงาน—เกษตรกรไม้ดอก ศิลปินท้องถิ่น อาสาสมัครสงกรานต์—เพื่อให้ภาพเมืองมีชีวิต
  • Market Mix ตลาดใกล้ (เหนือ–อีสาน–กรุงเทพฯ), ตลาดอาเซียน และนักท่องเที่ยวต่างชาติสายคุณภาพ โดยใช้เครือข่าย ททท. และพันธมิตรสายการบิน/OTA
  • คอนเทนต์สองภาษา (TH/EN–CN) สำหรับสื่อดิจิทัล ป้ายหน้างาน และสื่อในเมือง
  • Data-driven Marketing ใช้ข้อมูลจองที่พัก–เที่ยวบิน–โซเชียลฟังเสียง (social listening) ปรับกิจกรรม–ราคา–โปรโมชันแบบเรียลไทม์

เมื่อภาพลักษณ์เปลี่ยนจาก “แวะแล้วผ่าน” เป็น “ต้องตั้งใจมา” เมืองจะมีอำนาจต่อรองทางราคาเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการขายบริการ–สินค้าที่มีคุณค่าได้ โดยไม่ต้องลดคุณภาพเพื่อแย่งลูกค้า

บริหารความเสี่ยง PM2.5–ฝน–แออัด–ความปลอดภัย

อีเวนต์ขนาดใหญ่ต้องมาพร้อม “ระบบกันสั่น” ที่ดีพอ

  • สิ่งแวดล้อม/PM2.5 เตรียมแผนเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ ชุดสื่อสารความเสี่ยงสองภาษา และกิจกรรมในอาคารรองรับ หากคุณภาพอากาศไม่เอื้อ
  • ฝน/อากาศ โครงสร้างชั่วคราวกันฝน–พื้นยก–รองเท้า/ร่มงาน—พร้อมประกันภัยอีเวนต์ และเงื่อนไขคืนเงินที่ชัดเจน
  • ฝูงชน ระบบทางเข้า–ออกหลายจุด, ทางเบี่ยงชัดเจน, การจำกัดความจุตามรอบเวลา, จุดรวมพลและซ้อมแผน
  • ความปลอดภัยทางถนนและน้ำ จุดบริการ “เมาไม่ขับ–ขับไม่โทร”, เส้นทางจักรยาน/เดินเชื่อมระหว่างโหนด, โซนนิ่งเล่นน้ำ–ห้ามอุปกรณ์แรงดันสูง, ศูนย์ปฐมพยาบาลและสายด่วนตลอดงาน

KPI ที่วัดผลได้ จากจำนวน “หัว” สู่คุณภาพ “เม็ดเงินและประสบการณ์”

เพื่อให้เงินภาษีท้องถิ่นและทรัพยากรรัฐ คุ้มค่าและโปร่งใส อบจ.–ททท. วางกรอบตัวชี้วัดหลายชั้น

  1. เศรษฐกิจ อัตราการเข้าพักเฉลี่ยช่วงงาน, ระยะเวลาพำนัก, รายได้ต่อทริป, สัดส่วนการใช้บริการท้องถิ่น (Local Spend)
  2. สังคม การมีส่วนร่วมของชุมชน–อาสาสมัคร, ความพึงพอใจประชาชนในพื้นที่, โอกาสทางอาชีพชั่วคราว/ถาวร
  3. สิ่งแวดล้อม ปริมาณขยะรีไซเคิล–อินทรีย์, การลดพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง, การใช้ขนส่งสาธารณะ/ชัทเทิล
  4. ประสบการณ์นักท่องเที่ยว คะแนนรีวิว, Net Promoter Score (NPS), ความตั้งใจกลับมา/บอกต่อ
  5. ธรรมาภิบาล เปิดเผยงบประมาณ–ผู้รับจ้าง–ผลการตรวจรับ–บันทึกความปลอดภัยต่อสาธารณะ

การวัดผลที่ “ชัด–แชร์ได้” จะสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและเอกชนให้ร่วมมือในระยะยาว และเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นใช้เรียนรู้ต่อยอด

เสียงจากโต๊ะหารือ ความพร้อมของ “เมือง–คน–งาน”

แม้การประชุมวันนี้จะเป็นการหารือภายใน แต่สาระสำคัญที่ทุกฝ่ายยืนยันตรงกันคือ ความพร้อมของเมือง—ทั้งศักยภาพพื้นที่จัดงาน ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และ ความพร้อมของคน—ชุมชน–ภาคธุรกิจ–อาสาสมัคร ที่เคยผ่านการจัดงานขนาดใหญ่มาแล้วหลายครั้ง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เชียงรายสามารถ “ก้าวสู่สปีดใหม่” ได้ทันทีเมื่อมีเป้าหมายและแผนร่วมที่ชัดเจน

นอกจากนี้ การทำงานแบบ หนึ่งทีม เชียงราย” ระหว่าง อบจ. (อำนาจจัดการพื้นที่–งบประมาณท้องถิ่น–เครื่องจักร) กับ ททท. (เครือข่ายตลาด–สื่อสารการตลาดระดับชาติ–ความเชี่ยวชาญด้าน Event Marketing) ช่วยลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบ และย่นเวลาการตัดสินใจ

มองไกลกว่างาน แพลตฟอร์มอีเวนต์ถาวร และหลักสูตรทักษะใหม่

แผนสองเทศกาลไม่ได้จบหลังปิดไฟเวที อบจ.–ททท. เห็นพ้องต่อยอดสู่งานโครงสร้างที่ “อยู่กับเมือง”

  • แพลตฟอร์มอีเวนต์ถาวร พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกลาง—ระบบเช่าพื้นที่–ไฟ–เสียง–ห้องน้ำ–จุดรีฟิลน้ำ—ให้ผู้จัดงานเอกชน/ชุมชนใช้ได้ทั้งปี ลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานงานเทศกาลอื่น ๆ
  • หลักสูตรอาชีพอีเวนต์ ฝึกอบรมเยาวชน–แรงงานท้องถิ่นด้านงานอีเวนต์ โลจิสติกส์ สื่อดิจิทัล ภาษาต่างประเทศ เพื่อสร้าง “คนทำงาน” ให้พร้อมรองรับฤดูกิจกรรมทั้งปี

ในทางเศรษฐศาสตร์เมือง การมี “โครงสร้างกลาง” และ “ทุนมนุษย์” ที่พร้อม จะทำให้เชียงรายเป็น ฮับงานเทศกาลของลุ่มน้ำกก–สามเหลี่ยมทองคำ มีงานกระจายรายเดือน ไม่ต้องพึ่งไฮซีซันเพียงระยะสั้น

จากโต๊ะประชุมสู่เวทีโลก – เชียงรายพร้อมขยับ “จังหวะ”

การจับมือของ อบจ.เชียงราย และ ททท.สำนักงานเชียงราย เพื่อผลักดัน มหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025 และ เชียงรายมหาสงกรานต์ 2569 คือ “สัญญาณ” ว่าเมืองกำลังเปลี่ยนจังหวะจากการรอฤดูกาล มาเป็นการ กำหนดฤดูกาลเอง ผ่านอีเวนต์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เข้าถึงได้ และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

หากแผนงานถูกเดินอย่างมีวินัยเปิดเผยข้อมูล–ฟังเสียงชุมชน–วัดผลได้จริง—เชียงรายจะไม่เพียงต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่จะได้ เศรษฐกิจท้องถิ่นที่แข็งแรงขึ้น อาชีพใหม่ ทักษะใหม่ และความภาคภูมิใจใหม่ของคนเมืองเหนือสุด ที่พร้อมเปิดบ้านสู่สายตาโลกอย่างสง่างาม

สารของวันนี้จึงเรียบง่าย เชียงรายไม่ได้มีดีแค่ภูเขา–หมอก–ดอกไม้ แต่มี “คน–ระบบ–แผน” ที่พร้อมทำให้อีเวนต์ระดับสากลเกิดขึ้นได้จริง และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมทั้งเมือง

Key Facts

  • วัน–สถานที่หารือ 17 กันยายน 2568, ห้องประชุม อบจ.เชียงราย
  • หน่วยงานร่วมหลัก อบจ.เชียงราย (ผู้จัดการพื้นที่–งบประมาณท้องถิ่น) และ ททท.สำนักงานเชียงราย (การตลาด–ประชาสัมพันธ์–เครือข่ายตลาด)
  • เทศกาลเป้าหมาย
    1. มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 – ขยายพื้นที่จากสวนไม้งามริมน้ำกก ไปยัง หนองหลวง อ.เวียงชัย
    2. เชียงรายมหาสงกรานต์ 2569 – เมืองทั้งเมืองร่วมจัดกิจกรรม สงกรานต์ปลอดภัย–มีวัฒนธรรม
  • แนวทางหลัก Event-first Storytelling, Green/Universal Design, Data-driven Marketing, KPI โปร่งใสหลายมิติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย 
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News