Categories
AROUND CHIANG RAI AUTOMOTIVE FEATURED NEWS

Kia ริช เชียงราย ปักหมุดเชียงราย พิสูจน์ “คุณภาพเกินมาตรฐานโลก” ตอบโจทย์ความคุ้มค่า

จากวัฒนธรรมชาติสู่มาตรฐานโลก Kia ปักหมุดเชียงราย พิสูจน์ “ความคุ้มค่า” ด้วยคุณภาพที่ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพเลือกใช้

การขยายตัวในภูมิภาคเหนือสะท้อนกลยุทธ์ระยะยาว และการยอมรับจากกลุ่มมืออาชีพที่ต้องการ “ความปลอดภัยที่พิสูจน์ได้”

เชียงราย, 18 ตุลาคม 2568 —แสงแดดเหนือเมืองเชียงราย ถนนพหลโยธินย่านชานเมืองเริ่มคึกคัก ครอบครัวหนึ่งเดินเข้าศูนย์ “เกีย ริช เชียงราย” พร้อมคำถามที่ฟังดูธรรมดา แต่กลับเปิดประเด็นใหญ่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ระดับโลก

ทำไมรถ Kia ถึงไม่ออกรุ่นใหม่บ่อย ๆ แบบแบรนด์อื่น?”

คำถามเดียวนี้ เปิดประตูสู่เรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้—ประเทศที่สื่อถึงชาตินิยมและการรักษามาตรฐานคุณภาพกลายเป็นวัฒนธรรมฝังลึก จนทำให้ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ส่งออกไปทั่วโลกต้อง “เกินมาตรฐานโลก” ไม่ใช่แค่ “พอใจได้” และวันนี้ มาตรฐานนั้นได้เดินทางมาถึงเชียงราย—จังหวัดที่ห่างไกลจากศูนย์กลางกรุงเทพฯ แต่กลับกลายเป็นจุดทดสอบที่แท้จริงว่า คุณภาพที่พูดถึง” จะอยู่รอดได้หรือไม่ในสายตาของผู้บริโภคที่รอบคอบ—โดยเฉพาะ กลุ่มบุคลากรผู้เชี่ยวชาญสุขภาพ ที่กำลังเป็นฐานลูกค้าสำคัญของแบรนด์นี้

วัฒนธรรมเกาหลีใต้ ตัวขับเคลื่อนคุณภาพที่มองไม่เห็น

เมื่อพูดถึงเกาหลีใต้ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือ K-pop, ซีรีส์ หรืออาหาร แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จทุกอย่างคือ วัฒนธรรมแห่งความภูมิใจในชาติและการพัฒนาคุณภาพไม่หยุดนิ่ง ที่ถูกปลูกฝังมาหลายทศวรรษ

Kia Corporation ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2487 (ค.ศ. 1944) เป็นผู้ผลิตรถยนต์แห่งแรกและเก่าแก่ที่สุดของเกาหลีใต้ โดยชื่อ “Kia” มาจากภาษาฮันจา หมายถึง “ลุกขึ้นมาจากเอเชีย” (to arise from Asia to the world)—ชื่อที่สะท้อนปณิธานในการก้าวสู่เวทีโลกตั้งแต่วันแรก

ข้อมูลปี 2019 จากผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานและท่อเหล็ก Kia ค่อย ๆ พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับสองของเกาหลีใต้ ภายใต้ Hyundai Motor Group โดยมียอดขายกว่า 2.8 ล้านคันต่อปีทั่วโลก

แต่สิ่งที่ทำให้ Kia แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ คือ การยอมใช้เวลานาน ในกระบวนการทดสอบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ก่อนจะปล่อยสู่ตลาด—การตัดสินใจที่ขัดกับกระแสตลาดที่ต้องการ “ความใหม่” อย่างรวดเร็ว แต่กลับสอดคล้องกับวัฒนธรรมชาติที่ต้องการ “ความเชื่อมั่นในคุณภาพ” มากกว่า

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Kia Carnival—รถ MPV ขนาดใหญ่ที่กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของครอบครัวไทย และเป็นรุ่นที่ Kia “ยืดวงจร” การพัฒนาออกไปนานกว่ารถทั่วไป เพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้าง ระบบความปลอดภัย และซอฟต์แวร์ช่วยขับ “ทำงานได้จริง” ไม่ใช่แค่ “ดูดีในสเปก”

จากยุโรป-อเมริกา สู่การยอมรับในตลาดโลก

Kia ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ที่ขายดีในเอเชีย แต่ตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา Kia ได้ขยายสายผลิตภัณฑ์ในยุโรปจากครอบคลุมเพียง 35% ของเซกเมนต์ตลาด เป็นมากกว่า 80% ในปัจจุบัน และยอดขายในยุโรปเพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2008 โดยบรรลุยอดขาย 385,000 คันในปี 2015

ในอเมริกาเหนือ Kia ได้สร้างโรงงานผลิตแห่งแรกในสหรัฐอเมริกาที่เมือง West Point รัฐจอร์เจีย เมื่อปี 2006 และเริ่มผลิตรถในปี 2010 ซึ่งถือเป็นการลงทุนมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ—หลักฐานว่า Kia ไม่ได้แค่ “ส่งออก” แต่ยังกล้า “ลงทุนผลิตในท้องถิ่น” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรับผิดชอบต่อตลาดระยะยาว

รางวัลที่พิสูจน์ความเชื่อถือได้

ความพยายามในการยกระดับคุณภาพของ Kia ไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิต แต่ยังสะท้อนผ่านรางวัลจากองค์กรอิสระที่เข้มงวดที่สุดในโลก

ในปี 2023 Kia ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุดในกลุ่ม Mass Market จาก J.D. Power U.S. Vehicle Dependability Study เป็นปีที่สามติดต่อกัน (2021-2023) โดยเจ้าของรถรายงานปัญหาน้อยที่สุดหลังใช้งาน 3 ปี

สิ่งที่น่าสนใจคือKia มีคะแนน 152 ปัญหาต่อ 100 คัน (PP100) ซึ่งดีกว่าแบรนด์ญี่ปุ่นระดับแนวหน้าอย่าง Toyota ที่ได้คะแนน 168 PP100—ตัวเลขที่พิสูจน์ว่ารถเกาหลีไม่ได้ “แพ้” ญี่ปุ่นในเรื่องความทนทาน

นอกจากนี้ Kia ยังได้รับรางวัล 3 เซกเมนต์จาก J.D. Power ในปีเดียวกัน ได้แก่ Kia Forte (Compact Car), Kia Optima (Midsize Car) และ Kia Sportage (Compact SUV)—การได้รับรางวัลในหลากหลายเซกเมนต์แสดงว่าคุณภาพไม่ได้จำกัดเฉพาะรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่เป็น “มาตรฐานทั่วทั้งแบรนด์”

Kia Carnival—MPV ที่กลุ่มบุคลากรผู้เชี่ยวชาญสุขภาพ ไว้วางใจ

เมื่อพูดถึง Kia Carnival รถ MPV ที่กำลังได้รับความสนใจในไทยอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มลูกค้าหลักไม่ได้เป็นเพียงครอบครัวทั่วไป แต่ยังรวมถึง กลุ่มบุคลากรผู้เชี่ยวชาญสุขภาพ ในจังหวัดเชียงรายจากข้อมูลที่พบจากผู้ใช้ในพื้นที่

Carnival รุ่นปัจจุบัน (2022-2025) ได้รับการประเมินจาก IIHS (Insurance Institute for Highway Safety) โดยให้คะแนนสูงสุด “Good” ในการทดสอบการชนด้านหน้าแบบ Small Overlap และ “Acceptable” ในการทดสอบการชนด้านข้าง—การทดสอบที่เข้มงวดและเป็นมาตรฐานสากล

ทำไมผู้เชี่ยวชาญสุขภาพถึงเลือก Carnival?

เหตุผลที่หนึ่ง: ความปลอดภัยที่ตรวจสอบได้

Carnival มาพร้อมระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ครบชุด ได้แก่ Forward Collision-Avoidance Assist ที่ตรวจจับรถ คนเดินเท้า และจักรยาน พร้อมเบรกอัตโนมัติ, Blind-Spot Collision-Avoidance Assist ที่เตือนและช่วยควบคุมรถเมื่อเปลี่ยนเลน, Lane Keeping Assist และ Lane Following Assist ที่ช่วยรักษาตำแหน่งรถในเลน

นอกจากนี้ โครงสร้างตัวถังของ Carnival ถูกสร้างจากเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง (High-Strength Steel) เพื่อดูดซับแรงกระแทกในกรณีเกิดอุบัติเหตุ และมีระบบถุงลมนิรภัยครบชุด รวมถึงถุงลมหน้า, ถุงลมด้านข้าง, ถุงลมม่านและถุงลมเข่าคนขับ

เหตุผลที่สอง: ความคุ้มค่าที่วัดได้

Carnival เป็น MPV ที่มีราคาเริ่มต้นต่ำที่สุดในกลุ่ม (ต่ำกว่า 40,000 ดอลลาร์สหรัฐในตลาดอเมริกา) และมีการรับประกันที่ยาวนานที่สุดในกลุ่ม ในไทย Kia เสนอการรับประกัน 7 ปี สำหรับรุ่นที่เปิดตัวตั้งแต่มีนาคม 2567 เป็นต้นไป

เหตุผลที่สาม: พื้นที่ใช้สอยจริง

Carnival มีพื้นที่สัมภาระมากที่สุดในกลุ่ม MPV ถึง 145.1 ลูกบาศก์ฟุต (Kia อ้างว่าเป็น “best-in-class”) และมีที่นั่ง 8 ที่นั่ง พร้อมแถวที่สองแบบเบาะ VIP ที่สามารถปรับได้หลายรูปแบบ—เหมาะกับครอบครัวใหญ่ที่ต้องพาผู้สูงอายุหรือเด็กเดินทางไกล

สำหรับผู้เชี่ยวชาญสุขภาพที่ต้อง “รักษาผู้อื่น” การเลือกรถที่ “รักษาความปลอดภัยของคนที่รัก” จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม—และ Carnival ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด

การขยายตัวของ Kia ในไทย เชียงรายเป็นจุดเชื่อม

ในปี 2567 Kia ได้ก่อตั้ง Kia Sales (Thailand) Co., Ltd. อย่างเป็นทางการ โดยวางแผนกลยุทธ์ “Plan S-5” ที่มีเป้าหมาย 4 ประการ: (1) ครองส่วนแบ่งตลาด 5% ในตลาดรถยนต์นั่ง, (2) ยอดขายรถไฟฟ้า 50%, (3) อันดับ Top 5 ของการรับรู้แบรนด์, และ (4) ขยายเครือข่ายดีลเลอร์เป็น 5 เท่า

ณ สิ้นปี 2566 Kia มีดีลเลอร์และศูนย์บริการ 19 แห่ง และวางแผนเพิ่มอีก 10 แห่งในปี 2567—การขยายตัวอย่างรวดเร็วที่สะท้อนความมั่นใจในตลาดไทย

เชียงรายเป็นหนึ่งในจุดสำคัญ ของการขยายเครือข่ายนี้ เนื่องจาก:

  1. ฐานลูกค้าที่มีศักยภาพ: เชียงรายและพะเยามีกลุ่มแพทย์ นักธุรกิจ และครอบครัวขยายที่มีกำลังซื้อสูง และต้องการรถที่เชื่อถือได้สำหรับการเดินทางระยะไกล
  2. การเดินทางท้าทาย: ภูมิประเทศเหนือมีทั้งภูเขา ทางโค้ง และสภาพอากาศแปรปรวน—เป็นสนามทดสอบที่ท้าทายความทนทานของรถอย่างแท้จริง
  3. การแข่งขันที่สูง: ตลาดภาคเหนือมีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะจากแบรนด์ญี่ปุ่นที่มีฐานลูกค้าแข็งแรงมานาน การที่ Kia สามารถเข้ามาและได้รับการตอบรับที่ดีแสดงว่า “คุณภาพและความคุ้มค่า” เป็นสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญจริง ๆ

จากข้อมูลภายใน ศูนย์ “เกีย ริช เชียงราย” ได้รับการตอบรับที่ดี จนต้องมีการขยับขยายสถานที่ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า—ทั้งจากเชียงรายเองและจังหวัดใกล้เคียงอย่างพะเยา เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน

เหตุใด “วงจรยาว” จึงเป็น “ข้อได้เปรียบ”

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไม Kia ถึงไม่ออกรุ่นใหม่บ่อย ๆ?” คำตอบคือ: เพราะ Kia เลือก “ความปลอดภัย” มากกว่า “ความใหม่”

ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม รถยนต์ส่วนใหญ่มีวงจรการพัฒนา (Product Cycle) ประมาณ 5-7 ปี โดยมี “ไมเนอร์เชนจ์” (Minor Change) ในช่วงกลาง ๆ เพื่อรักษาความสดใหม่

แต่ Kia—โดยเฉพาะในรุ่นครอบครัวอย่าง Carnival—ยอมใช้เวลานานขึ้น เพื่อ:

  1. ทดสอบโครงสร้างความปลอดภัย (Passive Safety)

โครงสร้างตัวถังแบบใหม่ต้องผ่านการทดสอบการชนหลายรูปแบบ—ทั้งการชนหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง และการพลิกคว่ำ—ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้แน่ใจว่า “กรงนิรภัย” ทำงานได้จริง

  1. ปรับแต่งระบบช่วยขับ (Active Safety/ADAS)

ระบบ ADAS ต้องผ่านการ “เรียนรู้” สถานการณ์ชายขอบ (Edge Cases) เช่น ฝนกลั่น หมอกหนา แดดย้อน หรือเส้นจราจรเลือน—สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแต่ยากต่อการจำลองในห้องแล็บ

  1. รักษามาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

Kia ต้องการให้รถที่ขายในไทย มีมาตรฐานความปลอดภัยใกล้เคียงหรือเท่ากับที่ขายในยุโรปและอเมริกา—ไม่ใช่ “รุ่นตัดอุปกรณ์” ที่หลายแบรนด์ทำในตลาดพัฒนาแล้ว

เมื่อรวมสามปัจจัยนี้เข้าด้วยกัน “วงจรยาว 6-8 ปี” จึงไม่ใช่ความล่าช้า แต่คือ การลงทุนด้านความปลอดภัยระยะยาว ที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์จริง—เพราะเมื่อรถออกมาแล้ว มันจะ “ใช้งานได้จริง มีปัญหาน้อย และปลอดภัยสูง”

มองอนาคต—Kia กับการขยายตัวในอาเซียน

Kia กำลังพิจารณาสร้างโรงงานผลิตแห่งแรกในอาเซียนที่ประเทศไทย โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 250,000 คันต่อปี—การลงทุนครั้งใหญ่ที่จะทำให้ Kia เป็น “ผู้เล่นหลัก” ในตลาดอาเซียนอย่างเต็มตัว

ระหว่างปี 2024-2030 Kia วางเป้าหมายเปิดตัวรถไฟฟ้า (EV) 15 รุ่น โดยมีเป้าหมายยอดขายรถไฟฟ้า 1.6 ล้านคันต่อปีภายในปี 2030—การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่จะทำให้ Kia กลายเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

สำหรับตลาดไทย Kia วางเป้ายอดขาย 50% จากรถไฟฟ้าภายในปี 2030 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “30@30” ของรัฐบาลไทยที่ต้องการให้รถไฟฟ้าคิดเป็น 30% ของยอดผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2030

บทเรียนจากเชียงราย “ความเชื่อใจ” เริ่มที่บริการหลังการขาย

การที่ Kia สามารถเข้ามาแข่งขันในตลาดภาคเหนือซึ่งแบรนด์ญี่ปุ่นครองมานาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ราคาถูก” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ การบริการหลังการขาย” ที่ต้องทำให้ลูกค้ามั่นใจว่า:

  1. มีศูนย์บริการใกล้บ้าน – ไม่ต้องขับรถไปกรุงเทพฯ เมื่อมีปัญหา
  2. มีอะไหล่พร้อมใช้ – ไม่ต้องรอนาน
  3. ช่างเข้าใจระบบ ADAS – ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง
  4. การรับประกันชัดเจน – โดยเฉพาะการรับประกัน 7 ปีที่ Kia ให้

จากการสังเกตในพื้นที่เชียงราย พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ทดลองขับก่อนตัดสินใจซื้อ—พฤติกรรมที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ ที่หลายคนตัดสินใจจากรีวิวออนไลน์ นี่แสดงว่าลูกค้าภาคเหนือ “รอบคอบ” และต้องการ “สัมผัสด้วยตัวเอง” ก่อนลงทุน

การที่ศูนย์ “เกีย ริช เชียงราย” ต้องขยายสถานที่หลังเปิดมายังไม่ถึง 1 ปี เป็นสัญญาณที่ดีว่า Kia กำลังสร้าง “ความเชื่อใจ” ในพื้นที่ได้สำเร็จ—และความเชื่อใจนั้นมาจาก “ประสบการณ์จริง” ของลูกค้า ไม่ใช่แค่โฆษณา

ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพกับการเลือกรถ เหตุผลเชิงจิตวิทยา

การที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญสุขภาพเป็นลูกค้าหลักของ Kia ในเชียงรายนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนเหตุผลเชิงจิตวิทยาที่น่าสนใจ:

  1. ความเชี่ยวชาญในการประเมินความเสี่ยง

ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพคือผู้เชี่ยวชาญในการ “ประเมินความเสี่ยง” และ “ตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐาน” (Evidence-Based Decision) ในชีวิตประจำวัน เมื่อเลือกรถ พวกเขาจึงมองหา “หลักฐาน” ที่ตรวจสอบได้—เช่น ผลทดสอบจาก IIHS, คะแนน J.D. Power หรือสถิติความน่าเชื่อถือ—มากกว่าภาพลักษณ์แบรนด์

  1. การให้ค่ากับ “เวลา”

ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพมีเวลาจำกัด การเลือกรถที่ “ทนทาน มีปัญหาน้อย” ช่วยประหยัดเวลาในการซ่อมบำรุง—และ Kia ที่มีคะแนน 152 PP100 (น้อยกว่า Toyota) จึงตอบโจทย์นี้ได้ดี

  1. ความรับผิดชอบต่อครอบครัว

ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพที่ “รักษาชีวิตผู้อื่น” มีความรู้สึกรับผิดชอบสูงต่อ “ชีวิตคนในครอบครัว” การเลือกรถที่มีระบบความปลอดภัยครบ จึงเป็นการ “รักษาคนที่รัก” ในอีกรูปแบบหนึ่ง

  1. ความคุ้มค่าระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพเข้าใจเรื่อง “การลงทุนระยะยาว” ดี การที่ Kia ให้การรับประกัน 7 ปี และมีต้นทุนการซ่อมบำรุงต่ำ จึงเป็น “การลงทุนที่คุ้มค่า” เมื่อคิดใน Total Cost of Ownership

นี่คือเหตุผลที่ Carnival ไม่ได้เป็นเพียง “รถครอบครัวทั่วไป” แต่กลายเป็น “เครื่องมือรักษาความปลอดภัย” ในสายตาของกลุ่มมืออาชีพ

จากวัฒนธรรมชาติสู่มาตรฐานโลก—บทเรียนของ Kia

เรื่องราวของ Kia ไม่ใช่เรื่องของ “แบรนด์รถราคาถูก” อีกต่อไป แต่คือเรื่องของ “แบรนด์ที่เลือกคุณภาพมากกว่าความเร็ว”

จากวัฒนธรรมชาตินิยมของเกาหลีใต้ที่ฝังลึก มาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ “ยอมใช้เวลา” เพื่อทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนได้รับการยอมรับจากตลาดที่เข้มงวดที่สุดในโลกอย่างยุโรปและอเมริกา และสุดท้ายมาถึงเชียงราย—จังหวัดที่ห่างไกลจากศูนย์กลาง แต่กลับเป็น “สนามทดสอบที่แท้จริง” ของคุณภาพและความคุ้มค่า

การที่ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพ—ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาชีวิต—เลือก Kia Carnival เป็น “เครื่องมือรักษาความปลอดภัยของครอบครัว”  ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการตัดสินใจ “บนพื้นฐานของหลักฐาน” —ทั้งผลทดสอบ IIHS, คะแนน J.D. Power, ระบบ ADAS ครบชุด และการรับประกัน 7 ปี

ในยุคที่ตลาดรถยนต์เต็มไปด้วย “ความใหม่” ที่เปลี่ยนไปทุก 2-3 ปี Kia กลับเลือก”ความมั่นคง”ที่ทดสอบมา 6-8 ปี—และนั่นคือสิ่งที่ผู้บริโภคที่มองหา “ความปลอดภัย” มากกว่า “ความแฟชั่น” ต้องการจริง ๆ

สำหรับเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง การขยายตัวของ Kia ไม่ใช่แค่ “มีโชว์รูมเพิ่ม” แต่คือ”การเข้าถึงมาตรฐานโลก” ที่ไม่ต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ—และเมื่อศูนย์บริการรักษามาตรฐานได้จริง “ความเชื่อใจ” จะกลายเป็น “ความภักดี” ที่ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในท้ายที่สุด คำถามไม่ใช่ “ทำไม Kia ถึงเปลี่ยนโฉมช้า?” แต่คือ “คุณพร้อมจะรอความปลอดภัยที่พิสูจน์ได้หรือไม่?”—และคำตอบของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสุขภาพในเชียงรายคือ “พร้อม เพราะชีวิตคนที่รักมีค่ามากกว่าการไล่ตามแฟชั่น”

สนใจติดต่อ Kia Rich Chiangrai 053-798-799, 065-239-2353

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • J.D. Power U.S. Vehicle Dependability Study 2023
  • IIHS (Insurance Institute for Highway Safety)
  • U.S. News & World Report – Best Cars Rankings
  • Kia Rich Chiangrai 053-798-799, 065-239-2353
  • Kia Sales (Thailand) Co., Ltd.
  • Kia Europe (เว็บไซต์ทางการ)
  • Kia Motors Manufacturing Georgia
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

มรภ.เชียงราย ปั้น “ชาดอกซ้อ” ไทลื้อบ้านหาดบ้าย พลิกวิกฤตความหายาก สู่ Functional Tea ระดับโลก ด้วยนวัตกรรม

ดอกซ้อ” พืชพื้นถิ่นไทลื้อ พลิกวิกฤตความหายาก สู่ “Functional Tea” ระดับโลก ยุทธศาสตร์นวัตกรรมที่ท้าทายพลวัตตลาดชามูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

เชียงราย, 10 ตุลาคม 2568 – ในขณะที่ตลาดค้าปลีกชาทั่วโลกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าสูงถึง 51,470 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2567 แต่พลวัตการค้าระหว่างประเทศกลับแสดงการหดตัวในกลุ่มชาดั้งเดิมอย่างน่าตกใจ แต่กระแสของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ ภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อแห่งบ้านหาดบ้าย ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้ถูกนำมาผนวกเข้ากับนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เพื่อยกระดับ “ชาดอกซ้อ” ซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่นที่ออกดอกเพียงปีละครั้ง ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าสูง (Functional Tea) ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับสินค้าเกษตรเฉพาะถิ่นของไทย เพื่อตอบสนองอุปสงค์ของตลาดพรีเมียมโลกที่กำลังมองหาสินค้าที่มี “เรื่องราว” และ “คุณสมบัติที่เหนือกว่า”

การเดินทางของดอกซ้อจาก “ขนมประจำเทศกาล” สู่ “ชาสุขภาพไร้คาเฟอีน” ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความยืดหยุ่นทางวัฒนธรรมของชาวไทลื้อ แต่ยังเป็นการก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันระดับโลกได้อย่างถูกจังหวะ ตามข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ที่ระบุว่า ประเทศไทยควรเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาเพื่อสุขภาพเพื่อรักษาและขยายความได้เปรียบทางการค้า

จากต้นไม้พื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

ดอกซ้อ (Dok Sor) เป็นต้นไม้พื้นถิ่นทางภาคเหนือที่เป็นไม้ใหญ่ยืนต้น ซึ่งทุกส่วนของต้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เนื้อไม้นำมาทำเครื่องเรือน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ครก เขียง ซึ่งเป็นที่นิยมเนื่องจากมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ไม้ซ้อ ตัวใบใช้เป็นสมุนไพรในการต้มอาบหรือแก้ผดคัน ส่วนผลสุกสามารถนำมาขยี้แล้วกินกับข้าวเหนียว ซึ่งเป็นความรู้ด้านการใช้ประโยชน์ที่บรรพบุรุษชาวไทลื้อได้ส่งต่อกันมาเป็นเวลานาน

เดิมที ดอกซ้อมีบทบาทสำคัญทางวัฒนธรรมสำหรับชาวไทลื้อบ้านหาดบ้าย คือการนำดอกมาทำเป็น “ขนมดอกซ้อ” ซึ่งเป็นขนมที่รับประทานเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่เมืองเท่านั้น การทำขนมดอกซ้อเพื่อถวายพระในวันสงกรานต์นั้นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นปีใหม่ สัญญาว่าทั้งปีจะมีความเจริญรุ่งเรือง แต่ความคิดริเริ่มของชาวบ้านกลับพลิกเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ของพืชพื้นถิ่นนี้ให้ไปไกลกว่าขนมดั้งเดิม

นางสนอง จันต๊ะคาด ประธานวิสาหกิจชุมชนอาหารท้องถิ่นไทลื้อบ้านหาดบ้าย

นางสนอง จันต๊ะคาด ประธานวิสาหกิจชุมชนอาหารท้องถิ่นไทลื้อบ้านหาดบ้าย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญว่า “เริ่มแรกเกิดจากความคิดที่ว่า หากดอกซ้อสามารถนำมาทำขนมได้ ไฉนจึงไม่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้บ้าง” ความพยายามในการนำมาแปรรูปเป็นชาเริ่มต้นด้วยการลองผิดลองถูกหลายปี ก่อนที่จะได้รับความร่วมมือครั้งสำคัญจากคณะวิทยาการจัดการและคณะสังคมศาสตร์ สาขาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ภายใต้โครงการนวัตกรรมการพัฒนาและเล่าเรื่องชาดอกซ้อตามแนวทางอาหารปลอดภัย

“ครั้งแรกที่เอามาทำเป็นน้ำดอกซ้อ เราก็ลองผิดลองถูกนานมาก เพราะไม่มีใครเคยทำมาก่อน ก็เลยต้องศึกษาจากภูมิปัญญาบ้านเรา แล้วก็ลองคิดคิดได้อะไรขึ้นมา เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพ” นางสนองเล่าให้ฟัง ตั้งแต่นั้นมา ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาได้นำมาซึ่งการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมาตรฐาน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สื่อถึงเรื่องราว และการสร้างแบรนด์ที่สะท้อนตัวตนของชุมชน

การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ และคุณสมบัติที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลก

ชาดอกซ้อไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มทั่วไป แต่มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากชาสมุนไพรอื่นในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายได้เสริมสร้างจุดเด่นของชาดอกซ้อในมิติทางวิทยาศาสตร์ นอกเหนือจากความหายากและมีกลิ่นเอกลักษณ์ ข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ได้เผยให้เห็นความแตกต่างพื้นฐานของผลิตภัณฑ์นี้

ประการแรก คือกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว ชาดอกซ้อมีกลิ่นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เกิดจากกระบวนการหมักโดยธรรมชาติ (Fermentation) ซึ่งเกิดขึ้นอย่างทีเป็นธรรมชาติผ่านการตากแดด กลิ่นของมันจะหอมคล้าย “น้ำผึ้งป่า” และดอกไม้ ซึ่งเป็นกลิ่นที่ไม่พบได้ทั่วไปในชาสมุนไพรทั่วไป และมีรสหวานอ่อน ๆ ในตัวชาเอง ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือกลิ่นอโรมา (Aroma) นี้ ผู้เชี่ยวชาญจากกรมป่าไม้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกี่ยวข้องกับผึ้งป่าที่ไปตอมต้นซ้อแล้วนำกลิ่นเนกตาร์มาสู่ดอกซ้อ เป็นเหตุให้ชาดอกซ้อมีลักษณะเฉพาะตัว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อภิสรา กฤตาวาณิชย์

คุณสมบัติด้านสุขภาพที่โดดเด่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์อภิสรา กฤตาวาณิชย์ หัวหน้าโครงการนวัตกรรมการพัฒนาและเล่าเรื่องชาดอกซ้อตามแนวทางอาหารปลอดภัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ระบุว่า ชาชนิดนี้ไม่มีคาเฟอีน ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้คาเฟอีน เนื่องจากไม่กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ความไม่มีคาเฟอีนนี้เองทำให้ชาดอกซ้อกลายเป็นตัวเลือกที่มีศักยภาพสูงสำหรับบุคคลที่ต้องการลดการบริโภคสารกระตุ้นระบบประสาท

นอกจากนั้น ชาดอกซ้อยังช่วยผ่อนคลายและส่งเสริมการหลับสบาย เนื่องจากไม่มีคาเฟอีน และมีกลิ่นอโรมาคล้ายดอกไม้ป่า นักโภชนาการจึงแนะนำว่า ชาชนิดนี้เหมาะสำหรับการดื่มก่อนนอน ชาดอกซ้อมีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มที่เรียกว่า “ฟลาโวนอยด์” (Flavonoids) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในชาสมุนไพรทั่วไป แต่จากการส่งตรวจในห้องแล็บ พบว่าในปริมาณชา 500 กรัม มีสารฟลาโวนอยด์อยู่สูงถึงประมาณ 600 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับชาสมุนไพรอื่นในตลาด สารกลุ่มนี้ช่วยลดไขมันในเลือด ต้านการเกิดอักเสบในร่างกาย

ความท้าทายในการผลิต และนวัตกรรมที่เปลี่ยนเกม

ความท้าทายหลักที่ขวางกั้นไม่ให้ชาดอกซ้อขยายตัวในตลาดคือ ข้อจำกัดด้านการเก็บวัตถุดิบและการรักษาคุณภาพ ดอกซ้อเป็นพืชพิเศษที่ออกดอกในช่วง ธันวาคมจนถึงเดือนเมษายน เท่านั้น ที่ยิ่งไปกว่านั้น ดอกซ้อที่เก็บมานั้นเน่าเสียง่ายมาก และต้องเก็บและนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ภายใน 1 วัน มิฉะนั้นดอกจะเหี่ยวในตอนเย็น ซึ่งทำให้การผลิตมีข้อจำกัดด้านปริมาณและคุณภาพ

ไม่เพียงแต่เวลาการเก็บหรือระยะเวลาการรักษาความสด พื้นที่ปลูกดอกซ้อก็มีข้อจำกัด ต้นซ้อบางต้นใช้เวลาปลูกหลายปีกว่าจะเติบโตและออกดอกได้ การออกดอกเพียงปีละครั้งเท่านั้นนี้ ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบเพื่อให้สามารถจัดจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี

เพื่อแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพ ปริมาณ และความปลอดภัย ทีมวิจัยจึงนำ “ตู้ตากพลังงานแสงอาทิตย์” เข้ามาใช้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนเกมในการผลิตชาดอกซ้อ

อาจารย์ธงชัย ลาหุนะ

ด้าน ผศ.กนกวรรณ ปลาศิลาและอาจารย์ธงชัย ลาหุนะ คณะสังคมศาสตร์ สาขาคหกรรมศาสตร์ คณะวิจัยผู้พัฒนาชาดอกซ้อตามแนวทางอาหารปลอดภัย อธิบายว่า หากตากแบบทั่วไปข้างนอก ต้องใช้เวลาประมาณ 3 วัน ซึ่งทำให้เกิดการหมัก (Fermentation) มากเกินไป และมีความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราและสิ่งปนเปื้อน เมื่อนำตู้ตากพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาใช้ ระยะเวลาการตากลดลงเหลือเพียง 1-2 วัน ซึ่งเป็นการเร่งให้ชาแห้งเร็วที่สุดโดยยังคงไว้ซึ่งคุณค่าของชา

นวัตกรรมนี้มีประโยชน์หลากหลาย ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มปริมาณการเก็บสต็อกให้จำหน่ายได้ตลอดปี แต่ยังช่วยรักษาคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะกลิ่นต่างๆ ของชาดอกซ้อให้คงอยู่ และยังช่วยป้องกันความไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดจากการตากภายนอก เช่น ฝุ่นละออง สัตว์ แมลง หรือเศษหญ้า ทำให้กระบวนการจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มาตรฐาน GHP และกระบวนการผลิตที่เข้มงวด

เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าชาดอกซ้อมีกระบวนการผลิตที่ถูกสุขอนามัย ทางโครงการได้ให้ความรู้และส่งเสริมเรื่อง GHP (Good Hygiene Practice) หรือสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร ซึ่งเป็นมาตรฐานการควบคุมคุณภาพอาหารรูปแบบหนึ่งที่รับรองโดยหน่วยงานสาธารณสุข

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กนกวรรณ ปลาศิลา และอาจารย์ธงชัย ลาหุนะ จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นผู้นำร่องในการให้ความรู้เรื่องนี้ พวกเขาได้ยกตัวอย่างขั้นตอนสำคัญที่ได้เข้าไปปรับปรุงและควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อให้ชาดอกซ้อถูกผลิตตามมาตรฐานการอาหารปลอดภัย

ขั้นตอนแรก คือการคัดแยกเบื้องต้นและการทำความสะอาด เนื่องจากดอกซ้อร่วงลงพื้นก่อนจึงมีการเก็บ จึงมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน ขั้นตอนแรกคือการคัดแยกดอกที่เสีย ดอกที่ไม่สมบูรณ์ หรือดอกที่มีการปนเปื้อนแมลงออกไปก่อน หลังจากนั้นต้องทำความสะอาดด้วยการล้างเพื่อขจัดฝุ่นละอองและเศษต่างๆ

ขั้นตอนที่สอง คือการควบคุมอุณหภูมิและการฆ่าเชื้อ การใช้ตู้ตากพลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากจะช่วยให้ชาแห้งเร็วแล้ว ยังช่วยในการควบคุมอุณหภูมิและความร้อนจากแสงแดด เพื่อฆ่าเชื้อโรคบางชนิด เช่น เชื้อความชื้นและจุลินทรีย์ที่อยู่ในชา ซึ่งช่วยลดการเกิดเชื้อราและสิ่งปนเปื้อน

ขั้นตอนที่สาม คือการจัดการสินค้าคงคลังและการแปรรูปขั้นสุดท้าย มีการวางระบบ First in First Out (FIFO) ในการจัดเก็บ ก่อนการบรรจุลงถุงเล็กๆ ทางกลุ่มจะนำชามาผ่านกระบวนการทำความสะอาดอีกรอบ คือ การอบด้วยลมร้อน (Hot Air Oven) โดยใช้เตาอบขนาดเล็ก การอบด้วยเตาเล็กๆ มีเหตุผลสำคัญ คือ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาดอกซ้อเสียความหอม หากอบปริมาณมากและทิ้งไว้นาน กลิ่นจะหายไป ขั้นตอนนี้เป็นการควบคุมคุณภาพขั้นสุดท้ายก่อนการแพ็ค

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการควบคุมสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การสวมเสื้อผ้า ใส่ถุงมือ และการแบ่งโซนการผลิตที่ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนข้าม (Cross Contamination) ซึ่งอาจเกิดจากการสัมผัสของเชื้อจุลินทรีย์หรือสิ่งแปลกปลอม

ซึ่งเราได้วางแผนกระบวนการพัฒนาชาดอกซ้อให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมคุณภาพชาดอกซ้อ เพื่อเข้าสู่มาตราฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน(มผช) และการขอเลขสารบบขององค์การอาหารและยา(อย.) ในลำดับต่อไป

ผศ.กนกวรรณ ปลาศิลา

กลยุทธ์การเล่าเรื่องราว Storytelling และการสร้างแบรนด์

โครงการวิจัยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงด้านวิทยาศาสตร์และการผลิตเท่านั้น แต่ยังใช้กลยุทธ์การ “เล่าเรื่อง” (Storytelling) เพื่อนำเสนออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทลื้อบ้านหาดบ้ายผ่านผลิตภัณฑ์ชาดอกซ้อ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อภิสรา กฤตาวาณิชย์ อธิบายว่า กลยุทธ์ในการสื่อสารเรื่องราวนี้คือการนำอัตลักษณ์ของบ้านหาดบ้ายมานำเสนอผ่านบรรจุภัณฑ์ โดยดึงเอาองค์ประกอบสำคัญของวิถีชีวิตไทลื้อมาใช้ในการออกแบบ

อย่างเช่น ผ้าทอไทลื้อบ้านหาดบ้าย มีความโดนเด่นด้านภูมิปัญญาหัตถกรรมการทอผ้า และยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ลวดลายต่างๆ สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เช่น ลายแมงปอ ลายตาไก่ ลายขอใหญ่ ลายขอเล็ก โดยเราได้นำผ้าทอไทลื้อมาสื่อสารผ่านการออกแบบบนบรรจุภัณฑ์เพื่อทำเป็นของที่ระลึก ซึ่งเป็นการส่งเสริมการนำวัสดุในชุมชนมาต่อยอด สร้างสรรค์เป็นบรรจุภัณฑ์ไม่เพียงเพิ่มมูลค่า แต่ยังกระจายรายได้สู่ชุมชนและส่งเสริม Soft Power ไทย

ตลาดชาโลกและไทย ในปี 2567 สะท้อนการเปลี่ยนจากวัตถุดิบสู่สินค้ามูลค่าเพิ่ม

ความสำเร็จนี้สอดคล้องกับพลวัตตลาดชาโลกและไทย ในปี 2567 การส่งออกชาดำหดตัว -3.0% ชาเขียว -7.3% แต่ผลิตภัณฑ์ชาแปรรูป (HS 210120) เติบโต +11.9% สะท้อนการเปลี่ยนจากวัตถุดิบสู่สินค้ามูลค่าเพิ่ม ประเทศไทยสวนทางโลก โดยส่งออกชาและผลิตภัณฑ์เติบโต +13.6% (70.2 ล้านเหรียญสหรัฐ) ชาเขียว +65.2% และใน 8 เดือนแรกปี 2568 เติบโต +21.4% (53.3 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในประเทศ ตลาดชาพร้อมดื่ม (RTD) มีมูลค่า 16,834.7 ล้านบาท (+6.8%) ชา Specialty ร้านใหม่ +205% ใน 3 ปี มัทฉะฟีเวอร์ ยอดสั่งซื้อ 5 ล้านแก้ว (+78%) ชาดอกซ้อจึงมีโอกาสเติมช่องว่าง โดยเฉพาะการนำเข้าผลิตภัณฑ์ชาแปรรูปที่เพิ่ม +13.4% (22.9 ล้านเหรียญสหรัฐ) ขณะที่การส่งออกกลุ่มนี้หด -2.5%

การต่อยอดไม่ได้หยุดแค่ชา ทีมวิจัยวางแผนขยายสู่ผลิตภัณฑ์อื่น เช่น คุกกี้ชาดอกซ้อ ขนมปังสังขยาชาดอกซ้อ น้ำพริกผั่วทรายชาดอกซ้อ และกัมมี่ชาดอกซ้อสำหรับเด็ก อาจารย์ธงชัย กล่าวว่า “จริงๆ ทำอยู่นะ ได้นำแนวคิดในโครงการวิจัยครั้งนี้ เอาไปเป็นโปรเจ็กต์ให้กับนักศึกษา แล้วก็ได้มีการทดลองทำ ก็คือเป็นอาหารเป็นขนม จะมีขนมที่เกี่ยวกับเบเกอรี่ อย่างเช่น คุกกี้ชาดอกซ้อ ขนมปังชาดอกซ้อ ขนมปังสังขยาชาดอกซ้อ อันนี้ก็จะเป็นอีกทางเลือกที่เป็นแบบสมัยใหม่หน่อยก็คือเป็นอาหารแบบเบเกอรี่ น้ำพริกผั่วทราย ชามะนาวชาดอกซ้อน้ำชามะนาวจะเป็นแบบทานเย็นหรือร้อน อีกอันหนึ่งก็คือจะมีกัมมี่ชาดอกซ้อ ก็คือใช้ประโยชน์ที่เป็นตัวของมันด้วย ซึ่งมันก็บาง เด็กมันไม่ชอบกินเรื่องของผักแล้วก็เอาตัวใยอาหารที่มันอยู่ในดอกซ้อเอามาทำเป็นกัมมี่ มันก็เด็กมันก็กินได้ เพราะถ้าเป็นชาปกติทั่วไปเด็กมันไม่ค่อยกินกัน มันก็สามารถตอบโจทย์ให้กับเด็กได้ด้วย” การขยายเครือข่ายรับซื้อดอกซ้อจากชุมชนใกล้เคียงยังกระจายรายได้ ส่งเสริมการปลูกต้นซ้อซึ่งเป็นไม้ยืนต้น ช่วยสร้างพื้นที่สีเขียวและความยั่งยืน

เอกลักษณ์ ดอกซ้อ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำผึ้ง

นางสนอง จันต๊ะคาด ประธานวิสาหกิจชุมชนอาหารท้องถิ่นไทลื้อบ้านหาดบ้าย กล่าวถึงจุดเปลี่ยนว่า “ตอนแรกที่เอามาทำเป็นดอกซ้อก็คือเอามาทำผ่านกระบวนการการแห้งเอาตากแห้งทำความสะอาดล้างตากแห้งอะไรต่างๆ พอเรามาทำเป็นน้ำดอกซ้อแรกๆ ก็มีหลายที่ก็ เอ๊ะ ทำไมชั้นก็ไม่เคยเห็น เหมือนเหมือนตอนนั้นว่าทำไมดอกซ้อมาทำเป็นน้ำดื่มได้เหรอ คือคนในพื้นที่เขาจะมองว่ามันมันไม่น่า แต่พอเราลองเอามาทำ เออก็กลายเป็น มันได้ผลตอบรับที่น่าภูมิใจ ก็คือนักท่องเที่ยวที่มา เขาบอกว่า เอ๊ะ ชิมแล้วมันแปลก แล้วก็มันกลิ่นหอมของดอกซ้อ มันเป็นเอกลักษณ์ ชงมันจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำผึ้ง จุดเปลี่ยนอย่างหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ เมื่อมีหน่วยงานทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของการให้ความรู้ในเรื่องของชาดอกซ้อ โดยมีโครงการวิจัย ซึ่งตอนนั้นเราก็คิดอยู่เหมือนกันว่ามันจะได้ไหม เพราะหนึ่งเรายังไม่ได้มีมาตรฐานอะไรรับรองตอนนั้นตอนที่ทำใหม่ๆ เราทำเป็นแค่น้ำดอกซ้อเฉยๆ แต่พอเราทำไปทำมากลายเป็นว่าผลตอบรับที่เราได้จากนักท่องเที่ยว แล้วผู้คนที่มาเที่ยวบ้านเรา ลองชิมแล้วก็มาลองเราลองเอามาต้อนรับนักท่องเที่ยว กลายเป็นว่ามันเป็นผลตอบรับที่น่าภูมิใจ แล้วก็พอมีทางมหาวิทยาลัยเข้ามาสนับสนุนให้เรามั่นใจมากขึ้นในตัวผลิตภัณฑ์”

สำหรับการผลักดันให้ชาดอกซ้อเป็น “ของดีที่ต้องแวะชิม” นางสนอง จันต๊ะคาด ประธานวิสาหกิจชุมชนอาหารท้องถิ่นไทลื้อบ้านหาดบ้าย กล่าวว่า “การที่เราแนะนำนำเสนอในส่วนของดอกซ้อตัวผลิตภัณฑ์ของดอกซ้อเองก็คือหนึ่งอันดับแรกก็คือการทำขนมแน่นอนอยู่แล้ว อันนี้เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม มรดกที่บรรพบุรุษเขามอบให้เรามาเรามาสานต่อในเรื่องของการนำเสนอ ให้ให้แขกผู้มาเยือนได้ลองชิมทำขนมบ้างทำน้ำบ้าง ซึ่งเราจะใช้ในการต้อนรับแขกนักท่องเที่ยวที่มาจัดเบรกบ้าง ให้ต้อนรับทำเป็นนะคะ อันนี้ก็คือหลังจากที่เราทำท่องเที่ยวก็กลายเป็นว่าทำให้ดอกซ้อกลายเป็นมีชื่อเสียงขึ้นมา และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าต่อไปในอนาคต ดอกซ้อจะสามารถทำอะไรได้หลายอย่างมากกว่านี้โดยเฉพาะทางมหาวิทยาลัยตอนนี้เริ่มเอา คิดค้นในเรื่องเมนูต่างๆ ขนม จากในไม่ว่าขนมแบบโบราณ หรือว่าขนมที่สากลแบบขนมแบบเค้กทำกัมมี่อะไรพวกนั้นเยอะแยะขึ้นไป อันนี้ก็จะเป็นแล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราอยากเราเราทำให้เราให้นักท่องเที่ยวมาทำกิจกรรมเกี่ยวกับดอกซ้อด้วยเกี่ยวกับเรื่องอาหาร”

ผสานภูมิปัญญา วิทยาศาสตร์ และตลาด เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทย

ในบทสรุป ชาดอกซ้อบ้านหาดบ้ายเป็นตัวอย่างชัดเจนของการผสานภูมิปัญญา วิทยาศาสตร์ และตลาด เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทย ท่ามกลางตลาดชาโลกที่กำลังเปลี่ยนสู่ Functional Teas รัฐบาลควรสนับสนุนนโยบายการลงทุนในเทคโนโลยีแปรรูป เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าและขยายส่งออก HS 210120 ซึ่งเติบโต +11.9% ชาดอกซ้อไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมไทลื้อสู่โลก หากรัฐและชุมชนเดินหน้าต่อยอด ศักยภาพนี้จะสร้างรายได้ยั่งยืนและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างมหาศาล คิดดูสิว่า พืชหายากปีละครั้งจะเปลี่ยนชีวิตชุมชนได้อย่างไร หากได้รับการสนับสนุนที่ถูกต้อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียง : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพถ่าย : กีรติ ชุติชัย
  • สนค. (สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า) กระทรวงพาณิชย์
  • กระทรวงพาณิชย์ (MOC)
  • The Standard
  • The Bangkok Insight
  • กรมการค้าต่างประเทศ (DFT)
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์อภิสรา กฤตาวาณิชย์ คณะวิทยาการจัดการ หัวหน้าโครงการนวัตกรรมการพัฒนาและเล่าเรื่องชาดอกซ้อตามแนวทางอาหารปลอดภัยของวิสาหกิจชุมชนอาหารท้องถิ่นไทลื้อบ้านหาดบ้าย จังหวัดเชียงราย
  • ผศ.กนกวรรณ ปลาศิลาและอาจารย์ธงชัย ลาหุนะ คณะสังคมศาสตร์
  • นางสนอง จันต๊ะคาด ประธานวิสาหกิจชุมชนอาหารท้องถิ่นไทลื้อบ้านหาดบ้าย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ประวัติศาสตร์วงการโรงแรมไทย เดอะ ริเวอร์รีฯ คว้า Hall of Fame รางวัลสูงสุด “กินรี”

ประวัติศาสตร์วงการโรงแรมไทย เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี’ คว้า Hall of Fame รางวัลสูงสุด ‘กินรี’ ตอกย้ำเชียงรายคือต้นแบบบริการระดับโลก

เชียงราย, 5 ตุลาคม 2568 – ยามเย็นริมแม่น้ำกกมักจะนิ่งและงดงาม แต่ในค่ำคืนนี้ ชื่อของโรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คอลเล็คชั่น ไม่ได้สะท้อนเพียงประกายจากผิวน้ำ หากเปล่งประกายบนเวทีระดับประเทศ เมื่อโรงแรมจากจังหวัดเชียงราย “จารึก” ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการโรงแรมไทย ด้วยการคว้ารางวัล Hall of Fame ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดของเวที Thailand Tourism Awards 2025 หรือที่รู้จักในนาม “รางวัลกินรี” ที่จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่หนึ่ง แต่เป็น “ทริปเปิลรางวัล” ที่ชี้ชัดว่า “มาตรฐาน” และ “ความยั่งยืน” เดินคู่กันแบบจับต้องได้ ได้แก่

  1. Hall of Fame Awards – รางวัลเกียรติยศสูงสุด ประเภทที่พักนักท่องเที่ยว ซึ่งปีนี้มีเพียง 6 สถานประกอบการ จากทั่วประเทศที่ได้รับ และ เดอะ ร riverรี เป็นหนึ่งเดียวของประเภทที่พักที่ก้าวขึ้นสู่หอเกียรติยศจากการชนะต่อเนื่อง 3 ครั้ง,
  2. Thailand Tourism Excellence Awards – รางวัลยอดเยี่ยมด้านความเป็นเลิศการท่องเที่ยวไทย และ
  3. Thailand Tourism Sustainability Awards – รางวัลยืนยันการดำเนินงานสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

พิธีมอบรางวัลซึ่งได้รับการขนานนามว่า “ออสการ์แห่งวงการท่องเที่ยวไทย” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ท่ามกลางสายตาร่วมยินดีของผู้บริหารภาครัฐ เอกชน และตัวแทนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ

คุณนันทิดา อติเศรษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมในเครือกะตะธานี คอลเล็คชั่น

รางวัลกินรีคือความภาคภูมิใจสูงสุดของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย และคือผลลัพธ์จากความตั้งใจจริงของเราในการสร้างสรรค์คุณภาพ มาตรฐาน และการบริการที่ดีที่สุดเพื่อผู้มาเยือนเชียงรายและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก”
คุณสมบัติ อติเศรษฐ์ กล่าวในช่วงกล่าวต้อนรับ (5 ต.ค. 2568 เวลา 17.39 น.)

ด้าน คุณนันทิดา อติเศรษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมในเครือกะตะธานี คอลเล็คชั่น เสริมว่า

“ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงรางวัล แต่คือแรงผลักดันให้เราก้าวเดินต่อไปด้วยความมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืน และการเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ระดับสากล”

สามรางวัล” ที่สะท้อนระบบ มากกว่าความงามปลายทาง

รางวัลกินรีเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 โดย ททท. เพื่อยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวไทย—ทั้งมิติประสบการณ์และความไว้วางใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก Hall of Fame จึงไม่ใช่รางวัลที่ได้จาก “ภาพลักษณ์สวยงาม” เพียงชั่วครู่ แต่เป็นเครื่องหมายว่าผู้ประกอบการรายนั้น รักษามาตรฐาน “ยอดเยี่ยม” อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง 3 ครั้ง จนสมควรได้รับการยกขึ้นสู่ “หอเกียรติยศ”

ในเชิงการจัดการ นี่เทียบได้กับการทำ “ออดิตคุณภาพ” ข้ามเวลา ปีแรกอาจยาก, ปีที่สองเริ่มสร้างวัฒนธรรมองค์กร, ปีที่สามคือการพิสูจน์ว่าระบบทั้งหมด—ตั้งแต่แนวคิดบริการ การดูแลบุคลากร การบริหารซัพพลายเชน ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม—อยู่ในราง จนเป็นเนื้อเดียวกับองค์กร

ความสำเร็จอันดับแรกก็มาจากทีมงานที่แข็งแกร่ง ที่ช่วยผลักดันโรงแรมให้พัฒนามาตรฐานและบริการระดับสากล… ลูกค้า คู่ค้า มหาวิทยาลัย ซัพพลายเออร์ ตลอดจนหน่วยงานราชการ ล้วนเป็น ‘ทุกฟันเฟือง’ ที่สำคัญในการผลักดันโรงแรม”
คุณนันทิดา อติเศรษฐ์ อธิบายถึงหัวใจเบื้องหลัง

เชียงรายในภาพใหญ่ บทพิสูจน์ของ “ปลายทางประสบการณ์”

เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดเป้าหมายของนักเดินทางที่มองหา ธรรมชาติ–วัฒนธรรม–ศิลปะ–และความสงบ การที่โรงแรมสัญลักษณ์ริมแม่น้ำกกคว้ารางวัลสูงสุดของประเทศ ตอกย้ำ ว่าเมืองแห่งนี้ไม่เพียง “สวย” แต่ “สุกงอม” ด้วยมาตรฐานบริการระดับสากล ซึ่งแปลความเป็นเศรษฐกิจได้ว่า ปลายทางมีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ทั้งกลุ่มครอบครัว คู่รัก และตลาดไมซ์ขนาดกลางที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน (Sustainability) และบริการที่ไว้ใจได้

นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวแสดงความยินดี พร้อมชี้นัยสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างตรงไปตรงมา

“การจะได้รับรางวัล Hall of Fame ได้นั้น โรงแรมต้องได้รับ Thailand Tourism Awards ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ซึ่งสะท้อนถึงความทุ่มเท มุ่งมั่น และมาตรฐานการให้บริการที่ยอดเยี่ยม… ความสำเร็จนี้เป็นแบบอย่างที่ชัดเจนในการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวให้ก้าวไกลถึงระดับสากล”

ผู้ว่าราชการจังหวัดยังย้ำว่า การท่องเที่ยวคือกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้–กระจายโอกาส–สร้างงาน–ยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชน ความสำเร็จของโรงแรมจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่องค์กร แต่ “ไหลต่อ” ไปสู่ธุรกิจท้องถิ่นรอบข้าง ตั้งแต่ร้านอาหาร ช่างฝีมือ ไปจนถึงผู้ประกอบการนำเที่ยวชุมชน

Sustainability in Process ยุทธศาสตร์ที่อ่านออกในรางวัล

เบื้องหลังคำว่า “ความยั่งยืน” ของเดอะ ริเวอร์รี ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายบนกระดาษ แต่ปรากฏเป็น “รางวัลด้านความยั่งยืน” ควบคู่กับ “ความเป็นเลิศ” เป้าหมายคือการทำให้ความยั่งยืน เป็นกระบวนการประจำวัน ตั้งแต่แผนพัฒนามาตรฐานงานบริการ, ระบบฝึกอบรมบุคลากร, การจัดซื้อที่คำนึงถึงชุมชน–สิ่งแวดล้อม, ไปจนถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

รูปธรรมที่สะท้อนวิธีคิดดังกล่าวคือ ความร่วมมือ (Partnership) กับทุกภาคส่วน—ลูกค้าประจำ, คู่ค้า, มหาวิทยาลัย, ซัพพลายเออร์, หน่วยงานราชการ—เพื่อให้ทุกล้อเฟืองหมุนไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อทุกฝ่ายมีส่วนได้ส่วนเสียร่วม จึงเกิด “ภูมิคุ้มกันเชิงระบบ” ทำให้องค์กรสามารถยืนระยะยาว และรักษามาตรฐานที่สูงไว้อย่างคงเส้นคงวา

จากรางวัล…สู่การออกแบบฤดูหนาว “Life of Light” 1 ธ.ค.–28 ก.พ.

ความสำเร็จที่เวทีมอบรางวัลไม่ใช่ “เส้นชัย” สำหรับเดอะ ริเวอร์รี แต่เป็น “จุดเริ่มต้น” ของการต่อยอดประสบการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วง ไฮซีซันฤดูหนาว โรงแรมประกาศจัดกิจกรรมใหญ่ภายใต้ธีม “Life of Light” รูปแบบ สวนสนุกแห่งแสง นำไฟมาประดับกับเครื่องเล่นและจุดถ่ายภาพภายในพื้นที่ริมแม่น้ำกกอย่างต่อเนื่อง ยาว 3 เดือน ตั้งแต่ 1 ธันวาคม–28 กุมภาพันธ์ และจะสอดประสานกับเทศกาลในปฏิทิน เช่น ลอยกระทง–คริสต์มาส–ปีใหม่

แนวคิดนี้สะท้อน “วิธีคิดปลายทาง” 3 ข้อพร้อมกัน

  1. ช่วยกระตุ้นดีมานด์ระยะยาว ให้เชียงรายมีสีสันตลอดฤดูหนาว ไม่ใช่เพียงพีคเฉพาะสัปดาห์ปีใหม่,
  2. ต่อยอดแบรนด์ปลายทางริมแม่น้ำ ทำให้แม่น้ำกกเป็น “ฉาก” ของประสบการณ์ (ไม่ใช่แค่ทิวทัศน์), และ
  3. สร้างกิจกรรมครอบครัว–คู่รัก–ไมซ์ขนาดย่อม ที่ใช้เวลามากขึ้นในพื้นที่โรงแรมและย่านโดยรอบ เกิดการจับจ่าย–การจ้างงานแบบเป็นลูกโซ่

ตัวเลข–เกณฑ์–ภาพจำ” เหตุผลที่รางวัลกินรีถูกเรียกว่าออสการ์

รางวัลกินรีไม่ได้มอบให้จากความสวยงามภายนอก หากต้องผ่านเกณฑ์ที่สะท้อนสามเหลี่ยมคุณค่า ได้แก่ คุณภาพบริการ, ความปลอดภัย–ความเชื่อมั่น, และ ความยั่งยืน ที่ททท.วางไว้เพื่อสอดรับเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ปลายทางคุณภาพ นักเดินทางทั่วโลกจึงยอมรับอย่างกว้างขวางว่ารูปปั้น นางกินรี” บนฉากรับรางวัลคือสัญลักษณ์ของ ความงาม–คุณธรรม–การบริการด้วยหัวใจแบบไทยแท้

ในภาพของผู้บริโภคสมัยใหม่ ยิ่งปลายทางมี “รางวัลที่วัดผลได้–ตรวจสอบย้อนกลับได้” ความเสี่ยงของการเลือกที่พักก็ยิ่งลดลง จากมุมมองเชิงธุรกิจ “ตรากินรี” จึงมี มูลค่าทางการตลาด โดยตัวมันเอง เพราะทำหน้าที่เป็น ตราประทับคุณภาพ บนสื่อทุกชนิด ตั้งแต่เว็บไซต์โรงแรม โปสเตอร์ แพลตฟอร์มจองห้อง ไปจนถึงงานโรดโชว์ต่างประเทศ

คลี่ภาพ “ผลกระทบต่อระบบนิเวศท่องเที่ยวเชียงราย”

  1. การยกระดับมาตรฐานโดยรวม – เมื่อโรงแรมเรือธงของเมืองได้รับ Hall of Fame ผู้ประกอบการรายอื่นย่อม “ตั้งเข็ม” ตามมาตรฐานเดียวกัน เกิดการแข่งขันเชิงคุณภาพ (ไม่ใช่สงครามราคา)
  2. Multipliers ทางเศรษฐกิจ – กิจกรรมฤดูหนาวและการสื่อสารความสำเร็จใหม่ ๆ จะเพิ่มอัตราเข้าพัก (Occupancy) และค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป (Average Spend) ให้กับธุรกิจรอบข้าง
  3. ภาพจำปลายทาง – เชียงรายจะถูกมองเป็น “เมืองประสบการณ์” ที่นักท่องเที่ยวสามารถวางแผน 2–3 คืนเพื่อเสพธรรมชาติ–ศิลปะ–ชิมกาแฟพิเศษ–เดินริมกก–และพักในโรงแรมมาตรฐานสูงได้ในทริปเดียว

น้ำเสียงจากภาครัฐ รางวัลที่ไปไกลกว่าโล่ห์

“การท่องเที่ยวยังคงเป็นกลไกสำคัญของจังหวัดเชียงรายและประเทศ สร้างรายได้ กระจายโอกาส สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน… ความสำเร็จของเดอะ ริเวอร์รีคือแบบอย่างที่ชัดเจน” — ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

เมื่อคำกล่าวของผู้ว่าฯ สะท้อนวิสัยทัศน์ระดับจังหวัด และคำกล่าวของผู้บริหารโรงแรมสะท้อนพันธกิจระดับองค์กร ภาพที่เห็นตรงกันคือ “การเติบโตที่มีมาตรฐาน” และ “ความยั่งยืนที่อยู่ในกระบวนการ” ซึ่งจะเป็นฐานให้เชียงรายยืนระยะในตลาดโลกได้ในระยะยาว

คำถามที่ตอบแล้วในเวทีรางวัล ทำอย่างไรให้ “ชนะซ้ำได้ 3 ครั้ง”

หากสรุปบทเรียนที่ถอดได้จากเดอะ ร riverรี ในกรอบคิดเป็นกลาง มี 4 ข้อหลักที่องค์กรบริการใด ๆ ก็ปรับใช้ได้จริง

  • ทำให้มาตรฐานกลายเป็นกิจวัตร จากคู่มือสู่พฤติกรรมทีมงาน ต้องฝึกจนเป็นธรรมชาติ
  • สร้างพันธมิตรในเมือง นักท่องเที่ยวที่ประทับใจ “ย่าน” จะรัก “โรงแรม” โดยปริยาย
  • ออกแบบฤดูกาล ปฏิทินกิจกรรมล่วงหน้ายาว ๆ ทำให้ตลาดวางแผนเดินทางได้
  • สื่อสารอย่างโปร่งใส การเล่าเรื่องรางวัล–แนวทางยั่งยืน–พันธมิตรท้องถิ่น ช่วยเพิ่มความไว้วางใจ

ก้าวต่อไป จาก “หอเกียรติยศ” สู่ “เรือธงการท่องเที่ยวฤดูหนาว”

ภายใต้ธีม Life of Light ที่จะเริ่ม 1 ธันวาคม นี้ เดอะ ริเวอร์รีกำลังแปลงพื้นที่ริมแม่น้ำกกให้เป็น “สวนสนุกแห่งแสง” เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม–เทศกาลไทยในฤดูหนาว แนวทางนี้ไม่เพียงเติม เหตุผลใหม่ให้กลับมาเชียงราย หากยังสื่อสารให้เห็นว่าแบรนด์โรงแรมไม่ได้หยุดอยู่กับถ้วยรางวัล แต่ เคลื่อนไหวอยู่บนเวทีจริง ทุกคืนที่เปิดไฟ ทุกกิจกรรมที่เชื่อมกับชุมชน และทุกรอยยิ้มของผู้มาเยือน

“เราจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ แต่จะเดินหน้าต่อเพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน” — แถลงปิดท้ายของผู้บริหาร

สำหรับเชียงราย นี่ไม่ใช่เพียงชัยชนะของโรงแรมเดียว แต่เป็น สัญญาณเชิงระบบ ว่าเมืองพร้อมเดินหน้าสู่การเป็น ต้นแบบปลายทางบริการระดับโลก ที่ผสานคุณภาพ–วัฒนธรรม–ความยั่งยืน เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

สรุปสาระสำคัญ (Key Takeaways)

  • เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คว้า Hall of Fame จากรางวัลกินรี 2025 หลังรักษามาตรฐานยอดเยี่ยม 3 ครั้งต่อเนื่อง พร้อมคว้า Excellence และ Sustainability รวม 3 รางวัลใหญ่
  • ผู้บริหารย้ำ “Sustainability in Process” และความร่วมมือทุกฟันเฟือง—ลูกค้า คู่ค้า มหาวิทยาลัย ซัพพลายเออร์ หน่วยงานรัฐ—คือหัวใจความสำเร็จ
  • จังหวัดตอกย้ำว่า การท่องเที่ยวคือเครื่องยนต์เศรษฐกิจ—รางวัลที่ได้จึง “กระจายผลดี” สู่ทั้งระบบนิเวศธุรกิจท้องถิ่น
  • โรงแรมต่อยอดด้วยเทศกาลฤดูหนาว Life of Light ช่วง 1 ธ.ค.–28 ก.พ. ผสานลอยกระทง–คริสต์มาส–ปีใหม่ เพื่อยืดดีมานด์และสร้างประสบการณ์ริมแม่น้ำกก
  • ผลรวมทั้งหมดสะท้อนว่า เชียงราย กำลังวางตัวเป็น “ปลายทางประสบการณ์และบริการคุณภาพ” ที่ยืนระยะได้ยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • Thailand Tourism Awards 2025
  • โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คอลเล็คชั่น (The Riverie by Katathani Collection)
  • สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย/จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ววน.-สกสว. ระดมทัพวิจัยรับมือ “สามเสนทรุด” ติดตั้ง Tiltmeter-Lidar เฝ้าระวัง 24 ชม.

กองทุน ววน.–สกสว. ระดมทัพวิจัย–นวัตกรรม รับมือ “สามเสนทรุด” ติดตั้งเซนเซอร์เฝ้าระวัง 24 ชม. คลี่ภาพใต้ดินด้วย Lidar เตรียมถอดบทเรียนญี่ปุ่น ป้องกันเหตุซ้ำซ้อน

กรุงเทพฯ — เหตุถนน สามเสนทรุด” เช้าวันที่ 24 กันยายน 2568 กลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของระบบโครงสร้างพื้นฐานเมือง เมื่อหลุมยุบขนาดใหญ่เกิดขึ้นหน้า โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ใกล้ สถานีตำรวจนครบาลสามเสน และแนวก่อสร้าง รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ทำให้ต้องอพยพ เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ และปิดผิวจราจรเป็นบริเวณกว้าง ภายใต้ฝนมรสุมที่ยังแผ่ปกคลุมกรุงเทพฯ ต่อเนื่อง ขณะที่รายงานสื่อสากลและภูมิภาคยืนยันขนาดหลุมเบื้องต้นกว้างราว 27–30 เมตร ลึกประมาณ 50 เมตร (ราว 160 ฟุต) และไม่มีผู้บาดเจ็บรุนแรง แต่เกิดความเสียหายต่อรถยนต์ เสาไฟฟ้า และโครงสร้างโดยรอบหลายจุด เหตุการณ์นี้ทำให้หน่วยงานรัฐ–วิชาการต้องขยับอย่างพร้อมเพรียง ตั้งแต่การคุ้มครองความปลอดภัยเร่งด่วน จนถึงการสืบค้นสาเหตุเชิงวิศวกรรมใต้ดินอย่างเป็นระบบ

จาก “เสียงยุบ” สู่ “ปฏิบัติการหลายเสาเข็ม”

ช่วงเช้าหลังเหตุทรุดตัว กทม. ปิดกั้นพื้นที่ ตั้งเขตอันตราย ทยอยอพยพผู้ป่วย–บุคลากรบางส่วนของวชิรพยาบาล ปรับแผนบริการนอกเวลา พร้อมกับทีมวิศวกรเข้าประเมินฐานรากของ อาคารทีปังกรรัศมีโชติ และอาคารโดยรอบ ขณะเดียวกันมีการเทคอนกรีต–ทรายถมอุดโพรงเพื่อหยุดการเคลื่อนตัวของมวลดินและชะลอน้ำไหลบ่าลงใต้ดิน ทว่าเมื่อพบการไหลซึมของคอนกรีตเข้าสู่แนวอุโมงค์ จึงต้องหยุดปรับแผนแล้วเริ่มเทใหม่ด้วยมาตรการควบคุมที่เข้มขึ้นในวันถัดมา ทั้งหมดดำเนินควบคู่กับการสแกน 3 มิติและตรวจโพรงใต้ดินเพื่อลดความเสี่ยงการขยายตัวของหลุมยุบเพิ่มเติม

ทีมเฉพาะกิจ “วิจัย–นวัตกรรม” ลงพื้นที่: Tiltmeter–TUSHM–Lidar ทำงานประสาน

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สั่งตั้ง “ทีมเฉพาะกิจ” ระดมงานวิจัยและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในเครือข่าย กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) เพื่อเสริมสมรรถนะการตัดสินใจหน้างาน โดยนำเซนเซอร์ Tiltmeter จำนวน 9 ตัว ติดตั้งที่ อาคารทีปังกรรัศมีโชติ ควบคู่ IoT logger เพื่อส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์สำหรับเฝ้าระวังการเอียงของอาคารและการเคลื่อนตัวของมวลดิน พร้อมวางแผนติดตั้งเพิ่มเติม ณ พื้นที่ สน.สามเสน และอาคารที่มีความเสี่ยงใกล้เคียง เพื่อปิดช่องว่างข้อมูลในจุดวิกฤตให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังเตรียมใช้ เครื่องตรวจสัญญาณสั่นสะเทือนต้นทุนต่ำ (TUSHM) เสริมจุดวัด “สภาพสั่นไหว” ของโครงสร้างอาคารละ 2 จุด ในกลุ่มอาคารโรงพยาบาล เพื่อยกระดับการประเมินความเสี่ยงแบบต่อเนื่อง

Tiltmeter ที่ใช้เป็นผลลัพธ์จากงานวิจัยด้าน IoT–วิศวกรรมปฐพี ซึ่งออกแบบให้ตรวจจับ “มุมเอียง” ของโครงสร้างได้ละเอียดในแกน X/Y พร้อมบันทึกค่าต่อเนื่องและแสดงผลเป็นกราฟสำหรับทีมวิศวกร จุดเด่น คือความสามารถในการแจ้งเตือนการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก่อนพัฒนาเป็นความเสียหายเชิงโครงสร้าง นำไปสู่การอพยพหรือเสริมค้ำยันได้ทันท่วงที ส่วน TUSHM ทำหน้าที่คล้าย “หู” ของอาคาร ตรวจจับสัญญาณสั่นสะเทือนผิดปกติจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งกิจกรรมก่อสร้าง แรงสั่นสะเทือนจากจราจร หรือการยุบตัวใต้ดิน ช่วย “จัดชั้นความเสี่ยง” ได้แม่นขึ้น ข้อมูลจากทั้งสองระบบจะถูกผสานเข้าสู่แพลตฟอร์มกลางเพื่อใช้ประกอบคำสั่งทางวิศวกรรม ณ จุดเกิดเหตุ

คลี่ภาพใต้ดินด้วย Lidar 3D Scan และธรณีฟิสิกส์

ทีมวิจัยเตรียมใช้ Lidar 3D Scan เพื่อสร้าง แผนที่ระดับสูง–ต่ำ (elevation) และ แบบจำลองผิวดิน–โครงสร้าง ความละเอียดสูง จากนั้นซ้อนทับกับข้อมูล ธรณีฟิสิกส์ (Geophysical Investigation) เพื่อตรวจหา “โพรง–ช่องว่าง” ใต้ผิวถนนและฐานรากอาคารใกล้เคียง วิธีการเชิงรุกเช่นนี้เปิดโอกาสให้ “มองเห็นสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็น” และช่วยวางแผน อุดโพรง–ทำผนังกันดิน–ค้ำยัน เฉพาะจุด ลดการใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือย และลดความเสี่ยงต่ออาคารสำคัญ เช่น ตึกผู้ป่วยนอก สน.สามเสน และโรงเรียนใกล้เคียง ข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ในการสืบค้นสาเหตุและออกแบบแผนซ่อมแซมระยะยาว

“Soft Infrastructure” ของเมืองใหญ่ จากเซนเซอร์สู่การตัดสินใจแบบข้อมูลนำ

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ “โครงสร้างพื้นฐานเชิงนุ่ม” (Soft Infrastructure) อย่าง ระบบข้อมูล–เซนเซอร์–แบบจำลอง กลายเป็นกำแพงป้องกันด่านแรกของเมือง เนื่องจากความเสื่อมของผิวดิน–ท่อสาธารณูปโภค–แนวอุโมงค์ อาจไม่ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนบนผิวถนน แต่ ชุดข้อมูลเอียง–สั่น–ทรุด จะปรากฏให้เห็นจากกราฟของ Tiltmeter/TUSHM และภาพ 3D Scan ที่อัปเดตเป็นระยะ ทำให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์สามารถ สั่งอพยพเฉพาะจุด หรือ สั่งเสริมกำลังค้ำยัน ก่อนถึง “เส้นวิกฤต” ได้จริง ซึ่งเป็นแนวทางที่เมืองใหญ่ทั่วโลกนำมาใช้ร่วมกับปฏิบัติการภาคสนาม

มิติชุมชน–บริการสาธารณสุข รพ.วชิระฯ ปรับบริการ–สร้างความเชื่อมั่น

แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บรุนแรง แต่ ผลกระทบทางจิตใจ–การเข้าถึงบริการ เป็นประเด็นที่ต้องบริหารความเสี่ยงต่อเนื่อง กทม. และโรงพยาบาลปรับแผนการนัดหมายผู้ป่วยนอกส่วนหนึ่ง ขยับบริการไปอาคารที่ปลอดภัย พร้อมประชาสัมพันธ์เส้นทางเข้า–ออกใหม่ของรถพยาบาลและผู้ป่วย ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนโดยรอบเฝ้าระวังภาวะ “ดินไหล–ดินทรุดซ้ำ” ผ่านช่องทางแจ้งเหตุของเมืองและเพจทางการ ซึ่งเป็นแนวทางการสื่อสารแบบสองทางระหว่างรัฐ–ประชาชนที่ช่วยลดความตื่นตระหนก สร้างความไว้วางใจในกระบวนการแก้ปัญหา

ภาพรวมการกู้ภัย ณ จุดเกิดเหตุ เทคอนกรีต–คุมทางน้ำ–เสริมฐานราก

“หลุมยุบเมือง” ต้องการทั้ง วิศวกรรมปฐพี และ วิศวกรรมการจัดการน้ำ ร่วมกัน การ อุดโพรง ด้วยการเทคอนกรีต–ทราย ต้องทำพร้อม การคุมทางน้ำ ไม่ให้น้ำผิวดิน–ท่อรั่วซึมเติมลงโพรง ซึ่งจะยืดเวลาการทรุดตัว การประเมินด้วย 3D Scan ช่วยจัดลำดับ “จุดวิกฤต 1–2–3” ให้ทีมงานถม–อัด–ค้ำยันได้ตรงจุด ลดการยุบตามมาในแนวร้าวเดิม-แนวท่อ เสริมความปลอดภัยแก่โครงสร้างสำคัญ เช่น เสาไฟฟ้า–ตอม่อ–ผนังกันดิน

หลุมยุบใหญ่ที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2016 หน้า สถานีฮากาตะ เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เกิดจากการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟใต้ดิน โดยหลุมยุบมีขนาดประมาณ 30x27 เมตร และลึกประมาณ 15 เมตร ซึ่งกินพื้นที่ถนน 5 เลนส์

ถอดบทเรียน “ญี่ปุ่น” สู่มาตรฐานใหม่ของกรุงเทพฯ

สกสว. และพันธมิตรด้านวิทยาศาสตร์–เทคโนโลยีเตรียม เชิญผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น ผ่านเครือข่าย JICA และ JST ร่วมติวเข้มบุคลากรไทย–กทม. ตั้งแต่แนวทางเฝ้าระวังใต้ดิน ก่อน–ระหว่าง–หลัง การก่อสร้างอุโมงค์ ไปจนถึง มาตรฐานซ่อม–ฟื้นฟู หลังหลุมยุบ ทั้งนี้ ฝั่งไทยได้จัดทำ นโยบายและแผนงาน P24 รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อเดินเครื่องวิจัย–นวัตกรรมตามโจทย์เร่งด่วนของประเทศอยู่แล้ว โดยเหตุ “สามเสนทรุด” จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการปรับปรุง เกณฑ์เตือนภัยดินถล่ม–ทรุดตัว และ คู่มือปฏิบัติการสนาม สำหรับโครงการในพื้นที่ดินอ่อนอื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

เสียงจากผู้เชี่ยวชาญ–บทเรียนเชิงนโยบาย (สรุปประเด็น)

  • ข้อมูลนำหน้าปฏิบัติการ: เซนเซอร์ Tiltmeter/TUSHM และ Lidar 3D Scan ทำให้การอพยพ–ค้ำยัน–อุดโพรง “พุ่งเป้า” ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร ลดความเสี่ยงซ้ำซ้อน
  • One Map ใต้ดิน: เหตุครั้งนี้ชี้ความจำเป็นของ ฐานข้อมูลสาธารณูปโภคใต้ดินแบบรวมศูนย์ ที่อัปเดตตลอดเวลา ลด “ความไม่รู้” ระหว่างผู้ก่อสร้าง–ผู้ดูแลท่อ–ผู้บังคับการเหตุการณ์
  • มาตรการฝนมรสุม: เมืองต้องมีแผน Bypass น้ำ และ ระบบตรวจรั่วซึมท่อ ในช่วงฝนหนัก เพื่อไม่ให้โพรงใต้ดินขยายตัว
  • สื่อสารสาธารณะโปร่งใส: การอัปเดตจากช่องทางทางการของเมือง และการสื่อสารเชิงหลักฐานจากหน่วยงานวิชาการ สร้าง ความไว้วางใจ และ ลดข่าวลวง ในช่วงวิกฤต

จากหลุมยุบสู่ความยืดหยุ่นของเมือง (Urban Resilience)

“สามเสนทรุด” ไม่ใช่เพียงอุบัติการณ์เชิงพื้นที่ หากเป็น บททดสอบความยืดหยุ่นของกรุงเทพฯ ที่ต้องผสาน วิศวกรรม–วิทยาศาสตร์ข้อมูล–การบริหารเมือง–การมีส่วนร่วมของประชาชน เข้าด้วยกัน เหตุการณ์นี้เริ่มด้วย “เสียงยุบ” และ “ภาพหวาดเสียว” ของถนนที่หายไป แต่กำลังเคลื่อนสู่ กระบวนการเรียนรู้ ที่ทำให้เมือง “มองเห็นใต้ดิน” ชัดขึ้น คาดการณ์ความเสี่ยงได้เร็วขึ้น และตอบสนองอย่างแม่นยำขึ้น หากแปลงบทเรียนเป็น มาตรฐานปฏิบัติ และ งบลงทุนเชิงป้องกัน อย่างสม่ำเสมอ เมืองจะเดินหน้าจาก “การกู้ภัย” ไปสู่ “การป้องกันล่วงหน้า” ได้จริง

อุปกรณ์ทิลท์มิเตอร์ (Tiltmeter)
อุปกรณ์เลเซอร์สแกน 3 มิติ หรือไลดาร์ (Lidar)
เครื่องตรวจวัดสัญญาณการสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวต้นทุนต่ำ หรือ TUSHM

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Bangkok Metropolitan Administration (BMA)
  • Thairath Online – สกสว.ตั้งทีมเฉพาะกิจ ส่ง Tiltmeter–TUSHM–Lidar สำรวจและเฝ้าระวัง “สามเสนทรุด”
  • Green Ground Solutions
  • กองทุน ววน.–สกสว.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

อาหารอาข่า Soft Power! ดอยผาหมีคว้า รองแชมป์โลก SISTA 2025 การท่องเที่ยวโดยชุมชน

ดอยผาหมี” คว้ารองแชมป์โลก SISTA 2025 เมื่อกาแฟ-อาหารอาข่า กลายเป็น Soft Power ที่วัดผลได้

เชียงราย, 27 กันยายน 2568 — หมอกเช้าคลอเส้นสันดอย เสียงครกตำสมุนไพรดังสลับกลิ่นกาแฟคั่วใหม่ “ผาหมี” ตื่นตัวเหมือนทุกวัน—ทว่าที่แตกต่าง คือเสียงเฮจากชุมชนเล็ก ๆ บนแนวภูเขาแม่สายที่ไปสะท้อนบนเวทีโลก ชุมชนบ้านดอยผาหมีคว้า “รางวัลรองชนะเลิศ” จากเวที Skål International Sustainable Tourism Awards (SISTA) 2025 ในปีที่มีผู้สมัคร 106 โครงการจาก 30 ประเทศ โปยความภาคภูมิใจกลับสู่ครัวอาข่าและโรงคั่วกาแฟท้องถิ่นอีกครั้ง

ข่าวดีครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “ถ้วยรางวัล” แต่คือ “หลักฐาน” ว่าการท่องเที่ยวโดยชุมชนของไทย—เมื่อวางบนฐานวัฒนธรรมที่จริงแท้และการจัดการที่เป็นระบบ—สามารถแข่งขันในมาตรฐานสากลได้อย่างแท้จริง

จากสันดอยชายแดน สู่รางวัลโลก CBT ที่ยืดหยุ่นและเป็นสากล

โมเดลความสำเร็จของ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวดอยผาหมี มีแกนกลางชัดเจน—สร้างรายได้สองขาเพื่อเสถียรภาพ (dual engines):

  1. กาแฟอาราบิก้าแบรนด์ “กาแฟผาหมี” ที่ชุมชนครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ปลูก–แปรรูป–ดริปเสิร์ฟเอง จนถึงหน้าร้าน และ
  2. การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ที่ “ให้ชุมชนเป็นครู” พาเรียนรู้วิถีกาแฟ พิธี–ภาษา–การแต่งกาย–และ “ครัวอาข่า” ที่พาผู้มาเยือนลงมือทำ

ผลลัพธ์คือรายได้ที่ไม่ผันผวนตามฤดูกาลท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ช่วยให้ชุมชน “ไม่ยอมจำนน” ต่อจำนวนนักท่องเที่ยว แต่มุ่งไปให้สุดที่ “คุณภาพประสบการณ์” และ “ศักดิ์ศรีทางวัฒนธรรม”

คุณผกากานต์ รุ่งประชารัตน์ (“แมว”) ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ เล่าให้ฟังบ่อยครั้งว่า อาหารอาข่าไม่ใช่เพียงเมนูอิ่มท้อง แต่คือ “วัฒนธรรมที่กินได้”—เรื่องเล่าของภูมิปัญญาป่า สมุนไพรพื้นบ้าน ข้าวดอย และรสที่เรียบง่ายจากเกลือกับสมุนไพร มากกว่าจะเร่งรสด้วยเครื่องปรุงเข้ม ๆ ทว่าให้ความสุขยืนยาวกับร่างกาย

“ทุกจานคือเรื่องเล่าของบ้านเรา—หมูผัดรากชู ลาบดอย ยำผักอาข่า ปลานิลหมกสิม๊ะแชะ… ใครได้ลอง จะจำรสชาติผาหมีไปนาน” — ผกากานต์ รุ่งประชารัตน์ ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ

Soft Power จาก “ครัวอาข่า” เมื่อกาสะลองกลิ่นสมุนไพรกลายเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “อาหารอาข่า” กลายเป็น Soft Power ที่ทรงพลังของผาหมี ทั้งในฐานะ กิจกรรมเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Cooking Class/Experiential Tourism) และการต่อยอดสู่ Chef’s Table/Delivery ในเมืองใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Local Aroi” นำวัตถุดิบ–เรื่องเล่าจากชุมชนสู่คนเมือง โดยยังยึดสูตรดั้งเดิมและความดีต่อสุขภาพเป็นความแตกต่าง

เมนูเด่นอย่าง หมูผัดรากชู ใช้ “หอมชู/รากชู” เป็นตัวเอก—สมุนไพรพื้นถิ่นที่ชาวอาข่าคุ้นมือ ลาบดอย ที่เน้นเครื่องสมุนไพรและกลิ่นหอมไม่ซ้ำใคร ยำผักอาข่า (ห่อปะโซะ) ที่เบาแต่เปี่ยมคุณค่า และ ปลานิลหมกสิม๊ะแชะ ที่ชูผลไม้ป่ากับเครื่องเทศท้องถิ่น—ทุกคำคือเรื่องเล่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า และคือ “รหัสวัฒนธรรม” ที่จับต้องได้ของอาข่า

เกณฑ์ SISTA–Biosphere ชี้ทางสู่มาตรฐานสากล

เวที Skål International ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์เชิงสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะ “โครงการที่มีส่วนร่วมหลายภาคส่วนและเกิดผลต่อชุมชนจริง” ผู้ได้รับรางวัลยังได้รับสิทธิ์ใช้งานแพลตฟอร์ม Biosphere Sustainable ฟรี 1 ปี—ซึ่งไม่ได้เป็นเพียง “ของรางวัล” แต่คือ “เครื่องมือวางแผนและวัดผล” ที่ผลักให้โครงการต้องกำหนดยุทธศาสตร์ความยั่งยืนส่วนบุคคล (Personalized Sustainability Plan) สอดรับเป้าหมาย SDGs

สำหรับดอยผาหมี นี่คือจังหวะสำคัญในการ “แปลงความสำเร็จภาคสนาม” ให้เป็น “มาตรฐานที่ตรวจสอบได้” ผ่านตัวชี้วัด เช่น การจัดการของเสียในโฮมสเตย์ การประเมินผลกระทบทางวัฒนธรรมของกิจกรรมใหม่ ๆ หรือการติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่กาแฟ—จากไร่จนถึงถ้วย

บทพิสูจน์หลัง “ถ้ำหลวง 2561” ถึง “อุทกภัย 2567”

ย้อนไปปี 2561 หลังเหตุการณ์ “ถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอน” ความสนใจจากทั่วโลกหลั่งไหลสู่เชียงราย—และกระทบชุมชนชายดอยโดยรอบอย่างไม่ทันตั้งตัว ดอยผาหมีถูกทดสอบด้วย “ดีมานด์พุ่งสูง” ในเวลาอันสั้น ชุมชนตอบโจทย์ด้วยการปรับปรุงการบริการ คุมคุณภาพโฮมสเตย์ กำหนดบทบาทสมาชิก และสร้างกิจกรรมเรียนรู้ที่ “จริงและปลอดภัย” จนความพึงพอใจนักท่องเที่ยวอยู่ระดับ “มากที่สุด” อย่างสม่ำเสมอ

ข้ามมาปี 2567 อุทกภัยและดินโคลนถล่มสร้างความเสียหายสำคัญต่อชุมชนในช่วง High Season แต่แทนที่จะ “รอ” งบเยียวยา ชุมชนจับมือกับ อพท.เชียงราย จัดกิจกรรม ขันโตกอาข่า ท้าลมหนาว ณ ดอยผาหมี” เชิญนักท่องเที่ยวกลับมาสนับสนุนโดยตรง รายได้ถูกนำไปฟื้นฟูภูมิทัศน์–โครงสร้างพื้นฐาน และเยียวยาครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ—นี่คือ Self-Financed Recovery ที่สะท้อน “ความยืดหยุ่นและวุฒิภาวะ” ของธรรมาภิบาลชุมชน และสอดรับเกณฑ์ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ของ SISTA อย่างเป็นรูปธรรม

3 เสาหลักที่ทำให้ผาหมี “ชนะใจ” คณะกรรมการ

(1) เศรษฐกิจสองขา: กาแฟคุณภาพ + ประสบการณ์คุณค่า
แบรนด์ “กาแฟผาหมี” ทำให้ชุมชนถือกุญแจทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ไร่ถึงแก้ว เกิดรายได้ต่อเนื่องตลอดปี ลดความผันผวนของรายได้จากนักท่องเที่ยวที่ขึ้นลงตามฤดูกาล และเปิดพื้นที่ให้การท่องเที่ยวมุ่งสู่ “คุณภาพ/ราคาที่สะท้อนคุณค่า” มากกว่า “ปริมาณผู้มาเยือน”

(2) มรดกจับต้องไม่ได้: อาหาร–พิธี–ภาษา คือหัวใจ
ชุมชนเลือกเน้น “การถ่ายทอดวัฒนธรรมผ่านการลงมือทำ” (learning by doing) มากกว่า “ขายของที่ระลึก” แยกส่วน นักท่องเที่ยวจึงได้ สัมผัส–ลิ้มรส–เรียนรู้ โดยตรง เกิดความเข้าใจและเคารพในวัฒนธรรมอาข่าอย่างแท้จริง

(3) ธรรมาภิบาลและความยืดหยุ่น
วิสาหกิจชุมชนทำหน้าที่ “ศูนย์กลางกำกับดูแล” ที่เปิดให้สมาชิกมีส่วนร่วมสูง จัดสรรบทบาท–ผลประโยชน์โปร่งใส จัดคิวโฮมสเตย์–มาตรฐานบริการ และมี “แผนจัดการวิกฤต” จากประสบการณ์จริง—แสดงความพร้อมบนสันดอยที่ท้าทายทั้งภูมิอากาศและภูมิประเทศ

เสียงสะท้อนจากหน่วยงานสนับสนุน อพท.ชี้ “จากหมู่บ้านกาแฟ สู่แลนด์มาร์ก Gastronomy Tourism”

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) แสดงความยินดีพร้อมระบุว่า โมเดลดอยผาหมีสอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อน เชียงราย เมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก (UCCN) ด้านการออกแบบ” ที่ได้รับรองในปี 2566 และสอดคล้องการพัฒนา “อุทยานธรณีเชียงราย” ที่เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–วัฒนธรรม ชี้เป้าอนาคตชัดเจนว่า ดอยผาหมี ไม่ควรหยุดอยู่เพียง “หมู่บ้านกาแฟ” หากกำลัง “ยกครัวอาข่า” สู่ Gastronomy Tourism ที่วางมาตรฐานการเรียนรู้จากเจ้าของภูมิปัญญา—ดูของจริง—ลงมือทำจริง

จากรางวัลสู่แผนที่เดินต่อ ทำ “Playbook ผาหมี” ให้ประเทศนำไปใช้

ชัยชนะระดับโลกครั้งนี้จะมีความหมายสูงสุด เมื่อ “ต่อยอดได้จริง” บน 3 เส้นทางหลัก

ทำมาตรฐานให้ตรวจสอบได้ (Biosphere Plan) ใช้สิทธิ์แพลตฟอร์ม Biosphere Sustainable ฟรี 1 ปี จัดทำแผนความยั่งยืนรายหมู่บ้าน–รายกิจกรรม กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม (ของเสีย น้ำ พลังงาน) สังคม (การกระจายรายได้/การจ้างงานในท้องถิ่น) และวัฒนธรรม (การถ่ายทอด–ประเมินผลกระทบทางวัฒนธรรมของกิจกรรมใหม่) ปรับตำแหน่งสู่ High-Value/Niche Market สื่อสารสถานะ “รองชนะเลิศ SISTA 2025” ในทุกจุดสัมผัส—ตั้งแต่สื่อออนไลน์–ป้ายหน้างาน–สคริปต์ไกด์–เมนูอาหาร—เพื่อย้ำความแตกต่างจากการท่องเที่ยวชาติพันธุ์แบบผิวเผิน ดึงดูดนักเดินทางคุณภาพสูงที่ให้คุณค่ากับความรับผิดชอบและความแท้จริง เขียน “คู่มือผาหมี” (Replication Playbook) ถอดบทเรียนการตั้งกลไกวิสาหกิจชุมชน การจัดสรรบทบาท การจัดคิวโฮมสเตย์ การออกแบบกิจกรรมเรียนรู้–Storytelling ครัวอาข่า และการบูรณาการเกษตรมูลค่าสูง (กาแฟ) กับการท่องเที่ยว—เพื่อให้ชุมชนชาติพันธุ์–พื้นที่สูงอื่น ๆ ทำซ้ำได้รวดเร็วและปลอดภัยต่อวัฒนธรรม

ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้า ปกป้อง “ความแท้” ให้คงอยู่กับการเติบโต

เมื่อความนิยมเพิ่มขึ้น ความเสี่ยง กัดกร่อนทางวัฒนธรรม” ก็เพิ่มตาม ชุมชนและหน่วยงานต้องร่วมกันวาง Cultural Impact Assessment (CIA) สำหรับกิจกรรม/สินค้าใหม่ ไม่ให้แรงกดดันทางพาณิชย์ทำให้ความหมายทางวัฒนธรรมถอยหาย ตลอดจนวางแผนโครงสร้างพื้นฐานให้ “ทนทานสภาพภูมิอากาศ” มากขึ้น ลดความเสี่ยงซ้ำรอยอุทกภัย–ดินถล่มในปีที่ผ่านมา

มาตรวัดที่มากกว่า “ยอดเช็กอิน” เพราะการเปลี่ยนแปลงเริ่มที่ครัวอาข่า

รางวัล SISTA 2025 ส่งสัญญาณสำคัญว่ามาตรฐานสากล “ให้คะแนน” กับความจริงแท้และผลลัพธ์ที่ชุมชนมีส่วนกำหนด มิใช่เพียงยอดผู้มาเยือนหรือภาพสวยบนอินสตาแกรม ความสำเร็จของผาหมีจึงเป็น ชัยชนะของวิธีคิด—ว่าความยั่งยืนต้องวัดผลได้ด้วยตัวชี้วัด และต้องเล่าได้ด้วยเรื่องราวของคนในพื้นที่

บนกระดาษประกาศรางวัล อาจเขียนเพียง “รองชนะเลิศ” แต่ในสายตานักเดินทางและผู้กำหนดนโยบาย นี่คือ “แชมป์ใจ” ที่ทำให้เราเห็นว่าหมู่บ้านเล็กบนสันดอยสามารถเป็นห้องเรียนความยั่งยืนของประเทศ—และเป็น “พิมพ์เขียว” ให้ชุมชนอื่นเดินตาม

ดอยผาหมีชนะ เพราะไม่เคยพยายามเป็น “ของฝาก” ให้เมืองใหญ่ แต่เลือกเป็น “ครัว” ให้โลกเรียนรู้—จากเมล็ดกาแฟถึงสมุนไพรในครก, จากพิธีโล้ชิงช้า ถึงยำผักอาข่าที่ทุกคนทำเองได้ ในวันที่โลกถามหาการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบ—ผาหมีตอบด้วยการทำให้เห็น และวันนี้โลกตอบกลับด้วยรางวัล

ภารกิจต่อจากนี้ คือ ยกระดับจาก “รางวัล” สู่ “มาตรฐาน” ใช้ Biosphere สร้างแผนวัดผลที่เข้มแข็ง ทำ Playbook เพื่อขยายผล และปกป้องความแท้ของวัฒนธรรมด้วยเครื่องมือประเมินผลกระทบทางวัฒนธรรม เมื่อทำครบวงจร—ผาหมีจะไม่เพียงเป็น “ที่เที่ยวดัง” แต่จะเป็น “สถาบันเรียนรู้การท่องเที่ยวยั่งยืน” ของไทยบนเวทีโลก

ใครมาเชียงราย—อย่าลืมขึ้นดอยผาหมี ชิมกาแฟ ลองยำผักอาข่า และฟังเรื่องเล่าจากเจ้าของครัวเอง เพราะที่นี่ “ไม่ได้เสิร์ฟแค่ความอร่อย แต่เสิร์ฟวัฒนธรรมที่กินได้”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Skål International – Sustainable Tourism Awards (SISTA) 2025
  • Biosphere Sustainable Platform
  • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)
  • วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวดอยผาหมี (Doi Pha Mee Community Enterprise
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์จัดใหญ่ มอบ “รางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม 2568” ครั้งที่ 11

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ประกาศ “รางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม 2568” ปักหมุดมาตรฐานสื่อยุค AI—179 ผลงานจาก 22 สำนักข่าวตบเท้าเข้าชิง เร่งเครื่องวารสารศาสตร์คุณภาพ-จริยธรรม-ตรวจสอบได้

กรุงเทพฯ / เชียงราย, 26 กันยายน 2568 — แสงไฟสาดส่องบนเวทีห้องพลาตินั่ม ชั้น 3 โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ เวลาไล่เลี่ยบ่ายโมง เสียงสนทนาจากห้องเสวนาค่อย ๆ จางลง ก่อนปรบมือกึกก้องในช่วงประกาศผล “รางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2568 (Digital News Excellence Awards 2025)” ครั้งที่ 11 ที่สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) จัดขึ้น ร่วมกับภาคีพันธมิตรตั้งแต่ สภาองค์กรผู้บริโภค โคแฟค (ประเทศไทย) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) Google กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ไปจนถึงภาคเอกชนรายใหญ่ในระบบนิเวศสื่อ–โฆษณา–เทคโนโลยี ความคึกคักของปีนี้ไม่ใช่แค่ “รางวัล” หากคือการประกาศทิศทางของวงการข่าวไทยในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เสมือนทั้ง “โอกาส” และ “บททดสอบ” ของวิชาชีพ

AI Journalism: ผู้ช่วยทรงพลัง—แต่คำสุดท้ายยังต้องเป็นของคนข่าว

ก่อนเข้าสู่ช่วงมอบโล่ เวที Thailand Media Lab Forum 2025: AI Journalism เปิดประเด็นใหญ่แบบตรงไปตรงมา—AI ใช้ตรงไหนในงานข่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ? นักข่าว–บรรณาธิการ–ผู้บริหารห้องข่าวจากหลายสำนักร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรง

  • ฐานเศรษฐกิจ เล่าว่าทีมงานใช้ AI ถอดเสียง (speech-to-text) ผ่าน Google Gemini และ NotebookLM ช่วยสกัดประเด็นสัมภาษณ์–ขยายมุมคำถาม ทำให้นักข่าวเอาเวลาที่คืนมาไป “คุยแหล่งข่าว–ค้นเอกสาร” ได้ลึกกว่าเดิม
  • PPTV HD36 อธิบายการใช้ AI สรุปเนื้อหาจากวิดีโอที่ผลิตเอง แล้ว “รีแพ็กเกจ” ส่งต่อไปแพลตฟอร์มอื่น รวมถึงตัดไฮไลต์เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม (engagement)
  • ตราดทีวี พบว่า AI เก่งมากในงานถอดเสียงและเรียบเรียงเอกสาร แต่ย้ำว่า “ต้องอ่านทวน–ตรวจซ้ำ” เพราะ AI ก็พลาดได้
  • TNN Digital ใช้ AI แตกประเด็น–ช่วยคิดพาดหัว แต่เตือนตรง ๆ ว่า “อย่าให้เครื่องมือทำให้เราขี้เกียจ” จนเสี่ยงผิดพลาดหรือฟุ้งเฟ้อข้อมูลจนกลายเป็นข่าวปลอม

เสียงสะท้อนร่วมกันของวิทยากรคือ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้ตัดสิน และ ความได้เปรียบของนักข่าว อยู่ที่ “แหล่งข่าว–การลงพื้นที่–ศิลปะการเล่าเรื่อง” ที่เครื่องจักรยังทดแทนไม่ได้ ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อระบุว่า Google และแพลตฟอร์มใหญ่กำลังปรับบริการให้ “ลดผลกระทบเชิงลบต่อสื่อ” และส่งเสริมคอนเทนต์คุณภาพที่ตรวจสอบได้

ที่น่าสนใจคือ แนวทางการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ ของสมาคมวิชาชีพซึ่งมี คู่มือคำแนะนำ เผยแพร่ให้สำนักข่าวนำไปปรับใช้—ตั้งแต่การระบุแหล่งที่มา การแสดงที่มาของสื่อสังเคราะห์ ไปจนถึงหลักเกณฑ์ตรวจสอบ ลายน้ำดิจิทัล บนสื่อที่ AI สร้างหรือช่วยสร้าง เพื่อคงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข่าว

179 ผลงานจาก 22 สำนักข่าว: ตัวเลขที่เล่าเรื่อง “ความพยายาม” ของสื่อไทย

หลังจบการเสวนา คุณธัญญารัตน์ ถาม่อย พิธีกรและผู้ประกาศข่าว PPTV HD36 พาผู้เข้าร่วมก้าวสู่ช่วงไฮไลต์: ประกาศผลรางวัลประจำปี ที่ปีนี้มีผลงานเข้าชิง 179 ชิ้น จาก 22 สำนักข่าว ครอบคลุม 8 ประเภทหลัก และ 2 หมวดรางวัลสนับสนุน โดยภาคี ได้แก่ รางวัลข่าวผู้บริโภคยอดเยี่ยม (สภาองค์กรผู้บริโภค) และ Best Fact Check and Verification (โคแฟค ประเทศไทย) ซึ่งถือเป็น “ปีแรก” ของรางวัลสายตรวจสอบข้อเท็จจริงในเวทีนี้

บนลิสต์ผู้ชนะ ไทยพีบีเอส (ส.ส.ท.) ก้าวขึ้นรับ รางวัลยอดเยี่ยมประเภทข่าว/สารคดีเชิงสืบสวนออนไลน์ จากซีรีส์ “ต้นแม่น้ำกก–น้ำสาย: มลพิษข้ามพรมแดน”—ประเด็นที่ยึดโยงชีวิตผู้คนนับหมื่นในลุ่มน้ำภาคเหนือ และสะท้อนพลังของสื่อสาธารณะในการทำข่าวเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ The STANDARD, SPRiNG News, PPTV HD36 และสำนักข่าวอื่น ๆ กระจายคว้ารางวัลในหมวดคลิปวิดีโอ อินโฟกราฟิก ภาพข่าว ข่าวผู้บริโภค ฯลฯ แสดงภาพรวม “ความหลากหลายของเนื้อหา–ความหาญกล้าเชิงประเด็น–และชั้นเชิงการเล่าเรื่อง” ที่จัดจ้านขึ้นทุกปี

เสียงกรรมการ: ปีที่ “เข้ม” ทั้งเนื้อหาและงานสร้าง

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ชี้ว่า ปีนี้เห็นความตั้งใจของสำนักข่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ งานสืบสวนที่ทำเป็นซีรีส์ ไม่ใช่ “ข่าวเดียวจบ” ขณะที่ คุณ น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ เน้นว่า หมวดประเด็นสังคม โดดเด่น—หยิบ “เรื่องเล็กในสังคม” ขึ้นมาขยายให้สาธารณะเห็นภาพโครงสร้างปัญหา
ด้าน คุณอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ (Pantip.com) บอกว่าหมวดคลิปวิดีโอ “ตัดสินยาก” เพราะคุณภาพงานสร้าง (production) สูงมาก ส่วนอินโฟกราฟิก—หลายชิ้นออกแบบแบบ ไทม์ไลน์ ที่ทำให้ “เข้าใจใน 5–10 วินาที” ตรงเป้าคนเสพข่าวบนมือถือ ขณะที่ คุณวสันต์ วณิชชากร (AP) มองว่าภาพข่าวปีนี้ดีมากหลายชิ้น และคณะกรรมการพยายามให้ ความหลากหลายของประเด็น โดดเด่นร่วมกัน
ฝั่งสิทธิผู้บริโภค คุณสภาพร อารักษ์วทนะ ให้ข้อสังเกตว่า หมวดข่าวผู้บริโภค ปีแรกของเวทีนี้สะท้อน “ปัญหาจริง” ที่ต้องถูกยกระดับ ซึ่งต้องการภาษาเรียบง่าย—เข้าถึงง่าย—เข้าใจง่าย เพื่อขยายผลเชิงนโยบาย ส่วน คุณสุภิญญา กลางณรงค์ (ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค) ชี้ว่าในหมวด Fact Check ที่เพิ่งเปิดตัว มีทั้งงานด้าน AI และสุขภาพ—และชิ้นที่ประทับใจคือ การตรวจสอบหลายรูปแบบ ผสานการสัมภาษณ์ตามแบบสื่อกับเครื่องมือดิจิทัลอย่างเข้มแข็ง

จากรางวัลสู่ “มาตรฐานใหม่”: 3 บทเรียนใหญ่ที่ห้องข่าวควรถือกลับไป

  1. AI เป็นตัวคูณ แต่ไม่ใช่ทางลัด — บทเรียนจากหลายห้องข่าวตรงกันว่า AI คืนเวลาให้คนข่าวไปทำ “งานมนุษย์” ที่เครื่องไม่ถนัด—เจรจา–สัมภาษณ์–คัดเอกสาร–ตั้งคำถามที่ใช่—แต่ทุกขั้นต้อง ตรวจซ้ำ และห้ามยกอำนาจตัดสินใจให้ AI
  2. Fact-check คือ “อินฟราสตรัคเจอร์ใหม่” ของข่าว — การเพิ่มหมวดรางวัลเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง สะท้อนว่าสื่อไทยกำลังแก้โจทย์ “ข่าวลวง–สื่อสังเคราะห์” อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านทักษะและเครื่องมือ
  3. ภาษาที่เข้าถึงง่าย–เล่าเรื่องที่คนแตะได้ — ทั้งกรรมการและพันธมิตรเห็นพ้องว่าคอนเทนต์ที่ “พาไปเห็น–พาไปเข้าใจ” มีพลังมากกว่า “ข้อมูลล้วน” การออกแบบสื่อ (visual/infographic) และโทนภาษาจึงเป็นเขี้ยวเล็บสำคัญ
ผลการตัดสินรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ครั้งที่ 11 ประจำปี 2568 (Digital News Excellence Awards 2025) มีดังนี้

1. ประเภทข่าวหรือสารคดีเชิงข่าวออนไลน์เชิงสืบสวนยอดเยี่ยม บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร: องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส

ชื่อผลงาน: ซีรีส์ข่าวสืบสวน “ต้นแม่น้ำกก-น้ำสาย” มลพิษข้ามพรมแดน”

ลิงก์ข่าว

https://www.thaipbs.or.th/news/content/350938

https://www.thaipbs.or.th/news/content/350954

https://www.thaipbs.or.th/news/content/351096

https://www.thaipbs.or.th/news/content/352969

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354006

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354203

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด (ไทยรัฐออนไลน์)

ชื่อผลงาน: ชนวนสงคราม! ตีแผ่ แหล่งขุมทรัพย์ “ฮุน เซน”

ลิงก์ข่าว

https://www.youtube.com/watch?v=utOkdeuSedQ

  1. ชื่อองค์กร: มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย (สำนักข่าวอิศรา)

ชื่อผลงาน: กระชากโฉมหน้าเครือข่ายทุนจีนกับพวก 51 บริษัทยึดที่ดินบ้านหรู : คนไทยต้องตื่นรู้

ลิงก์ข่าว

https://www.isranews.org/article/isranews-news/132400-invesdsdsdsds-5.html

2. ประเภทข่าวออนไลน์จากประเด็นในสื่อสังคมออนไลน์ยอดเยี่ยม สนับสนุนโดย สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ สกมช

 

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร: องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส

ชื่อผลงาน: ร่องรอยภารกิจหมอชนบทบุกกรุง สะท้อนปัญหาระบบราชการไทย

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/share/p/1JUNVrsnZz/

เรื่องจริง! สะท้อนวิกฤต ‘จัดซื้อจัดจ้าง’ ราชการไทย

https://theactive.thaipbs.or.th/data/procurement-problems

หมอชนบทบุกกรุง : หลักฐาน ปฏิบัติการ ‘ลดความสูญเสีย’ กลางวิกฤตโควิด https://theactive.thaipbs.or.th/data/rural-doctor-covid

จาก ชนบทบุกกรุง… ถึง โต๊ะสอบสวน

https://theactive.thaipbs.or.th/data/rural-doctor

 “Public Forum : กรณีศึกษา ‘หมอสุภัทร’ ผิดวินัยร้ายแรง : ทุจริต คอร์รัปชัน หรือปัญหาธรรมาภิบาล ระบบราชการไทย”

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เทรนด์ วีจี3 จำกัด

ชื่อผลงาน: เสียงเขมรในฐานะมนุษย์ เมื่อพายุชาตินิยมพัดแรง

ลิงก์ข่าว

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด (PPTV HD36)

ชื่อผลงาน: เช็กให้ชัวร์! ก่อนแชร์ภาพไวรัลวันเกิด “ทหารหญิงพิการ” หลักฐานชี้ชัดถูกสร้างด้วย AI

ลิงก์ข่าว

http://pptv36.news/1wjd?FCL

3. ข่าวออนไลน์ส่งเสริมสังคมยอดเยี่ยม สนับสนุนโดย บริษัท ที.เอช.นิค จำกัด

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร: บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด 

ชื่อผลงาน: ปัญหาการศึกษาของเด็กยากไร้ พูดกันแค่ช่วงเลือกตั้ง?

ลิงก์ข่าว

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เทรนด์ วีจี3 จำกัด

ชื่อผลงาน: ‘CONTENT SERIES เด็กพิเศษที่ระบบไม่อาจโอบอุ้ม’

ลิงก์ข่าว

  1. ชื่อองค์กร: องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส

ชื่อผลงาน: ‘ทักษะภาษาอังกฤษ’ ยิ่งส่งเสริม ยิ่งถดถอย ? | How to Boost English Proficiency among Thais?

ลิงก์ข่าว

www.thaipbs.or.th/now/content/2901

4. ประเภทข่าวออนไลน์ที่นำเสนอในรูปแบบคลิปวีดีโอยอดเยี่ยม บริษัท บุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร:  บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (SPRiNG News)

ชื่อผลงาน: วิถีนายพราน ‘ทหารชุดดำ’ ใจรักพิทักษ์ชายแดน

ลิงก์ข่าว

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด

ชื่อผลงาน: โรงงานจีนศูนย์เหรียญ ปัญหาใหญ่ที่ไทยต้องแก้ | KEY MESSAGES

ลิงก์ข่าว

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด (PPTV HD36)

ชื่อผลงาน: สารคดีข่าว เปิดความจริงใต้ซาก “เหล็ก” วิกฤตโครงสร้างอาคารไทย

ลิงก์ข่าว

5. ประเภทข่าวที่นำเสนอในรูปแบบอินโฟกราฟิกยอดเยี่ยม สนับสนุนโดย ธนาคารออมสิน

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร:  บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด (PPTV HD36) 

ชื่อผลงาน: ทำไมคลังเลือดถึงขาดแคลน? เปิดการเดินทางของเลือดจากผู้บริจาคถึงผู้ป่วย

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/share/p/16zhAreZUR/

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (SPRiNG News)

ชื่อผลงาน: 2567 ปีแห่งฝันร้ายของพะยูนไทย ! ตายไปทั้งสิ้น 42 ตัว หวังว่าปี 2568 คงไม่มากไปกว่านี้…

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/share/p/16tpkgZsvJ/

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (SPRiNG News)

ชื่อผลงาน: “จักรวาลยาดมไทย” จากภูมิปัญญา สู่ Soft Power

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/share/p/1FsbTsgVCQ/?mibextid=wwXIfr

6. ประเภทภาพข่าวออนไลน์ยอดเยี่ยม สนับสนุนโดย ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร: บริษัท เทรนด์ วีจี3 จำกัด

ชื่อผลงาน: ถอยออกไปค่ะ

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1256218833211124&id=100064690570758&rdid=lC50fM5DcJ7TFIYo#

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เทรนด์ วีจี3 จำกัด

ชื่อผลงาน: สายรุ้งเหนือสมรภูมิประชาธิปไตย

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid021cZhBjWxWxjJu7EDcu7pckfANtLaWwS2C5np59UkK84x23moqG2SMEcBem17mTpSl&id=100064690570758&_rdr 

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด

ชื่อผลงาน: อย่าฝืน…แม้จะไหว

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1030938712498805&set=pcb.1030939055832104

7. ประเภทข่าวผู้บริโภคยอดเยี่ยม สนับสนุนโดย สภาองค์กรผู้บริโภค

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร: องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส

ชื่อผลงาน: 23 จังหวัด เมืองไร้รถประจำทาง อีกนานแค่ไหนถึงจะมี ?

ลิงก์ข่าว

https://theactive.thaipbs.or.th/data/local-bus-hope

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด (สำนักข่าวอินโฟเควสท์)

ชื่อผลงาน: ตีแผ่ “Double Day” ลดจริงหรือแค่กลลวงผู้บริโภค !?

ลิงก์ข่าว

https://www.infoquest.co.th/2025/524297

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด

ชื่อผลงาน: ผลาญงบพันล้าน? ส่อวิกฤตศรัทธาประกันสังคม

ลิงก์ข่าว

8.ประเภทรางวัลการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Best Fact Check and Verification) สนับสนุนโดย โคแฟค (ประเทศไทย)

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร: องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส

ชื่อผลงาน: ตรวจสอบแล้ว : คลิปไวรัล ร.31 รอ. ปะทะช่วง 5 นาทีสุดท้าย ที่แท้คลิปเก่า

ลิงก์ข่าว

www.thaipbs.or.th/verify/content/4730

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด (PPTV HD36)

ชื่อผลงาน: เช็กให้ชัวร์! ก่อนแชร์ภาพไวรัลวันเกิด “ทหารหญิงพิการ” หลักฐานชี้ชัดถูกสร้างด้วย AI

ลิงก์ข่าว

http://pptv36.news/1wjd?FCL

  1. ชื่อองค์กร: องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส

ชื่อผลงาน: ตรวจสอบแล้ว : เพจคลินิกแจกวัคซีน HPV ฟรี ที่แท้ตัดแปะโลโก้-เอกสารเท็จ แต่ดันมี “ติ๊กถูกสีฟ้า”

ลิงก์ข่าว

www.thaipbs.or.th/verify/content/2411

เมื่อรางวัลเชื่อมต่อ “งานข่าว–นโยบาย–ชีวิตประจำวัน”

รางวัลที่หยิบยกมิติสาธารณะเด่นชัดที่สุดสองกลุ่ม คือ งานสืบสวนเชิงระบบ (เช่น มลพิษข้ามพรมแดน) และ ข่าวผู้บริโภค (เช่น ระบบขนส่งสาธารณะในเมืองรอง หรือการตลาด “ลดราคา” ที่อาจล่อหลอก) ทั้งสองกลุ่มสะท้อน หน้าที่พื้นฐานของสื่อ ที่มากกว่า “เล่าเหตุการณ์”—แต่คือการ เรียกร้องคำอธิบาย และ ผลักดันการเปลี่ยนแปลง ในเชิงนโยบาย เมื่อผนวกกับกระบวนการ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และการเล่าเรื่องที่เข้าใจง่าย ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่ข่าวจะ “เดินทาง” ไปถึงผู้กำหนดนโยบายและสาธารณะในวงกว้างมากขึ้น

อนาคตห้องข่าวไทย: ทรานส์ฟอร์มด้วยวินัย–ข้อมูล–และหัวใจข่าว

บทสรุปของค่ำบ่ายวันนี้อาจเรียบง่ายแต่ทรงพลัง: AI ทำให้เร็วขึ้น แต่ความจริงต้องทำให้ชัดขึ้น ห้องข่าวจำเป็นต้องยึด “วินัยข้อมูล” ทั้งในเชิงวิธีวิทยา (method) และจริยธรรม (ethics) หัวใจของข่าวยังคงอยู่ที่คน—คนที่ลงพื้นที่–สัมภาษณ์–ตรวจเอกสาร–เล่าเรื่องและตีความเพื่อสาธารณะ รางวัลครั้งนี้จึงไม่ใช่ “งานฉลอง” อย่างเดียว แต่เป็น สัญญาประชาคมของวิชาชีพ ว่าจะเดินหน้าผลิตข่าวที่มีคุณค่า น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้—เพื่อให้การตัดสินใจของผู้คนและชุมชนตั้งอยู่บนข้อมูลที่ดีที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

การบินไทย-ดอยตุงเปิดตัว “Carbon Neutral Coffee” ยกระดับโมเดลธุรกิจยั่งยืน

การบินไทย–ดอยตุง จับมือเปิดตัว “Carbon Neutral Coffee” ที่ Puff & Pie ยกระดับ “From Farm to Cup” สู่โมเดลธุรกิจยั่งยืน เชื่อมเศรษฐกิจชุมชนเชียงรายกับเครือข่ายการบินระดับชาติ

กรุงเทพฯ, 16 กันยายน 2568 — เมื่อ “แก้วกาแฟ” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มยามเช้า แต่กลายเป็น “ภารกิจร่วม” ของรัฐวิสาหกิจการบินแห่งชาติและโครงการพัฒนาชุมชนบนดอยในภาคเหนือ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างวัดได้และตรวจสอบได้ ความร่วมมือระหว่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กับ โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่เปิดตัว “Carbon Neutral Coffee” สำหรับจำหน่ายในร้าน Puff & Pie จึงเป็นมากกว่าเมนูใหม่—แต่คือการประกาศทิศทาง ESG ในเชิงปฏิบัติการขององค์กรกับชุมชนต้นน้ำ

ภายใต้แนวคิด “From Farm to Cup – ดื่มด่ำกาแฟจากผืนป่าสู่มือคุณ” ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากฐานการทำงานเดิมที่เข้มแข็ง—การบินไทยเป็นผู้สั่งซื้อเมล็ดกาแฟรายหลักของดอยตุงราว 25% ของกำลังผลิตทั้งหมด เพื่อนำไปเสิร์ฟบนเครื่องแก่ผู้โดยสารรวม กว่า 20 ล้านคน ทั้งชั้นประหยัด ธุรกิจ และเฟิร์สคลาส ก่อนขยายผลสู่เครือข่ายหน้าร้าน Puff & Pie ทั่วประเทศ

เล่าเรื่องจากต้นน้ำ กาแฟอาราบิก้าจากเชียงราย สู่มาตรฐาน “เป็นกลางทางคาร์บอน”

จุดขายที่เป็น “สาระ” ของความร่วมมืออยู่ที่คำว่า Carbon Neutral Coffee ซึ่งหมายถึงกาแฟที่ผ่านการคำนวณ คาร์บอนฟุตพรินท์ (CFP) ครบถ้วนทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ปลูก–เก็บเกี่ยว–แปรรูป–ขนส่ง–ชงเสิร์ฟ และมีการ “ชดเชย” ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนเกินเพื่อให้สุทธิเป็นศูนย์ ด้านหนึ่ง นี่คือมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้ อีกด้านหนึ่ง ก็คือ “การตลาดเชิงคุณค่า” ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับที่มาและผลกระทบของสินค้า

เมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% จากดอยตุง—ปลูกบนที่สูงของเชียงราย—ถูกคัดสรรและแปรรูปในระบบที่มุ่ง “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ตั้งแต่ฟาร์มถึงถุงบรรจุ โครงการดอยตุงระบุว่ามีการจัดการของเสียจากการผลิต เพื่อลดให้เหลือศูนย์หรือใกล้ศูนย์ และส่งมอบเมล็ดกาแฟที่ผ่านการรับรองด้าน CFP ให้กับการบินไทย ซึ่งสอดคล้องกับวิถีของดอยตุงที่เน้น การพัฒนาคน–ป่า–เศรษฐกิจท้องถิ่น ให้เติบโตเคียงกัน

คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การบินไทย กล่าวว่า “กาแฟซิกเนเจอร์และเบเกอรี่เมนูพิเศษ ไม่ใช่แค่เมนูใหม่ แต่คือ สัญลักษณ์ความร่วมมือ ที่สร้างทั้งรสชาติและคุณค่าต่อสังคม–สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน” ขณะที่
คุณวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่หน่วยธุรกิจการบิน เสริมว่า Puff & Pie จะเดินหน้าลดผลกระทบผ่านบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกและการลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use plastic) ตั้งเป้า ใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก 100% ภายในปลายปีหน้า จากปัจจุบันที่ทำได้แล้วกว่า 50%

เชื่อมเศรษฐกิจชุมชนเชียงราย สู่หน้าร้านทั่วประเทศ “ถ้วยกาแฟ” ที่กระจายรายได้

น้ำหนักทางเศรษฐกิจ ของความร่วมมือครั้งนี้มีหลายชั้น

  1. ด้านอุปสงค์ที่แน่นอน (Demand Certainty) — การบินไทยสั่งซื้อเมล็ดจากดอยตุงในสัดส่วน ประมาณ 1 ใน 4 ของกำลังผลิตทั้งหมด ช่วยสร้างความแน่นอนในการวางแผนเพาะปลูกและบริหารสต็อกของเกษตรกรต้นน้ำในเชียงราย ลดความเสี่ยงจากราคาผันผวนของสินค้าเกษตร
  2. การขยายช่องทางจำหน่าย — จากที่เดิมเสิร์ฟบนเครื่องบิน สู่เครือข่าย Puff & Pie กว่า 40 สาขาทั่วประเทศ จับคู่กับฐานสมาชิกลูกค้า กว่า 2,000 ราย (และมีแผนเพิ่มเฉลี่ย ปีละ 1,000 ราย ตามที่ผู้บริหารตั้งเป้า) ทำให้ผลของ “กาแฟหนึ่งแก้ว” แผ่กว้างไปสู่ความต้องการที่ต่อเนื่องและหลากหลายพื้นที่
  3. Local Sourcing Beyond Coffee — แผนงานไม่ได้หยุดที่กาแฟ แต่จะ เพิ่มวัตถุดิบท้องถิ่น อื่นๆ เช่น น้ำผึ้ง–แมคคาเดเมีย จากเครือข่ายดอยตุง เข้าสู่วิถีการผลิตเบเกอรี่ของ Puff & Pie กระจายรายได้ไปยังเกษตรกรและผู้แปรรูปอย่างเป็นรูปธรรม
  4. ภาพลักษณ์–ความเชื่อมั่น (Brand Equity) — สำหรับการบินไทย Puff & Pie กลายเป็น Touchpoint สำคัญที่ถ่ายทอด “ตัวตน ESG” ขององค์กรสู่ผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน (ไม่เฉพาะบนเครื่อง) ส่วนดอยตุงได้เสริม คุณค่าตราสินค้าชุมชน ให้เข้าถึงตลาดกระแสหลักในเมืองใหญ่

ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว เชียงราย—ฐานปลูกและแหล่งกำเนิดกาแฟ—คือ ศูนย์กลางต้นน้ำ ที่ได้รับ “ดีมานด์ยั่งยืน” จากเครือข่ายการบินระดับชาติ นี่คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการจับมือกันระหว่าง องค์กรใหญ่–ชุมชน ที่ทำให้ Soft Power เชิงสินค้า (กาแฟ–เบเกอรี่) เชื่อมเข้ากับ Hard Power ของระบบโลจิสติกส์ (ครัวการบิน–เครือข่ายสาขา) ได้อย่างลงตัว

ยั่งยืนให้ “ครบวงจร” จากบรรจุภัณฑ์ สู่เชื้อเพลิงการบิน SAF

แผนงานด้านความยั่งยืนของ Puff & Pie ไม่ได้มีแค่ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำของกาแฟ แต่ยังครอบคลุม ขั้นตอนหลังการบริโภค ด้วย เช่น

  • บรรจุภัณฑ์ ปัจจุบันใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก มากกว่า 50% และตั้งธง 100% ภายในปลายปีหน้า พร้อมลดการใช้ Single-use plastic อย่างต่อเนื่อง
  • วงจรพลังงาน มีแนวปฏิบัติ รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว จากครัว Puff & Pie ส่งต่อให้ ปตท. และ บางจาก เพื่อนำไปเป็น วัตถุดิบผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ซึ่งถือเป็น “ห่วงโซ่วงจรกลับ (circular loop)” ที่เชื่อม ธุรกิจอาหาร เข้ากับ อุตสาหกรรมการบิน—ทำให้แนวทาง ESG ของการบินไทยขยายผลจากครัว–ร้าน ไปจนถึง สะพานเทียบเครื่องบิน ได้จริง

การบูรณาการดังกล่าวชี้ชัดว่า คาร์บอนนิวทรัล” สำหรับการบินไทย ไม่ใช่เพียง ฉลาก บนสินค้า แต่คือ ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ที่พยายามเชื่อมทุกจุดสัมผัสขององค์กรเข้าด้วยกัน—ตั้งแต่ผู้ปลูกกาแฟบนเขาเชียงรายถึงผู้โดยสารในห้องโดยสาร ไปจนถึง “เชื้อเพลิงแห่งอนาคต” ของอุตสาหกรรมการบิน

สร้าง “ประสบการณ์–เรื่องเล่า” บนชั้นวาง 5 เมนูซิกเนเจอร์และคอลเลคชั่นขนมไทยร่วมสมัย

ความร่วมมือยังแปลงร่างเป็น ผลิตภัณฑ์ที่เล่าเรื่อง ได้แก่ Signature Menu 5 เมนู ที่จะทยอยเปิดตัวตั้งแต่ ตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 เปิดหัวด้วย “Coco Coff on Cloud”—เอสเปรสโซเข้มข้นผสานครีมมะพร้าวและฟองนมอัญชันสีฟ้า—และต่อยอดด้วยเครื่องดื่มกาแฟซิกเนเจอร์อื่นๆ ที่เน้นโพรไฟล์ นัตตี้–ช็อกโกแลต ของเมล็ดอาราบิก้าดอยตุง

ด้าน เบเกอรี่ Puff & Pie เปิดตัวคอลเลคชั่น “Siam’s Treasures” นำแรงบันดาลใจจากขนมไทยดั้งเดิมมาสร้างสรรค์ในภาษาขนมตะวันตก เช่น

  • Siam Honey Crown — ทาร์ตแมคคาเดเมียคาราเมลน้ำผึ้ง
  • Midnight Mocha Jewel — เค้กมอคค่าเข้มข้นเคลือบดาร์กช็อกโกแลต
  • Siam’s Molten Heart — คุกกี้บราวนี่ไส้ช็อกโกแลตกรานาช

นี่ไม่ใช่เพียง “ผลิตภัณฑ์” แต่คือ แพลตฟอร์มเล่าเรื่อง ของกาแฟเชียงราย–ของดีดอยตุง–และวัฒนธรรมขนมไทย ที่ถูกสื่อสารผ่านร้านกาแฟเบเกอรี่ในเมืองใหญ่ให้ผู้บริโภคได้ สัมผัส–ลิ้มลอง–จดจำ แล้วพากลับไปเป็น “คำบอกเล่า” ต่อ

ทำไมโมเดล “คาร์บอนนิวทรัล–ชุมชน–เครือข่ายการบิน” จึงน่าจับตา

  1. ตอบโจทย์ความต้องการใหม่ของตลาด — ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล–เจเนอเรชัน Z ให้ค่ากับที่มาและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของสินค้า การมี ฉลาก/คำรับรอง CFP–Carbon Neutral ที่ตรวจสอบได้ คือ ตัวเร่งการตัดสินใจ ที่มีน้ำหนักเกินรสชาติ
  2. สร้างความมั่นคงรายได้ให้ต้นน้ำ — คำสั่งซื้อ “ประจำ–ปริมาณสม่ำเสมอ” จากองค์กรขนาดใหญ่ ช่วยให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงวางแผนเพาะปลูก–ลงทุนคุณภาพ–พัฒนากระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งดีกว่าดีมานด์ฉาบฉวยตามแฟชั่นตลาด
  3. การหนุนเสริมเชิงระบบ — การรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วไปสู่ SAF เป็นตัวอย่างของการขยายผล ESG ข้ามธุรกิจ (Food → Aviation Fuel) ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มการลดคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบินในระยะยาว
  4. การสื่อสารเชิงหลักฐาน (Evidence-based Communication) — การสื่อสารว่า “คาร์บอนนิวทรัล” บนฐานข้อมูล CFP ที่มีการตรวจวัด–ชดเชยชัดเจน คือเครื่องมือสร้าง ความเชื่อมั่น แก่ผู้บริโภคและผู้ลงทุน มากกว่าการอ้างทั่วไป

ท้ายที่สุด โมเดลนี้ชี้ให้เห็นว่าการยกระดับ “หนึ่งแก้วกาแฟ” ให้เป็น นโยบายสาธารณะด้านความยั่งยืน ต้องมี สามขา เดินร่วมกัน—ขาเศรษฐกิจ (โซ่อุปทาน–หน้าร้าน–การเงิน), ขาสิ่งแวดล้อม (CFP–การชดเชย–SAF), และ ขาสังคม (เกษตรกร–วัฒนธรรมอาหาร–การจ้างงาน) เมื่อสามขานี้ยึดโยงกัน กลไก ESG จึง ขับเคลื่อนจริง ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลง

มองไปข้างหน้า จากรายงาน One Report สู่การ “วัดผล–ขยายผล”

การบินไทยระบุว่าจะบันทึกผลสำเร็จของความร่วมมือครั้งนี้ไว้ใน รายงาน One Report ขององค์กร—นัยหนึ่ง คือการใส่ ตัวชี้วัด เพื่อให้เกิดการติดตามผลต่อเนื่อง ไม่ว่าจำนวนแก้วที่จำหน่าย, ปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง, หรือปริมาณน้ำมันพืชใช้แล้วที่คืนสู่ระบบผลิต SAF—นี่คือ “หลักฐานความคืบหน้า” ที่จะทำให้ ESG ไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็น สมุดคะแนนที่ตรวจได้

ในเชิงนโยบายสาธารณะ หากโมเดลนี้เดินหน้าสม่ำเสมอ เชียงรายจะเป็น กรณีแม่แบบ ของการใช้พลังของแบรนด์ชาติ–เครือข่ายการบิน หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชุมชนบนที่สูง พร้อมยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของสินค้าเกษตรไทยไปพร้อมกัน

 Key Facts

  • พันธมิตร การบินไทย (ฝ่ายครัวการบิน/THAI Catering) × โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
  • สินค้า Carbon Neutral Coffee (อาราบิก้า 100% จากดอยตุง) สำหรับร้าน Puff & Pie
  • มาตรฐาน คำนวณ–รับรอง คาร์บอนฟุตพรินท์ (CFP) ครบวงจร และชดเชยให้ เป็นกลางทางคาร์บอน
  • ความต่อเนื่องเดิม การบินไทยเป็นผู้สั่งเมล็ดกาแฟรายหลักจากดอยตุง ~25% ของกำลังผลิต เสิร์ฟบนเครื่องแก่ผู้โดยสาร >20 ล้านคน
  • การยั่งยืนเพิ่มเติม บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก >50% ตั้งเป้า 100% ภายในปลายปีหน้า; ลด Single-use plastic; รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว ส่งต่อ ปตท.–บางจาก เพื่อผลิต SAF
  • เครือข่ายหน้าร้าน Puff & Pie >40 สาขา; ฐานสมาชิก >2,000 ราย ตั้งเป้าเพิ่ม +1,000 ราย/ปี
  • นวัตกรรมเมนู Signature 5 เมนู เริ่มตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569; คอลเลคชั่นเบเกอรี่ Siam’s Treasures

ความร่วมมือ การบินไทย–ดอยตุง ที่ปล่อยของผ่าน Carbon Neutral Coffee คือ “บทพิสูจน์ ESG เวอร์ชันใช้งานจริง” ซึ่งวัดผลได้ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม (CFP–การชดเชย–SAF), เศรษฐกิจ (ดีมานด์แน่นอน–ขยายช่องทาง–Local Sourcing) และสังคม (รายได้ชุมชนเชียงราย–การเล่าเรื่องวัฒนธรรมอาหาร) เมื่อเชื่อมเครือข่ายครัวการบินและหน้าร้าน Puff & Pie กับเกษตรกรดอยตุงอย่างเป็นระบบ “แก้วกาแฟหนึ่งแก้ว” จึงกลายเป็น เครื่องมือพัฒนา ที่เดินได้จริง—ตั้งแต่ ผืนป่าดอย ถึง ประตูขึ้นเครื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
  • โครงการพัฒนาดอยตุง, มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เชียงรายปักหมุด “MICE City กาแฟ” สำเร็จ หลังโครงการสร้างยอดขายกว่า 4.4 ล้านบาท

เชียงราย “MICE City แห่งกาแฟ” สร้างยอดจับคู่ธุรกิจ 4.4 ล้านบาท จากกิจกรรม Coffee Journey 2025

เชียงราย 31 สิงหาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายก้าวสำคัญสู่การเป็น “MICE City แห่งกาแฟ” หลังโครงการ “Chiangrai Specialty Coffee MICE Journey 2025” ประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจ สร้างยอดจับคู่ธุรกิจกาแฟคุณภาพสูงมูลค่ารวมกว่า 4.4 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพของเชียงรายในการเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับธุรกิจไมซ์ระดับชาติ

เส้นทางแห่งการเรียนรู้ จากไร่สู่ถ้วยกาแฟ

กิจกรรมที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2568 ณ หมู่บ้านปางขอน จังหวัดเชียงราย เป็นผลงานความร่วมมือระหว่าง Chiangrai Coffee Lovers (CCL) กับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) และสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างสะพานเชื่อมต่อผู้ประกอบการกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วยเจ้าของโรงคั่วกาแฟจาก 15 แห่งทั่วประเทศ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก The Roastery by Roj, School Coffee และทีมงานดอยตุง รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจากไร่กาแฟชื่อดังในพื้นที่ อาทิ ไร่กาแฟครอบครัวมะ, ไร่กาแฟ Magpie, ไร่กาแฟ Soyi และไร่กาแฟดอยกอดรัก

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ผู้เข้าร่วมทุกคนยินดีที่จะ “ลุยฝน” เพื่อเดินทางไปเยี่ยมชมไร่กาแฟและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเกษตรกรกว่า 30 ชีวิต ซึ่งสะท้อนถึงความจริงจังในการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

วิสัยทัศน์ 4 มิติ ขับเคลื่อนกาแฟไทยสู่เวทีโลก

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศ

ประการแรก การส่งเสริมการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกาแฟและการท่องเที่ยว ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกไปจนถึงคนคั่วและคนชง เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็งและโปร่งใส ประการที่สอง การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและเกษตรกรในด้านการผลิต การแปรรูป และการบริหารจัดการกาแฟโดยใช้ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์และแนวทางมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพกาแฟไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และประการที่สาม การเปิดพื้นที่ให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการนำเสนอกาแฟคุณภาพจากเกษตรกรสู่ตลาดที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ผลิต รวมไปถึง ประการสุดท้าย การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเชิงวัฒนธรรมบนฐานกาแฟพิเศษ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนตามแนวทางของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB)

การเกษตรแบบผสมผสาน หัวใจแห่งความยั่งยืน

หนึ่งในจุดเด่นที่โดดเด่นของการเดินทางครั้งนี้คือการได้เห็นแนวทางการเกษตรแบบผสมผสานของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งไม่เพียงแต่ปลูกกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่ยังปลูกร่วมกับพืชอื่นๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สมดุล

วิธีการเกษตรแบบนี้ส่งผลให้ดินและน้ำมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ลดการใช้สารเคมี และส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของเมล็ดกาแฟที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กาแฟจากเชียงรายได้รับการยอมรับจากตลาดทั้งในและต่างประเทศ

พงศกร อารีศิริไพศาล ประธานกลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย ผู้ผลักดันโครงการ กล่าวว่า “การได้เห็นความตั้งใจของคนปลูก ทำให้เราตระหนักว่าหน้าที่ของคนคั่วและคนชงไม่ใช่แค่ทำให้กาแฟอร่อย แต่คือการเคารพและต่อยอดความตั้งใจของคนต้นน้ำให้ไปถึงมือคนดื่มอย่างสมบูรณ์ที่สุด”

รูปธรรมของยอดซื้อขายทะลุเป้าหมาย

ความสำเร็จของกิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ความประทับใจหรือการแลกเปลี่ยนความรู้เพียงอย่างเดียว แต่สามารถวัดผลได้เป็นรูปธรรมจากยอดการจับคู่ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นระหว่างงาน

จากการจับคู่ธุรกิจระหว่างเกษตรกรและผู้แปรรูปกาแฟกว่า 30 คน กับผู้เข้าร่วมจาก 15 โรงคั่วกาแฟ มีการจองสั่งซื้อเมล็ดกาแฟดิบ (Green Coffee Bean) เฉลี่ยโรงคั่วละ 1 ตัน ทั้งในระดับกาแฟคุณภาพ (Quality Mass) และระดับกาแฟพิเศษ (Specialty Grade) รวมยอดซื้อขายทั้งหมดมากกว่า 4.4 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการที่สูงของตลาดต่อกาแฟคุณภาพจากเชียงราย และเป็นบทพิสูจน์ว่าเมื่อคนต้นน้ำและคนปลายน้ำได้มาพบปะกัน จะเกิดเป็นการเชื่อมโยงทางธุรกิจที่ยั่งยืนและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

กาแฟไทยดาวรุ่งแห่งอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม

ธุรกิจกาแฟยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่องในประเทศไทย โดยข้อมูลจากบริษัทสำรวจตลาด Euromonitor International ระบุว่า มูลค่าตลาดกาแฟไทยในปี 2566 อยู่ที่ 34,470.3 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้นเป็นกว่า 65,000 ล้านบาทในปี 2568

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยให้เห็นภาพการเติบโตที่น่าสนใจ โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) มีการจดทะเบียนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกาแฟเพิ่มขึ้นกว่า 5.70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

อรรถน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้กล่าวในงานเสวนา ‘Coffee Fest’ ณ ไอคอนสยาม ว่า “กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นวัฒนธรรมการบริโภคที่เชื่อมโยงผู้คนทุกเพศทุกวัย และยังเป็นธุรกิจที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ก้าวเข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง”

ทางด้านการส่งออก ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุว่า ในปี 2566 ไทยมีมูลค่าการส่งออกกาแฟ 125.89 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 15.59 เมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับกาแฟไทยในตลาดโลก

แนวคิดใหม่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนฐานกาแฟ

โครงการ “ChiangRai Coffee Journey 2025” ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ แต่ยังเป็นการนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ใหม่และน่าสนใจ ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้แบบ 360 องศา ตั้งแต่การดูแลต้นกาแฟ การเก็บเกี่ยว การแปรรูป ไปจนถึงการชิมและประเมินคุณภาพ

กิจกรรมลักษณะนี้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวกลุ่มเล็ก (Small Group Tourism) และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์ที่แท้จริงและมีส่วนร่วม

หนึ่งในผู้เข้าร่วม จากร้าน Heartmade Craft Coffee Roaster กล่าวว่า “สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือการได้พูดคุยกับคนต้นน้ำผู้ปลูกกาแฟ ที่เลือกทำเกษตรแบบผสมผสาน ไม่ใช่แค่การปลูกกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่ยังปลูกร่วมกับพืชอื่นๆ สร้างระบบนิเวศที่สมดุล”

MICE City เป้าหมายใหม่ของเชียงราย

การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการขับเคลื่อนเชียงรายสู่การเป็น MICE City ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยใช้กาแฟเป็นจุดขายหลัก ซึ่งแตกต่างจากเมืองไมซ์อื่นๆ ในประเทศที่มักเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานหรือความทันสมัยของสถานที่

TCEB ในฐานะหน่วยงานหลักในการส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศ ได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองไมซ์รูปแบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์และความยั่งยืน

การที่เชียงรายมีความโดดเด่นในด้านการผลิตกาแฟคุณภาพสูง ประกอบกับธรรมชาติที่สวยงามและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เข้มแข็ง จึงเป็นจุดแข็งที่สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวไมซ์ที่ต้องการประสบการณ์ที่แตกต่างจากเมืองใหญ่

ผลกระทบต่อชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น

ความสำเร็จของโครงการนี้ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนท้องถิ่นหลายมิติ เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมมากขึ้นจากการขายตรงให้กับโรงคั่วกาแฟ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่น บริษัททัวร์ รถเช่า และชุมชนได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองสู่การเป็น DMC (Destination Management Company) ที่มีคุณภาพ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมไมซ์ที่กำลังเติบโตในอนาคต

การพัฒนาในลักษณะนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน และเป็นการกระจายความเจริญจากเมืองใหญ่สู่พื้นที่ห่างไกล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศที่เน้นความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

เทรนด์การบริโภคกาแฟ โอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการ

ตลาดกาแฟไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ Euromonitor International แสดงให้เห็นว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2564-2566) ตลาดกาแฟไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 8.55 ต่อปี

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองกาแฟเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ มากกว่าเพียงแค่เครื่องดื่ม เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ เรื่องราวเบื้องหลัง และความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์มากขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติมจากเนสกาเฟ ระบุว่า กาแฟเป็นหนึ่งในเครื่องดื่ม 3 อันดับแรกที่คนไทยนิยมดื่มในปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการขยายตัวต่อไป

ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

แม้ว่าผลลัพธ์จากโครงการนี้จะน่าประทับใจ แต่การพัฒนาเชียงรายสู่การเป็น MICE City แห่งกาแฟยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ

ความท้าทายหลักคือการรักษามาตรฐานคุณภาพของกาแฟให้สม่ำเสมอตลอดทั้งปี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับนักท่องเที่ยวไมซ์ และการสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการระดับสากล

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เชียงรายมีอยู่ก็มีมากมาย ตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟคุณภาพสูง วัฒนธรรมท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และที่สำคัญคือจิตวิญญาณของคนในพื้นที่ที่พร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

จากไร่กาแฟสู่เวทีโลก

โครงการ “ChiangRai Coffee Journey 2025” เป็นมากกว่าการจัดกิจกรรมเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญของการพัฒนาเชียงรายสู่การเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับธุรกิจไมซ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ความสำเร็จจากยอดซื้อขายกว่า 4.4 ล้านบาทในเวลาเพียง 3 วัน เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าตลาดพร้อมรับและชื่นชมคุณภาพของกาแฟเชียงราย การที่ผู้ประกอบการจาก 15 โรงคั่วทั่วประเทศยินดีที่จะเดินทางมาสัมผัสและเรียนรู้ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและศักยภาพของพื้นที่

สิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดคือการที่โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ผลกำไรทางธุรกิจ แต่ยังคำนึงถึงความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง การเกษตรแบบผสมผสานที่เกษตรกรในพื้นที่ใช้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างคุณภาพกาแฟที่เป็นเลิศ

หากเชียงรายสามารถรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ และพัฒนาต่อยอดในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริการ และการสื่อสารกับตลาดสากล ไม่นานเชียงรายอาจกลายเป็น “เมืองไมซ์ที่หอมกรุ่นที่สุด” และเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ในการใช้จุดแข็งทางการเกษตรเป็นฐานในการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์

เสียงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ผู้แทนจากสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงราย แสดงความมั่นใจว่า การจัดกิจกรรมลักษณะนี้จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการจัดประชุมและนิทรรศการที่มีคุณภาพ

“การที่เราสามารถสร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครให้กับผู้เข้าร่วมประชุม โดยผสมผสานระหว่างการเรียนรู้ทางธุรกิจกับการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น จะเป็นจุดขายที่สำคัญในการดึงดูดองค์กรและบริษัทต่างๆ ให้เลือกเชียงรายเป็นสถานที่จัดกิจกรรม” ผู้แทนสมาคมฯ กล่าว

กลยุทธ์ต่อยอดสู่อนาคต

จากความสำเร็จของโครงการครั้งนี้ CCL และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางแผนกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่าย รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานกาแฟ

การจัดกิจกรรม Road Show ไปยังเมืองใหญ่อื่นๆ เพื่อนำเสนอกาแฟคุณภาพจากเชียงราย และการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการซื้อขายกาแฟโดยตรงระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ ก็เป็นอีกหนึ่งแผนงานที่น่าจับตามอง

ทั้งนี้ การพัฒนาระบบมาตรฐานการรับรองคุณภาพกาแฟ (Coffee Certification) เฉพาะสำหรับเชียงราย ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อและเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายระยะยาวที่สำคัญ

แรงบันดาลใจจากความสำเร็จ

เรื่องราวของ “ChiangRai Coffee Journey 2025” เป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แต่สร้างผลกระทบในวงกว้าง การที่ผู้เข้าร่วมทุกคนยินดีที่จะ “ลุยฝน” เพื่อเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริง แสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือที่เกิดจากใจจริง

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างธุรกิจ แต่เป็นการสร้าง “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและเติบโตไปด้วยกัน ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาในระยะยาว

ดังที่หนึ่งในผู้เข้าร่วมกล่าวสรุปไว้อย่างสวยงามว่า “Coffee Journey ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทริปเรียนรู้ แต่เป็นการเดินทางของหัวใจที่เชื่อมโยงคนปลูก คนคั่ว คนชง และคนดื่มเข้าด้วยกันในถ้วยกาแฟเดียว”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB)
  • สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงราย
  • Chiangrai Coffee Lovers (CCL)
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
  • The Roastery by Roj
  • School Coffee
  • ทีมงานดอยตุง
  • ไร่กาแฟครอบครัวมะ, ไร่กาแฟ Magpie, ไร่กาแฟ Soyi, ไร่กาแฟดอยกอดรัก
  • Heartmade Craft Coffee Roaster
  • ข้อมูลสถิติการตลาดจาก Euromonitor International
  • สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ทุ่ม 200 ล้านสร้างแม่เหล็กที่เชียงราย ยกระดับอุตสาหกรรมบ้าน

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ทุ่ม 200 ล้านบาท ปักธง “เชียงราย” สร้างแม่เหล็กเรื่องบ้านผสานงานคราฟต์ท้องถิ่นยกระดับอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยและท่องเที่ยวเมืองรองสู่ความยั่งยืน

เชียงราย, 27 สิงหาคม 2568 — อาคารใหม่เอี่ยมสไตล์โมเดิร์นโคซี่ พื้นที่กว่า 6,300 ตารางเมตร ของ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย กำลังกลายเป็น “หมุดหมายใหม่” ของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในจังหวัด ด้วยงบลงทุน 200 ล้านบาท และแนวคิดที่ตั้งใจเชื่อมเสน่ห์งานคราฟต์ล้านนากับดีไซน์ร่วมสมัย ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปิดสโตร์ลำดับที่ 35 ของบริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM หากแต่เป็นสัญญาณ “ขึ้นเกมรุกเมืองรอง” อย่างมีกลยุทธ์ในครึ่งปีหลังของปีเศรษฐกิจที่ผันผวน

ทำไมต้องเชียงราย” เมืองศิลปะเมืองรองดาวรุ่ง ที่ดีมานด์ “ของบ้าน” กำลังปะทุ

การตัดสินใจปักธงเชียงรายของ ILM สะท้อนการจับจังหวะเศรษฐกิจที่ถูกเวลา เชียงราย วันนี้ไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางของธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม แต่เป็น “ตลาดบ้านและโฮสพิทาลิตี้” ที่โตตามโครงสร้างพื้นฐานและเทรนด์การท่องเที่ยวเมืองรอง

  • แรงส่งการท่องเที่ยว ข้อมูลจากหน่วยงานท่องเที่ยวระบุว่าในช่วง 6 เดือนแรกปี 2568 การท่องเที่ยวในประเทศสร้างรายได้รวม 1.34 ล้านล้านบาท (นักท่องเที่ยวต่างชาติ 770,000 ล้านบาท และไทยเที่ยวไทย 570,000 ล้านบาท) โดย เชียงราย เป็น เมืองรองที่มีผู้เยี่ยมเยือนมากที่สุด และทำรายได้สูงสุดในช่วงเดียวกัน เทรนด์ดังกล่าวสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของภาควิจัยเอกชนที่คาดว่า ปี 2568 คนไทยจะท่องเที่ยวในประเทศ 205 ล้านคน–ครั้ง และ สัดส่วนเที่ยวเมืองรองแตะราว 41.4% เพิ่มจากก่อนโควิดอย่างมีนัยสำคัญดีมานด์ที่พัก ร้านอาหาร โฮมสเตย์ และคาเฟ่ ออกดอกเป็น ความต้องการเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน ที่จับต้องได้ทันที
  • โลจิสติกส์หนุน โครงข่ายการคมนาคมที่เชื่อมโยง North–South Economic Corridor (R3A) และการยกระดับ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ทำให้เมืองชายแดนแห่งนี้กลายเป็นประตูการค้าสำคัญสู่ลาว เมียนมา จีนตอนใต้ ส่งผ่านเม็ดเงินลงทุนสู่ที่อยู่อาศัยที่พักและรีเทลรูปแบบใหม่
  • บรรยากาศดอกเบี้ย แนวโน้มดอกเบี้ยขาลด ช่วยผ่อนแรงผ่อนบ้านสินเชื่อปรับปรุงที่พัก การตัดสินใจ “ซ่อม–แต่ง–ขยาย” จึงเกิดถี่ขึ้น ส่งสัญญาณบวกต่อ สินค้ากลุ่มบ้าน ในทุกเซ็กเมนต์

ในภาพนี้ เชียงราย จึงเป็น “เวทีที่พร้อมใช้งาน” ให้แบรนด์ผู้นำด้านสินค้าเรื่องบ้านอย่าง ILM เข้าไปเติมเต็มพอร์ตทั้งฝั่ง B2C (ครัวเรือน) และ B2B (โรงแรม รีสอร์ต โครงการอสังหา โรงพยาบาล และธุรกิจบริการ) ได้ในคราวเดียว

จากแนวคิดสู่ประสบการณ์ 5 ไฮไลท์ที่นิยาม “แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก”

สาขาเชียงรายถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าโชว์รูม แต่เป็น แพลตฟอร์มของการใช้ชีวิต” ที่เล่าอัตลักษณ์พื้นที่ได้ชัด และส่งมอบโซลูชันครบวงจรให้ผู้ใช้และผู้ประกอบการ

  1. New Design — โมเดิร์นโคซี่ที่สื่อสารเมือง
    เส้นสายเรียบเท่ถูก “ถักทอ” ด้วยอัตลักษณ์ล้านนา ตั้งแต่ ดอกพวงแสด สัญลักษณ์จังหวัดที่เป็นแรงบันดาลใจในงานตกแต่ง ไปจนถึง เครื่องเคลือบดินเผา “เวียงกาหลง” งานคราฟต์มือชั้นดีจาก อ.เวียงป่าเป้า ที่ถูกยกมาเป็นอีลีเมนต์ในร้าน โทนเอิร์ธโทนไม้ระแนงโปร่งเลย์เอาต์ยืดหยุ่น ชวนให้ “เดิน–มอง–แตะ” แล้วจินตนาการภาพบ้านตัวเองได้ทันที
  2. New Zone — ครบกว่าในสโตร์เดียว
    รวมแบรนด์หลักของเครือ Index Furniture, Younique (บิวท์อิน), Winner Furniture, Furinbox และที่นอนแบรนด์ดัง พร้อม DESIGN STUDIO จุดนัดพบดีไซเนอร์ที่ช่วยออกแบบห้อง “เสมือนจริง” ก่อนตัดสินใจซื้อ และโซลูชัน B2B ตั้งแต่ SME โรงแรม โครงการอสังหา โรงพยาบาล ไปจนถึง VIP SPACE สำหรับลูกค้าคนพิเศษชุดเครื่องมือที่ทำให้เจ้าของกิจการ คุมงบ คุมแบรนด์ คุมเวลา ได้ดีขึ้น
  3. New Offers — โปรเปิดสาขาที่ “รู้ใจ” คนซื้อ
    ฉลองเปิดสาขาด้วยแคมเปญเฉพาะกิจ อาทิ สมาชิก JOY Member ช้อป 1,000 คืน 1,000 (จำนวนสิทธิ์จำกัด ช่วงเปิดสาขา), สินค้านาทีทองรายวัน 27–31 ส.ค., ผ่อน 0% สูงสุด 10 เดือน กับบัตรเครดิตพันธมิตร พร้อมของสมนาคุณตั้งแต่ ทองคำแท่ง, e-Voucher, ที่พัก 3 วัน 2 คืน ถึง เครื่องฟอกอากาศ สำหรับยอดช้อปตามเงื่อนไข ทั้งยังมี Coupon กิจกรรมออนไลน์–รีวิว ให้ร่วมสนุกช่วงเปิดตัว
  4. New Member — โตฐานสมาชิกด้วย “สิทธิ์ที่ใช้จริง”
    นอกจากตั้งเป้าขยายฐาน JOY Member ในภาคเหนือแล้ว ILM ยังปั้น “ชุดสิทธิประโยชน์ 3 ต่อ” สำหรับสมาชิกใหม่–เก่า ตั้งแต่ คูปองส่วนลด, พอยต์โบนัส, ของที่ระลึก พร้อมกิจกรรม พอยต์ x3 สำหรับการช้อปขั้นต่ำที่กำหนด ฐานสมาชิกใน 5 จังหวัดเหนือบน (เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง) ปัจจุบันรวมกว่า 16,000 ราย จึงมีต้นทุน “ความภักดี” ให้ต่อยอด
  5. Sustainability — “เราได้ โลกได้ เขาได้”
    สินค้ากลุ่ม Well-being (เพื่อสุขภาวะ), Eco Product จากวัสดุ หวาย ไม้ไผ่ ไม้ยาง เปลือกข้าวโพด พลาสติก/ผ้ารีไซเคิล ตลอดจนไอเทมประหยัดพลังงาน ถูกยกเป็นพระเอก ขณะเดียวกันสาขาเชียงรายยังเตรียม โครงสร้างรองรับโซลาร์รูฟท็อป, ลดสื่อพิมพ์ที่ไม่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม (ใช้กระดาษลูกฟูก 80%), คัดแยกขยะจริงจัง และ เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน ด้วยของที่ระลึกจาก พัดไม้ไผ่บ้านเมืองรวง และ ผ้าทอบ้านสันทรายน้อย ที่ทำให้เงินหมุนเวียน “ใกล้แหล่งกำเนิด” มากขึ้น
คุณกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM ผู้นำธุรกิจ

เนื้อแท้ของกลยุทธ์ เชื่อม “บ้าน งาน ชุมชน” ด้วยข้อมูลและบริการครบวงจร

คุณกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM ผู้นำธุรกิจ ย้ำเป้าหมายชัดว่า บริษัทเดินเกมครึ่งปีหลังด้วยความยืดหยุ่นต่อปัจจัยภายนอกภายใน โดยยึดบทบาท “THAILAND’s No.1 Furniture & Home Decorative Destination” และใช้ เมืองรองเมืองท่องเที่ยว เป็น “สนามเติบโต” ที่ยั่งยืน “เชียงราย” จึงเป็นสาขาที่ สอง ในภาคเหนือ (ต่อจากเชียงใหม่) เพื่อพิสูจน์พลังของแนวคิด แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก” ผ่านสินค้าบริการแรงบันดาลใจครบวงจร

สารพัดบริการหลังบ้านที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงตั้งแต่ สำรวจหน้างาน ประมาณการค่าใช้จ่าย วางแบบ 3Dกำหนดเวลา ติดตั้งรับประกันบริการหลังการขาย คือ “ฟันเฟือง” ที่ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว/ที่พัก ลดความเสี่ยง ในการรีโนเวต/ขยายห้องพัก ขณะครัวเรือนทั่วไปก็ “ผ่อนแรงตัดสินใจ” ด้วยการเห็นภาพรวมก่อนซื้อจริง

ที่สำคัญ สาขาเชียงรายยังเป็นเวทีทดลอง โครงการทรัพยากรบุคคลแบบผูกชุมชน อย่าง ปิ๊กบ้าน ILM สาขาเชียงฮาย กั๋นเต๊อะ” เปิดทางให้พนักงานที่มีภูมิลำเนาเชียงรายได้ โอนย้ายกลับบ้าน สร้างสมดุลชีวิตงานและเกื้อหนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นในคราวเดียว

เม็ดเงิน 200 ล้านบาท “หมุน” อย่างไรในเศรษฐกิจเมือง

เงินลงทุนก้อนใหญ่ไม่ได้หยุดอยู่ที่ก่อสร้างตกแต่ง แต่ต่อท่อไปสู่ ห่วงโซ่คุณค่า ที่กว้างกว่า

  • การจ้างงานโดยตรง–ทางอ้อม ตั้งแต่ทีมขาย ดีไซน์ ติดตั้ง คลังสินค้า ไปจนถึงผู้รับเหมาสายงานไม้ เหล็ก ผ้า ไฟ เศรษฐกิจฐานรากรับแรงสั่นเชิงบวกทันที
  • ดีมานด์ B2B: โรงแรม รีสอร์ต โฮสเทล คาเฟ่ และ โครงการอสังหา กำลัง “อัพเกรดประสบการณ์” เพื่อตอบรับนักท่องเที่ยวที่ละเอียดกับฟังก์ชันดีไซน์ การมีสโตร์ที่ รวมเซ็ตรวมแบรนด์รวมบริการ ในรัศมีไม่ไกลสนามบิน/เมือง จึงลดต้นทุน “เวลา ความเสี่ยง การขนส่ง” ของผู้ประกอบการ
  • ชุมชน–วัฒนธรรม: การใช้ คราฟต์ท้องถิ่น เป็นองค์ประกอบในร้าน ทำให้สินค้าชุมชน “มีเวที” สร้างความภาคภูมิใจและรายได้ซ้ำอย่างเป็นรูปธรรมนี่คือ Soft Power เชิงพื้นที่ ที่วัดผลได้

ข้อเสนอเชิงนโยบายท้องถิ่น เมื่อรีเทลสมัยใหม่ผสานชุมชน

โมเดลเชียงรายของ ILM เปิด “บทเรียน” ให้เมืองรองอื่นๆ มองเห็นทางร่วมมือภาครัฐ–เอกชน

  1. ส่งเสริมคลัสเตอร์ออกแบบตกแต่งภายใน มหาวิทยาลัย/อาชีวะควรเชื่อมหลักสูตร พัสตราภรณ์ ดีไซน์ วัสดุศาสตร์ โลจิสติกส์ กับอุตสาหกรรมจริง เพิ่มแรงงานทักษะเฉพาะ
  2. มาตรฐานสินค้าชุมชนสู่เชิงพาณิชย์ หน่วยงานท้องถิ่นช่วยยกระดับ มาตรฐานความปลอดภัย–ฉลากสิ่งแวดล้อม ให้คราฟต์ท้องถิ่นพร้อมวางจำหน่ายในรีเทลสมัยใหม่
  3. แรงจูงใจสีเขียว  สนับสนุนการติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป รีไซเคิลขยะ ลดพลาสติก ในรีเทล เชื่อมกับ มาตรการภาษี/คาร์บอนเครดิต ระดับเมือง

สำหรับผู้บริโภค จะช้อปอย่าง “คุ้มและยั่งยืน” ที่เชียงรายได้อย่างไร

  • เริ่มจากแผนห้องจริง ใช้บริการ DESIGN STUDIO จำลองพื้นที่ ช่วยลด “การซื้อผิด” และส่งเสริมการใช้สินค้ายาวนาน
  • มองความคุ้มวงจรชีวิต วัสดุรีไซเคิล งานไม้ยั่งยืน ฟังก์ชันถอดประกอบซ่อมง่าย แพงกว่าเล็กน้อยวันนี้ แต่คุ้มกว่าใน 3–5 ปี
  • ใช้สิทธิ JOY Member ให้คุ้ม เก็บพอยต์ ใช้คูปอง ผ่อน 0% ช่วยกระจายภาระและปลดล็อกของชิ้น “ใหญ่”
  • สนับสนุนของชุมชน  เลือกไอเทมท้องถิ่นในบ้าน เงินหมุนเวียนไม่ไกล ช่วยรักษา “ตัวตนเมือง” ให้ยังสด

เดินเกมเปิดตัว จากเสียงกลองสู่การจับจ่าย

พิธีเปิด 27 สิงหาคม มาในธีม “ปลุกพลังจากธรรมชาติและจิตวิญญาณ” ด้วย กลองสะบัดชัย กลองปูจา กลองไทโกะ ให้พลังและฤกษ์ชัยในแบบผสมผสานตะวันออก ล้านนา ก่อนส่งต่อสู่ ช่วงโปรพิเศษ รายวันและกิจกรรมสมาชิกตลอดเดือนคือการเล่าเรื่อง ร่วมสมัย ร่วมถิ่น ร่วมมือ” ให้คนเชียงรายสัมผัสได้ทั้งหู ตา และหัวใจ

สาขาเชียงรายจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางโซลูชันเรื่องบ้านครบวงจร ทั้งสำหรับครัวเรือนและภาคธุรกิจบริการของเมืองท่องเที่ยวสุดสร้างสรรค์แห่งนี้ เราเชื่อว่าการผสานดีไซน์ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมท้องถิ่น จะสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน” สารจากผู้บริหาร ILM ในวันเปิดสาขา

รีเทลที่ “อ่านเมืองออก” ย่อมเติบโตไปกับเมือง

การเข้ามาของ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย ไม่ใช่แค่การเพิ่มสาขาที่ 35 แต่คือ เคสศึกษา ว่าแบรนด์ใหญ่จะเติบโตในเมืองรองได้อย่างไร อ่านดีมานด์จากข้อมูล, ออกแบบประสบการณ์ที่ยึดโยงอัตลักษณ์พื้นที่, และสร้างทางร่วมกับชุมชน ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจผันผวน นี่คือการลงทุนที่ “ซื้ออนาคต” ของเมืองไปพร้อมกับ “ขายของวันนี้” ให้กับผู้คน และหากเมือง–เอกชน–ชุมชนเดินไปด้วยกัน สโตร์เรื่องบ้านหลังนี้จะกลายเป็น แม่เหล็กเศรษฐกิจยั่งยืน ที่ทำให้คำว่า “แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก” มีความหมายจริงทั้งในสมุดบัญชี และในชีวิตประจำวันของคนเชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) – ILM: ข่าวประชาสัมพันธ์การเปิด สาขาเชียงราย (ลำดับที่ 35) แนวคิด “แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก”, งบลงทุน 200 ล้านบาท, พื้นที่ 6,300 ตร.ม., 5 ไฮไลท์สาขา, สิทธิประโยชน์ JOY Member, บริการ DESIGN STUDIO และโซลูชัน B2B รวมถึงกิจกรรมเปิดสาขาและโครงการด้านความยั่งยืน
    (เอกสารข่าว/ประกาศบริษัท; ฝ่ายสื่อสารองค์กร ILM)
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): ภาพรวมรายได้ท่องเที่ยวในประเทศ ช่วง 6 เดือนแรกปี 2568 รวม 1.34 ล้านล้านบาท (ต่างชาติ 770,000 ล้านบาท / ไทยเที่ยวไทย 570,000 ล้านบาท) และข้อมูล เชียงราย ในฐานะ เมืองรองที่มีผู้เยี่ยมเยือนมากที่สุด/รายได้สูงสุด ในช่วงเวลาเดียวกัน
    (ฐานข้อมูลสถิติการท่องเที่ยว, ข่าวประชาสัมพันธ์ ททท.)
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch): ประมาณการ จำนวนนักท่องเที่ยวไทยในประเทศปี 2568 = 205 ล้านคน–ครั้ง และแนวโน้มสัดส่วนการท่องเที่ยว เมืองรอง ~41.4%, ปัจจัยขับเคลื่อนกระแสเที่ยวเมืองรอง (เลี่ยงแออัด, รีวิวออนไลน์, ท่องเที่ยวเชิงศาสนา)
    (บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว, รายงานเชิงประมาณการปี 2568)
  • หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐาน: ข้อมูลเชิงบริบทโครงการทางหลวงเศรษฐกิจ North–South Economic Corridor (R3A) และการยกระดับ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ที่หนุนบทบาทเชียงรายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าชายแดน
    (กรมทางหลวง/เอกสาร GMS–R3A, ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง/กรมท่าอากาศยาน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เชียงรายปั้น “แพลตฟอร์มกลาง” แก้วิกฤตภัยพิบัติ เชื่อมข้อมูล-อาสาฯ ไม่ซ้ำซ้อน

เชียงรายยกระดับ “ระบบกู้ภัยอัจฉริยะ” ใช้แผนที่–ข้อมูล–อาสาสมัคร เชื่อมรัฐกับประชาชน หลังบทเรียนอุทกภัย 2567 เดินหน้าปั้น “แพลตฟอร์มกลางจังหวัด” รับมือภัยพิบัติครบวงจร

เชียงราย, 26 สิงหาคม 2568 — 2–3 ปีที่ผ่านมา ภัยพิบัติในภาคเหนือมีทั้งความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ “น้ำหลากปนโคลน” ที่เกิดจากปัจจัยร่วมของฝนตกหนัก น้ำท่า และน้ำหนุน ทำให้รูปแบบความเสียหายต่างจากน้ำท่วมเมืองแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ บทเรียนใหญ่ของเชียงรายในเดือนกันยายน 2567 จึงไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องมือกู้ภัยหรืองบเยียวยา แต่คือ “ข้อมูลที่เชื่อมถึงกัน” เพื่อให้คน–หน่วยงาน–ทรัพยากร พบกันได้รวดเร็ว ถูกจุด และไม่ซ้ำซ้อน ข่าวนี้ชี้ให้เห็น 3 ประเด็นหลักที่น่าจับตา: (1) ปัญหาเรื้อรังด้านข้อมูลภาคสนามเมื่อเกิดเหตุ (2) การลุกขึ้นมาสร้างระบบร่วมระหว่างภาครัฐ–มูลนิธิ–แพลตฟอร์มภาคประชาชน และ (3) วิสัยทัศน์ “แพลตฟอร์มกลางของจังหวัด” ที่ตั้งเป้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งก่อน–ระหว่าง–หลังภัยพิบัติ หากเชียงรายทำสำเร็จ โมเดลนี้จะต่อยอดสู่จังหวัดอื่นได้ไม่ยาก

เสียงสนทนาแน่นขนัดใน “ห้องประชุมสักทอง” โรงแรม Teak Garden Spa Resort เมืองเชียงราย บ่ายวานนี้สะท้อนความจริงว่า การรับมือภัยพิบัติยุคใหม่ต้องพึ่ง “ข้อมูลที่ดี + เทคโนโลยีที่ใช่ + อาสาสมัครที่พร้อม” ไปพร้อมกัน การอบรมเชิงปฏิบัติการ ระบบปฏิบัติการกู้ภัยด้วยเทคโนโลยีด้านแผนที่และการบริหารจัดการข้อมูลในสถานการณ์ภัยพิบัติ” จัดโดย มูลนิธิกระจกเงา สำนักงานจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ จิตอาสาแคร์ (Jitasa.care) และสมาคมกู้ชีพกู้ภัยศิริกรณ์ มีผู้ปฏิบัติงานจริงจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม เพื่อทดลอง “ต่อท่อข้อมูล” ให้ไหลลื่นตั้งแต่ปลายน้ำ (ประชาชนผู้ขอความช่วยเหลือ) ย้อนสู่ต้นน้ำ (ศูนย์บัญชาการ) แบบไร้รอยต่อ

นางสาวประไพ เกศล ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา สำนักงานเชียงราย กล่าวต้อนรับ ก่อนที่ นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จะประกาศเปิดเวที พร้อมส่งสัญญาณความมุ่งมั่นของจังหวัดในการสร้างระบบที่ “ช่วยได้จริง” ไม่ใช่แค่ “แจ้งเตือน” แล้วหายไป

บทเรียนอุทกภัย 2567 เมื่อ “น้ำสามชนิด” มาเจอกัน และงบเยียวยามหาศาลก็ยังไม่พอ

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ย้อนภาพมหาอุทกภัยเดือนกันยายน 2567 ว่า “ครั้งนั้นไม่ใช่แค่น้ำ แต่เป็นน้ำปนโคลน—ครั้งแรกของพื้นที่” จุดเกิดเหตุไม่ได้มีแค่น้ำฝนในพื้นที่ แต่เกิดจาก สามแรงปะทะ คือ น้ำท่าในพื้นที่ + ฝนตกหนัก + น้ำหนุนจากแม่น้ำโขง พอทั้งสามซ้อนกัน “ท่วม 100% และท่วมนาน” ส่งผลให้รูปแบบความเสียหายขยับจากทรัพย์สินสู่ “สภาพแวดล้อมอยู่อาศัย” ชนิดที่บ้านหลายหลังต้องระดมคน–เครื่องมือ–เวลา เพียงเพื่อ “ตักโคลนออก” ก่อนจะซ่อมแซมอย่างอื่นได้

ภาครัฐเร่งเยียวยาอย่างกว้างขวาง—เงินโอนเยียวยาเข้าบัญชีประชาชนรวม 1,074 ล้านบาท (ไม่รวมงบซ่อมสาธารณูปโภคที่กระทรวงคมนาคมอัดเข้าไป ราว 400–500 ล้านบาท เพื่อฟื้นถนนที่เสียหาย) นอกจากนี้ยังมี “แพ็กเกจ” เฉพาะกิจหลายรายการ อาทิ

  • แพ็กเกจ 1: เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท/ครัวเรือน สำหรับบ้านที่น้ำท่วมและเสียหาย ครอบคลุม กว่า 35,000 ครัวเรือน รวมใช้งบ กว่า 350 ล้านบาท
  • แพ็กเกจ 2: เงินช่วย 10,000 บาท/ครัวเรือน สำหรับครัวเรือนที่ต้องขนโคลนออกจากบ้าน ครอบคลุม กว่า 18,000 ครัวเรือน รวม กว่า 180 ล้านบาท
  • แพ็กเกจ 3: ช่วยซ่อมบ้าน–อุปกรณ์ทำกิน สูงสุดไม่เกิน 49,500 บาท
  • แพ็กเกจ 4: เติมเต็มส่วนที่เกินระเบียบราชการโดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) อีก 34 ล้านบาท ครอบคลุม 1,200 หลังคาเรือน
  • แพ็กเกจ 5: ภาคเกษตร–ปศุสัตว์–ประมง รวม 268 ล้านบาท
  • แพ็กเกจ 6 และ 8: เงินช่วยจากกองทุนจังหวัดสำหรับบ้านเสียหายทั้งหลัง (174 ครัวเรือน) และช่วยกลุ่มเปราะบาง

ตัวเลขมหาศาลเหล่านี้ช่วยพยุงชีวิตผู้คนให้ลุกเดินต่อ แต่ “เงินอย่างเดียว” ไม่อาจทัดทาน “เวลาช่วยเหลือที่ช้า–ข้อมูลผิดจุด–งานซ้ำซ้อน” ซึ่งคือหัวใจของความสูญเสีย “ที่ป้องกันได้” หากระบบข้อมูลดีตั้งแต่ต้น

จุดเจ็บของภารกิจข้อมูลสะเปะสะปะ พิกัดผิดซ้ำซ้อน “ทำให้คนช่วยไปไม่ถึง”

นายโจ้ จากมูลนิธิกระจกเงา เล่าตรงไปตรงมา—ทุกวิกฤตมี “ช่องว่างข้อมูล” ซ่อนอยู่เสมอ แม้ภาคสนามมีคนและอุปกรณ์พร้อม แต่หาก พิกัดบ้านไม่ชัด” ก็ยากที่ทีมกู้ภัยจะฝ่าเสี่ยงเข้าไปถึงได้ “ตอนแม่สายปีที่แล้ว ญาติ–ชาวบ้านต้องเขียนข้อมูลใส่กระดาษยื่นให้เทศบาล” ก่อนที่ทีมมูลนิธิฯ ต้องมานั่ง คีย์ชื่อกว่า 900 ราย ลง Excel แล้วโทรไล่หาพิกัดจากญาติ ใช้ Google Street View ช่วยเดา บ้านที่ ‘คุ้น’ เมื่อแห้ง แต่ ‘หลง’ เมื่อท่วม และสิ่งที่ทีมได้ยินจากหน่วยซีลที่ถูกเรียกมาช่วยคือ ถ้าข้อมูลไม่ชัด เขาจะไม่ไป”—ไม่ใช่ไม่อยากไป แต่เพราะ การเสี่ยงชีวิตต้องมี “ความชัดเจน” ค้ำประกัน

นายชูเกียรติ จันทบูรณ์ เลขานุการและหัวหน้าชุดปฏิบัติการ สมาคมกู้ชีพกู้ภัยศิริกรณ์เชียงรายบรรเทาสาธารณภัย เสริมบทเรียนจากภารกิจที่น่าน ว่าการ “ไม่มีที่รวมศูนย์รายงานตัว” ทำให้เกิด งานทับซ้อน อย่างกรณีผู้ป่วยฟอกไต—ทีมหนึ่งฝ่าเสี่ยงเอาเรือเข้าไปรับ แต่ไปถึงจุดหมายกลับพบว่า มีทีมอื่นรับตัวออกไปแล้ว เสียทั้งเวลา–น้ำมัน–ความเสี่ยง โดยไม่จำเป็น “ถ้าทุกทีม ทุกเคส รายงานเข้า ‘ที่เดียวกัน’ ใช้เลขเคสเดียวกัน เราจะไม่เสียเวลา”

คำตอบเชิงระบบ “จิตอาสาแคร์” แพลตฟอร์มที่จับคู่งาน–ความช่วยเหลือด้วยแผนที่

คุณวสันชัย วงศ์สันติวนิช หัวหน้าทีม Jitasa.care เล่าจุดเริ่มแพลตฟอร์มที่เกิดจากโศกนาฏกรรมโควิด-19 เมื่อทีมงานคนหนึ่งสูญเสียญาติและ “หาที่เผาศพไม่ได้” ทีมโปรแกรมเมอร์–วิศวกร–นักวิจัยจึงรวมตัวพัฒนาระบบภายใน สองสัปดาห์ เพื่อให้ ความช่วยเหลือหาเจอกัน” ได้จริง จิตอาสาแคร์เคยรองรับผู้ใช้งาน กว่า 2 ล้านคนในกรุงเทพฯ ช่วงวิกฤต และถูกนำมา “รีดีไซน์” เพื่อภารกิจภัยพิบัติ

หน้าจอของจิตอาสาแคร์เข้าใจง่าย—หมุดสีแดง คือคำขอความช่วยเหลือ, หมุดสีเขียว คือมีคน “รับเคสแล้ว”, หมุดสีเทา คือ “ภารกิจสำเร็จ” ระบบมี เลขเคสเฉพาะ (case ID) และ QR/ลิงก์ ให้ส่งหากัน—ทีมไหนเปิดดู ก็เห็นข้อมูลชุดเดียวกัน ลดโอกาสซ้ำซ้อน มูลนิธิกระจกเงาช่วย คัดกรอง–ลบหมุดซ้ำ–ยืนยันข้อมูล ให้ “ข้อมูลชัดก่อนลงเรือ” พร้อมกันนี้ยังออกแบบ บทบาทอาสา 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. อาสาประสาน (Operator): รับ–กระจายเคส เชื่อมทุกหน่วย
  2. อาสากู้ภัย (Rescuers): ลงพื้นที่หน้างาน
  3. อาสาข้อมูล (Data Volunteers): เก็บ–รวบรวม–ปรับคุณภาพข้อมูล (ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย/มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ))

ในบางพื้นที่ไม่มีสัญญาณมือถือ ทีมจึงสาธิตการใช้ Gaia GPS—แอปแผนที่ออฟไลน์ที่ดาวน์โหลดแผนที่ไว้ล่วงหน้า บันทึก เส้นทาง–ระยะ–ความสูง–ความชัน ได้ และ นำเข้า/ส่งออกไฟล์ GPX/KML เพื่อแชร์เส้นทางเดียวกันระหว่างทีม สอดคล้องกับความจริงภาคสนามที่ Google Maps อาจไม่ตอบโจทย์เมื่อ “สัญญาณล่ม”

กลางคืน–น้ำเชี่ยว–ไฟดับ และพฤติกรรม “ไม่อพยพ” ในระยะเตือน

นายชูเกียรติเล่าตรงไปตรงมา งานกู้ภัย “กลางคืน–ไม่มีไฟ–น้ำแรง” คือเสี่ยงที่สุด อีกทั้ง ชาวบ้านจำนวนมากไม่ยอมอพยพตั้งแต่แรก ยอมออกก็ต่อเมื่อ “น้ำถึงอก” ทำให้ทีมต้อง “วนซ้ำ” จุดเดิมหลายรอบ ความปลอดภัยของทั้งผู้ช่วยและผู้รอก็ลดลงพร้อมกัน

มิติโดรนจึงถูกหยิบมาหารือ จะบินอย่างไรให้ ‘ข้อมูล’ กลับมาที่ศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่ ‘ภาพ’ อยู่ในมือถือคนบิน” หากทุกเที่ยวบินถูกเก็บเป็น เลเยอร์แผนที่เดียวกัน ทีมบัญชาการจะเห็นภาพรวม แบบเรียลไทม์ จัดคิว–จัดเส้นทาง–จัดอุปกรณ์ให้ “ตรงจุด–ทันเวลา” มากกว่า และอนาคตทีมเทคนิคกำลังพิจารณา อุปกรณ์ส่งพิกัดผ่านคลื่นวิทยุสื่อสาร เพื่อแก้ปัญหา “ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์” ในบางจุด

 “แพลตฟอร์มเดียว–ข้อมูลเดียว” ของทั้งจังหวัด

หัวใจที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายย้ำคือ แพลตฟอร์มกลางของจังหวัดเพียงหนึ่งเดียว” เพื่อรวม ข้อมูลเตือนภัย + คำขอช่วยเหลือ + แผนที่ภารกิจ + สถานะเยียวยา ไว้ที่เดียว และต้อง อ่านเข้าใจง่าย สำหรับประชาชนใน 1,774 หมู่บ้าน 124 ตำบล 144 อปท. โดยตั้งใจให้ มูลนิธิกระจกเงาและเครือข่าย ทำหน้าที่ “มือกลาง” บริหารระบบ ด้วยเหตุผลด้านความยืดหยุ่น ว่องไว และเชื่อมภาคสนามได้จริง

“ข้อมูลใดก็ตามต้อง ‘ไหล’ เข้ามาที่แพลตฟอร์มกลาง และผ่านการกลั่นกรองในนามจังหวัด เปรียบเหมือน ตรารับรองมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชน เชื่อถือ” แนวคิดนี้ไม่ได้หยุดแค่ ก่อนเกิดภัย (เตือน–เตรียม) แต่จะครอบคลุม ระหว่างภัย (ขอ–จัดคิว–กู้ภัย) และ หลังภัย (สำรวจ–เยียวยา–ฟื้นฟู) ให้ครบวงจร ซึ่งในปี 2568 ที่เชียงรายเริ่มทดลองใช้จริง “ระบบไหลลื่นกว่าปีก่อนมาก” ตามคำบอกเล่าของทีมจิตอาสาแคร์ ขณะที่รองผู้ว่าฯ ทิ้งท้ายบนเวทีว่า “สิ่งที่เราทำวันนี้ จะเป็น ต้นแบบ ให้จังหวัดอื่นนำไปปรับใช้—เพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวเชียงราย กว่า 1,290,000 คน และประชาชนทั่วประเทศ”

ตัวเลขที่ชวนคิด ทำไม “ข้อมูลดี” ถึงสำคัญกว่างบอีกหลายร้อยล้าน

  • 1,074 ล้านบาท เยียวยาเข้าบัญชีประชาชน + 400–500 ล้านบาท ซ่อมถนน คือค่าใช้จ่าย “ปลายน้ำ” ที่จำเป็น แต่หาก ข้อมูล/การสื่อสารต้นน้ำดี (พิกัดแม่น, ไม่ซ้ำเคส, จัดคิวถูก) ความสูญเสียและงบซ่อมซ้ำจะลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
  • 35,000 + 18,000 ครัวเรือน ในสองแพ็กเกจหลัก สะท้อนสเกล “งานข้อมูล” ที่ต้องรองรับ—โมเดล “คีย์กระดาษ–โทรถามพิกัด–เดา Street View” ไม่อาจทันภัยพิบัติรุ่นใหม่อีกต่อไป
  • 1,774 หมู่บ้าน คือสาเหตุว่าทำไม “แพลตฟอร์มเดียว” สำคัญ—ต่างหน่วยต่างทำ ย่อมได้ “ความดีคนละชิ้น” แต่ “ระบบที่เชื่อมกัน” จะได้ “ความสำเร็จชิ้นเดียว” ที่ใหญ่กว่า

ข้อตกลงความร่วมมือและการเปิดข้อมูลแบบรับผิดชอบ

เวทีประกาศความตั้งใจจะลงนาม บันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง มูลนิธิกระจกเงา – จิตอาสาแคร์ – สมาคมกู้ชีพกู้ภัยศิริกรณ์ เพื่อกำหนด มาตรฐานข้อมูล–ขั้นตอนปฏิบัติ–การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ “บทบาท–หน้าที่” ของอาสาแต่ละกลุ่มให้ชัด ทำให้ทุกภาคส่วน เห็นภาพเดียวกัน ตั้งแต่ระดับตำบลถึงศูนย์บัญชาการ

แก่นของบทเรียนเชียงราย จึงไม่ใช่การมีเครื่องมือมากชิ้น หากแต่คือ การเอาเครื่องมือที่มีอยู่มา “เชื่อมเข้าหากัน” บนแผนที่เดียวและภาษาข้อมูลเดียว เพื่อให้ “คนที่เดือดร้อน” ได้เจอ “คนที่พร้อมช่วย” โดยมีรัฐทำหน้าที่รับรองมาตรฐานและอำนวยทรัพยากรสนับสนุน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย / รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย — ข้อมูลภาพรวมสถานการณ์อุทกภัย 2567 ในพื้นที่, แนวคิด “แพลตฟอร์มกลางจังหวัด”, ตัวเลขเยียวยาและแพ็กเกจช่วยเหลือสำคัญที่ประกาศใช้ในพื้นที่
  • มูลนิธิกระจกเงา (สำนักงานเชียงราย) — รายละเอียดการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ, บทบาทคัดกรอง/ยืนยันข้อมูลภาคสนาม, ประสบการณ์ภารกิจแม่สาย (การคีย์ข้อมูล 900 รายชื่อ, การยืนยันพิกัด)
  • แพลตฟอร์มจิตอาสาแคร์ (Jitasa.care) — หลักการทำงานของระบบจับคู่ความช่วยเหลือ (หมุดสีแดง/เขียว/เทา, case ID, QR/ลิงก์), ที่มาแพลตฟอร์มยุคโควิดและการใช้งานใน กทม. ช่วงวิกฤต
  • สมาคมกู้ชีพกู้ภัยศิริกรณ์เชียงรายบรรเทาสาธารณภัย — ประเด็นปัญหางานซ้ำซ้อน, ข้อเสนอเรื่อง “รายงานตัวที่เดียว”, ข้อจำกัดปฏิบัติการกลางคืน–น้ำแรง–อพยพล่าช้า
  • เครือข่ายอาสา–ภาควิชาการ (เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)) — บทบาทสนับสนุนข้อมูลฝน–น้ำและงานอาสาข้อมูล (Data Volunteers) ในระบบ
  • ข้อมูลเทคนิคแผนที่ออฟไลน์ (เครื่องมือประเภท Gaia GPS) — คุณสมบัติการดาวน์โหลดแผนที่ล่วงหน้า, บันทึกเส้นทาง–ความสูง–ความชัน, นำเข้า/ส่งออก GPX/KML สำหรับใช้ในพื้นที่อับสัญญาณ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News