Categories
ECONOMY

‘มาม่า’ ฝ่าตลาดเดือด ปรับกลยุทธ์เจาะใจคนรุ่นใหม่

มาม่าเผยกลยุทธ์ฝ่าตลาดบะหมี่แข่งดุ พร้อมเปิดโอกาสใหม่ให้คนรุ่นใหม่ร่วมเติบโต

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานสัมมนา “THAILAND 2025 โอกาส-ความหวัง-ความจริง” จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” ได้กล่าวในหัวข้อ “โอกาส-ธุรกิจ-คนรุ่นใหม่” ถึงการปรับตัวและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงความท้าทายที่ธุรกิจต้องเผชิญ

ตลาดบะหมี่ยังไม่ดาวน์เทรนด์ แต่ต้องปรับตัวเพื่อเติบโต

นายพันธ์กล่าวว่า แม้ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทยจะมีอายุยาวนานถึง 50 ปี และยอดบริโภคต่อคนต่อปีเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จาก 52 ซองต่อคนต่อปีเมื่อสองปีก่อน เป็น 55 ซองในปีล่าสุด แต่ธุรกิจนี้ยังไม่ถือว่าอยู่ในช่วงขาลง (ดาวน์เทรนด์) จึงต้องรักษาธุรกิจหลักให้มั่นคง พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย

หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือ การแข่งขันจากบะหมี่นำเข้าที่มีราคาสูง เช่น บะหมี่เกาหลีที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยอมจ่ายในราคาสูงขึ้นเพื่อสินค้าที่มีคุณภาพและภาพลักษณ์ดี บริษัทจึงได้รีแบรนด์สินค้าเป็น “มาม่าโอเค” ซึ่งเป็นบะหมี่พรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยสินค้านี้สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 10% ได้สำเร็จ

ความท้าทายด้านต้นทุนและกำไร

ธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทยมีผู้ประกอบการน้อยราย เพราะเป็นธุรกิจที่มีกำไรต่ำและการบริหารต้นทุนเป็นเรื่องยาก มาม่าจึงต้องใช้จุดแข็งในการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางการเงิน

นายพันธ์กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจจะดีขึ้นในอนาคต ก็ไม่กังวลว่าผู้บริโภคจะลดการบริโภคมาม่า เพราะลูกค้าหลักของบริษัทคือกลุ่มที่ยังต้องรับมือกับรายจ่ายสูงและติดกับดักทางการเงิน อีกทั้งยังมองว่ารัฐบาลควรมีบทบาทในการปรับปรุงเศรษฐกิจและส่งเสริมการออมเพื่อช่วยเหลือประชาชน

ดึงคนรุ่นใหม่ร่วมสร้างอนาคต

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัญหาหลักที่บริษัทต้องเผชิญคือการสร้างคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่ไม่สนใจทำงานในองค์กรแบบดั้งเดิม บริษัทจึงต้องพัฒนาบรรยากาศในการทำงานให้ดึงดูดใจมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น เช่น การทำงานจากที่บ้าน

นายพันธ์กล่าวว่า มาม่าอาจไม่เคยติดอันดับบริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานมากที่สุด แต่บริษัทกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความน่าสนใจและดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพ

ทิศทางในอนาคต

บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกยุคสมัย รวมถึงการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาองค์กรและเติบโตไปพร้อมกัน

มาม่ากำลังพิสูจน์ว่า แม้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและกำไรต่ำ ความมุ่งมั่นและการปรับตัวอย่างต่อเนื่องคือกุญแจสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

ตลาดโกโก้โลกโตแรง ไทยรุกหนักพัฒนาเพิ่มโอกาสส่งออก

โกโก้ทั่วโลกเติบโต ไทยเร่งพัฒนาส่งออกเสริมอุตสาหกรรมแปรรูป

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 มีรายงานข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ถึงสถานการณ์ตลาดโกโก้และช็อกโกแลตทั่วโลก พบว่าตลาดโกโก้ในปี 2566 มีมูลค่ากว่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ว่าจะเติบโตเป็น 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2571 ขณะที่ตลาดช็อกโกแลตจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.4% ระหว่างปี 2565-2573 ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาโกโก้ในตลาดโลกในช่วงปี 2566-2567 มีปัจจัยจากภัยแล้งที่เกิดจากเอลนีโญ ทำให้ผลผลิตลดลง ส่งผลให้ราคาตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น โดยในเดือนตุลาคม 2567 ราคาโกโก้เฉลี่ยอยู่ที่ 6.6 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นถึง 83.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ตลาดโลกและประเทศผู้ผลิตโกโก้รายใหญ่

ตลาดโกโก้ทั่วโลกมีผู้ผลิตสำคัญในแอฟริกาที่ครองสัดส่วน 75% ของผลผลิต โดย 5 ประเทศผู้ผลิตหลัก ได้แก่

  1. โกตดิวัวร์ (37.9%)
  2. กานา (18.8%)
  3. อินโดนีเซีย (11.3%)
  4. เอกวาดอร์ (5.7%)
  5. แคเมอรูน (5.1%)

การส่งออกโกโก้ระดับโลก

ในปี 2566 โกตดิวัวร์เป็นประเทศส่งออกเมล็ดโกโก้รายใหญ่ที่สุด ด้วยมูลค่า 3,329 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 33.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด รองลงมาคือ เอกวาดอร์ กานา แคเมอรูน และเบลเยียม ส่วนผู้บริโภคหรือประเทศนำเข้าหลัก ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ มาเลเซีย เยอรมนี เบลเยียม และสหรัฐอเมริกา

สถานการณ์โกโก้ในประเทศไทย

ไทยเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมโกโก้อย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2566 ไทยมีผลผลิตเมล็ดโกโก้รวม 3,360 ตัน เพิ่มขึ้น 167.6% จากปี 2565 และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออกโกโก้และผลิตภัณฑ์แปรรูปกว่า 74 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.4% จากปีก่อนหน้า ตลาดส่งออกหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เมียนมา มาเลเซีย และอินเดีย

ความท้าทายและโอกาสในตลาดโกโก้ไทย

ถึงแม้ไทยยังอยู่ในอันดับที่ 68 ของผู้ส่งออกโกโก้โลก แต่แนวโน้มการเติบโตในตลาดนี้ยังมีโอกาสมหาศาล โดยเฉพาะการแปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น การผลิตช็อกโกแลต Single Origin ซึ่งเป็นตัวอย่างจากมาเลเซียที่ส่งเสริมให้ SME สร้างผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม

ข้อเสนอแนะ

เพื่อเสริมสร้างศักยภาพไทยในตลาดโกโก้ ภาครัฐควรสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งในด้านนโยบายและการลงทุน พร้อมผลักดันให้มีการแปรรูปสินค้าโกโก้ เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มรายได้และยกระดับอุตสาหกรรมโกโก้ไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมวิชาการเกษตรและกระทรวงพาณิชย์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

สมาคมนักวางแผนการเงินร่วมแบงก์ชาติแก้หนี้ครัวเรือน 91.4% GDP

สมาคมนักวางแผนการเงินไทยจับมือแบงก์ชาติ เสริมความรู้ทางการเงินแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 สมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กำลังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยมุ่งสร้างทักษะความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัย พร้อมอบรมและพัฒนาบุคลากรด้านการวางแผนการเงินที่มีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาแก่ประชาชนที่มีปัญหาหนี้

ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงแตะ 91.4% ต่อ GDP

นายวิโรจน์ ตั้งเจริญ นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนไทยในปี 2567 มีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 91.4% ต่อ GDP โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือวัยเริ่มต้นทำงาน (25-29 ปี) ที่กว่า 50% มีหนี้เร็ว และ 25% ในจำนวนนี้เป็นหนี้เสีย ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการออมและวางแผนการเกษียณ ทำให้เพียง 15.7% ของคนไทยมีการเตรียมตัววางแผนเกษียณอย่างเพียงพอ

เสริมสร้างความรู้ทางการเงินผ่านการศึกษา

ความร่วมมือครั้งนี้เน้นเสริมสร้างความรู้ทางการเงินตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงมหาวิทยาลัย โดยจัดทำหลักสูตรที่ช่วยให้เยาวชนรู้เท่าทันการเงิน การลงทุนที่ถูกกฎหมาย และกลโกงต่างๆ พร้อมสร้างหมอหนี้ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาและช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาด้านหนี้สิน

โครงการอบรมหมอหนี้เพื่อประชาชน

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดโครงการอบรมหมอหนี้เพื่อประชาชน โดยรุ่นแรกจัดขึ้นวันที่ 16 และ 23 พฤศจิกายน 2567 มีผู้เข้าร่วมอบรมเต็มจำนวน 50 คน และยังมีผู้สนใจเพิ่มเติมอีกกว่า 300 คน เนื้อหาหลักสูตรครอบคลุมการให้ความรู้เกี่ยวกับสินเชื่อรายย่อย ข้อมูลเครดิตบูโร กฎหมายเกี่ยวกับหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการแก้หนี้ต่างๆ ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับใบประกาศนียบัตรและสามารถให้คำปรึกษาแก่ประชาชนในโครงการแก้หนี้ของแบงก์ชาติต่อไป

สร้างหมอหนี้และเสริมความรู้เพื่ออนาคตที่มั่นคง

นายวิโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน พร้อมส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้กับประชาชนในทุกระดับ สร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมช่วยเหลือประชาชน เมื่อหลุดพ้นจากปัญหาหนี้สินแล้ว การวางแผนการเงินเพื่ออนาคต เช่น การเกษียณ การศึกษาของบุตร หรือการสร้างความมั่งคั่งในชีวิต จะสามารถบรรลุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสมาคมนักวางแผนการเงินไทยและธนาคารแห่งประเทศไทยในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน ด้วยการลดปัญหาหนี้และสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการเงินให้กับประชาชนอย่างครอบคลุมและยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

แพทองธาร ส่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สู้หนี้ ช่วยปชช.

นายกฯ แพทองธาร นำทีมคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มุ่งสู่ปี 2568 ที่สดใส

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2567 เพื่อหารือและวางแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้สิน และกระตุ้นการลงทุน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2568

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง รัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ที่แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคของภาครัฐ การลงทุนภาครัฐ การส่งออก การท่องเที่ยว และภาคก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่านี้ จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้น เพื่อกำหนดนโยบายและมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ

  • เพิ่มรายได้และลดรายจ่าย: รัฐบาลจะดำเนินมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นการบริโภคในประเทศ
  • แก้ไขปัญหาหนี้สิน: รัฐบาลจะร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาออกแบบมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน ทั้งหนี้บ้าน หนีรถ และหนี้เอสเอ็มอี เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินและฟื้นฟูความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน
  • กระตุ้นการลงทุน: รัฐบาลจะส่งเสริมการลงทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 2 สำหรับผู้สูงอายุ

ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการแนวทางและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท สำหรับผู้สูงอายุ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยกลุ่มเป้าหมายคือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐสำเร็จ และต้องไม่เป็นกลุ่มเป้าหมายตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ คาดว่าจะมีกลุ่มเป้าหมายนี้ไม่เกิน 4 ล้านคน โดยจะเร่งจ่ายเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนไม่เกินเดือนมกราคม 2568

เป้าหมายระยะยาว:

รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริมนวัตกรรม และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 2 จะเริ่มจ่ายเมื่อไหร่? คาดว่าจะเริ่มจ่ายเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนไม่เกินเดือนมกราคม 2568
  2. ใครบ้างที่สามารถเข้าร่วมโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 2 ได้? ผู้ที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐสำเร็จ และต้องไม่เป็นกลุ่มเป้าหมายตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ
  3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการมีอะไรบ้าง? นอกจากโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาทแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การอุดหนุนค่าครองชีพสำหรับกลุ่มเปราะบาง การแก้ไขปัญหาหนี้สิน และการส่งเสริมการลงทุน
  4. รัฐบาลคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโตได้เท่าใด? รัฐบาลเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโตได้ดีขึ้นกว่าปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ
  5. ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้จากช่องทางใดบ้าง? ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้จากเว็บไซต์ของรัฐบาล สื่อมวลชน หรือช่องทางสื่อสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

เศรษฐกิจไทยโต 3% ไตรมาส 3 ปัจจัยบวกการท่องเที่ยวหนุน

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2567 ขยายตัว 3% แม้เผชิญปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายเศรษฐกิจโลก

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2567 ว่า GDP ขยายตัว 3% เร่งตัวขึ้นจาก 2.2% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยที่ 2.3% การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากภาคบริการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ภาคการผลิตและเกษตรกรรมยังชะลอตัวลง

สัญญาณการฟื้นตัวในภาคบริการและการท่องเที่ยว

นายดนุชากล่าวว่า สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 8.4% ในไตรมาสนี้ จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยกว่า 8.58 ล้านคน สร้างรายรับจากการท่องเที่ยวรวมกว่า 5.82 แสนล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 29.8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สร้างรายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทย 2.25 แสนล้านบาท

ความท้าทายในปี 2568 จากปัจจัยเสี่ยงภายนอก

สศช. คาดการณ์ว่าในปี 2567 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.6% ส่วนปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวในกรอบ 2.3-3.3% โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกและภาคการผลิตของไทย ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาการกีดกันทางการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศ

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ

เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน สศช. แนะนำให้รัฐบาลผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูป รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนธุรกิจ SMEs ที่กำลังประสบปัญหาด้านสภาพคล่อง เน้นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้น

การปรับตัวของภาคเอกชนและการบริโภค

คาดการณ์ว่าในปี 2568 การลงทุนของภาคเอกชนจะขยายตัว 2.8% และการบริโภคจะเพิ่มขึ้น 3% ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่ายของประชาชน

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองในอนาคต

นายดนุชาเน้นย้ำว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน

สรุปภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2568

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อเนื่องในปีหน้า แต่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

ตลาดอสังหาฯ ปี 68 มีสัญญาณฟื้นตัว หลังมาตรการลดค่าธรรมเนียมหนุน

 

ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 3 ปี 2567 สัญญาณฟื้นตัวแม้ยังติดลบเล็กน้อย

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงไตรมาสที่ 2 – 3 ของปี 2567 ว่ายังคงเผชิญกับการชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม พบว่าการติดลบลดลงจากไตรมาส 2 ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยหลังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าไม่เกิน 7 ล้านบาท ซึ่งขยายจากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 3 ล้านบาทเท่านั้น

ยอดโอนกรรมสิทธิ์ฟื้นตัวในกลุ่มอาคารชุด

มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกลุ่มราคาเกิน 7 ล้านบาทเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาคารชุดที่มีการโอนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ของที่อยู่อาศัยแนวราบกลับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ REIC คาดการณ์ว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2567 จะมีจำนวนทั้งสิ้น 350,545 หน่วย ลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 4.4% แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ 243,088 หน่วย ลดลง 6.0% และอาคารชุด 107,456 หน่วย ลดลงเพียง 0.6%

แนวโน้มการฟื้นตัวในปี 2568

สำหรับปี 2568 คาดว่าจะมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น โดย REIC ประมาณการณ์ว่าจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นเป็น 363,600 หน่วย คิดเป็นอัตราการเติบโต 3.7% หรืออยู่ในช่วง -4.5% ถึง 12.3% โดยที่อยู่อาศัยแนวราบคาดว่าจะมีการโอนจำนวน 254,520 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.7% ส่วนอาคารชุดคาดว่าจะมีการโอน 109,080 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.5%

ในด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คาดว่าจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,043,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.0% จากปี 2567 ซึ่งที่อยู่อาศัยแนวราบจะมีมูลค่าการโอนประมาณ 739,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% ส่วนอาคารชุดจะมีมูลค่าการโอน 303,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7%

ตลาดอสังหาฯ รับแรงสนับสนุนจากมาตรการลดค่าธรรมเนียม

นายกมลภพกล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีมูลค่าสูงกว่า 7 ล้านบาท นอกจากนี้ การผ่อนคลายมาตรการทางการเงินและการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างๆ ส่งผลให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตของตลาด

ทิศทางตลาดอสังหาฯ ปีหน้า: ฟื้นตัวต่อเนื่อง

สำหรับปี 2568 นายกมลภพคาดการณ์ว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยจะยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มอาคารชุดและบ้านแนวราบ เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นในการลงทุนอีกครั้ง ทั้งนี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงต้องจับตาดูปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ย และมาตรการของภาครัฐที่จะส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค

สรุป แม้ตลาดอสังหาฯ ในปี 2567 จะเผชิญกับความท้าทาย แต่การสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ คาดว่าจะทำให้ปี 2568 เป็นปีที่ตลาดกลับมาเติบโตอย่างมั่นคง

เครดิตข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพ : รับบินโดรนเชียงราย โดรนเชียงราย ถ่ายภาพมุมสูง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

ลอยกระทงปีนี้คึกคัก เงินสะพัดทั่วประเทศ

ชาวไทยยังคงนิยมประเพณีลอยกระทง แม้ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเทศกาลลอยกระทงประจำปี 2567 ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับประเพณีลอยกระทง โดยมีถึง 50.7% ที่วางแผนจะร่วมกิจกรรมนี้ และอีกส่วนหนึ่งเลือกที่จะทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ทานอาหารนอกบ้าน หรือเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ

กระทงย่อยสลายง่ายมาแรง เงินสะพัดกว่าหมื่นล้าน

ที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมการเลือกซื้อกระทงของผู้บริโภคในปีนี้ให้ความสำคัญกับกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติและย่อยสลายง่ายเป็นอันดับหนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังคำนึงถึงความสวยงาม ราคา และความสะดวกในการหาซื้ออีกด้วย

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้น แต่คนยังคงออกมาใช้จ่าย

แม้ว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวในการเฉลิมฉลองวันลอยกระทงในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,449.18 บาท เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 2,075.58 บาท แต่ก็ยังมีมูลค่าการใช้จ่ายรวมสูงถึง 10,355.18 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 9 ปี สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่คนไทยก็ยังคงออกมาใช้จ่ายในช่วงเทศกาลนี้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้จ่าย

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายในช่วงเทศกาลลอยกระทง ได้แก่

  • ความต้องการที่จะสืบสานประเพณี: ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการสืบทอดประเพณีอันดีงามของไทย
  • การผ่อนคลายความเครียด: การออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านและร่วมงานเทศกาล เป็นการช่วยให้ผู้คนได้ผ่อนคลายจากความเครียดในชีวิตประจำวัน
  • การใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนฝูง: การลอยกระทงเป็นโอกาสที่ดีในการใช้เวลากับคนที่รัก
  • การส่งเสริมเศรษฐกิจ: การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

แนวโน้มการใช้จ่าย

จากผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคยังคงนิยมใช้เงินสดในการชำระค่าใช้จ่าย แต่ก็มีการใช้ช่องทางการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เช่น Mobile Banking, QR Payment, บัตรเดบิต และบัตรเครดิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

สรุป

เทศกาลลอยกระทงปี 2567 ยังคงเป็นที่นิยมของคนไทย แม้ว่าจะมีความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจ แต่ผู้คนก็ยังคงออกมาใช้จ่ายและร่วมกิจกรรมต่างๆ อย่างคึกคัก โดยมีแนวโน้มที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

CPALL โชว์ผลประกอบการพุ่ง! รายได้เพิ่ม กำไรเติบโตต่อเนื่อง

CPALL รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2567 รายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ประจำปี 2567 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยบริษัทฯ มีรายได้รวม 241,282 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คิดเป็นร้อยละ 6.6 โดยการเติบโตนี้มาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก และศูนย์การค้า ซึ่งได้แรงหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายไตรมาส รวมถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยอดขายเติบโตจากกลยุทธ์ O2O และการขยายสาขา

CPALL ยังคงมุ่งเน้นการใช้กลยุทธ์ O2O (Online-to-Offline) เพื่อเพิ่มยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ 7-Delivery และ All Online ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 11 ของรายได้รวม ส่งผลให้ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 107,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในไตรมาส 3 นี้ CPALL ได้เปิดร้านสะดวกซื้อสาขาใหม่ถึง 199 สาขา ทำให้จำนวนสาขารวมทั่วประเทศอยู่ที่ 15,053 สาขา โดยเป็นร้านสาขาบริษัท 7,671 สาขา และร้าน SBP อีก 7,382 สาขา

ผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2567

สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 730,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 จากปีที่ผ่านมา โดยมีกำไรสุทธิ 18,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน การเติบโตของกำไรเกิดจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มร้านสะดวกซื้อและศูนย์การค้า

การขยายสาขาและการลงทุนเพื่ออนาคต

ในปี 2567 CPALL วางแผนใช้เงินลงทุนระหว่าง 12,000-13,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นงบประมาณในการเปิดสาขาใหม่ 3,800-4,000 ล้านบาท และปรับปรุงร้านเดิม 2,900-3,500 ล้านบาท เพื่อรักษาการเติบโตและรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ทั้งในเมืองและชุมชนชนบท

สรุปข้อมูลสำคัญ

  • ไตรมาส 3/2567 รายได้รวม 241,282 ล้านบาท
  • งวด 9 เดือนแรกปี 2567 รายได้รวม 730,233 ล้านบาท
  • เปิดสาขาใหม่ไตรมาส 3 เพิ่ม 199 สาขา รวมสาขาทั่วประเทศ 15,053 สาขา
  • กำไรสุทธิ 9 เดือนแรก 18,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.3

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ค่าครองชีพสูง หนี้พุ่ง MK รายได้ลดลงกว่า 10%

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจล่าสุดของประเทศไทย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น หนี้สินครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และการใช้จ่ายที่ลดลงในหลายภาคส่วน โดยล่าสุด บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MK แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ผลประกอบการในไตรมาส 3 ของปี 2567 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุมาจากการหดตัวของกำลังซื้อของผู้บริโภค และค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รายได้ MK ลดลง ผลกระทบจากภาระหนี้ครัวเรือน

จากรายงานผลประกอบการของ MK พบว่ารายได้จากการขายและบริการในไตรมาส 3/2567 อยู่ที่ 3,683 ล้านบาท ลดลง 10.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ยอดขายสาขาเดิมลดลงถึง 12.7% เนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย โดยยอดขายสะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 อยู่ที่ 11,735 ล้านบาท ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และกำไรสุทธิลดลงเหลือ 1,088 ล้านบาท ลดลง 7.2%

หนี้ครัวเรือนไทยสูงขึ้น สถิติใหม่ที่น่ากังวล

รายงานจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยว่าหนี้ครัวเรือนไทยในปี 2567 มีค่าเฉลี่ยสูงถึง 606,378 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 8.4% จากปี 2566 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 2552 สาเหตุหลักมาจากรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย รวมถึงภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังระบุว่าหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ในไตรมาสแรกของปี 2567 อยู่ที่ 90.8%

การใช้จ่ายและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง

ผลสำรวจพบว่าครัวเรือนไทย 46.3% มีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย และเกือบ 55% แก้ปัญหาด้วยการกู้ยืมจากแหล่งต่างๆ เช่น บัตรเครดิต และการกู้เงินจากธนาคาร ขณะเดียวกัน แม้ว่าสินค้าฟุ่มเฟือยจะลดลง แต่ผู้บริโภคชาวไทยยังคงให้ความสำคัญกับการซื้อประสบการณ์ เช่น การท่องเที่ยวและการรับประทานอาหารมากกว่าสินค้าฟุ่มเฟือย

ผลสำรวจการใช้จ่ายในยุคเศรษฐกิจซบเซา

จากการสำรวจร่วมระหว่างบริษัท บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (BCG) และวีซ่า ประเทศไทย พบว่าผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น โทรศัพท์มือถือ และเครื่องประดับ ขณะที่กลุ่มเจนซี (Gen Z) และเจนวาย (Gen Y) กลับให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์ใหม่ๆ มากกว่าสินค้าเครื่องใช้ส่วนตัว

นายปุณณมาส วิจิตรกุลวงศา ผู้จัดการวีซ่า ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวนี้ ผู้บริโภคมีการปรับตัวเพื่อลดการใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น และมุ่งเน้นการใช้จ่ายที่ให้คุณค่าทางประสบการณ์มากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในยุคที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน”

แนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจและผู้บริโภค

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจต่างๆ ควรเตรียมความพร้อมในการปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค การสร้างความเข้าใจในพฤติกรรมการใช้จ่ายจะช่วยให้ธุรกิจสามารถวางกลยุทธ์ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างเหมาะสม

การเตรียมความพร้อมทางการเงินของผู้บริโภค

เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ บริษัทต่างๆ ควรมุ่งเน้นการให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน และสนับสนุนการสร้างสุขภาพการเงินที่ดีแก่ผู้บริโภคในระยะยาว

ข้อสรุป

การเพิ่มขึ้นของภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยที่กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนักและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

นักท่องเที่ยวต่างชาติทะลักไทย กวาดรายได้ 1.35 ล้านล้าน

กระทรวงการท่องเที่ยวเผยนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 29 ล้านคน สร้างรายได้ 1.35 ล้านล้านบาท

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยในปี 2567 ว่า มีนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 3 พฤศจิกายน รวม 29,080,399 คน ซึ่งสร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 1.35 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนยังคงครองแชมป์อันดับ 1 มีจำนวนมากถึง 5,756,998 คน ตามมาด้วยมาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และรัสเซีย

นักท่องเที่ยวกลุ่ม Long Haul และ Short Haul ฟื้นตัวดี

สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาจำนวนมากในทุกกลุ่มตลาด โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long haul) จากยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย มีจำนวนเข้ามา 243,204 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.85 ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โดยเฉพาะตลาดรัสเซียและเยอรมันที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 8,000 คน นอกจากนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short haul) จากประเทศในเอเชีย เช่น มาเลเซีย อินเดีย และสิงคโปร์ ก็มีอัตราการเดินทางเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเทศกาลดิวาลี ส่งผลให้ในสัปดาห์นี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 701,962 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 20.10

นักท่องเที่ยวจีน มาเลเซีย รัสเซีย และอินเดีย มีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

5 อันดับแรกของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ มาเลเซีย (123,121 คน) จีน (96,756 คน) รัสเซีย (41,397 คน) อินเดีย (40,956 คน) และเกาหลีใต้ (32,593 คน) ซึ่งทั้ง 5 ประเทศมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมาเลเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 52.24 รัสเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.41 และจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.58

ปัจจัยที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือ High Season กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้มีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น การเพิ่มจำนวนที่นั่งการเดินทางเข้าไทยระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิ้นปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 รวมถึงการยกเว้นการใช้บัตร ตม.6 ในด่านทางบกและการกระตุ้นให้สายการบินเพิ่มเที่ยวบินเข้าไทยมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง ทั้งนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการ Ease of traveling ที่ช่วยลดความซับซ้อนในกระบวนการเข้าเมืองและกระตุ้นการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย

คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในสัปดาห์ถัดไป

จากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว จึงคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในสัปดาห์ถัดไป โดยเฉพาะกลุ่มตลาดระยะไกลจากยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย ขณะเดียวกันตลาดในเอเชีย เช่น จีนและมาเลเซียยังมีแนวโน้มขยายตัวดี โดยกระทรวงการท่องเที่ยวตั้งเป้าที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไทยอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา / Flow Chiangsaen

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE