Categories
ECONOMY

เศรษฐกิจไทยชะลอตัวจากการลดลงในภาคการส่งออกและอุตสาหกรรม

ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนธันวาคม 2567 และการคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2568

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์และโฆษกของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจและการเงินในเดือนธันวาคม 2567 และไตรมาสที่ 4 ปี 2567 โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนธันวาคม 2567 ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเกิดจากการส่งออกสินค้าที่ลดลงและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงตามลำดับ ทำให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น การขนส่งสินค้า และภาคการลงทุนของภาคเอกชนทรงตัว

การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

แม้ว่าการส่งออกสินค้าจะลดลง แต่การท่องเที่ยวในประเทศไทยยังคงเป็นภาคส่วนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นจาก 3.2 ล้านคนในเดือนพฤศจิกายน มาเป็น 3.6 ล้านคนในเดือนธันวาคม ซึ่งมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากระยะไกล เช่น รัสเซียและออสเตรเลียเพิ่มขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวจากระยะใกล้ เช่น จีนและมาเลเซียลดลง สะท้อนถึงการฟื้นตัวในตลาดท่องเที่ยวระยะไกล ในปี 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยโดยรวมอยู่ที่ 35.5 ล้านคน ซึ่งช่วยกระตุ้นรายรับในภาคการท่องเที่ยว

การส่งออกสินค้าลดลง

ในส่วนของการส่งออกสินค้า พบว่ามีการลดลงจาก 9.1% ในเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 8.4% โดยลดลงในหลายหมวดสินค้า เช่น หมวดรถยนต์ หมวดปิโตรเลียม และหมวดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการส่งออกไปยังอาเซียนและบังคลาเทศ ในขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมยังคงลดลงตามการผลิตสินค้าหมวดอื่น ๆ เช่น เครื่องจักรและเหล็ก รวมถึงปิโตรเลียม ซึ่งสอดคล้องกับอุปสงค์ในและต่างประเทศที่ลดลง

อัตราเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนธันวาคม 2567 เพิ่มขึ้นจาก 0.95% เป็น 1.23% จากผลกระทบของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามฐานต่ำในปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคงที่ที่ 0.79% จากผลของราคาสินค้าอาหารสำเร็จรูปและเครื่องประกอบอาหารที่ปรับเพิ่มขึ้นในเดือนธันวาคม

การเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4

โดยรวมแล้วเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากแรงขับเคลื่อนจากภาคบริการและรายรับภาคการท่องเที่ยว รวมถึงการขยายตัวของรายจ่ายลงทุนภาครัฐ ขณะที่การส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำยังคงทรงตัวจากไตรมาสก่อน โดยการส่งออกสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยียังคงแข็งแกร่ง ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัวจากไตรมาสก่อน ซึ่งได้รับผลดีจากมาตรการเงินโอนจากภาครัฐ

เศรษฐกิจไทยในอนาคตและแนวโน้มในระยะยาว

ธปท. คาดว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 จะเติบโตใกล้เคียงกับ 4% แม้ว่าจะมีการชะลอตัวในภาคการผลิต แต่ยังมีการเติบโตในภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ช่วยชดเชยการลดลงในภาคอื่น ๆ สำหรับแนวโน้มในอนาคต ธปท. กล่าวว่าต้องติดตามผลกระทบจากความไม่แน่นอนในนโยบายเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนในระดับโลก

การคัดเลือกประธานบอร์ดแบงก์ชาติ

ในส่วนของการคัดเลือกประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือประธานบอร์ดแบงก์ชาติ โฆษกของธปท. กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการคัดเลือกได้ดำเนินการไปแล้ว และในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอรายชื่อหนึ่งคน และธปท. จะเสนอรายชื่อสองคนเพื่อให้คณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติ โดยคาดว่าจะได้รายชื่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติใหม่ภายในเดือนมิถุนายน หรือไม่เกินกันยายน

สรุป

ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ยังคงมีการเติบโตจากแรงขับเคลื่อนของภาคบริการและการท่องเที่ยว แม้ว่าการส่งออกสินค้าจะลดลงก็ตาม โดยยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวในภาคการผลิตและปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ส่วนการคัดเลือกประธานบอร์ดธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามในอนาคต.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติเด็กเกิดน้อย กระทบเศรษฐกิจและสังคม

ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติ “เด็กเกิดน้อย” กระทบเศรษฐกิจและสังคม

รายงานจาก Brandinside ระบุว่าในช่วงระหว่างปี 2506 ถึง 2526 ประเทศไทยมีประชากรเกิดใหม่ปีละกว่า 1 ล้านคน แต่นับตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยเริ่มลดลงเรื่อยๆ จนถึงปี 2568 ที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยลดลงต่ำกว่า 5 แสนคนเป็นครั้งแรก ส่งผลให้โครงสร้างประชากรของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องของสัดส่วนผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากบทความ “จำนวนเด็กไทยเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สวนทางนโยบายมีลูกเพื่อชาติ” ของ รศ.ดร.จงจิตต์ ฤทธิรงค์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากจำนวนเด็กเกิดน้อยในประเทศไทย โดยการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อโครงสร้างประชากรของไทยและทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย

ในปี 2548 ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” ซึ่งมีผู้สูงอายุเกิน 10% ของประชากร และในปี 2567 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” อย่างสมบูรณ์ โดยมีผู้สูงอายุคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลในด้านเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากการมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทำให้แรงงานลดลง ส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ

ข้อมูลจากกรมอนามัยยังสะท้อนให้เห็นว่าในอีก 60 ปีข้างหน้า ประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 33 ล้านคน ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 66 ล้านคน นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ ได้คาดการณ์ว่าในที่สุด หากไม่มีการนำนโยบายประชากรที่มีประสิทธิภาพมาใช้ ประเทศไทยอาจจะเหลือประชากรเพียง 29 ล้านคนในอนาคต

สาเหตุที่ทำให้จำนวนเด็กเกิดน้อย

การลดลงของจำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยสามารถอธิบายได้จากหลายปัจจัย โดยกรมอนามัยได้ระบุถึง 4 สาเหตุหลักที่ทำให้จำนวนเด็กเกิดน้อยในประเทศไทย ได้แก่:

  1. คนไทยยังเป็นโสด: ข้อมูลจากสภาพัฒน์เผยว่า 40.5% ของคนไทยวัยเจริญพันธุ์ยังคงเป็นโสด ซึ่งทำให้มีการลดจำนวนคู่สมรสและการมีลูกลง
  2. คนไทยไม่อยากมีลูก: ผลการสำรวจจากนิด้าโพลพบว่า 44% ของคนไทยไม่อยากมีลูกเนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายที่สูงและความกังวลเกี่ยวกับสภาพสังคมที่ไม่เหมาะสำหรับการเลี้ยงดูเด็ก
  3. คนไทยมีลูกยาก: ข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่า 10-15% ของคู่สมรสไทยประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเพิ่มจำนวนเด็กเกิดใหม่
  4. คนไทยอยากมีลูก แต่กฎหมายไม่เอื้อ: แม้หลายคนจะต้องการมีลูก แต่กฎหมายในประเทศยังไม่ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องของการให้สิทธิและการช่วยเหลือด้านการมีบุตรบุญธรรมและการอุ้มบุญ

นโยบาย “มีลูกเพื่อชาติ” และความล้มเหลวในการผลักดัน

ถึงแม้รัฐบาลไทยจะมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนมีลูกมากขึ้น เช่น การให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุ 6 ปี แต่ผลสำรวจจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคมพบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจ (49%) เท่านั้นที่เชื่อว่านโยบายนี้จะช่วยเพิ่มจำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศ ขณะที่มีเพียง 33% ของคู่สมรสไทยที่ยืนยันว่าจะ “มีลูก” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มการมีลูกยังคงต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

การสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่ม Gen Z, Gen X, และ Gen Y

จากการสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม พบว่า กลุ่ม Gen X (อายุ 40-50 ปี) มีแนวโน้มจะมีลูกมากที่สุด (60%) ขณะที่กลุ่ม Gen Z (อายุ 18-25 ปี) อยู่ในลำดับรองลงมา (55%) และกลุ่ม Gen Y (อายุ 26-39 ปี) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะมีลูกน้อยที่สุด (44%) แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มของการมีลูกในรุ่นใหม่ๆ ยังคงลดลงตามทิศทางเดียวกัน

บทสรุป

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติ “เด็กเกิดน้อย” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ปัจจัยหลักที่ทำให้จำนวนเด็กเกิดน้อย ได้แก่ ความชอบในการเป็นโสด, ภาระค่าใช้จ่าย, ปัญหาภาวะมีบุตรยาก และความไม่เอื้ออำนวยของกฎหมาย ที่ยังไม่สนับสนุนให้มีลูกมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังทำให้ประชากรไทยลดลง และคาดว่าในอนาคตประเทศจะเผชิญกับสังคมที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : brandinside

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

พาณิชย์ปรับกฎค้าข้าว เปิดโอกาสรายย่อยส่งออกง่ายขึ้น

รัฐมนตรีพาณิชย์ปรับกฎระเบียบการค้าข้าว หนุนเกษตรกร-รายย่อย เพิ่มโอกาสส่งออกข้าวเสรี

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงข่าวหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติการค้าข้าว พ.ศ. 2489 ครั้งที่ 1/2568 ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการลดความเหลื่อมล้ำในอุตสาหกรรมค้าข้าว เพิ่มโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยมุ่งเน้นการทลายทุนผูกขาดและสร้างความยุติธรรมในอุตสาหกรรมข้าวของประเทศไทย

มติที่ประชุมเพื่อสนับสนุนการค้าข้าว

คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาและเห็นชอบการปรับปรุงกฎระเบียบและเงื่อนไขการขออนุญาตประกอบการค้าข้าว ดังนี้:

  1. การปรับเงื่อนไขสต๊อกข้าว
    • กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์: ไม่ต้องมีการสต๊อกข้าว
    • ผู้ประกอบการรายย่อย: ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 10 ล้านบาท ปรับลดเงื่อนไขการสต๊อกข้าวจาก 500 ตัน เหลือเพียง 100 ตัน
  2. การปรับค่าธรรมเนียมการขออนุญาต
    • กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์: ยกเว้นค่าธรรมเนียมการขออนุญาต
    • ผู้ประกอบการรายย่อย:
      • บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 10 ล้านบาท ลดค่าธรรมเนียมจาก 50,000 บาท เหลือ 10,000 บาท
      • บริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 10-20 ล้านบาท ลดค่าธรรมเนียมเหลือ 30,000 บาท
    • ผู้ส่งออกข้าวบรรจุหีบห่อ (ไม่เกิน 12 กิโลกรัม): ลดค่าธรรมเนียมจาก 20,000 บาท เหลือ 10,000 บาท

แผนการดำเนินงาน

การปรับลดค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะออกเป็นกฎกระทรวง โดยต้องผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนมีนาคม 2568

ในอนาคต กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการในระยะที่ 2 และ 3 เพื่อยกเลิกการกำหนดเงื่อนไขสต๊อกและค่าธรรมเนียมทั้งหมด รวมถึงการปรับปรุงระบบการขออนุญาตให้สามารถดำเนินการจบในขั้นตอนเดียว

การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ

การปรับปรุงกฎระเบียบนี้เกิดขึ้นจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าว ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 โดยได้รับเสียงสนับสนุนจากเกษตรกร โรงสี ผู้ส่งออก ทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายย่อย ซึ่งมองว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าสู่ตลาดส่งออกได้สะดวกขึ้น

เป้าหมายของการปรับปรุงกฎระเบียบ

  1. ลดความเหลื่อมล้ำในอุตสาหกรรมข้าว
  2. ส่งเสริมการค้าข้าวเสรีและเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรสามารถส่งออกข้าวได้เอง
  3. ลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อย
  4. สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก

นายพิชัยระบุว่า การปรับปรุงครั้งนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันผลักดันนโยบายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมข้าวไทย

ภาพรวมของผลประโยชน์

การแก้ไขระเบียบในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่ยังเพิ่มศักยภาพในการส่งออกและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเกษตรกรรมทั่วประเทศ ช่วยให้ประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำในตลาดข้าวโลกได้อย่างยั่งยืน

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงพาณิชย์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

คนต่างชาติแห่ซื้อคอนโดไทย โอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 3.1%

คนต่างชาติซื้อคอนโดในไทย 9 เดือนแรกปี 2567 เพิ่มขึ้น 3.1% มูลค่ารวม 51,458 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รายงานสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด หรือคอนโดมิเนียม ของคนต่างชาติทั่วประเทศในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) พบว่า มีจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ 11,036 หน่วย เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีมูลค่ารวม 51,458 ล้านบาท ลดลง 1.5%

โอนกรรมสิทธิ์ไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและมูลค่า

ในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 การโอนกรรมสิทธิ์มีจำนวน 3,756 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.6% และมีมูลค่ารวม 18,571 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% ซึ่งแสดงถึงความสนใจที่ยังคงมีจากคนต่างชาติในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย

กรุงเทพฯ-ชลบุรี ครองสัดส่วนสูงสุด

จังหวัดที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคนต่างชาติมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. กรุงเทพมหานคร: มีจำนวนหน่วย 4,269 หน่วย คิดเป็น 38.7% มูลค่า 30,528 ล้านบาท
  2. ชลบุรี: มีจำนวนหน่วย 3,976 หน่วย คิดเป็น 36% มูลค่า 11,021 ล้านบาท
  3. ภูเก็ต
  4. เชียงใหม่
  5. สมุทรปราการ

เมื่อรวมสัดส่วนของกรุงเทพฯ และชลบุรี จะคิดเป็น 74.7% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด และ 80.7% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ของคนต่างชาติทั่วประเทศ

ผู้ซื้อสัญชาติเมียนมาและอินเดียโดดเด่น

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 ผู้ซื้อคอนโดมิเนียมสัญชาติเมียนมามีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นถึง 202.6% ขณะที่ผู้ซื้อสัญชาติอินเดียมีมูลค่าการโอนต่อหน่วยมากที่สุด โดยเฉลี่ย 6.3 ล้านบาท ต่อหน่วย และขนาดห้องเฉลี่ย 76.5 ตารางเมตร

แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ของคนต่างชาติในไทย

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของคนต่างชาติในไทยยังคงได้รับความสนใจ โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ และชลบุรี ซึ่งมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของจำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์แสดงถึงศักยภาพของตลาดในระดับนานาชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

การค้าชายแดนไทยพุ่ง 4% ไทยได้ดุลการค้า 21,149 ล้านบาท

การค้าชายแดนและผ่านแดนเดือนพฤศจิกายน 2567 ขยายตัว 4% ไทยดุลการค้า 21,149 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2567 นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนในเดือนพฤศจิกายน 2567 พบว่ามีมูลค่าการค้ารวมทั้งสิ้น 150,203 ล้านบาท ขยายตัว 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นการส่งออก 85,676 ล้านบาท (+15.3%) และการนำเข้า 64,527 ล้านบาท (-8.0%) ทำให้ไทยได้ดุลการค้า 21,149 ล้านบาท

ตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน 11 เดือนแรกปี 2567

ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2567 การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 1,665,295 ล้านบาท (+6.0%) แบ่งเป็นการส่งออก 957,945 ล้านบาท (+6.5%) และการนำเข้า 707,350 ล้านบาท (+5.4%) ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้ารวมทั้งสิ้น 250,596 ล้านบาท

การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ

ในเดือนพฤศจิกายน 2567 การค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีมูลค่ารวม 82,439 ล้านบาท (+4.6%) โดยไทยได้ดุลการค้า 20,974 ล้านบาท รายละเอียดดังนี้:

  • มาเลเซีย: มูลค่า 25,395 ล้านบาท (+2.8%)
  • ลาว: มูลค่า 23,865 ล้านบาท (+1.3%)
  • เมียนมา: มูลค่า 18,286 ล้านบาท (+1.9%)
  • กัมพูชา: มูลค่า 14,893 ล้านบาท (+18.1%)

สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล (3,479 ล้านบาท) น้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ (1,597 ล้านบาท) และน้ำยางข้น (1,320 ล้านบาท)

การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม

เดือนพฤศจิกายน 2567 การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 67,764 ล้านบาท (+3.2%) โดยไทยได้ดุลการค้า 174 ล้านบาท รายละเอียดการส่งออกสำคัญ:

  • จีน: มูลค่าสูงสุด 37,264 ล้านบาท (+9.0%)
  • สิงคโปร์: มูลค่า 8,859 ล้านบาท (+2.7%)
  • เวียดนาม: มูลค่า 5,867 ล้านบาท (+19.3%)

สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (7,497 ล้านบาท) ผลิตภัณฑ์ยาง (3,006 ล้านบาท) และยางแท่ง TSNR (2,344 ล้านบาท)

การส่งออกชายแดนไทย – เมียนมา

การส่งออกชายแดนไทย – เมียนมาในเดือนพฤศจิกายน 2567 มีมูลค่า 11,402 ล้านบาท (+6.5%) แม้ว่าการขนส่งในพื้นที่ด่านแม่สอด จังหวัดตาก จะหยุดชะงักเนื่องจากสถานการณ์การสู้รบ แต่มีการเปลี่ยนเส้นทางไปใช้ด่านอื่นที่ปลอดภัยกว่า เช่น:

  • ด่านระนอง: มูลค่าการส่งออก 2,257 ล้านบาท (+131.0%)
  • ด่านแม่สาย: มูลค่าการส่งออก 1,496 ล้านบาท (+13.0%)
  • ด่านสังขละบุรี: มูลค่าการส่งออก 708 ล้านบาท (+714.5%)

สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ เครื่องดื่ม และกระเบื้องปูพื้น

แผนการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนปี 2568

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเผยว่าในปี 2568 กรมการค้าต่างประเทศมีแผนเชิงรุกเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและกระตุ้นการค้าชายแดน โดยจะจัดกิจกรรมภายใต้โครงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในพื้นที่แนวชายแดน เริ่มจากงาน “พาณิชย์นำทัพสินค้าชุมชน” ที่จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 23-26 มกราคม 2568 และกิจกรรมต่อเนื่องในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ

เป้าหมายของแผนพัฒนา

  • กระจายการลงทุนและกิจกรรมเศรษฐกิจไปยังแนวชายแดน
  • เพิ่มโอกาสการค้าสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนยังคงเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย โดยมีการส่งเสริมการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค และผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่ยั่งยืนในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

‘การบินไทย’ เปิดตัว ชั้นธุรกิจ A320 เส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงราย

การบินไทยเปิดตัวชั้นธุรกิจ Royal Silk Class บน A320 เส้นทางในประเทศ

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2567 เพจ Hflight รายงานข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการให้บริการชั้นธุรกิจใหม่ Royal Silk Class บนเที่ยวบินในประเทศของการบินไทย โดยเครื่องบินที่ใช้คือ Airbus A320 ซึ่งจะครอบคลุมเส้นทางภายในประเทศทั้งหมด 8 เส้นทาง โดยเริ่มทยอยให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นไป และคาดว่าจะครบทุกเส้นทางในเดือนพฤษภาคมนี้

รายละเอียดเส้นทางการบิน

  • กรุงเทพฯ – ภูเก็ต และ เชียงใหม่: เริ่มให้บริการชั้นธุรกิจตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ และจะครบทุกเที่ยวบินในวันที่ 10 เมษายน
  • กรุงเทพฯ – ขอนแก่น, อุดรธานี และ หาดใหญ่: เริ่มให้บริการบางเที่ยวบินวันที่ 10 เมษายน และครบทุกเที่ยวบินในวันที่ 15 พฤษภาคม
  • กรุงเทพฯ – เชียงราย, อุบลราชธานี และ กระบี่: เริ่มให้บริการทุกเที่ยวบินตั้งแต่ 15 พฤษภาคม

การปรับปรุงห้องโดยสาร

การบินไทยมีการปรับปรุงห้องโดยสาร A320 จากเดิมที่มีเฉพาะชั้นประหยัด (Economy Class) และชั้นอีโคโนมีพลัส (Economy Plus) โดยเพิ่มที่นั่งชั้นธุรกิจ Royal Silk Class แบบ 2-2 จำนวน 12 ที่นั่ง และชั้นประหยัดแบบ 3-3 จำนวน 144 ที่นั่ง ซึ่งการปรับปรุงนี้คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนพฤษภาคม 2568

แนวคิด ONE THAI ONE FLY

การบินไทยได้เปิดตัวโครงการ “ONE THAI ONE FLY” เพื่อตอกย้ำความเป็นสายการบินแห่งชาติที่เชื่อมโยงเส้นทางบินอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ โดยนำเครื่องบิน A320 ไปปฏิบัติการในเส้นทางต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และขยายเครือข่ายเส้นทางบินที่ครอบคลุมผู้โดยสารทั่วโลก

จุดเด่นของชั้นธุรกิจ A320

  • ที่นั่ง Royal Silk Class: ให้ความสะดวกสบายสูงสุดด้วยฟังก์ชันปรับเอน
  • ระบบ Wireless IFE: รับชมสื่อบันเทิงผ่านอุปกรณ์ส่วนตัว
  • การจัดการที่ยืดหยุ่น: ครอบคลุมทั้งเส้นทางในประเทศและต่างประเทศ

สิทธิพิเศษของผู้โดยสารชั้นธุรกิจ

ผู้โดยสารในชั้นธุรกิจจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น:

  • น้ำหนักสัมภาระฟรี 40 กิโลกรัม
  • สิทธิ์เข้าใช้ห้องรับรอง Royal Orchid Lounge
  • ไมล์สะสมเพิ่มขึ้น 125-150% กับโปรแกรม Royal Orchid Plus
  • บริการที่นั่งปรับเอนสะดวกสบายและอาหารพิเศษบนเครื่อง

แผนเชื่อมโยงเส้นทางบิน

การบินไทยยังคงเดินหน้าภายใต้นโยบาย “ONE THAI ONE FLY” เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายเส้นทางบินในประเทศและกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) รวมถึงเส้นทางระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และไต้หวัน

ระบบบันเทิงและความสะดวกสบาย

การบินไทยจะติดตั้งระบบ Wireless IFE ให้ผู้โดยสารสามารถใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อเข้าถึงสื่อบันเทิงและข้อมูลสำคัญได้ตลอดการเดินทาง

เส้นทางการบินในประเทศและต่างประเทศ

การบินไทยให้บริการในประเทศ 8 เส้นทางสำคัญ ได้แก่

  1. กรุงเทพฯ–เชียงใหม่ (5 เที่ยวบิน/วัน)
  2. กรุงเทพฯ–เชียงราย (2 เที่ยวบิน/วัน)
  3. กรุงเทพฯ–ขอนแก่น (4 เที่ยวบิน/วัน)
  4. กรุงเทพฯ–อุดรธานี (3 เที่ยวบิน/วัน)
  5. กรุงเทพฯ–อุบลราชธานี (2 เที่ยวบิน/วัน)
  6. กรุงเทพฯ–ภูเก็ต (8 เที่ยวบิน/วัน)
  7. กรุงเทพฯ–หาดใหญ่ (3 เที่ยวบิน/วัน)
  8. กรุงเทพฯ–กระบี่ (2 เที่ยวบิน/วัน)

ในส่วนของเส้นทางต่างประเทศ การบินไทยยังให้บริการครอบคลุมกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม รวมถึงเส้นทางสำคัญในภูมิภาค เช่น อินเดีย มาเลเซีย ไต้หวัน เนปาล และศรีลังกา

การจองตั๋วและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบรายละเอียดเที่ยวบินหรือจองตั๋วได้ที่เว็บไซต์ www.thaiairways.com หรือโทร 02-356-1111 ตลอด 24 ชั่วโมง

ภาพรวมและเป้าหมายในอนาคต

การเปิดตัวชั้นธุรกิจในเส้นทางในประเทศครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของการบินไทยในการยกระดับการบริการให้ผู้โดยสารทุกคนได้รับประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น พร้อมเสริมความแข็งแกร่งในตลาดการบินทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ / www.thaiairways.com

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

รถไฟทางคู่สายใหม่เหนือ-อีสาน เปิดบริการปี 2571 เชื่อมเศรษฐกิจไทย-ชายแดน

รถไฟทางคู่สายใหม่เหนือ-อีสาน คืบหน้า! เตรียมเปิดบริการปี 2571

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการก่อสร้าง รถไฟทางคู่สายใหม่ 2 เส้นทางสำคัญ คือ สายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ และ สายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด – มุกดาหาร – นครพนม ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งพัฒนาโครงข่ายระบบรางให้ครอบคลุมพื้นที่ใหม่ๆ และเพิ่มศักยภาพในการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ

โครงการก่อสร้างรถไฟสายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ

  • ระยะทาง 323 กิโลเมตร วงเงิน 72,921 ล้านบาท
  • สัญญา 1: เด่นชัย-งาว ระยะทาง 103 กม. ผลงาน 18.64% (เร็วกว่าแผน 4.75%)
  • สัญญา 2: งาว-เชียงราย ระยะทาง 132 กม. ผลงาน 25.08% (ช้ากว่าแผน 6.30%)
  • สัญญา 3: เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 87 กม. ผลงาน 20.74% (ช้ากว่าแผน 16.70% เนื่องจากติดปัญหาการเวนคืนที่ดิน)

โครงการก่อสร้างรถไฟสายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด – มุกดาหาร – นครพนม

  • ระยะทาง 355 กิโลเมตร วงเงิน 66,848 ล้านบาท
  • สัญญา 1: บ้านไผ่-หนองพอก ระยะทาง 180 กม. ผลงาน 16.05% (ช้ากว่าแผน 21.40%)
  • สัญญา 2: หนองพอก-สะพานมิตรภาพ 3 ระยะทาง 175 กม. ผลงาน 0.33% (ช้ากว่าแผน 33.31% เนื่องจากติดปัญหาการเวนคืนที่ดิน)

เป้าหมายเปิดบริการปี 2571

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า โครงการนี้จะช่วยพัฒนาโครงข่ายรถไฟในพื้นที่ที่ไม่เคยมีรถไฟมาก่อน พร้อมเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน โดยโครงการสายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ จะรองรับการขนส่งสินค้าและนักท่องเที่ยวเชื่อมชายแดนไทย-ลาว ขณะที่โครงการสายบ้านไผ่ – นครพนม จะเชื่อมเศรษฐกิจภาคอีสานตอนบนไปยังท่าเรือแหลมฉบังและศูนย์ขนส่งชายแดน

จุดเด่นของโครงการ

  • สายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ
    • อุโมงค์รถไฟยาวที่สุดในประเทศไทย
    • มี 26 สถานี (สถานีขนาดใหญ่ 4 สถานี สถานีขนาดเล็ก 9 สถานี และป้ายหยุดรถ 13 แห่ง)
    • สะพานรถไฟและถนนลอดรวม 254 จุด พร้อมลานขนถ่ายสินค้าและพื้นที่กองเก็บตู้สินค้าที่สถานีเชียงของ
  • สายบ้านไผ่ – นครพนม
    • มี 30 สถานี และย่านบรรทุกตู้สินค้า 3 แห่ง
    • ถนนยกข้ามทางรถไฟ 81 แห่ง และถนนลอดใต้ทางรถไฟ 245 แห่ง
    • เชื่อมโยงเศรษฐกิจแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก

ประโยชน์ที่คาดหวัง

โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่จะช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ รองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนและเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง พร้อมเพิ่มโอกาสด้านการท่องเที่ยวและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบรางของประเทศไทย และจะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

แนวโน้มท่องเที่ยวไทย 2568: ลดจ่าย-เพิ่มคุ้มค่า

แนวโน้มการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวของคนไทยในปี 2568: การปรับตัวและกลยุทธ์ธุรกิจท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 SCB EIC เผยข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคชาวไทยเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวในปี 2568 พบว่า ชาวไทยยังคงให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดการใช้จ่าย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวต่างประเทศที่คาดว่าจะลดลงมากกว่าการท่องเที่ยวในประเทศ

แนวโน้มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทย

SCB EIC รายงานว่า การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในประเทศยังคงเป็นที่นิยม เนื่องจากมีสัดส่วนผู้ที่จะเลิกใช้จ่ายเพียง 9% ซึ่งต่ำกว่าการใช้จ่ายในด้านอื่น เช่น เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ กลุ่มที่มีสถานะการเงินมั่นคง เช่น กลุ่มที่ไม่มีภาระหนี้และรายได้ดี มีแนวโน้มเพิ่มการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว ในขณะที่กลุ่มการเงินเปราะบางกว่า 50% มีแนวโน้มลดหรือยกเลิกแผนท่องเที่ยว

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศอยู่ที่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อวัน ขณะที่การท่องเที่ยวต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยขั้นต่ำที่ 10,000 บาทต่อคนต่อวัน โดยกลุ่ม LGBTQIA+ และกลุ่มวัยทำงานมีแนวโน้มใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มอื่น

วิธีปรับตัวของนักท่องเที่ยวไทย

นักท่องเที่ยวไทยใช้ 4 วิธีในการปรับตัวด้านการท่องเที่ยว ได้แก่

  1. ลดความถี่ในการท่องเที่ยว
  2. ลดการช้อปปิ้งสินค้า
  3. เลือกที่พักราคาประหยัด
  4. ชะลอแผนการท่องเที่ยว

การปรับตัวเหล่านี้แตกต่างกันตามช่วงอายุ เช่น กลุ่มวัยรุ่น/วัยเริ่มทำงานเลือกลดค่าใช้จ่ายด้านความสะดวกสบาย ส่วนกลุ่มผู้สูงวัยปรับแผนมาท่องเที่ยวในประเทศหรือเลือกกรุ๊ปทัวร์ที่คุ้มค่า

กลยุทธ์สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวในปี 2568

  1. เจาะตลาดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อดี
    ธุรกิจควรมุ่งเน้นการดึงดูดกลุ่มที่มีรายได้ดีและคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยนำเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศที่ตอบโจทย์

  2. เพิ่มความคุ้มค่าของสินค้าและบริการ
    การสร้างความคุ้มค่าให้ตรงกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในแต่ละกลุ่ม เช่น การนำเสนอกิจกรรมที่เหมาะกับกลุ่มวัยรุ่น หรือบริการพิเศษที่เหมาะกับผู้สูงวัย

  3. บริหารต้นทุนเพื่อเสนอแพ็กเกจราคาประหยัด
    การใช้เทคโนโลยี เช่น AI และ Automation ในการบริหารจัดการ รวมถึงการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน เช่น การใช้พลังงาน Solar Cell หรือรถยนต์ไฟฟ้า

สรุปผลการสำรวจ

ในปี 2568 แม้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยจะถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ แต่การท่องเที่ยวยังคงเป็นกิจกรรมยอดนิยม ธุรกิจท่องเที่ยวสามารถตอบสนองความต้องการด้วยการปรับตัวและนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าและความต้องการของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : SCB EIC

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

แนวโน้มธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มปี 2568 เติบโต 4.6% พร้อมความท้าทาย

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 spacebar รายงานว่าแนวโน้มธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยในปี 2568 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 657,000 ล้านบาท เติบโต 4.6% แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงจากปี 2567 สาเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจนี้ยังคงได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น

แนวโน้มการเติบโตของตลาด

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพบว่า การใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่ม ของนักท่องเที่ยวถือเป็นอันดับ 2 ของการใช้จ่ายทั้งหมดในการเดินทาง โดยร้านอาหารไทยกว่า 482 แห่งที่ได้รับการจัดอันดับในมิชลินไกด์ ก็ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเติบโตของมูลค่าตลาดส่วนหนึ่งยังเกิดจากการ ปรับขึ้นราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกลยุทธ์การตลาดที่ช่วยเพิ่มรายได้ต่อครั้งต่อคำสั่งซื้อ นอกจากนี้ การขยายสาขาใหม่ในพื้นที่ศักยภาพ เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี รวมถึงการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในห้างสรรพสินค้าและอาคารสำนักงานที่เพิ่มขึ้น ก็มีส่วนกระตุ้นให้จำนวนร้านอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มมากขึ้น

การแข่งขันที่รุนแรง

ธุรกิจร้านอาหารในปี 2568 มีการแข่งขันรุนแรงในทุกระดับราคา ประเทศไทยมีร้านอาหารกว่า 6.9 แสนแห่ง หรืออัตราส่วน 9.6 ร้านต่อประชากร 1,000 คน ผู้ประกอบการรายใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแสดงให้เห็นว่า การหมุนเวียนเปิด-ปิดกิจการ มีจำนวนร้านอาหารที่ปิดตัวเพิ่มขึ้นถึง 89% (YoY) ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2567 สะท้อนถึงการแข่งขันที่เข้มข้น

แนวโน้มธุรกิจร้านอาหารในปี 2568

  1. ร้านอาหารบริการเต็มรูปแบบ (Full Service Restaurants)
    คาดว่าจะเติบโต 2.9% หรือมีมูลค่ารวมประมาณ 213,000 ล้านบาท ร้านบุฟเฟต์ยังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่า

  2. ร้านอาหารบริการจำกัด (Limited Service Restaurants)
    คาดว่าจะเติบโต 3.8% หรือมีมูลค่ารวม 93,000 ล้านบาท การขยายตัวของกลุ่มร้านพิซซ่า ไก่ทอด และร้าน Quick Service เพิ่มมากขึ้น

  3. ร้านอาหารข้างทาง (Street Food)
    คาดว่าจะเติบโต 6.8% หรือมีมูลค่ารวม 266,000 ล้านบาท ได้รับความนิยมจากทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว

แนวโน้มธุรกิจร้านเครื่องดื่ม

ในปี 2568 คาดว่ามูลค่าตลาดร้านเครื่องดื่มจะอยู่ที่ 85,320 ล้านบาท เติบโต 3.2% การขยายแฟรนไชส์และการเปิดตัวเมนูใหม่ช่วยกระตุ้นการบริโภค

ความเสี่ยงและความท้าทาย

  • ต้นทุนสูงขึ้น
    ทั้งค่าแรง วัตถุดิบ เช่น นมผง เนย ชีส และค่าสาธารณูปโภค ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ
  • พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง
    มาตรฐานใหม่ของผู้บริโภคเน้น ความแปลกใหม่+ประสบการณ์+สุขภาพ+ราคาสมเหตุสมผล

ข้อสรุป

ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มยังคงมีศักยภาพเติบโต แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายมิติ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวทั้งในด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพ : พันดาว 1000 Stars

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ECONOMY

‘อนาคตข้าวไทย’ วางยุทธศาสตร์ สร้างคุณค่า เจาะตลาดโลก

นโยบายข้าวไทย: เส้นทางใหม่สู่ความยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลง

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 Forbes Thailand ได้รายงานข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ นโยบายข้าวไทย ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม การปรับตัวและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ของประเทศไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ภาครัฐและทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนเพื่อสร้างคุณค่าและความยั่งยืนให้กับข้าวไทย

ความท้าทายใหม่ของข้าวไทยในยุคโลกเปลี่ยนแปลง

รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล อดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า การกำหนดทิศทางของข้าวไทยในระบบเศรษฐกิจต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การสนับสนุนเกษตรกรให้ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและเทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกับการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อนำไปใช้จริง นอกจากนี้ ภาครัฐควรเปลี่ยนบทบาทจากการเน้นปริมาณการส่งออกไปสู่การสร้างคุณค่าในตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เช่น ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวในเชิงอุตสาหกรรม หรือข้าวที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ข้าวไทยกับบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจโลก

ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา ที่ปรึกษาและนักวิจัยอาวุโส ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของข้าว โดยประเทศไทยต้องพัฒนายุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และเชื่อมโยงข้าวเข้ากับ Soft Power เช่น การสร้างเรื่องราว (Storytelling) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ข้าวไทยกลายเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตคนไทย

งาน Thailand Rice Fest 2024 กับมุมมองใหม่

ในงาน Thailand Rice Fest 2024 มีการเสวนาเกี่ยวกับแนวทางพัฒนาข้าวไทย โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน รศ.ดร.ศิวเรศ อารีกิจ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การพัฒนาข้าวไทยต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง เช่น การใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อบูรณาการห่วงโซ่คุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม

การวางตำแหน่งและสร้างคุณค่าให้กับข้าวไทย

ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องว่าประเทศไทยควรหยุดเน้นการแข่งขันด้านปริมาณการส่งออกและหันมาเน้นการเพิ่มคุณค่าของข้าว เช่น การผลิตข้าวที่ตอบโจทย์ด้านโภชนาการ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และพลังงานชีวภาพ นอกจากนี้ ข้าวยังสามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้เรื่องสุขภาพและวัฒนธรรมผ่านข้าวไทย

สรุป

การเปลี่ยนแปลงนโยบายข้าวไทยต้องมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การสนับสนุนจากภาครัฐและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างคุณค่าใหม่ให้ข้าวไทยก้าวข้ามความท้าทายและคว้าโอกาสในเวทีโลกอย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE