Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

วิกฤตรายได้ท่องเที่ยว! เมืองรองดึงคนได้ แต่ค่าใช้จ่ายต่ำ เชียงรายต้องเร่งสร้างมูลค่า

ท่องเที่ยวในประเทศครึ่งปีแรก 2568 โตชะลอตัว คนไทยเมินเมืองหลัก แห่เที่ยวเมืองรอง เชียงรายเนื้อหอม แต่รายได้ยังไม่ปัง!

สถานการณ์ตลาดท่องเที่ยวในประเทศ โตแต่ชะลอตัว เหตุปัจจัยลบหลายด้าน

เชียงราย, 10 กรกฎาคม 2568 – ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 โดยระบุว่าการท่องเที่ยวในประเทศยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง ด้วยจำนวนการเดินทาง 101 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และสร้างรายได้รวม 574,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% (YoY) อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเติบโตเริ่มแผ่วลงกว่าที่คาดไว้ และยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหวในบางพื้นที่ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และพฤติกรรมของคนไทยที่นิยมเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกัน กำลังซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่มยังคงอ่อนแอจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น

เมืองหลักซบเซา เมืองรองรับอานิสงส์แต่รายได้ยังห่าง

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า หลายจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ กระบี่ อยุธยา และจันทบุรี กลับมีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยลดลงในครึ่งปีแรก 2568 เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนแรงฉุดจากปัจจัยภายนอกทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้ความเชื่อมั่นและรายได้ของผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้เมืองหลักไม่สามารถรักษาฐานลูกค้าภายในประเทศได้เหมือนเดิม

ขณะเดียวกัน “เมืองรอง” หรือจังหวัดท่องเที่ยวรอง อาทิ เชียงราย สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม และอุบลราชธานี กลับได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น โดยเฉพาะเชียงรายที่กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับคนไทยที่ต้องการหลีกหนีความแออัดและแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ

ตลาดท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ยังโตแต่โตช้าลง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าการเดินทางในประเทศครึ่งปีหลังจะเติบโตเพียง 1.4% (YoY) แม้มีมาตรการส่งเสริมจากรัฐ เช่น โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่รัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรมและคูปองดิจิทัล แต่ผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว และปัจจัยการเมือง ยังคงฉุดกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในวงกว้าง

เที่ยวต่างประเทศฮิต แพ็กเกจคุ้มค่า – “วีซ่าฟรี” ดึงคนไทยออกนอก

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเติบโตของท่องเที่ยวในประเทศชะลอตัว คือแนวโน้มที่คนไทยนิยมเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น สืบเนื่องจากมาตรการวีซ่าฟรีของหลายประเทศและกลยุทธ์ของบริษัทนำเที่ยวที่เสนอแพ็กเกจราคาถูกและคุ้มค่า ตัวอย่างเช่น ทริปเกาหลีใต้ 4 วัน 2 คืน ราคาเฉลี่ยเพียง 6,000 บาท หรือเวียดนาม 7,000 บาท ซึ่งมีราคาดึงดูดใจเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายการเที่ยวในประเทศที่สูงขึ้นทุกปี

เชียงรายขึ้นแท่นเมืองรองยอดนิยม แต่รายได้ยังน้อยกว่าเมืองหลัก

แนวโน้มใหม่ของตลาดท่องเที่ยวไทย คือการเที่ยว “เมืองรอง” ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเชียงรายที่ได้รับความนิยมสูงในหมู่นักท่องเที่ยวไทย สาเหตุสำคัญคือความต้องการหลีกเลี่ยงความแออัดในเมืองหลัก การค้นหาสถานที่เที่ยวใหม่ ๆ และการรีวิวผ่านโซเชียลมีเดียที่ช่วยผลักดันกระแส

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า สัดส่วนคนไทยเที่ยวเมืองรองปีนี้จะอยู่ที่ 41.4% เพิ่มจาก 41.3% ใน 5 เดือนแรก และเติบโตขึ้นถึง 32.3% เทียบกับก่อนโควิด-19 หลายจังหวัดเมืองรองมีนักท่องเที่ยวเกิน 2 ล้านคน อาทิ เชียงราย สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม และอุบลราชธานี ตัวเลขนี้สูงกว่าเมืองหลักบางแห่ง เช่น สงขลา หรือพังงา

อย่างไรก็ตาม รายได้จากการท่องเที่ยวเมืองรองยังน้อยกว่าเมืองหลักมาก โดยรายได้จากเมืองรองอยู่ที่ 28% ของรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศ ขณะที่เมืองหลักคิดเป็น 72% ของรายได้ทั้งหมด

ค่าใช้จ่ายต่อทริปต่ำกว่าก่อนโควิด พฤติกรรมเปลี่ยน “ไปเช้า-เย็นกลับ”

แม้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเมืองรองจะสูงขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อครั้งยังไม่ฟื้นตัวเท่าช่วงก่อนโควิด-19 ข้อมูลคาดว่าการใช้จ่ายในประเทศตลอดปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 1.14 ล้านล้านบาท เติบโต 2% ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 4,100 บาท/คน/ครั้ง ซึ่งยังต่ำกว่าปี 2562 อย่างมีนัยสำคัญ

สาเหตุหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจชะลอตัว พฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบ “ไปเช้า-เย็นกลับ” ที่เพิ่มขึ้นจนคิดเป็น 51% ของการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในเมืองรองก็ต่ำกว่ามาก เฉลี่ย 2,800 บาท/คน/ครั้ง เมื่อเทียบกับเมืองหลักที่ 5,000 บาท/คน/ครั้ง ค่าที่พักในเมืองรอง เช่น เชียงราย เฉลี่ย 1,850 บาทต่อคืน ต่ำกว่ากรุงเทพฯ หรือภูเก็ตที่ 3,500 บาทต่อคืน ขณะที่ค่าอาหารและของที่ระลึกก็ถูกกว่า

โอกาสและความท้าทาย เมืองรองดึงคนได้ แต่รายได้ต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม

สถานการณ์นี้สะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะเมืองรองอย่างเชียงรายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถสร้างรายได้ต่อหัวได้เท่าเมืองหลัก

ความท้าทายสำคัญคือการออกแบบแคมเปญและประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายคนไทย พร้อมกับส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายในท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวใหม่ การยกระดับที่พัก อาหาร การบริการ และการส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่กับมาตรการของรัฐที่ช่วยจูงใจให้คนไทย “อยู่เที่ยว” เมืองรองนานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น

เชียงรายกับเส้นทางการท่องเที่ยวไทยใหม่

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทย เมืองรองอย่างเชียงรายยิ่งกลายเป็นจุดหมายที่ได้รับความสนใจสูง แต่ยังต้องเน้นพัฒนา “มูลค่า” ไม่ใช่แค่ “จำนวน” เพื่อเปลี่ยนการเติบโตเชิงปริมาณให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของพื้นที่อย่างยั่งยืน การสร้างกิจกรรมพิเศษ เทศกาล วัฒนธรรมท้องถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ จะเป็นหัวใจของกลยุทธ์ในอนาคตของ “เมืองรอง” เพื่อให้สมดุลทั้งจำนวนและรายได้ที่ยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
  • สำนักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • รายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวครึ่งปีแรก 2568
  • ข้อมูลจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสื่อเศรษฐกิจไทย
  • หลงฮักเขาแคมป์ปิ้ง ภูชี้ฟ้า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

ไทยสูญเสียตลาดจีน! เวียดนามผงาด เหตุเงินบาทแข็ง-ความปลอดภัย-เศรษฐกิจจีน

นักท่องเที่ยวจีนเมินไทย แห่ไปเวียดนาม วิกฤต “ปีทอง” การท่องเที่ยวไทยที่ต้องเร่งปรับตัว

วิกฤตใหม่ไทยสูญเสียตำแหน่งเจ้าตลาดท่องเที่ยวจีนในภูมิภาค

เชียงราย, 10 กรกฎาคม 2568 – ในอดีตประเทศไทยเคยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวจีน แต่วันนี้ภูมิทัศน์การท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเผยว่า ในครึ่งแรกของปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยลดลงเหลือ 16 ล้านคน ลดลง 4.2% จากปีที่ผ่านมา ที่น่าตกใจคือ สัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเคยสูงถึง 28% ในปี 2562 และ 19% ในปี 2567 ลดเหลือไม่ถึง 14% ในปีนี้

ขณะที่เวียดนามกลับผงาดขึ้นเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 78% ในไตรมาสแรกปี 2568 แซงหน้าไทยด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นกว่า 200,000 คน ทะลุเป้าหมายในเวลาอันสั้น ดานังและญาจางคือหัวเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุด จากรีสอร์ตหรูไปจนถึงชายหาดที่เงียบสงบ

ปัจจัยฉุดรั้งประเทศไทยเงินบาทแข็ง-ความปลอดภัย-เศรษฐกิจจีน

สาเหตุที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลดความสนใจประเทศไทยมีหลายปัจจัย ทั้งการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินหยวนซึ่งลดความน่าสนใจในด้านราคาสินค้าและบริการ ในทางกลับกัน เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดองของเวียดนามและรูเปียห์ของอินโดนีเซีย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนรู้สึกว่าได้ “ความคุ้มค่า” มากกว่าในสองประเทศนี้

อีกปัจจัยสำคัญคือปัญหาด้านความปลอดภัย ภาพยนตร์และข่าวในสื่อจีน เช่น “No More Bets” ที่นำเสนอเรื่องราวการหลอกลวงในภูมิภาคนี้ การกราดยิงในห้างสยามพารากอน เหตุการณ์แผ่นดินไหว และกรณีลักลอบค้ามนุษย์ ล้วนแต่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของประเทศไทยในสายตาชาวจีน

นอกจากนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่ซบเซาทำให้นักท่องเที่ยวจีนต้องรัดเข็มขัด งบประมาณการเดินทางลดลง 23% จากปีที่แล้ว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์ที่ “สดใหม่” และ “ราคาประหยัด” มากกว่าการเดินทางแบบเดิม

ยุทธศาสตร์ใหม่ “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” ทางรอดหรือเพียงความหวัง?

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประกาศปรับกลยุทธ์จาก “เน้นจำนวนนักท่องเที่ยว” เป็น “เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ” โดยพยายามดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง และเน้นเจาะตลาดใหม่ ๆ เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และการท่องเที่ยวรูปแบบเฉพาะทาง เช่น กีฬา งานเทศกาล และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่าการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบิน รถไฟความเร็วสูง ระบบวีซ่าดิจิทัล แม้จะเอื้อต่อกลุ่มพรีเมียม แต่ยังไม่มีหลักประกันว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทดแทนการหายไปของตลาดจีนที่สำคัญได้

ตลาดจีนยังสำคัญไทยไม่สามารถละเลยได้

แม้การปรับกลยุทธ์จะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นตรงกันว่า ไทยยังไม่สามารถละเลยตลาดจีนซึ่งเคยสร้างรายได้สูงสุดแก่ประเทศ ในปี 2568 นักท่องเที่ยวจีนมาไทยไม่ถึง 2 ล้านคน ลดลงเกือบ 1 ใน 3 จากปี 2567 และลดฮวบจาก 11.1 ล้านคนในปี 2562

ททท. ยังเดินหน้าทำตลาดจีนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการร่วมมือกับ Baidu ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำแคมเปญ “สวัสดี หนีห่าว” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและกระตุ้นให้ชาวจีนกลับมาเที่ยวไทย แต่ผลลัพธ์ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่เคยตั้งไว้

นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่เจาะ “ใจ” คือทางรอด

รศ.ดร.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ไม่ต้องการประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบแพ็กเกจ พวกเขาแสวงหา “ประสบการณ์แท้จริง” (authentic experiences) ที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่น มีส่วนร่วมกับชุมชน และให้ความสำคัญกับคอนเทนต์โซเชียลมีเดีย ไทยควรผลักดัน “ท่องเที่ยวชุมชน” อย่างจริงจัง ให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมทั้งในแง่ประสบการณ์และการกระจายรายได้

นอกจากนี้ คุณภาพในสายตานักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ไม่ใช่เพียงความหรูหรา แต่หมายถึงบริการที่ใส่ใจ ความสะดวกสบาย และความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ใช่สินค้า “แมส” ที่หาได้จากทุกประเทศ

สงครามท่องเที่ยวในอาเซียนเวียดนาม-มาเลเซียรุกหนัก ไทยต้อง “ล็อกประตูหลัง”

ขณะนี้อาเซียนกลายเป็นสมรภูมิแข่งขันที่เข้มข้น เวียดนามและมาเลเซียเร่งปลดล็อกมาตรการวีซ่า ขยายเส้นทางบินตรง เปิดบริการรถไฟและพัฒนาคอนเทนต์การท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ขณะที่ไทยยังต้องแข่งขันทั้งเรื่องความปลอดภัย ราคา และประสบการณ์ใหม่ ๆ

นายแกรี โบเวอร์แมน นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกล่าวเตือนว่า ประเทศไทยต้องทำงานหนักขึ้น ต้อง “ล็อกประตูหลัง” หมายถึงการสร้างความภักดีและประสบการณ์ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจีนอยากกลับมาเยือนซ้ำ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยความท้าทายใหญ่ที่รอวันพลิกฟื้น

การหายไปของตลาดจีนส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ททท. ต้องปรับลดเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวเหลือ 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังมีสัดส่วนถึง 12% ของ GDP ไทย นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเตือนว่า หากไทยยังพึ่งพาการท่องเที่ยวโดยไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ความเสี่ยงจะสูงขึ้นในระยะยาว

ไทยต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ไม่ใช่แค่พึ่งจำนวนนักท่องเที่ยว แต่มุ่งสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ยั่งยืน เพื่อทวงคืนความเป็น “ไข่มุกแห่งเอเชีย” ในใจนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

ปลากัดไทยผงาดเวทีโลก! กรมประมงผนึกไปรษณีย์ไทย ดันสัตว์น้ำสวยงามสู่พันล้าน

ปลากัดไทย” ผงาดเวทีโลก กรมประมงผนึกไปรษณีย์ไทย ดันสัตว์น้ำสวยงามสู่พันล้าน

กรุงเทพฯ, 9 กรกฎาคม 2568 – เปิดศักราชใหม่แห่งสัตว์น้ำสวยงามไทย ปลากัดไทยกำลังก้าวสู่การเป็น “แบรนด์ชาติ” หลังจากที่กรมประมงประกาศผนึกกำลังกับไปรษณีย์ไทย ผลักดันสัตว์น้ำสวยงามไทยสู่ตลาดโลก พร้อมเป้าหมายการส่งออกทะลุพันล้านบาทในอนาคตอันใกล้ ด้วยสายพันธุ์ที่หลากหลาย ความสามารถในการเพาะเลี้ยง และการพัฒนานวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง ทำให้ไทยครองส่วนแบ่งตลาดโลกกว่า 11% เป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับต้น ๆ ของโลก

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เผยว่า สัตว์น้ำสวยงามกลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และประเทศไทยมีศักยภาพเต็มเปี่ยมในการสร้างรายได้จากธุรกิจนี้ โดยเฉพาะ “ปลากัดไทย” ที่สร้างรายได้จากการส่งออกมากถึง 400 ล้านบาท หรือราว 40% ของมูลค่าสัตว์น้ำสวยงามส่งออกทั้งหมดของประเทศ

ปลากัดไทยจากปลาชานเมือง สู่ซูเปอร์สตาร์ตลาดส่งออก

“ปลากัดไทย” ได้รับการยกระดับให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทยเมื่อ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยสีสัน ลวดลาย และพฤติกรรมที่น่าติดตาม ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และจีน ซึ่งเป็นสามตลาดหลักของไทยในปัจจุบัน

นอกจากปลากัดแล้ว ยังมีสัตว์น้ำสวยงามอื่นๆ ที่ส่งออก ได้แก่ ปลาทอง (7.3%) ปลาหางนกยูงและปลาสอด (6.4%) กุ้งสวยงาม (5.8%) และกลุ่มปลาหมอสีและปลาออสการ์ (3.9%) โดยมีปลาพื้นเมือง เช่น ปลาลูกผึ้ง ปลาซิว ปลาก้างพระร่วง ก็ได้รับความสนใจจากนักเลี้ยงทั่วโลก

4 ยุทธศาสตร์ผลักดันสัตว์น้ำไทยสู่อุตสาหกรรมยั่งยืน

กรมประมงได้จัดทำแผนพัฒนาสัตว์น้ำสวยงาม พ.ศ. 2566–2570 โดยแบ่งเป็น 4 ยุทธศาสตร์หลัก พร้อม 13 แผนงานครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่:

  • ยุทธศาสตร์ที่ 1 วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและพรรณไม้น้ำ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่
  • ยุทธศาสตร์ที่ 2 บริหารจัดการมาตรฐานการผลิตและจัดเก็บฐานข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ
  • ยุทธศาสตร์ที่ 3 ยกระดับเกษตรกรให้ใช้เทคโนโลยีอย่างยั่งยืน
  • ยุทธศาสตร์ที่ 4 เปิดตลาดใหม่ ขยายช่องทางการจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ

แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตสัตว์น้ำสวยงามที่ได้มาตรฐาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรในระยะยาว

เปิดมิติใหม่ผนึกไปรษณีย์ไทย หนุนส่งออกสัตว์น้ำแบบครบวงจร

หนึ่งในความร่วมมือที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญคือ “การจับมือกับไปรษณีย์ไทย” ในการขยายระบบขนส่งสัตว์น้ำมีชีวิตให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ได้มีการทดลองขนส่งสัตว์น้ำเพิ่ม 3 ชนิด ได้แก่:

  • สาหร่ายพวงองุ่น
  • สาหร่ายผักกาดทะเล
  • เห็ดทะเล

นอกจากสัตว์น้ำเดิมที่ได้มาตรฐานจากกรมประมงอย่าง ปลากัด ปลาสอด ปลาหางนกยูง กบ ปลาไหล หอย และพรรณไม้น้ำ

การเพิ่มชนิดสัตว์น้ำในระบบขนส่งจะทำให้เกษตรกรสามารถกระจายสินค้าได้มากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ลดต้นทุน และเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้โดยตรง

ปลุกพลังชุมชน สร้างเครือข่ายผู้เพาะเลี้ยงทั่วประเทศ

กรมประมงยังได้เดินหน้าสร้างเครือข่ายผู้เพาะเลี้ยงปลากัดและสัตว์น้ำสวยงามในระดับจังหวัดและภูมิภาค โดยสนับสนุนองค์ความรู้ การอบรมเทคนิคการเพาะเลี้ยง และการใช้เทคโนโลยีควบคุมคุณภาพน้ำ รวมถึงการสร้างแบรนด์ให้กับเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้สามารถยืนหยัดในตลาดสากลได้

ในบางพื้นที่เช่น เชียงราย ขอนแก่น และราชบุรี ได้เริ่มมีฟาร์มปลากัดที่มีระบบเพาะเลี้ยงแบบมาตรฐาน และเตรียมเข้าระบบส่งออกภายในปลายปีนี้

ความคาดหวังไทยจะเป็นศูนย์กลางการค้าสัตว์น้ำสวยงามของโลก

ความร่วมมือระหว่างกรมประมงและไปรษณีย์ไทย คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน และปูทางสู่การเป็น “Fish Beauty Hub of Asia” โดยจะมีการพัฒนาระบบ e-commerce สำหรับปลาสวยงาม เชื่อมโยงข้อมูลผู้ซื้อจากต่างประเทศให้ถึงมือผู้เลี้ยงในท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางจัดงานมหกรรมสัตว์น้ำสวยงามระดับชาติ เพื่อสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาสัมผัสกับศักยภาพของเกษตรกรไทยโดยตรง

ปลากัดไทย ไม่ใช่แค่ปลาโชว์ แต่คือพลังเศรษฐกิจใหม่ของชาติ

ปลากัดไทยไม่เพียงแต่เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ หากแต่กำลังกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสามารถในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจของประเทศไทยในเวทีโลก ด้วยการพัฒนาทั้งสายพันธุ์ ระบบการผลิต และโครงสร้างการตลาด

การผนึกกำลังของกรมประมงและไปรษณีย์ไทยในครั้งนี้ จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำสวยงามไทย ที่ไม่เพียงแต่เน้นความสวยงาม แต่ยังสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตให้กับเกษตรกรไทยอย่างมั่นคง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
  • ข่าวประชาสัมพันธ์ “ความร่วมมือด้านการขนส่งสัตว์น้ำ” วันที่ 17 มิถุนายน 2568
  • แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสัตว์น้ำสวยงาม พ.ศ. 2566–2570
  • รายงานมูลค่าการส่งออกสัตว์น้ำสวยงาม กระทรวงพาณิชย์ (อัปเดตกรกฎาคม 2568)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

“ปีทอง” หรือ “ปีร่วง”? ลำไยเชียงรายผลผลิตล้นตลาด ราคาดิ่ง 40 เท่า

ปีทองลำไยเชียงราย หรือวิกฤตราคาดิ่ง? ผลผลิตทะลุล้านตัน เกษตรกรเสี่ยงขาดทุน

เชียงราย,8 กรกฎาคม 2568 – ผลผลิตลำไยพุ่งทะลุเป้า เกษตรกรภาคเหนือเฝ้าระวังราคาดิ่ง ปี 2568 กลายเป็นปีที่ผลผลิตลำไยในภาคเหนือพุ่งสูงเกินคาด จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า ผลผลิตรวมสูงถึง 1.06 ล้านตัน เพิ่มขึ้นถึง 12% จากปีที่ผ่านมา แม้พื้นที่ยืนต้นลำไยจะลดลงเล็กน้อยจากการโค่นต้นเก่าเพื่อปลูกพืชอื่น แต่สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยทำให้การออกดอก-ติดผลสมบูรณ์

ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงผลผลิตออกมากที่สุด คาดว่าจะมีลำไยทะลักเข้าสู่ตลาดกว่า 422,000 ตัน หรือราว 57% ของผลผลิตฤดูทั้งหมด นับเป็นช่วงเสี่ยงที่สุดของปี

สวนทางคุณภาพ-ราคา ลำไยเกรดต่ำเสี่ยงเหลือแค่ 1 บาท

ในขณะที่ลำไยเกรด AA+A ราคายังยืนได้ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม แต่ลำไยเกรด C กลับมีราคาต่ำจนน่าตกใจเพียง 1 บาทต่อกิโลกรัม ความต่างนี้มากถึง 40 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงการจัดการคุณภาพที่ยังไม่ทั่วถึง

ปัญหาสำคัญคือเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาคุณภาพได้สม่ำเสมอ หรือไม่สามารถเก็บเกี่ยวแบบช่อสดได้ ทำให้ต้องขายแบบ “รูดร่วง” ที่มีราคาต่ำกว่า

เชียงรายผลผลิตมากแต่ความเสี่ยงสูง

จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ปลูกลำไยราว 167,000 ไร่ โดยเฉพาะอำเภอป่าแดดที่เป็นแหล่งใหญ่สุด แต่กว่า 30% ของพื้นที่เหล่านี้ถูกจัดว่าไม่เหมาะสมทางการเกษตร ส่งผลต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง

นอกจากนี้ ภัยแล้งยังเป็นปัญหาซ้ำซ้อน โดยเฉลี่ย 20-30% ของพื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบทุกปี ส่งผลต่อขนาดและคุณภาพของลำไยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สศก. เร่งบริหารจัดการ สกัดล้นตลาดเดือนสิงหาคม

เพื่อไม่ให้ลำไยทะลักตลาดในเดือนสิงหาคมจนราคาตก รัฐบาลจึงเร่งแผนกระจายสินค้าและส่งเสริมการแปรรูป ดังนี้:

  • สนับสนุนการแปรรูป เช่น ลำไยอบแห้ง น้ำลำไยเข้มข้น ลำไยกระป๋อง เพื่อลดผลผลิตสดในตลาด
  • ส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายใหม่ เช่น Modern Trade, ตลาดออนไลน์ และไปรษณีย์ไทย
  • อุดหนุนค่าบริหารจัดการกิโลกรัมละ 3 บาท สำหรับกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์

การส่งออกยังคงพึ่งพาจีนเป็นหลักถึง 73.1% จึงต้องเร่งขยายตลาดใหม่อย่างอินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาว

สหกรณ์เชียงรายจุดแข็งที่ยังมีจุดเปราะ

แม้สหกรณ์หลายแห่งในเชียงราย เช่น สหกรณ์ลำไยเมืองเชียงราย และสหกรณ์ป่าแดด จะมีบทบาทเชิงรุกในการรับซื้อลำไยและกระจายผลผลิต แต่ในอดีตยังมีปัญหาความไม่โปร่งใส เช่น กรณีสหกรณ์ในอำเภอพานที่เคยถูกร้องเรียนเรื่องเงินค้ำประกันลำไยค้างจ่าย

การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากหวังให้สหกรณ์กลายเป็นกลไกหลักในการพยุงราคาลำไย

ความหวังใหม่ศูนย์เรียนรู้แม่สรวย เสริมโอกาสเกษตรกร

อำเภอแม่สรวยของเชียงรายกลายเป็นต้นแบบที่น่าจับตา ด้วยการพัฒนาการปลูกลำไยนอกฤดูที่ประสบผลสำเร็จ ได้รับการยกเป็นศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยให้เกษตรกรสามารถกระจายเวลาเก็บเกี่ยว ลดความเสี่ยงจากการออกผลพร้อมกันในฤดู

อนาคตลำไยเชียงราย ต้องยืนอยู่บนฐานความยั่งยืน

ลำไยจะไม่เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจที่อยู่รอดชั่วคราว หากแต่ต้องมีอนาคตที่ยั่งยืน ด้วยยุทธศาสตร์ชัดเจน:

  • เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน
  • วิจัยสายพันธุ์ทนแล้งและให้ผลผลิตสม่ำเสมอ
  • สร้างระบบน้ำที่มั่นคงเพื่อรองรับภัยแล้ง
  • ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรและธรรมาภิบาลในสหกรณ์
  • กระตุ้นการบริโภคในประเทศและแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า

เชียงรายยังมีศักยภาพมหาศาลในฐานะแหล่งผลิตลำไยระดับประเทศ เพียงแค่ต้องวางรากฐานอย่างเป็นระบบเพื่อไม่ให้ “ปีทอง” กลายเป็น “ปีร่วง”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงพาณิชย์
  • กรมส่งเสริมการเกษตร
  • ข่าวประชาสัมพันธ์ 7-8 พฤษภาคม 2568
  • ข้อมูลจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกร อ.พาน จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

ไทย 2568 เศรษฐกิจยั่งยืนหรือแค่พยุง? รัฐบาลใหม่เผชิญบทพิสูจน์

รัฐบาลใหม่กับการแก้โจทย์เศรษฐกิจไทย ปี 2568 สู่การเติบโตที่ยั่งยืนหรือแค่พยุงระยะสั้น?

ประเทศไทย, 7 กรกฎาคม 2568 – ปี 2568 กลายเป็นปีแห่งการจับตา “บทพิสูจน์ศักยภาพรัฐบาลใหม่” ที่ต้องเผชิญกับคลื่นเศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน และโจทย์หนี้ครัวเรือนที่สั่งสมมานาน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร” รัฐบาลประกาศเดินหน้าด้วยนโยบายเชิงรุก และงบประมาณลงทุนสูงสุดในรอบ 17 ปี หวังปลุกเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นกับดักการเติบโตต่ำ แต่นโยบายเหล่านี้จะนำไทยสู่ความยั่งยืน หรือเพียงแค่สร้างคลื่นกระเพื่อมชั่วคราวในระบบเศรษฐกิจ?

เปิดฉากปีแห่งบททดสอบ เศรษฐกิจไทยในพายุความไม่แน่นอน

แม้รัฐบาลจะจุดพลุสร้างความหวังด้วยนโยบายขับเคลื่อนการลงทุนและมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบางจากปัจจัยภายนอกที่ยากคาดเดา ขณะที่ในประเทศเองก็เผชิญปัญหาโครงสร้างเช่น หนี้ครัวเรือนสูง สังคมสูงวัย และผลิตภาพแรงงานที่ถดถอย ด้านสถาบันวิจัยและนักวิเคราะห์ชั้นนำสะท้อนภาพเศรษฐกิจปี 2568 ด้วยคาดการณ์ GDP ที่ “แตกต่างสุดขั้ว” ตั้งแต่ 1.4% ถึง 2.6% โดยมองปัจจัยเสี่ยงหลักทั้งการส่งออก อุปสงค์ในประเทศ และแรงกระแทกจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน

ตารางที่ 1การคาดการณ์ GDP ไทย ปี 2568 (หน่วย: %)

หน่วยงาน

คาดการณ์ (%)

ข้อสังเกต

สศค.

2.5

เสถียรภาพในประเทศ, เงินเฟ้อต่ำ

ธปท.

2.3

Q1 ดีกว่าคาด, Q2 ดีขึ้น

KResearch

1.4 – 2.4

ส่งออก-ท่องเที่ยวต่ำ, หนี้เสียสูง

World Bank/IMF

1.8

ผลกระทบสงครามการค้า, หนี้สูง

SCB EIC

1.5

การค้าโลก, ข้อจำกัดการคลัง

TDRI

2.5-3.0

FDI/ลงทุนรัฐ, สินค้าจีนเข้า

กกร.

2.4-2.9

ท่องเที่ยว, รัฐอัดมาตรการ

ขณะที่ “เงินเฟ้อทั่วไป” ยังคงต่ำ (0.8%) อันเป็นผลจากพลังงานราคาตกและอุปสงค์อ่อนแรง มิได้สะท้อนเศรษฐกิจแข็งแรง แต่กลับชี้ถึงกำลังซื้อที่ถดถอย

เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสัญญาณเปราะบางใต้ตัวเลขบวก

  • การท่องเที่ยว คือความหวังหลัก คาดนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน แต่การใช้จ่ายต่อหัวต่ำกว่าระดับก่อนโควิด สะท้อนโครงสร้างรายได้ประเทศที่เปราะบาง
  • การลงทุนภาคเอกชน ได้แรงหนุนจาก FDI ย้ายฐานหนีสงครามการค้า แต่หนี้ครัวเรือนและเกณฑ์สินเชื่อเข้มข้นยังฉุดกำลังซื้อและศักยภาพลงทุน
  • การบริโภคในประเทศ โต 2-3% จากรายได้และเงินโอนภาครัฐผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ทว่า “หนี้ครัวเรือน” 16.2 ล้านล้านบาท (เกือบ 90% ของ GDP) กลับเป็นเงาทะมึนที่กัดกินกำลังซื้อ
  • การส่งออก ไตรมาส 1 โตจากการเร่งระบายสินค้าก่อนภาษีใหม่สหรัฐฯ ทว่าระยะยาวอ่อนแรงจากสงครามการค้าและสินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาดไทย

ความท้าทายเชิงโครงสร้างหนี้ครัวเรือนสูง-สังคมสูงวัย-ขีดจำกัดการคลัง

รัฐบาลต้องเผชิญโจทย์ “หนี้ครัวเรือนสูงสุดประวัติการณ์” ที่กัดกินศักยภาพการบริโภคและสร้าง NPL เพิ่มขึ้น ขณะที่ปัจจัยภายนอกอย่างสงครามการค้าทำให้สินค้าจีนเบี่ยงเบนเข้าไทย-กดดันตลาดในประเทศให้แข่งขันรุนแรง สังคมไทยเองก็เร่งเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” แรงงานขาดแคลน ผลิตภาพตกต่ำ ทุนมนุษย์ด้อยประสิทธิภาพ ระบบการศึกษาไม่ตอบโจทย์ดิจิทัล หนี้สาธารณะ 63.3% ของ GDP ขยับขึ้นทุกปีจนพื้นที่การคลังเหลือน้อยลง และความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคุกคามความเชื่อมั่นนักลงทุน

รัฐบาลใหม่ภายใต้ ‘แพทองธาร’ปรับยุทธศาสตร์-ตั้งทัพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

การตั้งคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยมี “นายพิชัย ชุณหวชิร” เป็นแม่ทัพคลัง ประสานกับนายกรัฐมนตรี มุ่งขับเคลื่อนนโยบาย “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง” โดยเน้น 5 ยุทธศาสตร์หลักที่รวมการลงทุนภาครัฐ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และสร้างสังคมเสมอภาค

จุดเปลี่ยนสำคัญธนาคารแห่งประเทศไทยกับทิศทางดอกเบี้ยและเสถียรภาพ

ปี 2568 ยังเป็น “จุดเปลี่ยนผู้นำ” ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่การเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่ระหว่าง “ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส” (เน้นเสถียรภาพการเงิน) และ “นายวิทัย รัตนากร” (แก้ปัญหาฐานราก) จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงิน ดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสถูกปรับลดอย่างน้อย 1-2 ครั้ง เพื่อประคองเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน แม้จะกังวลความเสี่ยงเงินเฟ้อและคุณภาพสินเชื่อ

งบประมาณ 2568การลงทุนภาครัฐสูงสุดในรอบ 17 ปี – หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

งบประมาณปี 2568 อยู่ที่ 3.75 ล้านล้านบาท รายจ่ายลงทุนสูงถึง 24.2% หรือ 908,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน เน้นยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และพัฒนาโอกาส-ลดเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกัน “งบกู้ขาดดุล” กว่า 865,000 ล้านบาท ก็เพิ่มภาระหนี้สาธารณะ

มาตรการเรือธงดิจิทัลวอลเล็ตกับข้อกังขาเรื่องความยั่งยืน

  • ดิจิทัลวอลเล็ต เป็นมาตรการเรือธง เติมเงินให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง 14 ล้านคนในระยะแรก และเตรียมขยายไปยังผู้สูงวัย 4 ล้านคน รวมถึงประชาชนทั่วไปต่อไป คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น
  • บ้านเพื่อคนไทย – โครงการคอนโดมิเนียมรัฐให้ผ่อนต่ำยาว 30 ปี หวังเพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยในเมือง
  • มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน – เดินหน้าโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” “จ่ายตรง คงทรัพย์” และ “จ่ายตัดต้น” ช่วยกลุ่มหนี้ไม่มีหลักประกันและสินเชื่อบ้าน/รถ

แต่เสียงสะท้อนจากสื่อและนักวิชาการ เตือนถึง “วินัยการคลัง” ที่อาจถูกกระทบจากการกู้เงินอัดฉีด โดยเฉพาะเมื่อภาระหนี้สาธารณะและหนี้รัฐวิสาหกิจยังสูง หากการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเพียงการ “ดึงกำลังซื้ออนาคต” มาใช้ปัจจุบัน อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจซบเซาในภายหลัง

นโยบายโครงสร้างจุดเปลี่ยนแท้จริงของเศรษฐกิจไทย

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การเติบโตยั่งยืนต้องมาจากการ “ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” ไม่ใช่แค่กระตุ้นระยะสั้น รัฐบาลใหม่ต้องเร่งยกระดับทุนมนุษย์ แก้ช่องว่างทักษะดิจิทัล ส่งเสริมอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ขยายตลาดการส่งออกและสร้างความสามารถแข่งขันใหม่ รวมถึงปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัย โปร่งใส และลดทุจริต

เส้นทางเศรษฐกิจไทยระหว่างโอกาสและกับดัก

ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปี 2568 เปรียบเสมือนการขับเรือกลางมรสุม แม้มี “คลื่นบวก” จากนโยบายรัฐและมาตรการลงทุน แต่รากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก และแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกยังคงสร้างความเปราะบางสูง นโยบายรัฐจะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเด็ดขาด-รอบคอบในการปฏิรูป สร้างโอกาสใหม่ และรักษาวินัยการคลังในระยะยาว

 

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

  1. เน้นลงทุนที่สร้างผลิตภาพระยะยาว เช่น ดิจิทัล-โครงสร้างพื้นฐาน-ทุนมนุษย์ มากกว่าการอัดฉีดชั่วคราว
  2. รักษาวินัยการคลัง พร้อมบริหารหนี้สาธารณะอย่างยั่งยืน วางแผนงบประมาณระยะปานกลางชัดเจน
  3. ส่งเสริมการปฏิรูปโครงสร้าง เร่งพัฒนาทุนมนุษย์ ระบบการศึกษา และอุตสาหกรรมใหม่ สร้างความสามารถแข่งขัน
  4. ลดอุปสรรคการลงทุน-เพิ่มความโปร่งใส สร้างกลไกติดตาม-ประเมินผลนโยบายแบบเรียลไทม์
  5. พัฒนานโยบายการเงินและบริหารหนี้เชิงรุก ประสานระหว่างธปท.และรัฐบาลเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและเสถียรภาพระบบการเงิน

บทสรุป

รัฐบาลใหม่ปี 2568 เผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทย แม้นโยบายลงทุนและมาตรการกระตุ้นจะสร้างคลื่นหวังในระยะสั้น แต่โจทย์หลักคือการเร่งปฏิรูปโครงสร้างให้สำเร็จ สร้างรากฐานที่มั่นคงเพื่อการเติบโตอย่างแท้จริง ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ เพิ่มศักยภาพมนุษย์และความสามารถแข่งขันของประเทศ ไทยจะพลิกวิกฤตนี้ได้หรือไม่ ยังต้องติดตามบทพิสูจน์ต่อไปในอีก 1 ปีข้างหน้า

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • กระทรวงการคลัง (สศค.)
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch)
  • ธนาคารโลก (World Bank)
  • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
  • ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ SCB EIC
  • สถาบันวิจัย TDRI
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงราย ค้าชายแดนพุ่ง แต่ลมต้านยังแรง

ส่องทิศทางการค้าชายแดนเชียงรายปี 2568 ศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งอาเซียนที่ยังต้องฝ่าลมต้าน

เชียงราย, 6 กรกฎาคม 2568 – ท่ามกลางคลื่นเศรษฐกิจโลกและความเปลี่ยนแปลงของภูมิภาค จังหวัดเชียงรายยังคงยืนหยัดเป็น “ประตูการค้า” ของภาคเหนือสู่ตลาดอาเซียนและจีนอย่างแข็งแกร่ง รายงานดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดนปี 2568 ชี้การเติบโตสูงถึง ร้อยละ 7.6 สูงกว่าคาดการณ์เดิมอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนบทบาทของเชียงรายในฐานะศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ใหม่ในระดับภูมิภาค ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ประตูสู่มังกรผลไม้ไทยคือแรงขับเคลื่อนสำคัญ

หนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้การค้าชายแดนเชียงรายทะยานไม่หยุดในปี 2568 คือ อุปสงค์ผลไม้ไทยจากตลาดจีนตอนใต้ โดยเฉพาะผลไม้สดอย่าง “ทุเรียน มังคุด ลำไย” ที่กำลังเป็นดาวรุ่งในตลาดนำเข้า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า ในเดือนพฤษภาคม 2568 การค้ากับจีนตอนใต้พุ่งสูงกว่า 13,200 ล้านบาท คิดเป็นกว่า 83% ของการค้ารวมทั้งจังหวัด และเฉพาะการส่งออกผลไม้สดเพียงอย่างเดียว เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 100% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

จุดแข็งของเชียงรายไม่ใช่แค่คุณภาพผลไม้ แต่คือการเชื่อมต่อระบบโลจิสติกส์สู่จีนทั้งทางถนน R3A และโครงการรถไฟจีน-ลาว ทำให้เราขนส่งผลไม้สดถึงตลาดจีนได้เร็วกว่าเดิม ต้นทุนลดลง กำไรก็เพิ่มขึ้น”

แต่ความรุ่งเรืองนี้ ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม หากเศรษฐกิจจีนผันผวน หรือมาตรการนำเข้าผลไม้มีการปรับเปลี่ยน การพึ่งพาตลาดจีนมากเกินไป อาจสร้างความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ

เมียนมา-ลาวโอกาสและอุปสรรคของชายแดนตะวันตกและตะวันออก

แม้จีนจะเป็นเป้าหมายหลัก แต่การค้าชายแดนของเชียงรายยังผูกโยงกับ “เมียนมา” และ “สปป.ลาว” อย่างเหนียวแน่น โดยมูลค่าการค้ากับเมียนมาในเดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่กว่า 10% ของภาพรวมจังหวัด แม้จะเผชิญปัญหาความไม่สงบและการปิดด่านบางส่วน สินค้าไทยที่ยังเป็นที่ต้องการ คือ เครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องจักร และการลงทุนของทุนจีนในฝั่งเมียนมาที่ท่าขี้เหล็ก ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสำคัญ

สำหรับ “สปป.ลาว” ซึ่งมีเส้นทางรถไฟจีน-ลาว เป็นเส้นเลือดใหม่ของภูมิภาค ดัชนีความเชื่อมั่นการค้าอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ด้วยบทบาทของ “สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4” (เชียงของ-ห้วยทราย) ทำให้การขนส่งและผ่านแดนไปจีนมีความคล่องตัว มูลค่าการค้าเติบโตมั่นคง โดยเฉพาะการส่งออกน้ำมันและสินค้าพื้นฐานจากไทย

แต่ปัญหาหลักของเชียงรายยังคงเป็น การสร้างมูลค่าเพิ่มในพื้นที่ สินค้าส่งออกหลักยังคงมาจากภาคกลาง ไม่ใช่ผลผลิตหรืออุตสาหกรรมในจังหวัด ส่งผลให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ “รั่วไหล” ไปยังส่วนกลาง และเกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นไม่มากนัก

นักเศรษฐศาสตร์ชายแดน วิเคราะห์ว่า “ศักยภาพของเชียงรายคือการเป็นศูนย์กลางค้าขาย แต่หากขาดการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปในท้องถิ่น ก็จะเป็นเพียงเส้นทางผ่าน ไม่เกิดการสร้างงานหรือยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน”

โครงสร้างพื้นฐานและนโยบายรัฐกุญแจสำคัญการเปลี่ยนผ่าน

ภาครัฐจึงเร่งผลักดัน “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs)” ครอบคลุมอำเภอแม่สาย เชียงแสน และเชียงของ ควบคู่กับโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น “รถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ” ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ ในปี พ.ศ. 2571 (ค.ศ. 2028) โครงการนี้จะลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสค้าขายและสร้างอุตสาหกรรมแปรรูปในพื้นที่ได้มากขึ้น

บริษัทโลจิสติกส์เชียงของ มองว่า “การมีรถไฟทางคู่จะเป็น Game Changer เปลี่ยนรูปแบบขนส่งให้สะดวกและประหยัดกว่าเดิม เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทยในการแข่งกับทุนจีน ทุนเวียดนามที่กำลังขยายอิทธิพลในภูมิภาค”

ศึกสินค้าเกษตรไทย-ทุนจีน โจทย์ใหม่ของท้องถิ่น

หนึ่งในความท้าทายที่เชียงรายต้องเผชิญในปี 2568 คือการแข่งขันกับ “ทุนจีน” ทั้งในฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตร ทุนจีนเริ่มเข้ามาลงทุนในศูนย์รวบรวมผลไม้ เปิดร้านค้าปลีกและแปรรูปสินค้าเกษตรในเขตชายแดน ส่งผลให้เกษตรกรไทยต้องยกระดับมาตรฐานสินค้า ปรับตัวสู่ระบบ GAP และเพิ่มศักยภาพต่อรองด้านราคา

ในขณะที่มาตรการกีดกันทางการค้าและนโยบายนำเข้าสินค้าของจีนที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ก็เป็นความเสี่ยงที่ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องติดตามใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบจากการผันผวนของตลาดนำเข้าและต้นทุนการผลิต

ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

  1. เสริมสร้างมูลค่าเพิ่มในท้องถิ่น – รัฐบาลควรส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูป สร้างคลัสเตอร์สินค้าเกษตร พัฒนาเกษตรกรและ SME ให้มีมาตรฐานสากลและเข้าถึงตลาดโลกได้
  2. ยกระดับโลจิสติกส์และระบบศุลกากร – เร่งพัฒนา Single Window, ระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะริมชายแดน เพื่อรองรับปริมาณการค้าที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง
  3. กระจายความเสี่ยง ขยายตลาดใหม่ – สนับสนุนสินค้าและบริการที่หลากหลาย ลดการพึ่งพาผลไม้สดเป็นหลัก ค้นหาตลาดใหม่ ๆ ทั้งอาเซียน ตะวันออกกลาง และยุโรป พร้อมใช้ประโยชน์จาก FTA ที่ไทยมีอยู่
  4. พัฒนาบุคลากรและเครือข่ายธุรกิจ – ลงทุนในการอบรมทักษะโลจิสติกส์ ภาษา และเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมทั้งจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) อย่างต่อเนื่อง เช่น งาน “Northern Border Trade Festival” ที่เชียงรายจัดต่อเนื่องทุกปี
  5. บูรณาการข้อมูลและยุทธศาสตร์ภูมิภาค – สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับจังหวัดเพื่อนบ้าน ผลักดันนโยบาย NEC (Northern Economic Corridor) ให้เกิดการเชื่อมโยงเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

วิเคราะห์ผลลัพธ์และทิศทางในอนาคต

ภาพรวมของการค้าชายแดนเชียงรายปี 2568 สะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทาย การเป็นศูนย์กลางการค้าระดับภูมิภาคไม่ใช่เป้าหมายที่ได้มาโดยง่าย หากขาดการเสริมสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น การเติบโตที่เห็นในตัวเลขอาจไม่ได้แปลเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของคนเชียงรายได้อย่างยั่งยืน

ทิศทางในระยะต่อไป จึงต้องอาศัยการบูรณาการทุกมิติ ทั้งนโยบายรัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และการเชื่อมโยงข้อมูลภูมิภาคเพื่อสร้างอำนาจต่อรองใหม่ให้เชียงราย พร้อมเดินหน้าเป็น “ศูนย์กลางการค้าชายแดน” ที่ประโยชน์ตกถึงคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กันณพงศ์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งนครเชียงรายนิวส์
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย

  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (สำนักงานภาคเหนือ)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

เชียงรายเปิดประตูยาง นำร่องส่งตรงจีน ภาษีเหลือศูนย์ ดันคุณภาพชีวิตเกษตรกร

เชียงรายเตรียมเป็นประตูการค้าผ่านโขง เจรจาจีนซื้อตรงยางพารา 300 ตัน ลดภาษีเหลือ 0% สร้างจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมยางพาราไทย

เชียงราย, 1 กรกฎาคม 2568 – สถานการณ์การส่งออกยางพาราของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจุดสำคัญ หลังเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศเปิดเผยความคืบหน้าการเจรจาโรงงานจีน เตรียมนำร่องซื้อยางพาราจากเกษตรกรไทยโดยตรง 300 ตัน พร้อมสิทธิประโยชน์ภาษี 0% ผ่านลุ่มแม่น้ำโขงเข้าสู่มณฑลยูนนาน จีน เสริมบทบาทเชียงรายในฐานะ “จุดยุทธศาสตร์การค้าภาคเหนือ” สะท้อนนัยยะเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจทั้งจังหวัดและประเทศ

จุดเริ่มเปลี่ยนสมดุลการค้าชายแดนเหนือ

จุดเด่น ของโครงการนี้คือการส่งออกยางโดยตรงผ่าน “ด่านเชียงของ” จังหวัดเชียงราย ลดต้นทุนภาษีจาก 20% เหลือ 0% สอดคล้องกับกลุ่มประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง เช่น เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์ที่เคยเน้นภาคใต้ ซึ่งแต่เดิมพ่อค้าจีนรับยางผ่าน 6 ด่านหลักในภาคใต้ของไทย ต้องแบกภาษีนำเข้าราว 7,500 บาท/ตัน รวมถึงภาษีแวตและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ส่งผลให้ยางจากเชียงรายและภาคเหนือกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ได้เปรียบเชิงภาษีและโลจิสติกส์

ปัจจุบัน เครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศมีสมาชิกกระจายทั่วประเทศ โดย ภาคเหนือและอีสาน เป็นกลุ่มใหญ่ เมื่อรวมศักยภาพการรวมกลุ่ม เกษตรกรไทยจะมีโอกาสขายยางในราคาดีขึ้น ลดการถูกกดราคาจากโรงงาน หรือหักค่าหัวคิวจากพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการผลักดันโดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และกระทรวงเกษตรฯ

บทบาทใหม่ “เชียงรายฮับยางไทย” ผลักดันเศรษฐกิจชุมชน

เชียงรายในฐานะ “ประตูการค้าภาคเหนือ” กำลังขยายบทบาทจากเดิมที่เป็นจุดผ่านแดนสำคัญ สู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมแปรรูปยางในภูมิภาค ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมทั้งเครือข่ายเกษตรกร ระบบขนส่งทางน้ำผ่านโขง และความร่วมมือระดับนโยบายกับจีนโดยตรง

ประเด็นสำคัญ ที่ตามมาคือ หากโครงการนี้นำร่องสำเร็จ ราคายางในพื้นที่จะมีเสถียรภาพมากขึ้น เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสูง ลดแรงกดดันจากภาวะราคาตกต่ำ ส่วนผู้ประกอบการในภาคใต้ที่เคยได้เปรียบด้านโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ อาจต้องปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงของเส้นทางและรูปแบบการค้าระหว่างประเทศ

อีกด้านหนึ่ง โรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ในจีนและลาวที่เคยลงทุนเพื่อรองรับยางจากภูมิภาคนี้อาจมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลจีนสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานเข้ามาลงทุนร่วมกับท้องถิ่น ส่งเสริมการขยายกำลังผลิตและสร้างโอกาสการจ้างงานใหม่ในภาคเหนือ

วิเคราะห์ผลกระทบและอนาคตอุตสาหกรรมยางพารา

การเปลี่ยนแปลงเส้นทางการส่งออกยางผ่านเชียงราย นอกจากจะลดภาษีให้เกษตรกร ยังเปิดโอกาสการรวมกลุ่มขนาดใหญ่ สร้างอำนาจต่อรองในการกำหนดราคายางกับต่างประเทศ ลดการผูกขาดโดยนายหน้า การดำเนินโครงการนี้ยังมีส่วนช่วยให้การตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานยางพาราไทยโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งจีนให้ความสำคัญกับคุณภาพยางพาราไทยมากกว่ายางจากประเทศอื่นในอาเซียน

ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเดินหน้าแก้ไขอุปสรรคเชิงระบบ เช่น การสนับสนุนค่าขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ในภาคเหนือ และการดูแลมาตรฐานการผลิตและแปรรูปยางให้สอดคล้องกับตลาดจีน เพื่อรักษาความได้เปรียบเชิงคุณภาพ

ความท้าทาย คือภาคเอกชนและชุมชนจะต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ขยายเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในด้านการผลิต การตลาด และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางอย่างครบวงจร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากเชียงราย ขยายโอกาสการส่งออกไปยังตลาดจีนและประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างยั่งยืน

สรุป

ความคืบหน้าการส่งออกยางผ่านเชียงราย ไม่เพียงเปลี่ยนสมดุลทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมยางไทย แต่ยังตอกย้ำบทบาทของเชียงรายในฐานะ “ศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภาคเหนือ” เปิดประตูใหม่สู่ตลาดจีนโดยตรง เสริมรายได้เกษตรกร กระตุ้นการจ้างงาน และสร้างโอกาสการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ประชาชาติธุรกิจ
  • สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย
  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • China Daily
  • World Bank Thailand Economic Monitor
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

AOT ปั้นเชียงราย ยกระดับสนามบินแม่ฟ้าหลวง สู่ฮับการบินระดับโลก

“AOT เดินหน้าพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย รองรับ 6 ล้านผู้โดยสารต่อปีในปี 2576 สู่มาตรฐาน World Class”

เชียงราย, 1 กรกฎาคม 2568 – บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ครบรอบ 46 ปี ประกาศเป้าหมายยกระดับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จากเดิมที่รองรับผู้โดยสาร 3 ล้านคนต่อปี สู่ 6 ล้านคนต่อปี คาดว่าแผนการขยายโครงสร้างพื้นฐานจะแล้วเสร็จภายในปี 2576 เสริมศักยภาพเมืองเชียงรายสู่ศูนย์กลางการบินและประตูท่องเที่ยวภาคเหนือ ตอบรับการเติบโตของผู้โดยสาร-เศรษฐกิจและภาคบริการภายใต้แนวคิด “World Class Hospitality” และคุณภาพการบริการมาตรฐานสากล 

AOT บริหารท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของประเทศไทย ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (เดือนตุลาคม 2567 – พฤษภาคม 2568) มีผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งรวม 88.53 ล้านคน เพิ่มขึ้น 9.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 54.24 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10.8% และผู้โดยสารภายในประเทศ 34.29 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.9% ขณะที่มีเที่ยวบิน 544,590 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 10.9% แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 308,777 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 12.5% และเที่ยวบินภายในประเทศ 235,813 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 8.9% นอกจากนี้ AOT ได้ประมาณการปริมาณการจราจรทางอากาศในปีงบประมาณ 2569 (เดือนตุลาคม 2568 – กันยายน 2569) คาดว่าจะมีผู้โดยสารรวมกว่า 130 ล้านคน เที่ยวบินรวมกว่า 859,000 เที่ยวบิน และคาดว่าจะมีจำนวนสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ (Cargo) ประมาณ 1.64 ล้านตัน

เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-รองรับการเติบโต

จากสถิติ 8 เดือนแรกปีงบประมาณ 2568 ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งภายใต้ AOT รองรับผู้โดยสารรวมกว่า 88.53 ล้านคน เพิ่มขึ้น 9.2% เที่ยวบินกว่า 544,590 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 10.9% ขณะที่ปีงบประมาณ 2569 คาดยอดผู้โดยสารทั่วประเทศทะลุ 130 ล้านคน เที่ยวบินรวมกว่า 859,000 เที่ยวบิน แนวโน้มนี้สะท้อนความต้องการเดินทางและศักยภาพการเติบโตของเชียงรายในฐานะจุดยุทธศาสตร์

AOT วางแผนพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงให้รองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยจะเร่งก่อสร้างขยายอาคารผู้โดยสาร เพิ่มพื้นที่บริการ สิ่งอำนวยความสะดวก โซนพักผ่อน สนามเด็กเล่น โซนชาร์จไฟและพื้นที่นวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้เดินทางทุกกลุ่มอย่างครบวงจร และเน้นย้ำมาตรฐานความปลอดภัย ความสะอาด และบริการที่เหนือระดับ

AOT กับบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรม

นอกจากบทบาท “ประตูสู่ประเทศ” AOT ยังเดินหน้าสร้างรายได้ใหม่ ๆ เช่น โครงการเชิงพาณิชย์ ศูนย์ซ่อมบำรุง MRO โรงแรม Terminal Attraction และ Logistics Hub ซึ่งมีนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศสนใจเข้าร่วมกว่า 28 โครงการแล้ว ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจและโอกาสการจ้างงานในภูมิภาค

สำหรับสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการภาคเหนือ ซึ่งในอนาคตจะสามารถรองรับทั้งสายการบินระหว่างประเทศ เพิ่มปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสาร ช่วยดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่เชียงรายและเมืองเศรษฐกิจรอบข้าง สร้างโอกาสให้ท้องถิ่นเติบโตอย่างมั่นคง

บทวิเคราะห์และความท้าทาย

การขยายสนามบินเชียงรายไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นการวางรากฐานอนาคตเมืองเชียงรายสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ หากแผนนี้สำเร็จตามเป้าหมาย จะเปลี่ยนโฉมการเดินทางของคนไทยและชาวต่างชาติในภูมิภาคเหนืออย่างสิ้นเชิง พร้อมเชื่อมโยงเมืองเชียงรายกับตลาดโลก ท้าทายสำคัญคือการบริหารจัดการเพื่อคงคุณภาพบริการในขณะที่การใช้งานสนามบินเพิ่มขึ้น การลงทุนและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)
  • ศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตรเชียงราย
  • กระทรวงคมนาคม
  • รายงานสถิติสายการบิน/ผู้โดยสาร 2568-2569
  • ข่าวประชาสัมพันธ์ AOT (1 กรกฎาคม 2568)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ผู้ว่าฯ เชียงรายนำทัพ ดันสินค้า GI ขึ้นแท่นเศรษฐกิจใหม่ หนุนเกษตรกรยั่งยืน

เชียงรายจัดสภากาแฟกระชับความร่วมมือภาครัฐ – ปล่อยคาราวานผลไม้และสินค้า GI ดันเศรษฐกิจท้องถิ่น

เชียงราย, 26 มิถุนายน 2568 – จังหวัดเชียงรายเดินหน้าสร้างบรรยากาศความร่วมมือระหว่างภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม “สภากาแฟ” ครั้งที่ 7 ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้น ณ ตลาดล้านเมือง ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันเป็นเจ้าภาพหลัก ภายใต้แนวคิดเสริมสร้างเครือข่ายภาครัฐเพื่อพัฒนาจังหวัด พร้อมทั้งเปิดตัว “คาราวานผลไม้และสินค้า GI ของดีจังหวัดเชียงราย” เพื่อขับเคลื่อนสินค้าเกษตรคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ

เสริมความแข็งแกร่งเครือข่ายภาครัฐ – เวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อราชการ

กิจกรรมสภากาแฟในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากหลากหลายหน่วยงานเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศของงานเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น มีการแลกเปลี่ยนข้อราชการ ข้อมูลสถานการณ์สำคัญในพื้นที่ และแสวงหาแนวทางความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกมิติ

ในงานมีการจัดบูธประชาสัมพันธ์ผลงานและข้อมูลสำคัญจากแต่ละหน่วยงาน อาทิ บริการให้ความรู้ทางการเงิน การส่งเสริมการค้าภายในประเทศ แนวทางการอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงข้อมูลความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสร้างการรับรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงราย

เปิดตัว “คาราวานผลไม้และสินค้า GI” – ภูมิปัญญาเกษตรกรเชียงรายสู่ตลาดสากล

ไฮไลท์สำคัญของงานในครั้งนี้คือการปล่อย “คาราวานผลไม้และสินค้า GI ของดีจังหวัดเชียงราย” นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะผู้บริหาร ซึ่งเป็นการรวมรวบผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าคุณภาพที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เช่น ส้มโอเวียงแก่น สับปะรดภูแล ลำไย และเงาะ พร้อมทั้งนำเสนอผลไม้เศรษฐกิจตัวใหม่อย่าง “ทุเรียนถิ่นหนาวเชียงราย” ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

การปล่อยคาราวานในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพของสินค้าเกษตรเชียงรายในฐานะสินค้า GI ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มในตลาดสินค้าเกษตร โดยจังหวัดได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเครือข่ายผู้ผลิตและผู้ประกอบการ พร้อมกระตุ้นการบริโภคสินค้าในประเทศและผลักดันให้เกิดการกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชน

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “การปล่อยคาราวานผลไม้และสินค้า GI ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นแล้ว ยังสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาจังหวัดเชียงรายให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

สร้างโอกาสใหม่–ขยายผลต่อยอดเศรษฐกิจท้องถิ่น

กิจกรรมสภากาแฟในครั้งนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงรายนำเสนอข้อคิดเห็นและแผนงานในอนาคต เช่น การขยายช่องทางการตลาด การสนับสนุนนวัตกรรมเกษตรแปรรูป และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าท้องถิ่นในระดับประเทศและนานาชาติ นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยังได้เชิญชวนประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันสนับสนุนสินค้าเกษตรของจังหวัด ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก

สำหรับกิจกรรม “สภากาแฟ” ครั้งที่ 8 ซึ่งจะจัดขึ้นในครั้งถัดไป จังหวัดเชียงรายได้กำหนดให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงยุติธรรม เป็นเจ้าภาพหลักในการสานต่อเป้าหมายการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

วิเคราะห์ผลลัพธ์–โอกาสต่อยอดสินค้า GI สู่อนาคต

จากความสำเร็จของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดเชียงรายในการขับเคลื่อนสินค้าคุณภาพสู่ตลาดภายในและต่างประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรท้องถิ่นได้รับการสนับสนุนในทุกมิติ ทั้งด้านความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายการตลาด ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน และต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

วิกฤตตะวันออกกลางเปิดช่อง! ผลไม้อบแห้งไทย-เชียงราย ผงาดตลาดโลก

โอกาสทองของผลไม้อบแห้งเชียงราย หลังภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนเกมตลาดโลก อินเดีย-ตะวันออกกลางสะเทือน เปิดช่องการค้าไทยในเวทีเอเชียใต้

เชียงราย, 23 มิถุนายน 2568 –ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของตลาดผลไม้อบแห้งทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะประเทศอินเดียซึ่งเป็นผู้นำเข้าและบริโภคผลไม้อบแห้งอันดับต้นของโลก ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทั้งสองด้าน ได้แก่ สงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ที่ทำให้เส้นทางโลจิสติกส์ในภูมิภาคตะวันออกกลางสะดุด และการปิดเส้นทางการค้าทางบกระหว่างปากีสถาน-อินเดีย ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายผลไม้อบแห้งจากอัฟกานิสถานและอิหร่านเข้าสู่อินเดียเกิดความล่าช้าและต้นทุนสูงขึ้น ราคาสินค้าหลายรายการพุ่งสูงขึ้นถึง 100% ในเวลาไม่กี่เดือน

จากวิกฤตสู่โอกาสใหม่ – อินเดียปรับกลยุทธ์นำเข้า ผลักดันไทยขึ้นแท่นผู้เล่นสำคัญ

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ปัจจุบันอินเดียต้องรับมือกับปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่สั่นคลอน ไม่เพียงแต่เรื่องการขนส่งล่าช้าและต้นทุนสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของโครงสร้างภาษีนำเข้า และการขาดความชัดเจนเรื่องสิทธิประโยชน์ทางการค้า โดยเฉพาะกรณีสินค้าจากอัฟกานิสถานที่จำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางผ่านอิหร่าน ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนใหม่และความเสี่ยงในตลาดเพิ่มขึ้น

สถานการณ์นี้เองได้เปิดช่องว่างและโอกาสทางการค้าให้กับผู้ส่งออกจากนอกพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง เช่น ไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกผลไม้อบแห้งสูงที่สุดในโลก โดยมีการขนส่งมากถึง 2,908 shipments ในปีที่ผ่านมา แม้อัตราการเติบโตจะหดตัวลงชั่วคราว แต่ด้วยภาวะขาดแคลนในตลาดอินเดียขณะนี้ การส่งออกจากไทยกลับขยายตัวสูงถึง 40% ในเดือนตุลาคม 2567

ช่องทางการเกษตรเชียงราย – ต้นน้ำโอกาสสู่ตลาดโลก

สำหรับจังหวัดเชียงรายเอง ถือเป็นแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนและผลไม้อบแห้งสำคัญของไทย ทั้งมะม่วง กล้วย มะพร้าว ลิ้นจี่ ทุเรียนและผลไม้ท้องถิ่นอื่นๆ ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง ปัจจุบันผู้ประกอบการในพื้นที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย พร้อมรองรับตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ

ในมุมของโอกาสเชิงกลยุทธ์ ข้อมูลล่าสุดจากการนำเข้าของอินเดียปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) ภายใต้รหัส HS 0813 (ผลไม้อบแห้งและถั่วผสม) พบว่าไทยยังมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 881 เหรียญสหรัฐ เทียบกับอัฟกานิสถาน (3.16 ล้านเหรียญ) และอิหร่าน แม้จะน้อยมากแต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะจากเชียงรายที่มีศักยภาพในด้านการแปรรูปและต้นทุนขนส่ง สามารถเร่งรุกตลาดอินเดียได้อย่างชัดเจน

วิเคราะห์ช่องทางและแนวโน้มโอกาสเกษตรเชียงราย

  1. เจาะตลาดอินเดียแบบพรีเมียม
    ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานและราคาสินค้าอินเดียขณะนี้ เปิดโอกาสให้ผลไม้อบแห้งไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียม โดยเน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานสากล ชูจุดเด่นเรื่องสุขภาพ ความสะอาด และความเป็นออร์แกนิก ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคอินเดียให้ความสนใจมากขึ้น
    ข้อแนะนำ: เกษตรกรเชียงรายควรรวมกลุ่มผลิต (Cluster) เน้นผลไม้หลัก เช่น มะม่วงอบแห้ง ลําไยอบแห้ง สับปะรดอบแห้ง สตอเบอรี่อบแห้ง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและต่อรองกับผู้ซื้อได้ดีขึ้น
  2. พัฒนานวัตกรรมและบรรจุภัณฑ์
    การส่งออกผลไม้อบแห้งควรเน้นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ยืดอายุสินค้า เพิ่มมูลค่าและสร้างความโดดเด่นในตลาด เช่น ถุงซิปล็อก บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก หรือดีไซน์ที่สื่อถึงวัฒนธรรมล้านนา เพื่อให้เกิดความแตกต่างและสร้าง Storytelling เชิงพื้นที่
  3. ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและ FTA
    ในขณะที่อินเดียกำลังพิจารณานโยบายภาษีนำเข้า ไทยควรใช้โอกาสนี้เจรจาขอสิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA อาเซียน-อินเดีย หรือ MOU ทวิภาคี เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุนขนส่ง และลดข้อจำกัดด้านภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
  4. ขยายฐานตลาดใหม่ในภูมิภาค
    วิกฤตที่อินเดียกำลังเผชิญยังเปิดโอกาสให้ไทยขยายตลาดไปยังบังกลาเทศ เนปาล ปากีสถาน (หากเปิดพรมแดน) และตะวันออกกลาง โดยเน้นสินค้าที่มีศักยภาพสูง เช่น มะม่วงอบแห้ง ลําไยอบแห้ง สับปะรดอบแห้ง สตอเบอรี่อบแห้ง และทุเรียนอบกรอบ

เกษตรกรเชียงรายบนเวทีโลก

ในวิกฤตย่อมมีโอกาส การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกและความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียใต้ เปิดโอกาสให้ “ผลไม้อบแห้งเชียงราย” เป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดอินเดียที่ขาดแคลนสินค้าและต้องการสินค้าทางเลือกคุณภาพสูง หากเกษตรกรและผู้ประกอบการในเชียงรายเร่งปรับตัว พัฒนานวัตกรรม และใช้ประโยชน์จากสิทธิทางการค้า เชื่อว่าเชียงรายจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตโลกให้เป็นโอกาสทองของเกษตรกรไทยในศตวรรษนี้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
  • ฐานข้อมูล Volza (มูลค่านำเข้า/ส่งออกผลไม้อบแห้ง)
  • รายงานการนำเข้าของอินเดีย HS 0813 (ม.ค.–มี.ค. 2568)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News