Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

มรดกวัฒนธรรมล้านนา ใส่ขันดอกเมืองเชียงราย

เชียงรายจัดยิ่งใหญ่! ประเพณีสืบสานเดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก ใส่ขันดอกเมืองเชียงราย ปี ๒๕๖๘

เปิดฉากงดงาม สืบทอดวัฒนธรรมเมืองเหนือ

เชียงราย,25 พฤษภาคม 2568 – เวลา 18.00 น. ณ วัดกลางเวียง ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีการจัดงาน “ประเพณีสืบสานเดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก ใส่ขันดอกเมืองเชียงราย” อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อสืบทอดและอนุรักษ์ประเพณีเก่าแก่ของชาวล้านนาให้คงอยู่สืบไป โดยในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย แม่ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ช่างฟ้อน) พ.ศ.2559 และตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา รวมถึงคณะศรัทธาและพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเข้าร่วมพิธี

พิธีศักดิ์สิทธิ์ สรงน้ำสะดือเมืองเชียงราย

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยพิธีเจริญพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นเข้าสู่พิธีสรงน้ำสะดือเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นพิธีกรรมโบราณที่สืบทอดกันมานานหลายชั่วอายุคน โดยเชื่อกันว่าการสรงน้ำสะดือเมือง จะช่วยชำระล้างสิ่งไม่ดี ปกป้องบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข พิธีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก เนื่องจากถือเป็นพิธีสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อและความผูกพันระหว่างคนเชียงรายกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างชัดเจน

รวมใจศิลปินล้านนา ฟ้อนถวายเป็นพุทธบูชา

ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยวัฒนธรรมล้านนา ไฮไลต์สำคัญคือการฟ้อนฮอมบุญถวายเป็นพุทธบูชา นำโดยแม่ครูบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งแสดงความงดงามและความประณีตของท่าฟ้อนล้านนาอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังมีการแสดงฟ้อนจากกลุ่มต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยวัยที่สาม กลุ่มฟ้อนวัดท่าล้อม กลุ่มฟ้อนสวนตุงและโคมนครเชียงราย กลุ่มฟ้อนรักสุขภาพสันโค้งน้อย และกลุ่มฟ้อนฮอมบุญ ซึ่งล้วนได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ชมว่าเป็นการแสดงที่ช่วยปลุกจิตสำนึกรักถิ่นฐานบ้านเกิดได้เป็นอย่างดี

บรรยากาศอบอุ่น ด้วยดนตรีพื้นเมือง

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันคือ การแสดงดนตรีพื้นเมืองล้านนา ทั้งปี่พาทย์จากคณะเฮือนดนตรีสีเขียว และการแสดงซอจากแม่ครูบัวลอยและสองเมือง เมืองพาน พร้อมลูกศิษย์ ทั้งหมดนี้สร้างบรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง และยังช่วยฟื้นฟูความสนใจในศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนาให้กลับมาได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่อีกครั้ง

วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย หนุนกิจกรรมเต็มกำลัง

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นางพรทิวา ขันธมาลา นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ และนางวนิดาพร ธิวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมครั้งนี้อย่างเต็มที่ ทั้งอำนวยความสะดวกแก่คณะนักแสดง จัดเตรียมสถานที่ และดูแลพิธีทางศาสนาอย่างราบรื่น เพื่อให้การจัดงานดำเนินไปอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

วิเคราะห์ผลลัพธ์ สืบสานมรดกเชียงราย

การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นการสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมล้านนาที่สำคัญของเชียงราย ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสเรียนรู้ และเข้าถึงความสำคัญของวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น การรวมตัวกันของประชาชนจำนวนมากยังสะท้อนถึงความสามัคคีและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน ในการรักษาและส่งเสริมประเพณีอันดีงามของเชียงรายให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

สถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

จากข้อมูลของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พบว่าในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้าร่วมงานประเพณีต่างๆ ในจังหวัดเชียงรายกว่า 500,000 คน สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดเชียงรายกว่า 2,500 ล้านบาท (ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2567) และคาดการณ์ว่า ในปี 2568 นี้จะมีจำนวนผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 เนื่องจากการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพและความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). รายงานสถิตินักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2567. สืบค้นจาก: http://www.nso.go.th
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย. (2568). ข้อมูลการจัดงานประเพณีสืบสานเดือน ๘ เข้า เดือน ๙ ออก ใส่ขันดอกเมืองเชียงราย.
  • เทศบาลนครเชียงราย. (2568). รายละเอียดกิจกรรมทางวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ปี 2568.

 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

วัดกลางเวียงจัดงานเดือน 8 เข้า 9 ออก เชียงราย

วัดกลางเวียงจัดงานประเพณี “เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก” ฟื้นฟูรากเหง้าวัฒนธรรม สร้างความสามัคคีชุมชนเชียงราย

เชียงราย, 23 พฤษภาคม 2568 – ณ วัดกลางเวียง (จันทโลการาม) อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดงานประเพณี “เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก ใส่ขันดอกบูชาสะดือเมืองเชียงราย” ระหว่างวันที่ 23–29 พฤษภาคม 2568 เพื่อฟื้นฟูประเพณีท้องถิ่นอันเก่าแก่ที่เคยเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเชียงราย พร้อมส่งเสริมความสามัคคีในชุมชนและอนุรักษ์อัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป งานนี้ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ รวมถึงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาร่วมสัมผัสคุณค่าสืบสานรากเหง้าวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของเมืองเชียงราย

รากเหง้าที่ถูกลืมของสะดือเมืองเชียงราย

ในใจกลางเมืองเชียงราย วัดกลางเวียง (จันทโลการาม) ยืนหยัดเป็นสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ของชุมชนมานานหลายศตวรรษ วัดแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ “สะดือเมืองเชียงราย” หรือเสาหลักเมือง ซึ่งชาวบ้านในอดีตเชื่อว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อท้องถิ่น การบูชาสะดือเมืองด้วยการถวายขันดอกและประกอบพิธีกรรมในช่วง “เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก” (ตามปฏิทินล้านนา) เป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาเมือง และเป็นโอกาสให้ชุมชนมารวมตัวกันเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีและความเป็นสิริมงคล

ประเพณีนี้เคยเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตชาวเชียงราย โดยชาวบ้านจะนำขันดอกที่ประดับด้วยดอกไม้สด ธูป เทียน และเครื่องบูชามาถวายที่เสาสะดือเมือง พร้อมประกอบพิธีทางพุทธศาสนาและการแสดงศิลปะพื้นบ้าน อย่างไรก็ตาม ประเพณีนี้ค่อยๆ เลือนหายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากความวุ่นวายในสังคมและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน การขาดการสืบทอดทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับประเพณีนี้กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าของผู้สูงวัยในชุมชน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชุมชนในย่านเมืองเก่าเชียงรายเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ด้วยความร่วมมือจากวัดกลางเวียง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และกลุ่มผู้นำชุมชน จึงเกิดแนวคิดที่จะฟื้นฟูประเพณี “เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก” ขึ้นมาใหม่ เพื่อเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่กับรากเหง้าทางวัฒนธรรม และสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น การจัดงานในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการรื้อฟื้นพิธีกรรมโบราณ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูจิตวิญญาณของชุมชนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

งานประเพณีอันยิ่งใหญ่ที่วัดกลางเวียง

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น. วัดกลางเวียงได้เนรมิตพื้นที่ให้กลายเป็นศูนย์รวมของความศรัทธาและความสามัคคี ด้วยการจัดพิธีเปิดงานประเพณี “เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก ใส่ขันดอกบูชาสะดือเมืองเชียงราย” อย่างยิ่งใหญ่ นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เป็นประธานในพิธีอัญเชิญขันหลวงเข้าสู่หลักเมือง โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน พุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาร่วมงานอย่างคับคั่ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อยและความศรัทธา ขณะที่กลิ่นหอมของดอกไม้และควันธูปลอยอบอวลทั่วบริเวณ

พิธีเริ่มต้นด้วยการสวดมนต์โดยพระสงฆ์จากวัดกลางเวียง เพื่อความเป็นสิริมงคล ตามด้วยขบวนอัญเชิญขันหลวง ซึ่งประดับด้วยดอกบัว ดอกมะลิ และดอกดาวเรืองอย่างงดงาม ขบวนนี้ประกอบด้วยกลุ่มชาวบ้านที่แต่งกายด้วยชุดล้านนาแบบดั้งเดิม เดินจากหน้าวัดไปยังเสาสะดือเมืองท่ามกลางเสียงดนตรีพื้นเมืองที่ขับกล่อม นายวันชัยได้นำพุทธศาสนิกชนถวายขันดอกและเครื่องบูชา พร้อมจุดธูปเทียนเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่เชื่อมโยงชุมชนกับรากเหง้าทางจิตวิญญาณ

งานประเพณีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–29 พฤษภาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 07.00–24.00 น. โดยมีกิจกรรมหลากหลายที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและความสามัคคีในชุมชน ได้แก่:

  • การใส่ขันดอก: ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถร่วมถวายขันดอกที่ประดับด้วยดอกไม้สด เพื่อบูชาเสาสะดือเมือง โดยมีมัคทายกคอยให้คำแนะนำ
  • พิธีกรรมทางศาสนา: การสวดมนต์ เจริญพระพุทธมนต์ และการทำบุญตักบาตรในช่วงเช้า เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล
  • การแสดงศิลปะพื้นบ้าน: การแสดงฟ้อนล้านนา รำวงย้อนยุค และการบรรเลงดนตรีพื้นเมือง เช่น ซอและสะล้อ โดยเยาวชนและศิลปินท้องถิ่น
  • ตลาดวัฒนธรรม: ตลาดนัดที่จำหน่ายอาหารพื้นเมือง งานหัตถกรรม และผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น
  • นิทรรศการประวัติศาสตร์: การจัดแสดงเรื่องราวของสะดือเมืองและประวัติศาสตร์วัดกลางเวียง เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าใจความสำคัญของประเพณี

นายวันชัย จงสุทธานามณี กล่าวในพิธีเปิดว่า “การฟื้นฟูประเพณี ‘เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก’ ไม่เพียงเป็นการรื้อฟื้นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิء แต่ยังเป็นการจุดประกายให้คนเชียงรายตระหนักถึงคุณค่าของรากเหง้าทางวัฒนธรรม และสร้างความสามัคคีในชุมชน เราหวังว่างานนี้จะเป็นสะพานเชื่อมโยงคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ และส่งเสริมให้เชียงรายเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมที่ยั่งยืน”

นอกจากนี้ งานยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ซึ่งจัดอบรมเยาวชนในชุมชนให้เรียนรู้การทำขันดอกและการแสดงศิลปะพื้นบ้านก่อนวันงาน เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ภาคเอกชน เช่น หอการค้าจังหวัดเชียงราย และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงราย ก็เข้ามาสนับสนุนด้านงบประมาณและการประชาสัมพันธ์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรม

รอยยิ้มและความหวังของชุมชน

งานประเพณี “เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก” ได้นำความคึกคักและรอยยิ้มกลับคืนสู่ย่านเมืองเก่าเชียงราย ชาวบ้านที่เข้าร่วมงานแสดงความดีใจที่ได้เห็นประเพณีเก่าแก่ฟื้นคืนชีพ โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่เคยมีส่วนร่วมในพิธีเมื่อหลายสิบปีก่อน นางสาวลำดวน สุวรรณวงศ์ อายุ 72 ปี ชาวบ้านในชุมชนวัดกลางเวียง กล่าวว่า “เมื่อก่อนงานนี้เป็นที่รวมใจของคนทั้งเมือง การได้เห็นขบวนขันดอกและการแสดงของเด็กๆ วันนี้ ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในวัยเด็ก รู้สึกภูมิใจที่ลูกหลานยังสานต่อสิ่งที่ปู่ย่าตาทวดเราทำมา”

นักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานก็ประทับใจกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมล้านนา นายจอห์น สมิธ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ กล่าวว่า “ผมรู้สึกทึ่งกับความสวยงามของขันดอกและความหมายของพิธีนี้ มันทำให้ผมเข้าใจประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของเชียงรายมากขึ้น” การมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะร้านค้าอาหารและงานหัตถกรรมในตลาดวัฒนธรรม ซึ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงวันงาน

การแสดงของเยาวชนในชุมชน เช่น การฟ้อนล้านนาและการเล่นดนตรีพื้นเมือง ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้เข้าร่วมงาน สะท้อนถึงความสำเร็จในการส่งต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ การจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ยังช่วยให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่เข้าใจความสำคัญของสะดือเมืองและประเพณีนี้มากขึ้น โดยโรงเรียนในชุมชนได้นำนักเรียนมาร่วมเรียนรู้และถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการวาดภาพและเขียนเรียงความ

ในระยะยาว วัดกลางเวียงและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายมีแผนจัดงานประเพณีนี้เป็นประจำทุกปี พร้อมพัฒนากิจกรรมให้มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น การจัดเวิร์กช็อปศิลปะล้านนาและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในย่านเมืองเก่า เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ความสำเร็จของงานในครั้งนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนอื่นๆ ในเชียงรายเริ่มฟื้นฟูประเพณีท้องถิ่นของตนเอง เพื่อรักษาอัตลักษณ์และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน

ผลลัพธ์และความท้าทาย

การจัดงานประเพณี “เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก” ประสบความสำเร็จในหลายด้าน ดังนี้:

  1. การฟื้นฟูวัฒนธรรม การรื้อฟื้นประเพณีที่หายไปนานกว่า 70 ปีช่วยเชื่อมโยงชุมชนกับรากเหง้าทางวัฒนธรรม และสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น
  2. ความสามัคคีในชุมชน การมีส่วนร่วมของชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และเยาวชนช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความสามัคคีในชุมชน
  3. การส่งเสริมการท่องเที่ยว การดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่า
  4. การส่งต่อภูมิปัญญา การอบรมเยาวชนและการจัดนิทรรศการช่วยให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม การจัดงานยังเผชิญกับความท้าทายบางประการ:

  1. การขาดความรู้ในหมู่คนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่บางส่วนยังขาดความเข้าใจในความหมายของประเพณี ซึ่งอาจทำให้การสืบทอดขาดความต่อเนื่อง
  2. ข้อจำกัดด้านงบประมาณ การจัดงานขนาดใหญ่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นภาระสำหรับชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น
  3. การแข่งขันกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ การดึงดูดเยาวชนให้สนใจประเพณีท้องถิ่นท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมสมัยใหม่เป็นเรื่องท้าทาย
  4. การประชาสัมพันธ์ การโปรโมตงานไปยังนักท่องเที่ยวในวงกว้างยังมีข้อจำกัด เนื่องจากขาดการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อระดับชาติและสื่อออนไลน์

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ควรมีการดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้:

  • เพิ่มการศึกษาในชุมชน จัดเวิร์กช็อปและกิจกรรมในโรงเรียนเพื่อให้เยาวชนเรียนรู้เกี่ยวกับประเพณีและมีส่วนร่วมมากขึ้น
  • ระดมทุนจากภาคเอกชน ขอความสนับสนุนจากธุรกิจท้องถิ่นและองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อเพิ่มงบประมาณสำหรับการจัดงาน
  • ใช้สื่อดิจิทัล สร้างแคมเปญประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และเว็บไซต์ท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
  • พัฒนากิจกรรมที่หลากหลาย เพิ่มกิจกรรมที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ เช่น การแข่งขันศิลปะหรือการแสดงดนตรีผสมผสาน เพื่อให้งานมีความทันสมัยแต่ยังคงเอกลักษณ์

สถิติและแหล่งอ้างอิง

เพื่อให้เห็นภาพความสำคัญของการฟื้นฟูประเพณีและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ข้อมูลต่อไปนี้รวบรวมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ:

  1. จำนวนนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย:
    • ในปี 2567 จังหวัดเชียงรายมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวม 2.5 ล้านคน โดย 30% เข้าเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
    • แหล่งอ้างอิง: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย. (2567). รายงานสถิตินักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย.
  2. ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากงานวัฒนธรรม
    • งานประเพณีท้องถิ่นในภาคเหนือสร้างรายได้ให้ชุมชนเฉลี่ย 10–15 ล้านบาทต่องาน โดยเฉพาะจากร้านค้าท้องถิ่นและการท่องเที่ยว
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย. (2567). รายงานผลกระทบทางเศรษฐกิจจากงานประเพณีท้องถิ่น.
  3. การมีส่วนร่วมของเยาวชน
    • การจัดอบรมศิลปะพื้นบ้านในจังหวัดเชียงรายในปี 2567 มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 1,200 คน เพิ่มการมีส่วนร่วมในงานวัฒนธรรมถึง 25%
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย. (2567). รายงานผลการอบรมเยาวชนด้านศิลปวัฒนธรรม.
  4. จำนวนวัดในจังหวัดเชียงราย
    • จังหวัดเชียงรายมีวัดทั้งหมด 1,200 แห่ง โดย 10% เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เช่น วัดกลางเวียง
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย. (2567). รายงานข้อมูลวัดในจังหวัดเชียงราย.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • วัดกลางเวียง (จันทโลการาม)
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
CULTURE

เที่ยวเชียงรายยามเย็น เส้นทางใหม่ “แสงเวียง”

เชียงใหม่จัดประชุมออกแบบเส้นทาง “มนต์เสน่ห์ยามแลง แสงล้านนา” 6 จังหวัดภาคเหนือ เชื่อมโยงเมืองเก่า สู่วิถีใหม่ทางวัฒนธรรม

เชียงใหม่, 20 พฤษภาคม 2568 – ณ ห้องดอยหลวง ชั้น 24 โรงแรมดวงตะวันเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดประชุมหารือภายใต้โครงการ “ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองเก่าอารยธรรมล้านนา” เพื่อออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ในชื่อว่า “มนต์เสน่ห์ยามแลง แสงล้านนา” ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา และแม่ฮ่องสอน

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในย่านเมืองเก่า ผ่านการนำเสนออัตลักษณ์ล้านนาในช่วง “ยามแลง” หรือช่วงเย็น ด้วยกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม อาหารพื้นถิ่น และวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เพื่อสร้างเส้นทางท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ ที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันอย่างกลมกลืน

การประชุมระดับภูมิภาค – ความร่วมมือระหว่าง 6 จังหวัดล้านนา

ในการประชุมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวรายงาน มีหัวหน้าส่วนราชการจากทั้ง 6 จังหวัดเข้าร่วม ประกอบด้วย วัฒนธรรมจังหวัด พัฒนาชุมชนจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด และภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว

จากจังหวัดเชียงราย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายยุทธนา สุทธสม นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ และนางสาวมณฑา กิติมา นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ เข้าร่วมประชุม ร่วมกับคุณสิกัญพัสส์ ปาละวรรณ์ กรรมการสมาคมมัคคุเทศก์จังหวัดเชียงราย โดยการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

3 เวทีวิชาการ บรรยายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อออกแบบเส้นทาง

การประชุมประกอบด้วยการบรรยาย 3 หัวข้อ ได้แก่

  1. “เสน่ห์เมืองเก่า คุณค่าอารยธรรมล้านนา” โดยอาจารย์ภูเดช แสนสา นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
  2. “การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวจากวิถีชีวิตและต้นทุนวัฒนธรรม” โดยอาจารย์นรพรรณ โพธิพฤษ์ หัวหน้าภาควิชาการจัดการการท่องเที่ยว ม.ฟาร์อีสเทอร์น
  3. “การจัดทำเส้นทางท่องเที่ยว ‘มนต์เสน่ห์ยามแลง แสงล้านนา’” โดยคุณธนกร สมฤทธิ์ จากบริษัท เกรท มอร์ โซลูชั่น จำกัด

หัวใจของการออกแบบเส้นทางอยู่ที่การใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นฐาน เสริมด้วยความคิดสร้างสรรค์และแนวคิดการท่องเที่ยววิถีใหม่ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพักค้างในพื้นที่ เดินทางซ้ำ และเกิดรายได้หมุนเวียนภายในชุมชน

“6 แสง” – เส้นทางนำร่องตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น

เส้นทางท่องเที่ยวนำร่องภายใต้โครงการนี้มีชื่อเรียกตามอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัด ดังนี้:

  • แสงธรรม แสงมู (เชียงใหม่)
  • แสงเวียง (เชียงราย)
  • แสงศรัทธา (พะเยา)
  • แสงกาด (ลำปาง)
  • แสงแห่งวิถี (ลำพูน)
  • แสงสี…ปายยามเย็น (แม่ฮ่องสอน)

แนวคิด “6 แสง” ไม่เพียงเป็นการตั้งชื่อเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ ศาสนา และเศรษฐกิจของแต่ละท้องถิ่น ที่จะถูกนำเสนอผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวในช่วงเย็นถึงค่ำ

วิเคราะห์ผลลัพธ์และแนวโน้มในอนาคต

นักวิชาการด้านการท่องเที่ยวจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า การส่งเสริมเส้นทางเมืองเก่าในช่วงเย็นถือเป็นการใช้จังหวะเวลาที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สนใจประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม การใช้จ่ายในช่วงค่ำคืนมีแนวโน้มสูงขึ้นและเพิ่มเวลาการพักในพื้นที่ ส่งผลต่อการหมุนเวียนเศรษฐกิจชุมชนโดยตรง

ขณะที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ชี้ว่า เส้นทางเมืองเก่าแบบ “แสงล้านนา” มีโอกาสขยายผลในเชิงพื้นที่และเชิงธีมต่อยอด เช่น แสงศิลป์ แสงเสียง แสงสุขภาพ เพื่อเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มและเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว

ข้อมูลสถิติและแหล่งอ้างอิง

  • จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปี 2567 พบว่า นักท่องเที่ยวที่เข้าพื้นที่เมืองเก่าใน 6 จังหวัดล้านนามีจำนวนรวมกว่า 5.4 ล้านคน/ปี โดยช่วงเย็น-ค่ำมีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว 1,980 บาท/คน/วัน สูงกว่าช่วงกลางวันประมาณร้อยละ 26
  • การสำรวจโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ากิจกรรมวัฒนธรรมช่วงเย็นได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 ภายใน 3 ปีที่ผ่านมา
  • รายงานของ CEA ระบุว่า การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวจากต้นทุนทางวัฒนธรรมสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้พื้นที่ได้เฉลี่ยร้อยละ 18 ต่อปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA)
  • มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

วัดเชตวันวางศิลาฤกษ์ สร้างมหาวิหารล้านนา

เชียงรายประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างมหาวิหารวัดเชตวัน สืบสานพุทธศิลป์ล้านนาให้รุ่งเรือง

เชียงราย, 19 พฤษภาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายร่วมกับพุทธศาสนิกชน จัดพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างมหาวิหาร ณ วัดเชตวัน ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่สะท้อนถึงความศรัทธาและความร่วมมือของชุมชนในการธำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมล้านนา โดยมีประชาชนผู้มีจิตศรัทธากว่า 500 คน เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

เวลา 09.00 น. พิธีเริ่มต้นขึ้นอย่างสง่างาม ณ บริเวณลานหน้าวัดเชตวัน โดยมีพระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมพระเถรานุเถระจากวัดต่าง ๆ ทั่วเชียงรายประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญชัยมงคลคาถา

ศรัทธาธรรมหล่อหลอมใจ สู่ศูนย์รวมจิตวิญญาณแห่งล้านนา

ในโอกาสนี้ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ให้เกียรติเป็นประธานฝ่ายฆราวาส จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ ร่วมกับนางทรงศรี คมขำ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับมอบหมายจากนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ให้เข้าร่วมงานดังกล่าว

พิธีดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศอันเปี่ยมด้วยพลังศรัทธา มีแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมกันสวดมนต์ เจริญภาวนา และร่วมลงนามถวายความตั้งใจสนับสนุนการสร้างมหาวิหารให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

มหาวิหารวัดเชตวัน ศูนย์กลางแห่งธรรมและศิลปวัฒนธรรมล้านนา

การก่อสร้างมหาวิหารแห่งนี้ ได้รับการออกแบบตามสถาปัตยกรรมล้านนาแท้ โดยมีขนาดความกว้าง 25 เมตร ยาว 48 เมตร และสูง 34 เมตร ภายในจะประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญและเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาและการเรียนรู้พระธรรมคำสอน

ตามข้อมูลจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย ระบุว่า วัดเชตวันเป็นวัดเก่าแก่ที่มีบทบาทสำคัญต่อชุมชน โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าเชียงราย การสร้างมหาวิหารในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางศาสนา แต่ยังเป็นศูนย์กลางของการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมล้านนาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

งบประมาณจากศรัทธาประชาชน พลังแห่งการมีส่วนร่วม

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้นจากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ทั้งในรูปแบบเงินบริจาค วัสดุก่อสร้าง และแรงงานจิตอาสา โดยมีการวางแผนระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการวัดและภาคีภาคประชาสังคมในพื้นที่

ในพิธีครั้งนี้ ยังได้เปิดรับบริจาคผ่านกิจกรรม “สร้างบุญร่วมใจ สร้างวิหารล้านนา” ซึ่งในวันแรกสามารถรวบรวมเงินบริจาคได้กว่า 2.3 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

วิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวก วัดเชตวันในบริบทเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วิเคราะห์ว่า การก่อสร้างมหาวิหารจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดปี ทั้งยังเสริมสร้างกิจกรรมของชุมชน เช่น งานบุญ งานประเพณีท้องถิ่น และกิจกรรมเยาวชน

นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่าโครงการนี้จะสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนโดยรอบวัดเฉลี่ยปีละกว่า 12 ล้านบาท เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จากข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีวัดทั้งหมด 1,512 แห่ง โดยในปี 2567 มีวัดที่ได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่จำนวน 32 แห่ง
  • รายงานจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย พบว่า ในปี 2567 เชียงรายมีนักท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมเฉลี่ย 1.6 ล้านคน/ปี คิดเป็นร้อยละ 28 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดของจังหวัด
  • การก่อสร้างมหาวิหารในเขตเมืองเชียงราย มีเพียง 3 แห่งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยวัดเชตวันถือเป็นแห่งแรกในรอบ 7 ปีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นไปตามแนวสถาปัตยกรรมล้านนาแท้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

วธ. เชียงราย จัดงานสรงน้ำพระ สืบสานภูมิปัญญา

เชียงรายสืบสานมรดกวัฒนธรรมผ่านประเพณีสรงน้ำพระโบราณสถานถ้ำพระ รำลึก 120 ปี รัชกาลที่ 6 และ 100 ปี รัชกาลที่ 7

เชียงราย, 19 พฤษภาคม 2568 – ณ โบราณสถานถ้ำพระ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายได้จัดงาน “โครงการส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นและมรดกภูมิปัญญา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568” ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมและสืบสานภูมิปัญญาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ในงานประเพณีสรงน้ำพระโบราณสถานถ้ำพระ โดยมีนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมอบน้ำดื่มและขนม และบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ที่มอบอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ประชาชน เด็ก และเยาวชนกว่า 200 คน ร่วมกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์และสืบสานมรดกวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของจังหวัดเชียงราย

ถ้ำพระ สัญลักษณ์แห่งศรัทธาและประวัติศาสตร์

ในหุบเขาที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติอันเงียบสงบริมแม่น้ำกก ห่างจากตัวเมืองเชียงรายเพียง 6 กิโลเมตร โบราณสถานถ้ำพระตั้งตระหง่านเป็นดั่งมรดกแห่งศรัทธาและประวัติศาสตร์ของชุมชนตำบลแม่ยาว ภูเขาหินสูงราว 800 เมตรแห่งนี้ซ่อนความงดงามของถ้ำที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หินงอกหินย้อยที่เกิดจากธรรมชาติ และฝูงค้างคาวที่อาศัยอยู่ในถ้ำ ถ้ำพระไม่เพียงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพุทธศาสนิกชน แต่ยังเป็นโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร และมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติ ด้วยการเคยต้อนรับการเสด็จประพาสของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ในปี พ.ศ. 2448 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2469

ทุกเดือนพฤษภาคม ชุมชนตำบลแม่ยาวและพุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศจะมารวมตัวกันในงานประเพณีสรงน้ำพระ เพื่อแสดงความเคารพต่อพระพุทธรูปและรำลึกถึงความสำคัญของถ้ำพระ ทว่าในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การถ่ายทอดมรดกวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นใหม่กลายเป็นความท้าทาย เด็กและเยาวชนจำนวนมากเริ่มหันเหความสนใจไปสู่โลกดิจิทัลและวิถีชีวิตสมัยใหม่ ทำให้ความรู้เกี่ยวกับประเพณีท้องถิ่นและภูมิปัญญา เช่น การทำกรวยดอกไม้ (สรวยดอก) หรือการตัดตุงล้านนา (ตุงไส้หมู) ค่อยๆ เลือนหายจากชุมชน

เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายนี้ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมและสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเลือกถ้ำพระเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงชุมชนกับมรดกวัฒนธรรม และรำลึกถึงวาระครบรอบ 120 ปี การเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 6 และ 100 ปี การเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 7 ผ่านงานประเพณีสรงน้ำพระในวันที่ 19 พฤษภาคม 2568

การสืบสานวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ในงานประเพณีสรงน้ำพระ

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม 2568 ณ โบราณสถานถ้ำพระ ตั้งแต่เวลา 08.30 ถึง 15.30 น. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายได้จัดงานที่เปี่ยมด้วยความหมาย โดยมีนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่:

กิจกรรมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น

กิจกรรมนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้และทักษะด้านวัฒนธรรมล้านนา โดยจัดตั้งฐานเรียนรู้สองฐาน ดังนี้:

  • ฐานเรียนรู้ที่ 1: เครื่องสักการะล้านนา (การทำกรวยดอกไม้)
    นำโดยนายยรัชสิทธิ์ แสงทอง และนายโภคิน วงค์แก้ว นักศึกษาแขนงการจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน ซึ่งรวมถึงเด็กและเยาวชนจากโรงเรียนแม่ยาววิทยา ได้เรียนรู้การประดิษฐ์กรวยดอกไม้ หรือ “สรวยดอก” ซึ่งเป็นเครื่องสักการะที่ใช้ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนาและประเพณีล้านนา
  • ฐานเรียนรู้ที่ 2: การตัดตุงล้านนา
    นำโดยนายวุฒิพงศ์ วรรณคำ และนายณัฐนนท์ ขัติกันทา นักศึกษาแขนงเดียวกัน ภายใต้การควบคุมของผู้ช่วยศาสตราจารย์นครินทร์ น้ำใจดี ประธานแขนงวิชาการจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรม ผู้เข้าร่วมได้ฝึกการตัด “ตุงไส้หมู” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองและความเชื่อในวัฒนธรรมล้านนา

กิจกรรมทั้งสองฐานนี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจถึงความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชุมชน โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง

กิจกรรมเสวนา “ลิลิตพายัพรำลึก”

ในช่วงบ่ายเวลา 13.00 น. ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “ลิลิตพายัพรำลึกครบรอบ 120 ปี รัชกาลที่ 6 และ 100 ปี รัชกาลที่ 7 เสด็จประพาสโบราณสถานถ้ำพระ” เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานเฉลิมฉลองในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 การเสวนานี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ได้แก่:

  • พระศิริชัย สิริชโย ประธานสำนักสงฆ์โบราณสถานถ้ำพระ
  • คุณอภิชิต ศิริชัย นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
  • นางสาวนงไฉน ทะรักษา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่
  • นายปรัตถกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาว
  • นายเดช จิ่งมาดา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • นางสาวธณิกานต์ วรธรรมานนท์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน

การเสวนานี้เริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดโดยอาจารย์นคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง และดำเนินรายการโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภาพร เตวิยะ ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสำคัญของถ้ำพระในมิติประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม รวมถึงแนวทางการอนุรักษ์เพื่อส่งต่อมรดกนี้สู่คนรุ่นหลัง

งานนี้ได้รับการสนับสนุนด้านอาหารและเครื่องดื่มจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของภาคเอกชนในการส่งเสริมความยั่งยืนทางวัฒนธรรม โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นกว่า 200 คน รวมถึงพระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย นางสาวนันทวรรณ กันคำ ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย และนางธนัญญา เชิดโฉม รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย

การเชื่อมโยงชุมชนสู่ความยั่งยืนทางวัฒนธรรม

กิจกรรมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ประสบความสำเร็จอย่างมากในการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยสามารถจุดประกายความตระหนักรู้ในหมู่ประชาชน เด็ก และเยาวชนเกี่ยวกับความสำคัญของมรดกวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การลงมือปฏิบัติในฐานเรียนรู้ เช่น การทำกรวยดอกไม้และตัดตุงล้านนา ช่วยให้เยาวชนจากโรงเรียนแม่ยาววิทยาได้สัมผัสถึงคุณค่าของภูมิปัญญาดั้งเดิม ขณะที่การเสวนา “ลิลิตพายัพรำลึก” ได้สร้างความเข้าใจในมิติประวัติศาสตร์ของถ้ำพระ และวางรากฐานสำหรับการจัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ในอนาคต

การมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเฉพาะผู้นำท้องถิ่นอย่างกำนันและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แสดงถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชนในการอนุรักษ์วัฒนธรรม การสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างซีพี ออลล์ และซีพีแรม ยังเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดงานและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน

นอกจากนี้ การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลองวาระสำคัญในอนาคต โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายได้วางแผนจัดงานรำลึกครบรอบ 120 ปี การเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 6 ในวันที่ 11 ธันวาคม 2568 และครบรอบ 100 ปี การเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 7 ในวันที่ 18 มกราคม 2569 ซึ่งจะเป็นโอกาสในการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและส่งเสริมถ้ำพระให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น

ผลลัพธ์และความท้าทายของการอนุรักษ์วัฒนธรรม

ผลลัพธ์ของงานประเพณีสรงน้ำพระโบราณสถานถ้ำพระและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 สามารถวิเคราะห์ได้ในหลายมิติ:

การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

การจัดฐานเรียนรู้การทำกรวยดอกไม้และตัดตุงล้านนาเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดเยาวชนให้มีส่วนร่วม การลงมือปฏิบัติช่วยให้ผู้เข้าร่วม โดยเฉพาะเด็กนักเรียน ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความผูกพันกับวัฒนธรรมท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เข้าร่วมในฐานเรียนรู้ (มากกว่า 50 คน) ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในพื้นที่ แสดงถึงความจำเป็นในการขยายการประชาสัมพันธ์และเพิ่มโอกาสให้เยาวชนจากโรงเรียนอื่นๆ เข้าร่วมในอนาคต

การรำลึกประวัติศาสตร์

การเสวนา “ลิลิตพายัพรำลึก” เป็นเวทีที่ทรงพลังในการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน การนำวิทยากรจากหลากหลายสาขา เช่น นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี และผู้นำชุมชน ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองที่หลากหลายและครอบคลุม ผลจากการเสวนานี้ไม่เพียงสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของถ้ำพระในฐานะโบราณสถาน แต่ยังวางรากฐานสำหรับการจัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงข้อมูลประวัติศาสตร์ของถ้ำพระในวงกว้างยังคงจำกัด เนื่องจากเอกสารอย่าง “ลิลิตพายัพ” อาจไม่เป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนทั่วไป

ความร่วมมือระหว่างภาคส่วน

ความสำเร็จของงานนี้เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สำนักสงฆ์โบราณสถานถ้ำพระ และภาคเอกชนอย่างซีพี ออลล์ และซีพีแรม การสนับสนุนด้านอาหารและเครื่องดื่มจากภาคเอกชนช่วยลดภาระด้านงบประมาณและเพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้เข้าร่วม อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการสนับสนุนจากภายนอกอาจเป็นความท้าทายในระยะยาว หากไม่มีการวางแผนด้านงบประมาณที่ยั่งยืน

ความท้าทายในการอนุรักษ์

แม้ว่ากิจกรรมจะประสบความสำเร็จในการสร้างความตระหนักรู้ แต่การอนุรักษ์วัฒนธรรมในระยะยาวยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่:

  • การเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต: เยาวชนในยุคดิจิทัลอาจไม่เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นหากไม่มีการเชื่อมโยงกับบริบทสมัยใหม่ เช่น การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์
  • ข้อจำกัดด้านทรัพยากร: การจัดงานขนาดใหญ่ เช่น การเฉลิมฉลองในปี 2568-2569 อาจต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร
  • การเข้าถึงชุมชนที่กว้างขึ้น: การมีส่วนร่วมของชุมชนในตำบลอื่นๆ หรือจังหวัดใกล้เคียงยังคงจำกัด ซึ่งอาจลดผลกระทบของโครงการในระดับภูมิภาค

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายควรพิจารณากลยุทธ์ต่อไปนี้:

  • การใช้เทคโนโลยี: สร้างแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น วิดีโอสอนการทำกรวยดอกไม้ หรือแอปพลิเคชันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ถ้ำพระ เพื่อดึงดูดเยาวชน
  • การขยายเครือข่าย: เชิญชวนโรงเรียนและชุมชนจากพื้นที่อื่นๆ เข้าร่วม เพื่อเพิ่มการรับรู้ในวงกว้าง
  • การสร้างแรงจูงใจ: จัดตั้งรางวัลหรือโครงการแข่งขันด้านวัฒนธรรมสำหรับเยาวชน เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม

สถิติและแหล่งอ้างอิง

เพื่อให้เห็นภาพความสำเร็จและบริบทของการอนุรักษ์วัฒนธรรมในงานประเพณีสรงน้ำพระโบราณสถานถ้ำพระ ข้อมูลต่อไปนี้รวบรวมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ:

  1. จำนวนผู้เข้าร่วม:
    • ผู้เข้าร่วมทั้งหมด: มากกว่า 200 คน
    • ผู้เข้าร่วมฐานเรียนรู้การทำกรวยดอกไม้และตัดตุงล้านนา: มากกว่า 50 คน (ส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนจากโรงเรียนแม่ยาววิทยา)
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (2568). รายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นและมรดกภูมิปัญญา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
  2. การสนับสนุนจากภาคเอกชน:
    • น้ำดื่มและขนมจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
    • อาหารปรุงสุกพร้อมรับประทานจากบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM)
    • แหล่งอ้างอิง: รายงานการประชาสัมพันธ์กิจกรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (2568)
  3. ความสำคัญของถ้ำพระ:
    • ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524
    • เป็นสถานที่เสด็จประพาสของรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2448) และรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2469)
    • แหล่งอ้างอิง: กรมศิลปากร (2568). รายงานโบราณสถานจังหวัดเชียงราย
  4. การมีส่วนร่วมของเยาวชนในกิจกรรมวัฒนธรรม:
    • จำนวนเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงราย ปี 2567: ประมาณ 1,500 คน
    • จำนวนเยาวชนที่เข้าร่วมในปี 2568 (คาดการณ์): เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (2568). สถิติการมีส่วนร่วมของเยาวชนในกิจกรรมวัฒนธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • สำนักสงฆ์โบราณสถานถ้ำพระ
  • สำนักศิลปะและวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
  • กรมศิลปากร
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สัมผัสพหุวัฒนธรรมล้านนา ดันวัดห้วยปลากั้งสู่แหล่งท่องเที่ยว

วธ. เปิด “ชุมชนยลวิถีวัดห้วยปลากั้ง” เชียงราย ต้นแบบพหุวัฒนธรรมล้านนา สู่แหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ระดับประเทศ

เชียงราย, 17 พฤษภาคม 2568 – กระทรวงวัฒนธรรมเดินหน้ายกระดับชุมชนท้องถิ่นสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ผ่านโครงการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” โดยในวันนี้ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ “ชุมชนวัดห้วยปลากั้ง” จังหวัดเชียงราย หนึ่งใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบของประเทศที่ได้รับการคัดเลือกจากทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทยและพหุวัฒนธรรมล้านนา

พิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ สะท้อนเอกลักษณ์ชุมชนหลากหลายชาติพันธุ์

บรรยากาศที่ลานอเนกประสงค์บริเวณองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม วัดห้วยปลากั้ง จังหวัดเชียงราย ในช่วงเช้าวันที่ 17 พฤษภาคม 2568 เต็มไปด้วยความคึกคักจากผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากที่เดินทางมาร่วมในพิธีเปิด “ชุมชนวัดห้วยปลากั้ง” อย่างเป็นทางการ โดยมี นายสถาพร เที่ยงธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี

ภายในงานมีบุคคลสำคัญในระดับท้องถิ่นและประเทศเข้าร่วม อาทิ

  • พระไพศาลประชาทร วิ. (พบโชค ติสฺสวํโส) เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง
  • นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  • นางสินีนาฏ ทองสุข ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย
  • นางรพีพร ทองดี ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนสุดยอดชุมชนต้นแบบ
  • นายโชติ ศิริดารายน นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย
    พร้อมด้วยผู้นำชุมชน ชาวบ้าน และสื่อมวลชนทั้งในและนอกพื้นที่ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

กิจกรรมหลากหลาย แสดงอัตลักษณ์พหุวัฒนธรรมล้านนา

กิจกรรมในงานสะท้อนถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้าลายประจำเผ่าของชาวลาหู่ การเต้นจะคึของชาวปอยเตเว การละเล่นสะบ้า การจักสานไม้ไผ่ ไปจนถึงการทำไม้กวาดของชาวไทลื้อ นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีพื้นเมือง และจำหน่ายอาหารท้องถิ่นจากกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ลาหู่ อาข่า ไทลื้อ ให้ได้ลิ้มลองอย่างใกล้ชิด

นักท่องเที่ยวยังสามารถนั่งรถรางเที่ยวชมชุมชน เยี่ยมชมพบโชคธรรมเจดีย์ (เจดีย์ 9 ชั้น) และโบสถ์สีขาวอันวิจิตรตระการตา ซึ่งสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี

ชุมชนต้นแบบที่สร้างรายได้จากทุนวัฒนธรรม

นายสถาพร เที่ยงธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ชุมชนวัดห้วยปลากั้ง เป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบที่นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านงานหัตถกรรม อาหารพื้นถิ่น และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สอดแทรกองค์ความรู้ สะท้อนถึงความสามารถของคนในพื้นที่ในการพัฒนาโดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์

“โครงการนี้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นการใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2564 และดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน” นายสถาพรกล่าว

ศูนย์กลางของพหุวัฒนธรรมล้านนา

ชุมชนวัดห้วยปลากั้งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ อาข่า ไทลื้อ ลั้วะ และชาวไทยพื้นเมือง ซึ่งสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติและพึ่งพาอาศัยกันได้เป็นอย่างดี

ความหลากหลายดังกล่าวสะท้อนผ่านการจัดกิจกรรมที่ทุกกลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม เช่น การแสดงพื้นเมือง การสาธิตงานฝีมือ และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งสร้างรายได้และความภาคภูมิใจให้แก่สมาชิกในชุมชน

เปิดพื้นที่เพื่อโอกาสของผู้ด้อยโอกาส

อีกหนึ่งจุดแข็งของชุมชนวัดห้วยปลากั้ง คือการเปิดพื้นที่รองรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถเข้ามาใช้ชีวิตร่วมในชุมชนอย่างมีศักดิ์ศรี โดยเฉพาะในบริเวณวัดห้วยปลากั้ง ซึ่งมีการดูแลทั้งผู้สูงอายุ เด็กยากไร้ และผู้ไร้บ้าน ทำให้พื้นที่แห่งนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังเป็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันบนฐานของความเข้าใจและเมตตา

เที่ยวชุมชน ยลวิถี” จุดประกายท้องถิ่นไทย

โครงการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ที่ริเริ่มโดยกระทรวงวัฒนธรรม มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระดับชุมชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งในปีนี้ได้คัดเลือกชุมชนต้นแบบจากทั่วประเทศจำนวน 76 แห่ง และคัดเลือกเหลือเพียง 10 ชุมชนที่มีศักยภาพรอบด้าน

ชุมชนวัดห้วยปลากั้งถือเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการนำพลังของวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้พัฒนาพื้นที่และสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน โดยไม่ต้องพึ่งพาทุนจากภายนอกมากนัก

ผลลัพธ์จากการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่

การประสบความสำเร็จของชุมชนวัดห้วยปลากั้ง เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ชุมชนวัด กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มชาติพันธุ์ และเยาวชนในพื้นที่ โดยมีการประชุม วางแผน และทำงานร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ จนสามารถสร้างโมเดลการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืนขึ้นมาได้

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

ตามข้อมูลจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่า โครงการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ตั้งแต่เริ่มต้นในปี 2564 จนถึงปัจจุบัน มีชุมชนเข้าร่วมแล้วกว่า 450 แห่งทั่วประเทศ และมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนมากกว่า 5 ล้านคน/ปี

จากการประเมินผลของ สำนักวิจัยพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 38.2 ต่อปี โดยรายได้มาจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน, การจัดกิจกรรมท่องเที่ยว, และบริการโฮมสเตย์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
  • สำนักวิจัยพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • สมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย
  • วัดห้วยปลากั้ง จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
CULTURE

ชาติพันธุ์ล้านนา Soft Power ดันเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” จุดประกาย Soft Power เชื่อมชุมชนสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

ประเทศไทย, 16 พฤษภาคม 2568 – กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างจริงจัง ผ่านกิจกรรม “ชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” ซึ่งเปิดเวทีให้ชุมชนชาติพันธุ์ในภาคเหนือได้นำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สร้างรายได้และความยั่งยืนแก่ประชาชนในพื้นที่ พร้อมใช้พลัง Soft Power เป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวงฯ ได้รับมอบหมายจากนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” ซึ่งจัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน

ภายในงานมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ นักพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา นิทรรศการวิถีชีวิตชนเผ่าต่างๆ การสาธิตงานหัตถกรรม และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากในระดับพื้นที่

Soft Power พื้นถิ่น สู่นโยบายระดับชาติ

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม กล่าวในพิธีเปิดว่า รัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยวในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวโดยชุมชนและชาติพันธุ์ ซึ่งถือเป็นรูปแบบ Soft Power ที่มีเอกลักษณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ของไทยที่หาไม่ได้ในประเทศอื่นๆ นอกจากสร้างรายได้ให้ชุมชน ยังช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

กิจกรรม “ชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา” จึงเป็นมากกว่างานแสดงวัฒนธรรม เพราะเป็นการต่อยอดต้นทุนวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ทั้งกลุ่มที่สนใจวัฒนธรรม วิถีชีวิตดั้งเดิม และประสบการณ์เฉพาะถิ่น

ล้านนาแหล่งวัฒนธรรมที่ยังไม่สิ้นแสง

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา และแม่ฮ่องสอน ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในด้านการท่องเที่ยววัฒนธรรม ทั้งจากมรดกทางประวัติศาสตร์ ประเพณี ภูมิปัญญา สถาปัตยกรรม และอาหารท้องถิ่นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้ประกาศให้ปี 2568 เป็น ปีแห่งการท่องเที่ยวและกีฬา” (Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year)

กิจกรรมในครั้งนี้ จึงเน้นการยกย่องคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ในรูปแบบร่วมสมัย สร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม โดยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเข้าถึงวิถีชีวิตจริงของชุมชน ผ่านกิจกรรมที่จับต้องได้

สร้างเวทีให้ชุมชนมีบทบาทในเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

นายจักรพล ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในรูปแบบนี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ชุมชนที่มีวัฒนธรรมโดดเด่น แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ได้เข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวระดับประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกลที่มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะสามารถเป็นจุดหมายใหม่ของการท่องเที่ยวในอนาคต

ในโอกาสนี้ ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการเชื่อมโยงชุมชน เครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนสามารถจัดกิจกรรมได้อย่างงดงามและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริง

วิเคราะห์ผลกระทบทางบวกและลบ

ด้านบวก

  • ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ชุมชนสามารถนำสินค้าหัตถกรรมมาจำหน่าย เพิ่มรายได้
  • สร้างการรับรู้ใหม่เกี่ยวกับวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา สู่กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่
  • ยกระดับ Soft Power ด้านวัฒนธรรมของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล
  • เพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยว

ด้านลบ (ข้อควรระวัง)

  • หากขาดการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน
  • ความเสี่ยงในการทำลายอัตลักษณ์แท้ของชาติพันธุ์จากการดัดแปลงเพื่อตอบโจทย์ตลาด
  • ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนจริง ไม่เน้นเพียงภาพลักษณ์เชิงวัฒนธรรมเพื่อการตลาดเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมในลักษณะนี้ควรได้รับการขยายผลไปยังจังหวัดอื่น ๆ ที่มีชุมชนชาติพันธุ์ พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพของผู้นำชุมชนด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยว การตีความวัฒนธรรม และการสื่อสารภาพลักษณ์ให้น่าสนใจภายใต้บริบทความเป็นไทยอย่างแท้จริง

การสนับสนุนควรมุ่งสู่การสร้างโมเดลธุรกิจที่ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้ในระยะยาว ลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ และส่งเสริมการเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ข้อมูลจาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในประเทศไทยกว่า 12.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 27 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดในปีเดียวกัน
  • จากรายงานของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้ว่าการท่องเที่ยวโดยชุมชนสร้างรายได้รวมกว่า 27,000 ล้านบาท ในปี 2567
  • พื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน มีจุดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมากกว่า 320 ชุมชน ที่มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว (ข้อมูลปี 2566 จากสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • งานวิจัยเรื่อง “Soft Power ไทยกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดยสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ปี 2567
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“พิสันต์” วัฒนธรรมเชียงราย ชวนหิ้วปิ่นโต กินข้าวรักษ์โลก

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรม “ข้าวห่อรักษ์โลก” รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติก หันมาใช้ภาชนะย่อยสลายได้ ตามแนวนโยบายสิ่งแวดล้อมของจังหวัด

เชียงราย, 13 พฤษภาคม 2568 – สำนักงานวัฒนธรรมเชียงรายรวมพลัง “หิ้วปิ่นโต–ลดพลาสติก” สู่การเปลี่ยนพฤติกรรมยั่งยืน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรม “ข้าวห่อรักษ์โลก” ณ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยมีนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เป็นผู้นำกล่าวเปิดกิจกรรม พร้อมเชิญชวนบุคลากรในสำนักงานร่วมกัน “ไม่ใช้ถุงพลาสติก” และ “หิ้วปิ่นโต” หรือภาชนะที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ เพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ภายใต้การนำของนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ที่มุ่งสู่ “เชียงรายสีเขียว” ด้วยแนวทางลดขยะต้นทางผ่านการเปลี่ยนพฤติกรรมของหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในทุกระดับ

จุดเริ่มต้นของแนวคิด “ข้าวห่อรักษ์โลก”

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรม “ข้าวห่อรักษ์โลก” ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเชิญชวนให้บุคลากรเลิกใช้ถุงพลาสติก แต่เป็นการส่งเสริม “วัฒนธรรมการกินอย่างยั่งยืน” โดยผนวกแนวคิดด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ผ่านการรับประทานอาหารกลางวันในรูปแบบที่ลดการสร้างขยะ พร้อมทั้งเป็นต้นแบบให้หน่วยงานราชการอื่นๆ นำไปปรับใช้

เขาระบุว่า “ข้าวห่อรักษ์โลก คือกิจกรรมเล็กๆ ที่สร้างพลังเปลี่ยนแปลงได้อย่างยิ่งใหญ่ เราต้องเริ่มจากตัวเองก่อนที่จะขยายไปสู่สังคมโดยรวม”

ภาชนะย่อยสลายได้–ปิ่นโต–ใบตอง แทนถุงพลาสติก

ในกิจกรรมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่แต่ละคนได้นำอาหารที่เตรียมมาเอง บรรจุในภาชนะที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ เช่น ปิ่นโต กล่องอาหารแบบปลอดสาร ภาชนะไม้ไผ่ และแม้กระทั่งใบตอง ซึ่งเป็นวัสดุพื้นถิ่นของล้านนา โดยเน้นแนวทาง “Zero Waste Lunch” หรืออาหารกลางวันที่ไม่ก่อให้เกิดขยะพลาสติกและโฟมแม้แต่ชิ้นเดียว

การลดการใช้ถุงพลาสติกไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องจัดการเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตและทำลายถุงพลาสติก รวมถึงลดการสะสมของขยะในแหล่งธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ป่าไม้ และพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของจังหวัดเชียงราย

ผลกระทบของพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่ควรมองข้าม

จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ในแต่ละปีประเทศไทยมีการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า 45,000 ล้านใบ โดยเฉพาะจากภาคธุรกิจร้านสะดวกซื้อและแผงอาหารริมทาง ขณะที่อัตราการย่อยสลายของพลาสติกใช้เวลา 400-1,000 ปี ทำให้พลาสติกจำนวนมากกลายเป็น “ขยะตกค้าง” ในสิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศทั้งบกและทะเล

โดยจังหวัดเชียงรายมีปริมาณขยะมูลฝอยเฉลี่ยประมาณ 0.96 กิโลกรัม/คน/วัน ซึ่งหากจำแนกประเภทขยะพบว่ามี “ขยะพลาสติก” อยู่ในสัดส่วนกว่า 17.3% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากบรรจุภัณฑ์อาหารและถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียว【ที่มา: สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 เชียงใหม่】

ขยายผลสู่แผนรณรงค์ระยะยาว

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย เตรียมขยายกิจกรรม “ข้าวห่อรักษ์โลก” ไปยังเครือข่ายวัฒนธรรมตำบล หน่วยงานวัฒนธรรมอำเภอ และสถานศึกษาในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมกิจกรรม “อิ่มพอดี–ลดขยะ–คืนชีวิตให้โลก” โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะจากพลาสติกลงอย่างน้อย 20% ภายในปี 2570

นอกจากนี้ ยังวางแผนพัฒนาคู่มือกิจกรรมรักษ์โลกในบริบทวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อเผยแพร่สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนต่างๆ โดยตั้งเป้าให้ทุกหน่วยงานสามารถนำไปจัดกิจกรรมได้ด้วยตนเอง

ชการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต้องเริ่มที่ “แบบอย่าง”

กิจกรรม “ข้าวห่อรักษ์โลก” แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้คนในเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากกิจกรรมในระดับหน่วยงาน ที่สะท้อนเจตนารมณ์และแบบอย่างที่ดี

ในทางจิตวิทยาสังคม การเห็นผู้อื่นทำ “สิ่งที่ถูกต้อง” ซ้ำๆ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในทางบวก ยิ่งผู้ปฏิบัติคือบุคลากรภาครัฐที่มีบทบาทในชุมชน ก็ยิ่งส่งผลให้ประชาชนเกิดแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

สถิติและข้อมูลประกอบ

ประเภทข้อมูล

ตัวเลข/รายละเอียด

จำนวนถุงพลาสติกที่ใช้ในไทย

> 45,000 ล้านใบ/ปี

อัตราการย่อยสลายของพลาสติก

400–1,000 ปี

ปริมาณขยะมูลฝอยเฉลี่ย จ.เชียงราย

0.96 กก./คน/วัน

สัดส่วนขยะพลาสติก

17.3%

เป้าหมายลดขยะพลาสติก จ.เชียงราย

-20% ภายในปี 2570

จำนวนเจ้าหน้าที่ร่วมกิจกรรม “ข้าวห่อรักษ์โลก”

30 คน (เบื้องต้น)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (13 พฤษภาคม 2568)
  • กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 เชียงใหม่
  • ข้อมูลสนับสนุนจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2566)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สรงน้ำพระธาตุจอมจ้อ นายก อบจ. นำสืบสานประเพณี

นายก อบจ.เชียงราย เปิดงานสรงน้ำพระธาตุจอมจ้อ ยิ่งใหญ่ สืบสานประเพณีวันวิสาขบูชา

เชียงรายร่วมใจสืบทอดประเพณีสำคัญทางพุทธศาสนา

เชียงราย, 11 พฤษภาคม 2568 –  ณ วัดพระธาตุจอมจ้อ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเปิดงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุจอมจ้อ ภายใต้ชื่องาน “ป๋าเวณีวิสาขมาส ร่วมอาบน้ำพระธาตุเจ้าจอมจ้อ” ซึ่งเป็นประเพณีที่มีความสำคัญและได้รับความศรัทธาอย่างมากจากประชาชนชาวอำเภอเทิงและพื้นที่ใกล้เคียงมาอย่างยาวนาน

ในการจัดงานครั้งนี้ พระครูสิริคันธวงศ์ เจ้าคณะอำเภอเทิง รับหน้าที่เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยมีนายเอนก ปันทะยม นายอำเภอเทิง กล่าวต้อนรับ และนายมานพ อุบลศิลป์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเทิง เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่

พระธาตุจอมจ้อ โบราณสถานศักดิ์สิทธิ์ของเชียงราย

พระธาตุจอมจ้อ ตั้งอยู่ที่หมู่ 20 ตำบลเวียง อำเภอเทิง เป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่ชาวเชียงราย โดยเฉพาะชาวอำเภอเทิง เคารพศรัทธาและให้ความสำคัญอย่างสูงมายาวนาน ถือเป็นหนึ่งในพระธาตุสำคัญ “พระธาตุเก้าจอม” ของจังหวัดเชียงราย โดยทุกปีในวันวิสาขบูชา หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ชาวบ้านจะร่วมกันจัดพิธีสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุจอมจ้ออย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และเป็นการสืบทอดประเพณีที่ได้รับการปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ

การสรงน้ำพระธาตุในวันวิสาขบูชานั้น มีความเชื่อว่า เปรียบเสมือนการได้สรงน้ำพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งถือเป็นการแสดงออกถึงความเลื่อมใสศรัทธาและการสืบทอดศาสนาพุทธให้คงอยู่กับชาวเชียงรายตลอดไป

อบจ.เชียงราย สนับสนุนกิจกรรมสืบสานประเพณี

การจัดงานครั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณจำนวน 100,000 บาท เพื่อส่งเสริมกิจกรรมและสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นให้คงอยู่กับชุมชนต่อไป โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สืบสานประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น รวมถึงปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และนำหลักธรรมคำสอนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและสังคม

นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในพิธีเปิดว่า “การที่เราได้มาร่วมกันจัดงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุจอมจ้อในวันนี้ นับเป็นการส่งเสริมให้คนในพื้นที่เห็นความสำคัญของพระธาตุจอมจ้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าจอมของเชียงราย และสร้างความสามัคคีในชุมชนให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น”

กิจกรรมภายในงานหลากหลายส่งเสริมการมีส่วนร่วม

ภายในงานนอกจากพิธีกรรมทางศาสนา ยังมีกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การแสดงทางศิลปวัฒนธรรมล้านนา นิทรรศการประวัติศาสตร์พระธาตุจอมจ้อ การประกวดการจัดดอกไม้ถวายพระธาตุ รวมถึงการออกร้านจำหน่ายสินค้าและอาหารพื้นเมืองจากชุมชนในพื้นที่ ซึ่งกิจกรรมต่างๆ นี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดเชียงรายที่เดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก

ทั้งนี้ นายเอนก ปันทะยม นายอำเภอเทิง กล่าวเสริมว่า “การจัดงานครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในอำเภอเทิง ไม่ว่าจะเป็นคณะสงฆ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาวัฒนธรรม และประชาชนทั่วไป ซึ่งทุกฝ่ายต่างมีบทบาทสำคัญในการสืบทอดประเพณีที่งดงามนี้ให้คงอยู่กับอำเภอเทิงต่อไป”

วิเคราะห์และแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

จากการจัดงานที่มีความพร้อมและการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอำเภอเทิง ในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดเชียงรายในอนาคต โดยเฉพาะการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจประเพณีพื้นบ้านล้านนา ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนและจังหวัดได้เป็นอย่างดี

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรวางแผนประชาสัมพันธ์เชิงรุก ทั้งในสื่อออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อขยายการรับรู้ไปสู่นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ รวมทั้งส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการร่วมกิจกรรม เพื่อให้การอนุรักษ์และสืบสานประเพณีดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน

สถิติที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานทางวัฒนธรรมในเชียงราย

จากข้อมูลของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (2567) พบว่า แต่ละปีมีงานประเพณีท้องถิ่นสำคัญของจังหวัดเชียงรายมากกว่า 100 งาน สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้กว่า 1 ล้านคน สร้างรายได้ให้แก่จังหวัดกว่า 500 ล้านบาทต่อปี (ที่มา: รายงานประจำปี สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ปี 2567)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานประจำปี สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ปี 2567
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายปลูก “พระศรีมหาโพธิฯ” มิ่งมงคลทั่วแผ่นดิน

พิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” จังหวัดเชียงราย สะท้อนพลังศรัทธาและความสามัคคีของพุทธศาสนิกชน

เชียงราย, 11 พฤษภาคม 2568 – ในวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก จังหวัดเชียงรายได้จัดพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ณ พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว ด้วยความศรัทธาและความพร้อมเพรียงของพุทธศาสนิกชน ข้าราชการ และผู้นำชุมชนจากทุกอำเภอในจังหวัด พิธีนี้ไม่เพียงเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของชาวเชียงรายในการสืบสานพระพุทธศาสนาและส่งเสริมความร่มเย็นเป็นสุขในสังคม

ความหมายของวันวิสาขบูชาและพระราชศรัทธา

วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญที่ระลึกถึงการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในปี 2568 วันวิสาขบูชาตรงกับวันที่ 11 พฤษภาคม ซึ่งนับเป็นโอกาสพิเศษที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกจะได้ร่วมกันทำความดีและบำเพ็ญกุศลเพื่อความเป็นสิริมงคล ในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาอันมั่นคงในฐานะพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานต้นพระศรีมหาโพธิ์เพื่อปลูกใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมพระราชทานนามว่า “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ซึ่งมีความหมายว่า “พระศรีมหาโพธิ์พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญา ความร่มเย็น และความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา การปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ในครั้งนี้ยังมีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งราชวงศ์จักรี

จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับพระราชทานต้นพระศรีมหาโพธิ์ และได้จัดพิธีปลูกอย่างยิ่งใหญ่ที่พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย พิธีนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ยังเป็นการรวมพลังของพุทธศาสนิกชนในจังหวัดเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป

บรรยากาศและขั้นตอนพิธีอันศักดิ์สิทธิ์

พิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ที่จังหวัดเชียงรายเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ณ พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส และพระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระรัตนมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย นำพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป และพระสังฆาธิการจังหวัดเชียงรายอีก 73 รูป ร่วมประกอบพิธี

ขบวนอัญเชิญอันงดงาม

ก่อนเริ่มพิธี เวลา 09:00 น. นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้นำขบวนอัญเชิญ “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” พร้อมด้วยดินมงคลและน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแหล่งน้ำสำคัญใน 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย ขบวนนี้ประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วน โดยมีคณะช่างฟ้อนจากอำเภอแม่ลาวจำนวน 140 คน ร่วมฟ้อนรับขบวนอย่างสง่างาม ขบวนได้เดินเวียนรอบมณฑลปลูก 3 รอบ เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนอัญเชิญพระศรีมหาโพธิ์ ดินมงคล และคนโทน้ำศักดิ์สิทธิ์วางไว้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พิธีการอันศักดิ์สิทธิ์

เมื่อถึงเวลา 09:20 น. นายชรินทร์ ทองสุข ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและถวายธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้แก่จังหวัดเชียงราย และนำอัญเชิญพระศรีมหาโพธิ์ไปยังมณฑลปลูก

เวลา 09:29 น. ซึ่งเป็นฤกษ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน นายชรินทร์ ทองสุข ได้ประกอบพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป เจริญชัยมงคลคาถา พระราชวชิรคณี ประธานฝ่ายสงฆ์ นำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากบ่อน้ำทิพย์ 18 อำเภอ ประพรมต้นพระศรีมหาโพธิ์และบริเวณมณฑลปลูก เพื่อความเป็นสิริมงคล

การเผยแพร่ธรรมะพระราชทาน

หลังพิธีปลูก ผู้เข้าร่วมพิธีได้ร่วมรับชมวิดีทัศน์ “ธรรมะนาวาวัง ธรรมะพระราชทาน เนื่องในวันวิสาขบูชา” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานเพื่อเผยแพร่หลักธรรมอันทรงคุณค่าแก่พุทธศาสนิกชน การรับชมวิดีทัศน์นี้เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกทางศาสนาและเสริมสร้างความเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

พิธีนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ประกอบด้วยข้าราชการตุลาการ ทหาร ตำรวจ รองผู้ว่าราชการจังหวัด อัยการ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพุทธศาสนิกชนจากทุกอำเภอในจังหวัดเชียงราย การรวมตัวกันของทุกภาคส่วนสะท้อนถึงความสามัคคีและพลังศรัทธาที่แข็งแกร่งของชาวเชียงราย

ความสำคัญของพิธีและผลกระทบต่อชุมชน

พิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ไม่เพียงเป็นการปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ยังเป็นการสร้างจุดศูนย์รวมจิตใจให้แก่พุทธศาสนิกชนในจังหวัดเชียงราย ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ปลูก ณ พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย จะกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนสามารถมากราบไหว้และปฏิบัติธรรม เพื่อความเป็นสิริมงคลและความสงบสุขในชีวิต

นอกจากนี้ พิธีนี้ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย เช่น วัดร่องขุ่น วัดพระแก้ว และวัดพระธาตุดอยตุง พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย จะกลายเป็นจุดหมายใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจในวัฒนธรรมและศาสนา ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

การมีส่วนร่วมของช่างฟ้อนจากอำเภอแม่ลาวและการใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 18 อำเภอ ยังสะท้อนถึงการรวมพลังของชุมชนในทุกอำเภอของจังหวัด ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีและความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น การจัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่และเป็นระเบียบเรียบร้อยแสดงถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของจังหวัดเชียงรายในการรักษามรดกทางศาสนาและวัฒนธรรม

พลังศรัทธาและการสืบสานพระพุทธศาสนา

พิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ในจังหวัดเชียงราย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการผสานระหว่างพระราชศรัทธาและพลังของชุมชน ต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางศาสนา แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้พุทธศาสนิกชนยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะในยุคสมัยที่สังคมเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้ปลูกพร้อมกันทั่ว 77 จังหวัด แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างความเป็นเอกภาพของชาติผ่านศาสนา พิธีนี้ไม่เพียงเสริมสร้างความเข้มแข็งของพระพุทธศาสนาในระดับท้องถิ่น แต่ยังเป็นการย้ำเตือนถึงความสำคัญของการรักษาคุณค่าทางจิตวิญญาณในสังคมไทย

สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีประชากรหลากหลายทั้งชาวไทยพื้นเมือง ชาวไทยภูเขา และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ พิธีนี้เป็นโอกาสในการรวมใจของทุกกลุ่มให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้ร่มพระพุทธศาสนา การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน ข้าราชการ และประชาชนจากทุกอำเภอ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของจังหวัดในการบริหารจัดการและประสานงานเพื่อให้พิธีสำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์

ในแง่ของผลกระทบระยะยาว ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ปลูกในครั้งนี้จะเป็นมรดกทางศาสนาที่ส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง การดูแลรักษาต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นี้จะเป็นภารกิจของชุมชน ซึ่งจะช่วยปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการปฏิบัติธรรม การที่พิธีนี้จัดขึ้นในวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้ความสำคัญ ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมในภาคเหนือของประเทศไทย

สถิติและแหล่งอ้างอิง

เพื่อให้เห็นภาพความสำคัญของพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” และบริบทของจังหวัดเชียงราย ข้อมูลต่อไปนี้รวบรวมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ:

  1. จำนวนผู้เข้าร่วมพิธี:
    • พิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ที่พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย มีผู้เข้าร่วมประมาณ 2,500 คน ประกอบด้วยข้าราชการ พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน และพุทธศาสนิกชนจาก 18 อำเภอ
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (2568)
  2. ความสำคัญของวันวิสาขบูชา:
    • ในประเทศไทย มีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมกิจกรรมวันวิสาขบูชาทั่วประเทศกว่า 5 ล้านคน ในปี 2567 โดยส่วนใหญ่เข้าร่วมพิธีเวียนเทียนและฟังธรรม
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (2567)
  3. การท่องเที่ยวเชิงศาสนาในจังหวัดเชียงราย:
    • จังหวัดเชียงรายมีนักท่องเที่ยวที่มาเยือนวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ราว 3.2 ล้านคนต่อปี (ข้อมูลปี 2567) โดยวัดร่องขุ่นและวัดพระธาตุดอยตุงเป็นจุดหมายยอดนิยม
    • แหล่งอ้างอิง: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย (2567)
  4. จำนวนวัดในจังหวัดเชียงราย:
    • จังหวัดเชียงรายมีวัดที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำนวน 1,200 วัด และมีพระสงฆ์จำพรรษากว่า 8,000 รูป (ข้อมูลปี 2567)
    • แหล่งอ้างอิง: สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย (2567)

สรุปและคำแนะนำ

พิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ที่จังหวัดเชียงราย เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงความศรัทธา ความสามัคคี และความมุ่งมั่นของพุทธศาสนิกชนในการสืบสานพระพุทธศาสนา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ปลูกในครั้งนี้จะเป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญาและความร่มเย็นของจังหวัดเชียงราย และจะกลายเป็นมรดกทางศาสนาที่ส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง

สำหรับพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไป แนะนำให้ติดตามกิจกรรมทางศาสนาที่พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย และร่วมปฏิบัติธรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและดูแลรักษาต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างความสงบสุขและความภาคภูมิใจให้กับชาวเชียงรายและผู้มาเยือนต่อไ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

  • สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย (2567)

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย (2567)

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (2568)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE