Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

มฟล. จับมือ บพท. พลิกฟื้นรากเหง้าเชียงแสนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปั้นรายได้ชุมชนทะลุเป้าในครึ่งวัน

พลิกฟื้นรากเหง้าเชียงแสนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มฟล. จับมือ บพท. เปิดตลาด Appropriate Technology ปั้นรายได้ชุมชนทะลุเป้าในครึ่งวัน

เชียงราย,16 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานรากในเมืองชายแดน การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนกำลังถูกตั้งคำถามว่า ต้องเริ่มจากการอัดเม็ดเงิน หรือเริ่มจากการยกระดับศักยภาพคนและชุมชนให้ผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการจริง คำตอบหนึ่งปรากฏชัดขึ้นที่อำเภอเชียงแสน เมื่อมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ Appropriate Technology Business Matching Event ครั้งที่ 1 เพื่อเชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยีที่เหมาะสม และทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้จับต้องได้ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ด้วยยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท จากผลงานสินค้าต้นแบบของนวัตกรชุมชน

ภาพที่เห็นไม่ใช่เพียงงานขายของชุมชนตามฤดูกาล แต่เป็นสัญญาณของรูปแบบตลาดใหม่ที่ให้คุณค่าแก่เรื่องเล่า วัสดุ การใช้งาน และอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่ถูกยกระดับด้วยการออกแบบสมัยใหม่ บนพื้นที่ที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์อย่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้โบราณคดีและมรดกวัฒนธรรมของพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่มีความสำคัญต่อภาพจำของเชียงรายในระดับประเทศ

ประเด็นเด่นที่กำลังเกิดขึ้นในเชียงแสน จากเมืองเก่าสู่ตลาดใหม่ที่ขายได้จริง

แกนหลักของกิจกรรมครั้งนี้อยู่ที่แนวคิด Appropriate Technology หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งมุ่งให้นวัตกรรมสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้จริง และไม่สร้างภาระเกินกำลังชุมชน แนวคิดนี้สอดคล้องกับรากความคิดเรื่องเทคโนโลยีขนาดพอดีและเหมาะกับสังคม โดยเน้นความเรียบง่าย ความคุ้มค่า และการใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน มากกว่าความล้ำสมัยที่ชุมชนดูแลต่อไม่ได้

ยกระดับขีดความสามารถชุมชนให้ซึมซับเทคโนโลยีได้

อีกคำสำคัญที่ถูกย้ำตลอดโครงการคือ Absorptive Capacity หรือขีดความสามารถในการมองเห็นคุณค่าความรู้ใหม่จากภายนอก นำมาปรับใช้ และต่อยอดให้เกิดผลเชิงพาณิชย์ งานวิชาการคลาสสิกของ Cohen และ Levinthal ชี้ว่า ความสามารถนี้เป็นหัวใจของการเรียนรู้และนวัตกรรม เพราะไม่ใช่ทุกองค์กรหรือทุกชุมชนจะนำความรู้ใหม่ไปใช้ได้ทันที หากไม่มีฐานความรู้เดิมและกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม

ในบริบทเชียงแสน แนวคิดดังกล่าวถูกแปลให้เป็นรูปธรรมผ่านการทำงานกับนวัตกรชุมชน 50 คน และเป้าหมายการเพิ่มรายได้ครัวเรือน 112 ครัวเรือน โดยแต่ละครัวเรือนต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ตามที่ระบุในกรอบงานและเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ของโครงการ

เวทีในเมืองเก่า เมื่อของที่ระลึกต้องก้าวข้ามคำว่าแบบเดิม

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานกิจกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน บรรยากาศการค้าแบบเดิมถูกแทนที่ด้วยพื้นที่ทดลองตลาดที่มีผู้ซื้อเป้าหมายอยู่ในพื้นที่จริง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม กลุ่มจัดประชุมสัมมนา และธุรกิจสร้างสรรค์ที่เข้ามาให้ข้อเสนอแนะเชิงลึกต่อผลิตภัณฑ์ การตั้งเวทีลักษณะนี้ทำให้ชุมชนได้เห็นทันทีว่า สิ่งที่ตลาดต้องการไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่คือความพร้อมใช้งาน คุณภาพวัสดุ การกำหนดราคาที่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้า และเรื่องเล่าที่จับใจ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สินค้าชุมชนในเมืองท่องเที่ยวจำนวนมากถูกจำกัดอยู่ในภาพจำของของฝากราคาย่อมเยา ซื้อครั้งเดียวจบ เมื่อผู้ซื้อเป็นนักท่องเที่ยวผ่านทาง แต่พอเศรษฐกิจเริ่มให้ค่ากับประสบการณ์และตัวตน การแข่งขันจึงย้ายจากการขายถูกไปสู่การขายความหมาย และนั่นทำให้เชียงแสนมีแต้มต่อ เพราะเมืองนี้มีเรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ ศิลปะ ลุ่มน้ำโขง และวิถีชายแดนอยู่แล้ว

เทคโนโลยีที่เหมาะสม ไม่ใช่คำสวย แต่คือกลไกสร้างรายได้

หัวใจของ Appropriate Technology ในกิจกรรมนี้ คือการหยิบเอาทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่มาทำให้ขายได้จริง โดยไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งจนชุมชนรับไม่ไหว การทำงานไม่ได้เริ่มจากการสั่งให้ผลิตสินค้า แต่เริ่มจากโจทย์ตลาด แล้วค่อยย้อนกลับมาถามว่า ชุมชนมีอะไรอยู่ในมือบ้าง และจะเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบและกระบวนการผลิตแบบใด

ในอีกมุมหนึ่ง แนวคิด Appropriate Technology ยังทำหน้าที่เป็นกรอบคุ้มครองชุมชนจากความเสี่ยงของเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกินจำเป็น เพราะในหลายพื้นที่ที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ชุมชนไม่อยากพัฒนา แต่เป็นการนำเทคโนโลยีที่ต้องใช้เงิน ใช้ทักษะ และใช้การบำรุงรักษาเกินกำลังมาวางไว้ แล้วปล่อยให้ชุมชนรับภาระต่อเอง สุดท้ายจึงกลายเป็นของที่ใช้ไม่ได้จริง

บทบาท มฟล. กับการเชื่อมวิจัยลงสู่ดิน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างงานวิชาการกับตลาด โดยพาแนวคิด AI และการสร้างต้นแบบมาช่วยให้ชุมชนเห็นภาพสินค้าใหม่เร็วขึ้น ลดการลองผิดลองถูกที่กินต้นทุนเวลาและเงิน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การทำสินค้าตามความชอบของผู้ผลิต แต่เป็นการทำสินค้าที่มีเหตุผลเชิงตลาดรองรับตั้งแต่ต้น

กระบวนการนี้สะท้อนหลักการสำคัญของการพัฒนาระดับพื้นที่ที่เน้นให้เกิดผลลัพธ์จริงต่อครัวเรือน โดยบพท. ในฐานะหน่วยงานบริหารทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ มีภารกิจขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาเชิงพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านกลไกทุนวิจัย

เสียงจากภาคธุรกิจ เมื่อผู้ซื้อบอกโจทย์ตรงหน้า

หนึ่งในช่วงที่สะท้อนภาพการเรียนรู้ร่วมกันคือการให้ข้อเสนอแนะจาก บริษัท ไก่ตัวดี ซึ่งเข้ามาในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจสร้างสรรค์ โดยให้มุมมองว่า สินค้าของนวัตกรเชียงแสนมีพัฒนาการก้าวกระโดด เข้าใจวัสดุและการใช้งานมากขึ้น แต่ยังต้องปรับจูนให้เข้ากับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้การเข้าสู่ตลาดพรีเมียมทำได้ต่อเนื่อง

ในเชิงอุตสาหกรรม นี่คือสารที่ชัดเจนว่า สินค้าชุมชนไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยราคาต่ำสุดเสมอไป หากสามารถกำหนดตำแหน่งในตลาดแบบ Niche ได้ถูกต้อง โดยเฉพาะตลาดโรงแรมและไมซ์ที่ต้องการของที่มีเรื่องเล่า ใช้ได้จริง และสื่อสารภาพลักษณ์สถานที่จัดงานหรือแบรนด์ขององค์กรได้

ตัวเลข 96,719 บาท กับความหมายที่มากกว่ายอดขาย

ยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท ภายในครึ่งวัน เป็นภาพสะท้อนว่าตลาดพร้อมจ่ายให้สินค้าที่ผ่านการคิดมาแล้ว ทั้งในด้านดีไซน์ วัสดุ การใช้งาน และการเล่าเรื่อง จุดนี้ต่างจากงานออกร้านทั่วไปที่ยอดขายขึ้นอยู่กับจำนวนคนเดิน เพราะในกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ผู้ซื้อจำนวนไม่มากก็สามารถสร้างผลลัพธ์สูงได้ หากเป็นผู้ซื้อที่มีอำนาจตัดสินใจและมีการใช้งานต่อในระบบธุรกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเป้าหมายที่ประกาศไว้ชัดคือการเพิ่มรายได้สุทธิให้ครัวเรือนเป้าหมายอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่มุ่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพชีวิต ไม่ใช่รายได้ครั้งคราว

มาตรฐานการผลิตและการส่งมอบ

เมื่อเริ่มมีคำสั่งซื้อจากภาคธุรกิจ สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังเรื่องมาตรฐาน การผลิตให้สม่ำเสมอ และการส่งมอบตรงเวลา นี่คือด่านที่หลายชุมชนสะดุด เพราะการผลิตแบบครัวเรือนอาจยังไม่พร้อมสำหรับคำสั่งซื้อที่ต้องการคุณภาพเท่ากันทุกชิ้น

การสร้างแบรนด์ที่ไม่ทิ้งรากเหง้า

สินค้าพรีเมียมต้องมีแบรนด์ แต่การสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงโดยไม่ทำให้เรื่องเล่าถูกทำให้บางลง คือโจทย์สำคัญ หากเชียงแสนจะเดินไปสู่ภาพเมืองมรดกที่ทันสมัย ชุมชนต้องรักษาสมดุลระหว่างความร่วมสมัยกับความจริงแท้ของท้องถิ่น

ช่องทางตลาดหลังจบงาน

งานจับคู่ธุรกิจเป็นตัวเร่ง แต่ตลาดยั่งยืนต้องมีช่องทางหลังงาน ทั้งการเชื่อมกับโรงแรม ร้านของที่ระลึกคุณภาพสูง ช่องทางออนไลน์ และเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้รายได้กระจายตลอดปี ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะอีเวนต์

ก้าวต่อไปของเชียงแสนในภาพใหญ่ของยุทธศาสตร์ ววน.

ในภาพนโยบายระดับประเทศ แนวทางยกระดับรายได้ครัวเรือนผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นหนึ่งในเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ที่ถูกพูดถึงต่อเนื่อง โดยกรอบเป้าหมายที่เผยแพร่ผ่านระบบข้อมูลภาครัฐด้านวิจัย ระบุการมุ่งยกระดับรายได้ครัวเรือนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมในระดับพื้นที่

เมื่อเชียงแสนถูกยกเป็นพื้นที่ทดลองที่เชื่อมวิจัย นวัตกรรมชุมชน และตลาดเข้าด้วยกัน เมืองเก่าจึงไม่ได้ถูกจำกัดให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวแบบถ่ายรูปแล้วผ่านไป แต่กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีรายได้หมุนเวียนจริง และถ้ากลไกนี้ทำงานได้ต่อเนื่อง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการยกระดับทักษะคนรุ่นใหม่ให้มองเห็นคุณค่าท้องถิ่นในมิติใหม่ ไม่ใช่เพียงความทรงจำ แต่เป็นอาชีพ เป็นรายได้ และเป็นความภาคภูมิใจ

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที

หนึ่ง เลือกพัฒนาสินค้าที่เริ่มจากโจทย์การใช้งานจริง ไม่เริ่มจากของที่ทำถนัดอย่างเดียว
สอง สร้างเรื่องเล่าของสินค้าให้ชัด ตั้งแต่ที่มา วัสดุ ความหมาย และวิธีใช้ เพื่อให้ผู้ซื้อในตลาดพรีเมียมกล้าจ่าย
สาม รวมกลุ่มกันเพื่อคุมมาตรฐานการผลิตและการส่งมอบ เพราะคำสั่งซื้อจากธุรกิจต้องการความสม่ำเสมอ
สี่ ใช้เวทีจับคู่ธุรกิจเป็นพื้นที่รับคำวิจารณ์ ไม่ใช่พื้นที่ขายอย่างเดียว เพราะข้อมูลจากผู้ซื้อคือทางลัดในการพัฒนาสินค้า
ห้า วางแผนช่องทางขายต่อเนื่องหลังงาน ทั้งร้านพันธมิตร โรงแรม และออนไลน์ เพื่อให้รายได้ไม่สะดุด

สถิติและข้อมูลสำคัญจากกิจกรรมและกรอบโครงการ

  • วันที่จัดกิจกรรม 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  • ยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท ภายในครึ่งวัน จากสินค้าต้นแบบของนวัตกรชุมชน
  • นวัตกรชุมชนเข้าร่วมกระบวนการพัฒนา 50 คน
  • เป้าหมายครัวเรือน 112 ครัวเรือน รายได้เพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ตามกรอบผลลัพธ์ที่ระบุในเอกสารโครงการ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลกิจกรรมและเป้าหมายโครงการ MFU GAIl จากข้อความรายละเอียดที่ผู้ใช้แนบ
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ข้อมูลภาพรวมสถานที่และบทบาทแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม
  • หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ บพท ข้อมูลภารกิจและบทบาทหน่วยงาน
  • แนวคิด Absorptive Capacity อ้างอิงจากบทคัดย่อผลงาน Cohen และ Levinthal ปี 1990 เรื่อง Absorptive Capacity A New Perspective on Learning and Innovation
  • แนวคิด Appropriate Technology ภาพรวมแนวคิดและนิยามเชิงสาธารณะจากแหล่งอ้างอิงสากล
  • เพจ เชื่อม รัด มัด ร้อย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เมื่อโขนออกจากโรงละครสู่ธรรมชาติ สิงห์ปาร์ค เชียงราย เปิดเวทีรวมนักแสดงกว่า 200 ชีวิตสืบสานชาติตระการ

โขนกลางแปลงปีที่ 6 ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย ยกมหากาพย์น้ำมิตรและหน้าที่ขึ้นสู่เวทีธรรมชาติ

เชียงราย,13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภายใต้บรรยากาศเดือนแห่งความรักที่ผู้คนคุ้นตากับดอกไม้ แสงไฟ และเสียงดนตรี จังหวัดเชียงรายกำลังเพิ่มอีกหนึ่งภาพจำที่หนักแน่นกว่านั้น คือภาพนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เคลื่อนไหวอยู่กลางสนามหญ้าริมทะเลสาบ โดยมีฉากหลังเป็นขุนเขาในยามเย็น

การแสดงโขนกลางแปลงเต็มรูปแบบกำลังกลับมาจัดอีกครั้ง ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย นับเป็นปีที่ 6 ของการสานต่อการนำโขนออกจากกรอบโรงละครไปสู่พื้นที่เปิด ให้คนดูได้สัมผัสระยะใกล้ ทั้งรายละเอียดของเครื่องแต่งกาย จังหวะดนตรีไทย และลีลาการร่ายรำที่ต้องใช้วินัยระดับสูง พร้อมการออกแบบแสง สี เสียง เพื่อพาผู้ชมเข้าไปอยู่ในโลกของรามเกียรติ์อย่างเป็นรูปธรรมตามที่ผู้จัดระบุในเอกสารประชาสัมพันธ์การแสดง

โขนที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียน กับการทำให้มรดกยังหายใจได้ในพื้นที่จริง

โขนได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโกในปี 2018 ซึ่งเป็นหมุดหมายที่ทำให้การอนุรักษ์ไม่ใช่เพียงเรื่องของพิพิธภัณฑ์หรือห้องเรียน แต่เป็นเรื่องของการทำให้การแสดงยังมีผู้ชมและยังมีผู้สืบทอด

บนพื้นที่เชียงราย ความหมายของคำว่าอนุรักษ์จึงไม่หยุดอยู่ที่การรักษาท่ารำหรือบทพากย์ให้ถูกต้องเท่านั้น หากยังรวมถึงการออกแบบประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ยอม “หยุดดู” และยอม “ฟัง” จนเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในวรรณคดี

ปีนี้เลือกตอน มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตร เมื่อเพื่อนรักต้องยืนคนละฝั่ง

หัวใจของโขนกลางแปลงปี 2569 คือโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตร เรื่องเล่าที่ไม่ได้พาผู้ชมไปยึดติดกับชัยชนะหรือความพ่ายแพ้เพียงอย่างเดียว แต่ชวนมองความขัดแย้งในระดับมนุษย์

เรื่องราววางตัวละครสำคัญไว้สองฝั่งที่ไม่น่าเป็นศัตรูกันตั้งแต่ต้น พญามังกรกัณฐ์ ยักษ์ผู้เป็นหลานของทศกัณฐ์ และเกสรทมาลา ลิงผู้เป็นสิบแปดมงกุฎฝ่ายพระราม เคยเป็นเพื่อนรักร่วมสาบานในวัยเยาว์ แต่เมื่อโตขึ้นหน้าที่ผลักให้ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากันในสนามรบ ข้อมูลส่วนนี้ปรากฏชัดในแฟกต์ชีตและเรื่องย่อการแสดงที่ระบุโครงเหตุการณ์ตั้งแต่คำสั่งให้มังกรกัณฐ์ออกศึก ไปจนถึงการที่เกสรทมาลาอาสาออกไปล่อให้ฝ่ายตรงข้ามออกจากที่ซ่อน

อาจารย์สุรเชษฐ์ เฟื่องฟู ผู้ประพันธ์บทและกำกับการแสดง สะท้อนแก่นคิดของตอนนี้ว่า “หน้าที่เป็นสิ่งสำคัญ” และตั้งคำถามปลายเปิดที่ทำให้คนดูอยากตามไปถึงฉากจบ ว่าสุดท้ายระหว่างน้ำมิตรที่ผูกพันกับหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องราวจะคลี่คลายอย่างไร ตามคำให้สัมภาษณ์ที่ผู้ใช้แนบ

อาจารย์สุรเชษฐ์ เฟื่องฟู อดีตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโขนละคร กรมศิลปากร และประธานกลุ่มศิลปินวังหน้า ผู้ประพันธ์บทและกำกับการแสดง

โขนกลางแปลงต่างจากโขนในโรงละคร เพราะธรรมชาติคือฉาก และระยะห่างคือความท้าทาย

คำว่าโขนกลางแปลงไม่ได้เป็นเพียงคำเรียกเชิงสถานที่ แต่เป็นรูปแบบการแสดงที่มีรากของตัวเอง แฟกต์ชีตอธิบายลักษณะสำคัญว่าเป็นการแสดงบนพื้นดินกลางสนามกว้าง ไม่มีเวที ใช้ธรรมชาติเป็นฉาก นิยมแสดงตอนยกทัพและการรบ ใช้ผู้แสดงจำนวนมาก ดำเนินเรื่องด้วยคำพากย์และบทเจรจา มีวงปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบ

เมื่อย้ายจากโรงละครมาอยู่กลางแจ้ง “สิ่งที่หายไป” คือกรอบที่ควบคุมได้ทุกอย่าง แต่ “สิ่งที่เพิ่มขึ้น” คือความยิ่งใหญ่ของภูมิทัศน์และความรู้สึกร่วมของผู้ชมจำนวนมากที่มองไปทางเดียวกัน เหมือนกำลังนั่งอยู่ในสนามประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต

อาจารย์สุรเชษฐ์อธิบายความยากของการแสดงกลางแจ้งว่าแม้รูปแบบโบราณจะใช้ธรรมชาติเป็นฉากมาแต่เดิม แต่ในยุคปัจจุบันต้องผสานเทคนิคการแสดง แสง สี เสียง และเอฟเฟกต์ เพื่อให้ผู้ชม “เห็นจินตนาการ” เป็นภาพใกล้จริงมากที่สุด ตามคำให้สัมภาษณ์ที่ผู้ใช้แนบ

เทคโนโลยีไม่ได้มาแทนจารีต แต่ทำหน้าที่พาคนดูเข้าใกล้เรื่องมากขึ้น

ปีนี้ผู้จัดระบุว่าจะมีการจัดเต็มด้านแสง สี เสียง และเอฟเฟกต์ โดยมีไฮไลต์ที่ถูกพูดถึงมากคือการออกแบบฉากให้เกิดภาพตัวละคร “เหาะ” ได้จริงกลางพื้นที่เปิด ซึ่งเป็นการใช้เทคนิคสมัยใหม่ทำหน้าที่เสริมความตื่นตา ไม่ใช่แย่งซีนแก่นของศิลปะ

ในมุมของคนดู นี่คือจุดที่ทำให้โขนซึ่งหลายคนเคยคิดว่าไกลตัว กลายเป็นการแสดงที่ “เข้าถึงได้” โดยไม่ต้องลดทอนมาตรฐานความประณีตของงานนาฏศิลป์

มากกว่าโชว์ คือการส่งต่อด้วยคนจริง เยาวชนกว่า 200 ชีวิตบนเวทีเดียวกับครูโขน

อีกหนึ่งแกนใหญ่ของโขนกลางแปลงปีนี้คือการถ่ายทอดมรดกสู่คนรุ่นใหม่ แฟกต์ชีตระบุว่ามีนักแสดงรวมกว่า 200 ชีวิต จากกลุ่มศิลปินวังหน้า ผนึกกำลังร่วมกับเยาวชนจังหวัดเชียงราย เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมสืบทอด

ภาพที่น่าสนใจคือการฝึกเด็กระดับประถมให้รับบทบาทในงานขนาดใหญ่ ซึ่งอาจารย์สุรเชษฐ์ใช้คำว่าเข้มข้นถึงขั้น “เคี่ยวกรำ” เพื่อให้เด็ก ป.5 ป.6 ก้าวข้ามความเขิน ความกลัว และข้อจำกัดทางร่างกาย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงที่ต้องอาศัยความพร้อมเพรียงสูง

อาจารย์สุรเชษฐ์ย้ำ 3 องค์ประกอบที่ใช้เป็นหลักในการฝึก คือใจที่รัก กล้าที่จะแสดงออก และวิริยะอุตสาหะในการฝึกซ้ำจนเกิดความแม่นยำ ตามคำให้สัมภาษณ์ที่ผู้ใช้แนบ

โขนอยู่รอดในโลกยุคใหม่ได้อย่างไร คำตอบอาจเริ่มจากคำว่า ตัวเป็นๆ

บนเวทีเสวนาและในบทสนทนาหลังการแสดงที่ผ่านมา อาจารย์สุรเชษฐ์เล่าประสบการณ์ที่กลายเป็นเหมือนคำตอบสั้นๆ ต่อคำถามใหญ่ เมื่อมีผู้ชมชาวเชียงรายกล่าวขอบคุณที่นำ “โขนตัวเป็นๆ” มาให้ดู คำพูดนี้สะท้อนว่าคนจำนวนไม่น้อยไม่เคยเห็นโขนจริงมาก่อน และเมื่อได้เห็นด้วยตา ได้ยินเสียงปี่พาทย์จริง ได้สัมผัสพลังของงานแสดงที่อยู่ตรงหน้า ความผูกพันจึงเกิดขึ้นทันที

ตรงนี้เองที่โขนกลางแปลงทำหน้าที่คลี่คลายปมความกังวลว่าโขนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโลกที่หมุนเร็ว เพราะการย้ายพื้นที่จากโรงละครสู่พื้นที่สาธารณะ คือการลดกำแพงการเข้าถึง และเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่เกิดความอยากรู้ด้วยตัวเอง

เรื่องย่อที่ชวนตามไปจนสุดฉากจบ เมื่อศรพรหมาศยังไม่เสร็จ และศึกต้องถูกประวิงเวลา

เนื้อเรื่องย่อในเอกสารระบุว่า ทศกัณฐ์มีบัญชาให้พญามังกรกัณฐ์ออกไปรบกับกองทัพพระรามเพื่อขัดตาทัพ ประวิงเวลาให้อินทรชิตทำพิธีชุบศรพรหมาศให้สำเร็จ มังกรกัณฐ์แผลงศรจนเกราะประจำพระองค์ของพระรามขาดกระเด็น และลูกศรลอยวนอยู่หน้ากองทัพ ก่อนพระรามจะแผลงศรทำลายศรและคันศรของมังกรกัณฐ์ พร้อมทำลายไพร่พลฝ่ายนั้นจนสิ้น

เมื่อสิ้นศาสตราวุธ มังกรกัณฐ์ร่ายเวทย์เนรมิตรูปเหมือนตนลอยเต็มนภากาศ และซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางรูปเหล่านั้น พระรามฉงนไม่แน่ใจว่าร่างใดคือตัวจริง ในจังหวะที่ความเป็นความตายค้างอยู่ตรงหน้า เกสรทมาลาอาสาออกไปล่อให้มังกรกัณฐ์ออกจากที่ซ่อน โดยอ้างความหลังที่ทั้งคู่เคยร่วมสาบานเป็นมิตรกัน

นี่คือจุดที่ทำให้เรื่องไม่ได้หยุดอยู่ที่เทคนิคการรบ แต่พาผู้ชมเข้าไปอยู่ในพื้นที่สีเทาของความสัมพันธ์ ระหว่างคำสาบานที่เคยให้ไว้กับภาระหน้าที่ที่ต้องทำ และผู้จัดตั้งใจวางคำถามปลายเปิดไว้ให้คนดูเป็นผู้ตัดสินด้วยหัวใจของตัวเอง

ลำดับการแสดงในสองคืน และความหมายของการเปิดเรื่องด้วยการน้อมรำลึก

กำหนดการในแฟกต์ชีตระบุว่า การแสดงจัด 2 วัน ในวันที่ 13 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 ถึง 19.15 น. ณ บริเวณริมทะเลสาบ สิงห์ปาร์ค เชียงราย

ลำดับการแสดงประกอบด้วย
การแสดงเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การแสดงชุด มังรายจอมราชันและปิดท้ายด้วยโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตรการวางลำดับเช่นนี้ทำให้โขนกลางแปลงไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เชื่อมโยงมิติของความกตัญญู ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และวรรณคดีระดับชาติไว้ในคืนเดียว

โขนกลางแปลงในเทศกาลบอลลูน เมื่อศิลปะการแสดงยืนอยู่เคียงเทศกาลท่องเที่ยว

ข้อมูลการจัดงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่สิงห์ปาร์คระบุช่วงวันที่ 11 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2026 และถูกสื่อสารในหลายช่องทางทางการ รวมถึงเว็บไซต์ทางการท่องเที่ยวของไทย

เมื่อโขนกลางแปลงถูกวางเป็นหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของเทศกาล ภาพที่เกิดขึ้นจึงมีสองชั้น ชั้นแรกคือการดึงดูดผู้ชมที่ตั้งใจมาดูบอลลูน ให้ได้พบศิลปะที่อาจไม่เคยคิดจะดูมาก่อน ชั้นที่สองคือการทำให้ศิลปะที่เคยถูกมองว่าสงวนพื้นที่ กลายเป็น “ประสบการณ์ร่วม” ของผู้คนต่างวัย ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรม ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน

เสียงสะท้อนต่อชุมชน เมื่อมรดกวัฒนธรรมกลายเป็นทุนทางสังคมที่จับต้องได้

ในระดับชุมชน การรวมตัวของเยาวชน ครูโขน และเครือข่ายสนับสนุน ทำให้โขนกลางแปลงไม่ใช่กิจกรรมที่มาฉายแล้วจากไป แต่เป็นกระบวนการสร้างคน สร้างวินัย และสร้างความภาคภูมิใจที่สะสมได้ทุกปี

คำว่า “คนดูรุ่นใหม่และรุ่นเก่า” ที่อาจารย์สุรเชษฐ์กล่าวถึงในคำให้สัมภาษณ์ สะท้อนว่าอนาคตของโขนไม่ได้แขวนอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากอยู่ที่การทำให้ทั้งคนดูและคนแสดงรู้สึกว่าโขนเป็นของเขาจริงๆ และยังเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาในปัจจุบัน

รายละเอียดการเข้าชมที่ผู้ชมควรรู้ก่อนเดินทาง

การแสดงโขนกลางแปลง เรื่องรามเกียรติ์ ชุด มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตร
จัดแสดงวันที่ 13 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 ถึง 19.15 น. สถานที่ บริเวณริมทะเลสาบ สิงห์ปาร์ค เชียงราย ผู้จัดระบุว่าเป็นการแสดงแบบใกล้ชิดผู้ชม ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในช่วงเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่สิงห์ปาร์คซึ่งจัดระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2569

เมื่อคำว่าอนุรักษ์ไม่ใช่การเก็บไว้ แต่คือการทำให้คนอยากมองต่อ

โขนกลางแปลงปีที่ 6 ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย เดินเรื่องด้วยโจทย์ที่ร่วมสมัยกว่าที่หลายคนคาด คือโจทย์ความสัมพันธ์ ความรับผิดชอบ และการตัดสินใจในวันที่หน้าที่เดินสวนทางกับหัวใจ พร้อมกันนั้นยังเดินเรื่องอีกชั้นหนึ่งผ่านกระบวนการสืบทอดที่เห็นเป็นรูปธรรม จากครูโขนสู่เยาวชนกว่า 200 ชีวิต

ในโลกที่ความสนใจของผู้คนถูกแย่งชิงด้วยหน้าจอ การพาโขนออกมาอยู่กลางธรรมชาติ ใช้เทคนิคสมัยใหม่เป็นสะพาน และปล่อยให้ความงามของจารีตทำงานด้วยตัวเอง อาจเป็นคำตอบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุด ว่ามรดกที่ขึ้นทะเบียนแล้วจะยังคงมีชีวิตได้ ก็ต่อเมื่อยังมีคนดู ยังมีคนฝึก และยังมีคนเชื่อว่าเรื่องเล่าบนหน้ากากนั้นพูดกับชีวิตจริงของเราได้เสมอ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนโขนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ อยู่ในบัญชีรายชื่อ Representative List ระบุปีที่ขึ้นทะเบียน 2018
  • เทศกาล Singha Park International Balloon Fiesta 2026
  • Singha Park Chiang Rai
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ปั้น “เชียงแสนเมืองเดินได้” ยกระดับสงกรานต์ 3 แผ่นดิน สู่เทศกาลระดับโลก

อบจ.เชียงรายลงพื้นที่เชียงแสน สำรวจเส้นทางรถรางปักหมุด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ดันเมืองเก่าสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ 13–18 เม.ย. 2569

เชียงราย,10 กุมภาพันธ์ 2569 – เวลา 15.00 น. บ่ายแก่ของเชียงแสนในฤดูหนาวปลายทาง ความเงียบสงบของเมืองเก่าริมโขงยังคงมีอยู่เหมือนทุกวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “จังหวะ” ของเมืองที่กำลังถูกตั้งใจให้เดินหน้าอีกครั้ง ผ่านการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบยกระดับทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการจัดงานรื่นเริงตามฤดูกาล

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่อำเภอเชียงแสน นั่งรถรางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และตรวจความพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน 2569 โดยมีนางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสนให้การต้อนรับตามกำหนดการที่ระบุในข้อมูลแนบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่หลายจังหวัดแข่งขันกันสร้างปฏิทินท่องเที่ยวใหม่ แต่เชียงแสนมีต้นทุนพิเศษกว่าเมืองอื่น เพราะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ผู้คนยังใช้ชีวิตอยู่จริง ขณะที่โบราณสถานยังคงยืนอยู่เป็นฉากหลังของวันธรรมดา ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่ดึงนักท่องเที่ยวให้มา แต่ต้องทำให้การท่องเที่ยวเดินไปพร้อมการอนุรักษ์ และทำให้รายได้ลงถึงชุมชนโดยไม่ทำลายเสน่ห์เดิม

ลงพื้นที่แบบสำรวจจริง เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวเมืองเดินได้

ไฮไลต์ที่ระบุในข้อมูลแนบคือการนั่งรถรางท่องเที่ยว สัมผัสบรรยากาศวัดวาอารามโบราณและย่านเมืองเก่า เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวที่จะใช้รองรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ แนวคิดสำคัญคือ “เดินได้ทั้งเมือง” ลดการพึ่งพารถส่วนตัว และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น

ในเชิงนโยบาย การทำให้เมืองเก่า “เดินได้จริง” ไม่ใช่แค่การปิดถนนเป็นครั้งคราว แต่ต้องมีองค์ประกอบครบ ตั้งแต่ระบบขนส่งภายในเมือง การจัดการคน การดูแลความปลอดภัย ไปจนถึงการจัดวางกิจกรรมที่ไม่กระทบโบราณสถาน หากทำได้ เมืองจะไม่เป็นเพียงสถานที่เช็กอิน แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่คนอยากใช้เวลาอยู่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวคุณภาพที่หลายพื้นที่พยายามขับเคลื่อน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ขยายสงกรานต์จากงานสาดน้ำสู่เวทีวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง

งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำหนดจัด 13–18 เมษายน 2569 ถูกวางภาพให้เป็นเทศกาลที่เชื่อมโยง “รากเหง้าล้านนา” กับวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง โดยเนื้อหาในข้อมูลแนบระบุชุดกิจกรรมหลักไว้หลายส่วน ซึ่งสะท้อนแนวคิดการดึงวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

กิจกรรมที่ระบุเป็นแกนของงานประกอบด้วย

  • ขบวนแห่สงกรานต์ 3 แผ่นดิน ที่รวมการแสดงและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่ลุ่มน้ำโขง
  • การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เพื่อสะท้อนสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน
  • การจัดถนนสายน้ำและอุโมงค์น้ำความยาวกว่า 250 เมตรในบรรยากาศเมืองเก่า เพื่อเพิ่มมิติความร่วมสมัยให้เทศกาล

เมื่ออ่านรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ภาพรวมของงานไม่ได้ตั้งใจขาย “ความยิ่งใหญ่” เพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นพื้นที่กิจกรรม ซึ่งหากบริหารจัดการดี จะช่วยกระจายคนและรายได้ไปยังหลายจุด ลดความแออัด และเพิ่มโอกาสให้ร้านค้า ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงประโยชน์จากนักท่องเที่ยวได้จริง

เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายโตขึ้นจริง แต่โจทย์ใหม่คือทำให้เงินถึงชุมชนมากขึ้น

การขยับเมืองรองให้เป็นหมุดหมายหลัก มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า “คุ้มไหม” และ “เงินถึงใคร” คำตอบต้องใช้ตัวเลขพูด

ข้อมูลสื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวรายงานว่าเชียงรายมีรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรกในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเชิงนโยบายในการผลักดันเทศกาลให้ใหญ่ขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับงานข่าวเชิงลึก สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขรวมคือโครงสร้างรายได้ ว่านักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ที่จุดใด ใช้จ่ายกับใคร และธุรกิจฐานรากได้รับสัดส่วนมากน้อยเพียงใด

อีกด้านหนึ่ง สื่อกระแสหลักรายงานสถิตินักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายในปี 2568 ว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน โดยอ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตัวเลขผู้เยี่ยมเยือนระดับนี้สะท้อนว่าศักยภาพการรองรับมีอยู่ แต่การเพิ่มคุณค่าเชิงประสบการณ์คือสิ่งที่จะทำให้ “จำนวนคน” แปลงเป็น “รายได้ที่คุณภาพกว่า” และช่วยลดปัญหาท่องเที่ยวแบบเร่งรีบที่คนมาถ่ายรูปแล้วไปต่อ

ดังนั้น การจัดงานที่วางให้เดินได้ทั้งเมือง โดยมีรถรางเป็นเครื่องมือหนึ่ง จึงเป็นเหมือนการทดลองเชิงนโยบายว่าเชียงแสนจะเปลี่ยนจากเมืองที่ผู้คนแวะผ่าน ไปสู่เมืองที่คนตั้งใจอยู่ได้หรือไม่

ประเด็นความร่วมมือในพื้นที่ ทำงานร่วมหลายหน่วย ลดเสี่ยงกระทบโบราณสถาน

ข้อมูลแนบระบุรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่ ได้แก่ ปลัด อบจ. หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน ซึ่งชี้ว่าการจัดงานไม่ได้เป็นภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการระดับพื้นที่

ในทางปฏิบัติ เมืองเก่ามีข้อจำกัดมากกว่าเมืองจัดงานทั่วไป ตั้งแต่ระบบการจราจร พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงข้อควรระวังด้านโบราณสถาน หากการจัดงานทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน การกระทบโครงสร้างเก่า หรือเกิดความแออัดจนเกินขีดความสามารถ เมืองจะเสียมากกว่าได้

การที่คณะผู้บริหารลงพื้นที่สำรวจเส้นทางจริง จึงเป็นสัญญาณว่าผู้จัดต้องการเห็นปัญหาหน้างานก่อน และวางระบบรองรับล่วงหน้า มากกว่าคิดกิจกรรมจากห้องประชุมแล้วค่อยแก้ปัญหาภายหลัง

ความคาดหวังของชุมชนและคำถามที่ต้องตอบให้ได้

เทศกาลขนาดใหญ่ทำให้ความหวังของชุมชนสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ร้านค้าอยากขายได้เพิ่ม โฮมสเตย์อยากเต็ม ช่างฝีมืออยากมีพื้นที่โชว์ ขณะเดียวกันคนในพื้นที่ย่อมห่วงเรื่องขยะ เสียงดัง ความปลอดภัย และความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่วัดวาอาราม

คำถามที่ต้องถามต่อเพื่อการเฝ้าระวัง

  • ระบบคัดกรองและดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจะทำอย่างไรในเมืองที่มีตรอกซอกซอยจำนวนมาก
  • การจัดโซนกิจกรรมจะคุมเสียงและความหนาแน่นอย่างไรไม่ให้กระทบชุมชนและโบราณสถาน
  • มาตรการจัดการขยะ น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรในช่วงคนหนาแน่นจะเป็นแบบใด
  • การสื่อสารกับนักท่องเที่ยวให้เคารพพื้นที่ทางวัฒนธรรมจะถูกออกแบบอย่างไร

ข้อมูลแนบยังไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงมาตรการเหล่านี้ครบถ้วน จึงควรวางเป็น “ประเด็นติดตาม” หลังจากนี้ เพื่อทำให้ข่าวไม่จบแค่ความคึกคัก แต่มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบจริงที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญ

เมื่อเมืองเก่ามีชีวิตได้ เศรษฐกิจฐานรากจะเดินต่ออย่างไรหลังจบเทศกาล

คำถามสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ หลังวันที่ 18 เมษายน 2569 เมืองเชียงแสนจะเหลืออะไรไว้มากกว่าความทรงจำและภาพถ่าย

หากเส้นทางรถรางและแนวคิดเมืองเดินได้ถูกทำให้เป็นระบบถาวร เมืองจะสามารถต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตลอดปี และพาธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าการจัดงานเป็นเพียงจุดพีกปีละครั้ง เมืองอาจได้รายได้ระยะสั้นโดยไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

นี่คือเหตุผลที่การลงพื้นที่สำรวจเส้นทางและวางหมุดความพร้อมล่วงหน้า มีความหมายมากกว่าพิธีการ เพราะสะท้อนว่างานเทศกาลถูกใช้เป็น “คันโยก” เพื่อขยับเมืองทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมให้มีสีสัน

สรุปภาพรวม

การลงพื้นที่ของ อบจ.เชียงราย วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการส่งสัญญาณว่าเชียงแสนกำลังถูกยกขึ้นเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่จะจัด 13–18 เมษายน 2569

ประเด็นที่ควรจับตาต่อจากนี้คือรายละเอียดมาตรการดูแลโบราณสถาน ความปลอดภัย การจราจร การจัดการขยะ และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ว่างานจะพาเชียงแสนไปได้ไกลแค่ไหนในฐานะเมืองเก่าที่มีชีวิต ไม่ใช่เมืองเก่าที่มีไว้ให้มอง

สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว

  • สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 รายงานว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน อ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามรายงานข่าวเผยแพร่วันที่ 2 มกราคม 2569
  • ข้อมูลรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายที่ถูกสื่อรายงานว่าทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรก ถูกเผยแพร่ในสื่อท้องถิ่นออนไลน์และถูกใช้เป็นบริบทประกอบการผลักดันกิจกรรมท่องเที่ยว
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

พลังศรัทธาล้านนา! อบจ.เชียงราย ร่วมพิธีบวชป่า-สืบชะตาแม่น้ำ ปั้นเยาวชนรักษ์ธรรมชาติปี 2569

อบจ.เชียงราย ร่วมสืบสานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียว ปลุกพลังศรัทธาชุมชนคุ้มครองป่าต้นน้ำ สร้างแนวร่วมเยาวชนรักษ์ธรรมชาติ

เชียงราย, 6 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความท้าทายด้านทรัพยากรธรรมชาติที่หลายชุมชนต้องเผชิญ ทั้งแรงกดดันจากการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และความเสี่ยงต่อแหล่งน้ำต้นทุนของเกษตรกรรม พื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เลือกใช้วิธีที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังผ่านวัฒนธรรมและศรัทธา ด้วยพิธีบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียว ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงงานประเพณี หากเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของชุมชนในการปกป้องผืนป่าและสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานเปิดงานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำของกลุ่มผู้ใช้น้ำแม่น้ำเฮียว ณ ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย โดยกิจกรรมตั้งใจผสานพิธีกรรมทางศาสนาเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามวิถีล้านนา เพื่อสร้างความร่วมมือ ลดการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และย้ำความสำคัญของป่าต้นน้ำในฐานะหัวใจของความมั่นคงด้านน้ำในระดับชุมชน

พิธีกรรมที่ทำหน้าที่เป็นกติกาสังคมของชุมชน

สาระสำคัญของงานอยู่ที่พิธีบวชป่าและพิธีสืบชะตาแม่น้ำ ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่สังคมล้านนาใช้มายาวนานเพื่อยกระดับธรรมชาติให้เป็นสิ่งที่ต้องเคารพและระมัดระวัง ในพิธีบวชป่า ชุมชนใช้การนำผ้าเหลืองห่มต้นไม้ใหญ่เป็นสัญลักษณ์ทางใจให้ผืนป่าเป็นพื้นที่ที่ไม่ควรถูกแตะต้องง่าย ๆ คล้ายการสร้างเขตอภัยทานทางสังคมที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานศึกษาด้านพิธีกรรมและการอนุรักษ์ที่ชี้ว่า การห่มผ้าเหลืองต้นไม้และการทำพิธีเชิงพุทธถูกใช้เป็นเครื่องมือทางสังคมเพื่อยับยั้งการตัดไม้และทำให้ชุมชนเกิดบรรทัดฐานร่วมในการคุ้มครองป่า

ขณะที่พิธีสืบชะตาแม่น้ำเป็นการขอขมาและแสดงความกตัญญูต่อสายน้ำ รวมถึงการบูชาผู้คุ้มครองตามความเชื่อ เพื่อให้คนในพื้นที่ตระหนักว่าแม่น้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากรที่หยิบใช้ได้ไม่จำกัด แต่เป็นสิ่งมีคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิตในทุกมิติ เอกสารท้องถิ่นเกี่ยวกับพิธีสืบชะตาในบริบทล้านนาอธิบายบทบาทพิธีกรรมในฐานะการเชื่อมความสัมพันธ์คนกับสายน้ำและสร้างความตระหนักเรื่องการดูแลแหล่งน้ำร่วมกัน

นัยสำคัญของพิธีกรรมทั้งสองจึงไม่ใช่เพียงความศักดิ์สิทธิ์ หากคือการสร้างกติกาทางสังคมแบบนุ่มนวลที่ชุมชนยอมรับด้วยความเชื่อและความผูกพัน เป็นการลดแรงปะทะระหว่างมาตรการบังคับใช้กับชีวิตจริง และทำให้การอนุรักษ์มีเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง

แม่น้ำเฮียวกับป่าต้นน้ำ เมื่อธรรมชาติคือความมั่นคงของปากท้อง

ในพื้นที่ชนบทจำนวนมาก ป่าต้นน้ำและแม่น้ำไม่ได้หมายถึงความงามเชิงทิวทัศน์เท่านั้น แต่เป็นระบบสนับสนุนชีวิต ตั้งแต่การเกษตร น้ำอุปโภคบริโภค ไปจนถึงการรักษาสมดุลระบบนิเวศ เมื่อป่าถูกทำลาย น้ำย่อมแปรปรวน ทั้งปริมาณและคุณภาพ และสุดท้ายจะย้อนกลับมาที่ต้นทุนครัวเรือน

การจัดพิธีบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียวจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า ชุมชนกำลังลงทุนกับความมั่นคงระยะยาวของตนเอง ผ่านวิธีที่คนส่วนใหญ่เข้าใจร่วมกัน การวางเรื่องนี้ในบริบทสถิติป่าไม้ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น โดยข้อมูลกรมป่าไม้ระบุว่าในปี 2564 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ารวม 102,212,434.37 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.59 ของพื้นที่ประเทศ ขณะที่จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ป่า 2,845,312.24 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 39.58 ของพื้นที่จังหวัด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเชียงรายเป็นจังหวัดที่ยังมีฐานทรัพยากรป่าไม้ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายพื้นที่ แต่การมีฐานทรัพยากรไม่เท่ากับความปลอดภัย หากไม่มีกลไกชุมชนช่วยดูแลและกำกับพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน การอนุรักษ์จึงต้องไม่หยุดอยู่แค่โครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องกลายเป็นวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกับป่าและน้ำ

เยาวชนร่วมพิธี ไม่ใช่ผู้ชม แต่เป็นผู้สืบทอดการเฝ้าระวัง

อีกมิติที่ถูกเน้นจากข้อมูลแนบคือการเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการเข้าร่วมพิธี การรับฟังเรื่องเล่าภูมิปัญญาท้องถิ่น และการถ่ายทอดความรู้จากผู้นำชุมชนและผู้เฒ่าผู้แก่ จุดนี้ทำให้กิจกรรมไม่เป็นเพียงงานประเพณีรายปี แต่เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจคุณค่าของทรัพยากรในพื้นที่จริงของตนเอง

ในทางปฏิบัติ การสร้างเยาวชนให้เห็นความหมายของป่าต้นน้ำและแม่น้ำตั้งแต่วัยเด็ก ช่วยเพิ่มโอกาสให้ชุมชนมีเครือข่ายเฝ้าระวังระยะยาว และทำให้การอนุรักษ์ไม่ขาดตอนเมื่อคนรุ่นผู้รู้ลดลงตามเวลา ที่สำคัญคือเยาวชนไม่ได้ถูกวางบทบาทเป็นเพียงผู้รับฟัง หากถูกชวนให้เป็นแนวร่วม ช่วยสืบต่อการดูแลทรัพยากรซึ่งเป็นสมบัติร่วมของชุมชน

บทบาทของ อบจ. กับการสนับสนุนการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วม

ในภาพรวม บทบาทของ อบจ.เชียงรายจากข้อมูลแนบคือการเข้ามาหนุนเสริมกิจกรรมชุมชนในพื้นที่จริง โดยการมอบหมายผู้บริหารเข้าร่วมและเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งมีนัยว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัดให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ที่ใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง และมองพิธีกรรมเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วม ไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์หรือพิธีการที่แยกจากการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การสนับสนุนมีผลจริงในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรและการพัฒนาชุมชนมักชี้ว่า พิธีกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากไม่ต่อยอดด้วยมาตรการทางสังคมและการจัดการพื้นที่ เช่น กติกาชุมชนเรื่องการใช้ป่า การดูแลต้นน้ำ การลดขยะและของเสียลงลำน้ำ รวมถึงการประสานกับหน่วยงานรัฐด้านป่าไม้และน้ำให้มีระบบติดตามผล สิ่งนี้ไม่ใช่ข้อด้อยของพิธีกรรม แต่เป็นเงื่อนไขของความยั่งยืนในโลกจริงที่ต้องพึ่งทั้งศรัทธาและการบริหารจัดการร่วมกัน

เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ไกลตัว พิธีกรรมจึงทำหน้าที่เป็นสะพาน

สารที่งานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียวส่งถึงสังคมในวงกว้างคือ ปัญหาทรัพยากรไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยโครงการใหญ่เสมอไป บางครั้งการเริ่มจากความเชื่อร่วมที่คนยอมรับ สามารถเปิดประตูให้เกิดความร่วมมือที่แข็งแรงกว่าเครื่องมือทางกฎหมายในบางสถานการณ์ เพราะศรัทธาเป็นพลังที่ทำให้คนยอมเสียสละเพื่อสิ่งที่มองไม่เห็นทันที

เมื่อมองให้ลึกลงไป พิธีกรรมคือภาษาเดียวกันของชุมชน เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ไม่ต้องใช้ศัพท์เทคนิคก็เข้าใจได้ และทำให้คนธรรมดารู้สึกว่าเขามีส่วนรับผิดชอบต่อทรัพยากรที่ใช้ร่วมกัน นี่คือการอนุรักษ์แบบที่ไม่แยกคนออกจากธรรมชาติ แต่เชื่อมให้กลับมาเห็นว่า ทุกหยดน้ำและทุกต้นไม้มีผลต่อความมั่นคงของครอบครัว

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีเพื่อรักษาป่าต้นน้ำและสายน้ำของชุมชน

หนึ่ง หลีกเลี่ยงการทิ้งขยะและของเสียลงแหล่งน้ำ และร่วมกันจัดจุดทิ้งขยะที่ไม่ไหลลงลำน้ำ
สอง ร่วมทำกติกาชุมชนเรื่องการใช้พื้นที่ป่า เช่น งดตัดไม้ใหญ่ในพื้นที่ต้นน้ำ และช่วยกันแจ้งเหตุเมื่อพบการบุกรุก
สาม สนับสนุนกิจกรรมเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ให้มีพื้นที่ทำงานอาสาและกิจกรรมเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
สี่ ประสานหน่วยงานท้องถิ่นเมื่อพบปัญหาน้ำขุ่น น้ำเสีย หรือการทำกิจกรรมเสี่ยงต่อป่าต้นน้ำ เพื่อให้มีการตรวจสอบและแก้ไขทันเวลา

บทสรุป

งานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียวในอำเภอเวียงป่าเป้าเป็นภาพสะท้อนว่า การอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความขัดแย้ง แต่เริ่มจากความเชื่อร่วมและความรักในถิ่นฐานได้ เมื่อ อบจ.เชียงรายเข้ามาหนุนเสริมบทบาทของชุมชน พิธีกรรมจึงกลายเป็นเวทีรวมพลังของคนทุกวัย โดยเฉพาะเยาวชนที่ถูกชวนให้เป็นผู้สืบทอดการดูแลป่าต้นน้ำและสายน้ำ

ในวันที่โลกเผชิญความผันผวนด้านทรัพยากร ความมั่นคงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องชายแดนหรือเศรษฐกิจ แต่คือความมั่นคงของน้ำและป่าที่อยู่หน้าบ้าน เมื่อชุมชนลุกขึ้นมาห่มผ้าเหลืองให้ต้นไม้และขอขมาต่อสายน้ำ ความหมายที่แท้จริงจึงไม่ใช่พิธีการ หากคือคำมั่นว่าทรัพยากรธรรมชาติจะถูกส่งต่ออย่างสมศักดิ์ศรีให้คนรุ่นถัดไป

 

สถิติ

  • ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ารวม 102,212,434.37 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.59 ของพื้นที่ประเทศ ข้อมูลปี 2564
  • จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ป่า 2,845,312.24 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 39.58 ของพื้นที่จังหวัด ข้อมูลปี 2564
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมป่าไม้ ตารางพื้นที่ป่าของประเทศไทย ปี 2516 ถึง 2564 และตารางพื้นที่ป่าแยกรายจังหวัด ปี 2564 ซึ่งระบุพื้นที่ป่ารวมของประเทศ ร้อยละของพื้นที่ประเทศ และพื้นที่ป่าของจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายเตรียมพื้นที่ฝูงบิน 416 ตั้งพระเมรุมาศจำลอง รับพิธีถวายดอกไม้จันทน์ส่วนภูมิภาคอย่างสมพระเกียรติ

เชียงรายปักหมุดสนามบินเก่า ฝูงบิน 416 เตรียมตั้งพระเมรุมาศจำลอง รับพิธีถวายดอกไม้จันทน์ส่วนภูมิภาค น้อมรำลึกสมเด็จแม่แห่งแผ่นดิน

เชียงราย, 5 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางห้วงอารมณ์โศกอาลัยที่ปกคลุมไปทั่วประเทศ เสียงระฆังแห่งความทรงจำดังขึ้นอีกครั้งในเมืองเหนือ เมื่อจังหวัดเชียงรายเร่งขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาคอย่างสมพระเกียรติ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยที่ประชุมระดับจังหวัดมีแนวโน้มเลือกพื้นที่สนามบินเก่า ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ เป็นจุดตั้งพระเมรุมาศจำลองของจังหวัดและของอำเภอเมือง ด้วยเหตุผลด้านศักยภาพพื้นที่ การบริหารจราจร และความปลอดภัย ตลอดจนความเป็นสถานที่เชิงสัญลักษณ์ที่ผูกโยงกับประวัติศาสตร์ของเชียงราย

ภาพรวมของการขับเคลื่อนครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวทางส่วนกลางของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมกำชับให้ทุกจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ และแบ่งงานเป็นคณะทำงานด้านพิธีการ ด้านสถานที่ ด้านความปลอดภัยและจราจร รวมถึงด้านประชาสัมพันธ์ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ตามข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ที่ระบุถึงแนวทางการคัดเลือกสถานที่สำคัญของจังหวัดและอำเภอ เช่น วัดประจำจังหวัดหรือสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ และสามารถรองรับประชาชนได้เพียงพอสำหรับการตั้งพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ในพื้นที่ต่าง ๆ

เริ่มจากห้องประชุมศาลากลาง สู่การตัดสินใจที่ต้องคิดถึงคนทั้งจังหวัด

ตามข้อมูลที่จังหวัดเชียงรายสรุปจากการประชุมเตรียมงานเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมจอมกิตติ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาสถานที่ตั้งพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ของอำเภอเมือง พร้อมมอบหมายให้อำเภออื่น ๆ เร่งคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในระดับอำเภอ และรวบรวมข้อมูลส่งส่วนกลางภายในกรอบเวลาที่กำหนด

สำหรับเชียงราย การเลือกสนามบินเก่า ฝูงบิน 416 ถูกมองว่าเป็นคำตอบที่เชื่อมได้ทั้งเหตุผลเชิงบริหารและความหมายทางสังคม เพราะเป็นพื้นที่โล่งกว้างใจกลางเมือง มีโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อได้หลายทิศทาง และมีเงื่อนไขด้านความปลอดภัยที่สามารถวางมาตรการร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่แคบหรือแออัด

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญของการเลือกสถานที่ไม่ได้อยู่แค่เรื่องความสะดวก หากยังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของเชียงรายในฐานะจังหวัดปลายแดนและเมืองพหุวัฒนธรรม การจัดพื้นที่ต้องรองรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่สูง นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนจาก 18 อำเภอที่อาจต้องเดินทางเข้ามาร่วมพิธีในช่วงเวลาเดียวกัน การจัดการจึงต้องละเอียดรอบคอบทั้งการจราจร การจัดแถว การบริการสาธารณสุข และการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจขั้นตอนอย่างถูกต้องและไม่สับสน

เมื่อกระทรวงมหาดไทยย้ำมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ งานพื้นที่จึงต้องเดินคู่กับราชประเพณี

แนวทางส่วนกลางที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเผยแพร่วันที่ 31 มกราคม 2569 ได้สะท้อนสารสำคัญ 2 ชั้น ชั้นแรกคือการยืนยันบทบาทของมหาดไทยในการเป็นแกนกลางจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาค ชั้นที่สองคือการกำหนดกรอบปฏิบัติให้จังหวัดคัดเลือกสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์และรองรับประชาชนได้เพียงพอ พร้อมตั้งคณะทำงานหลายฝ่ายตามภารกิจ

กรอบดังกล่าวทำให้การเตรียมงานของเชียงรายต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่างความยืดหยุ่นตามบริบทพื้นที่ กับความเคร่งครัดของพิธีการที่ยึดตามราชประเพณี การจัดสถานที่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้านทัศนียภาพ ความสงบเรียบร้อย ความเป็นระเบียบ การแต่งกายและกิริยามารยาท ตลอดจนการอธิบายขั้นตอนให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง

รอยต่อของความทรงจำ เมื่อสนามบินเก่าเคยเป็นพื้นที่พิธีการสำคัญในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

การเลือกสนามบินเก่า ฝูงบิน 416 ยังชวนให้ย้อนมองบทเรียนจากอดีต ในเหตุการณ์พระราชพิธีสำคัญของชาติที่จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาคพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งในปี 2560 สื่อหลายสำนักรายงานว่าหลายจังหวัดเลือกพื้นที่ขนาดใหญ่และเป็นจุดศูนย์กลางเมืองเพื่อรองรับประชาชนจำนวนมาก โดยเชียงรายมีการกล่าวถึงพื้นที่สนามบินเก่าเป็นหนึ่งในจุดตั้งพระเมรุมาศจำลองในช่วงเวลานั้นด้วย

บทเรียนสำคัญจากอดีตจึงไม่ใช่เพียงการเลือกพื้นที่ แต่รวมถึงการออกแบบการไหลของคนตั้งแต่ทางเข้า จุดคัดกรอง จุดพักคอย จุดถวายดอกไม้จันทน์ ไปจนถึงทางออก การจัดน้ำดื่ม ห้องสุขา จุดปฐมพยาบาล และการจัดรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ดูเล็ก แต่เป็นตัวชี้คุณภาพของการจัดงานที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

ปมท้าทายของเชียงราย ความหลากหลายของผู้ร่วมพิธี และการสื่อสารที่ต้องเข้าถึงทุกคน

เชียงรายมีโครงสร้างประชากรที่มีความหลากหลาย ทั้งชุมชนเมือง ชุมชนชนบท กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง และชาวต่างชาติที่พำนักหรือท่องเที่ยวในจังหวัด การเตรียมงานจึงต้องตอบโจทย์มากกว่าการประกาศกำหนดการทั่วไป

ในเชิงปฏิบัติ การประชาสัมพันธ์ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจตรงกันในประเด็นสำคัญ เช่น การแต่งกายสุภาพ การปฏิบัติตนในพิธี การเดินตามลำดับขั้น การป้องกันความแออัด และการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ หากการสื่อสารไม่ดีพอ ความตั้งใจที่จะให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความอาลัยอย่างพร้อมเพรียง อาจกลายเป็นความสับสนที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยได้

โจทย์นี้ยิ่งชัดเมื่อพิจารณาการเดินทางของกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่สูงที่อาจต้องใช้เวลานานในการเข้ามายังจุดจัดพิธี และบางส่วนอาจไม่ถนัดภาษาไทยกลางหรือไม่คุ้นเคยขั้นตอนพิธีการระดับชาติ การจัดจุดให้ข้อมูลหลายภาษา หรือการมีอาสาสมัครช่วยแนะนำ จึงเป็นองค์ประกอบที่สอดคล้องกับสภาพจริงของเชียงรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อยู่ที่การทำงานร่วมกันของทุกหน่วย และการเตรียมพร้อมเชิงระบบ

ทิศทางของกระทรวงมหาดไทยที่ให้จังหวัดตั้งคณะทำงานหลายฝ่าย เป็นภาพสะท้อนว่า พิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาคไม่ใช่งานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นงานระบบที่ต้องประสานกันตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข ตำรวจ ทหาร หน่วยงานจราจร หน่วยงานการศึกษา ไปจนถึงภาคประชาสังคม

สำหรับเชียงราย การทำงานร่วมกันมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่สนามบินเก่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านความมั่นคงโดยตรง การวางมาตรการรักษาความปลอดภัยจึงต้องสมดุลกับการอำนวยความสะดวกประชาชน ให้เข้าถึงพิธีได้อย่างสงบและไม่เกิดความกังวล อีกด้านหนึ่ง การเตรียมฝ่ายสถานที่ต้องคำนึงถึงงานศิลปกรรมประกอบพิธีให้ถูกต้องตามแบบแผน และกลมกลืนกับอัตลักษณ์ล้านนา เพื่อให้พื้นที่พิธีการสะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมท้องถิ่นภายใต้กรอบราชประเพณีเดียวกัน

ความหมายที่มากกว่าพิธีการ เมื่อพื้นที่กลางเมืองกลายเป็นพื้นที่ของความกตัญญู

สำหรับประชาชนทั่วไป คำว่า พระเมรุมาศจำลอง อาจถูกมองเป็นเพียงโครงสร้างพิธีการ แต่ในมุมของสังคม พื้นที่ดังกล่าวทำหน้าที่เป็น “ที่ยึดเหนี่ยวร่วม” ให้คนที่แตกต่างกันได้มาพบกันภายใต้ความรู้สึกเดียวกัน ความอาลัย และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีความหลากหลายสูงอย่างเชียงราย การเปิดพื้นที่กลางเมืองให้ทุกคนเข้าถึงได้เท่าเทียม จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่า “ความโศกอาลัยครั้งนี้เป็นของทุกคน” ไม่ว่าผู้อยู่พื้นราบหรือบนดอย ไม่ว่าคนเกิดในจังหวัดหรือคนที่มาทำงานและตั้งรกรากใหม่ในเมืองแห่งนี้

งานใหญ่ที่วัดจากความสงบเรียบร้อย และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การเตรียมตั้งพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ในจังหวัดเชียงราย กำลังเดินหน้าอยู่บนหลักคิดสองประการที่ต้องไปด้วยกัน คือความสมพระเกียรติ และการเข้าถึงของประชาชน หากเชียงรายทำให้พิธีการเป็นระเบียบ สงบ ปลอดภัย และไม่ทิ้งกลุ่มเปราะบางไว้ข้างหลัง งานครั้งนี้จะไม่เป็นเพียงเหตุการณ์ในปฏิทินราชการ แต่จะเป็นบทบันทึกทางสังคมว่า เมืองชายแดนที่มีความหลากหลายสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งได้ในวันที่หัวใจทั้งจังหวัดก้มลงพร้อมกัน

ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังประคองความรู้สึกของผู้คนให้ผ่านความสูญเสียไปอย่างสง่างาม รายละเอียดเล็ก ๆ เช่น ป้ายแนะนำที่ชัดเจน ทางลาดสำหรับรถเข็น จุดพักคอยผู้สูงอายุ การจัดรถรับส่ง และการสื่อสารหลายภาษา อาจกลายเป็นตัวแทนของคำว่า “สมพระเกียรติ” ในความหมายที่ประชาชนสัมผัสได้จริงที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงมหาดไทย ข้อมูลแนวทางการเตรียมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ส่วนภูมิภาค เผยแพร่วันที่ 31 มกราคม 2569 โดยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์
  • ข้อมูลเชิงบริบทจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับบทเรียนการจัดพระเมรุมาศจำลองในพื้นที่สนามบินเก่าเชียงรายในพระราชพิธีสำคัญของชาติปี 2560
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ยกระดับสงกรานต์เชียงราย 2569 อัดฉีดนวัตกรรม Water Tower และอุโมงค์น้ำยักษ์ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เชียงราย” ปั้น “เชียงแสน” สู่ศูนย์กลางวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ดัน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” พลิกโฉมเมืองเก่า 700 ปี ด้วย Soft Power และนวัตกรรม

เชียงราย, 30 มกราคม 2569 – ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ดุเดือดในภูมิภาคอาเซียน จังหวัดเชียงรายได้ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในการยกระดับประเพณีท้องถิ่นสู่สากล โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ม่วนอก ม่วนใจ๋ สงกรานต์ Soft Power เชียงราย” อย่างเป็นทางการ ภายใต้กิจกรรมเรือธง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 ณ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย การประกาศความพร้อมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมรื่นเริง แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงวิสัยทัศน์ใหม่ของจังหวัดเชียงราย ที่มุ่งเน้นการผสาน “รากเหง้าทางวัฒนธรรม” เข้ากับ “นวัตกรรมความบันเทิงสมัยใหม่” เพื่อแก้ไขปัญหา Pain Point ของการท่องเที่ยว และวางรากฐานเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

เปิดม่านวิสัยทัศน์ จากเมืองทางผ่านสู่ “หมุดหมาย” ระดับโลก

บรรยากาศภายในงานแถลงข่าวเมื่อเวลา 17.00 น. ณ จังหวัดเชียงราย เต็มไปด้วยความคึกคักและพลังของความร่วมมือ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ประธานในพิธี ได้กล่าวเปิดเผยมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากนโยบายหลักที่ต้องการขับเคลื่อนให้ “เชียงราย เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกเดือน และทุกอำเภอ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกพื้นที่ “อำเภอเชียงแสน” เป็นพื้นที่นำร่องในการจัดงานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการวิเคราะห์ต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน

นางอทิตาธร ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยสภาพภูมิประเทศที่รายล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำ รวมถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว แต่โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการทำงานของ อบจ.เชียงราย คือการทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจ “ปักหมุด” มาที่เชียงรายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แทนที่จะเลือกเดินทางไปยังจังหวัดใหญ่อื่น ๆ ดังนั้น แนวคิดในการนำ “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” มาผสมผสานกับความงดงามของศิลปวัฒนธรรม จึงถูกนำมาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการไขโจทย์นี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างและหาไม่ได้จากที่อื่น

ยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย

แก้ Pain Point การท่องเที่ยว เมื่อ “คำถาม” นำมาสู่ “คำตอบ”

ในเวทีเสวนา นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ได้สะท้อนมุมมองทางการตลาดที่น่าสนใจ โดยหยิบยกประเด็นปัญหา หรือ Pain Point ของการท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงสงกรานต์ขึ้นมาวิเคราะห์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ระบุว่า ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวและบริษัทนำเที่ยวทั้งในและต่างประเทศมักจะมีคำถามเสมอว่า “สงกรานต์ที่เชียงราย มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์?” หรือมีกิจกรรมใดที่เป็นไฮไลต์สำคัญที่แตกต่างจากที่อื่น การขาด Signature Event ที่ชัดเจนทำให้เชียงรายเสียโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่

นางสาวยุรีพรรณ กล่าวเสริมว่า การจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ในปีนี้ ถือเป็นการตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะการสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การมาชมสถานที่สวยงามแล้วถ่ายรูปกลับไป หรือที่เรียกว่า “See Sand Sun” อีกต่อไป แต่พวกเขามองหา “Experience-based Tourism” หรือการท่องเที่ยวเน้นประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง นักท่องเที่ยวต้องการมีส่วนร่วม สัมผัส และซึมซับบรรยากาศด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นทิวทัศน์ริมโขง การได้ยินเสียงธรรมชาติ การสูดอากาศบริสุทธิ์ การลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น และการสัมผัสความอบอุ่นทางใจจากการต้อนรับของเจ้าบ้าน

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจเชียงราย

โมเดล “Walkable City” เนรมิตเมืองเก่าให้มีชีวิตและเดินได้จริง

หนึ่งในไฮไลต์ที่ถูกจับตามองที่สุดของการจัดงานครั้งนี้ คือแนวคิดการปรับเปลี่ยนพื้นที่อำเภอเชียงแสนให้กลายเป็น “เมืองเดินได้” (Walkable City) นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ขยายความถึงแนวคิดนี้ว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่นิยมการเดินท่องเที่ยวในเมืองที่มีบรรยากาศดีและปลอดภัย อบจ.เชียงราย จึงได้วางแผนเนรมิตพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและเขตเมืองเก่า ให้กลายเป็นถนนคนเดินที่มีกิจกรรมรายล้อมตลอดเส้นทาง

องค์ประกอบสำคัญที่จะเปลี่ยนเชียงแสนให้เป็น Walkable City ที่สมบูรณ์แบบ ประกอบด้วยการแบ่งโซนกิจกรรมที่ผสมผสานระหว่างความทันสมัยและประเพณีดั้งเดิม ได้แก่

  1. อุโมงค์น้ำยักษ์ (Giant Water Tunnel) เพื่อสร้างความชุ่มฉ่ำและสนุกสนานให้กับผู้มาร่วมงานตลอดเส้นทางเดินเลียบแม่น้ำโขง จะมีการติดตั้งอุโมงค์น้ำที่มีความยาวกว่า 250 ถึง 300 เมตร ซึ่งถือเป็นอุโมงค์น้ำที่มีขนาดใหญ่และยาวที่สุดแห่งหนึ่ง สร้างบรรยากาศความรื่นเริงที่ไม่ขาดตอน
  2. หอคอยน้ำ (Water Tower) นวัตกรรมไฮไลต์ของงาน คือหอคอยน้ำความสูง 5 ชั้น ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ หอคอยนี้ไม่ได้ตั้งตระหง่านเพียงเพื่อความสวยงาม แต่สามารถสเปรย์น้ำออกมาสร้างความสนุกสนานให้กับประชาชนโดยรอบ และในยามค่ำคืน หอคอยนี้จะถูกประดับตกแต่งด้วยแสงสีเสียง (Light & Sound) สร้างความตื่นตาตื่นใจและเป็นจุดดึงดูดสายตาจากทั้งสองฝั่งโขง
  3. Landmark “น้องน้ำโขง” เพื่อสร้างการจดจำและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ได้สร้างสรรค์มาสคอต “น้องน้ำโขง” ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสายน้ำและความสุขของเชียงราย คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือนและเป็นจุดเช็กอินสำหรับถ่ายภาพที่ระลึก

เปิดหน้าประวัติศาสตร์ เชียงแสน ศูนย์กลางอารยธรรมนับล้านปี

นอกเหนือจากความสนุกสนานในรูปแบบสมัยใหม่แล้ว มิติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมถือเป็น “Soft Power” ที่แท้จริงของงานนี้ นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในระหว่างการเสวนา โดยฉายภาพให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเชียงแสนในอดีต ท่านรองผู้ว่าฯ ระบุว่า แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติที่มีความยาวกว่า 4,909 กิโลเมตร ไหลผ่าน 7 ประเทศ แต่จุดที่เป็น “หัวใจ” หรือศูนย์รวมของวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงนั้น อยู่ที่ “เชียงแสน” แห่งนี้

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งซึ่งนายรุจติศักดิ์ได้นำเสนอ คือการที่เชียงแสนเคยเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอาณาจักรโบราณถึง 3 อาณาจักร ได้แก่

  • อาณาจักรสุวรรณโคมคำ ตามตำนานระบุว่ามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยาวนาน มีกษัตริย์ปกครองติดต่อกันถึง 83,503 พระองค์ ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานนับล้านปี
  • อาณาจักรโยนกนาคพันธุ์ มีกษัตริย์ปกครอง 46 พระองค์ กินระยะเวลากว่า 1,300 ปี
  • อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง มีกษัตริย์ 25 พระองค์ โดยพระองค์ที่ 25 คือ “พญาเม็งรายมหาราช” ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงรายและอาณาจักรล้านนาในเวลาต่อมา

ประวัติศาสตร์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าในตำนาน แต่เป็นรากฐานที่หล่อหลอมให้เชียงรายมีกลุ่มชาติพันธุ์มากถึง 30 กลุ่ม ซึ่งถือว่ามากที่สุดในลุ่มน้ำโขง การที่กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขภายใต้ความแตกต่างทางความเชื่อและศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม และการนับถือผี ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาได้ยาก และเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่จังหวัดเชียงรายนำมาต่อยอดเป็น Soft Power ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

กำหนดการแห่งความสุข จากความมันส์สู่ความศรัทธา

เพื่อให้การจัดงานตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบความสนุกสนาน และกลุ่มครอบครัวที่เน้นวัฒนธรรม คณะผู้จัดงานได้วางกำหนดการกิจกรรมไว้อย่างลงตัวตลอด 6 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 โดยแบ่งช่วงเวลาไฮไลต์ดังนี้

ช่วงที่ 1 พลังความสนุกและแสงสี (13 – 15 เมษายน) ในช่วง 3 วันแรก พื้นที่จัดงานจะเน้นกิจกรรมรื่นเริงและการแสดงคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ในทุกค่ำคืน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศความสนุกสนานริมแม่น้ำโขง ควบคู่ไปกับการเล่นน้ำผ่านอุโมงค์น้ำและหอคอยน้ำที่เป็นนวัตกรรมใหม่

ช่วงที่ 2 รากเหง้าแห่งศรัทธาและวัฒนธรรม (16 – 18 เมษายน) หลังจากผ่านช่วงความสนุกสุดเหวี่ยง กิจกรรมจะปรับเข้าสู่โหมดประเพณีล้านนาอันงดงาม เพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในวันปีใหม่เมือง ได้แก่

  • ขบวนแห่สงกรานต์ 3 แผ่นดิน ขบวนแห่ที่รวบรวมศิลปวัฒนธรรมจาก ไทย ลาว และเมียนมา มาแสดงร่วมกัน สะท้อนมิตรภาพไร้พรมแดน
  • การแห่พระแวดเมือง พิธีอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่ไปรอบเมืองเชียงแสน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสรงน้ำพระ
  • การตักบาตร 3 แผ่นดิน กิจกรรมทำบุญตักบาตรเช้าตรู่ ที่เชื่อมโยงพุทธศาสนิกชนจากทั้งสามประเทศ
  • การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เวทีประชันความงามที่ไม่ได้วัดกันแค่รูปลักษณ์ แต่เน้นการนำเสนออัตลักษณ์การแต่งกายและวัฒนธรรมของสาวงามจากลุ่มน้ำโขง
  • การแข่งขันเรือพาย กิจกรรมดั้งเดิมที่ขาดไม่ได้สำหรับเมืองริมน้ำ สะท้อนวิถีชีวิตความผูกพันกับสายน้ำโขง
ชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน

พลังท้องถิ่น เมื่อชุมชนคือเจ้าของงานตัวจริง

ความสำเร็จของงานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ “คนในพื้นที่” นายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน ได้กล่าวถึงความพร้อมของภาคประชาชนและชุมชน โดยยืนยันว่าชาวเชียงแสนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในทุกมิติ โดยเฉพาะการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมผ่านขบวนแห่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ม้ง เมี่ยน เย้า และไทยวน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

ด้านการบริหารจัดการเมือง นายอำเภอเชียงแสนระบุว่า เชียงแสนมีความได้เปรียบด้านผังเมืองที่บรรพบุรุษวางไว้อย่างดีเยี่ยม ทำให้การจัดการจราจรในช่วงเทศกาลที่มีคนหนาแน่นสามารถทำได้คล่องตัว โดยสามารถระบายรถออกสู่ถนนบายพาส (Bypass) ด้านนอกได้ เพื่อลดความแออัดในพื้นที่จัดงาน นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือด้านความปลอดภัย โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรเชียงแสน ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความมั่นใจในสวัสดิภาพและทรัพย์สินของผู้มาเยือน

เกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีเวียงเชียงแสน

างเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีเวียงเชียงแสน ในฐานะเจ้าของพื้นที่จัดงานหลัก ได้กล่าวเสริมด้วยความภาคภูมิใจว่า ปัจจุบันเมืองเชียงแสนได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จากเมืองโบราณสถาน (Ancient Ruins) มาเป็น “เมืองที่มีชีวิต” (Living City) ประชาชนในพื้นที่ยังคงสืบทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่น การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ชาวเชียงแสนจะได้เปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาสัมผัสความงดงามของการตกแต่งเมืองทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งเป็นการ “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” ให้กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

กระจายรายได้สู่ฐานราก เที่ยวหนึ่งงาน เชื่อมโยงทุกตำบล

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ อบจ.เชียงราย ไม่ใช่เพียงแค่การจัดอีเวนต์ที่จบแล้วผ่านไป แต่คือการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง นางอทิตาธร นายก อบจ.เชียงราย เปิดเผยถึงแผนการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว (Tourism Connectivity) ว่า งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน จะทำหน้าที่เป็น “ฮับ” (Hub) ที่กระจายนักท่องเที่ยวออกไปยังตำบลต่าง ๆ ในอำเภอเชียงแสนและพื้นที่ใกล้เคียง

อบจ.เชียงราย ได้จัดทำแผนที่และแผนผังการท่องเที่ยว (Tourist Map) เพื่อแจกจ่ายและประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบถึงแหล่งท่องเที่ยว Unseen ที่น่าสนใจ โดยมีการจัดเตรียมจุดจอดรถและระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถราง และรถสกายแลป (Sky Lab) ซึ่งเป็นพาหนะเอกลักษณ์ของเชียงแสน ไว้คอยบริการรับ-ส่งนักท่องเที่ยวไปยังจุดต่าง ๆ อาทิ

  • ตำบลโยนก เป็นที่ตั้งของ “ทะเลสาบเชียงแสน” และ “เกาะนก” ซึ่งในช่วงฤดูกาลดังกล่าวจะมีนกนานาพันธุ์นับหมื่นตัวอพยพมาอาศัย เหมาะแก่การดูนกและชมธรรมชาติ
  • ตำบลแม่เงิน เป็นที่ประดิษฐานของ “พญาอนันตนาคราช” ณ วัดป่าศพยาบ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวสายมูเตลู ที่เดินทางมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล
  • ตำบลเวียง นอกจากกิจกรรมหลักแล้ว ยังมี “วัดพระธาตุผาเงา” ที่มีสกายวอล์ก (Sky Walk) ให้ขึ้นไปชมทัศนียภาพ 3 แผ่นดินในมุมสูงได้อย่างงดงาม
  • ดอยสะโง้ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวเขา ที่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และวิถีชุมชน

การวางแผนเชื่อมโยงเช่นนี้ จะทำให้สินค้า OTOP อาหารพื้นถิ่น และบริการที่พัก โฮมสเตย์ ของชาวบ้านในตำบลรอบนอก ได้รับอานิสงส์จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยว เกิดการกระจายรายได้ที่แท้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตเมือง

รุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญสู่อนาคต

นอกเหนือจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ปัจจัยพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะรองรับการเติบโตในระยะยาว นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เปิดเผยข้อมูลตัวเลขการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของเชียงรายไว้อย่างเป็นระบบ

จังหวัดเชียงรายและรัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ประกอบด้วย

  • ทางราง โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ด้วยงบประมาณกว่า 85,000 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 โครงการนี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดการเดินทาง ทำให้การเดินทางมาเชียงรายสะดวก ปลอดภัย และประหยัดเวลามากยิ่งขึ้น
  • ทางอากาศ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้รับงบประมาณขยายและปรับปรุงกว่า 5,700 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการออกแบบและจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2569 เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวและเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
  • ทางบก มีการจัดสรรงบประมาณกว่า 6,800 ล้านบาท ในการปรับปรุงและขยายเส้นทางถนนต่าง ๆ ให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2570
  • ทางน้ำ การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าเชียงของ งบประมาณ 2,800 ล้านบาท และการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน เพื่อรองรับการค้าและการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คาดการณ์ว่าเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้แล้วเสร็จสมบูรณ์ จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเชียงรายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากปัจจุบันเฉลี่ยปีละ 3-4 ล้านคน (และเพิ่มเป็น 7 ล้านคนในปีล่าสุด) อาจทะลุเป้าไปถึง 10 ล้านคนในอนาคต ซึ่งหากคำนวณตัวเลขทางเศรษฐกิจแบบง่าย ๆ เพียงแค่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายคนละ 100 บาท ก็จะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนนับ 1,000 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริง การใช้จ่ายต่อหัวย่อมสูงกว่านั้นมาก ซึ่งหมายถึงรายได้มหาศาลที่จะตกถึงมือพี่น้องประชาชนชาวเชียงราย

บทพิสูจน์ความสำเร็จ จาก “อาข่า” สู่ “สิงคโปร์”

เพื่อยืนยันว่า “Soft Power” และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม คือสินค้าที่มีมูลค่าสูงในตลาดโลก ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง เมื่อครั้งที่มีการเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทาง สิงคโปร์-เชียงราย โดยสายการบิน Scoot ทาง ททท. ได้นำการแสดง “อาข่ากระทุ้งไม้ไผ่” จากอำเภอแม่จัน ไปต้อนรับนักท่องเที่ยวถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวง

ผลปรากฏว่าการแสดงชุดดังกล่าวสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์เป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ได้ติดต่อกลับมาชื่นชม แม้กระทั่งกัปตันของสายการบินยังยอมดีเลย์เที่ยวบินเพื่อลงมาชมการแสดงด้วยตาตนเอง เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นของแท้ (Authenticity) และรากเหง้าทางวัฒนธรรม คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติโหยหาและให้คุณค่าอย่างยิ่ง ดังนั้น การนำวัฒนธรรม 3 แผ่นดิน มาเป็นจุดขายหลักของงานมหาสงกรานต์เชียงแสน จึงเป็นกลยุทธ์ที่เดินมาถูกทางและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

คำเชื้อเชิญจากหัวใจชาวเชียงราย

งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2569 นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่งานเทศกาลรื่นเริงประจำปี แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจครั้งสำคัญของจังหวัดเชียงราย ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการระหว่าง “ภาครัฐ” ที่มีวิสัยทัศน์ “ภาคเอกชน” ที่พร้อมขับเคลื่อน และ “ภาคประชาชน” ที่เข้มแข็ง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและมิตรไมตรีว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ “ม่วนอก ม่วนใจ๋” ที่เชียงแสน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” และสัมผัสพลังแห่งศรัทธาและความสนุกที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ชาวเชียงรายทุกคนพร้อมแล้วที่จะเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น เพื่อให้งานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ เป็นความทรงจำที่ประทับใจและเป็นหมุดหมายแห่งความสุขที่ทุกคนต้องกลับมาเยือนอีกครั้ง

เตรียมตัวให้พร้อม แล้วพบกันที่งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ระหว่างวันที่ 13 – 18 เมษายน 2569 ณ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จุดหมายปลายทางใหม่ของสงกรานต์ระดับโลกที่คุณไม่ควรพลาด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • อำเภอเชียงแสน
  • เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5 หมื่นล้านครั้งแรก! ปักหมุดเชียงแสนจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปี 2569

เชียงราย “ทะลุ 5 หมื่นล้าน” ครั้งแรก ปลายปีโกยรายได้ 1.56 หมื่นล้านในไตรมาสเดียว ก่อนเดินเกมใหญ่ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปักหมุดเชียงแสน รับศึกเศรษฐกิจปี 2569

เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — หากย้อนมองภาพการท่องเที่ยวไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “จังหวัดเมืองท่องเที่ยวหลัก” มักถูกจองที่นั่งบนหัวตารางด้วยชื่อคุ้นหูอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี หรือกลุ่มทะเลอันดามัน แต่ตัวเลขปี 2568 ที่เพิ่งถูกสรุปอย่างเป็นทางการ ทำให้ “เชียงราย” ถูกยกขึ้นมาอยู่ในบทสนทนาใหม่ ไม่ใช่ในฐานะเมืองรองที่น่าแวะ แต่ในฐานะจังหวัดที่เริ่มยืนบนฐานรายได้ระดับประเทศอย่างชัดเจน ด้วยรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ทะลุ “50,000 ล้านบาท” เป็นครั้งแรก และขึ้นมาอยู่ อันดับ 9 ของไทย.

ท่ามกลางแรงเหวี่ยงเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภาพของเชียงรายสะท้อน “การเติบโตที่พึ่งพาฐานคนไทย” ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโครงสร้างรายได้ทั้งปีชี้ชัดว่า รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยอยู่ที่ 44,460.27 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงรายเดินเกมได้ดีในสนาม “ไทยเที่ยวไทย” และยังมีช่องว่างอีกมากในสนาม “ต่างชาติคุณภาพ” หากวางยุทธศาสตร์ถูกจังหวะ.

เชียงรายขึ้นชั้น “จังหวัดรายได้ท่องเที่ยว Top 10” และปลายปีคือฤดูกาลทำเงินจริง

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีเชิงสถิติ คือ “แรงส่งของไตรมาส 4” ที่เหมือนบทพิสูจน์ซ้ำว่า เมื่อเชียงรายเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จังหวัดสามารถแปลง “กระแสเดินทาง” ให้กลายเป็น “รายได้ที่จับต้องได้” อย่างเป็นระบบ

สถิติไตรมาส 4 ปี 2568 (ตุลาคม–ธันวาคม) ของเชียงรายระบุว่า มีนักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน สร้างรายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท โดยฐานหลักยังเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,661,553 คน (สัดส่วน 89.4%) สร้างรายได้ 13,304.06 ล้านบาท (สัดส่วน 85.2%). ขณะที่ชาวต่างชาติ 196,523 คน (สัดส่วน 10.6%) สร้างรายได้ 2,309.10 ล้านบาท (สัดส่วน 14.8%).

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความจริงสำคัญสองประการพร้อมกัน
(1) เชียงรายมี “ความแข็งแรงของตลาดในประเทศ” สูงมาก และ
(2) แม้ต่างชาติจะมีสัดส่วนคนไม่มาก แต่สร้างรายได้ต่อหัวสูงกว่า (เพราะสัดส่วนรายได้สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนอย่างชัดเจน) ซึ่งเป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ว่าหากเชียงรายยกระดับสินค้าและประสบการณ์เพื่อเพิ่มสัดส่วนต่างชาติคุณภาพได้ รายได้รวมมีโอกาสขยายโดยไม่ต้องไล่ปริมาณคนจนเกินขีดรองรับของเมือง

โครงสร้างตลาดท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยน อีเวนต์ต้องทำหน้าที่มากกว่าความสนุก

ในยุคที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวรุนแรงขึ้น “เทศกาล” และ “อีเวนต์” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเวทีบันเทิงหรือพิธีกรรมตามฤดูกาล แต่ถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เชิงเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การกระจายรายได้ไปถึงชุมชน การสร้างแรงจูงใจให้พักค้างคืน การขยายฤดูกาลท่องเที่ยว การเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และการสร้างภาพจำให้ปลายทาง

ภายใต้บริบทดังกล่าว การที่เชียงรายเตรียมปักหมุด “อำเภอเชียงแสน” ด้วยงาน มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั่วเมืองเชียงแสน” จึงควรถูกมองว่าเป็น “กลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยว” มากกว่าข่าวกิจกรรมหนึ่งงาน เพราะพื้นที่เชียงแสนเกี่ยวพันกับโจทย์ใหญ่ของจังหวัดในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจชายแดน การค้าการลงทุน การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และการจัดการเมืองท่องเที่ยวในพื้นที่อ่อนไหวด้านความปลอดภัยและระบบสาธารณูปโภค.

เจาะลึกไตรมาส 4 ธันวาคม “พีค” ทั้งจำนวนคนและรายได้ สัญญาณชัดของการท่องเที่ยวแบบฤดูกาล

เมื่อแยกดูรายเดือนในไตรมาส 4 จะเห็นลำดับการไต่ระดับที่คมชัด

  • ตุลาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 535,291 คน รายได้รวม 4,440.06 ล้านบาท
  • พฤศจิกายน 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 615,416 คน รายได้รวม 5,081.56 ล้านบาท
  • ธันวาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 707,369 คน รายได้รวม 6,091.54 ล้านบาท

พร้อมข้อสังเกตว่าเดือนธันวาคมไม่ได้ “มากกว่าเล็กน้อย” แต่เป็นการกระโดดที่ชัดเจนในมิติรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากต่างชาติในเดือนธันวาคมที่ขยับสูงกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างมีนัย (สะท้อนฤดูกาลเดินทางและพฤติกรรมท่องเที่ยวปลายปี).

คำถามเชิงนโยบายจึงไม่ใช่ “เชียงรายทำได้ไหม” แต่เป็น “เชียงรายจะทำให้รายได้กระจายตัวดีขึ้นทั้งปีได้อย่างไร” เพราะการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป ย่อมทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนช่วงโลว์ซีซัน ขณะที่ระบบเมืองถูกทดสอบหนักในช่วงพีค หากไม่มีการกระจายดีมานด์อย่างเหมาะสม

ปี 2568 เชียงรายแตะ 51,540 ล้านบาท แรงส่งจาก “ไทยเที่ยวไทย” และโอกาสขยาย “ต่างชาติคุณภาพ”

สถิติทั้งปีระบุว่าเชียงรายมีรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท จากผู้เยี่ยมเยือนรวม (คน-ครั้ง) ระดับหลายล้านครั้งตลอดปี โดยรายได้จากชาวไทยเป็นฐานหลัก 44,460.27 ล้านบาท.

อย่างไรก็ตาม หากอ่านลึกลงไปใน “สัดส่วนรายได้ต่างชาติ” จะเห็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะต่างชาติแม้สร้างรายได้รวมเพียง 7,079.82 ล้านบาท แต่โดยโครงสร้างการใช้จ่ายมักมี “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” สูงกว่า นี่คือพื้นที่ที่เชียงรายสามารถขยายได้ด้วยยุทธศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น

  • ยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และประสบการณ์วัฒนธรรมเชิงลึก
  • ทำแพ็กเกจเชื่อมโยงสามเหลี่ยมทองคำ–ลุ่มน้ำโขงอย่างรับผิดชอบ
  • เพิ่มความสะดวกด้านการเดินทางและบริการหลายภาษา
  • เสริมมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นใจของนักท่องเที่ยว

ภาพใหญ่ทั้งประเทศ ต่างชาติ “ชะลอ” แต่แรงพยุงภายในประเทศยังสำคัญ

ในภาพรวมปี 2568 มีรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32,974,321 คน ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยที่ต้องบริหารความเสี่ยงจากตลาดภายนอกประเทศ.

ในอีกด้าน สื่อเศรษฐกิจรายงานตัวเลขรายได้รวมจากการท่องเที่ยว และโครงสร้างรายได้ที่ชี้ว่าตลาดภายในประเทศยังเป็น “กันชน” สำคัญต่อความผันผวนของต่างชาติ.

นัยต่อเชียงรายคือ การรักษาความแข็งแรงของไทยเที่ยวไทยต้องเดินคู่กับการ “ยกระดับคุณภาพและความหลากหลายของดีมานด์” เพราะหากต่างชาติยังผันผวน การหวังรายได้ให้เติบโตแบบยั่งยืนย่อมต้องพึ่งการเพิ่มมูลค่าต่อทริป และการทำให้คนไทยเดินทางซ้ำ (revisit) ได้มากขึ้น

คนไทย 3 เจน” เที่ยวไม่เหมือนกัน ข้อมูลพฤติกรรมคืออาวุธของเมืองท่องเที่ยว

อีกมิติหนึ่งที่เริ่มเข้ามากำหนดเกมท่องเที่ยวคือ “พฤติกรรมผู้บริโภคที่แยกย่อย” ตามช่วงวัยและแรงจูงใจในการเดินทาง ซึ่งสำคัญต่อการออกแบบอีเวนต์และแพ็กเกจการตลาด

รายงานของ AirAsia MOVE สะท้อนภาพนักเดินทางไทยหลายเจเนอเรชัน เช่น แนวโน้มการวางแผนล่วงหน้า ความต้องการความสบาย ความคุ้มค่า หรือแรงขับจากคอนเทนต์และโซเชียล.

สำหรับเชียงราย จังหวัดที่ได้เปรียบด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์เชิงพื้นที่ การใช้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมสามารถแปลงเป็นยุทธศาสตร์ได้จริง เช่น

  • กลุ่มที่ชอบวางแผน ทำแพ็กเกจชัดเจน จองล่วงหน้าได้ มีความมั่นใจเรื่องบริการ
  • กลุ่มครอบครัว เน้นการเดินทางสะดวก ปลอดภัย กิจกรรมทุกวัย
  • กลุ่มประสบการณ์/โซเชียล ทำโปรโมชันสั้นแต่แรง จุดถ่ายภาพ กิจกรรมที่เล่าเรื่องได้

หากอีเวนต์ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์หลายกลุ่มพร้อมกัน เมืองจะไม่ได้แค่คนมาเที่ยว แต่ได้ “รูปแบบรายได้” ที่หลากหลายและกระจายตัวมากขึ้น

เดินเกมปี 2569 ทำไม “เชียงแสน” จึงถูกยกเป็นหมุดหมายยุทธศาสตร์

การเลือก “เชียงแสน” เป็นเวทีบิ๊กอีเวนต์ ไม่ได้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อย 3 ชั้น

ชั้นที่ 1 เศรษฐกิจชายแดนและการเชื่อมโยงภูมิภาค
เชียงแสนเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การจัดงานขนาดใหญ่จึงมีโอกาสดึง “ดีมานด์ข้ามพื้นที่” ได้มากกว่างานที่จัดในเมืองชั้นใน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการประสบการณ์ชายแดน วัฒนธรรม และเรื่องเล่าของ “สามแผ่นดิน”

ชั้นที่ 2 การกระจายรายได้สู่ฐานราก
เมื่ออีเวนต์ถูกออกแบบให้มีพื้นที่ตลาดชุมชน สินค้าท้องถิ่น และกิจกรรมกลางวัน–กลางคืน รายได้มีแนวโน้มกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น ลดการกระจุกตัว

ชั้นที่ 3 การบริหารเมืองท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
พื้นที่ชายแดนต้องการมาตรการความปลอดภัย การจราจร การบริการสาธารณะ และการบริหารสิ่งแวดล้อมที่เข้มกว่าเมืองทั่วไป “งานใหญ่” จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบว่าจังหวัดจะยกระดับระบบเมืองได้แค่ไหน

ความเคลื่อนไหวภาคสนาม ผนึกเครือข่ายเตรียมจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน”

จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. มีการประชุมหารือเชิงรุกที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายอำเภอเชียงแสนเป็นประธาน และมีคณะผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเข้าร่วม รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมในพื้นที่ เพื่อวางกรอบการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” และกำหนดการแถลงข่าววันที่ 30 มกราคม 2569

ด้านกระแสสาธารณะ มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการผลักดันงานสงกรานต์ในเชียงแสนในฐานะกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่.

โดยรายละเอียดแนวคิดกิจกรรมที่ถูกสื่อสารในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ได้แก่ การยกระดับ “สงกรานต์ล้านนา” ผสานการสร้างประสบการณ์ใหม่ และการจัดองค์ประกอบงานให้ครอบคลุมทั้งกลางวันและกลางคืน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อเล่นน้ำ ไปจนถึงการแสดงแสงสีเสียง ตลาดท้องถิ่น และกิจกรรมเชิงกีฬา/วัฒนธรรม

จาก “ประเพณี” สู่ “อุตสาหกรรมประสบการณ์”

หากอ่านตามแผนที่ผู้ใช้จัดเตรียม ไฮไลต์ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นแม่เหล็กดึงคน ได้แก่

  • โครงสร้างการเล่นน้ำขนาดใหญ่ เช่น “หอคอยน้ำ” และ “อุโมงค์น้ำ” ระยะยาว
  • เวทีและการแสดงแสงสีเสียงที่สะท้อนเรื่องเล่า “สามแผ่นดิน”
  • กิจกรรมเชิงกีฬา/ชุมชน เช่น การแข่งขันเรือ และการคืนชีวิตให้พื้นที่เมืองเก่าด้วย Light & Sound
  • โซนตลาดท้องถิ่น (Local Market) เพื่อดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่รายได้

ในมุมเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว การออกแบบแบบนี้มีข้อดีคือ “เพิ่มเหตุผลให้คนอยู่ต่อ” และ “เพิ่มจุดใช้จ่าย” มากกว่ามาแล้วกลับในวันเดียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มรายได้ต่อทริปและการกระจายรายได้

มุมสนับสนุน vs มุมกังวล งานใหญ่ช่วยได้จริงหรือเป็นภาระเมือง?

เพื่อความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องมองสองด้าน

ฝ่ายสนับสนุน มักให้เหตุผลว่า อีเวนต์คือเครื่องมือที่เร็วที่สุดในการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนช่วงเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ร้านอาหาร ที่พัก รถรับจ้าง แผงลอย ร้านค้าชุมชน และยังเป็นการ “สร้างแบรนด์ปลายทาง” ให้เกิดภาพจำใหม่ของเชียงแสน ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็นจุดหมาย

อีกมุมหนึ่ง ตั้งคำถามเรื่อง “ต้นทุนและผลกระทบ” เช่น การบริหารความหนาแน่นคน การจราจร ความปลอดภัย การใช้น้ำและขยะ รวมถึงความเสี่ยงที่รายได้อาจกระจุกในบางกลุ่ม หากการออกแบบพื้นที่ขายและกิจกรรมไม่เอื้อรายย่อยจริง

บทสรุปในเชิงนโยบายจึงไม่ควรจบที่ “จัดหรือไม่จัด” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “จัดอย่างไรให้คุ้มค่า โปร่งใส ปลอดภัย และยั่งยืน” โดยมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หลังจบงาน เช่น จำนวนผู้เข้าร่วม อัตราเข้าพัก รายได้ชุมชน ความพึงพอใจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

เชื่อมสถิติไตรมาส 4 กับยุทธศาสตร์สงกรานต์ เป้าหมายคือ “ยืดฤดูกาล” และ “เพิ่มมูลค่าต่อหัว”

สถิติไตรมาส 4 บอกว่าเชียงรายทำเงินได้มากในช่วงปลายปี แต่สงกรานต์อยู่ในช่วงอีกฤดูกาลหนึ่งของปี หากเชียงรายทำให้งานสงกรานต์ “กลายเป็นเหตุผลในการเดินทาง” ที่ยืนได้ด้วยตัวเอง เท่ากับเมืองกำลังสร้าง “พีคซีซันใหม่” หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงกระเพื่อมที่ช่วยลดความเหลื่อมของรายได้ระหว่างเดือน

นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้ต่างชาติที่สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนในไตรมาส 4 คือบทเรียนว่า หากออกแบบประสบการณ์ให้ “ยอมจ่าย” ได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเน้นปริมาณคนอย่างเดียว เมืองจะรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของคนพื้นที่ได้ดีกว่า.

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ 6 เรื่องที่ควรทำให้ชัดก่อน “แถลงข่าว” และก่อน “วันจริง”

เพื่อให้การขับเคลื่อนอีเวนต์สอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยว และลดความเสี่ยงที่มักเกิดกับงานขนาดใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารอีเวนต์ท่องเที่ยวมักย้ำ “6 เรื่องต้องชัด” ดังนี้

  1. แผนความปลอดภัยและการแพทย์ฉุกเฉิน (จุดปฐมพยาบาล/เส้นทางรถพยาบาล/การสื่อสารเหตุฉุกเฉิน)
  2. แผนจราจร–ขนส่ง–ที่จอดรถ (การแยกคนเดิน/รถ/รถสาธารณะ)
  3. มาตรการสิ่งแวดล้อม (ขยะ น้ำเสีย จุดคัดแยก)
  4. การคุมมาตรฐานผู้ค้าและราคาสินค้า (ลดข้อร้องเรียน-เพิ่มความเชื่อมั่น)
  5. KPI เศรษฐกิจชุมชน (สัดส่วนพื้นที่ให้รายย่อย ยอดขายชุมชน)
  6. แผนการสื่อสารตามพฤติกรรมผู้บริโภค (แบ่งกลุ่มเป้าหมายตามเจน/แรงจูงใจ) ซึ่งสอดรับแนวทาง Data-driven ที่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวหลายรายนำเสนอ.

เชียงรายในปี 2569 โจทย์ไม่ใช่ “ทำรายได้ให้มากขึ้นอย่างเดียว” แต่คือ “ทำให้รายได้มีคุณภาพ”

เมื่อเชียงรายขยับขึ้นมาแตะ 5 หมื่นล้านบาทได้แล้ว ความคาดหวังของสังคมย่อมขยับตาม สิ่งที่คนพื้นที่ต้องการเห็นไม่ใช่แค่ตัวเลขสูงขึ้น แต่คือ

  • รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยจริง
  • เมืองไม่แออัดจนคุณภาพชีวิตถดถอย
  • วัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ถูกทำให้เหลือเพียงฉากถ่ายรูป
  • ระบบบริการสาธารณะรองรับได้
  • ความปลอดภัยและภาพลักษณ์พื้นที่ชายแดนแข็งแรง

ตัวเลขไตรมาส 4 ที่ยืนยันว่าเชียงรายทำรายได้สูงสุดในเดือนธันวาคม เป็นทั้ง “ความสำเร็จ” และ “สัญญาณเตือน” ว่าเมืองต้องเร่งสร้างกลไกกระจายดีมานด์ไปยังช่วงเวลาอื่น รวมถึงทำให้อีเวนต์ใหญ่เป็น “เครื่องมือพัฒนาเมือง” ไม่ใช่ “ภาระเมือง” ในระยะยาว.

เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกของโอกาส จากเมืองท่องเที่ยวเด่นสู่เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

ปี 2568 เชียงรายทำรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ติดอันดับ Top 10 ของประเทศ และไตรมาส 4 เพียงไตรมาสเดียวสร้างรายได้ 15,613.16 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงราย “มีของ” และ “มีแรงส่ง” ชัดเจน.

แต่ปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์ขั้นถัดไป ว่าเชียงรายจะใช้แรงส่งนั้นไปสู่การยกระดับเมืองและเศรษฐกิจฐานรากได้จริงหรือไม่ โดย “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสนกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สุดของคำตอบ ทั้งในมิติรายได้ ภาพลักษณ์ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของการท่องเที่ยวชายแดน

หากทำสำเร็จ เชียงรายจะไม่ได้ชนะเฉพาะ “ตัวเลขรายได้” แต่จะชนะ “ความเชื่อมั่น” ของนักท่องเที่ยวและคนพื้นที่ไปพร้อมกัน และนี่คือชัยชนะที่ยากกว่า แต่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว

สถิติสำคัญ (ยกจากแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงได้)

  • รายได้ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568: 51,540.09 ล้านบาท (ไทย 44,460.27 / ต่างชาติ 7,079.82)
  • สถิติท่องเที่ยวเชียงรายไตรมาส 4 ปี 2568: นักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน, รายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท (ไทย 1,661,553 คน รายได้ 13,304.06 / ต่างชาติ 196,523 คน รายได้ 2,309.10)
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปี 2568: 32,974,321 คน
  • แนวโน้มพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย (รายงาน AirAsia MOVE): ภาพรวมเชิง Data-driven เพื่อใช้วางแผนการตลาดแบ่งกลุ่มเจเนอเรชัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร 
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   หน้ารวม “สถิติด้านการท่องเที่ยว ปี 2568 (Tourism Statistics 2025)” และหมวดสถิติท่องเที่ยวภายในประเทศรายเดือน/รายจังหวัด
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   หมวดสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติ (Tourism Statistics 2025)
  • AirAsia MOVE (AirAsia Newsroom)
  • Bangkok Biz News / CH3Plus
  • Dailynews
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

Highland Roots แม่จัน จากรอยพระบาทสู่รอยทางอาชีพ ภายใต้กฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของไทย

Highland Roots ที่แม่จัน จาก “รอยพระบาทบนดอยสูง” สู่ “รอยทางอาชีพ” ภายใต้กฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของไทย

เชียงราย, 19 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งที่ลมหนาวยังไม่คลายตัวเหนือแนวเขาแม่จัน ผู้คนหลากวัยทยอยเดินเข้าสู่ ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงราย (ศพส.เชียงราย) ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน ด้วยบรรยากาศที่ต่างจากงานราชการทั่วไปอย่างน่าประหลาด บนลานกิจกรรมมีทั้งเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ กลิ่นอาหารพื้นถิ่นจากครัวชุมชน สีสันของผืนผ้าทอ ผ้าปัก เครื่องเงิน และจังหวะการแสดงชาติพันธุ์ที่ทำให้ “พื้นที่สูง” ไม่ได้เป็นเพียงภูมิประเทศ หากเป็น “ภูมิใจ” ที่กำลังถูกนำมาเล่าใหม่ในภาษาของเศรษฐกิจและสิทธิ

ในวันเดียวกันนั้น นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินทางมาเป็นประธานเปิดโครงการ “Highland Roots  วิถีชนเผ่า สร้างอาชีพสู่อนาคต” ซึ่งหน่วยงานในสังกัด พม. ระบุว่าเป็นการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจบนพื้นที่สูงตามวิถีอัตลักษณ์” เพื่อสร้างรายได้และโอกาสอย่างยั่งยืน โดยยก ทุนวัฒนธรรม” ให้กลายเป็น ทุนเศรษฐกิจ” ผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพ การต่อยอดการตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายในพื้นที่ (ตามข้อมูลรายงานที่ผู้ใช้จัดเตรียม และรายงานข่าวที่เผยแพร่โดยสื่อภาครัฐ)

แต่ความหมายของงานนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ “การขายของ” หรือ “การจัดอีเวนต์” หากกำลังเชื่อมต่อกับบริบทใหญ่กว่านั้น คือปีแรก ๆ ของการเดินหน้ากฎหมายฉบับประวัติศาสตร์อย่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ที่ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 18 กันยายน 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 19 กันยายน 2568 เป็นต้นมา นัยสำคัญคือรัฐไทยเริ่ม “รับรองสิทธิทางวัฒนธรรม” และการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

รอยพระบาทที่แม่จัน ทำไมสถานที่จัดงาน “ไม่ธรรมดา”

ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงราย ถูกเล่าในพื้นที่ข่าวและคำปราศรัยว่าเป็น “พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ด้วยเคยเป็นหนึ่งในจุดที่มีการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรบนพื้นที่สูงในอดีต (รายละเอียดตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) และเมื่อวางภาพใหญ่ของงาน Highland Roots ลงบนฉากหลังเช่นนี้ งานจึงไม่ใช่เพียงพิธีเปิดโครงการ แต่คือการ “ผูกความหมาย” ระหว่างสามชั้นสำคัญ

  1. ชั้นประวัติศาสตร์การพัฒนาพื้นที่สูง   จากยุคที่รัฐทำงานพัฒนาเชิงสวัสดิการและความมั่นคง
  2. ชั้นเศรษฐกิจร่วมสมัย   ที่ตลาดต้องการเรื่องราว อัตลักษณ์ ความแตกต่าง และมาตรฐาน
  3. ชั้นสิทธิและศักดิ์ศรี   ที่กฎหมายชาติพันธุ์เริ่มสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางนโยบาย” ให้การแสดงตัวตนมีฐานทางกฎหมายมากขึ้น

การจัดงานในพื้นที่ที่มีความหมายทางสังคมเช่นนี้ ทำให้ “Soft Power” ไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นกลไกที่รัฐพยายามทำให้จับต้องได้ ทั้งในเชิงรายได้และในเชิงการยอมรับตัวตนของผู้คนที่เคยอยู่ชายขอบของการพัฒนา

Highland Roots เมื่อรัฐประกาศ “เปลี่ยนวิธีช่วย” จากสงเคราะห์ สร้างอาชีพ

แกนคิดของ Highland Roots ตามข้อมูลที่เผยแพร่ คือการทำให้การช่วยเหลือคนบนพื้นที่สูง “ออกจากกรอบเดิม” ที่เน้นการสงเคราะห์ ไปสู่การสร้างอาชีพที่ใช้ทุนทางสังคมและทุนวัฒนธรรมเป็นฐาน โดยสอดคล้องกับกรอบนโยบายที่ถูกอ้างถึงในงานว่าเป็นแนวทาง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ รีสตาร์ทชีวิต ขยายโอกาสทางสังคม” (ตามข้อมูลในข่าวและเอกสารที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

หากแปลเป็นภาษานโยบายที่ชัดขึ้น Highland Roots กำลังบอกว่า

  • รายได้จะไม่ยั่งยืน หากไม่ยกระดับทักษะ + มาตรฐาน
  • ตลาดจะไม่มั่นใจ หากไม่มีระบบคุณภาพ + เรื่องราวที่น่าเชื่อถือ
  • อัตลักษณ์จะไม่ปลอดภัย หากไม่มีหลักประกันเชิงสิทธิ (ซึ่งเชื่อมกับ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์)

นี่คือการเปลี่ยน “หน่วยคิด” ของการพัฒนา จากการมองชุมชนเป็นผู้รับความช่วยเหลือ ไปสู่การมองชุมชนเป็นผู้สร้างมูลค่า แต่การเปลี่ยนหน่วยคิดนี้เอง ที่เปิดทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ซึ่งต้องถูกพูดอย่างตรงไปตรงมาในข่าวเชิงลึก

4 เส้นทางอาชีพ งานฝีมือ–จักสาน–อาหารชาติพันธุ์–ท่องเที่ยววิถีอัตลักษณ์

ข้อมูลจากการนำเสนอระบุแนวทางพัฒนาอาชีพที่ต่อยอดจากอัตลักษณ์ ได้แก่

  1. งานฝีมือประณีต   ผ้าปักชนเผ่า การออกแบบเครื่องประดับเงินให้เข้ากับตลาดร่วมสมัย
  2. งานจักสานสร้างสรรค์   ยกระดับเครื่องจักสานสู่ของตกแต่งบ้าน/สินค้าไลฟ์สไตล์
  3. อาหารชาติพันธุ์ (Ethnic Cuisine)   เมนูเฉพาะถิ่นเป็นแม่เหล็กดึงนักท่องเที่ยว/นักชิม
  4. ท่องเที่ยววิถีอัตลักษณ์   เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนที่เน้น “ประสบการณ์จริง” และไม่ทำลายวัฒนธรรม (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

ในเชิงการสื่อสาร นี่คือการทำให้ “สิ่งที่เคยเป็นเรื่องในบ้าน” กลายเป็น “สินค้าในตลาด” ผ่านการออกแบบใหม่ โดยรัฐเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนแพลตฟอร์ม โครงสร้างความรู้ และช่องทาง

อย่างไรก็ตาม ในเชิงจริยธรรมการพัฒนา จุดเปราะบางอยู่ที่คำว่า “ไม่ทำลายวัฒนธรรม” เพราะตลาดมีแรงดึงดูดสูง และเมื่อของเริ่มขายดี การผลิตอาจถูกเร่ง การเล่าเรื่องอาจถูกทำให้ตื้น เพื่อเอาใจผู้ซื้อ และพิธีกรรม/อัตลักษณ์บางส่วนอาจถูก “ทำเป็นโชว์” จนความหมายเดิมค่อย ๆ ถูกกลืนหาย

นี่คือโจทย์สำคัญที่ Highland Roots ต้องตอบให้ได้ด้วย “ระบบ” ไม่ใช่เพียง “เจตนา”

สีสันวัฒนธรรมกับความหมายทางสังคม การแสดงไม่ใช่แค่โชว์ แต่คือการประกาศตัวตน

การจัดงานที่มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมชาติพันธุ์ อาทิการเต้นและการบรรเลงตามวิถีของชุมชนต่าง ๆ รวมถึงนิทรรศการประวัติศาสตร์เส้นทางการพัฒนาพื้นที่สูง (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) สะท้อนการใช้ “วัฒนธรรมเป็นภาษา” เพื่อบอกสังคมว่า

  • กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้เป็นเพียง “แรงงานชายขอบ” หรือ “ชุมชนห่างไกล”
  • แต่เป็น “ผู้มีทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถสร้างเศรษฐกิจได้ หากระบบเอื้อ

ประเด็นนี้สอดคล้องกับสาระของการประกาศใช้กฎหมายชาติพันธุ์ที่ถูกอธิบายว่าเป็นก้าวสำคัญต่อการยกระดับการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมและความเสมอภาคบนความหลากหลาย

กฎหมายชาติพันธุ์ จาก “การมองเห็น” ไปสู่ “การคุ้มครอง” (และข้อท้าทายที่ตามมา)

การมีผลบังคับใช้ของ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ตั้งแต่ 19 กันยายน 2568 ถูกมองว่าเป็น “หมุดหมาย” ที่รัฐเริ่มวางหลักประกันทางนโยบายให้กลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น

แต่กฎหมายฉบับนี้ ในเชิงนโยบายสาธารณะ ทำให้เกิดคำถามเชิงปฏิบัติทันที เช่น

  • พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตจะถูกกำหนดอย่างไร ให้ชัด โปร่งใส และมีส่วนร่วม
  • การใช้วัฒนธรรมเชิงพาณิชย์ จะมีมาตรการป้องกันการเอารัดเอาเปรียบหรือไม่
  • รายได้จาก Soft Power จะกลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นธรรมเพียงใด
  • ความขัดแย้งเรื่องทรัพยากร/ที่ดิน/การจัดการพื้นที่ จะถูกคลี่คลายด้วยกลไกใด

กล่าวให้ชัด งาน Highland Roots คือ “ภาพสวย” ของปลายน้ำที่สังคมอยากเห็น แต่ความสำเร็จจริงอยู่ที่ “ต้นน้ำของระบบ” ตั้งแต่สิทธิ การกำกับมาตรฐาน ไปจนถึงการจัดสรรผลประโยชน์

เชียงรายในฐานะ “Hub พื้นที่สูง” โอกาสทางเศรษฐกิจ และความคาดหวังต่อรัฐ

เชียงรายถูกวางภาพให้เป็นหนึ่งในจังหวัดยุทธศาสตร์ด้านพื้นที่สูง ทั้งในมิติชาติพันธุ์ ภูมิประเทศ และการท่องเที่ยว เมื่อรัฐประกาศจะปั้น “โมเดลเศรษฐกิจชาติพันธุ์” คำถามคือ โมเดลนี้จะพาคนไปไกลแค่ไหน

โอกาส ที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • สร้างรายได้จากสินค้าหัตถกรรม/อาหาร/บริการท่องเที่ยวที่มีเรื่องเล่าและความแตกต่าง
  • เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่กลับบ้าน ทำงานที่บ้านได้ ไม่ต้องย้ายแรงงานไปเมืองใหญ่
  • เกิดการพัฒนามาตรฐานสินค้าและการตลาด ทำให้รายได้เสถียรขึ้นในระยะยาว

ความเสี่ยง ที่ต้องบริหาร ได้แก่

  • “ความดัง” ที่เร็วเกินไป อาจทำให้การผลิตล้นมาตรฐาน และความน่าเชื่อถือพังเร็ว
  • “การทำให้เป็นสินค้า” อาจทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของบางพิธีกรรมถูกบิด
  • “การกระจายรายได้” อาจไม่เท่ากัน เกิดผู้ได้ประโยชน์กระจุกตัวในผู้ประกอบการไม่กี่ราย
  • “การแข่งขันในตลาดออนไลน์” อาจทำให้สินค้าถูกลอกเลียนแบบ หากไม่วางระบบทรัพย์สินทางปัญญาชุมชนควบคู่

กล่าวอีกแบบคือ Highland Roots จะสำเร็จได้ ต้องเป็นมากกว่างานเปิดตัว ต้องเป็น “ระบบพัฒนาเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม” ที่มีเครื่องมือครบชุด

ระบบที่ต้องมี หากหวังผลจริง 6 เงื่อนไขความยั่งยืนของ “เศรษฐกิจชาติพันธุ์”

เพื่อให้ข่าวนี้ไม่เป็นเพียงรายงานกิจกรรม แต่เป็นข่าวเชิงลึกที่ใช้ประกอบการทำงานได้ จำเป็นต้องชี้เงื่อนไขเชิงระบบอย่างน้อย 6 ข้อ (อ้างอิงจากหลักปฏิบัติของงานพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยทั่วไป และกรอบสิทธิทางวัฒนธรรมที่ถูกเน้นย้ำในบริบทกฎหมายชาติพันธุ์)

  1. มาตรฐานคุณภาพ + มาตรฐานเรื่องเล่า
    สินค้าพรีเมียมไม่ใช่แค่สวย แต่ต้อง “พิสูจน์ได้” ว่ามาจากชุมชนจริง วัสดุจริง กระบวนการจริง
  2. ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ทำได้จริง
    หากไม่มี Traceability ตลาดสมัยใหม่จะไม่เชื่อมั่น และการปลอมปนจะทำลายแบรนด์ชุมชน
  3. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเชิงชุมชน
    ไม่ใช่แค่โลโก้ แต่รวมถึงลวดลาย แพตเทิร์น เรื่องเล่า และองค์ความรู้เฉพาะถิ่น
  4. การออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยแบบไม่ลบตัวตน
    จุดยากคือ “ปรับให้ขายได้” โดยไม่ “ลดทอนความหมาย” จนเหลือแค่ของตกแต่ง
  5. การแบ่งปันผลประโยชน์ที่โปร่งใส
    รายได้จากงานอีเวนต์/ท่องเที่ยว/คำสั่งซื้อ ต้องมีระบบกองทุนชุมชนหรือกลไกคืนประโยชน์
  6. การมีส่วนร่วมและความยินยอม (Consent) ของชุมชน
    โดยเฉพาะการนำพิธีกรรม/อัตลักษณ์ไปเผยแพร่ ต้องเคารพขอบเขตของชุมชน ไม่ใช่ “ใครเห็นว่าสวยก็เอาไปใช้ได้”

 “อาชีพแห่งอนาคต” จะเกิดจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่

วลี “สร้างอาชีพสู่อนาคต” จะเป็นจริงได้ ต้องตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อย่างน้อย 3 เรื่อง

  • รายได้ต้องพอเลี้ยงชีพและคาดการณ์ได้ ไม่ใช่ขายดีเฉพาะเทศกาล
  • งานต้องมีศักดิ์ศรี ไม่ถูกมองเป็นของฝากราคาถูก
  • ทักษะต้องต่อยอดได้ เช่น ดีไซน์ การตลาดดิจิทัล การถ่ายภาพ การเล่าเรื่องแบรนด์ การบริหารบัญชี

หาก Highland Roots ทำให้คนรุ่นใหม่เห็น “เส้นทางอาชีพ” ที่ชัดเจนและมีระบบรองรับ โครงการจะไม่ใช่แค่การเพิ่มรายได้ชั่วคราว แต่จะเป็นการ “เปลี่ยนโครงสร้างโอกาส” ในพื้นที่สูง

Highland Roots คือบททดสอบของรัฐไทยในยุค “Soft Power + Rights”

ภาพที่แม่จันในวันที่ 19 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่แค่ภาพงานวัฒนธรรม แต่เป็นภาพ “การทดลองทางนโยบาย” ที่สำคัญของรัฐไทย การใช้ Soft Power เพื่อเศรษฐกิจ พร้อมเดินคู่กับการยกระดับสิทธิและศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์ ภายใต้บริบทที่กฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของไทยเพิ่งมีผลบังคับใช้ได้ไม่นาน

คำถามสุดท้ายที่สังคมควรจับตา ไม่ใช่เพียง “งานจัดดีไหม” แต่คือ

  • รายได้เพิ่มขึ้นจริงกี่ครัวเรือน และเพิ่มอย่างสม่ำเสมอหรือไม่
  • การคุ้มครองอัตลักษณ์ทำได้จริงหรือเป็นเพียงคำประกาศ
  • ผลประโยชน์กระจายเป็นธรรมหรือกระจุกตัว
  • ชุมชนมีอำนาจกำหนดขอบเขตของการใช้วัฒนธรรมหรือไม่

เพราะท้ายที่สุด “รากเหง้า” จะไม่ฟื้นด้วยเวทีและไฟส่องงานเพียงวันเดียว แต่จะฟื้นได้ด้วยระบบที่ให้เกียรติผู้คนเท่ากับที่ให้มูลค่าแก่สินค้า และนี่คือเดิมพันที่แท้จริงของ Highland Roots

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (SAC)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“กินวอ” ปีใหม่ลาหู่ 2569 ที่เชียงราย จากพิธีกรรมชุมชนสู่สนามการทูตวัฒนธรรมระดับนานาชาติ

เชียงรายเปิดเวที “ปีใหม่ลาหู่นานาชาติ” ครั้งที่ 3 จากพิธีกรรมชุมชนสู่การทูตวัฒนธรรม—โอกาส Soft Power ที่ต้องเดินคู่สิทธิชุมชนและจริยธรรมท่องเที่ยว

เชียงราย, 18 มกราคม 2569 — ลมหนาวกลางเดือนมกราคมทำให้เชียงรายกลับมาเป็นภาพจำของ “เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาว” อีกครั้ง แต่ในปี 2569 เมืองเหนือสุดของประเทศกำลังสะท้อนบทบาทที่ลึกกว่าแค่ปลายทางพักผ่อน เมื่อมีการจัดงาน สืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีปีใหม่ลาหู่นานาชาติ ครั้งที่ 3” ซึ่งประชาสัมพันธ์ว่าเปิดงานเมื่อ 17 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมนครเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย เป็นประธานในพิธีเปิด

งานดังกล่าว—หากมองเพียงผิวเผิน—อาจถูกจัดวางเป็น “กิจกรรมวัฒนธรรมประจำปี” ทว่าหากมองให้ลึก จะเห็นว่านี่คือภาพสะท้อนของความพยายามในระดับพื้นที่ ที่กำลังทดลองตอบคำถามใหญ่ของสังคมไทยร่วมสมัย ทำอย่างไรให้ความหลากหลายทางชาติพันธุ์เป็นพลังร่วมของประเทศ โดยไม่ทำให้ชุมชนกลายเป็นเพียง ‘สินค้า’ ในตลาดท่องเที่ยว

ปีใหม่ลาหู่/กินวอ” คืออะไร และเหตุใดจึงมีนัยทางสังคมมากกว่างานรื่นเริง

ข้อมูลด้านชาติพันธุ์จาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร อธิบายว่า “ปีใหม่ลาหู่” หรือที่หลายพื้นที่เรียกว่า “กินวอ” เป็นพิธี/เทศกาลสำคัญที่สัมพันธ์กับวงจรชีวิต ความเชื่อ และโครงสร้างชุมชน—ตั้งแต่พิธีกรรม การรวมญาติ การเคารพผู้สูงอายุ ไปจนถึงการแสดงทางวัฒนธรรม

สาระสำคัญของประเด็นนี้อยู่ที่การทำความเข้าใจว่า “วัฒนธรรม” ไม่ได้มีความหมายเท่ากับ “การแสดงบนเวที” เท่านั้น แต่เป็น ระบบคุณค่า (value system) ที่กำกับความสัมพันธ์ในชุมชน เช่น การให้ความสำคัญกับผู้อาวุโส ความเป็นเครือญาติ การยึดโยงต่อพิธีกรรม และการรักษากติกาที่ชุมชนยอมรับร่วมกัน เมื่อเทศกาลถูกยกระดับสู่พื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ในเมือง ความท้าทายจึงเกิดขึ้นทันทีว่า จะรักษาแก่นของพิธีกรรมอย่างไร ในขณะที่ต้องสื่อสารให้คนภายนอกเข้าใจและเข้าถึงได้

ตัวเลขประชากร” ที่สะท้อนความเป็นจริงหลายมิติ เมื่อชาติพันธุ์ไม่ใช่คนส่วนน้อยที่มองไม่เห็น

ในเชิงโครงสร้าง ประเด็นชาติพันธุ์ไม่ใช่เรื่องเล็กของคนกลุ่มเล็ก หากแต่เป็น “ประชากรจริง” ที่มีการกระจายตัวในหลายจังหวัดภาคเหนือและพื้นที่ชายแดน ฐานข้อมูลชาติพันธุ์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระบุชุดข้อมูลหนึ่งว่า ประชากรลาหู่ในประเทศไทย 116,126 คน (ชาย 57,941 หญิง 58,185) กระจายตัวใน 452 กลุ่มบ้าน ใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร ลำปาง น่าน และเพชรบูรณ์ โดยอ้างแหล่งข้อมูลจากหน่วยงานด้านสังคมและการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน ข่าวทางการของกรมประชาสัมพันธ์ในปี 2568 (งานครั้งที่ 2) ใช้ตัวเลขอีกชุดหนึ่ง โดยระบุว่าในประเทศไทยมีชาติพันธุ์ลาหู่ประมาณ 150,000 คน และกระจายตามหมู่บ้านแนวชายแดนไทย–เมียนมากว่า 800 หมู่บ้าน ในหลายจังหวัด

ความแตกต่างของตัวเลขไม่ใช่ “ความผิดพลาด” เสมอไป แต่สะท้อนข้อเท็จจริงที่สำคัญในงานข่าวเชิงลึก ข้อมูลประชากรชาติพันธุ์อาจมาจากคนละฐานข้อมูล คนละช่วงเวลา หรือคนละนิยามการนับ (เช่น นับตามการสำรวจชุมชน/การลงทะเบียน/การประเมินเชิงนโยบาย) ดังนั้น การรายงานอย่างรับผิดชอบควรทำ 2 อย่างพร้อมกัน คือ

  • ยืนยันแหล่งที่มาของตัวเลขทุกครั้ง และ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลขเพื่อสร้างอารมณ์เกินจริง แต่ใช้เพื่อชี้ให้เห็น “ขนาดของประเด็น” และ “ความจำเป็นของนโยบายที่รอบด้าน”

จากงานวัฒนธรรมสู่ “Soft Power” โอกาสที่เห็นได้—แต่ต้องไม่ข้ามเส้นความเป็นเจ้าของของชุมชน

กระแส Soft Power ของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ “เทศกาลชาติพันธุ์” ถูกจับตาในฐานะสินทรัพย์วัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดการท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และภาพลักษณ์ประเทศได้ งานปีใหม่ลาหู่นานาชาติในเชียงรายจึงมีความหมายในเชิง “เวทีการทูตวัฒนธรรม” โดยอัตโนมัติ เพราะคำว่า “นานาชาติ” บ่งชี้การเชื่อมโยงเครือข่ายของผู้คนข้ามพรมแดน แม้ในข่าวครั้งที่ 3 ปี 2569 ยังไม่พบเอกสารทางการที่ระบุรายชื่อประเทศผู้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการในชุดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ณ ตอนเขียน แต่ในปี 2568 กรมประชาสัมพันธ์เคยรายงานว่า งานครั้งที่ 2 มีความร่วมมือจากพี่น้องลาหู่จากหลายประเทศ และย้ำเป้าหมายการฟื้นฟู–อนุรักษ์–เผยแพร่วัฒนธรรม พร้อมเชื่อมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย

ในมิติ “โอกาส” งานลักษณะนี้สร้างผลเชิงบวกได้อย่างน้อย 3 ชั้น

  1. ชั้นการรับรู้ (Recognition) ทำให้สังคมวงกว้าง “มองเห็น” กลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะส่วนหนึ่งของประเทศ ไม่ใช่กลุ่มชายขอบที่ถูกพูดถึงเฉพาะเวลามีปัญหา
  2. ชั้นเศรษฐกิจชุมชน (Community-based Economy) หากออกแบบดี งานสามารถเชื่อมตลาดงานฝีมือ อาหาร การแสดง และการท่องเที่ยวชุมชนแบบเคารพเจ้าบ้าน
  3. ชั้นความภาคภูมิใจ (Identity & Pride) เวทีสาธารณะช่วยให้คนรุ่นใหม่มีแรงจูงใจเรียนรู้ภาษา การแต่งกาย งานฝีมือ และพิธีกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการสืบทอด

แต่ในอีกด้าน “Soft Power” มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเช่นกัน หากวัฒนธรรมถูกทำให้เป็นเพียง “แพ็กเกจ” เพื่อขาย โดยไม่ยอมรับสิทธิและอำนาจการตัดสินใจของชุมชน ความเสี่ยงหลักคือ

  • การทำให้พิธีกรรมกลายเป็นการแสดง (Ritual-to-Show) เมื่อเวลาบนเวทีบีบให้พิธีกรรมต้องสั้นลงหรือเปลี่ยนรูป ชุมชนอาจรู้สึกว่าสาระถูกลดทอน
  • การครอบครองทางวัฒนธรรม (Cultural Appropriation) หากมีการใช้ลวดลาย ชุด เครื่องหมาย หรือเสียงเพลง โดยไม่ให้เครดิตหรือผลประโยชน์กลับชุมชนอย่างเป็นธรรม
  • ความเหลื่อมล้ำของผลประโยชน์ รายได้อาจไปกระจุกที่ผู้จัด/ผู้ประกอบการภายนอก มากกว่ากลุ่มผู้ผลิตงานฝีมือหรือศิลปินชุมชน

สิทธิชุมชน” และ “ไม่เลือกปฏิบัติ” บทเรียนจากปี 2568 ที่ควรเป็นกรอบของปี 2569

ข่าวทางการของกรมประชาสัมพันธ์เมื่อปี 2568 บันทึกถ้อยแถลงของ นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในพิธีเปิดงานครั้งที่ 2 โดยระบุสาระสำคัญว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีที่เชื่อมความสัมพันธ์ของพี่น้องชาติพันธุ์ และย้ำหลักการเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และไม่เลือกปฏิบัติ

เมื่ออ่านถ้อยแถลงดังกล่าวในบริบทปี 2569 จะเห็น “แกนคิดเชิงนโยบาย” ที่งานวัฒนธรรมควรยึดถือ ได้แก่

  • วัฒนธรรมเป็นสิทธิ ไม่ใช่ของประดับประเทศ
  • การยกระดับงานชาติพันธุ์ต้องไม่ทำให้คนชาติพันธุ์ถูกทำให้เป็นเพียง ‘ผู้แสดง’ โดยไร้อำนาจต่อรอง
  • ความหลากหลายต้องอยู่บนความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้คน

นี่คือจุดที่ทำให้ข่าวปีใหม่ลาหู่นานาชาติในเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงข่าวกิจกรรม แต่เชื่อมโดยตรงกับ “คุณภาพประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม” ของสังคมไทย—สังคมที่ยอมรับความแตกต่างได้จริงแค่ไหน ไม่ใช่ยอมรับเฉพาะวันที่มีงานเทศกาล

มิติท่องเที่ยว “เทศกาลในเมือง” จะต่อยอด “ประสบการณ์ในชุมชน” อย่างไรให้ยั่งยืน

เชียงรายมีความได้เปรียบเฉพาะตัว เพราะเป็นจังหวัดที่มีภาพลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอยู่แล้ว การจัดงานในศูนย์ประชุมกลางเมืองช่วยให้เข้าถึงคนจำนวนมากและมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ แต่คำถามเชิงยุทธศาสตร์คือ เทศกาลจะเชื่อมประสบการณ์ไปถึงชุมชนอย่างไร โดยไม่สร้างผลกระทบด้านลบ

แนวทางที่มักใช้ในต่างประเทศ (และเริ่มถูกพูดถึงในไทยมากขึ้น) คือกรอบ Ethical/Responsible Tourism ซึ่งในกรณีชาติพันธุ์ควรมีองค์ประกอบอย่างน้อย 4 ประการ

  1. Consent & Protocol การถ่ายภาพ/บันทึกวิดีโอ/ใช้ลวดลาย ต้องมีการขออนุญาตและมีแนวปฏิบัติชัดเจน
  2. Fair Benefit Sharing รายได้ต้องกระจายกลับสู่ผู้ผลิตและศิลปินชุมชนอย่างเป็นธรรม
  3. Community-led Narrative ชุมชนต้องเป็นผู้เล่าเรื่องตัวเอง ไม่ใช่ถูกเล่าแทน
  4. Safeguarding ป้องกันการเหมารวม การล้อเลียน และการทำให้วัฒนธรรมเป็นวัตถุแปลกใหม่ (exoticization)

ข่าวประชาสัมพันธ์ของปี 2569 ระบุเป้าหมายคล้ายกันในเชิง “พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้” และ “การเผยแพร่อัตลักษณ์ให้สังคมเข้าใจและเคารพการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับกรอบท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ หากการดำเนินงานในทางปฏิบัติสามารถทำให้ “สิ่งที่พูด” กลายเป็น “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ได้

งานนานาชาติจะเข้มแข็งได้จริง ต้องตอบคำถาม 3 ข้อ

เพื่อให้ “ปีใหม่ลาหู่นานาชาติ” เป็น Soft Power ที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงกระแสตามฤดูกาล งานในอนาคตจำเป็นต้องตอบคำถามเชิงระบบอย่างน้อย 3 ข้อ1.ใครเป็นเจ้าของเรื่องเล่า? หากเวทีนานาชาติถูกขับเคลื่อนด้วยเรื่องเล่าจากภายนอกเป็นหลัก ชุมชนจะถูกลดบทบาทเป็น “ผู้แสดง” แต่หากเรื่องเล่ามาจากชุมชน ความหมายของพิธีกรรมจะยังคงอยู่และต่อยอดได้ 2. ใครได้ประโยชน์ และได้มาก–น้อยแค่ไหน? งานที่ดีต้องแสดงความโปร่งใสในห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ค่าจ้างการแสดง พื้นที่ขายสินค้า ไปจนถึงโอกาสทางอาชีพของคนรุ่นใหม่ในชุมชน 3.รัฐและท้องถิ่นจะทำให้ “ความเสมอภาค” เป็นรูปธรรมอย่างไร? ถ้อยแถลงเรื่องไม่เลือกปฏิบัติเป็นจุดเริ่มต้น แต่ในทางปฏิบัติต้องเชื่อมกับบริการสาธารณะ การเข้าถึงสิทธิ และการคุ้มครองศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์ ตามหลักที่รัฐเคยสื่อสารในเวทีปี 2568

 “นานาชาติ” ไม่ใช่ปลายทาง—แต่เป็นบททดสอบว่าประเทศไทยอยู่ร่วมกับความต่างได้จริงหรือไม่

การจัดงานปีใหม่ลาหู่นานาชาติ ครั้งที่ 3 ในเชียงราย (ตามการประชาสัมพันธ์ว่าเริ่ม 17 มกราคม 2569) เป็นทั้ง “โอกาส” และ “บททดสอบ” ในเวลาเดียวกัน โอกาสคือการต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างมีศักดิ์ศรี บททดสอบคือการพิสูจน์ว่าการยกระดับสู่เวทีสาธารณะจะไม่ทำให้วัฒนธรรมถูกลดรูป และไม่ทำให้เจ้าของวัฒนธรรมต้องเสียอำนาจในการกำหนดความหมายของตนเอง

ในโลกที่ Soft Power กลายเป็นคำยอดนิยม สิ่งที่แยก “งานที่ยั่งยืน” ออกจาก “งานที่ดังชั่วคราว” คือความสามารถในการยืนบน 3 เสาหลักพร้อมกัน ความจริงของพิธีกรรม, สิทธิและศักดิ์ศรีของชุมชน, และการจัดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ หากเชียงรายทำได้ งานปีใหม่ลาหู่นานาชาติจะไม่ใช่เพียงเทศกาลบนปฏิทิน แต่จะเป็น “ต้นแบบการอยู่ร่วมกัน” ที่ส่งผลต่อชีวิตและความเชื่อมั่นของผู้คนในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
  • กรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงราย จัดพิธีสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน 2569 หนุนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำโลก

ลมหายใจแห่งโยนกสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน มรดกโลกที่ยังมีชีวิต พิธีกรรมล้านนาบนเส้นทางฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ หนุนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง อบจ.เชียงราย

เชียงราย, 15 มกราคม 2569 – ยามเช้าเหนือผืนน้ำกว้างของ “ทะเลสาบเชียงแสน” หรือที่คนท้องถิ่นเรียกขานว่า “หนองบงคาย” หมอกบางลอยคลอเหนือยอดหญ้า นกน้ำฝูงเล็กโผบินข้ามผืนน้ำเงียบสงบ ก่อนจะถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาด้วยเสียงสวดชยันโตของพระสงฆ์และเสียงฆ้องกลองล้านนาที่ดังกังวานไปทั่วตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ภาพพิธี “สืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน ประจำปี 2569” ที่จัดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 15 มกราคม ไม่ได้เป็นเพียงงานประเพณีที่จัดสืบเนื่องกันมา หากแต่กลายเป็นเวทีประกาศเจตนารมณ์ร่วมของคนเชียงแสน ที่ต้องการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกแห่งนี้ให้คงอยู่ ทั้งในฐานะแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งประวัติศาสตร์ และบ้านของนกน้ำอพยพนานาชนิด

พิธีในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เมื่อ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) หรือที่ชาวบ้านคุ้นชื่อว่า “นายกนก” เดินทางมาเป็นประธานด้วยตนเอง พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ.เชียงราย ตัวแทนนายอำเภอเชียงแสน เทศบาลตำบลโยนก เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ผู้นำชุมชน และเยาวชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ทะเลสาบเชียงแสน จากตำนานโยนกนาคนครสู่พื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลก

ทะเลสาบเชียงแสนตั้งอยู่ในเขตตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีระบบนิเวศหลากหลายและมีบทบาทสำคัญต่อชุมชนลุ่มน้ำโขงตอนบน ทั้งในด้านการกักเก็บน้ำ การเป็นแหล่งทำกินของชาวประมงพื้นบ้าน และการเป็น “บ้านชั่วคราว” ของนกน้ำอพยพที่บินหนีหนาวจากดินแดนไกลโพ้น

พื้นที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Site) ลำดับที่ 1,101 ของโลก ทำให้ทะเลสาบเชียงแสนไม่ใช่เพียงทรัพยากรของเชียงราย หากแต่เป็นสมบัติร่วมของประชาคมโลกที่ต้องการการดูแลอย่างรอบด้าน

สำหรับชาวบ้านในตำบลโยนก ทะเลสาบแห่งนี้ยังผูกพันกับตำนานเมือง “โยนกนาคนคร” เมืองโบราณที่เชื่อกันว่าเคยรุ่งเรืองในอดีตก่อนจะล่มสลายลงสู่ผืนน้ำ เรื่องเล่าและความเชื่อเหล่านี้ถูกส่งต่อผ่านพิธีกรรมและประเพณีหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการ “สืบชะตา” แหล่งน้ำที่ถือเป็นหัวใจของชุมชน

สืบชะตาทะเลสาบเมื่อพิธีกรรมกลายเป็นพันธสัญญารักษ์สายน้ำ

พิธีสืบชะตาหรือ “สืบชาตา” เป็นพิธีกรรมสำคัญของชาวล้านนา ใช้เพื่อเสริมสิริมงคลและต่ออายุขวัญให้แก่บุคคล สถานที่ หรือชุมชน การนำพิธีดังกล่าวมาปฏิบัติกับทะเลสาบเชียงแสน จึงเปรียบเสมือนการขอขมาและให้คำมั่นว่าจะรักษาแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนและสัตว์มาทุกยุคสมัย

ในช่วงพิธีสงฆ์ พระสงฆ์จากวัดในตำบลโยนกประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมใส่บาตรและผูกสายสิญจน์สืบชะตารอบบริเวณริมทะเลสาบ ภาพเด็กนักเรียนแต่งกายชุดพื้นเมือง นั่งฟังคำสวดเคียงข้างผู้เฒ่าผู้แก่ สะท้อนการส่งต่อความเชื่อดั้งเดิมจากรุ่นสู่รุ่นอย่างชัดเจน

นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในช่วงหนึ่งของพิธีว่า การสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนไม่ควรถูกมองเพียงเป็นพิธีกรรมตามปฏิทิน หากแต่ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือปกป้องและฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำร่วมกัน โดยเฉพาะการดึงเยาวชนให้เข้ามามีบทบาทในการรักษาฐานทรัพยากรที่เป็นของชุมชนเอง

“เราไม่ได้เพียงแค่ทำพิธีแล้วจบไป แต่เราต้องการให้เยาวชนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการประกวดทักษะต่างๆ เพื่อให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในบ้านเกิด และหวงแหนทรัพยากรที่มีค่าระดับโลกชิ้นนี้” นางอทิตาธรกล่าวในเวทีพบปะผู้นำชุมชน

นโยบาย 7 เรือธงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ “กินได้”

การจัดงานสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนในปีนี้อยู่ภายใต้กรอบ “นโยบาย 7 เรือธง” ของ อบจ.เชียงราย ซึ่งมุ่งผลักดันศักยภาพท้องถิ่นทั้งในด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมให้เดินหน้าไปพร้อมกัน

อบจ.เชียงรายสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมภายในงาน เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง การประกวดทักษะของเยาวชน และการจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกแห่งนี้ วัตถุประสงค์ไม่ใช่เพียงสร้างสีสันให้กับงานประเพณี แต่เพื่อให้ชุมชนเห็นว่า “วัฒนธรรม” สามารถต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

ในมิติการท่องเที่ยว พื้นที่ตำบลโยนกและอำเภอเชียงแสนได้รับความสนใจจากนักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่นิยมท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติ การนำอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น พิธีสืบชะตา การแต่งกายแบบล้านนา อาหารพื้นเมือง และเรื่องเล่าตำนานโยนกนาคนคร มาผสมผสานกับการชมธรรมชาติและดูนกน้ำ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างรายได้หมุนเวียนภายในชุมชน

ปัญหาผักตบชวา–สาหร่ายหางกระรอกเงื่อนไขใหม่ของการอนุรักษ์

แม้ทะเลสาบเชียงแสนจะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แต่ในระยะหลังกลับประสบปัญหาการแพร่กระจายของผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอกอย่างหนาแน่น พืชน้ำเหล่านี้ลอยปกคลุมผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง บดบังแสงแดดไม่ให้ลงไปถึงชั้นน้ำด้านล่าง ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง และกระทบต่อการหากินของปลาน้ำจืดและนกน้ำอพยพ

ชาวบ้านและนักดูนกในพื้นที่สะท้อนร่วมกันว่า ปริมาณผักตบชวาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ทัศนียภาพของทะเลสาบไม่สวยงามเหมือนเดิม บางจุดไม่สามารถใช้เรือสัญจรหรือนำนักท่องเที่ยวเข้าไปชมฝูงนกได้อย่างสะดวก ขณะที่นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นแทน

ปัญหาดังกล่าวจึงกลายเป็น “โจทย์ใหญ่” ของหน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ที่ต้องเร่งหาวิธีจัดการวัชพืชน้ำโดยไม่ทำลายสมดุลของระบบนิเวศ

จากริมพิธีสู่กลางทะเลสาบนายก อบจ.ลงเรือสำรวจเอง

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์และพิธีผูกสายสิญจน์สืบชะตาทะเลสาบ นายก อบจ.เชียงราย ไม่ได้ยุติบทบาทไว้เพียงการเป็นประธานในพิธี แต่ได้ลงเรือร่วมกับเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย เพื่อลงสำรวจสภาพพื้นที่ทางน้ำอย่างใกล้ชิด

การสำรวจครั้งนี้นำโดย พันจ่าอากาศเอก ทวีป เชียวสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยผู้นำท้องที่และเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ จุดหมายคือบริเวณที่มีผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอกหนาแน่น เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับจัดทำแผนกำจัดอย่างเป็นระบบ

แนวทางเบื้องต้นคือการแบ่งพื้นที่จัดการวัชพืชน้ำออกเป็นโซน พร้อมบูรณาการเครื่องจักรกลของ อบจ.เชียงราย กับภูมิปัญญาชุมชน เช่น การนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจชุมชน ทั้งการทำปุ๋ยหมักหรือผลิตภัณฑ์หัตถกรรม เพื่อลดต้นทุนในการกำจัดและไม่สร้างภาระด้านของเสียเพิ่ม

จากการคืนบ้านให้นกน้ำ สู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

การฟื้นฟูทะเลสาบเชียงแสนผ่านการกำจัดผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอก ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ระบบนิเวศกลับมาสมดุลเท่านั้น หากยังมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในหลายมิติ

  1. ด้านระบบนิเวศ (Ecological Impact)
    การลดปริมาณผักตบชวาเปิดโอกาสให้แสงแดดส่องลงสู่ชั้นน้ำได้มากขึ้น ส่งผลให้สาหร่ายและพืชน้ำพื้นถิ่นสามารถสังเคราะห์แสงตามปกติ ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ เมื่อห่วงโซ่อาหารในทะเลสาบกลับมาแข็งแรง นกน้ำอพยพจำนวนมากก็จะกลับมาใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งหากินและพักพิงในฤดูหนาว
  2. ด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco–Tourism)
    ทะเลสาบเชียงแสนถูกบรรจุอยู่ในเส้นทางของนักดูนกทั้งชาวไทยและต่างชาติ การที่ผืนน้ำสะอาด ปราศจากวัชพืชหนาแน่น จะช่วยให้การล่องเรือชมทิวทัศน์และดูนกทำได้สะดวกขึ้น เพิ่มความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว และสร้างรายได้จากการบริการนำเที่ยว ร้านอาหาร และที่พักในพื้นที่โดยรอบ
  3. ด้านเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy)
    หากการจัดการวัชพืชน้ำสามารถเชื่อมโยงกับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน เช่น งานจักสานจากผักตบชวา หรือการใช้เป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยอินทรีย์ จะช่วยสร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือนในตำบลโยนก ควบคู่กับการทำประมงพื้นบ้านและการบริการนักท่องเที่ยว
  4. ด้านสังคมและการมีส่วนร่วม (Social Cohesion)
    กระบวนการสำรวจและกำจัดผักตบชวา ที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้าน เยาวชน และหน่วยงานรัฐร่วมมือกัน ทำให้การอนุรักษ์ไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็น “ภารกิจร่วม” ของทั้งชุมชน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่และพร้อมปกป้องทะเลสาบแห่งนี้ไปพร้อมกัน

เชียงแสนบนทางแยกระหว่างอนุรักษ์กับการพัฒนา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนรอบทะเลสาบเชียงแสนเผชิญทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘ความท้าทาย’ จากกระแสการท่องเที่ยวและการขยายตัวของเมืองชายแดน การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวหมายถึงรายได้ที่มากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม

พิธีสืบชะตาทะเลสาบในปี 2569 จึงสะท้อนความพยายามของท้องถิ่นในการหาจุดสมดุลระหว่าง “การรักษ์” กับ “การใช้ประโยชน์” ทะเลสาบเชียงแสนถูกวางให้เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านระบบนิเวศและวัฒนธรรมล้านนา” มากกว่าจะเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวระยะสั้น

การสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาทของ อบจ.เชียงราย แม้ไม่ใช่ตัวเลขที่สูงเมื่อเทียบกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่ถือเป็น “เมล็ดพันธุ์” สำคัญที่ช่วยต่อยอดกิจกรรมระดับชุมชนให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง โดยเฉพาะการสร้าง Soft Power ด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ลมหายใจแห่งโยนกที่ยังไม่สิ้นสุด

เมื่อเสียงสวดมนต์จบลงและผู้คนเริ่มทยอยกลับบ้าน ทะเลสาบเชียงแสนยามสายยังคงสะท้อนภาพเรือเครื่องเล็กของเจ้าหน้าที่ที่ออกสำรวจผืนน้ำต่อไป ภาพดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ชัดเจนว่า การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกไม่อาจยุติลงพร้อมกับพิธีกรรม หากแต่ต้องดำเนินต่อด้วยการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม

พิธีสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการขอพรให้สายน้ำอยู่เย็นเป็นสุขเท่านั้น แต่คือการประกาศว่า ชาวเชียงแสนพร้อมจะเป็นเจ้าบ้านที่รับผิดชอบต่อมรดกโลกชิ้นนี้ ทั้งในฐานะ “ลูกหลานโยนก” ผู้สืบทอดตำนาน และในฐานะพลเมืองโลกที่ตระหนักถึงคุณค่าของระบบนิเวศที่เปราะบาง

หากแผนกำจัดวัชพืชน้ำเดินหน้าได้ตามที่สำรวจ หากเยาวชนตำบลโยนกยังคงเติบโตมาพร้อมความภาคภูมิใจในถิ่นเกิด และหากนกน้ำอพยพยังคงกลับมาแต่งแต้มผืนฟ้าทะเลสาบเชียงแสนทุกฤดูหนาวได้อย่างปลอดภัย ก็อาจกล่าวได้ว่า “ลมหายใจแห่งโยนก” ยังไม่สิ้นสุด และทะเลสาบเชียงแสนจะยังคงเป็นมรดกโลกที่มีชีวิตให้คนรุ่นต่อไปได้เรียนรู้และภาคภูมิใจ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)

  • เทศบาลตำบลโยนก และ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME