Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงรายคว้ารางวัล “สุดยอดสุขาสาธารณะแห่งปี 2568”

แม่ฟ้าหลวง–เชียงรายคว้ารางวัล “สุดยอดสุขาสาธารณะแห่งปี 2568” ยกระดับมาตรฐานสนามบิน–ความเชื่อมั่นนักเดินทาง

เชียงราย, 8 กันยายน 2568 – “หนึ่งในความสำคัญของท่าอากาศยานคือความสะอาดของห้องสุขา” น.ต.ดร.สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.) กล่าวย้ำต่อหน้าผู้แทนหน่วยงานรัฐและเอกชน ระหว่างพิธีรับรางวัล สุดยอดสุขาสาธารณะแห่งปี 2568” เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา รางวัลดังกล่าวมอบโดย ศูนย์อนามัยที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ กรมอนามัย ภายใต้กรอบมาตรฐาน ส้วมสาธารณะไทย (HAS) ซึ่งชี้วัดคุณภาพในสามมิติหลักคือ Healthy–Accessibility–Safety หรือ สะอาด–เพียงพอ/เข้าถึงได้–ปลอดภัย ตามเกณฑ์ของกรมอนามัย เพื่อยกระดับสุขาภิบาลสาธารณะและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการสถานที่สาธารณะทั่วประเทศ โดยเกณฑ์การคัดเลือก “สุดยอดส้วมฯ” ของเขตสุขภาพที่ 1 ประจำปีนี้ยังได้กำหนดกติกาและแนวทางประเมินไว้อย่างเป็นทางการด้วย

ภาพวันรับรางวัลหลักฐานของการทำงานเชิงระบบ

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นที่ห้องประชุม “ตอบแทนคุณแผ่นดิน” ของท่าอากาศยาน โดยมีผู้บริหารท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ผู้แทนด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และบริษัทบริการภาคพื้น เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน รางวัลนี้สะท้อนผลลัพธ์จากการทำงานต่อเนื่องทั้งด้านดูแลความสะอาด การเพิ่มความสะดวกผู้โดยสาร และการบริหารความปลอดภัยในพื้นที่ห้องสุขา ซึ่งทชร.ระบุว่าผ่านเกณฑ์ประเมินครบถ้วน ทั้งมิติการบริหารจัดการ, ความเป็นต้นแบบ/แหล่งเรียนรู้ และการจัดสภาพแวดล้อม–นวัตกรรมบริการ ทำคะแนนรวม 91 คะแนน จากผู้เข้าร่วมประเมิน 7 สถานที่ ในเขตสุขภาพเดียวกัน

แม้ตัวเลขคะแนนจะเป็นเพียง “ผลลัพธ์ปลายทาง” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือกระบวนการ “หน้าบ้าน–หลังบ้าน” ที่เข้มงวด ตั้งแต่ความถี่การทำความสะอาดแบบเชิงรุก การจัดโครงสร้างพื้นฐานแบบแตะน้อย (touchless) ไปจนถึงระบบตรวจสอบคุณภาพและการตอบสนองต่อคำร้องเรียนอย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับคำแนะนำของภาคอุตสาหกรรมสนามบินระดับสากลที่เน้นความสะอาดพื้นที่สัมผัสร่วม โดยเฉพาะห้องสุขา อ่างล้างมือ และอุปกรณ์จ่ายสบู่/น้ำยาฆ่าเชื้อในรูปแบบไร้สัมผัส

ทำความเข้าใจ “HAS”มาตรฐานไทยที่ขับเคลื่อนด้วยสุขาภิบาลและความปลอดภัย

มาตรฐานส้วมสาธารณะไทย (HAS) เป็นกรอบประเมินที่กรมอนามัยใช้ผลักดันคุณภาพห้องน้ำสาธารณะในประเทศอย่างต่อเนื่อง เน้น 3 แกนหลัก ได้แก่

  • Healthy (สะอาด): เน้นความสะอาดพื้น–ผนัง–สุขภัณฑ์ การกำจัดของเสีย และระบบระบายอากาศ
  • Accessibility (เพียงพอ/เข้าถึงได้): จำนวนห้อง–การแยกเพศ–ความพร้อมใช้งาน รวมถึงการออกแบบเพื่อคนพิการ/ผู้สูงอายุ
  • Safety (ปลอดภัย): แสงสว่าง เพดาน–พื้นไม่ลื่น ป้ายสัญลักษณ์ชัดเจน รวมถึงความปลอดภัยด้านอาชญากรรม/การคุกคาม

กรอบดังกล่าวผ่านการรณรงค์และยืนยันโดยกรมอนามัยมายาวนาน พร้อมคู่มือ/เอกสารเผยแพร่มาตรฐาน และในหลายจังหวัดก็มีการจัดประกวด–ประเมิน “สุดยอดส้วมฯ” ต่อเนื่องเพื่อยกระดับพื้นที่สาธารณะให้เป็นต้นแบบ ขณะที่ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 1 (ภาคเหนือบน) ก็มีเอกสารกติกาการคัดเลือกฉบับทางการสำหรับปี 2568 ซึ่งทำให้กระบวนการคัดเลือกโปร่งใสและตรวจสอบได้

ทำไม “ห้องน้ำ” จึงกำหนดประสบการณ์สนามบิน

สำหรับสนามบินเชิงพาณิชย์ ห้องสุขาไม่ใช่ “พื้นที่ท้ายอาคาร” แต่เป็นจุดสัมผัสสำคัญที่ผู้โดยสารใช้ซ้ำหลายครั้ง ตั้งแต่ก่อนเช็กอิน ก่อนผ่านความปลอดภัย ไปจนถึงหน้าประตูขึ้นเครื่อง งานวิชาชีพด้านท่าอากาศยานยืนยันว่า การลงทุนในสุขาภิบาลและเทคโนโลยีไร้สัมผัสในห้องสุขา ช่วยยกระดับความรู้สึกปลอดภัยและประสบการณ์โดยรวม โดยเฉพาะยุคหลังโควิดที่ผู้โดยสารให้ความสำคัญด้านสุขอนามัยอย่างยิ่ง แนวปฏิบัติของสมาพันธ์สนามบินนานาชาติ (ACI) จึงแนะนำให้ติดตั้งอุปกรณ์ไร้สัมผัสในห้องสุขา และเพิ่มจุดล้างมือ/เจลฆ่าเชื้อในจุดคอขวดต่าง ๆ ของกระบวนการผู้โดยสาร

ในต่างประเทศ สนามบินหลายแห่งยังติดตั้งระบบ “Smart Restroom” เพื่อรับฟังเสียงผู้ใช้แบบเรียลไทม์และปิดช่องว่างบริการอย่างฉับไว ซึ่งถูกยกเป็นกรณีศึกษาด้านประสบการณ์ผู้โดยสารในบทความวิชาชีพของ ACI สะท้อนทิศทางการจัดการเชิงข้อมูล (data-driven) ที่สนามบินไทยสามารถต่อยอดได้

“91 คะแนน” บอกอะไร ถอดบทเรียนจากเช็กลิสต์ถึงระบบงาน

คะแนนรวมที่ทชร.ได้รับ สะท้อนวัฒนธรรมความปลอดภัยและความสะอาดที่ฝังอยู่ในขั้นตอนปฏิบัติงาน ตั้งแต่

  1. การบริหารจัดการสิ่งปฏิกูล–ความสะอาดเชิงรุก
    กำหนดความถี่ทำความสะอาดตามปริมาณผู้ใช้จริง ปรับรอบให้ถี่ในช่วงพีกไฟลต์ ติดตามคุณภาพด้วยการสุ่มตรวจและบันทึกผลอย่างมีหลักฐาน
  2. โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเข้าถึง
    จำนวนห้องสุขาเพียงพอ การจัดทางสัญจร–ป้ายชัดเจน และห้องน้ำสำหรับผู้ใช้รถเข็น/ผู้สูงอายุ รวมถึงอุปกรณ์ช่วยพยุงและพื้นผิวกันลื่น
  3. ความปลอดภัยและการสื่อสาร
    ไฟส่องสว่าง กล้องวงจรปิดในโถงทางเดิน (ไม่นำเข้าพื้นที่ส่วนตัว) ป้ายแจ้งเหตุ–เบอร์ฉุกเฉิน รวมถึงการทำความเข้าใจข้อพึงปฏิบัติแก่ผู้โดยสารหลายภาษา

หลักคิดและรายการตรวจเหล่านี้สอดคล้องกับองค์ความรู้ของกรมอนามัยเรื่อง HAS ซึ่งใช้กันทั่วประเทศ และเชื่อมโยงกับแนวปฏิบัติด้านสุขอนามัยของอุตสาหกรรมสนามบินระดับสากล

เสียงจากผู้บริหารสนามบิน “สะอาด–เข้าถึง–ปลอดภัย คือคำมั่นสัญญา”

น.ต.ดร.สมชนก ระบุในพิธีว่า “หนึ่งในความสำคัญของท่าอากาศยานคือความสะอาดของห้องสุขา” พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ส่วนหน้า–ส่วนหลัง และหน่วยงานคู่ภาคีที่ร่วมกันยกระดับมาตรฐานจนได้รับการยอมรับระดับเขตสุขภาพ นับเป็น “รางวัลรวมหมู่” ของบุคลากรที่อยู่ด่านหน้าทุกวัน ตั้งแต่แม่บ้าน วิศวกร ไปจนถึงทีมบริการผู้โดยสาร

จากแนวโน้มผู้โดยสารที่ฟื้นตัวและเส้นทางบินที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง บทบาทของทชร.ในฐานะประตูเศรษฐกิจภาคเหนือฝั่งตะวันออกยิ่งเด่นชัด สนามบินดังกล่าวอยู่ภายใต้การบริหารของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) – AOT และเป็นหนึ่งในเครือข่ายสนามบินหลักของประเทศ ซึ่งมีภารกิจควบทั้ง “ความปลอดภัย–คุณภาพบริการ–ประสิทธิภาพการดำเนินงาน” เพื่อรองรับอุปสงค์การเดินทางและการท่องเที่ยวที่เติบโต.

มิติท่องเที่ยว–เศรษฐกิจห้องน้ำดี สร้างประสบการณ์ดีกว่าเดิม

เชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง การยกระดับคุณภาพห้องสุขาในสนามบินจึงมีนัยสำคัญต่อ “ภาพจำแรก–สุดท้าย” ของนักเดินทาง เพราะผู้โดยสารจำนวนมากเข้าห้องน้ำอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนหรือหลังเที่ยวบิน การพบห้องสุขาที่สะอาด ปลอดภัย และเข้าถึงได้ ช่วยลด “ความเครียดการเดินทาง” และสร้างความรู้สึกไว้วางใจต่อระบบบริการโดยรวม ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้เกิดการกลับมาใช้บริการซ้ำ และการบอกต่อในเชิงบวก โดยแนวทางของอุตสาหกรรมท่าอากาศยานก็ชี้ให้เห็นว่า การจัดวางจุดล้างมือ–แอลกอฮอล์ที่เพียงพอและระบบไร้สัมผัสในห้องสุขามีผลต่อความรู้สึกปลอดภัยและคุณภาพประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญ

เชื่อมโลกมาตรฐานสากลกับมาตรฐานไทย ทางเดินต่อจากนี้

รางวัล “สุดยอดสุขาสาธารณะฯ” คือจุดเริ่มของการยกระดับรอบใหม่ มากกว่าคำว่าจบภารกิจ ทชร.สามารถต่อยอดได้ในหลายมิติ เช่น

  • ยกระดับระบบไร้สัมผัส: โถสุขภัณฑ์–ก๊อกน้ำ–สบู่–กระดาษเช็ดมือแบบอัตโนมัติ รวมถึงประตูเข้า–ออก เพื่อ “ลดสัมผัส ลดความเสี่ยง” ตามแนวปฏิบัติที่ ACI แนะนำไว้สำหรับอาคารผู้โดยสารสมัยใหม่
  • ข้อมูลหน้างานแบบเรียลไทม์: นำระบบแจ้งเตือนคุณภาพ/การทำความสะอาด–นับผู้ใช้–แบบประเมินสั้น ๆ ติดหน้าห้องน้ำ เพื่อปรับรอบงานอย่างยืดหยุ่น คล้ายกรณีศึกษาสนามบินต่างประเทศที่ ACI เคยเผยแพร่
  • การสื่อสารหลายภาษา–สัญลักษณ์สากล: ป้ายแนะนำการใช้และช่องทางร้องเรียน–แจ้งเหตุที่เข้าใจง่าย ครอบคลุมผู้โดยสารต่างชาติ ผู้สูงวัย และผู้พิการ

รางวัลที่มากกว่าถ้วยเชิดชู เป็น “ภูมิคุ้มกันองค์กร”

  1. มิติผู้โดยสาร: ห้องสุขาที่ดีลดจุดสะดุดในการเดินทาง ย่นเวลาแช่อยู่ในคิว เพิ่มความรู้สึกปลอดภัยและความมั่นใจ
  2. มิติการดำเนินงาน: เช็กลิสต์ HAS ทำหน้าที่เป็น “แบบตรวจซ้ำ” ให้ทีมงานหมุนวงล้อ PDCA อย่างเป็นระบบ ทำให้การดูแลห้องสุขาไม่ขึ้นกับคนใดคนหนึ่ง แต่ยึดมาตรฐานร่วม
  3. มิติเศรษฐกิจ–ภาพลักษณ์เมือง: สนามบินอยู่หน้า–ท้ายประสบการณ์ท่องเที่ยว ความประทับใจพื้นที่สาธารณะช่วยต่อเติมแบรนด์จุดหมายปลายทาง
  4. มิตินโยบายสาธารณะ: HAS ทำให้ “สุขาภิบาล” กลายเป็นวาระจับต้องได้ หน่วยงานท้องถิ่น–เอกชนสามารถสมัครเข้าร่วมประเมินและยกระดับสถานที่ตนเอง เกิดการแข่งขันเชิงคุณภาพที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ.

จากความสะอาดสู่ความเชื่อมั่น

การได้รางวัล “สุดยอดสุขาสาธารณะแห่งปี 2568” สะท้อนว่าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย กำลังเดินบนเส้นทาง สะอาด–เข้าถึง–ปลอดภัย” อย่างมีระบบและตรวจสอบได้ พร้อมต่อยอดสู่เทคโนโลยี–ข้อมูล–นวัตกรรมบริการที่ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้สนามบินทุกกลุ่ม ในวันที่การเดินทางแข่งขันกันด้วย “ประสบการณ์” รายละเอียดอย่างห้องสุขา คือสมรภูมิเล็กที่ชี้ชะตาความประทับใจใหญ่ของเมืองและประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
  • ศูนย์อนามัยที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)
  • กพท. (CAAT) eAIP Thailand, แฟ้มข้อมูลสนามบิน (Operator: Airports of Thailand PLC).
  • Airports Council International (ACI)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ไทย–ลาวเปิดฉาก “ลาดตระเวนร่วม” สกัดภัยข้ามแดนจากสามเหลี่ยมทองคำ

สมรภูมิแม่น้ำโขง ไทย–ลาว “ลาดตระเวนร่วม” เชียงของ สกัดภัยข้ามแดน—เปิดฉากความร่วมมือสู้ปัญหาซับซ้อนจากสามเหลี่ยมทองคำ

เชียงราย, 8 กันยายน 2568 — เสียงเครื่องยนต์เรือตรวจการณ์แล่นฉีกผิวน้ำโขงยามเช้า หน้า สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ–บ่อแก้ว) ขณะที่กำลังพลจากทั้งสองฝั่งแม่น้ำยืนประจำจุด ดูแลอุปกรณ์สื่อสารและแผนที่เดินเรือ ปฏิบัติการ ลาดตระเวนร่วมทางน้ำ” เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ โดยมี พ.อ.มีชัย นิลศาสตร์ รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง (กกล.ผาเมือง) และ พ.อ.แสงเพ็ด แสงมะนี หัวหน้าการทหาร บก.ทหาร แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ทำหน้าที่ประธานร่วม ณ จุดยุทธศาสตร์ริมโขงในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อสกัดกั้น ยาเสพติด การหลบหนีเข้าเมือง และการลำเลียงสินค้าผิดกฎหมายที่คุกคามความมั่นคงสองประเทศอย่างต่อเนื่อง

การลาดตระเวนครั้งนี้ไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะกิจ หากเป็น “ภาพสะท้อน” ของกรอบความร่วมมือความมั่นคงไทย–ลาวที่ยกระดับตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ระดับผู้นำรัฐบาลลงมาถึงหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ ตามเป้าหมายเดียวกันคือ ลดความรุนแรงของอาชญากรรมข้ามชาติในลุ่มน้ำโขง และ ทำให้พรมแดนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและเศรษฐกิจชายแดน

โจทย์ใหญ่หน้าด่าน ยาเสพติดทะลัก–ภัยมั่วรูปแบบในลุ่มน้ำโขง

ตลอด 4–5 ปีที่ผ่านมา ลุ่มน้ำโขงเผชิญ “พายุสังเคราะห์” จากยาเสพติดชนิดเมทแอมเฟตามีนที่ ทำสถิติยึดจับสูงเป็นประวัติการณ์ ต่อเนื่อง องค์การสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า ปี 2567 (ค.ศ. 2024) เมทแอมเฟตามีนที่ถูกยึดในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงถึง 236 ตัน เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน และยังพบการปรับตัวของเครือข่ายผลิต–ลำเลียงด้วยเส้นทางใหม่และเทคนิคพรางตัวซับซ้อนมากขึ้น นั่นทำให้ “แนวหน้า” อย่างเชียงรายและบ่อแก้วต้องรับภาระกดดันหนักหน่วงกว่าที่เคย

สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเชื่อมพรมแดนไทย–ลาว–เมียนมา ยังคงเป็น “ครัวโลก” ผลิตเมทแอมเฟตามีนและยาเสพติดสังเคราะห์รูปแบบต่างๆ หลายเครือข่ายมี ศักยภาพกึ่งกองกำลัง และถักทอสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์กับธุรกิจในพื้นที่ชายแดน ทำให้การบังคับใช้กฎหมายต้องพึ่งทั้ง ข่าวกรอง การสกัดกั้นเชิงลึก และความร่วมมือทวิภาคีที่ต่อเนื่อง มากกว่าการตั้งด่านหรือออกเรือตรวจแบบเดี่ยว ๆ

ไทย–ลาว” ขยับพร้อมกัน จากโต๊ะผู้นำสู่เรือตรวจการณ์หน้าน้ำ

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้นำรัฐบาลไทยและลาวหารือที่ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือ ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์–ยาเสพติด ควบคู่การจัดการ หมอกควันข้ามแดน และการเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคี นับเป็นสัญญาณชัดเจนว่าความมั่นคงชายแดนถูกผูกเข้ากับวาระเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในแพ็กเกจความร่วมมือเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นองค์รวม

ระดับพื้นที่ก็ขยับจริงจังตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งการลงนาม MOU ด้านปราบปรามยาเสพติด ระหว่างหน่วยทหารชายแดนสองประเทศในแนวโขง และการปฏิบัติการ “No Drugs No Dealers” ที่ฝ่ายไทย–ลาวเปิดแถลงข่าวขับเคลื่อนร่วมกัน เน้นการเชื่อมโยงข้อมูล–ขยายผลถึงเครือข่ายการเงิน ของผู้ค้ายาเสพติด ไม่ใช่จับเฉพาะหน้าด่านแล้วจบ

กกล.ผาเมือง ในฐานะกำลังหลักแนวเหนือ มีภารกิจเฝ้าระวัง–ป้องกันชายแดนครอบคลุมหลายจังหวัด ตั้งแต่เชียงราย–เชียงใหม่–พะเยา–น่าน–อุตรดิตถ์–พิษณุโลก ทำงานทั้งมิติทหาร ความมั่นคงภายใน และกิจการพลเรือน เพื่อให้ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ของการดูแลความปลอดภัยตลอดแนวป่าเขาและลำน้ำ

ภูมิทัศน์ภัยคุกคาม จาก “กองกำลังนอกภาครัฐ” ถึง “เศรษฐกิจเงา” ในเขตพัฒนา

รายงานของฝ่ายความมั่นคงนานาชาติหลายฉบับชี้ว่า เครือข่ายอาชญากรรมในสามเหลี่ยมทองคำมีความเชื่อมโยงกับ กองกำลังติดอาวุธนอกภาครัฐในเมียนมา ขณะที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุ กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) เป็นหนึ่งในองค์กรค้ายาเสพติดที่มีขีดความสามารถสูง มีโครงสร้างกึ่งรัฐและกำลังพลพร้อมอาวุธครบมือ ทำให้แรงกดดันแนวชายแดนไทย–ลาว–เมียนมาไม่ใช่โจทย์ “ตำรวจ–ทหาร” แบบเดิมอีกต่อไป

ในอีกมิติหนึ่ง หน่วยงานกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (OFAC) เคยประกาศ คว่ำบาตรเครือข่าย “จ้าว เหว่ย” (Zhao Wei Network) ผู้บริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ (GTSEZ) ฐานเกี่ยวข้อง ฟอกเงิน–ค้ายา–ค้ามนุษย์ และใช้นิติบุคคลบังหน้าเพื่อแทรกซึมระบบเศรษฐกิจชายแดนในลาว—ประเด็นนี้สะท้อนภาพ “เศรษฐกิจเงา” ที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานถูกกฎหมายเป็นช่องทางเคลื่อนย้ายทุนมืดและคนผิดกฎหมาย

แรงสั่นสะเทือนถึงฝั่งไทย กระสุน–แรงระเบิดลามข้ามพรมแดน

ความรุนแรงจากฝั่งบ่อแก้ว สปป.ลาว ลามผลกระทบถึงบ้านเรือนฝั่งเชียงราย หลายครั้งตลอดปีที่ผ่านมา สื่อท้องถิ่นภาษาอังกฤษรายงานกรณีกระสุนจากเหตุปะทะตกใส่หลังคาบ้านในไทย และยังมีข่าวเหตุระเบิดในบ่อแก้วที่สร้างแรงสั่นสะเทือนใกล้จุดผ่านแดน—ทั้งหมดนี้ยืนยันว่า ความไม่สงบชายแดนไม่ได้หยุดอยู่กลางน้ำ แต่ กระทบความปลอดภัยประชาชนไทยโดยตรง และบีบให้ต้องยกระดับกลไกเตือนภัย–สื่อสารสาธารณะในพื้นที่

สกัด–ขยายผล–ทำลายทุน” ยุทธศาสตร์กกล.ผาเมืองบนสมรภูมิแม่น้ำ

โครงงานลาดตระเวนร่วม 8 กันยายนนี้ จึงถูกวางบทบาทเป็น ฟันเฟืองเชื่อมยุทธศาสตร์ 3 ชั้น

  1. สกัดกั้นปลายน้ำ บนลำน้ำโขงด้วยเรือตรวจการณ์ผสมไทย–ลาว ควบคุมช่องทางเสี่ยง การขึ้น–ลงสินค้าเถื่อน และเส้นทางคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย พร้อมมาตรการคัดกรอง–สืบสวนภาคสนามร่วมกัน
  2. ขยายผลกลางน้ำ ด้วยการแลกเปลี่ยนข่าวกรองอย่างเป็นระบบกับหน่วยงานคู่ขนาน เช่น ป.ป.ส. ฝ่ายปกครอง ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยต่อต้านการฟอกเงิน เพื่อเชื่อมโยง “ของ–คน–ทุน” เข้าด้วยกัน ไม่ให้คดีหยุดที่ของกลาง
  3. ทำลายทุนต้นน้ำ ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐบาล—อาศัยแรงส่งทางการทูต เศรษฐกิจ และกฎหมายระหว่างประเทศ บีบช่องทางระดมทุน–เคลื่อนย้ายเงินของเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจชายแดน

หลักฐานเชิงประจักษ์ คดีสกัดจับ “หลายล้านเม็ด” ที่ทำให้ภาพชัด

เพียงดูสถิติการยึดยาเสพติดใน แนวเหนือ–ลุ่มน้ำโขง จะเห็นความเข้มข้นของปัญหา—ข่าวการจับยึดยาบ้าระดับ หลักล้านเม็ด เกิดขึ้นถี่ในเชียงราย–เชียงใหม่ตลอดปี อาทิ

  • คดี 2.8 ล้านเม็ด ที่อำเภอแม่สาย—ตอกย้ำว่าแนวชายแดนบนสุดยังเป็น เป้าหมายหลัก ของขบวนการ
  • คดี 4.2 ล้านเม็ด เขตอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และ 600,000 เม็ด แถวเชียงดาว—สะท้อนเส้นทางเชื่อมต่อจากด่านหน้าสู่ “พื้นที่ชั้นใน”
  • อีกด้านหนึ่ง ในฝั่งลาวยังเร่ง กวาดล้างล็อตใหญ่ หลายคดีในแขวงภาคเหนือ สะท้อนแรงกดดันต่อเครือข่ายจากทั้งสองฝั่ง

ภาพรวมเหล่านี้สอดรับกับข้อมูล UNODC ที่ระบุแนวโน้ม การผลิต–ลักลอบเพิ่มขึ้น และ เส้นทางขนส่งปรับตัว อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ข้ามแม่น้ำ–ถนนเลียบโขง–วงแหวนรอบนอกเมืองชายแดน ก่อนเข้าสู่โครงข่ายขนส่งตอนใน

 “พรมแดนปลอดภัยคือเศรษฐกิจที่เดินหน้าได้”

ฝ่ายความมั่นคงย้ำมาตลอดว่า พรมแดนปลอดภัย = ชายแดนคึกคัก” ทั้งการท่องเที่ยว การค้า ตลาดริมโขง และโลจิสติกส์ข้ามแดน สะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 ซึ่งเป็นเสาหลักการค้าระหว่างเชียงของกับบ่อแก้ว—จะทำหน้าที่ได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อความเสี่ยงอาชญากรรมลดลง การลาดตระเวนร่วมจึง ไม่ได้มีค่าเฉพาะด้านความมั่นคง แต่ยังเป็น การคุ้มครองปากท้อง ของคนชายแดน ทั้งพ่อค้า–แม่ค้า ผู้ขับเรือ นักท่องเที่ยว และแรงงาน

ทำไม “ลาดตระเวนร่วม” จึงจำเป็น แต่ยังไม่พอ

ปัญหายาเสพติด–อาชญากรรมข้ามชาติ “โตเร็วกว่าเครื่องมือรัฐ” เครือข่ายใช้เทคโนโลยีสื่อสารเข้ารหัส เส้นทางย่อยหลบเลี่ยงด่าน และ ทุนการเงินข้ามแดน ที่โยงกับธุรกิจพรางตัว การลาดตระเวนร่วมช่วย ลดแรงกดดันปลายน้ำ ได้จริง แต่จะยั่งยืนก็ต่อเมื่อ ข้อมูลข่าวกรอง–การสืบสวนทางการเงิน ทำงานคู่ขนานจนปิดวงจรทุนผิดกฎหมาย ซึ่งความไม่สงบในแขวงบ่อแก้ว และเหตุปะทะตามแนวชายแดน แสดงให้เห็นว่าโจทย์นี้ ทับซ้อนความมั่นคง–การเมือง–เศรษฐกิจ การเตรียมแผนอพยพ–แจ้งเตือนประชาชน–ซ้อมรับเหตุฉุกเฉิน ต้องเป็น มาตรฐานประจำ ของจังหวัดแนวโขง ไม่ใช่เฉพาะช่วงข่าวดัง โดยความร่วมมือระดับผู้นำไทย–ลาวที่ประกาศต่อสาธารณะ สร้าง “แรงหนุนเชิงนโยบาย” ดีแล้ว ขั้นต่อไปคือ คณะทำงานร่วมถาวร ที่จัดลำดับความสำคัญร่วมกัน ชุดปฏิบัติการผสมที่ ใช้ฐานข้อมูลเดียวกันแบบเรียลไทม์ และกลไกหมุนเวียนกำลัง–งบประมาณที่คงเส้นคงวา เพื่อไม่ให้ความร่วมมือสะดุดตามวาระ

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ

  1. ยกระดับ “ข่าวกรองร่วม” ระหว่างหน่วยไทย–ลาว โดยตั้งศูนย์ข้อมูลผสมริมโขง เชื่อมระบบสืบสวนทางการเงิน ป.ป.ส.–AMLO เข้ากับข้อมูลพรมแดนลาว เพื่อ ปิดวงจรทุนและคน พร้อมกัน
  2. คุมความเสี่ยงเขตเศรษฐกิจ–โลจิสติกส์ โดยคัดกรองผู้ประกอบการ–การเงินในพื้นที่พัฒนา ร่วมกับสถาบันการเงิน และใช้อำนาจทางการทูต–คว่ำบาตรพุ่งเป้าเครือข่ายที่ถูกระบุจากต่างประเทศ
  3. ลงทุน “ความปลอดภัยของชุมชน” เพิ่มเครือข่ายข่าวสารหมู่บ้าน–ท่าเรือท้องถิ่น สนับสนุนค่าตอบแทนแหล่งข่าวและเทคโนโลยีแจ้งเหตุเร็ว เพื่อให้ประชาชนเป็น ตา–หู ที่ไว้ใจได้ของรัฐ
  4. ซ้อมแผนฉุกเฉินแนวโขง ครอบคลุมหัวข้อ “กระสุน–ระเบิดข้ามแดน” และการสื่อสารความเสี่ยงเชิงรุก บนหลักฐานจากเหตุการณ์จริงในรอบปี

ปฏิบัติการลาดตระเวนร่วมทางน้ำ เชียงของ–บ่อแก้ว 8 กันยายน 2568 คือสัญญาณสำคัญว่าไทย–ลาว ยืนแถวเดียวกัน ต่อหน้าปัญหาข้ามพรมแดนที่ซับซ้อนและยืดเยื้อ ความสำเร็จจะไม่วัดเพียงจำนวนเรือหรือเที่ยวลาดตระเวน แต่ต้องวัดที่ การลดความเสี่ยงจริง ต่อประชาชนชายแดน การทำลายวงจรทุนผิดกฎหมาย และความเชื่อมั่นของผู้ค้า–นักท่องเที่ยวที่กลับคืนมา แม่น้ำโขงคือเส้นเลือดใหญ่ของภูมิภาค ปลอดภัยเมื่อใด เศรษฐกิจก็สูบฉีดเมื่อนั้น—และความร่วมมือวันนี้คือก้าวที่จำเป็นเพื่อไปให้ถึงวันนั้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองกำลังผาเมือง
  • หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย
  • กองบัญชาการทหาร แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว
  • ข้อมูลจากรายงานเชิงวิเคราะห์การลาดตระเวนร่วมตามลำแม่น้ำโขงและพลวัตความมั่นคงชายแดนไทย-ลาว
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ความเชื่อปะทะกฎหมาย เชียงรายคลี่คลายปมสุสานลาหู่ในที่ดิน ส.ป.ก. ชั่วคราว

ความเชื่อปะทะกฎหมาย “สุสานบนที่ทำกิน” ปมฝังศพลาหู่ในที่ดิน ส.ป.ก. แม่จัน คลี่คลายชั่วคราวด้วยคำมั่นตั้งสุสานสาธารณะ

เชียงราย, 8 กันยายน 2568 –ที่ว่าการอำเภอแม่จันเต็มไปด้วยคนกว่า 300 คนที่ยืนแน่นในเช้าวันจันทร์อึมครึม ฝนพรำเบาๆ แต่ป้ายผ้ากลับชัดเจน พวกเขามาเรียกร้อง “หยุดขุดหลุมศพบรรพบุรุษ” และขอให้รัฐ “มองเห็นความเชื่อ” ของชุมชนชาติพันธุ์บนดอยบ้านเล่าชีก๋วย ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน เหตุเริ่มจากคำสั่งทางปกครองให้ย้ายร่าง “พ่อเฒ่าจะแก จิตเอื้ออังกูร” ผู้อาวุโสชาวลาหู่ ที่ครอบครัวฝังไว้ในสวน 15 ไร่ซึ่งเป็นที่ดิน ส.ป.ก. และ ส.ท.ก. ตามคำสั่งเสียของผู้ตายเมื่อเมษายน 2567 ก่อนเกิดข้อพิพาทยืดเยื้อเกือบสองปี

ช่วงบ่าย วันเดียวกัน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ เข้าพบชาวบ้านและให้คำมั่น “ระงับการขุดย้ายศพ” พร้อมเร่งวางแผน “ตั้งสุสานสาธารณะ” เพื่อเป็นทางออกเฉพาะพื้นที่ ชาวบ้านจึงแยกย้ายด้วยความหวัง แต่รู้ว่าศึกหลักยังอยู่ในชั้นกฎหมายและศาลปกครองเชียงใหม่ที่เริ่มรับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณาแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ชุมนุมครั้งนี้มีรายงานโดยสื่อท้องถิ่นหลายสำนัก เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 เช่น สยามรัฐ และมติชนออนไลน์ ซึ่งสะท้อนแรงกดดันของสังคมต่อการจัดการศพในพื้นที่เกษตรกรรมปฏิรูปของรัฐอย่างชัดเจน

ปมขัดแย้ง 3 ชั้น ที่ดิน ส.ป.ก., กฎหมายสุสาน และความเชื่อชาติพันธุ์

แก่นเรื่องไม่ได้มีเพียง “หลุมศพหนึ่งหลุม” แต่คือการทับซ้อนกันของกฎหมายที่ดินเพื่อเกษตรกรรม, กฎหมายสาธารณสุขด้านสุสาน, และสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์

ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็นสิทธิทำกินเพื่อเกษตรกรรม ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์ และห้ามโอนเว้นมรดก การใช้เพื่อกิจการอื่นต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของ ส.ป.ก. และหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงนี้ชี้ว่าการตั้งสุสานถาวรในที่ ส.ป.ก. ต้องผ่านการพิจารณาและอนุญาตตามขั้นตอน ไม่ใช่เพียงความยินยอมของชุมชนฝ่ายเดียว  การฝังศพนอกสุสานที่ได้รับอนุญาตเป็นเรื่องอ่อนไหวตาม พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 ซึ่งกำหนดให้การเก็บ ฝัง หรือเผาศพ ต้องทำในสุสานสาธารณะหรือเอกชนที่ได้รับอนุญาต เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีเฉพาะจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น (มาตรา 10) อำนาจอนุญาตอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพื้นที่ หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย และสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นหัวใจที่รัฐต้องรับฟัง ชาวลาหู่มีธรรมเนียมฝังศพในที่ทำกินของตนเอง โดยประกอบพิธี “เสี่ยงทายไข่” เพื่อขอความยินยอมจากวิญญาณผู้ตาย และมีพิธี “ส่งผี” เพื่อให้ดวงวิญญาณไม่กลับมารบกวนคนเป็น ขณะเดียวกัน ชาวเมี่ยน (อิ้วเมี่ยน) ให้ความสำคัญกับชัยภูมิแบบจีน หรือ “เขาหัว–หางมังกร” ตามหลักฮวงจุ้ย เพื่อความสวัสดิมงคลของสายตระกูล ความเชื่อทั้งสองชุดล้วนจริงจัง และมีฐานทางมานุษยวิทยารองรับ

เสียงจากสองฟากความเชื่อ “วิญญาณต้องพัก” ปะทะ “พลังชี่ของหมู่บ้าน”

ฝั่งครอบครัวผู้ตายยืนยันว่าการฝังในสวนตามคำสั่งเสียและพิธีกรรมชุมชนคือ “การส่งคนกลับบ้าน” เป็นวิถีสืบทอดหลายชั่วอายุคน และไม่ได้กระทบสิ่งแวดล้อมหรือความสงบสุขของใคร ขณะที่ฝ่ายคัดค้านซึ่งเป็นชาวเมี่ยนในพื้นที่ใกล้เคียงมองว่า จุดฝังอยู่ในแนว “หัว–หางมังกร” และ “หมอนหมู่บ้าน” ซึ่งเป็นตำแหน่งค้ำชูพลังของชุมชน การมีหลุมศพ ณ จุดนั้นเท่ากับรบกวนกระแส ชี่ ที่เกื้อหนุนลูกหลาน

ข้อมูลทางชาติพันธุ์แสดงว่า ชาวเมี่ยนรับอิทธิพลลัทธิเต๋าและศาสตร์ฮวงจุ้ยอย่างเข้มข้น การเลือกทำเลสุสานจึงเป็นการ “ลงทุนทางจิตวิญญาณ” ระยะยาว เพื่อความรุ่งเรืองของตระกูล ในบางพื้นที่ยังใช้การเสี่ยงทายประกอบการพิจารณาชัยภูมิด้วย ขณะเดียวกัน เอกสารภาคสนามเกี่ยวกับชาวลาหู่ระบุพิธีกรรมเสี่ยงทายไข่และชุดพิธี “กักกันวิญญาณ” หลังฝังศพไว้อย่างละเอียด ซึ่งทำให้เข้าใจแรงผลักดันของทั้งสองชุมชนได้ดีขึ้น

ทำไม “ย้ายศพ” จึงกลายเป็นชนวนใหญ่

ปัญหาขยายตัวเมื่อคำสั่งทางปกครองให้ “ขุดย้ายศพ” ถูกมองว่าเป็นการละเลยกระบวนการมีส่วนร่วมและความเชื่อท้องถิ่น อีกทั้งอาจกลายเป็น “บรรทัดฐาน” ให้ใครก็ตามใช้กฎหมายกดดันกันในอนาคต หากฝ่ายหนึ่งถือข้อกฎหมายที่แข็ง อีกฝ่ายย่อมยึด “สิทธิทางวัฒนธรรม” ที่ยืนยาวกว่าในความทรงจำรวมหมู่

ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คำสั่งทางปกครองต้องชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม มีเหตุผล สนองประโยชน์สาธารณะ และคู่กรณีมีสิทธิอุทธรณ์ได้ ขณะเดียวกัน ศาลปกครอง มีอำนาจออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์ก่อนพิพากษา หากการบังคับตามคำสั่งจะก่อให้เกิดความเสียหายยากแก่การเยียวยาภายหลัง กลไกนี้มักถูกใช้ในคดีชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่มี “ความเสียหายถาวร” เป็นเดิมพัน ซึ่งเข้ากรอบคดีนี้อย่างชัดเจน

 “เบรกชั่วคราว” แต่โจทย์ใหญ่ยังอยู่

คำมั่นของรองผู้ว่าฯ ที่จะระงับการขุดย้าย และผลักดัน “สุสานสาธารณะ” เป็นทางออกระยะสั้นที่ลดแรงปะทะทันที แต่การตั้งสุสานต้องผ่านการอนุญาตและการจัดสรรพื้นที่ตามกฎหมายสุสาน อีกทั้งต้องดู ฐานสิทธิ ของที่ดิน หากอยู่ในเขต ส.ป.ก. การใช้เพื่อกิจการสาธารณะอาจทำได้ แต่ต้องผ่านการเห็นชอบและจัดกระบวนการตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้ผิดวัตถุประสงค์หลักด้านเกษตรกรรม

ในทางปฏิบัติ จังหวัดจำเป็นต้องวางขั้นตอน 3 ช่วง คือ จัดพื้นที่, จัดสิทธิ, และ จัดการ

  1. จัดพื้นที่ คัดเลือกที่เหมาะสมโดยใช้เกณฑ์ด้านสาธารณสุข ภูมิประเทศ และผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งรับฟังความเชื่อของชุมชนโดยตรงผ่านวงปรึกษาหารือหลายชาติพันธุ์
  2. จัดสิทธิ ตรวจฐานสิทธิที่ดิน หากใช้ที่ ส.ป.ก. ต้องขอความเห็นชอบตามระเบียบ และออกใบอนุญาตสุสานตาม พ.ร.บ.สุสานฯ ให้ครบถ้วน
  3. จัดการ กำหนดระเบียบการใช้สุสานร่วม วางแนวทางพิธีกรรมที่เคารพความหลากหลาย แต่ไม่กระทบสาธารณสุข

เรื่องเล่าจากชายแดน เมื่อ “สุสาน” คือแผนที่ของชุมชน

ผู้เฒ่าชาวลาหู่เคยสรุปสั้นๆ ว่า “ฝังศพไว้ที่ดินกิน ที่ดินจะจำเรา” ประโยคเดียวบอกความหมาย “สุสานบนที่ทำกิน” ว่าไม่ใช่แค่หลุมฝังศพ แต่เป็นหมุดหมายของสายตระกูล เป็นบันทึกเชิงพื้นที่ของความเป็นเจ้าของและการสืบสาน การย้ายศพจึงถูกมองว่าเป็นการตัดราก “ตัวตน” ของครอบครัว ขณะที่ชาวเมี่ยนมองภูเขาเป็น “สรีระของมังกร” สุสานที่วางถูกตำราไม่เพียงคุ้มครองผู้จากไป แต่ส่งพลังเกื้อหนุนลูกหลาน นี่จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องตำแหน่งทางกายภาพ หากคือ “ภูมิทัศน์จิตวิญญาณ” ที่สองวัฒนธรรมอ่านต่างกัน

เอกสารชาติพันธุ์ยืนยันความซับซ้อนนี้ เช่น ฐานข้อมูลชาติพันธุ์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ที่แสดงรากวัฒนธรรมเมี่ยนและบทบาทพิธีกรรมตามคติเต๋า รวมถึงงานวิชาการและบันทึกภาคสนามที่อธิบายพิธีศพลาหู่ตั้งแต่การเสี่ยงไข่จนถึงพิธี “ส่งผี” หลังการฝัง ซึ่งทำให้การออกแบบทางออกจำเป็นต้องให้ “ความรู้วัฒนธรรม” เป็นข้อมูลตั้งต้น ไม่ใช่เพียงภาคผนวก

นโยบาย “สามวงแหวน” เพื่อคลี่คลายอย่างยั่งยืน

วงแหวนที่ 1: กฎหมายต้องชัด
จังหวัดควรตั้งคณะทำงานกฎหมายแบบบูรณาการ ระหว่าง ส.ป.ก., อปท., สาธารณสุข, ที่ดิน และฝ่ายปกครอง เพื่อถอดบทเรียนคดีนี้เป็น “แนวปฏิบัติ” สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก. ที่มีสุสานชุมชนดั้งเดิมอยู่ก่อน พร้อมจัดทำคู่มืออนุญาตกรณีสุสานในหรือใกล้เขต ส.ป.ก. ให้สอดคล้องทั้ง พ.ร.บ.สุสานฯ และระเบียบ ส.ป.ก. ลดดุลพินิจที่เสี่ยงต่อความขัดแย้ง

วงแหวนที่ 2: วัฒนธรรมต้องนำ

ให้มี “เวทีพิธีกรรมร่วม” ระหว่างผู้นำลาหู่และเมี่ยน เพื่อออกแบบวิธีปฏิบัติที่เคารพกัน เช่น แนวกันชนทางพิธีกรรม, พื้นที่เซ่นไหว้ร่วม, หรือการย้ายหลุมในกรณีจำเป็นตามคติแต่ละฝ่าย โดยรัฐรับรองพิธีกรรมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอนุญาต ไม่ใช่ขั้นตอนนอกแบบ

วงแหวนที่ 3: การสื่อสารต้องจริงใจ
สื่อสารข้อกฎหมายและผลกระทบอย่างตรงไปตรงมา ตั้งศูนย์ข้อมูลชุมชนภาคสนามที่แปลภาษากฎหมายเป็นภาษาเข้าใจง่าย พร้อมสายด่วนประสานศูนย์ดำรงธรรม สนับสนุนการไกล่เกลี่ยเชิงวัฒนธรรมเพื่อลดการปะทุในอนาคต

ทางออกเฉพาะหน้า “พักคำสั่ง – ตั้งสุสานร่วม – ทำข้อตกลงชุมชน”

ระยะสั้น ควร “พักการบังคับคำสั่งย้ายศพ” จนกว่าศาลจะมีคำสั่งชั่วคราวหรือมีผลคำพิพากษา และเดินหน้ากระบวนการตั้ง “สุสานสาธารณะ” ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายพร้อมแผนบริหารจัดการ หมุดหมายนี้ต้องเกิดจากข้อตกลงที่รับรองพิธีกรรมของทั้งสองกลุ่ม มีแผนบำรุงรักษา และระบบอนุญาตรายกรณีในอนาคต เพื่อไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งกลับมาซ้ำเดิม

ภาพรวมในเชิงสังคม คดีเล็กที่สะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศ

ปมแม่จันสะท้อนโจทย์ใหญ่ที่ไทยกำลังเผชิญ นั่นคือการจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรมบนฐานสิทธิและกฎหมายสมัยใหม่ กฎหมายที่ออกแบบเพื่อความเป็นระเบียบ เช่น พ.ร.บ.สุสานฯ และระบบที่ดิน ส.ป.ก. มีเหตุผลเชิงสาธารณสุขและยุทธศาสตร์เกษตร แต่เมื่อปะทะกับความทรงจำยาวนานของชุมชน ชุดกฎหมายเดียวกันอาจกลายเป็น “ความไม่ยุติธรรมที่มองไม่เห็น” หากไม่มีเวทีรับฟังและกระบวนการปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบท

ดังนั้น ทางออกจึงไม่ใช่ “ชนะ–แพ้” หากคือการยอมรับว่าพื้นที่เกษตรก็เป็นพื้นที่จิตวิญญาณของผู้คน และสุสานก็เป็นสาธารณูปโภคอย่างหนึ่ง ที่ต้องวางแผนเชิงระบบไม่ต่างจากถนนหรือโรงเรียน

วันนี้ คำมั่น “ระงับการขุดหลุมศพ” และแนวคิด “ตั้งสุสานสาธารณะ” ทำให้ความตึงเครียดคลี่ตัวลง แต่โจทย์ใหญ่ยังคงอยู่ ระหว่างกฎหมายที่ดิน, กฎหมายสุสาน, และสิทธิทางวัฒนธรรม การขับเคลื่อนแบบ “สามวงแหวน” ที่ชัดเจน จะช่วยให้เชียงรายสร้างแบบอย่างการอยู่ร่วมต่างวัฒนธรรมที่เป็นธรรม และส่งสัญญาณไปยังพื้นที่อื่นที่มีชุมชนหลากหลายว่า ประเทศไทยสามารถจัดการ “แผนที่จิตวิญญาณ” ของผู้คนได้ด้วยกฎหมายที่เข้าใจมนุษย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528
  • แนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.
  • กฎหมายปกครองและศาลปกครอง
  • ฐานข้อมูลชาติพันธุ์และพิธีกรรมงานศพ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (อิ้วเมี่ยน/เมี่ยน) และเอกสารภาคสนามเกี่ยวกับพิธีศพลาหู่และการเสี่ยงทายไข่
  • Jatenipat JKboy Ketpradit
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
WORLD PULSE

“แบนมือถือในห้องเรียน” กฎหมายใหม่ของเกาหลีใต้ที่ไทยต้องคิดตาม

เกาหลีใต้ขึ้นแท่นผู้นำโลกด้านกฎหมายแบนมือถือในห้องเรียน สมดุล “เสรีภาพนักเรียน” กับ “อนาคตชาติ” และบทเรียนที่ไทยต้องคิด

กรุงโซล, เกาหลีใต้ – 8 กันยายน 2568 ท่ามกลางความกังวลเรื่อง “โรคติดจอ” ที่กำลังกัดกร่อนสมาธิ การนอนหลับ และพัฒนาการของเยาวชนทั่วโลก เกาหลีใต้เพิ่งผ่านกฎหมายระดับชาติ “ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือและสมาร์ทดีไวซ์ในห้องเรียนระหว่างเวลาเรียน” ด้วยเสียงสนับสนุน 115 เสียง จาก 163 เสียง ในสภา มีผลบังคับใช้ เดือนมีนาคม 2569 นับเป็นหนึ่งในมาตรการเข้มที่สุดของโลก และสะท้อนการคุมเข้มพฤติกรรมดิจิทัลในห้องเรียนแบบ “กฎหมายกลาง” แทนที่จะปล่อยให้โรงเรียนกำหนดเองเหมือนหลายประเทศที่ผ่านมา โดยฝ่ายนิติบัญญัติย้ำเป้าหมายเพื่อลดภาวะพึ่งพาโซเชียลและยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนทุกระดับชั้น

แต่เมื่อกฎหมายพุ่งตรงเข้าสู่ “ชีวิตประจำวัน” ของเด็ก คำถามใหญ่อยู่ที่ว่า: การแบนในห้องเรียนแก้ปัญหาได้จริง หรือเพียงกดให้ปัญหาไหลไปนอกโรงเรียน? ฝ่ายคัดค้านเตือนถึงสิทธิของเด็ก การบังคับใช้ที่ซับซ้อน และความจำเป็นต้องแก้ต้นเหตุ ตั้งแต่ความเครียดทางการเรียน ไปถึงระบบยืนยันตัวตน–คัดกรองอายุบนแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งยังเป็น “ช่องโหว่” ในโลกออนไลน์ปัจจุบัน

เส้นเวลาและสาระของกฎหมาย “ปิดจอในชั้นเรียน” พร้อมข้อยกเว้น

ร่างแก้ไขกฎหมายการศึกษาระดับประถม–มัธยมของเกาหลีใต้ ผ่านสภาด้วยเสียงเห็นชอบอย่างชัดเจน กำหนดให้ ห้ามใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะในระหว่างเวลาเรียน (ทั้งในโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน) โดยมอบอำนาจให้ครูและโรงเรียนกำหนดระเบียบกำกับ พร้อม ข้อยกเว้น เพื่อการเรียนรู้เฉพาะกิจ กรณีฉุกเฉิน หรือสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ทั้งหมดจะเริ่มบังคับใช้ ภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิ 2569

กฎหมายฉบับนี้ยังมีมิติทางการเมืองที่น่าสนใจ เพราะถือเป็นความร่วมมือข้ามฝ่ายในสภา โดยผู้เสนอหลักชี้เหตุผลจากหลักฐานเชิงประจักษ์ระดับนานาชาติเรื่องผลกระทบของการใช้สมาร์ทโฟนต่อสมาธิและสุขภาวะจิตใจเด็ก ขณะที่ หลายโรงเรียนในเกาหลีใต้ เดิมก็มีข้อจำกัดอยู่แล้ว กฎหมายครั้งนี้จึงเป็นการ “ยกระดับ” ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

 ครู–ผู้ปกครองเห็นผลคาบเรียน “สงบขึ้น–ตั้งใจมากขึ้น”

องค์กรครูและผู้ปกครองจำนวนมากชี้ว่า สมาร์ทโฟนคือ “ตัวรบกวนอันดับหนึ่ง” ของห้องเรียน การแบนในเวลาเรียนทำให้ บทเรียนต่อเนื่องขึ้น การมีส่วนร่วมสูงขึ้น และการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ระหว่างคาบลดลง ในหลายประเทศที่ทดลองใช้มาก่อน เช่น ฝรั่งเศส–ฟินแลนด์ ก็รายงานผลเชิงบวกในมิติความสนใจเรียน การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และบรรยากาศห้องเรียน

ฝั่งงานวิจัย เริ่มมีการทบทวนหลักฐานอย่างเป็นระบบมากขึ้นในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา โดยสรุปว่าแม้ยังขาดงานทดลองแบบสุ่มควบคุม (RCT) จำนวนมาก แต่ แนวโน้มหลักฐาน ชี้ว่าการจำกัดสมาร์ทโฟนในโรงเรียนสอดคล้องกับการเพิ่มคุณภาพบรรยากาศการเรียน ลดสิ่งรบกวน และลดพฤติกรรมเสี่ยงบางประเภท อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ขึ้นกับ รูปแบบการห้าม (บางส่วน/ทั้งหมด) และ การบังคับใช้จริง ในระดับโรงเรียน

 “กฎหมาย” ไม่ใช่ยาวิเศษ—ต้องแก้แรงกดดันเชิงโครงสร้างด้วย

กลุ่มนักเรียนและนักวิชาการบางส่วนตั้งคำถามว่า การแบนในชั้นเรียนอาจ ผลักปัญหาไปช่วงนอกเวลา โดยเฉพาะตอนกลางคืน ซึ่งคือหน้าต่างเวลาหลักของการเสพสื่อและโซเชียล ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังเผชิญแรงกดดันจากระบบสอบแข่งขันระดับชาติที่เข้มข้น (เช่น Suneung) ทำให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ระบาย เคลื่อนไหวสังคม และพบปะเพื่อน การ “ตัดขาด” ในโรงเรียนจึงอาจต้องเดินคู่กับ บริการสนับสนุนสุขภาพจิต–โค้ชทักษะดิจิทัล ไม่เช่นนั้น การเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยงอาจย้ายไปเกิดที่อื่นแทน

เทรนด์โลก 79 ระบบการศึกษามีนโยบายห้าม–จำกัดสมาร์ทโฟนในโรงเรียน

รายงานของ UNESCO/GEM Report ระบุว่า สิ้นปี 2567 มี 79 ระบบการศึกษา หรือราว 40% ของโลก ที่มีกฎหมาย/นโยบายห้ามใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 60 ระบบในปี 2566 สะท้อน “แนวปฏิบัติใหม่” ด้านความปลอดภัยดิจิทัลในสถานศึกษา ขณะที่ยุโรปมีหลายประเทศออกแนวทางระดับชาติ และโรงเรียนจำนวนมากใน เนเธอร์แลนด์–เบลเยียม–ฮังการี รายงานผลบวกต่อบรรยากาศการเรียนหลังจำกัดมือถือในคาบ

ที่ฝั่งสหรัฐฯ ข้อมูลจาก ศูนย์สถิติการศึกษาแห่งชาติ (NCES) ระบุว่า โรงเรียนรัฐส่วนใหญ่มี นโยบายจำกัดการใช้มือถือระหว่างเรียน แม้ไม่ใช่กฎหมายระดับชาติ สะท้อนสำนึกความจำเป็นในระดับสถานศึกษาเช่นกัน.

แล้วประเทศไทยควรทำหรือไม่ “กฎหมายกลาง” vs “แนวทางโรงเรียน”

สถานะปัจจุบันของไทย: กระทรวงศึกษาธิการไทยประกาศ “แนวคิด–แผนจำกัดอุปกรณ์ดิจิทัลในโรงเรียนสำหรับนักเรียนอายุน้อย” ตั้งแต่ สิงหาคม 2567 โดยอ้างอิงพัฒนาการและสมาธิเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการใช้หน้าจอมากเกินไป แนวคิดดังกล่าวมุ่งเพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง/อ่านหนังสือคู่ขนานกับการจำกัดอุปกรณ์ แต่ยัง ไม่ใช่กฎหมายระดับชาติ ขณะที่โรงเรียนจำนวนมากมี ระเบียบโทรศัพท์ ของตนเองอยู่แล้ว (เช่น ฝาก–ปิดเสียง–ใช้ได้เฉพาะกิจ)

ในเวลาเดียวกัน ไทยกำลังเดินหน้าการลงทุน EdTech ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์สำหรับนักเรียน–ครู (เช่น โครงการจัดหาแท็บเล็ต/แล็ปท็อปเป็นแสนเครื่องในปีงบประมาณล่าสุด) เพื่อยกระดับการเรียนรู้ดิจิทัล นโยบายจึงต้อง จับคู่ ระหว่าง “ควบคุมการใช้ส่วนตัวที่รบกวนคาบเรียน” กับ “ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ที่จำเป็น” อย่างแยกแยะบริบท ไม่เช่นนั้นจะเกิดความสับสนระหว่าง “มือถือส่วนตัว” กับ “อุปกรณ์เพื่อการเรียนรู้”

สำหรับไทย จากบทเรียนเกาหลีใต้และหลักฐานสากล

  1. เริ่มแบบขั้นบันได:
    • ระดับ อนุบาล–ประถม: จำกัดการพก/การใช้โดยหลักการ “ไม่ใช้ในคาบ” ยกเว้นการเรียน–เหตุจำเป็น
    • ระดับ มัธยม: “งดใช้ขณะเรียน” แต่เปิดช่องใช้เพื่อการเรียนรู้ตามแผนการสอนภายใต้การกำกับของครู
  2. นิยามชัด ระหว่าง “มือถือส่วนตัว” กับ “อุปกรณ์เรียนของโรงเรียน” และกำหนดโหมด/ซอฟต์แวร์ที่อนุญาต (เช่น โหมดสอบ โหมดเรียนรู้ปลอดการแจ้งเตือน)
  3. ข้อยกเว้น–ทางหนีไฟ: นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ภาวะสุขภาพ หรือกรณีฉุกเฉิน ต้องมีช่องทางสื่อสารที่ปลอดภัยภายใต้การดูแล
  4. หลักฐาน–ประเมินผล: ผูกการบังคับใช้กับ ตัวชี้วัด เช่น ระดับสมาธิ/ความร่วมมือในชั้น คะแนนงาน/สอบ คุณภาพการนอนหลับ และเหตุการณ์กลั่นแกล้งออนไลน์ภายในโรงเรียน เพื่อปรับกติกาอย่างยืดหยุ่นตามข้อมูลจริง
  5. ความร่วมมือผู้ปกครอง: ทำ “สัญญาใช้อุปกรณ์” ครอบครัว–โรงเรียน ร่วมกำหนดเวลาหน้าจอหลังเลิกเรียนและก่อนนอน สื่อสารธงแดงของพฤติกรรมเสี่ยง
  6. สุขภาพจิต–ดิจิทัล: คู่มือทักษะชีวิตดิจิทัล (Digital Wellbeing) และบริการให้คำปรึกษาในโรงเรียน เพื่อไม่ให้มาตรการกลายเป็นการ “ปิดกั้น” โดยไร้เครื่องมือดูแลใจ
  7. ขั้นกฎหมาย (หากจำเป็น): หากจะยกระดับเป็นกฎหมายกลาง ควรรับฟังความเห็นนักเรียน–ครู–ผู้ปกครองอย่างกว้างขวาง พร้อม ช่วงเปลี่ยนผ่าน และงบสนับสนุนเครื่องมือควบคุมระดับห้องเรียน (เช่น ตู้ฝาก–โหมดเรียน–ระบบเครือข่ายภายใน)

จากหลักฐานสากล แนวโน้มผลเชิงบวกมีอยู่จริง แต่ความสำเร็จผูกอยู่กับ “การออกแบบและบังคับใช้ที่ดี” มากกว่าคำว่า “แบน” เพียงคำเดียว นั่นหมายถึง ไทย ควรทำ ในระดับนโยบายโรงเรียนให้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ และพิจารณายกระดับเป็น “กรอบกฎหมาย” เฉพาะเป้าหมาย งดใช้ระหว่างคาบเรียน” พร้อมข้อยกเว้น–การประเมินผล หากข้อมูลยืนยันประโยชน์ชัดเจนจึงขยายผล

ความเสี่ยง–โอกาส สมดุล “ปลอดภัยตามค่าเริ่มต้น” กับ “การเรียนรู้ดิจิทัล”

โลกการศึกษาหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีไม่ได้ แต่ สมาร์ทโฟนส่วนตัว ที่แจ้งเตือนตลอดเวลาคืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจ จึงขัดแย้งโดยธรรมชาติกับ “การจดจ่อในคาบเรียน” หลายงานศึกษาชี้ว่า แค่มีมือถือวางอยู่ใกล้ตัวก็ลดสมาธิลงได้ และต้องใช้เวลานับสิบนาทีเพื่อดึงกลับมาสู่บทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า การสร้างห้องเรียน ปลอดสิ่งรบกวนตามค่าเริ่มต้น (safety/attention by default) จึงเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผล ขณะเดียวกัน โรงเรียนยังต้องส่งเสริม ทักษะดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ (เช่น การค้นคว้าอย่างมีวิจารณญาณ ความปลอดภัยไซเบอร์ การรู้เท่าทันสื่อ) ผ่านอุปกรณ์ที่ควบคุมได้และปลอดการรบกวน

กฎหมายเกาหลีใต้คือ “แรงเร่ง” ให้โลกทบทวนกติกาในห้องเรียน—ไทยควรเดินแบบ “ชัด–ยืดหยุ่น–วัดผลได้”

กฎหมายของเกาหลีใต้ที่เริ่มใช้ มีนาคม 2569 เป็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ สิทธิในการเรียนรู้โดยปราศจากสิ่งรบกวน ถูกยกระดับเป็น สิทธิพื้นฐานในห้องเรียน พอๆ กับสิทธิการเข้าถึงเทคโนโลยี สำหรับไทย ทางเลือกที่รอบคอบคือ มาตรฐานกลาง “งดใช้ในคาบ” ที่ช่วยครู–นักเรียนจริง พร้อมข้อยกเว้น–งบสนับสนุน–การประเมินผลอย่างต่อเนื่อง หากข้อมูลยืนยันผลดี จึงค่อยพิจารณายกระดับเป็นกฎหมาย เพื่อไม่ให้ “อำนาจบังคับใช้” ไปไกลกว่าความพร้อมของระบบ และเพื่อให้การคุ้มครองเด็ก เกิดขึ้นจริง ในทุกโรงเรียน ไม่ใช่เพียงบนกระดาษนโยบาย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • The Straits Times: “South Korea to ban phones in class starting March 2026”
  • Reuters: “South Korea to ban mobile phones in school classrooms”
  • TRT World
  • Korea JoongAng Daily
  • UNESCO / GEM Report: สถิติระบบการศึกษาที่มีกฎหมาย/นโยบายห้ามสมาร์ทโฟนในโรงเรียน 79 ระบบ (สิ้นปี 2567) และข้อเสนอ “ใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนเฉพาะเมื่อจำเป็นต่อการเรียนรู้”
  • NCES (สหรัฐฯ)
  • SAGE Open (2024)
  • Bangkok Post
  • Education Profiles (Thailand)
  • The Nation Thailand
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
WORLD PULSE

วิกฤต Roblox แพลตฟอร์มดังกลายเป็นสนามล่าเด็ก? เปิดคดีอาชญากรรมทางเพศออนไลน์

มิติเงามืดในโลกเสมือน Roblox กลายเป็นสนามล่าเด็ก? เปิดคดีแสวงหาประโยชน์ทางเพศออนไลน์–ท้าทายความรับผิดชอบแพลตฟอร์ม

ฟลอริดา / สหรัฐอเมริกา, 8 กันยายน 2568 – ท่ามกลางโลกเกมที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้สร้างสรรค์ พบเพื่อน และเรียนรู้ทักษะดิจิทัล แพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Roblox กลับถูกลากเข้าสู่กระแสตรวจสอบครั้งใหญ่ เมื่อคดีอาชญากรรมทางเพศออนไลน์จำนวนหนึ่งชี้ให้เห็น “ช่องโหว่สำคัญ” ที่ผู้ล่าทางเพศใช้เข้าถึงเหยื่อวัยเยาว์ได้ง่ายกว่าที่คิด กรณีศึกษาที่สะเทือนสังคมคือการจับกุมเยาวชนชายอายุ 17 ปีในเทศมณฑลแมเรียน รัฐฟลอริดา ผู้ต้องหาซึ่งอัยการยื่นฟ้องเป็นคดีผู้ใหญ่ ถูกกล่าวหาว่าใช้ Roblox เป็นจุดเริ่มต้นล่อลวงเด็ก ก่อนย้ายการสนทนาไปยังแพลตฟอร์มอื่น และ “สั่งการ” ให้เด็กผลิตสื่ออนาจารเด็กเพื่อสนองความพึงพอใจของตนเอง คดีนี้เริ่มจาก ไซเบอร์ทิป ที่แจ้งมาถึงตำรวจท้องที่และนำไปสู่การตรวจค้น–จับกุมอย่างเป็นระบบ พร้อมคำรับสารภาพเกี่ยวกับรูปแบบการกรูมมิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรเกือบทุกวันตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นและเอกสารจากสำนักงานนายอำเภอในพื้นที่ (Marion County) ที่ยืนยันไทม์ไลน์การสืบสวน–แจ้งข้อหา และสถานะการคุมขังโดยไม่ให้ประกันตัว ณ เวลานั้น

แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคของการสืบสวนอาจต่างกันไปในแต่ละคดี แต่ ภาพรวม ที่สะท้อนออกมาคือ รูปแบบใหม่ของการล่าเหยื่อในโลกเสมือน ที่ซ่อนอยู่ใต้ความสนุกสนานของเกมและวัฒนธรรมออนไลน์ เยาวชนจำนวนมากเข้าถึง Roblox ได้ง่าย การสร้างบัญชีใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และส่วนหนึ่งสามารถเข้า–ออก “ห้องสนทนา/ประสบการณ์” ที่ผู้ใหญ่ปะปนอยู่โดยไม่ต้องพิสูจน์ตัวตนอย่างเข้มงวดในอดีต ความเสี่ยงจึงเพิ่มขึ้นโดยโครงสร้างของแพลตฟอร์มเอง ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐท้องถิ่น–ระดับมลรัฐเริ่ม “ขยับ” ใช้มาตรการทางกฎหมายตั้งแต่ หมายเรียกเอกสาร (subpoena) เพื่อสอบข้อมูลนโยบายความปลอดภัย ไปจนถึงการ ยื่นฟ้อง ต่อบริษัทที่ให้บริการแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะในประเด็นการตลาดกับเด็ก การยืนยันอายุ และการจัดการแชต/คอนเทนต์ที่เป็นอันตราย

เส้นเวลาในคดีฟลอริดา จาก “ไซเบอร์ทิป” ถึงฝากขัง–ฟ้องเป็นผู้ใหญ่

คดีของเยาวชนชายอายุ 17 ปีในเทศมณฑลแมเรียนเริ่มต้นเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับ ไซเบอร์ทิป ว่ามีผู้ใช้ Roblox คอยชี้นำเด็กให้ทำพฤติกรรมทางเพศ และย้ายการคุยไปยังแพลตฟอร์มอื่นอย่าง Discord เพื่อลดการตรวจจับ หลังได้หมายค้น เจ้าหน้าที่เข้าค้นบ้านและยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายรายการ ผู้ต้องหาให้ปากคำยอมรับว่า ค้นหาและทักเด็กบน Roblox เป็นกิจวัตร มักแสร้งระบุอายุต่ำกว่าจริงเพื่อให้เหยื่อไว้วางใจ จากนั้นจึง “ไต่ระดับ” เนื้อหาการคุยและชี้นำให้ส่งภาพ/วิดีโอที่ไม่เหมาะสม กรณีนี้สอดคล้องกับถ้อยแถลงของ Roblox ที่ระบุว่าบัญชีต้องสงสัยถูกทีมความปลอดภัยของแพลตฟอร์มตรวจพบและ รายงานไปยังศูนย์ NCMEC ก่อนจะ แบนถาวร โดยยืนยันว่าแพลตฟอร์ม “ไม่อนุญาต” การส่งภาพผู้ใช้ถึงกันโดยตรง และใช้ทั้งฟิลเตอร์–ทีมมอนิเตอริงร่วมกันเพื่อตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ

ด้านคดีอาญา ผู้ต้องหาถูกยื่นฟ้องเป็นผู้ใหญ่ในข้อหาหลัก อาทิ การใช้คอมพิวเตอร์ล่อลวงเด็ก การใช้เครื่องมือสื่อสารสองทางเพื่ออำนวยความผิด และการชี้นำให้เด็กกระทำการทางเพศ ซึ่งเป็น ความผิดร้ายแรง แต่ละข้อหามีโทษจำคุกสูง และอาจนับ “แต่ละไฟล์/ภาพ” เป็นข้อหาย่อยได้อีก สื่อท้องถิ่นระบุว่า ไม่มีการให้ประกันตัว ระหว่างพิจารณา และตำรวจยังคงติดตามหาเหยื่อรายอื่นเพิ่มเติมในหลายพื้นที่นอกฟลอริดา

Roblox ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จากรายงานวิจัย–ชอร์ตเซลเลอร์ สู่คดีฟ้องร้องมลรัฐ

นอกจากคดีเฉพาะราย ความกดดันต่อ Roblox ปะทุแรงตั้งแต่ ตุลาคม 2567 เมื่อ Hindenburg Research เผยแพร่รายงานยาว กล่าวหาว่าบริษัท “ปั่นตัวเลขผู้ใช้” และปล่อยให้แพลตฟอร์มกลายเป็น นรกสำหรับผู้ล่าทางเพศในหมู่เด็ก” รายงานดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดและชักนำให้สื่อ–องค์กรสิทธิเด็กในอังกฤษและสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับ (เช่น Ofcom ในสหราชอาณาจักร) บังคับใช้กฎอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น ขณะที่ Roblox ปฏิเสธข้อกล่าวหา และยืนยันว่าความปลอดภัยคือแกนหลักของธุรกิจ แต่กระแสวิจารณ์ก็จุดติดและขยายผลสู่ คดีฟ้องร้องเป็นชุด ในปี 2568 โดยเฉพาะ รัฐลุยเซียนา ที่ยื่นฟ้องบริษัทจากประเด็นการละเลยความปลอดภัยของเด็กบนแพลตฟอร์ม ซึ่ง Roblox ออกแถลงการณ์โต้แย้งต่อสาธารณะทันที

แรงกดดันทางกฎหมายยิ่งทวีคูณเมื่อ อัยการสูงสุดรัฐฟลอริดา James Uthmeier ออก หมายเรียกเอกสาร (subpoena) ถึง Roblox เพื่อขอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ นโยบายปราบปรามผู้ไม่หวังดี การยืนยันอายุ และการตลาดต่อเด็ก พร้อมสืบค้นวิธีเก็บ–ใช้ข้อมูลเยาวชนบนแพลตฟอร์ม ซึ่งต่อมามีการเผยแพร่สำเนาหมายเรียกดังกล่าวต่อสาธารณะด้วย

คำตอบของแพลตฟอร์ม ยกระดับ “ยืนยันอายุ–จำกัดแชต” และคุมเข้ม “พื้นที่เสี่ยง”

ภายใต้แรงกดดันทั้งจากหน่วยงานรัฐ สังคม และสื่อ Roblox เร่งอัปเดตมาตรการ หลายระลอก ตั้งแต่ การขยายระบบประเมินอายุด้วยภาพใบหน้า (facial age estimation) และการยืนยันตัวตนด้วยบัตร/ไอดี สำหรับผู้ที่จะใช้ฟีเจอร์สื่อสาร ภายในแพลตฟอร์ม ไปจนถึง จำกัดการสื่อสารระหว่างผู้ใหญ่–ผู้เยาว์ หากไม่มีความสัมพันธ์ในโลกจริงที่ยืนยันได้ นอกจากนี้ยังมีการ ยกระดับนโยบายคอนเทนต์ โดยจำกัด “พื้นที่ส่วนตัว” (เช่น ห้องนอน/ห้องน้ำ) และ “พื้นที่ผู้ใหญ่” (เช่น ไนต์คลับ) รวมทั้งยกระดับเกณฑ์การเข้าถึง “แฮงเอาต์ทางสังคม” ให้เข้มสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ผ่านการยืนยันอายุ 17+ มาตรการเหล่านี้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในช่วง สิงหาคม–กันยายน 2568 และถูกสื่อกระแสหลักจับตาใกล้ชิด

สาระสำคัญคือการ “ปิดช่องว่าง” ระหว่าง อายุที่กรอกเอง กับ อายุจริง ของผู้ใช้ และเพิ่มแรงเสียดทานต่อผู้ใหญ่ที่ต้องการปะปนในพื้นที่สื่อสารของเด็ก ทั้งหมดนี้หวังลดโอกาสการกรูมมิ่งเชิงรุก–ลึกที่อาศัยการแชตส่วนตัวและการชวนย้ายแพลตฟอร์ม

เมื่อ “การคุย” คืออาวุธ—และ “การรู้เท่าทัน” คือเกราะของครอบครัว

หนึ่ง คดีฟลอริดาชี้ชัดว่า การแชตคือเขตเสี่ยงตัวจริง ผู้ล่ามักเริ่มจากการสร้างความไว้วางใจในเกม แล้วค่อยชวนออกนอกแพลตฟอร์มไปสู่พื้นที่ที่ตรวจจับยากกว่า (เช่น แอปแชต/วิดีโอคอล) การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวจึงยังไม่พอ หาก ผู้ปกครองไม่เห็นบทสนทนา–สัญญาณผิดปกติ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

สอง ด้านนโยบายสาธารณะ คดีแบบนี้กลายเป็น ใบเร่ง ให้รัฐลงมือ ทั้งหมายเรียก–สอบสวน ไปจนถึงการฟ้องร้องระดับมลรัฐ ซึ่งผลลัพธ์ไม่เพียงเป็นโทษ–ค่าปรับ หากยังอาจบังคับให้บริษัท “ปรับสถาปัตยกรรม” ของบริการ ตั้งแต่ onboarding, การยืนยันอายุ, ไปจนถึง ข้อจำกัดการสื่อสาร ที่ออกแบบให้ ปลอดภัยเป็นค่าเริ่มต้น” (safety by default)

สาม สำหรับแพลตฟอร์ม ข้อท้าทายไม่ใช่การประกาศนโยบายใหม่เท่านั้น แต่คือ การบังคับใช้จริง ในสเกลผู้ใช้หลายสิบ–ร้อยล้านคน และการตัดสินใจเชิงระบบระหว่าง ตัวเลขสวย” vs “ความปลอดภัยสูงสุด” ซึ่งถูกตั้งคำถามอย่างหนักมาตั้งแต่รายงานของ Hindenburg เมื่อปีที่แล้ว และถูกขยายความในคดีลุยเซียนาล่าสุด

บาดแผลที่ไม่เห็นด้วยตา—และต้นทุนสังคมระยะยาว

แพทย์และนักบำบัดชี้ว่า บาดแผลทางจิตใจ จากการถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศในวัยเด็กส่งผลยืดเยื้อ ตั้งแต่ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยว ไปจนถึงพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ในวัยรุ่น–ผู้ใหญ่ นั่นหมายความว่า “หนึ่งคดี” อาจหมายถึง “หลายปี” ของการบำบัด–สนับสนุนทั้งตัวเด็กและครอบครัว และคือ ต้นทุนสังคม ที่มองไม่เห็นแต่สูงมาก การเยียวยาที่เหมาะสมจึงต้องมาพร้อมความยุติธรรมในศาล และ มาตรการป้องกันเชิงโครงสร้าง บนแพลตฟอร์ม

จะป้องกันอย่างไร” สำหรับครอบครัว–โรงเรียน

  1. ตั้งค่า–ทดสอบจริง: ปิดแชตกับบุคคลแปลกหน้า จำกัดเวลาหน้าจอ และเปิดใช้งาน การยืนยันอายุ ที่แพลตฟอร์มกำลังขยายให้ครอบคลุมผู้ใช้ฟีเจอร์สื่อสารทั้งหมดภายในปีนี้
  2. คุยเรื่อง “ธงแดง” กับเด็กอย่างสม่ำเสมอ: เช่น มีคนชวนย้ายแพลตฟอร์ม ขอภาพ/วิดีโอส่วนตัว ขอปิดบังพ่อแม่ หรือให้ทำสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจ ให้เด็ก รู้สิทธิในการปฏิเสธ–บล็อก–รายงาน และบอกผู้ใหญ่ทันที
  3. ติดตามข่าว–นโยบาย: มาตรการของ Roblox กำลังเปลี่ยนเร็ว ทั้งการจำกัดพื้นที่เสี่ยงและการควบคุมคอนเทนต์ใน “ห้องส่วนตัว/พื้นที่ผู้ใหญ่” โรงเรียนควรอัปเดตคู่มือผู้ปกครอง–นักเรียนให้สอดคล้องของจริงบนแพลตฟอร์ม

เกมต้อง “สนุก–ปลอดภัย” พร้อมกันได้หรือไม่

เมื่อรัฐ ออกหมายเรียก–ฟ้องร้อง, บริษัท ขยับนโยบาย–เทคโนโลยี, และสังคม ยกระดับการเฝ้าระวัง—คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ “โทษใคร” เพียงฝ่ายเดียว แต่คือ จะออกแบบโลกออนไลน์ให้ปลอดภัยเป็นค่าตั้ง ได้อย่างไรโดยไม่ทำลายพื้นที่สร้างสรรค์ของเด็กและนักพัฒนาอิสระ

Roblox กำลังทดลองคำตอบด้วยการ บังคับยืนยันอายุ–จำกัดแชต–คุมพื้นที่เสี่ยง ในระดับระบบ ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐ ก็เดินเกมกฎหมายเชิงรุกเพื่อกดดันให้มาตรฐาน “ไม่ปลอดภัย = ไม่ผ่าน” กลายเป็นกฎใหม่ของอุตสาหกรรม ทว่าสุดท้าย ครอบครัว ยังเป็นแนวป้องกันด่านแรกและด่านสำคัญที่สุด—การ “คุย–รับฟัง–ตั้งขอบเขต” ในบ้าน เป็นเกราะที่เทคโนโลยีใดๆ ก็ทดแทนไม่ได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
VIDEO WORLD PULSE

อินโดนีเซียเดือด! ประชาชนจลาจลเผารัฐสภา ปมเงินเดือน ส.ส. และคำดูถูก

อินโดนีเซียเดือด! ประชาชนจลาจลเผารัฐสภา ปมเงินเดือน ส.ส. และคำดูถูกที่จุดชนวนความรุนแรง

 

จาการ์ตา, อินโดนีเซีย – นครหลวงของอินโดนีเซียต้องเผชิญกับเหตุการณ์จลาจลครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือนเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม หลังความโกรธแค้นที่สะสมของประชาชนต่อการกระทำของชนชั้นนำได้ปะทุขึ้นเป็นความรุนแรงจนนำไปสู่การเผาทำลายอาคารรัฐสภาและบ้านของนักการเมือง เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนต่อผู้แทนของตนเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่าเพียงแค่ “คำพูด” คำเดียวสามารถจุดชนวนความขัดแย้งให้ลุกลามจนยากจะควบคุมได้อย่างไร

ชนวนความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 หลังจากที่รัฐสภาอินโดนีเซียได้อนุมัติกฎหมายฉบับใหม่ที่อนุญาตให้นักการเมืองได้รับเงินค่าที่พักสูงถึง 50 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน หรือเทียบเท่ากับเกือบ 10 เท่าของค่าแรงขั้นต่ำ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและเป็นการหักหลังประชาชนที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

“โง่เง่า”: คำพูดที่กลายเป็นเชื้อเพลิงแห่งความรุนแรง

ขณะที่คลื่นความไม่พอใจของประชาชนกำลังก่อตัว คำพูดที่ขาดความยั้งคิดของนักการเมืองชื่อดังได้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จุดให้สถานการณ์ระเบิดออกมาเป็นความรุนแรงอย่างไม่คาดคิด นายอาห์มัด ซาห์โรนี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมากล่าวเรียกผู้ประท้วงว่า “โง่เง่า” คำพูดที่เปรียบเหมือนน้ำมันที่ถูกราดลงบนกองไฟที่กำลังคุกรุ่นอยู่แล้วได้จุดให้ความโกรธแค้นที่สั่งสมมาอย่างยาวนานพุ่งถึงขีดสุด

ฝูงชนจำนวนมหาศาลบุกเข้าทำลายและเผาอาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจอธิปไตยของประชาชน รวมถึงบุกทำลายบ้านพักของนักการเมืองหลายคนเพื่อแสดงออกถึงความคับแค้นใจ เหตุการณ์จลาจลได้ลุกลามไปยังเมืองอื่น ๆ ทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว และมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่ทางการจะสามารถควบคุมได้

บทเรียนจากจาการ์ตา เมื่อความเชื่อมั่นพังทลาย

เหตุการณ์ความไม่สงบในอินโดนีเซียครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองกับประชาชนนั้นเปราะบางเพียงใด การกระทำที่ขัดต่อความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปากท้องและเศรษฐกิจ สามารถทำลายความเชื่อมั่นที่สั่งสมมาได้อย่างง่ายดาย

การที่นักการเมืองซึ่งควรจะเป็นผู้แทนของประชาชน กลับใช้คำพูดที่ดูถูกเหยียดหยามผู้ที่กำลังได้รับความเดือดร้อน ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างคนสองกลุ่มและทำให้ประชาชนรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการเคารพ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้สามารถนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้อย่างคาดไม่ถึง

บทเรียนจากจาการ์ตาครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับรัฐบาลและชนชั้นนำทางการเมืองทั่วโลกว่า การบริหารประเทศในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วและประชาชนสามารถแสดงออกถึงความไม่พอใจได้โดยง่ายนั้น จำเป็นต้องอาศัยความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความเข้าใจในความรู้สึกของประชาชนอย่างแท้จริง การมองข้ามความรู้สึกของประชาชนเพียงชั่วขณะอาจนำไปสู่วิกฤตที่ไม่อาจแก้ไขได้ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บรรณาธิการข่าว : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • รายงาน : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

ททท. ชี้เชียงรายโอกาสทองปลายปี ด้วย Soft Power และความปลอดภัยระดับโลก

ภาพรวมการท่องเที่ยวเชียงราย โอกาสทองปลายปี ขับเคลื่อนด้วย Soft Power และความปลอดภัยระดับโลก

เชียงราย, 6 กันยายน 2568 – เชียงรายกำลังเปลี่ยนผ่านจากกรีนซีซันสู่ไฮซีซันอย่างเต็มรูปแบบ ททท.สำนักงานเชียงรายประเมินว่าตลาดยัง “เป็นบวกและมีแรงส่ง” จากทั้งปัจจัยอากาศ ชุดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม และภาพลักษณ์เมืองปลอดภัยสำหรับนักเดินทาง โดยเฉพาะผู้หญิงและดิจิทัลโนแมด ขณะเดียวกัน เมืองเดินเกมเชิงรุกด้วย “สินค้าท่องเที่ยว” ที่แตกต่าง ได้แก่ ชา–กาแฟ งานศิลปะร่วมสมัย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) ซึ่งเปลี่ยนบทบาทเชียงรายจาก “เมืองผ่าน” เป็น “เมืองปลายทาง” สำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

จากกรีนซีซันสู่ไฮซีซันตัวเลขบวกและจังหวะเร่งเครื่อง

นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานเชียงราย อธิบายว่า ช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา อัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ราว 55% สอดคล้องฤดูกาลฝน และเมื่อมองตั้งแต่ต้นปีถึงสิงหาคม ตัวเลขการท่องเที่ยว เติบโตประมาณ 5% แม้ไม่หวือหวา แต่ “เป็นบวกและน่าพอใจ” โดยมีปัจจัยหนุนจากสภาพอากาศช่วงต้นปีที่เป็นใจ และ ไม่มีน้ำท่วมใหญ่ เช่นบางปีที่ผ่านมา

“หากช่วงสี่เดือนสุดท้ายไม่มีเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะน้ำท่วม และเมื่อเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาว เราคาดว่า ตัวเลขจะดีขึ้นต่อเนื่อง” นายวิสูตรระบุ พร้อมย้ำว่าไฮซีซันซึ่งเริ่มกลางตุลาคมเป็นหัวใจสำคัญในการเร่งจังหวะการฟื้นตัวของทั้งที่พัก ร้านอาหาร และผู้ประกอบการนำเที่ยว

Soft Power เชียงราย ชา–กาแฟ ศิลปะ และ Wellness

แม้ภาคเหนือจะมีทรัพยากรธรรมชาติใกล้เคียงกัน แต่เชียงราย “สร้างความต่าง” ผ่านสามแกนหลัก

  1. ชา–กาแฟ: เชียงรายเป็นแหล่งปลูกสำคัญและกำลังยกระดับสู่ Specialty Coffee อย่างเป็นระบบ เส้นทางเรียนรู้ตั้งแต่ไร่ถึงแก้วช่วยยืดระยะเวลาพำนักและเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป
  2. การท่องเที่ยวเชิงศิลปะ: เมืองศิลปะร่วมสมัยของศิลปินแถวหน้าสร้างแลนด์มาร์กและอีเวนต์ที่ “ดึงกลุ่มใหม่” โดยเฉพาะผู้แสวงหาแรงบันดาลใจและนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
  3. Wellness Tourism: จังหวัดเดินนโยบาย Wellness อย่างจริงจัง เชื่อมทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำพุร้อน พื้นที่สีเขียว กิจกรรมโยคะ–สมาธิ กับบริการสปามาตรฐาน เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบองค์รวม

แกน Soft Power ดังกล่าวถูกออกแบบให้ “ทำงานร่วมกัน” ทั้งในเชิงเส้นทาง ทริป 2–3 วัน และคอนเทนต์สื่อสารเชิงเรื่องเล่าที่ชัดเจน

ความปลอดภัยคือใบเบิกทาง เมืองที่ผู้หญิงมั่นใจ

ความมั่นใจเรื่อง ความปลอดภัย คือปัจจัยตัดสินใจสำคัญ นายวิสูตรชี้ว่าเชียงรายเพิ่งถูกจัดอันดับให้เป็น เมืองปลอดภัยอันดับ 2 ของโลกสำหรับนักท่องเที่ยวผู้หญิง รองจากไทเป สะท้อนมาตรการดูแลทั้งเชิงป้องกันและการให้ความช่วยเหลือจริงจังในพื้นที่ ทั้งการทำงานของตำรวจท่องเที่ยวและศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว

“ปีที่ผ่านมา เชียงรายมีนักท่องเที่ยวกว่า 6.1 ล้านคน แต่ แทบไม่มีเหตุรุนแรง ที่กระทบชีวิตและทรัพย์สิน แม้เรามีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและเส้นทางภูเขาจำนวนมาก” ผู้บริหารททท.กล่าว นัยสำคัญคือ รีวิวเชิงบวกและการบอกต่อ ซึ่งสร้างผลทวีคูณต่อการกลับมาเยือนซ้ำ

นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย

แผนพร้อมรับไฮซีซัน ทั้งพื้นที่ เอกชน และการเดินทาง

เพื่อรองรับช่วงพีกซีซัน จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ “เข้าจังหวะ” เตรียมพร้อมในสามชั้น

  • พื้นที่แหล่งท่องเที่ยว: ทุกอำเภอและอุทยานแห่งชาติเร่งจัดการความพร้อม ทั้งความปลอดภัย เส้นทางเดิน–ชมวิว ป้ายสื่อความหมาย ห้องน้ำ และการจัดจุดถ่ายภาพที่เป็นระเบียบ
  • ภาคเอกชน: ททท.ประสานสมาคม–ชมรมท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ โรงแรม–ที่พักทบทวนระบบจองหลายภาษา ร้านอาหารปรับเมนูฤดูกาล บริษัทนำเที่ยวเติมแพ็กเกจใหม่และโปรจับคู่ เช่น ที่พัก + สปา + เส้นทางชากาแฟ
  • การเดินทาง: ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงและสายการบินเตรียม เพิ่มเที่ยวบิน ช่วงปลายปี ขณะเดียวกัน Scoot เตรียมเปิด ไฟลต์ตรงสิงคโปร์–เชียงราย 1 มกราคม 2569 เปิดประตูสู่ตลาดอาเซียนโดยตรง และเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่พักนาน–ใช้จ่ายสูง

สื่อสารเชิงรุก คอนเทนต์จริง พาเห็นหน้างาน

ในกรีนซีซันที่ผ่านมา ททท.สำนักงานเชียงรายพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ “ตอนบน” และเชื่อมโยงกับ ประเพณีโล้ชิงช้า เพื่อสร้างคอนเทนต์เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ “จับต้องได้” วิธีการนี้ทำให้ผู้ชมเห็นภาพจริง รีแอคต์ต่อบรรยากาศ และเปลี่ยนใจสู่การจองทริปได้รวดเร็วกว่าแคมเปญภาพรวม

ยุทธศาสตร์คอนเทนต์ต่อไปคือ Wellness Storytelling ที่มีเส้นเรื่องชัดเจน เช่น “พักร้อน–พักใจ–พักกาย” เชื่อมคาเฟ่ไร่กาแฟกับออนเซ็นธรรมชาติ และเวิร์กช็อปชุมชน เพื่อเพิ่มเวลาพำนักเฉลี่ยและรายได้ให้คนในท้องถิ่น

เศรษฐกิจมหภาคในพื้นที่ เติบโต แต่ไม่ทั่วถึง

นอกเหนือจากตัวเลขท่องเที่ยวที่เป็นบวก รายงานเชิงวิเคราะห์ที่จัดทำจาก ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ชี้ให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจเชียงรายปี 2568 ว่า เติบโตเด่นในระดับมหภาค ทั้งรายได้ท่องเที่ยวและการลงทุนธุรกิจใหม่ แต่เกิดปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสองขั้ว” รายย่อยในตลาดดั้งเดิมยอดขายลดลงจากค่าครองชีพและการแข่งขันจากทุนใหญ่ ช่องว่างรายได้จึงกว้างขึ้น

ด้านการท่องเที่ยว ครึ่งปีแรก 2568 เชียงรายขึ้นแท่น เมืองรองอันดับ 1 รายได้รวมเกือบ 26,000 ล้านบาท แนวโน้มต่อเนื่องจากปี 2566 ที่มีรายได้กว่า 46,773.91 ล้านบาท และปี 2567 ราว 38,493 ล้านบาท (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและแผนการตลาดที่เน้นความต่างอย่างได้ผล

พลวัตการค้า ผ่านแดนพุ่ง ชายแดนชะลอ เสี่ยงพึ่งพาตลาดเดียว

ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมระบุว่า กรกฎาคม 2568 มูลค่า การค้าผ่านแดน อยู่ที่ 99,805 ล้านบาท เพิ่ม 32.5% โดยจีนเป็นแรงขับหลัก สินค้าเด่นคือ ทุเรียนสด มูลค่าส่งออก 22,949 ล้านบาท โต 135.6% ขณะที่ การค้าชายแดน ชะลอลงมาที่ 66,220 ล้านบาท ติดลบ 20% และส่งออกติดลบ 29.5% สะท้อนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบฝั่งเพื่อนบ้าน

ข้อค้นพบสำคัญคือ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง จากการพึ่งพาสินค้าหรือ “ตลาดเดียว” สูงเกินไป หากอุปสงค์จีนชะลอ อาจ “ส่งแรงสั่นสะเทือน” ผ่านห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ชาวสวนจนถึงโลจิสติกส์และค้าปลีกในเมือง

ความท้าทายคาบเกี่ยว PM2.5 ภัยธรรมชาติ และการแข่งขันภูมิภาค

รายงานผู้ใช้ยังสะท้อน “จุดเปราะบาง” หลายด้าน ได้แก่

  • ฝุ่นควัน PM2.5 ที่กระทบภาพลักษณ์และสุขภาพ แม้มีนโยบาย “งดเผา 92 วัน” ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐานในบางช่วง ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเลื่อนหรือยกเลิกแผน
  • เหตุภัยธรรมชาติชายแดน เช่น แผ่นดินไหวฝั่งเมียนมา กระทบการเดินทางบางเส้นทางชั่วคราว
  • การแข่งขันภูมิภาค จากประเทศปลายทางยอดนิยมกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่มีต้นทุนทริปต่ำกว่า

ทางออกเชิงระบบคือ ความร่วมมือข้ามพรมแดน ในการจัดการไฟป่า–การเผา และการสื่อสารคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมกับการยกระดับบุคลากรบริการและภาษา เพื่อชดเชยและสร้างสมดุลต่อแรงกดดันภายนอก

งบประมาณภาครัฐ ลงทุนมาก แต่การกระจายยังท้าทาย

ข้อมูลผู้ใช้ชี้ว่า งบกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกปี 2568 ที่จัดสรรให้เชียงรายรวม 1,876.1 ล้านบาท กระจุกตัวในหน่วยงานส่วนกลาง โดยเฉพาะ กรมทางหลวง (713.9 ล้านบาท หรือ 38%) ขณะที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ได้รับจัดสรรโดยตรง แม้งบซ่อมฟื้นฟูหลังน้ำท่วมปลายปี 2567 อีก 363 ล้านบาท จะช่วยโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังมีคำถามถึง “ประสิทธิผลเชิงกระตุ้น” ต่อเศรษฐกิจฐานราก

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากรายงานผู้ใช้คือ เพิ่มสัดส่วนงบตรงถึง อปท. และออกแบบเครื่องมือช่วย SME–ชุมชน ให้เข้าถึงง่าย ทั้งอบรมดิจิทัล มาร์เก็ตเพลส และสินเชื่อรายย่อย เพื่อ เชื่อมเศรษฐกิจบน–ล่าง ให้ไหลเวียนจริง

ยุทธศาสตร์เชื่อมการท่องเที่ยวกับชุมชน รายได้ไหลสู่ท้องถิ่น

เพื่อให้การเติบโต “ทั่วถึง” เชียงรายควรเดินหน้า แพ็กเกจร่วม ระหว่างโรงแรม–คาเฟ่–สปา–ชุมชน สร้างเส้นทาง “เรียนรู้–ลงมือทำ” เช่น เวิร์กช็อปชา–กาแฟ หัตถกรรม และอาหารท้องถิ่น เชื่อมบริการขนส่งท้องถิ่น ลดการรั่วไหลของรายได้ พร้อมมาตรฐาน ความปลอดภัย–ความสะอาด–ความเป็นมิตร โดยเฉพาะมุมบริการสำหรับนักเดินทางหญิง อาทิ ไฟส่องสว่าง ทางหนีไฟ กล้องวงจรปิด และบุคลากรที่ผ่านการอบรมปฐมพยาบาล

มาตรการเหล่านี้ช่วยสร้าง รีวิวดี–กลับมาเยือนซ้ำ–การบอกต่อ ซึ่งเป็น “ทุนทางสังคม” สำคัญของเมือง

โอกาสปลายปีและสมการความยั่งยืน

เมื่อรวมภาพทั้งหมด เชียงรายมี แรงส่งเชิงโครงสร้าง จากสินค้าท่องเที่ยวที่ต่าง วาระความปลอดภัยที่เด่น และไฟลต์ใหม่เชื่อมอาเซียนโดยตรง แต่ความยั่งยืนยังพึ่งพา “สามสมการ” ที่ต้องเดินพร้อมกัน

  1. Diversify – กระจายพอร์ตทั้งสินค้า–ตลาด (ท่องเที่ยวและการค้า) ลดเสี่ยงพึ่งพิงแหล่งเดียว
  2. Deconcentrate – คลายความกระจุกของงบและโอกาส สู่ อปท.–ชุมชน–SME เพื่อให้รายได้ไหลทั่วพื้นที่
  3. Decarbonize – เร่งมาตรการสิ่งแวดล้อม ลดควัน–ขยะ พร้อมสื่อสารข้อมูลคุณภาพอากาศโปร่งใส สร้างความมั่นใจนักเดินทางระยะยาว

หากทำได้พร้อมกัน เมืองจะ “ล็อกอิน” สถานะ เมืองปลายทางคุณภาพสูง ที่นักท่องเที่ยวพักนาน ใช้จ่ายสูง และกลับมาเยือนซ้ำในทุกฤดูกาล

ข้อเสนอสำหรับผู้ประกอบการในฤดูกาลนี้

  • ยกระดับระบบจอง รองรับหลายภาษา–มือถือ และเชื่อมแชต–ชำระเงิน
  • ทำแพ็กเกจร่วม ที่พัก + Wellness + เส้นทางชากาแฟ + รถรับส่งสนามบิน
  • สื่อสารความปลอดภัย ชัดเจนบนหน้าร้านและแพลตฟอร์ม พร้อมจุดติดต่อฉุกเฉิน
  • เก็บรีวิวคุณภาพ เน้นรูป–วิดีโอจริง สร้าง Social Proof ก่อนพีกซีซัน
  • อบรมบุคลากร ด้านภาษาที่สอง–บริการเชิงลึก ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

ไฮซีซันปลายปี 2568 คือ “จังหวะเร่งเครื่อง” ของเชียงราย ตัวเลขพื้นฐานบวก ความปลอดภัยเด่น และ Soft Power ชัดเจน ทั้งชา–กาแฟ ศิลปะ และ Wellness ขณะที่ไฟลต์ใหม่จากสิงคโปร์จะเปิดประตูตลาดอาเซียนโดยตรง ภาพความท้าทายยังมี ทั้ง PM2.5 การแข่งขันภูมิภาค และเศรษฐกิจสองขั้ว แต่ด้วยแผนเตรียมพร้อมของพื้นที่ ภาคเอกชน และการสื่อสารเชิงรุก เชียงรายมีศักยภาพจะ เปลี่ยนฤดูกาล ให้เป็น โอกาส และเปลี่ยน นักเดินทางครั้งแรก เป็น ผู้มาเยือนซ้ำ ที่หลงรักเมืองเหนือปลายทางแห่งนี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย กันณพงศ์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งนครชียงรายนิวส์
  •  เรียบเรียงโดย มนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ร่วมก่อตั้งนครเชียงรายนิวส์
  • ภาพโดย กีรติ ชุติชัย ผู้สื่อข่าว
  • สัมภาษณ์ นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย วันที่ 6 กันยายน 2568: ภาพรวมฤดูกาลท่องเที่ยว อัตราเข้าพัก 55% การเติบโต 5% ประเด็นความปลอดภัยและนักท่องเที่ยว 6.1 ล้านคน รวมถึงแผนเพิ่มเที่ยวบินและไฟลต์ Scoot สิงคโปร์–เชียงราย 1 ม.ค. 2569
  • ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม: ตัวเลขรายได้ท่องเที่ยวปี 2566–2568 สถานะ “เมืองรองอันดับ 1” ครึ่งปีแรก 2568 และกรอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจ–การท่องเที่ยวเชียงราย
  • ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม (การค้า): สถิติ การค้าผ่านแดน/ชายแดน เดือนกรกฎาคม 2568 มูลค่า 99,805 ล้านบาท (+32.5%) และ 66,220 ล้านบาท (–20%) สินค้าหลักทุเรียน 22,949 ล้านบาท (+135.6%)
  • ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม (นโยบาย–งบประมาณ): รายการจัดสรรงบกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายปี 2568 รวม 1,876.1 ล้านบาท โครงสร้างหน่วยงานผู้รับงบ และงบซ่อมฟื้นฟูหลังอุทกภัยปลายปี 2567
  • ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม (สิ่งแวดล้อม–ความท้าทาย): สถานการณ์ PM2.5 มาตรการงดเผา 92 วัน เหตุภัยธรรมชาติชายแดน และการแข่งขันปลายทางในภูมิภาค
  •  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“กองร้อยน้ำส้ม” เชียงของ สตรีอาสาผนึกกำลังสู่ชุมชนเข้มแข็งและสันติสุข

อบจ.เชียงราย–มทบ.37 ผนึกกำลัง “กองร้อยน้ำส้ม อ.เชียงของ” ปลุกพลังผู้นำสตรีจากฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็ง–สันติสุข–ยั่งยืน

เชียงราย, 6 กันยายน 2568เวลา 09.00 น. ค่ายเม็งรายมหาราช บริเวณหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) อำเภอเมืองเชียงราย เสียงต้อนรับและรอยยิ้มของสตรีกว่า 100 คนจากอำเภอเชียงของดังขึ้นพร้อมกัน เมื่อพิธีเปิด “โครงการพัฒนาศักยภาพบทบาทสตรีและครอบครัวจังหวัดเชียงราย: กิจกรรมส่งเสริมพลังสตรีจิตอาสา ก่อเกิดชุมชนที่เข้มแข็ง สร้างสันติสุขสู่สังคม” เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ โดยมี นางทรงศรี คมขำ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย เป็นประธานเปิดงาน แทน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ซึ่งได้มอบหมายภารกิจและกำชับเป้าหมายของโครงการไว้อย่างชัดเจน

ตลอดสองวันของการอบรมระหว่าง 6–7 กันยายน 2568 ผู้เข้าร่วม—ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแกนนำสตรี ชมรมสตรีแม่บ้าน และตัวแทนชุมชนจากตำบลต่าง ๆ ของอำเภอชายแดน—จะได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และสร้างเครือข่ายทำงานเชิงอาสาสมัคร โดยมีทีมบุคลากรจากกองสวัสดิการสังคม อบจ.เชียงราย นำโดย นางสาวนิโลบล ชาติเงิน ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม ร่วมกับภาคีจาก มทบ.37 และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ออกแบบกิจกรรมให้เหมาะกับบริบทพื้นที่และโจทย์จริงที่สตรีเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน

กองร้อยน้ำส้ม” คำเปรียบเทียบที่เปลี่ยนเป็นพลังจริง

จากความสดชื่น–มีชีวิตชีวา สู่ระเบียบวินัย–ความเข้มแข็งของการทำงานเป็นทีม

ผู้จัดเรียกกลุ่มสตรีเชียงของชุดนี้ด้วยนามเรียกที่น่ารักและจำง่าย—กองร้อยน้ำส้ม” คำเปรียบเปรยที่มีสองมิติในตัวเอง หนึ่งคือ “พลังความสดชื่น” ของสตรีที่เติมความหวังให้ครอบครัวและชุมชนเสมอ สองคือ “ระเบียบวินัยและความเข้มแข็ง” แบบกองร้อยที่สอดประสานกันเพื่อพิชิตเป้าหมายร่วม เมื่อความหมายทั้งสองมาบรรจบ โครงการจึงไม่ได้เกิดมาเพื่อ “ให้ความรู้แล้วจบ” แต่ตั้งใจ “สร้างแกนกลางผู้นำสตรี” ที่มีทั้งหัวใจอาสาและวินัยของการทำงานสาธารณะ

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมสมาชิกสภา อบจ. ได้เดินทางไปยังพื้นที่อำเภอเชียงของเพื่อ มอบเกียรติบัตร ให้ผู้เข้าร่วม และกล่าวให้กำลังใจด้วยสารสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้างของการพัฒนาสตรีในจังหวัดอย่างชัดถ้อยชัดคำ ว่า

การเสริมสร้างศักยภาพของสตรี มิใช่เพียงการยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรีเท่านั้น หากยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาสังคมโดยรวม เพราะสตรีมีบทบาทเชื่อมโยงทั้งในฐานะผู้ดูแลครอบครัว ผู้ประกอบอาชีพ และผู้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนชุมชนและท้องถิ่น… เมื่อสตรีมีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์เหล่านั้นจะย้อนกลับไปสร้างครอบครัวเข้มแข็ง ชุมชนก้าวหน้า และสังคมที่ยั่งยืน”

สารดังกล่าวคือ “นัทกราฟ” (แก่นเรื่อง) ของโครงการนี้—การยืนยันว่าการลงทุนกับสตรีคือการลงทุนกับสังคมทั้งระบบ

ทำไมต้องเริ่มที่ชายแดน โจทย์จริง–พื้นที่จริง–ผู้เล่นจริง

อำเภอเชียงของเป็นพื้นที่ชุมชนชายแดนที่ต้องรับมือกับโจทย์หลากหลาย ทั้งเศรษฐกิจฐานรากที่ผูกกับเกษตร–บริการ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมของครอบครัวขยายสู่ครอบครัวเดี่ยว การย้ายถิ่นเพื่อทำงาน รวมถึงต้นทุนการเข้าถึงบริการภาครัฐในบางโซนชนบทห่างไกล เมื่อมองผ่านเลนส์ “เพศภาวะ” ปัญหาเหล่านี้สะเทือนต่อ สตรีและเด็ก ก่อนเสมอ—ทั้งในฐานะแกนกลางครัวเรือน ผู้ดูแล ผู้หารายได้เสริม และผู้เป็นเสาหลักยามเกิดวิกฤต

การฝึกอบรมและรวมเครือข่ายที่เชียงของ จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ “จุดกำเนิด” ไม่ใช่ “ปลายเหตุ” เป้าหมายของโครงการชี้ชัดว่าจะ สร้างเวทีให้สตรีได้พัฒนาความรู้–ทักษะ–เครือข่าย แล้วส่งต่อเป็นพลังจิตอาสาที่ขยายไปถึงงานชุมชน เช่น การดูแลผู้เปราะบาง กิจกรรมเยาวชน การจัดการสิ่งแวดล้อม และการสื่อสารสาธารณะในระดับหมู่บ้าน–ตำบล

บทบาท “สองขา” ท้องถิ่น–ทหาร โมเดลบูรณาการเพื่อคนตัวเล็ก

จุดแข็งของโครงการนี้คือการทำงานแบบ “สองขา” ระหว่าง อบจ.เชียงราย (ท้องถิ่น–สังคม) และ มทบ.37 (ความมั่นคง–ระเบียบวินัย–ทรัพยากรสถานที่) การได้ใช้พื้นที่ฝึกของหน่วยทหารที่มีระบบระเบียบ เครื่องมือพร้อม และบุคลากรด้านการฝึกวินัย นำมาปรับใช้กับ หลักสูตรพลังสตรีจิตอาสา ทำให้รูปแบบกิจกรรมมีทั้งความกระชับ จริงจัง และเป็นมิตรกับผู้เรียน

  • ขาแรก—อบจ.เชียงราย: กำหนดนโยบายและเป้าหมาย ออกแบบกิจกรรมที่จับต้องโจทย์ชุมชน ดูแลเนื้อหาด้านสังคมและสวัสดิการ เชื่อมเครือข่ายระดับตำบล–อำเภอ
  • ขาที่สอง—มทบ.37: หนุนทรัพยากรสถานที่และกำลังพล สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย มีวินัย และต่อเนื่อง เสริมภาพ “ทหารเพื่อประชาชน” ในมิติการพัฒนาสังคม

ผลลัพธ์คือ “สนามฝึกเชิงสังคม” ที่คนตัวเล็กเข้าถึงได้จริง ไม่ใช่แค่เวทีรับฟัง แต่เป็นพื้นที่ ลงมือทำและต่อยอด หลังอบรม

โครงเรื่องการอบรมจากการตื่นรู้สู่การจัดตั้งทีมภาคสนาม

ตลอดสองวันของกิจกรรม (ตามกำหนดการที่ผู้ใช้จัดเตรียม) โครงการย้ำ “สามเสาหลัก” ที่ต่อกันเป็นเรื่องเดียว

  1. ตระหนักรู้บทบาทสตรี – ทำความเข้าใจศักยภาพและอุปสรรคเชิงโครงสร้างของสตรีในครอบครัว–ชุมชน
  2. เสริมสมรรถนะผู้นำจิตอาสา – ฝึกการสื่อสารสาธารณะ การทำงานเป็นทีม การประสานภาคี การจัดกิจกรรมที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับเด็ก–ผู้สูงอายุ
  3. ตั้งทีมปฏิบัติการชุมชน – แตกกลุ่มตั้ง “ทีมงานย่อย” และ “ภารกิจนำร่อง” ที่จะกลับไปทดลองในหมู่บ้าน/เขตเมืองของตนเอง (เช่น ทีมดูแลผู้เปราะบาง ทีมสิ่งแวดล้อม ทีมเยาวชน)

เนื้อหาทั้งหมดถูกยึดโยงกับบริบทเชียงของโดยตรง และมี พิธีมอบเกียรติบัตร เพื่อยืนยันการเริ่มต้นบทบาทผู้นำสตรีอย่างเป็นทางการ

วาทะที่ชูประเด็น—และเดินหน้าไปข้างหน้า

คำกล่าวของนายก อบจ.เชียงราย ในช่วงบ่าย เป็นเหมือน “รหัสผ่าน” ที่เปิดประตูบทใหม่ของบทบาทสตรีในจังหวัด “สตรีไม่ใช่ผู้รับนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่คือ ‘ผู้สร้าง’ นโยบายระดับฐานราก” เมื่อถ้อยคำนี้ถูกประกาศต่อหน้าแกนนำสตรีและภาคีภาครัฐ–ทหาร ความหมายจึงไปไกลกว่าคำให้กำลังใจ แต่คือ การอนุมัติทางสังคม ให้สตรีออกมายืนแถวหน้าของการเปลี่ยนแปลง

ในมุมปฏิบัติการ โครงการยังส่งสัญญาณชัดว่าการขับเคลื่อนต่อจากนี้ต้องอาศัย ผู้นำหลายชั้น—ตั้งแต่ผู้นำชุมชนระดับหมู่บ้าน ผู้นำศาสนา ผู้นำวัยรุ่น ไปจนถึงครูและ อสม. เพื่อเชื่อม “กองร้อยน้ำส้ม” ให้เป็น เครือข่ายสตรีจิตอาสาเชียงของ ที่ทำงานได้ต่อเนื่องทั้งปี

ตัวเลข–ข้อเท็จจริงชวนคิด

  • วัน–เวลา–สถานที่: เปิดโครงการ 6 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ หน่วยฝึก นศท. มทบ.37 ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมืองเชียงราย
  • กรอบเวลาโครงการ: 6–7 กันยายน 2568 (สองวันเต็ม)
  • ผู้เข้าร่วม: กลุ่มสตรีในเขตอำเภอเชียงของ กว่า 100 คน
  • ผู้ร่วมพิธีเปิดและภาคีหลัก: รองนายก อบจ.เชียงราย / ผอ.กองสวัสดิการสังคม อบจ. / พันเอกสิงหนาท โลสุยา เสนาธิการ มทบ.37 / หัวหน้าส่วนราชการ มทบ.37
  • ภารกิจช่วงบ่าย: นายก อบจ.เชียงราย และสมาชิกสภา อบจ. เดินทางพบปะกลุ่มสตรีเชียงของ มอบเกียรติบัตร และกล่าวนโยบาย–วิสัยทัศน์

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการพัฒนาสตรีได้ก้าวพ้นรูปแบบ “เวทีเชิญวิทยากร–เวทีกล่าวเปิด” ไปสู่ โครงสร้างร่วมรับผิดชอบ ระหว่างท้องถิ่น–ทหาร–ประชาชน ที่ลงมือทำจริง

ทำอย่างไรให้ “กองร้อยน้ำส้ม” เติบโตได้ตลอดปี

เพื่อให้พลังที่จุดติดแล้วเดินหน้าอย่างยั่งยืน ทีมข่าวสรุปข้อเสนอเชิงระบบจากบทเรียนกิจกรรมและข้อเท็จจริงหน้างาน ดังนี้

  1. ตั้งศูนย์ประสานงานสตรีจิตอาสา (ระดับอำเภอ) – ทำหน้าที่เป็น “แม่ข่าย” ออกแบบปฏิทินกิจกรรมรายไตรมาส รับปัญหาจริงจากหมู่บ้าน จับคู่ภารกิจกับหน่วยงาน
  2. คลังความรู้ท้องถิ่นออนไลน์ – รวมคู่มือกิจกรรมชุมชน ป้ายความปลอดภัยสำหรับงานสาธารณะ แบบฟอร์มประสานงานราชการ ให้สตรีเข้าถึงง่าย
  3. งบสนับสนุนจุดเล็ก–เร็ว–เห็นผล – มอบทุนย่อย (micro-grant) สำหรับทีมย่อย 3–5 คนที่พร้อมทำภารกิจนำร่อง เช่น พื้นที่ปลอดภัยเด็ก น้ำดื่มงานชุมชน การคัดแยกขยะคืนรายได้
  4. พี่เลี้ยงข้ามภาคส่วน – จับคู่ “พี่เลี้ยง” จาก อบจ./ มทบ.37/ สภาเด็กและเยาวชน/ สาธารณสุข ให้คำปรึกษารายทีมต่อเนื่อง 3–6 เดือน
  5. ตัวชี้วัดที่คนชุมชนกำหนด – ให้ชุมชนร่วมออกแบบตัวชี้วัด เช่น จำนวนกิจกรรมที่เกิดจริง จำนวนเครือข่ายที่ร่วมมือ หรือจำนวนครัวเรือนที่ได้ประโยชน์ โดยไม่เพิ่มภาระเอกสารเกินจำเป็น

ข้อเสนอนี้มุ่งให้ ภารกิจเล็ก” กลายเป็น “อิฐก้อนเล็ก” ที่ร่วมกันก่อกำแพงความเข้มแข็งของชุมชนได้ทั้งปี

เมื่อสตรีลุกขึ้นนำ—ชุมชนก็ไปต่อ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การพัฒนาชนบทและพื้นที่ชายแดนมักสะดุดเพราะ “ระยะห่าง” ระหว่างนโยบายกับชีวิตจริง โครงการในครั้งนี้เลือกวิธี ลดระยะห่าง ด้วยการดึง ผู้หญิงที่เป็นหัวใจของครอบครัวและชุมชน เข้ามาเป็น “ผู้เล่นตัวจริง” บนเวทีสาธารณะ สนามฝึกที่ตั้งอยู่ในค่ายทหารกลายเป็นพื้นที่ ปลอดภัย–เป็นระบบ–มีวินัย ให้การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างมีคุณภาพ และเมื่อ อบจ.เชียงราย แสดงเจตจำนงชัดว่าจะ “เปิดทาง–เปิดเวที–เปิดโอกาส” อย่างต่อเนื่อง พลังสตรีก็มี “รางวิ่ง” ที่ไปได้ไกลกว่าครั้งใด

ในทางข่าว ความเคลื่อนไหววันนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพของพิธีเปิดหรือภาพมอบเกียรติบัตร หากคือ การเปิดฉากบทใหม่ของการพัฒนาท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม ที่ให้สตรีเป็นแกนกลาง ขับเคลื่อนด้วยวินัยแบบกองร้อยและความสดชื่นแบบน้ำส้ม—รวมเป็น “กองร้อยน้ำส้ม” ที่พร้อมทำงานยาวทั้งปีให้เห็นผลในครัวเรือน–หมู่บ้าน–อำเภอ และในท้ายที่สุด สร้าง สันติสุข ที่จับต้องได้บนแผ่นดินเชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

เชียงรายพร้อม! ดัน “โล้ชิงช้าอาข่า” เป็น Soft Power แห่งการท่องเที่ยว

โล้ชิงช้าบ่อฉ่องตุ๊” ประเพณีศักดิ์สิทธิ์แห่งแม่ฟ้าหลวง—อบจ.เชียงราย–อบต.แม่สลองใน ผนึกพลังชุมชน ขับเคลื่อน Soft Power ชนเผ่าอาข่าสู่สายตาโลก

เชียงราย, 6 กันยายน 2568 – เหนือยอดดอยแม่สลอง เสียงฆ้องและกระบอกไม้ไผ่กระทบกันเป็นจังหวะกังวาน ณ ลานพระสยามเทวาธิราช บ้านสามแยกอาข่า ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย บรรยากาศเต็มไปด้วยความปลื้มปีติของชุมชนอาข่า—ชายหญิงแต่งชุดชาติพันธุ์อันวิจิตร สีเงินของเครื่องประดับสะท้อนแดดอ่อนราวประกายแห่งศรัทธา วันนี้คือ “วันสร้างชิงช้า”—วันสำคัญในลำดับพิธีของ เทศกาลโล้ชิงช้า “บ่อฉ่องตุ๊” ที่ชาวอาข่าขนานนามกันมายาวนานว่า “ปีใหม่อาข่า” และพรุ่งนี้ (7 กันยายน) คือวันไคลแมกซ์ที่ทั้งหญิงและชายจะออกมาโล้ชิงช้าอย่างสนุกสนานและสำรวมในคราวเดียวกัน

พิธีเปิดงานปีนี้ได้รับเกียรติจาก นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) เป็นประธาน ท่ามกลางการต้อนรับจากผู้นำชุมชน ผู้แทนหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่ ภาพทั้งหมดสะท้อนพลัง “ร่วมจัด–ร่วมอนุรักษ์–ร่วมภาคภูมิใจ” และกำลังผลักเชียงรายให้โดดเด่นขึ้นในฐานะจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มี “วิถีชนเผ่า” เป็นหัวใจ

พิธีกรรมที่มากกว่างานรื่นเริง บูชาพระแม่โพสพ–กตัญญูบรรพชน–ยกย่องบทบาทสตรี

ตาม ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม เทศกาลโล้ชิงช้าเป็นพิธีกรรมที่จัดปีละครั้งเพื่อบูชา “พระแม่โพสพ” และแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ เป้าหมายลึกซึ้งกว่าการเฉลิมฉลอง คือการทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับผืนดินและข้าวปลาอาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิต ตลอดจนร้อยสายใยคนในชุมชนให้แน่นแฟ้น

สัญลักษณ์เด่นที่สุดของงานคือ “การโล้ชิงช้า” ซึ่งถูกมอบความหมายเชิงยกย่องบทบาทของสตรีชาวอาข่า ในเทศกาลนี้หญิงสาวจะสวมชุดประจำเผ่าที่ประดับงานโลหะ ลูกปัด และเครื่องตกแต่งแฮนด์เมดอันละเอียดอ่อน ออกมาโล้ชิงช้าอย่างสง่างาม ถึงพร้อมด้วยความสนุกและกิริยามารยาทที่อยู่บนฐานของมารยาทชุมชน ในสายตาคนนอก นี่คือภาพงดงามทางสุนทรียะ แต่สำหรับชาวอาข่า มันคือ “การประกาศตัวตน”—การสืบสานวิถีชีวิตและบทบาทสตรีที่มีเกียรติในโครงสร้างสังคมของชนเผ่า

แผนงาน 3 พื้นที่—หนึ่งอัตลักษณ์ร่วม

เทศกาลปี 2568 มิได้มีเพียง “บ่อฉ่องตุ๊” แห่งแม่ฟ้าหลวงเท่านั้น หากยังจัดต่อเนื่องในพื้นที่ชุมชนอาข่าชื่อดังของอำเภอแม่สาย ตาม กำหนดการในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ดังนี้

  • โล้ชิงช้าอาข่าบ้านผาฮี้ อ.แม่สาย : วันที่ 4–8 กันยายน 2568
  • โล้ชิงช้าอาข่าบ้านผาหมี อ.แม่สาย : วันที่ 6–8 กันยายน 2568
  • โล้ชิงช้า “บ่อฉ่องตุ๊” บ้านสามแยกอาข่า อ.แม่ฟ้าหลวง : วันที่ 6–7 กันยายน 2568

แม้จะต่างวันและต่างพื้นที่ แต่ทั้งสามต่างยึดแก่นพิธีเดียวกัน—การสำนึกในบุญคุณผืนดินและบรรพบุรุษพร้อมการเฉลิมฉลองชุมชน รายละเอียดปลีกย่อยในแต่ละชุมชนสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ผสานอยู่ภายใต้ “รากเดียวกัน” ของอาข่า และนี่คือเสน่ห์ซึ่งนักเดินทางสมัยใหม่ที่มองหาประสบการณ์แท้ (authentic) ให้ความสนใจ

วัตถุประสงค์ชัด 4 ข้อ—โมเดลจัดงานที่วางบนฐานความยั่งยืน

นายปิยะเดช เชิงพิทักษ์กุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองใน ย้ำถึงแกนกลางของงานว่า เทศกาลนี้มิใช่เพียง “งานรื่นเริง” แต่คือเครื่องมือสร้างความยั่งยืนให้ชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ

  1. ฟื้นฟูประเพณี–พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: ให้คนมา “เห็น–เข้าใจ–เคารพ” วิถีชนเผ่า ผ่านพิธีกรรมและกิจกรรมที่ชุมชนออกแบบ
  2. เสริมความเข้มแข็งและสามัคคี: ทุกเพศวัยมีบทบาทร่วมในงาน เกิดความภูมิใจและเป็นเจ้าของมรดกร่วม
  3. ปลูกจิตสำนึกเยาวชน: ถ่ายทอดความรู้ ขนบธรรมเนียม และบทบาทหน้าที่ทางวัฒนธรรมสู่คนรุ่นใหม่
  4. สืบทอดวิถีชนเผ่า: ให้ประเพณียัง “มีชีวิต” ไม่ใช่แค่ “จัดแสดง”

การกำหนดเป้าหมาย “เชิงสังคม–เชิงวัฒนธรรม–เชิงเศรษฐกิจ” ควบคู่กัน ทำให้งานนี้กลายเป็นต้นแบบการใช้วัฒนธรรมสร้างคุณค่าใหม่ (value creation) โดยไม่ทำลายแก่นแท้—ตรงกับหลักคิด “ท่องเที่ยวรับผิดชอบและยั่งยืน” ที่สังคมไทยและโลกกำลังมุ่งไป

กิจกรรมแน่นตลอดสองวัน—จากพิธีกรรมสู่เวทีสร้างสรรค์

ภายในงาน บ่อฉ่องตุ๊ 2568 ชุดกิจกรรมถูกออกแบบให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งพิธีกรรม วิถีชีวิต และความบันเทิงร่วมสมัย (ข้อมูลจาก ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) อาทิ

  • พิธีและการละเล่นโล้ชิงช้า (ไฮไลต์ของงาน)
  • การละเล่นชิงช้าสวรรค์ และ การแสดงกระทุ้งกระบอกไม้ไผ่
  • เดินแบบชุดชาติพันธุ์อาข่า โชว์ศิลปะการแต่งกายอย่างเป็นระบบ
  • ประกวดประกอบอาหารชนเผ่า เปิดพื้นที่ให้สูตรดั้งเดิม–ดัดแปลงร่วมสมัย
  • การแสดงของพี่น้องรวม 7 ชนเผ่า สะท้อนความหลากหลายชาติพันธุ์บนดอย
  • นิทรรศการชุมชน และ ตลาดชนเผ่า” จำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นถิ่น
  • การแสดงจาก ศิลปินดาราชื่อดังชาวอาข่า เพิ่มสีสันยามค่ำคืน (มีการจัดพื้นที่นั่งโต๊ะแบบจองล่วงหน้า เพื่อความเรียบร้อยของงาน)

โครงสร้างกิจกรรมแบบ “พิธี–เรียนรู้–สร้างสรรค์–แบ่งปันรายได้” ทำให้งานไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังคืนรายได้สู่ครัวเรือนชุมชน ตั้งแต่กลุ่มแม่บ้านเครื่องประดับงานปัก ผู้สูงวัยที่เชี่ยวชาญงานฝีมือ ไปจนถึงเยาวชนที่ได้แสดงความสามารถบนเวทีร่วมสมัย

Soft Power ชนเผ่าบนฐานความเคารพ—ทางรอดของท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

เมื่อคำว่า “Soft Power” กลายเป็นยุทธศาสตร์ชาติ การผลักดันให้ วัฒนธรรมชนเผ่าอาข่า ก้าวออกสู่สาธารณะโดย เจ้าของวัฒนธรรมเป็นผู้นำ คือคำตอบที่ถูกทาง เทศกาลโล้ชิงช้า ทำให้โลกเห็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ตั้งแต่อาหาร เครื่องแต่งกาย พิธีกรรม ดนตรี ไปจนถึงเรื่องเล่าปากต่อปากที่ถ่ายทอดผ่านผู้นำชุมชนและผู้เฒ่าผู้แก่

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จด้านภาพลักษณ์ต้องเดินคู่กับ หลักการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (intangible cultural heritage) ในเชิงปฏิบัติ—เช่น การกำหนดขอบเขตการถ่ายภาพบางช่วงพิธี การขออนุญาตก่อนบันทึกเสียง–ภาพ การซื้อสินค้า/อาหารจากร้านชุมชนจริง และการแต่งกายสุภาพในการร่วมงาน ทั้งหมดคือ “กติกาแห่งความเคารพ” ที่ทำให้งานเติบโตอย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน

เส้นทางสู่ความยั่งยืนข้อเสนอเชิงระบบจากบทเรียนพื้นที่

จากประสบการณ์การจัดงานซ้ำต่อเนื่องในหลายชุมชน ผู้สื่อข่าวสรุป “ข้อเสนอเชิงระบบ” ที่สะท้อนจาก ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม และข้อเท็จจริงหน้างานดังนี้

  1. ปฏิทินท่องเที่ยวร่วมเดียวกัน: รวมทุกงานโล้ชิงช้าในจังหวัดไว้ในหน้าเดียว (ออนไลน์/ออฟไลน์) กำหนดเวลา–สถานที่–ข้อควรรู้ให้เข้าใจง่าย ลดความสับสนของนักท่องเที่ยว
  2. เส้นทางเข้า–ออกและจุดจอดรถชัดเจน: โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขา ทางคดเคี้ยว—ต้องมีแผนผังภาษาไทย–อังกฤษ–จีน พร้อมระบบรถรับ–ส่งจากจุดจอด
  3. มาตรฐานค้าขายชุมชน: ป้ายราคาเดียวกัน ชื่อสินค้า–แหล่งผลิตชัดเจน หนุนให้ “ตลาดชนเผ่า” เป็นหน้าต่างเศรษฐกิจของบ้านตนเองจริง ๆ
  4. พื้นที่เรียนรู้สำหรับเยาวชน: จัดมุมเวิร์กช็อปงานฝีมือ/การเล่าเรื่องโดยผู้เฒ่าผู้แก่ เพื่อ “ต่อสายใย” ระหว่างรุ่น
  5. คู่มือผู้เยี่ยมเยือน (Visitor Code): ข้อพึงระวังในพิธี กติกาการถ่ายภาพ การแต่งตัว และการมีส่วนร่วมอย่างเคารพ

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพื่อ “ความเรียบร้อย” แต่เป็น “ระบบนิเวศ” ที่รักษาสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับศักดิ์ศรีของวัฒนธรรม

จากลานชิงช้าสู่ความทรงจำร่วมปลายทางของเรื่องเล่า

เมื่อเสาสูงทั้งสี่ถูกผูกเข้าหากันเป็นชิงช้าขนาดใหญ่ และเชือกเส้นสุดท้ายถูกขึงตึงโดยมือของผู้อาวุโส—เสียงโห่ร้องของเด็ก ๆ คลอไปกับบทสวดสั้น ๆ ในภาษาชุมชน พรุ่งนี้คือวันสุดท้ายของพิธีในปีนี้ วันที่ทั้งหญิงและชายจะได้ “โล้ชิงช้า” ร่วมกันตามครรลอง เป็นการปิดพิธีอย่างรื่นเริงและสำรวมในคราเดียวกัน

ในมุมของนักเดินทาง นี่คือเทศกาลที่ “ต้องไปให้เห็นด้วยตา” สักครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ในมุมของชุมชนอาข่า มันคือ “ชีวิตประจำปี” ที่กลับมาเติมเต็มความทรงจำร่วมของผู้คน—ยืนยันว่ารากเหง้าที่ยืนหยัดอยู่บนดอยสูงยังคงแข็งแรง และพร้อมส่งต่อสู่สายตาโลกด้วยภาษาวัฒนธรรมของตนเอง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองใน (อบต.)
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

“ทุเรียนไทย” ดันค้าผ่านแดนเชียงรายพุ่งสวนทางค้าชายแดนที่หดตัวหนัก

การค้าชายแดนเชียงรายหดตัวหนัก แต่การค้าผ่านแดนพุ่งสวนทาง “ทุเรียนไทย” เป็นพระเอกพยุงเศรษฐกิจ—รัฐเร่งอัดฉีดงบฟื้นโลจิสติกส์ชายแดน

เชียงราย, 6 กันยายน 2568ด่านพรมแดนเชียงของ รถบรรทุกต่อคิวเรียงยาวริมแม่โขง ภาพที่คุ้นตาในช่วงฤดูส่งออกผลไม้ไปจีน แต่ปีนี้มีสิ่งที่ต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขการค้าผ่านแดนของเชียงรายทะยานขึ้น ขณะที่การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านกลับสะดุดแรง

รายงานการวิเคราะห์ครึ่งแรกของปี 2568 (ม.ค.–มิ.ย.) ระบุชัดว่า มูลค่าการค้ารวมของจังหวัดเชียงรายอยู่ที่ 54,258.61 ล้านบาท ทว่าเมื่อแยกโครงสร้าง จะพบความจริงที่สองด้านในภาพเดียวกัน—การค้าผ่านแดน (Transit Trade) มีมูลค่า 38,438.22 ล้านบาท คิดเป็น 70.84% ของทั้งหมด ขับเคลื่อนโดยด่านศุลกากรเชียงของและเส้นทาง R3A สู่จีน ขณะที่ การค้าชายแดน (Border Trade) ซึ่งเป็นการซื้อขายกับเมียนมาและ สปป.ลาว มีมูลค่า 15,820.39 ล้านบาท หรือเพียง 29.16% และยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องในหลายเดือน

ภาพรวมที่ “บวกและลบ” อยู่ในจังหวัดเดียวกัน ทำให้เชียงรายกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตา—โอกาสเศรษฐกิจใหม่กำลังก่อตัวในเวลาเดียวกับที่ความเปราะบางบางด้านกำลังกัดกร่อนความมั่นใจของผู้ประกอบการชายแดน

แรงขับเคลื่อน “ทุเรียนสด” เส้นเลือดใหญ่ของการค้าผ่านแดน

หัวใจของการเติบโตครึ่งปีแรก คือคลื่นส่งออก ทุเรียนสด” สู่สาธารณรัฐประชาชนจีนผ่านด่านเชียงของ—ประตูการค้าบนระเบียงเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ (R3A) ที่เชื่อมไทย–ลาว–จีน ข้อมูลยืนยันว่าเฉพาะผลไม้ชนิดนี้ได้ดันมูลค่าการค้าผ่านแดนให้พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้สัดส่วนของ Transit Trade ต่อการค้ารวมแตะเกิน 70% เป็นครั้งสำคัญ

อย่างไรก็ดี จุดแข็งข้างต้นก็แฝง “ความเสี่ยงตามฤดูกาล” ไว้ในตัวเอง เดือนมิถุนายน 2568 เป็นตัวอย่างชัดเจน—มูลค่าส่งออกหดตัวลงถึง 4,556.17 ล้านบาท โดย กว่า 4,450 ล้านบาท มาจากทุเรียนที่สิ้นสุดฤดูผลิต การเติบโตที่ผูกกับสินค้าไม่กี่ชนิด จึงทำให้กราฟการค้าเหวี่ยงตัวแรงระหว่าง “ฤดูกาล–นอกฤดูกาล” และกลายเป็นโจทย์สำคัญต่อการบริหารกระแสเงินสดของผู้ส่งออก ตลอดจนการวางแผนเสถียรภาพรายได้ของจังหวัด

ด้านมืดของกราฟ การค้าชายแดนสะดุด—เมียนมา–ลาวชะงักจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

ในอีกฟากหนึ่งของจังหวัด เส้นแดนที่แม่สายและเชียงแสนเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง การค้าชายแดนกับเมียนมาและลาวหดตัว ตามข้อมูลที่บันทึกไว้ในหลายเดือน สาเหตุหลักถูกชี้ไปยัง สถานการณ์ความไม่สงบภายในเมียนมา และ การตรวจสอบสินค้าที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งทำให้การขนส่งติดขัด เกิดต้นทุนแฝงจากการรอคิว การเสี่ยงต่อความเสียหายของสินค้า และความไม่แน่นอนในการปิด–เปิดด่านโดยไม่มีกำหนด

เมื่อนำปัจจัยดังกล่าวมารวมกับความผันผวนของค่าเงินเพื่อนบ้านและกำลังซื้อที่อ่อนแรง ภาพรวมฝั่งชายแดนจึงออกมาในเชิงลบ แม้ความต้องการของตลาดปลายทางในเมียนมาจะยังมีอยู่ก็ตาม

ภาพจำแนกตามด่านตัวเลขที่เล่าเรื่อง

เพื่อมองเห็นโครงสร้างการค้าของเชียงรายอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ข้อมูลครึ่งปีแรก 2568 แยกตามด่านมีดังนี้ 

  • ด่านศุลกากรเชียงของ (ค้าผ่านแดนกับจีน):
    • ส่งออก 32,299.41 ล้านบาท
    • นำเข้า 7,572.54 ล้านบาท
    • มูลค่ารวม 39,871.95 ล้านบาท
    • โครงสร้างสินค้าส่งออก: ผลไม้สด (โดยเฉพาะทุเรียน) 96.88%, สินค้าอุปโภค–บริโภค 1.64%, สินค้าเกษตรอื่น 0.98%
    • นำเข้าหลัก: ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 58.06%, สินแร่ 29.53%, และผลไม้สดบางส่วน
  • ด่านศุลกากรแม่สาย (ค้าชายแดนกับเมียนมา):
    • ส่งออก 5,496.64 ล้านบาท
    • นำเข้า 833.48 ล้านบาท
    • มูลค่ารวม 6,330.12 ล้านบาท
    • สินค้าส่งออกเด่น: น้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ 49.56%, น้ำมันเบนซิน/ดีเซล 18.58%, เครื่องอุปโภค–บริโภค 17.51%
    • นำเข้าหลัก: เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เมล็ดงา และสุราต่างประเทศ
  • ด่านศุลกากรเชียงแสน (ค้าชายแดนกับลาว/ทางน้ำ):
    • ส่งออก 6,896.43 ล้านบาท
    • นำเข้า 1,160.10 ล้านบาท
    • มูลค่ารวม 8,056.52 ล้านบาท
    • สินค้าส่งออกเด่น: เครื่องอุปโภค–บริโภค 17.51%, รถยนต์นั่ง 2.46%, อุปกรณ์ก่อสร้าง 5.08%
    • นำเข้าหลัก: ผักสด 59.01%, ปูนซีเมนต์ 11.81%, แร่พลวง 6.91%

เมื่อรวมทั้งสามด่าน จะได้ภาพรวม ส่งออก 44,692.48 ล้านบาท / นำเข้า 9,566.12 ล้านบาท / รวม 54,258.61 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าการค้าของเชียงรายเอนตัวไปทาง “ผ่านแดนสู่จีน” มากกว่าค้าชายแดนกับเพื่อนบ้านโดยตรง

สัญญาณเชิงโครงสร้างเมื่อเชียงราย “เปลี่ยนบทบาท”

ข้อมูลอัปเดตเดือนกรกฎาคม 2568 (ที่ผู้ใช้จัดเตรียมไว้) ยิ่งตอกย้ำแนวโน้มการเปลี่ยนผ่าน: การค้าผ่านแดนเติบโต 32.5% ขณะที่ การค้าชายแดนหดตัว -20% นัยสำคัญคือเชียงรายกำลังขยับจาก “ศูนย์กลางการค้าภูมิภาค” ไปเป็น ประตูการค้าโลก” ที่เชื่อมไทยเข้ากับตลาดจีนโดยตรงผ่านโครงข่ายคมนาคมเหนือ–ใต้

ข้อดีของการเปลี่ยนบทบาทคือการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่และห่วงโซ่โลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ข้อท้าทายคือ ความเข้มข้นของสินค้า (concentration risk) หากสินค้าเอกชน เพียงชนิดเดียว—เช่นทุเรียน—สะดุดจากปัญหาฤดูกาล โรคพืช หรือมาตรการกีดกันทางการค้า ผลกระทบจะสะเทือนทั้งระบบอย่างที่เห็นในเดือนมิถุนายน

นโยบายภาครัฐ อัดฉีดงบ 363.62 ล้านบาท ฟื้นโครงสร้างพื้นฐานชายแดน

เพื่อเสริม “เสถียรภาพกระดูกสันหลัง” ของเศรษฐกิจชายแดน คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ งบกลาง 363.62 ล้านบาท สำหรับฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากอุทกภัยปลายปี 2567 โดยมุ่งเน้นอำเภอแม่สายและแนวเชื่อมโยงโลจิสติกส์หลักในจังหวัด มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อ:

  1. ซ่อม–เสริมถนน โป๊ะ ท่า และระบบระบายน้ำที่เป็นจุดอ่อน
  2. เพิ่มความพร้อมด่านให้รองรับการตรวจปล่อยสินค้าอย่างรวดเร็ว (ลดเวลารอ ลดต้นทุน)
  3. เสริมความยืดหยุ่นของระบบห่วงโซ่อุปทานในครึ่งปีหลัง

การลงทุนดังกล่าวถูกคาดหวังให้เป็น “กันชน” หลังวิกฤตน้ำท่วม และเป็นฐานเร่งเครื่องการค้ารอบใหม่ในช่วงไฮซีซันของผลไม้ปลายปี

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง ภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงิน และฤดูกาล

  1. ภูมิรัฐศาสตร์เมียนมา – ความไม่สงบภายในและการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเฉียบพลัน ส่งผลโดยตรงต่อด่านแม่สาย ทั้งต่อเวลาและต้นทุนขนส่ง การปิด–เปิดด่านอย่างไม่แน่นอนเป็นความเสี่ยงเชิงระบบของผู้ประกอบการ
  2. ค่าเงินกีบและจ๊าด – การอ่อนค่าของสกุลเงินเพื่อนบ้าน บั่นทอนกำลังซื้อและความสามารถชำระเงิน ส่งผลต่อคำสั่งซื้อสินค้าจากฝั่งไทย
  3. ฤดูกาลสินค้าเกษตร – ทุเรียนและผลไม้สดสร้างรายได้ก้อนใหญ่ แต่หากไร้สินค้าทดแทนในช่วง “หลุม” นอกฤดู การค้าโดยรวมจะเหวี่ยงตัวแรง

โอกาสในความเปราะบาง ทางรอดที่เริ่มต้นได้ทันที

แม้ความท้าทายจะชัด แต่ข้อมูลครึ่งปีแรกก็เปิดหน้าต่างโอกาสหลายบาน

  • กระจายพอร์ตสินค้า: ใช้เส้นทาง R3A ที่พิสูจน์ประสิทธิภาพแล้ว เพื่อดันสินค้า ที่ต้องการสม่ำเสมอทั้งปี เช่น วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ควบคู่ผลไม้ตามฤดูกาล
  • ยกระดับการแปรรูปผลไม้: เพิ่มมูลค่าและยืดอายุสินค้า—แช่แข็ง อบแห้ง หรือสกัดสารสำคัญ—เพื่อสร้างรายได้ข้ามฤดูกาล ลดแรงเหวี่ยงของกราฟส่งออก
  • บริหารความเสี่ยงโลจิสติกส์: ใช้เทคโนโลยีติดตามตู้สินค้าแบบเรียลไทม์ ประกันภัยด้านความเสี่ยงชายแดน และวางเส้นทางสำรอง (re-routing) รองรับเหตุไม่แน่นอน
  • การทูตเชิงพาณิชย์: ใช้กลไกความร่วมมือด่าน–ด่าน เพื่อบรรเทาอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) กับฝ่ายเมียนมา ลด “ความไม่แน่นอน” ซึ่งเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น
  • ทุนมนุษย์และมาตรฐาน: อบรมผู้ประกอบการขนาดกลาง–เล็ก ด้านมาตรฐานสุขอนามัย/กฎระเบียบจีน และการตลาดข้ามพรมแดนเพื่อเพิ่มศักยภาพสู้ตลาดใหญ่

เรื่องเล่าจากสามด่านสามบทบาท–หนึ่งเป้าหมาย

  • เชียงของ เป็น “สายพานส่งออก” เชื่อมไทย–ลาว–จีน ที่พิสูจน์แล้วว่าขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ตัวเลขมูลค่ารวมเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ใน 6 เดือนแรกสะท้อนประสิทธิภาพโลจิสติกส์—แต่ก็เตือนให้ระวังการพึ่งพาทุเรียนมากเกินไป
  • แม่สาย คือ “ด่านใจกลางชุมชนการค้า” ที่โยงตลาดเมียนมาซึ่งยังต้องการสินค้าไทยหลายชนิด หากโครงสร้างความมั่นคงภายในเมียนมาดีขึ้น ด่านนี้พร้อมดีดตัวได้ทันที เพราะมีฐานผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้มแข็งและคุ้นชินการค้าชายแดนมาอย่างยาวนาน
  • เชียงแสน เป็น “ท่าเชื่อมแม่น้ำโขง” ที่มีศักยภาพเติบโตในสินค้าก่อสร้าง เครื่องจักร และเกษตรสด การปรับปรุงท่าขนส่งและระบบตรวจปล่อยสินค้าให้ง่าย–เร็ว–โปร่งใส จะยิ่งเพิ่มบทบาทของด่านทางน้ำในห่วงโซ่ไทย–ลาว–จีน

สามด่าน สามจังหวะ แต่มี หนึ่งเป้าหมายร่วม—ทำให้เชียงรายเป็น “โหนด” การค้าที่แข่งขันได้ในลุ่มน้ำโขงและเชื่อมตรงสู่จีนได้อย่างยั่งยืน

จาก “ฤดูกาล” สู่ “ความยั่งยืน”

ข้อมูลครึ่งปีแรก 2568 ของเชียงรายให้บทเรียนสำคัญว่า “การเติบโตอย่างรวดเร็ว” และ “เสถียรภาพระยะยาว” ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน การวิ่งแรงด้วยทุเรียนทำให้มูลค่าการค้าพุ่ง แต่การหดตัวทันทีที่หมดฤดูทำให้เห็นหลุมลึกในโครงสร้าง การค้าชายแดนกับเมียนมาที่ซบเซาเพราะปัจจัยนอกอำนาจควบคุม ยิ่งตอกย้ำว่าจังหวัดจำเป็นต้อง กระจายความเสี่ยงทั้งสินค้า เส้นทาง และตลาด

การอัดฉีดงบโครงสร้างพื้นฐาน 363.62 ล้านบาท ของภาครัฐ เป็นก้าวแรกที่ถูกทิศ—ซ่อม “รางวิ่ง” ของเศรษฐกิจชายแดนให้พร้อม—แต่ก้าวต่อไปที่ต้องทำควบคู่คือ แพ็กเกจเสริมสภาพคล่อง ให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์และ SME, ยกระดับมาตรฐาน–กฎระเบียบ ให้สอดรับข้อกำหนดจีน, และ เร่งเครื่องการทูตชายแดน เพื่อลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี

หากทำได้ เชียงรายจะไม่ใช่แค่ประตูผ่านฤดูกาลผลไม้ แต่จะกลายเป็น จุดตั้งหลักเศรษฐกิจข้ามแดน ที่ยืดหยุ่น ทนทาน และเติบโตบนฐานอุตสาหกรรม–เกษตรแปรรูปที่หลากหลายกว่าเดิม

สรุปสถิติโดยย่อ (ม.ค.–มิ.ย. 2568)

  • มูลค่าการค้ารวมจังหวัดเชียงราย: 54,258.61 ล้านบาท
  • โครงสร้าง: การค้าผ่านแดน 38,438.22 ล้านบาท (70.84%) / การค้าชายแดน 15,820.39 ล้านบาท (29.16%)
  • มูลค่าตามด่าน:
    • เชียงของ 39,871.95 (ส่งออก 32,299.41 / นำเข้า 7,572.54) ล้านบาท
    • แม่สาย 6,330.12 (ส่งออก 5,496.64 / นำเข้า 833.48) ล้านบาท
    • เชียงแสน 8,056.52 (ส่งออก 6,896.43 / นำเข้า 1,160.10) ล้านบาท
  • สินค้าหลักส่งออกผ่านเชียงของ: ทุเรียนสด (สัดส่วน ~96.88% ของหมวดผลไม้สด)
  • เหตุการณ์เด่น: เดือนมิถุนายน มูลค่าส่งออกลด 4,556.17 ล้านบาท จากการสิ้นสุดฤดูทุเรียน
  • แนวโน้มเดือนกรกฎาคม: การค้าผ่านแดน +32.5%, การค้าชายแดน -20%

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สถิติการค้าจริงของจังหวัดเชียงราย ครึ่งปีแรก 2568 (ม.ค.–มิ.ย.) จำแนกตามด่านแม่สาย–เชียงของ–เชียงแสน, โครงสร้างส่งออก/นำเข้า, รายการสินค้า, และสัญญาณเดือนกรกฎาคม 2568
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย
  • กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • กรมศุลกากร
  • สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี/สำนักงบประมาณ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News