Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

แผนพัฒนาเวียงหนองหล่ม กรมชลฯ ยืนยันไม่กระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมรับฟังชุมชน

กรมชลประทานชี้แจง “เวียงหนองหล่ม” ย้ำไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม—วางแผนแก้ขาดแคลนน้ำด้วยพื้นที่ 2 โซน อนุรักษ์–พัฒนา พร้อมรับฟังความเห็นชุมชน

เชียงราย, 18 กันยายน 2568 — กระแสวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์กรณี “โครงการอนุรักษ์แบบกรมชลฯ คือการทำลายระบบนิเวศพื้นที่ลุ่มน้ำ” จุดประกายให้เกิดคำถามสำคัญต่อทิศทางการจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐ โดยเฉพาะโครงการ พัฒนาแก้มลิงเวียงหนองหล่ม อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการวางแผนพัฒนา ล่าสุด กรมชลประทาน (โครงการชลประทานเชียงราย) ออกแถลงชี้แจงย้ำเจตนารมณ์ว่า โครงการไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนหรือพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย ไม่กระทบสิ่งแวดล้อมในลักษณะรุนแรง และได้กำหนด พื้นที่อนุรักษ์ กับ พื้นที่พัฒนาแหล่งน้ำ อย่างชัดเจนควบคู่การรับฟังความเห็นประชาชน

การชี้แจงครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “ตอบโต้กระแส” หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาสำคัญว่าด้วย สมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ บนพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ราว 14,000 ไร่ ซึ่งมีทั้งความหมายทางนิเวศและความจำเป็นด้านปากท้องของชุมชน

จุดตั้งต้นของปัญหา หนองน้ำตื้นเขิน–กักเก็บน้ำไม่ได้

เวียงหนองหล่มเป็นแอ่งรับน้ำธรรมชาติ เดิมอุดมไปด้วยพืชน้ำและสัตว์น้ำพื้นถิ่น แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเกิด ตะกอนสะสมและวัชพืชปกคลุมหนาแน่น ทำให้ความสามารถในการเก็บกักน้ำถดถอย ส่งผลกระทบต่อ น้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร ในพื้นที่รอบข้าง

สถานการณ์นี้ถูกสะท้อนผ่าน นายกเทศมนตรีตำบลจันจว้า และ ผู้นำชุมชน ที่รวบรวมข้อเท็จจริงและความเดือดร้อนไปยังหน่วยงานรัฐ กระทั่งวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ กรอบแผนพัฒนา–อนุรักษ์–ฟื้นฟูกว๊านพะเยาและเวียงหนองหล่ม และมอบหมายให้กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนพัฒนาเชิงระบบเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ประชาชน

ใจความสำคัญ “ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำกลับมาทำหน้าที่กักเก็บ–ชะลอน้ำ และเป็นแหล่งน้ำดิบให้ชุมชน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชนดั้งเดิม”

กรอบดำเนินงาน ศึกษาผลกระทบ–แบ่งโซน–รับฟังชุมชน

กรมชลประทานระบุว่า ก่อนกำหนดแนวทางพัฒนา ได้จัดทำ รายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Reconnaissance Study Report) เพื่อตรวจสอบสถานภาพพื้นที่และความเสี่ยงเชิงนิเวศ ผลเบื้องต้นชี้ว่า พื้นที่โครงการไม่ทับซ้อนป่าสงวนแห่งชาติหรือพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย และ “ไม่มีผลกระทบเชิงนิเวศในลักษณะรุนแรง” หากดำเนินการตามกรอบมาตรการที่กำหนด

เพื่อลดความกังวลและเพิ่มความโปร่งใส โครงการกำหนด 2 โซนหลัก ดังนี้

  1. โซนอนุรักษ์ – พื้นที่ที่ชุมชนร้องขอให้คงสภาพธรรมชาติ เช่น “ป่าโกงกางน้ำจืด” (Freshwater mangrove) ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์น้ำ–นกน้ำ และพืชเฉพาะถิ่น โซนนี้จะ ไม่นำเครื่องจักรเข้าไปรบกวน และจะมีมาตรการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ–ความหลากหลายชีวภาพอย่างสม่ำเสมอ
  2. โซนพัฒนาแหล่งน้ำ – พื้นที่ที่จะดำเนินการ ขุดลอกตะกอน จัดเก็บพื้นที่รับน้ำ สร้าง อาคารระบายน้ำ–ฝายทดน้ำ–ระบบส่งน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักและกระจายน้ำให้เพียงพอครัวเรือนและเกษตรกรรม โดยคำนึงถึงทางน้ำเดิม แก้มลิงตามธรรมชาติ และการเชื่อมโยงลุ่มน้ำสาขา

นอกจากการแบ่งโซน โครงการยังยืนยันว่ามี เวทีรับฟังความคิดเห็น จากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่อีกหลายรอบ เพื่อเก็บข้อมูลประกอบการออกแบบในรายละเอียด—ตั้งแต่ระดับระดับน้ำที่เหมาะสม พื้นที่หลบอาศัยสัตว์น้ำ แปลงพืชอาหารของชุมชน ไปจนถึงตำแหน่งพื้นที่สาธารณะ

เวียงหนองหล่ม” ในสายตาชุมชน ความหวังเรื่องน้ำ กับความกังวลเรื่องธรรมชาติ

เมื่อสืบคำบอกเล่าในพื้นที่ พบสองอารมณ์ที่ดำเนินควบคู่กัน—ความหวัง ว่าชุมชนและเกษตรกรจะมีน้ำเพียงพอมากขึ้น ลดต้นทุนขุดบ่อและซื้อน้ำในหน้าแล้ง และ ความกังวล ว่าการก่อสร้างจะกระทบพื้นที่อาหารของสัตว์น้ำและนกน้ำที่ชาวบ้านคุ้นชิน

การออกแบบเชิง “อยู่ร่วม” จึงเป็นโจทย์กลางของกรมชลประทาน นั่นคือ การยอมรับว่าพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่แค่อ่างเก็บน้ำ แต่เป็น ระบบนิเวศ ที่ต้องรักษาจังหวะน้ำขึ้น–ลง เส้นทางอพยพของปลา และพืชน้ำที่ทำหน้าที่ ดูดซับสารอาหาร เพื่อคุณภาพน้ำที่ดี

มาตรการเบื้องต้นที่ถูกหยิบยกในการชี้แจง ได้แก่

  • คงพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ เป็นเขตอนุรักษ์—งดงานก่อสร้าง–งดเรือเครื่อง–จำกัดการเข้าถึง
  • กำหนดระดับน้ำเชิงนิเวศ (Environmental Flow) ให้ใกล้เคียงสภาพธรรมชาติในฤดูกาลต่าง ๆ
  • ทำแนวกันชน (Buffer) รอบโซนอนุรักษ์ ลดการรบกวนของเสียง–ตะกอน–กิจกรรมท่องเที่ยว
  • ทำทางผ่านสัตว์น้ำ/ช่องเปิด ที่โครงสร้าง เพื่อรักษาการไหลเวียนและการขยายพันธุ์
  • เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ–ชีวภาพ ก่อน–ระหว่าง–หลังดำเนินงาน พร้อมเผยแพร่ผลอย่างสม่ำเสมอ

ก้าวย่างนโยบาย จาก “น้ำพอเพียง” สู่ “น้ำอย่างยั่งยืน”

ความสำคัญของเวียงหนองหล่มไม่ได้อยู่แค่พื้นที่ 14,000 ไร่ แต่คือการเป็น ต้นแบบ การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของท้องถิ่นที่มีบทบาท “สองหน้าที่”—แก้มลิงรับน้ำ และ ระบบนิเวศอาหาร สำหรับชุมชน

หากการพัฒนาเดินตามกรอบ สองโซน อย่างมีวินัย ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ–สังคมที่คาดหวังคือ

  • ความมั่นคงน้ำชุมชน ลดความเสี่ยงน้ำแล้ง น้ำท่วมเฉียบพลัน เพิ่มความเชื่อมั่นการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง
  • ต้นทุนเกษตรลดลง เข้าถึงน้ำใกล้แปลง ลดค่าเครื่องสูบน้ำ–ค่าน้ำมัน และเพิ่มรอบปลูกที่เหมาะสม
  • ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ–เรียนรู้ หากโซนอนุรักษ์รักษาคุณค่าไว้ได้ พื้นที่ศึกษาธรรมชาติ นกน้ำ และพืชน้ำจะกลายเป็นฐานกิจกรรมของโรงเรียน–ชุมชน (โดยไม่รบกวนระบบนิเวศ)
  • ทุนสังคม–สิ่งแวดล้อม เมื่อคนในพื้นที่เห็นประโยชน์จากการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ ก็มีแรงจูงใจร่วมดูแลในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นจริงได้ต่อเมื่อ การกำกับติดตาม เข้มแข็ง—ทั้งจากรัฐ นักวิชาการ และภาคประชาชน—และมี กลไกสื่อสารข้อมูล ที่ต่อเนื่อง โปร่งใส ตรวจสอบได้

วิเคราะห์เชิงนโยบาย คำตอบของ “สมดุล” อยู่ที่วินัยการปฏิบัติ

การชี้แจงของกรมชลประทานครั้งนี้ตอบโจทย์ หลักการ ได้พอสมควร—ยืนยันไม่อยู่ในเขตคุ้มครอง, ศึกษาผลกระทบเบื้องต้น, แบ่งโซนอนุรักษ์–พัฒนา, รับฟังชุมชน—แต่ ความท้าทาย ยังอยู่ที่ “การลงมือทำ” ที่ต้องรักษาวินัย 4 ประการ

  1. วินัยด้านนิเวศ – การยึดมั่นกรอบโซนอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด ไม่ขยายงานก่อสร้างเข้าไปในพื้นที่เปราะบาง แม้ภายหลังจะเกิดแรงกดดันเรื่องประสิทธิภาพกักเก็บน้ำ
  2. วินัยด้านวิศวกรรม–ข้อมูล – ออกแบบระดับน้ำและทางไหลให้สอดคล้องฤดูกาล ขณะที่ เก็บข้อมูลชีวภาพ–คุณภาพน้ำ อย่างต่อเนื่องเพื่อปรับแผนตามหลักฐาน (adaptive management)
  3. วินัยด้านการมีส่วนร่วม – ตั้งคณะกรรมการพื้นที่ที่มี ตัวแทนชุมชน–องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น–นักวิชาการ ร่วมกำกับติดตาม พร้อม แพลตฟอร์มออนไลน์ ที่เผยแพร่ข้อมูลรายไตรมาสให้สาธารณะเข้าถึง
  4. วินัยด้านกฎหมาย–ธรรมาภิบาล – ทุกขั้นตอนต้องสอดคล้องกฎหมายสิ่งแวดล้อม–ผังเมือง–แหล่งน้ำ และเปิดเผยสัญญา–วงเงิน–ผู้รับจ้าง–ผลตรวจรับอย่างโปร่งใส เพื่อป้องกันข้อครหาในอนาคต

เมื่อทั้ง 4 วินัยถูกยึดถือจริง ความขัดแย้ง ระหว่างฝ่ายห่วงนิเวศกับฝ่ายห่วงน้ำกิน–น้ำใช้จะถูกคลี่คลายสู่ พื้นที่กลาง ที่จับต้องได้

เสียงสะท้อนที่ต้องฟัง คำถามเชิงสร้างสรรค์จากสังคม

กระแสในโลกออนไลน์ แม้บางส่วนจะตีความแรง แต่ก็สะท้อนความห่วงใยของสาธารณะต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ โครงการเวียงหนองหล่มจึงควรรับ “คำถามสร้างสรรค์” เหล่านี้ไว้ประกอบการดำเนินงาน

  • จะวัดความสำเร็จอย่างไร นอกจากปริมาณกักเก็บน้ำ? ตัวชี้วัดด้านนิเวศ เช่น ชนิดสัตว์น้ำ–นกน้ำที่พบ, พื้นที่พืชน้ำสำคัญ, คุณภาพน้ำเฉลี่ยรายฤดู ควรถูกรายงานคู่กัน
  • กิจกรรมเศรษฐกิจบนพื้นที่ชุ่มน้ำ จะจัดระเบียบอย่างไรไม่ให้รุกล้ำโซนอนุรักษ์? เช่น การเพาะเลี้ยงปลาในกระชัง การท่องเที่ยวเรือถีบ
  • ภาวะน้ำแล้ง–ฝุ่นควัน ภาคเหนือจะถูกบูรณาการแผนอย่างไรกับโครงการนี้? เช่น การใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งชะลอเถ้าฝุ่น/เพิ่มความชื้นในพื้นที่โดยรอบ
  • เยาวชน–โรงเรียน จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ–ความหลากหลายชีวภาพได้อย่างไร เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของร่วม

คำถามเหล่านี้หากได้รับคำตอบผ่าน เวทีสาธารณะ และ รายงานความคืบหน้าเป็นระยะ จะช่วยยกระดับความไว้วางใจ และทำให้โครงการเดินหน้าอย่างมีฉันทามติ

พูดให้ชัด โครงการนี้ “ไม่ใช่การถม–ปิด–ตัดขาดธรรมชาติ”

สารที่กรมชลประทานต้องการสื่อมีอยู่ 3 ประเด็น

  1. ไม่ใช่การปิดพื้นที่ชุ่มน้ำ แต่คือการ ปรับปรุงประสิทธิภาพกักเก็บ ในโซนที่เหมาะสม พร้อม คงพื้นที่อนุรักษ์ ตามที่ชุมชนร้องขอ
  2. ไม่ทับซ้อนป่าสงวน/พื้นที่คุ้มครอง และ ผ่านการศึกษาผลกระทบเบื้องต้น แล้ว
  3. มีกลไกรับฟังความคิดเห็น และจะเดินหน้าอย่างรอบคอบ หลักฐานตั้งต้นคือมติ ครม. ปี 2564 ที่กำหนดให้บูรณาการหน่วยงานหลายส่วน ทั้งการอนุรักษ์และการพัฒนา

ถ้อยแถลงนี้หากแปรเป็น “ภาคปฏิบัติ” อย่างซื่อสัตย์ โครงการเวียงหนองหล่มย่อมเป็นได้ทั้ง แหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชุมชน และ ห้องเรียนธรรมชาติ ของเชียงราย

สมดุลที่ต้องทำให้เห็น—ไม่ใช่แค่พูดให้ฟัง

กรณีเวียงหนองหล่มสะท้อนโจทย์ร่วมของสังคมไทย—เราจะพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างไม่ทำลายธรรมชาติได้อย่างไร คำตอบจากเอกสารและเวทีชี้แจงวันนี้ คือ การจัดโซน–การศึกษาผลกระทบ–การมีส่วนร่วมของชุมชน แต่สิ่งที่จะชี้ชัดคือ การลงมือทำอย่างมีวินัยและโปร่งใส ในวันพรุ่งนี้

หากเชียงรายทำสำเร็จ เวียงหนองหล่มจะกลายเป็น ต้นแบบการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำแบบ “สองโซน–สองคุณค่า” ที่ทั้งดูแลปากท้องและรักษาธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนว่าความไว้วางใจสาธารณะเกิดขึ้นได้จาก ข้อมูลที่เปิดเผย–กลไกตรวจสอบ–และผลสัมฤทธิ์จริง เท่านั้น

“น้ำพอเพียงกับธรรมชาติสมบูรณ์—ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน ที่ต้องขัดเกลาให้กลมกลืนด้วยข้อมูลและวินัย”

กล่องข้อมูลโครงการ (Key Facts)

  • ชื่อโครงกา โครงการพัฒนาแก้มลิงเวียงหนองหล่ม พร้อมอาคารประกอบ
  • ที่ตั้ง ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
  • ขนาดพื้นที่ ประมาณ 14,000 ไร่ (พื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติเดิม)
  • ปัญหาหลัก ตื้นเขิน–วัชพืชหนาแน่น ทำให้กักเก็บน้ำไม่ได้เพียงพอ
  • มติ ครม. 18 พฤษภาคม 2564 เห็นชอบกรอบแผนพัฒนาอนุรักษ์–ฟื้นฟูกว๊านพะเยาและเวียงหนองหล่ม
  • กรอบดำเนินงาน ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Reconnaissance Study), แบ่ง โซนอนุรักษ์ และ โซนพัฒนาแหล่งน้ำ, รับฟังความคิดเห็นประชาชน
  • มาตรการหลัก ขุดลอกในโซนพัฒนา, ก่อสร้างอาคารระบายน้ำ–ฝายทดน้ำ–ระบบส่งน้ำ, จัดทำแนวกันชนและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ–ความหลากหลายชีวภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมชลประทาน – โครงการชลประทานเชียงราย
  • มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 18 พฤษภาคม 2564
  • เทศบาลตำบลจันจว้า และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเปิดเกมรุกท่องเที่ยว: อบจ.-ททท.จัด 2 อีเวนต์ยักษ์ใหญ่สู่สากล

เชียงรายผนึกกำลัง “อบจ.–ททท.” เปิดเกมรุกการท่องเที่ยว จัด 2 อีเวนต์ยักษ์ใหญ่—ยกเครื่องแบรนด์เมือง สู่จุดหมายระดับโลก

เชียงราย, 17 กันยายน 2568 — ห้องประชุมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย เช้าวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย นำทีมผู้บริหารและกองการท่องเที่ยวฯ เปิดโต๊ะหารือเชิงยุทธศาสตร์กับ นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย และคณะ เพื่อ “ล็อกเป้า” สองเทศกาลใหญ่ในปีหน้า มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 และ เชียงรายมหาสงกรานต์ 2569 ที่ถูกออกแบบให้เป็นหัวรถจักรดึงนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี พร้อมกระจายรายได้สู่ทุกชั้นของเศรษฐกิจท้องถิ่น

ภาพการประชุมที่ทุกฝ่ายเปิดแผนที่–ไทม์ไลน์–โมเดลรายได้บนโต๊ะเดียวกัน สะท้อน “ทิศทางใหม่” ของเชียงราย จากเมืองท่องเที่ยวตามฤดูกาล สู่ เมืองอีเวนต์ (Event City) ที่ใช้ศิลปวัฒนธรรม–ธรรมชาติ–ไลฟ์สไตล์เป็น ซอฟต์พาวเวอร์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นระบบ

มหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025 โยงความงามสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ

หัวหอกแรกคือการยกระดับ มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ให้ “ใหญ่และยาวขึ้น” ทั้งด้านพื้นที่และฤดูกาลจัดงาน โดยคอนเซ็ปต์หลักยังคงใช้ความโดดเด่นของเมืองเหนือสุดของไทย อากาศเย็น ดอกไม้เมืองหนาว และงานภูมิปัญญาแต่เติม “ชั้นเชิงเศรษฐกิจ” ลงไปให้ลึกกว่าเดิม

โครงสร้างพื้นที่ใหม่ 2 โหนดหลัก

  1. สวนไม้งามริมน้ำกก (อ.เมืองเชียงราย) โหนดหลักสำหรับงานโชว์ระดับนานาชาติ การประกวดไม้ดอก–ไม้ประดับ โดมเรือนกระจก และโซนกิจกรรมสำหรับครอบครัว
  2. หนองหลวง (อ.เวียงชัย)  โหนดขยายเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงชุมชน ตลาดดอกไม้–เกษตรสร้างสรรค์ เวิร์กช็อปปลูกเลี้ยงไม้ดอก และ “เส้นทางท่องเที่ยวสีเขียว” เชื่อมชุมชนโดยรอบ

นัยยะทางเศรษฐกิจ ของการ “แตกพื้นที่” ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาแออัด แต่คือการกระจายศูนย์รายได้และโอกาสลงสู่ตำบล–หมู่บ้าน ตั้งแต่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงไม้ดอก ร้านอุปกรณ์ตกแต่ง–จัดสวน ผู้ให้บริการรถรับส่ง โฮมสเตย์ คาเฟ่ ไปจนถึงงานบริการช่าง–สื่อสร้างสรรค์ในท้องถิ่น

แนวทางบริหารจัดการสมัยใหม่ ถูกวางไว้ครบวงจร

  • ระบบ จองรอบเวลา (Time-slot) และตั๋วดิจิทัล ลดแออัด–เพิ่มประสบการณ์
  • Green Event บริหารขยะ แยกพลาสติก–อินทรีย์ สถานีเติมน้ำ รีฟิลคัพ พร้อมรณรงค์เดิน–ปั่น–ใช้รถไฟชุมชน/ชัทเทิลบัสเชื่อมโหนด
  • Universal Design ทางลาด–รถบริการผู้สูงอายุ–สื่อเสียงบรรยาย เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้เท่าเทียม
  • Storytelling เชิงวัฒนธรรม ยกระดับนิทรรศการ “เส้นทางดอกไม้ในล้านนา–อาเซียน” และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยให้เป็นซีกเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

เป้าหมายไม่ใช่เพียง “คนมาเยอะ” แต่คือ ค่าใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างมีคุณภาพ ผ่านกิจกรรมมีคุณค่า เวิร์กช็อป–ทัวร์ชุมชน–สินค้าที่มีเรื่องเล่า—ซึ่งช่วยให้ SMEs ท้องถิ่น ขายได้แพงขึ้นอย่างยุติธรรม จากการเพิ่มคุณค่า มากกว่าพึ่งพาการตัดราคา

เชียงรายมหาสงกรานต์ 2569 สงกรานต์ทั้งเมืองปลอดภัย สนุก มีวัฒนธรรม

อีกฟากของปีปฏิทินคือ เชียงรายมหาสงกรานต์ 2569” ที่ตั้งใจขยายจาก “งานจุดเดียว” ไปสู่ สงกรานต์ทั้งเมือง” ภายใต้ 3 เสาหลัก—ปลอดภัย–มีวัฒนธรรม–เชื่อมทั้งเมือง

  • ปลอดภัย โซนนิ่งเล่นน้ำ–โฟม–ดนตรี พร้อมกฎ “แอลกอฮอล์–ความเร็ว–อุปกรณ์แรงดันน้ำ” ที่ชัดเจน จุดปฐมพยาบาล–จุดคืนสติ และเครือข่ายอาสาสมัครริมถนน
  • มีวัฒนธรรม ย้อนรอย “ปี๋ใหม่เมือง” ขบวนแห่–สรงน้ำพระ–ก่อเจดีย์ทราย–ฮีตฮอยล้านนา เพื่อย้ำเอกลักษณ์ที่ต่างจากสงกรานต์เมืองใหญ่
  • เชื่อมทั้งเมือง ชุดกิจกรรมกระจาย 5 โซน—ย่านศิลป์–ริมกก–เวียงชัย–แม่ลาว–แม่จัน—เชื่อมคาเฟ่–พิพิธภัณฑ์–วัด–ตลาดให้กลายเป็น “หนึ่งเส้นทาง–หลายประสบการณ์”

สงกรานต์ที่ “มีดีมากกว่าน้ำ” ยังช่วย ถ่างฤดูกาลท่องเที่ยว ให้ยาวขึ้น เชื่อมต่อไปถึงฤดูร้อนต้นปี 2569 ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรม–ร้านอาหาร–รถนำเที่ยว มีรายได้ประจำมากขึ้น ลดความผันผวนหลังไฮซีซันปลายปี

เศรษฐกิจท้องถิ่นได้อะไร โซ่คุณค่า (Value Chain) ที่หมุนได้จริง

การวางอีเวนต์เป็น “เครื่องยนต์” ไม่ได้หยุดที่การนับหัวผู้เข้าร่วม แต่ต้องมองทั้ง ห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

  1. ต้นน้ำ–เกษตรและผู้ผลิตท้องถิ่น
    • มหกรรมไม้ดอกกระตุ้นความต้องการไม้ประดับ–อุปกรณ์จัดสวน–ต้นไม้ตามฤดูกาล เพิ่มช่องทางขายตรงสู่ผู้บริโภค
    • เวิร์กช็อปถ่ายทอดเทคนิคเพาะเลี้ยง/ออกแบบสวน สร้างทักษะใหม่ให้เกษตรกรรุ่นใหม่กลับมาทำสวนด้วยโมเดลธุรกิจทันสมัย
  2. กลางน้ำ–บริการท่องเที่ยว
    • โรงแรม–เกสต์เฮาส์–โฮมสเตย์ทยอยยกระดับมาตรฐานบริการภาษา–ความสะอาด–ความยั่งยืน (เช่น ลดพลาสติก) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ
    • ผู้ให้บริการเดินทางในพื้นที่รถสองแถว รถตู้–แท็กซี่—ได้รับงานต่อเนื่องจากระบบชัทเทิลและทัวร์ชุมชน
  3. ปลายน้ำ–เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์
    • สตูดิโอถ่ายภาพ–นักออกแบบ–พิธีกร–ดนตรีสด–ร้านคราฟต์ ได้ช่องทางจำหน่าย–ว่าจ้างจากพื้นที่อีเวนต์
    • คอนเทนต์–อินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่นร่วมเล่าเรื่องเมือง สร้างการรับรู้เชิงบวกระลอกต่อระลอก

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขการจองโรงแรมช่วงงาน แต่คือการเกิด “เครือข่ายรายได้” ที่ไหลผ่านหลายมือในจังหวัด และทิ้ง มรดกโครงสร้างพื้นฐานด้านอีเวนต์ ให้ใช้ต่อได้ (อุปกรณ์ มาตรฐานความปลอดภัย ระบบอาสาสมัคร)

การตลาด–ภาพลักษณ์ จาก “สวย เงียบ” สู่ “งาม คึกคัก แต่ไม่ล้น”

เชียงรายเคยถูกนิยามว่า “สวย เงียบ สโลว์ไลฟ์” ซึ่งดึงดูดนักเดินทางสายชิล แต่ในยุคที่การแข่งขันด้านปลายทางท่องเที่ยวรุนแรง เมืองจำเป็นต้องมี “ภาพจำใหม่” ที่ คึกคักแต่ไม่ล้นมือ และยังคงความสุภาพ–ปลอดภัย–ยั่งยืน

แผนการสื่อสารร่วม อบจ.–ททท. ที่หารือกันในวันนี้ วางแกนไว้ 4 ประเด็น

  • Event-first  เล่าเรื่องผ่านกิจกรรมและคนทำงาน—เกษตรกรไม้ดอก ศิลปินท้องถิ่น อาสาสมัครสงกรานต์—เพื่อให้ภาพเมืองมีชีวิต
  • Market Mix ตลาดใกล้ (เหนือ–อีสาน–กรุงเทพฯ), ตลาดอาเซียน และนักท่องเที่ยวต่างชาติสายคุณภาพ โดยใช้เครือข่าย ททท. และพันธมิตรสายการบิน/OTA
  • คอนเทนต์สองภาษา (TH/EN–CN) สำหรับสื่อดิจิทัล ป้ายหน้างาน และสื่อในเมือง
  • Data-driven Marketing ใช้ข้อมูลจองที่พัก–เที่ยวบิน–โซเชียลฟังเสียง (social listening) ปรับกิจกรรม–ราคา–โปรโมชันแบบเรียลไทม์

เมื่อภาพลักษณ์เปลี่ยนจาก “แวะแล้วผ่าน” เป็น “ต้องตั้งใจมา” เมืองจะมีอำนาจต่อรองทางราคาเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการขายบริการ–สินค้าที่มีคุณค่าได้ โดยไม่ต้องลดคุณภาพเพื่อแย่งลูกค้า

บริหารความเสี่ยง PM2.5–ฝน–แออัด–ความปลอดภัย

อีเวนต์ขนาดใหญ่ต้องมาพร้อม “ระบบกันสั่น” ที่ดีพอ

  • สิ่งแวดล้อม/PM2.5 เตรียมแผนเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ ชุดสื่อสารความเสี่ยงสองภาษา และกิจกรรมในอาคารรองรับ หากคุณภาพอากาศไม่เอื้อ
  • ฝน/อากาศ โครงสร้างชั่วคราวกันฝน–พื้นยก–รองเท้า/ร่มงาน—พร้อมประกันภัยอีเวนต์ และเงื่อนไขคืนเงินที่ชัดเจน
  • ฝูงชน ระบบทางเข้า–ออกหลายจุด, ทางเบี่ยงชัดเจน, การจำกัดความจุตามรอบเวลา, จุดรวมพลและซ้อมแผน
  • ความปลอดภัยทางถนนและน้ำ จุดบริการ “เมาไม่ขับ–ขับไม่โทร”, เส้นทางจักรยาน/เดินเชื่อมระหว่างโหนด, โซนนิ่งเล่นน้ำ–ห้ามอุปกรณ์แรงดันสูง, ศูนย์ปฐมพยาบาลและสายด่วนตลอดงาน

KPI ที่วัดผลได้ จากจำนวน “หัว” สู่คุณภาพ “เม็ดเงินและประสบการณ์”

เพื่อให้เงินภาษีท้องถิ่นและทรัพยากรรัฐ คุ้มค่าและโปร่งใส อบจ.–ททท. วางกรอบตัวชี้วัดหลายชั้น

  1. เศรษฐกิจ อัตราการเข้าพักเฉลี่ยช่วงงาน, ระยะเวลาพำนัก, รายได้ต่อทริป, สัดส่วนการใช้บริการท้องถิ่น (Local Spend)
  2. สังคม การมีส่วนร่วมของชุมชน–อาสาสมัคร, ความพึงพอใจประชาชนในพื้นที่, โอกาสทางอาชีพชั่วคราว/ถาวร
  3. สิ่งแวดล้อม ปริมาณขยะรีไซเคิล–อินทรีย์, การลดพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง, การใช้ขนส่งสาธารณะ/ชัทเทิล
  4. ประสบการณ์นักท่องเที่ยว คะแนนรีวิว, Net Promoter Score (NPS), ความตั้งใจกลับมา/บอกต่อ
  5. ธรรมาภิบาล เปิดเผยงบประมาณ–ผู้รับจ้าง–ผลการตรวจรับ–บันทึกความปลอดภัยต่อสาธารณะ

การวัดผลที่ “ชัด–แชร์ได้” จะสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและเอกชนให้ร่วมมือในระยะยาว และเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นใช้เรียนรู้ต่อยอด

เสียงจากโต๊ะหารือ ความพร้อมของ “เมือง–คน–งาน”

แม้การประชุมวันนี้จะเป็นการหารือภายใน แต่สาระสำคัญที่ทุกฝ่ายยืนยันตรงกันคือ ความพร้อมของเมือง—ทั้งศักยภาพพื้นที่จัดงาน ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และ ความพร้อมของคน—ชุมชน–ภาคธุรกิจ–อาสาสมัคร ที่เคยผ่านการจัดงานขนาดใหญ่มาแล้วหลายครั้ง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เชียงรายสามารถ “ก้าวสู่สปีดใหม่” ได้ทันทีเมื่อมีเป้าหมายและแผนร่วมที่ชัดเจน

นอกจากนี้ การทำงานแบบ หนึ่งทีม เชียงราย” ระหว่าง อบจ. (อำนาจจัดการพื้นที่–งบประมาณท้องถิ่น–เครื่องจักร) กับ ททท. (เครือข่ายตลาด–สื่อสารการตลาดระดับชาติ–ความเชี่ยวชาญด้าน Event Marketing) ช่วยลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบ และย่นเวลาการตัดสินใจ

มองไกลกว่างาน แพลตฟอร์มอีเวนต์ถาวร และหลักสูตรทักษะใหม่

แผนสองเทศกาลไม่ได้จบหลังปิดไฟเวที อบจ.–ททท. เห็นพ้องต่อยอดสู่งานโครงสร้างที่ “อยู่กับเมือง”

  • แพลตฟอร์มอีเวนต์ถาวร พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกลาง—ระบบเช่าพื้นที่–ไฟ–เสียง–ห้องน้ำ–จุดรีฟิลน้ำ—ให้ผู้จัดงานเอกชน/ชุมชนใช้ได้ทั้งปี ลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานงานเทศกาลอื่น ๆ
  • หลักสูตรอาชีพอีเวนต์ ฝึกอบรมเยาวชน–แรงงานท้องถิ่นด้านงานอีเวนต์ โลจิสติกส์ สื่อดิจิทัล ภาษาต่างประเทศ เพื่อสร้าง “คนทำงาน” ให้พร้อมรองรับฤดูกิจกรรมทั้งปี

ในทางเศรษฐศาสตร์เมือง การมี “โครงสร้างกลาง” และ “ทุนมนุษย์” ที่พร้อม จะทำให้เชียงรายเป็น ฮับงานเทศกาลของลุ่มน้ำกก–สามเหลี่ยมทองคำ มีงานกระจายรายเดือน ไม่ต้องพึ่งไฮซีซันเพียงระยะสั้น

จากโต๊ะประชุมสู่เวทีโลก – เชียงรายพร้อมขยับ “จังหวะ”

การจับมือของ อบจ.เชียงราย และ ททท.สำนักงานเชียงราย เพื่อผลักดัน มหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025 และ เชียงรายมหาสงกรานต์ 2569 คือ “สัญญาณ” ว่าเมืองกำลังเปลี่ยนจังหวะจากการรอฤดูกาล มาเป็นการ กำหนดฤดูกาลเอง ผ่านอีเวนต์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เข้าถึงได้ และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

หากแผนงานถูกเดินอย่างมีวินัยเปิดเผยข้อมูล–ฟังเสียงชุมชน–วัดผลได้จริง—เชียงรายจะไม่เพียงต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่จะได้ เศรษฐกิจท้องถิ่นที่แข็งแรงขึ้น อาชีพใหม่ ทักษะใหม่ และความภาคภูมิใจใหม่ของคนเมืองเหนือสุด ที่พร้อมเปิดบ้านสู่สายตาโลกอย่างสง่างาม

สารของวันนี้จึงเรียบง่าย เชียงรายไม่ได้มีดีแค่ภูเขา–หมอก–ดอกไม้ แต่มี “คน–ระบบ–แผน” ที่พร้อมทำให้อีเวนต์ระดับสากลเกิดขึ้นได้จริง และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมทั้งเมือง

Key Facts

  • วัน–สถานที่หารือ 17 กันยายน 2568, ห้องประชุม อบจ.เชียงราย
  • หน่วยงานร่วมหลัก อบจ.เชียงราย (ผู้จัดการพื้นที่–งบประมาณท้องถิ่น) และ ททท.สำนักงานเชียงราย (การตลาด–ประชาสัมพันธ์–เครือข่ายตลาด)
  • เทศกาลเป้าหมาย
    1. มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 – ขยายพื้นที่จากสวนไม้งามริมน้ำกก ไปยัง หนองหลวง อ.เวียงชัย
    2. เชียงรายมหาสงกรานต์ 2569 – เมืองทั้งเมืองร่วมจัดกิจกรรม สงกรานต์ปลอดภัย–มีวัฒนธรรม
  • แนวทางหลัก Event-first Storytelling, Green/Universal Design, Data-driven Marketing, KPI โปร่งใสหลายมิติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย 
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“นายกนก” อบจ.เชียงราย คืนคุณภาพชีวิตให้ชาวแม่สรวยใน 24 ชั่วโมง

อบจ.เชียงรายลุยงานด่วน! “นายกนก” ลงพื้นที่แม่สรวย ตรวจสะพานชำรุด 2 แห่ง–เร่งซ่อมเชิงรุก พร้อมติดตั้งปั๊มน้ำใหม่ คืนน้ำสะอาดให้ 200 ครัวเรือนภายใน 24 ชั่วโมง

เชียงราย, 17 กันยายน 2568 — เช้าวันอังคารที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ในยามที่ชุมชนกำลังเผชิญ “วิกฤตคู่” ทั้งคอสะพานชำรุดและน้ำอุปโภคบริโภคขาดแคลน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย หรือ “นายกนก” นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่อำเภอแม่สรวยแบบเร่งด่วน สำรวจสะพานที่เสียหาย 2 แห่ง พร้อมสั่งการหน่วยงานวิศวกรรมเข้าประเมินโครงสร้างและจัดแผนซ่อมทันที ขณะเดียวกันได้ติดตามการแก้ไขปัญหาปั๊มน้ำบาดาลชำรุดที่ บ้านสันกลาง หมู่ 13 ตำบลป่าแดด จนสามารถ คืนน้ำสะอาดให้ชาวบ้านกว่า 200 ครัวเรือนได้ภายใน 24 ชั่วโมง สะท้อนท่าทีบริหารแบบ “ลงมือ–เห็นผล” และการบูรณาการเครื่องจักร–บุคลากรของ อบจ. สู่พื้นที่จริง

ภาพรวมสถานการณ์ โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย–น้ำขาดแคลน กระทบวิถีชีวิตประจำวัน

อำเภอแม่สรวยเป็นพื้นที่เชื่อมต่อหมู่บ้าน–ตำบลหลายแห่ง สะพานท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดฝอยของเศรษฐกิจฐานราก ทั้งการเดินทางของประชาชน การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค และบริการภาครัฐ เมื่อ คอสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 แห่งเกิดความเสียหายจน ต้องงดสัญจรชั่วคราว ผลกระทบเกิดขึ้นทันที ทั้งเส้นทางอ้อมที่ยาวขึ้น ต้นทุนขนส่งเพิ่ม และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้ใช้ทาง หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ชุมชน บ้านสันกลาง หมู่ 13 ตำบลป่าแดด เผชิญปัญหาปั๊มน้ำบาดาล (ชนิดซับเมอร์ส) ชำรุด ทำให้ ขาดน้ำอุปโภคบริโภคนานกว่า 5 วัน ส่งผลต่อสุขอนามัย การทำอาหาร และการใช้ชีวิตพื้นฐานของประชาชนกว่า 200 ครัวเรือน สถานการณ์ดังกล่าวจึงต้องอาศัยมาตรการฉุกเฉินที่ เร็ว–ตรงจุด–ตรวจสอบได้ เพื่อคุ้มครองคุณภาพชีวิตอย่างทันท่วงที

สำรวจ–สั่งการ–ลงมือ”  แผนปฏิบัติการเฉพาะหน้าเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

จุดเสี่ยงที่หนึ่ง คอสะพานเชื่อม หมู่ 6 เทศบาลตำบลเจดีย์หลวง–เขต อบต.เจดีย์หลวง

  • สะพานเป็นเส้นทางหลักสัญจรระหว่างชุมชน–หน่วยบริการภาครัฐ
  • คอสะพานเกิดความเสียหายจนเสี่ยงต่อการทรุดตัว จึง ประกาศงดการสัญจรชั่วคราว และติดตั้งสัญลักษณ์เตือนภัย
  • สำนักช่าง อบจ.เชียงราย ได้รับมอบหมายให้ประเมินโครงสร้างอย่างละเอียด (ตรวจรอยร้าว ระดับตอม่อ สภาพคานคอดิน) และจัดทำ แบบ–แผนซ่อมเร่งด่วน ตามมาตรฐานงานทาง

จุดเสี่ยงที่สอง คอสะพาน หมู่ 7 บ้านดอนสลี เชื่อม ตำบลป่าแดด–ตำบลศรีถ้อย

  • เส้นทางเชื่อมตำบล 2 ฝั่ง ใช้รับ–ส่งนักเรียนและขนส่งผลผลิตชุมชน
  • ความเสียหายระดับคอสะพานและไหล่ทางจำเป็นต้อง ปิดการจราจรชั่วคราว ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ
  • สำนักช่าง อบจ. เดินหน้าสำรวจธรณี–ฐานราก คำนวณแรงน้ำและกัดเซาะเพื่อกำหนด วิธีซ่อมให้ทนฝน–ทนน้ำ ในฤดูกาลต่อไป

มาตรการเฉพาะหน้าในทั้งสองจุดประกอบด้วย

  1. การทำทางเบี่ยงชั่วคราว–ติดตั้งป้ายเตือนและไฟกระพริบ,
  2. ประสานตำรวจทางหลวง/เทศบาล/อบต.ดูแลจุดปิดกั้น,
  3. แจ้งเส้นทางสัญจรทางเลือกแก่ประชาชนผ่านเสียงตามสาย–สื่อท้องถิ่น–เพจจังหวัด,
  4. เร่งรัด กรอบงบซ่อมฉุกเฉิน ภายใต้ระเบียบว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและงานทางท้องถิ่น เพื่อ ลดเวลาจัดซื้อจัดจ้าง โดยยังคงยึดความโปร่งใส

น้ำสะอาด “กลับมาคืนบ้าน”  ติดตั้งปั๊มใหม่–คืนแรงดันน้ำใน 24 ชั่วโมง

หลังรับแจ้งเหตุปั๊มน้ำบาดาลชำรุดที่ บ้านสันกลาง หมู่ 13 “นายกนก” มอบหมาย กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย บูรณาการกับผู้นำชุมชนและช่างท้องถิ่น ทำงานต่อเนื่องตั้งแต่ตรวจอาการเครื่องจนถึง ติดตั้งปั๊มซับเมอร์สตัวใหม่ พร้อมเดินระบบไฟ–ทดสอบแรงดัน–ล้างตะกอนในท่อจ่าย

ผลลัพธ์คือ คืนน้ำประปาชุมชนได้ภายในคืนนี้ (นับจากวันลงพื้นที่) ช่วยยุติภาวะขาดน้ำที่ยืดเยื้อนานกว่า 5 วัน ลดความเสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารและปัญหาสุขอนามัย โดยทีมงานยังวางแผน บำรุงรักษาเชิงป้องกัน (PM) รายเดือน เช่น ตรวจกรองทราย–เช็กกระแสไฟ–บันทึกชั่วโมงการทำงาน เพื่อยืดอายุปั๊มและป้องกันเหตุซ้ำ

เมื่อสะพานและน้ำคือ “ต้นทุนชีวิต” ของชุมชน

สะพาน ไม่ใช่แค่โครงเหล็ก–คอนกรีต แต่เป็น “ต้นทุนโลจิสติกส์” ของครัวเรือนชนบท การปิดสะพานแม้ไม่กี่วัน ทำให้

  • ระยะทางอ้อมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ค่าขนส่งและค่าเดินทาง ของผู้ประกอบการรายย่อย–พ่อค้าแม่ค้าเพิ่มสูง
  • เวลาเข้าถึงบริการของรัฐ (โรงพยาบาล–โรงเรียน–ที่ว่าการ) ยืดเยื้อ กระทบผลผลิตและรายได้ประจำวัน
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หากประชาชนฝืนใช้ทางชำรุด

น้ำสะอาด คือโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น แต่เมื่อตัดขาด ค่าใช้จ่ายครัวเรือน กลับพุ่ง (ต้องซื้อน้ำแพ็ก–เดินทางไปตักน้ำไกล), สุขภาพ เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหาร–ผิวหนัง, และ กิจกรรมเศรษฐกิจครัวเรือน ต้องหยุดชะงัก การแก้ปัญหาได้ภายใน 24 ชั่วโมง จึงเทียบเท่ากับการ ลดค่าใช้จ่าย–คืนเวลาทำกิน ให้ประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

ในมุมการเงินสาธารณะ การเลือกใช้ งบฉุกเฉิน–เครื่องจักรของ อบจ. และเครือข่ายท้องถิ่น เข้าซ่อมแซม/ติดตั้งรวดเร็ว ช่วยหลีกเลี่ยงต้นทุนแฝงจากความล่าช้า (ค่าเช่ารถบรรทุกน้ำ, ค่าเสียโอกาสของผู้ประกอบการ, ค่าเดินทางอ้อมของนักเรียนและผู้ป่วย) ซึ่งหากประเมินแบบอนุรักษ์นิยม การฟื้นบริการภายใน 1 วัน คุ้มค่า กว่าปล่อยให้ยืดเยื้อหลายวันอย่างแน่นอน

จาก “เหตุฉุกเฉิน” สู่ “มาตรฐานป้องกันซ้ำ”

เหตุการณ์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของ 3 ประเด็นเชิงระบบที่ อบจ.เชียงรายเริ่มขับเคลื่อนและควรยกระดับให้เป็น มาตรฐานถาวร

  1. ข้อมูลสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานแบบดิจิทัล (Asset Registry)
    • จัดทำทะเบียนสะพาน–ถนน–ท่อส่งน้ำ พร้อมคะแนนสภาพ (Condition Index) และแผน PM รายปี
    • เมื่อเกิดเหตุ สามารถ เรียกดูประวัติการซ่อม–แบบโครงสร้าง–สเปกวัสดุ ได้ทันที ลดเวลาประเมินและจัดซื้อ
  2. งบสำรองฉุกเฉินที่คล่องตัว–โปร่งใส
    • ใช้กรอบระเบียบพ.ร.บ./กฎกระทรวงที่เปิดทางให้ซ่อมด่วนในภาวะสาธารณภัย แต่ต้อง เปิดเผยข้อมูลสาธารณะ เช่น วงเงิน–ผู้รับจ้าง–ระยะเวลาซ่อม–ผลการตรวจรับ เพื่อคงความเชื่อมั่น
  3. การมีส่วนร่วมของชุมชน–ท้องถิ่น
    • แต่งตั้ง “อาสาสะพาน–อาสาน้ำ” ระดับหมู่บ้าน แจ้งเตือนสภาพผิดปกติผ่านไลน์/ศูนย์ดำรงธรรม
    • จัดเวิร์กชอปการดูแลระบบสูบน้ำชุมชนขั้นพื้นฐาน เพื่อลดการชำรุดจากการใช้งานผิดวิธี

เสียงจากพื้นที่ การบริหารแบบ “อยู่หน้างาน”

แม้การลงพื้นที่ของ “นายกนก” จะเป็นภารกิจปกติของผู้บริหารท้องถิ่น แต่ จังหวะเวลา และ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง ทำให้เห็น 3 ความชัดเจน

  • เข้าถึงปัญหาได้เร็ว เมื่อลงพื้นที่เอง การตัดสินใจเรื่องปิด–เปิดเส้นทาง การตั้งทางเบี่ยง และการเร่งรัดสำรวจโครงสร้าง เกิดขึ้นทันที
  • ใช้ทรัพยากรในสังกัดเต็มประสิทธิภาพ สำนักช่าง–กองป้องกันฯ–ยานพาหนะหนักของ อบจ. ถูก “ลาก” ออกจากลานจอดไปอยู่หน้างาน โดยไม่ต้องรอคำสั่งซับซ้อน
  • วัดผลจากชีวิตคนจริง นิยาม “สำเร็จ” ไม่ใช่จำนวนหนังสือราชการ แต่คือ น้ำประปาไหล–สะพานกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย และชาวบ้านเดินทาง–ทำกินได้ตามปกติ

ไทม์ไลน์ซ่อมสะพาน–แผนดูแลระบบน้ำชุมชน

สะพานทั้งสองแห่ง

  • สัปดาห์ที่ 1–2 แล้วเสร็จการสำรวจโครงสร้างและคำนวณแบบซ่อม (คอสะพาน–คันทาง–ระบบระบายน้ำ)
  • สัปดาห์ที่ 3 เปิดเผยแบบ–กรอบวงเงิน–แผนงานให้ชุมชนรับรู้ พร้อมตั้งจุดร้องเรียน/เสนอแนะ
  • เดือนที่ 1–2 ดำเนินการซ่อมภายใต้กรอบมาตรฐานทางท้องถิ่น เน้นความปลอดภัย–รองรับน้ำหลาก
  • ระยะยาว บรรจุในแผน PM หลังซ่อม พร้อมติดตั้งป้ายจำกัดน้ำหนัก/ความเร็ว ลดความเสี่ยงการชำรุดซ้ำ

ระบบน้ำชุมชนบ้านสันกลาง

  • บันทึกข้อมูล ปั๊มใหม่–แรงดัน–ชั่วโมงการทำงาน ลงทะเบียนสินทรัพย์ของ อบจ./เทศบาล
  • จัดทำ คู่มือดูแลประจำเดือน และมอบหมาย “เวรอาสาน้ำ” หมุนเวียน
  • ประเมินความต้องการ สำรองปั๊ม/อะไหล่เร่งด่วน และงบฝึกอบรมช่างชุมชน เพื่อซ่อมเบื้องต้นได้เอง

เชื่อมโยงภาพใหญ่ของจังหวัด “เครื่องจักร–คน–ข้อมูล” ต้องเดินไปด้วยกัน

ภารกิจที่แม่สรวยครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางใหญ่ที่จังหวัดเชียงรายขับเคลื่อนตลอดปี 2568—2569 คือการ ยกระดับการรับมือสาธารณภัยและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ให้เร็วขึ้น–ดีขึ้น–ถูกลง โดยใช้ 3 คานงัด

  1. เครื่องจักรพร้อมรบ รถขุด–รถเครน–รถบรรทุกน้ำของ อบจ./ท้องถิ่น ต้องพร้อมใช้งานและเคลื่อนย้ายข้ามอำเภอได้
  2. คนพร้อมงาน วิศวกรชำนาญงานและทีมช่างประจำ พร้อมกำลังเสริมจากเครือข่ายช่างชุมชน
  3. ข้อมูลพร้อมตัดสินใจ ฐานข้อมูลจุดเสี่ยง–แบบโครงสร้าง–ทะเบียนระบบน้ำ และช่องทางสื่อสารแบบสองทางกับประชาชน

เมื่อทั้งสามส่วนขยับพร้อมกัน จะเกิด ความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ แม้ในยามวิกฤต ลด “เวลานิ่ง” ที่มักสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและความรู้สึกไม่มั่นคงของประชาชน

คืนคุณภาพชีวิตวันนี้ เพื่อภูมิคุ้มกันของวันพรุ่งนี้

ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและภูมิประเทศที่ท้าทาย “แม่สรวยโมเดล” ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้จากการ ปิดจุดเสี่ยงสะพาน–เร่งสำรวจซ่อม–ติดตั้งปั๊มใหม่คืนน้ำใน 24 ชั่วโมง  แสดงให้เห็นว่างานท้องถิ่นที่ เร็ว–โปร่งใส–จับต้องได้ คือความเชื่อมั่นที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุด

สำหรับ อบจ.เชียงราย ความสำเร็จไม่ได้จบที่การเบิกจ่ายหรือภาพลงพื้นที่ หากแต่จะวัดผลจาก “ชีวิตคน” ที่กลับมาเดินหน้าต่อได้อย่างปลอดภัย และมีระบบป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ คือคำตอบของการบริหารท้องถิ่นยุคใหม่ที่ต้อง บรรเทาทุกข์วันนี้ พร้อมกับ สร้างภูมิคุ้มกันวันพรุ่งนี้ ไปพร้อมกัน

สรุปข้อมูล

  • พื้นที่ปฏิบัติการ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  • จุดโครงสร้างพื้นฐานเสี่ยง คอสะพานชำรุด 2 แห่ง
    1. เชื่อม หมู่ 6 เทศบาลตำบลเจดีย์หลวง–เขต อบต.เจดีย์หลวง
    2. หมู่ 7 บ้านดอนสลี เชื่อม ตำบลป่าแดด–ตำบลศรีถ้อย
  • มาตรการทันที งดสัญจรชั่วคราว, จัด ทางเบี่ยง–ป้ายเตือน, สำนักช่าง อบจ. สำรวจ–จัดทำแบบซ่อมเร่งด่วน
  • วิกฤตน้ำชุมชน บ้านสันกลาง หมู่ 13 ต.ป่าแดด ปั๊มน้ำบาดาลชำรุด ชาวบ้านได้รับผลกระทบ กว่า 200 ครัวเรือน > 5 วัน
  • ผลการแก้ไข ติดตั้งปั๊มซับเมอร์สใหม่, ทดสอบระบบ และ คืนน้ำภายใน 24 ชั่วโมง
  • หน่วยงานภาคสนาม สำนักช่าง อบจ.เชียงราย, กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย, ผู้นำท้องที่–ท้องถิ่น

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

  • ที่ทำการปกครองอำเภอแม่สรวย

  • ผู้นำท้องที่ท้องถิ่นและชาวบ้านในพื้นที่

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

งบช่วยเหลือกว่า 600 ล้านบาท! เชียงรายสรุปผลฟื้นฟูหลังน้ำท่วมระยะที่ 2

เชียงรายติดตามฟื้นฟูหลังอุทกภัยระยะที่ 2 สรุปงบช่วยเหลือกว่า “600 ล้านบาท” เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางจากเยียวยาเร่งด่วนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เชียงราย, 17 กันยายน 2568 — ห้องประชุม “จอมกิตติ” ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงรายตัวแทนจากหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกสายตาจับจ้องไปยังวาระเดียวกัน—การติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยระยะที่ 2 ควบคู่กับ แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงคุณภาพ ที่มุ่งยกระดับโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้กลุ่มเปราะบาง หลังจังหวัดเผชิญวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 2567

การประชุมที่มี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน มิใช่เพียงพิธีการสรุปตัวเลข หากแต่เป็น “จุดเปลี่ยน” จากงานบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน สู่การวางรากฐานพัฒนาอย่างยั่งยืนของชุมชนพื้นที่เสี่ยงทั้งลุ่มน้ำกก—อิง—โขง โดยมีหน่วยงานเจ้าภาพด้านสังคม เศรษฐกิจ สาธารณสุข ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างพื้นฐาน เข้าร่วมรายงานความคืบหน้าอย่างพร้อมเพรียง

“ผมย้ำกับทุกหน่วยงานว่า ความช่วยเหลือต้อง เร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และเดินหน้าไปด้วยกันถึงเส้นชัยของการพัฒนา ไม่ใช่หยุดที่ปลอบประโลมระยะสั้น” ผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวในที่ประชุม สะท้อนทิศทางการทำงานแบบ “เยียวยาเชื่อมพัฒนา” ที่จังหวัดต้องการเห็นผลเป็นรูปธรรม

บาดแผลจากน้ำ และพลังความร่วมมือที่ล้นหลาม

กันยายน–ตุลาคม 2567 น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม และวาตภัย สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในเชียงราย ครัวเรือนกว่า 35,124 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบ มีผู้เสียชีวิต 12 ราย บ้านพังเสียหายทั้งหลัง 73 หลัง เหตุการณ์ครั้งนั้นผลักให้ทุกภาคส่วนขยับอย่างพร้อมเพรียง—ตั้งแต่ มติคณะรัฐมนตรี, กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี, เงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด, ไปจนถึง งบ อปท. และ กองทุนรับบริจาคจังหวัดเชียงราย เพื่อระดมทรัพยากรให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

หนึ่งปีผ่านไป จังหวัดสรุปผลการดำเนินงาน “ระยะที่ 2” ได้อย่างชัดเจน ดังนี้

1) เงินช่วยเหลือตามมติ ครม. (17 ก.ย. และ 8 ต.ค. 2567)

  • ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครบ 35,124 ครัวเรือน
  • วงเงินรวม 316,116,000 บาท
  • จ่ายครบทุกครัวเรือนแล้ว

2) กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2567 (เงินบริจาค)

  • ยอดบริจาครวม 9,839,079.03 บาท
  • จ่ายค่าวัสดุก่อสร้างบ้าน 174 หลัง รวม 8,370,000 บาท
  • สมทบค่าดำรงชีพเพิ่มเติม ผู้ประสบภัยบ้านพังทั้งหลัง 160 ราย รวม 1,398,000 บาท
  • เบิกรวม 9,768,000 บาท

3) เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 (ในอำนาจผู้ว่าฯ)

  • วงเงินขยาย 100 ล้านบาท ช่วยเหลือแล้ว 98,056,678.50 บาท
  • วงเงินขยายเพิ่มเติม 300 ล้านบาท ช่วยเหลือแล้ว 295,240,930 บาท

4) ค่าล้างทำความสะอาดดินโคลน (หลังน้ำลด)

  • ขอรับความช่วยเหลือ 17,384 ครัวเรือน และ ให้ความช่วยเหลือครบ 17,384 ครัวเรือน
  • วงเงินรวม 173,840,000 บาทเสร็จสิ้นแล้ว

5) กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี

  • ผู้เสียชีวิต 12 ราย ได้รับเงินช่วยเหลือรวม 1,080,000 บาท
  • บ้านเสียหายทั้งหลัง 73 หลัง ได้รับรวม 12,490,006 บาท
  • อนุมัติและจ่ายแล้วรวม 13,570,006 บาท

6) งบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย

  • รวมการช่วยเหลือ 120,084,535 บาท
    • อบจ.เชียงราย จ่าย 48,937,375 บาท
    • เทศบาลนครเชียงราย จ่าย 26,707,500 บาท
    • อปท.อื่น ๆ จ่าย 44,439,660 บาท
  • ทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เมื่อนำรายการสำคัญมาร้อยเรียง เรามองเห็น “โครงข่ายนิตย–การเงิน” ที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับคณะรัฐมนตรีจนถึงอบต.ปลายน้ำ เงินบางส่วนมุ่งเยียวยาเร่งด่วน (เช่น ค่าดำรงชีพและค่าล้างโคลน) เงินบางส่วนวางรากฐานระยะยาว (เช่น วัสดุก่อสร้างบ้านและโครงสร้างพื้นฐานจำเป็น) ภาพรวมนี้สะท้อนความสามารถในการ “ซ่อมเมือง—ซ่อมคน” ของจังหวัดภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่

งบฯ ถึงมือครบแต่โจทย์ใหม่คือ “ความยั่งยืน”

ในเชิงปริมาณ ตัวเลขข้างต้นตอบคำถามสำคัญสามประการ

  1. ถึงมือใคร—เมื่อไหร่: จังหวัดยืนยันว่า ช่วยเหลือครบทุกครัวเรือน 35,124 ครัวเรือน ทั้งตามมติ ครม. และมาตรการเสริมจากแหล่งอื่น ๆ
  2. ช่วยเรื่องอะไร—มิติไหน: เงินถูกจัดสรรเพื่อ ยังชีพ—ที่อยู่อาศัย—ทำความสะอาด—ชดเชยความสูญเสีย ครบทั้ง 4 ช่วงวงจรภัยพิบัติ (ก่อน—ระหว่าง—หลัง—ฟื้นฟู)
  3. โปร่งใสแค่ไหน: ตัวเลขแยกรายโครงการ/แหล่งที่มา พร้อมสถานะ “เสร็จแล้ว” หลายส่วน ชี้ถึงการบริหารงานที่มี เอกสารอ้างอิงและหลักฐานการจ่าย ตรวจสอบย้อนกลับได้

แต่ในเชิงคุณภาพ โจทย์ระยะถัดไป คือการทำให้ครัวเรือนที่พึ่งพาน้ำ—ดิน—พื้นที่ทำกิน กลับมายืนได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กและสตรี ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อย และแรงงานนอกระบบ ซึ่งสูญเสียทรัพย์สินและเครื่องมือประกอบอาชีพจากน้ำหลากครั้งก่อน

ผู้ว่าราชการจังหวัดทิ้งท้ายในที่ประชุมว่า “ฟื้นบ้าน–ฟื้นถนนแล้ว ต้องฟื้น รายได้ และ โอกาส ให้เขา เราจะวัดผลการทำงานจากคุณภาพชีวิต ไม่ใช่จากยอดเบิกจ่ายเท่านั้น”

จากเยียวยาเร่งด่วน สู่แผน “พัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงคุณภาพ” ของกลุ่มเปราะบาง

วาระสำคัญในห้องประชุมคือ รายงานผลการปฏิบัติตามแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงคุณภาพ ซึ่งจังหวัดทำคู่ขนานกับภารกิจซ่อมแซมระยะสั้น เป้าหมายคือ “สร้างเสริมความเท่าเทียมทางโอกาสและเศรษฐกิจ” ผ่าน 4 แนวทางหลักที่หน่วยงานรับผิดชอบได้เสนอความคืบหน้า ดังนี้

  1. ฟื้นอาชีพ—เข้าถึงทุน
  • จัดแพ็กเกจเครื่องมือทำกินให้ครัวเรือนเปราะบางในพื้นที่ลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบ
  • เชื่อมกองทุนหมู่บ้าน/ธนาคารเพื่อการเกษตร/สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องอย่างถูกกฎหมาย
  • ฝึกอบรมทักษะอาชีพทางเลือกในช่วงฤดูฝน/น้ำหลาก เช่น แปรรูปอาหารท้องถิ่น การตลาดออนไลน์ของชุมชน
  1. ที่อยู่อาศัย—มาตรฐานปลอดภัย
  • บูรณาการวัสดุก่อสร้างจากกองทุน/เงินบริจาคกับแบบบ้านปลอดภัยราคาประหยัด
  • ยกระดับระบบเตือนภัยและจุดอพยพชั่วคราวในชุมชนเสี่ยง เพื่อปกป้องผู้สูงอายุและผู้พิการ
  1. สุขภาพ—สังคม—การคุ้มครอง
  • ทีมสหวิชาชีพลงพื้นที่ติดตามโรคเรื้อรัง สุขภาพจิตหลังภัยพิบัติ และสิทธิประโยชน์ประกันสุขภาพ
  • ตั้ง “อาสาสมัครดูแลกลุ่มเปราะบาง” เครือข่ายหมู่บ้าน/วัด/โรงเรียน เพื่อประสานความช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดเหตุ
  1. โครงสร้างพื้นฐาน—ข้อมูลเสี่ยงภัย
  • เร่งซ่อมเส้นทางหลัก–รอง พร้อมจุดคอขวดที่ซ้ำซาก
  • พัฒนาแผนที่เสี่ยงดินถล่ม–น้ำท่วมระดับตำบล เชื่อมฐานข้อมูลหน่วยงานและแอปพลิเคชันแจ้งเตือนชุมชน

แม้รายละเอียดเชิงนโยบายของแต่ละโครงการยังอยู่ระหว่างเร่งรัดงบประมาณและกำหนดตัวชี้วัด แต่ทิศทางโดยรวมทำให้เห็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างงบเยียวยาในปีแรก กับงบพัฒนาคุณภาพชีวิตที่จะเริ่มเห็นผลใน 12–24 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะเป้าหมาย “รายได้คืนถิ่น—หนี้ลด—ความสามารถรับมือภัยพิบัติสูงขึ้น”

บทเรียนจากงบ 600 ล้านบาท สิ่งที่ทำได้ และสิ่งที่ต้องทำต่อ

หนึ่งปีหลังวิกฤต เชียงรายได้พิสูจน์แล้วว่ากลไกงบประมาณหลายชั้นสามารถขับเคลื่อนพร้อมกันได้ หากมีระบบติดตามและผู้รับผิดชอบชัดเจน สิ่งที่เห็นชัดจากการสรุปผลครั้งนี้ ได้แก่

  • ความครอบคลุม: เงินช่วยเหลือแตะทุกมิติ ตั้งแต่ค่าครองชีพ—ที่อยู่อาศัย—ทำความสะอาด—ชดเชยความสูญเสีย
  • ความรวดเร็ว: หลายโครงการ “เสร็จสิ้น” พร้อมหลักฐานการจ่ายและรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ
  • ความโปร่งใส: ตัวเลขละเอียด แยกแหล่งที่มา—ประเภทช่วยเหลือ—จำนวนครัวเรือน

อย่างไรก็ดี บททดสอบรอบถัดไป อยู่ที่

  1. การติดตามผลระดับครัวเรือน—ครัวเรือนเปราะบางมีรายได้กลับมาที่ระดับก่อนเกิดภัยหรือไม่? เครื่องมือทำกินที่ได้รับยังใช้งานได้ดีและเหมาะกับบริบทหรือไม่?
  2. การจัดการความเสี่ยงซ้ำซาก—จุดที่น้ำหลาก/ดินถล่มซ้ำ ๆ ได้รับการแก้ไขเชิงโครงสร้างแล้วหรือยัง (เช่น การระบายน้ำ จุดอุดตัน แนวป้องกันดินไหล)
  3. การบูรณาการข้อมูล—แผนที่เสี่ยงภัยระดับหมู่บ้าน–ตำบล และข้อมูลสิทธิประโยชน์ของประชาชน ต้องเข้าถึงง่าย ใช้งานได้จริง และปรับปรุงสม่ำเสมอ
  4. ความพร้อมของท้องถิ่น—อปท.จำเป็นต้องมี “งบเผื่อฉุกเฉิน” และแบบแผนปฏิบัติการที่ซ้อมจริง เพื่อให้ระยะเวลาจาก “เกิดเหตุ” ถึง “รับเงิน/รับของช่วยเหลือ” สั้นที่สุด

เสียงจากห้องประชุม นโยบายที่ต้องไปต่อ

ในช่วงท้ายของการประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการ 3 ประเด็นสำคัญ

  • เร่งปิดบัญชีคงค้าง ของโครงการที่ยังอยู่ระหว่างเบิกจ่าย พร้อมเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อรักษาความเชื่อมั่น
  • ขับเคลื่อนแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงคุณภาพ ให้เห็นผลเร็ว โดยกำหนดตัวชี้วัดที่วัดได้จริง เช่น รายได้เฉลี่ยครัวเรือนเปราะบาง จำนวนผู้ได้งานทำหลังฝึกอาชีพ อัตราการเข้าถึงบริการสุขภาพ และเวลาตอบสนองเมื่อเกิดเหตุ
  • ซ้อมแผนภัยพิบัติประจำปี ร่วมกันทุกภาคส่วน—ตั้งแต่โรงเรียน วัด ชุมชน จนถึงผู้ประกอบการ—เพื่อย่นเวลาและลดความสูญเสียเมื่อเกิดเหตุ

“ประชาชนต้องเห็นว่า รัฐ ‘อยู่ตรงนั้น’ และ ‘อยู่ต่อไป’ จนชีวิตกลับมาดีกว่าเดิม นี่คือมาตรวัดความสำเร็จที่แท้จริงของเรา” ผู้ว่าฯ กล่าวย้ำ

คลี่คลายปมจากน้ำท่วมสู่ความเท่าเทียมทางโอกาส

สาระสำคัญของวันนั้นไม่ได้จบลงที่ยอดงบประมาณ หากแต่เริ่มต้นด้วย แนวคิดใหม่ ว่า “ภัยพิบัติ” ไม่ใช่เพียงเหตุไม่คาดฝันที่ต้องเยียวยา แต่เป็น หน้าต่างโอกาส ให้ปรับระบบเศรษฐกิจ—สังคมให้รองรับคนตัวเล็กได้ดีขึ้น แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงคุณภาพที่เชียงรายกำลังผลักดัน จึงตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ชุมชนที่เข้มแข็ง คือวัคซีนต้านภัยรอบต่อไป

ในเชิงปฏิบัติ นั่นหมายถึงการทำงานที่ ข้ามกำแพงหน่วยงาน (สาธารณสุข—พม.—แรงงาน—เกษตร—การศึกษา—ปกครอง) ให้มุ่งไปที่ “ผลลัพธ์ครัวเรือน” มากกว่า “ผลผลิตโครงการ” และยึด “เสียงของพื้นที่” เป็นเข็มทิศ เพื่อให้การลงทุนสาธารณะทุกบาทตอบโจทย์ชีวิตจริง

เชียงรายได้ก้าวพ้น “จุดพีคของน้ำ” มาแล้ว แต่กำลังยืนอยู่หน้าประตูด่านใหม่—การทำให้ครัวเรือนเปราะบางยืนได้ด้วยตัวเอง ตัวเลขงบกว่า 600 ล้านบาท ที่ผ่านมือหน่วยงานต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าระบบราชการไทยสามารถขับเคลื่อนเพื่อประชาชนได้จริงเมื่อมีเป้าหมายร่วมและระบบติดตามที่เข้มแข็ง

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือผลลัพธ์เชิงคุณภาพว่า รายได้กลับมาไหม? หนี้ครัวเรือนลดหรือไม่? สุขภาพกายใจดีขึ้นเพียงใด? และเมื่อฝนใหญ่ครั้งต่อไปมาเยือน ชุมชนเชียงรายจะ “พร้อมกว่าเดิม” แค่ไหน หากจังหวัดรักษาจังหวะการทำงานแบบที่เห็นในห้องประชุมวันนั้นไว้ได้—จากเยียวยา สู่การพัฒนา และสู่ ความเท่าเทียมทางโอกาส—เชียงรายก็อาจไม่เพียง “ผ่านพ้นน้ำ” แต่จะ “ผ่านพ้นความเปราะบาง” ไปด้วยพร้อมกัน

ข้อมูลตัวเลขสำคัญ

  • ผู้ได้รับผลกระทบ: 35,124 ครัวเรือน / ผู้เสียชีวิต 12 ราย / บ้านเสียหายทั้งหลัง 73 หลัง
  • มติ ครม. ช่วยเหลือรวม: 316,116,000 บาท (ครบทุกครัวเรือน)
  • กองทุนจังหวัด (บริจาค): ยอด 9,839,079.03 บาท | จ่ายแล้ว 9,768,000 บาท
  • เงินทดรองราชการ (พ.ศ. 2562): 98,056,678.50 บาท และ 295,240,930 บาท (สองวงเงินขยาย)
  • ค่าล้างดินโคลน 17,384 ครัวเรือน: รวม 173,840,000 บาท (เสร็จสิ้น)
  • กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี: รวม 13,570,006 บาท
  • งบ อปท. รวม 120,084,535 บาท (อบจ. 48,937,375 | เทศบาลนครเชียงราย 26,707,500 | อปท.อื่น 44,439,660)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • จังหวัดเชียงราย – ศาลากลางจังหวัดเชียงราย: รายงานการประชุม “สรุปรายงานผลการดำเนินโครงการ/กิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการ และระบบติดตามการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ระยะที่ 2” ณ ห้องประชุมจอมกิตติ วันที่ 15 กันยายน 2568
  • มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 17 กันยายน 2567 และ 8 ตุลาคม 2567 เรื่องแนวทางและกรอบวงเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดเชียงราย
  • กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี: หลักเกณฑ์และผลการจ่ายช่วยเหลือกรณีผู้เสียชีวิตและบ้านเสียหายทั้งหลัง จังหวัดเชียงราย ปีงบประมาณ 2567–2568
  • ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ รายงานผลการจ่าย ของ อบจ.เชียงราย เทศบาลนครเชียงราย และ อปท. ในจังหวัด
  • ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการใช้ เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 และเอกสารสรุปการเบิกจ่ายจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

เชียงรายเปิดหน้าต่างเศรษฐกิจสีเขียว เมื่อ “ป่าลดลงเพียง 0.03%” สะเทือนโซ่อุปทานทั้งภาคเหนือ และส่งสัญญาณถึงทั้งประเทศ

เชียงราย, 17 กันยายน 2568 — เช้าวันฝนโปรยบาง ๆ ที่ดอยตุง นักท่องเที่ยวหยุดยืนมองทะเลหมอกในมุมเดิม แต่เรื่องเล่าที่เปลี่ยนไปคือสถิติ “พื้นที่ป่าไม้ประเทศไทยปี 2567” ซึ่งชี้ว่าประเทศมีพื้นที่ป่า คิดเป็น 31.46% ของแผ่นดิน หรือ ราว 101.78 ล้านไร่ ลดลงจากปีก่อน –0.03% (หรือ ประมาณ 32,884 ไร่). ตัวเลขเพียงเศษเสี้ยวเปอร์เซ็นต์อาจดูเล็กน้อยในข่าวรายวัน หากมองด้วยสายตาของเศรษฐกิจฐานทรัพยากร โดยเฉพาะเมืองชายขอบอย่าง เชียงราย ที่รายได้ท่องเที่ยว เกษตรบนพื้นที่สูง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนคุณภาพน้ำต้นลำน้ำกก–อิง ล้วนผูกกับผืนป่า “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ” นี้กำลังทดสอบภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของทั้งจังหวัดและภาคเหนือ

สถิติเชิงโครงสร้าง ทศวรรษที่ป่าเพิ่มไม่ทันป่าที่หายไป

ภาพรวม 10 ปี (พ.ศ. 2558–2567) ประเทศไทยมี “ป่าเพิ่ม” 331,951.68 ไร่ แต่ “ป่าลด” 832,080.72 ไร่ สะท้อนความจริงเชิงโครงสร้างว่า ความพยายามฟื้นฟูยังไล่ไม่ทันแรงกดดันจากการใช้ที่ดินและภัยเสี่ยงเดิม ๆ

เหตุผลของการ “เพิ่มขึ้น” มาจาก

  • การขยายตัวของป่าไม้ตามธรรมชาติ
  • การปลูกป่าเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
  • การปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

เหตุผลของการ “ลดลง” ได้แก่

  • การเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากป่าไปเป็นกิจกรรมอื่น
  • ไฟป่า ซึ่งยังเป็นความเสี่ยงเดิมที่กำเริบซ้ำ
  • โครงการพัฒนาที่ใช้พื้นที่ป่า ซึ่งแม้มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจสังคม แต่กระทบ “ทุนธรรมชาติ” ต้นทาง

มุมมองเศรษฐกิจ กระดูกสันหลังรายได้

  1. ต้นทุน–ผลตอบแทนของผืนป่าต่อเศรษฐกิจเชียงราย
    เชียงรายเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพของภาคเหนือ โครงข่ายแหล่งน้ำจากพื้นที่ป่าต้นน้ำหล่อเลี้ยงการปลูกชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวและเกษตรอินทรีย์ที่กำลังโตในหุบเขา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ชุมชนชาติพันธุ์ และเส้นทาง “ซิตี้วอล์กธรรมชาติ” กลายเป็นรายได้กระจายสู่โฮมสเตย์ รถรับจ้าง ร้านอาหารท้องถิ่น และหัตถกรรม. เมื่อป่าหายไปทีละน้อย โซ่อุปทานนี้เผชิญ ต้นทุนแฝง ทั้งความเสี่ยงน้ำหลาก–แล้งยาว คุณภาพอากาศช่วงฤดูร้อน และค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น ซึ่งล้วน “กัดกำไร” แบบไม่ส่งเสียง
  2. ความเสี่ยงไฟป่ากับต้นทุนควัน
    แม้สถิติปีล่าสุดชี้ว่าประเทศลดลงสุทธิเล็กน้อย แต่ ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่สูงยังแบกรับความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควันทุกปี ต้นทุนธุรกิจท่องเที่ยวฤดูแล้ง–ร้อนของเชียงราย (ตั้งแต่ยกเลิกทริป ไปจนถึงประกันสุขภาพนักเดินทาง) แปรผันตาม “จำนวนวันคุณภาพอากาศดี” ซึ่งขึ้นกับความสามารถในการควบคุมไฟป่าและการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าและพื้นที่กันชน
  3. โอกาสทางเศรษฐกิจจากป่า
    ในอีกด้าน ป่าที่ “คงอยู่และเพิ่มขึ้น” กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจใหม่ ทั้ง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยั่งยืน (eco–experience), เกษตร–วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟพืชพื้นถิ่น), แนวทาง การชำระค่าสบริการระบบนิเวศ (Payments for Ecosystem Services) และ ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ ที่เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท้องถิ่น. สำหรับเชียงราย เมืองที่แบรนด์ “อากาศดี–ธรรมชาติสวย–วัฒนธรรมเข้ม” คือห่วงโซ่มูลค่าหลัก การรักษาผืนป่าจึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่คือ ยุทธศาสตร์สร้างรายได้.
  4. ความสามารถแข่งขันระดับจังหวัด
    ข้อมูลจังหวัดที่ “ป่าเพิ่มขึ้น” เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และหลายจังหวัดภาคกลาง–ตะวันออก สะท้อนบทเรียนว่าการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมและการวางแผนใช้ที่ดินเชิงพื้นที่ช่วย “อุดรอยรั่ว” ได้จริง จังหวัดที่ทำสำเร็จสามารถต่อยอดสู่ เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งแต่สินค้า GI–เชิงวัฒนธรรม ไปถึงท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน. เชียงรายซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโหนดท่องเที่ยวสำคัญ (ดอยตุง–แม่สาย–แม่ฟ้าหลวง–แม่จัน–แม่สาย) ยิ่งต้องเร่ง “เปลี่ยนความได้เปรียบด้านภูมิประเทศให้เป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ” ผ่านการรักษาผืนป่า

เชียงรายในสมการภาคเหนือ ที่ต้องชัด

แม้รายชื่อจังหวัดที่ “ป่าเพิ่ม” ปีล่าสุดจะไม่ได้ระบุ เชียงราย แต่บริบทของจังหวัดก็นั่งอยู่ใจกลางโจทย์ของภาคเหนือซึ่งยัง สูญเสียพื้นที่ป่ามากที่สุด โดยสรุปภาคเหนือมีพื้นที่ป่าคิดเป็น 63.19% ของทั้งภูมิภาค (ประมาณ 37.95 ล้านไร่) แต่ ลดลงถึง 29,883.91 ไร่ ในปี 2567 — ตัวเลขนี้คือสัญญาณเตือนตรงถึงเชียงรายว่า “ภูมิภาคที่เราอยู่กำลังเสียแต้ม”

สามเหตุผลที่เชียงรายต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

  • แหล่งน้ำต้นทุนเศรษฐกิจ ลุ่มน้ำกก–อิง–โขงตอนบนรับน้ำจากป่าอนุรักษ์ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่สาย แม่จัน ไกลไปถึงแนวชายแดน หากพื้นที่ป่ากันชนบางลง ความเสถียรของน้ำเพื่อเกษตร–ท่องเที่ยว–อุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่มย่อมผันผวน
  • คุณภาพอากาศ = ความเชื่อมั่นท่องเที่ยว รีวิว–การตัดสินใจของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ผูกกับดัชนีอากาศดี (AQI). เมืองที่ควบคุมไฟป่าและควันได้ จะกลายเป็น “เดสติเนชันหน้าร้อน” ของครอบครัว–นักกีฬา–นักเดินป่า ซึ่งใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย
  • การเงินสีเขียวกำลังไหลสู่ท้องถิ่น โครงการปลูกป่า/ดูแลเชื้อเพลิง–คาร์บอนเครดิต–ธุรกิจท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เริ่มมีสถาบันการเงิน–บริษัทรายใหญ่สนับสนุน. เชียงรายที่มีเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งสามารถเป็น “พอร์ตโฟลิโอต้นแบบ” ดึงเงินลงทุนสีเขียวเข้าสู่หมู่บ้านหุบเขา

ทางปฏิบัติที่จับต้องได้สำหรับเชียงราย

  • จัด ผังใช้ที่ดินระดับตำบล–ลุ่มน้ำย่อย ที่กั้น “แนวกันชนชุมชน–ป่า” ชัดเจน และกำหนดโควตาเชื้อเพลิงเพลิงไฟ (fuel management) รายฤดูกาล
  • ยกระดับ วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟ–แมคคาเดเมีย–ผลไม้เมืองหนาว) ควบคู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อวางตำแหน่งราคาพรีเมียม
  • สร้าง เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (city walk–ปั่นจักรยาน–เดินป่าเบา ๆ) เชื่อมพิพิธภัณฑ์ ศิลปะร่วมสมัย และวิถีชาติพันธุ์ โดยตั้งเป้าการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มผ่านแพ็กเกจประสบการณ์
  • พัฒนาระบบ ข้อมูลไฟป่า–เชื้อเพลิง แบบเรียลไทม์สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว/เกษตร เพื่อวางแผนฤดูกาล–กิจกรรม ลดความเสี่ยงยกเลิกการเดินทา

ภาพใหญ่ที่เชียงรายต้องร่วมขับเคลื่อน

ภาคเหนือระดับภูมิภาคปี 2567 มีสัญญาณผสม — ป่ามากในสัดส่วนพื้นที่ แต่ยัง ลดลงสุทธิ มากที่สุด. เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

  • ภาคตะวันตก มีป่า 58.82% ของพื้นที่ภูมิภาค และ ลดลง 12,448.71 ไร่
  • ภาคใต้ มีป่า 24.33%, ลดลง 5,224.55 ไร่
  • อีสาน มีป่า 14.89%, ลดลง 732.61 ไร่
  • ภาคตะวันออก มีป่า 21.84%, เพิ่มขึ้น 4,373.59 ไร่
  • ภาคกลาง มีป่า 21.57%, เพิ่มขึ้น 11,032.01 ไร่

บทเรียนของภาคกลาง–ตะวันออกคือ “การจัดการเชิงพื้นที่–สิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ทำให้ป่ากลับมาได้จริง ทั้งจากการฟื้นตัวธรรมชาติและการปลูกป่าเศรษฐกิจ–อนุรักษ์. ภาคเหนือสามารถยืมเครื่องมือเดียวกัน แต่ต้องเสริมด้วย นวัตกรรมจัดการเชื้อเพลิง–ไฟป่า และทางเลือกทำกินช่วงหน้าแล้ง เพื่อตัดวงจรไฟซ้ำซาก

สัญญาณต่างจังหวัด–บททดสอบมหานคร

ในระดับประเทศ จังหวัดที่ป่าเพิ่มขึ้น ครอบคลุมทั้งเหนือ–กลาง–อีสาน–ตะวันออก เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ชุมพร สตูล หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ — แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มพื้นที่ป่า “ทำได้ในหลายภูมิประเทศ” เมื่อมีเป้าหมายร่วมและเครื่องมือเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ประเทศยังมี สองจังหวัดที่ไม่พบพื้นที่ป่าเลย ได้แก่ นนทบุรี และ ปทุมธานี. นี่คือโจทย์ของมหานครที่ต้องสร้าง สมดุลระหว่างความหนาแน่นเมืองกับพื้นที่สีเขียวสาธารณะ–ป่าเมือง และเชื่อมโยงกับการลดความร้อนเกาะเมือง/คุณภาพอากาศ ซึ่งสุดท้ายสะท้อนกลับไปยังความสามารถดึงดูดนักลงทุน–แรงงานทักษะ

จากกราฟตัวเลขสู่เส้นทางออก

ตัวเลข –0.03% ในปีเดียว อาจไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจล้มครืน แต่ “ทิศทาง 10 ปีที่ป่าลดยังมากกว่าเพิ่ม” คือสัญญาณว่าประเทศต้อง เปลี่ยนเกียร์. สำหรับเชียงราย ปมที่ต้องคลี่คือ “จะเปลี่ยนข้อได้เปรียบจากภูมิประเทศ ให้เป็น ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน แบบยั่งยืนได้อย่างไร”

แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถเดินได้ทันที

  1. วางแผนเศรษฐกิจบนฐานลุ่มน้ำ กำหนดโซนนิ่งกิจกรรมเศรษฐกิจ (เกษตร–ท่องเที่ยว–บริการ) พิงความสามารถของป่าต้นน้ำและอุทกวิทยา แทนการวางแผนตามเส้นแบ่งเขตการปกครอง
  2. ทำข้อตกลง “บริการระบบนิเวศ” ระหว่างเมือง–ดอย ผู้ประกอบการในเมืองร่วมจ่ายค่าดูแลป่า–เชื้อเพลิงผ่านกลไกกองทุนหรือเครดิต เพื่อแลกกับน้ำสะอาด–อากาศดีและแบรนด์เมืองสีเขียว
  3. เร่งมาตรฐานท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โรงแรม–ทัวร์–คาเฟ่วิวป่าตั้ง KPI ด้านการจัดการขยะ พลังงานหมุนเวียน และการชดเชยคาร์บอน เชื่อมสินค้า GI–วัฒนธรรมชาติพันธุ์
  4. ยกระดับวนเกษตรเป็นอุตสาหกรรมภูมิภาค เชื่อมโซ่อุปทานชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวกับโรงคั่ว–โรงแปรรูป–โลจิสติกส์เย็น เพื่อดันมูลค่าเพิ่มและลดแรงกดดันบุกรุกป่า
  5. ข้อมูลเปิด–แจ้งเตือนไฟป่าแบบใกล้ชิดธุรกิจ ตั้ง “แดชบอร์ดจังหวัด” ให้ผู้ประกอบการวางแผนกิจกรรม–กำลังคน และสื่อสารนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์

เมื่อ “ป่ากลายเป็นทุน” เศรษฐกิจเชียงราย–ภาคเหนือ–ประเทศไทยจะปิดวงจรดีขึ้น ป่าสมบูรณ์→น้ำ–อากาศดี→ท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพ→รายได้ชุมชน–งบดูแลป่า→ป่ากลับมา. นี่คือสมการที่สร้าง ความมั่งคง–มั่งคั่ง–ยั่งยืน ได้พร้อมกัน

กล่องตัวเลขชวนคิด

  • พื้นที่ป่าประเทศไทย ปี 2567: 31.46% ของประเทศ หรือ ประมาณ 101,785,271.58 ไร่
  • การเปลี่ยนแปลงจากปี 2566: –0.03% (–32,884.18 ไร่)
  • สะสม 10 ปี (2558–2567): ป่า เพิ่ม 331,951.68 ไร่, ป่า ลด 832,080.72 ไร่
  • ภาคเหนือ: ป่า 63.19%, ลด 29,883.91 ไร่ (มากสุด)
  • ภาคกลาง: ป่า 21.57%, เพิ่ม 11,032.01 ไร่ (เพิ่มมากสุด)
  • จังหวัดไร้ป่า: นนทบุรี, ปทุมธานี

“ป่าลดลงเพียง –0.03%” อาจถูกเลื่อนผ่านสายตาในวันยุ่ง ๆ แต่สำหรับเชียงรายที่ยืนอยู่บนหัวใจของเศรษฐกิจสีเขียวภาคเหนือ มันคือคำถามใหญ่ของ รายได้และความน่าอยู่ ในอนาคตอันใกล้. ตัวเลขทศนิยมสองตำแหน่งกำลังบอกเราว่า ถึงเวลาต้องเลิกมองป่าเป็น “ฉากหลังท่องเที่ยว” แล้วเริ่มมองเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่ต้องบริหารแบบมืออาชีพ” — หากทำได้ เมืองปลายทางอย่างเชียงรายจะไม่เพียงรอดจากฤดูหมอกควัน แต่จะกลายเป็น ต้นแบบมหานครสีเขียวของภูมิภาค ที่ทำให้ “ธรรมชาติ” สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภูมิใจให้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: ข้อมูลสัดส่วนและพื้นที่ป่าไม้ปี 2567, การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ 10 ปี, สถิติรายภูมิภาคและรายจังหวัด
  • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: รายงานสถานการณ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมไทยปี 2567 และข้อมูลเชิงวิเคราะห์ด้านภัยคุกคาม–ไฟป่า
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช: ข้อมูลเขตป่าอนุรักษ์ ภัยไฟป่า และมาตรการจัดการเชื้อเพลิง
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.): กรอบนโยบายการพัฒนาคาร์บอนต่ำและบริการระบบนิเวศ
  • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): แนวทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–คาร์บอนต่ำที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายครองอันดับ 1 เมืองรอง GDP โต 2.1% ท่ามกลางวิกฤตเกษตร

เศรษฐกิจเชียงรายฟื้นตัวสวนกระแสชาติ ขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยว แต่ยังเผชิญปัญหาเกษตรกร-หนี้ครัวเรือนสูง

เชียงราย, 17 กันยายน 2568 – ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนจากคลื่นความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและปัญหาความยากจนที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคนในปี 2567 จังหวัดเชียงรายกลับโดดเด่นด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคง โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.1% ในปี 2567 และเร่งตัวขึ้นเป็น 3.1% ในปี 2568 แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ

ภาพรวมเศรษฐกิจไทย สัญญาณเตือนท่ามกลางการเติบโต

รายงานล่าสุดจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยให้เห็นภาพที่น่าเป็นห่วงของสถานการณ์ความยากจนในประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 3.41% ในปี 2566 โดยภาคเกษตรแบกรับภาระหนักที่สุด มีสัดส่วนคนจนถึง 45.49% ของคนจนทั้งหมด

“ลักษณะพลวัตของความยากจนทำให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนสถานะระหว่าง ‘จน’ และ ‘ไม่จน’ ได้ตามปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม หรือผลกระทบจากภัยธรรมชาติ” รายงาน สศช. ระบุ

ทั้งนี้ เส้นความยากจนได้ปรับสูงขึ้นเป็น 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 3,043 บาท ขณะที่กลุ่ม “คนจนมาก” ที่มีรายได้เพียง 615 บาทต่อคนต่อเดือน มีจำนวน 879,000 คน

ในมิติการค้าระหว่างประเทศ ไทยเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันกับเวียดนามในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน และความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าที่ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าเกษตร อย่างไรก็ตาม ตลาดอีคอมเมิร์ซกลับเป็นจุดสว่างเมื่อคนไทยครองแชมป์ช้อปออนไลน์สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก

ภาคเหนือ ระหว่างโอกาสและความเปราะบาง

ภาคเหนือซึ่งยังคงพึ่งพาภาคเกษตรเป็นหลัก เผชิญกับความผันผวนรุนแรงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง วิกฤตราคาลำไยในปี 2568 ที่ผลผลิตล้นตลาดควบคู่กับภาวะน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูก ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อรายได้ของเกษตรกร

แม้จะเผชิญความท้าทาย แต่ภาครัฐได้เข้ามาแทรกแซงด้วยมาตรการเปิดจุดรับซื้อเพิ่มและการเชื่อมโยงการแปรรูป ขณะที่การค้าชายแดนของภาคเหนือยังคงแสดงศักยภาพด้วยมูลค่าดุลการค้าเฉลี่ยสูงถึง 90,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาส่งผลกระทบต่อการค้าผ่านด่านแม่สาย ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์การค้าไปยังเส้นทางอื่น เชียงราย ดาวเด่นแห่งการฟื้นตัว ท่ามกลางความท้าทายของภาพรวมประเทศ จังหวัดเชียงรายกลับโชว์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยการคาดการณ์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจของจังหวัดจะขยายตัว 2.1% ในปี 2567 และเร่งตัวขึ้นเป็น 3.1% ในปี 2568

การท่องเที่ยว เครื่องยนต์หลักสู่ความสำเร็จ

ความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดคือภาคการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้เกือบ 2.6 หมื่นล้านบาทในครึ่งปีแรกของปี 2568 พร้อมได้รับตำแหน่ง “เมืองรองด้านการท่องเที่ยวอันดับ 1 ของประเทศ” โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 55%

น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือการจัดอันดับให้เชียงรายเป็น “เมืองที่ปลอดภัยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกสำหรับนักท่องเที่ยวผู้หญิง” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความมั่นใจและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนซ้ำ

ภาคบริการและการท่องเที่ยวคาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง 7.1% ในปี 2567 และ 6.7% ในปี 2568 ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจจังหวัด

การลงทุนสาธารณะ มูลฐานแห่งอนาคต

ภาครัฐได้อนุมัติงบกลางกว่า 363.62 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากอุทกภัยปลายปี 2567 และเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบโลจิสติกส์

ในขณะเดียวกัน การบินไทย (ทอท.) ได้อนุมัติงบประมาณ 5.7 พันล้านบาทเพื่อยกระดับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สู่การเป็น “ศูนย์กลาง MRO (Maintenance, Repair, and Overhaul) ของภูมิภาค” ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจการบิน

ภาคเอกชน ความเชื่อมั่นในศักยภาพ

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ได้แสดงความเชื่อมั่นด้วยการเปิดสาขาใหม่ในเชียงรายด้วยงบลงทุน 200 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของตลาดในพื้นที่และการเติบโตของกำลังซื้อของผู้บริโภค ความท้าทายที่ยังคงอยู่ แม้จะมีสัญญาณบวกมากมาย แต่เชียงรายยังคงเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยเฉพาะวิกฤตภาคเกษตรจากหัวใจเศรษฐกิจสู่จุดอ่อน ภาคการเกษตรซึ่งเคยเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ คาดว่าจะหดตัว -3.6% ในปี 2567 ก่อนจะฟื้นตัวเพียง 1.6% ในปี 2568 ปัญหาผลผลิตล้นตลาดของลำไยและราคาตกต่ำยังคงเป็นความเสี่ยงต่อรายได้ของเกษตกรจำนวนมาก

การพึ่งพาภาคการเกษตรที่มีความผันผวนสูงตามสภาพอากาศและราคาสินค้าโลก ทำให้ครัวเรือนเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ยังคงตกอยู่ในสถานการณ์เปราะบาง

หนี้สินครัวเรือน กับดักที่บั่นทอนการเติบโต

ความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนที่มีหนี้สินสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจบั่นทอนการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน แม้ว่าจะคาดการณ์ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 4.7% ในปี 2567 และ 5.7% ในปี 2568 แต่ภาระหนี้สินที่สูงอาจทำให้การตอบสนองต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้า การค้าชายแดน ระหว่างโอกาสและความไม่แน่นอนแม้การค้าชายแดนจะคาดว่าเติบโต 9.9% ในปี 2567 แต่การพึ่งพาการค้าผ่านแดนกับจีนเป็นหลัก ทำให้มีความผันผวนตามฤดูกาลผลิตของสินค้าเกษตรอย่างทุเรียน ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมายังคงส่งผลกระทบต่อเส้นทางการค้าที่สำคัญ

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ ทิศทางและข้อเสนอแนะ

การวิเคราะห์จากหลายหน่วยงานชี้ให้เห็นว่า เชียงรายจำเป็นต้องมีการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืน

สศช. เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ 3 ประการหลัก ได้แก่ การประเมินผลโครงการงบประมาณสูงอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางประชาชน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกษตรอย่างยั่งยืน

สำหรับเชียงราย ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้มุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาภาคเกษตรเพียงอย่างเดียว โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

แสงสว่างท้ายอุโมงค์

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว (GPP per capita) ของเชียงรายคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 91,736 บาทในปี 2564 เป็น 93,660 บาทในปี 2567 และ 96,561 บาทในปี 2568

การเติบโตนี้สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการที่ผลประโยชน์จากการเติบโตนี้จะกระจายไปถึงประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเกษตรกรและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

GPP per capita หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว

GPP per capita (ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว) คืออะไร GPP per capita หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว คือตัวเลขแสดงถึงความสามารถในการสร้างมูลค่าการผลิตสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายของจังหวัดเฉลี่ยต่อประชากร 1 คน

 วิธีการคำนวณ

GPP per capita = GPP ของจังหวัด ÷ จำนวนประชากรในจังหวัด

ตัวเลขเชียงราย

  • ปี 2564: 91,736 บาทต่อคนต่อปี
  • ปี 2567: 93,660 บาทต่อคนต่อปี (คาดการณ์)
  • ปี 2568: 96,561 บาทต่อคนต่อปี (คาดการณ์)

ความหมายของตัวเลข เปรียบเทียบง่ายๆ

  • หากแปลงเป็นรายเดือน: 93,660 ÷ 12 = 7,805 บาทต่อคนต่อเดือน
  • หมายความว่าเฉลี่ยแล้วคนเชียงราย 1 คนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เดือนละ 7,805 บาท

ข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจ

  1. ไม่ใช่รายได้จริงของคนเชียงราย – เป็นการวัดผลผลิตทางเศรษฐกิจเท่านั้น
  2. เป็นค่าเฉลี่ย – คนจริงอาจได้รับมากกว่าหรือน้อยกว่านี้มาก
  3. รวมทุกภาคส่วน – เกษตร, อุตสาหกรรม, บริการ, การท่องเที่ยว

ประโยชน์ของ GPP per capita

สำหรับนักลงทุน

  • วัดศักยภาพเศรษฐกิจของจังหวัด
  • เปรียบเทียบความแข็งแกร่งระหว่างจังหวัด

สำหรับรัฐบาล

  • วางแผนการพัฒนาและจัดสรรงบประมาณ
  • ติดตามความเจริญของจังหวัด

สำหรับประชาชน

  • เข้าใจศักยภาพเศรษฐกิจท้องถิน่
  • ประกอบการตัดสินใจลงทุนหรือทำธุรกิจ

ตำแหน่งเชียงรายในภาพรวม

ตัวเลข 96,561 บาท ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าเชียงรายมีศักยภาพเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศมาก (ประเทศไทยมี GDP per capita ประมาณ 262,633 บาทในปี 2566) สรุปโดยรวม GPP per capita เป็น “เครื่องมือวัด” ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจังหวัด ไม่ใช่เงินที่คนได้รับจริง แต่เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญสำหรับการวางแผนและการลงทุน

เส้นทางสู่ความยั่งยืน

เชียงรายได้แสดงให้เห็นถึงตัวอย่างที่ดีของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายระดับชาติ ด้วยการขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งและการลงทุนจากภาครัฐที่เป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของการเติบโตนี้ต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ทั้งการลดการพึ่งพาภาคเกษตรที่มีความเสี่ยงสูง การจัดการหนี้สินครัวเรือน และการสร้างความมั่นคงให้กับการค้าชายแดน

การกระจายความเสี่ยง การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เชียงรายสามารถเดินหน้าไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคเหนือได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • การบินไทย (ทอท.)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ฟักกลิ้ง ฮีโร่ มอบภาพ ถวัลย์ ดัชนี บนเวทีจีน จุดประกายมิตรภาพ 50 ปีไทย-จีน

กัญฐกะก้องโกญจนาท” ข้ามพรมแดนสู่กว่างโจว ฟักกลิ้ง ฮีโร่ มอบผลงานอาจารย์ถวัลย์ ดัชนีบนเวที Very Thai Dian Feng 2025 จุดประกาย 50 ปีมิตรภาพไทย–จีน และซอฟต์พาวเวอร์ท่องเที่ยว

กว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน, 16 กันยายน 2568 – แสงไฟจากเวทีกลางงาน Very Thai Dian Feng Music Festival 2025 ค่อย ๆ สว่างขึ้นท่ามกลางผู้ชมชาวจีนจำนวนมาก ขณะเสียงปรบมือดังยาว เมื่อ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ศิลปินฮิปฮอปชื่อดังของไทย ขึ้นเวทีพร้อมภาพผลงาน กัญฐกะก้องโกญจนาท” ของ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย เพื่อส่งมอบแด่ SKAI ISYOURGOD (หลานเหล่า) ศิลปินจีนที่กำลังมาแรงในแวดวงดนตรีร่วมสมัย ภาพชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงของขวัญ หากเป็น “สัญลักษณ์” ของมิตรภาพไทย–จีนในวาระ ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ที่ทั้งสองประเทศร่วมเฉลิมฉลองผ่านเสียงเพลง ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัย

จุดหมายเดียวกันของศิลปะ ดนตรี และการท่องเที่ยว

เทศกาลดนตรี Very Thai Dian Feng จัดขึ้นต่อเนื่องปีที่ 3 ระหว่างวันที่ 13–14 กันยายน 2568นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้ความร่วมมือของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ TCP Group ผู้ผลิตแบรนด์ เรดบูล (Red Bull) แนวคิดงานปีนี้ชูคอนเซปต์ “5 Must Do in Thailand” เพื่อชวนผู้ชมชาวจีน “ลิ้มลองประสบการณ์ไทย” ตั้งแต่อาหาร วัฒนธรรม ไปจนถึงกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ก่อนขยายผลสู่การเดินทางจริงในประเทศไทย

รูปแบบงานเน้นการสื่อสารแบบ “สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้” ผ่าน 2 เวทีดนตรีหลัก ที่รวบรวม 19 ศิลปินไทย–จีน จากหลากหลายแนวทาง พร้อม โซนสร้างสรรค์ ครบวงจร ทั้งโซนวัฒนธรรม โซนอาหาร โซนจัดแสดงสินค้า และ โดรนโชว์ ปิดท้าย โดยผู้จัดคาดการณ์ผู้เข้าร่วมงาน ราว 60,000 คน ตลอดสองวัน นับเป็นเวทีขนาดใหญ่ที่เปิดทางให้ “ซอฟต์พาวเวอร์” ของไทยส่งสัญญาณชัดเจนสู่แดนมังกร

พญาม้ากัณฐกะ ภาพแทนคำอวยพร “เดินหน้าอย่างกล้าหาญ”

ผลงาน กัญฐกะก้องโกญจนาท” ของถวัลย์ ดัชนี คือภาพ พญาม้ากัณฐกะ ที่ถูกยกให้เป็น “เจ้าแห่งม้าทั้งปวง” สัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ ความสำเร็จ และความอุดมสมบูรณ์ ในพิธีส่งมอบบนเวที ฟักกลิ้ง ฮีโร่ระบุว่า ได้รับภาพนี้จาก “ดอยธิเบศร์ ดัชนี” ทายาทผู้สืบงานศิลป์ของถวัลย์ เพื่อส่งต่อให้กับศิลปินจีนอย่างสมเกียรติ เป็นดั่งคำอวยพรที่ศิลปินไทยมอบให้ศิลปินจีน พร้อมถ้อยคำที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันว่า 中泰一家亲” หรือ “ไทย–จีนคือครอบครัวเดียวกัน”

ในโพสต์ทางการ ฟักกลิ้ง ฮีโร่กล่าวขอบคุณ พี่เอก” ประธานเจ้าหน้าที่ครีเอทีฟ (CCO) แห่ง TCP Group ตลอดจนทีมผู้จัด และททท. ที่ไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ตัวแทนประเทศไทย” บนเวทีสากลครั้งนี้ ย้ำว่าศิลปะไม่เพียงเชื่อมใจ หากยังเชื่อม “โอกาส” ระหว่างผู้คน ธุรกิจ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

เวทีจีนกับ “เสน่ห์ไทย” ที่จับต้องได้

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ระบุว่า ททท. มุ่งเดินหน้าตลาดระยะใกล้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ตลาดจีน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทย “การปรับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่น ควบคู่การนำเสนอ ประสบการณ์ที่มีความหมาย คือหัวใจของยุทธศาสตร์” งาน Very Thai Dian Feng จึงออกแบบให้ผู้ร่วมงานได้ “ทำจริง” ตั้งแต่เวิร์กชอป ไปจนถึงกิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรม เพื่อให้ เสน่ห์ไทย” ถูกจดจำในฐานะประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ภาพในโซเชียล

ภายในงานยังมีกิจกรรมต่อยอด เช่น เวิร์กชอปทำกระเป๋ารีไซเคิล และ ทำยาดมคล้องคอ ที่หยิบจับ “ของดีไทย” มาขยายความหมายใหม่ให้สอดรับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ช่วยย้ำ แบรนด์ Amazing Thailand ในสายตาผู้ชมชาวจีนว่าทั้ง “มีสไตล์” และ “มีคุณค่า”

เมื่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยน ไทยต้อง “เล่าเรื่อง” ใหม่

ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา นักท่องเที่ยวจีนมิได้พอใจเพียง “เช็กอิน–ถ่ายรูป” อีกต่อไป หากหันสู่การแสวงหา ประสบการณ์ลึกซึ้ง เช่น สายลุย, City Walk, หรือกิจกรรมวัฒนธรรมและกีฬา นี่คือ “การบ้าน” ที่ไทยจำเป็นต้องตอบ โดยปีที่ผ่านมา ททท. ได้ทดลองหลายกิจกรรมในจีน เช่น Amazing Thai Fest ที่กรุงปักกิ่ง และ Red Bull Challenge ณ ทะเลทรายเหิงเก๋อหลี่ มองโกเลียใน เพื่อเชื่อมกีฬา ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์คือ “บทเรียน” สำหรับการออกแบบคอนเทนต์และกิจกรรมที่โดนใจคนรุ่นใหม่ของจีนมากขึ้น

Very Thai Dian Feng จึงไม่ใช่แค่งานคอนเสิร์ต แต่เป็น แพลตฟอร์ม” ที่ให้ไทยได้ทดสอบการเล่าเรื่องใหม่ ๆ ในพื้นที่จริง ต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก พร้อมกวาดข้อมูลเชิงพฤติกรรมกลับมาต่อยอดแคมเปญในไทยช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปี

จากแคนวาสของถวัลย์ สู่แคนวาสของมิตรภาพ

“กัญฐกะก้องโกญจนาท” ถูกอธิบายว่าเป็นภาพที่ ให้กำลังใจให้ก้าวต่อ” การที่ผลงานชิ้นสำคัญจากเชียงราย—บ้านเกิดของถวัลย์—ได้ข้ามพรมแดนสู่กว่างโจวในจังหวะที่ไทย–จีนฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ ยิ่งเพิ่มน้ำหนักทางสัญลักษณ์ งานของถวัลย์ขึ้นชื่อว่าหนักแน่นในเส้นสายและพลังอารมณ์ ภาพม้าผงาดจึงเท่ากับ การส่งสารถึงอนาคต ว่าศิลปะคือภาษากลางที่คนต่างวัฒนธรรมเข้าใจร่วมกันได้

ช่วงเวลาส่งมอบบนเวที กลายเป็นฉากเล็ก ๆ ที่เล่าเรื่องใหญ่—ศิลปะคือทูตวัฒนธรรม” และ ศิลปินคือผู้พาเรื่องเล่าของชาติ” ไปปรากฏต่อสายตาโลก การที่ SKAI ISYOURGOD รับมอบต่อหน้าผู้ชมหลายหมื่นคน คือภาพของการยอมรับนับถือกันอย่างเสมอภาค ต่างส่งต่อคำอวยพรให้กันและกันในภาษาที่เหนือคำพูด

เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับการท่องเที่ยว วงจรที่หนุนกัน

โมเดลที่ ททท. และ TCP Group ใช้ คือการผสมผสาน ดนตรี–ศิลปะ–ท่องเที่ยว” ให้เป็น “แพ็กเกจเดียว” เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจเดินทาง ความคาดหวังผู้ร่วมงาน ประมาณ 60,000 คน หากต่อยอดสู่การเดินทางจริงเพียงส่วนหนึ่ง ก็สามารถสร้างเม็ดเงินท่องเที่ยวเข้าประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งหากเชื่อมกับยุทธศาสตร์ “5 Must Do in Thailand” ที่ชัดเจนในจุดขาย ทั้งอาหาร มู่วิถี วัฒนธรรมลึกซึ้ง ธรรมชาติ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ ค่าใช้จ่ายต่อหัว และ ระยะเวลาพำนัก สูงขึ้น

ด้านแบรนด์เอกชนอย่าง เรดบูล การสนับสนุนเทศกาลที่จับต้องได้ในต่างแดน ช่วยขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมและเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ของจีน เป็น ความร่วมมือรัฐ–เอกชน ที่ได้ทั้งภาพลักษณ์และฤทธิ์ทางเศรษฐกิจ

เสียงสะท้อนจากเวที คำพูดที่ทำให้ “เรื่อง” เดินต่อ

ฟักกลิ้ง ฮีโร่ เขียนไว้ชัดว่า การได้เป็นตัวแทนส่งต่อผลงานของถวัลย์ คือ “เกียรติ” ที่ได้รับจาก ดอยธิเบศร์ ดัชนี พร้อมขอบคุณผู้สนับสนุนในทุกภาคส่วน เขาเปรียบภาพพญาม้าเช่น คำอวยพร ที่ศิลปินไทยมอบให้ศิลปินจีน ขณะเดียวกัน นายนิธี สีแพร ย้ำ “การนำเสนอเสน่ห์ไทยผ่านประสบการณ์จริง” คือจุดชี้วัดความสำเร็จของตลาดจีนยุคใหม่

ถ้อยคำ 中泰一家亲” ที่ถูกเอ่ยหลายครั้งในงาน ไม่ใช่สโลแกนสวย ๆ หากเป็น กรอบคิด สำหรับสร้างกิจกรรมร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรม การศึกษา กีฬา และธุรกิจท่องเที่ยวในระยะยาว

เล่าเป็นฉาก นาทีที่ผู้ชม “ยืนขึ้น”

คืนที่สอง เวทีหลักเล่นเอ็นดิ้งด้วยเพลย์ลิสต์ฮิต ศิลปินไทย–จีนสลับขึ้นร่วมแจม เสียงเชียร์ดังขึ้นเมื่อทีมงานเชิญฟักกลิ้ง ฮีโร่ ขึ้นถือกรอบภาพพญาม้า แสงไฟสปอตไลต์จับลงบนลายเส้นเข้มของถวัลย์ เสี้ยววินาทีที่ภาพถูกส่งต่อ SKAI ก้มศีรษะรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนชูภาพให้คนดูด้านหลังเห็นชัด ผู้ชมบางส่วน “ยืนขึ้น” พร้อมชูโทรศัพท์ขึ้นบันทึกภาพ เสียงปรบมือกลายเป็นจังหวะร่วมที่ไม่ต้องซ้อม มิตรภาพจึงไม่ได้เป็นเพียงคำพูด แต่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า

สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เสี้ยววินาทีแบบนี้ ขายความทรงจำ” ได้ดีที่สุด เพราะผู้ชมพกกลับไปได้มากกว่าคลิป—พวกเขาพก เรื่องเล่า ที่พร้อมจะต่อยอดเป็นการเดินทางครั้งใหม่

หมายเหตุเชิงนโยบาย จะยกระดับให้ “ยั่งยืน” ต้องทำอย่างไร

  1. เก็บข้อมูลเชิงลึกหน้างาน – พฤติกรรมผู้ชม แฮชแท็กที่ใช้ เวลาที่อยู่ในแต่ละโซน เพื่อนำไปออกแบบคอนเทนต์และแพ็กเกจท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม
  2. ทำแคมเปญต่อเนื่อง (Always-on) – เชื่อมกิจกรรมในจีนกับกิจกรรมในไทย เช่น คูปองส่วนลดพิพิธภัณฑ์/โชว์ดนตรีในเชียงราย เชียงใหม่ กรุงเทพฯ เพื่อให้ “ความตั้งใจเดินทาง” ไม่หายไป
  3. เล่าเรื่อง “เมืองรอง–ชุมชน” – ใช้ศิลปะและดนตรีเป็นประตูพาไปพบวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างรายได้กระจายสู่ฐานราก
  4. สร้างเครือข่ายศิลปิน–ครีเอเตอร์ไทย–จีน – เวิร์กชอปร่วม, ศิลปินพำนัก (Artist Residency), โปรเจกต์ดนตรีข้ามชาติ เพื่อให้ความร่วมมือไม่จบแค่เวทีเดียว

ม้ากัณฐกะวิ่งต่อ และเรื่องเล่าก็วิ่งตาม

การมอบภาพ กัญฐกะก้องโกญจนาท” บนเวที Very Thai Dian Feng 2025 คือฉากสำคัญที่จับต้องได้ของซอฟต์พาวเวอร์ไทยในปีที่ไทย–จีนฉลอง 50 ปีมิตรภาพ เหตุการณ์นี้ผสานพลัง ศิลปะ–ดนตรี–การท่องเที่ยว เข้าด้วยกันในจังหวะที่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนสู่ “ประสบการณ์มีความหมาย” อย่างชัดเจน หากไทยเดินหน้าสื่อสารที่เชื่อม ใจ–สถานที่–กิจกรรม ได้ต่อเนื่อง ทั้งภาครัฐ เอกชน ศิลปิน และชุมชนย่อมเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ได้ยั่งยืน

ท้ายที่สุด ม้ากัณฐกะในงานของถวัลย์ไม่ได้วิ่งอยู่บนผืนผ้าใบเท่านั้น แต่กำลัง วิ่งนำ เรื่องเล่าของไทยให้ข้ามพรมแดนอย่างสง่างาม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • TCP Group
  • ดอยธิเบศร์ ดัชนี
  • Very Thai Dian Feng Music Festival 2025
  • ฟักกลิ้ง ฮีโร่ 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

เชียงรายมีศักยภาพ “ดอยลังกาหลวง-ดอยช้าง” ติดท็อปเท็นภูเขาสูงสุดของไทย

เชียงรายชูศักยภาพภูเขา “ดอยลังกาหลวง–ดอยช้าง” ติดท็อปเท็นสูงสุดของไทย (เมื่อจัดจำแนกอย่างรอบด้าน) — เปิดความจริง-คลี่คลายความสับสนของตัวเลขและชื่อสถานที่ พร้อมข้อเสนอให้อัปเดตฐานข้อมูลทางการ

เชียงราย, 16 กันยายน 2568 — เมื่อพูดถึง “ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย” หลายคนตอบได้ทันทีว่า ดอยอินทนนท์ สูง 2,565 เมตร แต่พอไล่ลำดับถัดไป หลายสำนักกลับให้ตัวเลขและชื่อยอดเขาไม่ตรงกัน—ดอยผ้าห่มปก บางที่ 2,285 เมตร บางที่ 2,296 เมตร, ยอดภูสอยดาว บางที่ 2,102 บางที่ 2,120 เมตร ขณะที่ชื่อ “ดอยช้าง” ก็ยิ่งชวนสับสน เพราะบางแหล่งหมายถึง “ยอดเขา” แต่บางแหล่งหมายถึง “ชุมชนและแหล่งปลูกกาแฟ” ที่ระดับสูงเฉลี่ย 1,000–1,700 เมตร ไม่ใช่ยอด 1,962 เมตรตามลิสต์บางแห่ง

รายงานชิ้นนี้ได้ข้อมูลสารตั้งต้นมาจากเพจ “สุดยอดแห่งสยาม” ทางสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์อยากชวนผู้อ่านสำรวจอย่างเป็นระบบว่า “อะไรจริง อะไรคลาดเคลื่อน” โดยยึดหลักฐานจากหน่วยงานรัฐและเอกสารอ้างอิงที่เชื่อถือได้เป็นแกนหลัก ให้เห็นภาพตั้งแต่นักท่องเที่ยวเชิงผจญภัย และชุมชนท้องถิ่น ใช้ข้อมูลเดียวกันในการวางแผน—ทั้งด้านความปลอดภัย การอนุรักษ์ และการพัฒนาการท่องเที่ยว

ปมสับสน ตัวเลขสูง–ต่ำต่างกันได้อย่างไร

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้แน่น

  • ดอยอินทนนท์ สูง 2,565 เมตร — เป็นความสูง “ทางการ” ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันไว้ในเอกสารของกรมอุทยานฯ ว่าดอยอินทนนท์เป็นยอดสูงสุดของประเทศ (เอกสารสำนักอุทยานแห่งชาติ ระบุช่วงความสูงพื้นที่อุทยาน 400–2,565 เมตร และระบุชัดเจนว่าอินทนนท์เป็นยอดสูงสุดของไทย)
  • ดอยผ้าห่มปก ยอดสูงสุดของอุทยานแห่งชาติผ้าห่มปก ระดับ 2,285 เมตร (ข้อมูลหน้าอย่างเป็นทางการของอุทยาน)
  • ดอยหลวงเชียงดาว มีสองค่าที่ถูกใช้งานคู่ขนาน 2,225 เมตร (ใช้กว้างขวางในเอกสารและป้ายสื่อสารของไทย เช่น มูลนิธิสืบนาคะเสถียร) และค่าจากสารานุกรมสากลบางแหล่งที่ลง 2,175 เมตร — สะท้อนปัญหา “ค่ามาตรฐาน” คนละชุดที่ยังไม่ถูกเทียบมาตรฐานร่วมกัน
  • โมโกจู (อุทยานแห่งชาติแม่วงก์) ยืนยันสูงสุดของอุทยานที่ 1,964 เมตร บนหน้าอย่างเป็นทางการของกรมอุทยานฯ (ระบุชัดที่หัวข้อสภาพภูมิประเทศ)
  • ดอยภูคา (จ.น่าน) ระดับสูงสุด 1,980 เมตร อ้างอิงจากหน้าจองที่พัก/แนะนำอุทยานของกรมอุทยานฯ (NPS)

ยอดที่ยืนยันโดยฐานข้อมูลมาตรฐานและสารานุกรม

  • ดอยลังกาหลวง — ยอดสูงสุดของเชียงราย อยู่แนวเทือกลังกา–ขุนแจ ค่าความสูงที่ปรากฏซ้ำมากที่สุดคือ 2,031 เมตร (พบในสารานุกรมภูมิประเทศที่สรุปยอดเด่นของไทย ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลสื่อรัฐ/ท้องถิ่น)

ข้อสังเกตสำคัญ ตัวเลขความสูงที่ “ทางการ” รับรองกับตัวเลขจากฐานข้อมูลแผนที่/ชุมชน (เช่นสารานุกรมออนไลน์หรือฐานข้อมูลภูมิประเทศสากล) อาจต่างกันเพราะ (1) ระบบอ้างอิงระดับทะเล (datums) ต่างชุด, (2) ความละเอียดแบบจำลองภูมิประเทศ (DEM) ต่างความละเอียด และ (3) บางแหล่งนับ “ปุ่มยอด/สันเขาย่อย” เป็นยอดแยก ขณะที่รัฐนับเฉพาะยอดหลัก

ดอยลังกาหลวง, เชียงราย สูง 2,031 เมตร

เคสศึกษาเชียงราย “ดอยลังกาหลวง” ชัดเจน — “ดอยช้าง” ต้องระบุให้ตรง

ดอยลังกาหลวง — เสาหลักเหนือสุด

เชียงรายมีภูมิประเทศซับซ้อนเชื่อมเทือกเขาถนนธงชัยกับสันปันน้ำชายแดน ดอยลังกาหลวงจึงเป็น “เสาหลัก” ที่ยืนเด่นด้วยระดับกว่า 2 กิโลเมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ค่าที่พบซ้ำในแหล่งข้อมูลวิชาการ/สารานุกรมคือ 2,031 เมตร (และสอดคล้องกับสื่อราชการพื้นที่) ทำให้ดอยลังกาหลวงติดหนึ่งใน “คลับ 2,000+ เมตร” ของไทยร่วมกับอินทนนท์ ผ้าห่มปก และภูสอยดาว

แม้หน้าเว็บไซต์กลางของกรมอุทยานฯ จะไม่ได้ลงรายละเอียดความสูงยอดนี้ไว้ชัดเจนเท่าดอยยอดอื่น แต่ข้อมูลเชิงพื้นที่จากสื่อรัฐและชุมชนผู้เดินป่าระบุสอดคล้องกันมาอย่างยาวนาน จุดนี้สะท้อนโจทย์นโยบายสำคัญ—เราควรมีฐานข้อมูลยอดเขาทางการที่อัปเดตและค้นหาได้ง่าย เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของตัวเลขในสื่อสาธารณะ

ดอยช้าง, เชียงราย สูง 1,962 เมตร

ดอยช้าง — ชื่อเดียว หลาย “ที่”

ชื่อ “ดอยช้าง” เป็นปมใหญ่ของความสับสน เพราะในเชียงรายมี อย่างน้อย 2–3 จุด ที่ถูกเรียกว่า “ดอยช้าง” ในชีวิตประจำวัน

  1. ดอยช้าง” ในลิสต์ยอดเขาสูง (1,962 เมตร) — บางฐานข้อมูลภูมิประเทศของชุมชนผู้ปีนเขาระบุยอดชื่อ Doi Chang สูง 1,962 เมตร (มีพิกัดชัดเจน) แม้จะไม่ใช่เอกสารราชการ แต่เป็นหลักฐานแผนที่จากชุมชนที่ใช้กันกว้างขวางในแวดวงเดินเขา จึงมีคุณค่าทางข้อมูลเชิงสำรวจ (ควรใช้คู่กับข้อมูลราชการเพื่อความรัดกุม)
  2. ดอยช้าง” แหล่งปลูกกาแฟ–ท่องเที่ยววาวี (1,000–1,700 เมตร) — พื้นที่ บ้านดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย เป็น “โลเคชันดังระดับโลก” สำหรับกาแฟอาราบิก้า ไม่ใช่ยอดเขา 1,962 เมตร โดยหน่วยงานรัฐด้านเกษตรระดับจังหวัดระบุชัดว่าเขตปลูกอยู่ที่ระดับ 1,000–1,700 เมตร ซึ่งอธิบายความต่างของตัวเลขกับ “ยอดดอยช้าง” ที่โผล่ในลิสต์ภูเขาสูงได้เป็นอย่างดี 
  3. ดอยช้างมูบ” (1,504 เมตร) — จุดชมวิวชายแดนไทย–เมียนมา ทางแม่ฟ้าหลวง/แม่สาย เป็นอีกชื่อที่ใกล้เคียงและทำให้คนทั่วไปเข้าใจปะปนกับ “ดอยช้าง” ในวาวีอยู่บ่อยครั้ง (แม้ความสูงจะต่างกันมาก)

บทเรียนจากดอยช้าง การสื่อสารชื่อภูมิประเทศในสื่อสาธารณะควร “ระบุพิกัด/อำเภอ–ตำบล” ควบคู่เสมอ โดยเฉพาะชื่อสามัญอย่าง “ดอยช้าง/ดอยผาหม่น/ผาหัวช้าง” ที่มีหลายแห่งทั่วยอดดอยของภาคเหนือ

รายชื่อยอดเด่น 

เมื่อ “จัดจำแนก” ด้วยหลักฐานภาครัฐควบคู่กับสารานุกรม/แหล่งข้อมูลมาตรฐาน จะได้ภาพรวมของยอดเด่นดังนี้

  • ดอยอินทนนท์ 2,565 ม. — สูงสุดของไทย (อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ยืนยันในเอกสารกรมอุทยานฯ)
  • ดอยผ้าห่มปก 2,285 ม. — ยอดสูงสุดของอช. ผ้าห่มปกและสูงอันดับ 2 ของประเทศตามสื่อราชการของอุทยานเอง
  • ดอยหลวงเชียงดาว 2,225/2,175 ม. — มีสองค่าที่ใช้จริง (มูลนิธิสืบฯ ระบุ 2,225 ม. ขณะที่สารานุกรมสากลลง 2,175 ม.) จึงควรระบุแหล่งอ้างอิงควบคู่ทุกครั้งที่เผยแพร่
  • ยอดภูสอยดาว 2,120/2,102 ม. — สื่อวิชาการ–สารานุกรมไทยนิยม 2,120 ม. ในขณะที่สื่อไทยบางแห่งใช้ 2,102 ม. (แนะนำให้อ้างแหล่งที่ใช้ตัวเลขอย่างชัดเจนทุกครั้ง)
  • ดอยลังกาหลวง 2,031 ม. — ยอดสูงสุดของเชียงรายตามสารานุกรมภูมิประเทศ (ภาครัฐยังไม่มีหน้าเว็บกลางระบุค่าความสูงนี้อย่างเป็นทางการ)
  • ดอยภูคา 1,980 ม. — อ้างอิงหน้า NPS ของกรมอุทยานฯ
  • โมโกจู 1,964 ม. — ยอดสูงของอช. แม่วงก์ (ข้อมูลทางการ)

หมายเหตุ ชื่ออย่าง “กิ่วแม่ปาน” ซึ่งบางลิสต์นำไปจัดรวมเป็น “ยอด 2,000 เมตร” แท้จริงคือ “เส้นทางศึกษาธรรมชาติ” ใกล้ยอดอินทนนท์ (ไม่ใช่ยอดเขาเอกเทศ) จึงไม่ควรนับเป็นยอดแยกตามธรรมเนียมภูมิประเทศสากล

ทำไม “จัดอันดับ 1–10” ถึงยาก?

เพราะวิธี “นับยอด” ต่างกัน หลายสำนักนับเฉพาะ “ยอดหลัก” (prominence สูง) ขณะที่บางสำนักนับ “สัน/ปุ่ม” ที่สูงเกินเกณฑ์ด้วย จึงทำให้ลำดับ 5–10 ขยับขึ้นลงได้ นี่ยังไม่นับความต่างของฐานข้อมูล DEM/การยึด datum คนละชุด และความคลาดเคลื่อนจากการอ่านค่าสูงสุดของ cell พิกเซล DEM ที่หยาบ–ละเอียดต่างกัน

จังหวัดเชียงราย เป็น 2 ใน 10 ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย

ดอยลังกาหลวง และ ดอยช้าง ซึ่งเป็นยอดเขาสำคัญของจังหวัดเชียงราย ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 2 ใน 10 ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย โดย ดอยลังกาหลวง ติดอันดับที่ 5 และ ดอยช้าง ติดอันดับที่ 8

จากข้อมูลล่าสุด ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย 10 อันดับแรก ประกอบด้วย

1 ดอยอินทนนท์, เชียงใหม่ 2,565 เมตร

2 ดอยผ้าห่มปก, เชียงใหม่ 2,285 เมตร

3 ดอยหลวงเชียงดาว, เชียงใหม่ 2,225 เมตร

4 ยอดภูสอยดาว, อุตรดิตถ์ 2,102 เมตร

5 ดอยลังกาหลวง, เชียงราย 2,031 เมตร

6 กิ่วแม่ปาน, เชียงใหม่ 2,000 เมตร

7 ดอยภูคา, น่าน 1,980 เมตร

8 ดอยช้าง, เชียงราย 1,962 เมตร

9 โมโกจู, กำแพงเพชร 1,950 เมตร

10 ดอยม่อนจอง, เชียงใหม่ 1,925 เมตร

ความโดดเด่นของดอยทั้งสองในจังหวัดเชียงรายนี้ นอกจากจะมีความสูงที่ติดอันดับแล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปสัมผัสความงามของธรรมชาติอยู่เสมอ

จากภูมิประเทศสู่การท่องเที่ยว ข้อมูลที่แม่นยำ = ความปลอดภัย + มูลค่าเศรษฐกิจ

ตัวเลขความสูงไม่ใช่เรื่อง “เอาไว้เถียงกันเท่านั้น” แต่มีผลต่อการสื่อสารความปลอดภัยและการบริหารจัดการท่องเที่ยวโดยตรง—ทั้งการประเมินสภาพอากาศ (ลม–ฝน–อุณหภูมิ), เวลาเดิน, ระดับความยากของเส้นทาง, การเตรียมอุปกรณ์ และการจำกัดจำนวนผู้เข้าพื้นที่อนุรักษ์ต่อวัน

  • กรณีโมโกจู (1,964 ม.) อช.แม่วงก์ระบุชัดเจนบนหน้าเว็บว่าเป็นยอดสูงสุดและบอกลักษณะภูมิประเทศ—ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้จัดการท่องเที่ยว/ไกด์กำหนดฤดูกาลเปิด–ปิดเส้นทาง และกำหนดมาตรการความปลอดภัยได้เหมาะสม
  • กิ่วแม่ปาน การสื่อสารให้ถูกต้องว่าเป็น “เส้นทางเรียนรู้” ใกล้ยอดอินทนนท์ ไม่ใช่ยอดเขาเอกเทศ ช่วยตั้งความคาดหวังนักท่องเที่ยวให้เหมาะสม และกระจายคนออกจากจุดเปราะบางทางนิเวศของยอดหลักได้ดีขึ้น
  • ดอยช้าง (วาวี) การยืนยันว่าพื้นที่ปลูกกาแฟอยู่ช่วง 1,000–1,700 เมตร ไม่ใช่ยอด 1,962 เมตร ช่วย “จัดวางผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว” ให้ถูกที่ถูกทาง (เน้นวัฒนธรรมกาแฟ วิถีชุมชน วิวไร่บนไหล่เขาสูง) แทนการนำเสนอเป็น “จุดพิชิตยอด” ที่อาจเสี่ยงต่อความปลอดภัยและกระทบพื้นที่ป่าโดยไม่จำเป็น 

 ทำ “ฐานข้อมูลยอดเขาทางการ” กลางประเทศ

บทเรียนจากความสับสนของตัวเลขและชื่อสถานที่ชี้ไปที่โจทย์ร่วม 3 ประการ

  1. จัดทำฐานข้อมูล “ยอดเขาทางการ” กลางประเทศ — โดยหน่วยงานแกนกลาง เช่น กรมอุทยานฯ ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี/กรมแผนที่ทหาร เผยแพร่ชุดข้อมูลมาตรฐาน (ชื่อ–พิกัด–ระดับความสูง–prominence) พร้อมอธิบายที่มาของตัวเลขและระบบอ้างอิง (datum/DEM) อย่างโปร่งใส
  2. ระบุ “พิกัด + อำเภอ/ตำบล” ทุกครั้งในสื่อสาธารณะ — โดยเฉพาะชื่อสามัญที่ซ้ำกันในหลายจังหวัด เพื่อลดความเข้าใจผิด (กรณี “ดอยช้าง/ดอยผาหม่น/ดอยผ้าห่มปก–ดอยฝาง” เป็นต้น)
  3. ปรับคู่มือสื่อสารการท่องเที่ยว — แยก “ยอดเขา” ออกจาก “เส้นทาง/จุดชมวิว” ให้ชัดเจน (เช่นกิ่วแม่ปาน) และเน้นความพร้อมด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานของแต่ละพื้นที่ (ฤดู–อุปกรณ์–การขออนุญาต–โควตา)

เชียงรายได้อะไรจาก “ข้อมูลที่ตรงกัน”

ในมหากาพย์ “จัดอันดับความสูง” ที่ต่างสำนักลงตัวเลขไม่ตรงกัน เชียงราย ได้รับบทเรียนสำคัญสองชั้น

  • ชั้นแรก—ภาพจำเชิงพื้นที่ ดอยลังกาหลวง 2,031 เมตร คือเสาหลักบนแผนที่ภาคเหนือที่ยืนยันทักษะผจญภัยขั้นสูงของจังหวัด ส่วน ดอยช้าง (วาวี) คือภูมิทัศน์วัฒนธรรมกาแฟระดับโลกที่ต้องเล่าให้ชัดว่าคือ “พื้นที่ไหล่เขา 1,000–1,700 เมตร” ไม่ใช่ยอด 1,962 เมตร เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวให้ตรงประเด็น—ชุมชนได้ประโยชน์ นักท่องเที่ยวปลอดภัย
  • ชั้นที่สอง—โครงสร้างข้อมูลสาธารณะ ความต่างของตัวเลข ดอยหลวงเชียงดาว (2,225 กับ 2,175) หรือ ภูสอยดาว (2,120 กับ 2,102) สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนของ “ฐานข้อมูลยอดเขาทางการ” ที่ค้นหาได้ง่ายและอ้างอิงได้เหมือนกันทั่วประเทศ เพื่อยุติความสับสนและยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลท่องเที่ยว–ความปลอดภัยของไทยในสายตาโลก

ท้ายที่สุด—ตัวเลขคือ “ภาษาเดียวกัน” ระหว่างเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ นักเดินป่า และนักท่องเที่ยว หากเราพูดภาษาเดียวกันได้ ความเสี่ยงก็ลดลง โอกาสทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพก็เพิ่มขึ้น และธรรมชาติบนสันเขาไทยจะถูกดูแลได้ดีขึ้นด้วยข้อมูลที่เที่ยงตรง

ดอยอินทนนท์, เชียงใหม่ สูง 2,565 เมตร

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช — เอกสารอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ระบุความสูงสูงสุดประเทศ 2,565 เมตร (สำนักอุทยานแห่งชาติ)
  • อุทยานแห่งชาติผ้าห่มปก (กรมอุทยานฯ) — ระบุยอดสูงสุด 2,285 เมตร และสถานะเป็นยอดสูงอันดับสองของไทย
  • อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ (กรมอุทยานฯ) — หน้าอย่างเป็นทางการ ระบุ “โมโกจู” สูง 1,964 เมตร เป็นยอดสูงสุดของอุทยาน (หัวข้อ Topographical features)
  • อุทยานแห่งชาติดอยภูคา (หน้า NPS ของกรมอุทยานฯ) — ระบุความสูงพื้นที่อุทยานและข้อมูลประกอบ (ยอด 1,980 เมตร)
  • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร — บทความความรู้ ดอยเชียงดาว (ใช้ค่าความสูง 2,225 เมตรตามสื่อไทย)
  • สารานุกรม/รายการภูเขาไทย (วิกิพีเดียภาษาอังกฤษ “List of mountains in Thailand”) — ใช้ประกอบเทียบค่าที่ต่างกันของยอดเด่น (เช่น ดอยลังกาหลวง 2,031 ม., ดอยหลวงเชียงดาว 2,175 ม., ภูสอยดาว 2,120 ม.) ควรใช้อ้างอิงคู่กับแหล่งราชการทุกครั้ง
  • DNP 1362 (กรมอุทยานฯ)
  • สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย (กระทรวงเกษตรฯ) — บทความแนะนำ ดอยช้าง–ดอยวาวี ยืนยัน “ระดับความสูงพื้นที่ปลูกกาแฟ 1,000–1,700 เมตร” ใช้แยกจาก “ยอดดอยช้าง 1,962 ม.” ในฐานข้อมูลนักปีนเขาได้ชัดเจน
  • ฐานข้อมูลภูมิประเทศชุมชนผู้ปีนเขา (Peakery) — ระบุยอด Doi Chang 1,962 เมตร 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

เตรียมตัวให้พร้อม กฎหมายใหม่ “ห้ามดื่มหลังร้านปิด” มีผลบังคับใช้ 8 พ.ย. 68

กฎหมายใหม่ “ห้ามดื่มหลังเวลาขาย” เริ่มใช้ 8 พ.ย. 2568 ปรับเป็นพินัยสูงสุด 10,000 บาท—ธุรกิจ-ผู้บริโภคปรับตัวอย่างไร

ประเทศไทย, 16 กันยายน 2568 – หลังถกเถียงยืดเยื้อเรื่องการ “ปลดล็อกเวลา” เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประเทศไทยก้าวสู่หมุดหมายกฎหมายครั้งสำคัญเมื่อ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลบังคับใช้เมื่อครบ 60 วัน นับแต่ 9 กันยายน 2568 ซึ่งตรงกับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยสาระใหม่ที่จับตาคือ ห้ามผู้บริโภคดื่มในสถานที่เชิงพาณิชย์ระหว่างเวลาห้ามขาย” ฝ่าฝืน ปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท สะท้อนทิศทางการคุมแอลกอฮอล์ที่เข้มขึ้นและไปกระทบพฤติกรรม “นั่งแช่” โดยตรง.

เส้นเวลาและภาพรวมกฎหมาย “รีเซ็ต” โครงสร้างกำกับ แต่ยังคงช่วงเวลาห้ามขาย

กฎหมายฉบับใหม่ปรับโครงสร้างอำนาจกำกับหลายส่วน ยืนยันกรอบเวลาห้ามขายตามกฎหมายแม่ปี 2551 และกฎรองที่ออกตามอำนาจเดิม ขณะเดียวกันยัง ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 (พ.ศ. 2515) ที่เคยเป็นฐานเวลาห้ามขายยุคแรก เพื่อทำให้กฎหมายเป็นเอกภาพและทันสมัยขึ้น แต่ “แกนเวลา” ไม่ได้คลายอัตโนมัติ เพราะภาครัฐยืนยันว่า ยังคงใช้ข้อกำหนดเวลาห้ามขายเดิม ตามประกาศนายกรัฐมนตรีและคำสั่งกฎหมายลูกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน.

ประเด็น “ปลดล็อกขายเวลา 14.00–17.00 น.” ที่แพร่ในสื่อสังคม ได้รับการยืนยันว่าเป็นข้อมูลบิดเบือน โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ชี้ชัดว่าไทยยังห้ามขายในช่วงเวลาดังกล่าว (ยกเว้นพื้นที่/กิจการที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย) ภายใต้อำนาจตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ. ปี 2551 และประกาศนายกรัฐมนตรีฉบับล่าสุด.

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวของรัฐบาลสรุปสาระสำคัญของประกาศนายกรัฐมนตรีเรื่องเวลาห้ามขายและ กลุ่มกิจการ/พื้นที่ที่ “ได้รับยกเว้น” รวม 18 ประเภท เช่น เขตปลอดอากร ร้านปลอดภาษีในสนามบิน หรือพื้นที่ที่กฎหมายเฉพาะอนุญาต—ข้อมูลนี้ยังคงมีผลหลัง 8 พ.ย. 2568 จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง.

หัวใจฉบับใหม่ “ห้ามดื่มในเวลาห้ามขาย” โฟกัสที่ผู้บริโภค

มาตรา 32 (ใหม่) กำหนดชัดว่า “ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ขาย/จัดบริการเพื่อประโยชน์ทางการค้า ในเวลาห้ามขาย” จากเดิมที่กฎหมายเน้นควบคุม “ผู้ขาย” เป็นหลัก จึงอุดช่องว่างสถานการณ์ “ร้านปิด แต่ลูกค้ายังนั่งดื่มต่อ” ให้กลายเป็นความผิดโดยตรงในฝั่งผู้บริโภค.

ในแง่บทลงโทษ มาตรา 37/1 (ชุดบทบัญญัติใหม่) ระบุให้ฝ่าฝืน ปรับเป็นพินัย” ไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งเป็นมาตรการทางปกครอง ไม่ใช่คดีอาญา จุดมุ่งหมายคือสร้างวินัยและยับยั้งพฤติกรรมรวดเร็ว ลดภาระกระบวนการยุติธรรม แต่ยังคงน้ำหนักทางกฎหมายเพียงพอให้เกิดการปฏิบัติตาม

สรุปให้ชัด: หลังร้านหยุด “ขาย” ตามเวลาห้ามขายแล้ว ลูกค้า ก็ห้าม “ดื่ม” ในพื้นที่ร้านด้วย การ “นั่งแช่” จึงเสี่ยงถูกเปรียบเทียบปรับทันทีเมื่อกฎหมายมีผลใช้.

ทำไมต้องเข้มขึ้น บทเรียนจากโซเชียลคอสต์และความเสี่ยงสาธารณสุข

หลายงานวิชาการชี้ว่า การจำกัดเวลาขายและลดการบริโภคในช่วงดึกสัมพันธ์กับการลดอุบัติเหตุ อาชญากรรม และภาระสาธารณสุข ตลอดจนความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากแอลกอฮอล์ โดยแนวโน้มการปฏิรูปในต่างประเทศก็เดินในทิศทางเดียวกัน นี่จึงเป็นเหตุผลเชิงนโยบายที่ไทยเลือก “ย้ายแรงกดดัน” มาฝั่งพฤติกรรมผู้ดื่มในช่วงเวลาเสี่ยง แทนที่จะรับภาระไว้กับผู้ประกอบการเพียงด้านเดียว.

บทสะท้อนจากพื้นที่ท่องเที่ยว ช่วงไฮซีซันต้องจัดระเบียบใหม่

ในเมืองท่องเที่ยวหลัก ร้านอาหาร บาร์ และคาเฟ่ที่พึ่งพายอดขายช่วงหัวค่ำถึงดึก ต้องปรับกระบวนการ ตั้งแต่กำหนด “Last order” ให้ชัด, ปิดบิลก่อนเวลาห้ามขาย, และ ยุติการดื่มในพื้นที่ร้าน ให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้ลูกค้าเผลอทำผิดโดยไม่เจตนา การชี้แจงหน้าร้าน/ในเมนู รวมถึงการฝึกพนักงานจึงเป็น “เส้นเลือดฝอย” สำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายใหม่.

ภาคธุรกิจบางส่วนมองว่า รายได้จากลูกค้ากลุ่ม “นั่งยาว” อาจหายไปบ้าง แต่หากสื่อสารและออกแบบประสบการณ์การรับประทานอาหาร เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ หรือกิจกรรมทางเลือกในชั่วโมงท้าย ๆ ก็อาจ แปลงความเสี่ยงเป็นโอกาส โดยเฉพาะร้านที่มีจุดขายเรื่องอาหาร บริการ และดนตรีสดคุณภาพ

กลไกการบังคับใช้ “พนักงานเจ้าหน้าที่” เดินคู่สื่อสารสาธารณะ

การบังคับใช้หลักยังอยู่กับ พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้กรมควบคุมโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกฎหมายใหม่ เพิ่มเครื่องมือทางปกครอง (เช่น การสั่งปรับเป็นพินัย) ควบคู่กับมาตรการด้านโฆษณา/การสื่อสารการตลาดที่เข้มขึ้น ทั้งหมดนี้อาศัยการสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน เพื่อลดความสับสนจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในสื่อสังคม—กรณี “ปลดล็อก 14.00–17.00 น.” คือบทเรียนล่าสุดที่รัฐต้องชี้แจงอย่างเป็นระบบ.

ผลกระทบเป็นวงกว้าง ผู้บริโภครับภาระ “ความรับผิดชอบส่วนบุคคล” มากขึ้น

สำหรับผู้ดื่ม กฎหมายใหม่ เลื่อนจุดรับผิดชอบ มาอยู่กับพฤติกรรมบุคคลอย่างชัดเจน ต่อไปนี้การ “นั่งดื่มต่อ” หลังร้านหยุดขาย ไม่ใช่เพียงเรื่องมารยาทหรือระเบียบภายใน แต่เป็น ความผิดตามกฎหมาย ที่มีค่าปรับชัดเจน ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องรู้เวลาและ หยุดดื่มให้ทัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย ขณะที่สำหรับผู้ค้าปลีก การวางระบบหน้าร้าน และการประชาสัมพันธ์ คือกุญแจ ให้ลูกค้าเข้าใจและร่วมมือ

“10 คำถามยอดฮิต” ที่ควรรู้ก่อนกฎหมายมีผล

  1. เริ่มบังคับใช้เมื่อใด8 พ.ย. 2568 (ครบ 60 วันจาก 9 ก.ย. 2568).
  2. ห้ามอะไรเพิ่ม – ห้าม “ดื่มในเวลาห้ามขาย” ในสถานที่เชิงพาณิชย์ เช่น ร้านอาหาร บาร์ ผับ คาราโอเกะ ฯลฯ.
  3. ถ้าฝ่าฝืนปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับผู้บริโภคตามมาตรา 37/1. Multi DOPA
  4. ช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ขายได้หรือไม่ – โดยหลัก ยังห้ามขาย ยกเว้นพื้นที่/กิจการที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายและประกาศนายกรัฐมนตรี.
  5. ร้านปิดบิลทันเวลา แต่ลูกค้ายังจิบ – เมื่อเข้า “เวลาห้ามขาย” แล้ว ห้ามดื่มต่อในพื้นที่ร้าน เพื่อไม่ให้เข้าข่ายความผิดของผู้บริโภค.
  6. สนามบิน/ดิวตี้ฟรี/เขตปลอดอากร – อยู่ในกลุ่ม “ได้รับยกเว้น” ตามเงื่อนไขประกาศที่ยังมีผล.
  7. มีการยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ 253 จริงหรือไม่ – จริง แต่โครงสร้างเวลาห้ามขายยังอยู่ผ่านกฎหมาย/ประกาศที่ใช้บังคับปัจจุบัน.
  8. โฆษณา/การตลาดเข้มขึ้นอย่างไร – ฉบับใหม่เพิ่มข้อห้ามและอำนาจกำกับด้านสื่อสารการตลาดมากขึ้น รายละเอียดจะตามกฎหมายลูก.
  9. ใครบังคับใช้ – พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ปี 2551–2568 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานตำรวจในทางปฏิบัติเมื่อจำเป็น.
  10. ธุรกิจควรทำอะไรทันที – ปรับ SOP เวลา “Last order/เคลียร์โต๊ะ”, ป้ายแจ้งลูกค้า, อบรมพนักงาน,

คืนสุดท้ายก่อนยุคใหม่

ลองนึกภาพเย็นศุกร์ย่านท่องเที่ยวเหนือสุด—เสียงแก้วกระทบกันเบา ๆ ก่อนพนักงานเดินมาบอกรอบสุดท้าย “อีกสิบนาทีเข้าช่วงห้ามขายนะคะ” ลูกค้าบางโต๊ะยกมือขอเช็กบิล ขณะอีกโต๊ะเปลี่ยนเป็นม็อกเทลและของหวาน ร้านเปิดเพลงช้าลง แต่บรรยากาศยังคลอด้วยบทสนทนา กฎหมายไม่ได้ปิดไฟเมือง แต่ชวนทุกฝ่าย ขยับจังหวะ ให้พอดีกับกรอบกติกาใหม่ เมืองยังสนุกได้—อย่างรับผิดชอบ

ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์

  • ผู้ประกอบการ: ทำ “คู่มือ 1 หน้า” ติดหน้าร้าน อธิบายเวลาห้ามขาย/ห้ามดื่ม และขั้นตอนเคลียร์โต๊ะ ฝึกทีมงานให้สื่อสารสุภาพแต่ชัดเจน
  • ผู้บริโภค: วางแผนการดื่มตามเวลา แปลง “ชั่วโมงท้าย” เป็นของหวาน/เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
  • ภาครัฐ: สื่อสารสม่ำเสมอ ลดความสับสน และจัดทำ FAQ กลางหลายภาษาในพื้นที่ท่องเที่ยว พร้อมประเมินผลหลังบังคับใช้ 3–6 เดือน

 

นี่ไม่ใช่เพียงการขยับถ้อยคำในกฎหมาย แต่คือการ ย้ายสมดุลความรับผิดชอบ จากผู้ขายมาสู่ผู้บริโภคในชั่วโมงเสี่ยง เป็นการ “รีเซ็ตมารยาทสังคม” เชื่อมเศรษฐกิจท่องเที่ยวกับสาธารณสุขให้เดินไปด้วยกัน เมื่อ 8 พ.ย. 2568

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ราชกิจจานุเบกษา: พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 – ประกาศ 9 ก.ย. 2568, มีผลหลัง 60 วัน.
  • ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (สำนักนายกรัฐมนตรี/กระทรวงดิจิทัลฯ)
  • iLaw
  • สำนักงานกฎหมาย/ราชการที่เผยแพร่สรุปกฎหมาย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

เวียดนามคว้าแชมป์! นักท่องเที่ยวจีนพุ่ง 3.5 ล้านคน แซงหน้าไทย

วิกฤตท่องเที่ยวไทย-จีน เวียดนามพุ่งแตะเกือบ 14 ล้านคนใน 8 เดือน ขณะที่ไทยสะดุด เหตุความเชื่อมั่น-ต้นทุน และที่นั่งบินจากจีนหด

กรุงเทพฯ, 16 กันยายน 2568 – ภาพรวม 8 เดือนแรกปี 2568 เวียดนามรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ “เกือบ 14 ล้านคน” ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยจีนเป็นตลาดใหญ่อันดับหนึ่ง และมีนักท่องเที่ยวจีนสะสมมากกว่า 3.5 ล้านคน ขยายตัวแรงเมื่อเทียบปีก่อน ขณะเดียวกัน กระแสเดินทางของชาวจีนเบนเข็มจากไทยไปยังเวียดนามและเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ไทยต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ตั้งแต่ อุปทานเที่ยวบินจากจีนลดลงกว่า 11% ในช่วง 8 เดือนแรก ไปจนถึงประเด็นความปลอดภัยที่ถูกพูดถึงในสื่อจีน ภายใต้แรงกดดันนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางรายประเมินว่า ไทยอาจสูญรายได้ท่องเที่ยวราว 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่กำลังไหลไปเวียดนามและประเทศรอบข้าง ข้อมูลเชิงประจักษ์จากเวียดนามและมาเลเซียยังสะท้อนการ “ชิงส่วนแบ่ง” ตลาดจีนอย่างเป็นระบบ ทั้งนโยบายวีซ่า ป้ายภาษา การตลาดเชิงประสบการณ์ และที่พัก-บริการระดับกลางถึงบนที่ขยายตัวรวดเร็ว (ดูแหล่งอ้างอิงท้ายข่าว)

เวียดนามผงาด “สดใหม่-ชัดเจน-เชื่อมตรง” ดึงจีนทะลุ 3.5 ล้านใน 8 เดือน

สำนักข่าวเวียดนาม (VNA) และหน่วยงานท่องเที่ยวเวียดนามรายงานตรงกันว่า ระหว่างมกราคม–สิงหาคม 2568 เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เกือบ 14 ล้านคน เพิ่มขึ้นปีต่อปี 21.7% โดย จีนยังครองแชมป์ตลาดอันดับ 1 และภาครัฐระบุชัดว่าเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียวมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.68 ล้านคน สูงกว่าทั้งเดือนก่อนและช่วงเดียวกันปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยตอกย้ำโมเมนตัมฟื้นตัวในฤดูกาลโลว์ซีซันด้วยซ้ำ

หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในเวียดนามยังระบุรายละเอียดว่า จีนมีนักท่องเที่ยวสะสมมากกว่า 3.5 ล้านคน คิดเป็นราว 25% ของผู้มาเยือนทั้งหมดใน 8 เดือนแรก ขณะที่เกาหลีใต้ตามมาเป็นอันดับสองกว่า 2.9 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าตลาดระยะสั้นใกล้บ้านกำลังหนุนเวียดนามอย่างจริงจัง

ย้อนไปครึ่งปีแรก 2568 เวียดนามรับชาวจีนราว 2.72 ล้านคน เพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบปีก่อน จุดนี้ช่วยอธิบายแรงส่งที่ทำให้เวียดนาม “ทะยาน” เข้าสู่ครึ่งปีหลังด้วยฐานที่แข็งแรง

แหล่งข่าวธุรกิจต่างประเทศชี้ด้วยว่า ความรู้สึกของนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากมองเวียดนามว่า “ยังสดใหม่” จึงพร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ท้องถิ่นที่แตกต่าง ซึ่งคือปัจจัยเชิงคุณภาพที่ช่วยเร่งการตัดสินใจเดินทาง

ไทยสะดุด ความเชื่อมั่น-ต้นทุน-ที่นั่งบิน ทำให้ “หลุดมือ” ตลาดจีน

ฝั่งไทย กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเผยตัวเลขสะสมล่าสุดถึง 14 กันยายน 2568 ว่า ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 23 ล้านคน ลดลง 7.08% จากปีก่อน โดย จีนอยู่อันดับ 2 ที่ 3.23 ล้านคน ตามหลังมาเลเซียเล็กน้อย ภายใต้ภาพรวมที่รัฐบาลต้องปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีจาก 37 ล้าน เหลือ 33 ล้านคน

แรงกดดันสำคัญคือฝั่งอุปทาน จำนวนที่นั่งเที่ยวบินทางเดียวจากจีนเข้าไทยช่วง 8 เดือนแรก ลดลง “มากกว่า 11%” เหลือราว 5.1 ล้านที่นั่ง เมื่อเทียบปีก่อน สวนทางคู่แข่งที่เร่งเพิ่มความถี่และเปิดรูทใหม่

ด้านความเชื่อมั่น “ความปลอดภัย” ยังเป็นปัจจัยอ่อนไหว โดยกรณี การลักพาตัวนักแสดงจีน “หวัง ซิง” ซึ่งถูกหลอกข้ามแดนไปยังเมียนมาเมื่อต้นปี กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจสูงในสื่อจีนและสากล แม้ทางการไทยจะเร่งกู้ภาพลักษณ์และประกาศ มาตรการรักษาความปลอดภัยเสริม ก่อนเทศกาลท่องเที่ยวใหญ่ แต่ผลกระทบเชิงความรู้สึกยังต้องใช้เวลาเยียวยา

ในเชิงธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและข้อมูลตลาดจีนอย่าง China Trading Desk (CTD) ประเมินว่า ตลาดนักท่องเที่ยวจีนของไทยในช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ “หดตัวราว 35% YoY” เหลือประมาณ 2.68 ล้านคน และคาดว่าเป้าหมายเดิมที่ไทยเคยหวังไว้ 8–10 ล้านคนอาจต้องทบทวนลงมาใกล้เคียงปีก่อนที่ราว 6.7 ล้านคน

ยิ่งไปกว่านั้น สื่อเศรษฐกิจนานาชาติรายงานว่า กระแส “หักศอก” ของชาวจีนจากไทยไปยังเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้าน อาจทำให้ไทยสูญรายได้ท่องเที่ยวราว 3.5 พันล้านดอลลาร์ ในปีนี้ ซึ่งเป็นการ “ไหลออก” ของเม็ดเงินที่เคยตกในระบบเศรษฐกิจไทย

มาเลเซีย “ติดเทอร์โบ” วีซ่าฟรี-เงินบาทแข็งเทียบริงกิต ทำจีนพุ่ง 35% ช่วงครึ่งปี

ขณะไทยชะลอ มาเลเซีย เดินหน้าเชิงรุก ทั้งการทำ วีซ่าฟรีแบบต่างฝ่ายต่างยกเว้น กับจีนมีผลบังคับใช้ทางการตั้งแต่ 17 กรกฎาคม 2568 และการเพิ่มความถี่เที่ยวบิน–ที่นั่งเข้าจีน ส่งผลให้ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นราว 35% พร้อมกับที่นั่งจากจีนที่ “เกือบ +50%”

สื่อภูมิภาคและสื่อมาเลเซียระบุอีกว่า ช่วง ม.ค.–พ.ค. 2568 มาเลเซียรับชาวจีน เกือบ 1.8 ล้านคน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าครึ่งปีหลังอาจเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องตามแรงหนุนวีซ่าและค่าใช้จ่ายภายในประเทศที่ยัง “คุ้มค่า” เมื่อเทียบเพื่อนบ้าน

ทำไมเวียดนาม “เข้าเส้นชัย” ก่อน นโยบาย-คอนเทนต์ภาษาจีน-ประสบการณ์เฉพาะถิ่น

เบื้องหลังความสำเร็จของเวียดนามมีองค์ประกอบหลายชั้น ตั้งแต่นโยบายวีซ่าที่ชัดเจน การสื่อสาร ภาษาจีนกลาง ครอบคลุมจุดท่องเที่ยวหลัก ไปจนถึงการจัดเทศกาลเฉพาะทางและประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมที่จับใจกลุ่มวัยทำงานชาวจีน ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8 เดือนเกือบ 14 ล้านคนและ ส่วนแบ่งจีนกว่า 3.5 ล้าน จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลของการ “ดีไซน์เส้นทางผู้เยือน” อย่างเป็นระบบ

ผู้เชี่ยวชาญตลาดจีนยังอธิบายว่า “ความสดใหม่” ของปลายทาง บวกกับ การเล่าเรื่อง (storytelling) ที่เน้นประสบการณ์จริง กำลังชนะการตลาดแบบเดิมที่เน้นปริมาณทัวร์ราคาถูก นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่จำนวนมาก วางแผนเอง-จ่ายแพงขึ้น-อยากได้ของแท้ มากกว่าช้อปปิ้งอย่างเดียว นี่คือโอกาสของสินค้าและบริการท้องถิ่นที่มี “ตัวตน” ชัดเจน

ไทยควรอ่านสัญญาณอะไร 4 ปมที่ต้องเร่งคลี่คลาย

  1. ความปลอดภัยที่ “จับต้องได้”
    ไม่ใช่เพียงการประกาศมาตรการ แต่ต้องสื่อสาร “หลักฐานความปลอดภัย” เป็นภาษาเป้าหมาย เช่น ภาษาจีนกลาง ผ่านสื่อและ KOL ที่ชาวจีนเชื่อถือ พร้อม อัปเดตคดีสำคัญ อย่างต่อเนื่อง จนชาวจีน “รู้สึก” ได้ถึงการเปลี่ยนแปลง
  2. โครงสร้างราคาและความคุ้มค่า
    กระแสในสังคมออนไลน์จีนสะท้อนความกังวลเรื่อง “ค่าใช้จ่าย” ในไทย ตั้งแต่โรงแรม อาหาร ไปถึงแท็กซี่ ไทยจึงควรจัดแพ็กเกจ “ราคาโปร่งใส” และ มาตรฐานบริการ ที่สอดคล้องราคาจริง ปิดช่องว่างความคาดหวัง
  3. ที่นั่งบินต้องมาก่อนการตลาด
    การสื่อสารการตลาดยากจะสำเร็จ หาก จำนวนที่นั่งจากจีนลดลง และการต่อเครื่องไม่สะดวก ภาครัฐและสนามบินควรร่วมมือสายการบิน วางอินเซนทีฟรายเส้นทาง เน้นเมืองรองในจีนที่กำลังเติบโต เพื่อนำ capacity กลับสู่สมดุล
  4. คอนเทนต์ภาษาจีนและบริการแบบ “ไร้รอยต่อ”
    ป้าย ระบบชำระเงินยอดนิยมของจีน ช่องทางบริการหลังการขาย และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ต้องพร้อม เพื่อแปลง “ความสนใจ” ให้เป็น “การเดินทางจริง”

การชิงจังหวะไฮซีซัน โอกาสสุดท้ายของปี

แม้ภาพรวมปีนี้ท้าทาย แต่ยังมี “หน้าต่างโอกาส” ในช่วงไฮซีซัน หากไทย รีแพ็กเกจ จุดหมายหลัก–รอง ด้วยธีม “คุ้มค่า–ปลอดภัย–สะดวก” และ เชื่อมการบินตรง ที่เพียงพอ โอกาสพลิกไตรมาส 4 ยังพอเป็นไปได้ ข้อมูลสะสมของไทยชี้ว่าตลาดจีนยัง ไม่หายไป เพียงแต่ “ไม่รีบกลับมา” เหมือนเดิม ไทยจึงต้อง แสดงให้เห็น ว่าเที่ยวไทยตอนนี้ปลอดภัยกว่าเดิมและคุ้มค่ากว่าเดิม พร้อมทางเลือกใหม่ที่ “สด” ไม่จำเจ.

เล่าเรื่องผ่านตัวเลข ภูมิภาคกำลัง “ปรับสมดุล”

  • เวียดนาม 8 เดือนแรกรับต่างชาติ เกือบ 14 ล้านคน (+21.7%) จีนมากกว่า 3.5 ล้านคน อันดับหนึ่งทั้งจำนวนและสัดส่วน ชี้ชัดถึงความสำเร็จเชิงนโยบายและอากาศยาน
  • ไทย ถึง 14 ก.ย. มีต่างชาติ 23 ล้านคน (-7.08% YoY) จีน 3.23 ล้าน รองจากมาเลเซีย พร้อมการปรับลดคาดการณ์ทั้งปีเหลือ 33 ล้านคน
  • อุปทานการบินจีน–ไทย ที่นั่งทางเดียว ลดลง >11% ช่วง 8 เดือนแรก เหลือ ~5.1 ล้านที่นั่ง กระทบ “ความพร้อมเดินทาง” อย่างมีนัยสำคัญ
  • มาเลเซีย จีนครึ่งปีแรก พุ่ง ~35% โดยที่นั่งจากจีน “เกือบ +50%” หนุนผลของ วีซ่าฟรีสองทาง ที่มีผลอย่างเป็นทางการกลาง ก.ค.
  • ความเสียโอกาสของไทย ผู้เชี่ยวชาญประเมิน สูญรายได้ ~US$3.5 พันล้าน จากการเบนเข็มของนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามและเพื่อนบ้าน

มุมมองผู้ประกอบการ–ภาครัฐ ต้อง “เดินพร้อมกัน”

ฝั่งเอกชนโรงแรมไทยสะท้อนว่า ดีมานด์จีน “ไม่ฟื้นตามคาด” จึงเริ่มปรับเป้ารายได้และวางกลยุทธ์เน้นตลาดสลับฤดูกาล ขณะที่รัฐบาลประกาศคงมาตรการดึงนักท่องเที่ยว และ นายกรัฐมนตรีไทย ย้ำการ สื่อสารความปลอดภัยเป็นภาษาจีน เพื่อกู้ความเชื่อมั่นตลาดหลัก โดยยอมรับว่าต้อง “ทำต่อเนื่อง” ไม่ใช่แค่แคมเปญช่วงสั้น

ในทางกลับกัน แหล่งท่องเที่ยวคู่แข่ง เช่น เวียดนามและมาเลเซีย ยึดสูตร “คอนเทนต์+คอนเนคทิวิตี้+คุ้มค่า” เป็นแกนหลัก ซึ่งกำลังพิสูจน์ผลลัพธ์ผ่านตัวเลขจริง

 ถ้าไทยอยาก “ทวงบัลลังก์” จีน ต้องเปลี่ยนเกมให้เร็ว

ตลาดจีนไม่ได้ “ปิด” สำหรับไทย แต่กำลัง “ปรับสมดุล” ตามคุณภาพประสบการณ์และความสบายใจของนักเดินทาง ไทยยังมีจุดแข็งมหาศาล ทั้งทรัพยากรท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถการบริการ หาก เร่งคืนความรู้สึกปลอดภัยที่จับต้องได้, ทำแพ็กเกจคุ้มค่าและโปร่งใส, และ ดึงที่นั่งบินกลับมาอย่างมีเป้าหมาย โอกาส “รีบาวด์” ช่วงไฮซีซันยังมีให้เห็น และปี 2569 อาจกลับมาเป็นปีแห่งการ “ทวงคืนส่วนแบ่ง” ได้อีกครั้ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Vietnam News Agency (VNA) / Vietnam National Authority of Tourism
  • Saigon Giải Phóng (SGGP)
  • Reuters
  • Bloomberg / The Straits Times / The Business Times
  • China Trading Desk (CTD)
  • The Star (Malaysia) / Travel and Tour World
  • CGTN
  • AP / Reuters
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News