Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

บอลลูนเชียงรายคว้า Gold Award IFEA! จุดไฟ Festival Economy นำร่องเศรษฐกิจชุมชน

เชียงรายผงาดเวทีโลก “Gold Award” IFEA จุดไฟ Festival Economy—ททท.ชู “อาหารถิ่น” เป็น Soft Power กอบกู้รายได้ท่องเที่ยว ขณะที่ “แกงแคไก่เมือง” นำร่องเศรษฐกิจชุมชน

เชียงราย, 25 กันยายน 2568 — ท่ามกลางแรงท้าทายของภาคท่องเที่ยวไทยที่รายได้โดยรวม หดตัว -5% ในช่วง 8 เดือนแรกปี 2568 หรือราว 1 ล้านล้านบาท ประเทศไทยได้รับข่าวดีที่ส่งพลังใจไปทั่วภูมิภาค เมื่อ จังหวัดเชียงราย ก้าวขึ้นคว้า Gold Award สาขา Best Event จากเวทีระดับโลก 2025 IFEA/Haas & Wilkerson Pinnacle Award ด้วยผลงาน “Singha Park Chiangrai International Balloon Fiesta 2025” ขณะที่ เชียงใหม่ คว้า Silver Award สาขา Best Parade จากขบวนรถบุปผชาติใน “มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับเชียงใหม่ 2568” เหตุการณ์นี้ ไม่เพียงบันทึกความสำเร็จของ “สองเมืองเหนือ” บนแผนที่อีเวนต์โลก หากยังเป็นภาพสะท้อนยุทธศาสตร์ Festival Economy ที่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) — ทีเส็บ ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับ งานเทศกาลฝีมือไทย (homegrown) ให้สร้างมูลค่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

จากบอลลูนสู่บัลลังก์ทองทำไมเชียงราย “ชนะใจโลก”

จุดเปลี่ยนสำคัญของเชียงรายเกิดขึ้น 13 กันยายน 2568 เมื่อผลงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติเชียงรายคว้ารางวัลสูงสุดบนเวที IFEA — องค์กรวิชาชีพเทศกาลและอีเวนต์นานาชาติที่ยกย่อง “ความคิดสร้างสรรค์ + มาตรฐานการจัดงาน + ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม” การตัดสินดังกล่าวสะท้อน จุดแข็งเชิงพื้นที่ ของเชียงรายอย่างครบถ้วน:

  • ทุนธรรมชาติ ของสิงห์ปาร์คฯ ที่โอบด้วยภูเขา–ไร่ชา–อากาศเย็น
  • ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับอีเวนต์ขนาดใหญ่ (การจราจร–ความปลอดภัย–บริการทางการแพทย์)
  • การมีส่วนร่วมของชุมชนและเอกชน ทำให้เทศกาล “มีชีวิต” ไม่ใช่ “งานโชว์” เพียงครั้งคราว

ควบคู่กัน เชียงใหม่ ตอกย้ำ “เมืองแห่งวัฒนธรรมและศิลปะ” ผ่านรางวัล Best Parade (Silver Award) จาก “มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับฯ” ที่ยืนระยะความนิยมมานาน—เทศกาลที่สร้างอัตลักษณ์เมืองอย่างมีชั้นเชิง และสอดรับกับสถานะ MICE City ของเชียงใหม่ซึ่งได้รับการรับรองจาก IFEA ตั้งแต่ปี 2565

สารตั้งต้นเดียวกันของทั้งสองเมืองคือ “ความเป็น Homegrown”—เทศกาลที่เติบโตจากทุนวัฒนธรรม–วิถีชุมชน ส่งต่อการเล่าเรื่อง (storytelling) ให้โลกเข้าใจ “ตัวตน” ของภาคเหนือ

ทีเส็บกับยุทธศาสตร์ “Festival Economy” เมื่ออีเวนต์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

ความสำเร็จบนเวที IFEA ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทีเส็บ วางหมุดหมาย ยกระดับงานไทยสู่สากล” ผ่านการคัดสรรเทศกาลศักยภาพ ให้คำปรึกษา–มาตรฐานการจัดงาน–การตลาด–สื่อสารต่างประเทศ ตลอดจนสนับสนุนค่าใช้จ่าย “การส่งผลงานเข้าประกวด” เพื่อพา งานไทยทำ (homegrown) ก้าวสู่สายตานานาชาติ เมื่อ เทศกาลได้รางวัล เมืองก็ได้ ตรารับรองความน่าเชื่อถือ ดึงดูดทั้ง นักเดินทางเชิงประสบการณ์ (experience seekers) และ นักลงทุนกิจการบริการ เข้ามาเสริมโครงสร้างเศรษฐกิจเมือง

ในระดับพื้นที่ เชียงราย ถูกยกเป็น เมืองไมซ์ดาวรุ่ง” จากการคว้ารางวัล Gold ซึ่งทำให้สมการ “ดึงงาน–ดึงเงิน–สร้างงาน” เด่นชัดยิ่งขึ้น—ตั้งแต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว–โรงแรม–ขนส่ง–อาหาร–คราฟต์–ดนตรี–ศิลปะ ไปจนถึงซัพพลายเชน SME ที่เกี่ยวเนื่อง

วิกฤตรายได้ท่องเที่ยว -5% ทำไมต้อง “อาหารถิ่น” เป็นหัวหอก

แม้ข่าวดีจากเวทีโลก แต่ “ภาพใหญ่” ยังน่าห่วง—KResearch ประเมินรายได้ท่องเที่ยว 8 เดือนแรกปี 2568 ลดลง -5% (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) และคาดทั้งปีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 1.5 ล้านล้านบาท หดตัว 6% จากปีก่อน เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ท่ามกลางพฤติกรรมจับจ่ายที่ระมัดระวังและภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงเปิดแคมเปญ “Local Taste Local Thai: ชิมไทยให้ถึงถิ่น” เจาะ กลุ่ม expat ซึ่ง อาศัยและทำงานในไทย ประมาณ 3.3 ล้านคน (ข้อมูลสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ก.แรงงาน) กลุ่มนี้ “รู้ค่าใช้จ่าย–เข้าใจวัฒนธรรม–พร้อมเดินทางซ้ำ” ททท.ชู “อาหาร” เป็น Soft Power เชื่อมการเดินทาง—ร่วมพันธมิตรเอกชนตั้งแต่สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร แพลตฟอร์มสะสมแต้ม (Taste Pass) เพื่อเปลี่ยน “มื้ออาหาร” ให้เป็น “ทริป” และต่อยอดเป็น “เศรษฐกิจท้องถิ่น”

TasteAtlas ยังช่วย “คิวเรตความอยาก” ผ่าน 100 จานแห่งปี—ตั้งแต่ โรตีจาไน–ข้าวเหนียวมะม่วง–ไก่ย่าง–ขนมครก–ทอดมันกุ้ง–ปลาทอด—ยืนยัน “ความหลากหลายที่เข้าถึงง่าย” ของอาหารไทยสำหรับต่างชาติ

แกงแคไก่เมือง” เชียงราย มรดกกินได้—โมเดลเศรษฐกิจชุมชน

ภาพของ Soft Power มิได้หยุดที่แคมเปญ ทว่า “ลงดิน” เป็นรูปธรรมในงาน เทศกาลอาหารถิ่น “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ปี 3 (12–14 ก.ย. 2568) โดย กระทรวงวัฒนธรรม/กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น รสชาติ…ที่หายไป (The Lost Taste)” ซึ่ง แกงแคไก่เมือง” ของเชียงราย กลายเป็น ดาวเด่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

ทำไมแกงแคถึง “ปัง” บนเวทีชาติ?

  • เมนูสุขภาพ–อายุยืน ใช้ผักสมุนไพรพื้นบ้าน >10 ชนิด และ ไก่บ้านวัยเหมาะ (ราว 2–3 เดือน) จากชุมชน—ลดสารเคมี–ต่อยอดเศรษฐกิจฐานราก
  • พริกแกงตำมือ–เรียงลำดับการใส่ผัก คือภูมิปัญญาที่บอกเล่า “ความรักในวัตถุดิบ” ของล้านนา
  • โครงการ “ผักสวนครัว รั้วกินได้” ทำให้ supply ผักพื้นบ้าน “สด–ปลอดภัย–มีเรื่องราว” เชื่อมผู้ปลูก–ครัว–ผู้บริโภค

ผลลัพธ์ มากกว่าอาหาร: งานเทศกาลปีก่อนมีผู้ร่วมงาน >50,000 คน/ปี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจท้องถิ่น >10 ล้านบาท จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารถิ่น ผู้ผลิตชุมชน เพิ่มขึ้น 25% เทียบปีแรก และผลสำรวจพบผู้ร่วมงาน 85% ประทับใจรสชาติ “ที่เคยลืม” และ 78% แสดงความตั้งใจ เดินทางตามรอย” ไปจังหวัดต้นทาง—นี่คือ วงจรเศรษฐกิจใหม่ ที่เริ่มจาก “ครัว” แล้วจบลงที่ “ทริป”

สาระสำคัญ: “อาหารถิ่น” ทำหน้าที่เป็น สะพาน เชื่อม Soft Power → การเดินทาง รายได้ชุมชน และเมื่อบูรณาการกับ อีเวนต์ เมืองจะมี “จุดหมาย” ที่ชัดเจนทั้งในปฏิทินและในใจนักเดินทาง

เสียงจากนโยบายวัฒนธรรม อาหารคือการลงทุนระยะยาว

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ย้ำในพิธีเปิดว่า “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” พร้อมมาตรการ ยกย่อง เชิดชูเกียรติ–จัดทำฐานข้อมูล–ถ่ายทอดทักษะสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้ “อาหาร” ไม่ใช่เพียงเมนู หากเป็น ระบบนิเวศ ที่ก่อรายได้และความภาคภูมิใจแก่ชุมชน

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ต่อจิ๊กซอว์ผ่านกิจกรรมเส้นทางเรียนรู้ อร่อยตามรอยภูมิปัญญา” (6 เส้นทาง) และ Cooking Show โดยเชฟมืออาชีพ ที่คงรสอัตลักษณ์แต่ยกระดับการนำเสนอ—ช่วย “แปลภาษา” อาหารถิ่นให้ผู้คนยุคใหม่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

เชียงรายบนแผนที่การท่องเที่ยวใหม่: เมื่อรางวัลโลก + อาหารถิ่น = จุดหมายเศรษฐกิจ

สองเส้นเรื่อง “รางวัลอีเวนต์โลก” และ “อาหารถิ่นดาวเด่น” มาบรรจบกันที่เชียงราย—เมืองชายแดนซึ่งมีทุนธรรมชาติ–วัฒนธรรม–ครัวพื้นบ้านเข้มแข็ง เมื่อนำมาบูรณาการกับ ปฏิทินงาน (Balloon Fiesta, งานวัฒนธรรม–ศิลปะ–ดนตรี) และ เส้นทางอาหาร เมืองจะสามารถ ยืดระยะพำนัก (length of stay) และ เพิ่มค่าใช้จ่ายต่อทริป ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผลต่อผู้ประกอบการ:

  • โรงแรม/โฮมสเตย์วางแพ็กเกจ “ห้องพัก + ชิมแกงแค + ชมบอลลูน”
  • ร้านอาหาร–คาเฟ่ทำ “เมนูเล่าเรื่อง” ใช้วัตถุดิบชุมชน—เสิร์ฟใบรับรองแหล่งที่มา (traceability)
  • ทัวร์ชุมชนจัด workshop สมุนไพร–ทำพริกแกง ให้ expat/นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ “ลงมือทำ–เข้าใจวิถี”

ผลต่อชุมชน: เกษตรกร–ผู้สูงอายุ–กลุ่มสตรี มี ตลาดแน่นอน เพิ่มรายได้จากผักสมุนไพร–ไก่บ้าน–งานคราฟต์ที่เชื่อมโยงกับเทศกาล—เป็นการกระจายรายได้ที่ “กินได้จริง”

โอกาสและโจทย์นโยบาย ทำอย่างไรให้ “พีก” ไม่ใช่ “พุ่งวูบ”

  1. ยึดปฏิทินอีเวนต์ให้แน่น: ประกาศล่วงหน้า 6–12 เดือน สร้างความมั่นใจตลาดต่างประเทศ ดึงสายการบิน–ทัวร์–แพลตฟอร์มมาวางแผนร่วม
  2. ยกระดับมาตรฐานงาน: ความปลอดภัย–การจราจร–การแพทย์ฉุกเฉิน–การจัดการขยะ–คาร์บอนฟุตพรินต์ เพื่อให้รางวัล “งอก” เป็นความเชื่อมั่นถาวร
  3. ทำเส้นทาง “กิน–เที่ยว–เรียนรู้”: จับมือ ททท.–ภาคเอกชน สร้างแพ็กเกจ “Festival + Local Taste” เน้นเรื่องเล่า–แหล่งวัตถุดิบ–บุคคลต้นเรื่อง
  4. บ่มเพาะแรงงานท้องถิ่น: หลักสูตรมัคคุเทศก์อาหาร/ผู้จัดการอีเวนต์/สื่อสารการเล่าเรื่อง (storytelling) ให้ชุมชนเป็น “เจ้าบ้านมืออาชีพ”
  5. ข้อมูลโปร่งใส–วัดผลได้: เก็บสถิติผู้ร่วมงาน ยอดใช้จ่าย ระยะพำนัก แรงกระเพื่อมต่อ SME เพื่อใช้ตัดสินใจงบในปีถัดไป

เลนส์กว้างกว่านั้น Expat 3.3 ล้านคน—ตลาด “ใกล้ตัว” ที่ลืมมอง

กลุ่ม expat คือ นักท่องเที่ยวระยะยาว” ที่อยู่ในไทยอยู่แล้ว—เข้าใจราคา–การเดินทาง–ระเบียบวัฒนธรรม หากเมืองอย่างเชียงรายสื่อสาร คาแรกเตอร์ท้องถิ่น” ผ่านอาหาร–เทศกาล–กิจกรรมเรียนรู้ภาษา–ศิลปะ ให้สอดคล้องกับฤดูกาล (เช่น ฤดูบอลลูน–ฤดูชา–ฤดูกาลผักสมุนไพร) จะเพิ่ม ทริปสั้นซ้ำ” สร้างเศรษฐกิจต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่ง high season เพียงระยะเดียว

เชื่อมโยงระดับชาติ: เมื่อ ททท. เดินหน้าแคมเปญ Local Taste Local Thai พร้อมพันธมิตรการบิน–รีวอร์ด—เชียงรายสามารถเป็น Pilot City ที่ “แพ็ก” รางวัล IFEA + อาหารถิ่น + เส้นทางเรียนรู้ ออกสู่ตลาด expat และต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง (ญี่ปุ่น–เกาหลี–ยุโรป) โดยอาศัย การสื่อสารหลายภาษา และ เครื่องมือดิจิทัล เป็นตัวช่วย

จากหม้อแกงถึงบอลลูน

“เหนือไม่มีสูตรตายตัว” เชฟท้องถิ่นเปรย—แกงแค ดีเพราะ “ความใส่ใจและความรักในวัตถุดิบ” คล้ายกับ เทศกาลบอลลูน ที่ไม่มีสูตรสำเร็จ หากต้อง ดึงพลังชุมชน–ช่างฝีมือ–ภาคธุรกิจ ขึ้นมาโอบรับแขกทั้งเมือง ทุกปีท้องฟ้าเชียงรายระบายสีด้วยบอลลูนจากนานาชาติ ด้านล่างคือแผงอาหารที่หอมเครื่องแกง—เรื่องเล่าทั้งสองเส้นนี้กำลังค่อย ๆ ผูกเข้าหากัน และนั่นทำให้ ภาพลักษณ์เมือง คมชัด: อบอุ่น เรียบง่าย แต่มาตรฐานสูง น่ากลับมาอีกครั้ง

รางวัลคือ “ใบเบิกทาง” อาหารคือ “หัวใจ” เมืองคือ “เวที”

เชียงราย ไม่ได้ชนะเพราะโชค แต่ชนะเพราะ รู้จักตัวเอง แล้วเล่าเรื่องให้โลกฟังได้อย่างมีศิลปะ—จากทุ่งชาและบอลลูนสู่หม้อแกงแคที่มีกลิ่นเครื่องเทศสดๆ ความสำเร็จ Gold Award จาก IFEA และแรงขับเคลื่อน Festival Economy ของ ทีเส็บ เมื่อเชื่อมกับกลยุทธ์ Soft Power ด้านอาหาร ของ ททท. ทำให้เมืองและชุมชนมี “เครื่องมือสองมือ” ในการกอบกู้และยกระดับเศรษฐกิจท่องเที่ยวหลังวิกฤต

คำถามที่เหลือคือ — เราจะรักษามาตรฐานให้เสถียร และ ขยายผลสู่ความยั่งยืน อย่างไร? คำตอบคงอยู่ที่ การทำงานร่วมกัน ของภาครัฐ–เอกชน–ชุมชน–สถาบันการศึกษา: วางปฏิทินงานให้ชัด อัพสกิลคนท้องถิ่น เปิดข้อมูลโปร่งใส จับมือกันทำเส้นทางกิน–เที่ยว–เรียนรู้ให้มีชีวิต เมื่อนั้น เชียงราย จะไม่ใช่แค่ “เมืองไมซ์ดาวรุ่ง” ในรายงาน แต่คือ เมืองปลายทาง ที่ผู้คนทั่วโลกอยากกลับมา “ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมงานเทศกาลและอีเวนต์นานาชาติ (IFEA)
  • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) 
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • KResearch (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)
  • กระทรวงแรงงาน 
  • กระทรวงวัฒนธรรม
  • จังหวัดเชียงราย/สิงห์ปาร์ค เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

ยอดผลิตยานยนต์หดตัว 6.11% จากกฎเข้มต่างประเทศ แต่ EV ไทยยังขยายตัวแรง

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดือน ส.ค. 68 ชะลอจากกฎต่างประเทศ แต่ EV ในประเทศยังพุ่ง—ภาคเหนือ–เชียงรายถือฐานรถจดทะเบียนใหญ่ รัฐถูกจี้ออก “กองทุนค้ำประกันกระบะ” อัดกำลังซื้อปลายปี

กรุงเทพฯ, 25 กันยายน 2568 — ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเดือนสิงหาคม 2568 สะท้อนความท้าทายสองแรงพร้อมกัน: ด้านหนึ่ง ยอดผลิตรวม 112,366 คัน ลดลง 6.11% เมื่อเทียบปีก่อนจากแรงกดดันกฎสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของประเทศคู่ค้า ทำให้การผลิตเพื่อส่งออกหดตัว 10.67% ขณะเดียวกัน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศยังขยายตัวโดดเด่น โดย BEV จดทะเบียนใหม่ 11,486 คัน (+30.46% YoY) และ PHEV 1,049 คัน (+22.83% YoY) สวนทาง HEV ที่ลดลงเล็กน้อย 3.86%

ข้อมูลดังกล่าวเปิดเผยโดย นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งย้ำว่าแม้เดือนสิงหาคมจะเผชิญแรงต้านจากตลาดต่างประเทศ แต่ทั้งปี 2568 ยังคงเป้าผลิต 1.45 ล้านคัน โดยเชื่อแรงส่งไตรมาสสุดท้ายจะช่วยประคองโมเมนตัมการผลิต

มาตรฐานโลกเข้ม—เมื่อความปลอดภัยและคาร์บอนเป็นตัวแปรใหม่

ด้าน โครงสร้างการผลิต เดือนสิงหาคม ผลิตเพื่อส่งออก 73,956 คัน คิดเป็น 65.82% ของยอดผลิตทั้งหมด แต่ลดลงจากปีก่อนจากสองแรงกดดันหลัก

  1. รถยนต์นั่ง ลดลง 21.27% หลังหลายรุ่นยุติสายการผลิตเพื่อทำตามข้อกำหนด อุปกรณ์ช่วยขับและความปลอดภัย (Advanced Driver Assistance Systems: ADAS) ของประเทศปลายทาง
  2. รถกระบะเพื่อส่งออก ลดลง 6.36% เพราะข้อกำหนด การปล่อยคาร์บอน เข้มงวดขึ้น

ฝั่งการค้า ระบุว่า ส่งออกรถสำเร็จรูป 71,179 คัน ลดลงทั้ง MoM (-1.74%) และ YoY (-17.30%) โดยเฉพาะรถกระบะและรถยนต์นั่งที่ใช้น้ำมันได้รับผลกระทบตรงจากเกณฑ์สิ่งแวดล้อมใหม่ ขณะที่ มูลค่าส่งออกรถสำเร็จรูป อยู่ที่ 45,553.26 ล้านบาท และเมื่อนับรวมเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ ยอดเดือนสิงหาคมมีมูลค่า 67,917.28 ล้านบาท (สะสม 8 เดือนมูลค่ารวม 581,307.35 ล้านบาท)

ดีมานด์ในประเทศ EV คือ “กันชน” ของอุตสาหกรรม

ในทางกลับกัน การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนสิงหาคมอยู่ที่ 38,410 คัน (34.18% ของการผลิตรวม) เพิ่มขึ้น 4.11% โดยมีสาเหตุสำคัญจาก การผลิต EV ในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าปีก่อน (2565–2566) สอดคล้องกับภาพ การจดทะเบียนใหม่ของ EV ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

  • BEV: 11,486 คัน (+30.46% YoY)
  • PHEV: 1,049 คัน (+22.83% YoY)
  • HEV: 10,575 คัน (-3.86% YoY)

การขยายตัวของ EV ทำให้ห่วงโซ่การผลิตในประเทศเริ่มขยับ ทั้งการประกอบรถ การผลิตชิ้นส่วนไฟฟ้าบางรายการ และบริการหลังการขายที่ต้องอัปสกิลแรงงานด้านไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งเป็น “กันชน” ที่ช่วยซับแรงกระแทกจากฝั่งส่งออก

สะสม 8 เดือน ภาพรวมยัง “ทรงตัวเชิงลบ” แต่มีสัญญาณหนุนปลายปี

ยอดผลิตสะสม ม.ค.–ส.ค. 2568 จำนวน 947,697 คัน ลดลง 5.77% จากช่วงเดียวกันปีก่อน—สะท้อนแรงกดดันด้านนอกประเทศต่อเนื่อง ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยโลก (เฟดส่งสัญญาณลด) และแนวโน้มนโยบายการเงินในประเทศที่มุ่ง เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อและลดดอกเบี้ย อาจช่วยบรรเทาภาระผ่อนรถของครัวเรือนและกระตุ้นยอดขายปลายปีตามที่ ส.อ.ท. ประเมิน

นายสุรพงษ์ให้ความเห็นว่า “หากผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ผลักดันให้คนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น พร้อมปรับลดดอกเบี้ยตามจังหวะที่เหมาะสม ปัญหา หนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะทยอยปรับดีขึ้น และส่งผลบวกต่อ ดีมานด์รถใหม่ ในประเทศ”

ภาคเหนือ–เชียงราย “ฐานรถจริง” ใหญ่ โอกาสธุรกิจบริการ–ชาร์จ–ซัพพลายเชน

มองในระดับพื้นที่ ภาคเหนือ มีรถจดทะเบียนสะสม 7,718,847 คัน ขณะที่ จังหวัดเชียงราย มี 843,615 คัน (ณ สิ้น ส.ค. 2568) ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่าแม้เชียงรายจะเป็นจังหวัดชายแดน แต่ “ขนาดตลาดยานยนต์จริง” ใหญ่และหลากหลาย ยิ่งเมื่อ EV เติบโต โอกาสธุรกิจในพื้นที่—ตั้งแต่สถานีชาร์จ ร้านซ่อมที่อัปทักษะ EV ชิ้นส่วน/อุปกรณ์เสริม ไปจนถึงบริการประกัน–ไฟแนนซ์เฉพาะทาง—จะชัดเจนขึ้น

สำหรับหน่วยงานท้องถิ่นและภาคธุรกิจในเชียงราย “ลูกศร” ชี้ไปที่สามวงจรสำคัญ

  1. โครงสร้างพื้นฐานชาร์จ ครอบคลุมเมือง–ชานเมือง–เส้นทางท่องเที่ยว เชื่อมพิษณุโลก–แพร่–พะเยา–เชียงใหม่–เชียงราย
  2. Upskill/Reskill ช่าง–ครูอาชีวะ–ชุมชน ให้คุ้นเคยงานไฟฟ้าแรงสูง มาตรฐานความปลอดภัย และอุปกรณ์วิเคราะห์สมัยใหม่
  3. ส่งเสริม e-Mobility ภาครัฐท้องถิ่น (รถโดยสารไฟฟ้า–รถขยะไฟฟ้า–ฟลีทสาธารณะ) เพื่อเป็นดีมานด์ตั้งต้นและโมเดลธุรกิจนำร่อง

กองทุนค้ำประกันกระบะ” กับโจทย์คาร์บอน: เร่งดีมานด์–เร่งเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกัน

ฝั่งมาตรการรัฐ ส.อ.ท. เสนอให้รัฐบาล ตั้งกองทุน 5,000 ล้านบาท ค้ำประกันผลขาดทุนจากการยึดรถกระบะแล้วขายขาดทุน (ไม่เกิน 50,000 บาท/คัน) เพื่อจูงใจสถาบันการเงิน ปล่อยกู้เพิ่มยอดขายรถกระบะอย่างน้อย 30% เทียบปีก่อน พร้อมเห็นชอบมาตรการ คนละครึ่ง” เพื่อพยุงกำลังซื้อฐานราก

ในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศต้อง “เดินสองขา”

  • ขาแรก รักษาฐานการผลิต–ส่งออกรถกระบะ (ที่ยังเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญ) ด้วยเครื่องมือการเงินที่ลดความเสี่ยงระบบ
  • ขาสอง ขยับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและการปล่อยคาร์บอนให้ ทันประเทศคู่ค้า ควบคู่การเร่ง EV Transition เพื่อไม่ให้ไทยเสียความสามารถแข่งขันจาก Carbon Border/Green Procurement ในอนาคต

จากกรอบกฎสากล สู่การเปลี่ยนผ่านของไทย

เมื่อกฎสิ่งแวดล้อม–ความปลอดภัยของโลกขยับ ไทยที่พึ่งพาการส่งออกย่อม “สัมผัสแรงสั่น” ก่อนใคร เดือนสิงหาคมจึงเป็นภาพจำลองว่า กฎ–มาตรฐาน กำลังกลายเป็น ตัวกำหนดเศรษฐกิจดิจิทัล–สีเขียว มากพอ ๆ กับอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราแลกเปลี่ยน

  • จุดเปิดเรื่อง: ยอดผลิตลดลงจากแรงกดดันกฎใหม่
  • จุดกลางเรื่อง: ดีมานด์ในประเทศ—โดยเฉพาะ EV—รับไม้ต่อ ช่วยประคองโรงงาน–ซัพพลายเชน
  • จุดคลี่คลาย: นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น + มาตรการรัฐเชิงเป้าหมาย (กองทุนค้ำประกัน–คนละครึ่ง) + ยุทธศาสตร์ยกระดับมาตรฐานคาร์บอน–ความปลอดภัยในประเทศ = เส้นทาง “รักษาฐานส่งออก พร้อมเร่งไฟฟ้า”

ตัวเลขที่ต้องคิดต่อ (Key Stats & Watchlist)

  • ผลิต ส.ค. 68: 112,366 คัน (-6.11% YoY)
  • ผลิตเพื่อส่งออก: 73,956 คัน (65.82% ของผลิตรวม) / ส่งออกรถสำเร็จรูป 71,179 คัน (-17.30% YoY)
  • มูลค่าการส่งออก (ส.ค.): รถสำเร็จรูป 45,553.26 ลบ. / รวมเครื่องยนต์–ชิ้นส่วน–อะไหล่ 67,917.28 ลบ.
  • สะสมผลิต ม.ค.–ส.ค.: 947,697 คัน (-5.77% YoY) / มูลค่าส่งออกสะสม (รวมเครื่องยนต์–ชิ้นส่วน–อะไหล่) 581,307.35 ลบ.
  • EV จดทะเบียนใหม่ (ส.ค.): BEV 11,486 (+30.46%), PHEV 1,049 (+22.83%), HEV 10,575 (-3.86%)
  • ภาคเหนือ: รถจดทะเบียนสะสม 7,718,847 คัน / เชียงราย 843,615 คัน

เสียงจากอุตสาหกรรม

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ กล่าวโดยสรุปว่า “แม้การผลิตเดือนสิงหาคมจะลดลงตามแรงกดดันภายนอก แต่ทั้งปีเรายังเชื่อว่า แตะเป้า 1.45 ล้านคัน ได้ หากรัฐส่งสัญญาณหนุนเศรษฐกิจและเข้าถึงเครดิตมากขึ้น ขณะที่ฝั่งตลาดภายในประเทศ EV ยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ และควรเร่งสร้างความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรไปพร้อมกัน”

นัยต่อเชียงราย เมืองชายแดน—ฐานยานยนต์—โหนคลื่น EV

เชียงรายในฐานะ เมืองด่านหน้าการค้า และมีฐานรถจดทะเบียนสะสมกว่า 8 แสนคัน กำลังยืนอยู่หน้าคมมีดแห่งการเปลี่ยนผ่านยานยนต์ไฟฟ้า

  • ธุรกิจบริการ ต้องเร่งอัปสกิลและมาตรฐานความปลอดภัยงานไฟฟ้าแรงสูง
  • อปท./จังหวัด สามารถจุดประกายด้วยโครงการฟลีทรถสาธารณะไฟฟ้าและสถานีชาร์จสาธารณะในจุดท่องเที่ยว–จุดพักรถ
  • สถาบันการศึกษา จับมือผู้ผลิต–ดีลเลอร์ สร้างหลักสูตร EV Technician เชื่อมงานจริง
  • ผู้บริโภค ได้ประโยชน์จากค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง–บำรุงรักษาที่ลดลง หากมีโครงข่ายชาร์จครอบคลุมและเงื่อนไขไฟแนนซ์เหมาะสม

ในระยะสั้น “กองทุนค้ำประกันรถกระบะ” หากเดินหน้าตามข้อเสนอ จะช่วยพยุงตลาดเชิงโครงสร้าง ในพื้นที่ที่ยังพึ่งพารถกระบะเพื่อการพาณิชย์และเกษตร ขณะเดียวกัน EV เชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก–กลาง (เช่น รถส่งของในเมือง รถเชื่อมท่องเที่ยว) มีโอกาสแจ้งเกิดในเชียงราย หากรัฐ–เอกชนพัฒนาโมเดลความเป็นเจ้าของและต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (TCO) ให้แข่งขันได้

เส้นทางข้างหน้า นโยบายที่ “เกาให้ถูกที่คัน”

  1. เข้าถึงสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ: จูงใจไฟแนนซ์ปล่อยกู้กลุ่มอาชีพอิสระ/SMEs ด้วยกรอบค้ำประกันที่วัดผลชัดเจน (ดีลเลอร์–ไฟแนนซ์–ผู้ใช้)
  2. มาตรฐานความปลอดภัย–คาร์บอนในประเทศ: ขยับตามมาตรฐานคู่ค้า เพื่อลดช่องว่างการยกเลิกสายการผลิต–สั่งระงับนำเข้าในอนาคต
  3. เร่ง EV Ecosystem ระดับจังหวัด: ตั้ง “แผนที่ชาร์จ” (Charging Map) เชื่อมเมือง–แหล่งท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ พร้อมแรงจูงใจติดตั้งหัวชาร์จเอกชน
  4. Upskill บุคลากร: ทุนฝึกอบรมช่าง EV แกนกลางจังหวัดชายแดน—เริ่มจากเชียงรายเป็น Pilot
  5. ข้อมูลโปร่งใส–รายงานรายเดือนระดับพื้นที่: เปิด Dashboard จดทะเบียน EV–เครือข่ายชาร์จ–อัตราใช้ไฟ เพื่อดึงดูดเอกชนลงทุน

สาระสำคัญคือ ไทยต้องทำให้ การเปลี่ยนผ่าน” (Transition) เป็น การอัปเกรด” (Upgrade) ไม่ใช่แค่การทนแรงกดดันจากภายนอก หากทำได้ ฐานการผลิต–ส่งออก และตลาดภายในจะเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน

เดือนสิงหาคม 2568 บอกเราว่าเกมยานยนต์โลกกำลัง ขยับกติกา ประเทศผู้ส่งออกอย่างไทยจึงต้อง ขยับวิธีเล่น การผลิตรวมชะลอเพราะกฎสิ่งแวดล้อม–ความปลอดภัยต่างประเทศเข้มขึ้น แต่ในประเทศ EV ยังก้าวแรง เป็นกันชนของอุตสาหกรรม ภาคเหนือและเชียงรายมี “ฐานรถจริง” ใหญ่—พร้อมรองรับโอกาสใหม่ หากโครงสร้างพื้นฐาน–ทักษะ–การเงิน ได้รับการเติมเต็มตรงจุด ควบคู่การยกระดับมาตรฐานคาร์บอนในประเทศให้ทันโลก

เป้าหมาย 1.45 ล้านคันทั้งปีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของยอดผลิต แต่คือ บทพิสูจน์ความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย ที่จะพาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเข้าสู่ยุคไฟฟ้าอย่างมีศักดิ์ศรีและแข่งขันได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) – กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์
  • กรมการขนส่งทางบก (DLT): สถิติการจดทะเบียนรถใหม่และยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2568 (ภาคเหนือ 7,718,847 คัน / จังหวัดเชียงราย 843,615 คัน)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • กระทรวงการคลัง / มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่ง”
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

บททดสอบความมั่นคงน้ำ แรร์เอิธไหลข้ามแดนจากจีน สู่สารหนูในแม่น้ำชายแดนไทย

แรร์เอิธ” กับสองด้านของเหรียญ เมื่อโรงงานโลกอยู่ในจีน แต่ความเสี่ยงไหลข้ามพรมแดนมาถึงลุ่มน้ำกก—สาย—รวก—โขง

เชียงราย, 25 กันยายน 2568 — บนเวทีวิชาการที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เสียงนักวิชาการดังประสานกันในประเด็นเดียว—“แร่หายาก” หรือ แรร์เอิธ ที่ทำให้โลกก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ กลับเดินทางมาพร้อมคำถามใหญ่เรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก

รายงานเชิงลึกชิ้นนี้พาไล่เรียงตั้งแต่ภูมิทัศน์ตลาดโลกของแรร์เอิธแปรรูปในช่วงปี 2563–2568 ไปจนถึง “จุดปะทุ” ภาคสนามในภาคเหนือไทย ว่าทำไมการที่จีนยังคง “ครองโรงงานแปรรูปของโลก” จึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจมหภาค แต่โยงใยถึงน้ำกินน้ำใช้บนโต๊ะอาหารชุมชนลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง และเหตุใดเสียงเรียกร้องให้ “กล้าหยุดนำเข้าแร่” จึงเริ่มดังขึ้นในไทย

โครงเรื่องของอุตสาหกรรม เหมืองกระจาย “แต่คอขวดยังรวมศูนย์”

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร—ภาพใหญ่ของตลาดในช่วง 2563–2568 ชี้ชัดว่า “โลกขุดได้มากขึ้น แต่แปรรูปได้กระจุกตัวเท่าเดิม” การผลิตแร่ต้นน้ำ (เหมือง) เพิ่มจากราว 240,000 ตัน (REO) ในปี 2563 เป็นราว 390,000 ตัน ในปี 2567 ขณะที่โควตาการผลิตของจีนเพิ่มจาก 140,000 เป็น 270,000 ตัน ในช่วงเดียวกัน ประเทศอย่างสหรัฐฯ และออสเตรเลียก็เร่งเครื่องผลิตเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ทว่าตัวเลขสวยงามข้างต้น “หลอกตา” ได้ง่าย เพราะ วัตถุดิบจำนวนมากยังถูกส่งกลับไปแปรรูปในจีน ซึ่งครอบครองขีดความสามารถด้าน การแยก–กลั่น (separation & refining) มากกว่า 90% ของโลก และสำหรับแรร์เอิธประเภทหนัก (HREs ที่จำเป็นต่อแม่เหล็กสมรรถนะสูงใน EV และกังหันลม) จีนคุมได้เกือบทั้งหมดแตะ 99.9% ความจริงนี้คือคอขวดเชิงยุทธศาสตร์—ใครคุมโรงแยก คนนั้นคุมหัวใจเทคโนโลยีสะอาด

สัญญาณที่ต้องใส่ใจ คือ ความต้องการ “ปลายน้ำ” โตก้าวกระโดด—EV มียอดขายโลกทะลุ 14 ล้านคัน (2566) และมีแนวโน้มพุ่งต่อเนื่อง ขณะที่การติดตั้ง กังหันลม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภคขยายตัวต่อเนื่อง ยิ่งดันความต้องการ Nd–Pr–Dy–Tb สำหรับแม่เหล็ก NdFeB ให้สูงขึ้น แต่ฝั่งอุปทานปลายน้ำกลับ “ผูก” อยู่กับประเทศเดียวเป็นหลัก—ตลาดจึงเปราะบางกว่าที่เห็นจากตัวเลขเหมือง

เรื่องเล่าสองระดับ เหมืองต้นน้ำดูหลากหลาย—ปลายน้ำยัง “จีนเป็นศูนย์กลาง”

ชั้นแรก: เหมือง
ตัวเลขผลผลิตจากหลายประเทศทำให้ดูคล้ายความเสี่ยงถูกเฉลี่ยออก แต่ความจริงส่วนใหญ่ยังเป็น “เหมืองป้อนโรงงานจีน” สหรัฐฯเอง แม้จะผลิตแร่เพิ่ม แต่ในช่วงต้นของรอบอุตสาหกรรมก็ยังส่งออกวัตถุดิบหรือพักสต็อก เพื่อกลับเข้าสู่สายการแยก–กลั่นต่างประเทศ

ชั้นสอง: แปรรูป
ตลาดปลายน้ำต่างหากคือ หัวใจ—จีนถือไพ่เหนือกว่าในโรงแยก–กลั่น ตั้งแต่ “ออกไซด์บริสุทธิ์” ไปจนถึง โลหะผสม และ “ชิ้นส่วนแม่เหล็กถาวร” สำหรับมอเตอร์ EV และเจเนอเรเตอร์พลังลม ความได้เปรียบนี้ไม่ได้มาจากแค่ “โรงงานใหญ่” แต่คือ ห่วงโซ่ความรู้ เทคโนโลยี และระบบนิเวศอุตสาหกรรม ที่ต่อกันครบทั้งต้น–กลาง–ปลาย จนทำให้ ต้นทุน–ผลผลิต–คุณภาพ กลายเป็นกำแพงสูงสำหรับผู้เล่นใหม่

ประโยคชวนคิด: ในอุตสาหกรรมที่ “ธาตุหนึ่งเกิดพร้อมอีกธาตุหนึ่ง” การเร่งผลิตเพื่อ Nd–Pr (แม่เหล็ก) จะดันให้ Ce–La ทะลักเกินใช้การ—วันนี้โลกผลิต Ce–La คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของอุปทาน แต่ใช้จริงเพียงราว 20% ผลคือ “ส่วนเกินเรื้อรัง” ที่ทำให้ผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนบริหารสต็อก–โลจิสติกส์เพิ่ม โดยไม่ได้มูลค่าเพิ่มเท่ากัน

พลวัตราคา เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ “ขยับคันโยก”

ระหว่าง 2563–2568 ราคาออกไซด์สำคัญผันผวนรุนแรง—นีโอดีเมียม จากประมาณ $49/kg (2563) พุ่งแตะราว $98 (2564) ก่อนอ่อนลงแถว $56 (2567) ฝั่ง ดิสโพรเซียม–เทอร์เบียม ที่เป็น HREs ก็แกว่งแรงตามวัฏจักรและ “ข่าว” นโยบาย

บทเรียนคลาสสิกคือ ปี 2553 เมื่อจีนจำกัดส่งออก ราคาพุ่งหลายเท่าตัว และรอบล่าสุด เมษายน 2568 ที่รายงานว่ามีการจำกัดการส่งออกธาตุสำคัญบางชนิดเป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับสหรัฐฯ—ตลาดตอบสนองทันที ความผันผวนที่ไม่ใช่แค่ “อุปสงค์–อุปทาน” แต่เกี่ยวกับ อำนาจต่อรอง ชั้นเชิงทางการค้า และความมั่นคงเทคโนโลยี

ทางหนีทีไล่ของโลก สร้างกำลังการแปรรูป–รีไซเคิล–วัสดุทดแทน

  • สร้างขีดความสามารถในประเทศ: สหรัฐฯ เร่งโครงการแยก–กลั่นที่ Mountain Pass (MP Materials) เริ่มเดินเครื่องผลิตออกไซด์ Nd–Pr แยกชนิดในปี 2566 เคลื่อนตามกรอบหนุนจาก IRA / CHIPS
  • ตั้งพันธมิตร ห่วงโซ่กระจาย: จับมือ แคนาดา กรีนแลนด์ และพันธมิตรแร่สำคัญ เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดียว
  • เทคโนโลยีแยก–กลั่นรุ่นใหม่: แนวทางอย่าง RapidSX และเทคนิคแยกขั้นสูงที่หวังลดต้นทุน–ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  • รีไซเคิล: วันนี้อัตรารีไซเคิลแรร์เอิธยังต่ำกว่า 5% แต่การสกัดแม่เหล็กใช้แล้วจาก e-waste/กังหันลมปลดระวาง เริ่มโชว์ศักยภาพการกู้คืน Nd–Dy เกิน 90% ในระดับทดลอง
  • วัสดุทดแทน/สถาปัตยกรรมมอเตอร์: บางค่ายรถปรับใช้แม่เหล็ก เฟอร์ไรต์ หรือพัฒนา มอเตอร์เหนี่ยวนำ ลดพึ่งแรร์เอิธในบางรุ่น

จากโรงงานโลกสู่แนวหน้าชายแดน “แร่พิษ” ที่ไหลตามสายน้ำ

สิ่งที่เปลี่ยนเวทีเสวนาในเชียงรายให้เงียบลงชั่วคราว ไม่ใช่กราฟตลาดโลก แต่คือข้อมูลภาคสนาม

22 กันยายน 2568 สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดเสวนา แร่พิษไหลข้ามพรมแดน: กฎหมาย การตรวจสอบย้อนกลับ และสิทธิในการคุ้มครอง แม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง” นักวิชาการหยิบงานศึกษาที่ชี้ว่ามีจุดทำเหมืองแรร์เอิธหลายสิบจุดในรัฐฉาน/คะฉิ่นของเมียนมา ตามแนวลุ่มน้ำกก–สาย ซึ่งไหลเชื่อมถึงฝั่งไทย

ข้อมูลชวนคิดที่ทำให้คนฟังขมวดคิ้ว

  • น้ำประปา: มีรายงานการตรวจพบ สารหนู–แบเรียม ในทุกครั้งที่สุ่มตรวจ (แม้ “ไม่เกินเกณฑ์”) ขณะที่ การประปาส่วนภูมิภาค ยอมรับว่ากำลังหา แหล่งน้ำดิบใหม่ เพื่อผลิตน้ำประปา—คำถามจึงดังขึ้น: ถ้าปลอดภัยจริง เหตุใดต้องย้ายแหล่งน้ำ?
  • สินค้าเกษตร: นาข้าวกว่า 100,000 ไร่ ในลุ่มน้ำกก–สาย พบการปนเปื้อนสารหนู/แคดเมียมในตัวอย่างจำนวนหนึ่ง (ส่วนใหญ่ “ไม่เกินเกณฑ์”) แต่กลับทำให้เกษตรกร กว่า 1,000 ราย เสี่ยงสะดุด ใบรับรอง GAP เพราะเงื่อนไขน้ำชลประทานต้อง “ปราศจากความเสี่ยง” ตามมาตรฐานกระทรวงเกษตรฯ
  • ปลาในแม่น้ำ: พบปรอทในระดับ “ไม่เกินเกณฑ์” แต่ ความเสี่ยงสะสม จากการบริโภคต่อเนื่องเป็นโจทย์ใหญ่ที่หลักประกัน “ไม่เกินมาตรฐาน” อาจตอบไม่ได้ครบ

ดร.สืบสกุล กิจนุกร (มฟล.) สรุปตรงไปตรงมาว่า โจทย์นี้ไม่ใช่เกมสถิติ แต่คือ ความไว้วางใจสาธารณะ และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน เขาชี้ว่ามีอย่างน้อย 20 บริษัท ไทยที่นำเข้าแร่จากเมียนมาผ่าน เชียงราย–แม่ฮ่องสอน–ตาก และเสนอ ไม้ตายทางเศรษฐกิจ” ให้รัฐบาลไทย พิจารณายุติการนำเข้า แร่จากพื้นที่เสี่ยงเป็นสัญญาณต่อรองบนโต๊ะเจรจาระหว่างประเทศ—หลังการหารือหลายรอบก่อนหน้าไม่คืบ

ดร.พีท หอมชื่น (จุฬาฯ) อธิบายเชิงเทคนิคว่า การทำเหมืองแบบสารละลาย–กรด หาก บ่อกักสารเคมี ไม่ได้มาตรฐานหรือถูกน้ำท่วม อาจรั่วไหลลงชั้นน้ำใต้ดินและสายน้ำได้ง่าย “ฝายดักตะกอน” อาจจับทรายได้ แต่ โลหะหนักที่ละลายน้ำ ต้องการวิธีจัดการที่มากกว่าการ “กั้นทางไหล”

อาจารย์อริศรา เหล็กคำ (มฟล.) ดึงบทเรียน คดี Trail Smelter ที่ใช้เวลาพิสูจน์ 30 ปี ว่า รัฐหนึ่งต้องไม่ก่อความเสียหายข้ามพรมแดน และย้ำว่าหากไทยต้องการผลในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ต้อง เก็บหลักฐานวิทยาศาสตร์ต่อเนื่อง ด้วยมาตรฐานสากล—ตั้งแต่ตัวอย่างน้ำ ดิน ปลาตะกอน จนถึง “ลายนิ้วมือแร่” ที่ชี้ย้อนสู่เหมืองต้นทางได้

ฝ่าย Human Rights Club (มฟล.) เน้นสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี (UN รับรองปี 2565) ว่าไม่ได้เป็น “ค่านิยม” หากคือ สิทธิขั้นพื้นฐาน เด็กในชุมชนที่เล่นน้ำไม่ได้—ไม่ใช่ข่าวเล็ก แต่คือ “สัญญาณเตือน” ของวิถีชีวิตที่สูญเสีย

และ ธารา บัวคำศรี (Climate Connectors) ชี้ “ความย้อนแย้งยุคพลังงานสะอาด”—โลกอยากปลดคาร์บอน จึงต้องใช้แรร์เอิธมากขึ้น แต่ถ้าต้นทางผลิต ไร้มาตรฐาน ภาระสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนย่อมทวีคูณ เขาเสนอให้ไทย ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ระดับภูมิภาค และใช้เวทีอาเซียนผลักมาตรฐานร่วม ต้านตลาดมืด ของแร่จากพื้นที่เสี่ยง

“Connect the Dots” แบบไทย จากชายแดนสู่โต๊ะนโยบาย

เมื่อปัญหามีทั้ง “น้ำ–แร่–สิทธิ” ปะปนกัน ข้อมูลแยกส่วนจากหลายหน่วยงานยิ่งทำให้สังคมสับสน นักวิชาการจึงเสนอแนวทางเชิงระบบ:

  1. ตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนัก “รายจังหวัด” (เชียงราย) เพื่อให้ผลตรวจน้ำ–ผัก–ปลา–ปัสสาวะ ออกได้ รวดเร็ว ไม่ใช่รอ 15–30 วัน จากห้องแล็บส่วนกลาง—ข้อมูล “ย้อนหลัง” แทบใช้จัดการเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ได้
  2. ตรวจผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยว นาปี 100,000 ไร่—หากเสี่ยง ให้ สั่งพักเก็บเกี่ยวพร้อมเยียวยา เพื่อปกป้องผู้บริโภค–เกษตรกร–แบรนด์ “ข้าวเชียงราย”
  3. เร่งงบ 1,000 ล้านบาท หาแหล่งน้ำดิบใหม่ หากหน่วยผลิตประปายืนยัน “คุณภาพยังได้” แต่ การย้ายแหล่งน้ำ อาจเป็นคำตอบเชิงปฏิบัติการที่ “ตรงไปตรงมา” ต่อความกังวลของสาธารณะ
  4. ยกระดับการทูตสิ่งแวดล้อม—ผลักประเด็น EIA ข้ามพรมแดน บนโต๊ะร่วมไทย–เมียนมา และเวทีอนุภูมิภาค/อาเซียน พร้อมแนวทาง ยุตินำเข้าแร่จากพื้นที่เสี่ยง เป็น “แรงจูงใจ” ให้เกิดความร่วมมือที่จริงจัง

ประโยคตรงใจคนพื้นที่: “ถ้า ‘ไม่เกินมาตรฐาน’ แล้วเหตุใดยังต้องย้ายแหล่งน้ำ? หาก ‘พ้นภัย’ จริง เหตุใดเกษตรกรถึงยังเสี่ยงเสีย GAP?”—คำถามที่รัฐต้องตอบด้วย การกระทำ มากกว่าคำอธิบายทางสถิติ

เชื่อมโลกกับบ้านเราทำไมตลาดแรร์เอิธโลกถึงเกี่ยวกับข้าวชาวเชียงราย

หนึ่ง—เพราะ แรร์เอิธเป็น “วิตามิน” ของเทคโนโลยีสะอาด EV และกังหันลมต้องใช้แม่เหล็ก NdFeB ที่ผูกกับ HREs อย่าง Dy–Tb ซึ่งแปรรูปกระจุกในจีน หากแหล่งวัตถุดิบรอบข้างจีน (รวมเมียนมาบางส่วน) ผลิตไร้มาตรฐาน มลพิษย่อม ไหลตามภูมิประเทศ และเส้นทางการค้า

สอง—ไทยอาจ ไม่ใช่เหมือง แต่เป็น ทางผ่าน/จุดแปรรูปบางช่วง และตลาดปลายทางของสินค้าเกษตร–อาหาร—เมื่อภาพความเสี่ยง “แม่น้ำ–น้ำประปา–นา–ปลา” เริ่มซ้อนทับ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศคือ ทุนสำคัญ ที่ต้องรักษา

สาม—โลกกำลังตั้งมาตรฐาน ESG/สิทธิมนุษยชนเชิงธุรกิจ เข้มขึ้น ห่วงโซ่อุปทานที่ ตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ จะเผชิญ ความเสี่ยงเชิงพาณิชย์ มากขึ้น ทั้งด้านการเงิน การค้า และชื่อเสียง

แก้เกมคอขวดโลก–ปกป้องแนวหน้าไทย

ต่อภาครัฐ

  • วาง แพลตฟอร์มข้อมูลรวมศูนย์ แบบ real-time ระหว่างหน่วยงานน้ำ–สิ่งแวดล้อม–สาธารณสุข–การค้า เพื่อ “เชื่อมจุด” ตั้งแต่ แหล่งน้ำ–ผลตรวจ–สินค้าเกษตร–การนำเข้า/ส่งออก
  • ยกระดับมาตรการการค้า: พิจารณา ยุตินำเข้าแร่จากแหล่งเสี่ยง และกำหนดเงื่อนไข traceability เป็น “ใบผ่านทาง” สำหรับสินแร่ข้ามแดน
  • ดัน EIA/EHIA ข้ามพรมแดน เป็นวาระทวิภาคี และหยิบบทเรียน Trail Smelter เป็นกรอบอ้างอิงทางกฎหมาย–วิทยาศาสตร์
  • ลงทุน ศูนย์ตรวจโลหะหนัก ประจำจังหวัดและ เครือข่ายห้องแล็บ ระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อให้ข้อมูล “ทันสมัย–ใช้ได้จริง”

ต่อภาคธุรกิจ–อุตสาหกรรมปลายน้ำ

  • ทำ แผนที่ห่วงโซ่อุปทาน ลึกกว่าระดับผู้นำเข้า—ลงไปถึง เหมือง–โรงแยก–ผู้ขนส่ง
  • ร่วมลงทุน รีไซเคิลแม่เหล็ก (กังหันลม–e-waste) และพิจารณา วัสดุทดแทน/สถาปัตยกรรมมอเตอร์ ในรุ่นสินค้าบางประเภท
  • กำหนด นโยบายจัดซื้อรับผิดชอบ (Responsible Sourcing) และตรวจสอบ beneficial ownership ของคู่ค้าเพื่อหลีกเลี่ยง “แร่ตลาดมืด”

ต่อจังหวัด–ชุมชน

  • เปิด แดชบอร์ดสาธารณะ แสดงผลตรวจน้ำ–ผลผลิต–ปลา อย่างโปร่งใส เข้าใจง่าย
  • ตั้ง คณะทำงานร่วมพื้นที่ (เกษตรกร–ประปาฯ–สาธารณสุข–สถาบันการศึกษา) เพื่อ “สื่อสารเร็ว–ตัดสินใจพร้อมกัน”
  • สนับสนุน การเฝ้าระวังภาคประชาชน (citizen science) ให้เก็บตัวอย่าง–แจ้งเตือน–ตรวจยืนยันร่วมกับห้องแล็บมาตรฐาน

ถ้าเรากล้าคิด–กล้าทำ

ห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิธคือ กระดูกสันหลัง ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด โลกต้องการแม่เหล็กประสิทธิภาพสูงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ “วิธีการ” ที่จะไปถึงเป้าหมาย Net Zero ต้องไม่แลกมากับ น้ำ–นาข้าว–สุขภาพ ของผู้คนริมฝั่งแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง

ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็น “โรงงานแปรรูปโลก” แต่มี อำนาจต่อรอง มากกว่าที่คิด—ด้วย นโยบายการค้า ที่เลือกแหล่งแร่รับผิดชอบ, ด้วย ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ที่โปร่งใส, และด้วย ความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่ยืนบนหลักฐานวิทยาศาสตร์แน่นหนา

ในตลาดโลก 2563–2568 เราเห็นชัดแล้วว่าคอขวดอยู่ตรงไหน—ปลายน้ำ ของการแยก–กลั่นที่รวมศูนย์ เมื่อรู้เช่นนี้ บทบาทของไทยจึงไม่ใช่แค่ “เฝ้าดูกราฟราคา” แต่ต้อง ขยับนโยบาย และ ยกระดับมาตรฐาน เพื่อให้การพัฒนาไม่ทิ้งใครไว้หลัง—โดยเฉพาะคนริมน้ำ

ข้อคิดปิดท้าย: ถ้า EV คืออนาคต และกังหันลมคือความหวัง แม่เหล็กในมอเตอร์คือหัวใจ—หัวใจดวงนี้ไม่ควรเต้นด้วยค่าใช้จ่ายที่ชุมชนชายแดนต้องจ่ายเพียงฝ่ายเดียว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงทรัพยากรแร่ของจีน (MIIT/NDRC)
  • USGS – Mineral Commodity Summaries / Rare Earths
  • International Energy Agency (IEA)
  • Adamas Intelligence / Asian Metal / Roskill (Wood Mackenzie)
  • MP Materials (Mountain Pass)
  • Stimson Center
  • UN – Office of the High Commissioner for Human Rights (OHCHR)
  • กรมควบคุมมลพิษ / กรมทรัพยากรน้ำ / การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (สำนักวิชานิติศาสตร์/นวัตกรรมสังคม)
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

“เจเจ” ภพธรรม พรคต เด็ก ม.4 สร้างประวัติศาสตร์ไทยลีกอายุน้อยสุดอันดับ 3

เจเจ–ภพธรรม พรคต ก้าวแรกบนเส้นทางใหญ่ของ “เด็ก ม.4” ที่เขียนชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ไทยลีก และบทเรียนการปั้นเยาวชนฉบับเชียงราย

เชียงราย, 24 กันยายน 2568 — นาทีที่ 88 บนสกอร์บอร์ด “สิงห์ เชียงราย สเตเดียม” ตัวเลขยังชี้ว่าเจ้าถิ่นนำ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด 1–0 เสียงเชียร์ดังสลับกับเสียงนกหวีดชี้นำเกม เมื่อชื่อ “ภพธรรม พรคต” ปรากฏบนป้ายเปลี่ยนตัว เด็กหนุ่มหมายเลข 37 ผู้ยังไม่ครบ 16 ปีเต็ม ก้าวข้ามเส้นขาวที่ตัดขอบสนาม เหยียบพื้นหญ้าไทยลีกครั้งแรกช่วงเวลาสั้นๆ แต่หนักแน่นพอจะบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์

ค่ำคืนวันที่ 21 กันยายน 2568 ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะนัดที่ 5 ของไทยลีก 1 ฤดูกาล 2025/26 หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าชิ้นใหม่ในวัฒนธรรมการสร้างดาวรุ่งของฟุตบอลไทย โดย เจเจ” ภพธรรม พรคต กลายเป็นนักเตะ อายุน้อยที่สุดอันดับ 3 ที่ได้ลงเล่นลีกสูงสุดของประเทศ ด้วยวัย 15 ปี 11 เดือน 16 วัน เป็นรองเพียง ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา (15 ปี 8 เดือน 22–23 วัน) และ เอกนิษฐ์ ปัญญา (15 ปี 11 เดือน 5 วัน) รุ่นพี่เลือดกว่างโซ้งผู้เคยแจ้งเกิดจากสโมสรเดียวกัน

และใช่หมายเลข 37 บนหลังเสื้อของเขา คือหมายเลขเดียวกับที่เอกนิษฐ์เคยสวมเมื่อตอนเริ่มต้น สัญลักษณ์เล็กๆ ที่ต่อสายใยจากอดีตสู่ปัจจุบัน ชวนให้ตั้งคำถามว่า “เบอร์นี้” จะยิ่งใหญ่เพราะใครสวม หรือ “คนสวม” จะทำให้หมายเลขนี้มีน้ำหนักกว่าเดิม

ก้าวเล็กๆ ที่มีความหมายยิ่งใหญ่นาทีที่ 88 สู่ทำเนียบประวัติศาสตร์

จังหวะเปลี่ยนตัวของ โค้ชวอ” วรวุฒิ วังสวัสดิ์ ไม่ใช่เพียงการถอด–ใส่เพื่อถนอมแรงกำลังหลัก แต่คือการ “ส่งสัญญาณ” ถึงปรัชญาของสโมสรที่ยืนยันมาตลอดว่า โอกาสของเยาวชน ต้องเกิดขึ้นบนสนามจริง ไม่ใช่เพียงในแผ่นพับโรดแมปการพัฒนา

แม้เวลาบนพรมหญ้าจะมีเพียงไม่กี่นาที แต่มันมากพอสำหรับการจารชื่อ ภพธรรม พรคต เข้าสู่ทำเนียบ “แข้งอายุน้อยสุดที่ลงเล่นไทยลีก” ต่อท้ายสองชื่อใหญ่ของฟุตบอลไทยยุคใหม่ ศุภณัฏฐ์ และ เอกนิษฐ์ ความหมายของสถิติจึงไปไกลกว่าตัวเลข มันคือ “ไฟเขียว” ให้เด็กอีกมากมายเชื่อว่าประตูสู่ลีกสูงสุดไม่ได้ถูกล็อกด้วยอายุ หากแต่ด้วย มาตรฐานฝีเท้า–วินัย–ความพร้อมทางใจ

เส้นทางไม่ธรรมดาจากอะคาเดมี–โรงเรียนเครือข่าย สู่ทีมชาติชุดเล็ก

เบื้องหลัง “ก้าวแรก” บนไทยลีกของเจเจ มีเส้นทางเตรียมการที่ต่อเนื่อง หลายปี ผ่านระบบพัฒนาแบบ “สามประสาน” ระหว่าง อะคาเดมีสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด, สโมสรเชียงราย ซิตี้ & StarPower Academy และ โรงเรียนทวีเอสซี วิทยา สถาบันการศึกษาที่ทำงานเคียงข้างสโมสรในบทบาท “โรงเรียน–ทีม” เพื่อยกระดับทั้งทักษะในสนามและวินัยนอกสนาม

  • ผลงาน–เวทีเยาวชน เจเจเคยคว้ารางวัล MVP (Man of the Match) ในการแข่งขันฟุตบอล 11 คน รายการ “รวมโชค Youth Fighter #U16” สะท้อนให้เห็นถึง “อิมแพ็กต์” ในระดับรุ่นอายุที่สม่ำเสมอ
  • การเปิดโลก–คัดตัวต่างประเทศ เขามีชื่อเข้าร่วมคัดเลือกในกิจกรรม “PPTV ร่วมกับ BDMS Presents Bundesliga Dream เตะ ล่า ฝัน” เพื่อเฟ้นหาทีมตัวแทนเยาวชนไปสัมผัสประสบการณ์ฟุตบอลเยอรมนี (คัดเลือกที่ศูนย์พัฒนาศักยภาพกีฬาฟุตบอล ม.กรุงเทพธนบุรี เมื่อ 28 กรกฎาคม 2567)
  • เส้นทางทีมชาติ–ค้นหาช้างเผือก รายชื่อ 44 คนสุดท้าย ภายใต้โครงการ FIFA TDS Talent ID 2025 “ค้นป่าหาช้างเผือก” และการเข้าเก็บตัวกับ ทีมชาติไทย U17 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อเตรียมสู่ศึก AFC U-17 Asian Cup 2026 Qualifiers คืออีกสองหมุดหมายที่ยืนยันว่าเขาอยู่ในเรดาร์การพัฒนาเยาวชนของประเทศ

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วย “โชค” หากเกิดจาก การฝึกซ้อมเข้ม–วิถีชีวิตมืออาชีพตั้งแต่วัยมัธยม และ “ระบบสนับสนุน” ที่ชัด—ทั้งสโมสรและโรงเรียน โดย คุณสุธาสินี เหล่ารุ่งโรจน์ ผู้บริหารโรงเรียนทวีเอสซี วิทยา ถึงกับโพสต์แสดงความภูมิใจว่า

“ขึ้นยานแม่ไปอีก 1 คน~ Wonderkid U16 เจเจ 16ปี รุ่น52 อยู่กินนอนด้วยกันมา 3-4 ปี ภูมิใจมากค่ะ ขอบคุณประธานฮั่น ที่ให้โอกาสน้องได้ลงนัดแรกค่ะ”

ข้อความสั้นๆ แต่สะท้อน 3 แกนคิดชัดเจน เวลา (3–4 ปีของการบ่มเพาะ), วัฒนธรรมร่วม (อยู่–กิน–ซ้อมเป็นทีม), และ โอกาส (หน้าที่ของสโมสรคือเปิดประตูสู่ทีมชุดใหญ่)

เชียงราย–เมืองแห่งการปั้น เมื่อหมายเลข 37 มี “ความทรงจำ” เป็นแรงผลัก

สถิติของเจเจหนีไม่พ้นการถูกเทียบกับ เอกนิษฐ์ ปัญญา—ดาวเตะที่เติบโตจากระบบเดียวกัน จนไปไกลถึงทีมชาติชุดใหญ่และเจลีก ความคล้ายคลึงจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น “ผลลัพธ์เชิงระบบ” ของสโมสรที่ กล้าคืนพื้นที่เกมจริงให้เยาวชน ภายใต้กรอบวินัยและมาตรฐานที่คุมเข้ม

  • บทบาทในสนาม: เจเจเป็นกองกลางสไตล์ “เชื่อมเกม” ที่ดูนิ่งเกินวัย จุดเด่นคือการจ่ายบอลสั้น–กลางสะอาด การเลือกตำแหน่งรับ–ส่งเพื่อเปิดมุมเล่น และการไม่ตื่นกับสปีดเกมที่สูงขึ้น
  • บทบาทนอกสนาม: นักเรียน ม.4 ที่ต้องจัดสมดุลการเรียน–ซ้อม–แข่งขัน—นี่คือความท้าทายสำคัญของเยาวชนอาชีพ และคือเหตุผลที่ระบบ “โรงเรียน–อะคาเดมี” ของเชียงรายถูกยกเป็นต้นแบบในแง่การ ดูแลทั้งคนและนักกีฬา

นัยสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ “จะเป็นเอกนิษฐ์คนต่อไปหรือไม่” แต่อยู่ที่ เจเจจะเป็น “ภพธรรม พรคต” ในเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองได้อย่างไร—เส้นทางที่ต้องเดินด้วยวินัย–ตัวเลขการซ้อม–และความมุ่งมั่นมากกว่าภาพจำ

นาทีที่ 88 "ประธานฮั่น" มิตติ ติยะไพรัช เปลี่ยนตัว เจเจ เข้าสนาม ในวัย 15 ปี 11 เดือน 16 วัน

ทำเนียบแข้งอายุน้อยสุดในไทยลีกตัวเลขที่เล่า “ปรัชญา” ของทั้งลีก

การที่ไทยลีกบันทึกชื่อของเจเจในฐานะนักเตะอายุน้อยสุดอันดับ 3 ต่อจาก ศุภณัฏฐ์ และ เอกนิษฐ์ แปลความเป็นสองชั้น

  1. เชิงสโมสร: สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด รักษาเส้นทางพัฒนาเยาวชนให้เชื่อมกับทีมชุดใหญ่จริง ไม่ใช่เพียงรูปธรรมบนเอกสาร
  2. เชิงลีก: ไทยลีกพร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนลงเล่น หากผ่านมาตรฐานและสมควรได้เวลา

นี่คือสิ่งที่ สโมสร–ลีก–แฟนบอล ต้องร่วมกันประคับประคอง เพราะสถิติเหล่านี้จะมีค่า ก็ต่อเมื่อ เวลาในสนาม ค่อยๆ งอกเงยเป็น คุณภาพการเล่น ไม่ใช่ “เช็คอินสถิติ” แล้วหายไป

เกมที่มากกว่าชัยชนะ 1–0 บทเรียนการใช้งานเยาวชนในนาทีสำคัญ

การส่งเจเจลงในช่วงนำแบบ “เฉือน” สะท้อนความเชื่อใจของสตาฟฟ์โค้ชต่อความคุมเกมของเด็ก มันคือบททดสอบความนิ่ง—บีจี ปทุมฯ เป็นทีมที่มีแรงปะทะสูงและสปีดยามไล่ตีเสมอ หากเยาวชน “ตกใจจังหวะ” ก็เสี่ยงโดนเพรสแล้วเสียบอลในพื้นที่อันตราย

การผ่านนาทีท้ายๆ แบบไม่เสียรูปทรง จึงเป็น “เคสสตัดดี้” สำหรับการใช้งานเยาวชน ให้เวลาในเงื่อนไขกดดันที่คุมความเสี่ยงได้, ประเมินผลจาก “คุณภาพการตัดสินใจ” มากกว่า “ไฮไลต์จังหวะเดียว” และค่อยๆ ขยายเวลาเมื่อเห็นความพร้อมต่อเนื่อง

ผลสะเทือนเชิงระบบ แรงบันดาลใจ–ความคาดหวัง–มาตรฐานใหม่ของอะคาเดมี

ทุกครั้งที่มี “เด็ก ม.ปลาย” ข้ามขึ้นไทยลีก วงแหวนคลื่นจะวิ่งไปไกลกว่าสโมสร

  • ต่อเยาวชนในระบบ: เห็น “ทางขึ้น” ชัดเจน—ซ้อมหนัก = มีโอกาสจริง
  • ต่อผู้ปกครอง–โรงเรียน: มั่นใจว่าการเลือกเส้นทางกีฬาไม่ใช่การทิ้งการศึกษา หากไปคู่กันได้
  • ต่อตลาดนักเตะ: สโมสรที่ปั้นเก่ง จะมี “ทุนมนุษย์” เป็นสินทรัพย์ สำคัญทั้งในเชิงกีฬาและเศรษฐกิจ (รักษาไว้ใช้เอง หรือกลายเป็นดีลในอนาคต)
  • ต่อไทยลีก–ทีมชาติ: ยกระดับฐานกว้างของผู้เล่นอายุ 15–19 ปี ที่มี “เวลาแข่งขันจริง” เร็วขึ้น

ทั้งหมดนี้ต้องพ่วงด้วย มาตรฐานคุ้มครองนักกีฬาเยาวชน—การจัดการภาระซ้อม–เรียน–พักผ่อน, การโภชนาการ, การฟื้นฟูร่างกาย, และ “การสื่อสาร” ที่ไม่กดเด็กด้วยความคาดหวังเกินวัย

ตัวเลขชวนคิด เวลา–คุณภาพ–รอยต่อสู่ฤดูกาลแรกเต็มใบ

แม้การเดบิวต์ของเจเจจะมีเวลาเล่นไม่มาก แต่ในเชิงพัฒนา นาทีคุณภาพ” (Quality Minutes) สำคัญกว่าจำนวนรวม—นาทีที่ใช้ในเกมจริงกับคู่แข่งแกร่ง มีค่าทางการเรียนรู้มากกว่านาทีจำนวนมากในเกมต่ำแรงกดดัน

สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้คือ

  • จำนวนเกม–นาทีสะสม: สโมสรจะค่อยๆ เปิดพื้นที่แค่ไหน—ถ้วยลีก, ลีกคัพ, เอฟเอคัพ
  • บทบาทเชิงแท็กติก: เริ่มจาก “เชื่อมเกมปลอดภัย” ไปสู่ “จ่ายคิลเลอร์–วิ่งสอด–เพรสซิ่ง” ตามพัฒนาการ
  • การดูแลภาระเรียน: โรงเรียน–สโมสรจะวางตารางอย่างไรให้ ผลการเรียนไม่สะดุด และ ร่างกายไม่โอเวอร์โหลด

หากองค์ประกอบเหล่านี้ลงล็อก ฤดูกาลหน้าอาจเป็น “ฤดูกาลแรกเต็มใบ” ที่เจเจไต่ระดับไปสู่บทบาทหมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญ

เสียงสะท้อนจากระบบ “โอกาส” ที่ต้องมาพร้อม “แนวทาง”

ในมุมโครงสร้างฟุตบอลไทย “โอกาส” ให้เยาวชนลงเล่นคือจุดเริ่มต้น แต่ต้องตามด้วย “แนวทางพัฒนา” ที่ยึดมั่น ไม่เช่นนั้นเด็กจะติดกับ กับดักสถิติ มากกว่า การเติบโตแท้จริง

  1. การโค้ชรายบุคคล (Individual Development Plan) — แผนพัฒนารายเดือน–รายไตรมาสที่ชัดเจน
  2. สภาพแวดล้อมการซ้อมคุณภาพสูง — ซ้อมกับทีมชุดใหญ่, สแคริมเมจสปีดจริง, โค้ชเทคนิคเฉพาะตำแหน่ง
  3. การส่งเสริมด้านจิตวิทยาการกีฬา — รับมือความคาดหวัง สื่อสารกับสังคม–สื่อ–แฟนคลับอย่างเป็นมืออาชีพ
  4. พี่เลี้ยงในทีม — รุ่นพี่สายเดียวกันคอยแนะนำ ทั้งในและนอกสนาม

ระบบแบบนี้คือความต่างระหว่าง “ดาวรุ่งวูบวาบ” กับ “ตัวหลักระยะยาว”

เชียงราย–แบบเรียนของการเชื่อม “โรงเรียน–อะคาเดมี–สโมสร”

หากถอดบทเรียนจากเคสเจเจ สิ่งที่เห็นเด่นชัดคือ โมเดลความร่วมมือ โรงเรียนที่เข้าใจภารกิจพัฒนา คน+นักกีฬา”, อะคาเดมีที่จัดหลักสูตรฝึกซ้อมสอดคล้องกับคาแรกเตอร์สโมสร, และทีมชุดใหญ่ที่เปิดทางให้เด็กได้สัมผัสเกมจริงอย่างมีกรอบ

นี่คือ “สามเหลี่ยม” ที่หลายสโมสรอยากทำ แต่ไม่ง่าย—ต้องมี ความต่อเนื่อง, ความไว้วางใจ, และเป้าหมายร่วม ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเชียงรายพิสูจน์มาแล้วกับ เอกนิษฐ์ และกำลังเริ่มบทใหม่กับ ภพธรรม

จากนาทีที่ 88 สู่เส้นทาง 10 ปีข้างหน้า—ใครๆ ก็พูดถึง “พรสวรรค์” แต่สิ่งชี้ชะตาคือ “พรแสวงที่ทำทุกวัน”

เมื่อเสียงนกหวีดจบเกมดังขึ้น สถิติถูกบันทึกเรียบร้อย—สิงห์ เชียงรายฯ 1–0 บีจี ปทุมฯ และชื่อ ภพธรรม พรคต ถูกเติมลงในทำเนียบฟุตบอลไทยอย่างภาคภูมิ แต่หลังจากนี้คือ “ชีวิตจริง” ของดาวรุ่งวัย 15 ปี 11 เดือน 16 วัน ที่ต้องเผชิญการซ้อมหนักกว่าวันก่อน, ต้องรักษาความนิ่งท่ามกลางแววตาคาดหวัง, และต้องเติบโตทั้งในฐานะนักเตะ–นักเรียน–ลูกหลานของชุมชนฟุตบอลเชียงราย

สำหรับสโมสร–โรงเรียน–และลีก ค่ำคืนนี้ย้ำชัดว่า ระบบที่ดี สร้าง “โอกาส” ให้เกิดขึ้นได้จริง ส่วน “ปลายทาง” จะไปไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ วินัยและรายละเอียดเล็กๆ ที่เก็บทุกวัน

สำหรับแฟนบอล—เก็บชื่อ เจเจ” ภพธรรม พรคต ไว้ในสมุดเช็คชื่อดาวรุ่งของคุณ เขาอาจไม่การันตีว่าเป็น “เอกนิษฐ์ 2” แต่ถ้าเดินต่อบนเส้นทางที่ใช่ เราอาจได้เห็น “ภพธรรม” ในเวอร์ชันที่ทำให้หมายเลข 37 หนักแน่นขึ้นอีกชั้น—ด้วยผลงานของเขาเอง

ไทม์ไลน์–ข้อมูลสำคัญ (สรุป)

  • ชื่อ–อายุ: ภพธรรม พรคต (“เจเจ”) — 15 ปี 11 เดือน 16 วัน ตอนเดบิวต์ไทยลีก
  • สโมสร: สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด (หมายเลข 37)
  • เกมเดบิวต์: ไทยลีก 1 ฤดูกาล 2025/26 นัดที่ 5 — 21 ก.ย. 2568
  • ผลการแข่งขัน: สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ชนะ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด 1–0
  • ทำเนียบอายุน้อยสุดไทยลีก (Top 3):
    1. ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา — 15 ปี 8 เดือน 22–23 วัน
    2. เอกนิษฐ์ ปัญญา — 15 ปี 11 เดือน 5 วัน
    3. ภพธรรม พรคต — 15 ปี 11 เดือน 16 วัน
  • เส้นทางเยาวชน: StarPower Academy / อะคาเดมีสิงห์เชียงรายฯ / สโมสรเชียงราย ซิตี้ / โรงเรียนทวีเอสซี วิทยา
  • เวทีคัดตัว–ทีมชาติ: FIFA TDS Talent ID 2025 (44 คนสุดท้าย), เก็บตัวทีมชาติไทย U17 (มิถุนายน 2568)
  • รางวัลสำคัญ: MVP รายการ “รวมโชค Youth Fighter #U16”
เจเจ “ภพธรรม พรคต” กับ คุณสุธาสินี เหล่ารุ่งโรจน์ ผู้บริหารโรงเรียนทวีเอสซี วิทยา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด (Singha Chiangrai United)
  • ไทยลีก (Thai League Co., Ltd.)
  • สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ (FA Thailand)
  • FIFA – Talent Development Scheme (TDS)
  • โรงเรียนทวีเอสซี วิทยา
  • StarPower Academy / สโมสรเชียงราย ซิตี้
  • PPTV x BDMS Presents Bundesliga Dream
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

“สนามบินพะเยา” คืบหน้า 4,421 ล้านบาท เชียงรายควรรับมือการแข่งขัน-เสริมกันอย่างไร

สนามบินพะเยา” ใกล้เป็นจริงไทม์ไลน์ปี 2576 คืบหน้าอย่างไร และ “เชียงราย” ควรรับมือแบบไหน

เชียงราย, 24 กันยายน 2568 — ท่ามกลางการฟื้นตัวของการเดินทางทางอากาศและการแข่งขันดึงนักท่องเที่ยวสู่ภาคเหนือตอนบน โครงการ ท่าอากาศยานพะเยา กลับมาถูกจับตาอีกครั้ง โดย กรมท่าอากาศยาน (ทย.) เร่งสรุปผลศึกษาและออกแบบรายละเอียด เพื่อมุ่งเริ่มก่อสร้างปี 2573 และเปิดให้บริการปี 2576 ตามกรอบนโยบายยกระดับ “เมืองรอง” สู่ “เมืองหลัก” ในระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ

แม้ “พะเยา” จะเป็นเพียงหนึ่งในจิ๊กซอว์ของการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน แต่การมี “สนามบินใหม่” ห่างเชียงรายเพียงราวชั่วโมงเศษ ย่อมส่งผลต่อ ภูมิทัศน์การแข่งขัน ของ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง–เชียงราย ซึ่งวันนี้แบกรับผู้โดยสารราว 1.9 ล้านคน/ปี และทำหน้าที่เป็นจุดรวมของเที่ยวบินในต่างประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวที่มุ่งเชียงราย–แม่สาย–เชียงของ–สามเหลี่ยมทองคำ

โครงการ ขนาด–งบ–ศักยภาพที่ตั้ง “ดอนศรีชุม–ดอกคำใต้”

ตามผลการศึกษาเบื้องต้น สนามบินพะเยาจะตั้งในพื้นที่ ตำบลดอนศรีชุม อ.ดอกคำใต้ ครอบคลุมกว่า 2,550–2,812 ไร่ โดยกำหนดทางวิ่ง (Runway) ยาว 2,500 เมตร กว้าง 45 เมตร รองรับเครื่องแอร์บัส A320/โบอิ้ง 737 อาคารผู้โดยสารขนาดใช้สอยประมาณ 9,000 ตร.ม. (รวมสิ่งปลูกสร้างอื่นราว 12,000 ตร.ม.) ลานจอดรถเบื้องต้น ~150 คัน งบลงทุนรวมรายงานอยู่ที่ ~4,421 ล้านบาท แยกเป็น ค่าก่อสร้าง ~2,001–2,201 ล้านบาท, ค่าเวนคืน ~1,700 ล้านบาท, บำรุงรักษา 30 ปี ~720 ล้านบาท (ตัวเลขขึ้นกับแหล่งข้อมูล)

ไทม์ไลน์ ที่สื่อสารต่อสาธารณะยังมีความต่าง โดยบางรายงานคาดเปิดปี 2572 แต่ข้อมูลล่าสุดของหน่วยงานในพื้นที่และข่าวภาครัฐชี้เป้า 2576–2577 ขณะที่งบประมาณเพื่อจัดทำ EIA ก็มีรายงาน 42 ล้านบาท และ 100 ล้านบาท สะท้อนความจำเป็นที่ กระทรวงคมนาคม–กรมท่าอากาศยาน ต้อง “ล็อกข้อมูลเดียวกัน” เพื่อลดความสับสนและสร้างความเชื่อมั่น

คำถามที่เชียงรายต้องตอบ แข่ง–เสริม–หรือเดินไปด้วยกัน

ภาพรวมผู้โดยสารที่คาดของพะเยาช่วงปีแรกอยู่ราว 78,000–99,000 คน/ปี (มากกว่า 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ในช่วงเริ่มต้น) ยังห่างไกลจากเชียงราย แต่การเข้ามาของสนามบินย่อมสร้าง “แรงเสียดทาน” ในตลาดบางส่วน โดยเฉพาะ

  • ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ วัฒนธรรม กว๊านพะเยา–ภูซาง–ภูลังกา ที่พะเยาเป็นจุดหมายตรง
  • เดินทางธุรกิจท้องถิ่น ระหว่างอำเภอพะเยา–ดอกคำใต้–เชียงคำ–จุน ที่ต้องการ “สนามบินใกล้บ้าน”
  • เที่ยวบินสั้น–เชื่อมเมืองหลัก เช่น กรุงเทพฯ–พะเยา ซึ่งเดิมผู้โดยสารต้องลงเชียงรายแล้วต่อรถ

แต่ในอีกด้าน “สนามบินใกล้กัน” อาจเป็น กลไกเสริม ให้เกิด เครือข่ายท่าอากาศยาน ที่กระจายโหลดผู้โดยสารช่วงพีก กระจายเส้นทางท่องเที่ยว และดัน “แพ็กเกจร่วม” เช่น “ลงพะเยา–ขึ้นเชียงราย” หรือ “ลงเชียงราย–ต่อรถ–เที่ยวกว๊าน–ย้อนกลับบินพะเยา” หากผู้ประกอบการ–ททท.–ภาคบิน ทำการตลาดร่วมกันอย่างจริงจัง

ฉากทัศน์ 3 แบบ ผู้อ่านลองชั่งน้ำหนักเอง

เพื่อไม่ชี้นำ เราชวนผู้อ่านมองผ่าน สามฉากทัศน์ ที่เป็นไปได้ พร้อม “ข้อดี–ข้อเสีย” แบบย่อๆ

ฉากทัศน์ที่ 1 แข่งขันดุเดือด (Winner-takes-most)

  • ข้อดี: เพิ่มตัวเลือกผู้โดยสาร กดต้นทุนค่าโดยสารบางช่วง เชื่อมต่อพื้นที่รอบกว๊านสะดวกขึ้น เกิดแรงพัฒนามาตรฐานบริการทั้งสองสนามบิน
  • ข้อเสีย: แย่งเส้นทางหลัก/สลอตบิน ทำให้เชียงรายสูญเสียปริมาณบางส่วน; หากพะเยายังสร้างอุปสงค์ใหม่ไม่ทัน อาจเกิด “สนามบินว่าง” ต้องพึ่งงบหลวงบำรุงเพิ่ม

ฉากทัศน์ที่ 2 เสริมกัน (Complementarity)

  • ข้อดี: สร้างเครือข่าย Hub–Spoke ขนาดเล็กในภาคเหนือ บริหาร “โหลดพีก” ได้ดีขึ้น จัดแพ็กเกจ “สองสนามบิน–หนึ่งทริป” ดึงพำนักนานขึ้น เพิ่มการใช้จ่าย
  • ข้อเสีย: ต้องใช้การประสานตารางบิน–เส้นทางรถเชื่อม–ข้อมูลผู้โดยสารร่วมกันสูง หากขาดเอกภาพ การเสริมกันอาจกลายเป็นซ้ำซ้อน

ฉากทัศน์ที่ 3 ชะลอ–ทบทวน (Wait-and-see)

  • ข้อดี: ลดความเสี่ยงงบลงทุนช่วงไม่แน่นอน ประเมินความคุ้มค่าเทียบโครงการใหญ่ เช่น รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของที่ตัดผ่านพะเยา
  • ข้อเสีย: โอกาสยกระดับพะเยาสู่ “เมืองหลัก” อาจช้าลง ภาคเอกชนขาดความแน่ใจในการตัดสินใจลงทุน

เชียงรายควร “ตั้งรับเชิงรุก” อย่างไร

  1. ยืนยันสถานะ “เกตเวย์โขง–ล้านนา” ด้วยเครือข่ายเส้นทาง
    ดึง–รักษาเส้นทางอินเตอร์ (จีนตอนใต้–ลาว–เมียนมา–เวียดนามเหนือ) และโลว์คอสต์ในประเทศ ปรับตารางเชื่อม “ทัวร์ริสท์ลูป” เชียงราย–พะเยา–น่าน–แพร่ ด้วยแคมเปญร่วม
  2. ต่อยอดโครงการเชิงเทคนิค (MRO–คาร์โก้–เที่ยวบินเช่าเหมาลำ)
    หากเชียงรายเร่งบทบาท ศูนย์ซ่อมบำรุง (MRO)–คาร์โก้ชายแดน–เช่าเหมาลำฤดูกาล จะสร้าง “รายได้ไม่ผันผวน” และยากให้สนามบินใหม่แข่งขันในระยะสั้น
  3. เชื่อมพื้นดินให้ลื่นไหล (Air–Ground Integration)
    ลงทุน/ผลักดัน รถรับ–ส่งร่วม (shuttle) ระหว่างสนามบิน–จุดท่องเที่ยว–บขส.–สถานีรถไฟทางคู่ในอนาคต รวมถึงระบบตั๋วรวม บิน+รถ” เพื่อลดต้นทุนเวลา
  4. บูรณาการการตลาดปลายทาง (Destination Marketing)
    ทำแพ็กเกจ “สองเมือง–สองสนามบิน” ร่วมพะเยา เช่น เส้นทาง เชียงราย–แม่สาย–เชียงแสน–กว๊านพะเยา–ภูลังกา เพื่อยืด Length of Stay และเพิ่ม Spending per Trip
  5. ติดตามข้อมูล–สื่อสารความจริง
    ตั้ง แดชบอร์ดเชิงนโยบาย ของจังหวัด รวบรวมสถิติผู้โดยสาร–เส้นทาง–ค่าโดยสาร–การเชื่อมต่อภาคพื้นดิน และสื่อสารสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดข่าวลือ–เพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน

ประเด็นคาใจ งบ–EIA–ไทม์ไลน์ “ต้องเคลียร์ให้ชัด”

  • งบรวม 4,421 ล้านบาท พบความต่างของรายละเอียดรายการ (ค่าก่อสร้าง/เวนคืน/บำรุงรักษา) ระหว่างแหล่งข้อมูล
  • งบ EIA รายงาน 42 ล้านบาท กับ 100 ล้านบาท ส่วนต่างที่สูงชวนถามถึงกรอบงานศึกษาและขอบเขตสิ่งแวดล้อมที่จะครอบคลุม
  • ไทม์ไลน์เปิดใช้ 2572 vs 2576–2577 ส่วนต่าง 4–5 ปี สะท้อนความไม่แน่นอนด้านขั้นตอนอนุมัติ–ออกแบบ–เวนคืนที่ดิน–งานโยธา

คำถามเหล่านี้ไม่ได้ “คัดง้าง” โครงการ หากแต่เป็น เงื่อนไขความโปร่งใส ที่หน่วยงานรัฐควรเร่ง “ล็อกเวอร์ชัน” ของข้อมูลให้สังคมใช้ชุดเดียวกัน เพื่อวัดความคุ้มค่า–ผลประโยชน์ทับซ้อน–และลำดับความสำคัญของงบประมาณได้อย่างยุติธรรม

เทียบสนามบินเมืองรองใกล้เคียง บทเรียนความคุ้มค่า

ปี 2566 สนามบินเมืองรองในโซนเหนือ เช่น น่านนคร ~386,000 คน/ปี และ ลำปาง ~195,000 คน/ปี สะท้อนความจริงว่า “สนามบินจังหวัด” ต้องอาศัย ยุทธศาสตร์ปลายทาง ไม่ใช่รันเวย์อย่างเดียว การจะให้พะเยาถึง ~324,000 คน/ปี ภายใน 30 ปี ตามกราฟคาดการณ์ จึงต้องมีทั้ง อุปสงค์ท่องเที่ยวจริง, โครงสร้างรองรับ, และ เส้นทางบินสม่ำเสมอ ไม่ใช่ความหวังกับตัวเลขฉากสวย

เสียงจากพื้นที่

  • ฝั่งพะเยา ผลัก เอกลักษณ์อาคารล้านนา–กว๊านพะเยา เป็นแม่เหล็ก และขอสนามบินเพื่อกระจายโอกาส
  • ฝั่งเชียงราย สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานภูมิภาค แต่ย้ำบทบาทแม่ฟ้าหลวงในฐานะ เกตเวย์ชายแดน ต้องไม่ด้อยลง
  • ฝั่งส่วนกลาง เน้น ศึกษาความคุ้มค่า–ไม่ซ้ำซ้อน กับโครงการใหญ่ (เช่น รถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ) และบริหารงบประมาณอย่างมีวินัย

ทางเลือกร่วม แข่งขัน “เชิงความสามารถ” มากกว่า “เชิงทำเล”

หากมอง “สนามบิน” เป็นเพียง ทรัพย์สินทางกายภาพ คำตอบจะวนอยู่กับแย่งผู้โดยสาร แต่หากมอง “สนามบิน” เป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจ คำตอบจะไปไกลถึงบริการ หลังประตูสนามบิน ตั้งแต่ โรงแรม–ทัวร์–MICE–สุขภาพ–โลจิสติกส์–ค้าชายแดน ซึ่งเชียงรายได้เปรียบด้วยฐานชายแดน–การค้า–เส้นทางท่องเที่ยวสุกงอม ส่วนพะเยาได้เปรียบเรื่อง “เสน่ห์ธรรมชาติ–ความสงบ–ราคาคุ้มค่า” การจับมือทำ แบรนด์ “เหนือบน” ที่แบ่งบทบาทให้ชัด จึงอาจสร้าง ผลรวมทางเศรษฐกิจ สูงกว่าแข่งราคาเที่ยวบิน

ชั่งน้ำหนัก “ได้–เสีย” ด้วยตัวคุณ

หากพะเยามีสนามบิน…

ได้อะไร

  • ตัวเลือกเดินทางเพิ่มขึ้นสำหรับคนพะเยา–เมืองรอบกว๊าน
  • โอกาสแพ็กเกจ “สองสนามบิน–หนึ่งทริป” เพิ่มวันพักและการใช้จ่าย
  • กระจายโหลดผู้โดยสารช่วงพีก ลดคอขวดในบางฤดูท่องเที่ยว

เสี่ยงอะไร

  • ซ้ำซ้อนกับโครงสร้างพื้นฐานอื่นหากไม่บูรณาการ (เช่น รถไฟทางคู่)
  • ภาระบำรุงรักษาหาก “อุปสงค์จริง” โตไม่ทัน
  • ดึงผู้โดยสารจากเชียงรายบางส่วน หากขาดการตลาดร่วม–เชื่อมต่อภาคพื้นดิน

สุดท้าย คำตอบ “ดี–เสีย” ไม่ได้อยู่ที่รันเวย์ยาวเท่าไร แต่อยู่ที่ ยุทธศาสตร์ใช้สนามบิน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างไรเชียงรายจะชนะด้วย “ความเป็นประตูโขง” และพะเยาจะชนะด้วย “คุณค่าปลายทาง” หากทั้งสองทำการบ้านของตนเองครบ

 เกมนี้ไม่ใช่ศูนย์รวมถ้าร่วมออกแบบให้ “คน–เมือง–ภูมิภาค” ชนะ

การเกิด “สนามบินพะเยา” จะเป็น คู่แข่ง หรือ คู่เสริม ของเชียงราย ขึ้นอยู่กับสามสิ่ง (1) ความชัดเจนของข้อมูล–งบ–ไทม์ไลน์ที่รัฐต้องยุติความคลุมเครือ (2) ความสามารถของเชียงรายในการ ยกระดับบริการ–เครือข่าย–ธุรกิจต่อยอด เหนือกว่าการเป็นสนามบินรับ–ส่ง และ (3) ความร่วมมือเชิงการตลาด–การเชื่อมต่อพื้นดินระหว่างสองจังหวัดให้ เดินเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่คนละเล่ม

สำหรับผู้อ่าน คำเชิญชวนคือ อย่าตัดสินจากชื่อโครงการ ให้ดู “ตัวเลขการใช้จริง–แผนการตลาดปลายทาง–ความพร้อมเชื่อมต่อ” แล้วถามกลับว่า “เมื่อสนามบินเปิด ประสบการณ์ผู้โดยสาร–รายได้ธุรกิจ–คุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น ดีขึ้นจริง หรือไม่” เพราะสนามบินที่ดี ไม่ได้วัดด้วยจำนวนเที่ยวบินเพียงอย่างเดียว แต่ด้วย โอกาสใหม่ ที่กระจายถึงผู้คนทั้งภูมิภาค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมท่าอากาศยาน (ทย.) / กระทรวงคมนาคม
  • Cofact: การทวนสอบตัวเลขและข้อเท็จจริงสาธารณะเกี่ยวกับสนามบินพะเยา
  • ข้อมูลผู้โดยสารสนามบินภาคเหนือ (ปี 2566)
  • โครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ)
  • เขียนโดย กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

สมาคมธนาคารไทย ชี้เงินบาทแข็งสวนทาง ต่างชาติขายสุทธิ หวั่นเงินนอกระบบไหลเข้า

หัวขบวนส่งสัญญาณ สมาคมธนาคารไทยชี้ “ต้อง Connect the dots” ก่อนสาย

กรุงเทพฯ, 22 กันยายน 2568 — นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยภายหลังเข้าหารือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ว่าภาคธนาคารได้สะท้อน “ความผิดปกติ” ของเงินทุนไหลเข้า ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องท่ามกลางสภาวะ ต่างชาติขายสุทธิทั้งหุ้นและพันธบัตร ซึ่ง “สวนทางกลไกตลาด” จึงจำเป็นต้องเร่งทำ Connect the dots—เชื่อมโยงข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้เห็นเส้นทางเงินอย่างครบถ้วน

สาระของข้อเสนอ คือ รวมศูนย์ภาพใหญ่ ที่วันนี้แยกส่วนอยู่ใน “ไซโลข้อมูล” หลายใบ: ธปท.เห็นกระแสเงินข้ามพรมแดน, ปปง.เห็นธุรกรรมผิดปกติในระบบสถาบันการเงินและนอกระบบ, ก.ล.ต.เห็นโครงสร้างผู้ถือหุ้นและธุรกรรมในตลาดทุน—เมื่อดึง “ทุกจุด” มาต่อกัน จึงจะเห็น “เครือข่าย” และ “แพตเทิร์น” ที่แยกกันแล้วมองไม่ออก

“สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ Connect the dots… เงินไหลเข้าปริมาณมาก แต่ไม่ผ่านช่องทางตลาดปกติ เราต้องรู้ว่าเงินมาจากไหน จะได้แก้ปัญหาให้ตรงจุด” — ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

เงินบาทแข็งสวนกระแส สัญญาณชวนสงสัยว่ามี “เงินนอกตลาด” ไหลเข้า

เชียงราย/กทม., 23 กันยายน 2568 — ในวันที่เงินบาทเปิดแถว 31.78–31.82 บาท/ดอลลาร์ ตลาดหุ้นไทยปรับลงกว่า 10 จุด ขณะที่ต่างชาติ ขายสุทธิหุ้น ~3,190 ล้านบาท และ ขายสุทธิพันธบัตร ~302 ล้านบาท หากวัดตามตำรามาตรฐาน ค่าเงินควร “อ่อน” จากฟันด์โฟลว์ไหลออก แต่ในความจริงกลับ “แข็ง” ขึ้น นี่คือ สัญญาณบิดเบี้ยว ที่ยากอธิบายด้วยพฤติกรรมการลงทุนปกติ

แน่นอน ปัจจัยภายนอกอย่าง ดอลลาร์อ่อน จากความคาดหวังนโยบายดอกเบี้ยของเฟด ย่อมหนุนให้สกุลเงินตลาดเกิดใหม่แข็งขึ้น แต่เมื่อ ภาพในประเทศยังอ่อนแรง—หนี้ครัวเรือนสูง, สินเชื่อรายย่อยและยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยหดตัว—จึงยิ่งตั้งคำถามว่า แรงซื้อเงินบาท มาจากไหน หากไม่ใช่จากตลาดทุน/พันธบัตรตามปกติ คำตอบที่เป็นไปได้ คือ เงินเข้าช่องอื่น (เช่น ทางการค้า–บริการ–เงินโอนผ่านนิติบุคคล–ธุรกรรมดิจิทัล–โครงสร้างถือหุ้นซับซ้อน) ซึ่งบางส่วนอาจอยู่ในโซน เงินร้อน–เงินเทา” ที่หลบสายตากลไกตลาด

นายกฯ–ทีมเศรษฐกิจ “ยกทีมคุย” ภาคธนาคาร ตั้งโจทย์ใหญ่–เดินเกมไว

การพบปะครั้งนี้ถูกมองว่า “ไม่ธรรมดา” เพราะเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี ที่ นายกรัฐมนตรี พร้อม ครม.เศรษฐกิจ มานั่งโต๊ะเดียวกับ สมาคมธนาคารไทย เพื่อแลกเปลี่ยนตรงถึง “ทิศทาง” และ “โจทย์เร่งด่วน”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ย้ำว่า ภายใต้แนวนโยบาย “สั่งวันนี้ ทำเมื่อวาน” ได้สั่งตั้ง ทีมเชื่อมจุด ที่กระทรวงการคลัง ประสาน ธปท.–ปปง.–ก.ล.ต. เดินหน้าหาคำตอบว่า เงินมาจากไหน” พร้อมขีดเส้นเวลาลงมือ ทันทีหลังแถลงนโยบาย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ Quick Big Win ควบคู่กับโจทย์แกนกลางของรัฐบาลคือ ภาคประชาชน–การจ้างงาน–หนี้ครัวเรือน–สภาพคล่อง SMEs

“เรา Connect the dots ไว้แล้ว เป้าหมายคือให้เห็นว่าเงินมาจากไหน จะได้แก้ให้ตรงจุด… ปลดไซโล ให้หน่วยงานทำงานร่วมกันจริง” — เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง

ปม “เศรษฐกิจนอกระบบ 48%” และ “ข้อมูลกระจัดกระจาย” ที่ทำให้แก้ช้า

หัวใจของความยากไม่ได้อยู่แค่ “ตัวเลข” แต่อยู่ที่ “สภาพแวดล้อมข้อมูล” ของเศรษฐกิจไทย—เมื่อ เศรษฐกิจนอกระบบคิดเป็นถึง ~48% ของกิจกรรมทั้งระบบ ความเสี่ยงจึงสูงที่เงินจำนวนมากจะไหลในช่องทางที่ กฎหมายเข้าถึงยาก–ข้อมูลไม่ครบ–ผู้รับผลประโยชน์ซ่อนอยู่ ผลที่ตามมา คือ คุณภาพหนี้เปราะบาง และ สภาพคล่องไม่ซึมถึงจุดที่ต้องการ (ครัวเรือน–SMEs)

Net Errors & Omissions (NEO)” ในงบดุลการชำระเงินที่แกว่งแรงยิ่งสะท้อน ช่องว่างข้อมูล—ตัวเลขที่ “ตั้งหลักไม่ติด” เพราะส่วนหนึ่งอาจอยู่ในธุรกรรมที่ยังไม่ถูกบันทึก–ระบุที่มาไม่ชัด หรือไม่ผ่านช่องทางตลาดปกติ ช่องว่างนี้เองทำให้ฝ่ายกำกับ (ที่มองด้วยเลนส์สถิติ) กับฝ่ายนโยบาย (ที่กังวลความมั่นคง) อาจตีความ ความเสี่ยง” ต่างกัน และหากไม่ “เชื่อมจุด” ให้เห็นภาพเดียวกัน การสื่อสารสาธารณะย่อม สั่นคลอนความเชื่อมั่น ได้ง่าย

แผนปฏิบัติ เชื่อมข้อมูล–แบ่งบท–ลงมือ “ลุย” ตามแนวราบ

เพื่อแปลงแนวคิด Connect the dots ให้เป็นผลลัพธ์จับต้องได้ จำเป็นต้องมี “แพลตฟอร์มและกระบวนการ” ที่หน่วยงานนำไปใช้ร่วมกันได้จริง

1) กระทรวงการคลัง – ห้องยุทธการเชื่อมจุด
ทำหน้าที่ แม่งาน–ประสาน ตั้ง คณะทำงานถาวร ที่ประชุมสม่ำเสมอ มีแดชบอร์ดภาพรวม: ค่าเงิน, ฟันด์โฟลว์, NEO, ธุรกรรมต้องสงสัย, โครงสร้างถือหุ้น และสัญญาณเตือนเชิงระบบ

2) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) – เรดาร์มหภาค
ติดตาม กระแสเงินตราต่างประเทศ–อัตราแลกเปลี่ยน–สำรองเงินตรา–ธุรกรรม FX แยกประเภทช่องทาง (ตลาดทุน–การค้า–บริการ–โอนเงินนิติบุคคล–โครงสร้างพิเศษ) เพื่อชี้เป้า “ผิดปกติ” ส่งต่อ ปปง. ตรวจเชิงธุรกรรม

3) สำนักงาน ปปง. – เครื่องมือสืบสวนธุรกรรม
ขยาย Red Flag Rules ให้ครอบคลุมรูปแบบใหม่ เช่น โอนข้ามนิติบุคคลหลายชั้น, ใช้นอมินี, บัญชีพักเงิน, เงินโอนมูลค่าสูงผ่านกิจการทุนต่ำ, และธุรกรรมดิจิทัลข้ามแดน ผสานข้อมูลสถาบันการเงิน–ผู้ให้บริการนอกระบบธนาคาร (ที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ฟอกเงิน)

4) สำนักงาน ก.ล.ต. – เปิดหน้ากาก Beneficial Owner
ไล่โซ่การถือหุ้นซับซ้อน จนถึง ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (BO) ของกิจการใน–นอกตลาดทุน กรอง “โครงสร้างผิดสังเกต” และ เชื่อมข้อมูลข้ามหน่วย เพื่อสะกัดใช้บริษัทบังหน้าในการเคลื่อนย้ายเงิน

5) สมาคมธนาคารไทย – ยกระดับมาตรฐาน CDD/EDD
ออก มาตรฐานร่วม ด้านการรู้จักลูกค้า (KYC), การตรวจสอบสถานะทางธุรกิจ (CDD), และ Enhanced Due Diligence (EDD) สำหรับบัญชี/ธุรกรรมเสี่ยงสูง พร้อม ซ้อมสถานการณ์ (tabletop exercise) รายไตรมาสให้สอดรับเรดแฟลกของภาครัฐ

เงินทุนสีเทาคืออะไร–กระทบอะไร

ในหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยคุ้นกับคำว่า “เงินทุนสีเทา”—ทุนที่ กึ่งถูก–กึ่งผิด” หรือ ผิดกฎหมายเต็มรูปแบบ ซึ่งเข้ามาอาศัยช่องว่างกฎหมาย เช่น ใช้ นอมินี ถือหุ้นกิจการสงวน, ตั้ง โครงสร้างบริษัทหลายชั้น บังที่มาของเงิน, ดำเนินกิจการออนไลน์ผิดกฎหมาย, หรือสร้าง “อาณาจักรเศรษฐกิจคู่ขนาน” ที่หมุนเวียนเงินและรายได้อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

เงินกลุ่มนี้ บิดเบือนการแข่งขัน (ตัดราคา–กินรวบ), บั่นทอนเสถียรภาพการเงิน (ธุรกรรมผิดปกติ–เสี่ยงฟอกเงิน), และ ทำลายฐานภาษี (รายได้ไม่เข้าสู่ระบบ) ที่สำคัญ หากปล่อยให้ไหลเข้าระบบการเงินจำนวนมากโดยไม่ถูกตรวจสอบ อาจนำไปสู่ ความเสี่ยงระบบ (systemic risk) จากภาวะ สภาพคล่องลวงตา ค่าเงิน–สินทรัพย์ ผันผวนผิดธรรมชาติ และทำให้ผู้กำหนดนโยบาย ตัดสินใจผิดทาง ได้

เร่งด่วน–วัดผลได้–ทำให้เห็น

สารที่นายกฯ ส่งผ่านทีมเศรษฐกิจชัดเจน: ลำดับความสำคัญ อยู่ที่ “ผลกระทบจริงต่อประชาชน”—งาน–รายได้–หนี้ ขณะที่ ภาพค่าเงิน ต้องคุมให้ สงบ–สะท้อนพื้นฐาน ไม่ใช่ถูกรบกวนจากเงินปริศนา ฝั่งสมาคมธนาคารไทยตอบรับ—พร้อมปรับมาตรฐานตรวจสอบธุรกรรมและความร่วมมือข่าวกรองการเงิน โดย ยังไม่ร้องขอมาตรการพิเศษ เพิ่มเติม ขอเพียง กรอบร่วม–ช่องทางเชื่อมต่อ–เป้าหมายวัดผล ที่ชัด และ “เดินให้ทันเวลา” เพราะนายกรัฐมนตรีมีกรอบเวลาทำงาน 4 เดือนแรก ที่ต้องส่ง “Quick Big Win” สร้างความเชื่อมั่น

เชื่อมโยงสู่โครงสร้าง ทำไมการแก้หนี้–สภาพคล่อง ต้องเดินคู่ “เชื่อมจุด”

แม้ประเด็น “เงินไหลเข้า–ค่าเงิน” ดึงดูดสายตา แต่ ปัจจัยในประเทศ คือเบื้องหลังสำคัญของเสถียรภาพในระยะยาว—หนี้ครัวเรือนสูง, สินเชื่อรายย่อยหด, อสังหาฯชะลอ จึงต้องมี มาตรการสภาพคล่องแบบตรงจุด (เช่น ค้ำประกันสินเชื่อ SMEs, ปรับเกณฑ์เครดิตประวัติใหม่ที่ไม่ “ปิดประตู” คนเปราะบาง) เพื่อให้เงิน ไหลไป “จุดที่ปวด” จริง และ ยึดโยงกับผลิตภาพ ไม่ใช่ไหลไป “เก็งกำไรค่าเงิน–สินทรัพย์”

นี่คือเหตุผลที่โต๊ะนโยบายต้องทำสองอย่าง พร้อมกัน:

  1. เชื่อมจุด เพื่อ กันเงินสีเทา ออกจากระบบ—ลดความผันผวนผิดธรรมชาติ; และ
  2. ปลดคอขวดเครดิต ให้ครัวเรือน–SMEs—อัดฉีดสภาพคล่องอย่าง “รับผิดชอบ” ไปสู่กิจกรรมที่สร้างรายได้จริง

Roadmap 90 วัน จากประกาศสู่ผลลัพธ์

เพื่อให้เห็น ผลจริง ภายในกรอบ “4 เดือนแรก” ของรัฐบาล ชุดมาตรการควรมี หมุดหมายชัด ใน 90 วันแรก ดังนี้

30 วันแรก

  • เปิด แดชบอร์ดเชื่อมจุด (ข้อมูลองค์รวม) ให้ทีมปฏิบัติทุกหน่วยเข้าถึง
  • ออก แนวปฏิบัติเรดแฟลก กลางให้สถาบันการเงิน–ผู้ให้บริการนอกระบบธนาคาร
  • นัด ซ้อมแผน TTX ระดับชาติ ครั้งที่ 1 (กรณีเงินไหลเข้าผิดปกติ–ค่าเงินผันผวน)

60 วัน

  • ทดลอง เคสไล่โซ่ธุรกรรม 3–5 กรณี นำร่อง (การค้า–บริการ–โอนนิติบุคคล–ดิจิทัล)
  • รายงาน ผลคืบหน้า NEO และ “สัญญาณผิดปกติ” ต่อสาธารณะเชิงนโยบาย (ไม่เปิดชื่อบุคคล/กิจการ)
  • เสนอ มาตรการค้ำประกันสภาพคล่อง เป้าหมายเฉพาะ—SMEs กลุ่มที่แข็งแรงแต่ถูกบีบเครดิต

90 วัน

  • แถลง Quick Big Win: เคสยึด–อายัด–ดำเนินคดีสำเร็จ, ปรับปรุงเกณฑ์ EDD ภาคธนาคาร, แนวโน้มค่าเงินกลับสะท้อนพื้นฐานมากขึ้น
  • เปิด ช่องทางร้องเรียน–รับเบาะแส สาธารณะ ที่เชื่อมตรงเข้าทีมเชื่อมจุด

ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร

  • การสื่อสารไม่สอดคล้อง ระหว่างหน่วยงาน อาจทำให้ตลาดตีความผิด—จำเป็นต้องมี ศูนย์สื่อสารกลาง
  • ต้นทุนการปฏิบัติตาม ของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs—รัฐควรจัดทำ คู่มือ–เครื่องมือดิจิทัล ช่วยตรวจเช็กเบื้องต้น
  • โยกย้ายช่องทาง ของทุนสีเทาไปจุดอ่อนใหม่—ต้องอัปเดต เรดแฟลก ต่อเนื่องและร่วมมือข้ามประเทศ

ค่าเงินที่ “สะท้อนพื้นฐานจริง” คือฐานของความเชื่อมั่น

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญ ระหว่าง “สัญญาณตลาดการเงิน” ที่ผิดธรรมชาติ กับ “เศรษฐกิจจริง” ที่ต้องการสภาพคล่องอย่างมีคุณภาพ การตัดสินใจเชิงนโยบายในห้วงเวลานี้ จึงไม่ใช่การ “ขัน–คลาย” ค่าเงินแบบเชิงกลเท่านั้น แต่คือการ สร้างระบบเชื่อมข้อมูล ที่ทำให้เรามองเห็น เส้นทางเงินทั้งใน–นอกตลาด แล้วจัดการกับ เงินที่ไม่พึงประสงค์ ให้ออกจากสมการ ก่อนจะบิดเบือนราคา–บั่นทอนความเชื่อมั่น

เสียงจากทั้งโต๊ะนโยบายและภาคธนาคาร “ตรงกัน”: ต้อง Connect the dots เดินเกม เร็ว–แม่น–โปร่งใส และวัดผลได้จริง หากทำได้ ค่าเงินบาท จะกลับไปสะท้อน ปัจจัยพื้นฐาน มากกว่าความผิดปกติระยะสั้น ขณะเดียวกัน สภาพคล่อง ก็จะไหลไป ครัวเรือน–SMEs ที่ต้องการอย่างยั่งยืน

สุดท้าย การเจอ “เงินมาจากไหน” ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็น จุดเริ่มต้นของระเบียบใหม่ ที่ทำให้ตลาดไทย แข่งขันได้ด้วยความโปร่งใส และทำให้เศรษฐกิจจริง เติบโตบนฐานคุณภาพ—นี่คือ Quick Big Win ที่สัมผัสได้ ทั้งในสมุดบัญชีของผู้คน และบนกราฟค่าเงินของชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมธนาคารไทย
  • กระทรวงการคลัง
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
  • สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)
  • สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • หน่วยงานกำกับดูแลสินเชื่อ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

กระทรวงพาณิชย์คุมเข้ม 1 ม.ค. 2569 ห้ามนำเข้าข้าวโพดจากแหล่งเผา-คุมส่งออก DUI

กระทรวงพาณิชย์คุมเข้ม 1 ม.ค. 2569 ห้ามนำเข้าข้าวโพดจากแหล่งเผา–คุมส่งออก DUI นิวเคลียร์

เชียงราย, 22 กันยายน 2568 — เพื่อแก้ปัญหามลพิษ PM2.5 ข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมการค้าต่างประเทศ เตรียมบังคับใช้ 2 มาตรการสำคัญตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ได้แก่

  1. มาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา: ผู้นำเข้าต้องแสดงหลักฐานว่าแหล่งผลิต “ไม่เผา” โดยระยะเปลี่ยนผ่านก่อนที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด และกฎหมายลูกจะมีผลบังคับใช้ ให้ใช้ การรับรองตนเอง (self-declaration) หรือ เอกสารรับรองจากหน่วยงานรัฐของประเทศผู้ส่งออก/องค์กรสากลที่น่าเชื่อถือ พร้อม ข้อมูลการเพาะปลูกและพิกัดแปลง เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability)
  • บทลงโทษ: หากพบมีการนำเข้าจากแหล่งที่มีการเผา ครั้งที่ 1–2 ตักเตือน; ครั้งที่ 3 พักการขึ้นทะเบียนเป็นผู้นำเข้า ไม่สามารถนำเข้าได้อีก
  • หลัง พ.ร.บ.อากาศสะอาดมีผล: เข้มงวดขึ้น ต้องใช้ ใบรับรองจากหน่วยงานที่ยอมรับของประเทศผู้ส่งออก และ แผนที่แปลงเพาะปลูก แนบประกอบ
  1. มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI): ไทยมี DUI 10 หมวด รวมกว่า 1,775 รายการ จะเริ่มคุม หมวด 0 (นิวเคลียร์) 204 รายการก่อน ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 โดยปี 2567 ไทยส่งออกหมวดนี้ มูลค่าประมาณ 437,000 ล้านบาท จากนั้น ไตรมาส 2/2569 ขยายคุมหมวด 7–9 (อิเล็กทรอนิกส์การบิน/ระบบนำร่อง, ยานพาหนะ–อุปกรณ์ทางทะเล, การบิน–อวกาศ–ขับดัน เช่น โดรนและชิ้นส่วนเครื่องบิน) ทั้งนี้ ไทยส่งออก DUI ทั้ง 10 หมวด รวม ราว 3.15 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 30% ของมูลค่าการส่งออกไทย ในปี 2567

ขั้นตอน: ผู้ส่งออกต้องตรวจสอบด้วยระบบ e-Classification หากเป็น DUI ให้ยื่นขอใบอนุญาตผ่าน e-DUI Licensing พร้อม End-Use/End-User Statement และเอกสารซื้อขาย โดยผู้ประกอบการจะเริ่มยื่นขอได้ตั้งแต่ ธันวาคม 2568

สินค้าเฝ้าระวังพิเศษ 50 รายการ: ไทยยังขอความร่วมมือผู้ส่งออกเฝ้าระวังสินค้าที่ “นอก/ทับซ้อน” รายการ DUI 10 หมวด แต่อาจถูก นำไปผลิตอาวุธทำลายล้างสูง เช่น ชิ้นส่วนเฮลิคอปเตอร์ ใบพัด เครื่องบิน และโดรน ซึ่งพบการใช้มากขึ้นในสนามรบยุคใหม่ (เช่น ยูเครน) เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงและชื่อเสียงประเทศ

เหตุผลเชิงนโยบาย ชัดเจนจากคำอธิบายของ นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ: ไทยต้อง “ปกป้องสุขภาพคนไทย–ลด PM2.5 ข้ามแดน” และ “ยืนยันจุดยืนไม่สนับสนุนสงครามหรือ WMD” ควบคู่การสร้างความเชื่อมั่นให้ สินค้าไทย–นักลงทุนต่างชาติ

ทำไม “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” จึงเป็นหัวใจของฤดูฝุ่นควัน

ข้อมูลเชิงโครงสร้างสะท้อนแรงกดดันในห่วงโซ่: ไทย ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ 4–5 ล้านตัน/ปี แต่ ต้องใช้ราว 9 ล้านตัน/ปี ส่วนขาดต้อง นำเข้า ~2 ล้านตัน โดย >90% มาจากเมียนมา ที่เหลือจากลาว–กัมพูชา ภาคเกษตรฝั่งต้นทางจำนวนมากยังพึ่งพา การเผาตอซัง–เตรียมพื้นที่ เพื่อเก็บเกี่ยวทันรอบ ราคาดี และลดต้นทุนแรงงาน สิ่งที่ตามมาในฤดูแล้งคือ Hotspots หนาแน่น พัด “ฝุ่นละเอียด–สารพิษ” ข้ามแดนสู่ภาคเหนือของไทย

มาตรการ “ข้าวโพดปลอดการเผา” จึงเป็น แรงกดดันทางเศรษฐกิจเชิงบวก ต่อพฤติกรรมต้นทาง—หากทำจริงจัง ตลาดนำเข้าไทย จะให้ ราคารับซื้อ–สัญญาซื้อขาย ที่ยึดโยงกับ การผลิตที่ไม่เผา และ ข้อมูลแปลงเพาะปลูกที่ตรวจสอบได้ เป็นการ “ใช้กลไกตลาด สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อม” ควบคู่กับการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อมีกฎหมายรองรับถาวร

อย่างไรก็ดี “กุญแจ” อยู่ที่ ระบบพิสูจน์และติดตามย้อนกลับ (MRV & Traceability) ที่ต้องทันสมัยและตรวจสอบได้จริง: ตั้งแต่ ทะเบียนเกษตรกร–แปลงปลูก–พิกัด–ร่องรอยโลจิสติกส์–ใบรับรองจากหน่วยงานรัฐ/องค์กรสากล รวมถึง การสุ่มตรวจภาคสนาม–เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อให้การตักเตือน/พักใบอนุญาต มีน้ำหนักพอ และป้องกัน การสวมสิทธิ์ หรือ เอกสารเท็จ

เชียงราย ด่านหน้าของนโยบาย—และของหมอกควัน

ในห้วงเวลาเดียวกันกับการประกาศมาตรการระดับชาติ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และภาคีในพื้นที่ได้จัดประชุม “กรอบความร่วมมือ 4 อำเภอ กลไกชายแดนการบริหารจัดการไฟป่าและหมอกควันข้ามแดน (ครั้งที่ 1)” วันที่ 22 กันยายน 2568 ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยมี นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ เป็นประธาน และหน่วยงานป่าไม้–อุทยานฯ–ท้องที่–ท้องถิ่น 4 อำเภอ (เชียงของ เวียงแก่น เทิง ขุนตาล) ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล จุดเสี่ยง–จุดความร้อน–แนวลาดตระเวน พร้อมวางโรดแม็ปประชุมสัญจร 4 ครั้ง 4 อำเภอ (ก.ย.–ธ.ค. 2568) เพื่อยกระดับความร่วมมือ เมืองคู่ขนานชายแดน และ แนวเขตต่อเนื่อง กับฝั่งเพื่อนบ้าน

นี่คือ “มือทำงาน” ในพื้นที่ ที่ต้องจับคู่กับ “นโยบายการค้า” ให้ติด—หากเอกสารแปลงเพาะปลูกจากต้นทางเมียนมาระบุพิกัดที่ชนแนวชายแดนเชียงราย–พะเยา–น่าน ฝ่ายไทยในพื้นที่ต้อง ตรวจทาน–ซ้อนข้อมูล Hotspots–เดินสายตรวจ ได้ทันท่วงที

DUI นิวเคลียร์ทำไมไทยต้องเริ่มจากหมวด 0

โลกการค้าปี 2568 ไม่เหมือนเดิม “ของสองทาง” ไม่ได้มีแค่อุปกรณ์ชิ้นใหญ่ในโรงงานนิวเคลียร์ แต่ องค์ประกอบ–วัสดุ–ซอฟต์แวร์–ระบบควบคุม จำนวนมากสามารถ ปรับใช้ สู่การผลิตอาวุธหรือระบบนำร่องได้ (แม้จะเป็น ชิ้นส่วนพลเรือน ก็ตาม) ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ จำนวนมากและมีมูลค่าสูง ปลายทางหลักเช่น สหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน จีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ไทยต้องยกระดับมาตรฐานคุมส่งออกให้ เท่าทันพันธมิตรการค้า และมาตรฐานนานาชาติ

หมวด 0 (Nuclear) ถูกเลือกเป็นหมวดนำร่อง เพราะเป็นหมวดที่ อ่อนไหวสูงสุด ต่อระบบคว่ำบาตร–ข้อจำกัด WMD ทั่วโลก เมื่อระบบ e-Classification / e-DUI Licensing ใช้งานได้จริง ไตรมาส 2/2569 จะต่อยอดไปยัง หมวด 7–9 ที่กระทบผู้ส่งออก ชิ้นส่วนอากาศยาน–อิเล็กทรอนิกส์การบิน–ระบบขับดัน–โดรน และ ทางทะเล ซึ่งเป็น “หัวใจของเศรษฐกิจฐานอุตสาหกรรมใหม่” ของไทย

การคุม DUI ไม่ใช่ การ “สกัดกั้นการค้า” ตรงกันข้าม หากผู้ประกอบการ ทำการบ้านครบ (รู้ว่าเป็น DUI หรือไม่, จัดเตรียมเอกสาร end-use/end-user, ตรวจสินค้าปลายทางต้องห้าม) จะทำให้ พัสดุผ่านด่านได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงถูก “หยุดตรวจ” หรือ “ถูกปฏิเสธ” จากประเทศคู่ค้า และ ลดความเสี่ยงทางชื่อเสียง ของทั้งบริษัทและประเทศ

ผลกระทบ–ความเสี่ยง–โอกาส ใครควรทำอะไร

1) ผู้ประกอบการอาหารสัตว์–ฟีดมิลล์–เกษตรชายแดน

  • กระทบ: ความเข้มงวดเอกสารนำเข้า–ต้นทุนการทำเอกสาร–ความเสี่ยงความล่าช้าในช่วงเริ่มบังคับใช้
  • ทางรอด: เร่งทำ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ กับคู่ค้าในเมียนมา–ลาว ตั้ง เงื่อนไขสัญญา “ปลอดการเผา” ชัดเจน พร้อมแผน ตรวจสุ่มภาคสนาม และเกณฑ์ ยกเลิก/ลงโทษ เมื่อพบผิดเงื่อนไข เพื่อไม่ให้โดน “พักทะเบียนนำเข้า” ในไทย

2) ผู้นำเข้า–ส่งออกทั่วไป (โดยเฉพาะชิ้นส่วนเทคโนโลยี)

  • กระทบ: ต้องทำ e-Classification ให้เร็วเพื่อรู้สถานะสินค้า หากเข้าเกณฑ์ DUI ต้องทำ e-DUI Licensing และจัดทำ End-Use/End-User Statement
  • ทางรอด: สร้าง มาตรฐานเอกสาร กลางของบริษัท, จัดอบรมทีม Trade Compliance, ทำ Whitelist ลูกค้า/ปลายทาง, และติดตาม รายการ 50 สินค้าเฝ้าระวัง อย่างใกล้ชิด

3) เกษตรกรต้นทาง–ชุมชนชายแดน

  • กระทบ: ตลาดไทยจะ “แยก” ผู้ผลิตที่เผา–ไม่เผา ชัดขึ้น
  • ทางรอด: ผลักดัน กลไกรับรองชุมชน (community certification) เชื่อมกับ สหกรณ์–ผู้ซื้อรายใหญ่ เพื่อสร้าง ราคารับซื้อส่วนเพิ่ม (premium) สำหรับผลผลิต ปลอดการเผา

4) ภาครัฐ–ท้องถิ่น–ชายแดน

  • ภารกิจ: ทำ ศูนย์ข้อมูล traceability เชื่อม ด่าน–กรมศุลกากร–กรมการค้าต่างประเทศ–กรมควบคุมมลพิษ–อุทยาน/ป่าไม้–เทศบาล–อบจ. และ TEI เพื่อซ้อนข้อมูล ใบรับรอง—พิกัดแปลง—Hotspots แบบรายสัปดาห์ ให้การ ตักเตือน–พักทะเบียน อิงข้อมูลเชิงประจักษ์

 “การค้า” และ “อากาศสะอาด” ต้องเดินคู่

ผู้ปฏิบัติการในพื้นที่เชียงรายสะท้อน เสียงเดียวกัน ว่า มาตรการของกระทรวงพาณิชย์ถือเป็น จิ๊กซอว์สำคัญ ที่ขาดไม่ได้ เพราะ “แรงจูงใจราคา” มักเปลี่ยนพฤติกรรมได้เร็วกว่า “คำขอความร่วมมือ” เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน โครงการของ TEI ที่เปิดวงคุย นายอำเภอ–ท้องที่–ป่าไม้–อุทยาน–ท้องถิ่น ใน 4 อำเภอชายแดน ก็ทำให้ แผนลาดตระเวน–ดับไฟ–สื่อสารชุมชน มีเจ้าภาพชัดเจนขึ้น

แต่ทุกฝ่ายย้ำ เงื่อนไขความสำเร็จ ตรงกัน:

  1. ข้อมูล (แปลง–พิกัด–ใบรับรอง–ภาพถ่ายดาวเทียม) ต้อง เปิด–เชื่อม–ใช้ร่วม;
  2. บังคับใช้ ต้อง ต่อเนื่อง–เป็นธรรม–คาดการณ์ได้;
  3. เครื่องมือชดเชย (เช่น premium ไม่เผา, งบสร้างเครื่องจักรเก็บเกี่ยว, สนับสนุนเชื้อเพลิงชีวมวล) ต้อง ลงถูกจุด ไม่เช่นนั้น ฤดูกาลเผา ก็จะวนกลับมาในรูปแบบใหม่

คำถามที่สังคมต้องจับตา

  • Self-declaration ช่วงเปลี่ยนผ่านจะ “เอาอยู่” แค่ไหน ก่อน พ.ร.บ.อากาศสะอาด บังคับใช้เต็มรูปแบบ? ไทยพร้อม หน่วยตรวจ–สุ่ม–ยืนยัน มากพอหรือยัง
  • ระบบ e-Classification / e-DUI Licensing จะรองรับ ดีมานด์ยื่นขอ ของผู้ส่งออกได้ รวดเร็ว–โปร่งใส–ตรวจสอบได้ แค่ไหน โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังไม่คุ้นกับเอกสาร end-use/end-user
  • 50 รายการเฝ้าระวัง นอก/ทับซ้อน DUI 10 หมวด จะสื่อสารกับภาคธุรกิจอย่างไรให้ เข้าใจ–ทำตามได้ โดยไม่สร้าง ต้นทุนเชิงเอกสาร ที่เกินจำเป็น

คำตอบของคำถามเหล่านี้ จะกำหนดว่า นโยบายใหม่นี้จะเป็นแค่ “ประกาศสวยบนกระดาษ” หรือเป็น “กติกาใหม่” ที่พลิกฤดูกาลฝุ่นควันภาคเหนือ และยกระดับความน่าเชื่อถือการค้าของไทยในยุคภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน

เคสศึกษาจำลอง หาก “ใบรับรองปลอดการเผา” ขัดกับ “ภาพดาวเทียม”

สมมติ ผู้นำเข้ารายหนึ่งแสดงใบรับรองจากหน่วยงานรัฐประเทศผู้ส่งออกว่า “ปลอดการเผา” แต่ข้อมูล Hotspots บนภาพถ่ายดาวเทียมในช่วงเวลาเดียวกันชี้ว่ามี จุดความร้อนหนาแน่น ในพิกัดที่ตรงกับแปลงเพาะปลูกที่ยื่นมา สิ่งที่ควรเกิดขึ้น คือ:

  1. ระบบ เตือนอัตโนมัติ (red flag) ภายใน e-Import;
  2. คณะทำงาน สหหน่วย (ด่าน–การค้าต่างประเทศ–ศุลกากร–ป่าไม้–อุทยาน–TEI) ลงพื้นที่ สอบสวน–ตรวจพยานแวดล้อม–สัมภาษณ์ชุมชน;
  3. หากพบหลักฐานเชื่อมโยง แจ้งตักเตือน ครั้งที่ 1/2 และ เงื่อนไขแก้ไข;
  4. หากทำซ้ำ พักทะเบียน ครั้งที่ 3 และ ขึ้นบัญชีดำ แปลง/ผู้ค้า;
  5. เผยแพร่ผล (เวอร์ชันไม่เปิดเผยชื่อ) เพื่อสร้าง บรรทัดฐาน ให้ตลาดเรียนรู้

นี่คือภาพของ “กติกาที่บังคับใช้ได้จริง”—เพราะทุกอย่างลิงก์กันด้วย ข้อมูล–พื้นที่–บทลงโทษ ที่สอดคล้อง

การค้าไทยยุคใหม่—ขายได้ ต้อง “รับผิดชอบได้”

มาตรการ ข้าวโพดปลอดการเผา และ ควบคุมส่งออก DUI คือ สัญลักษณ์ ของการเลื่อนเกียร์นโยบายการค้าไทยจากยุค “เปิดทาง–เร็ว–ถูก” ไปสู่ยุค “ยั่งยืน–ปลอดภัย–น่าเชื่อถือ” โดยมี สุขภาพประชาชน และ ความมั่นคงเชิงเทคโนโลยี เป็นหลักยึด

สำหรับ เชียงราย เมืองด่านหน้าของทั้งฝุ่นควันและการค้า—สิ่งที่จะตัดสินความสำเร็จไม่ใช่แค่ “ประกาศจากส่วนกลาง” แต่คือ ความร่วมมือชายแดน ที่เริ่มลงมือแล้วโดย TEI และภาคี 4 อำเภอ, คือ การเชื่อมข้อมูล ที่ “เห็นภาพเดียวกัน” ระหว่างใบรับรอง–พิกัด–จุดความร้อน, และคือ การบังคับใช้ที่คาดการณ์ได้ เพื่อให้ตลาด “เรียนรู้” ว่าการไม่เผา คุ้มกว่า–ปลอดภัยกว่า–ขายได้ดีกว่า

ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานสะเทือนจากสงคราม–คว่ำบาตร–มาตรฐานสีเขียว—ประเทศที่ “ขายได้” ต่อไป คือประเทศที่ พิสูจน์ได้ ว่า “รับผิดชอบได้” ด้วยเช่นกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงพาณิชย์ – กรมการค้าต่างประเทศ
  • ระบบ e-Classification / e-DUI Licensing
  • กรอบกฎหมายอากาศสะอาด
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมศุลกากร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

เชียงรายพร้อมหรือยัง? Medical Tourism โอกาสทองของไทย สู่จุดหมายสุขภาพโลก

Medical Tourism โอกาสทองของไทย สู่ “จุดหมายสุขภาพ” ระดับโลก—เชียงรายพร้อมหรือยัง?

เชียงราย, 22 กันยายน 2568 — ห้องประชุมของโรงแรมทีค การ์เด้น สปา รีสอร์ท ค่อย ๆ เงียบลงเมื่อพิธีเปิดเวิร์กช็อปเริ่มต้นขึ้น “ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC – Creative LANNA) ต้องจับมือกันแน่นขึ้น—จากเชียงรายถึงเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง” นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวเปิด โดยมี นายนิพนธ์ นิยม หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงราย และตัวแทนราชการ-เอกชน-ประชาสังคม 4 จังหวัดเข้าร่วมกว่า 200 คน วาระสำคัญบนโต๊ะ จะเปลี่ยน “ศักยภาพ” ของภาคเหนือให้เป็น “มูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์” อย่างยั่งยืนได้อย่างไร—โดยหนึ่งในสี่อุตสาหกรรมเป้าหมายคือ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งเชื่อมตรงสู่ Medical Tourism ในระดับประเทศ

ไทย—จากจุดหมายท่องเที่ยวสู่จุดหมายสุขภาพ

สองทศวรรษหลังเปิดยุทธศาสตร์ “Medical Hub” ประเทศไทยเดินเกมต่อเนื่อง—ยกระดับมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชน, ขยายบริการเฉพาะทาง, รับรองคุณภาพสากล, เสริมโครงสร้างสนามบิน–วีซ่า–บริการล่าม–รถรับส่ง—จน “การรักษา + การพักผ่อน + การพักฟื้น” หลอมรวมเป็นประสบการณ์เดียว จุดเด่นของไทยยังเหมือนเดิมแต่คมขึ้น: คุณภาพการรักษา, ราคาคุ้มค่า, บริการมืออาชีพและเป็นมิตร ขณะที่ตลาดโลกเปลี่ยนเร็ว ผู้ป่วยต่างชาติไม่ได้มองหาการผ่าตัดอย่างเดียว แต่ยังสนใจ ศัลยกรรมความงาม–ชะลอวัย, ทันตกรรม, IVF, หัวใจ–กระดูก–สันหลัง, ไปจนถึง แพทย์ฟื้นฟู/เวชศาสตร์ชะลอวัย และ wellness แบบองค์รวม

แม้ตัวเลขมูลค่าตลาดจากแต่ละสำนักวิจัยต่างกัน (เพราะคำนิยามคนละชุด—Medical vs Health/Wellness) แต่ “ทิศทาง” สอดคล้องกัน เติบโตเร็ว, ตัวยืนใหม่เพิ่ม, ผู้ป่วยพักนาน–ใช้จ่ายนอกการแพทย์สูง, และ อาเซียน–ตะวันออกกลาง–ออสเตรเลีย–จีนตอนใต้ เป็นฐานลูกค้าหลัก หากมองทั้งห่วงโซ่ คุณค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้อยู่แค่ “ค่ารักษา” แต่อยู่ใน ที่พัก–อาหาร–เดินทาง–ผู้ติดตาม–แพ็กเกจพักฟื้น–สปาทางการแพทย์ ซึ่งทำให้ “เมืองปลายทาง” เป็นผู้เล่นตัวจริง ไม่ต่างกับโรงพยาบาล

NEC–Creative LANNA เวทีที่เชียงรายต้องคว้า

นายนิพนธ์ นิยม อธิบายทิศทางการขับเคลื่อน NEC หลังมติ ครม. ที่วางโครงมาจากปี 2565–2566 เป้าประสงค์ 5 ด้านเพื่อกระจายความเจริญ ลดเหลื่อมล้ำ สร้างคุณภาพชีวิต แข่งขันข้ามพรมแดน และเชื่อมโลก ผ่าน 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย—อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (เช่น Movie Town), ดิจิทัล (Data Center/Cloud/คอนเทนต์), ท่องเที่ยวและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, และ เกษตร–อาหาร (อินทรีย์/สารสกัด/นิคมอาหาร)

สำหรับ Medical/Wellness Tourism จุดแข็งของเชียงรายโดดเด่น

  • ทำเลชายแดน เชื่อมเมียนมา–ลาว–จีนตอนใต้ (R3A) มีด่าน–ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน–ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งเชียงของ
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง รองรับเที่ยวบินภายในประเทศและศักยภาพเชื่อมเมืองหลักภูมิภาค
  • สินทรัพย์ท่องเที่ยว ธรรมชาติ–วัฒนธรรม–ชุมชน–กาแฟ–ชา–งานหัตถกรรม
  • ภูมิปัญญาสุขภาวะล้านนา สมุนไพร–นวดไทย–สปา–อาหารพื้นถิ่นสายสุขภาพ—ต่อยอดเป็น Wellness Retreat/Detox/Recovery Stay ได้ทันที

แต่ในสนาม Medical Tourism ความพร้อมต้องไปไกลกว่า “บรรยากาศดี–บริการดี”—เชียงรายจำเป็นต้อง “ปิดช่องว่าง” ต่อไปนี้ให้เร็วและพร้อมกัน

สิ่งที่เชียงรายยังขาด และต้องเร่งเติม

1) มาตรฐานสากลฝั่งสถานพยาบาล
เพื่อรองรับผู้ป่วยต่างชาติอย่างมั่นใจ โรงพยาบาล/คลินิกเฉพาะทางต้องมีมาตรฐานระดับสากล (เช่น JCI หรือเทียบเท่า) ในบริการแกน: ศัลยกรรมความงาม–ทันตกรรม–IVF–กระดูกสันหลัง–หัวใจ–เวชศาสตร์ฟื้นฟู/ชะลอวัย วันนี้ เชียงรายยัง “พึ่งบริการเฉพาะทางระดับสูงจากหัวเมืองใหญ่” อยู่พอสมควร การยกระดับโรงพยาบาลจังหวัด/เอกชน และการดึงดูดพันธมิตรโรงพยาบาลเครือใหญ่จึงเป็น เกมเชิงรุก ที่ต้องทำคู่กัน

2) International Patient Center (IPC) แบบครบวงจร
ผู้ป่วยต่างชาติต้องการ “ผู้ช่วยส่วนตัว” ตั้งแต่ก่อนบินจนจบการติดตามผล: นัดหมายแพทย์, ประเมินความเหมาะสมเบื้องต้นทางเทคนิคการแพทย์, second opinion ออนไลน์, รับ–ส่งสนามบิน, ล่าม, อำนวยความสะดวกวีซ่าการแพทย์, ประสานประกันสุขภาพนานาชาติ, จัดที่พัก/อาหารเฉพาะโรค, เวชระเบียนภาษาอังกฤษ, และ digital follow-up หลังกลับประเทศ เชียงรายยังต้องตั้ง/ยกระดับ IPC ในโรงพยาบาลหลัก พร้อมมาตรฐานบริการเดียวกันทั้งเครือข่าย

3) ระบบการเงิน–ประกันต่างประเทศ
การเบิกจ่ายตรงกับ International Insurance/Assistance เป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของการตัดสินใจผู้ป่วย (โดยเฉพาะตะวันออกกลาง–ออสเตรเลีย–ยุโรป) เมืองปลายทางต้องมี ทีม Billing นานาชาติ, สัญญาเครือข่ายประกัน, และ DRG/ICD สากลที่แม่น—จุดนี้ยังเป็น gap ของหลายโรงพยาบาลหัวเมือง

4) บุคลากรภาษา–มาตรฐานเอกสาร
แม้แพทย์เก่ง แต่ถ้า touchpoint อื่น ๆ ภาษาไม่พร้อม—ประสบการณ์ผู้ป่วยจะสะดุดทันที จึงต้องมี ล่ามการแพทย์ (อังกฤษ–จีน–พม่า–ลาว–อาหรับ), เอกสารสองภาษา, แผงสื่อสารความเสี่ยง–ยินยอมรักษา (informed consent) มาตรฐานเดียวกันทั้งเมือง

5) โครงสร้างรองรับการพักฟื้น (Recovery/Wellness Stay)
นี่คือ “จุดต่าง” ที่เชียงรายสร้างความได้เปรียบได้เร็ว—โรงแรม/รีสอร์ต/โฮมสเตย์คุณภาพ ต้องร่วมกับโรงพยาบาลทำ แพ็กเกจพักฟื้น เฉพาะหัตถการ (อาหาร–กายภาพ–การพยาบาล–รถรับส่ง–แพทย์เยี่ยม–สปาเชิงการแพทย์) โดยมี Care Pathway ชัดเจนและความปลอดภัยเป็นฐาน

6) การตลาดปลายทางแบบ one story, many doors
ต้องมี แบรนด์ร่วม “Chiang Rai Health & Wellness” ที่เล่าเรื่องเดียวกันในหลายประตู: สถานพยาบาล–ผู้ให้บริการท่องเที่ยว–ตัวแทนการแพทย์ในต่างประเทศ–สายการบิน–OTA เพื่อให้ผู้ป่วยค้นเจอ “ข้อเสนอเดียวกัน–คุณภาพเดียวกัน–ราคาโปร่งใส” ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากช่องทางใด

7) ธรรมาภิบาล–สมดุลกับระบบสุขภาพท้องถิ่น
การเติบโตของ Medical Tourism ต้องไม่ดึงบุคลากรจากระบบรัฐมากเกินไปจนกระทบประชาชนในพื้นที่ จำเป็นต้องมี โควตา/แรงจูงใจ ที่รักษาสมดุล และ โครงการร่วมผลิต–พัฒนาบุคลากร ระหว่างรัฐ–เอกชน พร้อม แนวทางรับเรื่องร้องเรียน/ชดเชย ที่เป็นธรรมและเข้าถึงได้สำหรับผู้ป่วยต่างชาติและคนไทย

เส้นทางสู่ความพร้อม แผน 3 ระยะที่ “วัดผลได้”

ระยะสั้น 0–12 เดือน “ย้ำหัวใจประสบการณ์ผู้ป่วย”

  • ตั้ง Chiang Rai International Patient Desk กลาง (ออนไลน์ + จุดบริการสนามบิน) เชื่อมโรงพยาบาลหลัก/โรงแรมพันธมิตร
  • คัด “5 สายผลิตภัณฑ์เรือธง” ที่ทำได้ทันที: ทันตกรรมด่วน, ศัลยกรรมเล็ก–ความงามเฉพาะ, โปรแกรมชะลอวัย/Detox, กายภาพ–เวชศาสตร์ฟื้นฟู, โปรแกรมตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน
  • Fast track เอกสาร 2 ภาษา, ล่ามการแพทย์, ระบบรับ–ส่ง, จับมือโรงแรมทำ Recovery Packages อย่างน้อย 10 ชุด
  • วัดผลด้วย จำนวนเคสต่างชาติ, คะแนนความพึงพอใจ, ค่าใช้จ่ายต่อเคส (ใน-นอกการแพทย์)

ระยะกลาง 12–36 เดือน  “ล็อกมาตรฐาน–ขยายบริการเฉพาะทาง”

  • พัฒนา/ดึงดูด ศูนย์เฉพาะทาง อย่างน้อย 2 ด้าน (เช่น กระดูกสันหลัง, IVF, เวชศาสตร์ฟื้นฟูชั้นสูง) สู่มาตรฐานสากล
  • ทำ สัญญาเครือข่ายประกันนานาชาติ 10–20 ราย, ตั้ง International Billing Unit ร่วม
  • สร้าง/ยกระดับ Wellness Campus (สมุนไพร–สปาการแพทย์–กายภาพ) เชื่อมชุมชนท้องถิ่น
  • วัดผลด้วย รายได้รวมห่วงโซ่, สัดส่วนเคสประกันนานาชาติ, อัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำ

ระยะยาว 36 เดือนขึ้นไป “ศูนย์กลางสุขภาพชายแดนตอนบน”

  • เป็นเจ้าภาพ งานประชุม/มหกรรม Health & Wellness ระดับอนุภูมิภาค (GMS/ล้านช้าง-แม่โขง)
  • พัฒนา ข้อมูลสุขภาพ–เวชท่องเที่ยว ระดับเมือง (แดชบอร์ดสาธารณะ) เพื่อนโยบายฐานข้อมูล
  • ตั้ง กองทุนพัฒนาสุขภาพจังหวัด จากรายได้อุตสาหกรรม เพื่อ “คืนกลับ” สู่ระบบสุขภาพประชาชน—ทำให้การเติบโต “ไม่ทิ้งใคร”

เสียงจากเวทีเชื่อมยุทธศาสตร์ให้ลงดิน

บนเวทีเวิร์กช็อป นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ ย้ำว่า “NEC จะสำเร็จได้ ต้อง ‘ทำงานร่วม’ ระหว่างรัฐ–เอกชน–ชุมชน—เชียงรายมีทุนวัฒนธรรมและธรรมชาติพร้อม แต่เราต้องแปลงทุนให้เป็นบริการที่มาตรฐานเดียวกันทั้งเมือง” ขณะที่ นายนิพนธ์ นิยม ชี้เป้า “ห่วงโซ่คุณค่า” ว่า “ปีนี้เราจะเน้นสร้างความร่วมมือเชิงรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในมิติแพทย์แผนปัจจุบัน–แผนไทย–Wellness—และเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ตรง”

แม้ไม่มี “คำตอบลัด” แต่ฉากหน้าเริ่มชัดเจน: เมืองชายแดนที่ เดินเกมมาตรฐาน–บริการไร้รอยต่อ–แพ็กเกจพักฟื้นที่ปลอดภัย–การตลาดร่วม จะชิงส่วนแบ่งตลาดได้เร็วกว่าคู่แข่ง—และที่สำคัญคือ ทำให้การเติบโตไม่ย้อนศรคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

ตัวเลขที่ชวนคิดชวนโฟกัส

  • รายงานตลาดบางสำนักประเมิน Health/Wellness Tourism ไทย แตะหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตในอัตราสูงมากเมื่อรวมบริการสุขภาวะ ขณะที่รายงานที่จำกัดเฉพาะ Medical Tourism ประเมิน หลักหลายร้อยล้าน–พันล้านดอลลาร์สหรัฐ—สะท้อนความต่างเชิงคำนิยามมากกว่าความคลาดเคลื่อนของข้อเท็จจริง
  • สัดส่วน Wellness ในตลาดสุขภาพอาเซียนถูกประเมินว่ามีส่วนแบ่งสูง (หลายฉบับระบุราว 70%+ ของภาพรวมสุขภาพ/การแพทย์รวมกัน) จึงเป็น “ทางด่วน” ที่เชียงรายสามารถขึ้นรถได้เร็ว—หากทำให้ ปลอดภัย–เป็นสากล–เชื่อมแพทย์ปัจจุบัน
  • ผู้ป่วยต่างชาติ non-medical spend (ที่พัก–อาหาร–เดินทาง–ผู้ติดตาม) สูง—หมายถึง “รายได้เมือง” จะเกิดเมื่อเรามี แพ็กเกจพักฟื้น ที่คำตอบครบตั้งแต่รพ.ถึงโรงแรม ไม่ใช่ขาย “ค่าห้องผ่าตัด” เพียงอย่างเดียว

เชียงราย—จากคำถาม “พร้อมหรือยัง” สู่ “พร้อมอย่างไร”

คำตอบสั้น ๆ คือ พร้อมบางส่วน แต่ยังต้องเร่ง “เชื่อมจุด” จุดแข็งของเชียงราย—ทำเลชายแดน, สนามบิน, ทุนวัฒนธรรมและธรรมชาติ, ภูมิปัญญาสุขภาวะล้านนา—คือฐานที่ดีมาก เมื่อประกอบเข้ากับกรอบ NEC–Creative LANNA เมืองสามารถ “ยกระดับ” เป็น จุดหมายสุขภาพชายแดนตอนบน ได้จริง หากลงมือ 4 เรื่องใหญ่ พร้อมกัน:

  1. มาตรฐานสากล–ศูนย์เฉพาะทาง (เลือกไม่กี่เรือธงแล้วทำให้ชนะจริง),
  2. International Patient Center + ประกันนานาชาติ (ทำให้การเดินทางรักษาไร้รอยต่อ),
  3. แพ็กเกจพักฟื้นเชื่อมชุมชนอย่างปลอดภัย (เปลี่ยนโรงแรม–รีสอร์ตให้เป็น Recovery Partner), และ
  4. ธรรมาภิบาล–คืนกำไรสู่ระบบสุขภาพประชาชน (ให้คนเชียงรายได้ประโยชน์จากการเติบโต)

บนถนนสาย Medical Tourism เมืองที่ “เล่าเรื่องเดียวกัน—ให้บริการมาตรฐานเดียวกัน—คิดภาพรวมทั้งห่วงโซ่” จะไปได้เร็วและไกลกว่า คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า พร้อมหรือยัง แต่คือ พร้อมอย่างไร ให้ ได้มาตรฐาน และ ได้ส่วนแบ่ง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคเหนือ (NEC – Creative LANNA) และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง (20 ก.ย. 2565; 31 ม.ค. 2566)
  • จังหวัดเชียงราย / สำนักงานจังหวัดเชียงราย: เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ NEC (22–24 ก.ย. 2568) คำชี้แจงโดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและหัวหน้าสำนักงานจังหวัด
  • กระทรวงสาธารณสุข: แผนยุทธศาสตร์ประเทศไทยศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ต่อเนื่องถึงแผน 2017–2026
  • Data Bridge Market Research: Thailand Health/Wellness Tourism
  • IMARC Group และ Credence Research: Thailand Medical Tourism
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) / สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB)
  • สมาพันธ์โรงพยาบาลเอกชนไทย / ข้อมูลการรับรอง Joint Commission International (JCI)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

พายุ “รากาซา” จ่อเวียดนาม ทช.เร่งตรวจพนังกั้นน้ำแม่สาย หวั่นน้ำหลากซ้ำรอย

เชียงรายเผชิญภัยซ้อนพายุ “รากาซา” จ่อเวียดนามตอนบน—ทหารช่างเร่งตรวจพนังกั้นน้ำแม่สาย ชูแผนเฝ้าระวัง 24 ชม. กันน้ำหลากซ้ำรอย

เชียงราย, 22 กันยายน 2568 — เสียงเครื่องสูบน้ำของเทศบาลดังสลับกับเสียงปะทะของละอองฝนที่ยังไม่ขาดเม็ด ขณะชาวแม่สายย้ายของขึ้นชั้นสองด้วยความระมัดระวัง ภาพ “น้ำท่วมขังรอการระบาย” เริ่มผ่อนลงเล็กน้อยหลังฝนยาวคืนนั้น แต่ความกังวลรอบใหม่มาไวกว่า—พายุไต้ฝุ่น “รากาซา” (RAGASA) กำลังเร่งตัวสู่ทะเลจีนใต้และมี “คิว” ส่งผลฝนหนักถึงหนักมากบนภาคเหนือตอนบนไทยช่วง 23–26 ก.ย. การจัดทัพป้องกันจึงต้อง “ขึ้นรูป” ให้ทันเวลาก่อนมวลน้ำลูกใหม่บ่าไหลลงมา

เส้นทางพายุจากลูซอนสู่ทะเลจีนใต้ ก่อนอ่อนกำลังบนอ่าวตังเกี๋ย—แต่ร่องมรสุมไทยจะแข็งขึ้น

รายงานอัปเดตของกรมอุตุนิยมวิทยาเมื่อบ่าย–เย็นวันที่ 22 ก.ย. ระบุศูนย์กลางพายุ “รากาซา” ทางตอนบนเกาะลูซอนมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 205 กม./ชม. เคลื่อนตะวันตกด้วยความเร็วราว 20 กม./ชม. คาดว่าจะเลื่อนลงทะเลจีนใต้ในค่ำวันเดียวกัน จากนั้นจะวิ่งเลียบชายฝั่งใต้จีนผ่านเกาะไหหลำเข้าช่วง อ่าวตังเกี๋ย 25 ก.ย. และอ่อนกำลงเป็นพายุโซนร้อนก่อนขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบนภายใน 25–26 ก.ย. แม้ศูนย์กลางจะไม่ปะทะไทยตรง ๆ แต่อิทธิพลพายุทำให้ ร่องมรสุม ที่พาดผ่านภาคเหนือ–อีสานบน และ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เหนืออันดามัน–อ่าวไทย “แรงขึ้น” ช่วง 23–26 ก.ย. ส่งผลให้หลายภาคมีฝนเพิ่มขึ้นและมีโอกาสฝนหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล

คำเตือนหลักคือ ภูมิประเทศลาดเชิงเขา–ทางน้ำไหลผ่าน–พื้นที่ลุ่ม ต้องเฝ้าระวัง น้ำป่าไหลหลาก–น้ำท่วมฉับพลัน–น้ำล้นตลิ่ง เป็นพิเศษ ขณะที่อ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันคลื่นสูง 2–3 เมตร (มากกว่า 3 เมตรในบริเวณพายุฝนฟ้าคะนอง) เรือเล็กฝั่งอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งช่วง 24–26 ก.ย.

สถานการณ์แม่สาย ตัวเลขชี้ “ใกล้ล้นตลิ่ง” แต่ทรงตัว–เริ่มลด—อย่างไรก็ดี “ระยะเผื่อ” ยังน้อย

ปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมง (21–เช้าวันที่ 22 ก.ย.) ที่สถานีสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 1 วัดได้ 127.8 มม. เป็นค่าสุด “หนาแน่น” สำหรับรอบ 24 ชม. ระดับน้ำแม่น้ำสาย 397.46 ม.รทก. ขึ้นใกล้ขอบล้นที่ 397.591 ม.รทก. ก่อนทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง ภาพรวมพื้นที่ได้รับผลกระทบแสดง “น้ำขังรอการระบาย” หลายชุมชน เช่น สายลมจอย (ต.เวียงพางคำ) เหมืองแดง–ไม้ลุงขน (ต.แม่สาย) ระดับ 5–15 ซม. แนวโน้มถอยลง ตลอดจนมีน้ำหลากบนถนนพหลโยธินหน้าซอย 6 บ้านถ้ำ (ต.โป่งผา) ปิดการจราจรขาขึ้น 1 ช่อง ระยะราว 300 เมตร ก่อนเร่งอำนวยความสะดวกให้สัญจรได้ตามลำดับ

หมายเหตุเชิงพื้นที่: จุด “ผาแตก–ผาคำ” ที่เคยมีปัญหาน้ำหลากเพราะการปรับถมดินเปลี่ยนทิศทางน้ำ ปัจจุบันกลับสู่ภาวะปกติ ส่วนหมู่บ้าน “บ้านถ้ำ–บ้านโป่ง–บ้านดงม่วงคำ” (ต.โป่งงาม) ระดับน้ำลดลงต่อเนื่องและใกล้ปกติ

ทหารช่างตรวจแนวตลิ่ง—ปภ.ยิงสัญญาณเตือน—หน่วยงานยืนระวัง 24 ชม.

เวลา ประมาณเที่ยงวันที่ 22 ก.ย. หน่วยทหารช่างจากกรมการทหารช่างเข้าตรวจแนวป้องกันริมแม่น้ำสาย ตั้งแต่คันดิน–แนวกระสอบทราย–โครงสร้างป้องกันน้ำอื่น ๆ เพื่อ “ประเมินความมั่นคง” ของระบบป้องกันหน้าเมืองชายแดน ก่อนรับมวลน้ำรอบใหม่ ข้อมูลเบื้องต้นยืนยันว่า โครงสร้างยังแข็งแรงปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การตรวจทวนซ้ำในจุดเสี่ยง (ตลิ่งคด–รอยต่อโครงสร้าง–ปากท่อ) จะทำต่อเนื่องตลอด 24–48 ชั่วโมงหน้า

ด้าน สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.) ระบุว่าได้ส่ง ข้อความ Cell Broadcast เตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงแล้ว เทศบาล–อบต. เร่งสูบน้ำ จุดเดิม–จุดอ่อน–คลองซอย เปิดทางน้ำไหล และตั้งทีมอำนวยความสะดวกการจราจรร่วมกับ หมวดทางหลวงแม่สาย–สภ.แม่สาย ขณะเดียวกัน อบต.โป่งงาม ระดมกำลังเคลียร์สิ่งกีดขวางทางน้ำในชุมชน ส่วนศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัยแม่สายคงระดับ เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และเชื่อมโยงการสั่งการอุปกรณ์/เครื่องจักรกลหนัก หากต้องเสริมคันป้องกันหรือเปิดแนวทางน้ำเร่งด่วน

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด (กอปภ.จ.) สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมเครื่องมือ–ยุทโธปกรณ์–กำลังพล พร้อมปฏิบัติ 24 ชม. เมื่อได้รับแจ้งเหตุ โดยเฉพาะการสนับสนุน เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่–รถบรรทุกน้ำ–เรือท้องแบน ไปยังจุดเสี่ยงเชิงรุกก่อนเกิดเหตุ

สทนช.ชี้พื้นที่เสี่ยง 25–30 ก.ย.—เหนือ–อีสาน–ภาคตะวันออก–ใต้ตอนบน ต้องจับตา

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศ ฉบับที่ 23/2568 ให้เฝ้าระวังฝนหนักถึงหนักมากหลายจังหวัดช่วง 25–30 ก.ย. จากการบูรณาการประเมินร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา–สสน. (องค์การมหาชน)–กรมทรัพยากรน้ำ–กรมทรัพยากรธรณี–กรมชลประทาน–กฟผ.–ปภ. ระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก–ดินถล่มเฉียบพลันใน ภาคเหนือ (รวมเชียงราย—อ.เมือง, แม่สาย, เชียงของ, เชียงแสน, แม่จัน) ภาคอีสาน (ลุ่มโขง–ห้วยหลวง–ชี–มูล) ภาคตะวันออก (ระยอง–จันทบุรี–ตราด ฯลฯ) และใต้ฝั่งอันดามันส่วนหนึ่ง พร้อม “จับตาอ่างเก็บน้ำ ขนาดกลาง–เล็กที่มีปริมาณน้ำ >80% ความจุ” หลายจังหวัด และ “ผลกระทบลูกโซ่” จากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำโขง–เจ้าพระยา

ในส่วนของเชียงราย สทนช.เน้น “เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มฉับพลัน–ล้นตลิ่ง–ท่วมขัง” ตลอดแนว แม่น้ำสาย และลำน้ำสาขา โดยเฉพาะพื้นที่เมือง–ชุมชนลุ่มต่ำที่ “ระบายไม่ทัน” ในช่วงฝนต่อเนื่อง

สถิติตัวเลขที่ชี้ความต่างใหญ่

  • 127.8 มม. ใน 24 ชม. คือฝนระดับ “หนักมาก” สำหรับพื้นที่เมืองชายแดน หากซ้ำรอบใน 48–72 ชม. โดยที่ดินอิ่มน้ำแล้ว ความเสี่ยง “น้ำท่วมฉับพลัน–น้ำป่าไหลหลาก” จะเพิ่มแบบ “ไม่เชิงเส้น”
  • ระดับแม่น้ำสาย 397.46 ม.รทก. ใกล้เส้นล้นตลิ่ง 397.591 ม.รทก. หมายความว่า พื้นที่กันชน” เหลือน้อย ถ้ามีน้ำเหนือทะลักเร็วหรือติดคอขวดท้ายน้ำ (เช่น ระดับน้ำโขงสูง) การเอ่อล้นอาจเกิดในเวลาไม่นาน
  • คลื่นทะเล 2–3 เมตร บริเวณอ่าวไทยตอนบน–อันดามัน ชี้ถึง “ความเสี่ยงทางทะเล” ที่ต้องบริหารคู่กัน—การงดเรือเล็กออกจากฝั่ง–จัดเส้นทางเรือโดยสาร–ประมงปลอดภัย

เมืองพร้อมแค่ไหน 6 คำถามเช็คความพร้อม “72 ชั่วโมงทอง”

  1. แนวตลิ่ง–พนังกั้นน้ำ เสริมวัสดุ–อุดรอยรั่ว–รอยต่อแล้วครบหรือยัง โดยเฉพาะหัว–ท้ายพนังและแนวปากท่อ?
  2. จุดอ่อนระบายน้ำเมือง (ท่อระบายน้ำตัน–คอขวดคลองซอย) เคลียร์สิ่งกีดขวางครบหรือยัง และตั้งเครื่องสูบ “รอหน้า” ไว้หรือยัง?
  3. แผนจราจรฉุกเฉิน มีทางเลี่ยง–ปิด–เปิดแบบไดนามิกสำหรับถนนสายหลัก (เช่น พหลโยธิน) พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำจุดหรือไม่?
  4. กลไกเตือนภัยชุมชน (หอกระจายข่าว–ไลน์กลุ่มหมู่บ้าน–เสียงตามสาย) อัปเดตล่าสุดหรือยัง—ประชาชนรู้ระดับเตือนอะไรหมายถึงอะไร?
  5. กลุ่มเปราะบาง (ผู้ป่วยติดเตียง–เด็กเล็ก–ผู้สูงวัย) มีบัญชีรายชื่อ–เส้นทางขนย้าย–จุดปลอดภัยใกล้บ้านพร้อมหรือยัง?
  6. การเชื่อมโยงต้นน้ำ–ปลายน้ำ กับเพื่อนบ้านเหนือขึ้นไป (อำเภอ–จังหวัดข้างเคียง/ชายแดน) แจ้งเตือนกันแบบเรียลไทม์หรือยัง?

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่ภาระของหน่วยงานเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็น “เช็คลิสต์ชุมชน” ที่ทุกบ้านทำได้—การผูกความรู้สึก “ไม่ประมาท” เข้ากับ “ข้อเท็จจริง” จะทำให้การตัดสินใจในยามเสี้ยวนาทีแม่นยำขึ้น

น้ำโขง–ท้ายน้ำ ตัวแปรที่กำหนด “ความเร็วระบาย” ของน้ำในท้องถิ่น

สทนช.ระบุให้เฝ้าระวังผลกระทบจาก ระดับน้ำโขง ที่มีแนวโน้มเพิ่ม—หากโขง “สูงขึ้นต่อเนื่อง” จะเกิดแรงต้านที่ปากแม่น้ำสาย–รวก–โขง ทำให้ การระบายจากท้องถิ่นช้าลง ผลคือระดับน้ำท่วมขังในเมือง (ที่พึ่งพาระบบสูบ–ระบายลงแม่น้ำสาย) อาจ “ทรงตัว” นานกว่าที่คาด การจัดสรรเครื่องสูบน้ำ–การปล่อยน้ำเป็นจังหวะ–การคุมประตูระบายน้ำย่อยจึงต้องสัมพันธ์กับระดับโขงแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง

บทบาทภาคเอกชน–ประชาชน จาก “ผู้รับผล” สู่ “หุ้นส่วนรับมือภัยพิบัติ”

  • ผู้ประกอบการค้าชายแดน–ตลาดสด–โกดังสินค้า ควรติดตั้ง กระดานประกาศระดับน้ำ ง่าย ๆ หน้าอาคาร อัปเดตปริมาณฝน–ระดับน้ำ–แผนเลี่ยงเส้นทาง เพื่อให้แรงงาน–ลูกค้า–รถขนส่งรับรู้ข้อมูลพร้อมกัน ลดคอขวดในนาทีวิกฤต
  • โรงแรม–โฮมสเตย์–ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร่วมมือเทศบาลทำ คู่มือฉุกเฉิน 1 หน้า วางไว้ในห้องทุกห้อง สแกน QR เข้าสถานะน้ำ–โทรฉุกเฉิน–จุดรวมพล
  • ครัวเรือนริมตลิ่งเตรียม กระเป๋าฉุกเฉิน 3 วัน (เอกสารสำคัญ–ยา–ไฟฉาย–ที่ชาร์จ–เสื้อกันฝน–น้ำดื่ม) และจัด “แผนเคลื่อนย้ายของ–สัตว์เลี้ยง” ล่วงหน้า

จาก “ตั้งรับ” สู่ “อยู่ร่วมกับฤดูกาลใหม่”

เหตุการณ์ 22–30 ก.ย. นี้ เป็น “บททดสอบภาคสนาม” ของเชียงรายในโลกที่ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง–ฝนสุดขั้วถี่ขึ้น บทเรียนที่ได้—ตั้งแต่จุดอ่อนของคอขวดระบายน้ำเมือง แผนแจ้งเตือนที่ภาษายังยาก ไปจนถึงการเชื่อมโยงข้อมูลต้นน้ำ–ปลายน้ำ—ควรถูกร้อยเป็น Roadmap น้ำฝน–น้ำหลาก เมืองชายแดน ที่วัดผลได้
สามยุทธศาสตร์ระยะกลางควรเดินคู่กัน:

  1. โครงสร้าง – เสริมแนวตลิ่ง–พนัง–ประตูระบายย่อย บูรณะระบบท่อระบายน้ำเมืองแบบ “จับคอขวดตามข้อมูลจริง”
  2. ไม่ใช่โครงสร้าง – แดชบอร์ดสาธารณะระดับหมู่บ้าน–ตำบล, ซ้อมแผนอพยพชุมชนรายครึ่งปี, หลักสูตร “อ่านพยากรณ์อากาศ” สำหรับ อปพร.–อสม.
  3. ทวิภาคี–ลุ่มน้ำโขง – ช่องทางสื่อสารระดับอำเภอ–จังหวัดข้ามแดน, แลกเปลี่ยนข้อมูลฝน–น้ำแบบมาตรฐานเดียวกัน, ตารางแจ้งเตือนล่วงหน้าช่วงฝนสุดขั้ว

 

เชียงรายกำลังยืนอยู่หน้าคลื่นลมฤดูกาลรอบใหม่—พายุ “รากาซา” แม้จะขึ้นฝั่งไกลออกไปทางเวียดนาม แต่แรงขยายของร่องมรสุมจะทำให้ภาคเหนือตอนบนน้ำหนักฝนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยใน 23–26 ก.ย. เมืองหน้าด่านอย่าง แม่สาย ซึ่งเพิ่งผ่าน “ฝน 127.8 มม.” และระดับน้ำใกล้ล้นตลิ่ง จำเป็นต้อง รักษาวินัยการเฝ้าระวัง 24 ชม. ต่อเนื่องอีกระยะอย่างน้อยสัปดาห์หนึ่ง
การที่ ทหารช่าง–ปภ.–เทศบาล–ตำรวจทางหลวง–อบต.–ประชาชน ขยับพร้อมกันตั้งแต่ “ก่อนฝนรอบใหม่” คือจุดเปลี่ยนจาก “รอรับผลกระทบ” ไปสู่ “ลดความเสียหายที่คาดได้” ในทางปฏิบัติ
ในเกมของธรรมชาติ ความเร็วคือทุน ความพร้อมคือโล่ และ “ข้อมูลที่สื่อสารได้” คือสะพานสู่ความมั่นใจของคนทั้งเมือง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมอุตุนิยมวิทยา (TMD)
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) – ประกาศฉบับที่ 23/2568 เรื่อง
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย)
  • กรมการทหารช่าง / ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัยแม่สาย
  • กรมทางหลวง / ตำรวจทางหลวง / อบต.โป่งผา–โป่งงาม–เทศบาลตำบลแม่สาย–เทศบาลเวียงพางคำ –
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

น้ำกกไม่เกินมาตรฐาน! คพ.ชี้แจงผลตรวจโลหะหนัก แต่แม่น้ำชายแดนยังวิกฤตสารหนู

คพ.ชี้ “แม่น้ำกก” ไม่พบโลหะหนักเกินมาตรฐาน แต่ “แม่น้ำสาย–รวก” ยังวิกฤตสารหนู บททดสอบความมั่นคงทรัพยากรน้ำชายแดนเหนือ

เชียงราย, 21 กันยายน 2568 — ยามเช้าตรู่บนสันเขาแม่จัน แดดสีทองยังไม่ทันเฉือนหมอกให้ขาวโปร่ง น้ำในลำน้ำกกยังคงมีสีขุ่นจัดอย่างที่ชาวบ้านคุ้นตามาหลายเดือน แม่ค้าแผงผักริมท่าน้ำบอกว่า “น้ำแรงดี แต่น้ำสีไม่ค่อยสวย” ประโยคสั้นๆ นี้สะท้อนความกังวลของชุมชนปลายน้ำที่พึ่งพาแม่น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและยังใช้เลี้ยงชีพในฐานะ “เส้นเลือด” ทางเศรษฐกิจของเชียงราย

ภาพความขุ่นคล้ายน้ำชาดที่เห็น ไม่ได้เท่ากับ “น้ำเสีย” เสมอไป—นั่นคือข้อเท็จจริงชุดแรกที่ผลตรวจวิเคราะห์ล่าสุดของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ย้ำให้ชัดขึ้น คพ.รายงานว่าแม่น้ำกกและลำน้ำสาขาหลักมีคุณภาพน้ำโดยรวม “อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน” ด้านโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนู (As)” ไม่เกินค่าเกณฑ์อ้างอิง 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในทุกจุดที่ตรวจ ในขณะที่ “แม่น้ำสาย” และ “แม่น้ำรวก” บริเวณชายแดนไทย–เมียนมา ยังพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่องหลายจุด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนวิกฤตแหล่งน้ำข้ามพรมแดนที่ยังต้องเร่งแก้ไขเชิงระบบและเชิงการทูตควบคู่กันไป

สีขุ่นที่ชวนตั้งคำถาม กับข้อเท็จจริงที่ต้องแยกแยะ

ตั้งแต่ไตรมาสสองปีนี้ ชาวเชียงรายคุ้นกับข่าว “น้ำกกขุ่น” จนหลายคนโยงไปถึงการทำเหมืองแร่หายาก (rare earth) ฝั่งต้นน้ำในเมียนมา ซึ่งสื่อชายแดนรายงานต่อเนื่องว่าอาจพาสารแขวนลอยและโลหะหนักไหลลงสู่ลำน้ำ โดยเฉพาะช่วงฝนหลงฤดูและมรสุมที่ทำให้ปริมาณน้ำท่าพุ่งสูงผิดปกติ แม้ความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุจำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็เพียงพอให้หน่วยงานไทยต้องตั้ง “การเฝ้าระวังเชิงรุก” เป็นวาระเร่งด่วนมาตั้งแต่กลางปี

เพื่อคลี่คลายข้อกังวล คพ.ตั้ง “แผนตรวจติดตามพิเศษ” เก็บตัวอย่างน้ำเดือนละ 2 ครั้ง และตะกอนดินเดือนละ 1 ครั้ง (ช่วง พ.ค.–ก.ย.) ครอบคลุมแม่น้ำกก 15 จุด (KK01–KK15) ลำน้ำสาขา (แม่น้ำฝาง–ลาว–กรณ์–สรวย) รวมถึงแม่น้ำสาย 3 จุด และแม่น้ำรวก 2 จุด ตลอดจนตรวจในแม่น้ำโขง 3 จุด ให้ได้ภาพ “เชิงพื้นที่และเชิงเวลา” ที่มากพอสำหรับประเมินแนวโน้มความเสี่ยง

10 รอบตรวจ วัดได้อะไร “กกไม่เกิน–สายเกิน” และบทเรียนจากฤดูฝน

ผลตรวจครั้งที่ 10 (18–22 ส.ค. 2568) คพ.สรุปว่า

  • แม่น้ำกกและลำน้ำสาขา: ค่าสารหนู “ไม่เกิน” เกณฑ์มาตรฐานทุกจุด แม้ค่าความขุ่นและสีออกน้ำตาลแดงยังสูงตามฤดูกาลและอิทธิพลพายุช่วงปลายก.ค.–ส.ค.
  • แม่น้ำสาย: พบ “สารหนูเกิน” มาตรฐานทั้ง 3 จุด ได้แก่ บ้านหัวฝายและสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 2 (0.022 มก./ล.) และบ้านป่าซางงาม (0.020 มก./ล.)
  • แม่น้ำรวก: เกินมาตรฐานทั้ง 2 จุด คือ RU01 สถานีสูบน้ำเกาะช้าง และ RU02 ปลายน้ำก่อนลงโขง (0.011 มก./ล. เท่ากัน)

คพ.วิเคราะห์เบื้องต้นว่า ปริมาณน้ำท่าที่เพิ่มขึ้นมากในฤดูฝนช่วย “เจือจาง” มลพิษในหลายพื้นที่ จึงเห็นภาพแม่น้ำกก “ผ่านมาตรฐาน” ต่อเนื่องในรอบหลังๆ แต่บริเวณแม่น้ำสาย–รวก ซึ่งใกล้แหล่งกำเนิดมลพิษ อาจได้รับอิทธิพลจากต้นน้ำมากกว่า จึงยังเกินมาตรฐานแม้ปริมาณน้ำสูง

เกณฑ์อ้างอิงสำคัญ: ไทยกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินสำหรับ “สารหนู” ไม่เกิน 0.01 มก./ล. ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งใช้เป็นฐานพิจารณาความเสี่ยงเชิงสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำผิวดินทั่วประเทศ

น่าสังเกตว่า ก่อนหน้าการตรวจรอบล่าสุด สื่อสาธารณะและนักกิจกรรมชายแดนเคยเผยแพร่ผลตรวจในบางช่วงที่ “แม่น้ำกก” เองมีค่าโลหะหนักเกินมาตรฐาน ณ บางจุด ซึ่งตอกย้ำว่าภาพรวมคุณภาพน้ำ “แปรตามฤดูกาลและสภาพภูมิศาสตร์” การอ่านค่าต้องดูเป็น “ชุดข้อมูลต่อเนื่อง” ไม่ใช่หยิบเฉพาะช่วงที่ช็อกความรู้สึกประชาชนมาอธิบายทั้งระบบ

ชายแดน–ข้ามพรมแดน เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่รู้จักเส้นเขตแดน

ข้อเท็จจริงที่ยากที่สุดของปัญหาแหล่งน้ำภาคเหนือคือ “มันไม่ได้เกิดอยู่ฝ่ายเดียว” แหล่งกำเนิดมลพิษจำนวนมากอยู่ “นอกเขตอำนาจไทย” เช่น กิจกรรมเหมืองแร่หายากและการใช้สารเคมีในเขตอุตสาหกรรมเหมืองของเมียนมา ซึ่งสื่อชายแดนรายงานต่อเนื่องว่าเล็ดลอดสู่ระบบนิเวศและลำน้ำสาขาที่ไหลลงกก สาย และรวก สู่พรมแดนไทย–เมียนมา

เพราะฉะนั้น “มาตรการไทยล้วนๆ” เช่น เพิ่มความถี่ตรวจหรือสั่งเฝ้าระวังสถานีสูบน้ำ แม้จำเป็น แต่ไม่พอ สิ่งที่ต้องเดินคู่กันคือการประสานงานระหว่างรัฐอย่างเป็นระบบ—ตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ชายแดนไปจนถึงคณะทำงานร่วมระดับทวิภาคี เพื่อให้เกิด “ข้อปฏิบัติร่วม” ในการควบคุมแหล่งกำเนิดและแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุผิดปกติปลายน้ำ โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

เสียงจากเวทีนโยบาย วุฒิสภาลงพื้นที่–จังหวัดสานพลังหน่วยงาน

เมื่อ 19 กันยายน 2568 คณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่กำกับงานสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ลงพื้นที่เชียงราย ประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อหารือสองวาระใหญ่ ได้แก่ (1) การปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง และ (2) ปัญหาสถานะบุคคลชายแดน โดยย้ำให้ทุกฝ่ายเร่งมาตรการป้องกันผลกระทบสุขภาพและสร้างกลไกติดตามอย่างเป็นรูปธรรม การเคลื่อนไหวทางนิติบัญญัตินี้สะท้อนแรงกดดันจากสังคมว่า “น้ำสะอาด” คือสิทธิขั้นพื้นฐานของคนชายแดนที่รัฐต้องคุ้มครอง

 “สี–ขุ่น–โลหะหนัก” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

หลายชุมชนผูกโยง “น้ำสีน้ำตาลแดงและขุ่น” เข้ากับ “น้ำเป็นพิษ” โดยอัตโนมัติ แต่ในเชิงวิชาการ สีและความขุ่น บอกถึงตะกอนแขวนลอย แร่ดิน และอินทรียวัตถุ—ไม่ใช่ตัวชี้วัดโลหะหนักโดยตรง โลหะหนักอย่าง “สารหนู” ต้องตรวจแบบเฉพาะทางและเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานจึงสรุปความเสี่ยงได้ นี่คือเหตุผลที่คพ.เน้นตรวจ “โลหะหนัก” ควบคู่ “ตะกอนดิน” และ “คุณภาพกายภาพ” ของน้ำในแผนเดียวกัน เพื่ออ่านแนวโน้มอย่างครบด้าน

ในด้านสุขภาพ ค่าสารหนู 0.01 มก./ล. เป็น “เกณฑ์มาตรฐาน” ที่หลายประเทศใช้เป็นเส้นฐานสำหรับแหล่งน้ำที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ทั้งในบริบทน้ำผิวดินและน้ำดื่ม (หน่วยงานกำกับคุณภาพน้ำดื่มของสหรัฐ เช่น EPA ก็กำหนดเพดานสูงสุดระดับเดียวกัน) ซึ่งสอดคล้องกับฐานคิดสากลด้านพิษวิทยาที่ลดความเสี่ยงในระยะยาวต่อโรคมะเร็งและระบบไหลเวียนโลหิต

ผลต่อเศรษฐกิจชุมชน ต้นทุนซ่อนเร้นของ “ความไม่แน่นอน”

แม้ผลล่าสุดจะยืนยันว่า “แม่น้ำกกยังผ่านมาตรฐานโลหะหนัก” แต่ความไม่แน่นอนที่ลากยาวคือ ต้นทุนซ่อนเร้น ของท้องถิ่น—ตั้งแต่ต้นทุนผู้ผลิตน้ำประปาที่ต้องปรับกระบวนการกรอง–ตกตะกอนเพิ่มในช่วงน้ำขุ่น ไปจนถึงผู้ค้าการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากภาพจำ “น้ำไม่ใส” ของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกิจกรรมทางน้ำอย่างแพยาง–ล่องเรือซึ่งขาย “ความงามแม่น้ำ” เป็นสินค้า ต้นทุนทางความรู้สึกนี้ แม้ไม่มีตัวเลขเร็วๆ นี้ แต่สะสมเป็น “ต้นทุนชื่อเสียงปลายทาง” ที่สำคัญไม่แพ้ต้นทุนทางวิศวกรรม

ในทางกลับกัน จังหวัดและองค์กรปกครองท้องถิ่นสามารถ “เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส” ได้ หากใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่โปร่งใสและสื่อสารเชิงรุก—เช่น การรายงานค่าคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์, แผนที่จุดเสี่ยงตามฤดูกาล, แนวทางใช้น้ำอย่างปลอดภัยสำหรับครัวเรือนริมฝั่ง—เพื่อลดข่าวลือและเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้มาเยือนและนักลงทุน

แผนรับมือเชิงระบบ 5 คานงัดที่ควรทำ “ทันที–ระยะสั้น–ระยะยาว”

  1. ทำให้ข้อมูล “เข้าถึงง่ายและสม่ำเสมอ”
    เผยแพร่ผลตรวจจากคพ.และหน่วยงานท้องถิ่นในรูปแบบแดชบอร์ด แยกตามแม่น้ำ–จุดตรวจ–ไทม์ไลน์ พร้อมคำอธิบายความหมายของค่ามาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนอ่านออกและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ลดช่องว่างข่าวลือ
  2. ปกป้องจุดวิกฤต: สถานีสูบน้ำและแหล่งใช้น้ำสาธารณะ
    ในแม่น้ำสาย–รวกที่ยังเกินเกณฑ์ ควรเพิ่มความถี่ตรวจก่อน–หลังสถานีสูบน้ำ, เสริมระบบกรองเฉพาะกิจ และประกาศคำแนะนำการใช้น้ำอย่างชัดเจน (เช่น ใช้เพื่อการเกษตรได้หรือไม่ ต้องพักน้ำ–ตกตะกอนกี่ชั่วโมง) ควบคู่การสำรองแหล่งน้ำชั่วคราวของชุมชน
  3. เจรจาทวิภาคี–เขตแดน
    ตั้งคณะทำงานไทย–เมียนมาด้าน “คุณภาพแหล่งน้ำร่วม” บริหารบนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ร่วมกัน กำหนดจุดตรวจในฝั่งต้นน้ำ, กลไกแจ้งเตือน, และมาตรการลดผลกระทบจากกิจกรรมเหมือง/อุตสาหกรรมที่อาจปนเปื้อน เพื่อป้องกันก่อนปัญหาจะไหลถึงชายแดน
  4. เสริมมาตรฐานท้องถิ่นให้เกินข้อกำหนดขั้นต่ำ
    แม้มาตรฐานสารหนูไทยกำหนดไว้ที่ 0.01 มก./ล. แต่เทศบาลหรือการประปาท้องถิ่นอาจตั้ง “ระดับเตือนภัยล่วงหน้า” ที่เข้มกว่า เพื่อกระตุ้นมาตรการเชิงป้องกันเร็วขึ้น—แนวคิดที่สอดคล้องกับหลักการระมัดระวังไว้ก่อน
  5. สร้างภูมิคุ้มกันชุมชนด้วยความรู้
    สนับสนุนโครงการ “นักสังเกตน้ำชุมชน” ฝึกให้โรงเรียน–อสม.–สภาเด็กและเยาวชนเก็บตัวอย่างแบบ citizen science ภายใต้มาตรฐานวิชาการ แล้วป้อนข้อมูลสู่ฐานกลาง จะช่วยเพิ่มจุดข้อมูลและสร้างเจ้าของปัญหาที่แท้จริงในพื้นที่

เมื่อข้อมูลวิทยาศาสตร์ต้องแปลเป็น “ความอุ่นใจ”

คำว่า “เกินมาตรฐาน” หรือ “อยู่ในเกณฑ์” เป็นคำวิทยาศาสตร์ที่จำเป็น แต่ยังไม่พอสำหรับปลอบใจชุมชน—เพราะสิ่งที่ครัวเรือนต้องการคือ “ความอุ่นใจ” ว่าจะตักน้ำหุงข้าวได้อย่างปลอดภัย จะพาลูกลงเล่นน้ำหน้าบ้านได้โดยไม่ต้องกังวล สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เมื่อการสื่อสารวิทยาศาสตร์เดินคู่กับมาตรการจับต้องได้ เช่น ป้ายแจ้งเตือนที่อ่านง่าย, เสียงตามสายของ อบต., อินโฟกราฟิกสั้นๆ ในไลน์กลุ่มหมู่บ้าน และการตอบคำถามสาธารณะอย่างสม่ำเสมอในวันที่ฝนมามากผิดปกติ

ในอีกฟากหนึ่ง ภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว—ตั้งแต่ผู้ประกอบการล่องเรือ–โฮมสเตย์ ไปจนถึงร้านอาหารริมน้ำ—ควรเข้ามาเป็น “หุ้นส่วนสื่อสาร” ให้ข้อมูลตรงกับทางการ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติคุณภาพ เหตุเพราะ “ความจริง” ที่ตรวจได้วันนี้ อาจกลายเป็น “ความเชื่อ” ที่อยู่ยาวในใจนักท่องเที่ยวไปอีกนาน

 “เสี้ยวส่วนร้อย” ที่พลิกความเสี่ยง

  • เกณฑ์สารหนูในน้ำผิวดินไทย 0.01 มก./ล. แต่ค่าในแม่น้ำสายรอบล่าสุดอยู่ที่ 0.020–0.022 มก./ล. ซึ่งเป็นเพียง “เสี้ยวส่วนร้อย” ของกรัมต่อลิตร ทว่าในมิติสุขภาพ “เสี้ยวส่วนร้อย” นี้คือความต่างระหว่าง “ผ่านมาตรฐาน” กับ “ต้องเฝ้าระวังเข้มข้น”
  • แม่น้ำรวกทั้งสองจุดแตะ 0.011 มก./ล. แปลว่าขยับเหนือเส้นเกณฑ์เล็กน้อย แต่ถ้ารักษาระดับนี้ต่อเนื่องยาวนาน—โดยเฉพาะในพื้นที่สูบน้ำประปา—จะกลายเป็นความเสี่ยงเรื้อรังที่ต้องจัดการด้วยมาตรการเชิงวิศวกรรมและการบริหารน้ำดิบ
  • ขณะที่ “แม่น้ำกก” ผ่านมาตรฐานโลหะหนักในรอบล่าสุดทั้งหมด 15 จุด แต่ยังคง “สีและความขุ่น” สูง—เตือนว่า การจัดการตะกอนแขวนลอยและการสื่อสารความปลอดภัย ยังสำคัญแม้โลหะหนักไม่เกินเกณฑ์

ทางออกที่สมศักดิ์ศรีเมืองชายแดน โปร่งใส–เชื่อมโยง–เข้มแข็ง

เชียงรายคือประตูสู่ลุ่มน้ำโขงและจีนตอนใต้ การดูแล “แม่น้ำกก–สาย–รวก” ให้สะอาดและมีเสถียรภาพคือภารกิจที่เกินกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม—มันคือ ความมั่นคงของเมืองชายแดน ในมิติอาหาร น้ำดื่ม สุขภาพ และเศรษฐกิจฐานชุมชน

ภาพที่พึงประสงค์ไม่ใช่น้ำใสอย่างเดียว แต่คือ “ระบบที่โปร่งใส” ซึ่งตรวจได้–สื่อสารได้–รับผิดชอบได้ และ “ความร่วมมือที่เชื่อมโยง” ตั้งแต่ครัวเรือน–ท้องถิ่น–ส่วนกลาง–ชายแดนระหว่างประเทศ จนเกิด “ชุมชนเข้มแข็ง” ที่พร้อมรับมือฤดูฝนหน้า และฤดูน้ำหลากที่คาดเดาไม่ได้ยิ่งขึ้นในยุคสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

วันนี้ เรามีข่าวดีครึ่งหนึ่ง—แม่น้ำกกไม่พบโลหะหนักเกินมาตรฐาน—แต่ก็มีสัญญาณเตือนอีกครึ่งหนึ่งจากแม่น้ำสายและรวกที่ยังเกินเกณฑ์ คำถามไม่ใช่ว่า “จะรอให้ธรรมชาติช่วยเจือจางอีกหรือไม่” แต่คือ “เราจะทำอะไรเพิ่มตั้งแต่วันนี้” เพื่อให้ครั้งที่ 11, 12 และทุกครั้งถัดไป—ตัวเลขยืนยันความปลอดภัยมากขึ้น และความอุ่นใจของคนเชียงรายมากขึ้นตามลำดับ

สรุปสาระสำคัญ

  • ผลตรวจล่าสุด (รอบ 10): แม่น้ำกก–ลำน้ำสาขา ไม่พบสารหนูเกินมาตรฐาน ขณะที่แม่น้ำสาย (0.020–0.022 มก./ล.) และแม่น้ำรวก (0.011 มก./ล.) ยังเกิน ต้องเฝ้าระวังเข้มข้น
  • เหตุปัจจัย: ฤดูฝน–พายุทำให้ปริมาณน้ำท่าสูง ช่วยเจือจาง แต่จุดใกล้แหล่งกำเนิดข้ามพรมแดนยังเกิน—จำเป็นต้องมีความร่วมมือไทย–เมียนมาในระดับนโยบายและวิชาการ
  • นโยบายในประเทศ: วุฒิสภาและจังหวัดระดมหน่วยงานหารือ ย้ำป้องกันผลกระทบสุขภาพและตั้งกลไกติดตามที่วัดผลได้
  • มาตรฐานอ้างอิง: ไทยกำหนดสารหนูในน้ำผิวดินไม่เกิน 0.01 มก./ล. สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยของน้ำ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) 
  • Transborder News 
  • คณะกรรมาธิการวุฒิสภา 
  • ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 
  • U.S. EPA – ข้อมูลอ้างอิงสากลเรื่องค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำดื่ม (0.010 มก./ล.) เพื่อเทียบเคียงหลักการคุ้มครองสุขภาพระยะยาว
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News