Categories
FEATURED NEWS

ววน.-สกสว. ระดมทัพวิจัยรับมือ “สามเสนทรุด” ติดตั้ง Tiltmeter-Lidar เฝ้าระวัง 24 ชม.

กองทุน ววน.–สกสว. ระดมทัพวิจัย–นวัตกรรม รับมือ “สามเสนทรุด” ติดตั้งเซนเซอร์เฝ้าระวัง 24 ชม. คลี่ภาพใต้ดินด้วย Lidar เตรียมถอดบทเรียนญี่ปุ่น ป้องกันเหตุซ้ำซ้อน

กรุงเทพฯ — เหตุถนน สามเสนทรุด” เช้าวันที่ 24 กันยายน 2568 กลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของระบบโครงสร้างพื้นฐานเมือง เมื่อหลุมยุบขนาดใหญ่เกิดขึ้นหน้า โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ใกล้ สถานีตำรวจนครบาลสามเสน และแนวก่อสร้าง รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ทำให้ต้องอพยพ เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ และปิดผิวจราจรเป็นบริเวณกว้าง ภายใต้ฝนมรสุมที่ยังแผ่ปกคลุมกรุงเทพฯ ต่อเนื่อง ขณะที่รายงานสื่อสากลและภูมิภาคยืนยันขนาดหลุมเบื้องต้นกว้างราว 27–30 เมตร ลึกประมาณ 50 เมตร (ราว 160 ฟุต) และไม่มีผู้บาดเจ็บรุนแรง แต่เกิดความเสียหายต่อรถยนต์ เสาไฟฟ้า และโครงสร้างโดยรอบหลายจุด เหตุการณ์นี้ทำให้หน่วยงานรัฐ–วิชาการต้องขยับอย่างพร้อมเพรียง ตั้งแต่การคุ้มครองความปลอดภัยเร่งด่วน จนถึงการสืบค้นสาเหตุเชิงวิศวกรรมใต้ดินอย่างเป็นระบบ

จาก “เสียงยุบ” สู่ “ปฏิบัติการหลายเสาเข็ม”

ช่วงเช้าหลังเหตุทรุดตัว กทม. ปิดกั้นพื้นที่ ตั้งเขตอันตราย ทยอยอพยพผู้ป่วย–บุคลากรบางส่วนของวชิรพยาบาล ปรับแผนบริการนอกเวลา พร้อมกับทีมวิศวกรเข้าประเมินฐานรากของ อาคารทีปังกรรัศมีโชติ และอาคารโดยรอบ ขณะเดียวกันมีการเทคอนกรีต–ทรายถมอุดโพรงเพื่อหยุดการเคลื่อนตัวของมวลดินและชะลอน้ำไหลบ่าลงใต้ดิน ทว่าเมื่อพบการไหลซึมของคอนกรีตเข้าสู่แนวอุโมงค์ จึงต้องหยุดปรับแผนแล้วเริ่มเทใหม่ด้วยมาตรการควบคุมที่เข้มขึ้นในวันถัดมา ทั้งหมดดำเนินควบคู่กับการสแกน 3 มิติและตรวจโพรงใต้ดินเพื่อลดความเสี่ยงการขยายตัวของหลุมยุบเพิ่มเติม

ทีมเฉพาะกิจ “วิจัย–นวัตกรรม” ลงพื้นที่: Tiltmeter–TUSHM–Lidar ทำงานประสาน

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สั่งตั้ง “ทีมเฉพาะกิจ” ระดมงานวิจัยและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในเครือข่าย กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) เพื่อเสริมสมรรถนะการตัดสินใจหน้างาน โดยนำเซนเซอร์ Tiltmeter จำนวน 9 ตัว ติดตั้งที่ อาคารทีปังกรรัศมีโชติ ควบคู่ IoT logger เพื่อส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์สำหรับเฝ้าระวังการเอียงของอาคารและการเคลื่อนตัวของมวลดิน พร้อมวางแผนติดตั้งเพิ่มเติม ณ พื้นที่ สน.สามเสน และอาคารที่มีความเสี่ยงใกล้เคียง เพื่อปิดช่องว่างข้อมูลในจุดวิกฤตให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังเตรียมใช้ เครื่องตรวจสัญญาณสั่นสะเทือนต้นทุนต่ำ (TUSHM) เสริมจุดวัด “สภาพสั่นไหว” ของโครงสร้างอาคารละ 2 จุด ในกลุ่มอาคารโรงพยาบาล เพื่อยกระดับการประเมินความเสี่ยงแบบต่อเนื่อง

Tiltmeter ที่ใช้เป็นผลลัพธ์จากงานวิจัยด้าน IoT–วิศวกรรมปฐพี ซึ่งออกแบบให้ตรวจจับ “มุมเอียง” ของโครงสร้างได้ละเอียดในแกน X/Y พร้อมบันทึกค่าต่อเนื่องและแสดงผลเป็นกราฟสำหรับทีมวิศวกร จุดเด่น คือความสามารถในการแจ้งเตือนการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก่อนพัฒนาเป็นความเสียหายเชิงโครงสร้าง นำไปสู่การอพยพหรือเสริมค้ำยันได้ทันท่วงที ส่วน TUSHM ทำหน้าที่คล้าย “หู” ของอาคาร ตรวจจับสัญญาณสั่นสะเทือนผิดปกติจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งกิจกรรมก่อสร้าง แรงสั่นสะเทือนจากจราจร หรือการยุบตัวใต้ดิน ช่วย “จัดชั้นความเสี่ยง” ได้แม่นขึ้น ข้อมูลจากทั้งสองระบบจะถูกผสานเข้าสู่แพลตฟอร์มกลางเพื่อใช้ประกอบคำสั่งทางวิศวกรรม ณ จุดเกิดเหตุ

คลี่ภาพใต้ดินด้วย Lidar 3D Scan และธรณีฟิสิกส์

ทีมวิจัยเตรียมใช้ Lidar 3D Scan เพื่อสร้าง แผนที่ระดับสูง–ต่ำ (elevation) และ แบบจำลองผิวดิน–โครงสร้าง ความละเอียดสูง จากนั้นซ้อนทับกับข้อมูล ธรณีฟิสิกส์ (Geophysical Investigation) เพื่อตรวจหา “โพรง–ช่องว่าง” ใต้ผิวถนนและฐานรากอาคารใกล้เคียง วิธีการเชิงรุกเช่นนี้เปิดโอกาสให้ “มองเห็นสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็น” และช่วยวางแผน อุดโพรง–ทำผนังกันดิน–ค้ำยัน เฉพาะจุด ลดการใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือย และลดความเสี่ยงต่ออาคารสำคัญ เช่น ตึกผู้ป่วยนอก สน.สามเสน และโรงเรียนใกล้เคียง ข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ในการสืบค้นสาเหตุและออกแบบแผนซ่อมแซมระยะยาว

“Soft Infrastructure” ของเมืองใหญ่ จากเซนเซอร์สู่การตัดสินใจแบบข้อมูลนำ

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ “โครงสร้างพื้นฐานเชิงนุ่ม” (Soft Infrastructure) อย่าง ระบบข้อมูล–เซนเซอร์–แบบจำลอง กลายเป็นกำแพงป้องกันด่านแรกของเมือง เนื่องจากความเสื่อมของผิวดิน–ท่อสาธารณูปโภค–แนวอุโมงค์ อาจไม่ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนบนผิวถนน แต่ ชุดข้อมูลเอียง–สั่น–ทรุด จะปรากฏให้เห็นจากกราฟของ Tiltmeter/TUSHM และภาพ 3D Scan ที่อัปเดตเป็นระยะ ทำให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์สามารถ สั่งอพยพเฉพาะจุด หรือ สั่งเสริมกำลังค้ำยัน ก่อนถึง “เส้นวิกฤต” ได้จริง ซึ่งเป็นแนวทางที่เมืองใหญ่ทั่วโลกนำมาใช้ร่วมกับปฏิบัติการภาคสนาม

มิติชุมชน–บริการสาธารณสุข รพ.วชิระฯ ปรับบริการ–สร้างความเชื่อมั่น

แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บรุนแรง แต่ ผลกระทบทางจิตใจ–การเข้าถึงบริการ เป็นประเด็นที่ต้องบริหารความเสี่ยงต่อเนื่อง กทม. และโรงพยาบาลปรับแผนการนัดหมายผู้ป่วยนอกส่วนหนึ่ง ขยับบริการไปอาคารที่ปลอดภัย พร้อมประชาสัมพันธ์เส้นทางเข้า–ออกใหม่ของรถพยาบาลและผู้ป่วย ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนโดยรอบเฝ้าระวังภาวะ “ดินไหล–ดินทรุดซ้ำ” ผ่านช่องทางแจ้งเหตุของเมืองและเพจทางการ ซึ่งเป็นแนวทางการสื่อสารแบบสองทางระหว่างรัฐ–ประชาชนที่ช่วยลดความตื่นตระหนก สร้างความไว้วางใจในกระบวนการแก้ปัญหา

ภาพรวมการกู้ภัย ณ จุดเกิดเหตุ เทคอนกรีต–คุมทางน้ำ–เสริมฐานราก

“หลุมยุบเมือง” ต้องการทั้ง วิศวกรรมปฐพี และ วิศวกรรมการจัดการน้ำ ร่วมกัน การ อุดโพรง ด้วยการเทคอนกรีต–ทราย ต้องทำพร้อม การคุมทางน้ำ ไม่ให้น้ำผิวดิน–ท่อรั่วซึมเติมลงโพรง ซึ่งจะยืดเวลาการทรุดตัว การประเมินด้วย 3D Scan ช่วยจัดลำดับ “จุดวิกฤต 1–2–3” ให้ทีมงานถม–อัด–ค้ำยันได้ตรงจุด ลดการยุบตามมาในแนวร้าวเดิม-แนวท่อ เสริมความปลอดภัยแก่โครงสร้างสำคัญ เช่น เสาไฟฟ้า–ตอม่อ–ผนังกันดิน

หลุมยุบใหญ่ที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2016 หน้า สถานีฮากาตะ เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เกิดจากการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟใต้ดิน โดยหลุมยุบมีขนาดประมาณ 30x27 เมตร และลึกประมาณ 15 เมตร ซึ่งกินพื้นที่ถนน 5 เลนส์

ถอดบทเรียน “ญี่ปุ่น” สู่มาตรฐานใหม่ของกรุงเทพฯ

สกสว. และพันธมิตรด้านวิทยาศาสตร์–เทคโนโลยีเตรียม เชิญผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น ผ่านเครือข่าย JICA และ JST ร่วมติวเข้มบุคลากรไทย–กทม. ตั้งแต่แนวทางเฝ้าระวังใต้ดิน ก่อน–ระหว่าง–หลัง การก่อสร้างอุโมงค์ ไปจนถึง มาตรฐานซ่อม–ฟื้นฟู หลังหลุมยุบ ทั้งนี้ ฝั่งไทยได้จัดทำ นโยบายและแผนงาน P24 รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อเดินเครื่องวิจัย–นวัตกรรมตามโจทย์เร่งด่วนของประเทศอยู่แล้ว โดยเหตุ “สามเสนทรุด” จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการปรับปรุง เกณฑ์เตือนภัยดินถล่ม–ทรุดตัว และ คู่มือปฏิบัติการสนาม สำหรับโครงการในพื้นที่ดินอ่อนอื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

เสียงจากผู้เชี่ยวชาญ–บทเรียนเชิงนโยบาย (สรุปประเด็น)

  • ข้อมูลนำหน้าปฏิบัติการ: เซนเซอร์ Tiltmeter/TUSHM และ Lidar 3D Scan ทำให้การอพยพ–ค้ำยัน–อุดโพรง “พุ่งเป้า” ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร ลดความเสี่ยงซ้ำซ้อน
  • One Map ใต้ดิน: เหตุครั้งนี้ชี้ความจำเป็นของ ฐานข้อมูลสาธารณูปโภคใต้ดินแบบรวมศูนย์ ที่อัปเดตตลอดเวลา ลด “ความไม่รู้” ระหว่างผู้ก่อสร้าง–ผู้ดูแลท่อ–ผู้บังคับการเหตุการณ์
  • มาตรการฝนมรสุม: เมืองต้องมีแผน Bypass น้ำ และ ระบบตรวจรั่วซึมท่อ ในช่วงฝนหนัก เพื่อไม่ให้โพรงใต้ดินขยายตัว
  • สื่อสารสาธารณะโปร่งใส: การอัปเดตจากช่องทางทางการของเมือง และการสื่อสารเชิงหลักฐานจากหน่วยงานวิชาการ สร้าง ความไว้วางใจ และ ลดข่าวลวง ในช่วงวิกฤต

จากหลุมยุบสู่ความยืดหยุ่นของเมือง (Urban Resilience)

“สามเสนทรุด” ไม่ใช่เพียงอุบัติการณ์เชิงพื้นที่ หากเป็น บททดสอบความยืดหยุ่นของกรุงเทพฯ ที่ต้องผสาน วิศวกรรม–วิทยาศาสตร์ข้อมูล–การบริหารเมือง–การมีส่วนร่วมของประชาชน เข้าด้วยกัน เหตุการณ์นี้เริ่มด้วย “เสียงยุบ” และ “ภาพหวาดเสียว” ของถนนที่หายไป แต่กำลังเคลื่อนสู่ กระบวนการเรียนรู้ ที่ทำให้เมือง “มองเห็นใต้ดิน” ชัดขึ้น คาดการณ์ความเสี่ยงได้เร็วขึ้น และตอบสนองอย่างแม่นยำขึ้น หากแปลงบทเรียนเป็น มาตรฐานปฏิบัติ และ งบลงทุนเชิงป้องกัน อย่างสม่ำเสมอ เมืองจะเดินหน้าจาก “การกู้ภัย” ไปสู่ “การป้องกันล่วงหน้า” ได้จริง

อุปกรณ์ทิลท์มิเตอร์ (Tiltmeter)
อุปกรณ์เลเซอร์สแกน 3 มิติ หรือไลดาร์ (Lidar)
เครื่องตรวจวัดสัญญาณการสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวต้นทุนต่ำ หรือ TUSHM

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Bangkok Metropolitan Administration (BMA)
  • Thairath Online – สกสว.ตั้งทีมเฉพาะกิจ ส่ง Tiltmeter–TUSHM–Lidar สำรวจและเฝ้าระวัง “สามเสนทรุด”
  • Green Ground Solutions
  • กองทุน ววน.–สกสว.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายคว้า 4 รางวัล “เพชรพระนคร” ครอบคลุมวรรณศิลป์-หัตถกรรม ตอกย้ำเมืองศิลปิน

เชียงรายเชิดชูศิลปิน “เพชรพระนคร” ปี 2568 พลังสร้างสรรค์สี่สาขาผงาดเวทีชาติ

เชียงราย ,26 กันยายน 2568 –  บริเวณหอประชุมใหญ่ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย บทพิสูจน์ของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่หยั่งรากในชุมชนได้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานในพิธีมอบ รางวัลเพชรพระนคร แก่ศิลปินและผู้สร้างสรรค์ผลงานด้านวัฒนธรรมจากเชียงราย 4 ท่าน ครอบคลุมสี่สาขาหลักของมรดกภูมิปัญญา ตั้งแต่วรรณศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ทัศนศิลป์ ไปจนถึงศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน โดยโครงการรางวัลนี้เป็นกิจกรรมเชิดชูเกียรติที่ สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จัดต่อเนื่องถึง ครั้งที่ 7 ประจำปีพุทธศักราช 2568 และมีเกณฑ์การสรรหา-คัดเลือกที่ชัดเจน โปร่งใส ครอบคลุมอย่างน้อย 12 สาขา ของงานวัฒนธรรมร่วมสมัยและดั้งเดิม

จากเวทีจังหวัดสู่เวทีประเทศ

เวลา 09.00 น. เสียงประกาศเชิญผู้มีเกียรติเข้าสู่หอประชุมใหญ่ดังขึ้นอย่างเป็นระเบียบ เจ้าหน้าที่วัฒนธรรมในพื้นที่ทำหน้าที่ประสานงานและอำนวยความสะดวก ผู้รับรางวัลพร้อมครอบครัวและครูช่างชุมชนทยอยเข้าที่นั่ง บรรยากาศยังคงความเรียบง่ายแต่ทรงความหมาย เพราะทุกคนตระหนักว่า “ใบประกาศเกียรติคุณ” บนเวทีคือจุดเริ่มของภารกิจใหม่—การถ่ายทอดองค์ความรู้กลับสู่ชุมชน โดยมีหน่วยงานรัฐระดับจังหวัดทำหน้าที่พี่เลี้ยงและเชื่อมโยงเครือข่ายต่อไป. ข้อมูลเชิงพิธีการ เวลา และสถานที่ ได้รับการสื่อสารทางการผ่านช่องทางของจังหวัดและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายอย่างชัดเจน

รางวัลเพชรพระนครกรอบสาขาที่ “ครอบคลุมทั้งหน้าฉากและหลังฉาก”

รางวัลเพชรพระนครตั้งต้นจากเจตนารมณ์ “ยกย่องผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม” ครอบคลุมทั้งระดับเยาวชนและประชาชนทั่วไป และแบ่งสาขาย่อยหลากหลาย เช่น ทัศนศิลป์ ดุริยางคศิลป์ วรรณศิลป์ ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน คหกรรมศิลป์ ศาสนาและขนบธรรมเนียม การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาท้องถิ่นและเศรษฐกิจพอเพียง บำเพ็ญประโยชน์และจิตอาสา กีฬาและนันทนาการ รวมถึงสาขาเกี่ยวเนื่องอื่นตามที่ประกาศในปีนั้น ๆ กรอบดังกล่าวสะท้อนวิสัยทัศน์ “ทั้งระบบ” ของงานวัฒนธรรม ที่เห็นคุณค่าทั้งผู้สร้างสรรค์หน้าฉากและผู้ปิดทองหลังพระในโครงสร้างชุมชน

รายชื่อผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติจากเชียงรายปี 2568

  1. นายฉลอง พินิจสุวรรณ — สาขา วรรณศิลป์ (เหรียญทอง) ผู้สร้างรากฐานงานเขียนร่วมสมัยที่หยิบยกท้องถิ่นเป็นฐาน แล้วขยายสู่สาธารณะในวงกว้าง ชื่อของ “ฉลอง” เชื่อมโยงกับชีวประวัติด้านวรรณศิลป์และการทำงานด้านภาษาในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยาวนาน
  2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.องอาจ อินทนิเวศ — สาขา ดุริยางคศิลป์ (เหรียญทอง) เป็นแบบอย่างของการใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือสื่อสารวัฒนธรรม สร้างเวทีให้เยาวชนทดลอง-เรียนรู้ และประยุกต์องค์ความรู้ทางดนตรีกับชีวิตร่วมสมัย
  3. นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี — สาขา ทัศนศิลป์ (เหรียญทอง) สะท้อนศักยภาพ “เมืองศิลปิน” ของเชียงราย ผ่านผลงานที่เชื่อมแกลเลอรี ชุมชนศิลป์ และพื้นที่เรียนรู้เข้าด้วยกัน.
  4. นางสาวนิธี สุธรรมรักษ์ — สาขา ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน (เหรียญเงิน) ต้นแบบการอนุรักษ์และดัดแปลงภูมิปัญญางานช่างมือสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจและตัวตนวัฒนธรรมให้กับชุมชน.

หมายเหตุ: รายชื่อและสาขาดังกล่าวถูกสื่อสารยืนยันโดยหน่วยงานภาครัฐในระดับจังหวัดและหน่วยงานผู้จัดรางวัล โดยเฉพาะประกาศผลทางการของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

จากความภาคภูมิใจสู่โจทย์ “ถ่ายทอด-ต่อยอด” ในพื้นที่

เมื่อเสียงปรบมือสุดท้ายจบลง โจทย์ที่เริ่มต้นทันทีคือ “จะถ่ายทอดอย่างไรให้ถึงมือคนรุ่นใหม่” บทเรียนจากเชียงรายชี้ว่า “การเชิดชู” จะงอกเงย เมื่อมี กลไกการส่งต่อความรู้ ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่

  • บทบาทครูชุมชนศิลป์: ศิลปินผู้ได้รับรางวัลเข้าเยี่ยมโรงเรียน อบต. ศูนย์การเรียนรู้ จัดเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการ สร้างแรงบันดาลใจที่ลงมือทำได้จริง
  • ฐานข้อมูลดิจิทัลผลงาน: รวบรวมหนังสือ เพลง งานจิตรกรรม ลวดลายหัตถกรรม และคลิปการสาธิตไว้ในแหล่งเปิด เพื่อให้นักเรียน-ครู-ผู้ประกอบการเข้าถึง
  • เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: เชื่อมศูนย์ศิลป์ แหล่งหัตถกรรม ตลาดชุมชน และเวทีดนตรีท้องถิ่น ให้การท่องเที่ยวกลายเป็นรายได้ทางเลือกของชุมชน

มองเชิงนโยบาย นี่คือ Soft Power ฐานราก ที่จับต้องได้—เพราะหนึ่งรางวัล อาจเท่ากับหนึ่งโครงการใหม่ในหมู่บ้านหนึ่งแห่ง ถ้าร้อยรางวัลเชื่อมกัน จะเกิดเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งจังหวัด

เชียงรายในภาพกว้างระบบนิเวศวัฒนธรรมที่เกื้อหนุนกัน

จุดแข็งของเชียงรายคือ การทำงานร่วมกันของสถาบันการศึกษา หน่วยงานวัฒนธรรม ผู้นำท้องถิ่น และภาคประชาสังคม การได้รับรางวัลทั้งสี่สาขาในปีนี้ ทำให้ห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ของ “ศิลปะ—ความรู้—เศรษฐกิจชุมชน” ครบถ้วน ตั้งแต่งานเขียน (สร้างความคิด) ดนตรี (ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วม) ทัศนศิลป์ (ยกระดับภาพลักษณ์) จนถึงหัตถกรรม

ทำไม “กรอบสาขา 12 หมวด” จึงสำคัญต่อมาตรฐานการคัดเลือก

กรอบสาขาที่ชัดเจนคือหลักประกันว่า รางวัลเน้น คุณค่าเชิงสาธารณะ มากกว่าความโด่งดังเฉพาะบุคคล การเปิดพื้นที่ตั้งแต่ ศิลป์ คหกรรม จิตอาสา จนถึงกีฬาและนันทนาการ แปลว่า งานวัฒนธรรมไม่ได้จำกัดเฉพาะ “เวที” หากครอบคลุม “วิถี” อันเป็นเหตุผลที่ชื่อของครูช่าง ผู้จัดการชุมชน หรือครูภูมิปัญญา สามารถปรากฏเคียงข้างศิลปินมืออาชีพได้อย่างภาคภูมิ ทั้งหมดนี้สะท้อนอยู่ในประกาศและคำอธิบายกิจกรรมของหน่วยงานผู้จัด

บทเรียนเชิงนโยบายจากพิธีมอบรางวัลปีนี้

  1. รัฐ-สถาบัน-ชุมชน ต้องทำงานแบบสามเหลี่ยม: จังหวัดช่วยอำนวยการ สถาบันอุดมศึกษากำกับมาตรฐาน และชุมชนเป็นเวทีทดลองและต่อยอด
  2. สร้างเส้นทางอาชีพด้านศิลปะอย่างจริงจัง: หลักสูตรสั้น คูปองทักษะ เวิร์กช็อป และคลินิกธุรกิจชุมชน จะเปลี่ยนรางวัลเป็น “รายได้”
  3. สื่อสารสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ: การเผยแพร่ผลและเกณฑ์ผ่านเพจ/เว็บทางการ ช่วยให้การคัดเลือก “ตรวจสอบได้” และชวนคนรุ่นใหม่เข้าร่วมมากขึ้น

 “ราก” ของศิลปินทำให้ “รางวัล” งอกงาม

ในบรรดาผู้รับรางวัล ชื่อของ ฉลอง พินิจสุวรรณ คือภาพสะท้อนว่าฐานรากการศึกษาและการทำงานยาวนานในพื้นที่ภาคเหนือ—ตั้งแต่โรงเรียนสามัคคีวิทยาคมไปจนถึงบทบาทด้านภาษา—คือทุนทางสังคมที่สั่งสมแล้วผลิดอกบนเวทีประเทศ

รางวัลครั้งนี้บอกอะไรกับอนาคตเชียงราย

  • บอกว่า เมืองนี้มี “ระบบ” ไม่ใช่เพียง “ดาวเด่น” เมื่อสี่สาขาสำคัญถูกยกย่องพร้อมกัน แปลว่าระบบนิเวศวัฒนธรรมทำงานครบห่วงโซ่
  • บอกว่า ความภูมิใจต้องแปรเป็น “โครงการ” ทั้งในโรงเรียน ชุมชน และตลาด เพื่อให้วัฒนธรรมอยู่ได้ด้วยคุณค่าและมูลค่า
  • บอกว่า ความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือก (มีประกาศผลและเกณฑ์บนช่องทางทางการ) คือทุนความน่าเชื่อถือที่เติมให้รางวัลมีน้ำหนักและยืนระยะได้

พิธีมอบ รางวัลเพชรพระนคร ปี 2568 ที่เชียงรายไม่ใช่เพียงไฮไลต์ปลายปี แต่คือ “สัญญาณเริ่มต้น” ของการเดินทางบทใหม่ในพื้นที่—ซึ่งต้องการทั้งพลังสาธารณะและพลังหน่วยงาน หากเดินหน้าตามสามหลักการ “ถ่ายทอด-ต่อยอด-ตรวจสอบได้” รางวัลในวันนี้จะงอกเงยเป็นหลักสูตร เวที และรายได้ของชุมชนในวันพรุ่งนี้ และทำให้ Soft Power ฐานราก ของเชียงรายและล้านนามีน้ำหนักต่อเนื่องบนเวทีประเทศ

นายฉลอง พินิจสุวรรณ – รางวัลเพชรพระนคร สาขาวรรณศิลป์ ประเภทเหรียญทอง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.องอาจ อินทนิเวศ – รางวัลเพชรพระนคร สาขาดุริยางคศิลป์ ประเภทเหรียญทอง
นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี – รางวัลเพชรพระนคร สาขาทัศนศิลป์ ประเภทเหรียญทอง
นางสาวนิธี สุธรรมรักษ์ – รางวัลเพชรพระนคร สาขาศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ประเภทเหรียญเงิน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

อาหารอาข่า Soft Power! ดอยผาหมีคว้า รองแชมป์โลก SISTA 2025 การท่องเที่ยวโดยชุมชน

ดอยผาหมี” คว้ารองแชมป์โลก SISTA 2025 เมื่อกาแฟ-อาหารอาข่า กลายเป็น Soft Power ที่วัดผลได้

เชียงราย, 27 กันยายน 2568 — หมอกเช้าคลอเส้นสันดอย เสียงครกตำสมุนไพรดังสลับกลิ่นกาแฟคั่วใหม่ “ผาหมี” ตื่นตัวเหมือนทุกวัน—ทว่าที่แตกต่าง คือเสียงเฮจากชุมชนเล็ก ๆ บนแนวภูเขาแม่สายที่ไปสะท้อนบนเวทีโลก ชุมชนบ้านดอยผาหมีคว้า “รางวัลรองชนะเลิศ” จากเวที Skål International Sustainable Tourism Awards (SISTA) 2025 ในปีที่มีผู้สมัคร 106 โครงการจาก 30 ประเทศ โปยความภาคภูมิใจกลับสู่ครัวอาข่าและโรงคั่วกาแฟท้องถิ่นอีกครั้ง

ข่าวดีครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “ถ้วยรางวัล” แต่คือ “หลักฐาน” ว่าการท่องเที่ยวโดยชุมชนของไทย—เมื่อวางบนฐานวัฒนธรรมที่จริงแท้และการจัดการที่เป็นระบบ—สามารถแข่งขันในมาตรฐานสากลได้อย่างแท้จริง

จากสันดอยชายแดน สู่รางวัลโลก CBT ที่ยืดหยุ่นและเป็นสากล

โมเดลความสำเร็จของ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวดอยผาหมี มีแกนกลางชัดเจน—สร้างรายได้สองขาเพื่อเสถียรภาพ (dual engines):

  1. กาแฟอาราบิก้าแบรนด์ “กาแฟผาหมี” ที่ชุมชนครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ปลูก–แปรรูป–ดริปเสิร์ฟเอง จนถึงหน้าร้าน และ
  2. การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ที่ “ให้ชุมชนเป็นครู” พาเรียนรู้วิถีกาแฟ พิธี–ภาษา–การแต่งกาย–และ “ครัวอาข่า” ที่พาผู้มาเยือนลงมือทำ

ผลลัพธ์คือรายได้ที่ไม่ผันผวนตามฤดูกาลท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ช่วยให้ชุมชน “ไม่ยอมจำนน” ต่อจำนวนนักท่องเที่ยว แต่มุ่งไปให้สุดที่ “คุณภาพประสบการณ์” และ “ศักดิ์ศรีทางวัฒนธรรม”

คุณผกากานต์ รุ่งประชารัตน์ (“แมว”) ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ เล่าให้ฟังบ่อยครั้งว่า อาหารอาข่าไม่ใช่เพียงเมนูอิ่มท้อง แต่คือ “วัฒนธรรมที่กินได้”—เรื่องเล่าของภูมิปัญญาป่า สมุนไพรพื้นบ้าน ข้าวดอย และรสที่เรียบง่ายจากเกลือกับสมุนไพร มากกว่าจะเร่งรสด้วยเครื่องปรุงเข้ม ๆ ทว่าให้ความสุขยืนยาวกับร่างกาย

“ทุกจานคือเรื่องเล่าของบ้านเรา—หมูผัดรากชู ลาบดอย ยำผักอาข่า ปลานิลหมกสิม๊ะแชะ… ใครได้ลอง จะจำรสชาติผาหมีไปนาน” — ผกากานต์ รุ่งประชารัตน์ ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ

Soft Power จาก “ครัวอาข่า” เมื่อกาสะลองกลิ่นสมุนไพรกลายเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “อาหารอาข่า” กลายเป็น Soft Power ที่ทรงพลังของผาหมี ทั้งในฐานะ กิจกรรมเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Cooking Class/Experiential Tourism) และการต่อยอดสู่ Chef’s Table/Delivery ในเมืองใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Local Aroi” นำวัตถุดิบ–เรื่องเล่าจากชุมชนสู่คนเมือง โดยยังยึดสูตรดั้งเดิมและความดีต่อสุขภาพเป็นความแตกต่าง

เมนูเด่นอย่าง หมูผัดรากชู ใช้ “หอมชู/รากชู” เป็นตัวเอก—สมุนไพรพื้นถิ่นที่ชาวอาข่าคุ้นมือ ลาบดอย ที่เน้นเครื่องสมุนไพรและกลิ่นหอมไม่ซ้ำใคร ยำผักอาข่า (ห่อปะโซะ) ที่เบาแต่เปี่ยมคุณค่า และ ปลานิลหมกสิม๊ะแชะ ที่ชูผลไม้ป่ากับเครื่องเทศท้องถิ่น—ทุกคำคือเรื่องเล่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า และคือ “รหัสวัฒนธรรม” ที่จับต้องได้ของอาข่า

เกณฑ์ SISTA–Biosphere ชี้ทางสู่มาตรฐานสากล

เวที Skål International ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์เชิงสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะ “โครงการที่มีส่วนร่วมหลายภาคส่วนและเกิดผลต่อชุมชนจริง” ผู้ได้รับรางวัลยังได้รับสิทธิ์ใช้งานแพลตฟอร์ม Biosphere Sustainable ฟรี 1 ปี—ซึ่งไม่ได้เป็นเพียง “ของรางวัล” แต่คือ “เครื่องมือวางแผนและวัดผล” ที่ผลักให้โครงการต้องกำหนดยุทธศาสตร์ความยั่งยืนส่วนบุคคล (Personalized Sustainability Plan) สอดรับเป้าหมาย SDGs

สำหรับดอยผาหมี นี่คือจังหวะสำคัญในการ “แปลงความสำเร็จภาคสนาม” ให้เป็น “มาตรฐานที่ตรวจสอบได้” ผ่านตัวชี้วัด เช่น การจัดการของเสียในโฮมสเตย์ การประเมินผลกระทบทางวัฒนธรรมของกิจกรรมใหม่ ๆ หรือการติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่กาแฟ—จากไร่จนถึงถ้วย

บทพิสูจน์หลัง “ถ้ำหลวง 2561” ถึง “อุทกภัย 2567”

ย้อนไปปี 2561 หลังเหตุการณ์ “ถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอน” ความสนใจจากทั่วโลกหลั่งไหลสู่เชียงราย—และกระทบชุมชนชายดอยโดยรอบอย่างไม่ทันตั้งตัว ดอยผาหมีถูกทดสอบด้วย “ดีมานด์พุ่งสูง” ในเวลาอันสั้น ชุมชนตอบโจทย์ด้วยการปรับปรุงการบริการ คุมคุณภาพโฮมสเตย์ กำหนดบทบาทสมาชิก และสร้างกิจกรรมเรียนรู้ที่ “จริงและปลอดภัย” จนความพึงพอใจนักท่องเที่ยวอยู่ระดับ “มากที่สุด” อย่างสม่ำเสมอ

ข้ามมาปี 2567 อุทกภัยและดินโคลนถล่มสร้างความเสียหายสำคัญต่อชุมชนในช่วง High Season แต่แทนที่จะ “รอ” งบเยียวยา ชุมชนจับมือกับ อพท.เชียงราย จัดกิจกรรม ขันโตกอาข่า ท้าลมหนาว ณ ดอยผาหมี” เชิญนักท่องเที่ยวกลับมาสนับสนุนโดยตรง รายได้ถูกนำไปฟื้นฟูภูมิทัศน์–โครงสร้างพื้นฐาน และเยียวยาครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ—นี่คือ Self-Financed Recovery ที่สะท้อน “ความยืดหยุ่นและวุฒิภาวะ” ของธรรมาภิบาลชุมชน และสอดรับเกณฑ์ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ของ SISTA อย่างเป็นรูปธรรม

3 เสาหลักที่ทำให้ผาหมี “ชนะใจ” คณะกรรมการ

(1) เศรษฐกิจสองขา: กาแฟคุณภาพ + ประสบการณ์คุณค่า
แบรนด์ “กาแฟผาหมี” ทำให้ชุมชนถือกุญแจทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ไร่ถึงแก้ว เกิดรายได้ต่อเนื่องตลอดปี ลดความผันผวนของรายได้จากนักท่องเที่ยวที่ขึ้นลงตามฤดูกาล และเปิดพื้นที่ให้การท่องเที่ยวมุ่งสู่ “คุณภาพ/ราคาที่สะท้อนคุณค่า” มากกว่า “ปริมาณผู้มาเยือน”

(2) มรดกจับต้องไม่ได้: อาหาร–พิธี–ภาษา คือหัวใจ
ชุมชนเลือกเน้น “การถ่ายทอดวัฒนธรรมผ่านการลงมือทำ” (learning by doing) มากกว่า “ขายของที่ระลึก” แยกส่วน นักท่องเที่ยวจึงได้ สัมผัส–ลิ้มรส–เรียนรู้ โดยตรง เกิดความเข้าใจและเคารพในวัฒนธรรมอาข่าอย่างแท้จริง

(3) ธรรมาภิบาลและความยืดหยุ่น
วิสาหกิจชุมชนทำหน้าที่ “ศูนย์กลางกำกับดูแล” ที่เปิดให้สมาชิกมีส่วนร่วมสูง จัดสรรบทบาท–ผลประโยชน์โปร่งใส จัดคิวโฮมสเตย์–มาตรฐานบริการ และมี “แผนจัดการวิกฤต” จากประสบการณ์จริง—แสดงความพร้อมบนสันดอยที่ท้าทายทั้งภูมิอากาศและภูมิประเทศ

เสียงสะท้อนจากหน่วยงานสนับสนุน อพท.ชี้ “จากหมู่บ้านกาแฟ สู่แลนด์มาร์ก Gastronomy Tourism”

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) แสดงความยินดีพร้อมระบุว่า โมเดลดอยผาหมีสอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อน เชียงราย เมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก (UCCN) ด้านการออกแบบ” ที่ได้รับรองในปี 2566 และสอดคล้องการพัฒนา “อุทยานธรณีเชียงราย” ที่เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–วัฒนธรรม ชี้เป้าอนาคตชัดเจนว่า ดอยผาหมี ไม่ควรหยุดอยู่เพียง “หมู่บ้านกาแฟ” หากกำลัง “ยกครัวอาข่า” สู่ Gastronomy Tourism ที่วางมาตรฐานการเรียนรู้จากเจ้าของภูมิปัญญา—ดูของจริง—ลงมือทำจริง

จากรางวัลสู่แผนที่เดินต่อ ทำ “Playbook ผาหมี” ให้ประเทศนำไปใช้

ชัยชนะระดับโลกครั้งนี้จะมีความหมายสูงสุด เมื่อ “ต่อยอดได้จริง” บน 3 เส้นทางหลัก

ทำมาตรฐานให้ตรวจสอบได้ (Biosphere Plan) ใช้สิทธิ์แพลตฟอร์ม Biosphere Sustainable ฟรี 1 ปี จัดทำแผนความยั่งยืนรายหมู่บ้าน–รายกิจกรรม กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม (ของเสีย น้ำ พลังงาน) สังคม (การกระจายรายได้/การจ้างงานในท้องถิ่น) และวัฒนธรรม (การถ่ายทอด–ประเมินผลกระทบทางวัฒนธรรมของกิจกรรมใหม่) ปรับตำแหน่งสู่ High-Value/Niche Market สื่อสารสถานะ “รองชนะเลิศ SISTA 2025” ในทุกจุดสัมผัส—ตั้งแต่สื่อออนไลน์–ป้ายหน้างาน–สคริปต์ไกด์–เมนูอาหาร—เพื่อย้ำความแตกต่างจากการท่องเที่ยวชาติพันธุ์แบบผิวเผิน ดึงดูดนักเดินทางคุณภาพสูงที่ให้คุณค่ากับความรับผิดชอบและความแท้จริง เขียน “คู่มือผาหมี” (Replication Playbook) ถอดบทเรียนการตั้งกลไกวิสาหกิจชุมชน การจัดสรรบทบาท การจัดคิวโฮมสเตย์ การออกแบบกิจกรรมเรียนรู้–Storytelling ครัวอาข่า และการบูรณาการเกษตรมูลค่าสูง (กาแฟ) กับการท่องเที่ยว—เพื่อให้ชุมชนชาติพันธุ์–พื้นที่สูงอื่น ๆ ทำซ้ำได้รวดเร็วและปลอดภัยต่อวัฒนธรรม

ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้า ปกป้อง “ความแท้” ให้คงอยู่กับการเติบโต

เมื่อความนิยมเพิ่มขึ้น ความเสี่ยง กัดกร่อนทางวัฒนธรรม” ก็เพิ่มตาม ชุมชนและหน่วยงานต้องร่วมกันวาง Cultural Impact Assessment (CIA) สำหรับกิจกรรม/สินค้าใหม่ ไม่ให้แรงกดดันทางพาณิชย์ทำให้ความหมายทางวัฒนธรรมถอยหาย ตลอดจนวางแผนโครงสร้างพื้นฐานให้ “ทนทานสภาพภูมิอากาศ” มากขึ้น ลดความเสี่ยงซ้ำรอยอุทกภัย–ดินถล่มในปีที่ผ่านมา

มาตรวัดที่มากกว่า “ยอดเช็กอิน” เพราะการเปลี่ยนแปลงเริ่มที่ครัวอาข่า

รางวัล SISTA 2025 ส่งสัญญาณสำคัญว่ามาตรฐานสากล “ให้คะแนน” กับความจริงแท้และผลลัพธ์ที่ชุมชนมีส่วนกำหนด มิใช่เพียงยอดผู้มาเยือนหรือภาพสวยบนอินสตาแกรม ความสำเร็จของผาหมีจึงเป็น ชัยชนะของวิธีคิด—ว่าความยั่งยืนต้องวัดผลได้ด้วยตัวชี้วัด และต้องเล่าได้ด้วยเรื่องราวของคนในพื้นที่

บนกระดาษประกาศรางวัล อาจเขียนเพียง “รองชนะเลิศ” แต่ในสายตานักเดินทางและผู้กำหนดนโยบาย นี่คือ “แชมป์ใจ” ที่ทำให้เราเห็นว่าหมู่บ้านเล็กบนสันดอยสามารถเป็นห้องเรียนความยั่งยืนของประเทศ—และเป็น “พิมพ์เขียว” ให้ชุมชนอื่นเดินตาม

ดอยผาหมีชนะ เพราะไม่เคยพยายามเป็น “ของฝาก” ให้เมืองใหญ่ แต่เลือกเป็น “ครัว” ให้โลกเรียนรู้—จากเมล็ดกาแฟถึงสมุนไพรในครก, จากพิธีโล้ชิงช้า ถึงยำผักอาข่าที่ทุกคนทำเองได้ ในวันที่โลกถามหาการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบ—ผาหมีตอบด้วยการทำให้เห็น และวันนี้โลกตอบกลับด้วยรางวัล

ภารกิจต่อจากนี้ คือ ยกระดับจาก “รางวัล” สู่ “มาตรฐาน” ใช้ Biosphere สร้างแผนวัดผลที่เข้มแข็ง ทำ Playbook เพื่อขยายผล และปกป้องความแท้ของวัฒนธรรมด้วยเครื่องมือประเมินผลกระทบทางวัฒนธรรม เมื่อทำครบวงจร—ผาหมีจะไม่เพียงเป็น “ที่เที่ยวดัง” แต่จะเป็น “สถาบันเรียนรู้การท่องเที่ยวยั่งยืน” ของไทยบนเวทีโลก

ใครมาเชียงราย—อย่าลืมขึ้นดอยผาหมี ชิมกาแฟ ลองยำผักอาข่า และฟังเรื่องเล่าจากเจ้าของครัวเอง เพราะที่นี่ “ไม่ได้เสิร์ฟแค่ความอร่อย แต่เสิร์ฟวัฒนธรรมที่กินได้”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Skål International – Sustainable Tourism Awards (SISTA) 2025
  • Biosphere Sustainable Platform
  • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)
  • วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวดอยผาหมี (Doi Pha Mee Community Enterprise
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์จัดใหญ่ มอบ “รางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม 2568” ครั้งที่ 11

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ประกาศ “รางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม 2568” ปักหมุดมาตรฐานสื่อยุค AI—179 ผลงานจาก 22 สำนักข่าวตบเท้าเข้าชิง เร่งเครื่องวารสารศาสตร์คุณภาพ-จริยธรรม-ตรวจสอบได้

กรุงเทพฯ / เชียงราย, 26 กันยายน 2568 — แสงไฟสาดส่องบนเวทีห้องพลาตินั่ม ชั้น 3 โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ เวลาไล่เลี่ยบ่ายโมง เสียงสนทนาจากห้องเสวนาค่อย ๆ จางลง ก่อนปรบมือกึกก้องในช่วงประกาศผล “รางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2568 (Digital News Excellence Awards 2025)” ครั้งที่ 11 ที่สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) จัดขึ้น ร่วมกับภาคีพันธมิตรตั้งแต่ สภาองค์กรผู้บริโภค โคแฟค (ประเทศไทย) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) Google กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ไปจนถึงภาคเอกชนรายใหญ่ในระบบนิเวศสื่อ–โฆษณา–เทคโนโลยี ความคึกคักของปีนี้ไม่ใช่แค่ “รางวัล” หากคือการประกาศทิศทางของวงการข่าวไทยในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เสมือนทั้ง “โอกาส” และ “บททดสอบ” ของวิชาชีพ

AI Journalism: ผู้ช่วยทรงพลัง—แต่คำสุดท้ายยังต้องเป็นของคนข่าว

ก่อนเข้าสู่ช่วงมอบโล่ เวที Thailand Media Lab Forum 2025: AI Journalism เปิดประเด็นใหญ่แบบตรงไปตรงมา—AI ใช้ตรงไหนในงานข่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ? นักข่าว–บรรณาธิการ–ผู้บริหารห้องข่าวจากหลายสำนักร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรง

  • ฐานเศรษฐกิจ เล่าว่าทีมงานใช้ AI ถอดเสียง (speech-to-text) ผ่าน Google Gemini และ NotebookLM ช่วยสกัดประเด็นสัมภาษณ์–ขยายมุมคำถาม ทำให้นักข่าวเอาเวลาที่คืนมาไป “คุยแหล่งข่าว–ค้นเอกสาร” ได้ลึกกว่าเดิม
  • PPTV HD36 อธิบายการใช้ AI สรุปเนื้อหาจากวิดีโอที่ผลิตเอง แล้ว “รีแพ็กเกจ” ส่งต่อไปแพลตฟอร์มอื่น รวมถึงตัดไฮไลต์เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม (engagement)
  • ตราดทีวี พบว่า AI เก่งมากในงานถอดเสียงและเรียบเรียงเอกสาร แต่ย้ำว่า “ต้องอ่านทวน–ตรวจซ้ำ” เพราะ AI ก็พลาดได้
  • TNN Digital ใช้ AI แตกประเด็น–ช่วยคิดพาดหัว แต่เตือนตรง ๆ ว่า “อย่าให้เครื่องมือทำให้เราขี้เกียจ” จนเสี่ยงผิดพลาดหรือฟุ้งเฟ้อข้อมูลจนกลายเป็นข่าวปลอม

เสียงสะท้อนร่วมกันของวิทยากรคือ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้ตัดสิน และ ความได้เปรียบของนักข่าว อยู่ที่ “แหล่งข่าว–การลงพื้นที่–ศิลปะการเล่าเรื่อง” ที่เครื่องจักรยังทดแทนไม่ได้ ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อระบุว่า Google และแพลตฟอร์มใหญ่กำลังปรับบริการให้ “ลดผลกระทบเชิงลบต่อสื่อ” และส่งเสริมคอนเทนต์คุณภาพที่ตรวจสอบได้

ที่น่าสนใจคือ แนวทางการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ ของสมาคมวิชาชีพซึ่งมี คู่มือคำแนะนำ เผยแพร่ให้สำนักข่าวนำไปปรับใช้—ตั้งแต่การระบุแหล่งที่มา การแสดงที่มาของสื่อสังเคราะห์ ไปจนถึงหลักเกณฑ์ตรวจสอบ ลายน้ำดิจิทัล บนสื่อที่ AI สร้างหรือช่วยสร้าง เพื่อคงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข่าว

179 ผลงานจาก 22 สำนักข่าว: ตัวเลขที่เล่าเรื่อง “ความพยายาม” ของสื่อไทย

หลังจบการเสวนา คุณธัญญารัตน์ ถาม่อย พิธีกรและผู้ประกาศข่าว PPTV HD36 พาผู้เข้าร่วมก้าวสู่ช่วงไฮไลต์: ประกาศผลรางวัลประจำปี ที่ปีนี้มีผลงานเข้าชิง 179 ชิ้น จาก 22 สำนักข่าว ครอบคลุม 8 ประเภทหลัก และ 2 หมวดรางวัลสนับสนุน โดยภาคี ได้แก่ รางวัลข่าวผู้บริโภคยอดเยี่ยม (สภาองค์กรผู้บริโภค) และ Best Fact Check and Verification (โคแฟค ประเทศไทย) ซึ่งถือเป็น “ปีแรก” ของรางวัลสายตรวจสอบข้อเท็จจริงในเวทีนี้

บนลิสต์ผู้ชนะ ไทยพีบีเอส (ส.ส.ท.) ก้าวขึ้นรับ รางวัลยอดเยี่ยมประเภทข่าว/สารคดีเชิงสืบสวนออนไลน์ จากซีรีส์ “ต้นแม่น้ำกก–น้ำสาย: มลพิษข้ามพรมแดน”—ประเด็นที่ยึดโยงชีวิตผู้คนนับหมื่นในลุ่มน้ำภาคเหนือ และสะท้อนพลังของสื่อสาธารณะในการทำข่าวเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ The STANDARD, SPRiNG News, PPTV HD36 และสำนักข่าวอื่น ๆ กระจายคว้ารางวัลในหมวดคลิปวิดีโอ อินโฟกราฟิก ภาพข่าว ข่าวผู้บริโภค ฯลฯ แสดงภาพรวม “ความหลากหลายของเนื้อหา–ความหาญกล้าเชิงประเด็น–และชั้นเชิงการเล่าเรื่อง” ที่จัดจ้านขึ้นทุกปี

เสียงกรรมการ: ปีที่ “เข้ม” ทั้งเนื้อหาและงานสร้าง

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ชี้ว่า ปีนี้เห็นความตั้งใจของสำนักข่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ งานสืบสวนที่ทำเป็นซีรีส์ ไม่ใช่ “ข่าวเดียวจบ” ขณะที่ คุณ น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ เน้นว่า หมวดประเด็นสังคม โดดเด่น—หยิบ “เรื่องเล็กในสังคม” ขึ้นมาขยายให้สาธารณะเห็นภาพโครงสร้างปัญหา
ด้าน คุณอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ (Pantip.com) บอกว่าหมวดคลิปวิดีโอ “ตัดสินยาก” เพราะคุณภาพงานสร้าง (production) สูงมาก ส่วนอินโฟกราฟิก—หลายชิ้นออกแบบแบบ ไทม์ไลน์ ที่ทำให้ “เข้าใจใน 5–10 วินาที” ตรงเป้าคนเสพข่าวบนมือถือ ขณะที่ คุณวสันต์ วณิชชากร (AP) มองว่าภาพข่าวปีนี้ดีมากหลายชิ้น และคณะกรรมการพยายามให้ ความหลากหลายของประเด็น โดดเด่นร่วมกัน
ฝั่งสิทธิผู้บริโภค คุณสภาพร อารักษ์วทนะ ให้ข้อสังเกตว่า หมวดข่าวผู้บริโภค ปีแรกของเวทีนี้สะท้อน “ปัญหาจริง” ที่ต้องถูกยกระดับ ซึ่งต้องการภาษาเรียบง่าย—เข้าถึงง่าย—เข้าใจง่าย เพื่อขยายผลเชิงนโยบาย ส่วน คุณสุภิญญา กลางณรงค์ (ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค) ชี้ว่าในหมวด Fact Check ที่เพิ่งเปิดตัว มีทั้งงานด้าน AI และสุขภาพ—และชิ้นที่ประทับใจคือ การตรวจสอบหลายรูปแบบ ผสานการสัมภาษณ์ตามแบบสื่อกับเครื่องมือดิจิทัลอย่างเข้มแข็ง

จากรางวัลสู่ “มาตรฐานใหม่”: 3 บทเรียนใหญ่ที่ห้องข่าวควรถือกลับไป

  1. AI เป็นตัวคูณ แต่ไม่ใช่ทางลัด — บทเรียนจากหลายห้องข่าวตรงกันว่า AI คืนเวลาให้คนข่าวไปทำ “งานมนุษย์” ที่เครื่องไม่ถนัด—เจรจา–สัมภาษณ์–คัดเอกสาร–ตั้งคำถามที่ใช่—แต่ทุกขั้นต้อง ตรวจซ้ำ และห้ามยกอำนาจตัดสินใจให้ AI
  2. Fact-check คือ “อินฟราสตรัคเจอร์ใหม่” ของข่าว — การเพิ่มหมวดรางวัลเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง สะท้อนว่าสื่อไทยกำลังแก้โจทย์ “ข่าวลวง–สื่อสังเคราะห์” อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านทักษะและเครื่องมือ
  3. ภาษาที่เข้าถึงง่าย–เล่าเรื่องที่คนแตะได้ — ทั้งกรรมการและพันธมิตรเห็นพ้องว่าคอนเทนต์ที่ “พาไปเห็น–พาไปเข้าใจ” มีพลังมากกว่า “ข้อมูลล้วน” การออกแบบสื่อ (visual/infographic) และโทนภาษาจึงเป็นเขี้ยวเล็บสำคัญ
ผลการตัดสินรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ครั้งที่ 11 ประจำปี 2568 (Digital News Excellence Awards 2025) มีดังนี้

1. ประเภทข่าวหรือสารคดีเชิงข่าวออนไลน์เชิงสืบสวนยอดเยี่ยม บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร: องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส

ชื่อผลงาน: ซีรีส์ข่าวสืบสวน “ต้นแม่น้ำกก-น้ำสาย” มลพิษข้ามพรมแดน”

ลิงก์ข่าว

https://www.thaipbs.or.th/news/content/350938

https://www.thaipbs.or.th/news/content/350954

https://www.thaipbs.or.th/news/content/351096

https://www.thaipbs.or.th/news/content/352969

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354006

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354203

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด (ไทยรัฐออนไลน์)

ชื่อผลงาน: ชนวนสงคราม! ตีแผ่ แหล่งขุมทรัพย์ “ฮุน เซน”

ลิงก์ข่าว

https://www.youtube.com/watch?v=utOkdeuSedQ

  1. ชื่อองค์กร: มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย (สำนักข่าวอิศรา)

ชื่อผลงาน: กระชากโฉมหน้าเครือข่ายทุนจีนกับพวก 51 บริษัทยึดที่ดินบ้านหรู : คนไทยต้องตื่นรู้

ลิงก์ข่าว

https://www.isranews.org/article/isranews-news/132400-invesdsdsdsds-5.html

2. ประเภทข่าวออนไลน์จากประเด็นในสื่อสังคมออนไลน์ยอดเยี่ยม สนับสนุนโดย สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ สกมช

 

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร: องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส

ชื่อผลงาน: ร่องรอยภารกิจหมอชนบทบุกกรุง สะท้อนปัญหาระบบราชการไทย

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/share/p/1JUNVrsnZz/

เรื่องจริง! สะท้อนวิกฤต ‘จัดซื้อจัดจ้าง’ ราชการไทย

https://theactive.thaipbs.or.th/data/procurement-problems

หมอชนบทบุกกรุง : หลักฐาน ปฏิบัติการ ‘ลดความสูญเสีย’ กลางวิกฤตโควิด https://theactive.thaipbs.or.th/data/rural-doctor-covid

จาก ชนบทบุกกรุง… ถึง โต๊ะสอบสวน

https://theactive.thaipbs.or.th/data/rural-doctor

 “Public Forum : กรณีศึกษา ‘หมอสุภัทร’ ผิดวินัยร้ายแรง : ทุจริต คอร์รัปชัน หรือปัญหาธรรมาภิบาล ระบบราชการไทย”

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เทรนด์ วีจี3 จำกัด

ชื่อผลงาน: เสียงเขมรในฐานะมนุษย์ เมื่อพายุชาตินิยมพัดแรง

ลิงก์ข่าว

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด (PPTV HD36)

ชื่อผลงาน: เช็กให้ชัวร์! ก่อนแชร์ภาพไวรัลวันเกิด “ทหารหญิงพิการ” หลักฐานชี้ชัดถูกสร้างด้วย AI

ลิงก์ข่าว

http://pptv36.news/1wjd?FCL

3. ข่าวออนไลน์ส่งเสริมสังคมยอดเยี่ยม สนับสนุนโดย บริษัท ที.เอช.นิค จำกัด

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร: บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด 

ชื่อผลงาน: ปัญหาการศึกษาของเด็กยากไร้ พูดกันแค่ช่วงเลือกตั้ง?

ลิงก์ข่าว

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เทรนด์ วีจี3 จำกัด

ชื่อผลงาน: ‘CONTENT SERIES เด็กพิเศษที่ระบบไม่อาจโอบอุ้ม’

ลิงก์ข่าว

  1. ชื่อองค์กร: องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส

ชื่อผลงาน: ‘ทักษะภาษาอังกฤษ’ ยิ่งส่งเสริม ยิ่งถดถอย ? | How to Boost English Proficiency among Thais?

ลิงก์ข่าว

www.thaipbs.or.th/now/content/2901

4. ประเภทข่าวออนไลน์ที่นำเสนอในรูปแบบคลิปวีดีโอยอดเยี่ยม บริษัท บุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร:  บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (SPRiNG News)

ชื่อผลงาน: วิถีนายพราน ‘ทหารชุดดำ’ ใจรักพิทักษ์ชายแดน

ลิงก์ข่าว

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด

ชื่อผลงาน: โรงงานจีนศูนย์เหรียญ ปัญหาใหญ่ที่ไทยต้องแก้ | KEY MESSAGES

ลิงก์ข่าว

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด (PPTV HD36)

ชื่อผลงาน: สารคดีข่าว เปิดความจริงใต้ซาก “เหล็ก” วิกฤตโครงสร้างอาคารไทย

ลิงก์ข่าว

5. ประเภทข่าวที่นำเสนอในรูปแบบอินโฟกราฟิกยอดเยี่ยม สนับสนุนโดย ธนาคารออมสิน

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร:  บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด (PPTV HD36) 

ชื่อผลงาน: ทำไมคลังเลือดถึงขาดแคลน? เปิดการเดินทางของเลือดจากผู้บริจาคถึงผู้ป่วย

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/share/p/16zhAreZUR/

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (SPRiNG News)

ชื่อผลงาน: 2567 ปีแห่งฝันร้ายของพะยูนไทย ! ตายไปทั้งสิ้น 42 ตัว หวังว่าปี 2568 คงไม่มากไปกว่านี้…

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/share/p/16tpkgZsvJ/

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (SPRiNG News)

ชื่อผลงาน: “จักรวาลยาดมไทย” จากภูมิปัญญา สู่ Soft Power

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/share/p/1FsbTsgVCQ/?mibextid=wwXIfr

6. ประเภทภาพข่าวออนไลน์ยอดเยี่ยม สนับสนุนโดย ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร: บริษัท เทรนด์ วีจี3 จำกัด

ชื่อผลงาน: ถอยออกไปค่ะ

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1256218833211124&id=100064690570758&rdid=lC50fM5DcJ7TFIYo#

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เทรนด์ วีจี3 จำกัด

ชื่อผลงาน: สายรุ้งเหนือสมรภูมิประชาธิปไตย

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid021cZhBjWxWxjJu7EDcu7pckfANtLaWwS2C5np59UkK84x23moqG2SMEcBem17mTpSl&id=100064690570758&_rdr 

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด

ชื่อผลงาน: อย่าฝืน…แม้จะไหว

ลิงก์ข่าว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1030938712498805&set=pcb.1030939055832104

7. ประเภทข่าวผู้บริโภคยอดเยี่ยม สนับสนุนโดย สภาองค์กรผู้บริโภค

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร: องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส

ชื่อผลงาน: 23 จังหวัด เมืองไร้รถประจำทาง อีกนานแค่ไหนถึงจะมี ?

ลิงก์ข่าว

https://theactive.thaipbs.or.th/data/local-bus-hope

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด (สำนักข่าวอินโฟเควสท์)

ชื่อผลงาน: ตีแผ่ “Double Day” ลดจริงหรือแค่กลลวงผู้บริโภค !?

ลิงก์ข่าว

https://www.infoquest.co.th/2025/524297

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด

ชื่อผลงาน: ผลาญงบพันล้าน? ส่อวิกฤตศรัทธาประกันสังคม

ลิงก์ข่าว

8.ประเภทรางวัลการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Best Fact Check and Verification) สนับสนุนโดย โคแฟค (ประเทศไทย)

รางวัลยอดเยี่ยม 1 รางวัล

ชื่อองค์กร: องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส

ชื่อผลงาน: ตรวจสอบแล้ว : คลิปไวรัล ร.31 รอ. ปะทะช่วง 5 นาทีสุดท้าย ที่แท้คลิปเก่า

ลิงก์ข่าว

www.thaipbs.or.th/verify/content/4730

 

รางวัลชมเชย 2 รางวัล

  1. ชื่อองค์กร: บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด (PPTV HD36)

ชื่อผลงาน: เช็กให้ชัวร์! ก่อนแชร์ภาพไวรัลวันเกิด “ทหารหญิงพิการ” หลักฐานชี้ชัดถูกสร้างด้วย AI

ลิงก์ข่าว

http://pptv36.news/1wjd?FCL

  1. ชื่อองค์กร: องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส

ชื่อผลงาน: ตรวจสอบแล้ว : เพจคลินิกแจกวัคซีน HPV ฟรี ที่แท้ตัดแปะโลโก้-เอกสารเท็จ แต่ดันมี “ติ๊กถูกสีฟ้า”

ลิงก์ข่าว

www.thaipbs.or.th/verify/content/2411

เมื่อรางวัลเชื่อมต่อ “งานข่าว–นโยบาย–ชีวิตประจำวัน”

รางวัลที่หยิบยกมิติสาธารณะเด่นชัดที่สุดสองกลุ่ม คือ งานสืบสวนเชิงระบบ (เช่น มลพิษข้ามพรมแดน) และ ข่าวผู้บริโภค (เช่น ระบบขนส่งสาธารณะในเมืองรอง หรือการตลาด “ลดราคา” ที่อาจล่อหลอก) ทั้งสองกลุ่มสะท้อน หน้าที่พื้นฐานของสื่อ ที่มากกว่า “เล่าเหตุการณ์”—แต่คือการ เรียกร้องคำอธิบาย และ ผลักดันการเปลี่ยนแปลง ในเชิงนโยบาย เมื่อผนวกกับกระบวนการ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และการเล่าเรื่องที่เข้าใจง่าย ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่ข่าวจะ “เดินทาง” ไปถึงผู้กำหนดนโยบายและสาธารณะในวงกว้างมากขึ้น

อนาคตห้องข่าวไทย: ทรานส์ฟอร์มด้วยวินัย–ข้อมูล–และหัวใจข่าว

บทสรุปของค่ำบ่ายวันนี้อาจเรียบง่ายแต่ทรงพลัง: AI ทำให้เร็วขึ้น แต่ความจริงต้องทำให้ชัดขึ้น ห้องข่าวจำเป็นต้องยึด “วินัยข้อมูล” ทั้งในเชิงวิธีวิทยา (method) และจริยธรรม (ethics) หัวใจของข่าวยังคงอยู่ที่คน—คนที่ลงพื้นที่–สัมภาษณ์–ตรวจเอกสาร–เล่าเรื่องและตีความเพื่อสาธารณะ รางวัลครั้งนี้จึงไม่ใช่ “งานฉลอง” อย่างเดียว แต่เป็น สัญญาประชาคมของวิชาชีพ ว่าจะเดินหน้าผลิตข่าวที่มีคุณค่า น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้—เพื่อให้การตัดสินใจของผู้คนและชุมชนตั้งอยู่บนข้อมูลที่ดีที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SPORT

สะเทือนอาเซียน! ฟีฟ่าลงดาบคดี “7 แข้งโอนสัญชาติ” เสี่ยงโมฆะเกมชนะเวียดนาม 4–0

สะเทือนอาเซียน! ฟีฟ่าลงดาบคดี “7 แข้งโอนสัญชาติ” เขย่าวงการลูกหนังมาเลเซีย—เปิดสมรภูมิกฎหมายสิทธิ์ทีมชาติ เสี่ยงลามถึง “โมฆะ–ปรับแพ้” เกมชนะเวียดนาม 4–0

กัวลาลัมเปอร์/มาเลเซีย, 26 กันยายน 2568 — เหตุการณ์ที่วันหนึ่งถูกจารึกเป็น “คืนแห่งความสุข” ของแฟนบอลเสือเหลือง กลับกำลังกลายเป็น “คดีตัวอย่าง” วัดกล้ามนุษย์กับกติกาโลก เมื่อรายงานว่า สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้พิจารณาลงโทษ สมาคมฟุตบอลมาเลเซีย (FAM) และผู้เล่น “โอนสัญชาติ” 7 ราย ฐาน ปลอมแปลง/ใช้เอกสารที่ไม่ชอบด้วยระเบียบ เพื่อให้ได้สิทธิ์ลงสนามทีมชาติ นำไปสู่โทษปรับ–โทษแบนระดับบุคคล และความเสี่ยง “โยกคะแนน” ในเกม เอเชียนคัพ 2027 รอบคัดเลือก ที่มาเลเซียเปิดบ้านชนะเวียดนาม 4–0 เมื่อ 10 มิถุนายน 2025 — สกอร์ที่เคยปลุกความหวังทั้งประเทศ กำลังถูกเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่ปักทับอยู่

ตัวเลขตามรายงาน: FAM ถูกปรับ 350,000 ฟรังก์สวิส ขณะที่ผู้เล่นทั้ง 7 คน ถูก พักงานจากกิจกรรมฟุตบอล 12 เดือน และ ปรับคนละ 2,000 ฟรังก์สวิส โดยคดี “สิทธิ์เป็นตัวแทนทีมชาติ” (Player eligibility) ซึ่งกระทบผลการแข่งขัน ถูกส่งต่อให้ FIFA Football Tribunal พิจารณาในประเด็น “โมฆะ/ปรับแพ้” เป็นการเฉพาะ

แม้ในชั้นข่าว FAM เคยยืนยันต่อสาธารณะว่า ผู้เล่นทั้งหมด “ลงทะเบียนถูกต้อง” และหลังเกม 4–0 ก็ไม่ต่างจากชัยชนะทางความเชื่อมั่น แต่การไต่สวนวินัยของฟีฟ่าตั้งคำถามต่อ ที่มาของเอกสาร/การตีความสิทธิ์ อย่างเป็นระบบ และหากคณะตุลาการฟุตบอลตัดสินว่า “สิทธิ์ไม่ชอบด้วยระเบียบ” ผลลัพธ์อาจย้อนแย้งความทรงจำทั้งแมตช์—จาก “ชนะ 4–0” สู่ “แพ้เทคนิค 0–3” ตามสูตรกติกาที่ใช้กันทั่วโลกในคดีลักษณะนี้

หมายเหตุด้านบรรณาธิการ: ขณะเผยแพร่ข่าวนี้ ฝ่ายข่าวตรวจพบเพียงหลักฐานยืนยัน “ผลการแข่งขัน–วันแข่ง” จากสื่อต่างประเทศสายหลัก แต่ยัง ไม่พบ เอกสารประกาศโทษ ฉบับเป็นทางการ บนช่องทางสาธารณะของฟีฟ่า/เอเอฟซี จึงรายงานโดยแยก “ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้” ออกจาก “รายละเอียดบทลงโทษตามรายงาน” และระบุชัดว่า “คำพิพากษา/คำสั่งสุดท้าย” ต้องอ้างอิงเอกสารทางการของฟีฟ่าเป็นที่ยุติ

จาก 90 นาทีอันสมบูรณ์แบบ สู่สนามกฎหมายที่เข้มกว่าสนามหญ้า

คืนวันที่ 10 มิ.ย. 2025 คือค่ำคืนที่ “เสือเหลือง” พุ่งชนแบบไร้รอยขีดข่วน ชนะเวียดนามอย่างขาดลอย 4–0 ในรอบคัดเลือกเอเชียนคัพ 2027 ท่ามกลางเสียงเชียร์ที่เชื่อว่าทีมชาติกลับมายืนบนทางแห่งความหวังอีกครั้ง แต่หลังเสียงนกหวีดสุดท้าย ข่าวลือเริ่มลอยเหนือมาเลเซียนซูเปอร์ลีก—คู่แข่งในภูมิภาคยื่นคำร้องต่อฟีฟ่า ว่าผู้เล่นโอนสัญชาติ 7 ราย ขาดคุณสมบัติตามกติกาสิทธิ์ทีมชาติ

รายชื่อที่ถูกระบุในเอกสารคดี (ตามรายงานที่เผยแพร่) ได้แก่

  1. Gabriel Felipe Arrocha 2) Facundo Tomás Garcés 3) Rodrigo Julián Holgado 4) Imanol Javier Machuca 5) João Vitor Brandão Figueiredo 6) Jon Irazabal Iraurgui 7) Héctor Alejandro Hevel Serrano

FAM ออกท่าทีเชิงปฏิเสธตั้งแต่แรก โดยยืนกรานว่า “ขึ้นทะเบียนถูกต้องทั้งหมด” และชี้ว่ามีการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วน ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ร้องเรียน ชี้เป้าตรงไปที่ กระบวนการโอนสัญชาติ/เส้นทางสิทธิ์ตามเชื้อสาย–พำนัก–ประวัติลงเล่น” ที่อาจไม่ผ่านเงื่อนไขของกฎ ข้อ 5–8 ว่าด้วยสิทธิ์การเล่นทีมชาติใน Regulations Governing the Application of the FIFA Statutes ซึ่งเป็น “รัฐธรรมนูญลูกหนังโลก” ในเรื่องนี้

เมื่อลูกบอลถูกส่งต่อให้ “กฎหมายกีฬา” ฟ้องร้อง–ตอบโต้ จึงต้องอาศัย พยานเอกสาร–ไทม์ไลน์ชีวิต–ประวัติการลงเล่นระดับทีมชาติ/เยาวชน ของผู้เล่นแต่ละคน ประกอบกับ กฎหมายสัญชาติ ภายในของมาเลเซีย และหลักฐานการพำนักถาวร—แทบทุกช่องโหว่ถูกขยายใต้แว่นขยายระดับฟีฟ่า

กรอบกติกาสิทธิ์ทีมชาติไม่ใช่เรื่องความสามารถล้วน ๆ แต่คือ “ชุดเงื่อนไขทางกฎหมาย”

ฟีฟ่า ใส่ใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เพราะมันเกี่ยวกับ ความเสมอภาคในการแข่งขัน และ อัตลักษณ์ของทีมชาติ ตัวบทสำคัญอยู่ที่ข้อ 5–8 ของข้อบังคับฟีฟ่า—อธิบายว่า นักเตะจะเล่นให้ชาติใดได้บ้างภายใต้เงื่อนไข เช่น

  • ความเป็น พลเมือง ของประเทศนั้นตามกฎหมาย
  • หลักฐาน สายสัมพันธ์โดยกำเนิด/เชื้อสาย (บิดา–มารดา–ปู่ย่า/ตายาย)
  • เงื่อนไข พำนักระยะยาว นับปีอย่างต่อเนื่อง
  • ข้อจำกัดเรื่องการ เปลี่ยนสังกัดทีมชาติ (switch) หลังลงเล่นอย่างเป็นทางการให้ชาติหนึ่งไปแล้ว

หากฝ่าฝืน—หรือใช้ เอกสาร/ถ้อยคำที่ทำให้เข้าใจผิด เพื่อให้ได้สิทธิ์—คดีจะเข้า ระเบียบวินัยฟีฟ่า (FIFA Disciplinary Code) ที่ให้บทลงโทษตั้งแต่ ปรับ–แบน–โมฆะผล–ปรับแพ้ ไปจนถึง ลงโทษสมาคม หากพบว่า “มีส่วนรู้เห็น/บกพร่องร้ายแรง” ต่อการกำกับดูแลเอกสารและการขึ้นทะเบียนนักเตะในทีมชาติ (นี่คือกรอบสำคัญที่อธิบายว่า ทำไมคดีประเภทนี้จึง “แรง” เสมอ)

บทลงโทษตามรายงาน ตัวเลขที่สะเทือน และ “เส้นตาย 10 วัน” ของ FAM

ตามรายงานที่ถูกอ้างถึงในครั้งนี้ คณะกรรมการวินัยฟีฟ่า มีคำสั่ง ปรับ FAM 350,000 ฟรังก์สวิส ขณะที่ผู้เล่น 7 รายถูก พักงานกิจกรรมฟุตบอล 12 เดือน และ ปรับคนละ 2,000 ฟรังก์สวิส โดยเปิดโอกาสให้ อุทธรณ์ภายใน 10 วัน หลังรับทราบคำตัดสิน

ส่วน ข้อพิพาทผลการแข่งขัน ถูกส่งต่อให้ ศาลฟุตบอลฟีฟ่า ดำเนินการแยกต่างหาก—ซึ่งตามธรรมเนียมคดีสิทธิ์ไม่ชอบ มักลงเอยด้วยมาตรการ ปรับแพ้ 0–3” หากยืนยันการผิดกติกาอย่างสิ้นสงสัย (แต่จะใช้กับทุกแมตช์ที่นักเตะไม่มีสิทธิ์ลงเล่นหรือเฉพาะนัดที่มีการร้อง—ขึ้นกับ “คำขอ” และ “ข้อเท็จจริงเฉพาะคดี”)

ย้ำอีกครั้ง: รายละเอียดเชิงตัวเลข–คำพิพากษาฉบับเต็ม ต้องยึด ประกาศอย่างเป็นทางการของฟีฟ่า เป็นที่สุด ซึ่งฝ่ายข่าวยังไม่พบเอกสารดังกล่าวบนช่องทางสาธารณะ ณ เวลายกร่างข่าวนี้ จึงรายงานโดยอาศัยกรอบกติกาทางการของฟีฟ่าในการอธิบายผลลัพธ์ “ที่เป็นไปได้” ควบคู่กับข้อมูลที่ผู้เกี่ยวข้องเผยแพร่

ผลกระทบ 4 ชั้น คะแนน–ภาพลักษณ์–ขุมกำลัง–ภูมิรัฐศาสตร์ลูกหนังอาเซียน

  1. คะแนนและเส้นทางเอเชียนคัพ — ถ้าศาลฟุตบอลมีมติ “ปรับแพ้” คะแนนในกลุ่มจะเปลี่ยนทิศทันที แผนการผ่านเข้ารอบที่วางไว้ต้องทบทวนใหม่ และอาจ “โดมิโน่” ไปยังแมตช์อื่นที่ผู้เล่นเหล่านี้ลงสนาม
  2. ภาพลักษณ์และธรรมาภิบาล FAM — วิกฤตนี้ท้าทาย “ระบบกำกับดูแลเอกสาร” ของทีมชาติ เริ่มตั้งแต่ กระบวนการคัดกรองสิทธิ์ ไปจนถึง ความโปร่งใส ในการสื่อสารกับสาธารณะ ภายใต้สายตาสมาชิกฟีฟ่าทั่วโลก
  3. ขุมกำลังทีมชาติ — การ แบน 12 เดือน (ตามรายงาน) เท่ากับตัด “ผังผู้เล่น” ในช่วงเปลี่ยนผ่านโค้ช/แผนงานระยะกลางทันที เงื่อนไขนี้อาจบีบให้ทีมชาติเร่ง ปั้นแข้งท้องถิ่น–ดาวรุ่ง เติมเต็มช่องว่าง
  4. ภูมิรัฐศาสตร์ลูกหนังอาเซียน — ชาติในอาเซียนหลายประเทศหันมาใช้ “โมเดลโอนสัญชาติ/เชื้อสาย” เพื่อยกระดับทีมชาติ กรณีนี้จะกลายเป็น บทเรียน เรื่อง มาตรฐานพิสูจน์สิทธิ์ (due diligence) และ ปิดช่องโหว่เอกสาร หากตั้ง “บรรทัดฐานใหม่” แรงเกินคาด อาจทำให้สมาคมต่าง ๆ ต้อง ปรับปรุงระบบ KYC ฝ่ายทีมชาติ เข้มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ความหวัง–ความกังวล และคำถาม 3 ข้อที่ FAM ต้องตอบ

แม้ FAM จะมีสิทธิ์อุทธรณ์ แต่โจทย์ที่ต้องตอบต่อสาธารณะมีอย่างน้อย 3 ข้อ

  • หนึ่ง: ระบบพิสูจน์สิทธิ์ทำงานอย่างไร ตั้งแต่ด่านลีก–ด่านสมาคม–ด่านทีมชาติ ใครเป็นผู้รับรองขั้นสุดท้าย
  • สอง: ความสอดคล้องของ “กฎหมายสัญชาติภายใน” กับ “เกณฑ์สิทธิ์ทีมชาติของฟีฟ่า” มีช่องว่างตรงไหน
  • สาม: แผนเยียวยาผลกระทบ หากคำตัดสินรอบสุดท้ายทำให้ผลการแข่งขันต้องถูกแก้ไข—FAM จะจัดการผลทางกีฬา/สังคม/เศรษฐกิจแฟนฟุตบอลอย่างไร

บนมิติของแฟนบอล คำถามที่ดังก้องคือ “ชัยชนะ 4–0” ควรถูกจำได้อย่างไร หากท้ายที่สุดมันถูกเครื่องหมายดอกจัน (*) ต่อท้าย—นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของสกอร์บอร์ด แต่คือ ความศรัทธาในความยุติธรรมของเกม ที่ทุกคนร่วมกันรักษา

ทางออกเชิงระบบ จากวิกฤตสู่มาตรฐานใหม่ของอาเซียน

หากมองในเชิงโครงสร้าง วิกฤตคราวนี้อาจเป็น โอกาสในการยกระดับมาตรฐานภูมิภาค ข้อเสนอเชิงระบบที่เป็นไปได้ เช่น

  • ตั้ง “ศูนย์พิสูจน์สิทธิ์อาเซียน” (ASEAN Eligibility Hub) ร่วมกันระหว่างสมาคมสมาชิก เพื่อตรวจสอบข้ามชาติ–แลกข้อมูลทะเบียนราษฎร/ถาวรพำนัก และประวัติทีมชาติ/เยาวชน
  • บังคับใช้ “สองชั้น”: ชั้นสมาคม (FA) ตรวจร่างเอกสารกับฝ่ายกฎหมายโดยตรง และชั้นลีก/ทีมชาติ (Sporting) ตรวจซ้ำก่อนส่งรายชื่อ
  • สื่อสารเชิงรุก: เผยแพร่หลักเกณฑ์–ไทม์ไลน์–เช็กลิสต์สิทธิ์สาธารณะ ลดความสับสนประชาชน และป้องกัน “ความเชื่อผิด ๆ” ในโลกโซเชียล

ท้ายที่สุด ฟุตบอลเป็นเกมของความหวัง แต่ความหวังนั้นต้อง ผูกกับกติกา และ ความโปร่งใส อย่างแน่นหนา—ไม่เช่นนั้น “ชัยชนะวันนี้” อาจกลายเป็น “คำถามคาใจ” ในวันพรุ่งนี้

สรุปย่อสำหรับผู้บริหาร/ผู้กำหนดนโยบาย

  • คดีนี้เป็น stress test ระบบพิสูจน์สิทธิ์ทีมชาติในอาเซียน
  • หากคำตัดสินสุดท้ายยืนยันความผิด—คาด ปรับ–แบน–ปรับแพ้ ตามกรอบฟีฟ่า
  • FAM ต้องเร่ง: (1) แผนอุทธรณ์ (2) ตรวจสอบภายในอิสระ (3) แผนเยียวยา/สื่อสาร
  • สมาคมในภูมิภาคควรนำไป ยกระดับกระบวนการ KYC ฝ่ายทีมชาติ เพื่อคุ้มกันวิกฤตรูปแบบเดียวกัน

เชิงบรรณาธิการและความโปร่งใสของข้อมูล

เพื่อไม่ให้สาธารณะสับสน ฝ่ายข่าวยืนยันว่า ผลการแข่งขัน มาเลเซีย 4–0 เวียดนาม วันที่ 10 มิ.ย. 2025 มีหลักฐานยืนยันจากสื่อกระแสหลักด้านกีฬา ขณะที่ รายละเอียดคำตัดสินวินัยเฉพาะคดี ในเชิงเอกสารทางการของฟีฟ่าที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ยังอยู่ระหว่างการสืบค้น/รอยืนยัน ในชั่วโมงข่าวนี้ เราจึงรายงาน กรอบบทลงโทษที่เป็นไปได้ พร้อมระบุว่า คำวินิจฉัยสุดท้าย ต้องอ้าง แถลง/คำพิพากษา ของฟีฟ่าเท่านั้น หากฟีฟ่าเผยแพร่เอกสารภายหลัง ฝ่ายข่าวพร้อมอัปเดตความคืบหน้าโดยอิงเอกสารทางการทันที

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บันทึกการแข่งขันและบริบทนัด มาเลเซีย–เวียดนาม (10 มิ.ย. 2025): ESPN match/event record (ยืนยันวัน–สกอร์–บริบทแข่งขัน).
  • กรอบกติกาฟีฟ่า: สิทธิ์การเล่นทีมชาติ (Eligibility to play for representative teams) — ข้อ 5–8 ในข้อบังคับฟีฟ่า (Regulations Governing the Application of the FIFA Statutes) อธิบายเกณฑ์สัญชาติ–เชื้อสาย–พำนัก–การเปลี่ยนทีมชาติ. (แหล่งสรุปอ้างอิงความเข้าใจสาธารณะ)
  • FIFA Disciplinary Code (แนวทางบทลงโทษ) — ครอบคลุม “forgery/falsification” และมาตรการทางวินัยที่อาจใช้กับสมาคม/นักเตะ (ปรับ–แบน–ปรับแพ้–โมฆะผล) ใช้เป็นกรอบอธิบายเพดานบทลงโทษที่เป็นไปได้.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

มลพิษแรร์เอิร์ธเขย่าลุ่มน้ำกก-สาย-โขง จี้รัฐบาลใหม่ยุตินำเข้าแร่จากแหล่งเสี่ยง

มลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแรร์เอิร์ธ” เขย่าลุ่มน้ำกก–สาย–โขง เวทีจุฬาฯ ชำแหละช่องกฎหมาย ไทยถูกท้าทายทั้งในฐานะ “ผู้รับผลกระทบ” และ “ผู้ได้ประโยชน์” — จี้รัฐบาลใหม่ยุตินำเข้าแร่–ตั้งทีมรัฐ–ประชาชน–ดันเจรจาระดับภูมิภาค

กรุงเทพฯ/เชียงราย, 26 กันยายน 2568 — เช้าวันที่สังคมการเมืองไทยกำลังจับตานโยบายเศรษฐกิจความมั่นคง แต่อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง ณ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ห้องประชุมชั้น 4 อาคารประชาธิปก–รำไพพรรณี กลับคลาคล่ำไปด้วยเครือข่ายประชาชนจากลุ่มน้ำกก–สาย–โขง นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายระหว่างประเทศ และผู้แทนฝ่ายนิติบัญญัติไทย จุดร่วมของทุกคนชัดเจน—มลพิษข้ามพรมแดน” จากเหมืองแรร์เอิร์ธในเมียนมา ไม่ใช่ข่าวไกลตัวอีกต่อไป แต่คือประเด็นเร่งด่วนที่กระทบ น้ำกิน–น้ำใช้–อาหาร–รายได้–และศรัทธาต่อรัฐ ของประชาชนสองฝั่งพรมแดน

เวทีสัมมนาเรื่อง กรอบกฎหมายและกลไกระหว่างประเทศต่อมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ” จัดโดย คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ ศูนย์แม่โขงศึกษา จุฬาฯ และภาคีภาคประชาชนจากพื้นที่ชายแดน จุดประเด็นด้วยคำถามใหญ่ที่ทั้งคมและตรง: เมื่อสารปนเปื้อนจากกิจกรรมเหมือง “นอกเขตแดนไทย” ไหลบ่าเข้าสู่แม่น้ำสายสำคัญอย่าง กก–สาย–โขง และซึมลึกในห่วงโซ่อาหารไทย—เราจะปกป้องประชาชน–ระบบนิเวศ–เศรษฐกิจฐานราก อย่างไร ภายใต้กรอบกฎหมายปัจจุบัน

เสียงจากฝ่ายนิติบัญญัติ “อย่าปล่อยให้กฎหมายไทยอ่อนแรงต่อมลพิษข้ามแดน”

บนเวที นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม และ รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมา เขาระบุว่า การขุดแรร์เอิร์ธในเมียนมาเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะหลังปี 2564 และประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ใครเป็นเจ้าของเหมือง” เท่านั้น แต่อยู่ที่ “ผลกระทบข้ามพรมแดน” ที่ ไทยยังไม่มีกลไกกฎหมายที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ในการป้องกัน–รับมือ–เยียวยา

นี่ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือปัญหาโครงสร้างกฎหมายและธรรมาภิบาลระดับภูมิภาค เราต้องส่งเสียงในระดับอาเซียนและประชาคมโลก และในประเทศต้องมีมาตรการชัดเจน—ตั้งแต่การตรวจสอบการปนเปื้อนอย่างโปร่งใส จนถึงการทบทวนนำเข้าแร่จากแหล่งที่ไม่รับผิดชอบ” นายกัณวีร์กล่าว

น้ำเสียง “เร่งด่วน” ของรองประธาน กมธ.กฎหมายฯ สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ที่ตัวแทนชุมชนจาก รัฐคะฉิ่น–เชียงราย–แม่อาย นำหลักฐานและประสบการณ์ตรงขึ้นเล่า—น้ำประปาที่บางช่วงถูกเตือนให้หลีกเลี่ยง, ปลาในแม่น้ำที่ขายยาก, พืชผลบางชนิดถูกปฏิเสธจากผู้ซื้อ ด้วยความกังวลสารโลหะหนัก ขณะที่คำอธิบายจากหน่วยงานรัฐหลายครั้ง ไปคนละทิศ” กับความรู้สึก–ข้อเท็จจริงในพื้นที่

นักวิชาการเตือนไทยไม่ได้เป็น “ผู้เสียหาย” อย่างเดียว—เรายัง “ได้ประโยชน์” จากแร่ด้วย

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (เชียงราย) นำเสนอข้อมูลที่ทำให้ห้องประชุมเงียบลงชั่วขณะ เมื่อระบุว่าในปัจจุบัน เมียนมาถูกประเมินว่าเป็นผู้ผลิตแรร์เอิร์ธ “ลำดับ 3 ของโลก” ท่ามกลางความต้องการส่วนผสมสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี–พลังงานสะอาด–ยานยนต์ไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลกระทบ แต่ยังได้ประโยชน์จากการนำเข้าแร่” เธอย้ำว่า โครงสร้างนี้ทำให้การแก้ปัญหายากขึ้น เพราะเกิด ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และ ไร้เจ้าภาพ” ในการรับผิดชอบ

สารปนเปื้อนจากเหมืองไม่ได้หยุดที่แม่น้ำ แต่มันไหลเข้าไปในชีวิตประจำวัน—น้ำดิบ–น้ำประปา–ปลา–ข้าว–ผัก และสะสมในร่างกาย เราจึงต้องถามตรง ๆ ว่า วันนี้น้ำกิน–น้ำใช้–อาหารของเราปลอดภัยจริงหรือไม่ และใครกล้ารับผิดชอบในระยะยาว”

ดร.สืบสกุลยกตัวอย่าง วาทกรรมภาครัฐ” ที่สร้างความสับสน: ระบุเตือนประชาชนให้งดใช้น้ำ แต่ พร้อมกันนั้นบอกว่า “ค่าสารหนูไม่เกินมาตรฐาน” เธอชี้ว่าการสื่อสารลักษณะนี้ ไม่พูดความจริงทั้งหมด” เพราะมาตรฐานเป็นเพียง “ค่าเฉลี่ย ณ จุด–เวลา–ตัวอย่าง” ขณะที่ ผลสะสม” ของโลหะหนักในร่างกาย–ดิน–พืชผล เป็นอีกเรื่อง” และกระทบ ห่วงโซ่อาหาร อย่างยากจะควบคุม

10 ข้อเรียกร้องจากเครือข่ายประชาชน แผนเร่งด่วนจาก “ปลายน้ำ” สู่ “ต้นน้ำ”

เวทีจบลงด้วย ข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ที่ภาคประชาชนเสนอให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการทันที โดยมีทั้งมาตรการเชิงพื้นที่และเชิงโครงสร้าง ได้แก่

  1. ตรวจหาสารปนเปื้อนในดิน พื้นที่เกษตร 12,000 ไร่ ในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนฤดูกาลเพาะปลูก (ต.ค.)
  2. ตรวจข้าวนาปี ในจังหวัดเชียงราย ก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านอาหาร
  3. จัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ สำหรับผู้ใช้น้ำอย่างน้อย 55,000 ราย ในแม่น้ำกก–สาย–รวก โดยประเมินกรอบงบประมาณ 1,200 ล้านบาท
  4. ยกระดับการตรวจประปาหมู่บ้าน ให้สามารถตรวจโลหะหนักได้ต่อเนื่อง–เท่าทันสถานการณ์
  5. จัดหาแหล่งน้ำใหม่ ให้ชุมชนที่ต้องซื้อน้ำกิน เช่น ต.ท่าตอน ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
  6. ตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนัก ระดับพื้นที่ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลแบบ “เรียลไทม์”
  7. ตั้งคณะทำงานร่วมรัฐ–ประชาชน เพื่อวางแผน ปิดเหมือง (ในมิติเชิงการทูต/กฎหมาย) และ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
  8. ยกเลิกการสร้างฝายดักตะกอน ที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรืออาจก่อผลข้างเคียงต่อระบบนิเวศ
  9. เปิดเจรจากับเมียนมาและจีนอย่างเร่งด่วน ภายใต้กรอบทวิภาคี–พหุภาคี
  10. ยุติ/ทบทวนการนำเข้าแร่ ที่มีที่มาจากเหมืองที่ไม่รับผิดชอบ โดยเฉพาะจุดผ่านแดน แม่สาย–แม่สะเรียง–แม่ฮ่องสอน และ ตรวจสอบเส้นทางการค้า–ผู้ได้รับประโยชน์–การส่งออกต่อไปประเทศที่สาม (มีการระบุว่าเกี่ยวข้อง “ไม่ต่ำกว่า 20 บริษัท” ที่ต้องตรวจสอบแหล่งที่มา)

ในภาพรวม ข้อเสนอทั้ง 10 ฝากให้รัฐ ทำ 3 ชั้น” พร้อมกัน—คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน (สุขภาพ/น้ำ/อาหาร), รักษาศรัทธาตลาด (เชื่อมั่นสินค้าเกษตร), และ วางท่าทีระหว่างประเทศ (การเจรจา–มาตรการทางเศรษฐกิจ)

ทำไม “แรร์เอิร์ธ” จึงท้าทายระบบกฎหมาย–นโยบาย

แรร์เอิร์ธเป็นกลุ่มแร่สำคัญต่ออุตสาหกรรมยุคพลังงานสะอาด: แม่เหล็กถาวรในมอเตอร์ EV, กังหันลม, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์–กลาโหม ความต้องการที่พุ่งขึ้นทำให้แหล่งผลิตในภูมิภาค ลุ่มน้ำโขง–เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกจับตามอง ทว่า ห่วงโซ่อุปทานที่ยาว–กำกับดูแลยาก ทำให้ ต้นทุนภายนอก” (น้ำเสีย, ดินปนเปื้อน, สุขภาพชุมชน) ถูกผลักออกไปนอกงบประมาณบริษัท–ข้ามพรมแดน–และกลับมาคิดบัญชีกับสังคมในรูป ค่าใช้จ่ายสาธารณะ (รักษาพยาบาล–น้ำประปา–เยียวยา–โครงสร้างพื้นฐานใหม่)

ในเชิงกฎหมาย–สถาบัน นี่คือโจทย์ มลพิษไร้พรมแดน”: ประเทศผู้รับผลกระทบ ไม่มีเขตอำนาจโดยตรง ในการสั่งการเหมืองต่างแดน แต่ มีภารกิจ ต้องปกป้องประชาชนของตนเอง การอาศัยเพียง “มาตรฐานคุณภาพน้ำ–อาหาร” ในเขตแดนไทยจึงไม่พอ หาก ต้นน้ำ อยู่ต่างประเทศ และ ปลายน้ำ คือชีวิตคนไทย

ทางเลือกเชิงนโยบาย 3 ระยะเวลา–5 คานอำนาจ

เพื่อแปลงข้อเรียกร้องให้เกิดผลจริง นักวิชาการและภาคประชาชนบนเวทีเสนอ “กรอบเดินงาน” ที่สรุปใจความได้ดังนี้

ระยะสั้น (0–6 เดือน):

  • สารสนเทศ–ความโปร่งใส: ปรับระบบสื่อสารความเสี่ยงให้ “พูดความจริงทั้งหมด” — รายวัน/รายสัปดาห์ของค่าตรวจโลหะหนักในน้ำ–ดิน–ปลา–ข้าว, แผนที่จุดเสี่ยง, ข้อมูลภาษาคู่ (ไทย–ชนเผ่า)
  • สุขภาพ–น้ำ–อาหาร: ดำเนินการตามข้อ 1–6 ให้ครบ: ตรวจดิน 12,000 ไร่, ตรวจข้าวนาปีเชียงราย, ตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนัก, หาแหล่งน้ำดิบใหม่ให้ 55,000 ครัวเรือน พร้อมงบประมาณเบื้องต้น 1,200 ล้านบาท
  • การค้า–ตลาด: จัดทำฉลาก/เอกสารรับรองผลตรวจเป็นรอบ ๆ ช่วยผู้ผลิตในพื้นที่ฟื้นความเชื่อมั่นตลาด

ระยะกลาง (6–24 เดือน):

  • คณะทำงานร่วมรัฐ–ประชาชน (ข้อ 7): มีอำนาจเสนอคำสั่ง/มาตรการเฉพาะพื้นที่–ข้ามหน่วยงาน, กำกับการเยียวยา
  • กำกับห่วงโซ่แร่: ออก “บัญชีดำ” เหมือง/ผู้ค้า/ผู้นำเข้าที่ไม่ตรวจสอบได้, บังคับใช้กติกา Due Diligence ในการนำเข้าวัตถุดิบเหมือง
  • การทูตเชิงรุก (ข้อ 9): ตั้งโต๊ะคุยเมียนมา–จีน–ลาว ภายใต้กรอบแม่น้ำโขง/อาเซียน–MRC, แลกข้อมูลตรวจวัด–กำกับเหมือง–แผนฟื้นฟู

ระยะยาว (2–5 ปี):

  • กฎหมายแม่บทมลพิษข้ามแดน: เติม “เขี้ยวเล็บ” ให้รัฐไทยใช้มาตรการทางการค้า–สิ่งแวดล้อมกับสินค้าที่ก่อมลพิษต้นทางต่างแดน (จัดเก็บ/ห้าม/จำกัด) โดยไม่ขัดพันธกรณีระหว่างประเทศ
  • เศรษฐกิจหมุนเวียนแร่: ลงทุน รีไซเคิลแรร์เอิร์ธ–นวัตกรรมนำกลับ ลดการพึ่งพาแร่ดิบต้นทางที่เป็นความเสี่ยงเชิงนิเวศ–ภูมิรัฐศาสตร์

คานอำนาจ 5 ตัว ที่ต้องใช้พร้อมกัน: (1) วิทยาศาสตร์ข้อมูล, (2) กฎหมาย–มาตรการการค้า, (3) การทูตพหุภาคี, (4) การมีส่วนร่วมของประชาชน, และ (5) งบประมาณฉุกเฉิน–เยียวยา

น้ำเสียงจากพื้นที่ เมื่อ “ความไม่แน่ใจ” แพงกว่าทุกอย่าง

เครือข่ายประชาชนจาก คะฉิ่น–เชียงราย–แม่อาย ถ่ายทอดสภาวะร่วม: ความไม่แน่ใจ ว่าน้ำที่ดื่ม–ข้าวที่กิน–ปลาที่จับ “ปลอดภัยจริงหรือไม่” ทำให้ค่าใช้จ่ายครัวเรือนพุ่งขึ้น (ซื้อน้ำ/เดินทางไปตรวจ) ขณะรายได้จากพืชผล–ประมงลดลงเพราะความเชื่อมั่นตลาดสั่นคลอน ความไม่แน่ใจ” จึงกลายเป็นภาษีที่มองไม่เห็น สะสมดอกเบี้ยทางเศรษฐกิจ–สังคม–สุขภาพ

“เราไม่ได้ขออะไรเกินจริง แค่ขอให้รัฐพูดตามตรง และทำตามหน้าที่—ตรวจ–เปิดเผย–ปกป้อง–เยียวยา—ให้ไวและจริงจัง” ตัวแทนชุมชนกล่าวบนเวที

มุมกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยยืนตรงไหนบนสมการ “อธิปไตย–สิทธิมนุษยชน–สิ่งแวดล้อม”

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายชี้ว่า แม้หลักอธิปไตยทำให้ไทยไม่อาจสั่งการกิจกรรมในเมียนมาโดยตรง แต่กรอบระหว่างประเทศเปิดช่อง มาตรการฝั่งผู้นำเข้า (import-side measures) ที่ ชอบด้วยกฎหมายการค้า หากพิสูจน์ได้ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อ คุ้มครองชีวิต–สุขภาพ–สิ่งแวดล้อม และใช้ อย่างไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมกันนั้น การเจรจาพหุภาคีกับ ลาว–จีน–เมียนมา ภายใต้กรอบลุ่มน้ำโขง/อาเซียนสามารถผลักดัน กลไกแจ้งเหตุ–สอบสวน–แผนฟื้นฟูร่วม ที่ติดตามได้

ประเด็นชวนคิด (สำหรับผู้กำหนดนโยบาย)

  • ตัวเลข 55,000 ครัวเรือน–งบ 1,200 ล้านบาท: งบระดับนี้เทียบไม่ได้กับ “มูลค่าความเสียหายสะสม” หากปล่อยให้ความไม่แน่ใจดำเนินต่อไปอีกหลายฤดูกาลเพาะปลูก
  • ยุตินำเข้าแร่” เป็นคันโยก: การใช้ อำนาจทางเศรษฐกิจ น่าจะเป็นคันโยกที่รัฐบาลไทยมีมากสุดในการจูงใจให้เกิดการปรับพฤติกรรมต้นทาง แต่ต้องคู่กับ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ที่โปร่งใส เพื่อไม่ให้ภาคอุตสาหกรรมไทย “เปลี่ยนประตูนำเข้า” แล้วปัญหาเดิมยังอยู่
  • สื่อสารความเสี่ยงแบบผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่: สังคมยอมรับความจริงที่ซับซ้อนได้ หากรัฐกล้าพูดตรง–เร็ว–มีแผนรับมือ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมกำกับตรวจสอบ

จากเวทีสัมมนาสู่โต๊ะ ครม.—ถึงเวลาตอบว่า “เราปกป้องคนของเราอย่างไร”

งานวันนี้ไม่ได้จบที่เสียงปรบมือ แต่วางการบ้านขนาดใหญ่ไว้ที่รัฐบาลใหม่: จะยุติการนำเข้าแร่จากเหมืองที่ไม่รับผิดชอบหรือไม่—เมื่อใด—อย่างไร, จะยืนยันความปลอดภัยน้ำ–อาหารให้ประชาชนได้อย่างไร, จะเยียวยา–คุ้มครองเกษตรกรอย่างไร, และ จะวางท่าทีต่อเพื่อนบ้านในลุ่มน้ำโขงอย่างไร เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมโลกสีเขียว ไม่ทิ้งคนปลายน้ำ ไว้ข้างหลัง

ในห้องประชุมของจุฬาฯ วันนี้ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ นักวิชาการ และเครือข่ายชุมชนได้คลี่แผนที่และชี้พิกัดแล้วว่า เส้นทางสั้น–กลาง–ยาว” คืออะไร เหลือเพียง “เจตจำนง” ของรัฐและ ความสม่ำเสมอของการลงมือทำ ที่จะพิสูจน์ว่า ประเทศไทยสามารถยืนหยัดปกป้อง สุขภาพ–สิ่งแวดล้อม–เศรษฐกิจฐานราก ของประชาชนตนเองได้จริงเพียงใด ท่ามกลางคลื่นอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธที่โหมกระหน่ำทั้งภูมิภาค

สาระย่อ “10 ข้อเรียกร้อง”

  1. ตรวจดิน 12,000 ไร่ (อ.แม่อาย) ก่อนเข้าฤดูปลูก
  2. ตรวจข้าวนาปี (เชียงราย) ก่อนเก็บเกี่ยว
  3. หาแหล่งน้ำดิบใหม่ให้ 55,000 ราย (กก–สาย–รวก) งบ 1,200 ล้านบาท
  4. ยกระดับประปาหมู่บ้านตรวจโลหะหนักได้
  5. หาแหล่งน้ำใหม่ให้ ต.ท่าตอน–ต.แม่นาวาง (แม่อาย)
  6. ตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนักในพื้นที่
  7. ตั้งคณะทำงานร่วมรัฐ–ประชาชน ปิดเหมือง–เยียวยา
  8. ยกเลิกฝายดักตะกอน
  9. เปิดเจรจาเมียนมา–จีน เร่งด่วน
  10. ยุติ/ทบทวนการนำเข้าแร่จากเหมืองที่ไม่รับผิดชอบ ตรวจเส้นทางการค้า–ผู้ได้ประโยชน์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
  • ศูนย์แม่โขงศึกษา และสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (เชียงราย) — ข้อสังเกตทางวิชาการและข้อเสนอเชิงนโยบายโดย ดร.สืบสกุล กิจนุกร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE

นายกฯ อนุทิน อัญเชิญ “พระพุทธสิริไตรรัฐ” จากแม่สาย ตั้งบนโต๊ะทำงานวันแรก

พระพุทธสิริไตรรัฐ” จากสามเหลี่ยมทองคำสู่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อมงคลวัตถุเดินทางถึงศูนย์กลางอำนาจ และความศรัทธาถูกวางไว้ข้างการบริหารประเทศ

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 26 กันยายน 2568 — เช้าตรู่ที่ทำเนียบรัฐบาล บันไดตึกไทยคู่ฟ้าคึกคักกว่าปกติ เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก้าวเข้าสู่ “วันแรก” แห่งการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย และคณะทำงานที่ร่วมติดตาม ขณะเดียวกัน เสียงกระซิบจากสื่อมวลชนในลานทำเนียบต่างจับจ้อง “วัตถุมงคล” ที่กำลังจะถูกอัญเชิญขึ้นสู่ห้องทำงานชั้นบน—หนึ่งในนั้นคือ พระพุทธสิริไตรรัฐ” พระพุทธรูปปางประทานพรที่ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี สร้างขึ้นเอง ณ ดินแดนเหนือสุดของสยาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ภาพ “มงคลวัตถุจากชายแดน” ที่เคยกลายเป็น ของขวัญทางการเมือง มาก่อน ได้เดินทางกลับสู่ผู้สร้าง—และคราวนี้มาจอดนิ่ง บนโต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรี ณ ตึกไทยคู่ฟ้า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เพียงเติมเต็มบรรยากาศความเป็นสิริมงคลใน วันอธิบดี–วันธงชัย หากยังบอกเล่าประวัติศาสตร์ย่อของความสัมพันธ์ระหว่าง ความศรัทธา–อำนาจรัฐ–ความชอบธรรม ในสังคมไทยร่วมสมัย

จุดกำเนิด องค์พระจากชายแดนสู่ศูนย์กลาง

หากถอยหลังออกจากห้องทำงานของผู้นำประเทศ ภาพแรกที่ปรากฏคือ พรมแดนสามประเทศ ที่บรรจบกันกลางสายน้ำ ณ สามเหลี่ยมทองคำ—ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการจารึกในข่าวโลกด้วยเงาเข้มของการค้าฝิ่นและยาเสพติด ก่อนจะถูกทอนเงาลงด้วยการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว จุดขนถ่ายสินค้า และสะพานเชื่อมวัฒนธรรมระหว่าง ไทย–เมียนมา–ลาว ที่นี่เอง พระพุทธสิริไตรรัฐ” ได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ “พุทธวัตถุ” สำหรับ ยึดเหนี่ยวใจและย้ำคุณธรรม ให้กับผู้ศรัทธา

ความพิเศษขององค์พระจึงอยู่ที่ “บริบท”—องค์พระที่เกิดบนเส้นฤทธิ์ทางประวัติศาสตร์ แวดล้อมด้วยความทรงจำที่ทั้งงดงามและสลับซับซ้อนของชายแดน บทเรียนของพื้นที่ทำให้ความหมายขององค์พระขยายตัวเกินกว่าความงามทางสุนทรียะ: คุณธรรม, สติ, การกำกับตน—เป็นหัวใจที่ผู้สร้างย้ำอยู่เสมอ

มรดก/ของขวัญ/สัญลักษณ์ วงจรความหมายที่ “วนกลับ”

พงศาวดารสั้น ๆ ขององค์พระเล่าต่อว่า พระพุทธสิริไตรรัฐ” เคยถูกมอบเป็น ของขวัญวันคล้ายวันเกิด ให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในห้วงเวลาที่ พรรคภูมิใจไทย ร่วมงานกับรัฐบาลผสมในอดีต การมอบของมงคลจากผู้นำฝ่ายการเมืองหนึ่งสู่อีกฝ่ายหนึ่ง สะท้อนมิติที่ “ศรัทธา” ทำหน้าที่เคียงคู่ “พันธมิตรทางการเมือง” อยู่เนือง ๆ

กระนั้น วงจรของสัญลักษณ์ยังไม่จบ เมื่อกาลเปลี่ยนและหน้ากระดานอำนาจเคลื่อน สถานะของผู้สร้างก็เปลี่ยน—จากผู้ให้สู่ ผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหาร ในวันนี้ องค์พระที่ตนสร้าง จึงถูกอัญเชิญ วนกลับ” มาหาตัวเอง และถูกวางไว้ใน ตำแหน่งที่สูงสุด สำหรับ “เครื่องเตือนใจ” ของผู้บริหารประเทศ: บนโต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรี ณ ตึกไทยคู่ฟ้า

ฤกษ์งามยามดี พิธี, ระเบียบแบบแผน และวัฒนธรรมการเมืองไทย

เวลาไหลไปถึง 08.41 น. ของเช้าวันนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วม สักการะศาลพระภูมิ–ศาลตายาย ประจำทำเนียบ เพื่อความเป็นสิริมงคล—พิธีกรรมที่คู่มากับวัฒนธรรมการเมืองไทยยาวนาน เมื่อสื่อถามถึง พรที่ขอ” คำตอบสั้น ๆ “ขอให้ราบรื่น” ถูกส่งกลับมาอย่างมั่นคง

ในอีกฟากตึกบัญชาการ 1 นายสมศักดิ์ และนางรวีวรรณ ปริศนานันทกุล บิดา–มารดาของ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็อัญเชิญ พระพุทธสิริไตรรัฐ อีกองค์หนึ่ง (ที่นายอนุทินเคยมอบให้ในช่วงดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ) เข้าสู่ห้องทำงานลูกชาย เป็นภาพสะท้อนเครือญาติ–เครือข่ายการเมือง ที่พิงอยู่กับ ความเชื่อร่วม และ มงคลวัตถุร่วม อย่างแนบแน่น

ขณะเดียวกัน รายชื่อ พระพุทธรูปสำคัญ ที่จะอัญเชิญเข้าสู่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ยังปรากฏ หลวงพ่อพระพุทธโสธร และ พระพุทธชินราช ร่วมด้วย—แต่ พระพุทธสิริไตรรัฐ” ได้รับการระบุชัดว่า จะตั้งอยู่บนโต๊ะทำงาน ของผู้นำรัฐบาลโดยเฉพาะ ความโดดเด่นเชิงตำแหน่งนี้ทำให้ “องค์พระจากชายแดน” กลายเป็น จุดโฟกัสทางสายตา ภายในพื้นที่ตัดสินใจเชิงนโยบายระดับชาติ

อยู่ที่ใจ” แก่นคิดที่วางเคียงองค์พระ

เมื่อถูกถามถึง “เครื่องราง” ที่จะนำเข้ามายังทำเนียบ นายกรัฐมนตรี ตอบสั้น ๆ ว่า อยู่ที่ใจ” ประโยคนี้เหมือนปักหมุดความหมายให้ครบวงจร: ศรัทธา อาจเป็นแรงค้ำยันที่ดี แต่ การกระทำ และ คุณธรรม คือแกนกลางของความคุ้มครองที่แท้จริง—แนวคิดเดียวกับที่ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี เคยอธิบายพุทธคุณของพระพุทธสิริไตรรัฐ ไว้ก่อนหน้า ว่าการจะได้รับความคุ้มครองนั้น ขึ้นอยู่กับการทำดี–ยึดหลักคุณธรรม ของแต่ละบุคคล

เมื่อนำวลีนี้ไปวางเคียงบุคลิกเชิงปฏิบัติการของรัฐบาลใหม่ จึงอ่านได้ว่า องค์พระ” ทำหน้าที่ เตือนใจ มากกว่าขอให้ดลบันดาล และเป็น สัญญาประชาคมขนาดย่อ ว่า “ความชอบธรรม” จะถูกสร้างจาก การลงมือทำ ไม่ใช่การพึ่งพา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพียงอย่างเดียว

สัญลักษณ์ที่เล่าเรื่อง “การขึ้นสู่อำนาจอย่างเป็นทางการ”

ในทางการเมือง สัญลักษณ์คือ “ภาษา” ที่ทรงพลัง การอัญเชิญ “พระพุทธสิริไตรรัฐ” ขึ้นสู่โต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรี มีอย่างน้อย สามชั้นความหมาย ที่ซ้อนอยู่

  1. การยึดคืนสัญลักษณ์ — จากองค์พระที่เคยเป็น “ของขวัญวันเกิด” สำหรับผู้นำรัฐบาลก่อนหน้า กลับคืนสู่มือผู้สร้าง ในเวลาที่ผู้สร้างก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดเอง การเคลื่อนย้ายนี้จึงไม่ใช่เพียง “เคลื่อนย้ายวัตถุ” แต่คือ การยืนยันสถานะอำนาจ อย่างสุภาพและทรงพลัง
  2. การนำคุณธรรมจากชายแดนสู่ศูนย์กลาง — จุดเริ่มขององค์พระ ณ สามเหลี่ยมทองคำ มีนัยแปรเปลี่ยน เมื่อถูกวางไว้ในศูนย์บัญชาการบริหารรัฐกิจ—เสมือนการนำ “ความดีงาม–ระเบียบวินัย–สติ” จาก “ชายขอบ” เข้าสู่ “แกนกลาง” ของการตัดสินใจนโยบาย
  3. การวางศรัทธาคู่หลักนิติธรรม — การประกาศฤกษ์ดี–สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์–อัญเชิญพระพุทธรูปหลายองค์ สะท้อนจารีตการเมืองไทยที่ “ศรัทธา” ไม่ได้อยู่ตรงข้าม “เหตุผล–กฎหมาย–ระบบ” หากอยู่ เคียงข้าง ในฐานะพลังใจและเครื่องเตือนความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

แม่สายถึงไทยคู่ฟ้า

  • ก่อนหน้า 2568: นายอนุทินสร้าง พระพุทธสิริไตรรัฐ ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ
  • ต่อมา: องค์พระ ถูกมอบเป็นของขวัญวันเกิด ให้กับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี สะท้อนมิตรภาพ–พันธมิตรในรัฐบาลผสม
  • 26 กันยายน 2568: วันแรกเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ณ ตึกไทยคู่ฟ้า เลือก วันอธิบดี–วันธงชัย เป็นฤกษ์ เริ่มด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบ
  • เช้าวันเดียวกัน: อัญเชิญพระพุทธรูป เข้าห้องทำงานหลายองค์ รวมถึง พระพุทธสิริไตรรัฐ ซึ่ง ตั้งบนโต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ
  • ช่วงสาย–สายัณห์: ความเคลื่อนไหวสะท้อน “ความผูกพันมงคลวัตถุ” ภายในทีมรัฐบาล ทั้งกรณี นายภราดร ปริศนานันทกุล และครอบครัว ที่อัญเชิญ พระพุทธสิริไตรรัฐ เข้าห้องทำงานบนตึกบัญชาการ 1

ศิลป์ของพิธีธรรม กับวินัยของรัฐประศาสนศาสตร์

ในสนามจริงของการเมืองไทย พิธีธรรม และ รัฐประศาสนศาสตร์ ไม่ได้ต่อสู้กัน หากเกื้อหนุนกันเมื่อวางถูกที่—การประกาศวางองค์พระบนโต๊ะทำงานจึงตีความได้ว่าเป็น นาฬิกาปลุก” ทางจิตวิญญาณ ให้กับผู้ใช้อำนาจรัฐ ชวนย้ำเตือนว่า อำนาจ” ต้องมาพร้อม ความรับผิดชอบ” และ คุณธรรม” เสมอ

แต่เพื่อให้สอดคล้องกับ มาตรฐานธรรมาภิบาล ในระยะยาว ก้าวต่อไปคือการแปลง “สัญลักษณ์” ให้เป็น “ผลลัพธ์” ที่ตรวจสอบได้—ตั้งแต่ ความโปร่งใส, การกำกับดูแลนโยบาย, การยึดกติกา, ไปจนถึง การคุ้มครองสิทธิประชาชน เพราะท้ายที่สุด ความคุ้มครองที่แท้” ตามแนวคิดที่นายกรัฐมนตรีสื่อไว้ ก็ขึ้นอยู่กับ การทำดี–การลงมือทำจริง ของผู้มีอำนาจ

เมื่อศรัทธาถูกวางไว้ “ข้าง” การตัดสินใจ ไม่ใช่ “แทนที่” การตัดสินใจ

เหตุการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ ร้อยเรียง “วัตถุ–พิธี–บุคคล” ให้กลายเป็น “เรื่องเล่า” ที่เดินข้ามอำเภอแม่สาย มุ่งสู่ตึกไทยคู่ฟ้า พระพุทธสิริไตรรัฐ” จึงทำหน้าที่สองบทบาทพร้อมกัน—เครื่องยึดเหนี่ยวใจ และ สัญลักษณ์เตือนใจ ว่าการบริหารประเทศต้องวางบนฐาน คุณธรรม–ความชอบธรรม–การกระทำที่ตรวจสอบได้

คำตอบสั้น ๆ อยู่ที่ใจ” ที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้กับสื่อ อาจเป็นคำสรุปที่ดีของทั้งวัน และเป็นแนวคิดที่สังคมคาดหวังจะเห็นในเชิงปฏิบัติ: ใจที่ตั้งมั่นในหลัก และ มือที่ลงมือทำจริง บนโต๊ะทำงานซึ่งมีองค์พระตั้งอยู่ข้าง ๆ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ทำเนียบรัฐบาล/สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
EDITORIAL

Gen Z หนักสุด ใช้เวลา 12 ชั่วโมงต่อวัน! วิกฤตจอสมาร์ตโฟน-ความโหยหาสังคมยุค 90

วิกฤตจอสมาร์ตโฟน ผลสำรวจชี้คนใช้เวลา 88 วันต่อปีจ้องหน้าจอ สะท้อนความเหงาและความโหยหาวิถีสังคมแบบยุค 90

25 กันยายน 2568 – ลองนึกภาพถ้าคุณตื่นขึ้นมาด้วยเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือที่ดังไม่ขาดสาย ขณะที่มือยังง่วงงุน คุณคว้ามันขึ้นมากดดูข้อความจากเพื่อนในกลุ่มแชท สไลด์นิ้วผ่านฟีดข่าวสารที่ไหลทะลัก แล้วกว่าจะวางลง ก็ล่วงเลยไปเกือบชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว จากนั้นคือการเดินทางไปทำงาน ท่ามกลางรถติดยาวเหยียด คุณเลื่อนดูวิดีโอสั้นๆ เพื่อฆ่าเวลา จนกระทั่งถึงออฟฟิศ ที่ซึ่งอีเมลและการประชุมออนไลน์รอคอยอยู่ และเมื่อค่ำคืนมาเยือน คุณนั่งลงกับมื้อเย็นคนเดียว แต่สายตายังคงจับจ้องที่หน้าจอ รอคอยไลก์และคอมเมนต์จากโพสต์ล่าสุด

นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง แต่เป็นภาพสะท้อนชีวิตประจำวันของผู้คนนับล้านทั่วโลกในยุคดิจิทัลที่เรากำลังเผชิญอยู่ ผลสำรวจระดับโลกฉบับล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่ ได้เปิดม่านให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจ: โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ใหญ่ทั่วโลกใช้เวลาไปกับการจ้องหน้าจอสมาร์ตโฟนมากถึง 5 ชั่วโมง 48 นาทีต่อวัน ซึ่งหากบวกรวมทั้งปี จะเท่ากับการสูญเสียเวลาไปถึง 88 วัน หรือเกือบหนึ่งในสี่ของปีทั้งปีไปกับการเลื่อนนิ้วบนหน้าจอเพียงอย่างเดียว ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากการคาดเดา แต่มาจากการศึกษาที่ครอบคลุมผู้ใหญ่ 17,000 คน จาก 9 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สเปน เวียดนาม แอฟริกาใต้ บราซิล เยอรมนี อินเดีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีบริษัท Heineken เป็นผู้สนับสนุนหลัก และ OnePoll บริษัทวิจัยตลาดชั้นนำเป็นผู้ดำเนินการสำรวจ

ผลสำรวจนี้ไม่เพียงชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

ตัวเลข 88 วันนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขแห้งๆ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่กำลังสั่นสะเทือนรากฐานของสังคมมนุษย์ มันชวนให้เราคิด: ถ้าเราเสียเวลาเกือบสามเดือนต่อปีไปกับการจ้องหน้าจอ แล้วเวลาที่เหลือสำหรับการสนทนาหน้าต่อหน้า การเดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือแม้แต่การนั่งมองท้องฟ้ากับครอบครัวล่ะ? ผลสำรวจนี้ไม่เพียงชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่ยังขุดลึกเข้าไปในปมปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสะดวกสบายของเทคโนโลยี—ความเหงาที่เพิ่มพูน ความกดดันที่มองไม่เห็น และความโหยหาอดีตที่เคยเรียบง่ายกว่า

เพื่อให้เข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เรามาเริ่มต้นจากจุดกำเนิดของเรื่องราวนี้กันเถอะ ทุกอย่างเริ่มต้นจากความตั้งใจของ Heineken ที่ต้องการสำรวจ “ความสุขที่แท้จริง” ในยุคที่โลกถูกเชื่อมโยงด้วยหน้าจอมากเกินไป บริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่จากเนเธอร์แลนด์นี้ ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 160 ปีในการส่งเสริมการสังสรรค์แบบ “IRL” (In Real Life) หรือการพบปะในชีวิตจริง ได้ร่วมมือกับ OnePoll เพื่อเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้นปี 2568 ผลที่ได้ไม่เพียงยืนยันแนวโน้มที่เราคุ้นเคย แต่ยังเผยให้เห็นถึงความรุนแรงของมัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับสมาร์ตโฟนเป็นเพื่อนสนิท

มาดูตัวเลขหลักกันก่อน: เวลาเฉลี่ย 5 ชั่วโมง 48 นาทีต่อวัน หรือประมาณ 127,020 นาทีต่อปี นี้ สามารถแยกย่อยได้เป็นกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่การเช็คโซเชียลมีเดีย การดูวิดีโอสตรีมมิง ไปจนถึงการตอบแชทที่ไม่เคยสิ้นสุด สถิติเหล่านี้ชวนให้เราหยุดนิ่งและไตร่ตรอง—นี่คือเวลาที่เราสูญเสียไปโดยไม่รู้ตัว หรือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าจริงๆ? ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาสังคมหลายคนมองว่านี่คือ “Screen Time Paradox” หรือภาวะย้อนแย้งของเวลาหน้าจอ ที่เทคโนโลยีที่ควรเชื่อมโยงเรากลับทำให้เราห่างเหินจากกันมากขึ้น

คนรุ่นใหม่ที่ควรจะเป็นพลังขับเคลื่อนอนาคต

หากเจาะลึกไปยังกลุ่ม Gen Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 2538-2547) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้สมาร์ตโฟนมากที่สุด พวกเขามีเวลาหน้าจอเฉลี่ยสูงกว่า 6 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ 1 ใน 10 ของกลุ่มนี้—or 10%—ยอมรับว่าติดโทรศัพท์หนักหน่วง จนใช้เวลานานถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นแนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ลองคิดดูสิครับ ถ้าคนรุ่นใหม่ที่ควรจะเป็นพลังขับเคลื่อนอนาคต กลับใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับโลกเสมือน แล้วการพัฒนาทักษะทางสังคมและความสัมพันธ์จริงๆ จะเหลือที่ว่างให้หรือไม่?

ผลสำรวจยังเผยว่า ผู้ใหญ่ 3 ใน 5—or 59%—ยอมรับว่าการใช้เวลากับโทรศัพท์เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากกระแสการแจ้งเตือนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดย 60% รู้สึกว่าข้อความและน็อติฟิเคชันไหลเวียน “คงที่ตลอดเวลา” ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่ง—or 47%—อธิบายตัวเองว่าเป็นคน “ออนไลน์ตลอดเวลา” สถิติเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนพฤติกรรม แต่ยังชี้ถึงความกดดันที่ซ่อนอยู่ ตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่ 52% รู้สึก “ท่วมท้น” จากแรงกดดันที่ต้องอัปเดตโซเชียลมีเดียให้ทัน ไม่ว่าจะเป็นการไลก์โพสต์เพื่อน การรีโพสต์ข่าวสาร หรือแม้แต่การตอบคอมเมนต์ที่ไม่คาดคิด

พบว่าการใช้เวลากับการสังสรรค์ในชีวิตจริงลดลงถึง 35%

จากตรงนี้ เรามาเข้าสู่ปมหลักของเรื่องราว—ความย้อนแย้งที่ทำให้หัวใจของข่าวนี้เต้นแรง: ยิ่งเชื่อมต่อกันทางออนไลน์มากเท่าไหร่ เรากลับยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นเท่านั้น ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 62% ยอมรับว่ารู้สึก “เหงาเป็นบางครั้ง” แม้จะมีแอปพลิเคชันสำหรับแชทและวิดีโอคอลมากมายก็ตาม มันเหมือนกับการนั่งในห้องที่เต็มไปด้วยผู้คน แต่ไม่มีใครมองตากันจริงๆ สถิติจาก Statista บริษัทวิจัยข้อมูลระดับโลก ซึ่ง Heineken อ้างอิงในรายงาน ยังเสริมน้ำหนักให้กับประเด็นนี้ โดยพบว่าการใช้เวลากับการสังสรรค์ในชีวิตจริงลดลงถึง 35% ตลอด 24 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่เวลาบนโทรศัพท์เพิ่มขึ้นกว่า 54% นับตั้งแต่การเปิดตัวแพลตฟอร์มอย่าง Instagram ในปี 2010 และ Snapchat ในปี 2011

นี่คือจุดที่เรื่องราวเริ่มเข้มข้นขึ้น ลองนึกถึงคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่มักพูดถึง “Social Battery” หรือ “แบตเตอรี่ทางสังคม” ซึ่งหมายถึงพลังงานที่เรามีสำหรับการโต้ตอบกับผู้อื่น ผลสำรวจพบว่าผู้ใหญ่กว่าครึ่งหนึ่ง—or 51%—รู้สึกว่าแบตเตอรี่นี้หมดลงอย่างรวดเร็วหลังจากใช้เวลาพูดคุยออนไลน์มากเกินไป และตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 62% ในกลุ่ม Gen Z มันชวนให้เราคิดถึงภาพเด็กวัยรุ่นที่นั่งรวมกลุ่มกันในห้อง แต่ละคนก้มหน้ากดโทรศัพท์ โดยไม่พูดคุยกันสักคำ—นี่คือความเหงาในยุคที่ “เชื่อมต่อ” มากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์

18% ยอมรับว่าถึงขั้นคิดไม่ออกว่าจะนัดเจอใคร

แต่เรื่องราวไม่ได้จบลงด้วยความมืดมนเท่านั้น มันมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์—ความโหยหาอดีตที่กำลังกลายเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ผู้ใหญ่ถึง 64% ยอมรับว่าพวกเขารู้สึก “คิดถึง” ยุค 90 สมัยที่ผู้คนนัดเจอกันที่ร้านกาแฟโดยไม่ต้องเช็คอินบนเฟซบุ๊ก สมัยที่การสนทนาเกิดขึ้นแบบตัวต่อตัว ไม่ใช่ผ่านอิโมจิและสติ๊กเกอร์ นี่คือประโยคที่กระตุ้นอารมณ์จากรายงาน: “เรากำลังสูญเสียช่วงเวลาที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ เพื่อแลกกับภาพลวงตาของการเชื่อมโยง” มันทำให้ผู้อ่านอย่างคุณ—ที่สนใจข่าวเชิงลึกเพื่อนำไปใช้ในชีวิตหรือการทำงาน—ต้องหยุดและไตร่ตรอง: คุณเคยเลื่อนการนัดหมายกับเพื่อนเพราะ “เหนื่อยจากออนไลน์” หรือไม่? ผลสำรวจตอบว่า 32% ของผู้คนเคยทำแบบนั้น และ 18% ยอมรับว่าถึงขั้นคิดไม่ออกว่าจะนัดเจอใคร

เพื่อคลี่คลายปมนี้ เราต้องมองไปยังตัวอย่างจริงจากต่างประเทศที่กำลังกลายเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหา มาดูกรณีศึกษาจากญี่ปุ่นกันครับ ซึ่งเป็นประเทศที่เทคโนโลยีล้ำสมัยแต่ก็เผชิญปัญหาเดียวกันนี้อย่างหนัก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สภาเทศบาลเมืองโทโยอาเกะ (Toyoake) ในจังหวัดไอจิ ได้ผ่านร่างเทศบัญญัติที่เป็นประเด็นร้อนระดับชาติ โดยแนะนำให้ประชาชนทุกวัยจำกัดการใช้สมาร์ตโฟน เครื่องเล่นเกม วิดีโอคอนโซล และอุปกรณ์ดิจิทัลอื่นๆ ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน นอกเหนือจากเวลาทำงานและการเรียน แม้จะไม่มีบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน แต่กฎหมายนี้ถือเป็นมาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในญี่ปุ่น และมีกำหนดบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568

การนอนหลับที่เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญต่อการเติบโตทางร่างกายและจิตใจ

เทศบัญญัตินี้ไม่ได้เกิดจากอากาศธาตุ แต่มาจากความกังวลที่สะสมมานานเกี่ยวกับผลกระทบของการสัมผัสเทคโนโลยีเกินพอดี เช่น การนอนไม่หลับและการลดลงของปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชน ข้อกำหนดหลักคือ เด็กประถมต้องงดใช้สมาร์ตโฟนหลัง 21:00 น. และเด็กมัธยมต้นขึ้นไปงดหลัง 22:00 น. โดยให้เหตุผลชัดเจนว่า “การนอนหลับที่เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญต่อการเติบโตทางร่างกายและจิตใจของเด็กทุกคนอายุต่ำกว่า 18 ปี” นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ผู้ปกครองกำหนดกฎครัวเรือนสำหรับการใช้อุปกรณ์ และเทศบาลจะตั้งระบบให้คำปรึกษาแก่พ่อแม่ที่ต้องการความช่วยเหลือ

นายกเทศมนตรีมาซาฟุมิ โคคิ (Masafumi Kouki) ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Kyodo News ว่า “การกำหนดเวลาจำกัด 2 ชั่วโมงต่อวันนี้ มีพื้นฐานมาจากแนวทางการนอนหลับที่ดีของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ซึ่งคำนวณจากเวลาการใช้งานเฉลี่ยในวันธรรมดา หากเกินกว่านี้ อาจนำไปสู่ภาวะอดนอนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม” คำกล่าวนี้ไม่เพียงยืนยันถึงความเป็นมืออาชีพของมาตรการ แต่ยังชูประเด็นเด่นว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นวาระระดับนโยบายที่รัฐบาลท้องถิ่นต้องรับผิดชอบ

กรณีของโทโยอาเกะนี้ เป็นจุดเปลี่ยนที่คลี่คลายปมในระดับปฏิบัติการ มันแสดงให้เห็นว่าประเทศที่เคยถูกมองว่า “ติดเทคโนโลยี” สามารถหันหลังให้กับหน้าจอได้ หากมีผู้นำที่กล้าลุกขึ้นกระทำการ แม้จะเป็นเพียงคำแนะนำ แต่ก็จุดประกายให้ชุมชนอื่นๆ ในญี่ปุ่นและทั่วโลกเริ่มถกเถียงกันมากขึ้น ในประเทศไทยเอง เราก็เห็นแนวโน้มคล้ายกัน เช่น การรณรงค์ลดเวลาหน้าจอในโรงเรียน หรือแคมเปญจากกระทรวงสาธารณสุขที่เตือนถึงผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเยาวชน แต่ยังขาดมาตรการเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนเท่านี้

ฟีดโซเชียลมีเดียจะว่างเปล่า

และที่น่าติดตามยิ่งกว่าคือ การตอบสนองจากภาคเอกชนที่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการคลี่คลาย Heineken ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสำรวจ แต่ได้เปิดตัวแคมเปญระดับโลกเพื่อส่งเสริมการสังสรรค์แบบ IRL โดยร่วมมือกับศิลปินดังอย่าง Joe Jonas และอินฟลูเอนเซอร์ชั้นนำ เช่น Dude with Sign, Lil Cherry และ Paul Olima แคมเปญนี้ใช้มุกตลกในการจินตนาการว่า “ถ้าทุกคนออกไปสนุก IRL แล้ว ฟีดโซเชียลมีเดียจะว่างเปล่า” เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนวางโทรศัพท์ลงและหันมาพบปะกันจริงๆ มันต่อยอดจากแคมเปญก่อนหน้าอย่าง “The Boring Phone” และ “Forgotten Beers” ที่ส่งเสริมการดื่มและสนทนาแบบออฟไลน์ รวมถึงการลงทุนกว่า 39 ล้านปอนด์ในการฟื้นฟูผับเก่า 62 แห่งในสหราชอาณาจักร

ถ้าเราใช้เวลา 88 วันต่อปีกับหน้าจอ แล้วอีก 277 วันที่เหลือ

สัญญาณเชิงบวกจากผลสำรวจยังมีอีกมาก: ถึง 79% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่าพวกเขาดูโทรศัพท์น้อยลงเมื่ออยู่กับเพื่อนในชีวิตจริง และเกือบหนึ่งในสี่—or 25%—เคยพยายามนัดเจอเพื่อนเพื่อลดเวลาหน้าจอ นี่คือจุดที่เรื่องราวของเรามาถึงการคลี่คลาย—ไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยีทั้งหมด แต่เป็นการสร้างสมดุลที่ยั่งยืน มันชวนให้เราคิด: ถ้าเราใช้เวลา 88 วันต่อปีกับหน้าจอ แล้วอีก 277 วันที่เหลือ เราจะใช้มันอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด?

ในท้ายที่สุด วิกฤตนี้ชี้ให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญสำหรับทุกภาคส่วน การสร้างความตระหนักรู้ โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ผ่านการรณรงค์และการศึกษา ควรเป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นคือการพัฒนานโยบายพื้นที่ปลอดจอ เช่น สวนสาธารณะหรือศูนย์ชุมชนที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นปฏิสัมพันธ์จริงๆ และสุดท้าย ภาคธุรกิจอย่าง Heineken สามารถเป็นพันธมิตร โดยสนับสนุนกิจกรรมที่เน้น IRL เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์

เรื่องราวของ “88 วันที่สูญเสีย” นี้ ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นตัว หากเราลุกขึ้นมาทำตามสัญญาณเหล่านี้ สังคมของเราจะกลับมาสดชื่นและเชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง—ไม่ใช่ผ่านสายเคเบิล แต่ผ่านรอยยิ้มและการสัมผัสที่อบอุ่น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Heineken Global Report on Screen Time and Socializing, 2025 (สนับสนุนและเผยแพร่โดย The HEINEKEN Company, ดำเนินการสำรวจโดย OnePoll)
  • Statista Global Research on Socializing Trends, 2024-2025 (วิเคราะห์ข้อมูลเสริมโดย Statista GmbH)
  • Kyodo News: “Toyoake City Passes Ordinance Limiting Smartphone Use” (สัมภาษณ์นายกเทศมนตรี Masafumi Kouki, เผยแพร่ 23 กันยายน 2568)
  • Ministry of Health, Labour and Welfare, Japan: Healthy Sleep Guidelines, 2024
  •  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายระดมสมองทำแผน 5 ปี “เมืองพี่เมืองน้อง” เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน

เชียงรายเปิดเวทีระดมสมอง ทำแผน 5 ปี “เมืองพี่เมืองน้อง” รับจังหวะ FDI ไทยพุ่ง 125% ตั้งเป้ายกระดับเศรษฐกิจ–การค้า–การลงทุนเชื่อม NEC อย่างเป็นรูปธรรม

เชียงราย, 25 กันยายน 2568 —โรงแรมทีคการ์เด้น สปา รีสอร์ท เมืองเชียงราย เป็นภาพของ “ห้องปฏิบัติการอนาคต” เมื่อผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ–รัฐวิสาหกิจ–องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น–ภาคเอกชน–สถาบันการศึกษา กว่า 180 คน ทยอยลงทะเบียนเข้าร่วม การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนขับเคลื่อนความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (Sister City) ระยะ 5 ปี ของจังหวัดเชียงราย บนโจทย์ใหญ่ที่ไม่เพียงต้องตอบ “เชียงรายอยากเป็นอะไร” แต่ต้องตอบให้ชัดว่า จะเดินไปอย่างไร ในโลกการลงทุนที่กำลังเร่งเครื่อง”

พิธีเปิดนำโดย นายนนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายนิพนธ์ นิยม หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงราย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ ก่อนจะเข้าสู่เวทีบรรยายและระดมความคิดเห็นร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และธนาคารแห่งประเทศไทย ในประเด็นเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาระหว่างประเทศ และศักยภาพเศรษฐกิจชายแดน

แก่นของการประชุมวันนี้ คือการ “ตั้งเข็มทิศร่วม” ของภาครัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา เพื่อออกแบบแผน 5 ปี ที่ จับต้องได้ เชื่อมเศรษฐกิจชายแดนของเชียงรายเข้ากับ คลื่นการลงทุนระลอกใหม่ ที่กำลังไหลผ่านภูมิภาค

ทำไมต้อง “ตอนนี้” เมื่อหน้าต่างโอกาสของ FDI เปิดกว้าง

การขับเคลื่อนเชิงรุกของเชียงรายเกิดขึ้นในจังหวะที่ “ข้อมูลใหญ่” ของประเทศชี้ชัดว่า FDI กำลังไหลเข้าไทยแรงที่สุดในรอบหลายปี ตามข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ช่วง 8 เดือนแรกปี 2568 (ม.ค.–ส.ค.) เงินลงทุนจากต่างชาติ แตะ 225,536 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 125% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมี นักลงทุน 687 ราย เข้ามาจัดตั้งธุรกิจในไทยอย่างเป็นทางการ

หากซูมเข้าไปดูรายละเอียด 5 อันดับประเทศต้นทาง ที่ขับเคลื่อนการลงทุน จะเห็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ค่อย ๆ ก่อตัว

  • ญี่ปุ่น เงินลงทุน 71,844 ล้านบาท เน้นห่วงโซ่อุตสาหกรรม—จัดหาวัตถุดิบ/ชิ้นส่วน, ซอฟต์แวร์, ตรวจคุณภาพสินค้า, รับจ้างผลิตตั้งแต่เครื่องจักรไปถึงชิ้นส่วนยานยนต์–การเกษตร
  • สหรัฐอเมริกา 105 ราย เงินลงทุน 3,433 ล้านบาท โดดเด่นที่บริการท่องเที่ยว–โฆษณา–คอนซัลต์ธุรกิจ–รับจ้างผลิตชิ้นส่วน
  • สิงคโปร์ 93 ราย เงินลงทุน 68,495 ล้านบาท ขยายตัวใน ดาต้าเซ็นเตอร์–ฟินเทค–โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
  • จีน 87 ราย เงินลงทุน 20,785 ล้านบาท เสริมแกร่งซัพพลายเชนเครื่องจักรอัตโนมัติ–ซอฟต์แวร์–มอเตอร์ไฟฟ้า รวมถึงบริการซ่อมบำรุง EV
  • ฮ่องกง 74 ราย เงินลงทุน 12,372 ล้านบาท ครอบคลุมบริการพลังงาน–โทรคมนาคม–โลหะ/ชิ้นส่วน

ในมิติการกระจายตัวเชิงพื้นที่ EEC ยังเป็นแม่เหล็กหลัก ด้วยเม็ดเงิน 74,792 ล้านบาท (33% ของทั้งประเทศ) แต่สำหรับ “เชียงราย” จุดแข็งไม่ได้อยู่ที่โรงงานขนาดยักษ์ หากอยู่ที่ โลจิสติกส์ชายแดน–บริการ–ท่องเที่ยวคุณภาพ–การค้า/ขนส่ง–อุตสาหกรรมสนับสนุน ที่สอดรับกับ NEC และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง

เชียงรายวาง 4 จุดยุทธศาสตร์ “เมืองพี่เมืองน้อง” เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน–วัฒนธรรม–การศึกษา

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุว่า การทำแผนครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย ลงนามแล้ว 86 คู่ จาก 40 จังหวัด สำหรับเชียงรายนั้นมีฐานที่มั่นยืนอยู่แล้วกับ มณฑลยูนนาน” (ตั้งแต่ปี 2543) และกำลังเดินหน้าอีก 3 เมือง/พื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่

  1. เมืองกุนมะ ประเทศญี่ปุ่น — มุ่งความร่วมมือด้านเทคโนโลยี/อุตสาหกรรมสนับสนุน, เมืองน่าอยู่/สิ่งแวดล้อม, การศึกษาวิจัย และท่องเที่ยวคุณภาพ
  2. จังหวัดท่าขี้เหล็ก สหภาพเมียนมา — เสริมบทบาทประตูการค้าชายแดน, โลจิสติกส์, บริการท่องเที่ยว–โรงแรม–รีสอร์ต และแรงงานฝีมือ
  3. แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว — เชื่อมโครงข่ายคมนาคม–ขนส่ง, การค้าพรมแดน, เกษตร–อาหาร และวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง

ความคล้ายคลึงทางภูมิประเทศ ประเพณี และวัฒนธรรม ระหว่างเชียงรายกับเมืองเหล่านี้ ทำให้การยกระดับสู่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ–การค้า–การลงทุน มีฐานรองรับจริง และต่อยอดสู่ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, แลกเปลี่ยนการศึกษา/นักศึกษา, อนุรักษ์และใช้ประโยชน์วัฒนธรรมร่วม ได้อย่างสมเหตุสมผล

ห้องประชุมที่กลายเป็น “ห้องทดลอง” ตั้งโจทย์–แตกประเด็น–จับคู่หุ้นส่วน

เวทีวันนี้ไม่ใช่เพียงรับฟัง แต่เป็น workshop ตั้งโจทย์ร่วม ผู้เข้าร่วมกว่า 180 คน ถูกแบ่งกลุ่มเพื่อระดมไอเดีย คลัสเตอร์ความร่วมมือ” ที่เชื่อมเศรษฐกิจ–สังคม–วัฒนธรรม–สิ่งแวดล้อม ให้สอดรับกับทุนของพื้นที่และแนวโน้มโลก

คลัสเตอร์เศรษฐกิจ/การลงทุน

  • โลจิสติกส์ชายแดน–ศูนย์กระจายสินค้า–บริการขนถ่าย
  • บริการดิจิทัล–ดาต้า–เศรษฐกิจสร้างสรรค์–คอนเทนต์ท้องถิ่น
  • เกษตร–อาหาร–เกษตรแปรรูป–มาตรฐานฮาลาล/เกษตรอินทรีย์
  • ท่องเที่ยวคุณภาพ: เชื่อมวัฒนธรรม–สุขภาพ–ธรรมชาติ–งานเทศกาล

คลัสเตอร์การศึกษา/นวัตกรรม

  • เครือข่ายวิจัยกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาค—แลกเปลี่ยนนักศึกษา/อาจารย์
  • ห้องทดลองนโยบายท้องถิ่น (local policy lab) ทดสอบบริการสาธารณะดิจิทัล

คลัสเตอร์วัฒนธรรม/สังคม

  • เครือข่ายงานศิลป์–เทศกาลลุ่มน้ำโขง–แลกเปลี่ยนศิลปิน
  • พหุวัฒนธรรม–พหุภาษา–สื่อชุมชน เพื่อการท่องเที่ยวที่เคารพวิถีคน

คลัสเตอร์สิ่งแวดล้อม/เมืองยั่งยืน

  • การบริหารจัดการขยะข้ามพรมแดน–การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
  • โครงการพื้นที่สีเขียว–โครงสร้างพื้นฐานเป็นมิตรต่อคนเดิน–จักรยาน

ผลลัพธ์เชิงกระบวนการ คือ แผนแม่บท 5 ปี” ที่ไม่ใช่เอกสารลอย ๆ แต่เชื่อมโยง ภาคส่วน–โครงการ–ตัวชี้วัด (KPIs) และ คู่ความร่วมมือ ที่จับมือเดินได้จริง พร้อมกำหนด Roadmap รายปี เพื่อให้ทุกฝ่ายติดตาม–ทบทวน–ปรับปรุงได้เป็นวัฏจักร

FDI พุ่ง–โครงสร้างลงทุนเปลี่ยน โอกาสของเชียงรายอยู่ตรงไหน

ข้อมูล DBD สะท้อนชัดว่า แม้จำนวนการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 8 เดือนแรกปี 2568 ลดลงเล็กน้อย 4.25% (เหลือ 59,189 ราย) แต่ ทุนจดทะเบียนรวมกลับขยาย 4.24% (เป็น 194,347 ล้านบาท) แปลว่าภูมิทัศน์การลงทุนกำลัง ขยับสู่ธุรกิจทุนหนา–เทคโนโลยี–บริการมูลค่าเพิ่ม ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่เติบโตเด่นคือ ขายส่งสินค้าทั่วไป (+51.18%) โรงแรม–รีสอร์ต–ห้องชุด (+44.79%) และขนส่ง–ขนถ่าย (+26.18%)ทั้งหมดคือ “เส้นเลือดใหญ่” ของเมืองชายแดนและเมืองท่องเที่ยว อย่างเชียงราย

สำหรับ FDI ที่ไหลเข้าไทย 225,536 ล้านบาท (+125%) รูปธรรมต่อเชียงรายชัดเจนใน 3 มิติ

  1. โหนคลื่นโลจิสติกส์ชายแดน: เชื่อมขนส่ง–โกดัง–ด่าน–บริการกำกับดูแลคุณภาพสินค้า รับเทรนด์ “จัดหาชิ้นส่วน/วัตถุดิบ” จากญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง
  2. ท่องเที่ยวคุณภาพ/บริการดิจิทัล: รับเทรนด์สหรัฐฯ/สิงคโปร์ด้านบริการท่องเที่ยว–คอนซัลต์–ฟินเทค–ดาต้าเซ็นเตอร์ (ในสเกลที่เหมาะกับพื้นที่/สิ่งแวดล้อม)
  3. ซัพพลายเชนอาหาร/เกษตรมูลค่าเพิ่ม: ต่อยอดจุดแข็งเกษตรภาคเหนือ–มาตรฐาน–แปรรูป–โลจิสติกส์–ตลาดต่างประเทศ ผ่านกรอบความร่วมมือ Sister City

Roadmap 5 ปี จาก “แผนบนกระดาษ” สู่ “การเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้”

เพื่อให้แผน 5 ปีเป็น “เครื่องมือทำงาน” ไม่ใช่ “คู่มือเก็บตู้” ที่ประชุมกำหนด โครงสร้างการขับเคลื่อน–ตัวชี้วัด–กลไกธรรมาภิบาล ไว้เบื้องต้น

1) โครงสร้างขับเคลื่อน (Governance)

  • คณะทำงานจังหวัด ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง–คัดเลือกโครงการ–จัดสรรทรัพยากร–เจรจาความร่วมมือ
  • คณะทำงานสาขา (คลัสเตอร์) ด้านเศรษฐกิจ/การค้า/โลจิสติกส์/ท่องเที่ยว/การศึกษา/วัฒนธรรม/สิ่งแวดล้อม
  • หน่วยเลขานุการ โดยสำนักงานจังหวัด เชื่อมการเงิน–กฎหมาย–ติดตามประเมินผล

2) ตัวชี้วัด (KPIs) ที่ประชาชนเห็นและสัมผัสได้

  • มูลค่าการค้า–การลงทุนชายแดน (ปีต่อปี)
  • จำนวนโครงการ/ข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับคู่เมืองพี่เมืองน้อง
  • นักท่องเที่ยวคุณภาพ–รายได้ต่อหัว–ระยะพำนัก ในเส้นทาง Sister City
  • การแลกเปลี่ยนนักศึกษา/งานวิจัยร่วม (โปรเจ็กต์ที่มีผลผลิตชัดเจน)
  • ความโปร่งใส/ธรรมาภิบาลธุรกิจข้ามพรมแดน (เครื่องมือกำกับ–ร้องเรียน–ตรวจสอบ)

3) กลไกธรรมาภิบาล–คุ้มครองการแข่งขันเป็นธรรม

  • ประสาน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ในการ ปราบปรามนอมินี–นิติบุคคลบัญชีม้า
  • เปิดข้อมูลสถานประกอบการ–ที่ตั้ง–ผู้รับผิดชอบ (ตามกรอบกฎหมาย) ให้ตรวจสอบได้
  • คู่มือปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการชายแดน–มาตรฐานบริการ–สิทธิแรงงานข้ามชาติ

เสียงสะท้อนจากห้องประชุม เมืองน่าอยู่–เศรษฐกิจเดิน–วัฒนธรรมไม่หาย

แม้เวทีวันนี้จะเน้น “ข้อมูล–แผน–ตัวเลข” แต่สิ่งที่สะท้อนจากการระดมความคิดเห็นคือ ความหวงแหนอัตลักษณ์ และ ความหวังให้โอกาสกระจายถึงชุมชน เสียงจากภาคธุรกิจการท่องเที่ยวเห็นพ้องว่า การผลักดัน Sister City ควรมุ่ง “ท่องเที่ยวคุณภาพ–ยั่งยืน–เคารพวัฒนธรรม” มากกว่าปริมาณผู้มาเยือน ขณะที่ภาคโลจิสติกส์–การค้าขนส่ง ต้องการให้จังหวัด เร่งบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานด่าน–คลัง–ศูนย์กระจายสินค้า ควบคู่กับ อำนวยความสะดวกด้านดิจิทัล (เช่น ระบบเอกสาร/ชำระค่าธรรมเนียม–ติดตามสถานะ–ข้อมูลกระจายตัวแบบเรียลไทม์)

ด้านสถาบันการศึกษาเสนอให้ตั้ง ศูนย์องค์ความรู้ Sister City” รวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจ–วัฒนธรรม–กฎระเบียบของเมืองคู่ความร่วมมือ เพื่อให้ผู้ประกอบการและชุมชนเข้าถึง ความรู้พร้อมใช้” ต่อยอดได้ทันที และใช้เป็นฐานพัฒนา หลักสูตรร่วม/โครงการวิจัย ที่มีผลลัพธ์เชิงพาณิชย์–สังคมชัดเจน

จากเวทีสู่สนามจริง โครงการนำร่องที่ชุมชน “มองเห็น–แตะต้อง–ใช้ประโยชน์”

เพื่อให้แผน 5 ปีเริ่มต้นอย่างมีพลัง ที่ประชุมได้ระบุ “แนวทางนำร่อง” ที่ทำได้เร็วและวัดผลได้ ได้แก่

  • คอร์ริดอร์ท่องเที่ยวคุณภาพ เชื่อมเมืองหลักเชียงราย–ท่าขี้เหล็ก–บ่อแก้ว ภายใต้หลักการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) และ เส้นทางเทศกาล–วัฒนธรรมร่วม
  • ศูนย์ข้อมูลการค้า–โลจิสติกส์ชายแดน พัฒนาหน้าบ้านดิจิทัลกลาง ให้ผู้ประกอบการ (โดยเฉพาะ SME) เข้าถึงข้อมูลขั้นตอน–ภาษี–มาตรฐานสินค้า–จุดให้บริการ
  • โครงการคู่หูมหาวิทยาลัย–ผู้ประกอบการ (U–Biz Buddy) ให้ทุนโปรเจ็กต์เล็ก–เร็ว–เข้าโจทย์จริง สร้างนวัตกรรมบริการ/ผลิตภัณฑ์พร้อมใช้
  • Sandbox ธรรมาภิบาลข้ามแดน ทดลองใช้ระบบตรวจสอบที่ตั้ง–สถานประกอบการ–ช่องทางร้องเรียนแบบรวมศูนย์ ร่วมกับ DBD และภาคีที่เกี่ยวข้อง

บรรยากาศที่ไม่ใช่แค่ “ฟัง” เวทีที่คนทำงานรู้สึกว่า “มีที่ยืน”

สิ่งที่โดดเด่นคือการจัดวางเวทีให้ ทุกภาคส่วนได้พูด ใน “เวลาและภาษาของตัวเอง” ภาคธุรกิจเล็ก–กลางได้อธิบายข้อจำกัดที่เผชิญประจำวัน ตั้งแต่เอกสารข้ามแดนไปจนถึงต้นทุนขนส่ง ภาครัฐรับฟังพร้อมจด “รายการแก้ไขเร็ว” (quick wins) เพื่อทดสอบในไตรมาสถัดไป ส่วนสถาบันการศึกษาวางบทบาท “ช่างเทคนิคของนโยบาย” แปลงโจทย์เป็นงานวิจัยที่ลงสนาม ไม่ใช่รายงานอยู่บนชั้น

เวทีวันนี้จึงไม่ใช่ “พิธีการ” แต่เป็นการตั้งเครื่องมือการทำงานร่วม ที่ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน วัดผลร่วมกัน และพร้อมรับผิดชอบร่วมกัน

ภาพใหญ่ของประเทศ–ภาพเฉพาะของเชียงราย เมื่อเส้นกราฟตัดกันพอดี

ข้อมูล DBD ยังชี้ว่า เดือนสิงหาคม 2568 ธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,641 ราย เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนเดือนเดียว 23,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากทั้งเมื่อเทียบปีก่อนและเดือนก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และสอดคล้องกับ FDI ที่ นักลงทุนญี่ปุ่น–สหรัฐฯ–สิงคโปร์ ยังให้ความสนใจไทยอย่างยั่งยืน

สำหรับเชียงราย เส้นกราฟ “การสร้างเมืองน่าอยู่–ปลอดภัย–ยั่งยืน” กำลังตัดกับกราฟ “การค้า–การลงทุนชายแดน–บริการมูลค่าเพิ่ม” ในจุดที่เหมาะสม การทำแผนเมืองพี่เมืองน้องระยะ 5 ปี จึงไม่ใช่เพียงการทูตเมือง แต่เป็น ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก ที่ออกแบบให้โอกาสใหม่ กระจายลงชุมชน ผ่านงานที่วัดผลได้จริง

แผน 5 ปีที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และ “ไม่ทิ้งข้อมูลไว้บนสไลด์”

เมื่อ FDI ของประเทศพุ่ง 125% เม็ดเงิน–เทคโนโลยี–คนเก่งกำลังมองหาพื้นที่ลงหลัก เชียงรายเลือกยืนในที่ของตัวเอง—เมืองชายแดน–บริการ–ท่องเที่ยวคุณภาพ–โลจิสติกส์–อาหาร—และเปิดหน้าต่างไปยัง ยูนนาน–กุนมะ–ท่าขี้เหล็ก–บ่อแก้ว ด้วย แผน 5 ปี ที่มี Roadmap–KPI–ธรรมาภิบาล–การมีส่วนร่วม เป็น “นอตยึด” ให้เดินไกลและมั่นคง

จากห้องประชุมวันนี้ ต่อจากนี้คือ การบ้านรายเดือน–รายไตรมาส ที่ต้องส่งพร้อมหลักฐาน—จำนวนโครงการร่วม, มูลค่าการค้า–การลงทุน, รายได้ท่องเที่ยวต่อหัว, จำนวนการแลกเปลี่ยนการศึกษา, และตัวชี้วัดความโปร่งใสทางธุรกิจ—เพื่อให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่า “เชียงรายไม่ได้แค่คิด แต่กำลังทำ และทำบนข้อมูลจริง”

กล่องข้อมูลสำคัญ (Key Figures)

  • ผู้เข้าร่วมประชุมระดมสมอง: 180 คน (ภาครัฐ–รัฐวิสาหกิจ–อปท.–เอกชน–สถาบันการศึกษา)
  • คู่ความร่วมมือ Sister City ของเชียงราย: มีแล้ว 1 (ยูนนาน, จีน—ตั้งแต่ปี 2543) กำลังดำเนินการเพิ่มอีก 3 (กุนมะ–ญี่ปุ่น, ท่าขี้เหล็ก–เมียนมา, บ่อแก้ว–ลาว)
  • FDI ไทย 8 เดือนแรกปี 2568: 225,536 ล้านบาท (+125%) นักลงทุน 687 ราย; 5 อันดับประเทศ: ญี่ปุ่น–สหรัฐอเมริกา–สิงคโปร์–จีน–ฮ่องกง
  • โฟกัสพื้นที่ EEC: 74,792 ล้านบาท (33% ของ FDI)
  • ธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8 เดือนแรก: 59,189 ราย (-4.25%) แต่ ทุนจดทะเบียนรวม 194,347 ล้านบาท (+4.24%)
  • ธุรกิจที่เติบโตเด่น: ขายส่งสินค้าทั่วไป (+51.18%), โรงแรม–รีสอร์ต–ห้องชุด (+44.79%), ขนส่ง–ขนถ่าย (+26.18%)

เช็กลิสต์ “ก้าวต่อไป” ที่สาธารณะติดตามได้

  1. เผยแพร่ ร่างแผน 5 ปี ต่อสาธารณะ พร้อมรับฟังความเห็นรอบ 2
  2. ตั้ง คณะทำงานคลัสเตอร์ (เศรษฐกิจ/โลจิสติกส์/ท่องเที่ยว/การศึกษา/วัฒนธรรม/สิ่งแวดล้อม) พร้อมกรอบงาน 12 เดือน
  3. เปิด ศูนย์ข้อมูล Sister City ออนไลน์—รวมกฎระเบียบ–โอกาส–คู่มือธุรกิจชายแดน
  4. เปิด โครงการนำร่อง 3–5 รายการ ภายใน 6 เดือน (ท่องเที่ยวคุณภาพ, ศูนย์ข้อมูลโลจิสติกส์, U–Biz Buddy, Sandbox ธรรมาภิบาลข้ามแดน)
  5. ประกาศ KPI รายไตรมาส และรายงานผลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (DBD)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (สำนักเชียงใหม่/ฝ่ายวิจัยที่เกี่ยวข้อง)
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง / มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เวียงเชียงรุ้งพลิกโฉม อบจ.สร้างสะพานเชื่อมศูนย์กีฬา ยกระดับสุขภาพชุมชน

พลิกโฉมเวียงเชียงรุ้งสู่ “แลนด์มาร์คสุขภาพ” อบจ.เชียงรายผนึกกำลังอำเภอ–อบต. เดินหน้าปรับภูมิทัศน์–สร้างสะพานเชื่อมศูนย์กีฬา ดันเศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 23 กันยายน 2568 — เวลา 10.00 น. อากาศยามสายที่ว่าการอำเภอเวียงเชียงรุ้งยังคงคึกคักเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ต่างออกไปเล็กน้อย เมื่อพื้นที่หน้าศูนย์ราชการกลายเป็น “โต๊ะปฏิบัติการกลางแจ้ง” ของคณะทำงานหลายหน่วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย นำโดย นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ. (ปฏิบัติราชการแทน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย) ลงพื้นที่หารือร่วมกับ นางสาวมินทิรา ภดาประสงค์ นายอำเภอเวียงเชียงรุ้ง และ นายเอกชัย สุขเกษม สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย พร้อมทีมสำนักช่างของ อบจ. จุดประสงค์ไม่ใช่เพียงตรวจงาน แต่คือการ “ตั้งโจทย์ร่วม” เพื่อพลิกโฉมอำเภอให้เป็น แลนด์มาร์คสุขภาพ ที่คนในพื้นที่ใช้ประโยชน์ได้จริง และนักเดินทาง “ต้องแวะ”

ภาพที่วางบนโต๊ะประชุมย่อขนาดคือ สององค์ประกอบหลักที่เดินคู่กัน
(1) ปรับภูมิทัศน์รอบที่ว่าการอำเภอ ให้เป็นสวนสาธารณะและจุดออกกำลังกายที่ได้มาตรฐานร่มรื่น ปลอดภัย ใช้งานได้ทั้งเด็ก–ผู้สูงอายุ–ผู้พิการ (universal design)
(2) ศึกษาความเป็นไปได้–ออกแบบก่อสร้าง “สะพานเชื่อม” จากย่านศูนย์ราชการไปยัง สนามกีฬา อบต.ทุ่งก่อ เพื่อลดการอ้อมเส้นทาง เปิดการเข้าถึงพื้นที่ออกกำลังกายที่ “สั้นกว่า ปลอดภัยกว่า และเหมาะกับการใช้งานจริง”

นี่ไม่ใช่แค่ “โครงการสวยงาม” ลงรูปถ่ายได้ แต่เป็น ยุทธศาสตร์เชิงระบบ ที่เชื่อม การบริหาร–สุขภาพ–ท่องเที่ยว–เศรษฐกิจฐานราก เข้าด้วยกัน

แลนด์มาร์คสุขภาพ จากหลุมฝุ่นสู่พื้นที่ชุบชีวิตชุมชน

หากมองแผนที่อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จุดศูนย์กลางของงานราชการและบริการประชาชนอยู่ตรง “ที่ว่าการอำเภอ” ซึ่งเป็นพื้นที่หมายเลขหนึ่งที่คนทั้งอำเภอต้องมาเยือน—ทำบัตร, งานทะเบียน, ธุระปกครอง ฯลฯ เมื่อ พื้นที่หน้าศูนย์ราชการ ถูก “รีดีไซน์” ให้เป็น สวนสาธารณะเพื่อสุขภาพ เมืองจะได้ “จังหวะชีวิตใหม่” โดยอัตโนมัติ

  • การออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design): ทางลาด–พื้นผิว–ราวจับ–ไฟส่องสว่าง–ม้านั่ง–สัญลักษณ์นำทาง ต้องคิดถึงเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ใช้รถเข็น เพื่อให้ “พื้นที่สาธารณะ” เป็นของทุกคนจริง
  • ฟังก์ชันสุขภาพเชิงป้องกัน: ลู่วิ่ง–ลู่เดิน–ลู่วิ่งเล็กสำหรับผู้สูงอายุ, ลานอเนกประสงค์สำหรับแอโรบิก/ยืดเหยียด, มุมเล่นของเด็กที่ใช้วัสดุยืดหยุ่นเน้นความปลอดภัย, สถานีออกกำลังแบบใช้แรงกาย (body-weight) ลดการซ่อมบำรุง
  • ความปลอดภัยและนิเวศ: กล้องวงจรปิด–ไฟส่องสว่าง–ป้ายเอ็กซิต–จุดปฐมพยาบาล–ระบบระบายน้ำ–ต้นไม้ให้ร่มเงา และพืชท้องถิ่นดูแลง่าย ลดต้นทุนระยะยาว

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นทันที คือผู้คน “มีที่ให้ไป” หลังเลิกงานราชการ เด็กมีสนามเล่น ผู้สูงอายุมีที่เดิน ยามเย็นจึงกลายเป็น “ชั่วโมงทองของชุมชน” ที่ผู้ค้ารายย่อย–สหกรณ์ชุมชน–วิสาหกิจชุมชนสามารถจัด “ตลาดสุขภาพ” เล็กๆ สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

สะพานเชื่อมศูนย์กีฬา ทางลัดที่ปลอดภัย คือสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้เมือง

โครงการที่สองคือ สะพานเชื่อมจากโซนศูนย์ราชการไปสนามกีฬา อบต.ทุ่งก่อ เหตุผลเรียบง่ายแต่ทรงพลัง การเข้าถึง” หากต้องอ้อมไกล–ต้องตัดถนนใหญ่–เสี่ยงอุบัติเหตุ คนก็ “เลิกไป” แต่เมื่อมีสะพานเชื่อมที่ ใกล้–ปลอดภัย–เป็นมิตรกับคนเดินเท้าและจักรยาน พฤติกรรมการใช้ชีวิตจะค่อยๆ เปลี่ยนจาก “นั่งนิ่ง” เป็น “ขยับตัว” โดยไม่ต้องบังคับ

หัวใจของสะพานเพื่อสุขภาพ (Active Mobility Bridge):

  • ช่องสัญจรแยกชัด คนเดิน–จักรยาน–รถฉุกเฉิน (ในกรณีจำเป็น)
  • ลาดชันไม่เกินมาตรฐาน ใช้ได้ทั้งผู้สูงอายุและรถเข็น
  • ไฟ–ราวกันตก–พื้นกันลื่น เน้นปลอดภัยกลางคืนและฤดูฝน
  • งานโครงสร้างทนทาน–บำรุงรักษาง่าย ลดภาระงบประมาณในอนาคต

ผลทางเศรษฐกิจฐานราก เกิดขึ้นทันทีเมื่อคนใช้สนามกีฬา “ถี่ขึ้น–นานขึ้น”—ร้านเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ, ผลผลิตชุมชน, ร้านซ่อมจักรยานเล็กๆ, ครูสอนออกกำลังกาย/โยคะ/วิ่ง ฯลฯ มีพื้นที่สร้างอาชีพได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง

ทำไมโครงการนี้ “คุ้ม” มองผ่านแว่นเศรษฐกิจ–สังคม–การท่องเที่ยว

  1. คุ้มด้านสุขภาพ: เมืองที่มีพื้นที่สาธารณะคุณภาพดีช่วยลดภาวะนั่งนาน–ลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระยะยาว ต้นทุนรักษาพยาบาลของครัวเรือนและท้องถิ่นลดลง ขณะเดียวกันเสริมสุขภาวะจิต (พื้นที่สีเขียว–การพบปะ)
  2. คุ้มด้านเศรษฐกิจชุมชน: ตลาดรายย่อย–งานบริการชุมชน–แหล่งท่องเที่ยวใกล้เมืองเกิดขึ้นจาก “คนมา–คนอยู่–คนใช้” ไม่ใช่เพียง “คนผ่าน”
  3. คุ้มด้านภาพลักษณ์–การท่องเที่ยวคุณภาพ: นักเดินทางสมัยใหม่ค้นหา “เมืองที่ใช้ชีวิตได้” มากกว่า “เมืองที่มองอย่างเดียว” แลนด์มาร์คสุขภาพที่เชื่อมศูนย์ราชการ–สวน–สนามกีฬา จึงเป็น “ประสบการณ์เมือง” ที่เพิ่มเหตุผลให้ต้องแวะเวียน

P2P Model หุ้นส่วนรัฐ–รัฐ ที่ทำให้ของยาก “เดินได้จริง”

โครงการลักษณะนี้หากปล่อยให้แต่ละหน่วย “ทำของใครของมัน” มักไปต่อยาก เพราะติดข้อจำกัดงบ–อำนาจ–ขั้นตอน แต่ เวียงเชียงรุ้ง กลับเลือก โมเดลหุ้นส่วนรัฐ–รัฐ (Public–Public Partnership: P2P) ที่แต่ละหน่วย ใส่จุดแข็งของตนลงไป แบบ “จิ๊กซอว์พอดีมือ”

  • อบจ.เชียงราย: งบประมาณ–วิศวกรรม–มาตรฐานงานช่าง–การจัดทำแบบ–การคุมงาน–เลนความปลอดภัย
  • ที่ว่าการอำเภอ: กำกับพื้นที่–ประสานเจ้าของที่ดิน–ขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ (area-based)–จัดทำกระบวนการรับฟัง
  • อบต.ทุ่งก่อ: เจ้าของพื้นที่สนามกีฬา–ร่วมออกแบบการใช้ประโยชน์–บำรุงรักษาหลังโครงการเสร็จ

ผลลัพธ์คือ ลดเวลาหน่วงทางเอกสาร–ปิดช่องทับซ้อนอำนาจหน้าที่–ตอบสนองโจทย์ชุมชนตรงจุด และนำไปสู่การ “เห็นของจริง” ในระยะเวลาที่คนยังสนใจและพร้อมมีส่วนร่วม

Roadmap การทำงานจากทุ่งหญ้าสู่สวน–จากฝั่งนี้สู่สะพาน

เพื่อให้เห็นภาพ “เดินงาน” อย่างเป็นขั้นตอน คณะทำงานได้วางหลักการกว้าง ๆ ดังนี้

  1. สำรวจ–เก็บข้อมูลพื้นที่ (Site Survey & Due Diligence):
    • ขอบเขตที่ดิน–สาธารณูปโภคใต้ดิน–แนวท่อ/สายไฟ–จุดน้ำท่วมซ้ำซาก
    • สภาพการจราจร–ทางสัญจรคนเดิน–จักรยาน–จุดเสี่ยงอุบัติเหตุ
    • พฤติกรรมการใช้พื้นที่จริง (เวลา–กลุ่มคน–กิจกรรม)
  2. ออกแบบแนวคิด (Concept Design):
    • ผังสวน–ฟังก์ชันสุขภาพ–ตำแหน่งทางเข้า–จุดพัก–แหล่งน้ำ–ต้นไม้
    • แนวสะพาน–ระดับความสูง–จุดขึ้น–ลง–ความเชื่อมโยงกับสนามกีฬา
    • วัสดุ–งบประมาณโดยสังเขป–ค่าบำรุงรักษาในอนาคต
  3. รับฟังความคิดเห็น (Public Hearing):
    • เชิญชุมชน–ผู้ค้า–ครูกีฬา–โรงเรียน–ผู้สูงอายุ–กลุ่มเปราะบางร่วม
    • เปิดแบบให้ดู–ลองเดินเส้นทางจำลอง–รับข้อเสนอปรับแก้ก่อน “ล็อกแบบ”
  4. ออกแบบรายละเอียด–ขออนุญาต–จัดสรรงบ (Detail Design & Approvals):
    • แบบโครงสร้าง–ไฟ–งานระบบ–ทางลาดตามมาตรฐานผู้พิการ
    • ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง (หากเข้าหลักเกณฑ์)
    • จัดทำ BOQ–จัดสรรงบประมาณตามระเบียบ–ตารางเวลาคุมงาน
  5. ก่อสร้าง–สื่อสาร–ร่วมดูแล (Build & Stewardship):
    • แผนก่อสร้างแบ่งเฟส ลดผลกระทบงานราชการและชุมชน
    • ป้ายความคืบหน้า–สื่อสารออนไลน์–ตั้ง “ชมรมผู้ใช้สวน/สะพาน”
    • ตั้งกติกาใช้งาน–เวรดูแลร่วมกัน–งบดูแลรายปีที่ชัดเจน

หัวใจ คือ “ทำไป–สื่อสารไป–ชวนชุมชนร่วมเป็นเจ้าของ” เพื่อให้พื้นที่ใหม่ถูกใช้จริง ไม่ใช่เพียง “งานสวยในภาพถ่าย”

ตัวเลขที่ควรมองเวลาเดินทาง–ความปลอดภัย–กิจกรรมชุมชน

แม้วันนี้ยังอยู่ในช่วงศึกษาความเป็นไปได้ แต่ กรอบวัดผล (KPIs) ที่คณะทำงานเห็นพ้อง มีดังนี้ เพื่อใช้ติดตามผลหลังโครงการเสร็จ

  • ลดเวลาเดินทาง จากศูนย์ราชการถึงสนามกีฬา (เป้าหมาย: ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบเส้นทางเดิม)
  • เพิ่มปริมาณการใช้งาน สวน/สะพาน (ผู้ใช้ต่อวัน–ต่อสัปดาห์)
  • ความปลอดภัยทางถนน (อุบัติเหตุในจุดเสี่ยงเดิมลดลง)
  • กิจกรรมชุมชนเพิ่มขึ้น (คลาสออกกำลัง–ตลาดสุขภาพ–อีเวนต์ท้องถิ่น)
  • รายได้ผู้ค้ารายย่อย รอบพื้นที่ (สำรวจหลังใช้งาน 3–6–12 เดือน)

KPIs แบบนี้ช่วยให้ภาครัฐ–ชุมชน–ผู้ประกอบการ คุยกันด้วยข้อมูล มากกว่า “ความรู้สึก” และนำไปสู่การปรับปรุงต่อเนื่องในปีถัดไป

ความท้าทาย–ทางออกที่ดิน–น้ำ–งบ–บำรุงรักษา

โครงการสาธารณะทุกแห่งย่อมมีโจทย์ท้าทาย เวียงเชียงรุ้งเตรียม “การบ้าน” ไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้สะดุด

  • แนวเขต–สิทธิในที่ดิน: เคลียร์เส้นเขตและกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ต้น ลดโอกาสร้องเรียน
  • บริหารน้ำฝน–น้ำท่วม: ออกแบบทางระบายน้ำ–แก้มลิงขนาดย่อม–วัสดุปูพื้นที่ระบายน้ำได้
  • งบประมาณ: แบ่งเฟส–ของบผสม (งบ อบจ./อปท./บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยว เช่น กรมโยธาธิการฯ/กรมทางหลวงชนบท—ตามความเหมาะสมของลักษณะงาน)
  • บำรุงรักษาระยะยาว: ตั้งงบประจำ–ใช้วัสดุทน–ออกแบบให้ดูแลง่าย–ตั้ง “ชมรมผู้ใช้” ร่วมดูพื้นที่ประจำวัน

เมื่อคิดครบตั้งแต่วินาทีแรก โครงการมีโอกาส “ยืนระยะ” ได้จริง

เสียงสะท้อนเชิงนโยบายเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เริ่มที่ “คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่”

แม้ข่าววันนี้ไม่มี “คำพูดใหญ่” จากผู้นำ แต่ สาร ที่สะท้อนผ่านการลงพื้นที่ร่วมกันของ อบจ.–อำเภอ–ส.อบจ.–สำนักช่าง–อบต. คือ ปรัชญาเมืองท่องเที่ยวคุณภาพเมืองที่ดีสำหรับคนในพื้นที่ ย่อมดีสำหรับนักท่องเที่ยวโดยอัตโนมัติ

  • สำหรับครอบครัว: มีพื้นที่ให้เด็กวิ่งเล่น ปลอดภัย มองเห็นลูกหลานชัด
  • สำหรับผู้สูงอายุ: ทางเดิน–ราวจับ–พื้นที่ยืดเหยียด–ห้องน้ำเข้าถึงได้
  • สำหรับวัยทำงาน: ทางลัด–เวลาสั้น–ไป–กลับการออกกำลังได้จริง
  • สำหรับผู้ประกอบการ: คนมาคนอยู่คนจ่าย = โอกาสรายได้รอบพื้นที่
  • สำหรับหน่วยงานท้องถิ่น: ภาพลักษณ์ดีความเชื่อมั่นเพิ่มคนเห็นของจริง

เมื่อ “เมืองใช้ชีวิตได้” เมืองก็ “ขายตัวเองได้”—โดยไม่ต้องยัดเยียดโฆษณา

สรุปสะพานที่เชื่อมมากกว่าสองฝั่ง—เชื่อมการบริหารกับความสุขของคน

โครงการ ปรับภูมิทัศน์ + สะพานเชื่อมศูนย์กีฬา ในเวียงเชียงรุ้ง ไม่ได้สร้างเพียงสวนและสะพาน แต่สร้าง ทางเลือกชีวิต ให้คนในพื้นที่—ให้เด็กมีสนาม ให้ผู้สูงอายุมีที่เดิน ให้คนทำงานมีที่หายใจ ให้ผู้ค้ารายย่อยมีตลาด และให้เมืองมีเรื่องเล่าที่จับต้องได้

ในภาพรวมของจังหวัดเชียงรายที่มุ่งเป็น เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ โครงการระดับอำเภอเช่นนี้คือ “หน่วยก่อรูป” ที่ทำให้ยุทธศาสตร์ใหญ่ลงดิน อย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อ อบจ.–อำเภอ–อบต. จับมือแบบ P2P ได้เช่นนี้ เมืองทั้งจังหวัดก็มีโอกาส “ยกมาตรฐานคุณภาพชีวิต” พร้อมกัน—หนึ่งสะพานจึงไม่เพียงเชื่อมสองฝั่งคลอง หากเชื่อม การบริหารงานท้องถิ่นกับความสุขของประชาชน เข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น

เช็กลิสต์ “ก้าวต่อไป” ที่สาธารณะติดตามได้

  1. เผยแพร่ผลสำรวจพื้นที่แบบร่างแนวคิดผังสวน/แนวสะพาน ให้สาธารณะเห็น
  2. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น 2 รอบ (ก่อน–หลังปรับแบบ) ครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง
  3. ประกาศไทม์ไลน์งบประมาณแหล่งงบ รูปแบบการจัดจ้างตามระเบียบ
  4. ติดตาม KPIs รายไตรมาสหลังเปิดใช้จริง (ผู้ใช้ ความปลอดภัย กิจกรรม รายได้ชุมชน)
  5. ตั้ง “ชมรมผู้ใช้สวนและสะพาน” ทำงานร่วม อปท. ดูแลประจำวันจัดกิจกรรมสม่ำเสมอ

เมื่อประชาชน “เห็นทางเห็นข้อมูลเห็นตัวเลข” ความร่วมมือจะเกิดขึ้นเอง และโครงการจะ “มีชีวิต” ยืนยาวกว่าวาระใด ๆ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News