Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

208 รอยยิ้มในห้องเรียนชีวิต อบจ.เชียงรายเปิดเทอมโรงเรียนผู้สูงอายุศิริเวียงชัย

อบจ.เชียงราย–ท้องถิ่นจับมือ เปิด “โรงเรียนผู้สูงอายุศิริเวียงชัย” ปั้นพลังสูงวัยสู่ห้องเรียนชีวิต ขับเคลื่อนชุมชนด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เชียงราย, 9 ตุลาคม 2568 — แสงสายของเช้าวันพฤหัสบดีกรองผ่านหลังคาอาคารชุมชนที่เรียบง่าย ณ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลศิริเวียงชัย กลายเป็นฉากหลังของ “พิธีเปิดการเรียนการสอนโรงเรียนผู้สูงอายุ” ประจำปี 2568 ที่อบอวลด้วยรอยยิ้มและแรงบันดาลใจ ผู้ร่วมงานบอกกันสั้น ๆ ว่า “วันนี้ไม่ใช่แค่การเปิดเทอม แต่เป็นการเปิดโอกาสให้คนทั้งชุมชนได้เริ่มรูปแบบการพัฒนาใหม่”—ภาพห้องเรียนที่เต็มไปด้วยคุณตาคุณยาย 208 คน สะท้อนสารสำคัญว่า การเรียนรู้ไม่สิ้นสุดตามอายุ” และการดูแลผู้สูงวัยที่ยั่งยืน เริ่มต้นจากการเสริมพลังให้พวกเขาเป็นเจ้าของศักยภาพของตนเอง

พิธีเปิดในวันนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวธมลวรรณ ปัญญาพฤกษ์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย อำเภอเวียงชัย เขต 1 ผู้แทน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เข้าร่วมเป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาเทศบาล ผู้นำชุมชน หน่วยงานภาครัฐ–เอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษาในจังหวัดเชียงรายที่มาร่วม “เชื่อมขีดความสามารถ” เข้ากับ “ความต้องการจริง” ของผู้สูงอายุในพื้นที่

เมล็ดพันธุ์ที่เพาะมานาน จากปี 2558 สู่รากฐานความยั่งยืน

โรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลศิริเวียงชัย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2558 ท่ามกลางบริบทที่ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างต่อเนื่อง โมเดล “ห้องเรียนชีวิต” ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับวิถีชุมชน ไม่ใช่โครงสร้างการศึกษาที่แยกตัวจากชีวิตจริง โรงเรียนจึงทำหน้าที่มากกว่า “สถานที่ถ่ายทอดความรู้” แต่เป็น แพลตฟอร์มการพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่ให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้ด้านสุขภาพ การดำเนินชีวิต การสร้างรายได้ และการมีส่วนร่วมทางสังคม—หัวใจสำคัญคือการให้ผู้สูงวัย “พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น” และ “ยังมีบทบาทเป็นกำลังพัฒนาชุมชนได้จริง”

ตลอดเส้นทางกว่า 10 ปี โรงเรียนได้ขยายหลักสูตรหลากหลาย ตั้งแต่ความรู้ด้านการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โภชนาการและการออกกำลังกายที่เหมาะกับวัย ไปจนถึงทักษะดิจิทัลเบื้องต้น การสื่อสารออนไลน์อย่างปลอดภัย การเงินครัวเรือน–หนี้สินชุมชน งานฝีมือและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเชิงอาชีพ รวมถึงกิจกรรมอาสาสมัครเพื่อสังคม หลักสูตรเหล่านี้ไม่ใช่เพียง “เนื้อหาในตำรา” หากแต่เป็น คำตอบต่อปัญหาจริงในชีวิตประจำวัน—จากการดูแลสุขภาพของตนเองและคู่ชีวิต การเข้าถึงสวัสดิการ การหาตลาดให้สินค้าชุมชน ไปจนถึงการสื่อสารกับลูกหลานที่อยู่ต่างจังหวัดผ่านช่องทางออนไลน์

เปิดเทอม 2568  “ห้องเรียน 4 มิติ” ที่ออกแบบจากโจทย์ชีวิต

ปีนี้ โรงเรียนวางโครงสร้างการเรียนรู้ไว้ 4 มิติหลัก เพื่อเชื่อมการศึกษาเข้ากับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม

  1. มิติสุขภาพกาย–ใจ (Active & Healthy Ageing):
    • เวิร์กช็อป “ยืดเหยียดอย่างปลอดภัย” ปรับใช้กับข้อเข่า–ข้อไหล่
    • ฝึกหายใจแบบมีสติ เพื่อลดความเครียดและเสริมคุณภาพการนอน
    • คลินิกความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด และโภชนาการสำหรับผู้สูงวัย ร่วมกับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเวียงชัย และ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  2. มิติการดำเนินชีวิตอย่างมั่นคง:
    • เคล็ดลับ “บ้านปลอดภัย” ลดการหกล้มและอุบัติเหตุในบ้าน
    • คู่มือสวัสดิการผู้สูงอายุ–เบี้ยยังชีพ–การเข้าถึงบริการรัฐ
    • ทักษะดิจิทัลจำเป็น เช่น การใช้แอปนัดหมายพบแพทย์ การโอนเงินอย่างปลอดภัย การระวังข่าวปลอมและกลโกงออนไลน์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และ วิทยาลัยชุมชนเชียงราย
  3. มิติสร้างรายได้เสริม–เสริมพลังเศรษฐกิจครัวเรือน:
    • การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP/ของฝาก) ตั้งราคาขาย คำนวณต้นทุน–กำไร
    • บัญชีครัวเรือนและแผนเงินออมเพื่อการดูแลระยะยาว
    • ช่องทางตลาดออนไลน์อย่างง่าย ใช้เพจ–กลุ่ม–แพลตฟอร์มท้องถิ่นสนับสนุนการขาย ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย
  4. มิติการมีส่วนร่วมทางสังคม (Silver Volunteer):
    • กลุ่มอาสาดูแลผู้สูงวัยติดบ้าน–ติดเตียงในชุมชน
    • โครงการ “เล่าเรื่องเมืองเวียงชัย” เก็บภูมิปัญญา–ประวัติชุมชนเพื่อนำไปใช้พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
    • สภาผู้สูงอายุย่อย เพื่อสะท้อนปัญหาและร่วมออกแบบคำตอบกับเทศบาล

การจัดมิติดังกล่าวทำให้ผู้เรียนไม่ได้รับความรู้แบบกระจัดกระจาย แต่ เห็นเส้นเชื่อมโยง ระหว่างสุขภาพ–รายได้–สิทธิ–การมีส่วนร่วม นำไปสู่พฤติกรรมใหม่ที่ยั่งยืนกว่า เช่น ผู้เรียนที่เคยกังวลเรื่องภาวะหกล้ม ปรับบ้านและจัดระเบียบพื้นที่เดินภายในหนึ่งสัปดาห์ หรือกลุ่มที่ทำของฝากชุมชน สามารถตั้งต้นทุน–กำหนดราคาที่เป็นธรรม พร้อมเรียนรู้วิธีบันทึกบัญชีอย่างเป็นระบบ

เครือข่าย” คือรากฐาน เมื่อทุกฟันเฟืองขยับไปในทิศทางเดียวกัน

ความสำเร็จของโรงเรียนผู้สูงอายุศิริเวียงชัยไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง หากเกิดจาก การบูรณาการความร่วมมือ ของหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • เทศบาลตำบลศิริเวียงชัย เจ้าภาพหลักในการบริหารจัดการพื้นที่ งบประมาณพื้นฐาน และการสื่อสารกับชุมชน
  • อบจ.เชียงราย บทบาทผู้เชื่อมโยงทรัพยากร สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ และขยายผลสู่ระดับอำเภอ–จังหวัด
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเวียงชัย และ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ให้ความรู้ด้านป้องกันโรค การคัดกรองสุขภาพ และระบบส่งต่อ
  • สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย สนับสนุนองค์ความรู้ด้านสวัสดิการ สังคมสงเคราะห์ และการป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบ
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย โค้ชชิ่งการสร้างอาชีพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมตลาด
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และ วิทยาลัยชุมชนเชียงราย ถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงวิชาการ ทักษะดิจิทัล และเครื่องมือประเมินผลหลักสูตร

เครือข่ายแบบนี้ทำให้โรงเรียนไม่ต้อง “คิดเอง–ทำเอง” ทุกเรื่อง แต่สามารถ ยกเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญตรงสาขา เข้ามาส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ช่วยยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้ และประกันคุณภาพผลลัพธ์กับผู้เรียน

เสียงจากพื้นที่เมื่อผู้สูงวัยเป็น “ครูใหญ่” ของประสบการณ์

แม้ในพิธีเปิดจะไม่มีคำปราศรัยยาวเหยียด แต่ท่าทีและการมีส่วนร่วมของผู้เรียนสะท้อนความคาดหวังชัดเจน—หลายคนเลือกเข้าหลักสูตรสุขภาพเพื่อ “แข็งแรงอย่างพอดี” หลายคนอยากเรียนดิจิทัลเพื่อ “คุยกับหลานได้คล่องขึ้น” บางคนมองหาโอกาส “ต่อยอดงานฝีมือเป็นรายได้” ขณะที่อีกไม่น้อยต้องการ “ใช้เวลาให้มีคุณค่าและประโยชน์” ผ่านงานอาสาสมัคร

เมื่อบทบาทผู้สูงวัยเปลี่ยนจาก “ผู้รับบริการ” สู่ “ผู้มีส่วนร่วม” โรงเรียนจึงไม่ใช่ ที่สอน เพียงด้านเดียว แต่เป็น เวทีแลกเปลี่ยน ที่ผู้เรียนถ่ายทอดเทคนิคการครัวพื้นบ้าน วิธีการปลูกผักสวนครัวปลอดภัย แก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่เคยผ่านมาก่อน ตลอดจนเรื่องเล่าเก่าก่อนของเวียงชัย—องค์ความรู้เหล่านี้กลายเป็นหลักสูตร “จากชุมชนสู่ชุมชน” ที่สถาบันการศึกษาภายนอกก็ย้อนกลับมาเก็บข้อมูลวิจัยเชิงพื้นที่ สร้างคุณค่าร่วมกันอย่างงดงาม

เชื่อมโยงยุทธศาสตร์จังหวัด ผู้สูงวัย = กำลังพลทางสังคม

ในระดับจังหวัด เชียงรายเดินหน้าวาระ “เมืองน่าอยู่–เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง–ชุมชนเกื้อกูล” การลงทุนด้านผู้สูงอายุจึงไม่ใช่ภาระ แต่คือ ทุนทางสังคม ที่สร้างผลคูณ เศรษฐกิจชุมชนได้ประโยชน์จากแรงงาน–ทักษะ–เครือข่ายของผู้สูงวัย ขณะที่ระบบสุขภาพได้ประชากรที่ดูแลตนเองได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังและการเข้ารับบริการฉุกเฉินบ่อยครั้ง ส่วนระบบการศึกษาได้ “พี่เลี้ยง” ให้เยาวชนผ่านกิจกรรมบ่มเพาะทักษะชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น

สำหรับ อบจ.เชียงราย โครงการโรงเรียนผู้สูงอายุสอดรับแนวคิด “การพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงรุกทุกช่วงวัย” ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงบริการสังคม และสร้างกลไกให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าของการพัฒนาอย่างแท้จริง—เมื่อเทศบาลสามารถออกแบบหลักสูตรจากโจทย์พื้นที่จริง และเชื่อมหน่วยงานเชี่ยวชาญเข้ามาสนับสนุน ผลลัพธ์จึง “อยู่ได้ยาว” ไม่ใช่กิจกรรมฉาบฉวย

จับต้องผลลัพธ์ ตัวชี้วัดง่าย แต่ทรงพลัง

เพื่อให้โครงการขับเคลื่อนต่อเนื่อง โรงเรียนวางกรอบ ตัวชี้วัดเชิงพฤติกรรม ที่ติดตามได้จริง ได้แก่

  • ผู้เรียนไม่น้อยกว่าร้อยละหนึ่งของประชากรผู้สูงอายุในตำบลเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอ
  • ร้อยละของผู้เรียนที่ปรับพฤติกรรมสุขภาพ (เช่น เดินวันละ 6–8 พันก้าว ปรับอาหารหวาน–มัน–เค็ม ลดหวานน้ำชา–กาแฟ) ภายใน 8–12 สัปดาห์
  • ร้อยละของผู้เรียนที่จัดทำบัญชีครัวเรือนต่อเนื่อง 3 เดือนขึ้นไป
  • จำนวน “กลุ่มย่อย” ที่เกิดขึ้นจริง (กลุ่มเดินเช้า กลุ่มสมุนไพร กลุ่มฝีมือ–ของฝาก กลุ่มอาสาดูแลผู้ป่วยติดบ้าน–ติดเตียง)
  • ความพึงพอใจต่อการเข้าถึงสวัสดิการและข้อมูลภาครัฐ

ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อน แต่เพียง ความต่อเนื่อง ก็สะท้อนคุณภาพโครงการได้ชัดเจน—ห้องเรียนที่ผู้เรียนกลับมาอย่างสม่ำเสมอ คือห้องเรียนที่ “มีความหมาย” ต่อชีวิตจริงของพวกเขา

ความปลอดภัย–การเข้าถึง–สิ่งแวดล้อม มาตรฐานบริการเพื่อคนทุกวัย

การเรียนรู้ของผู้สูงอายุต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกเป็นพิเศษ ศูนย์ฯ จึงปรับสภาพแวดล้อม เช่น พื้นกันลื่น ทางลาดสำหรับรถเข็น ห้องน้ำผู้สูงวัย เก้าอี้พนักพิงสูงมีที่วางแขน พร้อมทีมอาสาจากโรงเรียนและชุมชนคอยประคองขึ้น–ลงบันได กำหนดช่วงเวลาพักทุก 45–60 นาที และมีมุมตรวจวัดความดัน–ระดับน้ำตาลก่อน–หลังเรียนในบางกิจกรรม

ด้านสิ่งแวดล้อม โรงเรียนใช้แนวคิด “ห้องเรียนปลอดขยะ” สนับสนุนกระติกน้ำส่วนตัว ภาชนะใช้ซ้ำ และถังคัดแยก 3 ประเภท โดยร่วมกับกลุ่มรีไซเคิลชุมชนมารับ–แยกต่อยอดรายได้ นอกจากลดภาระเทศบาลยังเป็นกิจกรรม “ขยายผล” ให้ผู้เรียนพาแนวทางกลับไปปรับใช้ที่บ้าน

บทเรียนจากเวียงชัยต้นแบบที่ขยายผลได้

สิ่งที่น่าสนใจคือโรงเรียนผู้สูงอายุศิริเวียงชัยไม่เพียงเป็น โมเดลของตำบล แต่มีศักยภาพจะเป็น ต้นแบบของอำเภอเวียงชัย–จังหวัดเชียงราย ด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ

  1. เจ้าภาพชัดเจน (เทศบาล–อบจ.) มีงบประมาณและบุคลากรรองรับ
  2. เครือข่ายหนุนหลังแข็งแรง ครอบคลุมสุขภาพ–สังคม–เศรษฐกิจ–การศึกษา
  3. หลักสูตรยืดหยุ่น ปรับตามบริบท เช่น ฤดูกาลเพาะปลูก เทศกาลท้องถิ่น และประเด็นปัจจุบัน (ภัยไซเบอร์–ข่าวปลอม–โรคระบาด)

เมื่อองค์ประกอบครบ โรงเรียนผู้สูงอายุจะไม่ใช่ “โครงการสั้น ๆ” แต่เป็น สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของชุมชน ที่ตอบโจทย์ประชากรสูงวัยมากขึ้นทุกปี

มองภาพใหญ่ ผู้สูงวัยไม่ใช่ผู้ตาม แต่เป็น “ผู้นำภารกิจชุมชน”

หากมองลึกลงไป โรงเรียนผู้สูงอายุคือการ จัดวางบทบาทใหม่ให้ผู้สูงวัย จากภาพจำเดิม ๆ ว่าต้องได้รับการดูแล สู่ภาพของ “ผู้นำภารกิจ” หลายด้าน—ครูภูมิปัญญา ผู้ประสานรอยต่อรุ่น แกนนำสาธารณสุขชุมชน ผู้เฝ้าระวังภัยทางสังคมรูปแบบใหม่ และผู้ประกอบการรายย่อยที่ส่งต่อรายได้สู่ครัวเรือน การ “คืนพื้นที่นำ” ให้ผู้สูงวัยเช่นนี้ ทำให้ชุมชนเวียงชัยมี ทุนทางสังคม ที่แข็งแกร่งขึ้นโดยอัตโนมัติ และเมื่อทุนนี้หมุนกับระบบสนับสนุนของรัฐท้องถิ่น ก็ยิ่งขยายผลได้กว้าง

เปิดเทอมของใจ เปิดทางของเมือง

การเปิดการเรียนการสอนโรงเรียนผู้สูงอายุศิริเวียงชัยปี 2568 จึงไม่ใช่เพียงพิธีเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการย้ำว่าการพัฒนาที่แท้จริงเริ่มจาก คน และ พื้นที่—เมื่อผู้สูงวัย 208 คนกลับเข้าห้องเรียน เมืองทั้งเมืองก็ได้ “ครูใหม่” เพิ่มอีก 208 คน ที่พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต สร้างสังคมเอื้อเฟื้อ เกื้อกูล และยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลง

ความมุ่งมั่นของ อบจ.เชียงราย และเครือข่ายท้องถิ่นในการผลักดัน การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้เป็นวาระปกติของเมือง คือคำตอบต่อคำถามใหญ่ของยุคสูงวัยว่า จะทำอย่างไรให้ทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีศักดิ์ศรี—คำตอบอาจเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เปิดห้องเรียนให้ชีวิต และเปิดชีวิตให้สังคม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลตำบลศิริเวียงชัย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเวียงชัย  
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย (พม.)
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
  • วิทยาลัยชุมชนเชียงราย
  • กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) — Healthy Ageing Framework
  •  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เทศบาลนครเชียงรายสืบสานศรัทธาล้านนา ผู้ว่าฯ นำตักบาตรเทโวฯ 111 รูป เชิงบันไดวัดดอยงำเมือง

สืบสานศรัทธาล้านนา “ตักบาตรเทโวโรหณะ” ณ เชิงบันไดวัดดอยงำเมืองพลังศรัทธาของชุมชนที่หลอมรวมเมือง วัด และผู้มาเยือน

เชียงราย, 8 ตุลาคม 2568 — แสงแรกของเช้าในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ค่อย ๆ คลี่คลุมยอดไม้เหนือเนินเขาแห่งดอยงำเมือง ขณะที่ริ้วขบวนชาวพุทธยืนเรียงรายตามเชิงบันไดหินสุดสายตา เสียงสาธุการเบา ๆ คลอไปกับเสียงนกยามรุ่งอรุณ เทศบาลนครเชียงรายเปิดพิธีทำบุญ “ตักบาตรเทโวโรหณะ” ประจำปี 2568 อย่างสมศักดิ์สิทธิ์และเป็นระเบียบ ณ เชิงบันไดวัดดอยงำเมือง ต่อเนื่องยาวไปถึงบริเวณแยกศาลจังหวัดเชียงราย (หลังเดิม) โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และได้รับความเมตตาจาก พระเดชพระคุณ พระรัตนมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย นำพระภิกษุและสามเณร 111 รูป ออกรับบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้งจากพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวที่พร้อมใจกันมาร่วมงานตั้งแต่เวลา 06.30 น.

พิธีครั้งนี้จัดโดย เทศบาลนครเชียงราย นำโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และ นางรัตนา จงสุทธานามณี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และสถานศึกษาในสังกัดร่วมสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนความร่วมมือเชิงสถาบัน—ทั้งภาคปกครอง ศาสนา การศึกษา และชุมชน—ที่ขับเคลื่อนให้ “งานบุญออกพรรษา” ของเมืองเชียงรายยังคงเปล่งประกายความหมายเชิงวัฒนธรรมอย่างเข้มแข็ง

เรื่องเล่าในยามเช้า เมื่อพิธี “เทโวโรหณะ” ทำให้เมืองเต้นจังหวะเดียวกัน

ตักบาตรเทโวโรหณะ (หรือ “เทโว”) เป็นประเพณีที่ระลึกถึงวันที่ พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังทรงจำพรรษาและแสดงพระธรรมโปรดพระพุทธมารดา ชุดพิธีจึงมักจัดบนทางลาดหรือบันไดสูงจำลอง “คันธกุฎี” และ “บันไดทิพย์” ที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา—ณ เชียงราย ภูมิประเทศของ วัดดอยงำเมือง ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา โอบเมืองด้วยทะเลหมอกบาง ๆ และร่มไม้เก่าแก่ จึงเหมาะสมกับบรรยากาศอันสงบขรึมและศักดิ์สิทธิ์ เมื่อพระภิกษุและสามเณร 111 รูป แปรขบวนจากยอดเนินลงสู่เชิงบันได ภาพของผ้ากาสาวพัสตร์เป็นคลื่นสีเหลืองทองเคลื่อนไปในแสงแรก—กลายเป็นภาพจดจำที่สะท้อน “ศรัทธาซ้อนศรัทธา” ของผู้คน

การจัดระเบียบพื้นที่ของเทศบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ “ความยาวของขบวน” กลายเป็น “ความพร้อมของเมือง” จุดเริ่มพิธีที่เชิงบันไดถูกกำหนดเป็นพื้นที่ศูนย์กลางทางพิธีกรรม ขณะที่แนวถนนต่อเนื่องไปยังแยกศาลจังหวัดเชียงรายกลายเป็น แนวรับบิณฑบาต ที่จัดการจราจรและความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ ผู้สูงอายุและเด็กเล็กถูกจัดให้อยู่ในจุดที่เข้าถึงง่าย มีเต็นท์พักคอยและจุดบริการน้ำดื่ม เพื่อลดความแออัดและให้ทุกคนได้ร่วมบุญอย่างมีสมาธิ

ศรัทธาที่จับต้องได้ เมือง–วัด–โรงเรียน จับมือกันผลิต “ประสบการณ์บุญ” อย่างมืออาชีพ

เบื้องหลังงานสงบเรียบง่ายคือการเตรียมงานที่ละเอียดอ่อน เทศบาลนครเชียงรายทำงานประสานกับวัดดอยงำเมือง ส่วนราชการ หน่วยงานความมั่นคง และสถานศึกษาในพื้นที่อย่างใกล้ชิด กำหนด แผนการจราจรและที่จอดรถ, จุดคัดแยกขยะและดูแลสิ่งแวดล้อม, หน่วยปฐมพยาบาลและรถพยาบาลสแตนด์บาย ตลอดแนวพิธี การมีส่วนร่วมของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งเรื่อง “กาลเทศะ” ของพิธีกรรม และ “ทักษะพลเมือง” เช่น การอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุ การจัดแถว การประชาสัมพันธ์ และการรักษาความสะอาดพื้นที่สาธารณะ

ในเชิงสังคม งานบุญเช้าตรู่เช่นนี้ทำหน้าที่เป็น พื้นที่ฝึกซ้อมความเป็นเมือง” ไปพร้อมกัน—ผู้ประกอบการรายย่อยที่มาเปิดจุดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มจำเป็นได้รับคำแนะนำเรื่องภาชนะใช้ซ้ำและการจัดการขยะ หน่วยงานท้องถิ่นนำแนวคิด งานศาสนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” มาปรับใช้ เช่น จุดรับขวดน้ำสำหรับรีไซเคิล, ถังคัดแยกประเภท และการรณรงค์ “แบกบุญ–ไม่แบกขยะกลับบ้าน” ผ่านเสียงตามสายและสื่อชุมชน

พิธีกรรมในกรอบความหมาย ทำไม “วันเทโว” จึงสำคัญกับเมือง

วันเทโวโรหณะ มักถือเป็น “บทสรุป” ของช่วงเข้าพรรษา และเป็น “บทเปิด” ของชีวิตเมืองในฤดูกาลใหม่—หลังการจำพรรษา พระสงฆ์สามารถออกเดินทางปฏิบัติศาสนกิจค้างแรมได้โดยไม่ผิดพระวินัย ขณะที่ชาวบ้านได้มีวาระนัดหมายทำบุญใหญ่ร่วมกันอีกครั้ง การอาราธนาศีล รักษาศีล ฟังธรรม จึงเป็น กรอบปฏิบัติร่วม ที่ทำให้ผู้คนในเมืองได้ปรับจังหวะชีวิตและความคิดของตนกับ “ปฏิทินทางธรรม” ความสำคัญของวันเทโวยังอยู่ที่การ น้อมระลึกถึงพระคุณมารดา ผ่านเหตุการณ์เสด็จลงจากดาวดึงส์ ซึ่งลึกลงไป—คือการย้ำคุณธรรมแห่งความกตัญญูที่ถูกสถาปนาไว้ในวัฒนธรรมท้องถิ่นล้านนา

วัดดอยงำเมืองเองเป็น มรดกเชิงสัญลักษณ์ ที่ประชาชนคุ้นชิน เชิงบันไดที่ทอดยาวจึงไม่ได้เป็นเพียงทางขึ้นวัด แต่คือ เวทีชีวิต ที่ผู้คน “เดินขึ้น–เดินลง” ร่วมกันทุกปี ความคุ้นเคยของสถานที่ ทำให้พิธียิ่งมีพลัง ภาพของคนต่างวัย—บ้างถือปิ่นโต บ้างถือถุงข้าวสารอาหารแห้ง—ทำให้คำว่า “ชุมชน” ไม่ใช่คำสวยงามที่ลอยกลางอากาศ แต่เป็น ภาพจริงที่เห็นและสัมผัสได้

ด้านเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม งานศาสนาที่สร้างรายได้อย่างพอเพียงและกระจายตัว

แม้พิธีตักบาตรเทโวโรหณะจะมิใช่งานเทศกาลขนาดใหญ่เช่นงานลอยกระทงหรือปีใหม่ แต่ ผลเชิงเศรษฐกิจของกิจกรรมเช้า ก็มีนัยสำคัญ—ร้านอาหารเช้า รถรับจ้าง ที่จอดรถเอกชนใกล้พื้นที่งาน ร้านดอกไม้ ไปรวมถึงผู้ค้าขายรายย่อยที่นำของทำมือและของฝากพื้นถิ่นมาวางจำหน่ายล้วนได้รับอานิสงส์ การกระตุ้นเศรษฐกิจยามเช้าทำให้เกิด “รอบสั้นของรายได้” กระจายสู่ชุมชนโดยตรง ขณะเดียวกัน เมืองก็ใช้วาระนี้เชื้อเชิญนักท่องเที่ยว ให้อยู่ต่ออีกครึ่งวัน—เช่น แวะวัดใกล้เคียง พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ตลาดเช้า—เพื่อเพิ่มมูลค่าโดยไม่ต้องจัดกิจกรรมเสริมให้ฟุ้งเฟ้อ

ในมุมการบริหารจัดการ เทศบาลนครเชียงรายมี โครงร่างการวัดผลลัพธ์เบื้องต้น ที่เรียบง่ายแต่ใช้ได้จริง เช่น การสำรวจจำนวนผู้เข้าร่วมคร่าว ๆ ตามจุดคัดกรอง, ความพึงพอใจด้านความสะอาด–ความปลอดภัย, และข้อเสนอแนะของประชาชนต่อการจัดงานปีหน้า แนวทาง “ฟังเสียงพื้นที่” ช่วยให้พิธีกรรมที่อิงความเชื่อถูกรักษา รูป ไว้ครบถ้วน ขณะเดียวกันก็มี รส ของการบริการสาธารณะที่ทันสมัยและเป็นมิตร

มิติความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม สงบ งาม และไม่ทิ้งร่องรอย

งานบุญในพื้นที่ลาดชันจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ การ์ดความปลอดภัย 3 ชั้น ได้แก่

  1. ชั้นพื้นที่—กั้นรั้วเชือกเตือนริมขอบบันได จุดปฐมพยาบาลพร้อมอุปกรณ์เบื้องต้น จัดทางขึ้น–ลงแยกทิศทางเพื่อลดการปะทะกันของคน
  2. ชั้นการจราจร—กำหนดเวลาปิด–เปิดถนนชัดเจน จัดเส้นทางจอดรถและรับ–ส่งผู้สูงอายุให้ใกล้จุดพิธีที่สุด
  3. ชั้นสื่อสาร—ใช้เสียงตามสายและเจ้าหน้าที่อาสาประกาศแนวปฏิบัติ งดใช้พลุ ประทัด โคมไฟในพื้นที่พิธีเพื่อคงบรรยากาศสงบ

ด้านสิ่งแวดล้อม เมืองส่งเสริมการ ใช้ภาชนะที่ย่อยสลายได้หรือใช้ซ้ำ จุดคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง และออกแบบ “เส้นทางขยะ” หลังจบพิธี เพื่อให้พื้นที่กลับสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว—หลักคิดคือ ฝากรอยยิ้ม ไม่ฝากรอยขยะ” ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพพื้นที่สาธารณะ

ความหมายของ “111 รูป” ตัวเลขที่สื่อสารทั้งพิธีกรรมและการจัดการ

จำนวนพระภิกษุ–สามเณร 111 รูป ในปีนี้สะท้อนทั้ง ความสมบูรณ์ด้านพิธีกรรม และ ความพร้อมด้านการจัดการ ของพื้นที่—มากพอให้ประชาชนได้ทำบุญทั่วถึง แต่ไม่หนาแน่นจนกระทบเส้นทางหรือเวลา พิธีจึงดำเนินไปอย่างกระชับและสมศักดิ์ศรี ตัวเลขนี้ยังทำหน้าที่เป็น เกณฑ์จัดสรรทรัพยากร เช่น ชุดบิณฑบาต น้ำดื่ม และการจัดแนวรับ–ส่งบาตร ช่วยให้หน่วยงานสนามทำงานได้อย่างแม่นยำและลดความสูญเปล่า

เมืองกับ Soft Power ทางศาสนาอัตลักษณ์ล้านนาที่เล่าเรื่องได้ทั้งปี

เชียงรายมีวาระงานบุญ–งานวัฒนธรรมกระจายตลอดปี ตั้งแต่เข้าพรรษา ออกพรรษา ลอยกระทง ปีใหม่เมือง ฯลฯ การจัดพิธีเทโวอย่างมีเอกภาพจึงทำหน้าที่เป็น “ข้อพิสูจน์” ว่าเมืองสามารถ เล่าเรื่องอัตลักษณ์ล้านนา ได้อย่างต่อเนื่องและนุ่มนวล ไม่จำเป็นต้องอาศัยเพียงเทศกาลใหญ่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว พิธีเช้า ๆ ที่สงบแต่มีพลังเช่นนี้ คือ Soft Power ทางศาสนา ซึ่งเชื่อม “ความทรงจำส่วนตัว” ของผู้ร่วมงานกับ “ความทรงจำร่วมของเมือง” สร้างความภาคภูมิในถิ่นฐาน และเชื้อชวนผู้มาเยือนให้เคารพวิถีท้องถิ่นอย่างเป็นธรรมชาติ

ทำอย่างไรให้ “พิธีปีหน้า” งดงามเท่าเดิม แต่บริการดียิ่งขึ้น

เพื่อต่อยอดความสำเร็จเมืองสามารถพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้โดยไม่เปลี่ยนสาระพิธีกรรม

  • ปฏิทินสื่อสารล่วงหน้า เพื่อกระจายคนและเวลามาร่วมบุญ ลดความหนาแน่นเฉพาะช่วง
  • แผนที่ดิจิทัล แสดงจุดจอดรถ ห้องน้ำสาธารณะ จุดปฐมพยาบาล และทางลาดสำหรับรถเข็น
  • ชุดความรู้วันเทโว แบบอ่านง่าย (infographic) แจกในสื่อสังคมออนไลน์และป้ายหน้างาน อธิบายความหมายพิธี กาลเทศะ และข้อควรปฏิบัติ
  • การเก็บข้อมูลโดยอาสาสมัคร หลังงาน 10–15 นาที เพื่อปรับปรุงจุดคอขวดด้านการจราจรและการสื่อสารปีถัดไป
  • สนับสนุนของฝากพื้นถิ่นอย่างรับผิดชอบ เน้นสินค้าที่ใช้วัสดุยั่งยืนและเคารพสัญลักษณ์ทางศาสนา

ทั้งหมดนี้สามารถทำได้โดยไม่รบกวน “แก่นพิธี” และยังช่วยยกระดับประสบการณ์ของทั้งชาวเมืองและผู้มาเยือน

เช้าวันเดียวที่คงอยู่ในความทรงจำทั้งปี

พิธีตักบาตรเทโวโรหณะ ณ เชิงบันไดวัดดอยงำเมืองปีนี้ ทำให้เห็นภาพใหญ่ที่เกาะเกี่ยวกัน—ศรัทธาของชุมชน ที่แปรเป็นแรงขับให้เมืองจัดการงานอย่างมืออาชีพ, เมตตาธรรมของพระสงฆ์ ที่ทำให้ผู้คนได้ตั้งต้นปีธรรมด้วยใจสงบ, และ บทบาทของเทศบาล ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะรองรับพิธีได้ทั้งงดงามและปลอดภัย ตัวเลข พระภิกษุ–สามเณร 111 รูป, เวลา 06.30 น., สถานที่ เชิงบันไดวัดดอยงำเมืองถึงแยกศาลจังหวัด และ “การร่วมแรงร่วมใจของหน่วยงานกับประชาชน” คือรายละเอียดที่ถักทอให้พิธีครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ แต่เป็น บทเรียนของเมือง ที่จะส่งต่อไปยังปีถัดไป

ในโลกที่วุ่นวายยามข่าวด่วนและสารพัดเสียงดัง เช้าวันเทโวของเชียงรายค่อย ๆ กระซิบว่า ความงามอันยิ่งใหญ่ของเมือง อาจเริ่มต้นจากการยืนเงียบ ๆ ต่อหน้าพระ และวางข้าวสารลงในบาตรด้วยสองมือของเราเอง—เรียบง่าย แต่เปลี่ยนใจเราได้ทั้งวัน และเปลี่ยนเมืองได้ทั้งปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • จังหวัดเชียงราย (สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด / ที่ทำการปกครองจังหวัด)
  • วัดดอยงำเมือง
  • สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
  • กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“ไหลเรือไฟ 12 ราศี” สว่างไสวริมโขง อบจ.เชียงรายอัดงบ 3.5 แสนหนุนงานวัฒนธรรม

ไหลเรือไฟ 12 ราศี” สว่างไสวริมโขง อบจ.เชียงรายอัดงบหนุน 3.5 แสน สืบสานมรดกวัฒนธรรมเชียงแสน–เชื่อมสองฝั่งลาว–ไทย ขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั้งปี

เชียงราย, 8 ตุลาคม 2568 — ยามค่ำหลังออกพรรษา 1 วัน ลมแม่น้ำโขงพัดเอื่อยพาแสงไฟระยิบจากชุมชนบ้านสบคำ อำเภอเชียงแสน สะท้อนผิวน้ำเป็นริ้ว ยาวไปจนสุดสายตา “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” ครั้งที่ 27 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางเสียงสวดเบา ๆ ของคณะสงฆ์ เสียงซุ่มซ่ามของช่างไม้ที่เพิ่งยกโครงเรือไฟขึ้นค้ำยัน และเสียงผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานความหลังให้เด็ก ๆ ฟัง นี่ไม่ใช่เพียงเทศกาล แต่คือการประกาศว่า วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงยังเต้นเป็นชีพจรของเชียงแสน และปีนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) ใส่คันเร่งเพิ่ม—อัดงบสนับสนุน 350,000 บาท ขยายงานให้เข้มแข็งขึ้น ตอกย้ำแนวทาง “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ”

พิธีเปิดจัด ณ ลานกิจกรรมริมฝั่งโขง บ้านสบคำ ตำบลเวียง โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย (นายกนก) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และ พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย–เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนร่วมงานคับคั่ง ภาพของโคมไฟที่ขึงเรียงเป็นแนวเหนือระเบียงโขง รูปทรงเรือไฟที่ถักสานด้วยไม้ไผ่และกระดาษสา กับลวดลาย “12 ราศี” อันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนสื่อความหมายถึงการ บูชาพระพุทธเจ้า พระแม่คงคา และ ขอบคุณธรรมชาติ ผู้หล่อเลี้ยงผู้คนสองฟากฝั่งมาตลอดชั่วอายุคน

เรื่องเล่าจากสายน้ำ ไฟ แสง และความทรงจำของเชียงแสน

หากจะเล่าประวัติศาสตร์เชียงแสนโดยไม่มีแม่น้ำโขงก็เหมือนเล่านิทานโดยละทิ้งตัวละครเอก เมืองท่าการค้ามาช้านานแห่งนี้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากล้านนาและฝั่งลาวอย่างลึกซึ้ง ไหลเรือไฟ” จึงไม่ใช่กิจกรรมตามฤดูกาล หากเป็นพิธีกรรมที่ชุมชนทำร่วมกัน เพื่อรับ–ส่งความหมายของชีวิต จากพรรษาสู่กาลใหม่ เมื่อไฟวิ่งตามกระแสน้ำ ชาวบ้านถือเป็นนิมิตหมายของความสว่างไสวที่จะเกิดขึ้นในปีถัดไป

ที่ บ้านสบคำ จุดบรรจบของความทรงจำจากเวียงจันทน์กับเชียงแสน พิธีนี้เข้มข้นเป็นพิเศษ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยมีเชื้อสายมาจากฝั่งลาว—ลวดลายเรือไฟ จึงถูกออกแบบโดยผสานลายพิสดารแบบลาวกับเส้นเรียบง่ายแบบล้านนา ตั้งแต่ ราศีเมษ–ราศีมีน ถูกเล่าผ่านโครงไม้ไผ่ โปรยกระดาษสา ติดไฟตามจังหวะราศี และประดับเครื่องหมายมงคล เช่น นellik หรือลายเครือวัลย์ ที่เชื่อว่าเรียกความอุดมสมบูรณ์ เมื่อไฟติด—แต่ละราศีเหมือนถูกปลุกให้ “ลอยเล่าเรื่อง” ต่อผู้ชม ขณะเสียงฆ้องกลองท้องถิ่นค่อย ๆ ประคองขบวนแสงลงสู่สายน้ำ

งบ 3.5 แสนบาท กับโจทย์ใหญ่ “งานวัฒนธรรมที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง”

อบจ.เชียงราย วางงบสนับสนุน 350,000 บาท สำหรับปีนี้ โดยเปิดเผยเป้าประสงค์ไว้ชัดเจน 3 ข้อ

  1. ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมพื้นบ้าน — ดัน “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” ให้เป็นเหตุผลของการเดินทางช่วงหลังออกพรรษา ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพให้มาสัมผัสบรรยากาศริมโขงและใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น
  2. สร้างงาน–สร้างอาชีพ–กระจายรายได้ — ให้ช่างฝีมือท้องถิ่น ร้านค้าเล็ก ๆ แม่ค้าอาหารพื้นบ้าน กลุ่มเยาวชนอาสา และโฮมสเตย์/เกสต์เฮาส์ ได้งาน–ได้รายได้ อย่างเป็นธรรม
  3. อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม — ให้ชุมชนเป็นเจ้าของพิธีกรรมอย่างแท้จริง ถ่ายทอดทักษะทำเรือไฟ การสานไม้ไผ่ การทำโคม และบทเพลงท้องถิ่นไปยังรุ่นใหม่

เงินสนับสนุนก้อนนี้แม้ไม่ใหญ่เท่าโครงการยักษ์ แต่หาก บริหารแบบ “งานเล็ก–ผลลัพธ์ยาว” จะกลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้เทศกาลเดินต่อได้อย่างเข้มแข็ง องค์ประกอบสำคัญคือ การจัดระเบียบพื้นที่ (ตลาดชุมชน–จุดจอดรถ–จุดชม) ความปลอดภัย (เรือ–ริมตลิ่ง–การจราจร) และ การสื่อสารข้อมูล (ตารางพิธี–เส้นทางเข้าถึง–ข้อปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม) ให้ “ทดลอง–เรียนรู้–อัปเกรด” ทุกปี

 

สองฝั่งแม่น้ำ โครงการเดียวกัน เชื่อมลาว–ไทยผ่านไฟและศรัทธา

เชียงแสนกับฝั่งลาวตรงข้ามมีประเพณีคล้ายคลึงกันมานาน ปีนี้ผู้จัดยังย้ำ มิติความร่วมมือสองฝั่งโขง ทั้งการเชิญคณะศิลปวัฒนธรรมจาก สปป.ลาว มาร่วมแสดง การสวดเจริญพระพุทธมนต์ร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การทำเรือไฟแบบ “หาบ–ขึง–ลอย” ให้ปลอดภัยและงามตามครรลอง เมื่อเรือไฟที่ประดับ สัญลักษณ์ 12 ราศี ล่องไปพร้อมกันในคืนเดียว ภาพที่เกิดขึ้นไม่เพียงสวยงาม แต่เป็น คำประกาศความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ว่าพรมแดนธรรมชาติไม่อาจขวางกั้นความศรัทธาและวัฒนธรรมร่วม

จากงานบุญสู่โมเดลเศรษฐกิจชุมชน เงินใหม่ไหลเข้า—ไม่ใช่แค่ไหลผ่าน

คำถามเชิงนโยบาย คือ เทศกาลนี้ช่วยเศรษฐกิจได้จริงแค่ไหน? คำตอบอยู่ที่ โครงสร้างการใช้จ่ายของผู้มาเยือน” หากเทศกาลออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว 1–2 วันควบคู่—เช่น แวะ วัดพระธาตุผาเงา จุดชมโค้งน้ำโขง, ตลาดชุมชนบ้านสบคำ, พิพิธภัณฑ์เขตโบราณสถานเชียงแสน—จะเพิ่ม ค่าใช้จ่ายต่อหัว ทั้งที่พัก อาหาร ของที่ระลึก และการเดินทางในพื้นที่

แนวทางที่ผู้จัดพยายามผลักดัน (ตามนโยบาย “เที่ยวเชียงรายทั้งปีมีดีทุกอำเภอ”) ได้แก่

  • เปิด ซุ้มของดีชุมชน ผ้าทอ–จักสาน–กาแฟท้องถิ่น–อาหารพื้นบ้าน ให้เป็น พื้นที่ค้าขายของชาวบ้าน ไม่ใช่แค่พื้นที่ผู้รับเหมาภายนอก
  • จัด เวทีย่อย “เล่าไฟ–เล่าราศี” สาธิตงานหัตถกรรม ทำโคม–สานไม้ไผ่–จุดไฟอย่างปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่มจาก เรียนรู้–ลงมือทำ–ซื้อกลับบ้าน”
  • สื่อสาร หลักกิน–เที่ยวอย่างรับผิดชอบ ใช้แก้วน้ำ/ภาชนะใช้ซ้ำ จุดคัดแยกขยะ ปลูกจิตสำนึก “คืนแม่น้ำให้สะอาดกว่าเดิม”
  • จัดการ จราจร–จอดรถ–รถรับ–ส่ง เพื่อลดแรงเสียดทานกับชุมชน ไม่ให้การท่องเที่ยวกลายเป็นภาระ

หากทำได้สม่ำเสมอ เทศกาลจะ ผลิตเงินใหม่” ให้ชุมชน มากกว่าจะเป็นเพียง “เงินผ่าน” ที่ไหลไปกับขบวนพ่อค้าเร่

ศิลป์พิธีกรรมในรายละเอียด ช่าง–เยาวชน–พระสงฆ์ และบทบาทที่เกาะเกี่ยวกัน

เบื้องหลังเรือไฟหนึ่งลำจะมี ช่างหลัก 4–6 คน ควบคุมงานโครงไม้ไผ่ ขึงลวด เดินไฟ และปรับสมดุลให้ลอยน้ำได้ดี กลุ่ม เยาวชนอาสา รับหน้าที่ตัดกระดาษ ติดลาย–ลงสี จัดทำป้ายราศี และประดับโคม ส่วน พระสงฆ์ เป็นผู้วางพิธีกรรม เจริญพระพุทธมนต์ อธิษฐานเปิดงาน และ “ส่งเรือไฟ” ลงสู่แม่น้ำโดยสงบและเป็นมงคล

การมีส่วนร่วมของ โรงเรียน–วัด–หน่วยงานท้องถิ่น ยังช่วยให้พิธี—ซึ่งเคยอยู่บนบ่าคนรุ่นพ่อแม่—ถูกส่งต่อสู่รุ่นลูกหลานอย่างเป็นระบบ เยาวชน เรียนรู้ทักษะฝีมือ จริง จับต้องไม้ไผ่จริง—ไม่ใช่ผ่านหน้าจอ—และเห็นคุณค่า งานบุญที่ทำด้วยมือ” มากกว่าเป็นเพียง “งานโชว์เพื่อการท่องเที่ยว”

ความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม งานริมโขงยุคใหม่ต้อง “งาม–สะอาด–ปลอดภัย”

ผู้จัดย้ำเกณฑ์ความปลอดภัย 3 ชั้น

  1. ชั้นชุมชน/พื้นที่ — กั้นแนวชม ปรับลาดตลิ่ง จุดอพยพฉุกเฉิน มีไฟส่องสว่างทางเดิน จัดเวรยามชุมชน
  2. ชั้นกิจกรรมเรือไฟ — ตรวจความมั่นคงโครงสร้างทุ่น, ใช้วัสดุไม่ติดไฟลุกลามง่าย, มีเรือช่วยเหลือพร้อม, ซ้อมแผนกรณีไฟติดผิดปกติ
  3. ชั้นสาธารณสุข — จุดปฐมพยาบาล, รถพยาบาลสแตนด์บาย, จุดน้ำสะอาด, ประชาสัมพันธ์ข้อปฏิบัติสำหรับผู้สูงอายุ–เด็กเล็ก

ด้านสิ่งแวดล้อม มี แผนเก็บกวาดหลังงาน พร้อมการคัดแยกขยะและ การเก็บชิ้นส่วนเรือไฟ คืนจากแม่น้ำ โดยประสานเรือชาวบ้านและอาสาสมัคร เพื่อให้โขง สว่างเพียงชั่วคืน—สะอาดไปอีกนาน”

นัยเชิงวัฒนธรรม Soft Power ที่ชี้นำด้วยความอ่อนโยน

ในโลกที่เมืองท่องเที่ยววิ่งแข่งกันด้วยคอนเสิร์ตหมื่นคนและไฟงานอลังการ เชียงแสนเลือกยืนอยู่ในเลนของ “ความอ่อนโยน”—งานวัฒนธรรมที่ เล็ก–ละเอียด–ลึก” และมีเรื่องเล่าของตัวเอง 12 ราศี ไม่ได้เป็นเพียงลวดลายสวยงาม แต่สื่อถึง วงจรชีวิต–เวลา–ฟ้า–ดิน ที่ผู้คนลุ่มน้ำโขงอยู่กับมันมานับร้อยปี การสนับสนุนของ อบจ. ในปีนี้จึงไม่ใช่การเพิ่มสีสันชั่วครู่ แต่คือ การค้ำยันเสาหลักทางจิตวิญญาณของพื้นที่ ให้สูงพอจะมองเห็นจากไกล และมั่นคงพอให้ลูกหลานปีนขึ้นไปยืนได้

ก้าวต่อไป ทำอย่างไรให้งานปีที่ 27 เป็น “บันได” ไม่ใช่ “เพดาน”

เพื่อให้งานเติบโตอย่างยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญการจัดการเทศกาลวัฒนธรรมมักเสนอ 4 กลไก

  • ฐานข้อมูลผู้มาเยือน — เก็บข้อมูลอย่างยินยอม จังหวัด–ช่วงอายุ–พฤติกรรมเที่ยว–ค่าใช้จ่าย–ความพึงพอใจ เพื่อวางแผนปีถัดไป
  • เครือข่ายช่าง–ครูผู้รู้ — ทำคลังองค์ความรู้ชุมชน (how-to โครงเรือไฟ, ลายราศี, ตำรับโคม) ให้เยาวชนเข้าถึงได้จริง
  • ปฏิทิน “เที่ยวทั้งปี” — เชื่อมไหลเรือไฟกับกิจกรรมอื่น เช่น งานผ้าทอ, ลอยกระทงเชียงแสน, ปีใหม่ชนเผ่า ให้เกิด Route เชียงรายตลอดปี
  • ความร่วมมือข้ามพรมแดน — ทำ MOU ระหว่างชุมชนลาว–ไทย เพื่อแลกเปลี่ยนช่างฝีมือ เวทีการแสดง และริเริ่ม “คืนเรือไฟสองฝั่ง” ในรูปแบบร่วมสมัย

หากทำได้ งานปีที่ 27 จะเป็นเพียง ขั้นบันได” สู่เวทีใหญ่ที่ยังคงหัวใจชุมชน และเพิ่มศักยภาพด้านเศรษฐกิจ–วัฒนธรรมไปพร้อมกัน

เสียงจากชุมชนและผู้จัด แม้ไม่ใช่คำปราศรัยยาว แต่ชัดในเจตนา

แม้ในพิธีเปิด ผู้บริหารและชุมชนไม่ได้ให้คำปราศรัยยืดยาวต่อสื่อ แต่การจัดสรรงบ การยืนเคียงของ นายก อบจ.เชียงราย–เจ้าคณะจังหวัด–ผู้นำท้องถิ่น และการเข้าร่วมของประชาชน คือ “ถ้อยคำในภาคปฏิบัติ” ที่ดังพอแล้วว่า—เชียงแสนตั้งใจจะรักษาและยกระดับมรดกริมโขง ให้เป็นเสาหลักของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเป็นพื้นที่เรียนรู้ของคนรุ่นหลัง

คู่มือสั้น ๆ ก่อนถึงริมน้ำ

  • ช่วงเวลา คืนแรม 1 ค่ำหลังออกพรรษา 1 วัน (ปีนี้ตรงกับ 8 ต.ค. 2568)
  • สถานที่ ลานกิจกรรมริมโขง บ้านสบคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน
  • การเดินทาง–จอดรถ ติดตามประกาศจุดจอดและรถรับ–ส่งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่นริมตลิ่ง
  • สิ่งแวดล้อม พกแก้ว/ขวดใช้ซ้ำ ทิ้งขยะให้ถูกประเภท งดปล่อยโคมลอย/พลุในพื้นที่กำหนดเพื่อความปลอดภัย
  • ความปลอดภัย ระวังขอบตลิ่ง พาเด็กและผู้สูงอายุอยู่ในเขตปลอดภัยเสมอ

ไฟที่สว่างบนสายน้ำ—เพื่อเห็นทางเดินของทั้งเมือง

“ไหลเรือไฟ 12 ราศี” อาจกินเวลาแค่คืนเดียว แต่ผลสะเทือนของมันยาวนานกว่านั้น แสงไฟที่ล่องไปตามน้ำทำให้เราเห็นหลายอย่าง—เห็นเศรษฐกิจชุมชนที่ขยับได้ด้วยงานเล็ก, เห็นเยาวชนที่ได้เรียนรู้งานมือและพิธีกรรม, เห็นความร่วมมือสองฝั่งโขง, และ เห็นความตั้งใจของจังหวัด ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นหัวเรือของการท่องเที่ยวตลอดปี งบ 350,000 บาท จึงไม่ใช่เพียงเลขเชิงบัญชี หากคือ การลงทุนในความทรงจำร่วม ซึ่งคืนผลตอบแทนเป็นศักดิ์ศรีและรายได้ให้ชุมชน

เมื่อไฟดวงสุดท้ายดับลงในสายน้ำ ภาพที่ค้างตาอาจเป็นลายราศีที่ยังอุ่น แต่สิ่งที่ค้างใจคือ ความรู้สึกว่าเมืองนี้ยังสว่าง—ด้วยคนของเมืองนี้เอง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน / เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน
  • วัดพระธาตุผาเงา / คณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

เวียงเชียงรุ้งเร่งเครื่อง “วิ่งเลาะเวียง” โมเดลท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุ่นเครื่องเศรษฐกิจชุมชน

เวียงเชียงรุ้งเร่งเครื่อง “วิ่งเลาะเวียง” ปลายฝนต้นหนาว โมเดลท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ–เศรษฐกิจชุมชน ที่ออกสตาร์ทด้วยความพร้อมและความหวัง

เชียงราย, 7 ตุลาคม 2568 — ลมเย็นแรกของฤดูกาลกำลังเลียบไหล่เขาทางตะวันออกของเชียงราย ขณะเดียวกัน “อำเภอเวียงเชียงรุ้ง” ก็กำลังเร่งฝีเท้าสู่จุดปล่อยตัวครั้งสำคัญของการท่องเที่ยวฤดูหนาว ด้วยกิจกรรมวิ่งถนนขนาดกลางที่วางเป้าหมายไว้ชัดเจนทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์พื้นที่ นั่นคือ วิ่งเลาะเวียง 4 เมืองล้านนาตะวันออก จังหวัดเชียงราย ตอน เวียงเชียงรุ้ง” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 22–23 พฤศจิกายน 2568โรงเรียนอนุบาลเวียงเชียงรุ้ง โดยมีนักวิ่งลงทะเบียนแล้ว 728 คน พร้อมเส้นทาง 4 ระยะ ที่ตั้งใจ “ให้ทุกคนวิ่งได้” ตั้งแต่งานสายกิน–เที่ยวไปจนถึงมาราธอนเต็มระยะ

ภาพรวมทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากแต่เป็นผลของการ “บูรณาการจริงจัง” ระหว่างภาครัฐ–เอกชน–ชุมชนท้องถิ่น สะท้อนจากการประชุมเตรียมความพร้อมเมื่อ 7 ตุลาคม 2568 ที่ The Estretto Restaurant ซึ่งมี นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย, นายภาณุพันธ์ เอี่ยมอุบลสุวรรณ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพะเยา และ นางสาวมินทิรา ภดาประสงค์ นายอำเภอเวียงเชียงรุ้ง ร่วมเป็นประธาน พร้อมผู้เกี่ยวข้องรอบด้าน แนวทางที่วางไว้ชัดเจน ใช้กีฬาเป็นเข็มทิศให้การท่องเที่ยวปลายปี อุ่นเครื่องเศรษฐกิจชุมชน” ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยและประสบการณ์ที่ดี

เล่าจากห้องประชุมสู่เส้นทางจริง เมื่อ “วิ่ง” ไม่ได้แปลว่าแค่กิโลเมตร

สาระจากการเตรียมงาน มี 3 แกนหลัก

  1. มาตรฐานความปลอดภัยและบริการ
    คณะทำงานให้ความสำคัญกับการจัดการเส้นทาง จุดบริการน้ำ จุดพยาบาล และการจราจรตลอดคอร์ส โดยยึดแนวปฏิบัติการแข่งขันวิ่งถนนสมัยใหม่ เช่น การกระจายจุดให้น้ำตามสภาพภูมิประเทศ, การประสานงานหน่วยกู้ชีพท้องถิ่น, การกำหนดจุดตัด (cut-off) ให้เหมาะสมกับทุกระยะ และการสื่อสารระยะจริง–ระดับความยากให้ผู้เข้าร่วมทราบล่วงหน้า
  2. ดีไซน์ระยะทาง “ครอบคลุมทุกคน”
    • Kilo Run 2.5 กม. โจทย์คือ “ชวนคนทั้งบ้านมาเคลื่อนไหว” ได้วิ่ง ได้ชิม ได้ถ่ายรูป
    • Fun Run 5 กม. ระยะยอดนิยมสำหรับผู้เริ่มวิ่งและนักท่องเที่ยว
    • Half Marathon 21 กม. จับกลุ่มนักวิ่งประสบการณ์กลาง ที่ต้องการวิวชนบท–นาข้าว–เนินสวย
    • Marathon 42 กม. สำหรับนักวิ่งจริงจังที่มองหาเส้นทางธรรมชาติในภาคเหนือปลายฝนต้นหนาว

รูปแบบรางวัลถูกออกแบบให้ “ปลอดแรงกดดันแต่จูงใจ” 100 คนแรกของแต่ละระยะ (ยกเว้น Kilo Run) รับเสื้อ Finisher ขณะที่ Kilo Run แจก กระบอกน้ำที่ระลึก เพื่อย้ำภาพ “งานของทุกคน”

  1. บรรยากาศนอกสนามที่คิดเผื่อ
    วันที่ 22 พฤศจิกายน เวลา 19.00 น. จะมี มินิคอนเสิร์ต “ศาล สานศิลป์” เติมสีสันช่วงรับนักวิ่งนอกพื้นที่และครอบครัว ให้ “ค่ำคืนก่อนวิ่ง” เป็นพื้นที่ของการพักผ่อน พบปะ และจับจ่ายในท้องถิ่น

ทำไม “เวียงเชียงรุ้ง” ต้องวิ่ง เศรษฐกิจ–สุขภาพ–อัตลักษณ์ ในงานเดียว

เศรษฐกิจชุมชน แม้จำนวนผู้เข้าร่วม 728 คนจะไม่ใช่งานใหญ่ระดับหมื่น แต่ด้วย สัดส่วนผู้ติดตาม และ การพักค้างคืน (โดยเฉพาะผู้ลงฮาล์ฟ–มาราธอน) เงินใช้จ่ายจะกระจายไปยัง ที่พักโฮมสเตย์–รีสอร์ทขนาดเล็ก–ร้านอาหาร–คาเฟ่–รถรับจ้าง–ร้านค้าชุมชน ตลอดสุดสัปดาห์ ก่อนถึงไฮซีซันปลายปี การแข่งขันในเดือนพฤศจิกายนจึงถูกวางให้เป็น “ตัวอุ่นเครื่องกระแสท่องเที่ยว” ช่วยให้ผู้ประกอบการได้ลองแพ็กเกจ–ชิมเมนู–ทดสอบบริการ ก่อนเข้าสู่คริสต์มาส–ปีใหม่ สุขภาพและทุนทางสังคม การวิ่งไม่ได้หมายถึง “นักกีฬา” เท่านั้น แต่คือการขยับร่างกายของคนทุกวัยตามคำแนะนำสากล เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่แนะนำการมีกิจกรรมแอโรบิกอย่างน้อย 150–300 นาที/สัปดาห์ สำหรับผู้ใหญ่ งานวิ่งชุมชนที่ออกแบบให้เข้าถึงทุกกลุ่มจึงเป็น เครื่องมือสร้างวินัยสุขภาพ และ “ทุนทางสังคม” ที่คนในพื้นที่ ซ้อม–วิ่ง–เชียร์ ร่วมกัน

สาม, อัตลักษณ์และภาพจำ
“ล้านนาตะวันออก” มี ภูมิทัศน์ชนบท–ไร่นา–สายหมอก ที่ต่างจากเมืองใหญ่ การจับ “เลนธรรมชาติ” มาอยู่ในเส้นทาง และการจัดกิจกรรมวัฒนธรรมขนาดย่อมในบริเวณงาน จะทำให้ผู้มาเยือน จดจำรสชาติท้องถิ่น ผ่านสิ่งเล็ก ๆ เสียงเกราะไม้เรียกนกยามเช้า, กลิ่นกาแฟคั่วอุ่น ๆ ริมทาง, ผ้าทอและงานคราฟต์ชุมชน นี่คือ soft power ที่ไม่ต้องตะโกน

กลไกความพร้อม เมื่อ “บูรณาการ” ไม่ใช่คำสวยหรู

จากเอกสารการประชุม 7 ตุลาคม 2568 แนวทางปฏิบัติถูกไล่ชัดเป็นข้อ ๆ

  • เส้นทางและจราจร การสำรวจเส้นทางร่วมกับอปท. ทต./อบต. และสถานศึกษา เพื่อกำหนดจุดเสี่ยงทางแยก–ทางโค้ง–สะพาน พร้อมแผนปิด–เปิดช่องทางชั่วคราวให้กระทบชุมชนน้อยที่สุด
  • การแพทย์ฉุกเฉิน ประสานหน่วยกู้ชีพท้องถิ่น จุดปฐมพยาบาลเคลื่อนที่, ระบบวิทยุสื่อสาร, รถพยาบาลสแตนด์บายตามจุดระยะ 5–7 กม., และกระบวนการส่งต่อ รพ.ใกล้ที่สุด
  • สิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุลดขยะ–คัดแยกขยะงาน, สนับสนุนแก้ว/ขวดส่วนตัว, ออกแบบจุดให้น้ำที่ลด Single-use, และกำหนดทีมเก็บกวาดหลังขบวนสุดท้าย
  • การสื่อสารผู้ร่วมงาน แผนประชาสัมพันธ์เส้นทาง–เวลาปิดถนน–จุดจอดรถ–รถรับส่ง (shuttle) ชัดเจน, แผนสภาพอากาศ–แผนปรับเวลา (หากมี) เพื่อความปลอดภัยเป็นหลัก
  • มิติชุมชน บูธชุมชน–ตลาดเล็ก ๆ ในพื้นที่จัดงาน ให้ชาวบ้านนำสินค้าพื้นถิ่น–อาหารท้องถิ่นมาจำหน่าย สร้างการมีส่วนร่วมพร้อมรายได้เสริม

ในเชิงมาตรฐาน งานวิ่งที่ดีในพื้นที่ต่างจังหวัดยุคนี้ ต้องทำให้คนในพื้นที่ “อยู่ร่วมกับงาน” อย่างราบรื่น มากกว่ารู้สึกว่าถูก “ปิดถนนให้คนนอกมาวิ่ง” เวียงเชียงรุ้งกำลังเดินในเส้นทางนี้

4 ระยะ 4 ประสบการณ์ ออกแบบให้ “เข้าถึง–สวย–ปลอดภัย”

แม้รายละเอียดระดับจุด กม. จะประกาศใกล้วันงาน แต่กรอบใหญ่ของประสบการณ์ถูกวางไว้พร้อม

  • Kilo Run 2.5 กม. — โฟกัสครอบครัว/มือใหม่ เดินสลับวิ่งได้ สนามถ่ายภาพเยอะ จุดให้น้ำ 1 จุดเพียงพอ เน้นอาสาสมัครให้กำลังใจ
  • Fun Run 5 กม. — วิ่งวนผ่านชุมชน–ทุ่งนา ทางเรียบ–เนินน้อย วิ่งกลางเช้าอากาศเย็น รับเส้นชัยพร้อมกิจกรรมสันทนาการ
  • Half Marathon 21 กม. — ระยะ “เวียงเชียงรุ้งในเช้าวันจริง” เจอเนินยาวบ้าง วิวโล่ง–ทุ่ง–เส้นทางชนบท ต้องบริหารพลัง น้ำ/เกลือแร่ทุก 2–3 กม.
  • Marathon 42 กม. — งานสำหรับนักวิ่งจริงจัง เส้นทางหลากหลายภูมิประเทศ ต้องวางแผน pace–พลังงาน–อากาศ งานบริการควรใส่จุดน้ำ–เจล–ห้องน้ำเคลื่อนที่ถี่กว่าปกติ

การให้ เสื้อ Finisher แก่ 100 คนแรก ของแต่ละระยะ (ยกเว้น Kilo Run) เป็นการวางสิ่งจูงใจที่ “ชัด แต่ไม่กดดัน” เพราะเกียรติยศยังอยู่ที่การ “ข้ามเส้นชัยอย่างปลอดภัย” มากกว่าการไล่จับเวลา

นอกเส้นทาง ดนตรี–อาหาร–วัฒนธรรม ที่ยกมารวมไว้ในสุดสัปดาห์เดียว

คอนเสิร์ต ศาล สานศิลป์” คืนก่อนแข่ง คือหัวใจดึงนักวิ่ง–ผู้ติดตามให้อยู่กับพื้นที่นานขึ้น เกิดการจับจ่าย–เข้าพัก–ใช้บริการในชุมชน นอกจากนี้ ฝ่ายจัดยังวาง พื้นที่ชิม–ช้อปของดีเวียงเชียงรุ้ง ทั้งกาแฟพื้นถิ่น–ผักผลไม้ตามฤดูกาล–อาหารล้านนาง่าย ๆ ให้เป็น “สนามพบปะ” ของคนใน–คนนอก สร้างประสบการณ์รวมที่น่าจดจำ

คิดล่วงหน้าเรื่องความเสี่ยง อากาศ–ความพร้อม–การแพ้กลูโคส

ช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศเช้าเย็น–บ่ายร้อนแดด ถ้าฟ้าเปิด การสูญเสียเหงื่ออาจสูงกว่าที่คิด โดยเฉพาะนักวิ่งมาราธอน–ฮาล์ฟ การจัดการ น้ำ–เกลือแร่–จุดพยาบาล–รถพยาบาล จึงเป็นหัวใจ นอกจากนี้ กลุ่มเสี่ยง (เช่น ผู้มีโรคประจำตัว, เคยเป็นลมแดด, ภาวะน้ำตาลต่ำ) ต้องได้รับคำแนะนำให้ เตรียมตัว–แจ้งอาสาฯ–พกยาประจำตัว รวมถึงการเผยแพร่ คู่มือเตรียมตัว 7–14 วันก่อนแข่ง เพื่อให้ทุกคนถึงเส้นชัยด้วยความปลอดภัย

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ตัวคูณที่เกิดจริงในชุมชน

งานวิ่งขนาด 700–1,000 คน มักสร้างการใช้จ่ายต่อหัวที่กระจายไปยังที่พัก–อาหาร–เดินทาง–ของที่ระลึก หากบริหาร ตลาดชุมชน ให้เชื่อมกับงานหลักอย่างเหมาะสม จะเกิด เงินใหม่” เข้าชุมชน แท้จริง (ไม่ใช่แค่หมุนภายใน) ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนท้องถิ่น (คาเฟ่–รีสอร์ท) สามารถใช้โอกาสนี้ พล็อตแพ็กเกจปลายปี ให้กับนักวิ่งที่ “กลับมาอีก” ในช่วงไฮซีซัน การสร้าง ฐานลูกค้าซ้ำ (repeaters) คืองานเงียบ ๆ ที่คุ้มค่าที่สุด

เวียงเชียงรุ้งในแผนที่ท่องเที่ยวเชียงราย เติมช่องว่าง “ธรรมชาติใกล้–จริง–อบอุ่น”

เชียงรายมีแม่เหล็กท่องเที่ยวระดับประเทศอยู่แล้ว ทั้งวัดร่องขุ่น–ไร่ชา–ดอยแม่สลอง–ดอยตุง จึงเป็นธรรมดาที่ “อำเภอใหม่ ๆ” ต้อง หาเลนเฉพาะ ของตน งานวิ่งชุมชนที่ดี ทำให้ “พื้นที่ที่คนยังไม่คุ้น” ได้โอกาสโชว์ ถนนโล่ง–ทุ่งนา–วิถีบ้าน แบบไม่ยัดเยียด เวียงเชียงรุ้งกำลังวางตำแหน่งตนเองในเลนนั้น ธรรมชาติจริงมากกว่าฉาก, ผู้คนจริงมากกว่ารีวิว, และ ประสบการณ์อบอุ่นมากกว่าเช็กอิน

เสียงที่ยังไม่ต้องเป็นคำพูด ความร่วมมือคือหัวใจ

แม้การประชุมครั้งล่าสุดไม่ได้เปิดเผยคำกล่าวอย่างเป็นทางการของผู้บริหารต่อสาธารณะ แต่สารที่ส่งออกมาชัดเจนอยู่แล้วจาก รูปแบบการทำงาน—เวียงเชียงรุ้งไม่ได้กำลังจัด “งานของใครคนหนึ่ง” หากกำลังจัด “งานของพื้นที่” ที่ทุกหน่วยต้อง เกาะเกี่ยวกัน ตั้งแต่ อบจ./อบต., โรงเรียน, โรงพยาบาล, ตำรวจทางหลวง, ผู้ใหญ่บ้าน, ชมรมอาสาสมัคร, ผู้ประกอบการท่องเที่ยว, ไปจนถึงชาวบ้านที่เปิดบ้านเป็นจุดบริการหรือลูกมือข้างทาง

ความสำเร็จของงานวิ่ง จึงมักไม่ได้จบที่จำนวนผู้เข้าเส้นชัย หากจบที่ว่า วันรุ่งขึ้น ชุมชนยังยิ้มให้กันได้เหมือนเดิม และพร้อมเปิดบ้านรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง—ซึ่งคือ “ความยั่งยืน” แบบจับต้องได้

ข้อเสนอแนะเชิงระบบ ให้ “วิ่งเลาะเวียง” เป็นสินทรัพย์ระยะยาว

  1. สร้างมาตรฐานซ้ำได้ (Repeatable Standard)
    บันทึกคู่มือจัดการเส้นทาง–จราจร–แพทย์–อาสาสมัคร–สิ่งแวดล้อม ให้ทีมรุ่นต่อไปทำซ้ำได้โดยไม่เริ่มจากศูนย์
  2. เก็บข้อมูลจริง (Event Intelligence)
    เก็บข้อมูลอายุ–ภูมิลำเนา–พฤติกรรมจับจ่าย–ระยะพักคืน–ความพึงพอใจ เพื่อนำไปออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยวและสปอนเซอร์ปีหน้า
  3. เชื่อมการศึกษา–สุขภาพ (Schools x Health)
    ใช้งานวิ่งเป็นตัวคูณให้โรงเรียนในพื้นที่สร้างชมรมวิ่ง–ชมรมอาสาฯ ต่อเนื่อง สร้างทุนสุขภาพเยาวชน
  4. ยั่งยืนสิ่งแวดล้อม (Green Race)
    ลด single-use อย่างจริงจัง, จัดคัดแยกขยะ, ส่งเสริมรีฟิล, และรายงาน “คาร์บอนฟุตพริ้นต์” คร่าว ๆ หลังจบงาน เพื่อเป็นโมเดลงานสีเขียวของจังหวัด

เชิญชวนด้วยความพร้อมใจ 22–23 พฤศจิกายนนี้ พบกันที่เวียงเชียงรุ้ง

  • สถานที่: โรงเรียนอนุบาลเวียงเชียงรุ้ง
  • ระยะ: 2.5 กม. (Kilo Run) / 5 กม. (Fun Run) / 21 กม. (Half) / 42 กม. (Full)
  • ของที่ระลึก: ผู้เข้าเส้นชัย 100 คนแรกของแต่ละระยะ (ยกเว้น Kilo Run) รับเสื้อ Finisher / Kilo Run รับกระบอกน้ำที่ระลึก
  • กิจกรรมพิเศษ: มินิคอนเสิร์ต ศาล สานศิลป์” วันที่ 22 พ.ย. เวลา 19.00 น.
  • หัวใจของงาน: วิ่งอย่างปลอดภัย เคารพชุมชน สนับสนุนของดีท้องถิ่น และพากันกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม

เวียงเชียงรุ้งอาจไม่ได้อยู่กลางแผนที่ท่องเที่ยวหลักของเชียงราย แต่ในสุดสัปดาห์ปลายฝนต้นหนาวนี้ เมืองเล็กกำลังเปิดทางให้ทุกคนได้ “เลาะ” พื้นที่ที่เงียบงามด้วยรองเท้าคู่เดิม และหัวใจที่ตั้งใจจะวิ่งเพื่อสุขภาพ เพื่อชุมชน และเพื่อความจำดี ๆ ร่วมกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  •  สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพะเยา
  • ที่ว่าการอำเภอเวียงเชียงรุ้ง
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • กรมการท่องเที่ยว
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY WORLD PULSE

เวียดนามทุบสถิติส่งออกกาแฟทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์ บทเรียนยุทธศาสตร์อาเซียน

เวียดนามทุบสถิติโลก “ส่งออกกาแฟทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์” ท่ามกลางศึกภาษีสหรัฐฯ บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์และแรงสั่นสะเทือนในอาเซียน

กรุงฮานอย/เวียดนาม, 7 ตุลาคม 2568 —ต้นไตรมาสสี่ บนถนนกาแฟย่านโบราณของกรุงฮานอย กลิ่นหอมเข้มจาก โรบัสตา ที่ถูกชงด้วย “ฟินฟิลเตอร์” ยังอยู่คู่วัฒนธรรมเวียดนามดังเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือ “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ของเมล็ดเล็ก ๆ เหล่านี้—ที่เพิ่งพาเศรษฐกิจทั้งชาติสร้างสถิติ มูลค่าการส่งออกกาแฟทะลุหลัก 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางพายุการค้าโลกและมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ที่ยังร้อนระอุ

รายงานจากหน่วยงานเศรษฐกิจเวียดนามสะท้อนภาพเดียวกัน ช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.–ก.ย. 2568) มูลค่าการส่งออกกาแฟพุ่งขึ้น 61% เมื่อเทียบปีก่อน แตะ 6.98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมระหว่าง ต.ค. 2567–ส.ค. 2568 ตัวเลขรายปี ทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์ แล้ว เป็น “การทุบเพดาน” ที่สะท้อนทั้งอุปสงค์โลกที่ยังแกร่ง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวนในทางบวก และความสามารถในการผลักดันห่วงโซ่มูลค่า (value chain) ของประเทศผู้ส่งออกอันดับสองของโลก รองจากบราซิล

ขณะเดียวกัน ในสนามการค้ารายใหญ่ที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกา เวียดนามยังทำ ดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ ราว 9.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วง 9 เดือน เพิ่มขึ้นถึง 28% แม้จะเจอ “ภาษีทรัมป์ 20%” กับสินค้าหลายรายการตั้งแต่สิงหาคมเป็นต้นมา ภาพรวมจึงไม่ได้มีเพียง กาแฟที่แพงขึ้น” แต่รวมถึงการ ยืนระยะ” ด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และสินค้าที่อาศัยยุทธศาสตร์ China+1 เป็นแรงหนุนหลัง

กาแฟคือ “ทองคำดำ” ของปี

  • ทำสถิติใหม่ใน 9 เดือน มูลค่าส่งออกกาแฟเวียดนาม 6.98 พันล้านดอลลาร์ เพิ่ม 61% YoY แซงทั้งปีที่ผ่านมาแล้ว
  • รายปีทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์ เมื่ออิงรอบ 12 เดือน ต.ค. 2567–ส.ค. 2568 สื่อนานาชาติรายงาน ทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์ครั้งแรก
  • โรบัสตาคือพระเอก สายพันธุ์โรบัสตายังเป็นแกนหลัก คิดเป็นมูลค่าราว 4.9 พันล้านดอลลาร์ ในปีนี้ ขณะที่อราบิกายังมีสัดส่วนรอง
  • อานิสงส์ “ราคาโลก + ยุโรป”  ราคากาแฟโลกทำจุดสูงสุดช่วงต้นปี ก่อนปรับฐานและดีดกลับใน ส.ค.–ก.ย. ขณะที่อุปสงค์ยุโรปยังแข็งแรง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมกาแฟสำเร็จรูปและเบลนด์

ความหมายเชิงโครงสร้าง คือ เวียดนามไม่ได้ชนะเพียง “ปริมาณ” แต่ชนะที่ “มูลค่า” จาก ราคาตลาดโลกที่เป็นใจ + ความพร้อมของซัพพลายเชนปลายน้ำ ตั้งแต่การแปรรูปไปจนถึงการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (hedging) เพื่อบริหารความเสี่ยงราคา

ศึกภาษีสหรัฐฯ ทำไม “เกินดุล” ยังพุ่ง?

แม้สหรัฐฯ จะบังคับใช้มาตรการภาษีในอัตรา 20% กับสินค้าหลายหมวดจากเวียดนามตั้งแต่เดือนสิงหาคม เวียดนามยังรักษา “แรงส่ง” ได้ด้วย 4 ปัจจัยหลัก

  1. ค่าเงินดองอ่อนค่า ทำให้ราคาสินค้าเวียดนามถูกลงในสกุลดอลลาร์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  2. ภาษีตอบโต้ยังแข่งขันได้ เทียบกับผู้ผลิตในเอเชียบางประเทศที่เผชิญอัตราภาษี 19%–50%
  3. ย้ายฐาน China+1 ผู้ผลิตข้ามชาติเร่งกระจายความเสี่ยงจากจีน สร้างคำสั่งซื้อใหม่ในเวียดนาม
  4. โครงสร้างสินค้า ไปสหรัฐฯ ยังมีหมวดที่ฟอร์มดี เช่น คอมพิวเตอร์/อิเล็กทรอนิกส์ (~30.3 พันล้านดอลลาร์) และ เครื่องจักร (~17.4 พันล้านดอลลาร์)

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกหมวดจะชนะ เสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ และรองเท้า หดตัวแรง ตามรายงานรายเดือน สะท้อนว่า “ภาษี + อุปสงค์เฉพาะหมวด” สั่นคลอนอุตสาหกรรมที่พึ่งแรงงานเข้มข้นมากกว่าอุตสาหกรรมเทคและเครื่องจักร

GDP โต 8.2% ในไตรมาส 3 แต่เป้าหมายทั้งปียัง “โหด”

  • GDP ไตรมาส 3/2568 = 8.2% YoY แข็งแกร่งอันดับสองตั้งแต่ปี 2554 แรงขับจาก อุตสาหกรรม–ก่อสร้าง–บริการ
  • 9 เดือนแรก โต 7.85% และ เกินดุลการค้ารวม 16.8 พันล้านดอลลาร์
  • โจทย์ไตรมาส 4 หากต้องการแตะเป้าหมายทั้งปี 8.5% จำเป็นต้องโต 10.2% ในไตรมาส 4 ซึ่งสูงกว่าฐานจริงของปีก่อน (ไตรมาส 4/2567 = 7.6%)

ภาพรวมเชิงนโยบาย เวียดนามยังคงยึดเส้นทาง “ประเทศกำลังพัฒนาฐานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รายได้ปานกลางระดับบนภายในปี 2573” โดย GDP ต่อหัว ปี 2567 อยู่ราว 4,700 ดอลลาร์ หัวรถจักรคือภาคอุตสาหกรรม–บริการ ขณะที่เกษตร–ป่าไม้–ประมงมีสัดส่วนต่ำกว่า 10% แต่ยังมี “สินค้าเรือธง” อย่างกาแฟที่ต่อท่อรายได้สกุลดอลลาร์ให้ประเทศ

กลไกกาแฟเวียดนาม ทำไมถึง “วิ่งแซง” ตลาดโลก

  1. ฐานการผลิตกระจาย—แต่รวมศูนย์เชิงระบบ
    ภูมิภาค Central Highlands (โดยเฉพาะดั๊กลั๊ก ลำดง เกียไล) ปลูกโรบัสตาเป็นหลัก มีระบบ สหกรณ์–ผู้ส่งออก–ผู้แปรรูป ที่เชื่อมต่อกันและเข้าถึงการเงิน/ความรู้มากขึ้น
  2. ยกระดับหลังสวน (post-harvest) และมาตรฐาน
    การคัดคุณภาพ การลดความชื้น การคั่ว–บด และมาตรฐานความปลอดภัยอาหารทำได้สม่ำเสมอมากขึ้น จึง ขายมูลค่า ไม่ใช่แค่ขาย “ตันละเท่าไร”
  3. บริหารราคาเชิงรุก
    ผู้เล่นรายใหญ่ใช้สัญญาล่วงหน้า (hedging) และกระจายตลาดทั้งยุโรป–เอเชีย–อเมริกา ช่วยคุมความเสี่ยง ราคาผันผวน และล็อกส่วนต่างกำไร
  4. เล่าเรื่องชาติ—วางแบรนด์กาแฟ
    จาก “กาแฟข้น–เข้ม–หวาน” เวียดนามขยับสู่ ความหลากหลายของเมนูและโพรไฟล์รสชาติ เปิดพื้นที่พรีเมียมควบคู่โรบัสตาแมส

สารสะท้อนถึงไทย โอกาสและแรงกดดัน “สองชั้น” ในตลาดกาแฟโลก

ไทย—โดยเฉพาะ ภาคเหนือ (เชียงใหม่–เชียงราย) และ ภาคใต้ (ชุมพร)—มีทรัพยากรภูมิอากาศเหมาะสมสำหรับ อราบิกา และโรบัสตาเชิงพาณิชย์ แต่จุดอ่อนคือ สเกลและมาตรฐานหลังสวน ที่ยังไม่สม่ำเสมอเท่าเวียดนาม หากไทยต้องการ “เข้าเส้นเลือด” ของตลาดยุโรป–ภูมิภาคที่เน้นมาตรฐาน จำเป็นต้อง:

  • ยกระดับ post-harvest ให้ได้มาตรฐานเดียว (ความชื้น–การคัด–การเก็บรักษา)
  • รวมกลุ่ม–สัญญาการตลาด กับผู้คั่ว–ผู้ซื้อรายใหญ่ เพื่อสร้างความแน่นอนด้านราคา
  • แบรนด์ภูมิภาค ผลักดัน GI/Single Origin (เช่น ดอยตุง ดอยช้าง แม่สลอง) ให้มีเรื่องเล่า–มาตรฐาน–รสชาติที่คาดเดาได้

ในศึกส่งออกไปสหรัฐฯ และอาเซียน

หากเวียดนามยัง “รักษาระยะ” เกินดุลกับสหรัฐฯ ได้แม้ภาษีขึ้น ขณะที่ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์–เครื่องจักร กระชับกับห่วงโซ่โลก มากขึ้น ไทยจำเป็นต้อง:

  • ลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง (โลจิสติกส์–พลังงาน–กฎระเบียบ) ให้แข่งขันได้
  • เจาะช่องว่างที่เวียดนามอ่อนแรง จากภาษีในหมวดเสื้อผ้า/รองเท้า ด้วยคุณภาพ–ความเร็ว–ดีไซน์
  • ดึง FDI คุณภาพสูง ในหมวดที่ไทยมีระบบซัพพลายเชนเข้มแข็ง (ยานยนต์ใหม่–ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง–อาหารแปรรูปพรีเมียม)

สงครามราคาที่ไม่ใช่แค่ “ราคา”  บริหารความเสี่ยงเหวี่ยงของโภคภัณฑ์

ราคากาแฟที่พุ่งและผันผวนคือ ดาบสองคม ด้านดีช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออก ด้านเสี่ยงคือ ความผันผวนรายได้เกษตรกร–ผู้ประกอบการ หากไม่มีเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ไทยและผู้ผลิตรายย่อยในอาเซียนควรเร่ง:

  • เข้าถึงองค์ความรู้สัญญาล่วงหน้า–ประกันความเสี่ยง ผ่านสหกรณ์/ธนาคารของรัฐ
  • กระจายพืช–กระจายตลาด เพื่อไม่ “ผูกชะตา” กับพืชชนิดเดียว
  • ยกระดับข้อมูลตลาด (market intelligence) แบบใกล้เคียงเรียลไทม์ เพื่อปรับแผนการขาย–สต็อก

เวียดนามในเส้นทาง “ประเทศอุตสาหกรรมสมัยใหม่”

  • เป้าหมาย 2573 เป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ฐานอุตสาหกรรมสมัยใหม่
  • โครงสร้าง GDP บทบาทบริการ >50%, อุตสาหกรรม–ก่อสร้าง >40%, เกษตร <10%
  • เครื่องยนต์ กาแฟคือ soft power ทางเกษตรที่แปรเป็นดอลลาร์ ส่วนเครื่องจักร–อิเล็กทรอนิกส์คือฐานรายได้ใหม่

สำหรับไทย บทเรียนจากเวียดนามคือ ความสม่ำเสมอเชิงระบบ” ตั้งแต่หลังสวน–แปรรูป–โลจิสติกส์–การเงิน ไปจนถึง สัญญาตลาดและแบรนด์ เมื่อองค์ประกอบทั้งห้า “ล็อกเข้าที่” ผลลัพธ์ที่ได้คือ ตัวเลขส่งออกที่ยืนระยะ แม้เผชิญแรงกดดันภายนอก

จะ “ไล่ให้ทัน” หรือ “แซงในเลนถนัด” ของไทย

  1. กาแฟไทย = คุณค่าไม่ใช่ปริมาณ
    ใช้ “เรื่องเล่าภูมิประเทศ + มาตรฐานหลังสวน + นักคั่ว–บาริสต้ามืออาชีพ” จับตลาดพรีเมียม–ท่องเที่ยวกาแฟ (coffee tourism) โดยเฉพาะภาคเหนือ
  2. เครื่องจักร–อิเล็กทรอนิกส์ = โฟกัสช่องเฉพาะ
    ลงทุนใน นิคมอัจฉริยะ พลังงานสะอาด–โลจิสติกส์รวดเร็ว–ทักษะฝีมือขั้นสูง สร้างข้อได้เปรียบเชิงคุณภาพแทนสงครามราคาตรง ๆ
  3. การค้ายุคภาษี–ภูมิรัฐศาสตร์
    เร่ง ทำความตกลงย่อยกับรัฐ–เมือง–ผู้ซื้อรายใหญ่ สร้าง “ทางลัด” ให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงซัพพลายเชน แม้เผชิญภาษี
  4. ข้อมูล–การเงิน–ความเสี่ยง
    ตั้ง ศูนย์ข้อมูลโภคภัณฑ์ระดับจังหวัด/ภูมิภาค เชื่อมตลาดโลก + เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงสำหรับเกษตรกร–SMEs

การที่เวียดนาม ส่งออกกาแฟทะลุ 7 พันล้านดอลลาร์ พร้อมรักษาแรงส่งการค้ากับสหรัฐฯ ในเงื่อนไขภาษีใหม่ สะท้อน ความพร้อมของระบบ มากกว่าวาระแห่งปี กาแฟจึงไม่ใช่เพียงเครื่องดื่ม แต่คือ ยุทธศาสตร์ชาติ ที่เชื่อมเกษตร—อุตสาหกรรม—การค้า—การเงินเข้าไว้ด้วยกัน

สำหรับไทย สัญญาณนี้เป็นทั้ง แรงบันดาลใจและสัญญาณเตือน ว่า การยกระดับ หลังสวน–มาตรฐาน–แบรนด์–ตลาด–การเงิน ต้องเดินพร้อมกัน จึงจะเปลี่ยน “ของดีในพื้นที่” ให้เป็น “มูลค่าในโลก” ได้อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Vietnam General Statistics Office (GSO)
  • Vietnam Customs (General Department of Vietnam Customs)
  • Nikkei Asia
  • Xinhua News Agency
  • Vietnam National Coffee & Cocoa Association (VICOFA)
  • International Coffee Organization (ICO)
  • U.S. Trade Policy/Notices
  • กระทรวงอุตสาหกรรม–กระทรวงพาณิชย์ไทย / กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

“หนองน้ำพุ” 180 ล้านบาท แลนด์มาร์กใหม่แม่สาย สู่ศูนย์สุขภาพชุมชน 82 ไร่

หนองน้ำพุ” 180 ล้านบาท แลนด์มาร์กใหม่ 82 ไร่ของแม่สาย สวนสาธารณะ–ศูนย์สุขภาพชุมชนใกล้บ้าน สร้างเสร็จครบเฟส เตรียมส่งมอบบริหารให้ อบต.โป่งผา

เชียงราย, 7 ตุลาคม 2568 — พื้นที่เหนือสุดแดนสยาม ลมจากดอยผ่าลงมาช่วยพาไอเย็นแตะผิวน้ำ “หนองน้ำพุ” แหล่งพักผ่อนขนาด 82 ไร่ กลางตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย ชาวบ้านเดิน–วิ่ง–ปั่นจักรยานสลับกันตามลู่วิ่งรอบบึง เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ บนลานกิจกรรมคละเคล้าเสียงนกน้ำ—ภาพที่หลายคนเคยจินตนาการ วันนี้กลายเป็น “ของจริง” หลังโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จเต็มรูปแบบ และกำลัง รอพิธีส่งมอบพื้นที่อย่างเป็นทางการ จากกรมโยธาธิการและผังเมืองสู่ องค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา (อบต.โป่งผา) เพื่อเริ่มต้นบทบาทการบริหารจัดการโดยชุมชนอย่างเป็นระบบ

โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 180 ล้านบาท ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดเชียงราย สังกัดกระทรวงมหาดไทย ในกรอบ โครงการพัฒนาพื้นที่รอบอุทยานถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) ดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี (พ.ศ. 2566–2568) จนเสร็จสมบูรณ์ตามแบบแปลน ทั้งคันบ่อ ระบบภูมิสถาปัตยกรรมทางน้ำ ลู่วิ่ง–ทางจักรยาน ลานอเนกประสงค์ และพื้นที่สีเขียวรองรับกิจกรรมครอบครัว

ดร.ณัชชา กันทะดง นายก อบต.โป่งผา กล่าวขอบคุณหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนและผลักดันให้โครงการสำเร็จ พร้อมระบุว่า การส่งมอบพื้นที่จะทำให้ อบต.สามารถจัดระบบดูแล–บำรุงรักษา จัดตารางกิจกรรม และพัฒนาเฟสต่อเนื่องได้อย่างเต็มศักยภาพ “หนองน้ำพุคือพื้นที่สาธารณะของทุกคน และเราจะทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางสุขภาพ–คุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง”

จาก “แนวคิด” สู่ “พื้นที่ที่จับต้องได้” บทเรียนการพัฒนาเชิงระบบ

หนองน้ำพุ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการถมดิน–ขุดบ่ออย่างฉับพลัน แต่เป็นผลของการวางผังและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะอย่างมีขั้นตอน จุดเน้นของโครงการมีสองมิติที่เดินคู่กัน ได้แก่

  1. มิติสิ่งแวดล้อมและภูมินิเวศ
  • ใช้ “บึงหนอง” เป็นแกนกลาง เพื่อทำหน้าที่ทั้ง พื้นที่รับน้ำ ในฤดูฝน, บ่อหน่วงน้ำ ช่วยชะลอน้ำหลาก และ แหล่งน้ำหล่อเลี้ยงพืชพรรณ ในหน้าแล้ง
  • ออกแบบ พื้นที่ชุ่มน้ำตื้น (shallow wetland) รอบบึง ช่วยกรองตะกอน–ดูดซับสารอาหารส่วนเกิน เพิ่มความหลากหลายของสัตว์น้ำและนกอพยพ
  • ปลูกไม้ยืนต้นท้องถิ่นให้ร่มเงา ลดเกาะความร้อนในเมือง (urban heat island) รอบชุมชน
  1. มิติสุขภาวะและพื้นที่สาธารณะ
  • ลู่วิ่ง–ทางจักรยานแยกเลน, ลานกิจกรรมอเนกประสงค์, สนามเด็กเล่น, ลานผู้สูงอายุ และจุดชมวิวรอบหนอง
  • แนวคิด Universal Design ทางลาด–ราวจับ–พื้นผิวต่างสัมผัส เพื่อให้ผู้พิการและผู้สูงวัยเข้าถึงได้จริง
  • จุดลาน “สันทนาการครอบครัว” ที่มองเห็นผืนน้ำ เปิดรับลม ดึงคนทุกช่วงวัยให้ออกมาใช้พื้นที่ร่วมกัน

เมื่อรวมกับเครือข่ายพื้นที่สาธารณะเดิม—วัด โรงเรียน ตลาด และทางเชื่อมสัญจรของหมู่บ้าน—หนองน้ำพุจึงกลายเป็น “หัวใจสีเขียว” ดวงใหม่ของตำบลโป่งผา เชื่อมชีวิตประจำวันของผู้คนกับธรรมชาติอย่างแนบเนียน

ตัวเลขที่เล่าเรื่อง 20,000+ การใช้งาน—สัญญาณ “ถูกจริตชุมชน”

แม้ยังไม่เข้าสู่โหมดบริหารเต็มรูปแบบ อบต.โป่งผา ระบุว่าตลอดช่วงทดสอบพื้นที่และเปิดใช้บางส่วน มีประชาชนมาใช้บริการเพื่อเดิน–วิ่ง–ปั่น–เล่นกีฬา และทำกิจกรรมครอบครัว สะสมมากกว่า 20,000 คน ตัวเลขนี้สะท้อนสองประเด็นสำคัญ

  • ความต้องการจริง (real demand) ของคนในพื้นที่ต่อ “สนามสุขภาพกลางแจ้ง” ที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และฟรี
  • พฤติกรรมสุขภาพที่เริ่มเปลี่ยน—จากอยู่กับบ้านสู่การออกมาทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่สาธารณะ สอดคล้องกับกรอบแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ชี้ว่าผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง อย่างน้อย 150–300 นาที/สัปดาห์ และเด็ก–เยาวชนควรมีกิจกรรมทางกาย เฉลี่ย 60 นาที/วัน การมี “พื้นที่ชวนขยับ” ใกล้บ้านถือเป็นปัจจัยเอื้อที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกายได้จริง

สาระสำคัญ คือ หนองน้ำพุไม่ได้เป็นเพียง “สวนสวย” แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานสุขภาพเชิงป้องกัน” (preventive health infrastructure) ที่ลดค่าใช้จ่ายระบบสุขภาพระยะยาวในมิติไม่เป็นทางการ

หลังส่งมอบ 4 งานใหญ่ที่ อบต.โป่งผา ต้องทำทันที

เมื่อกรมโยธาธิการฯ ส่งมอบพื้นที่อย่างเป็นทางการ อบต.จะเป็น “แม่บ้านหลัก” ของผืนที่ 82 ไร่นี้ งานเร่งด่วนที่ต้องทำคู่กันมีอย่างน้อย 4 เรื่อง

  1. จัดระเบียบการใช้งาน–ความปลอดภัย
  • เวลาเปิด–ปิด, เส้นทางเข้า–ออก, การติดตั้งไฟส่องสว่าง, กล้องวงจรปิด, จุดปฐมพยาบาล–AED, ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน
  • แนวร่วมชุมชน ตั้งอาสาสมัครดูแลพื้นที่ (park steward) ร่วมกับผู้นำชุมชน–อสม.–เยาวชน
  1. แผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive O&M)
  • ตารางตัดหญ้า–ดูแลไม้ยืนต้นกำจัดวัชพืชน้ำอย่างถูกวิธี (เลี่ยงสารเคมี), ลอกตะกอนตามรอบเวลา, ตรวจอุปกรณ์สนาม พื้นทาง ราวจับ
  • การจัดการขยะและน้ำเสียจากกิจกรรมให้ไม่รบกวนคุณภาพน้ำในหนอง
  1. ออกแบบปฏิทินกิจกรรมสาธารณะประจำปี
  • “สัปดาห์สุขภาพชุมชน”, งานวิ่งการกุศล, ตลาดสีเขียวสินค้าเกษตรปลอดเผา, เวิร์กช็อปจักรยาน–พายเรือ, ลานดนตรีเยาวชน
  • โปรแกรม “หมอชวนวิ่ง ครูชวนขยับ ผู้ใหญ่บ้านชวนเดิน” เชื่อมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.), โรงเรียน, กลุ่มผู้สูงอายุ
  1. ระบบการเงินเพื่อความยั่งยืน
  • ตั้ง “กองทุนดูแลสวน” จาก 3 ช่องทาง งบประจำ, รายได้กิจกรรม/เช่าพื้นที่เฉพาะครั้ง (non-commercial friendly), และเงินร่วมบริจาคโปร่งใส
  • คู่มือธรรมาภิบาล เผยแพร่รายรับ–รายจ่ายรายไตรมาส, เปิดรับข้อเสนอชุมชน, ตั้งคณะกรรมการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ

แก่นคิด คือ พื้นที่สาธารณะจะ “อยู่รอด” ได้ก็ต่อเมื่อกลายเป็น “ของเรา” ของทุกคน—ไม่ใช่เพียงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฝ่ายเดียว

เชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่น สวนสาธารณะไม่ใช่ “ต้นทุนจม”

แม้โครงการใช้งบ 180 ล้านบาท แต่ผลตอบแทนทางสังคม–เศรษฐกิจที่ “ไม่ติดป้ายราคา” มีมากกว่าที่คิด

  • สุขภาพดี = ค่าใช้จ่ายรักษาลด เพิ่มกิจกรรมทางกายของชุมชน ลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระยะยาว
  • เศรษฐกิจชุมชนหมุน แผงน้ำดื่มผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาตรฐานสะอาด (ไม่ขายเครื่องดื่มหวานจัด), กิจกรรมวิ่ง–ปั่น–เวิร์กช็อปสร้างรายได้เสริม
  • การท่องเที่ยวใกล้บ้าน (micro tourism)  ผู้มาเยือนแม่สาย–ถ้ำหลวงฯ มี “จุดพักจุดเรียนรู้ธรรมชาติ” เพิ่มอีกแห่งหนึ่ง เชื่อมเส้นทางวัด ชุมชน ไร่เกษตรยั่งยืน
  • มูลค่าที่ดินโดยรอบ–คุณภาพชีวิต พื้นที่สีเขียวคุณภาพดีเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินรอบข้างในกรอบผังเมือง พร้อมลดความร้อนและน้ำท่วมเฉียบพลันแบบบัฟเฟอร์ธรรมชาติ

เมื่อรวมกับ “อัตลักษณ์ท้องถิ่น” ที่ อบต.ตั้งใจสื่อผ่าน เสื้อลายผ้าน้ำผุด” ของนายก อบต.และทีมงาน หนองน้ำพุจึงทำหน้าที่เป็น “ห้องรับแขกกลางแจ้ง” ของตำบลโป่งผา—เชื้อเชิญให้คนแปลกหน้าได้รู้จักวัฒนธรรมและวิถีชีวิตกึ่งเมือง กึ่งภูเขาที่งดงามของชายแดนแม่สาย

คำถาม–คำตอบเชิงนโยบาย ทำอย่างไรให้ “หนองน้ำพุ” อยู่ดีมีอนาคตยืนยาว

ถาม: งบ 180 ล้านบาท ควรคาดหวังอะไรใน 3–5 ปีแรก?
ตอบ: (1) ดัชนีกิจกรรมทางกายของชุมชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง, (2) อัตราใช้พื้นที่เฉลี่ยต่อวัน ต่อสัปดาห์ชัดเจนและเติบโต, (3) กิจกรรมสาธารณะคุณภาพสม่ำเสมออย่างน้อยรายเดือน, (4) ระบบ O&M เดินได้จริงโดยมีชุมชนมีส่วนร่วม, (5) คุณภาพน้ำ–ความหลากหลายชีวภาพรอบหนองไม่ถดถอย

ถาม: จะหลีกเลี่ยงปัญหา “สวนสาธารณะสวยเฉพาะวันเปิด” ได้อย่างไร?
ตอบ: สร้าง ผู้ใช้แกนกลาง” (core users) ตั้งแต่ต้น—กลุ่มวิ่ง–จักรยาน ผู้สูงอายุ เยาวชน ให้มี “สิทธิ–หน้าที่” ร่วมดูแลพื้นที่ ควบคู่สมดุลกิจกรรมฟรีและกิจกรรมหารายได้เพื่อกองทุนบำรุง โดยมีธรรมาภิบาลโปร่งใสตรวจสอบได้

ถาม: ทำไมต้องย้ำ Universal Design?
ตอบ: เพราะประชากรสูงวัยในเชียงรายเพิ่มต่อเนื่อง การออกแบบที่ทุกคนใช้ได้จริงคือ ความเป็นธรรมด้านพื้นที่ และทำให้สวนเป็น “ของจริง” สำหรับคนทั้งตำบล ไม่ใช่เฉพาะคนแข็งแรงหรือวัยทำงาน

ถาม: หนองน้ำพุจะช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมจริงหรือ?
ตอบ: หากจัดการคันบ่อ พืชน้ำ–ตะกอนตามรอบเวลา และลดสารเคมี–ขยะได้สม่ำเสมอ บึงหนองทำงานเป็น ระบบนิเวศบริการ (ecosystem services) ทั้งบรรเทาน้ำหลาก ลดความร้อน เพิ่มความหลากหลายชีวภาพ และเป็นคลังคาร์บอนขนาดย่อม

เส้นทางข้างหน้า ปฏิทิน “หนองน้ำพุ—สวนของเรา”

เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพการใช้ประโยชน์หลังส่งมอบ อบต.สามารถประกาศปฏิทินกิจกรรมสามชุดหลัก

  1. สุขภาพชุมชน
  • เดิน–วิ่งทุกเช้าวันอังคาร/พฤหัส, โยคะเย็นวันเสาร์, “คุณตาคุณยายฟิต” เวทเทรนนิงแบบปลอดภัย, คลาสปั่นจักรยานสำหรับเด็ก
  • คลินิกโภชนาการร่วม รพ.สต. ลดหวาน–มัน–เค็ม
  1. สิ่งแวดล้อม–การเรียนรู้
  • วันชวนปลูกไม้พื้นถิ่น–ปลูกพืชน้ำ, ส่องนก–ส่องแมลง, “วิทยาศาสตร์ริมหนอง” สำหรับโรงเรียน
  • งานตลาดสีเขียว สินค้าภูมิปัญญา–เกษตรปลอดเผา
  1. วัฒนธรรม–ครอบครัว
  • ลานดนตรีเยาวชนทุกปลายเดือน, หนังกลางแปลงครอบครัว, กิจกรรมวันสำคัญ–งานบุญชุมชน เชื่อมศิลป์ชนเผ่าท้องถิ่น

ทั้งหมดต้องเดินคู่กับ กติกาใช้พื้นที่ ที่ชัดเจน (เสียง–เวลา–ความสะอาด–การใช้จักรยาน–สัตว์เลี้ยง) เพื่อรักษาความสมดุลระหว่าง “ความสนุก” และ “ความสงบ” ของคนรอบหนอง

เสียงจากพื้นที่ความภูมิใจที่ “จับต้องได้”

นอกจากคำขอบคุณของผู้บริหารท้องถิ่น หลายครอบครัวเริ่มมองหนองน้ำพุเป็น สนามหลังบ้านของตำบล” เด็ก ๆ ได้มีที่วิ่งเล่น คนทำงานมีที่ปลดล็อกร่างกาย ผู้สูงอายุมีที่พบปะเพื่อนฝูง ยิ่งไปกว่านั้น หนองน้ำพุยังกลายเป็น จุดเริ่มต้นบทสนทนา เรื่องสิ่งแวดล้อม–สุขภาพ–วัฒนธรรม ที่ผู้คนมีส่วนร่วม—ไม่ใช่เพียงผู้รับนโยบาย

“หนองน้ำพุคือพื้นที่สาธารณะของทุกคน…เราจะทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางสุขภาพ–คุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง” — ดร.ณัชชา กันทะดง นายก อบต.โป่งผา

“หนองน้ำพุ” คือกรณีศึกษาว่าการลงทุนพื้นที่สาธารณะอย่างมี วิสัยทัศน์–วินัย–วัฒนธรรมการมีส่วนร่วม สามารถแปลงงบประมาณ 180 ล้านบาทให้เป็น “สินทรัพย์สาธารณะ” ที่สร้างผลตอบแทนทางสังคม–เศรษฐกิจระยะยาวได้จริง อำเภอชายแดนอย่างแม่สายจึงไม่ได้มีเพียงภาพการค้าชายแดนคึกคัก แต่ยังมี อุทยานน้ำ–สวนสุขภาพชุมชน ที่เสริมคุณภาพชีวิตผู้คน

เมื่อพิธีส่งมอบเดินหน้า อบต.โป่งผาจะก้าวสู่บทบาท “ผู้จัดการสวน” ที่ท้าทาย—มีทั้งงานบำรุงรักษา การเงินโปร่งใส กิจกรรมที่เข้าถึงทุกวัย และระบบความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ หากทำได้ครบ “หนองน้ำพุ” จะไม่ใช่เพียง แลนด์มาร์กใหม่ 82 ไร่ แต่เป็น สัญญาใจ ว่าพื้นที่สาธารณะคุณภาพดี สามารถเกิดและยืนยาวได้ ด้วยมือของคนในชุมชนเอง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา (อบต.โป่งผา), อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดเชียงราย (กระทรวงมหาดไทย)
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง (DPT), กระทรวงมหาดไทย
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • กรมอนามัย, กระทรวงสาธารณสุข / สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

เวิลด์แบงก์ชี้ “ไทยเสี่ยงภัยพิบัติสูง” โอกาสทองเปลี่ยนวิกฤตสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เวิลด์แบงก์ชี้ “ไทยเสี่ยงภัยพิบัติสูง” เปิดหน้าต่างแห่งโอกาส เปลี่ยนวิกฤตสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทางรอดของการเติบโตระยะยาว มุมมองเชิงลึกจากกรุงเทพฯถึงเชียงราย

ประเทศไทย, 7 ตุลาคม 2568 — นาฬิกาสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยกำลังเดินเร็วขึ้นกว่าที่คาด เมื่อ ธนาคารโลก (World Bank) เผยรายงาน Thailand Country Climate and Development Report (CCDR) ฉบับล่าสุด (เมษายน 2568) ชี้ชัดว่าไทยเผชิญความเสี่ยงสูงจากอุทกภัย ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน ซึ่งไม่เพียงบั่นทอนคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน แต่ยังกดทับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรมและศูนย์กลางเศรษฐกิจจากลุ่มเจ้าพระยาถึงมหานครริมทะเลอย่างภูเก็ต

รายงานระบุว่า แม้ไทยตั้งธงใหญ่คือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ภายในปี 2593 และ การปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)” ภายในปี 2608 แต่ “ระยะทาง” ระหว่างวันนี้กับวันนั้นเต็มไปด้วยหลุมบ่อ น้ำท่วมที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่คืบคลานสู่เมืองชายฝั่ง ภัยแล้งที่ยื้อยุดผลผลิตเกษตรภาคเหนือ–อีสาน รวมถึงความเสี่ยงใหม่อย่าง คลื่นความร้อน ที่กระทบแรงงานกลางแจ้งและผู้สูงอายุโดยตรง ขณะเดียวกัน โครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทำให้ไทยต้อง “เร่งจูนโครงสร้าง” ครั้งใหญ่ หากหวังเดินถึงเป้าหมายตามกรอบเวลา

จุดเงยหน้าในภาพซับซ้อนนี้คือข้อเท็จจริงที่ธนาคารโลกย้ำว่า เศรษฐกิจสีเขียวไม่ใช่ต้นทุนอย่างเดียว แต่คือโอกาสทอง” ทั้งการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโลก การยกระดับความสามารถแข่งขัน และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นผ่านอุตสาหกรรมใหม่ ตั้งแต่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึง พลังงานสะอาดและประสิทธิภาพพลังงาน หากขับเคลื่อนอย่างมีระบบ ไทยไม่เพียงลดความเสี่ยง แต่ยังสร้างสมดุลการเติบโตที่ทนทานต่อโลกภูมิอากาศใหม่ (new climate normal)

ภาพใหญ่ “ความเสี่ยง–ความหวัง” ที่มาเคาะประตูพร้อมกัน

1) ภัยพิบัติถี่ขึ้น–แรงขึ้น
น้ำท่วมยังเป็นความเสี่ยงอันดับต้นของไทย ทั้งในเมืองใหญ่และพื้นที่เกษตรกรรม ลำน้ำท้องถิ่นรับน้ำไม่ทันเขตเศรษฐกิจแอ่งกระทะรับแรงกระแทกเต็ม ๆ ขณะที่ ภัยแล้ง ในเหนือ–อีสานทำให้สต็อกน้ำเขื่อนตึงมือ เกษตรกรต้องหันมาปรับพืช ลดรอบปลูก หรือยอมรับผลผลิตตกต่ำ สวนทางกับต้นทุนแรงงานและปัจจัยการผลิตที่ยื้อสูง

2) เป้าหมายสุทธิศูนย์–โจทย์โครงสร้าง
ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 0.88% ของโลก ตัวเลขอาจดูเล็ก แต่ “ความเปราะบาง” ส่งผลเกินสัดส่วน เมื่อเทียบโครงสร้างการตั้งถิ่นฐาน การใช้ที่ดิน และระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่เสี่ยง รายงานชี้ว่าการไปให้ถึง Carbon Neutrality 2593 และ Net Zero 2608 ต้องพึ่งการเปลี่ยนผ่านขนาดใหญ่ใน ภาคพลังงาน, อุตสาหกรรม, เกษตร และโครงสร้างพื้นฐานจัดการน้ำ ไม่ใช่เพียงการ “ติดตั้งแผงโซลาร์” เพิ่ม แต่คือการออกแบบระบบใหม่ทั้งห่วงโซ่อุปทานและแรงจูงใจตลาด

3) โอกาสเศรษฐกิจสีเขียว หน้าต่างไม่เปิดค้าง
โลกกำลัง “ลงคะแนนด้วยเงินลงทุน” ให้กับห่วงโซ่ผลิตที่ ปล่อยคาร์บอนต่ำ ประเทศที่เคลื่อนตัวไวจะได้ “ส่วนแบ่งตลาดอนาคต” ทั้งใน EV/แบตเตอรี่/ส่วนประกอบ, พลังงานแสงอาทิตย์–พลังงานชีวภาพ, ไปจนถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง และ การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ หากไทยปรับตัวทัน ตั้งมาตรฐาน, ใช้มาตรการการเงิน–ภาษีที่ถูกจุด, ทำตลาดคาร์บอนโอกาสจะถูกแปลงเป็น การเติบโตใหม่ ที่ยั่งยืน

เวิลด์แบงก์แนะ 3 เสาหลัก ทางด่วนสู่ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ”

ปฏิรูปพลังงานผลิตให้สะอาด ใช้ให้คุ้ม

  • เร่งสัดส่วน พลังงานหมุนเวียน ในระบบผลิตไฟฟ้า ควบคู่ การจัดการความผันผวน (grid flexibility) เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และพยากรณ์โหลดอัจฉริยะ
  • ด้าน “อุปสงค์” สนับสนุน ประสิทธิภาพพลังงาน ในอาคาร–อุตสาหกรรมมาตรฐานใหม่ของเครื่องใช้ไฟฟ้า, เข้มงวดฉลากประหยัด, เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อรีโทรฟิต

อุตสาหกรรม–เกษตรคาร์บอนต่ำ

  • ผลักดัน เทคโนโลยีปล่อยต่ำ (low-carbon) ในโรงงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด, ไอน้ำประสิทธิภาพสูง, เชื้อเพลิงผสมชีวภาพ, วัสดุหมุนเวียน
  • ภาคเกษตรขยาย การจัดการน้ำอย่างแม่นยำ, พันธุ์พืชทนแล้ง–ทนร้อน, ลด “การเผา” และส่งเสริม ชีวมวล–ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อลดการปล่อยจากดิน–ปศุสัตว์ ควบคู่ การตลาดผลิตภัณฑ์เกษตรคาร์บอนต่ำ สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ชุมชน

โครงสร้างพื้นฐานรับมือภัยพิบัติ

  • ลงทุน ระบบจัดการน้ำแบบบูรณาการ เก็บ–ระบาย–กัก–ยืดหยุ่น (multi-use storage, retention, floodways) พร้อม สารสนเทศภูมิอากาศ ระดับพื้นที่
  • โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Nature-based solutions) ป่าต้นน้ำ–พื้นที่ชุ่มน้ำ–แนวกันคลื่นธรรมชาติในชายฝั่งลดความเสี่ยงระยะยาวด้วยต้นทุนคุ้มค่า

จากกรุงเทพฯถึงเชียงราย เมื่อ “ความเปราะบาง” กระทบชีวิตจริง

ภาพรวมประเทศที่เวิลด์แบงก์ฉายยังสะท้อนชัดในจังหวัดปลายแผ่นดินอย่าง เชียงราย—จุดบรรจบแม่น้ำสาย–โขง ที่มีทั้งภูเขา–แอ่งรับน้ำ–ชายแดนการค้าคึกคัก เมืองที่รุ่งด้วย กาแฟ–ชา–ศิลปะ–วัฒนธรรมชนเผ่า–โลจิสติกส์ชายแดน ก็หนีไม่พ้นโจทย์ภูมิอากาศใหม่

  • ภัยแล้งยืดเยื้อ–ฝนทิ้งช่วง ทำให้สวนกาแฟ–ชาเสี่ยงผลผลิตไม่นิ่ง เกษตรกรรับแรงกดดันสองทางน้ำขาด/ศัตรูพืชเพิ่ม
  • น้ำหลากฉับพลัน ในพื้นที่ลาดชัน–ลุ่มน้ำท้องถิ่น กระทบโครงสร้างพื้นฐานชุมชน–การท่องเที่ยว
  • หมอกควัน/PM2.5 ฤดูร้อนปลายหนาวภาพลักษณ์ท่องเที่ยว–สุขภาพประชาชน และแรงงานกลางแจ้ง

ถ้าถามว่า “เชียงรายต้องปรับอะไร” คำตอบอยู่ใน เสาหลักเดียวกันแต่ปรับใช้ให้ตรงบริบท”

  • น้ำ อ่างเก็บ–หนอง–แก้มลิงชุมชน บริหารร่วมกัน เชื่อมข้อมูลฝน–ดิน–พืชแบบเรียลไทม์ให้ “ปลูกพอดี–ใช้น้ำพอเพียง”
  • เกษตร ปลูกผสมผสาน–ร่มเงา–หยุดเผา, ส่งเสริม กาแฟ/ชายั่งยืน เข้าสู่ตลาดพรีเมียมที่ให้ “ค่าเพิ่มจากคาร์บอนต่ำ”
  • เมือง–ท่องเที่ยว จัดการ ทางเดิน–ร่มเงา–จุดพักชุ่มน้ำ–ระบบเตือนภัย สร้างประสบการณ์ ท่องเที่ยวใส่ใจภูมิอากาศ (low-carbon travel) ให้เป็น “แบรนด์เชียงราย”

เศรษฐกิจสีเขียว ไม่ใช่แค่ทางรอดแต่คือ “ทางเลือกที่ฉลาดกว่า”

EV และอุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่
ไทยเป็นฐานผลิตยานยนต์เดิม หากยกระดับสายการผลิตสู่ EV/แบตเตอรี่/ส่วนประกอบ ได้มากขึ้นและใช้ ไฟฟ้าสะอาด ในกระบวนการ จะรักษาฐานการจ้างงานและส่วนแบ่งตลาดโลก ขณะเดียวกัน จังหวัดปลายทางอย่างเชียงรายได้อานิสงส์จาก โครงสร้างชาร์จ–ท่องเที่ยว EV-friendly และ โลจิสติกส์ไฟฟ้า สำหรับขนส่งชายแดน

พลังงานสะอาดและประสิทธิภาพพลังงาน
แสงอาทิตย์บนหลังคา (rooftop solar) สำหรับธุรกิจ–ครัวเรือน, ระบบปรับอากาศ–แสงสว่างประสิทธิภาพสูงในโรงแรม–คาเฟ่–แหล่งท่องเที่ยว สร้างผล “ต้นทุนลด–ภาพลักษณ์เพิ่ม” และถ้ารัฐเคาะ มาตรการทางการเงิน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ/ประกันราคาไฟ/ภาษีเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจะเร็วขึ้น

ท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำแม่น้ำเดียวกันต่างฝั่งได้ประโยชน์
เชียงรายมีทุนวัฒนธรรม–ศิลป์–เกษตร สร้างเส้นทาง Art–Tea/Coffee–Community แบบ Slow Travel ที่ลดการเดินทางซ้ำซ้อน, ใช้ ยานพาหนะปล่อยต่ำ, เสิร์ฟ อาหารท้องถิ่นจากเกษตรยั่งยืน, และเสนอ คอมเพนเสตคาร์บอน ให้ผู้มาเยือนทั้งสร้างประสบการณ์และรายได้กลับสู่ชุมชน

กลไกการเงิน–ภาษี สวิตช์ที่ทำให้ “ความตั้งใจ” กลายเป็น “การลงทุนจริง”

รายงานเวิลด์แบงก์ย้ำว่า ความสำเร็จอยู่ที่ การจัดลำดับนโยบาย” และ ระดมเงินทุน” ให้ถูกที่ถูกเวลา

  • ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) สร้างราคาสำหรับ “การลดปล่อย” ให้ธุรกิจเห็นผลตอบแทนชัด ทั้งในและข้ามพรมแดน (เช่น โครงการปลูกป่า–เกษตรยั่งยืน–รีโทรฟิตอาคาร)
  • ภาษีคาร์บอน/ปรับคาร์บอนข้ามแดน (CBAM) ของคู่ค้า ยิ่งกดดันให้ซัพพลายเชนไทย ใสสะอาด–ตรวจสอบได้ถ้าเตรียมตัวเร็ว เราจะเป็นซัพพลายเออร์ที่คู่ค้าอยากร่วมงาน
  • แรงจูงใจการลงทุนสีเขียว เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, เร่งลดขั้นตอนอนุญาตโครงการสะอาด, อุดหนุน R&D/สกิลแรงงานให้เอกชนเห็น ความเสี่ยงลด–ผลตอบแทนเพิ่ม”

แผน 12 เดือน” เพื่อเปลี่ยนรายงานให้เป็นผลลัพธ์ (จากส่วนกลางถึงจังหวัด)

ระดับชาติ

  1. อัปเดตแผนพลังงานและแผนภูมิอากาศให้ “เดินสอดรับ” กันระบุเป้า RE, กักเก็บพลังงาน, ประสิทธิภาพพลังงาน แบบมีไทม์ไลน์–งบ–หน่วยงานรับผิดชอบ
  2. เปิดทางตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจและเตรียมความพร้อมเครื่องมือกำกับ (MRV, registry, standard)
  3. ตั้ง “กองทุนเปลี่ยนผ่านสีเขียว” ให้สินเชื่อ/ค้ำประกันโครงการสะอาดของ SME อาคาร/โรงแรม/เกษตร

ระดับจังหวัด (ต้นแบบเชียงราย)
4) จัดทำ Climate Risk Map ระดับตำบล ชี้จุดเสี่ยงน้ำท่วม/แล้ง/ดินถล่ม–PM2.5 และ แผนตอบสนอง รายพื้นที่
5) สร้าง คอมมูนิตี้วอเตอร์แบงก์ หนอง/แก้มลิง/สระเก็บน้ำ บริหารร่วมกับเกษตรกรและเทศบาล เชื่อมข้อมูลฝน–ชลประทาน
6) ทำ Green Hospitality Standard สำหรับโรงแรม–คาเฟ่–ที่พัก ตั้งเป้าลดใช้พลังงาน/น้ำ–จัดการของเสีย–เมนูท้องถิ่น–ทางเลือกวีแกน–ข้อมูลคาร์บอนเมนู
7) ออก เชียงรายคลัสเตอร์ชา/กาแฟยั่งยืน หยุดเผา, ร่มเงา, น้ำหยด, ตรวจย้อนกลับ, รับรองมาตรฐาน ขายสู่ตลาดพรีเมียมและเชื่อมท่องเที่ยว
8) สื่อสาร เตือนภัย–คุณภาพอากาศ–สภาพจราจร แบบเรียลไทม์หลายภาษา (ไทย–อังกฤษ–จีน) ผ่านเว็บ/โซเชียล/QR ในจุดท่องเที่ยว
9) จัด เทศกาลฤดูหนาวคาร์บอนต่ำ ธีมเดียวทั้งเมือง ขนส่งสาธารณะ–ไฟประหยัดพลังงาน–ของที่ระลึกจากวัสดุหมุนเวียน
10) พัฒนา ทักษะแรงงานสีเขียว มัคคุเทศก์เล่าเรื่องภูมิอากาศ–บาริสต้า/เชฟใช้วัตถุดิบท้องถิ่นยั่งยืน–ช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์/ปรับอากาศประหยัดพลังงาน

คำถามกลางเรื่อง “หรือวิกฤตจะเปลี่ยน” ไทยได้จริง?

หัวใจของรายงานเวิลด์แบงก์มิได้บอกเราว่า “ภัยพิบัติจะหนักขึ้น” เท่านั้น แต่ ท้าทายให้เลือก เราจะเป็นเพียงผู้รับผลกระทบ หรือจะเป็น ผู้กำหนดทิศทางใหม่ ด้วยการแปลงวิกฤตเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่ สะอาดกว่า แข็งแรงกว่า และเป็นธรรมกว่า สำหรับคนส่วนใหญ่

ตัวเลข 0.88% ของการปล่อยโลกอาจทำให้เรารู้สึกว่าไทย “ไม่ได้ปล่อยมาก” ทว่าในวันที่ห่วงโซ่อุปทานโลก วัด คาร์บอนในทุกกิโลวัตต์–ทุกชิ้นส่วน–ทุกกิโลเมตรขนส่ง ความได้เปรียบจะเป็นของผู้ที่ พิสูจน์ได้ ว่าผลิตภัณฑ์–บริการปล่อยต่ำจริง และ ปลอดภัยต่อสภาพภูมิอากาศ นั่นทำให้การปฏิรูปพลังงาน, การเงินสีเขียว, มาตรฐานสินค้า–บริการ และข้อมูลความเสี่ยงระดับพื้นที่ ไม่ใช่ “งานของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง” แต่คือ วาระแห่งชาติ ที่ต้องเดินพร้อมกัน

เชียงราย ด้วยทุนวัฒนธรรมและภูมิประเทศเฉพาะตัว มีโอกาส ก้าวนำ เป็น “เมืองต้นแบบเศรษฐกิจท้องถิ่นคาร์บอนต่ำ” ที่คนทั้งประเทศจับตา เมืองที่จัดการน้ำอย่างรู้ค่า, ทำเกษตร–ท่องเที่ยวเชื่อมชุมชน, ใช้พลังงานคุ้มและสะอาด, สร้างงานทักษะใหม่ให้คนรุ่นใหม่ และส่งออก “เรื่องเล่า” ของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเคารพสู่โลก

รายงาน CCDR ของเวิลด์แบงก์ย้ำสองประเด็นพร้อมกัน ความเสี่ยงกำลังสูงขึ้น และ โอกาสกำลังเปิดกว้าง ประเทศไทยมีเวลา ไม่มาก ในการสลับเกียร์จาก “ซ่อมความเสียหายหลังภัยพิบัติ” ไปสู่ “ลงทุนป้องกัน–ปรับตัว–ลดปล่อยเชิงรุก” ยิ่งลงมือเร็ว ต้นทุนยิ่งต่ำ และผลตอบแทนยิ่งมาก ทั้งต่อเศรษฐกิจมหภาคและกระเป๋าสตางค์ของครัวเรือน

คำตอบว่าประเทศไทย และเชียงรายจะ “พร้อม” แค่ไหน อยู่ที่ ความกล้าตัดสินใจ ของภาครัฐ, ความริเริ่ม ของเอกชน, และ พลังร่วม ของชุมชนในพื้นที่ หากทั้งหมดขยับในทิศทางเดียวกัน “วิกฤต” ก็จะกลายเป็น รากฐาน ของเศรษฐกิจใหม่ที่มั่นคงกว่าและยั่งยืนกว่าไม่ใช่แค่คำสัญญาบนเวทีโลก แต่เป็นคุณภาพชีวิตที่คนไทยสัมผัสได้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • World Bank – Thailand Country Climate and Development Report (CCDR)
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ./ONEP)
  • กระทรวงพลังงาน
  • IPCC AR6
  • Global Facility for Disaster Reduction and Recovery (GFDRR) – Thailand Country Profile
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช./NESDC)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

โกลเดนวีคดันยอดจีนพุ่ง! ตั๋วกลับปักกิ่งดีด 400% โจทย์ใหญ่เชียงรายคือ “ประสบการณ์ปลายทาง”

พร้อมรับนักท่องเที่ยวจีนหรือยัง? “โกลเดนวีค” ดันยอดผู้มาเยือนพุ่ง—ตั๋วกลับปักกิ่งดีด 400% สะท้อนพลังดีมานด์ แต่โจทย์สำคัญคือ “ประสบการณ์ปลายทาง”

เชียงราย, 6 ตุลาคม 2568 — ช่วงเวลา 9 วันของ “โกลเดนวีคจีน” (28 ก.ย.–6 ต.ค.) ปีนี้ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยคึกคักเป็นพิเศษ เที่ยวบินจากเมืองหลัก–เมืองรองของจีนทะยอยลงจอดแน่นทุกสนามบินหลัก ขณะที่ตัวเลขรายงานจากสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุชัดว่าอัตราผู้โดยสารเฉลี่ยพุ่งแตะ 99% และจำนวนผู้เดินทางชาวจีน “ต่อวัน” ขยับจากราว 11,000 คนไปใกล้ 24,000 คน/วัน ก่อนทรงตัวเหนือ 22,000 คน/วัน ณ วันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ในสัปดาห์เดียว (26 ก.ย.–2 ต.ค.) นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 586,942 คน ในจำนวนนี้ ชาวจีน 123,752 คน หรือ 21% ของทั้งหมดยืนยันการกลับมาของตลาดจีนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน “สัญญาณแรง” อีกด้านคือราคาตั๋วขากลับเส้นทาง กรุงเทพฯ–ปักกิ่ง ที่ดีดขึ้นกว่า 400% ไปแตะ 4,000–5,800 หยวน ในช่วง 7–9 ต.ค. สะท้อนดีมานด์เร่งตัวกว่าปกติหลายเท่าและที่นั่งกลับ “แทบเต็ม” แทบทุกสายการบิน (China Eastern, Hainan Airlines, Air China รวมถึง Vietjet) ซึ่งสื่อไทยหลายสำนักรายงานอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์นี้

คำถามใหญ่ที่ผุดขึ้นทันทีสำหรับเมืองท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์เข้มข้นอย่าง เชียงราย คือ “เรา พร้อม แค่ไหนในการเปลี่ยน ปริมาณ ให้เป็น คุณภาพ”—พร้อมแค่ไหนที่จะทำให้คลื่นนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมา “ซ้ำเที่ยว–นานวัน–ใช้จ่ายคุ้มค่า” แทนที่จะเป็นเพียงตัวเลขผ่านเข้า–ออกสนามบิน

 

โอกาสทางเศรษฐกิจที่ “เห็น–จับต้องได้”

  • ตัวเลขดีมานด์ โกลเดนวีคปีนี้ นักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศเฉลี่ยวันละเกือบ 2 หมื่นปลาย ที่นั่งเที่ยวบินกลับ “แน่น” จนราคาดีด 4 เท่า ในบางวัน หลังวันหยุดยาว—a classic supply–demand shock ที่ชี้ว่าความต้องการมาเที่ยวไทยยังแข็งแรง (และ พร้อมจ่าย หากประสบการณ์คุ้มค่า)
  • การกระจายรายได้ โรงแรม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการทัวร์ สายการบิน ได้อานิสงส์ตรง ๆ โดยสื่อเศรษฐกิจประเมินเทรนด์ “คึกคัก” และการฟื้นตัวที่เห็นชัดในหลายเมืองหลัก–รอง ซึ่งเป็นสัญญาณให้จังหวัดนอกหัวเมืองใหญ่ “เร่งคว้าโอกาส” ขณะดีมานด์ยังพุ่ง

เชียงรายในฐานะ เมืองศิลป์ริมโขง ศูนย์กลางวัฒนธรรมล้านนา–ชนเผ่า–กาแฟ–ชา” มีทุนทางการท่องเที่ยวชัดเจน ทั้งแลนด์มาร์กเชิงศิลปะ (วัดร่องขุ่น/วัดร่องเสือเต้น/บ้านดำ) ธรรมชาติ (ดอยตุง–แม่สลอง–สามเหลี่ยมทองคำ) และไลฟ์สไตล์ (คาเฟ่สเปเชียลตี้–ไร่ชา–งานคราฟต์) ที่ตรงรสนิยม “ประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม+ภาพถ่ายสวย+อาหารเครื่องดื่มมีเรื่องเล่า” ของนักท่องเที่ยวยุคหลังโควิดโดยเฉพาะกลุ่ม FIT (เดินทางอิสระ) รุ่นใหม่จากจีนแผ่นดินใหญ่

 

พุ่งแรง” แต่ “พร้อมจริง” หรือยัง 5 มุมวิจารณ์ความพร้อมเชียงราย

แม้คลื่นนักท่องเที่ยวจีนจะเป็นข่าวดี แต่การแปลงโอกาสให้เป็น คุณภาพการเติบโต ต้องตอบคำถามความพร้อมเชิงระบบ ดังนี้

1) การเข้าถึงปลายทาง (Accessibility)

  • เที่ยวบิน–การเชื่อมต่อ ขณะกรุงเทพฯ–ภูเก็ต–เชียงใหม่ คือสามหัวรถจักรหลักของนักท่องเที่ยวจีน การดึง “ไฟลต์ตรง” สู่เชียงรายอาจยังจำกัดตามฤดูกาลและดีมานด์ (ขึ้นกับสายการบินจีน/ไทย) ช่วงพีกจึงเป็นหน้าต่างเวลาทองสำหรับภาคเอกชน–สมาคมท่องเที่ยวในพื้นที่ในการ หารือจับคู่เส้นทางเช่าเหมาลำ/ตามฤดูกาล พร้อมแพ็กเกจร่วมกับผู้ให้บริการภาคพื้น (ที่พัก–รถเช่า–แหล่งท่องเที่ยว) ให้สายการบินเห็นภาพรายได้สุทธิชัดเจน
  • เชื่อมต่อบก หากนักท่องเที่ยวลงเชียงใหม่แล้วต่อรถขึ้นเชียงราย สิ่งที่ต้องทำคือ ปรับมาตรฐานรถ–คนขับ–ไกด์ และจุดแวะพักให้ “ปลอดภัย สะอาด มีภาษา” เพราะความรู้สึก “ปลอดภัย–ไว้ใจได้” คือจุดตัดสินใจกลับมาซ้ำเที่ยวของตลาดจีน

2) ที่พัก–บริการ (Hospitality & Inventory)

  • โกลเดนวีคทำให้ ห้องพีก–ห้องสวย ในเมืองท่องเที่ยวถูกจองแน่นเร็ว ราคาขยับขึ้นตามดีมานด์—เชียงรายควรบริหาร สมดุลราคา–คุณค่า (value for money) ให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดภาพ “แพงฉับพลัน” เพราะความยั่งยืนของตลาดอยู่ที่ อัตราการกลับมาใหม่ มิใช่ “ขายแพงครั้งเดียวแล้วหาย”
  • โฮมสเตย์/ที่พักชุมชน/โฮเทลสไตล์บูทีคที่เล่าเรื่องชุมชน–กาแฟ–ชา ควร มาตรฐานด้านความสะอาดและความปลอดภัย ตลอดจน ช่องทางชำระเงินดิจิทัล เป็นมิตรกับผู้ใช้จีน (QR/อีวอลเล็ตสากล/บัตร) เพื่อปิดจุดปวดเวลาเช็คอิน–เช็คเอาต์

3) ภาษา–ไกด์–สื่อสาร (Language & Content)

  • ประสบการณ์ดี ๆ ในเชียงรายจำนวนมาก “ขายได้ด้วยการเล่าเรื่อง” ตั้งแต่ พิพิธภัณฑ์ศิลป์ ไปจนถึง คาเฟ่สเปเชียลตี้ และ สวนชา/ไร่กาแฟ หากมี เมนู–ป้าย–โบรชัวร์ภาษาจีนกลาง/อังกฤษ ที่ถูกต้อง อ่านง่าย มี คิวอาร์โค้ดสแกนอ่านรีวิว/คอนเทนต์ จะเพิ่ม conversion จาก “มาเช็กอิน” เป็น “ใช้เวลา–ใช้จ่าย”
  • มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ที่มีความรู้วัฒนธรรมชนเผ่า–ศิลปะ–อาหารพื้นถิ่น จะยกระดับมูลค่าใช้จ่ายต่อหัว ทัวร์ชา/กาแฟ (cupping–hand drip) เวิร์กช็อปศิลป์/งานคราฟต์–ทอผ้า–ย้อมคราม–เครื่องเงิน ฯลฯ

4) ความปลอดภัย–ความเชื่อมั่น (Safety & Trust)

  • รายงานข่าวระดับประเทศชี้ปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาแรงปีนี้ ได้แก่ “เสถียรภาพการเมือง” และ “ปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติในอาเซียน” ทำให้สื่อจีนรายงานภาพบวก—ไทยเป็นจุดหมาย “ปลอดภัย–บริการดี–เป็นมิตร” ซึ่งเป็นฐานที่เชียงรายต้องรักษาให้มั่น ด้วยมาตรการพื้นที่ กล้องวงจรปิด–ไฟส่องสว่าง–รถตำรวจท่องเที่ยว/อาสา และ ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวหลายภาษา ในย่านท่องเที่ยวหลัก

5) ประสบการณ์ที่ “ใช่” สำหรับชาวจีน (China-fit Experiences)

จากพฤติกรรมผู้เดินทางจีนยุคใหม่ (โดยเฉพาะ Gen Z–มิลเลนเนียล) จุดขายที่สอดคล้องกับเชียงราย ได้แก่

  • เส้นทางศิลป์+คาเฟ่สเปเชียลตี้+โลคัลคราฟต์ เดย์ทริป “วัด–งานศิลป์–เวิร์กช็อป–คาเฟ่” พร้อมเซ็ตภาพถ่าย (photo spots)
  • ชา–กาแฟ–ฟาร์มทัวร์ ดอยตุง–แม่สลอง–ม้ง–อาข่า เชื่อมการ “ชิม–ช้อป–ชง” พร้อมคิตของฝากจับต้องได้ (กาแฟ/ชา/ขนมพื้นถิ่นพร้อมแพ็กจิ้ง)
  • กินท้องถิ่นอย่างเข้าใจ เมนูเล่าเรื่อง “แกงฮังเล–น้ำพริกหนุ่ม–แกงแค–ข้าวซอย” เป็นภาษาจีน พร้อม ตัวเลือกเผ็ดระดับ–ฮาลาล–วีแกน เพราะกรุ๊ปเพื่อน/ครอบครัวจีนมีความหลากหลายสูง
  • เทศกาล–แลนด์สเคปไฟฤดูหนาว หากจังหวัดและเอกชนร่วมกันต่อยอดกิจกรรมฤดูหนาว (ลอยกระทง–ไฟประดับ–งานคริสต์มาส–ปีใหม่) ให้เกิด ธีมเดียวกันทั้งเมือง จะสร้างแรงดึงดูด “อยู่ยาวขึ้น–กลับมาอีกปีหน้า”

 

ด้านสว่าง–ด้านท้าทาย ข้อเท็จจริง 6 ประการที่ผู้ประกอบการเชียงรายควรรู้

  1. ดีมานด์จีน “กลับมาแรง” จริงตามข่าว
    ตัวเลขรายสัปดาห์ 26 ก.ย.–2 ต.ค. 2568 ชาวจีนเข้าไทย 123,752 คน (21% ของต่างชาติทั้งหมด 586,942 คน) และรายวันขยับแตะ เกือบ 24,000 คน ก่อนทรงตัวเหนือ 22,000 คน ณ 2 ต.ค.—นี่ไม่ใช่ “สัญญาณลวง” แต่คือแรงซื้อที่ต้องรับมือด้วยสินค้า–บริการคุณภาพ
  2. ภาคการบิน “อัดแน่น” จนราคาขากลับดีด 400%
    เส้นกรุงเทพฯ–ปักกิ่งช่วง 7–9 ต.ค. ขึ้นไป 4,000–5,800 หยวน จากเดิม 1,500–2,000 หยวน ขณะที่นั่งกลับ “เกือบเต็มทุกไฟลต์”—แปลว่าความพร้อมของ “ปลายทาง” ต้องรองรับ แรงกระแทกของจำนวน โดยไม่ลดทอนคุณภาพ Mgr Online
  3. โอกาสของเมืองรอง
    รายงานเศรษฐกิจชี้นักท่องเที่ยวจีน เริ่มกระจายตัว นอกเมืองหลักมากขึ้น การจัดแพ็กเกจ “เชียงใหม่–เชียงราย” หรือ “เชียงราย–ลาว/พม่า (ชายแดนท่องเที่ยว)” ที่สื่อสารชัด จะดึงทริปให้อยู่ภาคเหนือ 2–4 คืน แทน 1–2 คืน เพิ่มค่าใช้จ่ายต่อทริป pptvhd36.com
  4. ภาพลักษณ์ความปลอดภัยสำคัญกว่าราคา
    การสื่อสาร proactive ด้านความปลอดภัย–การช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (เบอร์ติดต่อ/จุดช่วยเหลือ/แผนที่จีน/คิวอาร์) ในช่องทาง WeChat–红书 (RED)–抖音 (Douyin) ของผู้ประกอบการและหน่วยงานท้องถิ่น มีผลต่อการ “ตัดสินใจ–บอกต่อ” แรงกว่าการลดราคา
  5. คุณภาพบริการคือจุดคัดแยก
    ในเมื่อ “ที่นั่งบินกลับ” ยังเป็นคอขวดเป็นระยะ นักท่องเที่ยวพร้อม “เลือกจ่ายแพงขึ้น” ถ้าเชื่อว่าประสบการณ์คุ้ม—จุดนี้เชียงรายได้เปรียบด้วยสินค้าท้องถิ่นมีเรื่องเล่า หาก มาตรฐานบริการ–ภาษา–การชำระเงิน ไหลลื่น
  6. Data-driven & Co-op Marketing
    ผู้ประกอบการรายย่อยควรจับมือเป็น คลัสเตอร์ (ที่พัก–ร้านอาหาร–คาเฟ่–ชุมชน–รถเช่า–มัคคุเทศก์) ทำแพ็กเกจรวม + เก็บ รีวิวจีนคุณภาพ เพื่อดันอันดับค้นหาแพลตฟอร์มยอดนิยม (Trip.com/Fliggy/RED/Douyin) ให้เกิด ความน่าเชื่อถือร่วม มากกว่าทำเดี่ยว ๆ

 

กลยุทธ์ “พร้อมรับ–พร้อมรุก” สำหรับเชียงราย (เช็กลิสต์ทำได้ทันที)

ระยะสั้น (1–3 เดือน นับจากโกลเดนวีค)

  • ภาษา–เมนู–ป้าย–คิวอาร์จีน ให้ครบในย่านท่องเที่ยวหลัก (วัดร่องขุ่น/ร่องเสือเต้น/ไนท์บาซาร์/ถนนคนเดิน/ไร่ชา–กาแฟ)
  • FAST-TRACK Service Mind จุดจอด–จุดรับส่งทัวร์, ห้องน้ำสะอาด, มุมพัก นทท., จุดถ่ายรูป—จัดให้ชัดและ “เป็นมิตรกับคิว”
  • ชุดประสบการณ์รวดเร็ว (2–3 ชม.) สำหรับนักท่องเที่ยวผ่านเมือง เช่น “ศิลป์–กาแฟ–ของฝาก” พร้อมบัตรส่วนลดกลับมาพักคืนหน้า

ระยะกลาง (3–12 เดือน)

  • Seasonal Charter/ไฟลต์พิเศษจีน–เชียงราย จับคู่สายการบิน + ผู้ประกอบการพื้นที่ ทำแพ็กข้ามเมือง “เชียงใหม่–เชียงราย” 3D2N/4D3N
  • เทศกาลฤดูหนาวธีมเดียวทั้งเมือง ประสานเทศบาล–เอกชน–แหล่งท่องเที่ยว ต่อยอดไฟประดับ–อีเวนต์ศิลป์–ดนตรี–ชิมชา/กาแฟ
  • มาตรฐานโฮมสเตย์/คอมมูนิตี้–จีนเฟรนด์ลี่ (ภาษา–ความสะอาด–อีเพย์เมนต์) พร้อมคอร์สสั้นสำหรับผู้ประกอบการ

ระยะยาว (มากกว่า 12 เดือน)

  • สร้างซิกเนเจอร์ระดับภูมิภาค “เชียงราย เมืองศิลป์–ชา–กาแฟของอาเซียน” เชื่อม Soft Power อาหารเหนือ–งานคราฟต์–คาเฟ่วิวไร่ชา
  • ศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวดิจิทัลหลายภาษา (รวมภาษาจีน) ที่อัปเดตรายสัปดาห์ อีเวนต์, สภาพอากาศ, มลพิษ, งานเทศกาล, การเดินทาง
  • พัฒนาเครือข่ายมัคคุเทศก์ท้องถิ่นรุ่นใหม่ เน้นเล่าเรื่องชนเผ่า–ศิลป์–ธรรมชาติอย่างเข้าใจบริบทจีน (มารยาท–ศาสนา–การถ่ายภาพในวัด)

 

มุมมองเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว “ราคาแพง” ไม่ใช่ปัญหา ถ้า “คุณค่า” ชัด

ราคาตั๋วขากลับที่พุ่ง 400% ทำให้บางคนกังวลว่าอาจ “ปิดประตู” นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มประหยัดในอนาคต แต่งานวิจัยท่องเที่ยวจำนวนมากชี้ไปในทางเดียวกันว่า—ปัจจัยตัดสินใจหลัก ของนักท่องเที่ยวคุณภาพไม่ใช่ “ราคาตั๋วอย่างเดียว” หากคือ ประสบการณ์ปลายทาง” ที่คุ้มค่าเวลา–เงิน–ภาพจำ โดยเฉพาะตลาดจีนยุคใหม่ที่แสวงหา ความหมาย มากกว่า “ช้อป–เช็กอิน” แบบเดิม

ดังนั้น หากเชียงราย ยกระดับคุณค่าประสบการณ์ ให้เด่นชัด (ศิลป์–วัฒนธรรม–ชา/กาแฟ–ชุมชน–ธรรมชาติ) พร้อม บริการลื่นไหล (ภาษา–ชำระเงิน–ความปลอดภัย) ความยืดหยุ่นด้านราคาจะสูงขึ้น นักท่องเที่ยว พร้อมยอมรับค่าเดินทางที่สูงขึ้นเป็นครั้งคราว และยังวางแผน “กลับมา–แนะนำเพื่อน” ซึ่งสร้าง มูลค่าอายุลูกค้า (LTV) สูงกว่าการหวังปริมาณระยะสั้น

 

ก่อนไฮซีซันเหนือจะเริ่มเต็มตัว

  1. ข้อมูลรวมศูนย์ นักท่องเที่ยวจีนต้องการข้อมูลที่ อัปเดต–เชื่อถือได้–หลายภาษา (เวลาเปิด–ปิด, กฎการแต่งกายวัด, วิธีไป–จอดรถ, งานเทศกาล) การรวมข้อมูลไว้ใน เว็บ/ไลน์/WeChat/QR เดียว ของจังหวัดจะลดคำถามซ้ำ–ลดประสบการณ์สะดุด
  2. มาตรฐานทัวร์–รถ–คนขับ ป้องกันข่าวลบ/อุบัติเหตุ—สร้าง ไวท์ลิสต์ ผู้ให้บริการผ่านอบรม พร้อมสติกเกอร์รับรองชัดเจน
  3. ฝุ่นควัน–สภาพอากาศ สื่อสารเชิงรุกเรื่อง ช่วงเวลาที่เหมาะเที่ยว–มุมชมวิว–กิจกรรมในร่ม และพยากรณ์รายสัปดาห์ เพื่อบริหารความคาดหวัง
  4. ของแท้–ราคายุติธรรม สินค้าชุมชน–ของฝากต้อง มาตรฐานราคา ชัด ลดช่องว่างการต่อราคาแรง เพื่อความสบายใจและความรู้สึก “แฟร์”

 

ให้ “ผังเมืองท่องเที่ยว” ตอบว่าเชียงรายพร้อมหรือยัง

ตัวเลข โกลเดนวีคปีนี้บอกเราว่า จีนกลับมาแล้ว—แรงและกว้างกว่าที่คาด อัตราผู้โดยสารเฉลี่ยแตะ 99% และจำนวนผู้เดินทางจีน แตะ 24,000 คน/วัน ในบางวัน ขณะที่ราคาตั๋วกลับ ดีด 4 เท่า เป็นภาพสะท้อนดีมานด์ชัดเจน ทว่า ความพร้อมจริง ของเชียงรายวัดกันที่ “ประสบการณ์ปลายทาง” ตั้งแต่ จุดลงสนามบิน–การเดินทาง–ภาษา–เมนู–ความปลอดภัย–กิจกรรม–เทศกาล ไปจนถึง คุณภาพที่พักและบริการ

หากเชียงรายทำให้ เส้นทางศิลป์–ชา–กาแฟ–ชุมชน กลายเป็น ประสบการณ์ที่เล่าเรื่องได้หลายภาษา เชื่อมด้วย บริการที่ลื่นไหล และ เทศกาลฤดูหนาว ที่ทั้งเมืองร่วมมือกันขับเคลื่อน—คำตอบเรื่องความพร้อม จะชัดเจนเองจาก รีวิว–การกลับมาเยือน–ค่าใช้จ่ายต่อทริป ที่สูงขึ้นอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด ผู้อ่านในฐานะ “ผู้มีส่วนร่วม” ก็มีบทบาท—เลือก–รีวิว–สนับสนุนบริการที่ซื่อสัตย์และคุณภาพ เพื่อส่งสัญญาณให้ตลาดขยับไปสู่มาตรฐานที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน

คำถามชวนคิด เมื่อราคาตั๋วกลับปักกิ่งสามารถดีดขึ้น 400% ได้ในช่วงพีก—สิ่งที่เชียงรายควรเร่งทำ ไม่ใช่กังวลเรื่อง “แพง–ถูก” แต่คือการทำให้ทุก “หยวน” ที่นักท่องเที่ยวจ่าย ซื้อเวลาและความทรงจำที่คุ้มค่า จนอยากกลับมาอีกครั้ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

“ละอ่อนแม่สาย” คว้าใจคนไทย 9 นาทีสะกดทั้งสนาม บทเรียนนอกสกอร์บอร์ดไทยลีก

ถึงผลการแข่งขันจะไม่ดั่งใจภายใน 90 นาที แต่ไม่ถึง 9 นาทีที่สะกดทั้งสนาม ‘ละอ่อนแม่สาย’ คว้าใจคนไทย — เชียร์ลีดเดอร์ 100 ชีวิตจากชายแดน เปิดสนามไทยลีกที่เชียงราย

เชียงราย, 6 ตุลาคม 2568 — ค่ำคืนไทยลีก 1 ที่สิงห์ สเตเดียม ปกติแล้ว มักถูกตัดสินด้วยลูกยิง ลีลาฟุตบอล และเสียงเฮจากอัฒจันทร์ ทว่าในนัดที่สโมสร สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เปิดบ้านพบ ระยอง เอฟซี (แข่งเมื่อ 4 ต.ค. 2568) ภาพจำที่ยังค้างอยู่ในสายตาผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่ได้มีแค่ประตูชัยของ เรียวมะ อิโตะ หากยังมี “การแสดงเปิดสนาม” อันพร้อมเพรียงของเยาวชนชายแดนจาก โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ ที่เดินทางมาร่วมสร้างสีสันและพลังบวกให้กับจังหวัดและกับฟุตบอลไทยอย่างน่าจดจำ

แม้ผลการแข่งขันจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของเจ้าถิ่น 0–1 และทำให้ “กว่างโซ้งมหาภัย”หยุดอยู่ที่ 9 คะแนน รั้งอันดับ 7 ขณะที่ทีมเยือน “ม้านิลมังกร” เก็บชัยสองนัดติดขึ้นไปรวม 11 คะแนน ยึดอันดับ 4 บนตาราง BYD SEALION 6 ลีกหนึ่ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เกมนัดนี้ได้ “ผู้ชนะใจคนดู” ที่ไม่ได้ลงเตะ นั่นคือ เยาวชนกว่า 100 ชีวิต ซึ่งระเบิดพลังการแสดงเชียร์ลีดเดอร์และกิจกรรมของชมรม To Be Number One บนพรมหญ้าสีเขียวให้ผู้ชมในสนาม 9,166 คน และแฟนบอลทั่วประเทศที่ติดตามผ่านการถ่ายทอดสดจำนวนไม่น้อยกว่าหลักล้าน ได้เห็น “พลังการรวมใจ” ในแบบที่ฟุตบอลเท่านั้นจะเปิดพื้นที่ให้เกิดขึ้นได้

5–9 นาทีที่คุ้มค่ากว่า 90 นาที เวลาเล็ก ๆ บนเวทีใหญ่ ที่เปลี่ยนชีวิตเด็ก ๆ ได้จริง

บนกระดาษแผนงาน ความยาวการแสดงก่อนเกมฟุตบอลมักถูกกำกับให้กระชับ 5 ถึงไม่ถึง 9 นาที เพื่อให้พิธีการทั้งหมดคล่องตัว ก่อนเข้าสู่จังหวะการแข่งขันจริง แต่สำหรับเด็ก ๆ จากชายแดนไกลอย่างแม่สาย เวลานี้คือ “สังเวียนครั้งหนึ่งในชีวิต” ที่ต้องแลกมาด้วยการซ้อมต่อเนื่องและการเดินทางไกล เกือบ 100 กิโลเมตรไป–กลับ เพื่อให้ทีมออกสเต็ปได้พร้อมเพรียงที่สุดในเสี้ยวเวลาที่มีจำกัด

นายเสกสรร ทุนอินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ พร้อมคณะผู้บริหาร คณะครู และบุคลากร ได้นำนักเรียนทีมเชียร์ลีดเดอร์และสมาชิกชมรม To Be Number One ร่วมกิจกรรมเปิดสนามครั้งนี้ จุดหมายปลายทางไม่ใช่เพียง “ความสวยงามบนคลิปวิดีโอ” แต่คือการมอบเวทีจริงให้เยาวชนได้ (1) แสดงศักยภาพการแสดง ที่ฝึกฝนหนักมาอย่างต่อเนื่อง (2) เรียนรู้การทำงานเป็นทีมในสถานการณ์จริง ท่ามกลางแรงกดดันของเวลาและสายตาคนดูจำนวนมาก และ (3) ส่งต่อภาพจำเชิงบวกของโรงเรียน–ชุมชน–จังหวัด ให้ผู้ชมทั้งในและนอกสนาม

เวลาสั้น ๆ กลับหนุนให้ทุกวินาทีมี “วินัยและความหมาย” สูงขึ้น ใครที่เคยยืนอยู่หน้าผู้ชมหลายพันคนจะรู้ว่าการก้าวแรกบนสนามสำคัญแค่ไหนเพราะจากนาทีนั้น เด็ก ๆ ต้องเป็นทั้งนักแสดง นักสื่อสาร และทูตเยาวชนของบ้านเกิดในคราวเดียวกัน

จากอัฒจันทร์สู่ชุมชน ฟุตบอลเป็นมากกว่ากีฬา

สิ่งที่เกิดขึ้นในสิงห์ สเตเดียม คืนวันนั้นสะท้อนภาพใหญ่ของฟุตบอลไทยในฐานะ “เวทีสาธารณะ” ที่เชื่อมคนหลากวัย หลากพื้นที่ ไว้ด้วยกันในสนามมี 22 คนไล่ล่าลูกบอลเพื่อชัยชนะ แต่รอบสนามมีผู้คนนับพันที่อยากเห็นชุมชนของตนเป็นที่รู้จักในทางบวก การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนชายแดนอย่างแม่สายมาร่วมสร้างสีสันจึงไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่มันคือ บทเรียนพลเมือง (Civic Lesson) ภาคสนามที่จับต้องได้

  • สำหรับ เด็ก ๆ ได้รับประสบการณ์ครั้งใหญ่ในบรรยากาศระดับลีกอาชีพ รู้จักวินัยต่อเวลา ความรับผิดชอบต่อทีม และความภาคภูมิใจของการเป็นตัวแทนโรงเรียน
  • สำหรับ คุณครูและผู้ปกครอง เห็นผลของการฝึกซ้อมยาวนานแปรเป็นรอยยิ้ม ความเชื่อมั่น และแรงบันดาลใจชุดใหม่ให้กับลูกศิษย์–ลูกหลาน
  • สำหรับ สโมสรและลีก สะท้อนบทบาทสังคมของกีฬาอาชีพ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลการแข่งขัน แต่ยังรวมถึงการเป็น “สะพาน” ระหว่างคนดูกับเยาวชนในชุมชนอย่างแท้จริง

เสียงจากสนาม การขอบคุณที่ก้องไกลกว่าเสียงนกหวีด

หลังเกม สโมสรเจ้าบ้านได้สื่อสารขอบคุณ “9,166 เสียงเชียร์” ที่ยังคงแน่นสนาม พร้อมย้ำว่าพลังของทุกคนคือแรงขับเคลื่อนให้ทีมก้าวต่อ แม้ค่ำคืนนี้คะแนนจะไม่เพิ่มเติมบนตารางก็ตาม ข้อความเรียบง่ายนั้นเมื่อถูกส่งต่อบนสื่อสังคมกลายเป็นการ ยอมรับร่วมกัน ระหว่างทีมกับเมือง ว่า “เรา” ยังเดินไปด้วยกัน และหนึ่งในแรงใจสำคัญที่ถูกพูดถึงคือ การแสดงของน้อง ๆ จากแม่สาย ที่สะกดทั้งสนามก่อนเกม

‘To Be Number One’  คลับเยาวชนที่ชวนเด็กขึ้นเวทีจริง

ชมรม To Be Number One ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนของการแสดงครั้งนี้ ทำงานกับเยาวชนไทยมายาวนานในบทบาทเครือข่ายป้องกันภัยยาเสพติดเชิงบวก โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ดนตรี การเต้น การเชียร์เป็นเครื่องมือ “ดึงพลังที่ใช่” ออกจากเด็กแต่ละคน จุดเด่นคือ “ให้โอกาสขึ้นเวทีจริง” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงกับแก่นของการแสดงเปิดสนามนัดนี้แบบพอดิบพอดี

เมื่อเด็ก ๆ ได้ยืนในพื้นที่ที่ผู้ชม “ฟังจริง ดูจริง เชียร์จริง” ทักษะที่ฝึกในห้องซ้อมจะแปรเป็นความมั่นใจและความสามารถในการสื่อสารสาธารณะ ซึ่งจะติดตัวเขากลับไปสู่โรงเรียน ครอบครัว และชุมชน

ระยะทางเกือบ 100 กิโลเมตร…แลกกับบทเรียนที่ไม่มีในตำรา

แม่สาย—เชียงราย—สิงห์ สเตเดียม เส้นทางไป–กลับเกือบ 100 กิโลเมตร ไม่ใช่การเดินทางใกล้ ๆ สำหรับคณะนักเรียน–ครู–ผู้ดูแลกว่าร้อยชีวิต แต่ประสบการณ์หนนี้ทำให้ “ระยะทาง” กลายเป็น “มูลค่า” เด็ก ๆ ได้เห็นการทำงานของทีมอาชีพเบื้องหลังเกม ทั้งเรื่องเวลา ความปลอดภัย ลำดับพิธีการ การกำกับเสียง–แสง–จังหวะ ทุกอย่างคือ จริง และต้อง แม่น เมื่อก้าวลงสู่สนาม

สำหรับครูและผู้บริหารโรงเรียน การพาเด็กมาร่วมเวทีระดับประเทศคือ “การลงทุนทางโอกาส” ที่คุ้มค่ายิ่งเมื่อเห็นผลลัพธ์เป็นแววตาและความมั่นใจของผู้เรียนที่ชัดขึ้นกว่าตอนซ้อมอยู่ในโรงยิมที่บ้าน

แมตช์รีแคป ฟุตบอลตัดสินกันด้วยหนึ่งประตู แต่เรื่องเล่าตัดสินในหัวใจ

ด้านเกมการแข่งขัน ระยอง เอฟซี คว้าชัยด้วยประตูของ เรียวมะ อิโตะ ช่วยให้ทีมเยือนเก็บสามคะแนนสำคัญ และทำสถิติชนะสองนัดติด ขยับมี 11 แต้ม ขึ้นไปยึดอันดับ 4 ของตาราง ขณะที่เจ้าถิ่น สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เก็บไว้ที่ 9 แต้ม รั้งอันดับ 7 แม้ในมุมกีฬา นี่คือผลที่แฟน “กว่างโซ้ง” อยากลืม แต่ในมุมของเมือง นี่คือเกมที่ตอกย้ำว่าชัยชนะไม่จำเป็นต้องอยู่แค่บนสกอร์บอร์ดการได้เห็นเด็ก ๆ จากชายแดนของเราโชว์ความสามารถต่อหน้าคนทั้งประเทศ ก็เพียงพอให้ค่ำคืนนี้มีความหมาย

จากสนามสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมื่อกีฬา–การแสดง–การท่องเที่ยวต่อกันติด

เหตุการณ์แบบนี้สะท้อน เศรษฐกิจร่วมเวที” ของเชียงราย กีฬาอาชีพดึงดูดผู้ชมเข้าพื้นที่ การแสดงสร้างสีสันและเนื้อหาให้สื่อ สุดท้ายผู้คนใช้เวลาในเมืองยาวขึ้น กิน–เที่ยว–พัก และกลับไปเล่าให้เพื่อนฟัง การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนชายแดนจึงไม่ใช่เรื่อง “ใจดี” เท่านั้น แต่ยังเป็น นโยบายวัฒนธรรมเชิงเศรษฐกิจ ระดับจังหวัดทุกครั้งที่เด็ก ๆ ขึ้นเวทีใหญ่ เมืองได้ “แบรนด์” เพิ่ม และผู้ชมได้ “เรื่องเล่า” กลับบ้าน

คำกล่าว–ข้อเท็จจริงที่ยึดโยง

  • การเข้าร่วมของคณะนักเรียน–ครูจากโรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ นำโดย นายเสกสรร ทุนอินทร์ เป็นการร่วมแสดงเปิดสนามตามกำหนดการนัดเหย้าของสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด วันที่ 4 ตุลาคม 2568
  • กิจกรรมหลักมาจาก ทีมเชียร์ลีดเดอร์ และ ชมรม To Be Number One ของโรงเรียน โดยมีการเตรียมการ–ซ้อม และประสานงานร่วมกับทางสโมสรและผู้จัดการแข่งขัน
  • ผู้ชมในสนามที่ประกาศขอบคุณหลังเกมคือ 9,166 คน ขณะที่ยอดการรับชมถ่ายทอดสดรวมถึงคลิปไฮไลต์ที่กระจายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ มีจำนวนรวมระดับ ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านครั้ง ตามการสื่อสารภาคสนามและบนสื่อสังคมของผู้เกี่ยวข้อง
  • ผลการแข่งขัน ระยอง เอฟซี 1–0 สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ผู้ทำประตู เรียวมะ อิโตะ; อันดับคะแนนหลังจบเกม (ที่สื่อสารในวันแข่งขัน) ระยอง 11 คะแนน (อันดับ 4), สิงห์ เชียงราย 9 คะแนน (อันดับ 7) บนตาราง BYD SEALION 6 ลีกหนึ่ง

วิธีทำให้ “นาทีเปิดสนาม” เกิดผลระยะยาว

  1. ยกระดับเป็นโปรแกรมรายฤดูกาล – ถ้าทุกเกมเหย้าหรือทุกเดือนมี “โรงเรียน–เยาวชน–ชุมชน” มาผัดเปลี่ยนขึ้นเวที การพัฒนาเยาวชนเชิงวัฒนธรรมจะต่อเนื่อง มีแรงจูงใจ และสร้างฐานผู้ชมรุ่นใหม่ให้ลีก
  2. หนุนความร่วมมือระหว่างโรงเรียน–สโมสร – ตั้ง “โควตาเยาวชนชายแดน/ชนเผ่า” เพื่อให้หลากหลายวัฒนธรรมในเชียงรายมีโอกาสเล่าเรื่องของตนเอง
  3. ต่อยอดสื่อการเรียนรู้ – ถอดคลิปเบื้องหลังการเตรียมงานเป็น “ชุดบทเรียนทักษะชีวิต” ให้โรงเรียนอื่น ๆ ดูเป็นต้นแบบตั้งแต่การวางแผนเวลา ทีมเวิร์ก ไปจนถึงมารยาทเวที
  4. เชื่อมสู่การท่องเที่ยวชุมชน – เมื่อมีทีมเยาวชนจากอำเภอต่าง ๆ มาขึ้นเวที ให้ข้อมูล “เส้นทางท่องเที่ยวชุมชน” ของพื้นที่นั้นบนสื่อของสโมสร เพื่อกระจายคน–รายได้ออกจากตัวเมือง

เราจะชนะอย่างไรในวันที่สกอร์ไม่เข้าข้าง

ในคืนที่สกอร์ไม่เป็นใจ เมืองยังคง “ชนะใจ” คนดูด้วยเรื่องเล่าของเยาวชน นี่คือบทเรียนสำหรับหลายจังหวัดเมื่อกีฬาเปิดเวทีให้วัฒนธรรมท้องถิ่นและเยาวชนได้เปล่งเสียง เมืองทั้งเมืองจะกลายเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ที่ทรงพลัง และไม่ว่าเกมจะจบแค่ไหน เมืองจะยังเติบโตด้วยความร่วมมือและความหวังของคนรุ่นใหม่

เยาวชนแม่สายแสดงให้เห็นว่าเวลาไม่ถึง 9 นาที หากวางแผน ซ้อมจริง และได้เวทีก็พอจะสะกดสนามทั้งสนามได้ และในหลายความหมาย นั่นอาจ “คุ้มค่า” กว่า 90 นาทีสำหรับอนาคตของจังหวัดและประเทศ

สรุปไฮไลต์ข่าว (Key Points)

  • ไทยลีก 1 คู่ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด พบ ระยอง เอฟซี ที่สิงห์ สเตเดียม (4 ต.ค. 2568) ทีมเยือนชนะ 1–0 ผู้ทำประตู เรียวมะ อิโตะ
  • หลังเกม ระยอง 11 คะแนน (อันดับ 4), เชียงราย 9 คะแนน (อันดับ 7) ในศึก BYD SEALION 6 ลีกหนึ่ง
  • ไฮไลต์นอกสนาม เยาวชนกว่า 100 คน จาก โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ (ทีมเชียร์ลีดเดอร์ + ชมรม To Be Number One) เปิดสนามต่อหน้าผู้ชม 9,166 คน และผู้ชมออนไลน์รวมระดับ ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านครั้ง
  • ความหมายเชิงสังคม กีฬาอาชีพเป็นเวทีให้เยาวชนชายแดนได้ประสบการณ์จริง เสริมทักษะชีวิต ทีมเวิร์ก และเป็นการสื่อสารภาพลักษณ์จังหวัดในมิติสร้างสรรค์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด (Singha Chiangrai United)
  • โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ (อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ประวัติศาสตร์วงการโรงแรมไทย เดอะ ริเวอร์รีฯ คว้า Hall of Fame รางวัลสูงสุด “กินรี”

ประวัติศาสตร์วงการโรงแรมไทย เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี’ คว้า Hall of Fame รางวัลสูงสุด ‘กินรี’ ตอกย้ำเชียงรายคือต้นแบบบริการระดับโลก

เชียงราย, 5 ตุลาคม 2568 – ยามเย็นริมแม่น้ำกกมักจะนิ่งและงดงาม แต่ในค่ำคืนนี้ ชื่อของโรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คอลเล็คชั่น ไม่ได้สะท้อนเพียงประกายจากผิวน้ำ หากเปล่งประกายบนเวทีระดับประเทศ เมื่อโรงแรมจากจังหวัดเชียงราย “จารึก” ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการโรงแรมไทย ด้วยการคว้ารางวัล Hall of Fame ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดของเวที Thailand Tourism Awards 2025 หรือที่รู้จักในนาม “รางวัลกินรี” ที่จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่หนึ่ง แต่เป็น “ทริปเปิลรางวัล” ที่ชี้ชัดว่า “มาตรฐาน” และ “ความยั่งยืน” เดินคู่กันแบบจับต้องได้ ได้แก่

  1. Hall of Fame Awards – รางวัลเกียรติยศสูงสุด ประเภทที่พักนักท่องเที่ยว ซึ่งปีนี้มีเพียง 6 สถานประกอบการ จากทั่วประเทศที่ได้รับ และ เดอะ ร riverรี เป็นหนึ่งเดียวของประเภทที่พักที่ก้าวขึ้นสู่หอเกียรติยศจากการชนะต่อเนื่อง 3 ครั้ง,
  2. Thailand Tourism Excellence Awards – รางวัลยอดเยี่ยมด้านความเป็นเลิศการท่องเที่ยวไทย และ
  3. Thailand Tourism Sustainability Awards – รางวัลยืนยันการดำเนินงานสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

พิธีมอบรางวัลซึ่งได้รับการขนานนามว่า “ออสการ์แห่งวงการท่องเที่ยวไทย” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ท่ามกลางสายตาร่วมยินดีของผู้บริหารภาครัฐ เอกชน และตัวแทนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ

คุณนันทิดา อติเศรษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมในเครือกะตะธานี คอลเล็คชั่น

รางวัลกินรีคือความภาคภูมิใจสูงสุดของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย และคือผลลัพธ์จากความตั้งใจจริงของเราในการสร้างสรรค์คุณภาพ มาตรฐาน และการบริการที่ดีที่สุดเพื่อผู้มาเยือนเชียงรายและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก”
คุณสมบัติ อติเศรษฐ์ กล่าวในช่วงกล่าวต้อนรับ (5 ต.ค. 2568 เวลา 17.39 น.)

ด้าน คุณนันทิดา อติเศรษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมในเครือกะตะธานี คอลเล็คชั่น เสริมว่า

“ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงรางวัล แต่คือแรงผลักดันให้เราก้าวเดินต่อไปด้วยความมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืน และการเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ระดับสากล”

สามรางวัล” ที่สะท้อนระบบ มากกว่าความงามปลายทาง

รางวัลกินรีเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 โดย ททท. เพื่อยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวไทย—ทั้งมิติประสบการณ์และความไว้วางใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก Hall of Fame จึงไม่ใช่รางวัลที่ได้จาก “ภาพลักษณ์สวยงาม” เพียงชั่วครู่ แต่เป็นเครื่องหมายว่าผู้ประกอบการรายนั้น รักษามาตรฐาน “ยอดเยี่ยม” อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง 3 ครั้ง จนสมควรได้รับการยกขึ้นสู่ “หอเกียรติยศ”

ในเชิงการจัดการ นี่เทียบได้กับการทำ “ออดิตคุณภาพ” ข้ามเวลา ปีแรกอาจยาก, ปีที่สองเริ่มสร้างวัฒนธรรมองค์กร, ปีที่สามคือการพิสูจน์ว่าระบบทั้งหมด—ตั้งแต่แนวคิดบริการ การดูแลบุคลากร การบริหารซัพพลายเชน ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม—อยู่ในราง จนเป็นเนื้อเดียวกับองค์กร

ความสำเร็จอันดับแรกก็มาจากทีมงานที่แข็งแกร่ง ที่ช่วยผลักดันโรงแรมให้พัฒนามาตรฐานและบริการระดับสากล… ลูกค้า คู่ค้า มหาวิทยาลัย ซัพพลายเออร์ ตลอดจนหน่วยงานราชการ ล้วนเป็น ‘ทุกฟันเฟือง’ ที่สำคัญในการผลักดันโรงแรม”
คุณนันทิดา อติเศรษฐ์ อธิบายถึงหัวใจเบื้องหลัง

เชียงรายในภาพใหญ่ บทพิสูจน์ของ “ปลายทางประสบการณ์”

เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดเป้าหมายของนักเดินทางที่มองหา ธรรมชาติ–วัฒนธรรม–ศิลปะ–และความสงบ การที่โรงแรมสัญลักษณ์ริมแม่น้ำกกคว้ารางวัลสูงสุดของประเทศ ตอกย้ำ ว่าเมืองแห่งนี้ไม่เพียง “สวย” แต่ “สุกงอม” ด้วยมาตรฐานบริการระดับสากล ซึ่งแปลความเป็นเศรษฐกิจได้ว่า ปลายทางมีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ทั้งกลุ่มครอบครัว คู่รัก และตลาดไมซ์ขนาดกลางที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน (Sustainability) และบริการที่ไว้ใจได้

นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวแสดงความยินดี พร้อมชี้นัยสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างตรงไปตรงมา

“การจะได้รับรางวัล Hall of Fame ได้นั้น โรงแรมต้องได้รับ Thailand Tourism Awards ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ซึ่งสะท้อนถึงความทุ่มเท มุ่งมั่น และมาตรฐานการให้บริการที่ยอดเยี่ยม… ความสำเร็จนี้เป็นแบบอย่างที่ชัดเจนในการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวให้ก้าวไกลถึงระดับสากล”

ผู้ว่าราชการจังหวัดยังย้ำว่า การท่องเที่ยวคือกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้–กระจายโอกาส–สร้างงาน–ยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชน ความสำเร็จของโรงแรมจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่องค์กร แต่ “ไหลต่อ” ไปสู่ธุรกิจท้องถิ่นรอบข้าง ตั้งแต่ร้านอาหาร ช่างฝีมือ ไปจนถึงผู้ประกอบการนำเที่ยวชุมชน

Sustainability in Process ยุทธศาสตร์ที่อ่านออกในรางวัล

เบื้องหลังคำว่า “ความยั่งยืน” ของเดอะ ริเวอร์รี ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายบนกระดาษ แต่ปรากฏเป็น “รางวัลด้านความยั่งยืน” ควบคู่กับ “ความเป็นเลิศ” เป้าหมายคือการทำให้ความยั่งยืน เป็นกระบวนการประจำวัน ตั้งแต่แผนพัฒนามาตรฐานงานบริการ, ระบบฝึกอบรมบุคลากร, การจัดซื้อที่คำนึงถึงชุมชน–สิ่งแวดล้อม, ไปจนถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

รูปธรรมที่สะท้อนวิธีคิดดังกล่าวคือ ความร่วมมือ (Partnership) กับทุกภาคส่วน—ลูกค้าประจำ, คู่ค้า, มหาวิทยาลัย, ซัพพลายเออร์, หน่วยงานราชการ—เพื่อให้ทุกล้อเฟืองหมุนไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อทุกฝ่ายมีส่วนได้ส่วนเสียร่วม จึงเกิด “ภูมิคุ้มกันเชิงระบบ” ทำให้องค์กรสามารถยืนระยะยาว และรักษามาตรฐานที่สูงไว้อย่างคงเส้นคงวา

จากรางวัล…สู่การออกแบบฤดูหนาว “Life of Light” 1 ธ.ค.–28 ก.พ.

ความสำเร็จที่เวทีมอบรางวัลไม่ใช่ “เส้นชัย” สำหรับเดอะ ริเวอร์รี แต่เป็น “จุดเริ่มต้น” ของการต่อยอดประสบการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วง ไฮซีซันฤดูหนาว โรงแรมประกาศจัดกิจกรรมใหญ่ภายใต้ธีม “Life of Light” รูปแบบ สวนสนุกแห่งแสง นำไฟมาประดับกับเครื่องเล่นและจุดถ่ายภาพภายในพื้นที่ริมแม่น้ำกกอย่างต่อเนื่อง ยาว 3 เดือน ตั้งแต่ 1 ธันวาคม–28 กุมภาพันธ์ และจะสอดประสานกับเทศกาลในปฏิทิน เช่น ลอยกระทง–คริสต์มาส–ปีใหม่

แนวคิดนี้สะท้อน “วิธีคิดปลายทาง” 3 ข้อพร้อมกัน

  1. ช่วยกระตุ้นดีมานด์ระยะยาว ให้เชียงรายมีสีสันตลอดฤดูหนาว ไม่ใช่เพียงพีคเฉพาะสัปดาห์ปีใหม่,
  2. ต่อยอดแบรนด์ปลายทางริมแม่น้ำ ทำให้แม่น้ำกกเป็น “ฉาก” ของประสบการณ์ (ไม่ใช่แค่ทิวทัศน์), และ
  3. สร้างกิจกรรมครอบครัว–คู่รัก–ไมซ์ขนาดย่อม ที่ใช้เวลามากขึ้นในพื้นที่โรงแรมและย่านโดยรอบ เกิดการจับจ่าย–การจ้างงานแบบเป็นลูกโซ่

ตัวเลข–เกณฑ์–ภาพจำ” เหตุผลที่รางวัลกินรีถูกเรียกว่าออสการ์

รางวัลกินรีไม่ได้มอบให้จากความสวยงามภายนอก หากต้องผ่านเกณฑ์ที่สะท้อนสามเหลี่ยมคุณค่า ได้แก่ คุณภาพบริการ, ความปลอดภัย–ความเชื่อมั่น, และ ความยั่งยืน ที่ททท.วางไว้เพื่อสอดรับเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ปลายทางคุณภาพ นักเดินทางทั่วโลกจึงยอมรับอย่างกว้างขวางว่ารูปปั้น นางกินรี” บนฉากรับรางวัลคือสัญลักษณ์ของ ความงาม–คุณธรรม–การบริการด้วยหัวใจแบบไทยแท้

ในภาพของผู้บริโภคสมัยใหม่ ยิ่งปลายทางมี “รางวัลที่วัดผลได้–ตรวจสอบย้อนกลับได้” ความเสี่ยงของการเลือกที่พักก็ยิ่งลดลง จากมุมมองเชิงธุรกิจ “ตรากินรี” จึงมี มูลค่าทางการตลาด โดยตัวมันเอง เพราะทำหน้าที่เป็น ตราประทับคุณภาพ บนสื่อทุกชนิด ตั้งแต่เว็บไซต์โรงแรม โปสเตอร์ แพลตฟอร์มจองห้อง ไปจนถึงงานโรดโชว์ต่างประเทศ

คลี่ภาพ “ผลกระทบต่อระบบนิเวศท่องเที่ยวเชียงราย”

  1. การยกระดับมาตรฐานโดยรวม – เมื่อโรงแรมเรือธงของเมืองได้รับ Hall of Fame ผู้ประกอบการรายอื่นย่อม “ตั้งเข็ม” ตามมาตรฐานเดียวกัน เกิดการแข่งขันเชิงคุณภาพ (ไม่ใช่สงครามราคา)
  2. Multipliers ทางเศรษฐกิจ – กิจกรรมฤดูหนาวและการสื่อสารความสำเร็จใหม่ ๆ จะเพิ่มอัตราเข้าพัก (Occupancy) และค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป (Average Spend) ให้กับธุรกิจรอบข้าง
  3. ภาพจำปลายทาง – เชียงรายจะถูกมองเป็น “เมืองประสบการณ์” ที่นักท่องเที่ยวสามารถวางแผน 2–3 คืนเพื่อเสพธรรมชาติ–ศิลปะ–ชิมกาแฟพิเศษ–เดินริมกก–และพักในโรงแรมมาตรฐานสูงได้ในทริปเดียว

น้ำเสียงจากภาครัฐ รางวัลที่ไปไกลกว่าโล่ห์

“การท่องเที่ยวยังคงเป็นกลไกสำคัญของจังหวัดเชียงรายและประเทศ สร้างรายได้ กระจายโอกาส สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน… ความสำเร็จของเดอะ ริเวอร์รีคือแบบอย่างที่ชัดเจน” — ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

เมื่อคำกล่าวของผู้ว่าฯ สะท้อนวิสัยทัศน์ระดับจังหวัด และคำกล่าวของผู้บริหารโรงแรมสะท้อนพันธกิจระดับองค์กร ภาพที่เห็นตรงกันคือ “การเติบโตที่มีมาตรฐาน” และ “ความยั่งยืนที่อยู่ในกระบวนการ” ซึ่งจะเป็นฐานให้เชียงรายยืนระยะในตลาดโลกได้ในระยะยาว

คำถามที่ตอบแล้วในเวทีรางวัล ทำอย่างไรให้ “ชนะซ้ำได้ 3 ครั้ง”

หากสรุปบทเรียนที่ถอดได้จากเดอะ ร riverรี ในกรอบคิดเป็นกลาง มี 4 ข้อหลักที่องค์กรบริการใด ๆ ก็ปรับใช้ได้จริง

  • ทำให้มาตรฐานกลายเป็นกิจวัตร จากคู่มือสู่พฤติกรรมทีมงาน ต้องฝึกจนเป็นธรรมชาติ
  • สร้างพันธมิตรในเมือง นักท่องเที่ยวที่ประทับใจ “ย่าน” จะรัก “โรงแรม” โดยปริยาย
  • ออกแบบฤดูกาล ปฏิทินกิจกรรมล่วงหน้ายาว ๆ ทำให้ตลาดวางแผนเดินทางได้
  • สื่อสารอย่างโปร่งใส การเล่าเรื่องรางวัล–แนวทางยั่งยืน–พันธมิตรท้องถิ่น ช่วยเพิ่มความไว้วางใจ

ก้าวต่อไป จาก “หอเกียรติยศ” สู่ “เรือธงการท่องเที่ยวฤดูหนาว”

ภายใต้ธีม Life of Light ที่จะเริ่ม 1 ธันวาคม นี้ เดอะ ริเวอร์รีกำลังแปลงพื้นที่ริมแม่น้ำกกให้เป็น “สวนสนุกแห่งแสง” เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม–เทศกาลไทยในฤดูหนาว แนวทางนี้ไม่เพียงเติม เหตุผลใหม่ให้กลับมาเชียงราย หากยังสื่อสารให้เห็นว่าแบรนด์โรงแรมไม่ได้หยุดอยู่กับถ้วยรางวัล แต่ เคลื่อนไหวอยู่บนเวทีจริง ทุกคืนที่เปิดไฟ ทุกกิจกรรมที่เชื่อมกับชุมชน และทุกรอยยิ้มของผู้มาเยือน

“เราจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ แต่จะเดินหน้าต่อเพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน” — แถลงปิดท้ายของผู้บริหาร

สำหรับเชียงราย นี่ไม่ใช่เพียงชัยชนะของโรงแรมเดียว แต่เป็น สัญญาณเชิงระบบ ว่าเมืองพร้อมเดินหน้าสู่การเป็น ต้นแบบปลายทางบริการระดับโลก ที่ผสานคุณภาพ–วัฒนธรรม–ความยั่งยืน เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

สรุปสาระสำคัญ (Key Takeaways)

  • เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คว้า Hall of Fame จากรางวัลกินรี 2025 หลังรักษามาตรฐานยอดเยี่ยม 3 ครั้งต่อเนื่อง พร้อมคว้า Excellence และ Sustainability รวม 3 รางวัลใหญ่
  • ผู้บริหารย้ำ “Sustainability in Process” และความร่วมมือทุกฟันเฟือง—ลูกค้า คู่ค้า มหาวิทยาลัย ซัพพลายเออร์ หน่วยงานรัฐ—คือหัวใจความสำเร็จ
  • จังหวัดตอกย้ำว่า การท่องเที่ยวคือเครื่องยนต์เศรษฐกิจ—รางวัลที่ได้จึง “กระจายผลดี” สู่ทั้งระบบนิเวศธุรกิจท้องถิ่น
  • โรงแรมต่อยอดด้วยเทศกาลฤดูหนาว Life of Light ช่วง 1 ธ.ค.–28 ก.พ. ผสานลอยกระทง–คริสต์มาส–ปีใหม่ เพื่อยืดดีมานด์และสร้างประสบการณ์ริมแม่น้ำกก
  • ผลรวมทั้งหมดสะท้อนว่า เชียงราย กำลังวางตัวเป็น “ปลายทางประสบการณ์และบริการคุณภาพ” ที่ยืนระยะได้ยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • Thailand Tourism Awards 2025
  • โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คอลเล็คชั่น (The Riverie by Katathani Collection)
  • สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย/จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News