Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ทวนสอบรายชื่อ 5,071 ครัวเรือน ปมพายุ “วิภา” เร่งจ่ายเงินช่วยเหลืออุทกภัย “9,000 บาท/ครัวเรือน” ภายใน 90 วัน

เชียงรายเร่งเครื่อง “เงินถึงมือใน 90 วัน” ประชุมคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฯ ครั้งที่ 9/2568 ขยับมาตรการจ่ายครัวเรือนละ 9,000 บาท ผ่านออมสิน–พร้อมเพย์ พร้อมเคลียร์คำขอท่วมหนักจาก “วิภา”

เชียงราย, 8 พฤศจิกายน 2568 — จังหวัดเชียงรายเดินหน้ากลไกบรรเทาทุกข์หลัง “ฤดูฝน 2568” ที่ทิ้งร่องรอยความเสียหายในหลายอำเภอ ด้วยการประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (ก.ช.ภจ.ชร.) ครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัด โดยมี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน วางกรอบการช่วยเหลือ “ตรงสิทธิ–โปร่งใส–ทันเวลา” ภายใต้ มติคณะรัฐมนตรี 21 ตุลาคม 2568 ที่กำหนดให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ ครัวเรือนละ 9,000 บาท จ่ายผ่าน ธนาคารออมสิน ด้วยระบบ พร้อมเพย์ (PromptPay) และให้จังหวัด ตรวจสอบ–อนุมัติ–จ่าย ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับจากได้รับการจัดสรรงบประมาณ

จากเจอคลื่นน้ำ สู่คลื่นเงินช่วยเหลือ เมื่อ “เวลาคือความเป็นอยู่”

หัวใจของการประชุมอยู่ที่การ “เร่งเครื่อง” ให้เงินช่วยเหลือเข้าถึงผู้เดือดร้อนตามกรอบเวลา เพราะในภาวะหลังน้ำลด ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่ร่องรอยตะกอน แต่ลามไปถึงรายได้ที่หายไป ต้นทุนเริ่มต้นเพาะปลูกใหม่ ค่าใช้จ่ายจำเป็นของสมาชิกครัวเรือน และหนี้ระยะสั้นที่ต้องชำระ ความล่าช้าเพียงสัปดาห์สามารถสะเทือน “สภาพคล่องครัวเรือน” ได้โดยตรง การกำหนดเส้นตาย 90 วัน จึงเป็นเสมือน “สัญญาประชาคม” ที่รัฐตั้งไว้กับประชาชนว่า ความช่วยเหลือจะเกิดขึ้นจริง และเกิดขึ้นทันเวลา

แผนจ่าย “9,000 บาท/ครัวเรือน” ผ่านออมสิน–พร้อมเพย์ 3 ชั้นป้องกันความผิดพลาด

ที่ประชุมรับทราบ สถานะวงเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน และย้ำขั้นตอนการจ่ายเงินที่ต้อง ถูกต้อง–โปร่งใส–ตรวจสอบได้

  1. ตรวจสิทธิและคุณสมบัติ อำเภอ–ท้องถิ่นตรวจสอบทะเบียนราษฎร หลักฐานความเสียหาย และไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น
  2. เชื่อมฐานข้อมูลการเงิน ใช้ พร้อมเพย์ ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนเพื่อโอนตรงถึงเจ้าของสิทธิ ลดความเสี่ยงโอนผิดบัญชี/บุคคลแอบอ้าง
  3. กลไกธนาคารออมสิน เป็น “ท่อจ่าย” ที่มีระบบควบคุมตรวจสอบธุรกรรมและสามารถรายงานความคืบหน้าการโอนให้จังหวัดติดตามเป็นระยะ

ความถูกต้อง” จึงสำคัญพอ ๆ กับ “ความเร็ว” เพราะหากข้อมูลต้นทางคลาดเคลื่อน ระบบที่ตามมาจะรวนทั้งแถว ที่ประชุมจึงสั่งเน้น การทวนสอบรายชื่อ ณ ระดับพื้นที่ และ ประชาสัมพันธ์เชิงรุก ให้ครัวเรือนผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชนเพื่อรับเงินได้ทันทีเมื่ออนุมัติ

ไทม์ไลน์ความเสียหาย “วิภา” กับตัวเลขที่ต้องชดเชย

เชียงรายเผชิญเหตุอุทกภัยหลายระลอกในฤดูฝน 2568 โดยเฉพาะจาก พายุ “วิภา” ระหว่าง 20–26 กรกฎาคม 2568 ซึ่งสร้างความเสียหายใน 3 อำเภอ 11 ตำบล 67 หมู่บ้าน กระทบเกษตรกร 932 ราย มีวงเงินขอรับช่วยเหลือด้านพืช 9,917,987.79 บาท และเหตุอุทกภัยวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ใน 2 อำเภอ 7 ตำบล 40 หมู่บ้าน เกษตรกร 819 ราย วงเงิน 7,480,627.18 บาท นอกจากนี้ยังมีเหตุวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ใน อำเภอเมืองเชียงราย ครอบคลุม 1 ตำบล 3 หมู่บ้าน เกษตรกร 13 ราย วงเงิน 88,775 บาท
เฉพาะด้าน “การดำรงชีพ” อำเภอแม่สาย เสนอคำขอวงเงินรวม 2,584,071 บาท เพื่อจ่ายครัวเรือนตามเกณฑ์ และเมื่อรวมทั้งฤดูฝน 2568 จังหวัดได้พิจารณาจ่ายช่วยเหลือ 11 อำเภอ 5,071 ครัวเรือน รวม 45,639,000 บาท สะท้อน สเกลการเยียวยา ที่กว้างและลึกยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับเหตุปีปกติ

ห้องประชุม ปภ. ชั้น 3 เมื่อ “ตัวเลข” ต้องแปลงเป็น “คุณภาพชีวิต”

การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการรับทราบตัวเลข หากแต่คือการ “แปลงตัวเลขเป็นการกระทำ” ผ่านการสรุป เช็กลิสต์ภารกิจ ที่ทุกหน่วยต้องเดินพร้อมกัน ได้แก่

  • ทวนสอบฐานข้อมูลผู้ได้รับสิทธิ ให้ครบถ้วน (ชื่อ–ที่อยู่–เลขบัตรประชาชน–ผูกพร้อมเพย์)
  • เร่งจัดทำคำของบ และ รับจัดสรรงบประมาณ ให้ทันตามกรอบเวลา
  • สื่อสารสาธารณะ ถึงสิทธิ เงื่อนไข และช่องทางตรวจสอบสถานะการจ่ายเงิน
  • วางระบบติดตามผล ทั้งเชิงการเงิน (เงินถึง/ไม่ถึง) และเชิงผลลัพธ์ (ครัวเรือนกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วเพียงใด)

เมื่อขั้นตอนเหล่านี้ชัด เงินช่วยเหลือ 9,000 บาทจึงเป็นมากกว่า “ตัวเลขเดียวกันทั้งประเทศ” หากแต่ เข้าถึงผู้เดือดร้อนจริงในเชียงราย โดยลดการรั่วไหล การซ้ำซ้อน และความล่าช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ

ชุดเหตุ–ชุดภารกิจ รายพื้นที่ รายมาตรการ

แม่สาย นอกจากคำขอด้านการดำรงชีพ 2,584,071 บาท ยังต้องเฝ้าระวังโครงสร้างพื้นฐานหมู่บ้านที่ถูกน้ำกัดเซาะ และวางแผนป้องกันน้ำจากฝนสะสมในช่วงปลายฤดูฝน–ต้นฤดูหนาว
เชียงแสน–เชียงของ–เมืองเชียงราย (ผลกระทบจาก “วิภา”) โจทย์หลักคือ พืชผลเสียหาย ซึ่งกระทบ “กระแสเงินสด” ของครัวเรือนเกษตรโดยตรง ที่ประชุมจึงให้ความสำคัญกับการเร่งตรวจสอบเอกสารหลักฐาน (แบบสำรวจความเสียหาย แผนผังพื้นที่เพาะปลูก หลักฐานครัวเรือน) เพื่อเดินกระบวนการช่วยเหลือพืชผลให้ทันรอบเพาะปลูกใหม่
ดอยหลวง–เชียงของ (27 ก.ค.) เน้น การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ที่ขาดช่องทางหารายได้สำรอง และ การเชื่อมโยงมาตรการซ่อมบ้านเรือน/สาธารณูปโภค ของท้องถิ่นเข้ากับการช่วยเหลือการดำรงชีพเพื่อลดช่วงว่างของคุณภาพชีวิต
เมืองเชียงราย (23 ส.ค.) แม้ตัวเลขเกษตรกรได้รับผลกระทบ (13 ราย วงเงิน 88,775 บาท) จะไม่สูงเท่าพื้นที่อื่น แต่ความหนาแน่นของชุมชนเมืองทำให้การสื่อสารสิทธิและการตรวจเอกสารต้องลงละเอียด เพื่อให้เงินถึงมือเร็วและลดปัญหาคอขวด

90 วัน—เส้นตายที่ “ต้องทำได้จริง”

การกำหนดเส้นตาย 90 วัน นับจากได้รับการจัดสรรงบประมาณ เป็นกลไกสร้างวินัยเชิงระบบ—จากจังหวัดสู่อำเภอ จากอำเภอสู่ท้องถิ่น และจากท้องถิ่นสู่ บัญชีพร้อมเพย์ของผู้ประสบภัย การ “ทำได้จริง” หมายถึง

  • ฐานข้อมูลสะอาด (Clean Data) ลดชื่อซ้ำ พื้นที่ซ้ำ โครงการซ้ำ
  • บัญชีพร้อมเพย์พร้อม ผูกด้วยเลขบัตรประชาชน เพื่อโอนตรง–ลดปัญหาชื่อบัญชี–ชื่อผู้รับไม่ตรง
  • เส้นทางร้องเรียนเปิดเผย มีช่องทางให้ประชาชนสอบถาม/ติดตาม/ร้องเรียนได้ และมี SLA การตอบกลับ

โปร่งใส–ตรวจสอบได้ ศรัทธาที่มาพร้อมข้อมูล

ความช่วยเหลือภายใต้งบฉุกเฉินต้อง “ตรงวัตถุประสงค์” และ “ตรวจสอบย้อนหลังได้” ที่ประชุมจึงให้ความสำคัญกับ การบันทึกข้อมูลดิจิทัล ครบวงจร ตั้งแต่คำขอ–อนุมัติ–เบิกจ่าย–ถึงมือผู้รับ พร้อม เปิดเผยตัวเลขสรุป เป็นระยะ เพื่อให้ภาคประชาชน สื่อ และสภาท้องถิ่นช่วยกันเป็น “ดวงตา” ตรวจสอบ ลดข้อครหา และเพิ่มความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบงบประมาณภัยพิบัติ

เงิน 9,000” กับ “ต้นทุนเริ่มใหม่” มุมเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน

เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท/ครัวเรือน แม้ไม่ใช่การทดแทนความเสียหายทั้งหมด แต่ทำหน้าที่เป็น “เมล็ดทุนสภาพคล่อง” ให้ครัวเรือน เริ่มใหม่ ได้โดยไม่ต้องใช้หนี้ดอกสูงหรือขายทรัพย์สินระยะสั้น เช่น

  • ซื้อเมล็ดพันธุ์/ปัจจัยการผลิตชุดแรก
  • ซ่อมแซมเครื่องมือจำเป็น (ปั๊มน้ำ/เครื่องฉีดพ่น/อุปกรณ์ประจำครัวเรือน)
  • ดูแลค่าใช้จ่ายจำเป็นของสมาชิกครอบครัวช่วงฟื้นตัว (อาหาร ยา ค่าเดินทาง)
    เมื่อจับคู่กับ การช่วยเหลือด้านพืชผลตามเกณฑ์กระทรวง จะยิ่งทำให้ครัวเรือน “ยืนขึ้นได้เร็ว” ลดความเสี่ยงหล่นสู่ความยากจนถาวร

บทเรียน–ข้อเสนอ จาก “แจกเงิน” สู่ “จัดการความเสี่ยง”

ในขณะที่การเยียวยาเป็นหน้าที่เร่งด่วน บทเรียนจากฤดูฝน 2568 สะท้อนว่า การบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า สำคัญไม่แพ้กัน จังหวัดสามารถต่อยอดได้ 3 ด้านหลัก

  1. ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก–ดินถล่มรายหมู่บ้าน (ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่อัปเดต) เพื่อสั่งการอพยพ–เตรียมจุดพัก–วางแผนเฉพาะพื้นที่
  2. ระบบประกันภัยพืชผล/สหกรณ์การเงินชุมชน เชื่อมกับฐานข้อมูลภัยพิบัติ เพื่อลดภาระงบฉุกเฉินของรัฐ และเพิ่มเครื่องมือการเงินให้ครัวเรือน
  3. ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานยืดหยุ่น (Resilient Infrastructure) เช่น คูระบายน้ำขยายหน้าตัด, สะพานยกระดับ, ทางระบายน้ำฉุกเฉินในชุมชนเมือง ซึ่งช่วยลด “ต้นตอความเสียหาย” ในเหตุซ้ำรอย

จากห้องประชุม…ถึงบัญชีครัวเรือน

การประชุม ก.ช.ภจ.ชร. 7 พ.ย. 2568 คือกลไก “เชื่อมปลายทาง” ระหว่างมติ ครม. กับชีวิตครัวเรือนในเชียงราย สิ่งที่ประชาชนจับต้องได้คือ เงินช่วยเหลือที่เข้าบัญชีตรงเวลา และ คำอธิบายสิทธิที่ชัดเจน ส่วนสิ่งที่รัฐต้องทำให้เห็นคือ ข้อมูลเปิดเผย–กระบวนการโปร่งใส–ช่องทางร้องเรียนที่ใช้งานจริง เพราะในวันที่น้ำลด ความไว้วางใจต่างหากคือทุนสาธารณะที่ประเมินค่าไม่ได้

กล่องข้อมูล (Key Figures & Cases)

  • มติ ครม. 21 ต.ค. 2568 เงินช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ ครัวเรือนละ 9,000 บาท จ่ายผ่าน ธนาคารออมสิน–พร้อมเพย์ ดำเนินการ ภายใน 90 วัน หลังได้รับการจัดสรรงบประมาณ
  • ฤดูฝน 2568 (สรุปการจ่าย) 11 อำเภอ 5,071 ครัวเรือน รวม 45,639,000 บาท
  • ชุดเหตุ “วิภา” (20–26 ก.ค. 2568) 3 อำเภอ 11 ตำบล 67 หมู่บ้าน เกษตรกร 932 ราย ขอรับช่วยเหลือด้านพืช 9,917,987.79 บาท
  • เหตุ 27 ก.ค. 2568 2 อำเภอ 7 ตำบล 40 หมู่บ้าน เกษตรกร 819 ราย วงเงิน 7,480,627.18 บาท
  • เหตุ 23 ส.ค. 2568 (อ.เมืองเชียงราย) เกษตรกร 13 ราย วงเงิน 88,775 บาท
  • อ.แม่สาย (ดำรงชีพ) คำขอรวม 2,584,071 บาท

ขั้นตอน–คำแนะนำสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิ

  1. ตรวจสอบการผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน กับธนาคารพาณิชย์/ออมสิน เพื่อพร้อมรับโอน
  2. เตรียมเอกสารหลักฐานความเสียหาย ตามแบบฟอร์มท้องถิ่น/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  3. ติดตามประกาศรายชื่อ–สถานะสิทธิ–กำหนดการจ่าย ผ่านที่ว่าการอำเภอ/เทศบาล/อบต. และช่องทางสื่อสารของจังหวัด
  4. หากพบความผิดพลาด (ตกหล่น/ซ้ำซ้อน/ชื่อไม่ตรง) แจ้งหน่วยงานพื้นที่ทันทีเพื่อแก้ไขก่อนรอบโอน

 “เร็ว–ถูกต้อง–ตรวจสอบได้” คือสามเสาหลัก

ประสิทธิผลของมาตรการเยียวยาวัดได้จาก เวลาที่เงินถึงมือ, ความแม่นยำของผู้รับสิทธิ, และ ระดับความโปร่งใสที่เปิดให้สังคมร่วมตรวจสอบ เชียงรายมีโอกาส “ยกระดับมาตรฐาน” งานเยียวยาให้เป็นต้นแบบ หากทำให้ทั้งสามเสาหลักนี้ “ยืนได้พร้อมกัน” ในทุกอำเภอ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย)
  • ธนาคารออมสิน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเร่งซ่อมแหล่งน้ำเล็ก 250 แห่งปี 69 ก่อนถ่ายโอนภารกิจสู่ อปท. ตามมติ ครม. 2565

เชียงรายเดินหน้าซ่อมแซม “แหล่งน้ำขนาดเล็ก” หนุนนโยบายกระจายอำนาจวางเป้าปี 2569 สำรวจ 1,881 แห่ง ออกแบบ 200 แห่ง ซ่อมจริง 250 แห่ง ชี้กุญแจสู่ความมั่นคงด้านน้ำและคุณภาพชีวิต

เชียงราย, 8 พฤศจิกายน 2568 — จังหวัดเชียงรายขยับเกียร์เดินหน้า “โครงการซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กของส่วนราชการที่ยังไม่ได้ถ่ายโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เพื่อเสริมความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ที่กำหนดให้หน่วยงานส่วนกลางเร่งสำรวจซ่อมแซมแหล่งน้ำเดิม ก่อนส่งต่อภารกิจให้ อปท. ดูแลอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่ ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงรายจัดประชุมกลุ่มอำเภอเพื่อวางแนวทางการดำเนินโครงการปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุมพื้นที่ อำเภอเมืองเชียงราย แม่จัน พาน และแม่สรวย โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวทางพระราชดำริ ร่วมเป็นประธาน พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

จาก “โครงสร้างทรัพย์สินเดิม” สู่ “ทรัพย์สินสาธารณะของท้องถิ่น”

ใจกลางของวาระครั้งนี้คือการปรับสภาพ “แหล่งน้ำเดิม” ของส่วนราชการให้กลับมาใช้งานได้จริงไม่ใช่เพียงซ่อมเพื่อซ่อม แต่ซ่อมเพื่อ “ถ่ายโอน” ตามหลักกระจายอำนาจ และส่งต่อไปยัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อย่างถูกต้องครบถ้วน เมื่อ อปท. รับมอบแล้ว จะสามารถบรรจุภารกิจดูแลบำรุงรักษาไว้ใน แผนพัฒนาท้องถิ่น และตั้งงบประมาณประจำปีได้อย่างมั่นคง

ภาพใหญ่ระดับชาติถูกวางไว้ตั้งแต่ มติ ครม. 1 พ.ย. 2565 ด้วยกรอบเวลา พ.ศ. 2565–2570 ตั้งเป้า สำรวจ 3,029 แห่ง และ ซ่อมแซม 750 แห่ง ภายใต้หน่วยงานเจ้าของสินทรัพย์เดิม คือ กรมทรัพยากรน้ำ และ กรมพัฒนาที่ดิน ก่อนเดินเข้าสู่กระบวนการถ่ายโอน โดยมี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ทำหน้าที่เชื่อมโยงเข้ากับ แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ให้สอดคล้องกันทั้งเชิงพื้นที่และเชิงยุทธศาสตร์

แผนปี 2569 “สำรวจกว้าง ออกแบบแม่น ซ่อมจุดคุ้มค่า”

สำหรับปีงบประมาณ 2569 โครงการในส่วนของ กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ถูกวางโครงให้เดินอย่างเป็นจังหวะ 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่

  1. การสำรวจชี้เป้า แหล่งน้ำ 1,881 แห่ง เพื่อจัดลำดับความสำคัญอย่างมีหลักฐาน,
  2. การสำรวจออกแบบ ทางวิศวกรรม 200 แห่ง เพื่อเตรียมแบบและงบประมาณอย่างรัดกุม, และ
  3. การซ่อมแซมร่วมกับ อปท. 250 แห่ง เพื่อให้การลงทุนเกิดผลกระทบต่อชุมชนสูงสุด

กลยุทธ์ “สำรวจกว้าง ออกแบบแม่น ซ่อมจุดคุ้มค่า” ช่วยลดความเสี่ยงเชิงวิศวกรรม งบประมาณ และทำให้ ทุกบาทที่ลงไป มีที่มาที่ไปจากข้อมูลจริงของพื้นที่ ขณะเดียวกันยังเพิ่มความพร้อมสำหรับ “ขั้นถ่ายโอน” เพราะแบบ ข้อมูลทะเบียนทรัพย์สิน จะครบถ้วนพร้อมปฏิบัติเมื่อถึงมือ อปท.

ตัวเลขที่บอกความคืบหน้า 60% ของข้อมูลพื้นที่รากฐานสำคัญก่อนลงมือซ่อม

ในช่วง ปี 2567–2568 โครงการสามารถ สำรวจและปรับปรุงข้อมูลพื้นที่ได้แล้วกว่า 60% ซึ่งเท่ากับ “วางเสาเข็มข้อมูล” ให้พร้อมสำหรับการซ่อมจริงในปี 2569 การมีข้อมูลทันสมัยช่วยให้เลือกแหล่งน้ำที่ คุ้มค่าการซ่อม มากที่สุด (เช่น จำนวนครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์, ศักยภาพการเพิ่มปริมาตรเก็บกัก, ความเชื่อมโยงต่อพื้นที่เกษตร/อุปโภคบริโภค) และช่วยจัดคิวงานให้ “ตรงจุด ตรงเวลา” โดยเฉพาะในกลุ่มอำเภอเมืองเชียงราย แม่จัน พาน แม่สรวย ที่ชุมชนพึ่งพิงแหล่งน้ำขนาดเล็กกระจายอยู่หลายจุด

อุปสรรคที่ต้องฝ่า “แหล่งน้ำในที่ดินเอกชน” และโจทย์กฎหมายที่ซับซ้อน

การประชุมระบุอุปสรรคสำคัญว่า แหล่งน้ำบางส่วนตั้งอยู่ในที่ดินเอกชน ซึ่งทำให้การใช้งบสาธารณะไปซ่อมแซมแล้วถ่ายโอนให้ อปท. ดูแลติดเงื่อนไขทางกฎหมาย จึงจำเป็นต้อง ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ และหา “ทางออกทางกฎหมาย” ที่เหมาะสม อาทิ

  • ภาระจำยอม (Easement) หรือ สิทธิเหนือพื้นดิน เพื่อให้รัฐ/อปท. เข้าถึง บำรุงรักษาได้โดยชอบ,
  • แนวทางคืนสภาพที่สาธารณะ หากมีหลักฐานว่าเป็นสาธารณสมบัติเดิม, หรือ
  • มาตรการอื่นตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
    ทั้งหมดนี้ เพื่อให้ “น้ำสาธารณะ” อยู่ในกรอบสิทธิที่ชัดเจน ลดข้อพิพาท และที่สำคัญคือ ซ่อมแล้วถ่ายโอนได้จริง

จุดแข็งของเชียงราย ใช้ “ปิดทองหลังพระฯ” เป็นคานงัดเชื่อมรัฐกับฐานราก

หนึ่งในหัวใจสำคัญของโมเดลเชียงรายคือการวางบทบาทให้ มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวทางพระราชดำริ เป็นหน่วยสนับสนุนหลักด้านสำรวจและซ่อมแซมเบื้องต้น และยังทำหน้าที่เป็น หน่วยปฏิบัติหลัก ในการขับเคลื่อนแผนแม่บทน้ำร่วมกับ สทนช. จุดเด่นของโมเดลนี้คือ

  • ยึดโจทย์ชุมชนเป็นศูนย์กลาง (Community-Driven) เริ่มจากความต้องการจริงของประชาชน,
  • ต้นทุนคุ้มค่า จากการ “ร่วมแรงร่วมใจ” ชุมชน และการจัดซื้อวัสดุอย่างประหยัด,
  • เชื่อมเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการบูรณาการพัฒนาอาชีพ ตลาดควบคู่ไปกับการมีน้ำใช้

ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากพื้นที่นำร่องหลายจังหวัดสะท้อนว่า การทำงานรูปแบบนี้สามารถสร้าง ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่อการลงทุน (ROI) ที่คุ้มค่า เพิ่ม ปริมาตรเก็บกัก อย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ ครัวเรือนหลุดพ้นความยากจน ในระดับที่วัดผลได้ สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนความเชื่อมั่น” ที่ทำให้โมเดลเชียงรายมีแรงส่งทางสังคมสูง

เล่าเรื่องผ่านผลลัพธ์ที่ชุมชนสัมผัสได้ “น้ำมากขึ้น เสี่ยงน้ำน้อยลง รายได้ยั่งยืนกว่าเดิม”

หากมองจากมุมบ้าน–นา–ไร่ แหล่งน้ำชุมชนขนาดเล็กคือ “ประกันภัย” ของครัวเรือนเกษตรรายย่อย การซ่อมฝายหรือสระเก็บน้ำหนึ่งแห่งอาจหมายถึง

  • ฤดูกาลเพาะปลูกที่ไม่สะดุดแม้น้ำฝนแปรปรวน,
  • ต้นทุนสูบน้ำที่ลดลงเพราะอยู่ใกล้แหล่งกักเก็บ,
  • ความมั่นคงด้านการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนและคุณภาพสุขภาวะที่ดีขึ้น

ในบริบทความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ (ฝนทิ้งช่วง–ฝนตกหนักเฉียบพลัน) “แหล่งน้ำเล็กแต่เยอะ” และกระจายทั่วพื้นที่ กลายเป็น โครงข่ายค้ำยัน (Resilience) ของจังหวัด การที่จังหวัดเชียงรายเร่งซ่อมให้ใช้งานได้จริงและเตรียมส่งไม้ต่อให้ อปท. ดูแล จึงเท่ากับสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนในเชิงโครงสร้าง

เทียบมิติการเงินสาธารณะ เงินกลาง แผนประจำ ถ่ายโอนทรัพย์สิน เพื่อ “ไม่กลับไปทรุดโทรม”

มติ ครม. 1 พ.ย. 2565 วางหลักการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นขั้นตอน เฟสต้นปรับแผน ใช้งบปีเดิมของหน่วยงานก่อน หากไม่พอจึงขอ งบกลาง เสริม ต่อเนื่องด้วยการบรรจุเข้ากระบวนการงบประมาณปกติในช่วงปีถัดไป ที่จังหวัดระดับปฏิบัติการ จะเห็นผลเป็น “โครงการซ่อม” ที่มุ่งทำให้ ทรัพย์สินพร้อมถ่ายโอน และเมื่อถ่ายโอนแล้ว อปท. จะบรรจุ ค่าบำรุงรักษา ไว้ในแผนท้องถิ่นนี่คือการปิดจุดอ่อน “ซ่อมแล้วไม่มีใครดูแล” ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ทำงานเชิงกฎหมายคู่ขนานและเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบได้

เพื่อให้เป้าหมาย ซ่อมแซม 250 แห่งในปี 2569 เดินหน้าได้จริง จังหวัดควรตั้งคณะทำงานกฎหมายแบบสหสาขาวิชาชีพ (ที่ดิน–กฎหมายปกครอง–อปท.) ทำ “คู่มือภาระจำยอม” สำหรับแหล่งน้ำชุมชน และเดินหน้าขอความยินยอมเจ้าของที่ดินที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ศักยภาพการเจรจาของภาคประชาสังคม/ปิดทองหลังพระฯ เป็นเครื่องมือหนุน

ขณะเดียวกัน การ เปิดข้อมูลสาธารณะ ตั้งแต่รายชื่อแหล่งน้ำที่จะซ่อม สถานะสิทธิในที่ดิน แบบ งบประมาณ ไปจนถึงกำหนดการส่งมอบ ถ่ายโอน จะช่วยให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้ลดข้อครหา เพิ่มความไว้วางใจ และดึง “แรงร่วมมือ” ให้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการแก้ปัญหาแหล่งน้ำที่คาบเกี่ยวสิทธิเอกชน

ซ่อมวันนี้เพื่อส่งไม้ต่อและยืนระยะความมั่นคงน้ำของเชียงราย

การประชุม 7 พ.ย. 2568 ของเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการนัดหมายเชิงพิธีการ แต่คือ “จิ๊กซอว์” สำคัญที่ทำให้ภาพใหญ่ตั้งแต่มติ ครม. การจัดลำดับความสำคัญโดยข้อมูลจริง การใช้โมเดลภาคประชาสังคมที่คุ้มค่า และการเตรียมถ่ายโอนภารกิจประกอบเข้าหากันอย่างเป็นระบบ หากปี 2569 เดินตามแผน “สำรวจ 1,881 / ออกแบบ 200 / ซ่อม 250” ได้ครบถ้วน พร้อมการจัดการปมกฎหมายแหล่งน้ำในที่เอกชน เชียงรายจะมี “เครือข่ายแหล่งน้ำขนาดเล็ก” ที่พร้อมใช้งาน กระจายทั่วพื้นที่ และมีเจ้าของ (อปท.–ชุมชน) ดูแลอย่างแท้จริง

แก่นของเรื่อง จึงไม่ใช่เพียง “จำนวนแห่งที่ซ่อม” แต่คือการสร้าง วัฏจักรดูแล (O&M) ที่ยั่งยืนภายใต้ท้องถิ่นซึ่งหมายถึงน้ำที่มั่นคงขึ้น ความเสี่ยงภัยแล้งที่ลดลง และรายได้ที่ยืนระยะของครัวเรือนเชียงรายในวันหน้า

กล่องข้อมูล (Key Numbers)

  • มติ ครม. 1 พ.ย. 2565 เป้าหมายระดับชาติ สำรวจ 3,029 แห่ง / ซ่อม 750 แห่ง (พ.ศ. 2565–2570)
  • เชียงราย (ประชุม 7 พ.ย. 2568) ขับเคลื่อนปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุม อ.เมืองเชียงราย แม่จัน พาน แม่สรวย
  • เป้าหมาย กรมพัฒนาที่ดิน (ปี 2569) สำรวจชี้เป้า 1,881 / ออกแบบ 200 / ซ่อมร่วม อปท. 250 แห่ง
  • ความคืบหน้า ข้อมูลพื้นที่ (ปี 2567–2568) สำรวจ–ปรับปรุงแล้วกว่า 60%
  • อุปสรรคหลัก แหล่งน้ำในที่ดินเอกชน ต้องจัดการสิทธิให้ชัดเพื่อซ่อม–ถ่ายโอน

หมายเหตุเชิงนโยบาย (สำหรับผู้กำหนดนโยบายในพื้นที่)

  1. เร่งตั้งคณะทำงานกฎหมายเฉพาะกิจ จัดทำ “แม่แบบภาระจำยอม” สำหรับแหล่งน้ำชุมชน และลิสต์แหล่งน้ำที่ต้องดำเนินการเป็นกรณีเร่งด่วน
  2. ผูกข้อมูล “ทะเบียนทรัพย์สิน–สถานะสิทธิที่ดิน แบบ งบ กำหนดส่งมอบ” ไว้ในแดชบอร์ดกลางของจังหวัด เพื่อการติดตามโปร่งใส
  3. ใช้โมเดล “ร่วมแรง–ร่วมงบ” ระหว่างรัฐ ปิดทองหลังพระฯ ชุมชน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของ และทำให้ O&M หลังซ่อมมีเจ้าภาพชัดเจน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมทรัพยากรน้ำ (ทน.) / กรมพัฒนาที่ดิน (พด.)
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
  • สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวทางพระราชดำริ
  • จังหวัดเชียงราย / ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
  • กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) / กระทรวงมหาดไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายห้ามเผา 86 วันคุมเชื้อเพลิง ตั้งเป้าลด PM2.5 15-30% ปี 69

เชียงรายยกระดับสู้ฝุ่น! จังหวัดเตรียม “ห้ามเผาในที่โล่ง” 86 วัน (14 ก.พ. – 10 พ.ค. 2569) ตั้งธงลด PM2.5 ลง 15–30% ขยายผลบทเรียน “เชียงรายฟ้าใส” – ภาคประชาชนเสนอรื้อโครงสร้างและอุดหนุน อปท.ทั่วพื้นที่เสี่ยง

เชียงราย,8 พฤศจิกายน 2568 – จังหวัดเชียงรายประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน กำหนดกรอบ “ห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิด” ปี 2569 ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม (ประมาณ 86 วัน) เพื่อคุมเชื้อเพลิงตั้งแต่ต้นฤดูแล้ง ตั้งเป้าลดจำนวนวันที่ค่า PM2.5 เกินมาตรฐานลง 15–30% พร้อมลดจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาศัยบทเรียนปี 2568 ที่เชียงรายลดฮอตสปอตได้มากกว่า 80% ขณะเดียวกัน “สภาลมหายใจเชียงราย” ย้ำรัฐต้องรื้อโครงสร้างจากคำสั่งเฉพาะกิจเป็นระบบถาวร เพิ่มงบ อปท. ติดเซนเซอร์คุณภาพอากาศระดับตำบล และจัดการเผาอย่างโปร่งใสตามมาตรฐานเดียวกัน

ทำไม “เริ่มเร็ว–คุมเข้ม” ถึงสำคัญกับเชียงราย

ในพื้นที่สูงภาคเหนือ ไฟป่าและหมอกควันวนกลับมาเป็นวัฏจักรทุกฤดูแล้ง การเริ่ม “ห้ามเผา” ให้เร็วขึ้นคือการขังเชื้อเพลิงตั้งแต่ต้นฤดู เพื่อไม่ให้ไฟลุกลามช่วงมีลมแรงและความชื้นสัมพัทธ์ต่ำในเดือนมีนาคม–เมษายน ซึ่งเป็นหน้าวิกฤตสุดของปี การตัดสินใจของจังหวัดเชียงรายให้เริ่มช่วงห้ามเผาตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 จึงสะท้อนยุทธศาสตร์ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ต่างจากปีก่อนๆ ที่เริ่มช้ากว่านี้ และสอดรับกับข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่ที่เชียงรายเป็นจังหวัดชายแดน รับอิทธิพลฝุ่นข้ามแดนและไฟป่าปะทุในป่าสงวน/ป่าอนุรักษ์จำนวนมาก หากคุมต้นฤดูได้ ความรุนแรงปลายฤดูก็จะ “ฟุบ” ลงตามสมมติฐานแบบจำลองการลุกไหม้ที่หน่วยงานด้านภูมิสารสนเทศใช้อ้างอิง (GISTDA รายงานการติดตามพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่องและเผยแพร่ผ่านแดชบอร์ด FireD; ข้อมูลนี้ถูกใช้ในการวางแนวกันไฟและบริหารเชื้อเพลิงในพื้นที่จริง)

บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)

  • กรอบเวลาใหม่ จังหวัดตั้งใจ “ห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิด” ระหว่าง 14 ก.พ. – 10 พ.ค. 2569 (86 วัน) เพื่อคุมเชื้อเพลิงช่วงต้นฤดูแล้ง ลดการสะสมมลพิษก่อนเข้าสู่ช่วงวิกฤต โดยวางตัวชี้วัด (KPIs) เพื่อลดวันค่า PM2.5 เกินมาตรฐาน 15–30% ร่วมกับการบังคับใช้กฎหมายและการจัดการเชื้อเพลิงเชิงรุก อิงบทเรียนปีก่อนที่ทำให้ “จุดความร้อน” ของเชียงรายลดลงมากกว่า 80% ตามสรุปผลที่เผยแพร่โดยสื่อท้องถิ่นที่อ้างอิงข้อมูลจังหวัด/หน่วยงานป่าไม้และปภ.จังหวัด (ลดเหลือราว 600 จุด และพื้นที่เผาไหม้รวม ~5.2 หมื่นไร่ ลดลงจากปีก่อนราว 16%)
  • กรอบกฎหมายระดับชาติ ด้านภาคการเกษตร ราชกิจจานุเบกษาเคยประกาศกำหนดช่วง “งดเผา” และบทลงโทษเชิงปกครองต่อเกษตรกรที่เผา โดยยืนยันแนวทาง “งดเผาในช่วงวิกฤต” พร้อมมาตรการตัดสิทธิประโยชน์รัฐบางประเภท ซึ่งเป็นฐานนโยบายที่จังหวัดสามารถเชื่อมต่อไปสู่การบังคับใช้ระดับพื้นที่ได้ (แม้ปี–ช่วงเวลาจะกำหนดใหม่เป็นรายปี แต่หลักการและเครื่องมือทางปกครองคงเดิม)
  • ข้อเสนอภาคประชาชน “สภาลมหายใจเชียงราย” เสนอให้ รื้อโครงสร้าง จากคำสั่งเฉพาะกิจเป็นระบบถาวร, อุดหนุนงบ อปท. ครบทุกพื้นที่เสี่ยง, มาตรฐานเดียวกันเรื่อง “ชิงเผา”, และการติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศระดับตำบล (DustBoy/Air Sensor) เปิดข้อมูลเรียลไทม์ต่อสาธารณะ ซึ่งสะท้อนการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐ ท้องถิ่น ชุมชนที่ต่อเนื่องมาหลายปีในภาคเหนือ

ภาพรวมสถานการณ์ ตัวเลขเล่าเรื่อง

  1. ฮอตสปอต–ไฟไหม้สะสม ปี 2568 เชียงราย “กดฮอตสปอต” ลงได้มากกว่า 80% เมื่อเทียบฐานปี 2567 และพื้นที่เผาไหม้รวมลดลงราว 16% เหลือราว 52,312 ไร่ (ข้อมูลสรุปภาพรวมจากแหล่งข่าวท้องถิ่นที่อ้างข้อมูลราชการ/ป่าไม้) ตัวเลขนี้สะท้อนว่ามาตรการเชิง ป้องกันการจุดไฟ ทำงานได้ แต่ในทางยุทธศาสตร์ยังต้องเร่งเรื่อง การจัดการเชื้อเพลิง และ การกดพื้นที่ลุกลามในป่าสงวน/ไร่หมุนเวียน ให้ลึกขึ้น เพราะสัดส่วนพื้นที่ป่าที่ไหม้ยังสูง และบางหมวดพื้นที่เพิ่มขึ้นสวนทาง (เช่น ป่าสงวนฯ และพื้นที่ไร่หมุนเวียน) ตามบทวิเคราะห์ในพื้นที่เอง
  2. คุณภาพอากาศ มาตรฐาน PM2.5 รายวันของไทยกำหนดไว้ที่ 37.5 µg/m³ ส่วนเกณฑ์ WHO (ค่าแนะแนว) เข้มกว่ามาก เมื่อพิจารณาภาพรวมประเทศ ปัญหา PM2.5 ใน “โหมดวิกฤต” ช่วงฤดูแล้งภาคเหนือยังเกิดซ้ำ การลดวัน “เกินมาตรฐาน” จึงเป็น KPI ที่จับต้องได้สำหรับคนในพื้นที่ เพราะสัมพันธ์กับการเตือนภัยสุขภาพและการทำมาหากินของประชาชน (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ/กรมควบคุมมลพิษรายงานสถานการณ์และค่าสังเกตจุดต่อจุด ตลอดจนแนวโน้มโดยรวมอย่างต่อเนื่อง)
  3. การเฝ้าระวังเชิงภูมิสารสนเทศ GISTDA ยืนยันว่าข้อมูลดาวเทียม/แบบจำลองไฟป่าถูกส่งต่อให้หน่วยงานภาคสนามใช้วางแนวกันไฟ จัดการเชื้อเพลิง และบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้จังหวัดต่างๆ (รวมทั้งเชียงราย) ใช้กำหนดช่วง “ห้ามเผา” ให้เหมาะกับสภาพจริงแต่ละปี

จาก “บทเรียนปีที่แล้ว” สู่ยุทธศาสตร์ 2569 เริ่มเร็ว–บังคับใช้จริง–เชื่อมโยงฐานข้อมูล

การขยาย “หน้าต่างห้ามเผา” เป็น 14 ก.พ. – 10 พ.ค. 2569 ทำให้จังหวัดมีเวลาบังคับใช้ยาวพอที่จะคุมต้นฤดูและคุมปลายฤดูร่วมกัน แนวทางนี้พ้องกับหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการควบคุมช่วงต้นฤดูช่วยลด “คลื่นไฟ” ช่วงพีก และลดโอกาสเกิด “ซูเปอร์ไฟ” ในป่าสงวน/อนุรักษ์ (ที่ดับยากกว่าและกินพื้นที่มากกว่า) ซึ่งสอดรับกับสิ่งที่หลายจังหวัดภาคเหนือทำในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยอาศัยข้อมูลฮอตสปอตสดจากระบบดาวเทียม (VIIRS/FIRMS) และแดชบอร์ด FireD ของ GISTDA ในการตัดสินใจระดับปฏิบัติการแต่ละวัน

ในด้านการสื่อสารกับประชาชน การกำหนด KPI ที่ “พูดภาษาเดียวกับสาธารณะ” เช่น จำนวนวัน PM2.5 เกินมาตรฐาน ถือเป็นความคืบหน้า เพราะประชาชนเข้าใจผลกระทบได้ทันที ไม่ต้องแปลศัพท์เทคนิค ขณะเดียวกัน จังหวัดยังคงต้องสื่อสาร “ผลกระทบทางปกครอง–เศรษฐกิจ” ต่อผู้ฝ่าฝืน (โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมช่วงวิกฤต) ให้ชัดเจนและ “ทำจริง” เชื่อมมาตรการจังหวัดกับกรอบนโยบายระดับชาติที่เคยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือด้านการบังคับใช้ (แม้ประกาศจะอัปเดตทุกปี แต่หลักคิดเรื่องช่วงงดเผาและบทลงโทษ/ตัดสิทธิ์ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือหลัก)

เสียงภาคประชาชน “รื้อโครงสร้าง–เติมงบ–ข้อมูลโปร่งใส”

“สภาลมหายใจเชียงราย” และเครือข่ายภาคเหนือ เสนอ 7 แกนหลัก ได้แก่ (1) กำหนดแนวทางเดียว “ห้ามเผาเด็ดขาด” หรือ “จัดการเชื้อเพลิงแบบลงทะเบียน” ลดความสับสนหน่วยงาน, (2) เตรียมระบบ–คนล่วงหน้า, (3) งบบูรณาการต้องทันเวลา, (4) คุม “ชิงเผา” ด้วยมาตรฐานเดียว–ห้ามเผากลางคืน–เปิดข้อมูลต่อสาธารณะ, (5) อุดหนุนงบ อปท. ครบทุกพื้นที่เสี่ยง, (6) ขยายสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศระดับตำบล (DustBoy/Air Sensor) และเปิดข้อมูลเรียลไทม์, (7) ทำยุทธศาสตร์ Airshed ข้ามจังหวัด–ข้ามแดน รับมือฝุ่นข้ามพรมแดน เสนอเชิงนโยบายเหล่านี้สอดรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในภาคสนามตลอดหลายปี ซึ่งมักติด “คอขวด” ที่งบกลางล่าช้า เครื่องมือแทนการเผายังไม่พอ และข้อมูลคุณภาพอากาศระดับหมู่บ้านยังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร

ความท้าทาย 3 ด้านที่เชียงรายต้องข้ามให้พ้นในฤดู 2569

1) จาก “กดจุดไฟ” สู่ “ลดพื้นที่ลุกลาม”

บทเรียน 2568 บอกชัดว่า เชียงรายทำได้ดีมากในการกดจำนวนฮอตสปอตให้ต่ำลง แต่พื้นที่เผาไหม้รวมลดลงไม่มากเท่าที่หวัง แปลว่าทุกครั้งที่ไฟเกิด มักลุกลามกินพื้นที่กว้าง โดยเฉพาะในป่าสงวน/อนุรักษ์และพื้นที่ไร่หมุนเวียน การแก้สมการนี้จึงต้องเร่ง “จัดการเชื้อเพลิงเชิงรุก” ก่อนเข้าหน้าห้ามเผา เช่น แนวกันไฟในจุดเสี่ยงของอำเภอเวียงแก่น เวียงป่าเป้า พาน การชุ่มชื้นเชื้อเพลิงด้วยฝายชะลอน้ำ และยกระดับ “ยุทธวิธีดับไฟ” ให้ลดเวลาเฉลี่ยเข้าควบคุมเพลิง พร้อมตัวชี้วัดใหม่อย่าง “พื้นที่ไหม้เฉลี่ยต่อเหตุ” (Average Burned Area/Incident) เพื่อปรับยุทธวิธีแบบรายพื้นที่แทนการใช้มาตรการเดียวทั้งจังหวัด (ข้อมูลภาพรวมปี 2568 ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะยืนยันว่าพื้นที่ป่าเป็นสัดส่วนใหญ่ของพื้นที่ไหม้ และบางหมวดเพิ่มขึ้น)

2) บังคับใช้เชิงปกครองในภาคเกษตรอย่างจริงจัง

กรอบกฎหมายส่วนกลางเคยประกาศ “งดเผา” พร้อมบทลงโทษตัดสิทธิประโยชน์รัฐแก่ผู้ฝ่าฝืน ซึ่งเป็น “คันโยก” ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่สำคัญ จังหวัดควรเชื่อมเข้ากับข้อมูลฮอตสปอต–พิกัดแปลงเกษตร เพื่อให้การเตือน–บันทึก–ตัดสิทธิ์ มีน้ำหนักและเป็นธรรม เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างปภ., เกษตรจังหวัด, ป่าไม้, และกรมการค้าต่างประเทศในกรณีนโยบายการค้าเกษตรที่เกี่ยวข้อง (ในช่วงที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศที่วางกรอบ “งดเผา–ตัดสิทธิ์” ในภาคเกษตรไว้เป็นฐาน)

3) ขยาย “ชั้นข้อมูลสาธารณะ” ให้ถึงระดับหมู่บ้าน

ข้อเสนอให้ติดเซนเซอร์ราคาย่อมเยาระดับตำบล/หมู่บ้าน (เช่น DustBoy/Air Sensor) เป็นแนวทางที่ประจักษ์แล้วในหลายจังหวัดเหนือ เพราะทำให้คนเห็นค่าฝุ่นจริงหน้าโรงเรียน–ศูนย์เด็กเล็ก–ตลาด ซึ่งกระตุ้นให้ร่วมมือได้ดีกว่าการรายงานเชิงจังหวัดเพียงอย่างเดียว และช่วยให้หน่วยบังคับใช้กำหนดจุดลาดตระเวน–เวรยาม–แนวกันไฟแบบ “อิงข้อมูลจริง” ในวันต่อวัน (เครือข่ายสภาลมหายใจเผยแพร่ข้อเสนอมาต่อเนื่อง)

มิติข้ามแดนและโซ่อุปทาน ลด “การรั่วไหล” ของมลพิษ

เชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดน ต้องเผชิญฝุ่นข้ามแดนจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือในบางช่วง การสร้างยุทธศาสตร์ “Airshed ภาคเหนือ” ที่มองลม–ภูมิประเทศ–รูปแบบเผาให้เป็นผืนเดียวกัน และการประสานเพื่อนบ้านในระดับจังหวัด–กลไกรัฐ เป็นหัวใจของการลด “วันที่วิกฤต” แม้จังหวัดเดียวทำดีที่สุด ตัวเลขก็ยังผันผวนเมื่อเกิดไฟป่าขนาดใหญ่ฝั่งนอก การทำข้อตกลงภาคเกษตรกับห่วงโซ่นำเข้าที่ “ไม่เอื้อต่อการเผา” (เช่น เงื่อนไขตรวจย้อนกลับวัตถุดิบ) และการเพิ่ม “แรงจูงใจราคา” ให้ผลผลิตปลอดการเผา เป็นเครื่องมือที่เครือข่ายภาคประชาชน–เอกชนผลักดันคู่ขนานกับรัฐมาโดยตลอด ขณะที่ระดับประเทศก็ขยับใช้ประกาศ–มาตรการเพื่อคุมช่วงวิกฤตภาคเกษตรเป็นการทั่วไปตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจังหวัดสามารถนำไปประยุกต์ให้เหมาะกับพื้นที่ได้ (หลักการและเจตนารมณ์ในประกาศดังกล่าวอธิบายเครื่องมือรัฐที่ใช้ได้จริงในภาคสนาม)

แผนปฏิบัติการเชิงข้อเสนอ (สำหรับจังหวัด–อปท.–ชุมชน)

  1. จัดการเชื้อเพลิงเชิงรุกก่อน 14 ก.พ.
    • เร่งทำแนวกันไฟถาวร/กึ่งถาวรใน “คอขวดลุกลาม” ของเวียงแก่น–เวียงป่าเป้า–พาน โดยอิงฮอตสปอตย้อนหลัง 3 ปี และแบบจำลองการแพร่ไฟของ GISTDA/FireD (ข้อมูลสาธารณะ) เพื่อจัดลำดับความสำคัญรายตำบล/หมู่บ้าน
    • สนับสนุนเครื่องมือทดแทนการเผา (ไถกลบ ย่อยเศษพืช) พร้อมเงินอุดหนุนเชิงเป้าหมายแก่เกษตรกรใน “พื้นที่ต้นเพลิงซ้ำซาก” และสร้างเส้นทางระบายเศษพืชไปสู่เชื้อเพลิงชีวมวล/ปุ๋ยหมัก โดยบูรณาการงบท้องถิ่น–กองทุนสิ่งแวดล้อม–ภาคเอกชน (CSR)
  2. บังคับใช้เชิงปกครอง–อาญา “สั้น กระชับ ชัดเจน”
    • ประกาศคำสั่งจังหวัดพร้อม “แนบท้าย” ขั้นตอนเตือน–บันทึก–ตัดสิทธิ์–ร้องทุกข์ ให้ อปท./กำนัน–ผู้ใหญ่บ้านใช้เป็นคู่มือเดียว เพื่อให้การดำเนินการ “เป็นธรรม–ตรวจสอบได้” ตามกรอบกฎหมายกลางที่เคยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (งดเผาช่วงวิกฤต–ตัดสิทธิ์ผู้ฝ่าฝืน)
  3. สร้าง Data Hub จังหวัด
    • ผูกข้อมูล ฮอตสปอต (รายวัน) × แปลงเกษตร (พิกัด) × สถานีวัดฝุ่น (ตำบล) เพื่อแจ้งเตือนเชิงรุกและวางเวรยาม/เส้นทางดับไฟให้ตรงจุด รวมถึงใช้เป็นหลักฐานประกอบการบังคับใช้เชิงปกครองต่อเกษตรกรที่เผาในช่วงห้าม
    • เปิดแดชบอร์ดสาธารณะ (เบต้า) ให้ประชาชนเห็นค่าฝุ่นหน้าบ้าน–หน้าโรงเรียนแบบใกล้จริง (จากเซนเซอร์ระดับชุมชน) เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมและแรงกดดันทางสังคมในช่วง 86 วันห้ามเผา (ภาคประชาชนเสนอขยายเซนเซอร์ DustBoy/Air Sensor ครอบคลุมตำบล)
  4. สื่อสารสาธารณะ “หนึ่งเสียง”
    • แพ็กข้อความ 3 ชั้น— สุขภาพ วิธีป้องกัน, จุดแจกหน้ากาก/ห้องปลอดฝุ่น, กฎหมาย ช่วงห้ามเผา–บทลงโทษ–ตัดสิทธิ์, การมีส่วนร่วม ช่องทางแจ้งเหตุ–อาสาดับไฟ–ร่วมลาดตระเวน—สื่อสารผ่านวิทยุชุมชน เสียงตามสาย โรงเรียน รพ.สต. และแพลตฟอร์มออนไลน์จังหวัด/อำเภอ
    • ห้ามเผากลางคืน–ข้ามคืน (ตามข้อเสนอเครือข่าย) เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่เสียเปรียบในการเฝ้าระวังและตอบสนอง และลดการจุดไฟแบบ “ซ่อนควัน” ในช่วงเวลาที่ประชาชนสังเกตการณ์น้อย
  5. บูรณาการข้ามแดน–ข้ามหน่วย
    • ทำ “ปฏิทินลม” กับจังหวัดเพื่อนบ้าน/ประเทศเพื่อนบ้าน วางเวรยามเข้มช่วงลมพัดข้ามแดน
    • ประชุมร่วมผู้ประกอบการเมล็ดพืชอาหารสัตว์–สหกรณ์เกษตรชายแดน กำหนดเงื่อนไขรับซื้อที่ไม่จูงใจการเผา (แนวคิด traceability/ปลอดการเผาในห่วงโซ่อุปทาน เกื้อหนุนการลดไฟป่าชายแดน)

มองไปข้างหน้า เป้าหมาย “ลดวันวิกฤต” ให้ประชาชนสัมผัสได้

เป้าหมายลดวันค่า PM2.5 เกินมาตรฐานลง 15–30% อาจดูไม่หวือหวาเท่าการประกาศ “ศูนย์ฮอตสปอต” แต่เป็นเป้าหมายที่ประชาชน “รู้สึกได้” เพราะสัมพันธ์กับการปิด–เปิดโรงเรียน สาธารณสุข และเศรษฐกิจฐานราก วิธีไปให้ถึงจึงไม่ใช่เพียงการ “ห้ามเผา” แต่ต้องใส่ “ฟันเฟือง” เพิ่มในจุดคอขวด การจัดการเชื้อเพลิงในป่า, การดับไฟที่เร็วและแม่น, การบังคับใช้ในภาคเกษตรที่ยึดข้อมูล, และการเติมอุปกรณ์วัดฝุ่นระดับชุมชนให้ครอบคลุม

เชียงรายมีแต้มต่อจากบทเรียนปี 2568 ที่พิสูจน์แล้วว่า “กดไฟให้เบา” ทำได้จริง ตัวเลขฮอตสปอตที่ลดฮวบยืนยันคุณภาพการประสานงานของจังหวัด–อปท.–ชุมชน หากปี 2569 เติมดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านข้อมูลและยกระดับมาตรการเชิงปกครองควบคู่ไปกับการสนับสนุนเครื่องมือทดแทนการเผา เป้าหมายลดวันวิกฤตก็ไม่ไกลเกินเอื้อม และจะส่งสัญญาณสำคัญสู่ทั้งประเทศว่า “ระบบถาวรแก้ฝุ่นควัน” สามารถทำได้ตั้งแต่ฐานจังหวัด

สรุปเชิงนโยบาย (Key Takeaways)

  1. เริ่มเร็ว–คุมเข้ม 14 ก.พ. – 10 พ.ค. 2569 คือหน้าต่างทองสำหรับคุมไฟต้นฤดู–ปลายฤดูพร้อมกัน
  2. วัดผลที่ประชาชนสัมผัสได้ KPI ลดวัน PM2.5 เกินมาตรฐาน 15–30% สอดรับการปกป้องสุขภาพและเศรษฐกิจฐานราก (โรงเรียน–ท่องเที่ยว–ค้าขาย)
  3. ป้องกัน” ดีแล้ว แต่ต้อง “กดลุกลาม” ให้ได้ เติมเครื่องมือจัดการเชื้อเพลิง–แนวกันไฟ–ยุทธวิธีดับไฟ เพื่อลดพื้นที่ไหม้ต่อเหตุ (เฉพาะจุดเสี่ยง) อิงบทเรียนปีที่ผ่านมาในเชียงรายที่พื้นที่ไหม้ยังสูงเมื่อเทียบกับฮอตสปอตที่ลดลงมาก
  4. เชื่อมกฎหมายกลาง–ข้อมูลท้องถิ่น ใช้กรอบราชกิจจานุเบกษาเรื่องงดเผา/ตัดสิทธิ์เป็นฐาน บูรณาการข้อมูลฮอตสปอตกับแปลงเกษตรและเซนเซอร์ชุมชนเพื่อบังคับใช้ที่เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และลดข้อโต้แย้ง
  5. รื้อโครงสร้างเชิงระบบ เดินตามข้อเสนอ “สภาลมหายใจเชียงราย”—เพิ่มงบ อปท., มาตรฐานเดียวเรื่องชิงเผา, และขยายเซนเซอร์ให้ครอบคลุมตำบล เปิดข้อมูลเรียลไทม์เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบร่วมกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • GISTDA
  • กรมควบคุมมลพิษ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
  • ราชกิจจานุเบกษา ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 ภาคการเกษตร  
  • กรมป่าไม้ (Forest Info)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

เชียงราย World Sport Tourism เร่งแผนสนามบิน-อาสาสมัคร 1,000 คน รับ Spartan World Championship ต่อเนื่อง 3 ปี

เชียงรายเดินเครื่อง “Spartan Super World Championship 2026–2028” ตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด เร่งแผนสนามบิน ที่พัก อาสาสมัคร 1,000 คน วางเป้ารายได้ 800 ล้านบาท/ปี สู่สถานะ “World Sport Tourism Destination”

การประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการแข่งขัน Spartan Super World Championship (SSWC) ที่สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เป็นสัญญาณชัดเจนว่า จังหวัดกำลัง “เปลี่ยนโหมด” จากการรับข่าวดีเรื่องสิทธิ์เจ้าภาพ ไปสู่การปฏิบัติจริงด้านโลจิสติกส์ เศรษฐกิจ และการสร้างแบรนด์เมืองในระยะยาว แกนกลางของแผน คือ (1) ความพร้อมของท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง-เชียงราย (CEI) ซึ่งมีแผนขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารระยะที่ 1 สู่ 6 ล้านคน/ปี, (2) โครงสร้างรองรับผู้เยี่ยมชมไม่น้อยกว่า 60,000 คน/ปี ในสัปดาห์จัดงาน (ที่พัก ขนส่ง อาสาสมัคร 1,000 คน), และ (3) โมเดลกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นให้เป็น “เทศกาลกีฬา” ทั้งจังหวัด มากกว่าจะกระจุกตัวเฉพาะพื้นที่จัดสนามแข่ง ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า SSWC คือรายการชิงแชมป์โลกของระยะ “Super” (10 กิโลเมตร 25 ด่านอุปสรรค) ซึ่งเพิ่งเปิดตัวครั้งแรกที่ Mammoth Lakes, แคลิฟอร์เนีย ในปี 2025 ก่อนส่งไม้ต่อให้เชียงรายในปี 2026–2028 ทำให้จังหวัดกลายเป็นเจ้าภาพชิงแชมป์โลกประเภทนี้รายแรกของเอเชีย และ 1 ใน 4 เมืองของโลกในวัฏจักรการจัดชิงแชมป์ของ Spartan ระดับโลกในช่วงเวลาดังกล่าว (ข้อมูลการเปิดตัว SSWC 2025 ที่สหรัฐฯ เผยแพร่โดย Spartan Thailand เมื่อ ต.ค. 2567; ส่วนสิทธิ์เชียงราย 2026–2028 มีการสื่อสารต่อเนื่องโดยหน่วยงานจังหวัด)

เชียงราย,6 พฤศจิกายน 2568 – “เปลี่ยนเมืองให้เป็นสนาม” ภารกิจของคณะทำงานคือการ “แปลงสิทธิ์เจ้าภาพ” ให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ ตั้งแต่การบินระหว่างประเทศเข้าสู่ CEI การจัดการรถโดยสารสาธารณะ ไปจนถึงการจัดหาที่พักหลายระดับราคารองรับผู้เข้าแข่งขันและผู้ติดตามจากกว่า 50 ประเทศ รวมแล้วมากกว่า 60,000 คนในสัปดาห์จัดงาน พร้อมเป้าหมายอาสาสมัครท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 1,000 คน เพื่อสร้างประสบการณ์ “ล้านนายิ้มสู้” ที่เป็นหัวใจของการสร้างภาพจำบนเวทีโลก (ข้อมูลกรอบการประชุมและเป้าหมายอาสาสมัครอ้างจากบันทึก/ข่าวสารหน่วยงานจังหวัด)

บนโต๊ะ มีปฏิทิน “ธันวาคม” วางเป็นจุดศูนย์กลาง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ SSWC ถูกวางให้จัดใน “ฤดูท่องเที่ยวสูงสุด” ของภาคเหนือ อากาศเย็นสบายและทิวเขาสีทองคือฉากหลังสมบูรณ์แบบของสนาม OCR แต่ก็แปลว่า ระบบรองรับต้อง “พร้อมกว่าปกติ” ทั้งสนามบิน ด่านตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร การขนส่งภาคพื้น และที่พักหลากหลายระดับราคาเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน ไม่ให้รายได้รั่วไหลไปอยู่ในระบบเครือโรงแรมใหญ่เพียงกลุ่มเดียว (แนวนโยบาย “เทศกาลกีฬา” เพื่อกระจายรายได้มีการสื่อสารในสื่อจังหวัดและหน่วยงานท่องเที่ยว)

ทำไม “Super World Championship” จึงเป็นดีลประวัติศาสตร์

  1. SSWC = 10 กม. 25 ด่านอุปสรรค
    ระยะ “Super” ของ Spartan เป็นขั้นที่ท้าทายกว่าสายเริ่มต้น (Sprint 5 กม.) แต่ยังเข้าถึงได้สำหรับมวลชน ทำให้เกิดฐานผู้เข้าร่วมและผู้ติดตามจำนวนมาก มีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจปลายทาง ข้อมูลทางการตลาดของ Spartan ระบุรูปแบบนี้อย่างชัดเจน (10K/25 Obstacles) ซึ่งเผยแพร่ในช่องทางทางการของ Spartan Thailand
  2. เวทีโลกเพิ่งเปิดในปี 2025 ที่ Mammoth Lakes
    ปี 2025 นับเป็นครั้งแรกที่ Spartan เปิด “ชิงแชมป์โลกระยะ Super” อย่างเป็นทางการ โดยเลือก Mammoth Lakes รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นเจ้าภาพเปิดประวัติศาสตร์ ก่อนส่งต่อสิทธิ์ให้ “เชียงราย” ในปีถัดไป สะท้อนทิศทางใหม่ของ Spartan ที่กระจายชิงแชมป์ไปหลายทวีป มากกว่าจะผูกอยู่กับอเมริกาเพียงจุดเดียว (ข้อมูลยืนยันจาก Spartan Thailand)
  3. บทบาทเชียงรายในระบบ “ชิงแชมป์โลกหลายประเภท”
    นอกเหนือจาก SSWC Spartan ยังมีรายการชิงแชมป์โลกประเภทอื่นกระจายอยู่ เช่น Trifecta ที่สปาร์ตา (กรีซ), Ultra, Beast ฯลฯ ซึ่งสะท้อน “พอร์ตการจัดชิงแชมป์ระดับโลก” ที่ต้องการกระจายความสนใจและฐานแฟนกีฬาไปหลายภูมิภาค (ข้อมูลอ้างอิงจากประกาศ/รายงานงานชิงแชมป์ปีต่าง ๆ และบันทึกข่าวสาร Spartan)

ความหมายเชิงกลยุทธ์ การที่เชียงรายถูกวางเป็นเจ้าภาพต่อเนื่อง 3 ปี (2026–2028) เท่ากับ “ยึดปฏิทินโลก” ได้ยาวๆ เมืองจะได้อานิสงส์สื่อระหว่างประเทศอย่างน้อยสามฤดูกาล และสามารถ “ล็อก” การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากรอาสาสมัคร ห่วงโซ่อุปทานท่องเที่ยว ให้เกิดการเรียนรู้สะสม (learning curve) สร้างความคล่องตัวและลดต้นทุนจัดงานในปีถัดๆ ไป (แผนและกรอบการสื่อสารจากหน่วยงานจังหวัด)

เศรษฐกิจท้องถิ่น เป้าหมาย 800 ล้านบาท/ปี ทำได้จริงหรือไม่?

โจทย์ตัวเลขที่ถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลายคือ รายได้ทางเศรษฐกิจ “ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาทต่อปี” หรือรวม 3 ปี “2,400 ล้านบาท” จากผู้เข้าร่วมและผู้ติดตามมากกว่า 60,000 คน/ปี หากเทียบกับกรณีศึกษางาน Spartan ระดับภูมิภาคที่จัดในไทยก่อนหน้า ซึ่งดึงผู้ร่วมงานราว 16,000 คนและประเมินรายได้ราว 300 ล้านบาท จะเห็นว่า SSWC มี “ฐานผู้เข้าชมใหญ่กว่า 3–4 เท่า” และมีสัดส่วนชาวต่างชาติสูงกว่า จึงมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าโดยธรรมชาติ ทำให้ตัวเลข 800 ล้านบาท/ปีดู “เป็นไปได้” หากระบบรองรับพร้อมและแผนการตลาดเชื่อมการท่องเที่ยวทำงานได้จริง (กรอบอ้างอิงจากสื่อ Spartan/หน่วยงานไทยและบทเรียนงานก่อนหน้า)

สิ่งที่ต้องทำให้ได้ เพื่อไปถึงเป้า

  • จัดสรร “พอร์ตรายได้” ให้ครบทั้ง ที่พัก อาหาร เดินทาง ทัวร์วัฒนธรรม–สินค้าชุมชน (มิใช่รายได้ค่าบัตร–โลจิสติกส์งานเพียงด้านเดียว)
  • สร้าง “แพ็กเกจเชื่อมเมือง” เช่น เส้นทางวัฒนธรรมล้านนา–วิถีกาแฟชุมชน–เทรลสุขภาพ เพื่อยืดระยะพำนักเฉลี่ย (length of stay) และค่าใช้จ่ายต่อทริป
  • ตั้ง “โควตาเนื้อหาท้องถิ่น” ในกิจกรรมข้างสนาม ให้ผู้ประกอบการชุมชนได้สิทธิ์เข้าถึงผู้ชม/นักกีฬาอย่างเป็นธรรม (ข้อเสนอเชิงนโยบาย)

โครงสร้างพื้นฐาน สนามบิน–ขนส่ง–ที่พัก คือ “สามขุมกำลัง”

(1) ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง-เชียงราย (CEI) โครงการพัฒนาระยะที่ 1 โดย ทอท. (AOT) มีการสื่อสารเรื่องเป้า “ขยายขีดความสามารถ” ไปที่ราว 6 ล้านคน/ปี ควบคู่การปรับปรุงอาคารผู้โดยสารเดิม เพิ่มหลุมจอดประชิดอาคาร และระบบสาธารณูปโภค ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับโจทย์การรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศในฤดูพีคและสัปดาห์จัดชิงแชมป์โลก (ข้อมูลเผยแพร่โดยแหล่งข่าวด้านอุตสาหกรรมการบิน/ท่องเที่ยวและการสื่อสารภายในเครือ AOT)

สาระสำคัญทางปฏิบัติ คือ “ไทม์ไลน์ก่อสร้าง ทดสอบระบบ เปิดใช้งาน” ต้องเสร็จทันก่อนธันวาคม 2026 โดยเฉพาะช่องทางตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร และจุดเชื่อมต่อภาคพื้น (ground transportation hub) มิฉะนั้น “ประสบการณ์ผู้โดยสาร” อาจกลายเป็นความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ระดับโลกได้

(2) ระบบขนส่งภาคพื้น จังหวัดวางภาพรวมให้รถโดยสารสาธารณะในพื้นที่ (ทั้งภายใน–ต่างจังหวัด) รับบท “แกนกลาง” เชื่อมจุดพักค้าง สนามแข่งขัน กิจกรรมทั่วเมือง ลดการพึ่งพารถเช่า/รถส่วนตัวซึ่งจะสร้างคอขวดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนของวันแข่งขัน (แนวทางตามกรอบการประชุมคณะทำงาน)

(3) กำลังที่พัก การหลั่งไหลของผู้เยี่ยมชมระดับ “หลักหมื่น” ในหน้าพีค ต้องแปลงเป็นบัญชีที่พักหลากหลายประเภท ตั้งแต่โรงแรมไฮเอนด์สำหรับสื่อ–นักกีฬาชั้นนำ ไปจนถึงโฮมสเตย์/เกสต์เฮาส์ชุมชน เพื่อ “กระจายรายได้” และสร้างประสบการณ์ “ล้านนาแท้” ซึ่งเป็นเนื้อหาไวรัลชั้นดีตามธรรมชาติ (แนวคิดเทศกาลกระจายทั่วจังหวัด)

สนามแข่งขัน 10 กม. 25 ด่าน ภูมิประเทศคือ “เวทีโชว์แบรนด์เชียงราย”

สนาม Super ต้องการเส้นทางธรรมชาติที่มีทั้งทางเขา ป่า พื้นที่เปิดโล่ง และโลจิสติกส์ภาคสนามสำหรับติดตั้งสิ่งกีดขวางมาตรฐานโลก อาทิ A-Frame Cargo, Atlas/Bucket Carry, Balance Element ฯลฯ หัวใจการออกแบบสนามในยุคสื่อดิจิทัลคือ ภาพจำ”  มุมกล้องที่พาโลกเห็นภูมิประเทศเชียงราย ความงามวัฒนธรรมล้านนา และพลังชุมชนเคียงข้างนักกีฬา ภาพถ่ายทอดสดเหล่านี้คือ “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่ตีมูลค่าโฆษณาได้มหาศาล หากทีมโปรดักชันทำงานร่วมกับชุมชนอย่างพอดี (ข้อมูลคุณลักษณะระยะ Super อ้างอิงจากช่องทางทางการของ Spartan/สื่อ OCR) 

กำลังคน อาสาสมัคร 1,000 คน = เส้นเลือดใหญ่ของงาน

Spartan คือ “กีฬามวลชน” ที่ประสบการณ์หน้างานตัดสินความประทับใจ อาสาสมัครจึงเป็นเส้นเลือดใหญ่ ทั้งด้านความปลอดภัย จัดคิวหลุมอุปสรรค เส้นทาง น้ำดื่ม การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงการสร้างบรรยากาศเชียร์ โจทย์เชียงรายคือ “คัด เลือก อบรม และดูแล” อาสาสมัครจากโรงเรียน มหาวิทยาลัย ชุมชน ให้พร้อมใช้งานอย่างมืออาชีพ พร้อมสิ่งตอบแทน/สวัสดิการที่เป็นธรรม และการรับรองชั่วโมงจิตอาสา (กรอบเป้าหมายอาสาสมัครจากการประชุมคณะทำงาน)

แผนสร้างแบรนด์และมรดก (Legacy) ให้สามวันของการแข่ง “อยู่ในใจโลก” ไปอีกหลายปี

Brand Moment 1 – พิธีส่งมอบสิทธิ์จากสหรัฐฯ สู่เชียงราย (ปลายปี 2025)
เมื่อ SSWC 2025 ปิดฉากที่ Mammoth Lakes โอกาสทองของเชียงรายคือต้อง “ยึดไมค์โลก” ด้วยพิธีรับธง/ส่งมอบสิทธิ์ ภาพ “ธงไทยโบกไหวกลางจอโลก” คือคอนเทนต์ที่หน่วยงานรัฐ TCEB การท่องเที่ยว ควรร่วมออกแบบร่วมกับ Spartan ให้กลายเป็นพาดหัวสื่อกีฬา ท่องเที่ยวทันทีหนึ่งปีก่อนวันแข่งจริง (จุดตั้งต้นเชิงข้อมูลจากประกาศ SSWC 2025)

Brand Moment 2 – เนื้อหาไวรัลจากนักกีฬา
บทเรียนจากหลายอีเวนต์กีฬาโลกชี้ว่า “เสียงนักกีฬา” ที่ชื่นชมการต้อนรับ วัฒนธรรม อาหารท้องถิ่น มักกลายเป็นไวรัลข้ามประเทศ เชียงรายควรจัดทริปวัฒนธรรม/ธรรมชาติแบบ “เบาแต่ลึก” (soft itinerary) ก่อน หลังวันแข่ง ให้ทีมชาติชั้นนำและสื่อได้สร้างเรื่องเล่าด้วยตัวเอง สิ่งนี้ตีเป็นมูลค่า Earned Media ได้สูงกว่างบซื้อโฆษณาหลายเท่า

Brand Moment 3 – มรดกถาวรหลังปี 2028
ลงทุนสร้าง “ศูนย์ฝึก OCR ถาวร” หรือคงไว้ซึ่งเส้นทาง สิ่งกีดขวางมาตรฐาน เพื่อต่อยอดงานระดับภูมิภาค/APAC และค่ายฝึกซ้อมนานาชาติ รวมถึงห่วงโซ่ธุรกิจกีฬา อุปกรณ์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ให้โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นไม่กลายเป็น “สิ่งปลูกสร้างไร้การใช้งาน” หลังจบ 3 ปีแรก

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Recommendations)

  1. ตั้ง “ศูนย์อำนวยการ SSWC เชียงราย” กลางจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัด TCEB AOT ร่วมเป็น Co-Chair เชื่อมงานโครงสร้างพื้นฐาน (สนามบิน/ขนส่ง/สนามแข่ง) กับการตลาด สื่อ ชุมชน
  2. Quarterly Milestones ของสนามบิน CEI รายงานความก้าวหน้าระยะที่ 1 ต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสายการบิน นักกีฬา และสื่อกีฬาโลก (เป้าหมาย 6 ล้านคน/ปี)
  3. Local Content Quota กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของผู้ประกอบการชุมชนในโซนตลาด/คาเทอริ่ง/ทัวร์ ปักหมุด “Money to Community” ให้เห็นเป็นตัวเลข
  4. Green–Clean Event วางแผนจัดการขยะ ฟื้นฟูเส้นทางแข่งขันหลังงาน ภายใต้มาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อสมดุลเศรษฐกิจ ชุมชน ธรรมชาติ
  5. Post-2028 Plan ยื่นประมูลงาน OCR/กีฬาความทนทานระดับนานาชาติหมุนเวียนต่อเนื่อง พร้อมพัฒนา “แบรนด์เทศกาลกีฬาเชียงราย” รายปี

เสียงจากเวทีประชุม “จากสิทธิ์เจ้าภาพ สู่เมืองกีฬาของเอเชีย”

ผู้แทนจังหวัดสรุปกรอบทำงานว่า เป้าหมายไม่ใช่เพียง “จัดแข่งขันให้สำเร็จ” แต่คือการวางรากฐานระยะยาวให้เชียงรายก้าวสู่ World Sport Tourism Destination ซึ่งต้องการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตั้งแต่สายการบิน ผู้ประกอบการที่พัก ร้านอาหาร ชุมชนท่องเที่ยว มหาวิทยาลัย ไปจนถึงเครือข่ายสื่อท้องถิ่น/ระดับชาติ เพื่อเล่า “เรื่องเชียงราย” ให้ไปไกลกว่าผลการแข่งขัน (กรอบสารจากการสื่อสารของหน่วยงานจังหวัด)

เช็คพอยต์ความพร้อมสำคัญ (Key Readiness Checkpoints)

  • สนามบิน CEI ไทม์ไลน์ก่อสร้าง ระบบตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร จุดรับส่งกระเป๋า โหนดขนส่งภาคพื้น ต้องพร้อมใช้งานก่อน ธ.ค. 2026 (อ้างอิงแผนขยายขีดความสามารถโดย AOT/แหล่งข่าวอุตสาหกรรม)
  • สนามแข่งขัน ล็อกโลเคชัน ขออนุญาตพื้นที่ ออกแบบสิ่งกีดขวางมาตรฐาน 25 ด่าน วางแผนความปลอดภัยและการแพทย์สนามตามมาตรฐานสากลของ Spartan
  • ที่พัก ทำทะเบียนห้องพักพร้อมโควตาราคา คุณภาพ การขนส่งเชื่อมสนาม/แหล่งท่องเที่ยว
  • อาสาสมัคร 1,000 คน ออกแบบหลักสูตรอบรม ตารางผลัด สวัสดิการ ประกันอุบัติเหตุ
  • คอนเทนต์เมือง แพ็กเกจท่องเที่ยว วัฒนธรรม ของชุมชน พร้อมคู่มือสื่อในหลายภาษา

โอกาส 3 ปีที่อาจเปลี่ยนโฉมเมือง

หากวัดเพียงตัวเลขรายได้ 800 ล้านบาท/ปี เป้าหมายของเชียงรายก็ดู “เอื้อมถึง” เมื่อพิจารณาขนาดผู้เข้าร่วมและฤดูกาลท่องเที่ยว แต่ กำไรที่แท้จริง” ของโครงการน่าจะอยู่ที่ มรดก ทั้งทักษะการจัดอีเวนต์ขนาดโลกของหน่วยงานจังหวัด เครือข่ายอาสาสมัครที่เข้มแข็ง ระบบขนส่ง ที่พักที่เชื่อมเมือง และแบรนด์ “เชียงราย” ในฐานะจุดหมายกีฬามวลชนบนภูมิประเทศที่แตกต่างในเอเชีย หากทุกฟันเฟืองเดินพร้อมกันตั้งแต่สนามบิน CEI ถึงโฮมสเตย์ชุมชน สามวันของการแข่งขัน สามารถ “อยู่ในใจโลก” ได้ สามปี และต่อยอดเป็น สามทศวรรษ ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • SSWC 2025 (Mammoth Lakes, USA)
  • Spartan Thailand
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • Spartan Race Thailand
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง-เชียงราย (CEI)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

“การกิน” คือ “ความเข้าใจ” ยกระดับภูมิปัญญาอาหารอาข่า สู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวมีส่วนร่วม

อพท.เชียงราย “ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” เปิดครัวอาข่าบ้านผาหมีด้วย “น้ำพริกรากชู” ยกระดับทุนวัฒนธรรมสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพ

เชียงราย,5 พฤศจิกายน 2568 เมื่อ “เส้นทาง” กลายเป็น “ห้องเรียน” ยามเช้าที่ลมเหนือโลมไร่กาแฟบนสันดอย อำเภอแม่สาย หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ชื่อ “บ้านผาหมี” ค่อย ๆ ตื่นรับผู้มาเยือน ไม่ใช่เพียงนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่คือกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านท่องเที่ยว—ผู้ประกอบการท้องถิ่น มัคคุเทศก์ นักสื่อสาร ผู้วางแผนทัวร์ และภาคีเครือข่าย—ที่มาร่วม “ทดสอบเส้นทาง (FAM Trip)” ในโครงการ “กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism)” ของสำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเชียงราย (อพท.เชียงราย) ภายใต้โจทย์ใหญ่ของประเทศ จะต่อยอด “ทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์เรียนรู้” ที่มีมาตรฐาน ยุติธรรมต่อชุมชน และยั่งยืนได้อย่างไร (อพท.เป็นหน่วยงานรัฐในกำกับ มีภารกิจพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยระบุ “พื้นที่พิเศษเชียงราย” ไว้อย่างชัดเจนในหน้าองค์กรภาษาอังกฤษของ อพท.)

เหตุผลที่ “เชียงราย” กับ “บ้านผาหมี” ถูกเลือก

เชียงรายคือจังหวัดปลายพรมแดนที่มีทั้งสินทรัพย์ธรรมชาติ (ภูเขา แม่น้ำ ละอองหมอก) และสินทรัพย์วัฒนธรรม (ชาติพันธุ์ล้านนา-ลาวครั่ง-ไทใหญ่-อาข่า ฯลฯ) สูงมาก การจัดวาง “เส้นทางเรียนรู้” จึงทำได้หลายรูปแบบ ขณะเดียวกัน บ้านผาหมี—ชุมชนอาข่าที่พึ่งกาแฟและท่องเที่ยว—ถูกยกเป็นตัวอย่างชุมชนท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT) ในฐานข้อมูลของ “Thailand Community-Based Tourism” ภายใต้เครือข่าย อพท. มาหลายปี โดยข้อมูลอย่างเป็นทางการของ CBT ระบุเส้นทางเรียนรู้ การปลูกกาแฟ วิถีอาข่า และเอกลักษณ์ชุมชนไว้อย่างชัดเจน ช่วยยืนยัน “ความพร้อมเชิงระบบ” ของพื้นที่สำหรับการทำท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) ที่เน้นแลกเปลี่ยนและลงมือทำจริงร่วมกับคนในชุมชน

ฉากหลัก เปิดครัว “ครัวอาข่า” กับเมนูลับ “น้ำพริกรากชู”

หัวใจของวันเปิดเส้นทางเริ่มที่ “ครัวอาข่า—น้ำพริกรากชู” เมนูพื้นถิ่นที่ซ่อนรหัสวัฒนธรรมอาหารของอาข่าไว้แน่น รากชูเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีรสเผ็ดอุ่น กลิ่นหอมเฉพาะตัว นิยมใช้ “ชูรส” ทั้งในน้ำพริกและกับข้าวบางชนิด สื่อไทยหลายแห่งเคยถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่อง “รากชู” ว่าเป็นวัตถุดิบคู่ครัวบนดอยในภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าและพื้นที่สูง (สื่อเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพ เช่น เพจความรู้สมุนไพรพื้นบ้าน และรายการภาคสนามของสื่อสาธารณะ เคยบันทึกการใช้ “รากชู” ในอาหารพื้นบ้าน ซึ่งสนับสนุนข้อเท็จจริงด้านภูมิปัญญาอาหาร)

ผู้เข้าร่วม FAM Trip ไม่ได้เพียง “ชิม” แต่ “ทำ” ไปพร้อมกัน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การโขลกพริก เกลือ กระเทียม ผสาน “รากชู” ตามสัดส่วนบ้าน ๆ ของแม่ครัวชุมชน ไปจนถึงการชิม ปรับรส สาธิตการกินควบกับผักดอยและข้าว—ประสบการณ์ทั้งหมดนี้คือ “องค์ความรู้จับต้องได้” ที่สะท้อนแก่น Creative Tourism ตามนิยามสากลของ Richards & Raymond (2000) การท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวได้พัฒนาทักษะสร้างสรรค์ของตนผ่านการเรียนรู้ที่มีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมของปลายทาง มากกว่าจะเป็นเพียงผู้สังเกต

ประสบการณ์ครัวอาข่าจึงไม่ใช่ “โชว์ทำอาหาร” หากเป็น “บทเรียนมีชีวิต”—เรื่องเล่าเกี่ยวกับพืชพรรณดอย ฤดูกาล เกลือเม็ดหยาบจากชายแดน ภาชนะไม้ไผ่ อุณหภูมิไฟ และการแบ่งปันบนโต๊ะอาหาร—ส่วนผสมที่ทำให้ “การกิน” กลายเป็น “ความเข้าใจ”

จุดแข็งเชิงนโยบาย จาก “กิจกรรม” สู่ “ระบบ” ที่ยั่งยืน

การที่ อพท.หยิบชุมชนที่มีฐาน CBT มาพัฒนา “กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์” ต่อ ถือเป็นการวางฐาน “มาตรฐานคุณภาพ” สำคัญ—ด้วยเหตุผล 3 ประการ

  1. มาตรฐานประสบการณ์และความปลอดภัย
    CBT ที่ได้รับการทำงานร่วมกับ อพท./ภาคี มีเครื่องมือด้านมาตรฐานบริการ ความปลอดภัย มัคคุเทศก์ชุมชน ราคาที่เป็นธรรม และการจัดการผู้มาเยือน ซึ่งลดความเสี่ยง “ประสบการณ์ไม่เสถียร” ของนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ และช่วยให้ผู้ประกอบการทัวร์เชื่อมกับชุมชนได้สะดวกขึ้น (ฐานข้อมูล CBT บ้านผาหมี อธิบายองค์ประกอบผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวชุมชนไว้อย่างเป็นระบบ)
  2. การแบ่งปันผลประโยชน์เป็นธรรม
    โมเดล CBT เน้นให้รายได้กระจายสู่ครัวเรือน/วิสาหกิจชุมชน ทั้งงานครัว วัตถุดิบ การนำชม งานหัตถกรรม รถรับส่ง ฯลฯ ลดการรั่วไหลของรายได้ออกนอกพื้นที่ ทั้งยัง “อัปสกิล” คนในชุมชนให้เป็น “ครู/โฮสต์” ของความรู้ตนเอง มากกว่าจะเป็นเพียง “ผู้ให้บริการ”
  3. สอดคล้องยุทธศาสตร์จังหวัด
    เชียงรายมีแผนแม่บทการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับ “เส้นทางเชื่อมโยง” และ “ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์” โยงกับตลาดโลจิสติกส์/ท่องเที่ยวของเมืองหลัก โดยข้อมูลทางการจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสะท้อนสถานะ “ศูนย์กลางเส้นทางท่องเที่ยว” ทั้งทางบกและทางอากาศ และแนวโน้มรายได้ท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง (เช่น สรุปเศรษฐกิจท่องเที่ยวปี 2566 ของจังหวัด) ซึ่งยืนยันว่าพื้นที่มีศักยภาพรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงคุณภาพแบบต่อเนื่อง

การออกแบบประสบการณ์ จาก “หนึ่งเมนู” สู่ “หนึ่งวันเรียนรู้”

เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ “ครัวอาข่า—น้ำพริกรากชู” เติบโตเป็นโปรแกรมที่ขายได้จริง (trade-ready) ในตลาดคุณภาพ บทเรียนจาก FAM Trip ครั้งนี้ชี้ทิศทางการออกแบบที่ควรยกระดับอย่างน้อย 4 มิติ

  • พรี-คลาส (Pre-class) ที่เล่า “วงจรชีวิตรากชู”
    จัดนิทรรศการย่อม ๆ เกี่ยวกับฤดูกาล การหาเก็บ การแปรรูป และเรื่องเล่าทางสังคม-วัฒนธรรมของ “รากชู”—ขยายจาก “วัตถุดิบ” สู่ “ภูมิปัญญา”
  • กิจกรรมจับคู่กาแฟบ้านผาหมี
    บ้านผาหมีโดดเด่นด้านกาแฟ การออกแบบ food pairing ระหว่าง “น้ำพริกรากชู” กับกาแฟ/ชาในชุมชนจะยกระดับประสบการณ์และเพิ่มมูลค่าให้กิจกรรม (ข้อมูลเชิงระบบของบ้านผาหมีในฐาน CBT รองรับการจัดวางเส้นทางนี้) dasta.or.th
  • มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและขยะอาหาร (Food Waste)
    จัดการเศษวัตถุดิบ/น้ำเสียอย่างเป็นระบบ ใช้ถังหมักปุ๋ยอินทรีย์หรือธนาคารขยะชุมชน สื่อสารให้ผู้มาเยือนเห็นภาพ “การท่องเที่ยวยั่งยืน” ที่จับต้องได้—จุดขายสำคัญตลาดต่างชาติคุณภาพ
  • การเล่าเรื่องร่วมสมัย (Contemporary Storytelling)
    ผนวกการถ่ายทำสั้น 30–60 วินาที สอน “ศัพท์อาข่าพื้นฐาน” ที่เกี่ยวกับครัว/วัตถุดิบ ให้ผู้มาเยือนสร้างคอนเทนต์ร่วมกับชุมชน—โปรโมตการเรียนรู้จริง ไม่ใช่การท่องเที่ยวเชิงเซลฟี

“Creative Tourism” ไม่ใช่แฟชั่น—แต่คือมาตรฐานใหม่

ในแง่วิชาการ “Creative Tourism” ถูกนิยามไว้อย่างกว้างขวาง แต่แกนร่วมคือ “การเรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น” ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางพฤติกรรมผู้เดินทางที่มองหา “meaningful travel” มากขึ้น—ประสบการณ์ต้องมีความหมาย เชื่อมโยงคนกับพื้นที่ และทิ้งรอยเท้าที่ดี (เอกสารวิชาการซึ่งอ้างถึงนิยามของ Richards & Raymond ถูกใช้กว้างขวางในงานวิจัยไทย-เทศเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์)

ในมุม “นโยบายสาธารณะ” อพท.เป็นหน่วยงานหลักด้าน “พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ขับเคลื่อนผ่านการยกระดับมาตรฐาน การเชื่อมเครือข่าย และการตลาดเชิงคุณภาพ (เว็บไซต์ อพท. ระบุบทบาท/ช่องทางพื้นที่พิเศษชัดเจน) การที่ “พื้นที่พิเศษเชียงราย” ใช้เครื่องมือ FAM Trip จึงสะท้อนกระบวนทัศน์ “ทำ-ทดสอบ-ปรับปรุง” เพื่อให้ของดีที่มีอยู่แล้วในชุมชน—อย่าง “น้ำพริกรากชู”—กลายเป็น “คอร์สเรียนรู้ที่ขายได้จริง” สู่ตลาดคุณภาพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ผลคาดหมายเชิงเศรษฐกิจและสังคม ตัวคูณรายได้-ตัวคูณศักดิ์ศรี

  1. ตัวคูณรายได้ในชุมชน
    คลาสสั้น 2–3 ชั่วโมง ที่มีเพดานผู้เข้าร่วม 10–15 คน/รอบ สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้แม่ครัว เจ้าของสวน ผู้นำชม ช่างฝีมือ และเยาวชนที่ทำหน้าที่ผู้ช่วยสอน/ล่ามชุมชน เกิด “งานที่ลูกหลานอยู่บ้านได้” (home-based jobs) และสร้างทักษะใหม่
  2. ตัวคูณศักดิ์ศรีวัฒนธรรม
    การที่นักท่องเที่ยว “เรียนรู้จริง” จะทำให้เรื่องเล่าของอาข่าถูกถ่ายทอดด้วย “เสียงของอาข่า” เอง ไม่ใช่ภาพแทนจากคนนอก—ลดความเสี่ยงการทำซ้ำภาพเหมารวม (stereotype) และเพิ่มความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม
  3. ตัวคูณระดับจังหวัด
    เชียงรายมีฐานทางโลจิสติกส์/เส้นทางท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวที่เติบโต (ข้อมูลทางการปี 2566 ของจังหวัดสะท้อนรายได้รวมกว่า 31,700 ล้านบาท) การต่อยอดกิจกรรมเชิงคุณภาพในชนบทช่วยกระจายโหลดจากแหล่งยอดนิยม สร้างดุลยภาพเมือง-ชนบท และยืดเวลาพำนัก (length of stay) ของผู้เดินทางคุณภาพได้จริง

เสียงจากภาคี “จากครัวบ้าน สู่ครัวโลกใบเล็ก”

แม้กิจกรรมนี้ไม่ได้จัดเป็นเวทีแถลงข่าวใหญ่ แต่ “สัญญาณจากภาคี” ชัดเจน—ผู้ประกอบการทัวร์เล็ก-กลางเห็นศักยภาพในการแพ็กขายควบกับเส้นทางกาแฟ-ชายแดน; ฝ่ายชุมชนมองว่าเป็นโอกาสอัปสกิลเยาวชน; ภาคการศึกษาพร้อมช่วยออกแบบหลักสูตรสั้น/ใบประกาศนียบัตรพื้นฐานด้านสุขอนามัยครัว การสื่อสารสองภาษา และความปลอดภัยกลุ่มลูกค้าเปราะบาง (ผู้สูงอายุ/เด็ก) เพื่อเติมเต็มมาตรฐาน

เชิงเทคนิค 6 ข้อเสนอเพื่อ “พร้อมขาย” ภายในฤดูกาลท่องเที่ยวถัดไป

  1. ชุดหลักสูตร 3 ระดับ: มือใหม่ (โขลก-ชิม), ระดับกลาง (ปรุง-จดสูตร), ระดับลึก (เดินป่าเรียนรู้พืชเครื่องเทศ/เก็บรากชูตามฤดูกาล)
  2. มาตรฐานสุขอนามัยครัว: ป้ายลิสต์ขั้นตอนล้างมือ-ฆ่าเชื้อ-จัดเก็บวัตถุดิบ, บันทึกอุณหภูมิ-อุปกรณ์
  3. คู่มือสั้นสองภาษา: ไทย-อังกฤษ (และศัพท์อาข่าพื้นฐาน) อธิบายรากชู/เมนู/ข้อควรระวังแพ้อาหาร
  4. ระบบจอง-ชำระเงิน: รวมศูนย์ระดับเครือข่าย CBT เชียงราย (โควตารอบ/วัน-ประมาณการเวลามาถึง-ข้อกำหนดการแต่งกาย)
  5. โครงสร้างราคาเป็นธรรม: แยก “ค่าครูชุมชน-วัตถุดิบ-โฮสต์-กองทุนชุมชน” ให้โปร่งใส
  6. ประกันภัยกิจกรรม: ครอบคลุมอุบัติเหตุ-อาหาร-การแพ้เครื่องเทศ

จาก “น้ำพริกรากชู” สู่ “เมนูพัฒนา”

ถ้า “รากชู” มีหน้าที่ “ชูรส” ให้กับอาหาร—กิจกรรม FAM Trip ของ อพท.เชียงราย ก็ทำหน้าที่ “ชูศักยภาพ” ให้กับระบบท่องเที่ยวชุมชนเชียงรายได้อย่างงดงาม มันทำให้เราเห็นว่า “จุดเล็ก ๆ บนดอย” สามารถต่อสายใยกับ “ภาพใหญ่ของจังหวัด” และ “มาตรฐานสากล” ได้ หากมีการออกแบบที่ดี มาตรฐานที่เข้ม และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม

ในระยะสั้น ผลลัพธ์คือผลิตภัณฑ์เรียนรู้ที่พร้อมจำหน่ายจริง—ดึงดูดตลาดคุณภาพที่มองหา “ความหมาย” มากกว่า “เช็กลิสต์”—ขณะที่ระยะยาว กิจกรรมเช่นนี้จะสะสมทั้ง “ทุนมนุษย์” (skill/ศักดิ์ศรี) และ “ทุนสังคม” (ความไว้ใจ/เครือข่าย) ซึ่งเป็นรากฐานแท้จริงของ “การท่องเที่ยวยั่งยืน”

บทเรียนจากบ้านผาหมีจึงไม่ใช่เรื่อง “รสเผ็ดอุ่นของน้ำพริก” เท่านั้น หากคือรสชาติของ “อนาคตการท่องเที่ยวเชียงราย” ที่ชัดขึ้น—เข้มขึ้น—และยั่งยืนกว่าเดิม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)
  • เอกสารวิชาการ Creative Tourism (Richards & Raymond, 2000) ที่
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI

ผู้ว่าฯ เชียงรายเปิด “Biz Shop” ณ ตลาดล้านเมือง รวบรวม 116 ผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล

ผู้ว่าฯ เปิด “Biz Shop เชียงราย” ที่ตลาดล้านเมือง เปิดประตูสินค้าเด่น 116 ผลิตภัณฑ์ สร้างศูนย์รวมแรงบันดาลใจผู้ประกอบการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยพลังเครือข่าย

เชียงราย, 7 พฤศจิกายน 2568 — “คนเชียงราย ร่วมใจ สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง” ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ แต่เริ่มกลายเป็นพลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่จับต้องได้ เมื่อจังหวัดเชียงรายเปิดร้าน “Biz Shop เชียงราย” อย่างเป็นทางการ ณ ตลาดล้านเมือง ศูนย์กลางกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ของเมือง โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน เครือข่ายผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน

พื้นที่ตั้ง “ตลาดล้านเมือง” อยู่โซนตะวันออกของตัวเมือง เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมสำคัญของจังหวัดและเป็นแหล่งค้าส่งที่คึกคัก ช่วยให้ร้านใหม่แห่งนี้เข้าถึงทั้งผู้บริโภคในจังหวัด นักท่องเที่ยว และผู้ซื้อจากต่างพื้นที่ได้อย่างสะดวก สอดคล้องบทบาทตลาดที่ถูกพัฒนาให้เป็นฮับสินค้าเกษตร–ของฝากในพื้นที่ต่อเนื่องหลายปีที่ผ่านมา

จาก “เครือข่าย” สู่ “หน้าร้าน” — ทำไม Biz Shop จึงสำคัญ

หัวใจของโครงการนี้ คือการรวมพลัง เครือข่ายธุรกิจ Biz Club จังหวัดเชียงราย ให้มี “หน้าร้านกลาง” ที่คัดเลือกสินค้าดี–สินค้าเด่นของสมาชิกมาวางจำหน่ายอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่เป็น “พื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน” เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้า แพ็กเกจจิ้ง การสร้างแบรนด์ และทักษะด้านดิจิทัลของผู้ประกอบการรายย่อย

แนวคิด Biz Club เองถือกำเนิดและขับเคลื่อนในกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ผ่านกลไกกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ที่เน้น “เครือข่าย–การจับคู่ธุรกิจ–การยกระดับมาตรฐาน” เป็นวิถีทางให้ SMEs เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว โครงข่ายนี้ปรับตัวตามบริบทจังหวัด เพื่อให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากและเอกลักษณ์ท้องถิ่นได้ดีที่สุด

พิธีเปิดที่มากกว่า “ตัดริบบิ้น” วาระเชื่อมคน–เชื่อมตลาด–เชื่อมอนาคต

บรรยากาศพิธีเปิดเรียบง่ายแต่แฝงพลังความร่วมมือ ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำว่า “Biz Shop เชียงราย” คือก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เพราะเป็นทั้งเวทีแสดงศักยภาพสินค้า โอกาสขยายตลาด และพื้นที่ทดลองโมเดลธุรกิจร่วมกันของผู้ประกอบการรายย่อย ภายใต้เป้าหมาย “มั่นคง–มั่งคั่ง–ยั่งยืน”

ด้าน นายศรันย์ เนมหาวรรณ์ ประธานเครือข่ายธุรกิจ Biz Club จังหวัดเชียงราย อธิบายเจตนารมณ์ชัดเจนว่า ร้านแห่งนี้ไม่ใช่แค่ช่องทางจำหน่ายของฝากและของที่ระลึก แต่จะพัฒนาเป็น ศูนย์กลางแห่งแรงบันดาลใจและการสร้างสรรค์” ให้ผู้ประกอบการในเครือข่ายและชุมชนได้ทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ร่วมกัน ปัจจุบันมีสมาชิกนำสินค้าเข้าจำหน่าย 22 ราย รวม 116 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งอาหาร–เครื่องดื่มแปรรูป งานหัตถกรรม–สิ่งทอ เครื่องสำอางจากสมุนไพร และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่ดึงอัตลักษณ์ล้านนาตะวันออกอย่างโดดเด่น

คำกล่าวชูประเด็น
“เชียงรายมีสินค้าดีและผู้ประกอบการที่มีหัวใจนักสู้ เราต้องช่วยกันทำให้สินค้าคุณภาพเหล่านี้ได้ ‘พื้นที่’ และ ‘โอกาส’ ที่สมศักดิ์ศรี ทั้งหน้าร้านมาตรฐาน การตลาดดิจิทัล และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่ท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนกลับสู่ชุมชนอย่างแท้จริง” — ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย (ในพิธีเปิด)

ทำเลคือ “ตัวคูณ” ตลาดล้านเมืองในฐานะจุดยุทธศาสตร์การค้า

การเลือกตั้งร้านใน ตลาดล้านเมือง มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะนอกจากเป็นแหล่งค้าส่งและจุดกระจายสินค้าที่ผู้ค้าในพื้นที่คุ้นเคย ยังอยู่บนเส้นทางที่นักท่องเที่ยวและผู้ซื้อจากต่างอำเภอ–ต่างจังหวัดสัญจรผ่าน จึงช่วยลดต้นทุนการกระจายสินค้าและเพิ่มโอกาสการมองเห็น (visibility) อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งสอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจเชียงรายที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม–ธรรมชาติ และการค้าชายแดน ซึ่งความคึกคักของ “หน้าร้านรวม” จะสร้างแรงดึงดูดให้ทัวร์–รถเช่า–ไกด์ท้องถิ่นบรรจุจุดหมายนี้ไว้ในเส้นทางได้ง่ายขึ้น

ภาพใหญ่เศรษฐกิจ ทำไม “ศูนย์รวม SME” จึงจำเป็นในเวลานี้

โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพา SMEs ในสัดส่วนสูงมาโดยตลอด และในระดับประเทศ SMEs สร้างมูลค่าเศรษฐกิจในสัดส่วนสำคัญของจีดีพี ขณะที่ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงรายมีฐาน SMEs ด้านเกษตรแปรรูป–ท่องเที่ยว–ค้าปลีกกระจายตัวจำนวนมาก การมี “หน้าร้านรวม” ที่ทำหน้าที่เป็น โชว์รูม + แพลตฟอร์มฝึกทักษะ + จุดกระจาย จึงช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับตลาด และย่นระยะห่างระหว่าง “ผู้ผลิตรายย่อย” กับ “ผู้ซื้อปลายทาง” ได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางยุทธศาสตร์ของหน่วยงานพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระดับชาติที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐาน สร้างนวัตกรรม และเข้าถึงตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง

ในมิติ “ดีมานด์” ฝั่งการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องจักรสำคัญของเชียงรายมาอย่างยาวนาน รายงานภาครัฐก่อนโควิดระบุว่า จังหวัดเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวทะลุ หนึ่งล้านคน และสร้างรายได้หลายพันล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนศักยภาพฐานผู้ซื้อที่ชัดเจน ซึ่งหากจับคู่กับ “สินค้าท้องถิ่นคุณภาพ–เล่าเรื่องได้–มีจุดต่างชัดเจน” ย่อมต่อยอดเป็นมูลค่าทางการค้าได้อีกมาก

116 ผลิตภัณฑ์ คัดจาก “อัตลักษณ์” สู่ “มาตรฐาน”

สาระสำคัญของ Biz Shop อยู่ที่กระบวนการคัดเลือกและจัดแสดงสินค้าให้ “เล่าเรื่องเชียงราย” ได้อย่างครบถ้วน โดยทีมคัดเลือกให้ความสำคัญกับ 4 แกนหลัก

  1. แหล่งที่มาและภูมิปัญญา – เน้นวัตถุดิบจากพื้นที่ (เช่น ชา–กาแฟ–สมุนไพร–ผลไม้พื้นถิ่น) และลวดลาย/เทคนิคงานหัตถกรรมที่สะท้อนชุมชน
  2. มาตรฐาน–ความปลอดภัย – ผลิตภัณฑ์อาหาร–เครื่องดื่ม และเครื่องสำอางต้องเดินหน้าสู่มาตรฐาน อย./มผช./อย.ฮาลาล (หากเกี่ยวข้อง) เพื่อขยายตลาดกว้างขึ้น
  3. แพ็กเกจจิ้ง–การสื่อสาร – ปรับภาพลักษณ์ให้ “พร้อมวางขาย” ทั้งบนชั้นหน้าร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์
  4. การตั้งราคา–มูลค่าเพิ่ม – ช่วยวางตำแหน่งสินค้า (positioning) ให้สอดคล้องกลุ่มเป้าหมาย เช่น นักท่องเที่ยวคุณภาพ, นักเดินทางระยะยาว, พรีเมียมซูวีเนียร์ ฯลฯ

ผู้ประกอบการหลายรายเป็น “รุ่นใหม่กลับบ้าน” นำความรู้ด้านการตลาดดิจิทัลมาผสมกับทรัพยากรในพื้นที่ ผลลัพธ์คือสินค้าเชิงสร้างสรรค์ที่ “อัพมูลค่า” จากของดีชุมชน เช่น ขนม–ของหวานอินสไปร์จากชาเขียวดอยสูง, งานทอ–ย้อมสีธรรมชาติ, กาแฟสเปเชียลตี้สายพันธุ์ท้องถิ่น, สกินแคร์สมุนไพรล้านนา, หรือ ของใช้ทำมือ ที่ตีโจทย์ของฝากร่วมสมัย

โอกาส–ความท้าทาย และจุดคานงัดสู่ความยั่งยืน

1) ทำเล + เครือข่าย = ตัวคูณการตลาด
การตั้งร้านในตลาดล้านเมืองทำให้ Biz Shop อยู่ “กลางทาง” ของทั้งผู้บริโภคท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อผสานกับเครือข่าย Biz Club ที่มีสมาชิกหลากหลาย จะเกิดเอฟเฟกต์เครือข่าย (network effect) ช่วยเพิ่มจำนวนสินค้าใหม่หมุนเวียน และดึงผู้เข้าชมซ้ำ

2) เชื่อม “หน้าร้าน–ออนไลน์–ท่องเที่ยว” ให้เป็นหนึ่งเดียว
การจัดการสต็อกให้ทันฤดูกาลท่องเที่ยว, ทำ QR Storytelling (สแกนอ่านเรื่องราวชุมชน–มาตรฐาน–วิธีใช้), การทำ pre-order/ส่งถึงที่พัก และการเชื่อมกับเส้นทางท่องเที่ยว (เช่น ทัวร์กาแฟ–ไร่ชา–งานศิลปะ) จะทำให้มูลค่าต่อหัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีที่เชียงรายคึกคัก

3) ขยับมาตรฐานเพื่อไป “นอกจังหวัด–นอกประเทศ”
การยกระดับมาตรฐานสินค้า (FDA/มผช./HALAL/Organic ฯลฯ) และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกฎระเบียบปลายทาง จะเปิดทางให้สินค้าบางกลุ่มเข้าสู่โมเดิร์นเทรด/สนามบิน/ดีลเลอร์เพื่อนบ้านได้ง่ายขึ้น ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับบทบาทของเครือข่าย Biz Club ที่ทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มบ่มเพาะมาตรฐานและการจับคู่ธุรกิจ” อยู่แล้ว

4) ใช้ข้อมูลตลาดจริง ตั้ง “คีย์เพอร์ฟอร์แมนซ์” ที่วัดได้
เพื่อให้โครงการลงหลักปักฐานแกร่ง ควรมีตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เยี่ยมชม/วัน, สัดส่วนลูกค้าท้องถิ่น–นักท่องเที่ยว, อัตรา conversion เป็นยอดขาย, ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อชิ้น ฯลฯ และทบทวนทุกไตรมาส พร้อมยืดหยุ่นสัดส่วนสินค้าให้ตอบพฤติกรรมผู้ซื้อ

5) หนุนด้วย “การเล่าเรื่องจังหวัด” และข้อมูลท่องเที่ยว
เชียงรายมีฐานนักท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัวต่อเนื่องหลังโรคระบาด การนำสถิติตามฤดูกาล/อำเภอ/แหล่งท่องเที่ยวมาเป็น “คัมภีร์วางแผนสินค้า” จะทำให้การผลิต–การสต็อก–แคมเปญการตลาดแม่นขึ้น และดึงดูดกลุ่มคุณภาพได้มากขึ้น (เช่น นักเดินทางระยะยาว, กลุ่มครอบครัว, นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม)

เสียงจากผู้ประกอบการ พื้นที่ที่ทำให้ “ตัวเล็ก” ไม่โดดเดี่ยว

“ได้เรียนรู้เรื่องมาตรฐานและการตั้งราคาที่สะท้อนคุณค่า ทำให้กล้าขยับไปตลาดใหม่มากขึ้น และมีเพื่อนร่วมทางให้ปรึกษา” — ผู้ประกอบการงานหัตถกรรมย้อมคราม

“จากเดิมขายออนไลน์อย่างเดียว พอมีหน้าร้าน ทำให้ลูกค้าจับต้อง กลิ่น–รส–เรื่องราวของสินค้าเราได้ ยอดสั่งซ้ำเพิ่มขึ้นชัดเจน” — ผู้ประกอบการชากาแฟแปรรูป

เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อน “งานหลังบ้าน” ของ Biz Shop ที่ไม่ได้มีเพียงการวางสินค้า แต่รวมถึงการโค้ชจุดอ่อน–ต่อยอดจุดแข็ง ทำภาพ–ทำคำ–ทำแพ็กเกจจิ้ง–วางบาร์โค้ด/QR ให้พร้อมขายบนทุกแพลตฟอร์ม

ตัวเลขชวนคิด

  • 116 ผลิตภัณฑ์ จาก 22 ผู้ประกอบการ ฐานตั้งต้นที่พร้อมเติบโตทั้งเชิงปริมาณ–คุณภาพ
  • ฮับการค้า ทำเลตลาดล้านเมืองช่วยลดต้นทุนกระจายสินค้าและเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวได้โดยตรง
  • SMEs = กระดูกสันหลังเศรษฐกิจ แนวโน้มเชิงยุทธศาสตร์ประเทศยังย้ำบทบาท SMEs และการยกระดับมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง
  • ดีมานด์จากท่องเที่ยว เชียงรายเคยรองรับนักท่องเที่ยวมากกว่าล้านคน/ปี รายได้หลายพันล้านบาท—ฐานลูกค้าที่พร้อมเปลี่ยน “ของดีท้องถิ่น” เป็น “มูลค่าเพิ่ม” ได้จริง

จากร้านเล็กในตลาด สู่โมเดลพัฒนา “เมืองสินค้าและคุณภาพ”

การเปิด “Biz Shop เชียงราย” มิใช่แค่ข่าวเศรษฐกิจท้องถิ่นธรรมดา หากเป็น โมเดลความร่วมมือ ที่จับต้องได้ ระหว่างภาครัฐ–เอกชน–เครือข่ายผู้ประกอบการ ที่ต่างมีบทบาทของตนอย่างชัดเจน “หน้าร้านรวม” ทำหน้าที่เป็นทั้ง เครื่องขยายเสียง (amplifier) ให้ของดีท้องถิ่นดังไกล เป็น ห้องทดลอง (sandbox) ให้ผู้ประกอบการได้ฝึก–ได้ล้ม–ได้ลุก และเป็น เครื่องมือคืนรายได้ ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อบวก “ทำเลที่ใช่” เข้ากับ “เครือข่ายที่แข็งแรง” และ “การจัดการความรู้ที่ต่อเนื่อง” เชียงรายย่อมมีโอกาสก้าวไปสู่ภาพฝัน เมืองสินค้าและคุณภาพ” ที่ผู้ประกอบการตัวเล็กไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และผู้บริโภคมั่นใจว่า ทุกชิ้นที่ซื้อคือเรื่องเล่าที่มีมาตรฐานรองรับ

บทสรุปสั้น

  • ร้านนี้คือ เครื่องมือกลาง ที่รวมคน–รวมสินค้าดี–รวมโอกาส
  • ทำเลตลาดล้านเมืองช่วย “เชื่อมดีมานด์” จากท่องเที่ยว–ค้าส่งได้จริง
  • หากรักษามาตรฐานสินค้า–วัดผลเชิงธุรกิจ–เล่าเรื่องให้ถึงใจ ผู้ประกอบการจะยืนระยะได้ และรายได้จะหมุนกลับสู่ชุมชนตามเป้าหมาย “คนเชียงราย ร่วมใจ สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Biz Club ภายใต้กระทรวงพาณิชย์/DBD
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

แสตมป์เซเว่นฯ แปรเปลี่ยนการให้เล็กๆ สู่ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” รร.ขุนตาลฯ เชียงราย

คืนห้องน้ำที่ปลอดภัยให้เยาวชนกับ ‘ห้องน้ำเพื่อน้อง’ จากภัยน้ำท่วมสู่สุขภาวะระยะยาว กรณีโรงเรียนขุนตาลวิทยาคม จังหวัดเชียงราย

เชียงราย, 7 พฤศจิกายน 2568 — หลังวิกฤตน้ำท่วมปี 2567 ได้กัดเซาะโครงสร้างพื้นฐานของสถาบันการศึกษาในหลายอำเภอของจังหวัดเชียงรายตั้งแต่ห้องเรียนไปจนถึง “ห้องน้ำ” ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สุดของสุขภาวะนักเรียน เครือข่ายท้องถิ่นและเอกชนหลายแห่งได้ร่วมกันฟื้นฟูเพื่อคืนความปกติของสถานที่ต่าง ๆ ให้กลับมาอย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุด สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้ประสานความร่วมมือไปยังบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ในการขับเคลื่อน โครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” เพื่อเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดีให้กับ โรงเรียนขุนตาลวิทยาคม ตำบลป่าตาล อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย โดยได้ปรับปรุงห้องน้ำให้ “สะอาด ปลอดภัย และเหมาะกับการใช้งานของนักเรียน” พร้อมจัดกิจกรรมมอบขนมและของว่าง เพื่อสร้างกำลังใจให้กับเยาวชน

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีผู้แทนผู้จัดการเขต ชัชวาล นวลยิ่ง และ ปัญชิกา บุรีจันทร์ จากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) พร้อมภาคีภาครัฐในจังหวัด อาทิ พิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ข้าราชการสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ชัยสิทธิ์ ชัยเนตร เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ตลอดจนผู้นำท้องถิ่น โดยมีผู้นำท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญและร่วมเป็นสักขีพยานในการส่งมอบครั้งนี้ 3 ตำบล 1.ตำบลต้า คุณเสถียร กาวีวน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลต้า ,คุณกัมปนาท เรือนสิทธิ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านต้า 2.ตำบลยางฮอม คุณอรุณ ใจจักร รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลยางฮอม ,คุณชานนท์ หลวงจินา เลขานุการ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลยางฮอม และ 3.ตำบลป่าตาลซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน คุณธนวิทย์ วรรณสอน รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลป่าตาล ,คุณธนาวุฒิ วรรณสอน กำนันตำบลป่าตาล และคุณวริยา ทองเอก ผู้ใหญ่บ้าน บ้านเจดีย์ใหม่หมู่ที่ 11 ที่ได้สะท้อนปัญหาในพื้นที่เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไข รวมไปถึงเครือข่ายภาคเอกชน เซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่และทรู เข้าร่วม เพื่อส่งมอบ “ห้องน้ำที่สะอาดได้มาตรฐานและปลอดภัย” ให้กับเด็กนักเรียนและเยาวชนโรงเรียนขุนตาลวิทยาคม ซึ่งบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ได้ยึดมั่นและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องผ่าน “บุญนิธิแสตมป์เซเว่น” ที่ระดมแสตมป์จากลูกค้าเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นงบปรับปรุงสุขาภิบาลในโรงเรียนที่ห่างไกล

น้ำท่วมปี 2567 เปิดแผลกายภาพสุขาภิบาลในโรงเรียน

แม้จังหวัดเหนือสุดของไทยจะเผชิญน้ำหลากเป็นวัฏจักร แต่ ปี 2567 คือบททดสอบหนัก—ระลอกฝนจากพายุและมรสุมทำให้หลายอำเภอเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินสไลด์ และถนนขาด สื่อสาธารณะระดับชาติรายงานสถานการณ์ “เชียงราย–เชียงใหม่” เข้าขั้นน่ากังวลตั้งแต่ต้นฤดูฝน โดยข้อมูลระบุชัดว่าบ้านเรือนและถนนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 เป็นต้นมา ขณะที่สื่อกระแสหลักรายงานคำเตือนของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้เฝ้าระวังอุทกภัยในหลายจังหวัดภาคเหนือรวมถึงเชียงรายอย่างใกล้ชิดในช่วงเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มฝนเหนือค่าเฉลี่ยในลุ่มน้ำโขง–แม่น้ำกก–แม่น้ำสาขาในไตรมาสสุดท้ายของปีนั้น

ผลกระทบไม่ได้จบแค่การเดินทางขัดข้องหรือบ้านเรือนเสียหาย แต่ โครงสร้างสุขาภิบาลของโรงเรียน ตั้งแต่ถังบำบัด ระบบน้ำใช้ ไปจนถึงพื้น ผนังห้องน้ำ ถูกน้ำกัดกร่อนจนใช้การไม่ได้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนบนพื้นที่สูง เชิงเขา “ห้องน้ำเสียหาย = สุขภาพเด็กเสี่ยง” คือสมการที่หน่วยงานสาธารณสุขและการศึกษาย้ำตลอดทุกวิกฤตน้ำท่วม เพราะความชื้นสิ่งปฏิกูลที่ระบายไม่ได้ และแหล่งน้ำขัง คือปัจจัยเสี่ยงของโรคระบบทางเดินอาหารและยุงลาย ซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขระดับจังหวัดและสื่อวิชาการสาธารณสุขไทยก็เตือนซ้ำในช่วงหลังน้ำลด.

โครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” จากแสตมป์ 7-Eleven สู่สุขาภิบาลที่จับต้องได้

ซีพี ออลล์ ขับเคลื่อนงาน “เพื่อสังคม” ผ่านหลายแพลตฟอร์ม หนึ่งในนั้นคือ โครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” ที่นำ แสตมป์เซเว่นฯ จากลูกค้าสมทบ “บุญนิธิแสตมป์เซเว่นฯ” ไปปรับปรุงห้องน้ำโรงเรียนห่างไกล แนวคิดเชื่อม “การให้เล็ก ๆ” เป็น “การเปลี่ยนแปลงใหญ่” ที่โรงเรียนสัมผัสได้ทันที โครงการเดินหน้าต่อเนื่องหลายปี มีการสื่อสารผลลัพธ์ผ่านข่าวประชาสัมพันธ์และรายงานกิจกรรม เช่น “World Toilet Day” ที่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ใช้เป็นจังหวะตอกย้ำความสำคัญของสุขาภิบาลในโรงเรียน

พิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย

สำหรับ โรงเรียนขุนตาลวิทยาคม งานปรับปรุงครอบคลุมการ “ทำความสะอาดใหญ่ ซ่อมโครงสร้าง ยกระดับความปลอดภัยและการเข้าถึง” (เช่น แสงสว่าง พื้นกันลื่น สุขภัณฑ์ที่เหมาะกับเด็ก และจุดล้างมือ) โดย “ภาคีท้องถิ่น เอกชน” ร่วมกันประเมินจุดเสี่ยง ความต้องการก่อนลงมือจริง ทำให้งบประมาณถูกใช้ในจุดที่กระทบสุขภาวะของเด็กมากที่สุด ทิศทางนี้สอดคล้องกับข้อเสนอขององค์การระหว่างประเทศด้าน WASH in Schools (น้ำสะอาด สุขาภิบาล และสุขอนามัยในโรงเรียน) ที่ระบุเสมอว่า “ห้องน้ำ+น้ำสะอาด+จุดล้างมือ” คือสามเหลี่ยมทองคำของสุขภาวะโรงเรียน ซึ่งส่งผลยาวไกลถึง “การมาเรียนและผลสัมฤทธิ์” ของนักเรียน.

ห้องน้ำที่สะอาดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำธุระส่วนตัว แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงการแพร่โรค ส่งเสริมพฤติกรรมสุขอนามัยที่ดี และทำให้นักเรียนมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น” พิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้ให้ความเห็นในพิธีส่งมอบ โดยย้ำว่าความร่วมมือครั้งนี้คือโมเดล “เอกชน–รัฐ–ชุมชน” ที่ตอบโจทย์ภาวะหลังภัยพิบัติ

ทำไม “ห้องน้ำ” จึงสำคัญต่อคุณภาพการศึกษา

แม้ “ชักโครก ก๊อกน้ำ สบู่” จะดูเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่รายงานนโยบายและหลักฐานเชิงประจักษ์จำนวนมากบอกตรงกันว่า

  • สุขาภิบาลดี = เด็กมาเรียนมากขึ้น งานวิจัยสาธารณสุขการศึกษาชี้ว่า การมีห้องน้ำสะอาด จุดล้างมือพร้อม และน้ำสะอาดในโรงเรียน ช่วยลดการขาดเรียนจากโรคติดเชื้อทางเดินอาหารและโรคระบบทางเดินหายใจ นำไปสู่ attendance ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย UNICEF/WHO ผลักดันให้โรงเรียนบรรลุเกณฑ์ “บริการพื้นฐาน (basic service)” อย่างน้อยในสามมิติ—น้ำ สุขาภิบาล สุขอนามัย.
  • หลังน้ำท่วม ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทวีคูณ แหล่งน้ำปนเปื้อนและส้วมชำรุดเพิ่มโอกาสป่วยเป็นโรคระบบทางเดินอาหาร รวมถึง ลูกน้ำยุงลาย ที่มักระบาดหลังน้ำลด สื่อและหน่วยงานไทยเตือนประจำ จึงยิ่งต้องเร่งรื้อ ซ่อม ยกระดับสุขาภิบาลโรงเรียน.

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การลงทุนกับ “ห้องน้ำโรงเรียน” คือการลงทุนกับ “เวลาเรียน สุขภาพ ศักยภาพมนุษย์” ในระยะยาว

เล่าเรื่องจากขุนตาล จากห้องน้ำชำรุด สู่พื้นที่ปลอดภัยของการเรียนรู้

โรงเรียนขุนตาลวิทยาคมตั้งอยู่บนภูมิประเทศที่ฝนตกชุก ช่วงปลายฤดูฝนปี 2567 น้ำหลากทำให้ พื้น–ผนัง–ท่อระบาย ในบางอาคารเสื่อมสภาพ ห้องน้ำหลายห้องต้องปิดใช้งานชั่วคราว เด็กนักเรียนจำนวนมากต้องต่อคิวใช้ห้องน้ำที่เหลืออยู่ ไม่เพียงกระทบสุขอนามัยแต่กระทบ “สมาธิและเวลาการเรียน” ของเด็กโดยตรง

การเข้ามาของ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” จึงถูกออกแบบอย่าง เข้าใจโจทย์พื้นที่” มากกว่าจะเป็นการซ่อมแบบกว้างๆ ทีมร่วมวางแผน “ลำดับชิ้นงาน” โดยยึด 4 มิติหลัก

  1. ความปลอดภัย พื้นกันลื่น ราวจับ ไฟส่องสว่าง, ติดป้ายเส้นทางหนีไฟ ปฐมพยาบาล
  2. สุขาภิบาล สุขภัณฑ์ที่ทำความสะอาดง่าย ท่อระบายใหม่ ระบบระบายน้ำฝน ถังบำบัดที่เหมาะสม
  3. สุขอนามัย จุดล้างมือพร้อมสบู่ การสื่อสารสุขศึกษาเป็นภาพ ภาษาเข้าใจง่าย
  4. การเข้าถึง ช่องทางระดับพื้นสำหรับเด็กเล็ก/ผู้ใช้วีลแชร์ในบางจุด

เมื่อเสร็จสิ้นการปรับโฉม โรงเรียนมี จำนวนห้องน้ำใช้งานได้เพิ่มขึ้น การระบายอากาศดีขึ้น แยกสัดส่วนเพศชัดเจน จุดล้างมือเพียงพอ ครูผู้สอนรายงานว่า “ช่วงพักคาบ หลังรับประทานอาหาร เด็ก ๆ สะดวกสบายมากขึ้น” ขณะที่นักเรียนสะท้อนว่ารู้สึกมี “ความสบายใจ ความมั่นใจ ความรู้สึกปลอดภัย” ในการใช้ห้องน้ำมากขึ้น ทั้งหมดแปลกลับเป็น เวลาเรียนที่ไม่สะดุด ให้กับนักเรียนอีกด้วย

ตัวคูณทางสังคม เมื่อเอกชน ท้องถิ่นจับมือ แก้ปัญหาเร็วขึ้น

แบบจำลองในขุนตาลสะท้อน 3 ตัวคูณทางสังคมที่ควรถอดบทเรียน อย่างการคัดเลือกโรงเรียนแบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ สื่อท้องถิ่นทำหน้าที่ “คัดกรองและยืนยันสภาพแวดล้อม” ด้วยหลักฐานภาพถ่าย รายงาน พร้อมเชื่อมกับผู้บริหารโรงเรียนและชุมชน ผลคือ ระบุจุดเสี่ยงได้แม่นยำ และส่งต่อโจทย์ให้เอกชนเข้าไปเติมเต็มตรงจุด ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

และพลังระดมทุนขนาดเล็กแต่ต่อเนื่องของโครงการ ได้อาศัย “แสตมป์เซเว่นฯ” ของลูกค้า และเครือข่ายจิตอาสา ทำให้งบประมาณ คล่องตัว พร้อมใช้ ทันทีที่มีพื้นที่เร่งด่วน การมี “บุญนิธิแสตมป์เซเว่นฯ” เป็นเครื่องมือกลางทำให้เกิดความเชื่อมั่นและตรวจสอบได้ (transparency) ซึ่งเป็นหัวใจของ CSR ยุคใหม่ รวมไปถึง สอดคล้องมาตรฐานสากล (WASH in Schools) การออกแบบ ประเมินผลยึดหลัก “น้ำ–ส้วม–ล้างมือ” เป็นแกน สอดรับทิศทาง UNICEF/WHO ที่ใช้เป็นกรอบวัดผลในระดับนานาชาติ ช่วยให้โรงเรียนไทย โดยเฉพาะในชนบท ก้าวทันมาตรฐานโลก และเข้าถึงองค์ความรู้–เครื่องมือสื่อสารสุขศึกษาได้ง่ายขึ้น.

เสียงจากภาคี เป้าหมายไม่ใช่แค่ “ซ่อม” แต่คือ “เชื่อม”

พิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ระบุว่า โครงการนี้ “สะท้อนนโยบายที่ให้ความสำคัญกับสุขอนามัยโรงเรียน” ในฐานะฐานรากคุณภาพชีวิต ทั้งเด็กและครู โดยเฉพาะโรงเรียนห่างไกลที่ขาดแคลนงบซ่อมบำรุง ซ่อมวันนี้ = ลดโรคพรุ่งนี้” และยังช่วย “เชื่อม” ภาคีท้องถิ่นให้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ด้านสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ มนรัตน์ ก.บัวเกษร กล่าวว่า ในช่วงน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว สถานที่แรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบ ก็คือโรงเรียนขุนตาลวิทยาคม ซึ่งสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้คอยรายงานและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดมาตลอด เมื่อเห็นถึงความเสียหาย จึงได้รีบประสานงานไปทาง ซีพี ออลล์ เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการปรับปรุงห้องน้ำ เพื่อส่งคืนสุขอนามัย ความปลอดภัย และศักดิ์ศรี ในการใช้ชีวิตในโรงเรียนได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง และสิ่งที่ทำให้เราประทับใจมากก็คือ วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของ ซีพี ออลล์ ที่นอกจากการให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าในเรื่องปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ แล้ว ยังได้หยิบยื่นโครงการอันมีคุณค่าอย่าง “โครงการห้องน้ำเพื่อน้อง” ให้เข้ามาเติมเต็มสิ่งขาดหายที่นี่

ขณะที่ครูและนักเรียนโรงเรียนขุนตาลวิทยาคมให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า “การเข้าถึงห้องน้ำที่เพียงพอ ปลอดภัย เปลี่ยนบรรยากาศโรงเรียนอย่างชัดเจน” เด็กมีวินัยการล้างมือดีขึ้น และห้องน้ำสะอาดขึ้นจากการจัดตารางดูแลร่วมกับนักเรียนแกนนำ

วิเคราะห์ผลลัพธ์ ข้อเสนอเชิงนโยบาย

1) ความคุ้มค่าเชิงสังคม (Social ROI) สูง
ต้นทุนเฉลี่ยการปรับปรุงห้องน้ำหนึ่งบล็อกเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพ เวลาเรียน ภาพลักษณ์โรงเรียน พบว่า “คุ้ม” อย่างมาก เมื่อเทียบกับค่าเสียโอกาสจากการขาดเรียน/การเจ็บป่วยซ้ำๆ ทั้งยังลดภาระซ่อมเฉพาะหน้า เช่น ค่าทำความสะอาดแก้ฉุกเฉินระหว่างเทอม

2) เชื่อมกับภัยพิบัติที่ถี่ขึ้น
สภาพภูมิอากาศสุดขั้วทำให้ รอบภัยพิบัติสั้นลง–ความรุนแรงเพิ่มขึ้น หลายแหล่งข่าวสากลชี้ว่าภาคเหนือรวมถึงเชียงราย รับแรงปะทะฝนหนัก น้ำหลากมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดรับกับการเตือนภัยในประเทศปี 2567–2568 ดังนั้น สุขาภิบาลโรงเรียนหลังน้ำลดคือ “ภารกิจเร่งด่วน” ที่ต้องตั้งงบสำรองถาวรระดับจังหวัด

3) ยกระดับมาตรฐาน กำหนดเช็กลิสต์ WASH ระดับจังหวัด
เสนอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดเชียงราย ร่วมกับ สาธารณสุขจังหวัด ใช้ เช็กลิสต์ WASH โรงเรียน เป็นเครื่องมือตรวจสุขาภิบาลทุกเทอม (น้ำ ส้วม ล้างมือ การสื่อสารสุขศึกษา) พร้อมสร้าง “ดัชนีสุขาภิบาลโรงเรียน” เผยแพร่สาธารณะ เพื่อเร่งรัดโรงเรียนเปราะบางให้ได้รับการสนับสนุนก่อนเกิดเหตุ

4) กลไกระดมทุนรูปแบบผสม (Blended CSR)
โครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” พิสูจน์ว่าการระดมทรัพยากรเล็กๆ จากประชาชนจำนวนมาก สามารถ “ขยับภูเขา” ได้จริง เสนอให้ขยายโมเดลไปยัง “กองทุนย่อยระดับอำเภอ” เปิดรับเงิน วัสดุ แรงงานจิตอาสา และจับคู่โรงเรียนรอซ่อมกับผู้สนับสนุนแบบ real-time

จากแผลน้ำท่วม สู่โอกาสยกมาตรฐานโรงเรียนชนบท

กรณี โรงเรียนขุนตาลวิทยาคม แสดงให้เห็นว่า “เมื่อข้อมูลพื้นที่แม่น ภาคีพร้อม เครื่องมือระดมทุนยืดหยุ่น” การกู้คืนสุขาภิบาลโรงเรียนหลังวิกฤตสามารถทำได้เร็วและยั่งยืน ผลลัพธ์ไม่ได้หยุดแค่ห้องน้ำปรับปรุงใหม่ที่สะอาดขึ้น แต่หมายถึง การเรียนรู้ที่ไม่สะดุด สุขภาพเด็กที่ดีขึ้น และความภูมิใจของชุมชน ที่เห็นโรงเรียนกลับมายืนได้ด้วยพลังรวม ในโลกที่ภัยพิบัติมาไว มาแรงขึ้น การมี “ต้นแบบ” อย่างขุนตาล ที่สื่อท้องถิ่นจับมือเอกชนและรัฐ ช่วยยกระดับให้กับห้องน้ำเด็ก ๆ และเยาวชน คือคำตอบที่เป็นรูปธรรมและต่อยอดได้ ทั้งในเชียงรายและจังหวัดเปราะบางอื่น ๆ ของประเทศไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียง : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • โรงเรียนขุนตาลวิทยาคม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ยืนยัน 1 ม.ค. 69 วัดร่องขุ่นปรับค่าเข้าชมชาวต่างชาติเป็น 200 บาท พร้อมเพิ่มสิทธิ “เข้าชมถ้ำฟรี”

วัดร่องขุ่น” ขยับค่าเข้าชมชาวต่างชาติเป็น 200 บาท มีผล 1 ม.ค. 2569 ตอกย้ำคุณค่าศิลปะระดับโลก เดินหน้าแผนบริหารจัดการพื้นที่-ยกระดับประสบการณ์ผู้เยือน

เชียงราย, 7 พฤศจิกายน 2568 – อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติและผู้สร้าง “วัดร่องขุ่น” ยืนยันปรับค่าเข้าชมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจาก 100 บาทเป็น 200 บาทต่อคน เริ่ม 1 มกราคม 2569 โดยคนไทยยังเข้าชมฟรีเหมือนเดิม พร้อมเพิ่มสิทธิ “เข้าชมถ้ำฟรี” และ “ยืมผ้าถุงฟรี” เพื่อรักษามาตรฐานความเหมาะสมในการแต่งกาย ขณะที่ฝ่ายท่องเที่ยวมองเป็นโอกาสยกระดับคุณภาพ สอดรับแนวโน้มท่องเที่ยวคุณภาพสูงของเชียงราย

เช้าวันหนึ่งที่ “ขาวจัด—คมชัด—และงอกงาม”

ยามแสงเช้ากระทบปลีเสาศิลาปูนปั้นสีขาว เจิมประกายกระจกนับพันบนสิมวัด ภาพจำของ “วัดร่องขุ่น” หรือ “วัดขาว” ในอำเภอเมืองเชียงราย ยังทำให้ผู้มาเยือนหยุดหายใจสั้น ๆ ด้วยความตื่นตา วัดร่วมสมัยที่ออกแบบโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ไม่เพียงเป็นหมุดหมายด้านศิลปวัฒนธรรม หากยังแปลงร่างเป็น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ที่ต้องดูแล บำรุงรักษา และจัดการผู้เยือนนับล้านอย่างเป็นระบบ

ในฉากหลังอันงดงามนั้น ความเปลี่ยนแปลงสำคัญกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การปรับ “ค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ” จาก 100 บาทเป็น 200 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยอาจารย์เฉลิมชัยยืนยันผ่านสื่อสังคมว่า การปรับราคาสะท้อน “ศักดิ์ศรีงานศิลปะระดับโลก” และช่วยรองรับต้นทุนการบริหาร ดูแล และรักษามาตรฐานพื้นที่อันซับซ้อนของวัดร่วมสมัยที่ยังคงสร้าง-ซ่อม-เสริมรายละเอียดไม่สิ้นสุด  

ทำไม “200 บาท” จึงสมเหตุสมผล เมื่อศิลปะต้องคู่มาตรฐานการจัดการ

มิติคุณค่าและความสากลของผลงาน วัดร่องขุ่นมิใช่วัดโบราณที่หยุดนิ่ง หากเป็น “โครงการศิลปกรรมขนาดใหญ่” ที่ค่อย ๆ เติบโตมาตลอดกว่าสองทศวรรษ การเพิ่มค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติเป็น 200 บาทจึงเป็นการ “ราคาให้สมคุณค่า” เมื่อเทียบกับแลนด์มาร์กทางศิลปะและพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำทั่วโลกซึ่งประเมินค่าเข้าชมสูงกว่านี้หลายเท่า อาจารย์เฉลิมชัยชี้ว่า ราคาดังกล่าวยังต่ำเมื่อเทียบกับค่าเข้าชมสถานที่ศิลปะขนาดย่อมในต่างประเทศ และตน “รอจังหวะเหมาะสม” มาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 จนถึงวันนี้จึงแจ้งกำหนดใช้จริง

มิติมาตรฐานประสบการณ์ สิทธิพิเศษใหม่สองรายการ

มาตรการใหม่ไม่ใช่เพียง “ขึ้นราคา” แต่เป็น “ยกระดับแพ็กเกจประสบการณ์” ชัดเจนผ่าน 2 สิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าชมชาวต่างชาติ ได้แก่

  • เข้าชม “ถ้ำ” ฟรี ส่วนจัดแสดงงานศิลปะเฉพาะพื้นที่ของวัด ซึ่งเคยจำกัดหรือมีค่าใช้จ่ายตามโอกาส จะเปิดโอกาสให้สัมผัสมากขึ้นในบัตรเดียว
  • ยืมผ้าถุงฟรี เพื่อสนับสนุนความเหมาะสมตามธรรมเนียมการแต่งกายเข้าพื้นที่ศาสนา ลดภาระการเช่าจากร้านรอบวัด และทำให้การควบคุมมาตรฐานการแต่งกายละเอียดขึ้น (แนวปฏิบัติเรื่องการแต่งกายเข้าเขตพุทธาวาสและความยาวท่อนล่างมีการสื่อสารในช่องทางชุมชน ตัวอย่างข้อแนะนำสาธารณะเรื่องครอบไหล่/ยาวคลุมเข่า

มิติความเป็นธรรมคนไทยเข้าฟรีเหมือนเดิม

แม้จะขึ้นค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ แต่ คนไทยยังคงเข้าฟรี แนวทางที่วัดร่องขุ่นยึดถือมายาวนานเพื่อให้ชุมชนไทยเข้าถึงศิลปะร่วมสมัยได้ไม่เป็นภาระ (สอดคล้องกับข้อมูลปัจจุบันที่สะท้อนว่า “ชาวต่างชาติ 100 บาท/คน ก่อนปรับเป็น 200 บาท”

ผลกระทบ “บวก” ที่คาดหมาย จากหน้าประตูวัดสู่เศรษฐกิจเมือง

การบริหารพื้นที่และความปลอดภัย วัดร่วมสมัยที่มีองค์ประกอบละเอียดอ่อน จากงานปูนปั้น กระจกโมเสก ไปจนถึงภูมิทัศน์และระบบทางเดิน ย่อมต้องมีต้นทุนดูแลสูง ทั้งงานทำความสะอาดเชิงเทคนิค การบำรุงซ่อมแซมเฉพาะทาง และการควบคุมฝูงชนช่วงพีก ค่าเข้าชมที่เพิ่มขึ้นถูกอธิบายว่า “คืนกลับ” ในรูปมาตรฐานการจัดการพื้นที่ที่เข้มขึ้น ตั้งแต่วัสดุ อุปกรณ์บุคลากร ไปจนถึงระบบอำนวยความสะดวก

การคัดกรองและยกระดับ “คุณภาพการเยือน” ประสบการณ์ของแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกชี้ว่า ราคาบัตรที่สะท้อนคุณค่าช่วย “คัดกรองความตั้งใจ” ของผู้เยือน ทำให้สัดส่วนผู้เข้าชมที่มุ่งหมายทางศิลปวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น กระตุ้นพฤติกรรมท่องเที่ยวรับผิดชอบ (responsible tourism) และลดแรงกดดันต่อทรัพยากร

เศรษฐกิจท้องถิ่นและคลัสเตอร์บริการเม็ดเงินจากผู้เยือนต่างชาติที่ “ไม่มากเกินไป” แต่ “เพียงพอ” ต่อการดูแลสถานที่ สามารถหมุนกลับสู่ห่วงโซ่บริการรอบวัดไกด์พื้นที่ ผู้ให้บริการขนส่ง ร้านอาหาร ของที่ระลึก และโฮมสเตย์ ในภาพใหญ่ระดับจังหวัด แนวโน้มนี้สอดคล้องกับนโยบายท่องเที่ยวคุณภาพและการใช้ soft power ของเชียงราย ซึ่งในช่วงหลังโควิดกลับมาฟื้นตัวดีแม้ตัวเลขเชิงลึกแบบรายจังหวัดต้องติดตามจากฐานข้อมูลรัฐอย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางมหภาคสะท้อนผ่านดัชนีท่องเที่ยวและรายได้ท่องเที่ยวของประเทศที่ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง

ไทม์ไลน์และข้อเท็จจริงเชิงบริบท จาก “100 บาท” สู่ “200 บาท”

  • ก่อนหน้า หลายปีที่ผ่านมา วัดร่องขุ่นสื่อสารนโยบาย “คนไทยเข้าฟรีชาวต่างชาติ 100 บาท” ต่อเนื่อง
  • ประกาศใหม่ อาจารย์เฉลิมชัยยืนยัน ปรับเป็น 200 บาท เริ่ม 1 ม.ค. 2569 โดยให้เหตุผลด้านคุณค่าและต้นทุนการบริหารจัดการ พร้อมสื่อสารสิทธิพิเศษเพิ่มเติม
  • ระหว่างนี้ แนวปฏิบัติเรื่องการแต่งกายที่เหมาะสมยังคงเข้มงวดคลุมไหล่/ยาวคลุมเข่าและมี “บริการผ้าถุง” เพื่อช่วยให้ผู้เยือนแต่งกายได้ตามธรรมเนียม

วิเคราะห์เชิงนโยบาย “ราคาบัตร” กับ “ธรรมาภิบาลแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม”

1) ราคาบัตรคือเครื่องมือกำกับคุณภาพ (price as a governance tool)
ในแหล่งมรดกหรือพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก ราคารองรับบทบาทสำคัญ เป็นทั้ง “สัญญาณคุณค่า” และ “ทรัพยากรเพื่อบำรุงรักษา” ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถวางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน (preventive conservation) ซึ่งเหมาะกับงานศิลปะที่เสี่ยงต่อการผุกร่อนจากฝุ่นละอองและความชื้น รวมถึงความเสียหายจากการสัมผัส

2) Differentiated pricing ความเป็นธรรมระหว่าง “เจ้าของวัฒนธรรม” กับ “ผู้มาเยือน”
การคงสิทธิคนไทยเข้าฟรี สะท้อนแนวคิด “ทำให้ศิลปะกลับสู่สังคมไทย” และยืนยันว่าชาวเชียงราย/ไทยยังเข้าถึงได้โดยไม่ถูกต้นทุนกีดกัน ขณะที่ “ผู้มาเยือนต่างชาติ” มีส่วนร่วมสมทบค่าดูแลที่สอดคล้องกับความสามารถในการจับจ่ายเป็นแนวทางที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหลายแห่งใช้

3) มาตรฐานประสบการณ์และความเหมาะสม (dress code)
การประกาศ “ยืมผ้าถุงฟรี” ลดแรงเสียดทานหน้างานแทนที่จะผลักภาระไปยังร้านค้าเอกชนเพียงด้านเดียว วัดเลือก “อำนวยความสะดวก” ภายใต้กรอบความเหมาะสมของพื้นที่ศาสนา ซึ่งท้ายที่สุดช่วยยกระดับภาพรวมประสบการณ์และความเคารพสถานที่

มุมมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความท้าทายที่ต้องสื่อสารให้ตรงจุด

แม้สังคมออนไลน์จำนวนหนึ่งอาจตั้งคำถามเรื่อง “ผลกระทบต่อจำนวนผู้เยือน” แต่ในมุมปฏิบัติ ค่าเข้าชม 200 บาทสำหรับผู้เดินทางข้ามพรมแดนซึ่งมักใช้จ่ายทริปละหลายพันถึงหลายหมื่นบาท แทบไม่ใช่ตัวแปรหลักในการตัดสินใจเดินทางเทียบกับ ความคุ้มค่าของประสบการณ์ และ เวลาเข้าชมที่ราบรื่น มากกว่า นอกจากนี้ การประกาศล่วงหน้าพร้อมเหตุผลชัดเจนและสิทธิพิเศษที่เพิ่มเป็นสิ่งสะท้อน “ธรรมาภิบาลการสื่อสาร” ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการทัวร์ ไกด์ และแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตร ปรับข้อมูลบริการได้ทันกำหนด

ในทางกลับกัน ผู้ดูแลวัดจำเป็นต้อง ติดตามผลเชิงข้อมูล อย่างใกล้ชิดทั้งจำนวนผู้เยือนต่อวัน ช่วงพีก การร้องเรียนเรื่องแออัด/รอคิว ตลอดจนผลสะเทือนต่อร้านค้ารอบวัด เพื่อโยง “รายได้จากบัตร” กลับไปสู่งานพัฒนาพื้นที่และบริการเชิงประจักษ์ เช่น ป้ายทางเดินหลายภาษา ระบบเข้าคิวอัจฉริยะ ห้องน้ำสะอาด-เพียงพอ จุดพักร่ม ระบบอธิบายงานศิลป์ (interpretation) ที่เข้าถึงคนทั่วไปและผู้มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหว

เชียงรายในระยะยาว เมืองศิลปะ-วัฒนธรรม-ธรรมชาติ ที่ต้องบริหาร “สมดุล”

จังหวัดเชียงรายสะสมทุนทางวัฒนธรรม ศิลปะร่วมสมัย ธรรมชาติ และอีเวนต์คุณภาพไว้แน่นจากวัดร่องขุ่น สิงห์ปาร์ค พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ไปจนถึงเทศกาลเชิงวัฒนธรรมหลากหลายล้วนวางเชียงรายไว้ในแผนที่ “ท่องเที่ยวคุณภาพ” ของไทย ในบริบทเช่นนี้ การปรับค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวหลักให้สมเหตุสมผลกับคุณค่าและต้นทุนดูแล ถือเป็น “องค์ประกอบหนึ่ง” ของยุทธศาสตร์ระยะยาวควบคู่กับการกระจายผู้เยือนไปยังอำเภอรอบนอก เส้นทางกาแฟ-ชา-ชุมชนสร้างสรรค์ และการพัฒนาการเดินทางสาธารณะภายในจังหวัด

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้เยือนต่างชาติ (สรุปเร็ว)

  • เตรียมงบค่าเข้าชม 200 บาท/คน เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569
  • คนไทยเข้าฟรี พกบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตน
  • แต่งกายสุภาพ คลุมไหล่ กางเกง/กระโปรงคลุมเข่า หากไม่พร้อม มีบริการยืมผ้าถุงฟรี ณ จุดเข้าชมตามประกาศล่าสุด
  • วางแผนเวลา ช่วงเช้าและบ่ายแก่ ๆ แสงสวย หลีกเลี่ยงช่วงพีกทัวร์รวม หากมากับครอบครัวหรือผู้สูงอายุให้เผื่อเวลาเดินชมมากขึ้น

 “ราคาบัตร” คือสัญญาและภารกิจดูแลมรดกศิลป์ร่วมสมัยของไทย

การขยับ “200 บาท” ของวัดร่องขุ่นจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขหน้าประตู หากเป็น “สัญญา” ระหว่างผู้สร้าง ผู้ดูแล และผู้มาเยือน ว่าศิลปะร่วมสมัยอันงอกงามของไทยจะได้รับการดูแลด้วยมาตรฐานสากล พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่คุ้มค่ากว่าเดิม ทั้งในมิติความงาม ความรู้ และความสงบในวิถีวัฒนธรรมล้านนา ขณะเดียวกัน ก็เป็นบททดสอบธรรมาภิบาล รายได้จากบัตรต้อง “ไหลกลับ” สู่คุณภาพหน้างานอย่างสัมผัสได้ เพื่อให้สังคมไทยและผู้มาเยือนทั่วโลกมั่นใจว่า ทุกบาทที่จ่าย คือการร่วมกันรักษา “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ชิ้นเอกของเชียงรายให้คงอยู่อย่างสง่างาม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • วัดร่องขุ่น – Wat Rong Khun – White Temple , Chiang Rai , Thailand 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายโชว์ “มุมสูงโดรนสะกิดใจ” 930 ดวงใจฟ้อนถวายอาลัยในคืนลอยกระทงที่เมืองเทิง

ประทับใจจากมุมสูง “ฟ้อนตำนานเมืองเทิง 930 ดวงใจ” ค่ำคืนลอยกระทง ความทรงจำร่วมของชุมชนล้านนา—และบทเรียนเรื่องความปลอดภัยบนท้องฟ้า

เชียงราย,พุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 — เมื่อท้องฟ้ากลายเป็น “ผืนผ้าใบ” ของความทรงจำ ค่ำคืนเพ็ญเดือนสิบสองที่อำเภอเทิง จ.เชียงราย ข่วงวัฒนธรรมเวียงเทิงคือเวทีของ “930 ดวงใจ” ที่ร่วมฟ้อนรำถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ท่ามกลางสายลมเย็นและประกายไฟจากโคมลอย-พลุ แชะเดียวของโดรนจากผู้ใช้โซเชียล “หนานนม คนเมืองเทิง” กลายเป็นภาพมุมสูงชวนทึ่ง—พร้อมคำสารภาพตรงไปตรงมาเรื่อง “ความเสี่ยง” ของการบินโดรนในคืนลอยกระทงที่แออัดที่สุดคืนหนึ่งของปี บทข่าวชิ้นนี้ชวนมองปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ประเพณี ความจงรักภักดี และมาตรการความปลอดภัยทางอากาศที่ทุกชุมชนควรรับรู้ร่วมกัน

ที่เวียงเทิง เมืองเล็กๆ ทางตะวันออกของเชียงราย—ผู้คนหลั่งไหลมายังข่วงวัฒนธรรมก่อนเที่ยงคืนไม่นาน เสียงพิธีกรดังผสานกับเสียงเครื่องดนตรีพื้นเมือง “สะล้อ ซอ ซึง” และจังหวะฆ้องตีกลอง เสี้ยววินาทีที่แสงเทียนจากกระทงนับร้อยสะท้อนผิวน้ำ บนฟ้าอีกด้านหนึ่งกระดาษขาวของโคมลอยเริ่มค่อยๆ แดงจัด สะบัดลมขึ้นสูง แล้วแตกยับเป็นดอกไม้ไฟไกลลิบตา

ในบริเวณลานกิจกรรม กลุ่มเยาวชน คนทำงาน ผู้เฒ่าผู้แก่ แต่งกายชุดพื้นเมืองสีกลาง นุ่งซิ่นตีนจก คาดผ้าลายเมือง จัดแถวเป็นระเบียบเพื่อ “ฟ้อนตำนานเมืองเทิง 930 ดวงใจ ถวายอาลัย” ท่วงท่าฟ้อน—ตั้งวงแขนอย่างอ่อนช้อย ปลายมือเหยียดอย่างมีสมาธิ—สะท้อนหลัก “ฟ้อนเมือง” ที่เน้นความพร้อมเพรียงและความสงบเสงี่ยมในแบบล้านนา ภาพรวมจากมุมสูงของโดรนเผยให้เห็นรูปทรงของแถวฟ้อนที่เรียงร้อยเป็นลวดลายคล้ายรวงข้าว—สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความร่วมแรงร่วมใจ

ภาพนั้นถูกบันทึกโดยผู้ใช้โซเชียล “หนานนม คนเมืองเทิง” และเผยแพร่บนโลกออนไลน์พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “ยอมรับว่าบินยากมาก เสี่ยงสูง—เพราะโคมลอยกับพลุขึ้นพร้อมกันในหลายทิศ” ข้อความทีเล่นจริงไม่มาก ไม่ยาว แต่สะกิดใจผู้ชมจำนวนมากให้หันกลับมาคิดถึง “ความปลอดภัยบนท้องฟ้า” ในคืนที่ทุกเส้นทางจราจรทางอากาศของชุมชนถูกใช้พร้อมๆ กัน ทั้งโดรน ทั้งโคมลอย ทั้งพลุ

สารหลักของค่ำคืน “ฟ้อน”—ภาษาเงียบของล้านนาที่หลอมใจคนทั้งเมือง

ผู้รู้วัฒนธรรมล้านนามักอธิบายว่า “ฟ้อน” ไม่ใช่เพียงการรำ แต่คือ “ภาษาเงียบ” ที่บอกเล่าอัตลักษณ์ ความเชื่อ และบทเรียนชีวิตของคนเมืองเหนือผ่านท่าทางที่สุภาพงามตา เช่น ฟ้อนเล็บ หรือ ฟ้อนเทียน ที่วางอยู่บนรากของการเคารพบรรพชนและพุทธศาสนา—ท่วงท่าที่วิจิตรเนิบช้าแต่เปี่ยมพลัง

เมื่อคืนลอยกระทง—หรือคืนเพ็ญเดือนสิบสอง—เวียนหวน ความหมายก็ยิ่งลึกซึ้ง เพราะนอกจากการขอขมาต่อแม่น้ำและสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการ “รวมญาติของชุมชน” ที่คนเมืองกลับบ้าน มาร่วมกันรักษาพิธีกรรม และสร้างความทรงจำร่วม การฟ้อนในพื้นที่สาธารณะจึงไม่ใช่เพียงการแสดง แต่เป็น “แบบฝึกหัดความเป็นพลเมือง” ที่ทำให้ทุกคนเรียนรู้การอยู่ร่วม—การนับจังหวะเดียวกัน หันหน้าเดียวกัน ฟังสัญญาณเดียวกัน—เพื่อสร้างภาพใหญ่ที่งดงามเหนือหัวใจใครคนหนึ่ง

จากพื้นดินสู่ท้องฟ้า โคมลอย—พลุ—โดรน และ “สามสมการเสี่ยง” ในคืนเดียว

ภาพมุมสูงที่แพรวพราวคืนนั้นไม่ได้สวยด้วยตัวเอง แต่สวยเพราะ “เสี่ยง”—และเสี่ยงในหลายชั้น

เสี่ยงเรื่องไฟ—โคมลอยกับพลุในช่วงลอยกระทง/ยี่เป็ง เป็นกิจกรรมที่หลายจังหวัดอนุญาตแบบ “มีเงื่อนไข” ต้องขออนุญาตล่วงหน้าจากอำเภอ กำหนดชนิด/ขนาด/เวลาปล่อย และหลีกเลี่ยงเขตการบิน เพื่อไม่ให้กระทบความปลอดภัยทางอากาศ

เสี่ยงเรื่องการจราจรทางอากาศ—เพราะพื้นที่บางส่วนของไทยอยู่ภายใต้ข้อจำกัดการปล่อยโคมลอยและบั้งไฟใกล้สนามบิน-เส้นทางบิน คำแนะนำของหน่วยงานรัฐมักย้ำให้ประชาชนตรวจสอบข้อบัญญัติท้องถิ่น ขออนุญาตล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน และหลีกเลี่ยงการปล่อยใกล้เขตการบิน เพื่อป้องกันอันตรายต่ออากาศยานและผู้โดยสาร

เสี่ยงเรื่องโดรน—ประเทศไทยกำหนดให้การใช้โดรนต้องขึ้นทะเบียน/แจ้งหน่วยงาน และปฏิบัติตามข้อกำหนดความปลอดภัย เช่น ไม่บินเหนือฝูงชน รักษาระยะห่างจากบุคคล/ทรัพย์สิน/เขตหวงห้าม และต้องมีมาตรการบรรเทาความเสี่ยงต่อการชนหรือการตกจากฟ้า

หากมองทั้งสามเส้นผลรวมเข้าด้วยกัน—ไฟจากโคม/พลุ + โดรน + ฝูงชนหนาแน่น—เรากำลังเจอกับ “สามสมการเสี่ยง” ที่ต้องการ “สามสมการรับผิดชอบ” (1) ผู้จัดงานวัฒนธรรมที่กำกับคุณภาพ-ความปลอดภัย, (2) หน่วยงานรัฐท้องถิ่นที่วางมาตรการอนุญาต/เฝ้าระวัง และ (3) ผู้ถ่ายทำ/นักบินโดรนที่เคารพกติกาอากาศยานไร้คนขับอย่างเคร่งครัด

เลนส์วัฒนธรรม “ฟ้อน” ในฐานะพลังนุ่มของชุมชน

ด้านหนึ่งเราอาจพูดถึงกฎระเบียบและการจัดการความเสี่ยงได้เป็นหน้ากระดาษ แต่อีกด้านหนึ่ง—สิ่งที่ค่ำคืนนี้มอบให้คือ “ความหมายทางสังคม” ของการฟ้อนรวมหมู่ในพื้นที่สาธารณะ ความพร้อมเพรียง 930 ดวงใจ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะซ้อมมากพอเท่านั้น แต่เกิดเพราะ “ความไว้วางใจ” ของผู้คนที่มองกันและกันเป็น “เพื่อนร่วมแถว” มากกว่า “ผู้ชม-ผู้แสดง” ประชาชน—ผู้ใหญ่บ้าน—ครู—พระ—เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลเวียงเทิง—ผู้ประกอบการเล็กๆ แถวนั้น—ล้วนอยู่ในภาพเดียวกันโดยไม่ต้องประกาศชื่อ

ความหมายของลอยกระทง—ในฐานะเทศกาลเพ็ญเดือนสิบสองที่สัมพันธ์กับการขอขมาต่อแม่น้ำและการคืนสมดุลชีวิต—ทำให้หลายพื้นที่ในไทยยึดถือเป็น “พิธีกรรมแห่งการให้อภัย” และ “การเริ่มต้นใหม่” (องค์ความรู้สาธารณะของการท่องเที่ยวไทยว่าด้วยความหมายและประเพณีของลอยกระทง อธิบายภาพรวมของเทศกาล-ขนบพิธีได้อย่างเป็นระบบ) ขณะที่เชียงใหม่และเมืองเหนือหลายแห่งเรียกงานโคมลอยว่า “ยี่เป็ง” ซึ่งโดยปกติจะอยู่ในช่วงใกล้เคียงกับลอยกระทง—ปี 2025 การจัดงานยี่เป็งเชียงใหม่ตรงกับวันที่ 5–6 พฤศจิกายน—ย้ำให้เห็นการขานรับทางวัฒนธรรมของล้านนากับคืนเพ็ญเดือนนี้

ดังนั้น “ฟ้อนตำนานเมืองเทิง 930 ดวงใจ” จึงไม่ใช่เพียงงานวัฒนธรรมเชิงสัญลักษณ์ หากเป็น “สัญญาประชาคม” ฉบับย่อที่ผู้คนร่วมกันลงชื่อด้วยสายตาและปลายมือ—สัญญาว่าจะดูแลกันและกัน จะรักษาเมืองให้น่าอยู่ และจะให้ความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพชนอย่างสงบเสงี่ยม

มุมความปลอดภัยเชิงนโยบาย บินโดรนอย่างไรให้ “ได้ภาพ” และ “ไม่เสี่ยง”

คำบอกเล่าสั้นๆ ของ “หนานนม คนเมืองเทิง” ที่ยอมรับว่า “เสี่ยง” ในค่ำคืนนั้น สะกิดให้สังคมหยุด—แล้วถามคำถามสำคัญ ในคืนที่โคม/พลุ/โดรน ใช้ท้องฟ้าร่วมกัน—ใครคือผู้กุมอำนาจตัดสินใจสุดท้าย? คำตอบคือ “ทุกคน” ในห่วงโซ่เดียวกัน

  1. ผู้จัดงานและหน่วยงานท้องถิ่น
    ต้อง “คาดการณ์-สื่อสาร-ขออนุญาต” ล่วงหน้าตามกรอบกฎหมาย ทั้งเรื่องโคมลอย/พลุ (ที่หลายจังหวัดกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากนายอำเภอ พร้อมเงื่อนไขชนิด/ขนาด/วันเวลา/สถานที่ปล่อย) และการจำกัดพื้นที่-เวลาให้ชัดเจน พร้อมทำงานเชิงรุกกับสนามบิน/หอการบินใกล้เคียงในกรณีจำเป็น เพื่อไม่ให้กิจกรรมกระทบความปลอดภัยของอากาศยานและชุมชนด้านล่าง
  2. นักบินโดรน/ช่างภาพอากาศ
    ต้องขึ้นทะเบียน/แจ้ง/ทำประกัน (ตามกรอบของ CAAT) รักษาระยะห่างจากฝูงชน ไม่บินตัดเส้นทางโคมลอย-พลุ ไม่บินเหนือจุดจุดพลุ และต้องเตรียมแผนฉุกเฉิน (Return-to-Home/เปลี่ยนระดับบิน/ลงฉุกเฉิน) ตลอดเวลา เอกสารกำกับของ CAAT ระบุชัดเจนถึงข้อจำกัดการบินโดรนในพื้นที่ควบคุม การแจ้งและการได้รับอนุญาต รวมทั้งระยะห่างด้านความปลอดภัยที่ต้องเคารพอย่างเคร่งครัด
  3. ประชาชนทั่วไป/ผู้ร่วมงาน
    บทบาทสำคัญคือ “ผู้เฝ้ามองอย่างรับผิดชอบ”—ช่วยกันสอดส่อง เตือนภัย และสนับสนุนให้กิจกรรมเป็นไปตามคำแนะนำหน่วยงานรัฐ เช่น เลือกพื้นที่ลอยกระทงที่ปลอดภัย ไม่แออัดจนเกินไป ดูแลเด็กและผู้สูงอายุให้ห่างจากชายขอบน้ำและจุดจุดพลุ ไม่นำโคมลอยผิดแบบ/ไม่ได้มาตรฐานเข้าพื้นที่

เสียงของเมือง เวียงเทิง—สนามซ้อมของ “การจัดการเมืองด้วยชุมชน”

เทศบาลตำบลเวียงเทิง—องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด—เป็น “ผู้กำกับเวที” ที่คนมักมองไม่เห็นในคืนแบบนี้ ตั้งแต่การจัดการจราจร การประสานงานวัด/โรงเรียน/ชุมชน ไปจนถึงการดูแลความสะอาดหลังงาน เทศบาลเล็กๆ ที่เข้มแข็งทำให้เมืองเล็กๆ น่าอยู่—และเวียงเทิงคือภาพสะท้อนของหลักการนั้น (ข้อมูลติดต่อและบทบาทโดยภาพรวมของเทศบาลตำบลเวียงเทิง เผยให้เห็นโครงสร้างการทำงานระดับพื้นที่)

เมื่อชุมชนมี “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่เข้มแข็ง—อย่างศิลปะการฟ้อน—และมี “ทุนทางสังคม” ที่ไว้วางใจกัน—อย่างเครือข่ายชุมชน/โรงเรียน/วัด—เมืองก็มีความสามารถในการจัดการตัวเองสูงขึ้นตามไปด้วย เครื่องหมายของความสำเร็จไม่ใช่ฟ้าแลบของพลุ แต่คือความเรียบร้อยหลังจบงาน ไม่มีผู้บาดเจ็บ ไม่มีเหตุร้อนจากไฟ—และมีภาพจำดีๆ ที่ชุมชนพร้อมส่งต่อเป็นบทเรียนของปีถัดไป

วิเคราะห์ผลลัพธ์ จาก “ภาพหนึ่งใบ” สู่ “นโยบายหนึ่งหน้ากระดาษ”

ภาพโดรนหนึ่งใบที่แชร์บนโซเชียลมีค่ามากกว่า “ยอดไลก์”—มันคือ แผนที่ความเสี่ยง แบบรูปธรรมที่ผู้จัดงานสามารถนำไปปรับปรุงนโยบายปีหน้าให้คมขึ้นได้ เช่น

  • โซนนิ่งท้องฟ้า (Sky Zoning) กำหนด “เลนปลอดภัย” สำหรับโคมลอย-โดรน (เช่น ระยะสูง/ทิศปล่อย/ช่องว่างเวลา) ลดจุดตัดบนท้องฟ้า
  • เวลาสลับคิว (Time Slotting) กำหนด “ฮาร์ดวินโดว์” ห้ามบินโดรนขณะจุดพลุ/ปล่อยโคมจำนวนมาก และเปิดหน้าต่างเวลาสั้นๆ ให้โดรนขึ้นเก็บภาพอย่างปลอดภัย
  • ช่างภาพอากาศลงทะเบียน นักบินโดรนที่ได้รับอนุญาตพิเศษ ต้องแสดงหลักฐานการขึ้นทะเบียน/ประกัน/แผนการบิน—พร้อมรับผิดชอบจริยธรรมการถ่ายภาพบุคคลในที่สาธารณะ
  • สื่อสารสาธารณะเชิงรุก ป้าย/คลิป/อินโฟกราฟิกอธิบาย “ห้าม-ควร” 10 ข้อ สำหรับโคมลอย/โดรน/ผู้ร่วมงาน—อ้างอิงกรอบของ CAAT และคำสั่งท้องถิ่น

หากเทศกาลทุกแห่งในล้านนาขยับจาก “สวยอย่างเดียว” ไปสู่ “สวย-ปลอดภัย-อยู่ร่วมได้”—เมื่อนั้นภาพมุมสูงที่งดงามจะไม่ต้องแลกกับหัวใจเต้นแรงของนักบินโดรน และความเสี่ยงบนฟ้าจะถูกแปรเป็นทักษะสาธารณะของทั้งเมือง

930 ดวงใจ—ดวงเดียวกัน

“ฟ้อนตำนานเมืองเทิง 930 ดวงใจ” ทำให้เราเห็นว่าความงามของประเพณีไม่ได้อยู่ที่จำนวนพลุหรือโคมลอย แต่อยู่ที่จังหวะหัวใจเดียวกันของคนทั้งเมือง—จังหวะของมือที่ชูขึ้นพร้อมกัน ของเท้าที่เหยียบลงพร้อมกันและจังหวะของสายตาที่มองไปในทิศทางเดียวกัน

ค่ำคืนนั้นคือบทเรียนของการอยู่ร่วม—บนพื้นดินและบนท้องฟ้า—บทเรียนที่บอกว่าความศรัทธาสามารถอยู่เคียงกับความปลอดภัยได้ หากเรายอมปรับ “วิธีทำ” ให้เท่าทัน “วิธีเชื่อ” ภาพโดรนหนึ่งใบจึงเป็นมากกว่าความสวยงาม—มันคือ “ร่างคำสอน” ของเมืองเล็กๆ ที่กำลังเติบใหญ่บนฐานวัฒนธรรมล้านนา

ปีหน้าหากเวียงเทิง—และเมืองเหนือทั้งปวง—เดินเข้าสู่ฤดูกาลยี่เป็ง/ลอยกระทงอีกครั้ง บางทีในฟ้าเดียวกันนั้น เราอาจเห็นโคมลอยที่ช้าลงนิด พลุที่เป็นระเบียบขึ้นหน่อย และโดรนที่ขึ้นลงตามจังหวะเวลาที่ตกลงร่วมกัน เพื่อให้ 930 ดวงใจ—หรือมากกว่านั้น—ยังคงเต้นเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างปลอดภัยและงดงาม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • หนานนม คนเมืองเทิง
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย—CAAT
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

ประมงล่มสลาย-นาข้าวเสี่ยง! จี้รัฐบาลยกระดับ “วาระแห่งชาติ” แก้ปัญหาที่แหล่งกำเนิดสารพิษ

วิกฤตแม่น้ำกก “เหมืองแร่สกปรก” ข้ามพรมแดนคุกคามล้านชีวิตไทย ปมร้อนห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญกับการคัดค้านแผนแก้ปัญหา 173 ล้านบาท

เชียงราย, 7 พฤศจิกายน 2568 – ท่ามกลางกระแสการแสวงหาแร่สำคัญ (Critical Minerals) เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาดของโลก ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงบริเวณพรมแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลุ่มน้ำกก จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ข้อมูลเชิงลึกและภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดได้ยืนยันการขยายตัวของ เหมืองแร่แรร์เอิร์ธและเหมืองทองคำ” ขนาดใหญ่ในรัฐฉาน ภาคตะวันออกของเมียนมา ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐวิสาหกิจจีน และตั้งอยู่ใกล้กับพรมแดนไทยในระยะที่น่าตกใจ สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในพม่า แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและเศรษฐกิจของคนไทยกว่าหนึ่งล้านคน

ปัญหาสารพิษโลหะหนักที่ปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำกก ไม่ใช่เพียงแค่ความกังวลในท้องถิ่น แต่ได้กลายเป็น วาระของชาติ” และเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงหายนะของการจัดการห่วงโซ่อุปทานแร่ที่ไม่โปร่งใส ขณะที่รัฐบาลไทยพยายามเสนอทางออกด้วยการสร้างฝายดักตะกอน มูลค่า 173 ล้านบาท ภาคประชาสังคมและชุมชนผู้ได้รับผลกระทบกลับพร้อมใจกันลุกขึ้นคัดค้าน โดยชี้ว่าเป็นการ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ที่ไม่สามารถจัดการกับแหล่งกำเนิดสารพิษที่แท้จริงได้

ปฐมบทแห่งหายนะ สารพิษจากพรมแดน 25 กิโลเมตร

การเปิดเผยข้อมูลโดยมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation – SHRF) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 และการอัปเดตเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ได้จุดประกายความวิตกกังวลในระดับนานาชาติ ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญของเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมืองยอน ทางใต้ของเมืองสาด ภาคตะวันออกของรัฐฉาน พื้นที่ทำเหมืองดังกล่าวอยู่ห่างจากพรมแดนด้านอำเภอแม่ อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพียงประมาณ 25 กิโลเมตรเท่านั้น และอยู่ภายใต้การควบคุมร่วมกันของรัฐบาลทหารพม่าและกองทัพว้า (United Wa State Army – UWSA)

สิ่งที่ทำให้เหมืองเหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งคือ วิธีการสกัดแร่แบบชะละลาย ณ แหล่งกำเนิด (in-situ leaching) ซึ่งเป็นวิธีการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยเกี่ยวข้องกับการฉีดสารเคมีจำนวนมากผ่านท่อเข้าไปในเนินเขาเพื่อชะละลายแร่หายากออกมา สารละลายเคมีที่ได้จะถูกส่งไปยังบ่อแต่งแร่ทรงกลมที่เรียงรายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับเหมืองแรร์เอิร์ธที่ดำเนินการโดยบริษัทจีนในรัฐคะฉิ่น ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแร่เทอร์เบียม (Tb) และดิสโพรเซียม (Dy) จำนวนมาก

จากการติดตามภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า เหมืองแรร์เอิร์ธแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของแม่น้ำกกเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2566 (mid-2023) ขณะที่อีกแห่งทางทิศตะวันตกของแม่น้ำกกเริ่มขึ้นตั้งแต่กลางปี 2567 (mid-2024) ภาพล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 แสดงให้เห็นว่าบ่อแต่งแร่ทางทิศตะวันตกได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วและมีการสร้างหลังคาสีดำปกคลุม ส่วนเหมืองฝั่งตะวันออกยังคงดำเนินการต่อเนื่อง โดยมีการสร้างอาคารใหม่หลายหลัง และสามารถมองเห็นสารเคมีเหลว สีน้ำเงินสด” ในบ่อแต่งแร่ผ่านตาข่ายสีดำที่ปกคลุมอยู่ การขยายตัวของการดำเนินงานเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับการปล่อย กากของเสียที่มีโลหะหนัก” ไหลลงสู่แม่น้ำกกโดยตรงอย่างต่อเนื่อง

ความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ ผลกระทบต่อปากท้องและสุขภาพ

แม่น้ำกกไหลจากเมืองท่าตอน อำเภอแม่ อาย จังหวัดเชียงใหม่ เข้าสู่จังหวัดเชียงราย และไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน ผลกระทบข้ามพรมแดนนี้จึงเป็นภัยคุกคามต่อชุมชนริมน้ำทั้งในภาคใต้ของรัฐฉานและภาคเหนือของไทย

สถิติชวนคิดและผลกระทบจริงที่ต้องเร่งคลี่คลาย

ทางการไทยได้พยายามตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกทุกสองสัปดาห์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 และพบว่า มีปริมาณสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐานความปลอดภัยหลายครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้เปิดเผยว่า จากการตรวจหาสารโลหะหนักในน้ำประปาในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ก็ยังพบสารหนูปนเปื้อนอยู่ทุกครั้ง แม้หน่วยงานภาครัฐจะยืนยันว่าน้ำประปาปลอดภัย แต่การประปาส่วนภูมิภาคกลับต้องพิจารณาของบประมาณสูงถึง 12,000 ล้านบาท เพื่อหาแหล่งน้ำดิบใหม่มาทดแทนแม่น้ำกก เนื่องจากเกินกำลังที่จะกำจัดสารโลหะหนักได้แล้ว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสุขภาพต่อชุมชนชาวไทยนั้นปรากฏชัดเจน

  1. การประมงและสุขภาพสัตว์น้ำ นายสายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำนานาชาติ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เมื่อ 3-4 วันก่อนการประชุม (6 พ.ย. 68) ยังพบว่าชาวประมงพื้นบ้านจับ ปลากดที่มีตุ่มเล็ก ๆ สีขาว ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับปลาในแม่น้ำกก โดยเฉพาะปลากินเนื้อและปลาที่หากินหน้าดิน นายบุญศรี พนาสง่าวงศ์ ผู้แทนจากชุมชนบ้านแคววัวดำ สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดว่า “เมื่อก่อนปลาน้ำกก ติดป้ายไม่ถึง 3 ชั่วโมงปลาก็ขายหมด ตอนนี้ไม่หาแล้วเพราะไม่มีคนซื้อ
  2. การท่องเที่ยวที่ล่มสลาย ชมรมเรือท่องเที่ยวเชียงรายเปิดเผยว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ผลกระทบจากมลพิษทำให้จำนวนเรือที่ขึ้นทะเบียนกับกรมเจ้าท่า เหลือไม่ถึง 60 ลำ จากเดิมที่มีมากกว่า 300 ลำ ส่วนผู้ประกอบการแพริมน้ำในตำบลท่าตอน ประสบความเสียหายหนัก จากที่เคยลงทุนกว่า 2 ล้านบาทและได้กำไรกว่า 900,000 บาทต่อปี ปีนี้กลับขาดทุนไปถึง 800,000 บาท
  3. ความเสี่ยงทางการเกษตรและสุขภาพมนุษย์ ดร.สืบสกุล ชี้ว่า มีเกษตรกร 14,638 ราย ในเชียงราย และ นาข้าว 130,881 ไร่ ที่ได้รับผลกระทบ และพื้นที่เหล่านี้มีความเสี่ยง 100% ที่จะต้องใช้น้ำปนเปื้อนในการผลิตข้าวนาปรังในเดือนมกราคม 2569 นอกจากนี้ ยังพบว่าเด็ก ๆ ในพื้นที่ที่แอบไปเล่นน้ำมีอาการเป็นตุ่มสีดำ และบางคนมีแผลที่เป็นตุ่มเนื้อออกมา

ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ฝายดักตะกอนกับการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด

ในขณะที่ชุมชนกำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนัก กรมทรัพยากรน้ำได้เตรียมจัด “การประชุมรับฟังความเห็นของประชาชน” ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เพื่อทบทวนและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำ แนวทางที่ถูกเสนอคือ โครงการสร้าง ฝายดักตะกอน” จำนวน 4 แห่ง ในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยงบประมาณ 173 ล้านบาท (ซึ่งลดลงจากแผนเดิม 10 ฝาย)

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้กลับถูกคัดค้านอย่างหนักจากเครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงรายและสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต โดยผู้นำชุมชนได้รวมตัวกันระดมความเห็นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 และมีจุดยืนเป็นหนึ่งเดียวว่า ไม่เอาฝายดักตะกอน”

นายกินุ เฉลิมเลี่ยมทอง นายกสมาคมลาหู่ประเทศไทยและนานาชาติ ได้กล่าวถึงความไม่เชื่อมั่นในมาตรการนี้อย่างดุเดือดว่า “การสร้างฝายดักตะกอน ผมไม่มีความหวังเลย คิดว่าไม่สามารถดักสารเคมีสารพิษได้ ตะกอนปนเปื้อนจะไม่หาย และจะไม่ลดลง… การสร้างฝายดักตะกอน เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และยังเป็นฝายดักตะกอนพิษที่แรกของโลก เอาความเชื่อมั่นมาจากที่ไหน

นายวุฒิพงษ์ สงวนโชติ นายกสมาคมลาหู่และตัวแทนชาวบ้านในลุ่มน้ำกก ได้ย้ำว่า แม่น้ำกกมีน้ำมหาศาล ดักตะกอนก็ได้แต่ตะกอน ไม่สามารถดักสารพิษได้ ชาวบ้านยังตั้งข้อสังเกตว่า ภาครัฐปกปิดข้อมูลโครงการนี้มาโดยตลอด และเร่งดำเนินการทั้งที่ปัญหาหลักคือสารพิษยังไม่ได้รับการแก้ไข

บริษัทข้ามชาติและห่วงโซ่อุปทานแร่โลก

เพื่อทำความเข้าใจถึงแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังหายนะข้ามพรมแดนนี้ จำเป็นต้องตรวจสอบความเชื่อมโยงของกลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลังการทำเหมือง

เหมืองแร่แรร์เอิร์ธและเหมืองทองคำริมแม่น้ำกกในเมืองยอน รัฐฉาน เป็นกิจการของ บริษัท ไชนา อินเวสเมนต์ ไมนิ่ง จำกัด (CIMC) CIMC นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ฉือจิน เซียะหวู่ เมทัล รีสอร์สเซส จำกัด (Shanghai Chijin Xiawu Metal Resources Co. Ltd., หรือ Chijin Xiawu) ซึ่งถือหุ้นอยู่ 90% Chijin Xiawu ก่อตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม 2565 โดยเป็นกิจการร่วมค้าระหว่างสองบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน

  1. บริษัท ฉือเฟิงโกลด์ (Chifeng Jilong Gold Mining Co., Ltd. – Chifeng Gold) บริษัทผู้ผลิตทองคำเอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน (ถือหุ้น 51% ใน Chijin Xiawu)
  2. บริษัท เซียะเหมินทังสเตน จำกัด (Xiamen Tungsten Co., Ltd.) เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลจีน และเป็นผู้ผลิตทังสเตนที่สมบูรณ์ที่สุดในจีน รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแรร์เอิร์ธรายใหญ่ที่สุดของประเทศ (ถือหุ้น 49% ใน Chijin Xiawu)

การร่วมทุนนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ เพื่อพัฒนาและควบคุมทรัพยากรแรร์เอิร์ธในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลาว

กลยุทธ์การขยายตัวในอาเซียน โครงการเหมืองเหมิงคังในลาว

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 บริษัท ฉือเฟิงโกลด์ ได้ประกาศการเข้าซื้อหุ้น 90% ของ China Investment Mining (Laos) Sole Co., Ltd. ผ่านบริษัทย่อย (CHIXIA Laos) ด้วยมูลค่ารวม 18,963,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 688 ล้านบาท) บริษัทที่เข้าซื้อนี้มีโครงการสำคัญคือ โครงการแรร์เอิร์ธเหมิงคัง ในแขวงเชียงขวาง ประเทศลาว ซึ่งเป็นเหมืองประเภท “medium heavy rare earth” ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง

ข้อมูลสถิติขนาดโครงการในลาว

  • พื้นที่สัมปทานรวม 50 ตารางกิโลเมตร โดยมีพื้นที่นำร่อง 8 ตารางกิโลเมตร
  • ทรัพยากรแร่ที่พร้อมใช้ (Available Resources) รวม 101,462,900 ตันของสินแร่ และ 25,483.06 ตันของแรร์เอิร์ธออกไซด์
  • กำลังการผลิตที่ออกแบบไว้คือ 3,675 ตันของแรร์เอิร์ธออกไซด์ผสมต่อปี
  • โครงการนี้มีแผนที่จะใช้เทคโนโลยี in-situ leaching เช่นเดียวกับที่ใช้ในรัฐฉาน

ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดของเหมืองแรร์เอิร์ธในเมืองคำ (Mengkang) ของบริษัทนี้ในลาว ก็แสดงให้เห็น การทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง” และมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำน้ำขาว (Nam Khao stream) ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำคานและต่อไปยังแม่น้ำโขงที่หลวงพระบาง การขยายตัวทางธุรกิจที่รวดเร็วและการใช้เทคโนโลยีทำลายสิ่งแวดล้อมในรัฐฉานและลาวตอกย้ำความเสี่ยงที่ไทยจะต้องเผชิญในฐานะประเทศปลายน้ำ นอกจากนี้ ดร.สืบสกุลยังตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเองก็ต้องการให้ไทยเป็นฐานในการแปรรูปแร่สำคัญ เนื่องจากไทยมีแร่สำคัญ 10 ชนิด ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นทางผ่านของห่วงโซ่อุปทานแร่โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อเรียกร้องเพื่อความมั่นคงของประเทศ วาระแห่งการแก้ไขที่ต้นตอ

นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights ได้เน้นย้ำว่าปัญหานี้ต้องถูกยกระดับเป็น วาระแห่งชาติ และเป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ พร้อมทั้งกล่าวเตือนถึงผลกระทบในระยะยาวว่า หากต้นทางยังไม่หยุด อีก 100 ปี สารปนเปื้อนก็ยังอยู่” และการฟื้นฟูอาจใช้เวลานานถึง 100-200 ปี

จากเวทีระดมความเห็น ภาคประชาสังคมและนักวิชาการได้สรุปข้อเสนอแนะหลักที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการลงนาม MOU กับสหรัฐฯ ในเรื่องแร่สำคัญ

  1. การแสดงความรับผิดชอบและการเจรจาข้ามพรมแดน เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชอบ ต่อปัญหาและดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังทันที รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจด้วยการ ส่งเสียงไปยังรัฐบาลเมียนมา” และใช้เวทีภูมิภาค (เช่น เวทีอาเซียน หรือเวทีระดับโลกตามข้อชี้แนะของสหประชาชาติ) ในการแก้ไขปัญหาแหล่งกำเนิดสารพิษ
  2. ระบบข้อมูลและการตรวจสอบที่โปร่งใส ต้องการระบบตรวจสอบย้อนกลับไปยัง แหล่งแร่สกปรก” ที่นำเข้าจากเมียนมา และให้จัดตั้ง ศูนย์ตรวจสารโลหะหนักประจำจังหวัดเชียงราย” เพื่อให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงผลตรวจที่โปร่งใสได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบันต้องส่งตัวอย่างไปตรวจที่กรุงเทพฯ ซึ่งใช้เวลานานถึง 1 เดือนกว่าจะรู้ผล
  3. การจัดการทรัพยากรน้ำที่ปลอดภัย เรียกร้องให้มีแผนใช้น้ำที่ปลอดภัยสำหรับการผลิตข้าวนาปรังในช่วงเดือนมกราคม 2569 สำหรับพื้นที่ 130,000 ไร่ ที่มีความเสี่ยงสูง
  4. การคัดค้านฝายดักตะกอน ยืนยันจุดยืน ไม่เอาฝายดักตะกอน” และเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนงบประมาณ 173 ล้านบาทดังกล่าว เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่สามารถกำจัดสารพิษได้

ปัญหาการปนเปื้อนของแม่น้ำกกเป็นมากกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของห่วงโซ่ชีวิต การที่ชุมชนยืนยันที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตของตน โดยพร้อมใจกันคัดค้านการแก้ปัญหาเชิงประโลมจากภาครัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความต้องการที่จะเห็นการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนอย่างจริงใจและเป็นมืออาชีพจากรัฐบาล นับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับประเทศไทยในการจัดการกับมลพิษข้ามพรมแดนและแสดงจุดยืนในเวทีโลกว่าจะยอมให้ไทยเป็นเพียง ทางผ่านของแร่สกปรก” ที่ทำลายอนาคตของคนในประเทศหรือไม่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Shan Human Rights Foundation (SHRF):
  • Chifeng Jilong Gold Mining Co., Ltd. (Chifeng Gold):
  • Yicai Global:
  • มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation – SHRF)
  • บริษัท ฉือเฟิงโกลด์ (Chifeng Jilong Gold Mining Co., Ltd.)
  • ดร.สืบสกุล กิจนุกร, อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • นางสาวเพียรพร ดีเทศน์, กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights
  • นายสายัณห์ ข้ามหนึ่ง, ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำนานาชาติ
  • นายกินุ เฉลิมเลี่ยมทอง, นายกสมาคมลาหู่ประเทศไทยและนานาชาติ
  • เครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงราย และตัวแทนชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากลุ่มน้ำกก
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News