Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

บิ๊กซีเปิดเกมรีเทลปี 69 ทุ่ม 8 พันล้านเปิด “The Color” ท่ามกลางเศรษฐกิจเชียงรายขยายตัวร้อยละ 2.2

บิ๊กซีเปิดเกมรีเทลปี 2569 ทุ่ม 6–8 พันล้าน เปิด “The Color” ชูทราฟฟิกคุณภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจเชียงรายโต 2.2 เปอร์เซ็นต์แต่ฐานผลิตหด และโจทย์ภูมิอากาศที่เริ่มเป็นต้นทุนเศรษฐกิจ

กรุงเทพฯ และเชียงราย, 14 กุมภาพันธ์ 2569 – วันหนึ่ง วงการค้าปลีกไทยประกาศหมากรุกใหม่อย่างเป็นทางการ อีกวันหนึ่ง จังหวัดท่องเที่ยวชายแดนอย่างเชียงรายกำลังพยายามอ่านเกมเศรษฐกิจของตัวเองให้ขาดว่า “โต” แบบไหนที่ยั่งยืน และ “เสี่ยง” แบบไหนที่ต้องจัดการตั้งแต่วันนี้

ภาพทั้งสองไม่ได้เป็นคนละเรื่อง หากเป็นชิ้นส่วนเดียวกันของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ผู้บริโภคเลือกมากขึ้น กำลังซื้อกระจายเป็นหลายกลุ่ม และความผันผวนของภูมิอากาศเริ่มแทรกเข้ามาเป็นต้นทุนที่ประเมินค่าไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม

เวทีคู่ค้าบิ๊กซีส่งสัญญาณการเปลี่ยนผ่านจากห้างสู่พื้นที่ใช้ชีวิต

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด มหาชน ในกลุ่มบีเจซี จัดงานประชุมคู่ค้าประจำปี “Big C Tenant Conference 2026” ภายใต้แนวคิด “BIG VISION. BIG MOVE. The Next Chapter of Big C Development” ที่บีเจซี บิ๊กซี แคมปัส อาคารบิ๊กซี เฮ้าส์ ชั้น 6 ห้องออดิทอเรียม โดยผู้บริหารประกาศทิศทางธุรกิจรีเทลปี 2569 ให้ชัดเจนว่า จะเดินหน้าขยายสาขา รีโนเวท และพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัวโครงการไลฟ์สไตล์มอลล์รูปแบบใหม่ “The Color” บนทำเลศักยภาพย่านแจ้งวัฒนะ เพื่อยกระดับจากศูนย์การค้าไปสู่จุดหมายของการใช้ชีวิต

แกนคิดที่ถูกย้ำในงานคือ รีเทลยุคนี้ไม่สามารถพึ่งความคึกคักเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนได้เหมือนเดิม สิ่งที่ห้างและผู้เช่าต้องการคือ “ทราฟฟิกคุณภาพและสม่ำเสมอ” เพื่อให้ยอดขายเดินได้ทั้งปี และทำให้สาขาเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าอยากกลับมาซ้ำ

แผนลงทุน 6,000–8,000 ล้านบาท ขยายมินิ 200 สาขา รีโนเวทกว่า 300 แห่ง

ในเชิงตัวเลข บิ๊กซีกำหนดกรอบงบลงทุนปี 2569 ราว 6,000–8,000 ล้านบาท วางแผนขยายสาขาขนาดใหญ่ในทำเลศักยภาพ ควบคู่เร่งขยายบิ๊กซี มินิ ราว 200 สาขา และรีโนเวทสาขาขนาดเล็กและใหญ่รวมกว่า 300 แห่ง เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านค้าให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก คุณภาพ และประสบการณ์มากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังสื่อสารโรดแมประยะยาวไปถึงปี 2030 ว่าตั้งเป้าขยายสาขาขนาดใหญ่เพิ่ม 8–10 สาขา โดยให้ความสำคัญกับทำเลที่มีศักยภาพด้านกำลังซื้อและเมืองท่องเที่ยว และวางเป้าหมายให้รายได้จากค่าเช่ามีบทบาทมากขึ้นในโครงสร้างรายได้ในอนาคต

ผู้บริหารบิ๊กซีให้มุมมองว่า “The Color” ไม่ใช่เพียงศูนย์การค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างคุณค่าให้ลูกค้า ผู้เช่า และชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันบทบาทของบิ๊กซีในฐานะผู้พัฒนารีเทลสเปซขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

“The Color” เดิมพันด้วยประสบการณ์ตั้งแต่เช้าถึงกลางคืน

โมเดล “The Color แจ้งวัฒนะ” ถูกนำเสนอในฐานะไลฟ์สไตล์มอลล์ที่ออกแบบให้รองรับ “จังหวะชีวิตทั้งวัน” ตั้งแต่ร้านอาหารและพื้นที่นั่งทำงาน ไปจนถึงพื้นที่กิจกรรมและแลนด์มาร์กยามค่ำคืน เพื่อเพิ่มเหตุผลให้ผู้คนเดินทางมาใช้เวลา และเปลี่ยนการมาเดินห้างให้เป็นการมาใช้ชีวิต

สาระสำคัญของแนวทางนี้คือ การทำให้พื้นที่ค้าปลีกกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่สถานที่ซื้อของ และสอดคล้องกับการแข่งขันรีเทลที่ขยับจากเรื่องราคาไปสู่เรื่องประสบการณ์และความคุ้มค่าเชิงเวลา

เศรษฐกิจเชียงรายโต 2.2 เปอร์เซ็นต์ แต่ด้านผลิตหด สะท้อนโตไม่เท่ากันของพื้นที่

ขณะที่รีเทลระดับประเทศกำลังเร่งปรับตัว ภาพเศรษฐกิจระดับจังหวัดสะท้อนว่า การเติบโตในโลกจริงไม่ได้เรียบเสมอ

ตาม “รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงราย ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2568” เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัว 2.2 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และปรับตัวขึ้นจากเดือนก่อนเล็กน้อย โดยแรงส่งหลักมาจากด้านอุปสงค์หรือการใช้จ่ายขยายตัว 10.8 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ด้านอุปทานหรือการผลิตหดตัว 2.3 เปอร์เซ็นต์

หากแยกองค์ประกอบการใช้จ่าย รายงานระบุแรงส่งจากการค้าชายแดน การใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชน โดยตัวเลขที่ระบุว่า การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.1 เปอร์เซ็นต์ การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.4 เปอร์เซ็นต์ การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว 13.8 เปอร์เซ็นต์ และการค้าชายแดนขยายตัว 18.9 เปอร์เซ็นต์

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.2 เปอร์เซ็นต์ และการจ้างงานหดตัว 2.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนว่าแม้การใช้จ่ายยังเดินหน้า แต่ตลาดแรงงานยังถูกกดดัน และความต่อเนื่องของรายได้ครัวเรือนยังเป็นตัวแปรสำคัญ

รายได้เกษตรหด 19.4 เปอร์เซ็นต์ โจทย์ฐานรากที่บอกว่ากำลังซื้อไม่ได้เท่ากัน

จุดที่เป็นประเด็นรองแต่กระทบชีวิตจริง คือรายได้เกษตรที่หดตัว 19.4 เปอร์เซ็นต์ต โดยมีคำอธิบายว่าเป็นผลจากผลผลิตและราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ชะลอ

ในจังหวัดที่ฐานเศรษฐกิจเชื่อมกับภาคเกษตรและการท่องเที่ยว ตัวเลขนี้หมายถึงกำลังซื้อในชนบทและความสามารถในการใช้จ่ายของผู้ประกอบการรายย่อยอาจตึงมือขึ้น แม้ในเมืองจะมีแรงส่งจากการใช้จ่ายบางส่วนหรือฤดูกาลท่องเที่ยวก็ตาม

เมื่อเศรษฐกิจโตแบบไม่เท่ากัน การลงทุนรีเทลขนาดใหญ่หรือการยกระดับพื้นที่เช่าให้เป็นไลฟ์สไตล์สเปซ จึงไม่ได้วัดผลแค่จำนวนคนเดิน แต่ต้องวัดว่า “เงินหมุน” ลงไปถึงฐานรากมากน้อยเพียงใด และจะลดช่องว่างกำลังซื้อได้จริงหรือไม่

ท่องเที่ยวเชียงรายรายได้โต แต่ต่างชาติลดลง สัญญาณที่ต้องอ่านให้ขาด

ข้อมูลสรุปสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568  โดยอ้างอิงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และจัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ระหว่าง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 และมีรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36

เมื่อเจาะตามสัดส่วน นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็น 89.2 เปอร์เซ็นต์ สร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็น 86.3 เปอร์เซ็นต์
นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็น 10.8 เปอร์เซ็นต์ สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็น 13.7 เปอร์เซ็นต์

เมื่อเทียบกับปี 2567 นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 15.13 เปอร์เซ็นต์ และรายได้จากต่างชาติลดลง 12.89 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนโจทย์เชิงนโยบายว่าเชียงรายอาจต้องปรับกลยุทธ์ตลาดต่างชาติให้ตรงกลุ่มขึ้น และทำงานร่วมกับด่านชายแดน สายการบิน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เพื่อยืดระยะพำนักและรักษาการใช้จ่ายเฉลี่ย

เมื่อภูมิอากาศกลายเป็นวาระเศรษฐกิจ จังหวัดเชียงรายยกเรื่องเสี่ยงขึ้นโต๊ะนโยบาย

ท่ามกลางการเติบโตที่มีเงื่อนไข จังหวัดเชียงรายยังขยับอีกด้านเพื่อวางกลไกรับมือความเสี่ยงระยะยาว

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 มีการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการเสริมสร้างความสามารถของเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับและปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ปี 2569 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน ตามข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

สาระสำคัญของการขยับครั้งนี้อยู่ที่การยอมรับว่า “ภูมิอากาศ” ไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว หากกระทบต่อเกษตร น้ำ พลังงาน ความเสี่ยงภัยพิบัติ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนเศรษฐกิจที่สะสมได้เงียบ ๆ

เมื่อวางภาพนี้คู่กับตัวเลขรายได้เกษตรที่หดตัวและการจ้างงานที่ยังถูกกดดัน จะเห็นว่า การพัฒนาเมืองและการลงทุนเอกชนในระยะยาวจำเป็นต้องผูกกับการบริหารความเสี่ยง ไม่เช่นนั้นการเติบโตอาจเป็นเพียงคลื่นใหญ่ที่ซัดผ่าน แต่ไม่กลายเป็นความมั่นคงของชุมชน

ภาพใหญ่ที่เชื่อมกันจากรีเทลระดับประเทศถึงเมืองท่องเที่ยวระดับจังหวัด

เมื่อบิ๊กซีกำลังยกระดับโมเดลค้าปลีกไปสู่ไลฟ์สไตล์สเปซ ขณะที่เชียงรายมีแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน แต่ถูกกดทับจากรายได้เกษตรและความเสี่ยงภูมิอากาศ จะเห็นแกนร่วม 3 ประเด็นที่คมขึ้นเรื่อย ๆ

หนึ่ง การเติบโตในยุคนี้ต้องพึ่ง “ความเชื่อมั่น” และ “ประสบการณ์” ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าหรือเมืองท่องเที่ยว
สอง โครงสร้างพื้นฐานและการบริหารความเสี่ยงกลายเป็นต้นทุนจำเป็น ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
สาม เศรษฐกิจฐานรากต้องถูกดึงขึ้นมาพร้อมกัน หากรายได้เกษตรหดตัวแต่เมืองโตจากการใช้จ่ายบางกลุ่ม ช่องว่างกำลังซื้อจะยิ่งกว้าง และกดทับการเติบโตในระยะยาว

ประโยคที่หลายคนอาจต้องทบทวนคือ ต่อให้รายได้ท่องเที่ยวทั้งจังหวัดทะลุห้าหมื่นล้านบาท แต่ถ้ารายได้ของคนทำงานและเกษตรกรไม่มั่นคง การเติบโตนั้นอาจไม่แทรกซึมลงไปเป็นความมั่นคงของชุมชนอย่างแท้จริง

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที

สำหรับประชาชน
การเลือกใช้บริการและซื้อสินค้าในระบบที่โปร่งใสและมีมาตรฐาน รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและสินค้าเกษตรคุณภาพ เป็นวิธีทำให้เม็ดเงินหมุนในพื้นที่มากขึ้น ลดการรั่วไหลของรายได้ออกนอกจังหวัด

สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกและท่องเที่ยว
การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การออกแบบประสบการณ์ที่แตกต่าง และการวางแผนรับมือฤดูกาล รวมถึงบริหารต้นทุนพลังงานและน้ำ จะเป็นหัวใจของการแข่งขันระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ความผันผวนของภูมิอากาศเริ่มกระทบต้นทุนจริง

สำหรับหน่วยงานรัฐและท้องถิ่น
การทำข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย โปร่งใส และเชื่อมกับการตัดสินใจเชิงงบประมาณ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การลดความเสี่ยงภัยพิบัติ และการยกระดับทักษะแรงงาน จะช่วยทำให้การเติบโต “กระจาย” ไม่ใช่ “กระจุก” และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการลงทุนของภาคเอกชนในระยะยาว

สถิติสำคัญที่ใช้อ้างอิง

  • เศรษฐกิจเชียงรายเดือนธันวาคม 2568 ขยายตัว 2 เปอร์เซ็นต์
  • ด้านอุปสงค์ขยายตัว 8 เปอร์เซ็นต์ และด้านอุปทานหดตัว 2.3 เปอร์เซ็นต์
  • เงินเฟ้อทั่วไป 2 เปอร์เซ็นต์ และการจ้างงานหดตัว 2.9 เปอร์เซ็นต์
  • รายได้เกษตรหดตัว 4 เปอร์เซ็นต์
  • ท่องเที่ยวเชียงรายปี 2568 นักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท แล
  • ต่างชาติลดลง 13 เปอร์เซ็นต์ด้านจำนวน ลดลง 12.89 เปอร์เซ็นต์ด้านรายได้
  • บิ๊กซีกรอบลงทุนปี 2569 ที่ 6,000–8,000 ล้านบาท ขยายบิ๊กซีมินิราว 200 สาขา รีโนเวทกว่า 300 แห่ง และเปิดโมเดล “The Color” แจ้งวัฒนะ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ข้อมูลการประกาศทิศทางธุรกิจในงาน Big C Tenant Conference 2026 และแผนลงทุน 6,000–8,000 ล้านบาท

  • สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงราย ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2568

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ข้อมูลเผยแพร่สาธารณะเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการเสริมสร้างความสามารถของเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับและปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

Balloon Love 2026 สิงห์ปาร์คเชียงราย ยกระดับอีเวนต์วาเลนไทน์สู่ World Class Love Destination

เชียงราย 14 คู่รักจดทะเบียนสมรสกลางบอลลูน สะท้อนเทรนด์ความสัมพันธ์ไทยยุคเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางสมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ และสถิติสมรส-หย่าที่ช่องว่างแคบลง

เชียงราย,14 กุมภาพันธ์ 2569 – บนท้องฟ้าเหนือขุนเขาและไร่ชาในอ้อมกอดฤดูหนาวของปลายเดือนกุมภาพันธ์ ภาพคู่บ่าวสาวโบกมือจากกระเช้าบอลลูนท่ามกลางบอลลูนหลากสีมากกว่า 30 ลูก กลายเป็นภาพจำใหม่ของวันวาเลนไทน์ไทย เมื่อคู่รักผู้โชคดี 14 คู่ ได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายในกิจกรรม Balloon Love 2026 ภายในงาน Singha Park International Balloon Fiesta 2026 ครั้งที่ 10 ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ชูชีพ พงษ์ไชย  ร่วมเป็นสักขีพยานร่วมเป็นสักขีพยานและกล่าวอวยพรต่อหน้าสื่อและผู้ร่วมงานจำนวนมาก

กิจกรรมจดทะเบียนสมรสลอยฟ้าครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความโรแมนติกเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น หากยังเป็นเหมือนกระจกสะท้อนสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างลึกซึ้ง จากยุคที่การแต่งงานเคยเป็นเส้นทางมาตรฐานของชีวิตคู่ ไปสู่ยุคที่ความสัมพันธ์หลากรูปแบบถูกยอมรับมากขึ้น ภายใต้บริบทเศรษฐกิจหลังโควิด ความไม่แน่นอนของรายได้ การตัดสินใจมีบุตรที่ชะลอตัว และการเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายทางเพศผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมซึ่งในปีแรกมีการจดทะเบียนรวม 25,814 คู่ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจและสถิติทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง

ภาพใหญ่ของประเทศ ตัวเลขสมรสและหย่า 5 ปี กับช่องว่างที่แคบลง

ข้อมูลช่วงปี 2564 ถึง 2568 ที่ผู้ใช้แนบมา ชี้ว่าไทยมีการจดทะเบียนสมรสและหย่าในระดับสูงต่อเนื่อง โดยปี 2564 การสมรส 240,979 คู่ และการหย่า 110,942 คู่ ก่อนที่ปี 2565 จะเกิดการกระโดดของทั้งสองตัวเลข โดยสมรสพุ่งเป็น 305,487 คู่ และหย่าขยับขึ้นเป็น 146,159 คู่ ซึ่งถูกอธิบายในเชิงสังคมว่าเป็นผลสะสมจากช่วงล็อกดาวน์และข้อจำกัดการให้บริการของรัฐในยุคโควิดที่ทำให้ธุรกรรมทางทะเบียนจำนวนมากถูกเลื่อนออกไป

จากนั้นในปี 2566 ถึง 2567 ตัวเลขหย่าทรงตัวในระดับสูงกว่า 147,000 คู่ ขณะที่การสมรสลดลงต่อเนื่องเป็น 279,748 คู่ และ 263,087 คู่ ก่อนปี 2568 การสมรสขยับขึ้นมา 275,480 คู่ ส่วนการหย่าลดลงเป็น 139,100 คู่ ภาพรวมปี 2568 จึงถูกตีความได้ว่าเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ หลังแรงกระแทกใหญ่ของช่วงหลังโควิด

จุดที่น่าคิดที่สุดในข้อมูลชุดนี้คือการเปรียบเทียบปี 2568 ที่ระบุว่า ในทุก 2 คู่ที่แต่งงาน จะมีประมาณ 1 คู่ที่หย่าในปีเดียวกัน คิดเป็นร้อยละ 50.64 ช่องว่างระหว่างการเริ่มต้นและการยุติความสัมพันธ์แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้คำถามเรื่องคุณภาพชีวิตคู่ สุขภาวะครอบครัว รวมถึงระบบสนับสนุนทางสังคม กลับมาถูกพูดถึงในวงกว้างอีกครั้ง

สมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ จุดเปลี่ยนที่มากกว่าตัวเลข

ในภาพเดียวกัน ปี 2568 ยังถูกระบุว่าเป็นปีแรกของสมรสเท่าเทียม และมีคู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสรวม 25,814 คู่ ซึ่งผู้ใช้แนบการคำนวณว่าเทียบเป็นร้อยละ 9.3 ของการสมรสทั้งหมดในปี 2568 ตัวเลขระดับนี้สะท้อนความต้องการสะสมของผู้คนจำนวนมากที่รอการรับรองสิทธิอย่างเป็นทางการ และบ่งชี้ว่าโครงสร้างครอบครัวไทยกำลังขยับจากรูปแบบเดิมไปสู่พื้นที่ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม

อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขสมรสเท่าเทียมยังถูกมองว่ามีมิติทางเศรษฐกิจซ่อนอยู่ เพราะการจดทะเบียนสมรสจำนวนมากมักเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมงานแต่ง การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการกฎหมาย ซึ่งสอดรับกับแนวคิดเมืองท่องเที่ยวที่ใช้ความรักเป็นแรงดึงดูด

และนี่เองที่พาเรื่องกลับมาที่เชียงราย เมืองซึ่งกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองบนแผนที่การท่องเที่ยวด้วยประสบการณ์ที่หาได้ยาก หนึ่งในนั้นคือการจดทะเบียนสมรสบนบอลลูน

สิงห์ปาร์ค เชียงราย กับการยกระดับเทศกาลสู่เวทีโลก

ภายในงาน Singha Park International Balloon Fiesta 2026 ผู้จัดระบุว่ามีบอลลูนมากกว่า 30 ลูกจาก 13 ประเทศ และจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 พร้อมกิจกรรมหลักหลายรายการ ทั้งการแสดงบอลลูนแสงสีเสียงยามค่ำคืน Magic Night Glow การแข่งขันบอลลูนนานาชาติ คอนเสิร์ตตลอด 5 วัน และการแสดงโขนกลางแปลงชุดใหญ่จากกลุ่มศิลปินวังหน้า ร่วมกับยุวชนกว่า 200 ชีวิต

นายพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด ให้ข้อมูลในงานว่า ผู้จัดตั้งเป้าผลักดันเชียงรายสู่การเป็น World Class Love Destination โดยกิจกรรมจดทะเบียนสมรสลอยฟ้าได้รับความสนใจต่อเนื่องและช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

ในอีกมุมหนึ่ง ภาพลักษณ์มาตรฐานงานระดับนานาชาติถูกตอกย้ำด้วยข้อมูลที่ระบุว่างานเคยได้รับรางวัล Gold Award สาขา Best Overall Entertainment Program จากเวที IFEA Haas & Wilkerson Pinnacle Awards ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานเชิงชื่อเสียงของเทศกาลในสายอีเวนต์ระดับโลก

14 คู่รักบนฟ้า คือยุทธศาสตร์ปลายน้ำของเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อมองในเชิงการท่องเที่ยว กิจกรรม 14 คู่รักไม่ใช่แค่สตอรี่สวยงาม แต่เป็นการสร้างสัญญะใหม่ให้เชียงรายในฐานะปลายทางแห่งประสบการณ์พิเศษ และมีศักยภาพต่อการขยายผลเป็นแคมเปญระยะยาว ตั้งแต่ทริปฮันนีมูน เส้นทางถ่ายภาพพรีเวดดิง ไปจนถึงแพ็กเกจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการท่องเที่ยวในพื้นที่

ประเด็นนี้ยิ่งชัดเมื่อเชื่อมกับสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ที่ผู้ใช้แนบมา ซึ่งระบุว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน และสร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 ในด้านจำนวนคน และร้อยละ 4.36 ในด้านรายได้ โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยยังเป็นสัดส่วนหลัก 5,765,564 คน หรือร้อยละ 89.2 ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน หรือร้อยละ 10.8 และมีข้อสังเกตสำคัญว่าเมื่อเทียบกับปีก่อน นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้จากต่างชาติลดลงร้อยละ 12.89

ข้อมูลชุดเดียวกันยังบอกด้วยว่าเดือนมกราคมมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากสุด 644,347 คน ส่วนรายได้สูงสุดของปีเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม แม้จำนวนคนจะน้อยกว่ามกราคม ขณะที่ต่างชาติสูงสุดในเดือนธันวาคม 83,236 คน และต่ำสุดในเดือนกันยายน 37,754 คน พร้อมภาพรวมเชิงฤดูกาลที่ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 มีสัดส่วนการท่องเที่ยวสูงสุดใกล้เคียงกันที่ร้อยละ 28.7 ตามข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569 และจัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตามภาพอินโฟกราฟิกที่ผู้ใช้แนบ

เมื่ออ่านตัวเลขเหล่านี้คู่กับงานบอลลูน จะเห็นภาพยุทธศาสตร์ที่ชัดขึ้น คือการรักษาฐานตลาดไทยที่ใหญ่ที่สุดให้แข็งแรง และในเวลาเดียวกันสร้างคอนเทนต์ระดับโลกเพื่อช่วยดึงต่างชาติกลับมา โดยใช้จุดขายแบบ Experience Based Tourism ที่มีความหมายทางอารมณ์และถ่ายภาพได้จริง

จุดชวนคิด เมืองท่องเที่ยวจะชนะเกมความสัมพันธ์ยุคใหม่ได้อย่างไร

ตัวเลขสมรสและหย่าที่ช่องว่างแคบลงสะท้อนว่า คนไทยจำนวนมากไม่ได้เลือกแต่งงานเพราะแรงกดดันทางสังคมเหมือนเดิม แต่เลือกเพราะพร้อมและต้องการความมั่นคงในแบบของตัวเอง ในวันที่คำว่า ครอบครัว ไม่ได้มีแบบเดียวอีกต่อไป เมืองท่องเที่ยวที่ฉลาดจึงต้องทำมากกว่าการจัดฉากโรแมนติก แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกคู่รัก และให้บริการที่ทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และได้รับการยอมรับ

เชียงรายกำลังทดลองคำตอบผ่านอีเวนต์ที่มีทั้งความงามของธรรมชาติ วัฒนธรรม และความร่วมสมัยอยู่ในเฟรมเดียวกัน ตั้งแต่บอลลูนบนฟ้า โขนกลางแปลงบนพื้นดิน ไปจนถึงกิจกรรมครอบครัวและคอนเสิร์ตในยามค่ำคืน ซึ่งทั้งหมดผูกกันด้วยธีมเดียวคือประสบการณ์ที่ผู้คนอยากจดจำและอยากกลับมาเล่าซ้ำ

ขณะเดียวกัน การนำสถิติสมรสเท่าเทียมเข้ามาอยู่ในบทสนทนาของการท่องเที่ยว ไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาด แต่ควรถูกวางอย่างระมัดระวังบนฐานสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมจริง เพื่อให้ภาพลักษณ์ World Class Love Destination มีความหมายมากกว่าแค่คำโปรย

จากทะเบียนราษฎรสู่ท้องฟ้าเชียงราย

ปี 2568 ของไทย ตัวเลขสมรสและหย่าที่สูงพร้อมกันบอกเราว่า ความสัมพันธ์เป็นทั้งเรื่องหัวใจและเรื่องโครงสร้างชีวิต ขณะที่สมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ ชี้ว่าการยอมรับความหลากหลายกำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

ปี 2569 ของเชียงราย กิจกรรม 14 คู่รักจดทะเบียนสมรสกลางบอลลูนกำลังบอกอีกอย่างว่า เมืองท่องเที่ยวสามารถแปลงความหมายของความรักให้เป็นพลังเศรษฐกิจได้ หากทำด้วยมาตรฐานที่ดี เคารพผู้คน และเชื่อมโยงประสบการณ์ให้เกิดคุณค่าต่อชุมชนจริง

เมื่อภาพคู่รักบนฟ้าค่อย ๆ เลือนหายไปกับสายลม เหลือไว้เพียงเสียงเชียร์จากพื้นดินและรอยยิ้มของคนดู คำถามที่ยังอยู่ต่อไม่ใช่แค่ว่า ปีหน้าจะมีอีกกี่คู่ แต่คือประเทศไทยกำลังนิยามคำว่า ครอบครัว ใหม่อย่างไร และเมืองอย่างเชียงรายจะยืนอยู่ตรงไหนบนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้อง

สถิติสมรสและหย่าไทย ปี 2564 ถึง 2568 ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจและสถิติทะเบียนกรมการปกครอง สมรสเท่าเทียม ปีแรก ปี 2568 จำนวน 25,814 คู่ 

การหย่า ปี 2564 – ปี 2568

  • การหย่า ปี 2564 จำนวน 110,942 คู่
  • การหย่า ปี 2565 จำนวน 146,159 คู่
  • การหย่า ปี 2566 จำนวน 147,337 คู่
  • การหย่า ปี 2567 จำนวน 147,621 คู่
  • การหย่า ปี 2568 จำนวน 139,100 คู่

การสมรส ปี 2564 – ปี 2568

  • การสมรส ปี 2564 จำนวน 240,979 คู่
  • การสมรส ปี 2565 จำนวน 305,487 คู่
  • การสมรส ปี 2566 จำนวน 279,748 คู่
  • การสมรส ปี 2567 จำนวน 263,087 คู่
  • การสมรส ปี 2568 จำนวน 275,480 คู่

สถิติท่องเที่ยวเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569

  • นักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน
  • รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Singha Park International Balloon Fiesta 2026 2
  • IFEA Haas & Wilkerson Pinnacle Awards
  • สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569 จัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • สถิติการจดทะเบียนสมรสและการหย่าไทย ปี 2564 ถึง 2568 และจำนวนสมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจ และอ้างอิงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองในเนื้อหาที่แนบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

อบจ.เชียงรายลุยแม่สรวยปรับเส้นทางท่องเที่ยว มุ่งแก้โจทย์ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเติบโตในปี 2569

ถนนพร้อม คนพร้อม เมืองพร้อม เชียงรายเร่งปรับเส้นทางรับฤดูล่องแพเปียกแม่สรวย ชี้ท่องเที่ยวปี 2568 รายได้ทะลุ 5.15 หมื่นล้าน แต่ต่างชาติลดลงเป็นโจทย์ปี 2569

เชียงราย, 13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพของเชียงรายในฤดูท่องเที่ยวไม่ได้หยุดอยู่แค่ทะเลหมอกบนยอดดอยหรือคาเฟ่กลางเขา หากกำลังขยับสู่เกมการท่องเที่ยวที่วัดกันด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มีผลต่อความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือถนน เส้นทาง และระบบบริการหน้างาน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ณ จุดล่องแพเปียกแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวกิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวย โดยมีผู้นำท้องที่ท้องถิ่นให้การต้อนรับ พร้อมกำชับหน่วยงานช่างของ อบจ. ให้เร่งปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางสัญจรที่ชำรุดเสียหาย เพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวธรรมชาติที่มักพีคในช่วงอากาศร้อนและวันหยุดต่อเนื่อง

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตัวเลขภาพใหญ่ที่สะท้อนว่าเชียงรายยังคง “เดินหน้า” ในมิติการท่องเที่ยว โดยสถิติทั้งปี 2568 ระบุว่าเชียงรายมีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.88 และสร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขต่างชาติกลับลดลงทั้งจำนวนคนและรายได้ กลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ต้องแก้ให้ตรงจุดในปี 2569

ประเด็นเด่นที่สะท้อนจากข้อมูลหน้างานและตัวเลขทั้งจังหวัด

ภาพรวมจากข้อมูลที่ได้รับชี้ชัดถึงสามแกนสำคัญที่เชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนแรกคือโครงสร้างพื้นฐานเป็นเงื่อนไขของความปลอดภัยและความเชื่อมั่น กิจกรรมท่องเที่ยวกลางแจ้งอย่างล่องแพเปียกจะเติบโตได้ ต้องเริ่มจากการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวก โดยเฉพาะเส้นทางหลักและทางเชื่อมเข้าสู่จุดกิจกรรม

แกนที่สองคือเศรษฐกิจท่องเที่ยวของเชียงรายยังพึ่งพาคนไทยเป็นฐานหลักอย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวชาวไทยคิดเป็น 89.2 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มาเยือน และสร้างรายได้คิดเป็น 86.3 เปอร์เซ็นต์ของทั้งจังหวัด

แกนที่สามคือสัญญาณต่างชาติลดลงเป็นความเสี่ยงที่ต้องวางกลยุทธ์เชิงรุก เพราะการลดลงร้อยละ 15.13 ในด้านจำนวน และร้อยละ 12.89 ในด้านรายได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนความเปราะบางของตลาดที่อาจกระทบธุรกิจท่องเที่ยวบางกลุ่มโดยตรง

ลงพื้นที่แม่สรวย ปรับถนนก่อนเปิดฤดูล่องแพ เป้าหมายคือเที่ยวสนุกต้องปลอดภัย

ที่จุดล่องแพเปียกแม่สรวย นายก อบจ.เชียงราย เน้นให้สำนักช่างนำเครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่ ปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางที่ชำรุด เพื่อให้ผิวจราจรเรียบและลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางหนาแน่น

สาระสำคัญของคำสั่งการคือการทำให้ “เส้นทางถึงแหล่งท่องเที่ยว” กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ดี ไม่ใช่ด่านทดสอบความอดทนของผู้เดินทาง เพราะเมื่อถนนเสียหาย ไม่ได้กระทบแค่คนมาเที่ยว แต่กระทบคนในพื้นที่ที่ต้องใช้เส้นทางเดียวกันในการดำรงชีวิต

ในคำกล่าวที่อ้างอิงจากข้อมูลที่ได้รับ นายก อบจ.เชียงราย ระบุว่า กิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดในช่วงฤดูร้อน มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งนำรถเกรดเดอร์และรถบดอัดเข้าดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรในเส้นทางหลักและเส้นทางเชื่อมต่อให้เรียบเนียน ปลอดภัย และได้มาตรฐาน พร้อมย้ำว่าการดำเนินการไม่เพียงอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว แต่ยังช่วยให้ประชาชนในพื้นที่สัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวกขึ้น สอดคล้องแนวทางบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

จุดประสานงานนักท่องเที่ยว แนวคิดบริการแบบครบวงจรที่ต้องทำให้เกิดจริง

นอกจากงานถนน อีกประเด็นที่ถูกหยิบย้ำคือสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยว โดยมีแนวทางประสานกับท้องถิ่นเพื่อจัดตั้งจุดบริการและจุดประสานงาน อาทิ จุดปฐมพยาบาล และจุดอำนวยความสะดวกหน้างาน

ข้อสังเกตเชิงนโยบายคือ “ศูนย์ประสานงาน” จะสร้างความเชื่อมั่นได้จริงก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบครบ ทั้งคน อุปกรณ์ การสื่อสาร และมาตรฐานปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงป้ายหรือโต๊ะบริการ เพราะกิจกรรมริมแม่น้ำหรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องมีระบบรองรับเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ความสนุกไม่แลกมากับความเสี่ยง

ตัวเลขท่องเที่ยวปี 2568 โตต่อเนื่อง รายได้ขยับแรงกว่าจำนวนคน

สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายตลอดช่วง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 และรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 สะท้อนว่าเม็ดเงินเติบโตเร็วกว่า “หัวคน” ซึ่งมักตีความได้ว่าการใช้จ่ายเฉลี่ย หรือรูปแบบสินค้าและบริการท่องเที่ยว มีแนวโน้มมูลค่าสูงขึ้น หรือมีสัดส่วนกิจกรรมที่สร้างรายได้มากขึ้นในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อแยกตามกลุ่มนักท่องเที่ยว พบว่า

นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็นสัดส่วน 89.2 และสร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.3

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็นสัดส่วน 10.8 และสร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.7

ในเชิงโครงสร้าง นี่คือข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้เชียงรายต้องอ่านเกมให้ขาดว่า ฐานตลาดหลักคือคนไทย และการยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวในจังหวัดต้องยังคงตอบโจทย์คนไทยเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบการดึงต่างชาติกลับมาแบบจำเพาะกลุ่ม ไม่ใช่หว่านกว้าง

ต่างชาติลดลงทั้งคนทั้งเงิน สัญญาณที่จังหวัดต้องตอบให้เร็ว

ข้อมูลเปรียบเทียบระบุว่า หากพิจารณาเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2568 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89 เมื่อเทียบกับปี 2567

ประเด็นนี้มีนัยต่อชุมชนและผู้ประกอบการบางประเภทโดยตรง โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการใช้จ่ายของต่างชาติ หรือธุรกิจที่อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวหลักที่เคยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะแม้รายได้รวมจังหวัดยังโต แต่การ “โตแบบไม่เท่ากัน” อาจทำให้บางพื้นที่หรือบางอาชีพได้รับผลกระทบมากกว่าที่ตัวเลขรวมสะท้อน

อ่านฤดูกาลจากตัวเลข เดือนคนเยอะไม่เท่ากับเดือนรายได้สูง

ข้อมูลรายเดือนชี้ให้เห็นภาพการท่องเที่ยวที่ไม่ใช่เส้นตรง

เดือนมกราคมมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากสุด 644,347 คน และสร้างรายได้ 4,885.26 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวชาวไทยน้อยสุด 330,826 คน และสร้างรายได้ 2,601.18 ล้านบาท

เมื่อดูเฉพาะรายได้ พบว่าเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่ทำรายได้สูงสุด แม้จำนวนคนจะน้อยกว่าเดือนมกราคม

ส่วนฝั่งต่างชาติ เดือนธันวาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากสุด 83,236 คน สร้างรายได้ 1,081.34 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยสุด 37,754 คน สร้างรายได้ 393.42 ล้านบาท

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติการคือ จังหวัดและผู้ประกอบการควรใช้ข้อมูลนี้ในการออกแบบปฏิทินท่องเที่ยวแบบยืดหยุ่น แยกแผน “เพิ่มจำนวนคน” ออกจากแผน “เพิ่มรายได้ต่อหัว” เพราะสองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกันเสมอ

ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ช่วงทองของเชียงราย ความท้าทายคือทำให้ทองยาวขึ้น

ข้อมูลอัตราส่วนตามไตรมาสระบุว่า การท่องเที่ยวของเชียงรายเติบโตสูงสุดในไตรมาส 4 ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 และมีสัดส่วนใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ช่วงมกราคมถึงมีนาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 เช่นกัน

นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่าการท่องเที่ยวเชียงรายยังคงเป็นเกมของฤดูกาล โดยเฉพาะปลายปีถึงต้นปี ขณะที่ช่วงกลางปีอาจต้องพึ่งกิจกรรมเฉพาะทางเพื่อกระตุ้นการเดินทาง

ดังนั้นการปรับปรุงถนนและระบบบริการในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น แม่สรวย จึงไม่ใช่แค่งานซ่อมบำรุง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการ “ยืดฤดูกาล” ให้จังหวัดสามารถรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมั่นคง และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป

ผลต่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ถนนหนึ่งเส้นมีความหมายมากกว่าการเดินทาง

ในพื้นที่จริง ถนนที่ดีไม่ได้แปลว่าเที่ยวสะดวกเท่านั้น แต่หมายถึงต้นทุนชีวิตที่ลดลงของชาวบ้าน การเข้าถึงบริการสาธารณะ การขนส่งผลผลิต และความสามารถในการเชื่อมต่อกับตลาด

หากการท่องเที่ยวถูกใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การลงทุนที่เห็นผลเร็วที่สุดมักเริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้ตัดสินใจจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินใจจากความรู้สึกปลอดภัย ความสะดวก และการดูแลเมื่อมาถึงพื้นที่

การกำหนดให้มีจุดปฐมพยาบาล จุดประสานงาน และการปรับถนนก่อนฤดูกาลท่องเที่ยว จึงเป็นภาพของการบริหารจัดการที่ชุมชนได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในวันที่มีนักท่องเที่ยวและในวันที่เป็นวันปกติของคนท้องถิ่น

สถิติสำคัญที่ควรรู้สำหรับการวางแผนปี 2569

  • จำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2568 เท่ากับ 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 88
  • รายได้รวมจากการท่องเที่ยวปี 2568 เท่ากับ 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 36
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน สัดส่วน 2
  • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย 44,460.27 ล้านบาท สัดส่วน 3
  • นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน สัดส่วน 8
  • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท สัดส่วน 7
  • ต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปีก่อน จำนวนลดลงร้อยละ 13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จัดทำสรุปและเผยแพร่ข้อมูลสถิติที่ใช้ประกอบรายงาน
  •  องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายลงนาม MOU ขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัย เชื่อมเกษตรกรสู่ตลาดสีเขียวภายใต้แนวคิดบอกรักด้วยผักผลไม้

เชียงรายลงนาม MOU ขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัย เชื่อมเกษตรกร ตลาดสีเขียว ผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด บอกรักด้วยผักผลไม้

เชียงราย,13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบรรยากาศตลาดเกษตรกรบริเวณสามแยกดอยตองในช่วงสัปดาห์แห่งความรักปีนี้ ไม่ได้มีเพียงสีสันของผักผลไม้ตามฤดูกาล แต่กำลังสะท้อน “โจทย์ใหญ่ของสังคม” ที่คนเมืองกำลังถามหาคำตอบมากขึ้นเรื่อย ๆ คือเราจะกินอย่างไรให้มั่นใจ ปลอดภัย และยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูก ไปจนถึงผู้บริโภคที่ต้องการอาหารคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดเชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อนงานอาหารปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการบูรณาการและขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่จังหวัดเชียงราย โดยบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีเชียงราย วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.

พิธีเปิดโครงการและการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU จัดขึ้นโดยมีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมเปิดกิจกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า ภายใต้แนวคิด “บอกรักด้วยผักผลไม้” ณ ตลาดเกษตรกรเชียงราย สามแยกดอยตอง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

จากความกังวลบนโต๊ะอาหาร สู่การจัดระบบทั้งห่วงโซ่

แกนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการทำให้ “อาหารปลอดภัย” ไม่ใช่เพียงคำโฆษณาหรือความเชื่อส่วนบุคคล แต่เป็นระบบที่ตรวจสอบได้และเดินไปด้วยกันทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

หากมองในภาพใหญ่ระดับโลก องค์การอนามัยโลกประเมินว่าโรคจากอาหารเป็นภาระสำคัญต่อสังคม โดยมีผู้ป่วยจากอาหารปนเปื้อนจำนวนมากในแต่ละปี และกระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำ เพราะกลุ่มเปราะบางมักเป็นผู้ได้รับผลกระทบก่อนเสมอ เมื่อแปลกลับมาที่ระดับจังหวัด การสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัยและโปร่งใสจึงกลายเป็น “โครงสร้างป้องกันความเสี่ยง” ของชุมชนในระยะยาว ไม่ต่างจากการสร้างเขื่อนให้กับสุขภาวะของผู้คน

โครงสร้างความร่วมมือ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

โครงการกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อาหารอย่างเป็นระบบ

ต้นน้ำ คือกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เช่น GAP, PGS และเกษตรอินทรีย์
กลางน้ำ คือพื้นที่ตลาดสีเขียว ร้านอาหาร และโรงแรมที่มีแนวทางคัดสรรวัตถุดิบและการจัดการสุขาภิบาลอาหาร เช่น SAN, SAN Plus และ Q Restaurant
ปลายน้ำ คือผู้บริโภค ที่จะเข้าถึงอาหารปลอดภัยมากขึ้นจากระบบจำหน่ายที่คัดกรองและตรวจสอบย้อนกลับได้

ในด้านมาตรฐานการผลิตพืช มาตรฐาน GAP ของไทยเป็นกรอบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตพืชอาหาร ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการจัดการในแปลง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด

ขณะที่ PGS หรือระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม เป็นแนวทางที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องในการกำกับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยยึดหลักการที่สอดคล้องกับแนวทางสากล และอ้างอิงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยในภาพรวม

ส่วนปลายทางของห่วงโซ่ซึ่งผู้บริโภคสัมผัสได้ทันที คือมาตรฐานและสัญลักษณ์ที่ช่วยลดความลังเลในการเลือกซื้อ หนึ่งในนั้นคือ “เครื่องหมาย Q” ที่เกี่ยวข้องกับระบบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมีกรอบการแสดงเครื่องหมายและการกำกับดูแลตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

Q Restaurant เมื่อร้านอาหารกลายเป็นด่านหน้าเรื่องความปลอดภัย

อีกจุดที่น่าจับตา คือการเชื่อม “อาหารปลอดภัย” เข้ากับภาคบริการและการท่องเที่ยว ผ่านแนวทาง Q Restaurant ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า ต่อให้แหล่งผลิตดีแค่ไหน หากจุดปรุงและจุดบริการไม่ใส่ใจสุขลักษณะหรือแหล่งวัตถุดิบ ความเสี่ยงก็ยังย้อนกลับมาหาผู้บริโภคได้

เอกสารแนวทางโครงการ Q Restaurant ที่เผยแพร่โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้ให้เห็นกรอบของร้านอาหารที่สมัครใจเข้าร่วม ต้องมีสุขลักษณะที่ดี และมีเมนูหรือวัตถุดิบที่เลือกใช้สินค้าในระบบ Q เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหาร

ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการยกระดับ “ความปลอดภัย” จากเรื่องในครัวเรือน ให้กลายเป็นภาพลักษณ์ของเมืองและการบริการ หากทำได้จริง เมืองจะได้ทั้งสุขภาพของคนในพื้นที่ และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะมากขึ้น

เทศบาลนครเชียงรายร่วมขับเคลื่อน สะพานเชื่อมคนเมืองกับระบบอาหารปลอดภัย

ในมิติท้องถิ่น เทศบาลนครเชียงรายเข้าร่วมในพิธีลงนาม MOU ผ่านผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ ทั้งในด้านการสร้างการรับรู้ การเชื่อมเครือข่าย และการทำให้ “ตลาดของคนเมือง” เป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารปลอดภัยได้จริง

บทบาทของเทศบาลในภาพนี้ จึงไม่ใช่เพียง “ไปร่วมงาน” แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ระบบอยู่ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะเทศบาลคือหน่วยงานที่ใกล้ประชาชนที่สุด ตั้งแต่การจัดพื้นที่ตลาด ความสะอาด การสื่อสารสาธารณะ ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการร้านอาหารในเขตเมืองให้เลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

บอกรักด้วยผักผลไม้ เมื่อการสื่อสารทำให้ระบบใหม่เข้าใจง่าย

แนวคิด “บอกรักด้วยผักผลไม้” ถูกวางเป็นธีมกิจกรรมในช่วงเทศกาลแห่งความรัก แต่สารที่ซ่อนอยู่คือการทำให้เรื่องมาตรฐานและห่วงโซ่อาหาร ซึ่งมักถูกมองว่ายากและไกลตัว กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไป “อยากเข้าไปมีส่วนร่วม” ตั้งแต่การซื้อผักผลไม้เป็นของฝาก ไปจนถึงการตั้งคำถามกับแหล่งที่มาและวิธีผลิต

เพราะในโลกจริง ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธอาหารปลอดภัย แต่ติดอยู่ที่ 3 เรื่องเสมอ คือไม่แน่ใจว่าปลอดภัยจริงไหม ราคาแพงไปหรือเปล่า และซื้อได้ที่ไหนอย่างสะดวก หากระบบนี้ตอบได้ทีละข้อ ความปลอดภัยจะไม่ใช่เรื่องของคนส่วนน้อย แต่จะกลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของคนทั้งเมือง

Green Market สามแยกดอยตอง จุดนัดพบของผู้ผลิตกับผู้บริโภค

หนึ่งในเครื่องมือเชิงปฏิบัติของระบบอาหารปลอดภัย คือ “ตลาดที่ทำให้เห็นของจริง” โดยตลาดเกษตรกรเชียงราย หรือ Green Market บริเวณสามแยกดอยตอง ถูกสื่อสารว่าเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยจากเกษตรกรโดยตรง เปิดเป็นประจำทุกวันเสาร์ ช่วงเวลา 07.00 ถึง 12.00 น.

แม้รายละเอียดเชิงปฏิบัติจะดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ในเชิงระบบ นี่คือจุดที่ทำให้ความร่วมมือไม่ลอยอยู่บนกระดาษ เพราะเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบด้วยตา เห็นผู้ผลิตตัวจริง ถามวิธีปลูก วิธีดูแล และเรียนรู้มาตรฐานผ่านการซื้อขายจริงได้ทันที

ผลกระทบเชิงระบบที่เชียงรายกำลังเดิมพัน

ความร่วมมือแบบ MOU มักถูกตั้งคำถามว่า จะไปไกลแค่ไหน และจะทำให้เกิดผลจริงหรือไม่ หากมองอย่างเป็นกลาง ความสำเร็จของระบบอาหารปลอดภัยไม่ได้วัดจากพิธีลงนามเพียงวันเดียว แต่ต้องวัดจาก “พฤติกรรมที่เปลี่ยน” และ “แรงจูงใจที่ยั่งยืน” ของผู้เล่นแต่ละฝ่าย

ฝั่งเกษตรกร หากมาตรฐานช่วยให้เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น มีราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงในการจำหน่าย เกษตรกรจะยอมลงทุนกับกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยมากขึ้น

ฝั่งร้านอาหารและโรงแรม หากการเลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัยช่วยให้ลูกค้าเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และกลายเป็นจุดขายของเมือง ร้านอาหารจะไม่มองมาตรฐานเป็นภาระ แต่เป็นความได้เปรียบ

ฝั่งผู้บริโภค หากเข้าถึงได้ง่าย ราคาไม่โดดจากตลาดทั่วไปมาก และมีข้อมูลชัดเจนให้ตัดสินใจ ระบบจะเกิดแรงซื้อที่พอจะขับเคลื่อนทั้งห่วงโซ่ต่อไป

ความท้าทายที่ต้องยอมรับ และเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ร่วมกัน

เพื่อให้ข่าวนี้อยู่บนฐานความจริง ไม่ใช่ภาพฝัน จำเป็นต้องยอมรับว่า “ระบบอาหารปลอดภัย” มีความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 4 เรื่อง

เรื่องแรก คือความสม่ำเสมอของปริมาณสินค้า หากมีเฉพาะช่วงกิจกรรม ผู้บริโภคจะกลับไปพฤติกรรมเดิมได้ง่าย

เรื่องที่สอง คือความเข้าใจเรื่องมาตรฐานของผู้บริโภค สัญลักษณ์และคำย่อจำนวนมากทำให้คนสับสนได้ หากสื่อสารไม่ดี ความตั้งใจดีอาจกลายเป็นความไม่มั่นใจรูปแบบใหม่

เรื่องที่สาม คือแรงจูงใจของผู้ประกอบการกลางน้ำ ร้านอาหารและโรงแรมต้องเห็นประโยชน์จริง ไม่ใช่ทำเพราะกระแส

เรื่องที่สี่ คือการตรวจสอบและความโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจของความน่าเชื่อถือ เพราะเมื่อใดที่ผู้บริโภครู้สึกว่า “เชื่อไม่ได้” ระบบทั้งระบบจะเสียต้นทุนความไว้วางใจทันที

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้ MOU ไม่เป็นเพียงพิธี

ปลายทางของระบบนี้อยู่ที่การตัดสินใจของผู้บริโภคในทุกสัปดาห์ เพราะการซื้อหนึ่งครั้ง อาจเป็นเสียงโหวตให้เกษตรกรที่ลงทุนทำของปลอดภัยอยู่รอด และทำให้ร้านค้ามีกำลังใจเลือกของดีมากขึ้น

สิ่งที่ทำได้ทันทีมีไม่กี่อย่าง แต่มีพลังสูงมาก

เลือกซื้อจากตลาดที่ระบุแหล่งที่มาได้ชัด และกล้าถามวิธีผลิต
สนับสนุนตลาดสีเขียวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ช่วงกิจกรรม
หากเป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร เริ่มจากเมนูง่าย ๆ ที่ใช้วัตถุดิบปลอดภัยและบอกลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา
ช่วยกันแชร์ข้อมูลตลาด วันเวลา และเรื่องราวของผู้ผลิต เพื่อขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างขึ้น

เมื่อการกระทำเล็ก ๆ ถูกทำซ้ำมากพอ ระบบอาหารปลอดภัยจะไม่ใช่โครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จะกลายเป็นวัฒนธรรมของเมือง

เมืองที่คนกินดีอยู่ดีอย่างเป็นรูปธรรม

เชียงรายกำลังส่งสัญญาณว่า การพัฒนาเมืองเพื่อสุขภาวะไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่เสมอไป บางครั้งจุดเริ่มต้นคือการทำให้ “อาหารในจาน” ของคนธรรมดาปลอดภัยขึ้น และทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีตลาดที่มั่นคงขึ้น

ในโลกที่ผู้คนถามหาคุณภาพชีวิตมากกว่าเดิม ระบบอาหารปลอดภัยจึงเป็นทั้งเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจฐานราก และความเชื่อมั่นร่วมกันของสังคม หากเครือข่ายที่ลงนามกันวันนี้เดินต่อเนื่อง และทำให้ประชาชนเห็นผลจริงผ่านตลาดที่มีของจริง มีข้อมูลจริง และเข้าถึงได้จริง เมืองแห่งสุขภาวะจะไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ในทุกมื้ออาหาร

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เมื่อโขนออกจากโรงละครสู่ธรรมชาติ สิงห์ปาร์ค เชียงราย เปิดเวทีรวมนักแสดงกว่า 200 ชีวิตสืบสานชาติตระการ

โขนกลางแปลงปีที่ 6 ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย ยกมหากาพย์น้ำมิตรและหน้าที่ขึ้นสู่เวทีธรรมชาติ

เชียงราย,13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภายใต้บรรยากาศเดือนแห่งความรักที่ผู้คนคุ้นตากับดอกไม้ แสงไฟ และเสียงดนตรี จังหวัดเชียงรายกำลังเพิ่มอีกหนึ่งภาพจำที่หนักแน่นกว่านั้น คือภาพนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เคลื่อนไหวอยู่กลางสนามหญ้าริมทะเลสาบ โดยมีฉากหลังเป็นขุนเขาในยามเย็น

การแสดงโขนกลางแปลงเต็มรูปแบบกำลังกลับมาจัดอีกครั้ง ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย นับเป็นปีที่ 6 ของการสานต่อการนำโขนออกจากกรอบโรงละครไปสู่พื้นที่เปิด ให้คนดูได้สัมผัสระยะใกล้ ทั้งรายละเอียดของเครื่องแต่งกาย จังหวะดนตรีไทย และลีลาการร่ายรำที่ต้องใช้วินัยระดับสูง พร้อมการออกแบบแสง สี เสียง เพื่อพาผู้ชมเข้าไปอยู่ในโลกของรามเกียรติ์อย่างเป็นรูปธรรมตามที่ผู้จัดระบุในเอกสารประชาสัมพันธ์การแสดง

โขนที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียน กับการทำให้มรดกยังหายใจได้ในพื้นที่จริง

โขนได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโกในปี 2018 ซึ่งเป็นหมุดหมายที่ทำให้การอนุรักษ์ไม่ใช่เพียงเรื่องของพิพิธภัณฑ์หรือห้องเรียน แต่เป็นเรื่องของการทำให้การแสดงยังมีผู้ชมและยังมีผู้สืบทอด

บนพื้นที่เชียงราย ความหมายของคำว่าอนุรักษ์จึงไม่หยุดอยู่ที่การรักษาท่ารำหรือบทพากย์ให้ถูกต้องเท่านั้น หากยังรวมถึงการออกแบบประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ยอม “หยุดดู” และยอม “ฟัง” จนเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในวรรณคดี

ปีนี้เลือกตอน มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตร เมื่อเพื่อนรักต้องยืนคนละฝั่ง

หัวใจของโขนกลางแปลงปี 2569 คือโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตร เรื่องเล่าที่ไม่ได้พาผู้ชมไปยึดติดกับชัยชนะหรือความพ่ายแพ้เพียงอย่างเดียว แต่ชวนมองความขัดแย้งในระดับมนุษย์

เรื่องราววางตัวละครสำคัญไว้สองฝั่งที่ไม่น่าเป็นศัตรูกันตั้งแต่ต้น พญามังกรกัณฐ์ ยักษ์ผู้เป็นหลานของทศกัณฐ์ และเกสรทมาลา ลิงผู้เป็นสิบแปดมงกุฎฝ่ายพระราม เคยเป็นเพื่อนรักร่วมสาบานในวัยเยาว์ แต่เมื่อโตขึ้นหน้าที่ผลักให้ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากันในสนามรบ ข้อมูลส่วนนี้ปรากฏชัดในแฟกต์ชีตและเรื่องย่อการแสดงที่ระบุโครงเหตุการณ์ตั้งแต่คำสั่งให้มังกรกัณฐ์ออกศึก ไปจนถึงการที่เกสรทมาลาอาสาออกไปล่อให้ฝ่ายตรงข้ามออกจากที่ซ่อน

อาจารย์สุรเชษฐ์ เฟื่องฟู ผู้ประพันธ์บทและกำกับการแสดง สะท้อนแก่นคิดของตอนนี้ว่า “หน้าที่เป็นสิ่งสำคัญ” และตั้งคำถามปลายเปิดที่ทำให้คนดูอยากตามไปถึงฉากจบ ว่าสุดท้ายระหว่างน้ำมิตรที่ผูกพันกับหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องราวจะคลี่คลายอย่างไร ตามคำให้สัมภาษณ์ที่ผู้ใช้แนบ

อาจารย์สุรเชษฐ์ เฟื่องฟู อดีตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโขนละคร กรมศิลปากร และประธานกลุ่มศิลปินวังหน้า ผู้ประพันธ์บทและกำกับการแสดง

โขนกลางแปลงต่างจากโขนในโรงละคร เพราะธรรมชาติคือฉาก และระยะห่างคือความท้าทาย

คำว่าโขนกลางแปลงไม่ได้เป็นเพียงคำเรียกเชิงสถานที่ แต่เป็นรูปแบบการแสดงที่มีรากของตัวเอง แฟกต์ชีตอธิบายลักษณะสำคัญว่าเป็นการแสดงบนพื้นดินกลางสนามกว้าง ไม่มีเวที ใช้ธรรมชาติเป็นฉาก นิยมแสดงตอนยกทัพและการรบ ใช้ผู้แสดงจำนวนมาก ดำเนินเรื่องด้วยคำพากย์และบทเจรจา มีวงปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบ

เมื่อย้ายจากโรงละครมาอยู่กลางแจ้ง “สิ่งที่หายไป” คือกรอบที่ควบคุมได้ทุกอย่าง แต่ “สิ่งที่เพิ่มขึ้น” คือความยิ่งใหญ่ของภูมิทัศน์และความรู้สึกร่วมของผู้ชมจำนวนมากที่มองไปทางเดียวกัน เหมือนกำลังนั่งอยู่ในสนามประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต

อาจารย์สุรเชษฐ์อธิบายความยากของการแสดงกลางแจ้งว่าแม้รูปแบบโบราณจะใช้ธรรมชาติเป็นฉากมาแต่เดิม แต่ในยุคปัจจุบันต้องผสานเทคนิคการแสดง แสง สี เสียง และเอฟเฟกต์ เพื่อให้ผู้ชม “เห็นจินตนาการ” เป็นภาพใกล้จริงมากที่สุด ตามคำให้สัมภาษณ์ที่ผู้ใช้แนบ

เทคโนโลยีไม่ได้มาแทนจารีต แต่ทำหน้าที่พาคนดูเข้าใกล้เรื่องมากขึ้น

ปีนี้ผู้จัดระบุว่าจะมีการจัดเต็มด้านแสง สี เสียง และเอฟเฟกต์ โดยมีไฮไลต์ที่ถูกพูดถึงมากคือการออกแบบฉากให้เกิดภาพตัวละคร “เหาะ” ได้จริงกลางพื้นที่เปิด ซึ่งเป็นการใช้เทคนิคสมัยใหม่ทำหน้าที่เสริมความตื่นตา ไม่ใช่แย่งซีนแก่นของศิลปะ

ในมุมของคนดู นี่คือจุดที่ทำให้โขนซึ่งหลายคนเคยคิดว่าไกลตัว กลายเป็นการแสดงที่ “เข้าถึงได้” โดยไม่ต้องลดทอนมาตรฐานความประณีตของงานนาฏศิลป์

มากกว่าโชว์ คือการส่งต่อด้วยคนจริง เยาวชนกว่า 200 ชีวิตบนเวทีเดียวกับครูโขน

อีกหนึ่งแกนใหญ่ของโขนกลางแปลงปีนี้คือการถ่ายทอดมรดกสู่คนรุ่นใหม่ แฟกต์ชีตระบุว่ามีนักแสดงรวมกว่า 200 ชีวิต จากกลุ่มศิลปินวังหน้า ผนึกกำลังร่วมกับเยาวชนจังหวัดเชียงราย เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมสืบทอด

ภาพที่น่าสนใจคือการฝึกเด็กระดับประถมให้รับบทบาทในงานขนาดใหญ่ ซึ่งอาจารย์สุรเชษฐ์ใช้คำว่าเข้มข้นถึงขั้น “เคี่ยวกรำ” เพื่อให้เด็ก ป.5 ป.6 ก้าวข้ามความเขิน ความกลัว และข้อจำกัดทางร่างกาย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงที่ต้องอาศัยความพร้อมเพรียงสูง

อาจารย์สุรเชษฐ์ย้ำ 3 องค์ประกอบที่ใช้เป็นหลักในการฝึก คือใจที่รัก กล้าที่จะแสดงออก และวิริยะอุตสาหะในการฝึกซ้ำจนเกิดความแม่นยำ ตามคำให้สัมภาษณ์ที่ผู้ใช้แนบ

โขนอยู่รอดในโลกยุคใหม่ได้อย่างไร คำตอบอาจเริ่มจากคำว่า ตัวเป็นๆ

บนเวทีเสวนาและในบทสนทนาหลังการแสดงที่ผ่านมา อาจารย์สุรเชษฐ์เล่าประสบการณ์ที่กลายเป็นเหมือนคำตอบสั้นๆ ต่อคำถามใหญ่ เมื่อมีผู้ชมชาวเชียงรายกล่าวขอบคุณที่นำ “โขนตัวเป็นๆ” มาให้ดู คำพูดนี้สะท้อนว่าคนจำนวนไม่น้อยไม่เคยเห็นโขนจริงมาก่อน และเมื่อได้เห็นด้วยตา ได้ยินเสียงปี่พาทย์จริง ได้สัมผัสพลังของงานแสดงที่อยู่ตรงหน้า ความผูกพันจึงเกิดขึ้นทันที

ตรงนี้เองที่โขนกลางแปลงทำหน้าที่คลี่คลายปมความกังวลว่าโขนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโลกที่หมุนเร็ว เพราะการย้ายพื้นที่จากโรงละครสู่พื้นที่สาธารณะ คือการลดกำแพงการเข้าถึง และเพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่เกิดความอยากรู้ด้วยตัวเอง

เรื่องย่อที่ชวนตามไปจนสุดฉากจบ เมื่อศรพรหมาศยังไม่เสร็จ และศึกต้องถูกประวิงเวลา

เนื้อเรื่องย่อในเอกสารระบุว่า ทศกัณฐ์มีบัญชาให้พญามังกรกัณฐ์ออกไปรบกับกองทัพพระรามเพื่อขัดตาทัพ ประวิงเวลาให้อินทรชิตทำพิธีชุบศรพรหมาศให้สำเร็จ มังกรกัณฐ์แผลงศรจนเกราะประจำพระองค์ของพระรามขาดกระเด็น และลูกศรลอยวนอยู่หน้ากองทัพ ก่อนพระรามจะแผลงศรทำลายศรและคันศรของมังกรกัณฐ์ พร้อมทำลายไพร่พลฝ่ายนั้นจนสิ้น

เมื่อสิ้นศาสตราวุธ มังกรกัณฐ์ร่ายเวทย์เนรมิตรูปเหมือนตนลอยเต็มนภากาศ และซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางรูปเหล่านั้น พระรามฉงนไม่แน่ใจว่าร่างใดคือตัวจริง ในจังหวะที่ความเป็นความตายค้างอยู่ตรงหน้า เกสรทมาลาอาสาออกไปล่อให้มังกรกัณฐ์ออกจากที่ซ่อน โดยอ้างความหลังที่ทั้งคู่เคยร่วมสาบานเป็นมิตรกัน

นี่คือจุดที่ทำให้เรื่องไม่ได้หยุดอยู่ที่เทคนิคการรบ แต่พาผู้ชมเข้าไปอยู่ในพื้นที่สีเทาของความสัมพันธ์ ระหว่างคำสาบานที่เคยให้ไว้กับภาระหน้าที่ที่ต้องทำ และผู้จัดตั้งใจวางคำถามปลายเปิดไว้ให้คนดูเป็นผู้ตัดสินด้วยหัวใจของตัวเอง

ลำดับการแสดงในสองคืน และความหมายของการเปิดเรื่องด้วยการน้อมรำลึก

กำหนดการในแฟกต์ชีตระบุว่า การแสดงจัด 2 วัน ในวันที่ 13 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 ถึง 19.15 น. ณ บริเวณริมทะเลสาบ สิงห์ปาร์ค เชียงราย

ลำดับการแสดงประกอบด้วย
การแสดงเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การแสดงชุด มังรายจอมราชันและปิดท้ายด้วยโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตรการวางลำดับเช่นนี้ทำให้โขนกลางแปลงไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เชื่อมโยงมิติของความกตัญญู ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และวรรณคดีระดับชาติไว้ในคืนเดียว

โขนกลางแปลงในเทศกาลบอลลูน เมื่อศิลปะการแสดงยืนอยู่เคียงเทศกาลท่องเที่ยว

ข้อมูลการจัดงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่สิงห์ปาร์คระบุช่วงวันที่ 11 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2026 และถูกสื่อสารในหลายช่องทางทางการ รวมถึงเว็บไซต์ทางการท่องเที่ยวของไทย

เมื่อโขนกลางแปลงถูกวางเป็นหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของเทศกาล ภาพที่เกิดขึ้นจึงมีสองชั้น ชั้นแรกคือการดึงดูดผู้ชมที่ตั้งใจมาดูบอลลูน ให้ได้พบศิลปะที่อาจไม่เคยคิดจะดูมาก่อน ชั้นที่สองคือการทำให้ศิลปะที่เคยถูกมองว่าสงวนพื้นที่ กลายเป็น “ประสบการณ์ร่วม” ของผู้คนต่างวัย ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรม ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน

เสียงสะท้อนต่อชุมชน เมื่อมรดกวัฒนธรรมกลายเป็นทุนทางสังคมที่จับต้องได้

ในระดับชุมชน การรวมตัวของเยาวชน ครูโขน และเครือข่ายสนับสนุน ทำให้โขนกลางแปลงไม่ใช่กิจกรรมที่มาฉายแล้วจากไป แต่เป็นกระบวนการสร้างคน สร้างวินัย และสร้างความภาคภูมิใจที่สะสมได้ทุกปี

คำว่า “คนดูรุ่นใหม่และรุ่นเก่า” ที่อาจารย์สุรเชษฐ์กล่าวถึงในคำให้สัมภาษณ์ สะท้อนว่าอนาคตของโขนไม่ได้แขวนอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากอยู่ที่การทำให้ทั้งคนดูและคนแสดงรู้สึกว่าโขนเป็นของเขาจริงๆ และยังเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาในปัจจุบัน

รายละเอียดการเข้าชมที่ผู้ชมควรรู้ก่อนเดินทาง

การแสดงโขนกลางแปลง เรื่องรามเกียรติ์ ชุด มังกรกัณฐ์ชาญศักดา เกสรทมาลามหามิตร
จัดแสดงวันที่ 13 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 ถึง 19.15 น. สถานที่ บริเวณริมทะเลสาบ สิงห์ปาร์ค เชียงราย ผู้จัดระบุว่าเป็นการแสดงแบบใกล้ชิดผู้ชม ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในช่วงเทศกาลบอลลูนนานาชาติที่สิงห์ปาร์คซึ่งจัดระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2569

เมื่อคำว่าอนุรักษ์ไม่ใช่การเก็บไว้ แต่คือการทำให้คนอยากมองต่อ

โขนกลางแปลงปีที่ 6 ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย เดินเรื่องด้วยโจทย์ที่ร่วมสมัยกว่าที่หลายคนคาด คือโจทย์ความสัมพันธ์ ความรับผิดชอบ และการตัดสินใจในวันที่หน้าที่เดินสวนทางกับหัวใจ พร้อมกันนั้นยังเดินเรื่องอีกชั้นหนึ่งผ่านกระบวนการสืบทอดที่เห็นเป็นรูปธรรม จากครูโขนสู่เยาวชนกว่า 200 ชีวิต

ในโลกที่ความสนใจของผู้คนถูกแย่งชิงด้วยหน้าจอ การพาโขนออกมาอยู่กลางธรรมชาติ ใช้เทคนิคสมัยใหม่เป็นสะพาน และปล่อยให้ความงามของจารีตทำงานด้วยตัวเอง อาจเป็นคำตอบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุด ว่ามรดกที่ขึ้นทะเบียนแล้วจะยังคงมีชีวิตได้ ก็ต่อเมื่อยังมีคนดู ยังมีคนฝึก และยังมีคนเชื่อว่าเรื่องเล่าบนหน้ากากนั้นพูดกับชีวิตจริงของเราได้เสมอ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนโขนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ อยู่ในบัญชีรายชื่อ Representative List ระบุปีที่ขึ้นทะเบียน 2018
  • เทศกาล Singha Park International Balloon Fiesta 2026
  • Singha Park Chiang Rai
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรุกโครงการ “50 by 30” ดันมาตรการคุมความเร็ว 30 กม./ชม. ในชุมชน ลดตาย-เจ็บเชิงระบบ

เชียงรายเดินหน้าโครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน 50 by 30 ดันมาตรการความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในชุมชน หวังลดความสูญเสียเชิงระบบ

เชียงราย,13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพห้องประชุมที่เต็มไปด้วยเครือข่ายภาครัฐ นักวิชาการ เยาวชน และภาคีในพื้นที่ กลายเป็นอีกสัญญาณว่าปัญหาอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่เรื่องเฉพาะของการบังคับใช้กฎหมายแบบเป็นครั้งคราวในช่วงเทศกาล แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. จังหวัดเชียงรายเปิดโครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน Road Safety Leader 50 by 30 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมประกาศจุดยืนสำคัญในการปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน เน้นการสวมหมวกนิรภัยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ และการใช้ความเร็วที่ปลอดภัยไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตชุมชนและพื้นที่เปราะบางอย่างโรงเรียน ตลาด และเขตมหาวิทยาลัย

โครงการดังกล่าวถูกออกแบบให้สอดรับกับทิศทางสากลภายใต้ทศวรรษแห่งการดำเนินการเพื่อความปลอดภัยทางถนน 2021 ถึง 2030 ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนลงอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2030 ขณะที่องค์การอนามัยโลกชี้ว่าอุบัติเหตุทางถนนยังเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสาธารณะสำคัญ โดยทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนราว 1.19 ล้านคนต่อปี

จุดตั้งต้นของเชียงรายเมื่ออุบัติเหตุลดลง แต่ความรุนแรงกลับเพิ่มขึ้น

สารตั้งต้นที่ทำให้โครงการในเชียงรายได้รับความสนใจ ไม่ได้มาจากการมองตัวเลขอุบัติเหตุเพียงมิติเดียว แต่เกิดจากการอ่านแนวโน้มที่ซับซ้อนยิ่งกว่า คือในหลายช่วงเวลา จำนวนครั้งของอุบัติเหตุอาจลดลงได้จากการรณรงค์และการตั้งด่าน แต่ความรุนแรงต่อครั้งกลับสูงขึ้นจนทำให้ยอดผู้เสียชีวิตไม่ลดลงตามคาด

ข้อมูลสรุปจากการเฝ้าระวังอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2568 ที่หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางถนนรายงานไว้ สะท้อนว่าเกิดอุบัติเหตุรวม 2,467 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 436 ราย และผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ตัวเลขดังกล่าวถูกใช้เป็นสัญญาณเตือนเชิงนโยบายว่า การลดอุบัติเหตุให้ได้มากขึ้นอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากไม่สามารถลดความรุนแรง ณ วินาทีปะทะได้

ในมุมของผู้กำหนดทิศทางงานความปลอดภัยทางถนนของเชียงราย โจทย์สำคัญจึงขยับจากการทำให้คนระมัดระวังในช่วงเทศกาล ไปสู่การสร้างวินัยและสภาพแวดล้อมที่ลดแรงปะทะตลอดทั้งปี และนี่คือเหตุผลที่มาตรการความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในชุมชนถูกยกขึ้นเป็นแกนของโครงการ

ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเส้นแบ่งของชีวิต

บนเวทีเปิดโครงการ รศ.ดร.นาวิน พรมใจสา ประธานเครือข่ายรณรงค์ความปลอดภัยทางถนน ย้ำว่าแนวคิด Safe Speed ในพื้นที่ชุมชนคือหัวใจที่ทำให้ระบบถนน “ยอมรับความผิดพลาดของมนุษย์” ได้มากขึ้น เพราะเมื่อความเร็วสูงขึ้น ระยะเบรกยาวขึ้น และแรงปะทะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ส่งผลต่อโอกาสรอดชีวิตของผู้ใช้ถนนกลุ่มเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางสากลด้าน Safe System ซึ่งเน้นการจัดการความเร็วให้สอดรับกับความสามารถในการรับแรงกระแทกของร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะบนถนนที่มีคนเดินเท้าและผู้ใช้ถนนเปราะบาง

เชียงรายจึงเลือก “ช้าลงเพื่อรอด” เป็นแกนสื่อสารที่จับต้องได้ และผูกเข้ากับพฤติกรรมที่ทำได้ทันที คือชุมชนและสถานศึกษากำหนดความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคู่การสวมหมวกนิรภัยแบบจริงจัง

รถจักรยานยนต์ยังเป็นจุดเสี่ยงหลักของประเทศ และสะเทือนถึงท้องถิ่น

แม้โครงการจะเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงราย แต่ประเด็นรถจักรยานยนต์เป็นภาพใหญ่ระดับประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในประเทศไทย รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของครัวเรือนจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่นอกเมืองใหญ่ ซึ่งหมายความว่า “ความเสี่ยง” ถูกกระจายอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เฉพาะถนนสายหลักหรือช่วงเดินทางไกล

รายงานและบทวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยทางถนนของไทยจำนวนมากชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า กลุ่มผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัยและการใช้ความเร็วสูง

เมื่อความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ นโยบายท้องถิ่นที่มุ่งสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชน จึงเป็นการวางกำลังคนในจุดที่สำคัญที่สุด คือจุดที่คนตัดสินใจว่าจะสวมหมวกหรือไม่ จะบิดคันเร่งแค่ไหน และจะเคารพสิทธิคนเดินเท้าหรือไม่

เชียงรายเลือกสร้างผู้นำมากกว่าสร้างกิจกรรม เพราะเป้าหมายคือวัฒนธรรม 365 วัน

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุในพิธีเปิดว่า อุบัติเหตุทางถนนยังเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชน โครงการผู้นำความปลอดภัยทางถนน 50 by 30 จึงถูกวางให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติ มุ่งสร้างต้นแบบในระดับพื้นที่ให้เห็นจริง ทำจริง และส่งต่อได้จริง ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ

สาระสำคัญของโครงการในเชิงการสื่อสารสาธารณะ คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยกู้ชีพ” ไปสู่ “ความปลอดภัยเป็นวัฒนธรรมร่วม” ซึ่งต้องมีผู้นำทางสังคมเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชุมชน ครู อาจารย์ นักศึกษา อาสาสมัคร และเครือข่ายภาคีในพื้นที่

ในทางปฏิบัติ การยกระดับความปลอดภัยให้ยั่งยืนมักต้องทำพร้อมกันหลายชั้น ตั้งแต่การสื่อสารความเสี่ยงที่เข้าใจง่าย การกำหนดกติกาชุมชน การทำให้การสวมหมวกเป็นบรรทัดฐาน ไปจนถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมให้ชะลอความเร็วโดยธรรมชาติ และการบังคับใช้กฎหมายที่สม่ำเสมอ

บทเรียนระดับประเทศชี้ว่าเพียงตั้งด่านไม่พอ หากไม่ลดแรงปะทะ

เหตุผลที่แนวคิด Safe Speed ถูกชูขึ้นอย่างจริงจัง สะท้อนจากบทเรียนช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ที่สถิติสะสมชี้ว่าความสูญเสียยังสูง แม้จำนวนอุบัติเหตุรวมจะไม่ใช่ตัวเลขสูงที่สุดในทุกปีเสมอไป แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังเป็นสิ่งที่สังคมรับไม่ได้ และก่อภาระต่อระบบสาธารณสุข รวมถึงเศรษฐกิจครัวเรือนในระยะยาว

ข้อมูลระดับโลกขององค์การอนามัยโลกย้ำว่า การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ฉับพลัน แต่เป็นภาระต่อระบบสุขภาพและความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้สูญเสียจำนวนมากอยู่ในวัยทำงานและเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของครอบครัว

เมื่อแปลโจทย์กลับมายังเชียงราย การคุมความเร็วในเขตชุมชนจึงไม่ใช่เรื่อง “ทำให้รถวิ่งช้า” เท่านั้น แต่คือการตัดวงจรความสูญเสียตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เป็นการลดแรงปะทะให้เหลือระดับที่มนุษย์มีโอกาสรอด และลดโอกาสที่อุบัติเหตุหนึ่งครั้งจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งบ้าน

จุดเปลี่ยนที่ประชาชนสัมผัสได้จริง คือทำให้กติกาใหม่เป็นเรื่องปกติ

ในภาพรวม โครงการ Road Safety Leader 50 by 30 จะเดินหน้าได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่า “กติกาใหม่” ไม่ใช่ภาระเพิ่ม แต่เป็นความคุ้มครองชีวิตของทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ คนเดินเท้า และผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของพื้นที่

สิ่งที่ทำได้ทันทีในระดับครัวเรือนและชุมชนมีไม่กี่อย่าง แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง

เริ่มจากการสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งแม้ระยะทางสั้น เพราะอุบัติเหตุจำนวนมากเกิดในถนนใกล้บ้านและถนนชุมชน

ลดความเร็วให้เหลือระดับที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะหน้าโรงเรียน ตลาด และทางแยกที่มีคนข้ามถนน

ไม่ดื่มแล้วขับ และไม่ปล่อยให้คนในบ้านดื่มแล้วขับ เพราะการตัดสินใจเพียงครั้งเดียวอาจแลกด้วยชีวิต

ชุมชนร่วมกันกำหนดพื้นที่ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และช่วยกันสอดส่องอย่างเป็นมิตรควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้ถูกทำซ้ำมากพอ สิ่งที่เปลี่ยนจะไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือวัฒนธรรมถนนที่ปลอดภัยขึ้นในระยะยาว

เชียงรายกับเป้าหมาย 2573 งานยากแต่จำเป็น และวัดผลได้จากชีวิตที่ไม่หายไป

เป้าหมาย 50 by 30 ฟังดูเป็นภาษานโยบาย แต่ในความเป็นจริงคือคำถามง่าย ๆ ว่า เราจะทำอย่างไรให้คนที่ออกจากบ้านในตอนเช้า ได้กลับถึงบ้านในตอนเย็นมากขึ้นเท่าเดิมทุกวัน

เชียงรายเลือกเริ่มจากการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพราะการลดความสูญเสียไม่สามารถอาศัยความเข้มข้นเพียงช่วงเทศกาลได้อีกต่อไป หากต้องเป็นงานตลอดปี และต้องฝังอยู่ในพฤติกรรมของผู้ใช้ถนน

ในวันที่สังคมเริ่มรับรู้ว่าอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่ดวง แต่เป็นผลของความเร็ว วินัย และการออกแบบระบบ การเริ่มต้นของเชียงรายในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าพิธีเปิด แต่คือการส่งสัญญาณว่า จังหวัดพร้อมขยับจากการแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ไปสู่การป้องกันเชิงระบบ และวัดผลด้วยตัวชี้วัดสำคัญที่สุด คือจำนวนชีวิตที่ลดการสูญเสียลงจริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สรุปอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 10 วันอันตราย ระหว่าง 27 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 อุบัติเหตุ 2,467 ครั้ง เสียชีวิต 436 ราย อ้างอิงรายงานข่าวที่ถอดจากการสรุปของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • Global Plan ขององค์การอนามัยโลกและหน่วยงานสหประชาชาติ
  • โครงสร้างระบบข้อมูลความปลอดภัยทางถนนไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TOP STORIES

ชาเชียงราย “สยามเอิร์ลเกรย์” คว้า Highly Commended เวทีลอนดอน 2025 ตอกย้ำศักยภาพชาไทยพรีเมียม

สยามเอิร์ลเกรย์จากเชียงรายคว้าคำยกย่องบนเวทีโลก สะท้อนโอกาสชาไทยก้าวสู่สินค้ามูลค่าสูง

เชียงราย, 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ความสำเร็จของชาไทยบนเวทีนานาชาติกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อผลิตภัณฑ์ชาปรุงกลิ่นจากภาคเหนืออย่าง “สยามเอิร์ลเกรย์” ของแบรนด์สวรรค์บนดิน ได้รับการประกาศผลในเวที The Leafies International Tea Awards 2025 ซึ่งจัดโดย UK Tea Academy ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 โดยรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในหมวด Scented Tea ระบุว่า SIAM EARL GREY จากประเทศไทยได้รับรางวัลระดับ Highly Commended

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฐานรากของภาคเหนือกำลังมองหา “เส้นทางใหม่” ในการเพิ่มมูลค่าให้พืชเศรษฐกิจเดิม ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ หรือพืชสมุนไพร และในอีกด้านหนึ่ง จังหวัดเชียงรายเองก็อยู่ในวงจรความท้าทายซ้ำซ้อน ทั้งแรงกดดันจากต้นทุนเกษตร ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความผันผวนของตลาด เมื่อรางวัลจากลอนดอนเกิดขึ้น จึงไม่ใช่เพียงข่าวดีของผู้ประกอบการรายหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณที่ชวนให้ถามต่อว่า อุตสาหกรรมชาไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการขายวัตถุดิบ ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพ เรื่องเล่า และมาตรฐานสากลได้จริงเพียงใด

เวทีลอนดอนที่คัดเลือกเข้ม และความหมายของคำว่า Highly Commended

The Leafies International Tea Awards เป็นเวทีที่อุตสาหกรรมชานานาชาติจับตา โดยข้อมูลจาก UK Tea Academy ระบุว่า การประกวดปีดังกล่าวมีผู้ส่งผลงานรวม 411 รายการ จาก 21 ประเทศ และมีรายการที่ได้รับการยกย่องระดับ Highly Commended จำนวน 52 รายการ ในภาพรวม สิ่งที่เวทีลักษณะนี้สะท้อนคือการแข่งขันไม่หยุดอยู่แค่ “รสชาติ” แต่รวมไปถึงความสม่ำเสมอของคุณภาพ ความสะอาดปลอดภัย ความชัดเจนของแหล่งที่มา และความสามารถในการทำให้ผลิตภัณฑ์มีเอกลักษณ์แตกต่างพอจะยืนอยู่ในตลาดพรีเมียมได้

สำหรับสยามเอิร์ลเกรย์ การถูกระบุชื่อในรายชื่อผู้ได้รับ Highly Commended ในหมวด Scented Tea เท่ากับการได้รับ “ตราประทับความน่าเชื่อถือ” ในสายตากรรมการที่มาจากบริบทการดื่มชาต่างวัฒนธรรม ซึ่งมีมาตรฐานการประเมินกลิ่น รส และบาลานซ์ที่ละเอียดมาก การได้ผลลัพธ์ระดับนี้จึงมีนัยต่อภาพลักษณ์ชาไทยในตลาดที่ผู้บริโภคเชื่อในรางวัล และเชื่อในมาตรฐานต้นทาง

จากดอยสูงสู่ชาปรุงกลิ่น ความท้าทายของการทำให้เอกลักษณ์ยืนระยะ

ในหมวดชาปรุงกลิ่น สิ่งที่ตัดสินกันจริงไม่ใช่เพียง “กลิ่นหอมถูกใจ” แต่คือความสามารถในการรักษากลิ่นธรรมชาติของใบชาให้ยังเป็นพระเอก ขณะเดียวกันก็ทำให้กลิ่นที่ปรุงเข้าไปมีความกลมกลืน ไม่ทับซ้อนจนกลายเป็นน้ำหอมในแก้วชา นั่นทำให้ชาปรุงกลิ่นที่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศมักต้องอาศัยใบชาฐานที่มีคุณภาพสูงมาก มีความสะอาด และมีโครงสร้างรสที่ชัด

ข้อมูลที่ระบุในรายชื่อผู้ได้รับรางวัลยืนยันเพียงประเด็นสำคัญคือ ชานี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Scented Tea และได้รับ Highly Commended ส่วนรายละเอียดเชิงเทคนิคของกระบวนการผลิตหรือแหล่งปลูกนั้น ยังเป็นข้อมูลที่ผู้ผลิตและเครือข่ายชุมชนต้องสื่อสารต่ออย่างเป็นระบบ หากต้องการให้รางวัลเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตลาด ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวแล้วจบไปกับฤดูกาลข่าว

ภาพอุตสาหกรรมชาไทย จุดแข็งด้านวัฒนธรรม แต่ต้องเร่งยกระดับมูลค่า

ในมุมตลาด ประเทศไทยมีตลาดชาในประเทศทั้งกลุ่มชาแห้งและชาพร้อมดื่ม ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลาย รายงานของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นข้อมูลมูลค่าตลาดค้าปลีกชาหลายประเภท รวมถึงข้อมูลการค้าและแนวโน้มภาพรวมของสินค้าในกลุ่มนี้ แม้รายงานฉบับดังกล่าวจะไม่ได้ถูกจัดทำเพื่อชี้เฉพาะเรื่องชาพรีเมียม แต่ช่วยยืนยันว่า “ชา” ยังเป็นสินค้าในกระแสการบริโภคต่อเนื่อง และมีพื้นที่ให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าเติบโตได้

โจทย์ของชาพรีเมียมจึงไม่ใช่การแข่งขันกับชาพร้อมดื่มในร้านสะดวกซื้อ หากแต่เป็นการสร้างตลาดอีกชั้นหนึ่งที่ยืนด้วยคุณภาพและมาตรฐาน โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อสินค้าแหล่งปลูกเฉพาะถิ่น มีเรื่องเล่า และมีการรับรองที่ตรวจสอบได้

เชียงรายกับโอกาสในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ ตั้งแต่ชุมชนถึงการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

เชียงรายมีทุนเดิมที่สำคัญ คือภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เอื้อต่อพืชคุณภาพอย่างชาและกาแฟ มีองค์ความรู้ท้องถิ่น และมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เมื่อผลิตภัณฑ์ชาจากพื้นที่ได้การยอมรับระดับนานาชาติ โอกาสที่ขยายตามมาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ยอดขายชา แต่รวมถึงการพัฒนากิจกรรมเชิงประสบการณ์ เช่น ชิมชา เรียนรู้การผลิต เยี่ยมสวนชา หรือเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนที่ผูกกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การขยับสู่โมเดลนี้จำเป็นต้องมี “มาตรฐานร่วม” ทั้งความปลอดภัยอาหาร การสื่อสารแหล่งที่มา และการบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้ไม่ทำลายระบบนิเวศต้นน้ำ เพราะสินค้าพรีเมียมในตลาดโลกมักถูกตรวจสอบย้อนกลับเข้มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อมและแรงงาน

ความเสี่ยงที่ซ้อนอยู่หลังความสำเร็จ ภูมิอากาศและความผันผวนผลผลิต

รางวัลระดับนานาชาติช่วยดึงความสนใจ แต่ก็พาอุตสาหกรรมกลับมาเผชิญคำถามเดิมที่ใหญ่กว่าเดิม คือจะรักษาคุณภาพให้คงที่ท่ามกลางความผันผวนของสภาพอากาศได้อย่างไร หลายประเทศผู้ผลิตชารายใหญ่เผชิญปัญหาผลผลิตและคุณภาพได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งถูกนำเสนอเป็นประเด็นเศรษฐกิจในสื่อสากลอย่างต่อเนื่อง

สำหรับภาคเหนือของไทย ความเสี่ยงลักษณะเดียวกันสามารถสะท้อนผ่านฤดูกาลที่เปลี่ยนเร็ว ฝนทิ้งช่วง อุณหภูมิสูงขึ้น และแรงกดดันเรื่องไฟป่าและหมอกควัน ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงกระทบผลผลิต แต่กระทบต้นทุนการดูแลสวนชา และทำให้การคุมมาตรฐานยากขึ้น หากอุตสาหกรรมจะใช้รางวัลเป็นใบเบิกทางสู่ตลาดพรีเมียมจริง สิ่งที่ต้องตามมา คือระบบจัดการคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ และแผนการปรับตัวต่อภูมิอากาศในระดับชุมชน

มิติ Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ชาไทยต้อง “เล่าได้” และ “พิสูจน์ได้”

การผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูงในช่วงหลังถูกเชื่อมกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์มากขึ้น ในฝั่งภาครัฐ กระทรวงพาณิชย์รายงานความคืบหน้าเรื่องสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสินค้า GI ในภาพรวม แม้ชาเชียงรายยังมีหลายโจทย์ด้านการสื่อสารอัตลักษณ์และการรวมกลุ่ม แต่แนวคิด GI และมาตรฐานแหล่งปลูกเฉพาะถิ่นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถยกระดับความเชื่อมั่นของผู้ซื้อได้ หากทำอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้จริง

ในโลกของผู้บริโภคพรีเมียม “เรื่องเล่า” มีน้ำหนักพอ ๆ กับ “ใบรับรอง” ชาที่ไปถึงตลาดระดับบนต้องเล่าได้ว่าเกิดจากพื้นที่แบบไหน ใครปลูก ปลูกอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร และต้องพิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับ ไม่ใช่เพียงคำโฆษณา การได้รับ Highly Commended จึงเป็นเหมือนการเปิดประตู แต่การเดินเข้าไปยืนในห้องนั้นให้นาน คือภารกิจระยะยาวของทั้งผู้ประกอบการ เครือข่ายเกษตรกร และหน่วยงานสนับสนุนในพื้นที่

ประเด็นที่กระทบชีวิตชุมชน รายได้และอำนาจต่อรองของเกษตรกรรายย่อย

หากมองลึกลงไปในระดับชุมชน ความสำเร็จของสินค้าพรีเมียมจะมีความหมายก็ต่อเมื่อ “รายได้กระจายถึงต้นน้ำ” อย่างเป็นธรรม เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากยังติดอยู่กับวงจรขายวัตถุดิบราคาต่ำ ขณะที่ต้นทุนปุ๋ย ค่าแรง และค่าขนส่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โมเดลชาพรีเมียมที่ยั่งยืนจึงต้องสร้างระบบซื้อขายที่ทำให้เกษตรกรมีแรงจูงใจรักษาคุณภาพ และได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นตามคุณภาพจริง ไม่ใช่เพียงการรับซื้อแบบเหมารวม

ในมุมผู้ประกอบการ ความท้าทายอยู่ที่การรักษาความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ การลงทุนด้านมาตรฐาน และการสื่อสารตลาดต่างประเทศที่ต้องใช้เวลาและงบประมาณ ดังนั้นความร่วมมือแบบเครือข่าย และการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และมาตรฐาน จึงเป็นจุดที่หน่วยงานในประเทศสามารถมีบทบาทได้มาก โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดความพร้อมด้านความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ และการตลาดเชิงคุณค่า

รางวัลหนึ่งรายการกับคำถามใหญ่ของอุตสาหกรรมชาไทย

การที่ SIAM EARL GREY จากประเทศไทยได้รับ Highly Commended ในหมวด Scented Tea ของ The Leafies International Tea Awards 2025 เป็นข่าวที่สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการและระบบการผลิตชาไทยที่เริ่มก้าวพ้นภาพจำเดิม แต่ในเวลาเดียวกัน รางวัลก็เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะทำให้ “ความสำเร็จแบบพรีเมียม” กลายเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ชุมชนเข้าถึงได้จริงหรือไม่

ถ้าคำตอบคือใช่ ความเคลื่อนไหวต่อไปควรอยู่ที่การยกระดับมาตรฐานต้นน้ำ การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ การปรับตัวต่อความเสี่ยงภูมิอากาศ และการสร้างแบรนด์ที่เล่าเรื่องด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงการตลาด เพราะตลาดโลกให้คุณค่าอย่างมากกับความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และคุณภาพที่พิสูจน์ได้

ในท้ายที่สุด ชาในถ้วยหนึ่งอาจเป็นเพียงเครื่องดื่มสำหรับผู้บริโภค แต่สำหรับเชียงราย มันคือความหวังของรายได้ใหม่ คือแรงจูงใจให้ชุมชนรักษาป่าต้นน้ำ และคือโอกาสในการเปลี่ยน “พืชเศรษฐกิจเดิม” ให้กลายเป็นสินค้าสร้างชื่อระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • UK Tea Academy, รายงานผลการประกวด The Leafies International Tea Awards 2025 และสถิติการประกวด เผยแพร่บนเว็บไซต์ผู้จัด
  • UK Tea Academy, รายชื่อผู้ได้รับรางวัลหมวด Scented Tea ระบุ SIAM EARL GREY ประเทศไทย ได้รับ Highly Commended
  • สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานข้อมูลแนวโน้มตลาดและการค้าในกลุ่มสินค้าเกี่ยวข้องกับชา
  • Reuters รายงานผลกระทบสภาพอากาศต่อผลผลิตชาในประเทศผู้ผลิตรายสำคัญ ใช้ประกอบการอธิบายความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
  • กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา รายงานข้อมูลสินค้า GI และมูลค่าทางเศรษฐกิจปี 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรมอาเซียนสัญจรเชียงราย ชู “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” แก้ฝุ่นข้ามพรมแดนและปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน

เชียงรายบนเวทีอาเซียนสัญจร 2569 เมื่อปัญหาฝุ่นข้ามแดนและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลายเป็นวาระร่วมที่ต้องแก้ด้วยข้อมูลและกลไกภูมิภาค

เชียงราย,12 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพห้องประชุมในโรงแรม The Heritage วันนี้ไม่ได้มีเพียงพิธีการตามกำหนดการประชุม แต่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของโจทย์การพัฒนาชายแดนภาคเหนือที่ซับซ้อนขึ้นทุกปี ตั้งแต่ฝุ่น PM2.5 ที่ลอยข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทาง ไปจนถึงเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เคลื่อนฐานตามแรงกดดันของการบังคับใช้กฎหมาย

กิจกรรมอาเซียนสัญจรที่กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ จัดขึ้นในจังหวัดเชียงราย จึงถูกวางให้เป็นมากกว่ากิจกรรมเผยแพร่ความรู้เชิงวิชาการ เพราะพื้นที่ปลายทางขององค์ความรู้ในวันนี้คือชีวิตจริงของคนชายแดน ผู้ประกอบการ นักเรียน ครู และหน่วยงานรัฐในจังหวัด ที่ต้องอยู่กับผลกระทบเชิงสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงไปพร้อมกัน

ผู้เข้าร่วมราว 100 คนประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดเชียงราย นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย รวมถึงครูจากโรงเรียนเครือข่ายห้องสมุดอาเซียนในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด กลุ่มผู้ฟังลักษณะนี้ทำให้วงสนทนาไม่ได้หยุดอยู่แค่คำอธิบายโครงสร้างอาเซียน แต่ไหลไปสู่คำถามเชิงปฏิบัติว่า เมื่อปัญหาข้ามแดนหนักขึ้น กลไกอาเซียนช่วยอะไรได้จริง และคนเชียงรายจะใช้ประโยชน์จากความร่วมมือภูมิภาคเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร

อาเซียนไม่ได้อยู่ไกล เมื่อเชียงรายอยู่ใกล้กว่าที่คิด

การตั้งกิจกรรมในเชียงรายมีนัยสำคัญต่อการสื่อสารนโยบายสาธารณะ เพราะจังหวัดนี้เป็นหนึ่งในประตูสำคัญของไทยสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งการค้า การท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายผู้คน เมื่อสถานการณ์โลกและภูมิภาคผันผวน ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านสามารถส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงชุมชนชายแดนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน

ในอีกด้านหนึ่ง อาเซียนเองเป็นภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจและประชากรใหญ่พอจะเปลี่ยนชีวิตคนท้องถิ่นได้ หากรู้ช่องทางและรู้วิธีใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง ข้อมูลตัวชี้วัดของอาเซียนระบุว่า ประชากรอาเซียนอยู่ในระดับหลายร้อยล้านคน และการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องหลังยุคโควิด ซึ่งหมายถึงโอกาสของสินค้าและบริการท้องถิ่น รวมถึงเชียงราย หากสามารถเชื่อมกับตลาดภูมิภาคได้อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม โอกาสและความเสี่ยงมักมาเป็นแพ็กเดียวกัน ยิ่งการเชื่อมต่อข้ามแดนมีความหนาแน่นมากขึ้น ปัญหาที่อาศัยช่องว่างชายแดนก็ยิ่งทวีความรุนแรง ตั้งแต่หมอกควันข้ามแดน ไปจนถึงการหลอกลวงออนไลน์ที่ขยายตัวเร็วกว่าโครงสร้างการคุ้มครองผู้บริโภคในหลายประเทศ

น.ส. สุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ

ประเด็นเด่นที่ถูกจับตา ฝุ่นข้ามแดนที่ต้องแก้ด้วยความร่วมมือจริง ไม่ใช่การขอความร่วมมือแบบปีต่อปี

หนึ่งในคำถามสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาในวงสนทนาวันนี้คือ การแก้ฝุ่นข้ามแดนภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส ที่ฝ่ายไทยผลักดันร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยรองอธิบดีกรมอาเซียน นางสาวสุชาดา เมฆธารา ให้ข้อมูลในเชิงทิศทางว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล เนื่องจากกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยตรง และต้องเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเมียนมาและลาวอย่างต่อเนื่อง

ในงานครั้งนี้ นางสาวสุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ให้ภาพรวมว่า ประเด็นฝุ่น PM2.5 เป็นผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง และเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลไทย จึงมีความพยายามทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาและลาวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะปีนี้ พร้อมสะท้อนรายละเอียดการทำงานผ่านกิจกรรมหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องซึ่งจัดที่จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่างไทย ลาว เมียนมา และมีผู้เชี่ยวชาญจากจีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รวมถึงญี่ปุ่นเข้าร่วม แลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อเสริมความร่วมมือในประเด็นสำคัญร่วมกัน เช่น เกษตรยั่งยืน การจัดการป่า ระบบเตือนภัย และการติดตามจุดความร้อนซึ่งเป็นพื้นฐานต่อการทำงานร่วมกันในระยะต่อไป

สาระสำคัญจากถ้อยคำที่นำเสนอในเวทีนี้คือ การแก้ปัญหาฝุ่นไม่อาจพึ่งการรณรงค์หรือมาตรการเฉพาะหน้าภายในประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะต้นตอจำนวนหนึ่งอยู่นอกเขตอำนาจรัฐ และเกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตร พฤติกรรมการจัดการพื้นที่ป่า และระบบเตือนภัยที่ยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพในระดับภูมิภาค

ในมุมกฎหมายและกรอบความร่วมมือ อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามแดนซึ่งถูกลงนามตั้งแต่ปี 2545 และมีผลใช้บังคับในปี 2546 เพื่อยกระดับการร่วมมือ ป้องกัน เฝ้าระวัง และรับมือมลพิษหมอกควันข้ามแดนร่วมกัน การหยิบประเด็นนี้กลับมาพูดในเชียงรายวันนี้จึงเป็นสัญญาณว่า ปัญหาไม่ได้ลดความสำคัญลง ตรงกันข้ามคือกำลังกลับมาเป็นโจทย์ที่ต้องทำให้กลไกที่มีอยู่เคลื่อนจริงในภาคสนาม

ความน่ากังวลของ PM2.5 ไม่ได้มีแค่ตัวเลขรายวัน แต่คือความเสี่ยงระยะยาว งานอ้างอิงด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติชี้ว่า แนวทางขององค์การอนามัยโลกปรับลดค่าคำแนะนำของ PM2.5 ลงอย่างเข้มงวดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักฐานผลกระทบต่อสุขภาพที่ชัดขึ้น เมื่อมาตรฐานทางวิชาการยิ่งเข้ม การบริหารจัดการเชิงระบบก็ยิ่งต้องจริงจัง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีภูมิประเทศเอื้อต่อการสะสมของมลพิษในช่วงลมสงบ

อีกประเด็นที่เชื่อมกับชีวิตประจำวันคือค่าอ้างอิงมาตรฐานภายในประเทศ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของไทยได้อ้างอิงมาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ใช้ในประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าเมื่อเกินเกณฑ์จะมีผลต่อสุขภาพและต้องมีมาตรการป้องกันส่วนบุคคลและชุมชน

ประเด็นเด่นอีกด้าน อาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมื่อคนชายแดนต้องการคำตอบที่จับต้องได้

หากฝุ่นข้ามแดนคือปัญหาที่มองเห็นด้วยตาในบางวัน อาชญากรรมออนไลน์คือปัญหาที่มองไม่เห็น แต่กัดกินเงินออมและความมั่นคงทางใจของผู้คนทุกวัน คำถามเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ประชิดชายแดนเชียงรายจึงถูกยกขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา ว่าอาเซียนมีเครื่องมืออะไรในการประสานงานหรือกดดันประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คำอธิบายในเวทีนี้ชี้ไปยังกรอบความร่วมมือของอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีทั้งระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส และมีแนวคิดสำคัญคือการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี และพัฒนาไปสู่การสืบสวนสอบสวนร่วมกัน รวมถึงการทำให้พื้นที่ปลอดภัยของเครือข่ายอาชญากรรมลดลง

นางสาวสุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ อธิบายว่ากรอบอาเซียนมีทั้งการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และกรอบการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงแผนงานความร่วมมือด้านการบริหารจัดการชายแดนซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย เป้าหมายคือการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การแชร์แนวปฏิบัติที่ดี และยกระดับไปสู่การสืบสวนสอบสวนร่วมกันในประเด็นที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การติดตามเครือข่ายบัญชีม้า

การย้ำว่าพยายามลดพื้นที่ปลอดภัยของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ สอดรับกับแนวโน้มที่หลายประเทศในภูมิภาคเผชิญ คือกลุ่มหลอกลวงย้ายฐานไปตามจุดที่บังคับใช้กฎหมายได้ยากขึ้น หรืออาศัยช่องว่างระหว่างเขตอำนาจรัฐ

ข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงของกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติระบุถึงโครงสร้างความร่วมมือ เช่น การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส รวมถึงทิศทางการทำงานร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการชายแดนและอาชญากรรมรูปแบบใหม่

ด้านภาพรวมระดับภูมิภาค หน่วยงานระหว่างประเทศหลายแห่งชี้ว่าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวสูงและมีลักษณะข้ามพรมแดน ซึ่งเพิ่มภาระให้ประเทศปลายทางที่ต้องรับผู้เสียหายและติดตามเงินที่ถูกโอนผ่านหลายทอด เมื่อมองจากเลนส์นี้ คำถามของคนเชียงรายจึงไม่ใช่แค่จะจับกุมได้กี่คดี แต่คือจะลดแรงจูงใจ ลดช่องว่างทางเทคโนโลยี และลดพื้นที่ตั้งฐานได้อย่างไร

ประเด็นรองที่ซ่อนความหมาย โครงการห้องสมุดอาเซียน เมื่อความรู้คือเกราะป้องกันระยะยาว

ท่ามกลางประเด็นหนักอย่างฝุ่นและอาชญากรรมข้ามชาติ กิจกรรมอาเซียนสัญจรยังมีอีกแกนหนึ่งที่ดูเหมือนนุ่ม แต่ทรงพลังระยะยาว คือการต่อยอดโครงการห้องสมุดอาเซียนที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 และขยายครบ 77 จังหวัดในปี 2568 ตามข้อมูลที่ถูกกล่าวในเวที

รองอธิบดีกรมอาเซียนอธิบายภาพรวมว่า โรงเรียนหลายแห่งใช้ห้องสมุดอาเซียนเป็นพื้นที่เรียนรู้และจัดกิจกรรมเกี่ยวกับอาเซียน ทำให้เด็กเห็นภาพโลกกว้าง เข้าใจว่าไทยไม่ได้อยู่ลำพังในภูมิภาค และเรียนรู้ทักษะการอยู่ร่วมกับความหลากหลาย มุมมองนี้สะท้อนหลักคิดสำคัญว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมต่อปัญหาข้ามแดน ไม่ได้จบแค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องลงทุนกับความรู้และเครือข่ายการศึกษา

แผนระยะต่อไปที่ถูกกล่าวถึงในเวทีคือการปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย เพิ่มสื่อดิจิทัล และสร้างเครือข่ายครูภาคเหนือ 9 จังหวัด เพื่อให้ครูแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนากิจกรรมร่วมกันในอนาคต หากทำได้จริง เครือข่ายนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ช่วยให้การสื่อสารความเสี่ยง เช่น เรื่องฝุ่น การหลอกลวงออนไลน์ หรือข่าวลวง สามารถกระจายถึงผู้เรียนและครอบครัวได้เร็วขึ้น

เชียงรายจะได้อะไรจากเวทีนี้ คำตอบไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่อยู่ที่การนำกลับไปทำจริง

คำถามที่ถูกตั้งในเวทีว่า คนท้องถิ่นเชียงรายจะใช้ประโยชน์จากความร่วมมืออาเซียนด้านใดมากที่สุด ถูกตอบในเชิงภาพรวมว่าอาเซียนให้ประโยชน์ในสามมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเสถียรภาพและความปลอดภัยเอื้อต่อเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเอื้อต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต และสังคมที่เข้มแข็งช่วยลดความเปราะบางต่อปัญหาข้ามแดน

แต่หากแปลงให้เป็นภาษาคนทำงานในพื้นที่ โจทย์ของเชียงรายหลังเวทีนี้ควรถูกจัดเป็นชุดปฏิบัติการที่ชัดขึ้น

มิติสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องทำให้ข้อมูลเตือนภัยและการจัดการจุดเสี่ยงเชื่อมกับการสื่อสารระดับชุมชนมากกว่าเดิม ตั้งแต่การสื่อสารภาวะฝุ่นในโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด ไปจนถึงการประสานงานกับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงข้ามแดนภายใต้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่

มิติความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ ต้องทำให้การแลกเปลี่ยนข่าวกรองและแนวปฏิบัติที่ดีในกรอบอาเซียนแปลเป็นคู่มือป้องกันภัยให้ประชาชน เช่น วิธีสังเกตกลโกง วิธีอายัดบัญชี ช่องทางแจ้งเหตุ รวมถึงการลดจำนวนเหยื่อรายใหม่ผ่านการให้ความรู้ในชุมชนและสถานศึกษา

มิติการศึกษาและทุนมนุษย์ ต้องเร่งต่อยอดเครือข่ายห้องสมุดอาเซียนให้เป็นเครือข่ายทักษะพลเมืองดิจิทัลในยุคที่ข้อมูลเท็จแพร่เร็วพอ ๆ กับฝุ่นควัน เพราะหากเด็กและครูมีชุดความรู้และสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย การป้องกันความเสี่ยงจะยืนระยะได้มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เสียงจากผู้บริหารในเวที เมื่อคำว่าอาเซียนต้องถูกแปลเป็นความอุ่นใจของประชาชน

ประโยคที่สะท้อนแก่นของกิจกรรมวันนี้คือการย้ำว่า ปัญหาฝุ่นและอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง และต้องทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงปีต่อปี หากมองด้วยมาตรฐานงานข่าวเชิงนโยบาย นี่คือการประกาศทิศทางว่า ภาครัฐกำลังพยายามยกระดับเรื่องปัญหาข้ามแดนจากระดับพื้นที่ให้เป็นวาระความร่วมมือระดับภูมิภาค

ในอีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จของเวทีนี้จะถูกวัดด้วยสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ เช่น จำนวนวันที่ค่าฝุ่นลดลง การแจ้งเตือนที่เข้าถึงคนกลุ่มเปราะบาง การลดจำนวนผู้เสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ และการมีช่องทางช่วยเหลือที่ทำงานได้จริง

เมื่อเชียงรายเป็นเสมือนแนวหน้า ความร่วมมืออาเซียนต้องเป็นแนวหลังที่แข็งแรง

กิจกรรมอาเซียนสัญจรในเชียงราย 12 กุมภาพันธ์ 2569 ชี้ให้เห็นว่า บทบาทอาเซียนในสายตาคนท้องถิ่นกำลังเปลี่ยนจากภาพรวมที่ไกลตัว มาเป็นเครื่องมือที่ประชาชนคาดหวังให้ช่วยแก้ปัญหาที่กระทบชีวิตจริง ทั้งฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน และอาชญากรรมออนไลน์ที่กัดกินความเชื่อมั่นของสังคม

เชียงรายอาจเป็นจังหวัดหนึ่งในแผนที่ประเทศ แต่ในแผนที่ปัญหาข้ามแดน เชียงรายคือพื้นที่ที่รับผลกระทบก่อนและชัดกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เวทีความรู้จะมีความหมายต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนเป็นเวทีปฏิบัติการ และกลไกความร่วมมือจะมีความหมายต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่า ความปลอดภัย สุขภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจดีขึ้นจริง

ท้ายที่สุด สิ่งที่กิจกรรมวันนี้ทิ้งไว้ไม่ใช่แค่เอกสารกำหนดการหรือภาพถ่ายร่วม แต่คือโจทย์ร่วมของหน่วยงานรัฐ สถานศึกษา และชุมชนว่า จะทำอย่างไรให้ความร่วมมือระดับภูมิภาคกลายเป็นอากาศที่หายใจได้สะดวกขึ้น และสังคมที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับคนเชียงรายและคนไทยทั้งประเทศ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ เนื้อหาและถ้อยคำจากกิจกรรมอาเซียนสัญจร จังหวัดเชียงราย วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ เอกสารอ้างอิงมาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เผยแพร่ผ่านหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันที่ปรากฏในเอกสารราวปี 2567
  • ASEAN Statistics Division ฐานข้อมูลสถิติทางการของอาเซียน รายการตัวชี้วัดหลัก เข้าถึงและอ้างอิงจากหน้าข้อมูลสถิติ
  • ASEAN Secretariat ข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามแดน และการมีผลใช้บังคับ
  • กระทรวงการต่างประเทศ เอกสารอธิบายกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ
  • งานวิชาการอ้างอิงแนวทางคุณภาพอากาศระดับนานาชาติ ที่สรุปค่าคำแนะนำและทิศทางการปรับปรุงแนวทางขององค์การอนามัยโลก
  • United Nations Office on Drugs and Crime ข้อมูลสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค อ้างผ่านการรายงานข่าว
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ยกระดับเชียงรายเมืองสุขภาวะ! ผนึกท้องถิ่น-โรงพยาบาลศูนย์ รับลูกนโยบายสาธารณสุขลดการบริโภคน้ำตาล

เชียงรายย้ำบทบาทเมืองสุขภาวะ เทศบาลร่วมยินดี 89 ปี รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เดินหน้าพันธมิตรสุขภาพชุมชน รับกระแสนโยบายลดหวานระดับประเทศ

เชียงราย, 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบ่ายของเมืองเชียงรายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีเพียงพิธีแสดงความยินดีตามวาระสำคัญของหน่วยงานสาธารณสุข หากยังสะท้อนทิศทางใหม่ของการดูแลคนทั้งเมือง เมื่อเทศบาลนครเชียงรายนำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 89 ปี การก่อตั้งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ภายใต้แนวคิด “89 ปี โฮงยาไทย ดูแลด้วยหัวใจ เราให้มากกว่าการรักษา” พร้อมส่งสัญญาณการทำงานร่วมกันระหว่างท้องถิ่นกับโรงพยาบาลศูนย์ของจังหวัด เพื่อยกระดับบริการสุขภาพให้เข้าถึงได้ง่าย เท่าเทียม และยั่งยืน

การขยับตัวของเชียงรายในเวทีท้องถิ่น เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการผลักดันนโยบายโภชนาการเชิงป้องกันในระดับประเทศ โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เดินหน้าความร่วมมือกับภาคเอกชนในภาคธุรกิจเครื่องดื่ม เพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลของประชาชนผ่านแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” ซึ่งเป็นการใช้กลไกค่าเริ่มต้นของการสั่งเครื่องดื่มให้หวานน้อยลง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว

สองเหตุการณ์ในวันเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญในเชิงความหมาย เพราะกำลังบอกเล่าภาพใหญ่ที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า สุขภาพไม่ใช่ภาระของโรงพยาบาลเพียงลำพัง แต่เป็นภารกิจร่วมของเมือง ของชุมชน และของระบบนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่ห้องฉุกเฉินไปจนถึงแก้วเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน

วาระ 89 ปี โรงพยาบาลศูนย์ของเมือง กับความคาดหวังใหม่ของคนเชียงราย

ตามข้อมูลที่ระบุในกิจกรรม วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เทศบาลนครเชียงราย โดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยนายวินัย โซนี่ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาเมือง นางพรทิพย์ จันทร์ตระกูล รักษาการผู้อำนวยการกองการแพทย์ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงราย เข้าร่วมแสดงความยินดีต่อโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 89 ปี โดยมีนายแพทย์สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ และจัดกิจกรรม ณ ห้องประชุมเสม พริ้งพวงแก้ว ชั้น 4 อาคารโภชนาการ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

สาระสำคัญของงานไม่ได้หยุดอยู่ที่พิธีการ หากถูกต่อยอดผ่านเวทีเสวนาหัวข้อ “เสียงสะท้อนของประชา ที่ชาวโฮงยาอยากใส่ใจ” ซึ่งเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการดูแลสุขภาพประชาชน และแนวทางความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข

ในช่วงหนึ่งของเวที นายวันชัย จงสุทธานามณี ได้กล่าวถ้อยแถลงที่สะท้อนเป้าหมายร่วมเชิงระบบว่า หากเทศบาลนครเชียงรายและโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์จับมือกัน จะไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาความแออัดหรือเพิ่มความรวดเร็วในการรักษาเท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ของเมือง เพื่อให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจว่า การรักษาพยาบาลและสวัสดิการด้านสุขภาพเป็นสิทธิที่เข้าถึงได้อย่างง่ายและเท่าเทียม พร้อมย้ำแนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมุ่งหวังให้ “เชียงรายโมเดล” เป็นตัวอย่างความร่วมมือที่ยึดความสุขของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตามข้อความที่แนบมา

ถ้อยคำเหล่านี้มีความหมายมากกว่าคำอวยพร เพราะสะท้อนโจทย์จริงของระบบบริการสุขภาพเมืองรองที่ต้องรับแรงกดดันทั้งจากจำนวนผู้รับบริการ โรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น และความคาดหวังของประชาชนต่อคุณภาพบริการ โดยเฉพาะเมื่อสุขภาพกลายเป็นตัวแปรที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การทำงาน และคุณภาพชีวิตรายวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สุขภาพไทยในภาพใหญ่ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังคือแรงกดดันที่อยู่รอบตัว

หากมองภาพรวม ประเทศไทยเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบทั้งระบบบริการและงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว ข้อมูลภาพรวมระดับประเทศจากเอกสารสรุปด้านโรคไม่ติดต่อขององค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ระบุว่า สัดส่วนการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในไทยอยู่ในระดับสูง และเป็นวาระสำคัญของนโยบายสุขภาพ

ในบริบทเช่นนี้ เมืองหนึ่งเมืองจะดูแลคนทั้งเมืองให้แข็งแรงได้อย่างไร คำตอบจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มเตียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้คนป่วยน้อยลงในระยะยาว ผ่านการป้องกันเชิงรุก การคัดกรอง การปรับพฤติกรรม และการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ ซึ่งเป็นแกนเดียวกับที่เทศบาลและโรงพยาบาลกำลังส่งสัญญาณในวันครบรอบ 89 ปี

จากโรงพยาบาลสู่แก้วเครื่องดื่ม ประเทศเริ่มขยับมาตรฐานใหม่ ลดหวานด้วยการปรับค่าเริ่มต้น

ในวันเดียวกันกับกิจกรรมที่เชียงราย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้สื่อสารแนวทางเชิงนโยบายด้านโภชนาการ โดยเน้นการลดการบริโภคน้ำตาลในเครื่องดื่มชง ผ่านแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” และเชิญชวนความร่วมมือจากภาคเอกชนในธุรกิจเครื่องดื่ม รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตามข้อมูลการสื่อสารของหน่วยงานสาธารณสุขที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

หัวใจของมาตรการลักษณะนี้ คือการใช้กลไกเชิงพฤติกรรมที่เรียกว่า การปรับค่าเริ่มต้นให้เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยผู้บริโภคยังคงมีสิทธิเลือกความหวานตามต้องการ แต่ค่าเริ่มต้นที่เรียกว่า “หวานปกติ” จะถูกปรับให้หวานน้อยลง เพื่อค่อย ๆ ลดความคุ้นชินต่อความหวานในชีวิตประจำวัน

เหตุผลเชิงสาธารณสุขของมาตรการลดหวาน ถูกเสริมด้วยแนวทางสากลด้านการบริโภคน้ำตาลขององค์การอนามัยโลก ซึ่งแนะนำให้ลดการบริโภคน้ำตาลอิสระลง โดยมีเป้าหมายเชิงนโยบายด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

เมื่อประเทศเริ่มปรับนิยามความหวาน และเมืองเริ่มปรับนิยามการดูแลสุขภาพ จึงเกิดภาพต่อเนื่องจากระดับนโยบายสู่ระดับพื้นที่ นั่นคือการทำให้การป้องกันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนธรรมดา ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องตรวจ

เชียงรายโมเดลในทางปฏิบัติ ทำงานร่วม ลดความแออัด เพิ่มการเข้าถึง และทำให้สุขภาพเป็นสิทธิที่จับต้องได้

สิ่งที่น่าจับตาในกิจกรรมครบรอบ 89 ปี คือถ้อยแถลงของฝ่ายท้องถิ่นที่มองความร่วมมือไม่ใช่เพียงการสนับสนุนงบประมาณหรือจัดกิจกรรมร่วมกัน แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานเมือง โดยเชื่อมบริการใกล้บ้านเข้ากับโรงพยาบาลศูนย์

ในเชิงปฏิบัติ ความร่วมมือรูปแบบนี้มักสะท้อนผ่านการทำงานหลายชั้น เช่น การสร้างระบบคัดกรองและติดตามในชุมชนผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขท้องถิ่น การส่งต่อผู้ป่วยที่จำเป็น การดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชน การทำงานเชิงรุกด้านสุขศึกษา และการปรับสภาพแวดล้อมเมืองให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี

ประเด็นนี้สอดคล้องกับหลักการของการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่หลายประเทศพยายามขับเคลื่อน นั่นคือทำให้สุขภาพเกิดขึ้นก่อนคนจะต้องนอนโรงพยาบาล และทำให้ความรู้ด้านสุขภาพเข้าถึงง่ายพอ ๆ กับบริการรักษาพยาบาล

สุขภาพชุมชนคือทุนทางเศรษฐกิจของเมือง

เมื่อพูดถึงสุขภาพ มักถูกมองเป็นต้นทุน แต่ในมุมเศรษฐกิจเมือง สุขภาพที่ดีคือทุนตัวจริง เพราะหมายถึงแรงงานที่ทำงานได้ต่อเนื่อง เด็กที่เรียนได้เต็มศักยภาพ ผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และครอบครัวที่ไม่ถูกดึงรายได้ไปกับค่าใช้จ่ายสุขภาพที่ป้องกันได้

การประกาศแนวคิด “เราให้มากกว่าการรักษา” ในงานครบรอบ 89 ปี จึงเป็นถ้อยคำที่ตีความได้ในเชิงระบบว่า โรงพยาบาลไม่ได้ทำหน้าที่รักษาอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่ประคองคุณภาพชีวิตคนทั้งเมือง ขณะที่เทศบาลไม่ได้ทำหน้าที่พัฒนาเมืองอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่พัฒนาสุขภาวะของเมืองด้วย

เมื่อจับคู่กับนโยบายลดหวานระดับประเทศ ภาพจึงชัดขึ้นว่า การลดภาระโรคเรื้อรังต้องเดินสองทางพร้อมกัน ทางแรกคือเพิ่มคุณภาพและความร่วมมือในการรักษา ทางที่สองคือทำให้การป้องกันเกิดขึ้นในกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่พบได้ทั่วไปอย่างการบริโภคน้ำตาลสูง

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้เมืองแข็งแรงไปพร้อมกัน

หนึ่งในบทเรียนสำคัญของการดูแลสุขภาพยุคใหม่ คือความรับผิดชอบร่วมกัน โดยประชาชนสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องเล็กที่ทำได้จริงและต่อเนื่อง

ข้อแรก เลือกความหวานให้น้อยลงจากเดิมในการสั่งเครื่องดื่ม โดยเริ่มจากระดับที่ลดลงครึ่งหนึ่งแล้วค่อยปรับตามความเหมาะสม

ข้อที่สอง ใช้บริการสุขภาพใกล้บ้านและเข้ารับการคัดกรองตามสิทธิ เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน

ข้อที่สาม สนับสนุนกิจกรรมและนโยบายสุขภาพของเมือง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายในชุมชน การลดหวาน ลดเค็ม การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดิน การใช้พื้นที่สาธารณะ และการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน

ทั้งหมดนี้เป็นการทำให้แนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงถ้อยคำในพิธีการ

89 ปีที่ไม่ได้หยุดแค่การยินดี แต่เป็นการย้ำทิศทางใหม่ของเมือง

ครบรอบ 89 ปี โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในปี 2569 จึงเป็นมากกว่าวาระเชิงสัญลักษณ์ หากเป็นจังหวะที่เมืองเชียงรายประกาศความพร้อมจะยกระดับการดูแลสุขภาพคนทั้งเมือง ผ่านความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นกับโรงพยาบาล และสอดรับกับนโยบายระดับชาติที่เริ่มขยับมาตรฐานพฤติกรรมการบริโภคเพื่อสกัดภาระโรคเรื้อรัง

เมื่อโรงพยาบาลย้ำว่าดูแลด้วยหัวใจ และท้องถิ่นย้ำว่าสุขภาพคือสิทธิที่เข้าถึงได้ง่าย ภาพของเมืองสุขภาวะจึงไม่ใช่คำหรู หากเป็นเป้าหมายที่กำลังถูกสร้างขึ้นจริงทีละขั้น และอาจกลายเป็นต้นแบบที่คนทั้งจังหวัดและพื้นที่อื่น ๆ นำไปต่อยอดได้ในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลการสื่อสารแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” และแนวทางรณรงค์ลดหวานผ่านความร่วมมือภาคี
  • องค์การอนามัยโลก เอกสารแนวทางการบริโภคน้ำตาลสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก และสาระสรุปเชิงนโยบายเพื่อลดความเสี่ยงสุขภาพจากน้ำตาลอิสระ
  • องค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ข้อมูลภาพรวมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

นายก อบจ.เชียงราย เตรียมพร้อมล่องแพแม่สรวย 2569 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

อบจ.เชียงรายเดินหน้า “ล่องแพเปียกแม่สรวย” ปี 2569 เปิดฤดูกาล 1 มีนาคมนี้ วางระบบความปลอดภัยครบวงจร ชูท่องเที่ยวชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากรับหน้าร้อน

เชียงราย,12 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศการเตรียมเข้าสู่ฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียนที่ถือเป็นจังหวะสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้เร่งเครื่องเดินหน้ากิจกรรม “ล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย – ลำน้ำแม่ลาว ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการ โดยกำหนดเปิดฤดูกาลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมหารือเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องรับรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ชั้น 3 สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมหารือกับชมรมผู้ประกอบการ เทศบาลตำบลเวียงสรวย และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลแม่สรวย เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชนในปีนี้

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการวางรากฐานเชิงระบบ ทั้งในมิติการบริหารจัดการพื้นที่ ความปลอดภัย การดูแลระดับน้ำ และการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่

จากเวทีหารือสู่การปฏิบัติ วางแผนรอบด้านก่อนเปิดฤดูกาล

ลำน้ำแม่สรวยและลำน้ำแม่ลาว ในอำเภอแม่สรวย ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมในช่วงฤดูร้อนมาหลายปี กิจกรรมล่องแพเปียกได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวชุมชนที่สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารในพื้นที่ รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เกี่ยวข้อง

ในการประชุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้มอบแนวทางเตรียมความพร้อมในทุกมิติ โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัย ซึ่งถูกยกเป็นหัวใจสำคัญของการจัดกิจกรรมในปี 2569

หนึ่งในมาตรการหลักคือการประสานงานกับกรมชลประทาน เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำให้เหมาะสมต่อการล่องแพตลอดช่วงกิจกรรม การควบคุมระดับน้ำมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากลำน้ำในพื้นที่มีความแปรปรวนตามปริมาณฝนและการระบายน้ำจากต้นน้ำ การกำหนดระดับน้ำที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงจากกระแสน้ำแรงหรือระดับน้ำตื้นเกินไป

นอกจากนั้น ได้มีการสั่งการให้สำนักช่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายนำเครื่องจักรกลเข้าปรับปรุงพื้นที่ในจุดที่ยังไม่พร้อมให้บริการ ทั้งบริเวณจุดลงแพ จุดขึ้นแพ พื้นที่จอดรถ และเส้นทางสัญจร เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

ความปลอดภัยเป็นอันดับแรก จัดตั้งจุดปฐมพยาบาลและเตรียมรับเหตุฉุกเฉิน

ด้านการดูแลความปลอดภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้กำชับให้มีการจัดตั้งจุดปฐมพยาบาลตลอดเส้นทางล่องแพ พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงการเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต การจัดเวรเฝ้าระวัง และการประสานงานกับหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบตอบสนองเหตุฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ

การเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสะท้อนถึงบทเรียนจากหลายพื้นที่ท่องเที่ยวทางน้ำในประเทศที่เคยประสบอุบัติเหตุในอดีต การบริหารจัดการเชิงรุกจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในระยะยาว

ท่องเที่ยวโดยชุมชน กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

กิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสันทนาการคลายร้อน แต่เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของอำเภอแม่สรวย โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สองของปี ซึ่งเป็นฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียน

จากข้อมูลการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฤดูร้อนเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและเยาวชน กิจกรรมทางน้ำจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน

การเตรียมเปิดฤดูกาลล่วงหน้าในวันที่ 1 มีนาคม 2569 ช่วยให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า ร้านอาหาร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถวางแผนสต๊อกสินค้า เตรียมบุคลากร และบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ” ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายผลักดันอย่างต่อเนื่อง มุ่งหมายให้แต่ละอำเภอมีจุดขายเฉพาะตัว ล่องแพเปียกแม่สรวยจึงเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวฤดูร้อนของจังหวัด

ความร่วมมือหลายภาคส่วน หัวใจของความสำเร็จ

การประชุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลตำบลเวียงสรวย ชมรมผู้ประกอบการ และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลแม่สรวย ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงการบริหารจัดการแบบบูรณาการ

การมีส่วนร่วมของผู้นำท้องถิ่นและผู้ประกอบการในพื้นที่ช่วยให้การตัดสินใจสอดคล้องกับบริบทจริงของชุมชน ทั้งในด้านเส้นทางล่องแพ จุดเสี่ยง และความต้องการของนักท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน การประสานงานกับหน่วยงานส่วนกลางอย่างกรมชลประทาน แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายระดับจังหวัดกับหน่วยงานเทคนิคที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

สัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

แม้จะไม่มีตัวเลขคาดการณ์รายได้อย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้ แต่จากประสบการณ์ในปีที่ผ่านมา กิจกรรมล่องแพเปียกสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนจำนวนมาก ทั้งจากค่าบริการล่องแพ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าท้องถิ่น

สำหรับปี 2569 การกำหนดระยะเวลาจัดกิจกรรมยาวกว่า 2 เดือน ตั้งแต่ต้นมีนาคมถึงกลางพฤษภาคม ช่วยครอบคลุมช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางท่องเที่ยวสูง

การวางระบบความปลอดภัยและการปรับปรุงพื้นที่อย่างเป็นทางการ ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารจัดการที่เป็นระบบ

กิจกรรมฤดูร้อนที่มากกว่าความสนุก

การเร่งเตรียมความพร้อมกิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยประจำปี 2569 สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงรุกขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของชุมชน

ตั้งแต่การประสานกรมชลประทานเพื่อบริหารระดับน้ำ การสั่งการสำนักช่างปรับปรุงพื้นที่ การจัดตั้งจุดปฐมพยาบาล ไปจนถึงการเตรียมระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ล้วนเป็นองค์ประกอบที่มุ่งสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว

เมื่อฤดูร้อนกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ลำน้ำแม่สรวยและลำน้ำแม่ลาวจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง หากการบริหารจัดการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ กิจกรรมนี้จะไม่เพียงสร้างความเย็นฉ่ำในวันที่อากาศร้อนจัด แต่ยังช่วยเติมความหวังทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนแม่สรวยในปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลการประชุมเตรียมความพร้อมกิจกรรมล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย – ลำน้ำแม่ลาว ประจำปี 2569 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรา

  • ข้อมูลสถานที่และช่วงเวลาการจัดกิจกรรมจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

  • ข้อมูลการประสานงานด้านการบริหารจัดการระดับน้ำจากการหารือกับกรมชลประทาน ตามรายงานการประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME