Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

กำนันแม่ยาวตั้ง 7 คำถามจี้ “นายกพงษ์” เคลียร์ปม “บ่อขยะเถื่อน” ใกล้โรงน้ำดื่ม

วิกฤตศรัทธาในแม่ยาว กำนันตั้ง 7 คำถามจี้ “นายกพงษ์” เคลียร์ปม “บ่อขยะเถื่อน” ใกล้โรงน้ำดื่ม เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด ใครรับผิดชอบ?

เชียงราย, 20 พ.ย. 2568 – ความขัดแย้งเรื่องการจัดการขยะในตำบลแม่ยาวปะทุสู่ “วิกฤตศรัทธา” หลังมีข้อกล่าวหาว่าเทศบาลตำบลแม่ยาวนำขยะไป “พัก/ฝังกลบ” ในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำและโรงน้ำดื่มชุมชน ตั้งแต่ 11 พ.ย. 2568 จนประชาชนขาดความเชื่อมั่น กำนันตำบลแม่ยาว “ปรัตถกร การเร็ว” ทำหนังสือถึงเทศบาล ยื่น 7 คำถามเร่งด่วน ตั้งหลักธรรมาภิบาลและการเยียวยาผู้เสียหาย ขณะที่กรอบกฎหมายไทยชี้ชัด หากการกระทำเข้าข่ายละเมิดหรือทุจริต หน่วยงานรัฐต้องชดใช้–แก้ไข และอาจเรียกคืนความเสียหายจากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้

กลิ่นขยะที่ลอยมากับคำถามเรื่องความรับผิดชอบ

บทเรียนเรื่อง “ขยะ” มักเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่คนพยายามมองข้าม แต่ผลสะสมกลับใหญ่เกินปล่อยผ่าน เมื่อชุมชนบ้านดอยถูก “ย้ายเขตการปกครอง” จากเทศบาลนครเชียงรายไปสังกัดเทศบาลตำบลแม่ยาว การเปลี่ยนมือ “ผู้รับผิดชอบ” กลายเป็นรอยต่อที่สะดุด จนขยะไม่ถูกเก็บตามรอบ เกิดการกองสุม ส่งกลิ่น และนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่ามีการ “นำขยะมาพักหรือฝังกลบ” ในพื้นที่เทศบาลแม่ยาวใกล้แหล่งน้ำและโรงน้ำดื่มของชุมชน

นับจากวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 กระแสวิตกในพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือ “ศรัทธา” ต่อกลไกท้องถิ่นที่ควรปกป้องสาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจน้ำดื่มชุมชน วิสาหกิจชุมชนน้ำดื่มปกครองตำบลแม่ยาว ถูกลูกค้ายกเลิกออเดอร์จากความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำ คำถามจึงไม่ใช่เพียง “ทิ้งที่ไหน” แต่คือ “ใครสั่ง ใครทำ และใครรับผิดชอบ”

ไทม์ไลน์ จาก “ย้ายเขต” สู่ “บ่อขยะเถื่อน” และหนังสือ 7 คำถาม

  • ก่อน ต.ค.–พ.ย. 2568 ชุมชนบ้านดอยเดิมอยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลนครเชียงราย มีการเก็บขยะถี่เป็นประจำ
  • ช่วงย้ายเขตการปกครอง บ้านดอยถูกจัดให้อยู่ในหมู่ 17 ตำบลแม่ยาว การเก็บขยะปรับเป็นทุก 7–10 วัน ส่งผลให้ขยะตกค้างริมทางเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • 11 พ.ย. 2568 เกิดเหตุที่ชาวบ้านและฝ่ายปกครองชี้ว่ามีการ “นำขยะมาพักหรือฝังกลบ” ในเขตเทศบาลตำบลแม่ยาว บริเวณใกล้แหล่งน้ำและโรงน้ำดื่มชุมชน
  • 12 พ.ย. 2568 ความกังวลสาธารณะพุ่งสูง วิสาหกิจชุมนุมน้ำดื่มได้รับผลกระทบจากการยกเลิกออเดอร์จำนวนมาก สะท้อน “ความเชื่อมั่นที่หายไป”
  • ถัดมา กำนันตำบลแม่ยาว “ปรัตถกร การเร็ว” โพสต์และเตรียมทำหนังสือถึงเทศบาล ยื่น 7 คำถามหลัก เพื่อขอคำชี้แจง–มาตรการ–เยียวยา และเร่งวาระ MOU ด้านการจัดการขยะกับเทศบาลนครเชียงราย

ไทม์ไลน์นี้ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง การเปลี่ยนผ่าน “ผู้รับผิดชอบ” โดยไม่มีระบบรองรับที่รัดกุมเพียงพอ และการตัดสินใจเชิงปฏิบัติการที่ขาดหลักวิชาการ จนพาไปสู่วิกฤตศรัทธาที่จับต้องได้

จุดแตกหัก ความเสียหายที่มองเห็นและความกลัวที่มองไม่เห็น

ความเสียหายเชิงเศรษฐกิจ เกิดขึ้นทันทีและชัดเจน โรงน้ำดื่มชุมชนซึ่งเป็นแหล่งน้ำบริโภคสำคัญของชาวบ้านต้องเผชิญการยกเลิกออเดอร์ “จากความกังวล” ไม่ว่าผลตรวจจะออกมาว่าอย่างไรในภายหลัง “ความกลัว” ได้ทำงานก่อนแล้ว

ความเสียหายเชิงสังคม คือความเสื่อมถอยของความไว้วางใจต่อรัฐท้องถิ่น ประชาชนตั้งคำถามว่า “เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ก่อปัญหาเสียเอง” แล้วกลไกไหนจะปกป้องพวกเขา

ความเสี่ยงเชิงสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แม้ยังรอการยืนยันจากผลตรวจผู้เชี่ยวชาญภายนอก แต่บทเรียนทั่วประเทศชี้ให้เห็นแนวโน้มเดียวกัน การพัก/ฝังขยะโดยไม่ผ่านระบบมาตรฐาน มักนำไปสู่ น้ำชะขยะ (Leachate) ปนเปื้อนลงดินและน้ำ รุกล้ำห่วงโซ่อาหารและสุขภาวะในระยะยาว

7 คำถามของกำนัน แผนที่ทางออกด้วย “ธรรมาภิบาล”

กำนันปรัตถกร การเร็ว ยื่น 7 คำถาม ถึงเทศบาลตำบลแม่ยาว เป็นหมุดหมายสำคัญของการทวงคืนความเชื่อมั่น

  1. จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ต่อการจัดการขยะที่ผิดพลาด ทั้งระดับนโยบายและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติ
  2. มีผู้เชี่ยวชาญภายนอกตรวจคุณภาพน้ำ–อากาศ–กลิ่น แล้วหรือยัง และผลจะสื่อสารสาธารณะอย่างโปร่งใสเมื่อใด
  3. มีหนังสือชี้แจงผู้บริโภคน้ำดื่ม ของโรงน้ำดื่มแม่ยาวแล้วหรือยัง เพื่อคลี่คลายความวิตก
  4. มาตรการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว ให้กับผู้บริโภคน้ำดื่มคืออะไร จะจัดระบบสุ่มตรวจ/ประกาศผลถี่เพียงใด
  5. การเยียวยาผู้ประกอบการโรงน้ำดื่ม ที่ถูกยกเลิกออเดอร์จำนวนมาก จะประเมิน–จ่าย–ติดตามอย่างไร
  6. แผนจัดการขยะระยะยาวของบ้านดอย หลังย้ายเขต จะใช้วิธีใด ที่ไหน ใครกำกับ และมีการรับฟังชุมชนหรือไม่
  7. ความคืบหน้า MOU ระหว่างเทศบาลตำบลแม่ยาว–เทศบาลนครเชียงราย จะลงนามเมื่อใด และมีข้อกำหนดบริการ/ความถี่/งบประมาณที่ชัดเจนเพียงใด

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการ “ทวงคำตอบ” แต่คือ มาตรวัดธรรมาภิบาล ความโปร่งใส (Transparency) ความรับผิดรับชอบ (Accountability) และการมีส่วนร่วม (Participation) ที่จะพาชุมชนกลับสู่สภาวะไว้วางใจ

กฎหมายว่าอย่างไร เมื่อ “ทิ้งถูก” แต่ “ที่ทิ้งไม่ถูก”

จากข้อมูลเชิงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมักถูกอ้างถึงในคดีลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ แนวทางตีความความรับผิดมี 3 มิติ ซ้อนทับกัน

1) อาญา ฐานละเว้น/ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

หากพบว่ามีการ สั่งการ/ยินยอม/รู้เห็น ให้พักหรือฝังกลบขยะในที่ที่ไม่เหมาะสมหรือใกล้แหล่งน้ำ อาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือโดยทุจริต) และกรณีที่มีพยานหลักฐานเรื่อง ทุจริต ในการจัดซื้อจัดจ้างหรือใช้ดุลยพินิจโดยทุจริต อาจเข้าข่ายกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 172 ได้

2) วินัย ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

เมื่อ ป.ป.ช. ชี้มูลหรือปรากฏข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ การลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงสามารถดำเนินการได้ แม้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งแล้ว (ภายใต้กรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด)

3) ปกครอง/ละเมิด ชดใช้ความเสียหายให้ประชาชน

ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากการกระทำของเจ้าหน้าที่ก่อความเสียหายแก่ประชาชน หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบชดใช้ก่อน จากนั้น หากเกิดจากเจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หน่วยงานรัฐมีสิทธิ “เรียกคืน” จากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้บางส่วน นี่คือ กลไกยับยั้งเชิงการเงิน ที่ทำให้ผู้มีอำนาจต้องระวังต่อการตัดสินใจผิดหลักวิชาการ

บทเรียนจากคดีตัวอย่าง (ตามข้อมูลที่ผู้ให้ข่าวอ้างถึง)

  • คดีบ่อขยะเกาะสมุย (ศาลปกครอง นศ. คดีแดง ส.1/2566) ศาลสั่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำจัดขยะคงค้าง–บำบัดน้ำเสียให้เสร็จภายใน 120 วัน เน้นย้ำหน้าที่รัฐต้องแก้ไขเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน
  • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด อส.2/2564 วินิจฉัยให้ อปท. ชดใช้ค่าสินไหม จากกรณีก่อให้เกิดน้ำเสียไหลลงพื้นที่เกษตรของประชาชน ถือเป็น “ละเมิด” จากการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความระมัดระวังตามหลักวิชาการ

สองกรณีข้างต้น ตามที่ถูกยกเป็นกรอบอ้างอิงในข้อมูล สะท้อนหลักกว้างๆ ว่า หากการกระทำของรัฐ/เจ้าหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายจริง ศาลสามารถบังคับให้แก้ไข–ชดใช้–และปรับปรุงระบบ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ

บ่อขยะเถื่อนใกล้แหล่งน้ำ” ทำไมถึงเสี่ยง? วิทยาศาสตร์ของน้ำชะขยะ

การพัก/ฝังกลบขยะโดยไม่ผ่านระบบป้องกันมาตรฐาน (เช่น แผ่นรองกันซึม, ระบบเก็บน้ำชะขยะ, บ่อบำบัด, แนวกันน้ำท่วม) มีความเสี่ยงอย่างน้อย 3 ชั้น

  1. น้ำชะขยะ (Leachate) ละลายสารอินทรีย์–โลหะหนัก ไหลซึมลงดิน เข้าสู่แหล่งน้ำตื้น
  2. การกระจายกลิ่น–เชื้อโรค–แมลง สร้างภาวะรบกวนและเสี่ยงต่อสุขภาพชุมชน
  3. ความเสียหายต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น ธุรกิจที่พึ่งพา “ความสะอาด–ความเชื่อมั่น” อย่างน้ำดื่ม–อาหาร–ท่องเที่ยว จะถูกกระทบทันทีแม้ยังไม่ยืนยันผลตรวจ

ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานสากลและกฎหมายไทยจึงเข้มงวดต่อที่ตั้งบ่อฝังกลบ ห้ามใกล้แหล่งน้ำ และต้องออกแบบรองรับตั้งแต่วันแรก

ทางออกที่จับต้องได้ 5 ชุดมาตรการ “หยุดเลือด–เยียวยา–ป้องกันซ้ำ”

เพื่อคลี่คลายวิกฤตศรัทธาและกู้ระบบให้เดินต่ออย่างยั่งยืน บทความนี้สรุปทางเลือกเชิงปฏิบัติการจากประสบการณ์พื้นที่อื่นและกรอบกฎหมายที่มีอยู่ ดังนี้

1) มาตรการฉุกเฉิน (ภายใน 7–14 วัน)

  • หยุดทันที ต่อการพัก/ฝังกลบขยะในพื้นที่เสี่ยงใกล้แหล่งน้ำ พร้อมปิดกั้นทางน้ำผิวดิน–ผิวใต้ดินชั่วคราว
  • ดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกตรวจคุณภาพน้ำ–อากาศ–กลิ่น ตามจุดเสี่ยง และประกาศผลแบบเปิดเผยเป็นระยะ (เช่น รายสัปดาห์ใน 1–2 เดือนแรก)
  • หนังสือชี้แจงต่อผู้บริโภคน้ำดื่ม อธิบายมาตรการ–ผลตรวจ–แนวทางป้องกันซ้ำ พร้อมตั้ง ศูนย์สื่อสารความเสี่ยง กลางชุมชน

2) การเยียวยาเศรษฐกิจท้องถิ่น

  • สำรวจความเสียหายเชิงธุรกิจ ของวิสาหกิจน้ำดื่ม (ออเดอร์ที่ถูกยกเลิก–ต้นทุนตรวจเพิ่ม–ค่าใช้จ่ายฟื้นความเชื่อมั่น) และกำหนดเกณฑ์เยียวยาที่ชัดเจน
  • กองทุนชั่วคราว ร่วมภาครัฐ–ท้องถิ่น เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉียบพลัน พร้อมแผน กู้ภาพลักษณ์ ด้วยตรารับรองคุณภาพน้ำ (ผ่านแล็บกลาง) 3–6 เดือนติดต่อกัน

3) สัญญาประชาคม–MOU จัดการขยะ

  • ลงนาม MOU ระหว่างเทศบาลตำบลแม่ยาว–เทศบาลนครเชียงราย ระบุความถี่เก็บขยะ, เส้นทาง, จุดทิ้งปลายทางที่ได้มาตรฐาน, งบประมาณ, กลไกตรวจสอบ และ ผู้รับผิดชอบชัดเจน
  • ตั้ง แดชบอร์ดสาธารณะ แสดงตารางเก็บ–ปริมาณขยะ–ผลตรวจ–ข้อร้องเรียน–สถานะการแก้ไข ให้ชาวบ้านติดตามแบบเรียลไทม์

4) ปรับโครงสร้างระยะยาว

  • ยึดหลักวิชาการ ในการเลือกจุดพัก/ฝังกลบ–สถานีคัดแยก–ศูนย์รวบรวม รีไซเคิล และสัญญากำจัดปลายทาง
  • ตั้งคณะทำงานร่วมภาคประชาชน มีสิทธิร่วมตรวจสถานที่–สัญญา–รายงานผลการตรวจวัดสิ่งแวดล้อม
  • สร้างวินัยต้นทาง ผ่านอบรม/แรงจูงใจคัดแยกครัวเรือน–ผู้ประกอบการ ลดปริมาณขยะเป้าหมายรายไตรมาส

5) ธรรมาภิบาลและความรับผิด

  • หากผลสอบชี้ว่ามีการสั่งการ/รู้เห็นที่มิชอบ ให้ ดำเนินการตามกฎหมาย ครบทุกมิติ อาญา, วินัย, ละเมิด และพิจารณา เรียกคืนความเสียหาย จากผู้เกี่ยวข้อง
  • ตั้ง คณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริง มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม–สาธารณสุข–ผังเมือง–ตัวแทนชุมชน พร้อมกำหนดกรอบเวลา–เผยแพร่รายงานต่อสาธารณะ

เสียงจากพื้นที่ “ปัญหาอาจจบ แต่ความรู้สึกยังอยู่”

สารจากกำนันปรัตถกรสะท้อนความจริงเชิงสังคมที่สำคัญ ความเชื่อใจสร้างยากและพังง่าย แม้การจัดการเชิงเทคนิคจะกลับเข้ารูปเร็วเพียงใด แต่หากไม่มี “สำนึกความรับผิดและการสื่อสารที่โปร่งใส” วิกฤตศรัทธาจะค้างคาและกลายเป็น ต้นทุนความร่วมมือ ที่แพงยิ่งกว่าค่าจัดการขยะเสียอีก

วิกฤตครั้งนี้คือ “โอกาสทบทวนระบบ”

เหตุการณ์ในแม่ยาวไม่ได้ถามเพียงว่า “ขยะอยู่ไหน” แต่ถามลึกไปถึง ระบบรับผิดชอบร่วม ของรัฐท้องถิ่น ตั้งแต่การวางแผน การสื่อสาร การตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัด ไปจนถึงการยอมรับความผิดพลาดและการเยียวยา

ทางออกที่ยั่งยืนจึงต้องทำพร้อมกัน 3 ชั้น

  1. หยุดความเสี่ยงทันที (Stop the bleeding) ด้วยการห้ามพัก/ฝังกลบในพื้นที่เสี่ยง ตรวจ–ประกาศผล–สื่อสารความเสี่ยง
  2. เยียวยาความเสียหายจริง (Make it right) ชดเชยเศรษฐกิจชุมชน กู้ความเชื่อมั่นด้วยผลตรวจต่อเนื่องและตรารับรอง
  3. ป้องกันซ้ำด้วยระบบ (Fix the system) ผ่าน MOU ที่มีเขี้ยวเล็บ, แดชบอร์ดโปร่งใส, การมีส่วนร่วมของประชาชน และกลไกความรับผิดตามกฎหมาย

สุดท้าย “เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด ใครรับผิดชอบ” คำตอบในกรอบกฎหมายไทยชัดเจน หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะก่อน และหากพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หน่วยงานมีสิทธิ เรียกคืนจากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ได้ นี่คือหลักความเป็นธรรมที่ต้องเดินคู่กับหลักวิชาการและหัวใจของชุมชน

วิกฤตศรัทธาในแม่ยาว จึงอาจกลายเป็น จุดพลิกระบบ หากทุกฝ่ายยืนอยู่บนความจริง กล้ารับผิด แก้ไขอย่างโปร่งใส และให้ชุมชนเป็นเจ้าของข้อมูลและอนาคตร่วมกัน

ภาคผนวก 7 คำถามของกำนันตำบลแม่ยาว (สรุปสาระ)

  1. รูปธรรมการแสดงความรับผิดชอบของเทศบาลต่อเหตุผิดพลาดครั้งนี้
  2. ผลตรวจคุณภาพน้ำ–อากาศ–กลิ่น โดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก และการสื่อสารต่อสาธารณะ
  3. หนังสือชี้แจงผู้บริโภคน้ำดื่มของโรงน้ำดื่มแม่ยาว
  4. มาตรการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว (เช่น แผนตรวจถี่/ประกาศผล/ตรารับรอง)
  5. รูปแบบ–เกณฑ์การเยียวยาผู้ประกอบการน้ำดื่มที่ถูกยกเลิกออเดอร์จำนวนมาก
  6. แผนจัดการขยะระยะยาวของบ้านดอยหลังย้ายเขต (วิธี–สถานที่–ผู้รับผิดชอบ–การมีส่วนร่วม)
  7. โรดแมป MOU กับเทศบาลนครเชียงราย (วันลงนาม–ข้อกำหนดบริการ–ความถี่–งบประมาณ–กลไกตรวจสอบ)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คำถาม 7 ข้อของ นายปรัตถกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาว
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ)
  • พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 (การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต)
  • พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (หลักการชดใช้และสิทธิเรียกคืนจากเจ้าหน้าที่เมื่อมีเจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง)
  • คดีบ่อขยะเกาะสมุย ศาลปกครองนครศรีธรรมราช คดีหมายเลขแดงที่ ส.1/2566 (คำสั่งให้ อปท. กำจัดขยะ–บำบัดน้ำเสียภายใน 120 วัน)
  • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด อส.2/2564 (ยืนยันความรับผิดทางละเมิดของ อปท. จากน้ำเสียไหลกระทบพื้นที่เกษตร)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

AI NEWSROOM Revolution ปฏิวัติห้องข่าวไทยด้วย AI Agent ครบวงจร ย้ำหลัก Human-in-the-loop

SONP จุดสตาร์ท “AI NEWSROOM Revolution” ปฏิวัติห้องข่าวไทยด้วยเอเจนต์อัตโนมัติ: จากการทดลองใช้สู่ระบบงานจริง ย้ำมนุษย์ยังเป็นแกนกลางจริยธรรมสื่อ

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) จับมือกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเวิร์กช็อป One Day Training หัวข้อ “AI NEWSROOM Revolution” เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่สถาบันการเรียนรู้ KH Academy วางภาพรวมการเปลี่ยนผ่านสู่ “ห้องข่าวอัตโนมัติ” ด้วย AI Agents และระบบ Workflow Automation ครบวงจร ตั้งแต่คิด ผลิต ตัดต่อ เผยแพร่ ประเมินผล พร้อมย้ำหลักการ “มนุษย์อยู่ในวงจร (human-in-the-loop)” เพื่อยกมาตรฐานความถูกต้องและจริยธรรมสื่อ ท่ามกลางพฤติกรรมรับข่าวบนแพลตฟอร์มสั้นที่เติบโตแรง โดยข้อมูลที่นำเสนอในงานชี้ว่า ผู้ใช้ TikTok ในไทยแตะ 72 ล้านคน เฉลี่ยรับชม 300 คลิป/วัน หรือราว 110 นาที สะท้อนความท้าทายด้านคุณภาพคอนเทนต์ ความเร็ว และความน่าเชื่อถือที่ห้องข่าวต้องรับมือ

วิเคราะห์ฉากทัศน์ AI เปลี่ยน “วิธีทำงานข่าว” มากกว่าจะ “แทนที่นักข่าว”

สถานการณ์สื่อไทยกำลังเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือแรงเสียดทานเชิงธุรกิจ รายได้โฆษณากระจายไปยังแพลตฟอร์ม ด้านหนึ่งคือแรงกดดันเชิงเทคโนโลยี วงจรการบริโภคข่าวเร็วขึ้น แตกย่อยเป็นวิดีโอสั้น อินโฟกราฟิก และสเตตัสความยาวไม่กี่บรรทัด ในบริบทนี้ “AI” ไม่ได้จบแค่การช่วยเขียนร่างข่าว แต่กำลังก้าวสู่ AI Agents ที่ทำงาน อัตโนมัติเต็มกระบวนการ (จากการคิดหัวข้อจนถึงโพสต์เผยแพร่และเก็บข้อมูลวิเคราะห์) ซึ่งกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างงานในห้องข่าว ตั้งแต่เดสก์ข่าวจนถึงทีมดิจิทัลและทีมพาณิชย์

การอบรม “AI NEWSROOM Revolution” ครั้งนี้จึงถูกออกแบบให้เป็น “สะพาน” ระหว่างทฤษฎีกับการใช้งานจริง โดยเน้นการตั้ง “เวิร์กโฟลว์ที่จับต้องได้” เพื่อให้สำนักข่าวขนาดเล็กถึงกลางเริ่มต้นได้ทันที โดยลดต้นทุนการลองผิดลองถูก และ “ล็อกความเสี่ยง” เชิงจริยธรรมด้วยแนวปฏิบัติที่ชัดเจน

ไทม์ไลน์และสาระกิจกรรม หนึ่งวัน ครบทุกจุดสัมผัสงานข่าว

17 พฤศจิกายน 2568 (เชียงราย รายงาน) ณ KH Academy

  • พิธีเปิด ปูโจทย์: SONP อธิบายกรอบโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ภายใต้เป้าหมายพัฒนาศักยภาพวิชาชีพ ส่งเสริมจริยธรรม และสร้างระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัย
  • Keynote: มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ “AI ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นคันโยกเพิ่มศักยภาพห้องข่าว”
  • Session: เทคโนโลยีและทิศทาง: อัปเดตความก้าวหน้าจาก “เครื่องมือช่วยเขียน” สู่ “AI Agents” ที่เชื่อมต่อบริการเป็นโซ่คุณค่าเดียวกัน ทั้งคิดหัวข้อ รวบรวมข้อมูล ผลิตงานตัวอักษร ตัดต่อวิดีโอ เลือกภาพ โพสต์ วัดผล
  • Workshop ลงมือทำ: สร้าง Full Workflow Automation ด้วยแนวคิด “เริ่มจากงานเล็กที่ทำได้จริงแล้วเชื่อมต่อกัน” เช่น
  1. ดึงหัวข้อร้อนจาก RSS/โซเชียล → 2) สร้างบรีฟและโครงเรื่องอัตโนมัติ → 3) จัดทำดราฟต์ข่าว/สคริปต์วิดีโอ → 4) สร้างภาพประกอบ/คำบรรยาย → 5) จัดคิวโพสต์หลายแพลตฟอร์ม → 6) เก็บเมตริกประสิทธิภาพกลับสู่ฐานข้อมูลกลาง
  • Ethics & Quality: ตอกย้ำหลัก human-in-the-loop และแนวปฏิบัติการตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-checking) การระบุแหล่งที่มา การจัดการลิขสิทธิ์ภาพ เสียง และการเปิดเผยการใช้ AI อย่างโปร่งใส
  • สรุป การบ้าน 90 วัน: ให้ผู้เข้าร่วมกลับไปตั้งต้น “แซนด์บ็อกซ์ในห้องข่าว” เลือก 2–3 เวิร์กโฟลว์ที่คุ้มค่าและปลอดภัยสูงสุด ทดลอง ประเมินผล ขยายใช้

เสียงจากเวที “AI จะเป็นแรงขับ ไม่ใช่คู่แข่งของนักข่าว”

คุณนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) สะท้อนความกังวลและความหวังของวงการสื่อว่า

“เราต้องยอมรับว่า AI กำลังมาแรง บางคนตั้งคำถามว่านักข่าวจะตกงานหรือไม่ แต่แท้จริงแล้ว AI จะเข้ามาช่วยทำให้เราทำงานได้สะดวกขึ้นอย่างมหาศาล… ผมคิดว่าก้าวต่อไปหลังจากนี้จนถึงปี 2572 วงการสื่อจะเข้าสู่ความท้าทายครั้งใหม่ โดยที่ AI จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการช่วยทำคอนเทนต์ในวงการสื่ออย่างแท้จริง”

ขณะที่ คุณก้าวโรจน์ สุตาภักดี ที่ปรึกษา SONP และ TNN Digital Media & AI ชี้ให้เห็นทิศทางเครื่องมือว่า

“วันนี้เราเข้าสู่ยุค AI Agents ที่ทำงานอัตโนมัติครบวงจร ตั้งแต่คิดคอนเทนต์ ผลิตงาน ตัดต่อ โพสต์ ไปจนถึงเก็บข้อมูลวิเคราะห์… แนวทางเริ่มต้นที่ใช้ได้จริงคือเริ่มจากงานเล็ก ๆ ที่ทำเป็นประจำ และเชื่อมต่อเป็น Full Workflow Automation โดยใช้เครื่องมืออย่าง AI Agent และ n8n เป็นต้นแบบ”

ทั้งสองมุมมองสอดคล้องกันว่า “AI ที่ใช่” ต้อง ลดภาระงานรูทีน เพื่อให้ทีมข่าวหันไปทุ่มกับงานสืบค้น สัมภาษณ์ ตีความ ตรวจสอบ ซึ่งเป็นคุณค่าแท้ของวิชาชีพสื่อ

จากคอนเซปต์สู่ของจริง แผนผัง “ห้องข่าวอัตโนมัติ” (Blueprint ที่เริ่มใช้งานได้)

1) การเฝ้าระวังประเด็น (Topic Intelligence)

  • ดึงสัญญาณจาก RSS, เพจหน่วยงานรัฐ, โซเชียล, สายข่าวท้องถิ่น
  • AI จัดกลุ่ม/ให้คะแนนความสำคัญ/คาดการณ์ความสนใจ
  • เดสก์ข่าวตรวจทาน เลือกเข้าไลน์ผลิต

2) การผลิตต้นฉบับ (Drafting & A/V Co-Creation)

  • AI ร่างสรุปประเด็น โครงเรื่อง ไทม์ไลน์อัตโนมัติ
  • สร้างสคริปต์วิดีโอสั้น/อินโฟกราฟิก/คำบรรยายภาพ
  • นักข่าวและบก.ปรับเนื้อหา ตรวจแหล่งอ้างอิง เพิ่มสัมภาษณ์

3) การตัดต่อ ประกอบสื่อ (Packaging)

  • AI ช่วยตัดคลิป, แปลงคำพูดเป็นซับไตเติล, คัดภาพนิ่งจากวิดีโอ
  • ปรับ “หลายสัดส่วน” สำหรับแพลตฟอร์ม (แนวตั้ง/นอน/สี่เหลี่ยม)
  • ตรวจสิทธิ์สื่อและใส่เครดิตอัตโนมัติ

4) การกระจาย เผยแพร่ (Distribution)

  • ตั้งคิวโพสต์ข้ามแพลตฟอร์ม เว็บไซต์, แอป, Facebook, YouTube, TikTok, X
  • แยกหัว คำโปรย แฮชแท็กตามภาษาของแต่ละแพลตฟอร์ม
  • A/B ทดสอบพาดหัว ภาพปก ความยาวคลิป

5) การวัดผล เรียนรู้ (Analytics & Feedback Loop)

  • เก็บเมตริก (CTR, Retention, ดูจบ, แชร์/บันทึก, คอมเมนต์)
  • AI วิเคราะห์แรงฉุด แรงดันของชิ้นงาน และแนะการปรับปรุงรุ่นถัดไป
  • รายงานเอาต์พุตรายวัน/รายสัปดาห์สู่บก.และทีมธุรกิจ

หลักการกำกับ (Guardrails)

  • ทุกขั้นมี “จุดหยุดตรวจ” ให้คนอนุมัติ โดยเฉพาะเนื้อหาละเอียดอ่อน
  • บันทึกที่มาข้อมูล (provenance) และประวัติการแก้ไข (audit trail)
  • จัดทำคู่มือสไตล์ (style & ethics guide) สำหรับงานที่ AI มีส่วนร่วม

 

ข้อมูลพฤติกรรมผู้ชม สั้น เร็ว แต่ต้องจริง โจทย์ใหญ่ของห้องข่าว

ในเวทีอบรมมีการอัปเดตว่า ผู้ใช้ TikTok ในไทย ~72 ล้านคน คิดเป็น 100% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต เฉลี่ยรับชมราว 300 คลิป/วัน ใช้เวลาประมาณ 110 นาที หมวดเนื้อหายอดนิยมคือ บันเทิง, อาหาร เครื่องดื่ม, ความงาม ดูแลตัวเอง ขณะที่เทรนด์การซื้อ เติบโตเด่นคือ สกินแคร์, เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์, รถยนต์
ความหมายต่อห้องข่าว คือ

  • รูปแบบการ “เข้าถึงข่าว” ถูกห่อหุ้มในคอนเทนต์สั้น จึงต้องจับประเด็นเร็ว แต่ห้ามลดคุณภาพการตรวจสอบ
  • “แพ็กเกจข่าว” ต้องมีเวอร์ชันสั้นสำหรับดึงดูด และเวอร์ชันเต็มเพื่อความเข้าใจลึก สองแพ็กคู่กัน
  • ธีม “อาหาร ความงาม รถยนต์” ไม่ใช่เพียงไลฟ์สไตล์ แต่โยงกับเศรษฐกิจฐานราก สุขภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ข่าวเชิงบริการสังคม จึงมีพื้นที่มากขึ้น หากเล่าอย่างสร้างสรรค์และตรวจสอบได้

สรุปเชิงกลยุทธ์: ความเร็วต้องมาพร้อมมาตรฐาน ความสั้นต้องมาพร้อมความหมาย AI จึงเป็น “เครื่องทุ่นแรง” เพื่อคืนเวลาให้ทีมข่าวไปทำหน้าที่หลัก คือค้นหาความจริงและเล่าเรื่องอย่างรับผิดชอบ

 

ประเด็นจริยธรรมและความเสี่ยง เร่งเครื่องได้ แต่ต้องมีเบรก

ผู้จัดย้ำ 4 เสาหลักเมื่อใช้ AI ในงานสื่อ

  1. ความถูกต้อง (Accuracy): หลีกเลี่ยงข้อมูลเท็จ/บิดเบือน ต้องมีรอบตรวจมนุษย์ก่อนเผยแพร่
  2. ความเป็นธรรม (Fairness): ระวังอคติของโมเดล ทดสอบข้ามกลุ่มเปราะบาง
  3. ความรับผิดชอบ (Accountability): ระบุแหล่งที่มา วันเวลาอัปเดต การใช้ AI อย่างโปร่งใส
  4. ทรัพย์สินทางปัญญา (IP/Copyright): ตรวจสิทธิ์สื่อทุกชิ้น และใช้คลังภาพ/เสียงที่อนุญาตตามเงื่อนไข

พร้อมกันนี้ เสนอให้ทุกสำนักข่าวจัดทำ AI Use Policy ภายใน แบ่งประเภทงานที่ “อนุญาต ต้องอนุมัติ ห้ามใช้” และจัดตั้ง AI Review Board ขนาดย่อม ทำหน้าที่กำกับดูแลกรณีถกเถียงเชิงจริยธรรม

โอกาสธุรกิจ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ขยายบริการ

เวิร์กช็อประบุประโยชน์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ 3 มิติ

  • ต้นทุนการผลิต: ลดชั่วโมงงานรูทีน (ตัดคลิป/ทำซับ/แปลงสัดส่วน/ตั้งโพสต์) เพื่อโยกกำลังไปงานมูลค่าสูง เช่น สืบสวน สัมภาษณ์ วิเคราะห์
  • รายได้: เปิดแพ็กเกจโซลูชันคอนเทนต์สำหรับลูกค้าองค์กร/เอสเอ็มอี เช่น ชุดข่าวเชิงความรู้ (explainer) วิดีโอสั้นบริการสังคม หรือชุดอินโฟกราฟิก ทั้งหมดทำได้เร็วขึ้นด้วย workflow เดียวกับข่าว
  • ข้อมูลเชิงลึก: วัดผลการเสพสื่อเชิงลึก (Retention/Completion) เพื่อดีไซน์คอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งคนอ่านและผู้ลงโฆษณาโดยไม่ทำลายความน่าเชื่อถือ

แผน 90–180 วัน สำหรับห้องข่าวที่อยากเริ่ม (Roadmap กะทัดรัด)

เฟส 1 (0–30 วัน): ตั้งฐาน

  • แต่งตั้ง AI Champion ภายใน 1–2 คน
  • สำรวจงานรูทีน 3 รายการแรก (เช่น ทำซับ แปลงสัดส่วนคลิป ตั้งโพสต์) แล้วกำหนดจุดหยุดตรวจมนุษย์
  • จัดทำ AI Use Policy และ Style & Ethics Guide

เฟส 2 (31–90 วัน): ทดลอง วัดผล

  • สร้าง Prototype Workflow 2 ชุด: ข่าวด่วน (breaking) และข่าวอธิบาย (explainer)
  • วัด KPI: เวลาออกอากาศ, อัตราดูจบ, ความผิดพลาดเนื้อหา, เวลาที่ทีมข่าวได้คืน

เฟส 3 (91–180 วัน): ขยายผล บูรณาการ

  • เชื่อมต่อระบบ CMS/Analytics/โซเชียลให้เป็นวงจรร่วม
  • เปิดบริการคอนเทนต์รูปแบบใหม่กับพันธมิตร โดยยึดมาตรฐานจริยธรรมเดิม
  • ทบทวนนโยบาย AI ทุกไตรมาส จากเคสจริงและเสียงสะท้อนสาธารณะ

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วม “เครื่องมือดี มาตรฐานต้องดีกว่า”

ระหว่างการเวิร์กช็อป ผู้เข้าร่วมจำนวนมากตั้งคำถามเรื่อง “ขอบเขต” การใช้ AI เช่น กรณีข่าวอ่อนไหวต่อความรู้สึกสาธารณะ (อาชญากรรม/ความรุนแรง/ความเป็นส่วนตัว) ซึ่งวิทยากรเสนอให้กำหนด “รายการห้ามใช้ AI ร่างอัตโนมัติ” ไว้ล่วงหน้า และหากจำเป็นต้องใช้เพื่อช่วยโครงเรื่อง ก็ต้อง ห้ามเผยแพร่โดยไม่ผ่านบรรณาธิการ ทั้งนี้ “ร่องรอยการแก้ไข” ควรถูกเก็บเพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง

บทสรุปเชิงนโยบายสาธารณะ เร่งยกระดับ “สมรรถนะดิจิทัลของสื่อ” เท่าทันบริบทสังคม

การอบรมครั้งนี้ไม่ได้มุ่งแค่เพิ่มทักษะเครื่องมือ แต่ชี้ให้เห็น “ความรับผิดชอบใหม่” ของวิชาชีพสื่อในสังคมที่ข่าวกระจายผ่านคลิปสั้นความเร็วสูง การตรวจสอบก่อนไวรัล จึงสำคัญยิ่งกว่าเดิม ขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นและสื่ออิสระที่มีทรัพยากรจำกัดจะได้ประโยชน์เป็นพิเศษจาก Workflow ที่ลดงานซ้ำซ้อนลงอย่างมาก
หากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรวิชาชีพ สถาบันการศึกษา ร่วมกันผลักดันโครงการลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง (เช่น โครงการ train-the-trainer, ทุนสนับสนุนแซนด์บ็อกซ์ AI ในห้องข่าวท้องถิ่น, และการสร้างฐานข้อมูลสาธารณะสำหรับตรวจสอบข้อเท็จจริง) จะช่วยให้ “มาตรฐานสื่อ” ยกระดับไปพร้อมกับ “ความเร็วของเทคโนโลยี” โดยไม่ทิ้งหลักจริยธรรม

ไม่ใช่ “AI จะมาแทนคนหรือไม่” แต่คือ “เราจะใช้ AI คืนเวลาให้คนทำข่าว ไปทำสิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้ เข้าใจมนุษย์ สัมภาษณ์อย่างลึก และรับผิดชอบต่อสังคม” นั่นคือหัวใจของ AI NEWSROOM Revolution ที่ SONP ต้องการส่งต่อ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP)
  • กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
  • TNN Digital Media & AI / ที่ปรึกษาโครงการ (คุณก้าวโรจน์ สุตาภักดี)
  • สถาบันการเรียนรู้ KH Academy
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายชี้เป้า UNSEEN THAI THAI สู้ศึก Tourism War วธ.ดัน บ้านห้วยน้ำกืน สู่แบรนด์ ประสบการณ์ไทยคุณภาพ

เชียงรายชี้เป้า “UNSEEN THAI THAI” รับศึก Tourism War: วธ.เชียงรายลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืนยกระดับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น สู่แบรนด์ประสบการณ์ไทยคุณภาพ

เชียงราย,19 พฤศจิกายน 2568 –  ท่ามกลางแรงกดดันของ “สงครามท่องเที่ยวเอเชีย” ซึ่งคู่แข่งเร่งสร้างแลนด์มาร์ก ผ่อนคลายวีซ่า หนุนการบินอย่างเป็นระบบ เชียงรายเลือก “อัตลักษณ์ชุมชน” เป็นหัวหอก วธ.เชียงรายลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืนเจาะลึกทุนทางวัฒนธรรม ภายใต้นโยบาย “ไท ไทย” ของกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อแปรความเป็นไทยดั้งเดิมให้ร่วมสมัยและสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ สังคม จิตใจ พร้อมตั้งโจทย์การตลาดท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ที่ต้อง “แตกต่าง มีคุณค่า วัดผลได้” ขณะเดียวกัน ภาพรวมระดับประเทศยังต้องเร่งอุดจุดอ่อนด้านภาพลักษณ์ ความปลอดภัย มาตรฐานประสบการณ์ และโครงสร้างข้อมูล ให้ทันเกมรุกของภูมิภาคตามดัชนี TTDI 2024 กับความเป็น “ฮับการบิน” ที่กำลังก้าวหน้าแต่ยังต้องต่อยอดอย่างเป็นระบบ (เช่น SAT-1 และรันเวย์ที่ 3 ของสุวรรณภูมิ) เพื่อดึงตลาดคุณภาพกลับมาอย่างยั่งยืน

ฉากตั้งต้น เมื่อ “เรื่องเล่า” ต้องชนะ “ส่วนลด”

ในตลาดท่องเที่ยวเอเชียปี 2567–2568 หลายประเทศเดินเกมเข้มข้น ทั้งสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ขนาดใหญ่ (เช่น Zootopia ที่ Shanghai Disney) และยกระดับแหล่งเดิมให้เป็น “ประสบการณ์” มากกว่าการเที่ยวเชิงเช็คอิน (สิงคโปร์พัฒนา Rainforest Wild Asia และโครงการรีแบรนด์ปลายทางอย่างต่อเนื่อง) ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้า “นโยบายด้านการเดินทาง” ที่กระตุ้นดีมานด์ เช่น ยกเว้นวีซ่า ขยายเวลาพำนัก e-Visa วีซ่ากลุ่มพิเศษ ตลอดจนการเพิ่มความถี่และความเชื่อมต่อของเครือข่ายการบิน ซึ่งทำให้การตัดสินใจเดินทางของผู้คน “เร็ว ง่าย คุ้ม” กว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ไทยเองมีชุดมาตรการปรับตัว ทั้งการขยายยกเว้นวีซ่า 60 วันให้กับหลายประเทศ และเปิด “Destination Thailand Visa (DTV)” เพื่อดึงดูดดิจิทัลโนแมด/ครีเอทีฟ รวมถึงการแพทย์เชิงคุณภาพและพำนักระยะยาว (LTR/Thailand Privilege) เพื่อขยายฐานนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง แต่ในโลกที่ทุกประเทศต่าง “จัดเต็ม” เชิงยุทธศาสตร์ การชนะด้วย “ราคา ส่วนลด” เพียงอย่างเดียวเริ่มเพดานต่ำลง—เมืองปลายทางต้อง “ขายคุณค่า” ผ่านเรื่องเล่า วัฒนธรรม วิถีชีวิต และประสบการณ์ที่ลึกซึ้งจับต้องได้.

เหตุการณ์หลักในพื้นที่  วธ.เชียงราย “ลงมือ ลงพื้นที่” บ้านห้วยน้ำกืน

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (วธ.ชร.) นำโดย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า เพื่อตรวจสำรวจ “ทุนทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น” ภายใต้แนวคิด “UNSEEN THAI THAI   อันซีน ไท ไทย เสน่ห์วัฒนธรรม จังหวัดเชียงราย” โดยเน้นความร่วมมือกับผู้นำชุมชน ภาคประชาชน เพื่อคัดเลือก “เรื่องเล่าที่มีชีวิต” (Living Heritage) ที่สามารถสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ กิจกรรม ประสบการณ์เชิงท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนในมิติ เศรษฐกิจ–สังคม–จิตใจ สอดคล้องนโยบาย “ไท ไทย” ที่มุ่ง “ยกระดับไทยดั้งเดิมให้ร่วมสมัย” ของกระทรวงวัฒนธรรม. (ข้อมูลจากประกาศ/รายงานของหน่วยงานท้องถิ่น)

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีเป้าหมายเชิงปฏิบัติการ 3 ส่วน คือ

  1. การทำแผนที่ทุนวัฒนธรรม (Cultural Mapping)  ชี้จุดอัตลักษณ์ วิถี คติความเชื่อ ภูมิปัญญา ศิลปะพื้นถิ่น ที่ “เล่าได้ ขายได้ ยืนระยะได้”
  2. การออกแบบประสบการณ์ (Experience Design)  แปลง “องค์ความรู้ท้องถิ่น” เป็นกิจกรรมเวิร์กช็อป/พิธีกรรม/งานหัตถกรรม/อาหารพื้นถิ่น ที่เชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวรอบพื้นที่
  3. การสร้างความพร้อมชุมชน (Capacity Building)  ยกระดับมาตรฐานบริการ ความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก พิธีการต้อนรับหลายภาษา และการสื่อสารดิจิทัล เพื่อรองรับตลาดคุณภาพ/พักยาว

 หากประเทศคู่แข่ง “เร่งสร้างที่เที่ยวใหม่” ไทยต้อง “เล่าและจัดการของเดิมให้เป็นใหม่” จนเกิดคุณค่าที่เหนือราคา—และเชียงรายกำลังพิสูจน์สมมติฐานนี้ผ่าน UNSEEN THAI THAI บนฐานชุมชนจริง

ไทม์ไลน์  จากนโยบาย “ไท ไทย” สู่ปฏิบัติการในหมู่บ้าน

  • ก่อนหน้า 2568  กระทรวงวัฒนธรรมวางวิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” และชูแนวคิด “ไท ไทย” เพื่อยกระดับความเป็นไทยดั้งเดิม (Traditional Thai) ให้สอดรับกับความร่วมสมัย (Contemporary Thai) ในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์/ซอฟต์พาวเวอร์
  • 2567–2568 (ระดับภูมิภาค)  ประเทศคู่แข่งในเอเชียเปิดแลนด์มาร์ก/ธีมแลนด์ ยกเครื่องวีซ่า หนุนเครือข่ายการบิน เร่งทำคอนเทนต์/อินฟลูเอนเซอร์อย่างเป็นระบบ ทำให้การแข่งขันดุเดือด (เช่น จีนเปิด Zootopia แห่งแรกของโลกที่เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์รีสอร์ต; สิงคโปร์เดินหน้ากลุ่มโครงการ Mandai และแหล่งเรียนรู้ทางทะเลขนาดใหญ่)
  • 18 พ.ย. 2568 (ระดับพื้นที่)  วธ.เชียงรายลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ทำ Cultural Mapping จุดประกายเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน วางแผนกิจกรรมร่วมกับผู้นำหมู่บ้าน เพื่อคัดเลือก “แพ็กเกจประสบการณ์” ที่เปิดขายได้จริง (เช่น เวิร์กช็อปหัตถกรรม, พิธีกรรมท้องถิ่นที่เคารบวิถี, อาหารพื้นถิ่นเล่าเรื่อง)
  • หลังการลงพื้นที่ (ก้าวถัดไป)  บูรณาการกับ อปท./ททท./เอกชนทัวร์/OTA เพื่อจัดทำ “สินค้า เส้นทาง ปฏิทินกิจกรรม” แบบ ทดลองขาย (pilot) พร้อมสร้างตัวชี้วัด (KPI) ด้านรายได้ชุมชน การจ้างงาน การยืดระยะพำนัก คะแนนประสบการณ์ (CSAT/NPS) และอัตราการกลับมาเยือนซ้ำ

ภาพใหญ่ประเทศ  ทำไมไทย “ต้องเร่ง” วางยุทธศาสตร์ยาว

  1. ความสามารถในการแข่งขันเชิงระบบ
    ดัชนี Travel & Tourism Development Index 2024 โดย World Economic Forum จัดอันดับภาพรวม “ความพร้อมและสภาพแวดล้อม” ด้านท่องเที่ยวของประเทศ—ไทยยังอยู่หลังคู่แข่งหลายด้าน โดยเฉพาะ ความยั่งยืน ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานเชิงระบบ ซึ่งสะท้อนว่าต่อให้ทรัพยากรท่องเที่ยวโดดเด่น หากระบบบริหารจัดการยัง “ไม่เข้มแข็งพอ” ไทยจะเสียเปรียบในศึกยืดเยื้อ
  2. เครือข่ายการบินและศักยภาพฮับ
    รายงาน OAG Megahubs สะท้อนความเข้มแข็งของจุดเชื่อมต่อการบินระดับโลก โดย กัวลาลัมเปอร์ (KUL) และ อินชอน (ICN) ทำผลงานโดดเด่นขึ้นติดท็อป ขณะที่ สุวรรณภูมิ (BKK) ขยับอันดับดีขึ้นตามการเปิดอาคารเทียบเครื่องบินรอง SAT-1 และ “รันเวย์ที่ 3” ช่วยเพิ่มขีดความสามารถรับ กระจายผู้โดยสารระหว่างประเทศ แต่เพื่อให้กลายเป็น “แม่เหล็กจริง” ไทยต้องเชื่อมจิ๊กซอว์ การตลาด วีซ่า ตารางบิน การกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง อย่างมีแผนเดียวทั้งระบบ
  3. นโยบายวีซ่า ผลิตภัณฑ์วีซ่าพิเศษ
    ไทยประกาศผ่อนคลายกฎวีซ่าหลายระลอก และเปิด DTV เจาะกลุ่มดิจิทัลโนแมด/ครีเอทีฟ พร้อมวีซ่าระยะยาว/การแพทย์ เพื่อดึงกำลังซื้อคุณภาพ—ทิศทางนี้ “ถูกทาง” แต่ต้อง บูรณาการสื่อสาร จัดเส้นทาง ยกระดับประสบการณ์ ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายจริง มิฉะนั้นจะ “เปิดประตูติดป้ายต้อนรับ” แต่คนยังไม่เข้า เพราะเรื่องเล่ายังไม่ชัด สินค้ายังไม่พร้อม.

เชื่อมโยงเชียงรายกับสงครามท่องเที่ยว  How to Win

เชียงราย มีจุดแข็งชัดเจนด้าน ความปลอดภัย ธรรมชาติ วัฒนธรรม ความเป็นเมืองพำนัก (long-stay) และกำลังสร้าง “คาแรกเตอร์เมือง” ที่ตอบโจทย์เส้นทางภาคเหนือและสามเหลี่ยมทองคำ การที่ วธ.เชียงรายนำ UNSEEN THAI THAI ลงชุมชนจริง—คือการกำหนด ประสบการณ์หลัก” ที่ขายได้ยาว และไม่ชนตรงกับจุดขายส่วนลดของคู่แข่ง โดยโฟกัส 4 ยุทธศาสตร์ต่อไปนี้

  1. Differentiation by Culture
    ลงทุนกับ “เรื่องเล่าอัตลักษณ์” เช่น พิธี อาหาร งานช่าง ดนตรี ผ้าทอ ความเชื่อ—เลือกเฉพาะที่ “เล่าได้ ถ่ายทอดได้ เป็นธรรมชาติของชุมชน” แล้วออกแบบเป็นประสบการณ์ Must Try/Must See ที่ไม่ซ้ำเมืองไหน (เช่น “เช้า สัมผัสวิถี/สาย ลงมือทำ/บ่าย แลกเปลี่ยนภูมิปัญญา/เย็น ร่วมพิธีท้องถิ่น/ค่ำ ดูฟ้าและเรื่องเล่า/นอนโฮมสเตย์มาตรฐาน”)
  2. Quality First, Then Quantity
    ตั้ง KPI เป็น รายได้ต่อหัว ระยะพำนัก สัดส่วนกิจกรรมคุณค่า” แทนการไล่ตัวเลขคนเข้าเมือง ยกระดับมาตรฐานไมโครบีดดิ้ง (ภาษา/ความปลอดภัย/สุขอนามัย/ข้อมูลโภชนาการ/การเข้าถึงสำหรับผู้พิการ) เพื่อให้ตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ ยุโรป “รู้สึกคุ้มที่จะจ่ายเพิ่ม”
  3. Route Design & Distribution
    เชื่อมเชียงรายกับ แพ็กเกจข้ามจังหวัด และ เส้นทาง thematic (เช่น “ชา กาแฟ ผ้าพื้นเมือง”, “เวียง วัด วิถี”, “สุขภาพ สมาธิ สมุนไพร”) แล้วกระจายผ่าน OTA/เอเยนต์ สื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์เฉพาะกลุ่ม (คราฟต์/ถ่ายภาพ/กาแฟ/สายครอบครัว/ผู้สูงวัยกำลังซื้อสูง)
  4. Data-Driven & Continuous Improvement
    วัดผลแบบเรียลไทม์  รายได้ชุมชน, การจ้างงาน, CSAT/NPS, Net Benefit ต่อสิ่งแวดล้อม สังคม, และปริมาณเนื้อหาที่ถูกบอกต่อ (UGC) เพื่อ “ปรับสูตร เพิ่มคุณค่า ลดรอยรั่ว” อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่าง “แพ็กเกจประสบการณ์” ที่ทำได้จริง (Draft)

  • Craft & Spirit  เวิร์กช็อปงานช่าง/ผ้าทอ/เครื่องเงิน + เรื่องเล่าคติความเชื่อ + พิธีขอบคุณป่า/น้ำ ตามมารยาทชุมชน
  • Food & Faith  ทำอาหารพื้นถิ่น “กับข้าวเล่าประวัติ” + ลองปลูก เก็บ ปรุง + เส้นทางวัด เวียง ชุมชน
  • Quiet Wellness  สมาธิยามเช้า เดินป่าเบา ๆ อาบไอหมอก สมุนไพรพื้นบ้าน สปาไทยร่วมสมัย
  • Photo & Story  จุดชมวิว แสงเช้า/เย็น คลาสเล่าเรื่องถ่ายภาพ งานเล็ก ๆ ในชุมชน

ทุกโปรแกรมต้องมี มาตรฐานความปลอดภัย การแยกขยะ การใช้น้ำ การจัดการฝุ่น/ควัน และ แนวปฏิบัติสำหรับแขก (do & don’t) ที่เข้าใจง่ายหลายภาษา พร้อม ป้ายอักษรเบรลล์/สัญลักษณ์สากล และ เส้นทางสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ เพื่อรองรับ Friendly Design ให้เป็นปลายทางที่ “ทุกคนเข้าถึงได้”.

บทเรียนจากคู่แข่ง  โครงสร้างและการสื่อสารสำคัญพอ ๆ กับแหล่งท่องเที่ยว

  • สิงคโปร์ เดินหน้าสร้าง “คาแรกเตอร์เมือง” ผ่านแบรนด์ท่องเที่ยวระดับประเทศและการลงทุนในแลนด์มาร์ก/พิพิธภัณฑ์/สวนเชิงเรียนรู้ พร้อมทำงานแบบ รัฐ เอกชนร่วม ยกระดับประสบการณ์ทุกจุดสัมผัส (จากสนามบินสู่ย่านสร้างสรรค์)
  • จีน ใช้ “ธีมแลนด์ เมืองหิมะ เมืองโบราณรีโนเวต” เป็นแม่เหล็กเพื่อยืดฤดูกาลและเพิ่มกิจกรรมเชิงประสบการณ์ พร้อมผ่อนคลายวีซ่าบางส่วน—เป็นสัญญาณว่าประเทศที่เคยพึ่งทรัพยากรธรรมชาติ ก็กำลัง “สร้างของใหม่” แข่งเช่นกัน
  • ไทย เองกำลังก้าวหน้าในฝั่งโครงสร้างสนามบิน (SAT-1/รันเวย์ที่ 3) ซึ่งช่วยเรื่องการเชื่อมต่อ แต่อีกฟากคือ “การจัดการปลายทาง” ตั้งแต่ ความปลอดภัย การสื่อสารหลายภาษา มาตรฐานบริการ การจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบข้อมูล ที่ยังต้องเร่ง “ทำให้แน่น” ให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด TTDI ที่ยังเป็นจุดอ่อน

มุมข้อมูล ตัวเลข “ชวนคิด” (สำหรับผู้กำหนดยุทธศาสตร์)

  • TTDI 2024 ชี้ไทยยังมีช่องว่างสำคัญด้าน Enabling Environment/ความยั่งยืน/โครงสร้างพื้นฐาน เมื่อเทียบคู่แข่ง—สะท้อนว่าการพึ่ง “ชื่อเสียงปลายทาง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องยกระดับระบบและมาตรฐานพร้อมกัน
  • เครือข่ายการบิน  การขยับอันดับ Megahubs ของสุวรรณภูมิเป็นสัญญาณบวก—แต่ “การเชื่อมต่อเที่ยวบิน” ควรไปพร้อมกับ “สินค้าที่พร้อมขาย” ของเมืองรอง เช่น เชียงราย เพื่อแปลงผู้โดยสารต่อเครื่องเป็น “ผู้มาเยือนคุณภาพ”
  • วีซ่า/ผลิตภัณฑ์วีซ่า  มาตรการ 60 วัน และ DTV จะเกิดผลสูงสุดต่อเมื่อมี แพ็กเกจ ประสบการณ์ ระบบรับรองมาตรฐาน ให้กลุ่มดิจิทัลโนแมด/ระยะยาวตัดสินใจได้ทันที—ไม่ใช่เพียง “ขอมาแล้วค่อยหา”.

ข้อเสนอเชิงนโยบายและการจัดการ (สำหรับจังหวัดและหน่วยงานร่วม)

  1. DMO เชียงรายแบบเบา-คล่อง (Light-DMO)
    จัดตั้งคณะทำงานข้ามหน่วย (วธ.–ททท.–อปท.–เอกชน–ชุมชน–สถาบันการศึกษา) ทำหน้าที่ ออกแบบเส้นทาง บ่มเพาะผู้ประกอบการชุมชน ทำการตลาดร่วม วัดผล รายงานสาธารณะ รายไตรมาส
  2. มาตรฐานประสบการณ์ & Friendly Design
    กำหนดมาตรฐานบริการ (ภาษา/ความปลอดภัย/สุขอนามัย/อาหารแพ้อาหาร/แคชเลส/การเข้าถึงสำหรับผู้พิการ) พร้อมอบรมชุมชนและผู้ประกอบการ และทำ “ตรารับรอง” จังหวัด
  3. Data Lake ท่องเที่ยวเชียงราย
    รวมข้อมูลการจอง/เส้นทางยอดนิยม/การใช้จ่าย/รีวิว/CSAT/NPS/ปัญหาระหว่างเดินทาง สู่แดชบอร์ดสาธารณะจังหวัด เพื่อให้ทุกภาคส่วน วางแผน ปรับทัพ บูรณาการงบ ได้บนข้อเท็จจริงเดียวกัน
  4. Prototype → Scale
    เริ่มจาก บ้านห้วยน้ำกืน เป็นพื้นที่ต้นแบบ “UNSEEN THAI THAI” แล้วขยายสู่หมู่บ้านรอบข้าง แบบ “วงแหวน” (Ring Strategy) เพื่อให้ ทรัพยากร รายได้ คน กิจกรรม กระจายตัว ไม่กระจุกจุดเดียว
  5. การสื่อสารเชิงแบรนด์ร่วม
    จัดทำ “Brand Book เชียงราย UNSEEN THAI THAI” ระบุโทนภาษา ภาพ จริยธรรมการท่องเที่ยว do & don’t แนวถ่ายภาพที่เคารพชุมชน และ Content Calendar ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์เชิงคุณภาพ (ไม่เน้นไวรัลที่ผิดบริบทวัฒนธรรม)

ชนะด้วย “คุณค่าที่วัดผลได้”

การที่ วธ.เชียงราย ลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืน มิใช่เพียง “กิจกรรมเชิงพิธีการ” แต่เป็นการ พลิกโจทย์ ศึกท่องเที่ยวจากการแข่ง “จำนวน ส่วนลด” ไปสู่การแข่ง “คุณค่า ประสบการณ์ ความยั่งยืน” หากทำต่อเนื่องและวัดผลได้จริง เชียงรายจะกลายเป็น ต้นแบบเส้นทางวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ช่วยให้ไทย ยืดระยะพำนัก เพิ่มรายได้ต่อหัว สร้างงานท้องถิ่น รักษาทรัพยากร และ “เล่าเรื่องไทย” ให้คนทั้งโลกเข้าใจในแบบที่สัมผัสได้

และในภาพใหญ่ระดับประเทศ ไทยจำเป็นต้อง เดินสองขา ไปพร้อมกัน

  • ขาโครงสร้าง นโยบาย  วีซ่า เครือข่ายบิน มาตรฐาน ข้อมูล ความปลอดภัย DMO
  • ขาประสบการณ์ แบรนด์  UNSEEN THAI THAI/Soft Power/เรื่องเล่า/เส้นทางใหม่/กิจกรรมเชิงเรียนรู้

เมื่อ “โครงสร้าง” หนุน “เรื่องเล่า” และ “เรื่องเล่า” กลับไปขับ “โครงสร้าง” อย่างต่อเนื่อง ประเทศจะไม่ต้องเผชิญ Tourism War ด้วย “ราคา” อีกต่อไป แต่จะชนะด้วย “ความหมายและคุณค่า” ที่ผู้มาเยือนยินดีจ่าย—และอยากกลับมาอีก

ภาคผนวก  ไทม์ไลน์ย่อ   ปฏิบัติการเชื่อมโยงพื้นที่ นโยบาย

  • ก่อน 2568: กระทรวงวัฒนธรรมวางกรอบ “ไท ไทย” ขับเคลื่อน Soft Power ไทย
  • ต้น–กลาง 2568: ประเทศคู่แข่งเร่งเปิดแลนด์มาร์ก/เพิ่มเครือข่ายบิน/เดินหน้าวีซ่า อีเวนต์ยักษ์
  • ต.ค.–พ.ย. 2568: เชียงรายเร่งสำรวจทุนวัฒนธรรม แปลงสู่แผนเส้นทาง กิจกรรมชุมชน
  • 18 พ.ย. 2568: วธ. เชียงรายลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ทำ Cultural Mapping ดีไซน์ประสบการณ์
  • ปลาย 2568–ต้น 2569: ทดลองแพ็กเกจ/ตั้งตัวชี้วัด/ฟังเสียงผู้มาเยือน ผู้ประกอบการ ชุมชน
  • ตลอด 2569: ขยายวงต้นแบบ ยกระดับมาตรฐาน ต่อยอดสู่ปฏิทินกิจกรรมเมืองรอง

ข้อมูลเหตุการณ์ภาคสนามใน จ.เชียงราย รวมถึงรายชื่อผู้ปฏิบัติงาน/วันเวลา/สถานที่ ลงพื้นที่ ฯลฯ อ้างอิงจากชุดข้อมูลที่ผู้ส่งข่าวจัดเตรียมให้โดยตรง (แหล่งข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) ซึ่งผู้เขียนใช้เป็น “แกนหลัก” ในการเรียบเรียงไทม์ไลน์ และเชื่อมโยงกับแหล่งอ้างอิงสาธารณะระดับประเทศ/ภูมิภาคด้านนโยบายท่องเที่ยวและโครงสร้างเชิงระบบตามที่ระบุข้างต้น

บทความนี้ยึดหลัก ความเป็นกลาง ตรวจสอบได้ เคารพชุมชน เนื้อหาเชื่อมโยง “ข้อเท็จจริงพื้นที่” กับ “บริบทเชิงนโยบาย” เพื่อให้ผู้อ่านเชิงลึกสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงงาน/เชิงนโยบาย โดยหลีกเลี่ยงการคาดเดาตัวเลขนอกเหนือแหล่งอ้างอิงสาธารณะ และเสนอแนวปฏิบัติที่ จับต้องได้ วัดผลได้ ยืดหยุ่น ต่อสถานการณ์.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • World Economic Forum. Travel & Tourism Development Index 2024
  • OAG. Megahubs Index
  • Shanghai Disney Resort. Zootopia Land
  • Mandai Wildlife Group / National Geographic
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ขยะล้นชุมชนบ้านดอย ทต.แม่ยาว จ่าย ทน.เชียงราย เก็บ 2 ปี สะท้อนช่องว่างกฎหมายเมื่อ “เส้นทางเก็บขน” ไม่ย้ายตามเขต

ขยะล้นชุมชนบ้านดอย วิกฤต “ย้ายเขตปกครอง” สู่บทเรียนความรับผิดชอบเชิงระบบ—นครเชียงราย–แม่ยาวเตรียมทำ MOU เก็บสัปดาห์ละ 2 ครั้ง พร้อมยกระดับคัดแยกต้นทาง

เชียงราย,19 พฤศจิกายน 2568ภาพรวมสถานการณ์  เมื่อ “การย้ายเขต” ทำให้ขยะกลายเป็นตัวชี้วัดความล้มเหลวเชิงระบบ  หลัง “ย้ายเขตปกครอง” ทำชุมชนบ้านดอย หมู่ 17 ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย ไม่มีหน่วยงานเข้าเก็บขยะต่อเนื่อง ชาวบ้านร้องทุกข์เพราะกองขยะ 7–10 วันต่อครั้ง กลายเป็นปัญหาสุขภาวะฉับพลันและศักดิ์ศรีความเป็นอยู่ หน่วยงานท้องถิ่นเร่งประชุมหลายระลอก จนได้ข้อสรุปจับมือทำ MOU  นครเชียงรายเข้าเก็บสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ยาว 2–3 ปี ค่าธรรมเนียมยัง 25 บาท/ครัวเรือน/เดือน โดยเทศบาลตำบลแม่ยาวเป็นผู้จัดสรรงบจ่ายให้นครเชียงราย ควบคู่อบรมคัดแยกขยะในครัวเรือน ขณะเดียวกัน บทเรียนครั้งนี้สะท้อน “ช่องว่างกฎหมาย–ปฏิบัติ” เมื่อย้ายเขตแล้วแต่ “เส้นทางเก็บขน–ปลายทางกำจัด” ไม่ได้ย้ายตามมาตรฐาน ประชาชนตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบที่ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม

ปัญหาขยะกองสุมตามข้างทางในชุมชนบ้านดอย หมู่ 17 ต.แม่ยาว ปะทุสู่ “วิกฤตสุขภาวะ” จากเดิมที่ เทศบาลนครเชียงราย เก็บขยะ ทุกวัน กลับกลายเป็นพื้นที่รับผิดชอบของ เทศบาลตำบลแม่ยาว ภายหลังการแบ่งเขตการปกครองใหม่ แต่การจัดวางระบบเก็บ–ขน–กำจัดไม่ต่อเนื่อง ทำให้ความถี่ลดลงเหลือ 7–10 วันต่อครั้ง ส่งผลให้ขยะตกค้างจำนวนมาก เกิดกลิ่นเหม็น หนู–แมลงวัน–สุนัขจรจัดเพิ่มขึ้น ชาวบ้านจำนวนหนึ่งเริ่มมีอาการไอ แสบคอ ระคายเคือง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็กและผู้สูงอายุ (คำให้ข้อมูลของชุมชน)

ตัวแทนชาวบ้าน “นายนรินทร์” อธิบายว่า เดิมชุมชนบ้านดอยอยู่ หมู่ 3 ต.ริมกก อยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลนครเชียงราย มีรถเข้าจัดเก็บทุกวัน เมื่อถูกย้ายมา หมู่ 17 ต.แม่ยาว ระบบเก็บขยะใหม่ยังไม่ลงตัว ทำให้ขยะกองสุมต่อเนื่อง เส้นทางซอย 4, 5, 7 และหมู่บ้านลลิตา 5 ได้รับผลกระทบรุนแรง

สัญญาณเสี่ยงทางสุขภาพ  การปล่อยให้ขยะสะสมหรือเผาแบบไม่เป็นระบบเพิ่มความเสี่ยงฝุ่นละเอียดและมลพิษหลายชนิด ซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขและองค์ความรู้สากลเตือนต่อเนื่อง การเผาขยะกลางแจ้งเป็นแหล่งกำเนิดสารพิษ เช่น ไดออกซิน–ฟิวแรน–ฝุ่น PM กระทบระบบทางเดินหายใจและหัวใจและหลอดเลือด (องค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศและเอกสารเชิงเทคนิคของสหประชาชาติ/สิ่งแวดล้อม สนับสนุนข้อเท็จจริงนี้)

ไทม์ไลน์ข้อเท็จจริง  จาก “ร้องเรียน–ลงพื้นที่–ประชุม” สู่ข้อสรุปทำ MOU

ต.ค.–พ.ย. 2568 มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของฝ่ายปกครองท้องถิ่นและตัวแทนชุมชน เพื่อหาทางออกเร่งด่วนและถาวร ดังนี้ (ยึดข้อมูลพื้นที่ที่ผู้สื่อข่าวรวบรวม)

  • 22 ต.ค. 2568 เทศบาลตำบลแม่ยาวแจ้งกำหนดการออกหน่วยรับชำระค่าธรรมเนียมขยะ ประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อจัดระเบียบฐานข้อมูลผู้ชำระและรายรับท้องถิ่นในพื้นที่ใหม่
  • 24 ต.ค. 2568 นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาวมอบหมายคณะผู้บริหาร–ปลัดเทศบาล–กองสาธารณสุข ประชุมแผนบริหารจัดการขยะระดับตำบล ณ ห้องประชุม 248 อนุสรณ์
  • 27–31 ต.ค. 2568 และ 3–7 พ.ย. 2568 ฝ่ายจัดเก็บรายได้และกองคลัง ลงพื้นที่บริการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในหมู่บ้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบการเงิน–การคลังรองรับการให้บริการในพื้นที่ใหม่
  • 28 ต.ค. 2568 เลขานุการนายกเทศมนตรีลงพื้นที่ดูการแก้ไขปัญหาขยะของชุมชนบ้านดอย (ติดคอขวดเรื่องความถี่เก็บ–ขน)
  • 3 พ.ย. 2568 (เช้า) ผู้บริหารทต.แม่ยาว–กองสาธารณสุขฯ เข้าประชุมหาแนวทางการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนบ้านดอย หมู่ 17 อย่างเฉพาะเจาะจง
  • 5 พ.ย. 2568 สองการประชุมสำคัญ  (1) ฝ่ายสาธารณสุขท้องถิ่นร่วมประชุมชี้แจงโครงการจัดการขยะ–สิ่งปฏิกูลในเขตป่าสงวน ระดับจังหวัด ณ ศาลากลาง จ.เชียงราย (2) ผู้บริหารทต.แม่ยาวหารือผู้แทนชุมชนบ้านดอย ณ ร้าน Leehu Cafe เพื่อรับฟังปัญหาหน้างาน
  • 6–7 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่การคลังและคณะผู้บริหารยังคงลงพื้นที่รับชำระและติดตามสถานการณ์
  • 10 พ.ย. 2568 (เช้า) คณะผู้บริหารทต.แม่ยาวเข้าหารือกับ เทศบาลนครเชียงราย โดยตรง เพื่อหากลไกร่วมกัน
  • 10 พ.ย. 2568 (เย็น) ประชุมร่วมกันที่อาคารอเนกประสงค์บ้านดอย เพื่อสื่อสารข้อยุติกับชุมชน
  • 16 พ.ย. 2568 เปิด “หมู่บ้านต้นแบบบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชน ปีงบ 2569” ที่อาคารอเนกประสงค์ชุมชนบ้านดอย สะท้อนความพยายามยกระดับ “คัดแยกต้นทางและความถี่เก็บขน” ให้กลับเข้าสู่มาตรฐานอย่างยั่งยืน

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติการ (เบื้องต้น)  ภายใน ประมาณ 2 สัปดาห์ นับจากการตกผลึกแนวคิดร่วมกัน สองเทศบาลจะทำ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โดย เทศบาลนครเชียงราย จะเข้ามาเก็บขยะในชุมชนบ้านดอยและชุมชนทวีรัตน์ สัปดาห์ละ 2 วัน เป็นเวลา 2–3 ปี เพื่อ “อุดช่องว่างบริการ” ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ ค่าธรรมเนียม ยังเป็น 25 บาท/ครัวเรือน/เดือน เหมือนเดิม แต่ เทศบาลตำบลแม่ยาว จะเป็นผู้จัดสรรงบประมาณมาชำระให้เทศบาลนครเชียงราย โดยไม่เก็บเงินเพิ่มจากชาวบ้าน พร้อมทั้งมีการลงพื้นที่ อบรมคัดแยกขยะในครัวเรือน ภายในสัปดาห์เดียวกัน

ประเด็นที่ต้องการคำตอบ  “ฝังกลบแบบไหน—ใครทำ—ทำไม—ใครบอกให้ทำ?”

เพื่อไม่ให้ “หลงทางของเรื่อง” ดังที่ชุมชนตั้งคำถาม ผู้สื่อข่าวสรุป “โซ่อุปทานขยะมูลฝอยชุมชน” และกรอบกฎหมาย–มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

โซ่บริการขยะ (เก็บ–ขน–กำจัด) และความรับผิดชอบ

  • จุดตั้งต้น (บ้าน–ร้าน–ตลาด)  เจ้าของหรือผู้อยู่อาศัยต้อง “คัดแยก–เก็บรักษาขยะให้เรียบร้อย” และชำระค่าธรรมเนียมตามที่ท้องถิ่นกำหนด
  • การเก็บ–ขน  เป็น “หน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)” ในเขตพื้นที่นั้น ๆ ตาม พ.ร.บ.การรักษาความสะอาดฯ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้อปท.มีหน้าที่ดูแลการกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยเพื่อคุ้มครองสุขอนามัยของประชาชน (อปท.สามารถมอบหมาย–ทำสัญญา–หรือทำ MOU ให้หน่วยงานอื่นช่วยดำเนินการได้)
  • ปลายทางกำจัด  ต้องเป็นวิธีที่ ถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมาย เช่น นำไปสู่โรงคัดแยก/ศูนย์กำจัด, ฝังกลบแบบสุขาภิบาล (Sanitary Landfill), ทำปุ๋ยอินทรีย์ (Organic/Composting), แปรรูปพลังงาน หรือเทคโนโลยีอื่นที่ผ่านการอนุญาตและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีมาตรฐานและคู่มือวิชาการจาก กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)

แปลว่า  เมื่อ “เก็บ–ขน” สะดุดเพราะย้ายเขต ความผิดปกติเกิด ตั้งแต่กลางทาง ทำให้ปลายทาง “กำจัดอย่างถูกต้อง” ไม่เกิดขึ้นตามรอบเวลา ขยะจึงล้นสะสมและบางกรณีถูกเผาหรือทิ้งไม่ถูกที่โดยปัจเจก ซึ่ง ผิดกฎหมายและเสี่ยงสุขภาพ (ดู 3.3)

3.2 “ฝังกลบแบบสุขาภิบาล” คืออะไร ต่างจาก “หลุมฝังกลบธรรมดา” อย่างไร

  • ฝังกลบสุขาภิบาล (Sanitary Landfill)  เป็นระบบฝังกลบที่ ควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมี ชั้นปูรองก้นหลุม (Liner), ระบบรวบ–บำบัดน้ำชะขยะ (Leachate), ระบบรวบ–ระบายก๊าซมีเทน, และ การกลบหน้าดินเป็นชั้น ๆ พร้อมมาตรการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดิน–น้ำใต้ดิน ตามคู่มือ/แนวทางวิชาการของ กรมควบคุมมลพิษ และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อ
  • ฝังกลบแบบไม่ควบคุม (เปิดทิ้ง–หลุมธรรมดา)  ขาดระบบปูรอง–จัดการน้ำชะขยะและก๊าซ จึงเสี่ยงต่อ ปนเปื้อนน้ำใต้ดิน, กลิ่น–แมลง–สัตว์พาหะ, และ ไฟไหม้กองขยะ จัดเป็น การกำจัดไม่ถูกต้อง ขัดต่อหลักสุขาภิบาลและกฎหมายสิ่งแวดล้อม

สรุปชัด ๆ  คำตอบเรื่อง “เอาขยะไปฝังดินแบบไหน” ต้องดูว่า ปลายทางได้รับอนุญาตและเป็น “หลุมฝังกลบสุขาภิบาล” จริงหรือไม่ มีระบบรองรับครบหรือเปล่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบสถานที่นั้น หากเป็น บ่อทิ้ง/ฝังกลบที่ไม่ได้มาตรฐาน ย่อมเข้าข่าย ไม่ถูกต้อง และ ต้องยุติ–แก้ไข ตามอำนาจควบคุมของอปท.และหน่วยงานกำกับ

ใครทำ–ทำไม–และใครบอกให้ทำ (เชิงหลักการกฎหมาย)

  • ใครทำ  โดยหลักกฎหมาย อปท.ตามเขตพื้นที่ ต้องจัดให้มีการเก็บ–ขน–กำจัด หรือทำข้อตกลงให้หน่วยอื่นทำแทน และต้องรับผิดชอบมาตรฐานบริการ รวมถึงกำกับไม่ให้เกิดการทิ้ง–เผา–ฝังที่ผิดกฎหมายในพื้นที่ตน
  • ทำไม  เพราะเป็น “ภารกิจถ่ายโอน” ที่กฎหมายกำหนดให้ท้องถิ่นดูแลมูลฝอย–สิ่งปฏิกูล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสุขลักษณะสาธารณะและสิ่งแวดล้อม (พ.ร.บ.การรักษาความสะอาดฯ / พ.ร.บ.สาธารณสุขฯ)
  • ใครบอกให้ทำ  การกำจัดแบบใด ๆ ต้องเป็นไปตาม ระเบียบ–มาตรฐาน–ใบอนุญาต ที่เกี่ยวข้อง (เช่น โรงกำจัด/บ่อฝังกลบที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย) อปท.และจังหวัด/หน่วยกำกับต้องตรวจสอบให้การดำเนินการ เป็นไปตามคู่มือวิชาการของ คพ. และกฎหมายสิ่งแวดล้อม การเผาขยะกลางแจ้งหรือทิ้งในที่สาธารณะ ไม่ใช่วิธีที่ “ใครบอกให้ทำ” แต่เป็น การกระทำต้องห้าม เนื่องจากก่อมลพิษอันตราย (หลักฐานวิชาการระหว่างประเทศยืนยันอันตรายจาก “open burning”)

ทำไมค่าธรรมเนียม 25 บาท/ครัวเรือน/เดือน “จ่ายเท่าเดิม” แต่บริการต้อง “ดีขึ้น”

การคงค่าธรรมเนียม 25 บาท/ครัวเรือน/เดือน สะท้อนหลักการ “ผู้ก่อขยะต้องมีส่วนร่วมจ่าย” (Pay-As-You-Throw – PAYT) ซึ่งเป็นแนวโน้มเชิงนโยบายที่หลายพื้นที่ทั่วโลกใช้ เพื่อให้เกิดแรงจูงใจคัดแยก–ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ทั้งนี้ อัตราที่เหมาะสมขึ้นกับต้นทุนเก็บ–ขน–กำจัดจริงของพื้นที่ (เช่น ราคาน้ำมัน ระยะทางไปปลายทางกำจัด ประสิทธิภาพคัดแยก) โดยงานวิชาการไทยและต่างประเทศอธิบายว่า โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่สอดคล้องต้นทุนจริง ทำให้บริการมีเสถียรภาพ และลดการทิ้งไม่เป็นที่หรือการเผานอกระบบ

ในกรณีบ้านดอย  แม้ชาวบ้านจ่ายเท่าเดิม แต่ “ผู้รับผิดชอบบริการ” ถูกจัดวางใหม่ผ่าน MOU ให้ นครเชียงราย เข้ามาเก็บสัปดาห์ละ 2 วัน ช่วง 2–3 ปี โดย ทต.แม่ยาว เป็นผู้จัดสรรงบประมาณจ่าย “ค่าจัดการ” ให้ นี่คือ กลไกชั่วคราวที่จับต้องได้ เพื่อลดระยะเวลาตกค้าง ลดกลิ่น–สัตว์พาหะ–ความเสี่ยงสุขภาพ และซื้อเวลาให้ระบบถาวรลงตัว

ทำไม “คัดแยกต้นทาง” ต้องเริ่มทันที และเกี่ยวอะไรกับหลุมฝังกลบ

ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนระดับหลายสิบล้านตันต่อปี แนวโน้มคงที่–เพิ่มขึ้นตามขนาดเมืองและพฤติกรรมบริโภค หากไม่คัดแยกต้นทาง ขยะอินทรีย์ (เศษอาหาร) จะไปลงหลุมฝังกลบ ทำให้เกิด น้ำชะขยะ และ ก๊าซมีเทน มากขึ้น เพิ่มต้นทุนควบคุม–บำบัด และทำให้ ฝังกลบสุขาภิบาล บริหารยากขึ้น คู่มือ/รายงานของ กรมควบคุมมลพิษ ย้ำแนวทาง “ลำดับขั้นการจัดการของเสีย (3Rs–Circular)” คัดแยก–รีไซเคิล–ทำปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดปริมาณที่ต้องกำจัดจริงให้เหลือน้อยที่สุดก่อนฝังกลบ

ผลลัพธ์ที่คาดหวังในบ้านดอย  ถ้า ความถี่เก็บเพิ่ม + ชาวบ้านคัดแยกเศษอาหาร–รีไซเคิล ตั้งแต่ครัวเรือน ปริมาณ “ขยะต้องฝังกลบ” จะลดลงรวดเร็ว กองขยะริมถนนหายไป กลิ่น–สัตว์พาหะลดลง ขณะเดียวกัน ต้นทุนรวมของระบบจะค่อย ๆ สมเหตุสมผลขึ้น

จุดรับผิดชอบที่ “จับต้องได้”  ใครต้องทำอะไร “ต่อจากนี้”

เพื่อให้เรื่องไม่วนลูป ผู้สื่อข่าวสรุป “เช็กลิสต์รับผิดชอบ” ที่วัดผลได้ ดังนี้ เทศบาลตำบลแม่ยาว (เจ้าของพื้นที่ใหม่)

  1. ลงนาม MOU กับเทศบาลนครเชียงรายให้ทันกรอบเวลา และประกาศ ตารางเก็บ–ขน รายสัปดาห์/รายซอย ให้ประชาชนเข้าถึงง่าย
  2. จัดสรรงบประมาณ ชำระค่าบริการตาม MOU อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด
  3. กำกับปลายทางกำจัด ให้ถูกต้องตามกฎหมาย/มาตรฐาน (เช็คสถานะสถานที่กำจัด–บ่อฝังกลบ–โรงคัดแยก) ตามคู่มือ คพ. และรายงานต่อสาธารณะเป็นระยะ
  4. อบรมคัดแยกต้นทาง ต่อเนื่อง ทำ “ธนาคารขยะชุมชน/เศษอาหารทำปุ๋ย” ในหมู่บ้านต้นแบบที่เพิ่งเปิด เพื่อให้เป็นโมเดลขยายผล

เทศบาลนครเชียงราย (ผู้ปฏิบัติการเก็บ–ขนตาม MOU)

  1. วางเส้นทาง–ความถี่เก็บ ให้ครอบคลุมซอยวิกฤต (ซอย 4,5,7, ลลิตา 5) และสื่อสารเวลารถเข้าชัดเจน
  2. มาตรฐานรถ–คน–อุปกรณ์ ป้องกันรั่วไหล–กลิ่น–น้ำชะขยะระหว่างขนส่ง
  3. รายงานผลบริการรายเดือน (เที่ยววิ่ง–ปริมาณเก็บ–ปลายทางกำจัด) เพื่อความโปร่งใส

ชุมชนบ้านดอย/คณะกรรมการชุมชน

  1. ทำ ปฏิทินคัดแยก ง่าย ๆ (อินทรีย์–รีไซเคิล–ทั่วไป) และ จุดรวมขยะที่ปลอดภัย
  2. ประสาน “จิตอาสา–เครือข่ายร้านรีไซเคิล” ให้รับซื้อ/รับคืน
  3. เปิด ช่องทางร้องเรียน–ติดตาม กับเทศบาลทั้งสองแบบเรียลไทม์ (ไลน์กลุ่ม/เพจ) เพื่อยืนยันปัญหา–แจ้งเคสเฉพาะหน้า

จังหวัด/หน่วยกำกับ (เช่น ท้องถิ่นจังหวัด–สาธารณสุขจังหวัด)

  1. กำกับ MOU ให้เดินจริงตามกรอบเวลา–มาตรฐาน
  2. สุ่มตรวจปลายทางกำจัด ว่าเป็น ฝังกลบสุขาภิบาล/โรงงานที่ได้รับอนุญาต
  3. หากพบ ฝังกลบไม่ถูกต้อง–เผากลางแจ้ง–ทิ้งไม่เป็นที่ ให้ใช้มาตรการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.การรักษาความสะอาดฯ/พ.ร.บ.สาธารณสุขฯ ทันที

วิกฤต “ย้ายเขต” สอนอะไร และจะไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร

การเปลี่ยนเขต = ต้องเปลี่ยนระบบบริการจริง บทเรียนชี้ชัดว่า การแจ้งย้ายเขตบนแผนที่ ไม่เพียงพอ หาก “เส้นทางรถเก็บ–ขน–สัญญาผู้รับจ้าง–งบประมาณ–ข้อมูลผู้ชำระค่าธรรมเนียม–ปลายทางกำจัด” ไม่ถูกย้าย–โอน–ทำสัญญาใหม่ ให้สอดคล้อง ในวันแรกที่เปลี่ยนเขต ผลลัพธ์คือ “ภาวะไร้หน่วยรับผิดชอบ” ชั่วคราวที่ทำให้ขยะสะสม และความถี่เก็บคือเส้นเลือดฝอยของเมือง
จาก ทุกวัน 7–10 วัน/ครั้ง ทำให้ปริมาณตกค้างพุ่ง และผู้คนเริ่ม “แก้ปัญหาเอง” ด้วยการเผาหรือนำไปทิ้งไม่ถูกที่ ซึ่งเป็น การผลักภาระสุขภาพสู่ชุมชน และก่อค่าความเสียหายในภาพรวมสูงกว่า “ต้นทุนบริการที่เพียงพอ” อย่างมาก

ความโปร่งใสด้านปลายทางกำจัด คือหัวใจความไว้วางใจ คำถาม “ฝังกลบแบบไหน–ใครบอกให้ทำ” สะท้อนความไม่แน่ใจของประชาชน MOU ต้องระบุ ปลายทางกำจัด ชัดเจน (ชื่อสถานที่/ใบอนุญาต/มาตรฐาน) และเปิดเผยรายงาน “เที่ยววิ่ง–ปริมาณ–ปลายทาง” แบบรายเดือน เพื่อให้ชุมชนตรวจสอบได้ว่าขยะถูกนำไปกำจัดแบบ ฝังกลบสุขาภิบาล หรือวิธีที่ถูกต้องจริง ไม่ใช่เพียง “เอาไปทิ้ง–ฝัง–เผา” ใด ๆ โดยไม่มีมาตรฐาน คัดแยกต้นทาง + ค่าธรรมเนียมที่สะท้อนต้นทุน = ระบบยั่งยืน
เมื่อครัวเรือนคัดแยก เศษอาหารไปทำปุ๋ยได้ รีไซเคิลขายได้ ปริมาณที่ต้องเก็บ–ฝังกลบจะลดฮวบ และเมื่อท้องถิ่นคำนวณต้นทุน–โครงสร้างค่าธรรมเนียมสอดคล้องจริง ระบบจะ “เดินได้เอง” ไม่สะดุด

 “ความรับผิดชอบที่จับต้องได้” ต้องเริ่มวันนี้ ไม่ใช่สัญญาในกระดาษ

ชาวบ้านดอยไม่ได้ต้องการเพียงคำขอโทษ แต่ต้องการ บริการที่กลับมาทันเวลา และ การกำจัดที่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยและเมืองที่น่าอยู่ MOU นครเชียงราย–แม่ยาว เป็นก้าวแรกที่ จับต้องได้  เก็บขยะ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ช่วง 2–3 ปี, ค่าธรรมเนียมไม่เพิ่ม, อบรมคัดแยกทันที แต่ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นจริง ก็ต่อเมื่อ (1) ตารางเก็บ–ขนเดินตรงเวลา, (2) ปลายทางเป็น “ฝังกลบสุขาภิบาล/วิธีถูกกฎหมาย” มีเอกสารยืนยัน, และ (3) รายงานผลต่อสาธารณะ อย่างสม่ำเสมอ

สุดท้าย บทเรียน “ย้ายเขตแล้วขยะล้น” ควรถูกยกระดับเป็น มาตรฐานปฏิบัติกรณีเปลี่ยนเขต ของทั้งจังหวัด  ต้องมี “แผนส่งมอบบริการ (Service Handover Plan)” ที่ครอบคลุม เส้นทาง–ความถี่–สัญญา–งบ–ปลายทาง–การสื่อสารกับชุมชน ล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งรอบตารางเก็บ เพื่อตัดวงจรวิกฤตตั้งแต่ต้นน้ำ

ตอบคำถามชุมชนแบบสั้น–ตรงประเด็น

  • ที่เอาขยะไปฝังดินนั้นเป็นแบบไหน?
    คำตอบ: ต้องเป็น ฝังกลบสุขาภิบาล มีชั้นปูรอง ระบบน้ำชะขยะ–ก๊าซ–เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ไม่ใช่การขุดหลุมธรรมดาแล้วกลบ ซึ่งถือว่า ไม่ถูกต้อง และเสี่ยงสิ่งแวดล้อม (อ้างแนวทาง คพ.)
  • ใครทำ–ทำไม–ใครบอกให้ทำ?
    คำตอบ: โดยหลักกฎหมายเป็นหน้าที่ อปท.ตามเขตพื้นที่ จะทำเอง ทำสัญญา หรือทำ MOU ให้หน่วยอื่นดำเนินการแทนก็ได้ แต่ ทุกวิธีต้องถูกกฎหมายและตามมาตรฐาน (พ.ร.บ.การรักษาความสะอาดฯ / พ.ร.บ.สาธารณสุขฯ) และ ห้ามเผากลางแจ้ง/ทิ้งไม่เป็นที่ เพราะทำลายสุขภาพชุมชน
  • ถ้าพบการทิ้ง–เผา–ฝังไม่ถูกต้อง ทำอย่างไร?
    คำตอบ: แจ้ง ทต.แม่ยาว ในฐานะเจ้าของพื้นที่ และสำเนาถึง ทน.เชียงราย (ผู้ปฏิบัติการตาม MOU) และ ท้องถิ่นจังหวัด/สาธารณสุขจังหวัด เพื่อใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งระงับ–แก้ไข–ดำเนินคดี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)
  • พระราชบัญญัติการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 และที่แก้ไข, พระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ไม้ดอกอาเซียนเชียงราย อบจ. ดันธีม “สายนทีแห่งศรัทธา” ยกระดับเป็นศูนย์กลาง Creative Tourism ล้านนา

มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 “สายนทีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” ยกระดับงานดอกไม้สู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของล้านนา

เชียงราย, 18 พฤศจิกายน 2568 — เวทีแถลงข่าวที่บอกเล่าความพร้อมของทั้งเมือง บนเวทีอาคารคชสาร องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) บรรยากาศของการแถลงข่าว “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย Chiang Rai Flower and Art Festival 2025” เริ่มต้นด้วยถ้อยคำเชิญชวนที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เชียงรายพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศอีกครั้ง ภายใต้แนวคิดใหญ่ “สายนทีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” ที่ตีความดอกไม้ ศิลปะ วัฒนธรรม และความจงรักภักดีให้กลายเป็นประสบการณ์ร่วมสมัยของทั้งชาวเชียงรายและผู้มาเยือน

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำทีมผู้แทนหน่วยงานหลักด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของจังหวัด ได้แก่ นายนิพนธ์ นิยม หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงราย, นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย และนายภาคภูมิ ผลพิสิษฐ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย ขึ้นเวทีสนทนาเพื่ออธิบาย “ภาพใหญ่” ของงานปีนี้และผลเชื่อมโยงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น กิจกรรมหลักถูกประกาศอย่างชัดเจนว่า จัดระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569สวนไม้งามริมน้ำกก พร้อม “กระจายความศรัทธา” สู่ โซนอำเภอเวียงชัย (สวนสาธารณะหนองหลวง) และ โซนอำเภอแม่สาย (วัดถ้ำเสาหินพญานาค) เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว รายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจตลอดทั้งเทศกาลปลายปี

การวางพล็อตงานปีนี้ยังคงความเป็น “เทศกาลชูตัวตนเชียงราย” ที่เน้น ศิลปะ (Art), การออกแบบ (Design), วิถีวัฒนธรรมล้านนาและชาติพันธุ์ (Culture & Ethnic), และ ธรรมชาติ (Nature) ผสาน “นวัตกรรมแสงสีสื่อผสาน” ให้สวนดอกไม้ 4 ฤดูกาล Summer, Rainy, Winter, Spring เป็นทั้งพื้นที่เรียนรู้ พักผ่อน และถ่ายภาพที่มี “ความหมาย” มากกว่าความสวยงาม

สารหลัก ของงานปีนี้ คือ ความทรงจำร่วม” ที่ให้ผู้เข้าชมเดินทางผ่าน “แสงสะท้อนแห่งฤดูกาล” เห็นความหวัง ความอุดมสมบูรณ์ ความเงียบสงบ และการฟื้นคืนชีพ ก่อนกลับออกมาด้วยความอิ่มเอมใจ คลี่คลายความคิด และอยากย้อนคืนอีกครั้งในปีถัดไป

เหตุผลและบริบท ทำไม “เชียงราย” และทำไม “ตอนนี้” เมืองแห่งศิลปะและการออกแบบ ขยายภาพสู่ระดับโลก

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายถูกผลักดันสู่ภาพจำใหม่ของ “เมืองศิลปะและการออกแบบ” อย่างจริงจัง ฐานทุนสำคัญคือชุมชนศิลปินร่วมสมัย แหล่งท่องเที่ยวทางศิลปะระดับชาติ (เช่น วัดร่องขุ่น บ้านดำ วัดร่องเสือเต้น ฯลฯ) และ “ดีเอ็นเอล้านนา” ที่กลั่นออกมาเป็นสถาปัตยกรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น เสริมให้เชียงรายมีกรอบเรื่องเล่าที่ชัดเจนต่อโลกของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

นัยสำคัญอีกประการคือ เชียงรายได้รับการประกาศในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network) ด้านการออกแบบในปี 2566 ตามรายชื่อเมืองใหม่ที่ประกาศเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2566 ซึ่งได้รับการเผยแพร่โดยยูเนสโกและสื่อไทยหลายสำนักในห้วงเวลาเดียวกัน ความเคลื่อนไหวนี้เป็นเสมือน “ตราประทับ” ยืนยันจุดยืนทางกลยุทธ์ให้เชียงรายเดินหน้าใช้ Design Economy และ Creative Tourism เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนระยะยาว

ความต่อเนื่องของเทศกาลและพัฒนาการแบบ “ยกมาตรฐาน”

งานดอกไม้เชียงรายมิใช่อีเวนต์เกิดใหม่ หากแต่สะสมความนิยมมาหลายปี ปีก่อนหน้า (2567–2568) ก็จัดในช่วงกลางธันวาคมต่อเนื่องถึงต้นมกราคม แนวคิดการจัด 4 โซน/4 ฤดูกาล และการใช้พื้นที่สวนไม้งามริมน้ำกกเป็นแกนกลางได้รับการยืนยันผ่านช่องทางสาธารณะหลายแห่งของจังหวัดและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ การสานต่อความสำเร็จเดิมพร้อมยกระดับ การออกแบบแสงสี และ เทคโนโลยี Interactive ให้ “สวนดอกไม้ = นิทรรศการมีชีวิต” คือหัวใจของ 2025

เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยกลับมา และภาคเหนือยังเติบโต

ภาพรวมระดับประเทศ ปี 2567–2568 คือห้วงเวลาที่การท่องเที่ยวไทยทยอยฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งจำนวนผู้มาเยือนและรายได้รวมด้านท่องเที่ยวของประเทศ โดยข้อมูลสถิติของ กรมการท่องเที่ยว สะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของตลาดต่างประเทศและแรงหนุนกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์/เทศกาลในภูมิภาค เป็นบริบทมหภาคที่เอื้อให้เทศกาลระดับจังหวัดสามารถขยายฐานผู้เข้าชมและรายได้หมุนเวียนได้จริง

 “เชื่อมเครือข่าย” อีเวนต์นานาชาติและ MICE

เชียงรายกำลังสถาปนาบทบาทเจ้าภาพการประชุม/เสวนานานาชาติด้านการตลาดปลายทางการท่องเที่ยว เช่น PATA Destination Marketing Forum 2025 ที่จังหวัดอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือกับภาคีท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (PATA) ซึ่งได้มีการสื่อสารเชิงนโยบายและการเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพผ่านช่องทางราชการของจังหวัดในปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นสัญญาณของการ “ยกสเตจ” เชียงรายสู่เรดาร์โลกด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

เรื่องเล่าหลัก เมื่อ “สายนที” พาเดินผ่าน 4 ฤดูกาล

โครงเรื่องของงานปีนี้เปรียบ “สายน้ำ” เป็นผู้พาเราเดินทางจากฤดูสู่ฤดู จากความเรืองรองของ ฤดูร้อน (Summer) สู่ความอิ่มเอมและการเริ่มต้นใหม่ของ ฤดูฝน (Rainy) ข้ามสู่ความนิ่งสงบและความทรงจำของ ฤดูหนาว (Winter) และปลุกให้โลกรุ่งเรืองอีกครั้งด้วยการฟื้นคืนชีพใน ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) แต่ละฤดูไม่ได้แค่จัดวางพันธุ์ไม้เมืองหนาวให้ผลิบาน หากยังแทรก “งานออกแบบเชิงศิลป์” และ “เทคนิคแสง-เสียง/จอ LED/Interactive” เพื่อให้ผู้เข้าชม “มีปฏิสัมพันธ์” กับเรื่องเล่า

  • Summer — Reflection of Rainbow ซุ้มประตูศิลป์ “สายรุ้ง” เปิดม่านสู่อาณาบริเวณของแสงและความหวัง พื้นที่นี้จะเล่า พลังแห่งการเริ่มต้นใหม่ พร้อม ทุ่งทานตะวัน และผังสวนที่ “ไหล” เหมือนสายน้ำ
  • Rainy — Symphony of the Rain ฟัง “เสียงฝน” ในฐานะ ซิมโฟนีของชีวิตเล็กๆ ที่ตื่นขึ้น การจัดแสงที่แปลงหยาดฝนให้เป็น “จังหวะ” สร้าง เกมแสง Interactive ที่ผู้ชมกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลป์
  • Winter — Monuments of Memory ภูเขาแห่งฤดูหนาว บ้านหิมะ และความนิ่งสงบ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ ย้อนคิด เกี่ยวกับ “ความจำเป็นของการหยุดพัก” ท่ามกลางเทศกาล
  • Spring — Bloom of Light จุดประกายด้วยกิจกรรมเชิงการเรียนรู้ เช่น ระบายสีเมล็ดดอกไม้/เส้นทางผีเสื้อ เพื่อสื่อสาร การดูแล-การฟื้นคืนชีวิต ที่ “มนุษย์” มีบทบาทร่วม

เนื้อหาเชิงสัญลักษณ์แฝงประเด็น ศรัทธาและความจงรักภักดี” ผ่านนิทรรศการพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ผู้เข้าชม น้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมกิจกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กว่า 17 กลุ่ม บน “ข่วงวัฒนธรรม” ซึ่งจะมีทั้งการแสดง การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ถนนคนเดิน อาหารพื้นถิ่น และ โซน Food Truck ริมน้ำกก ทั้งหมดนี้ทำให้ “การชมดอกไม้” กลายเป็น ประสบการณ์ปลายปีแบบเชียงราย ที่ครบทั้ง ดู-ชิม-ฟัง-สัมผัส-เรียนรู้

เศรษฐกิจท้องถิ่น ตัวคูณรายได้ที่จับต้องได้

สิ่งที่น่าสนใจในเวทีแถลงข่าว คือการพูดคุยเชิงตัวเลขของภาคเศรษฐกิจเชียงราย โดยผู้แทนหอการค้าระบุภาพรวมว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยภาคบริการและการท่องเที่ยวมากกว่าร้อยละ 60 สะท้อนบทบาท “หัวรถจักร” ของเศรษฐกิจท่องเที่ยวในจังหวัด และชี้ให้เห็นว่าการลงทุนกับ “เทศกาลคุณภาพ” มีความคุ้มค่าในเชิงผลกระทบกว้าง

จากประสบการณ์ปีก่อนหน้า ทีมผู้จัดให้ข้อมูลว่าพื้นที่ ริมกก ต้อนรับผู้เข้าชมรวม กว่า 700,000 คน ในช่วงกว่า 20 วันของการจัดงาน และผู้ค้าจำนวนมากมีรายได้ หลักหมื่นบาทต่อวัน นี่คือ “หลักฐานภาคสนาม” ว่าการจัดเทศกาลที่ออกแบบดี เชื่อมโยง ศิลปะ-วัฒนธรรม-อาหาร-ชุมชน-การค้า สามารถสร้าง วงจรรายได้ท้องถิ่น ที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงความสวยริมภาพถ่าย

ในปี 2025 นี้ ออกแบบการกระจายพื้นที่จัดงานสู่ อำเภอเวียงชัย (หนองหลวง) และ อำเภอแม่สาย (วัดถ้ำเสาหินพญานาค) เพื่อให้เกิด การกระจายตัวของนักท่องเที่ยว และลดความแออัดในพื้นที่หลัก ขณะเดียวกันก็เพิ่ม จุดผลักดันเศรษฐกิจ ให้ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โฮมสเตย์ ที่พัก และผู้ประกอบการท้องถิ่นในวงกว้างมีโอกาสรับรายได้จากเทศกาล

“3 อีเวนต์ใหญ่” ขับเคลื่อนภาพเมืองในสัปดาห์เดียวกัน

เพื่อยกระดับ “แรงดึงดูด” และ ยืดระยะพำนัก (Length of Stay) จังหวัดและ อบจ.เชียงราย เสริม สามอีเวนต์ขนาน ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2568 ได้แก่

  1. การแข่งขันฟุตบอลอาวุโส อบจ.คัพ ชิงแชมป์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 ถ้วยพระราชทาน จัด 12–17 ธันวาคม 2568 (พิธีเปิด 17 ธันวาคม ณ สนามกีฬากลาง อบจ.เชียงราย)
  2. การประชุมทางวิชาการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวข้อ “พลังขับเคลื่อนสู่บริการสาธารณะที่ดี และมีคุณธรรม” 17–19 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
  3. ต่อเนื่องด้วย มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 18 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 ณ สวนไม้งามริมน้ำกก และสองโซนภาคขยาย

การ “ผูกชุด” อีเวนต์เช่นนี้ทำให้เกิด จุดพีกของการเดินทาง ในสัปดาห์กลางเดือนธันวาคม นักท่องเที่ยวต่างจังหวัดและผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วประเทศมีเหตุผลในการ “อยู่ต่ออีก 2–3 คืน” เพื่อชมดอกไม้และท่องเที่ยวรอบเมือง ส่งผลเชิงบวกต่อ อัตราการเข้าพัก (Occupancy) และ รายได้เฉลี่ยต่อทริป ของผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และบริการท่องเที่ยว

เชื่อมทิศทางนโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ”

ผู้จัดวางกรอบยุทธศาสตร์ “7 เรือธง” ของ อบจ.เชียงราย ไว้ชัดเจน งานดอกไม้ปีนี้จึงไม่ใช่ “กิจกรรมเฉพาะกิจ” หากแต่เป็น เครื่องมือบรรลุเป้าหมาย ต่อไปนี้

  • กระจายรายได้ สู่ทุกอำเภอ ผ่านการทำ “โซนภาคขยาย” และเนื้อหาเฉพาะพื้นที่
  • ต่อยอดทุนวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ให้คนท้องถิ่นเป็น “เจ้าภาพ” และ “ผู้แสดง” แท้จริง
  • รักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ด้วยการจัดการพื้นที่สีเขียว หนองน้ำ และการนำวัสดุธรรมชาติมาเพิ่มมูลค่า (เช่น การจัดการผักตบชวา ณ หนองหลวง เพื่อเปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชน)
  • ยกระดับคุณภาพประสบการณ์ ให้เชียงรายเป็น “เมืองปลายทาง” ที่นักท่องเที่ยวตั้งใจมา ไม่ใช่แค่ “ทางผ่าน”

เสียงสะท้อนบนเวที ประเด็นเด่น ประเด็นรอง ที่สังคมควรรับรู้

ประเด็นเด่น (Highlights)

  • เรื่องเล่าแบบ 4 ฤดูกาล จากความหวัง (Summer) สู่การเริ่มต้นใหม่ (Rainy) ผ่านความทรงจำ (Winter) ไปยังการฟื้นคืนชีพ (Spring)
  • การออกแบบร่วมสมัย ใช้แสง สี เสียง จอ LED ขนาดใหญ่ และ Interactive Art ให้ “ผู้ชมมีส่วนร่วม”
  • วัฒนธรรมชาติพันธุ์ 17 ชาติพันธุ์ร่วมแสดง เรียนรู้ วิถีชีวิต และสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
  • เศรษฐกิจเชิงคุณภาพ กลไกเพิ่มรายได้ชุมชนแบบจับต้องได้ (จากประสบการณ์ปีก่อนและแบบจำลองปีนี้)
  • ความทรงจำร่วม นิทรรศการพระราชกรณียกิจ พื้นที่ของความจงรักภักดีและการน้อมรำลึก

ประเด็นรอง (แต่สำคัญ)

  • การกระจายตัวนักท่องเที่ยว ลดแออัด สร้างโอกาสรายได้ใหม่แก่พื้นที่นอกศูนย์กลาง
  • การเชื่อมโยงอีเวนต์ (ฟุตบอลอาวุโส-ประชุมวิชาการ-ดอกไม้) เพื่อยืดเวลาพำนัก
  • การสื่อสารการตลาดร่วมกับ ททท. ทั้งปฏิทินกิจกรรมและแคมเปญกระตุ้น เที่ยววันธรรมดา เพื่อบริหารโหลดการท่องเที่ยว (สอดคล้องพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่ตัดสินใจสั้นลง)
  • การเชื่อมเวทีโลก (เช่น PATA DMF) เพื่อสร้างแบรนด์ “เชียงราย” ในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

วิเคราะห์ผลกระทบที่คาดหวัง จาก “ความสวยงาม” สู่ “ความคุ้มค่าทางสังคม-เศรษฐกิจ”

  1. รายได้กระจาย ธุรกิจฐานรากเติบโต
    ด้วยจำนวนวันจัดงาน ~3 สัปดาห์ครึ่ง หากเฉลี่ยผู้เข้าชมวันละหลายหมื่นคน (อิงประสบการณ์ปีก่อนที่รวมทะลุหลายแสนราย) จะเกิด วงจรจับจ่าย ครอบคลุมตั้งแต่ค่าเดินทาง ที่พัก อาหาร ร้านกาแฟ ของฝาก งานฝีมือ โฮมสเตย์ ไปจนถึงธุรกิจบริการรายย่อย การที่ภาครัฐท้องถิ่นจัด โซนเสริม ใน เวียงชัย และ แม่สาย ยังช่วยสร้าง จุดหมายรอง ที่ผู้มาเยือนยอม “ขยับออกนอกเมือง” เพื่อค้นพบประสบการณ์ใหม่ รายได้กระจายตัวมากขึ้น
  2. ภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ ดีต่อการลงทุนระยะยาว
    การเล่าเรื่องระดับ ศิลปะ-การออกแบบ ขับเน้นสถานะ Creative City ของเชียงรายที่ได้รับการกล่าวถึงในบริบท UNESCO Creative Cities Network (สาขาการออกแบบ) ตั้งแต่ปลายปี 2566 และถูกหยิบยกซ้ำบนเวทีนโยบายหลายครั้งในรอบปีที่ผ่านมา สร้าง ความเชื่อมั่น ให้เอกชน/พันธมิตรพร้อม “ร่วมลงทุน” กับเทศกาลและกิจกรรมต่อเนื่อง
  3. เสถียรภาพเชิงฤดูกาล เที่ยวได้ทั้งปี
    การจัดวาระกิจกรรมปลายปีเชื่อมกับช่วง “หนาวเหนือ” ช่วยตอกย้ำแคมเปญ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี โดย ปลายปี = ไฮซีซัน ดอกไม้และหมอกหนาว ช่วงอื่นของปีสามารถพัฒนา “ฤดูกาลเฉพาะทาง” เช่น คาเฟ่และสวนดอกไม้ดอยช้าง-วาวี (ฤดูฝน/ฤดูร้อน), เส้นทางกาแฟ-ชา (ทั้งปี), เทศกาลศิลปะร่วมสมัย (ฤดูฝน/ปลายฝน) ให้ กราฟรายได้ ของผู้ประกอบการไม่เหวี่ยงแรง
  4. สังคมและวัฒนธรรม ความภาคภูมิใจร่วม
    เมื่อชุมชนชาติพันธุ์ถูกยกขึ้นเป็น “เจ้าภาพร่วม” คนในพื้นที่มีบทบาททั้ง ผู้แสดง และ ผู้ประกอบการ เกิดการส่งต่อภูมิปัญญาอย่างมีรายได้และศักดิ์ศรี การจัดการพื้นที่สาธารณะ เช่น หนองหลวง ให้สะอาดและมีชีวิตด้วย น้ำพุดนตรี-งานประติมากรรม ยังสร้าง ความรู้สึกเป็นเจ้าของเมือง และความภูมิใจแก่ชาวบ้านโดยตรง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยวและสื่อ

  • วางแผนเส้นทางล่วงหน้า ปีนี้มี 3 โซน และ 3 อีเวนต์ใหญ่ ในช่วงไล่เลี่ยกัน แนะนำแบ่งวันชม โซนหลัก (ริมน้ำกก) 1 วันเต็ม และเผื่อเวลาอีก 1–2 วันสำหรับ เวียงชัย และ แม่สาย
  • เลือกวันธรรมดา หากต้องการเลี่ยงความหนาแน่น และมักได้ มุมถ่ายภาพโล่งกว่า
  • เส้นทางชิม-ช้อป อย่าพลาด ชา-กาแฟเชียงราย, อาหารชาติพันธุ์, และโซน OTOP/ถนนคนเดิน รอบงาน
  • มารยาทการชมงาน รักษาความสะอาด ไม่เหยียบแปลงดอกไม้ เคารพพื้นที่พิธีการ/นิทรรศการเชิงสถาบัน
  • ที่พัก ช่วงไฮซีซัน ห้องพักในเมืองอาจเต็มเร็วกว่าปกติ ลอง กระจายการพัก ไปอำเภอรอบนอก จะได้ประสบการณ์แตกต่างและช่วยเศรษฐกิจชุมชน

โครงสร้างการบริหารจัดการ สิ่งที่ผู้จัด “ทำถูกทาง”

  1. Design First, Tech-Enhanced ชัดเจนว่าปีนี้ให้ “การออกแบบประสบการณ์” เป็นแกน แล้วค่อยเสริมเทคโนโลยี (แสง-สี-เสียง-LED-Interactive) ให้เล่าเรื่องได้ทรงพลัง
  2. Place-Based Storytelling ใช้ ริมน้ำกก-หนองหลวง-วัดถ้ำเสาหินพญานาค เป็นเวทีเล่า “ความหมายของสายน้ำ-ธรรมชาติ-ศรัทธา”
  3. Distributed Tourism เปิด “วงจรรายได้” ให้กว้างขึ้น ด้วยการทำโซนภาคขยายในอำเภอรอง
  4. Event Bundling ผูกอีเวนต์กีฬา-วิชาการ-เทศกาล เพื่อยืดเวลาพำนักและเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป
  5. Cross-Agency Alliance ร้อยเครือข่ายกับ ททท., หน่วยงานจังหวัด, มหาวิทยาลัย, ภาคเอกชน และชุมชนชาติพันธุ์

เสียงบนเวที ถ้อยคำสำคัญที่ขับเคลื่อน

  • นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ (นายก อบจ.เชียงราย) ย้ำว่าเทศกาลนี้คือ สวนดอกไม้แห่งศิลปะ” ที่ผสาน นวัตกรรม และ ความจงรักภักดี เพื่อให้ผู้ชม “ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด” ตลอดเส้นทาง 4 ฤดูกาล
  • นายนิพนธ์ นิยม (หัวหน้าสำนักงานจังหวัด) ชี้ “ทุนศิลปะและการออกแบบ” ของเชียงรายที่ โดดเด่นระดับชาติ และบทบาทของแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลป์ที่เป็นหน้าเป็นตา
  • นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา (ผอ.ททท.เชียงราย) เปิดมุมการตลาด จะ ปักหมุด” จุดเที่ยว 4 ทิศ และ แคมเปญวันธรรมดา เพื่อกระจายนักท่องเที่ยว
  • นายภาคภูมิ ผลพิสิษฐ์ (ประธานหอการค้าจังหวัด) ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเชียงราย พึ่งพาบริการ-ท่องเที่ยว เป็นสำคัญ จึงต้องมี อีเวนต์ระดับอินเตอร์ เพื่อขยายสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ

จากเวที “งานดอกไม้ที่ดี ไม่ใช่แค่สวย แต่ต้อง ‘มีความหมาย’ และ ‘มีมูลค่า’ ทั้งต่อผู้ชมและต่อชุมชน”

เช็คพอยต์สำคัญของงาน 2025 (สรุปเชิงปฏิบัติ)

  • กำหนดการหลัก 18 ธ.ค. 2568 – 7 ม.ค. 2569 (สวนไม้งามริมน้ำกก)
  • โซนภาคขยาย เวียงชัย (หนองหลวง), แม่สาย (วัดถ้ำเสาหินพญานาค)
  • ธีม “สายนทีแห่งศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” + “แสงสะท้อนแห่งฤดูกาล (Reflex of Seasons)”
  • คอนเทนต์ 4 ฤดูกาล + นิทรรศการพระราชกรณียกิจ + ข่วงวัฒนธรรมชาติพันธุ์ 17 กลุ่ม + ถนนคนเดิน/OTOP/Food Truck + โซนชา-กาแฟ
  • อีเวนต์ขนาน ฟุตบอลอาวุโส อบจ.คัพ (12–17 ธ.ค.), ประชุมวิชาการ อปท. (17–19 ธ.ค.)
  • สารหลัก ศิลปะ × การออกแบบ × วัฒนธรรม × ความจงรักภักดี × เศรษฐกิจชุมชน

ข้อสังเกตเชิงนโยบาย ทำอย่างไรให้ “ดี” และ “ยั่งยืน”

  1. จัดการภาระการท่องเที่ยว (Overtourism) เชิงนำ
    วางระบบ จุดจอด–รถรับส่ง (Park & Ride) เพิ่มป้ายแนะนำเส้นทางรอบเมือง จัด สล็อตเวลา สำหรับการแสดงยอดนิยม เพื่อเฉลี่ยความหนาแน่น
  2. เศรษฐกิจหมุนเวียน
    สนับสนุน วัสดุทดแทน-รีไซเคิล ในงาน (เช่น การออกแบบฉาก/ทางเดินจากวัสดุท้องถิ่น), ระบบ คัดแยกขยะ, จูงใจร้านค้าใช้ ภาชนะย่อยสลายได้
  3. การเข้าถึงอย่างเท่าเทียม (Universal Design)
    พัฒนาทางลาด พื้นผิวเดินเรียบ ห้องน้ำทางเลือก ป้ายสองภาษา และ สื่อบรรยายเสียง/ภาษามือ สำหรับกิจกรรมหลัก สอดคล้องภาพลักษณ์เมืองออกแบบ
  4. การวัดผลแบบ Evidence-based
    เก็บข้อมูล จำนวนผู้เข้าชม, ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย, เวลาพำนัก, ความพึงพอใจ, รายได้ผู้ค้า และ เม็ดเงินหมุนเวียน เพื่อสื่อสาร “ผลคุ้มค่า” ต่อสาธารณะและผู้สนับสนุน

งานดอกไม้ที่เป็นมากกว่า “ดอกไม้”

“มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” เป็น “บทพิสูจน์” ว่าเชียงรายกำลังก้าวจาก ความงามเชิงทัศนียภาพ ไปสู่ ความงามเชิงความหมาย เรื่องเล่าที่เชื่อม ศิลปะ-ดีไซน์-วิถีชาติพันธุ์-สถาบัน-ธรรมชาติ-เศรษฐกิจชุมชน เข้าด้วยกันอย่างพอดิบพอดี ปีนี้งานถูก “วางองค์ประกอบ” ให้ เดินเพลิน และ คิดเพลิน ได้ในคราวเดียว ตั้งแต่ก้าวผ่าน “สายรุ้งแห่งฤดูร้อน” จนถึง “บลูมออฟไลท์” ที่บอกเราว่า การฟื้นคืนชีพของเมือง ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากดอกไม้บาน แต่เกิดจาก ผู้คนบาน ไปพร้อมๆ กัน

และเมื่อม่านไฟปิดลงในคืนสุดท้ายของเทศกาล สิ่งที่เหลือในใจ ไม่ใช่แค่ภาพถ่าย หากคือความทรงจำร่วมว่า เชียงราย คือเมืองที่จัดการ ความสวย ให้กลายเป็น ความหมาย และจัดการ ความหมาย ให้กลายเป็น ความยั่งยืน ได้อย่างงดงาม

แหล่งข้อมูลประกอบการรายงาน (คัดสรร)

  • รายการเมืองใหม่ใน UNESCO Creative Cities Network (UCCN) ปี 2566 (ข่าวและบทความสรุปภาษาไทย)   ยืนยันว่าเชียงรายได้รับการประกาศเป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ” ในปี 2566 (อัปเดตเชิงอ้างอิงจากยูเนสโกและสื่อไทยช่วงปลาย ต.ค. 2566)
  • ข่าวประชาสัมพันธ์จังหวัด/สื่อท้องถิ่น มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2024 วันที่จัด งาน 4 โซน แนวคิด และสถานที่ (เพื่อยืนยันความต่อเนื่องและรูปแบบกิจกรรมที่ยกมาตรฐานในปี 2025).
  • กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูลสถิติท่องเที่ยวไทยปี 2567–2568 (ภาพรวมการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ/รายได้รวมของประเทศ บริบทมหภาคที่เอื้อให้เทศกาลระดับจังหวัดเติบโต)
  • จังหวัดเชียงราย (ช่องทางสื่อสารกับ PATA) สัญญาณความร่วมมือจัด PATA Destination Marketing Forum 2025 ที่เชียงราย สะท้อนบทบาทเมืองเจ้าภาพอีเวนต์นานาชาติที่ต่อเนื่อง.

ตัวเลขเชิงประสบการณ์ (เช่น ผู้เข้าชมรวมกว่า 700,000 คนในปีที่ผ่านมา, รายได้ผู้ค้าหลักหมื่นบาท/วัน) เป็น คำให้ข้อมูลบนเวทีแถลงข่าว ของผู้จัดงาน/ผู้บริหารท้องถิ่นในครั้งนี้ ซึ่งผู้สื่อข่าวตรวจสอบแล้วว่ามีความสอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของเทศกาลในปีก่อน ๆ จากแหล่งข่าวภาคพื้นที่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • หอการค้าจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ไทยเวียตเจ็ทรีสตาร์ต เชียงราย–ภูเก็ต ม.ค. 69 ททท.ชี้ดีมานด์เหนือต่อใต้แรง ภูเก็ต–กระบี่ ติด Top 3

ข่าวดี 2 เด้ง! ไทยเวียตเจ็ทรีสตาร์ต “เชียงราย–ภูเก็ต” ม.ค. 69 รับกระแสดีมานด์เที่ยวเหนือต่อใต้ ททท.ชี้ ภูเก็ต–กระบี่ ติด Top 3 จุดหมายในฝัน ขณะที่ “เชียงราย” ติด Top 5 พร้อมต่อยอดโอกาสเชื่อมเศรษฐกิจท่องเที่ยวสองฟากฝั่ง

เชียงราย/ภูเก็ต, 17–18 พฤศจิกายน 2568 — การท่องเที่ยวไทยได้สัญญาณบวกชัดเจนรับโค้งสุดท้ายของปี เมื่อ สายการบินไทยเวียตเจ็ท แอร์ (Thai Vietjet Air) ประกาศกลับมาเปิดเส้นทางบินตรง เชียงราย–ภูเก็ต ตั้งแต่เดือน มกราคม 2569 เป็นต้นไป เส้นทางนี้ถือเป็น “สะพานอากาศ” ที่เชื่อมสองอัตลักษณ์การท่องเที่ยว เหนือธรรมชาติ–วัฒนธรรม กับ ใต้ทะเล–กิจกรรม เข้าไว้ด้วยกันในไฟลต์เดียว สอดรับผลสำรวจของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ยืนยันว่า ภูเก็ต และ กระบี่ ยังเป็นจุดหมายในฝันของคนไทย ขณะที่ เชียงราย ติดอันดับต้น ๆ ของจังหวัดที่อยากไปเช่นกัน

เชื่อมเหนือ–ใต้ สัปดาห์ละ 3 วัน ไฟลต์เช้าเชื่อม “ภูเก็ตเชียงราย” ไฟลต์สายต่อ “เชียงรายภูเก็ต”

ตารางบินที่ประกาศเบื้องต้นของไทยเวียตเจ็ทระบุให้บริการสัปดาห์ละ 3 วัน (จันทร์–พุธ–ศุกร์) ด้วยเครื่องบิน Airbus A320 ตามรายละเอียดดังนี้

  • VZ400 ภูเก็ต เชียงราย ออกเวลา 08:15 น. ถึง 10:20 น.
  • VZ401 เชียงราย ภูเก็ต ออกเวลา 10:50 น. ถึง 13:05 น.

จังหวะเวลานี้ออกแบบให้ผู้โดยสารจากภูเก็ตสามารถเชื่อมต่อทริปเชียงรายแบบ เต็มวัน (ถึงก่อนเที่ยง) และฝั่งผู้โดยสารเชียงรายก็ออกเดินทางช่วงสายไปถึงภูเก็ต ต้นบ่าย ทันเช็กอิน–เดินชายหาด–ขึ้นเรือทริปบ่ายได้พอดี

สาระสำคัญเชิงนโยบายท่องเที่ยว  การจัดตารางบินลักษณะนี้เป็น “ตัวคูณโอกาส” ของสองปลายทาง เพราะย่นย่อเวลาการเดินทางแบบมีต่อเครื่องในกรุงเทพฯ ลดความเหนื่อยล้า และเพิ่ม “เวลาท่องเที่ยวจริง” (effective leisure hours) ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ชะตาความพึงพอใจของนักเดินทางรุ่นใหม่

เชียงรายได้อะไร  5 แกนผลบวกระดับพื้นที่ 

  1. ดีมานด์จับคู่ชัด (Demand Matching)  ผลสำรวจ ททท. ชี้ เชียงใหม่–ภูเก็ต–กระบี่–กาญจนบุรี–เชียงราย ติด “จังหวัดที่คนไทยอยากไปมากที่สุด” นั่นหมายถึง เชียงราย อยู่ใน “สมการการตัดสินใจ” ของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว การเปิดเส้นทางตรงไปยัง ภูเก็ต จึงเป็นการ “จับคู่ดีมานด์เหนือต่อใต้” ที่มีฐานจริง ไม่ใช่สร้างดีมานด์ใหม่จากศูนย์
  2. แพ็กเกจ 2 ฤดูกาล 1 ทริป (Two-season Combo)  เชียงรายเด่นช่วงปลายฝนต้นหนาว–หน้าหนาว ส่วนภูเก็ตคือไฮซีซันอันดามัน ตุลาคม–เมษายน เส้นทางตรงเปิดโอกาสทำแพ็กเกจ หนาวเหนือ–ร้อนใต้” 5–7 วัน ครอบคลุม ดอยแม่สลอง/เชียงของ/วัดร่องขุ่น ต่อ อ่าวฉลอง–เกาะพีพี–สิมิลัน สร้างมูลค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้น (length of stay + spending per pax)
  3. เอสเอ็มอีบริการ/ครีเอทีฟโฮสพิทาลิตี้โต  ที่พักแนวดีไซน์/คาเฟ่/ชุมชนท่องเที่ยวในเชียงรายสามารถผูกดีลกับบัดดี้ฝั่งภูเก็ต–กระบี่ แลกฐานลูกค้าและทำ Cross-sell เช่น โค้ดส่วนลด/คูปองข้ามปลายทาง เพิ่มโอกาส “กลับมาเที่ยวซ้ำ” (repeaters)
  4. ยกระดับบทบาทสนามบินเชียงราย (CEI) เป็น “Gateway เหนือบน”  เส้นทางตรงสู่อันดามันช่วยเสริมภาพลักษณ์สนามบินเชียงรายจาก ปลายทาง สู่ ประตูเชื่อมต่อ ในภูมิภาคตอนบน เพิ่มความน่าสนใจต่อสายการบินในการพิจารณาเส้นทาง ข้ามภูมิภาค อื่นในอนาคต (เช่น CEI–HKT–HDY แบบหมุนเวียน หรือ CEI–อู่ตะเภาเพื่อเชื่อม EEC)
  5. จังหวะสื่อสารแบรนด์จังหวัด  เชียงรายมีแคมเปญ “เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” การมีไฟลต์ตรงสู่อันดามันเปิดพื้นที่สื่อสารเชิงธีม เหนือ–ใต้ในมือเดียว” สร้างคอนเทนต์การเดินทาง 2 ภูมิภาคใน 1 วิดีโอ/บทความ ช่วยให้ สำนักข่าวท้องถิ่น–เพจท่องเที่ยว–ผู้สร้างคอนเทนต์ ปั้นไวรัลได้ง่ายขึ้น

ดีมานด์ฝั่งใต้แรงต่อเนื่อง  ภูเก็ต–กระบี่ ติด Top 3 จุดหมายในฝัน

ในงาน Networking Function ที่จังหวัดพังงา เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568 ททท. ภูมิภาคภาคใต้เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของคนไทยปี 2568 ระบุว่า

  • จังหวัดที่คนไทยอยากไปมากที่สุด (Top 5)  อันดับ 1 เชียงใหม่, อันดับ 2 ภูเก็ต, อันดับ 3 กระบี่, อันดับ 4 กาญจนบุรี, อันดับ 5 เชียงราย
  • จังหวัดที่อยากกลับไปเที่ยวซ้ำ (Top 3)  กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, กระบี่

โดยเฉพาะ กระบี่ พบสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่ม Gen Z สูงถึง 44.5% สอดคล้องกับเทรนด์ “ประสบการณ์ใหม่ในสถานที่ที่ยังไม่เคยไป” ซึ่งตรงกับจริตคอนเทนต์รีวิว–คลิปสั้น/แนวแอดเวนเจอร์ ทั้งหมวกดับเบิล ทะเล/เกาะ/ดำน้ำ และอาหารท้องถิ่น

ผลต่อเชียงราย  เมื่อปลายทางใต้ติดเทรนด์สูงและปลายทางเหนือ (เชียงราย) อยู่ Top 5 ในฝั่ง “อยากไป” การมีไฟลต์ตรง CEI–HKT จะทำให้ “สองดีมานด์” วิ่งหากันง่ายขึ้น คนเหนือบินไปลัดทะเล คนใต้บินขึ้นดอย เกิดการแลกเปลี่ยนกระแสนักท่องเที่ยวสองทิศ แทนที่จะไหลทางเดียวเข้าสู่กรุงเทพฯ

บริบทอุตสาหกรรมการบิน  ชัตดาวน์สหรัฐฯ 40 วันสะเทือน “ไทม์ไลน์รับมอบเครื่อง” แต่แผนไทยเวียตเจ็ทยังไปต่อ

แม้มีข่าวดีเรื่องเส้นทางข้ามภูมิภาค แต่ ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อกว่า 40 วัน ได้เขย่าอุตสาหกรรมการบินโลก รวมถึงไทยเวียตเจ็ท จากการ เลื่อนกระบวนการส่งมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ (ยกตัวอย่าง 737-8/737 MAX) ทำให้ต้องปรับแผนขยายฝูงบินและเลื่อนการเปิดเส้นทางบางเส้นไป มีนาคม 2569 จากเดิมที่ตั้งใจไว้ช่วงกลางมกราคม ส่งผลกระทบเชิงปฏิบัติการต่อการจัดตารางบินระหว่างประเทศ (เช่น เส้นญี่ปุ่น–เกาหลีใต้) และการบริหารสำรองเครื่อง แต่ในภาพรวม เส้นทางภายในประเทศ–ข้ามภูมิภาคไทย ยังเดินหน้า โดยเฉพาะเส้นที่มีฐานดีมานด์ชัดอย่าง CEI–HKT

ในฝั่งสหรัฐฯ สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ต้องพักงานเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งและปรับลดการให้บริการ ทำให้การอนุมัติ/ตรวจรับบางขั้นตอนชะลอ ส่งผลสืบเนื่องต่อผู้ผลิต–สายการบิน–สนามบินทั่วเครือข่ายโลก แม้ล่าสุดมีงบชั่วคราวให้รัฐกลับมาเปิดทำการถึง 30 มกราคม 2569 แต่รอยต่อทางซัพพลายเชนยังต้องใช้เวลา “ไล่ทัน” ตารางเดิม

ความหมายต่อเชียงราย  เส้นทาง CEI–HKT ที่กลับมาในมกราคม 2569 สะท้อน “การจัดลำดับความสำคัญฝั่งดีมานด์ภายในประเทศ” ของสายการบิน นั่นคือ หากต้องเลือกใช้เครื่องอย่างจำกัด เส้นที่เกื้อดีมานด์สองภูมิภาคหลัก (เหนือ–อันดามัน) จะถูก “ล็อกคิว” ไว้ก่อน

ไทยเวียตเจ็ทกับทิศทางการบินสีเขียว  จากเที่ยวบินทดลองสู่ Green Route เชิงพาณิชย์

อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือความร่วมมือระหว่าง เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กับ OR ในการใช้น้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel  SAF) ซึ่งต่อยอดจากเที่ยวบินทดลอง กรุงเทพฯ–ดานัง (11 ก.ค. 2567) สู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง เช่น เส้น กรุงเทพฯ–ฟูโกว๊ก (สัดส่วนผสม SAF 1%) และมีแผนขยาย Green Route ในไตรมาส 1/2569 เช่น กรุงเทพฯ–คัมรานห์ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน SAF ≥ 5% ภายในปี 2573 เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ตามกรอบ CORSIA

ผลต่อแบรนด์ปลายทาง  แม้เส้นทาง CEI–HKT ยังไม่ประกาศเป็น Green Route โดยตรง แต่กระแส Fly Green จะส่งอานิสงส์เชิงการตลาดแก่ปลายทางที่มี “เรื่องเล่า” ด้านธรรมชาติ–ชุมชน–คาร์บอนต่ำอย่าง เชียงราย (เส้นทางดอย/ชุมชนกาแฟ/ชา–งานหัตถกรรม) ให้สื่อสารเรื่อง “เที่ยวอย่างรับผิดชอบ–ลดคาร์บอน” ได้เด่นขึ้นในแพ็กเกจ สองภูมิภาค หนึ่งความยั่งยืน

สมการ “โอกาส–ความพร้อม”  เชียงรายต้องทำอะไรใน 90 วันแรกก่อน/หลังเปิดบิน

เพื่อให้เม็ดเงินท่องเที่ยวไหลสู่ชุมชนจริง เชียงรายควรจัดการ 5 แพ็กงานเร่งด่วนดังนี้

  1. ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวสองภูมิภาค (Co-create Product)
    • รวบรวมเส้นทาง 3–5–7 วัน “เหนือ–ใต้” ที่คุ้มเวลาไฟลต์ (เช่น 2 คืนเชียงราย + 3 คืนภูเก็ต/กระบี่)
    • จับคู่ผู้ประกอบการ โฮมสเตย์/รีสอร์ต/เรือทัวร์/ดำน้ำ สร้างแพ็กเกจรวมตั๋วเครื่อง–ที่พัก–เรือ/รถรับส่ง–ไกด์ท้องถิ่น
    • สื่อสาร Storyline ชัด  เช้าเหนือชิมชา–เที่ยงใต้ชิมซีฟู้ด/พระอาทิตย์ขึ้นบนดอย–ตกทะเลอันดามัน
  2. เชื่อมต่อภาคพื้น (First/Last-mile Integration)
    • จัด รถรับ–ส่งสนามบินเชียงราย (CEI) แบบตารางเวลาแน่นอน ครอบคลุมโซน อำเภอเมือง–แม่จัน–แม่สาย–เชียงของ
    • ประสาน รถตู้/แท็กซี่มิเตอร์/รถเช่า ให้มี “เรตราคาแนะนำ” และ QR จ่าย ที่โปร่งใส
    • ฝั่งภูเก็ต เชื่อม ท่าเรือฉลอง/อ่าวปอ ให้ทันรอบเรือบ่าย (หลีกความแออัด)
  3. การสื่อสารตลาด (Market Communication)
    • ทำ เพลย์ลิสต์คอนเทนต์ “จากลมหายใจหมอกเหนือ สู่อ้อมกอดคลื่นใต้” 60–90 วินาที สำหรับ TikTok/Reels
    • ยิง คีย์เวิร์ดสองภูมิภาค ในบทความยาว  “เที่ยวเหนือ–ใต้ไฟลต์เดียว”, “ทริปเชียงราย–ภูเก็ต 5 วัน”
    • ใช้ KOL/Creator คู่หูเหนือ–ใต้ ถ่ายทำ หนึ่งทริป สองสภาพอากาศ เพื่อสร้างความต่างเชิงประสบการณ์
  4. ยกระดับประสบการณ์สนามบิน (Airport Readiness)
    • เพิ่ม เคาน์เตอร์ข้อมูลหลายภาษา (ไทย–อังกฤษ–จีน) พร้อมแผนที่ดิจิทัล/QR เส้นทางเที่ยว
    • สนับสนุน บริการพิเศษผู้สูงวัย/ครอบครัว (รถเข็น–ช่องบริการ–ป้ายชัด) รับการเดินทางข้ามภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น
    • ประสาน เจ้าหน้าที่–อาสาสมัครท่องเที่ยว ช่วง 2 สัปดาห์แรกของการเปิดเส้นทาง เพื่อเคลียร์ จุดคอขวด หน้าประตูขาเข้า/รับกระเป๋า
  5. วัดผล–ปรับแผนแบบ 30–60–90 วัน (PDCA)
    • เก็บข้อมูล อัตราบรรทุก (Load factor) ต่อไฟลต์, ค่าใช้จ่าย/หัว/ทริป, คืนเฉลี่ย
    • ประชุม War room ท่องเที่ยวเชียงราย ทุก 30 วัน ร่วมกับสายการบิน–สนามบิน–ผู้ประกอบการ–ททท. เพื่อปรับผลิตภัณฑ์/สื่อสาร/เวลาเชื่อมต่อ
    • จัดทำ แดชบอร์ดสาธารณะ เพื่อสร้างแรงเชียร์การบินต่อเนื่อง (ถ้าโหลดดี = โอกาสเพิ่มความถี่/ขยายวันบิน)

มุมมองผู้ประกอบการ  “ข้ามภูมิภาค” คือทางออกต่อฤดูกาลที่เหลื่อมกัน

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชียงรายมองว่า การมีเส้นทางตรงสู่อันดามันช่วย “กระจายความเสี่ยงฤดูกาล” เพราะเมื่อฝั่งเหนือเข้าสู่ช่วงโลว์ (หลังเดือนกุมภาพันธ์) ฝั่งอันดามันยังอยู่ในช่วงดีของทะเล ผู้ประกอบการสามารถรักษายอดขายและแรงงานได้ต่อเนื่องจากการขายแพ็กเกจร่วม ส่วนฝั่งภูเก็ต–กระบี่ก็ได้ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม–นิเวศบนดอยมาช่วย “แต่งทริป” ให้แปลกใหม่

จากเครื่องบินสู่เศรษฐกิจฐานราก  เชื่อม “สายบิน–สายลม–สายหมอก–สายคลื่น”

เส้นทาง CEI–HKT ไม่ได้มีความหมายเพียงการเพิ่มเที่ยวบิน แต่คือ โครงสร้างพื้นฐานเชิงเวลา ที่ทำให้ผู้คน แลกเปลี่ยนประสบการณ์–รายได้–วัฒนธรรม ได้เร็วขึ้น หากเชียงรายทำ “การบ้าน 90 วันแรก” ให้แน่น ตั้งแต่พัฒนาผลิตภัณฑ์ การสื่อสารร่วม ไปจนถึงบริการภาคพื้น กระสุนนี้จะวิ่งเข้ากลางเป้าหมาย เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ของจังหวัดได้จริง

ประโยคชวนคิด  ไฟลต์ที่ดีคือไฟลต์ที่พาผู้คนไปถึง “ประสบการณ์ที่ตั้งใจ” ตรงเวลา และพา “รายได้” ไปถึงชุมชนตรงจุด

 

สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

  • ไทยเวียตเจ็ท กลับมาเปิด เชียงราย–ภูเก็ต ม.ค. 2569 สัปดาห์ละ 3 วัน (จ.–พ.–ศ.) ด้วย A320
  • ททท. ยืนยันดีมานด์  ภูเก็ต–กระบี่ติด Top 3 จังหวัดในฝันของคนไทย ขณะที่ เชียงรายติด Top 5
  • แม้มีแรงสั่นสะเทือนจาก ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ 40 วัน ต่อไทม์ไลน์รับมอบเครื่องบินใหม่ แต่เส้นทางภายใน–ข้ามภูมิภาคที่ดีมานด์ชัดยังเดินหน้า
  • เวียตเจ็ทไทยแลนด์×OR เดินหน้า SAF/Fly Green มุ่ง Net Zero (SAF ≥ 5% ภายในปี 2573) เปิดโอกาสการตลาด “เที่ยวอย่างรับผิดชอบ” ให้เชียงราย
  • เชียงรายควรเร่ง 5 เพลา  ผลิตภัณฑ์สองภูมิภาค–เชื่อมต่อภาคพื้น–สื่อสารตลาด–ยกระดับสนามบิน–วัดผล/ปรับแผน 30–60–90 วัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สายการบินไทยเวียตเจ็ท แอร์ (Thai Vietjet Air)
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเผชิญวิกฤตคู่ขนาน ปลดล็อกบ่าย อาจเพิ่มความเสี่ยงบนถนน ภูมิประเทศภูเขา ซับซ้อน

ปลดล็อกเหล้า–เบียร์บ่าย เศรษฐกิจคึกหรือสังคมเสี่ยง? ส.อ.ท.หนุนรายได้ท่องเที่ยว–แต่เตือน “วินัยการทำงาน” ขณะเชียงรายเผชิญวิกฤตคู่ขนาน นักดื่มสูงอันดับ 4 ประเทศ–อุบัติเหตุหนักช่วงเทศกาล

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 18 พฤศจิกายน 2568 — เสียงเฮรับไฮซีซันของธุรกิจท่องเที่ยวและบริการดังรับมติ “ปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ช่วง 14.00–17.00 น. ที่ภาครัฐผลักดันโดยคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภาคเอกชนมองเป็น “สวิทช์ความสะดวก” ให้ผู้ประกอบการเดินเกมการตลาดและบริการนักท่องเที่ยวได้คล่องตัวขึ้น ขณะที่นักเดินทางรู้สึกถึงเสรีภาพในการจับจ่ายช่วงบ่ายที่เคยถูกปิดไว้ แต่ในอีกฟากหนึ่งของสังคม เสียงเตือนเรื่อง “วินัยคนทำงาน” และ “ความปลอดภัยบนท้องถนน” ดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างเชียงรายที่ตัวเลข “ผู้ดื่มสุรา” สูงถึง 53.7% และเคยขึ้นแท่น “ความรุนแรงอุบัติเหตุช่วงเทศกาล” ของประเทศ

ส.อ.ท. ผลบวกชัดต่อท่องเที่ยว–บริการ แต่ต้องมีกติกาในที่ทำงาน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์มองนโยบายปลดล็อกบ่ายว่า “ช่วยกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะปลายปี” ภาคบริการ ตั้งแต่ร้านอาหาร บาร์ โรงแรม ไปจนถึงผู้จัดแพ็กเกจ มี “อิสระเชิงเวลา” ให้กำหนดข้อเสนอแบบต่อเนื่อง กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มักกินเวลาหลังอาหารกลางวัน จะได้ประสบการณ์ที่สอดคล้องกับรูปแบบการพักผ่อน ขณะที่ร้านค้าลด “คอขวด” ของช่วงงดขาย เปลี่ยนเป็นจังหวะทำรายได้

อย่างไรก็ดี ส.อ.ท.วางเงื่อนไข “วินัยองค์กร” ไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากช่วงเวลา 14.00–17.00 น. เป็น “เวลาทำงานปกติ” ของหลายภาคส่วน บริษัทจึงควรมี นโยบายภายใน ที่รัดกุม เช่น การสื่อสารข้อห้าม การกำหนดแนวปฏิบัติ (เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ห้ามในเวลางาน/ห้ามก่อนขับรถภารกิจ) และระบบตรวจสอบตามบริบท เพื่อคงประสิทธิภาพและภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ พร้อมทั้งเน้นย้ำ “ความปลอดภัยสาธารณะ” โดยเฉพาะการป้องกัน เมาแล้วขับ และการส่งเสริม “การดื่มอย่างรับผิดชอบ”

เชียงราย “วิกฤตคู่ขนาน” ที่ต้องคิดให้จบตั้งแต่วันแรกที่ปลดล็อก

หากมองผ่านแว่นเศรษฐกิจอย่างเดียว ภาคเหนือที่เป็นเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรม เช่น เชียงราย จะได้รับแรงส่งจากการผ่อนกติกาช่วงบ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ข้อมูล สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ปี 2567 ระบุว่า เชียงรายมีอัตราผู้ดื่มสุรา 53.7% อยู่อันดับ 4 ของประเทศ รองจากขอนแก่น (64.1%), ลำปาง (59.5%) และมหาสารคาม (56.0%) สัญญาณนี้ชี้ว่า “ความเสี่ยงสุขภาพเรื้อรัง (NCDs)” และ “ความเสี่ยงเฉียบพลันบนถนน” อาจขยับขึ้น หากการบริโภคขยายตัวในช่วงเวลาทำงานและก่อนการเดินทาง

ด้านความปลอดภัยทางถนน เชียงรายถูกบันทึกว่า “รุนแรง” ในช่วงเทศกาลบางปี โดยใน สงกรานต์ 2567 เคยครองสถิติผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดของประเทศ และในการประเมินภาพรวมระดับชาติ เมาแล้วขับ มีสัดส่วนต่ออุบัติเหตุสูงประมาณ 20.47–23.92% ของคดีสะสมช่วงเทศกาล ขณะที่กลุ่มอายุ 20–29 ปี ถูกชี้ว่าเป็น “ฮอตสปอตทางพฤติกรรม” ทั้งการดื่มและการใช้รถจักรยานยนต์ ยานพาหนะที่สัมพันธ์กับการบาดเจ็บจาก DUI สูงที่สุด

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การปลดล็อกเวลาขายช่วงบ่ายในพื้นที่ที่ “ฐานผู้ดื่มสูงอยู่แล้ว” ยิ่งต้องการ กรอบควบคุมเสริม ที่ประคองให้ “ผลบวกทางเศรษฐกิจ” เดินคู่กับ “ความปลอดภัยสาธารณะ” โดยเฉพาะจังหวัดที่มีภูมิประเทศซับซ้อน เส้นทางภูเขา และการเดินทางท่องเที่ยวข้ามอำเภอ

เศรษฐกิจ vs สังคม จะเอาเพียงด้านเดียวไม่ได้

ด้านเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว บริการได้รับ 3 แต้มหลักทันที (1) เพิ่ม “ช่วงขาย” ช่วงบ่าย ลดการสะดุดขององศารายได้ (2) ทำแพ็กเกจประสบการณ์ต่อเนื่อง อาหารกลางวัน/ทัวร์ระยะสั้น/บาร์คาเฟ่ ให้สอดรับพฤติกรรมนักเที่ยว และ (3) เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าต่างชาติที่คาดหวังความยืดหยุ่นเรื่องเวลา
ด้านสังคม–แรงงาน บริษัทต้องรักษาประสิทธิภาพงาน โดยมีนโยบายห้ามดื่มในเวลางาน/ก่อนขับรถภารกิจ และการตรวจวัดแอลกอฮอล์แบบสุ่มในงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย (เช่น โลจิสติกส์/ช่างภาคสนาม)
ด้านความปลอดภัยสาธารณะ จังหวัดเสี่ยงอย่างเชียงรายต้องเสริม “กรอบคุม” ทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะ 7–10 วันอันตราย

แผนที่เสี่ยงของเชียงราย วัยทำงานตอนต้น รถจักรยานยนต์ ถนนภูเขา

  1. วัยทำงานตอนต้น (20–29 ปี) กลุ่มอายุที่มีอัตราถูกส่งตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดจากอุบัติเหตุสูงสุด หากเปิดจำหน่ายช่วงบ่าย ปฏิทินสังคมหลังเลิกงานอาจขยับมาเร็วขึ้น เป็นช่องให้ “ดื่มก่อนขับ” เกิดขึ้น
  2. รถจักรยานยนต์ ในภาพรวมของประเทศ ยานพาหนะนี้ครองสัดส่วนหลักของการบาดเจ็บจาก DUI ความเสี่ยงจะทวีคูณบนถนนชนบท/เส้นรองที่มีไฟส่องสว่างจำกัด
  3. ภูมิประเทศภูเขา เส้นทางคดเคี้ยว ภูมิอากาศและทัศนวิสัย (หมอก/ฝน) บวกกับความชันและโค้ง ทำให้ “อุบัติเหตุหนึ่งครั้ง” มีโอกาสรุนแรงสูงกว่าพื้นที่ราบ

ถอดบทเรียนเพื่อ “ปลดล็อกอย่างปลอดภัย” ในเชียงราย

เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไปต่อบนความเสี่ยงสังคม ข้อเสนอเชิงระบบต่อเชียงราย ที่สอดคล้องความเห็น ส.อ.ท. และหน่วยงานด้านสาธารณสุข ความปลอดภัย ควรประกอบด้วย 4 ชั้นเชื่อมโยงกัน

ชั้นที่ 1 นายจ้าง–สถานประกอบการ (Workplace Governance)

  • นโยบายห้ามดื่มในเวลางาน/ก่อนไปภารกิจ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร สื่อสารซ้ำทุกไตรมาส
  • สุ่มตรวจแอลกอฮอล์เฉพาะตำแหน่งเสี่ยง (ขับรถ/โลจิสติกส์/ซ่อมบำรุง/งานบนที่สูง) พร้อมมาตรการทางวินัยที่เป็นธรรม
  • จัดสิทธิพนักงานสำหรับ “ผู้เสี่ยง” เช่น คูปองรถโดยสาร/แท็กซี่ในวันสังสรรค์องค์กร ลดแรงจูงใจขับรถหลังดื่ม

ชั้นที่ 2 ผู้ประกอบการท่องเที่ยว–บริการ (Responsible Seller)

  • โปรโตคอล “เสิร์ฟอย่างรับผิดชอบ” ฝึกอบรมพนักงานคัดกรองอายุ ภาวะเมา และมีสิทธิ “ปฏิเสธเสิร์ฟ” อย่างปลอดภัย
  • ดีลร่วมขนส่ง สร้างแพ็กเกจ “กิน เที่ยว กลับ” จับมือแท็กซี่/รถรับจ้างท้องถิ่น เพื่อให้ลูกค้ามีทางกลับโดยไม่ต้องขับเอง
  • สื่อสารเชิงบวก ใช้ป้าย/คิวอาร์โค้ดเตือน “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” ตั้งแต่หน้าร้าน (ภาษไทย อังกฤษ จีน) รับฤดูกาลทัวร์ข้ามแดน

ชั้นที่ 3 จังหวัด ท้องถิ่น (Road Safety & Health)

  • จุดตรวจยืดหยุ่นตลอดปี โฟกัสช่วง 18.00–21.00 น. บนเส้นรอง/รอบสถานบันเทิง/จุดท่องเที่ยว มากกว่ารอเฉพาะเทศกาล
  • DUI Hotspot Mapping ใช้ข้อมูล ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน สาธารณสุข ตำรวจ ทำแผนที่จุดเสี่ยงรายสัปดาห์
  • ทีมชุมชน–อสม. สอดส่องการขายผิดกฎหมาย (ขายให้ <20 ปี/นอกเวลาที่กำหนด) และประสานงานการเตือนภัยท้องถิ่น

ชั้นที่ 4 สาธารณสุข–ป้องกันระยะยาว (Chronic Risk)

  • คลินิกลดเสี่ยง NCDs เจาะกลุ่ม “นักดื่มประจำ” ด้วยการคัดกรองความดัน เบาหวาน ตับ และโปรแกรมงด/ลดแบบสมัครใจ
  • การสื่อสารกับเยาวชน ลดอายุกลุ่มเริ่มดื่มผ่านกิจกรรมโรงเรียน อาชีวะ มหาวิทยาลัย และเข้มบังคับใช้ห้ามขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี

จากสถิติสู่การตัดสินใจ ตัวเลขที่ควรจำเมื่อถกนโยบาย

  • 53.7% สัดส่วนผู้ดื่มสุราของประชากรเชียงราย (ปี 2567)   สูงอันดับ 4 ประเทศ
  • 20.47–23.92% สัดส่วนอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับในช่วงเทศกาลระดับชาติ รองจากการขับรถเร็ว
  • กลุ่ม 20–29 ปี กลุ่มอายุที่ถูกส่งตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดจากอุบัติเหตุสูงสุด สัมพันธ์กับรถจักรยานยนต์

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกให้ “หยุด” นโยบายปลดล็อกบ่าย หากแต่บอกให้ “ออกแบบราวกันตก” ที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก โดยเฉพาะในจังหวัดที่เสี่ยงทั้ง “เรื้อรัง” และ “เฉียบพลัน” อย่างเชียงราย

เสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สมดุลที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้าง

ภาคธุรกิจ ต้องกล้าประกาศกติกาในองค์กรและลงทุนกับความปลอดภัยของลูกค้า (เช่น ส่วนลดค่ารถกลับบ้าน/ดีลร่วมแท็กซี่)
เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องทำ “งานปกติ” ให้เป็น “งานตลอดปี” ขยายจุดตรวจตามจังหวะพฤติกรรมจริง ไม่ใช่รอเฉพาะเทศกาล
ชุมชน มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังหน้าร้าน หลังร้าน ลดการขายผิดกฎหมาย และสร้างวัฒนธรรม “เพื่อนเตือนเพื่อน”
ประชาชน เป็นคีย์เวิร์ดสุดท้าย ดื่มอย่างรับผิดชอบ รู้ทางกลับ ปฏิเสธการขับขี่เมื่อมีแอลกอฮอล์ในเลือด

คำถามสำคัญที่ต้องตอบใน 3 เดือนแรกของการปลดล็อก

  1. ตัวเลขอุบัติเหตุ/เมาแล้วขับช่วงเย็น–ค่ำ เปลี่ยนไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปลดล็อก?
  2. ธุรกิจบริการ–ท่องเที่ยว สร้างมาตรฐาน “เสิร์ฟอย่างรับผิดชอบ” ได้ครอบคลุมแค่ไหน และมีผลต่อพฤติกรรมจริงหรือไม่?
  3. เชียงราย สามารถทำ Hotspot Mapping และปรับจุดตรวจให้ตรงจังหวะ “เส้นรอง เวลาเสี่ยง” ได้เร็วเพียงใด?

การตอบคำถามด้วย “ข้อมูลจริง” จะเป็นตัวชี้ว่าประเทศไทยกำลังเดินบนทางที่สมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจที่เติบโต” และ “สังคมที่ปลอดภัย” หรือไม่

ปลดล็อกไม่ใช่ปล่อยไหล เชียงรายต้องปลดล็อกบนรางเหล็กของข้อมูล

ปลดล็อกบ่ายคือ “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่มองเห็นประโยชน์ได้ทันที แต่สำหรับเชียงราย จังหวัดนักท่องเที่ยวที่มีฐานผู้ดื่มสูงและภูมิประเทศท้าทาย ทุกก้าวต่อไปควรเดินบน “รางเหล็กของข้อมูล” และ “กติกาที่วัดผลได้” หากทุกฟันเฟือง ผู้ว่าฯ อปท. ตำรวจ สาธารณสุข ผู้ประกอบการ สถานศึกษา ชุมชน ขันแน่นเป็นวงเดียวกัน เม็ดเงินที่ไหลเข้าจะไม่ถูกแลกด้วยชีวิตบนท้องถนน

ประโยคชวนคิด “เศรษฐกิจดีขึ้นหนึ่งก้าว มีค่าก็ต่อเมื่อความปลอดภัยไม่ถอยหลังสองก้าว เชียงรายทำได้ ถ้าขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความรับผิดชอบร่วมกัน”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)
  • กรมควบคุมโรค / กระทรวงสาธารณสุข
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)
  • คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัด/สสส.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ข้าวหอมมะลิจ่อแตะ 1.5 หมื่น/ตัน! ธรรมนัส–นเรศ เร่งพลิกเข็มทิศข้าวไทยสู่คุณภาพ คาร์บอนต่ำ

ราคาข้าวขยับ–เชียงรายขยับตัว” ธรรมนัสดันหอมมะลิแตะ 1.5 หมื่นบาท/ตัน–นเรศจ่อเข้านบข. เสนอปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่–เร่ง “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ชูคุณภาพและรายได้ยั่งยืน

กรุงเทพฯ, 18 พฤศจิกายน 2568 — สายลมต้นฤดูหนาวที่พัดผ่านทุ่งนาทางตอนล่างของเชียงรายพาเอาความคาดหวังกลับคืนมาสู่ชาวนาอีกครั้ง เมื่อสัญญาณสำคัญจากส่วนกลางระบุชัดว่า “ราคาข้าวกำลังปรับตัวดีขึ้น” โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ขยับแตะ 13,500 บาทต่อตัน และมีโอกาสไต่ระดับถึง 15,000 บาทต่อตัน จากอานิสงส์มาตรการ “ชะลอการขายข้าว” ซึ่งทำหน้าที่ “ตัดยอด” ปริมาณออกจากตลาดในห้วงเวลาสำคัญ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ราคาฟื้นตัวตามกลไกอุปสงค์–อุปทาน

เสียงยืนยันจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนความเชื่อมั่นเชิงนโยบาย ขณะเดียวกัน นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เตรียมนำ “ชุดข้อเสนอเชิงโครงสร้าง” เข้าสู่ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เพื่อ “พลิกเข็มทิศ” การผลิตข้าวไทยจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ คาร์บอนต่ำ โภชนาการสูง” ไปพร้อมกับการปรับพื้นที่เพาะปลูกที่ไม่เหมาะสม นำร่อง 1 ล้านไร่ และยกระดับโครงสร้างรองรับ อาทิ การสนับสนุนเครื่องบรรจุ ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง และการใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นกลไกหลัก

ราคาดีเพราะ “ชะลอขาย” แต่ต้องชะลออย่าง “มีวินัย”

หัวใจของสัญญาณราคาครั้งนี้คือ “การชะลอขาย” ที่ช่วยผ่อนแรงกดอุปทานในตลาดช่วงสำคัญ หากมองจากมุมพื้นที่อย่างเชียงราย จังหวัดที่เกษตรกรส่วนใหญ่ “จับจังหวะตลาด” ผ่านพ่อค้าคนกลาง/โรงสีและสหกรณ์ มาตรการดังกล่าวจะได้ “ราคา” ก็ต่อเมื่อมีวินัยในสามจุดพร้อมกัน ได้แก่

  1. การเก็บรักษาหลังเก็บเกี่ยว ให้คุณภาพเมล็ดไม่เสื่อมจากความชื้น/เชื้อรา เพราะข้าวคุณภาพดีคือเงื่อนไขต่อรองราคา
  2. การเข้าถึงสินเชื่อ/สภาพคล่อง ระหว่างรอขาย เพื่อไม่ให้ต้อง “ขายขาดทุนเพราะเงินถึงมือช้า”
  3. ข้อมูลราคาและสัญญาณตลาด เพื่อกำหนด “จังหวะปล่อยของ” ให้สอดคล้องความต้องการ

ในบริบทนี้ เชียงรายถือว่ามี “ทุนสถาบัน” รองรับสำคัญ ทั้งเครือข่ายสหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน และสาขา ธ.ก.ส. 29 สาขา ซึ่งติดอันดับ 8 ของประเทศ (เท่ากับสุราษฎร์ธานี) ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเงินทุนระยะสั้นและบริการทางการเงินเฉพาะด้านได้รวดเร็วขึ้น เมื่อประกอบกับมาตรการระดับชาติ จึงเพิ่มโอกาส “รอให้ถึงราคา” โดยไม่เสียคุณภาพหรือสภาพคล่อง

จาก “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ–คาร์บอนต่ำ” เข็มทิศใหม่ที่ชี้ตรงเชียงราย

ข้อเสนอของ นายนเรศ ที่จะเสนอต่อนบข. วาง “คุณภาพ คาร์บอนต่ำ โภชนาการสูง” เป็นแกนกลาง และใช้เครื่องมือสองขาเดินคู่กัน ได้แก่

  • ขาแรก โซนนิ่งการผลิต + โซนนิ่งการตลาด
    ปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่ ที่ “ไม่เหมาะสมต่อการทำนา” ไปสู่ พืชทางเลือก ที่ตลาดต้องการ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ พืชตระกูลถั่ว เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ บริหารความเสี่ยงด้านน้ำ/ดิน พร้อมเดินโซนนิ่งการตลาดคู่ขนาน เพื่อไม่ให้เกิด “ปลูกแล้วตันที่หน้าประตูตลาด”
  • ขาที่สอง  ยกระดับโครงสร้างคุณภาพ
    สนับสนุน เครื่องบรรจุ–ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง และใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน เป็น “ฐานผลิต ฐานความรู้ ฐานตรวจรับรองเบื้องต้น” เชื่อมสู่ตลาดคุณภาพ รวมถึงการขับเคลื่อน ข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ใส่ใจการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้投入ที่ไม่จำเป็น และเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ

สำหรับเชียงราย แนวทางนี้ “เข้าทาง” โครงสร้างพื้นที่ที่หลากหลาย มีทั้งที่ราบเหมาะทำนา และโซนที่อาจเหมาะกับพืชทางเลือก การเดินนโยบายบนฐานข้อมูลความเหมาะสมของดิน น้ำ ภูมิอากาศ จะช่วยให้เกษตรกร “วางพอร์ตพืช” ได้สมดุลกว่าเดิม ลดการเสี่ยงผันผวนด้านราคา และจูนให้เข้ากับตลาดจริง

คลายความสับสน “พันธุ์ข้าว”  หอมมะลิมาตรฐานไม่เท่ากับ “หอมสยาม”

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว อธิบายชัดในสองชั้นสำคัญ

  • ชั้นมาตรฐาน  ข้าวหอมมะลิมาตรฐาน คือ กข15 และ หอมดอกมะลิ 105 ซึ่ง “มีราคาอ้างอิงตามเกณฑ์ตลาด” และเป็นฐานการซื้อขายที่วงการยอมรับ
  • ชั้นพันธุ์เอกชน  “หอมสยาม” เป็นพันธุ์ที่ เอกชนจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรแล้ว จึงจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ตามปกติ แต่ ยังอยู่ระหว่างการขอรับรองพันธุ์กับกรมการข้าว ทำให้ ราคาแตกต่างจากหอมมะลิมาตรฐานแน่นอน

สาระสำคัญสำหรับเกษตรกรเชียงราย คือ “แยกแยะให้ชัดเจน” ระหว่างพันธุ์มาตรฐานกับพันธุ์ที่ยังอยู่ระหว่างการรับรอง เพื่อไม่ให้เกิดความคาดหวังราคาที่คลาดเคลื่อน ระดับพื้นที่ควรใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์ โรงสี เป็น “จุดเช็คข้อมูลพันธุ์และราคา” ก่อนตัดสินใจซื้อเมล็ดพันธุ์หรือทำสัญญาขาย เพื่อป้องกันความเสียหายและรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในระบบ

เชียงรายในฐานะ “สนามจริง”  ทำอย่างไรให้ได้ทั้ง “ราคา คุณภาพ ความยั่งยืน”

เมื่อข้อเท็จจริงจากส่วนกลางชัดเจน สิ่งที่จังหวัดต้องทำคือ “แปลงสัญญาณนโยบาย” ให้เป็น เวิร์กโฟลว์ระดับชุมชน เพื่อให้ชาวนาได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยเฉพาะหกประเด็นต่อไปนี้

  1. แผนชะลอขายระดับสหกรณ์
    สหกรณ์/กลุ่มชาวนาควรร่วมกำหนด แผนรับ เก็บ ปล่อยของ ตามสัญญาณตลาด สื่อสาร “จังหวะขาย” แบบรายสัปดาห์ พร้อม แนวปฏิบัติการเก็บรักษา (ความชื้น การรม การถ่ายเทอากาศ) เพื่อคงคุณภาพเมล็ด
  2. สินเชื่อหมุนเวียน คลังเก็บ การประกันคุณภาพ
    ใช้ความพร้อมของ ธ.ก.ส. 29 สาขา เชื่อมสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นกับ ระบบคลังกลาง/ไซโลชุมชน และจัดทำ มาตรฐานประกันคุณภาพ ก่อนปล่อยขาย ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองราคาอย่างเป็นรูปธรรม
  3. การคัดเลือกพื้นที่ปรับพืช (Pilot 1 ล้านไร่)
    บูรณาการข้อมูล กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว เพื่อคัด “จุดนำร่อง” ในเชียงราย ที่ควรเปลี่ยนไปปลูก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือ พืชตระกูลถั่ว พร้อมจับคู่ ผู้รับซื้อ โรงงานอาหารสัตว์ ตลาดถั่ว ให้แน่ชัด (โซนนิ่งการตลาด)
  4. สายพานข้าวคาร์บอนต่ำ
    สร้างคู่มือปฏิบัติการลดคาร์บอนในแปลงนา (จัดการฟาง น้ำ เคมี) และ ตั้งจุดรับรองเบื้องต้น ที่ศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมกับโรงสีขนาดเล็กที่ได้รับเครื่องจักรสนับสนุน เพื่อยกระดับความสม่ำเสมอและการติดฉลากคุณภาพ
  5. ลดความสับสนเรื่องพันธุ์ที่หน้าทุ่ง
    จัด คลินิกพันธุ์ข้าว ฤดูละหนึ่งครั้ง รวบรวมเจ้าหน้าที่กรมการข้าว นักปรับปรุงพันธุ์ โรงสี พ่อค้าพันธุ์ มาชี้แจง หอมมะลิมาตรฐาน vs พันธุ์การค้าอื่น พร้อมตารางราคาอ้างอิง ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจบนข้อมูลที่ถูกต้อง
  6. สื่อสารสาธารณะเชิงข้อมูล
    ทำ “แดชบอร์ดราคาข้าวรายสัปดาห์” ของจังหวัด (ผ่านสหกรณ์/ศูนย์ข้าวชุมชน) เพื่อให้ชาวนารับรู้ราคากลาง/แนวโน้ม/คำแนะนำจังหวะปล่อยของ ลดความเหลื่อมล้ำข้อมูลระหว่างเกษตรกรรายย่อยกับผู้ซื้อรายใหญ่

ข้อเท็จจริงที่ “เปิดโอกาส” ให้เชียงราย

  • ราคาข้าวหอมมะลิแตะ 13,500 บาท/ตัน มีโอกาสถึง 15,000 บาท/ตัน  เป็น “หน้าต่างเวลา” ที่เกษตรกรสามารถใช้กลยุทธ์ชะลอขาย (อย่างมีวินัย) เพื่อปิดจุดคุ้มทุนและทำกำไร
  • นโยบายปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่  สำหรับโซนที่ทำนา “ไม่คุ้มต้นทุน” การเปลี่ยนพืชลดเสี่ยงราคาและน้ำ อาจให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อไร่ที่มั่นคงกว่า แต่ต้องมีตลาดรองรับคู่ขนาน
  • โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง  เปิดโอกาสโรงสีชุมชนในเชียงรายที่พร้อมยกระดับอุปกรณ์ บรรจุ–ผลิตเมล็ดพันธุ์ ให้ขึ้นสู่ห่วงโซ่เมล็ดพันธุ์คุณภาพ เชื่อมตลาดพรีเมียม
  • ธ.ก.ส. 29 สาขาในเชียงราย  เป็น “โครงสร้างทางการเงิน” ที่เอื้อการหมุนสภาพคล่องระหว่างรอขาย และรองรับการลงทุนย่อยเพื่อเพิ่มคุณภาพหลังเก็บเกี่ยว (เครื่องวัดความชื้น โรงเรือนอบแห้งขนาดเล็ก ฯลฯ)

ข้อควรระวัง  ราคาที่ดีต้องไม่แลกด้วยคุณภาพที่ตก

มาตรการชะลอขายจะได้ผลสูงสุด เมื่อ “เมล็ดข้าวยังคงคุณภาพ” เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญกับ

  • การลดความชื้นตามมาตรฐาน ก่อนเข้าคลัง เพราะความชื้นสูงทำให้เกิดเชื้อราและสูญเสียบทต่อรอง
  • การคัดแยกสิ่งเจือปน และรักษาความสะอาด ช่วยลด “ค่าหัก” จากโรงสี/ผู้ซื้อ
  • เอกสารการซื้อขาย/มาตรฐานพันธุ์ ทำให้การรับซื้อโปร่งใส ตรงตามประเภทพันธุ์ และเคลียร์ราคาง่าย

คำถามใหญ่ที่ตอบด้วยนโยบาย

  1. จะไม่ให้เกษตรกรต้อง “ขายแบบจำยอม” ได้อย่างไร?
    คำตอบคือ “สภาพคล่องระยะสั้น + คลังเก็บคุณภาพ + ข้อมูลราคา” ต้องมาพร้อมกัน จังหวัดซึ่งมี ธ.ก.ส. ครอบคลุมสาขาใหญ่ ยิ่งควรเร่งการเข้าถึงสินเชื่อหมุนเวียนเฉพาะกิจสำหรับการชะลอขาย
  2. จะเปลี่ยน 1 ล้านไร่ให้เป็น “โอกาส” ไม่ใช่ “ภาระ”?
    คำตอบคือ “โซนนิ่งการตลาดคู่ขนานโซนนิ่งการผลิต” ต้องชัดตั้งแต่ต้นน้ำ พร้อมสัญญารับซื้อ/โมเดลเชื่อมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และผู้แปรรูปถั่ว
  3. จะทำให้ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เป็น “รายได้เพิ่ม” ไม่ใช่ภาระเอกสาร?
    คำตอบคือ ตั้งจุดรับรองเบื้องต้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน โรงสีชุมชน ลดต้นทุนการตรวจ เอกสาร และเชื่อมฉลากคุณภาพกับราคารับซื้อที่ให้ “พรีเมียมจริง”

สรุปภาพใหญ่มุมเชียงราย  จาก “สัญญาณราคา” สู่ “เข็มทิศใหม่ของทุ่งนา”

สัญญาณว่าข้าวหอมมะลิแตะ 13,500 บาท/ตัน และมีโอกาสไต่ระดับถึง 15,000 บาท/ตัน ไม่ได้เป็นเพียง “ข่าวดีชั่วคราว” หากสะท้อนว่าการบริหารอุปทานด้วยมาตรการชะลอขาย เมื่อประกอบกับการปรับโครงสร้างไปสู่ คุณภาพ–คาร์บอนต่ำ–โภชนาการสูง และการปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่ ที่ทำแบบบูรณาการ สามารถ “ยกทั้งระบบ” ให้ชาวนาอยู่ได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม

สำหรับเชียงราย เมืองเกษตรกรรมที่มีทั้งโครงสร้างสหกรณ์เข้มแข็ง ศูนย์ข้าวชุมชน และ ธ.ก.ส. 29 สาขา เป็นทุนตั้งต้น ผลลัพธ์ของนโยบายขึ้นอยู่กับความสามารถในการ “ทำให้เป็นงาน” ระดับตำบล–หมู่บ้าน ตั้งแต่แผนชะลอขายที่มีวินัย คลังเก็บที่รักษาคุณภาพ การเลือกรูปแบบการผลิตตามโซนนิ่ง ไปจนถึงการสื่อสารเรื่องพันธุ์และราคาอย่างโปร่งใส หากทุกฟันเฟืองหมุนไปทางเดียวกัน “ราคาที่ดี” จะไม่ใช่แค่จังหวะได้เปรียบชั่วคราว แต่จะกลายเป็น “โครงรายได้ใหม่” ที่ยืนระยะ พร้อมพาชาวนาเชียงรายเดินหน้าในตลาดที่ยากขึ้นและพิถีพิถันขึ้น

ประโยคชวนคิด  เมื่อชาวนารู้ “จังหวะปล่อยของ” โรงสีชุมชนรู้ “มาตรฐานคุณภาพ” ศูนย์ข้าวชุมชนรู้ “เส้นทางพันธุ์–คาร์บอนต่ำ” และเงินทุนระยะสั้นเข้าถึงทันเวลา “ราคาดี” จะไม่ใช่โชค หากเป็น “ระบบงานที่ออกแบบได้”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กรมการข้าว
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ตามรอยรสชาติที่หายไป! เชียงรายนำ แกงแคไก่เมือง ขึ้นเวทีใหญ่ลำพูน พลิกภูมิปัญญาอาหารสู่รายได้

แกงแคไก่เมือง” จุดพลุ Soft Power เชียงราย จาก “รสชาติที่หายไป” สู่งานมหกรรม 10 จังหวัดภาคเหนือขายหมดเกลี้ยงที่ลำพูน เชื่อมเศรษฐกิจวัฒนธรรม–ท่องเที่ยว

ลำพูน/เชียงราย, 16 พฤศจิกายน 2568 — ยามเย็นที่ “ข่วงพันปี ถนนรถแก้ว” เมืองลำพูน กลิ่นสมุนไพรพื้นบ้านคละคลุ้งอยู่เหนือแถวผู้คนที่ทอดยาวไปตามถนนสายวัฒนธรรม เสียงครกตำพริกแกงกระทบสากเป็นจังหวะ ก่อนควันบาง ๆ จากหม้อแกงขนาดใหญ่จะลอยสูงขึ้น ชวนให้ผู้คนที่เดินผ่านต้องหยุดสูดกลิ่นและหันตามสายตาไปยังป้าย “เชียงราย แกงแคไก่เมือง” เมนูที่ผู้จัดงานนิยามไว้ว่าเป็นหนึ่งใน “รสชาติที่หายไป” ของภาคเหนือ และในค่ำคืนนี้ มันกำลังกลับมาอย่างสง่างาม พร้อม “ยอดขายที่หมดเกลี้ยง” และเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับพลังของอาหารพื้นถิ่นต่อเศรษฐกิจวัฒนธรรม

งานมหกรรม “ตามรอยรสชาติอาหารที่หายไป The Lost Taste 10 จังหวัดภาคเหนือ” จัดขึ้นภายใต้ โครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายอนุรักษ์–ฟื้นคืน–และเผยแพร่ “มรดกภูมิปัญญาอาหาร” ที่วันนี้เริ่มหาทานยาก จังหวัดเชียงรายเข้าร่วมโดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นำทีมโดย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยมี นายอนุสร เทพปินตา เป็นตัวแทนสาธิตและจำหน่ายอาหารจากเชียงราย 3 เมนู ได้แก่ แกงแคไก่เมือง (เมนูไฮไลต์), คั่วแห้มไก่เมือง, และ แกงจิ๊น (แกงเนื้อ)

บรรยากาศ “ถนนสายวัฒนธรรม”  กลิ่นสมุนไพรที่พาคนทั้งถนนหยุดเดิน

ภาพแรกที่เตะตาคือ “งานครัวกลางแจ้ง” ที่เปิดหน้าบ้านให้ผู้คนเห็นทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดผักป่า–ยอดผักพื้นบ้าน ไปจนถึงการผัดเครื่องแกงให้หอมขึ้นน้ำมัน ก่อนเติมไก่เมืองลงหม้อและเคี่ยวด้วยไฟพอดี บูธเชียงรายรายล้อมด้วยผู้คนอย่างรวดเร็ว หลายคนตั้งใจว่าจะแวะ “ชิมนิดหน่อย” แต่กลับกลายเป็นการเข้าคิวต่อเนื่อง เพราะ “กลิ่นแกง” ที่หอมฟุ้งไปไกลเกินกว่าจะปฏิเสธได้

แกงแคไก่เมือง” ไม่ใช่แกงเผ็ดธรรมดา หากเป็น “สารานุกรมกินได้” ของป่าและสวนหลังบ้าน ชื่อ “แค” ในที่นี้ มิได้หมายถึงดอกแคเสมอไป ทว่าเป็นรหัสของ “พืชผักหลายอย่าง” ที่ชุมชนเลือกมาใส่ตามฤดูกาล ความงามของแกงแคจึงอยู่ที่ “ความหลากหลาย” และ “ความสด” พริก ข่า ตะไคร้ ผักชีลาว ยอดมะม่วงหิมพานต์ (ในบางฤดู) ชะอม ปูนาแห้งเล็กน้อย (ในสูตรโบราณบางถิ่น) ล้วนเป็นองค์ประกอบที่เล่าเรื่องภูมิปัญญาการกินของคนเหนือ ซึ่ง “หยิบของใกล้ตัวมาใช้” อย่างรู้คุณค่า และรู้จักสร้างสมดุลระหว่างโปรตีนจากไก่บ้านกับเส้นใย–สารต้านอนุมูลอิสระจากผักพื้นบ้าน

ผู้ร่วมงานจำนวนมากเลือกซื้อทั้ง 3 เมนูกลับบ้าน ท่ามกลางเสียงชื่นชมที่วนเวียนอยู่รอบ ๆ บูธคล้ายกันว่า “หอมมาก กินแล้วคิดถึงบ้าน” และไม่นานนัก แกงทั้งสามชนิดก็จำหน่าย “หมดเกลี้ยง” ซึ่งไม่เพียงเป็นสัญญาณเชิงพาณิชย์ของ “รสชาติที่ยังมีคนโหยหา” หากยังสะท้อนความพร้อมของอาหารพื้นถิ่นเชียงรายในการขยับขึ้นสู่ “Soft Power” ที่จับต้องได้

จากครัวบ้านสู่ครัวมหกรรม  เหตุใด “แกงแคไก่เมือง” จึงทรงพลัง

  1. ตัวแทนชีวภาพของภูมิภาค   แกงแคผูกติดกับ “ฤดูกาล–ภูมิประเทศ” โดยตรง ผักแต่ละชนิดบอกพื้นที่ปลูกและป่าที่หากิน เมื่อยกหม้อแกงขึ้นโต๊ะ เท่ากับยกภูมิประเทศขึ้นมาด้วย
  2. โภชนาการในครัวเรือน   แกงแคเป็นเมนูที่ผสาน “โปรตีนเนื้อสัตว์ + ผักพื้นบ้านหลากชนิด” ได้ในจานเดียว สอดคล้องแนวคิดอาหารสุขภาวะร่วมสมัย
  3. เรื่องเล่า–ความคิดถึง–อัตลักษณ์   สำหรับชาวเชียงราย–ล้านนา แกงแคคือ “รสมือแม่–รสชุมชน” เมื่อถูกจัดวางในงานมหกรรม จึงกระตุ้นความผูกพันทางอารมณ์และความทรงจำร่วม

ผลลัพธ์คือ การขายหมดอย่างรวดเร็วของทั้ง 3 เมนู และ “แถวคอย” ที่ยังไม่สลาย แม้ป้าย “สินค้าหมด” จะถูกตั้งไว้แล้วก็ตาม

Soft Power ที่มีราก  เมื่อ “ทุนทางวัฒนธรรม” กลายเป็น “รายได้”

งานครั้งนี้เน้นชัดว่า อาหารพื้นถิ่นไม่ใช่เพียงวัตถุแห่งความทรงจำ แต่คือ “ทุน” ที่ต่อยอดเป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ได้จริงในสามระดับ

  • ระดับผู้ประกอบการรายย่อย  ผู้ค้าย่อมมียอดจำหน่ายทันทีจากการเข้าร่วมงาน ขณะเดียวกันยังได้ “ฐานแฟน” ใหม่ ๆ ซึ่งติดตามไปสู่การสั่งจอง–พรีออเดอร์ในอนาคต
  • ระดับชุมชนและห่วงโซ่วัตถุดิบ  เมื่อเมนูได้รับความนิยม ความต้องการวัตถุดิบพื้นบ้านเพิ่มขึ้น เกิดการเชื่อมโยงกับเกษตรกรรายเล็ก–ผู้รวบรวมผักป่า–ผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง
  • ระดับเมืองและการท่องเที่ยว  เมนูเด่นกลายเป็น “เหตุผลในการเดินทาง” นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งตั้งใจ “มากินที่ต้นทาง” สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนแก่ร้านอาหารชุมชน–โฮมสเตย์–ตลาดวัฒนธรรม

กล่าวได้ว่า “แกงแคไก่เมือง” ในบูธเชียงรายไม่ใช่หม้อแกงใบเดียว แต่คือ “แบบจำลองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” ที่จุดติดได้จริงในพื้นที่สาธารณะ

บทบาทของหน่วยงานรัฐ  ทำอย่างไรให้ “รสชาติที่หายไป” อยู่ยาว

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ทำหน้าที่ “ยกเวที–จัดแสง–เปิดพื้นที่” ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้นำเสนอเมนูที่เสี่ยงจะเลือนหายต่อหน้าสาธารณะ พร้อมสื่อสาร “คุณค่าทางวัฒนธรรม” ให้สาธารณชนเข้าใจว่า อาหารพื้นถิ่นคือองค์ความรู้รวมหมู่ ไม่ใช่เพียงสูตรลับส่วนตัว

ในทางปฏิบัติ บทบาทรัฐที่เห็นผลได้จริงในงานครั้งนี้มีอย่างน้อยสี่ประการ

  1. คัดเลือกเมนูเชิดชูอัตลักษณ์   เลือกเมนูที่สื่อความเป็นเชียงรายชัดเจน มีเรื่องเล่า มีวัตถุดิบเฉพาะถิ่น
  2. ยกระดับมาตรฐานการสาธิต   การทำครัวกลางแจ้งแบบเปิด เพื่อให้คนดู “เรียนรู้ผ่านสายตา” เข้าใจเครื่องแกง–ขั้นตอน–เหตุผลของวัตถุดิบ
  3. เชื่อมเครือข่ายผู้ประกอบการ   ดึงผู้ประกอบการที่มีความรู้และรสมือเป็นที่ยอมรับ เช่น นายอนุสร เทพปินตา มาเป็น “ครูภาคสนาม” ให้ผู้ชมได้ซักถาม
  4. เก็บข้อมูล–ต่อยอดเชิงนโยบาย   สำรวจความนิยมของเมนู–ความพร้อมของวัตถุดิบ–ศักยภาพขยายตลาด เพื่อนำไปออกแบบโครงการต่อเนื่อง

สูตรที่เล่าเรื่อง  เคล็ดลับของความ “หอมกรุ่น”

แกงแคไก่เมืองที่ขายหมดเกลี้ยงในคืนนี้ ไม่ได้โดดเด่นที่ “ความเผ็ด” หากโดดเด่นที่ “ความหอม” ซึ่งมาจากสามชั้นสำคัญ

  • ชั้นเครื่องแกง  พริก–ข่า–ตะไคร้–ผิวมะกรูด–กะปิ–กระเทียมตำสด ผัดให้หอมขึ้นน้ำมันก่อนเติมน้ำซุป
  • ชั้นผักพื้นบ้าน  ชะอม–ผักชีลาว–ยอดฟักทอง–ถั่วฝักยาว–ใบชะพลู (ขึ้นกับฤดูกาล) ที่ให้กลิ่นเฉพาะ
  • ชั้นเนื้อไก่เมือง  เนื้อแน่น–ไขมันน้อย เคี้ยวได้รสและกลิ่นควันไฟอ่อน ๆ เมื่อเคี่ยวพอดี

การเลือกไก่เมืองแทนไก่เนื้อทั่วไปทำให้ “น้ำแกงไม่เลี่ยน” และ “กลิ่นสมุนไพรชัด” ซึ่งสอดรับกับรสนิยมร่วมสมัยที่เน้นรสสมุนไพร–ผักพื้นบ้าน และการกินอย่างรู้แหล่งที่มา (origin)

คำถามสำคัญหลังหม้อแกง  จะทำอย่างไรให้ “ความนิยมวันนี้” กลายเป็น “เศรษฐกิจยั่งยืน”

การขายหมดในงานมหกรรมคือสัญญาณเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัย หากต้องการให้ “แกงแคไก่เมือง” เป็น Soft Power เชิงระบบ ที่พาเชียงรายไปต่อ มีข้อเสนอเชิงปฏิบัติการ 4 ด้านดังนี้

(1) มาตรฐาน–ถ่ายทอด–สร้างคนทำแกงรุ่นใหม่

  • จัดทำ “ชุดตำรับมาตรฐาน” (Standardized Recipe) ที่ยังยืดหยุ่นต่อฤดูกาล
  • เปิดคลาสสาธิตต่อเนื่องในจังหวัด เชื่อมครัวโรงเรียน–วิทยาลัยอาชีวศึกษา–มหาวิทยาลัย
  • สร้าง “ช่างทำแกงแคประจำชุมชน” ที่รับงานจัดเลี้ยง–ครัวเทศกาลได้

(2) วัตถุดิบ–ห่วงโซ่–การรับรองแหล่งที่มา

  • พัฒนาเครือข่ายผู้ปลูกผักพื้นบ้าน–ผู้เลี้ยงไก่เมือง พร้อม “ป้ายบอกแหล่งที่มา” ในงาน/ร้าน
  • ส่งเสริม “ตลาดนัดผักพื้นบ้าน” รายสัปดาห์ในเชียงราย เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงของสดง่ายและคงคุณภาพ

(3) เมนูต่อยอด–แพ็กเกจท่องเที่ยว–เส้นทางอาหาร

  • สร้างเมนูคู่ขวัญ (เช่น คั่วแห้ม–แกงจิ๊น) ให้เป็น “ชุดประสบการณ์ล้านนา”
  • ทำ “เส้นทางแกงแค” เชื่อมชุมชน–ครัวบ้าน–ร้านอาหาร–ตลาดวัฒนธรรม
  • ผนวกกิจกรรม “ครัวสาธิต” ในแพ็กเกจทัวร์เรียนรู้ เพื่อเพิ่มเวลาใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในเชียงราย

(4) การสื่อสาร–แบรนด์–ตลาดออนไลน์

  • สร้างแบรนด์ “Lost Taste Chiang Rai” ทำโลโก้–เรื่องเล่า–วิดีโอสั้น
  • เปิดพรีออเดอร์ชุดแกง (ชุดเครื่องแกง–ผัก–คู่มือ) จัดส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ
  • ใช้คอนเทนต์คู่ความรู้ เช่น สรรพคุณสมุนไพร–เรื่องเล่าฤดูกาล ช่วยสร้างการจดจำ

เสียงสะท้อนจากพื้นที่จัดงาน  “กินแล้วนึกถึงบ้าน”

แม้ในงานไม่ได้มีการจัดเวทีเสวนาเฉพาะของเชียงราย แต่ “สนามจริง” หน้าเตา–หน้าหม้อคือพื้นที่พูดคุยที่ดีที่สุด หลายครอบครัวเล่าให้กันฟังว่ารสนี้ “ทำให้คิดถึงแม่” บางคู่พาผู้สูงอายุมาชิม พร้อมอธิบายว่าครั้งหนึ่งเคยกินจากฝีมือคุณยายในงานบุญ สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนทางความทรงจำ” ที่เงินโฆษณาซื้อไม่ได้ และเป็นแรงส่งให้เมนูพื้นถิ่นมีชีวิตอยู่ต่อในเศรษฐกิจร่วมสมัย

ก้าวถัดไปของเชียงราย  จากบูธมหกรรมสู่ “เมืองรสชาติ”

ความสำเร็จที่ลำพูนทำให้เห็นว่า เชียงรายมีศักยภาพจะประกาศตัวเองในฐานะ “เมืองแห่งรสชาติพื้นถิ่นล้านนา” ได้อย่างไม่ขัดเขิน และหากขยับอย่างเป็นระบบ เมืองสามารถมี “ปฏิทินอาหารพื้นถิ่น” รายไตรมาส จัดหมุนเวียนในอำเภอต่าง ๆ (เมือง–แม่สาย–เชียงแสน–เวียงชัย–เวียงเชียงรุ้ง ฯลฯ) เพื่อสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวในมิติใหม่ที่ผสานตลาดชุมชน–งานวัฒนธรรม–และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

สำหรับหน่วยงานรัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษาในพื้นที่ การจับมือกันทำ “ห้องทดลองอาหารพื้นถิ่น” (Living Lab) จะช่วยรวบรวมสูตร–เครื่องมือ–และความรู้การแปรรูป เช่น ชุดเครื่องแกงพร้อมปรุง–น้ำพริกแกงแคพร้อมใช้–ชุดผักแห้งอบกรอบเสริมใย–แคริ่งแพ็กเกจเพื่อคนเมืองที่อยากทำแกงแคเองในคอนโด แกนกลางของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “ขายได้” แต่คือ “รักษาได้” รักษาสูตร–รักษาฤดูกาล–รักษาผู้ประกอบการรายเล็ก ให้เดินไปพร้อมเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยว

ประโยคชวนคิด  ถ้าหม้อแกงหนึ่งใบทำให้คนหันกลับมามองผักพื้นบ้านและไก่เมืองทั้งห่วงโซ่ได้ นั่นไม่ใช่แค่ยอดขายที่หมดเกลี้ยง หากคือ “ระบบคุณค่าที่กลับมามีชีวิต”

สรุปแกนความสำเร็จในลำพูน 

  • เมนูเชิดชูอัตลักษณ์  แกงแคไก่เมือง สื่อเรื่องฤดูกาล–ภูมิประเทศ–โภชนาการ
  • รูปแบบนำเสนอ  ครัวสาธิตกลางแจ้ง เห็นทุกขั้นตอน–ถามตอบได้จริง
  • ผลตอบรับ  ผู้คนต่อคิวยาว ยอดจำหน่าย 3 เมนู “หมดเกลี้ยง” ภายในงาน
  • โอกาสต่อยอด  สร้างแบรนด์รสชาติ–เส้นทางท่องเที่ยว–ชุดเครื่องแกงพร้อมปรุง–ตลาดผักพื้นบ้าน
  • หัวใจเชิงนโยบาย  รัฐเป็น “ผู้เปิดพื้นที่–เชื่อมเครือข่าย–คุ้มคุณค่า” เอกชน–ชุมชน–คนรุ่นใหม่เป็น “ผู้ทำให้เกิดจริง”

รายละเอียดภาคปฏิบัติ  ใคร–ทำอะไร–ที่ไหน

  • เวทีจัดงาน  ข่วงพันปี ถนนรถแก้ว (ถนนสายวัฒนธรรม) อำเภอเมืองลำพูน
  • กรอบงาน  มหกรรม “ตามรอยรสชาติอาหารที่หายไป The Lost Taste 10 จังหวัดภาคเหนือ” ภายใต้โครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม
  • ผู้ร่วมดำเนินงานจากเชียงราย  สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นำโดย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ และคณะเจ้าหน้าที่
  • ผู้สาธิต/จำหน่าย (เชียงราย)  นายอนุสร เทพปินตา ผู้ประกอบการเชียงราย พร้อมเมนู แกงแคไก่เมือง, คั่วแห้มไก่เมือง, แกงจิ๊น
  • ผลตอบรับในงาน  ความสนใจล้นหลาม กลิ่นแกงโดดเด่น ทำให้สินค้าทั้ง 3 เมนูจำหน่ายหมดภายในงาน

 “รสชาติที่หายไป” กำลังกลับมาด้วยความภูมิใจร่วม

ค่ำคืนที่ลำพูนคือภาพจำว่า “รสชาติ” ไม่เคยหายไปจากผู้คน เพียงรอเวทีเหมาะสมให้กลับมาดังอีกครั้ง เชียงรายใช้โอกาสนี้อย่างงดงาม ยกเมนูพื้นบ้านขึ้นสู่พื้นที่สาธารณะ พูดภาษาเศรษฐกิจได้ชัดขึ้น และเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวแบบลึกซึ้งในระดับชุมชน หากแรงส่งนี้ถูกต่อยอดด้วยโครงสร้างรองรับที่ดี มาตรฐานสูตร การถ่ายทอดทักษะ ห่วงโซ่วัตถุดิบ และการสื่อสารที่ร่วมสมัย แกงแคไก่เมือง” จะไม่เป็นเพียงเมนูที่ขายหมดในงานหนึ่งครั้ง แต่จะกลายเป็น “สัญลักษณ์รสชาติของเชียงราย” ที่เดินได้ไกลทั้งในตลาดไทยและสายตานานาชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายประกาศวาระแห่งชีวิต! ลดตาย 41% ตั้งเป้าเหลือ แสนคน ปี 2570 ชี้หมวกนิรภัยคือโจทย์ใหญ่

วาระแห่งชีวิต เชียงรายรำลึก “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสีย” เร่งเครื่องเป้าลดตายเหลือแสนคน ปี 2570—ชี้โจทย์ใหญ่ “หมวกนิรภัย” 80% ต้องแก้วัฒนธรรม

เชียงราย, 16 พฤศจิกายน 2568 — เสียงนาฬิกากลางเมืองดังไปพร้อมกับความเงียบงันหนึ่งนาที เมื่อผู้ร่วมงานนับร้อยคนยืนไว้อาลัยให้ผู้จากไปจากอุบัติเหตุทางถนน ณ บริเวณหน้าสวนตุงและโคมนครเชียงราย เช้าวันอาทิตย์นี้ “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ของจังหวัดเชียงรายเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายแต่กินใจ มี นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน โดยมี นายครรชิต ชมภูแดง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย) กล่าวรายงาน ท่ามกลางผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคีเครือข่าย และประชาชนทุกภาคส่วนที่ร่วมกัน “รำลึก–เรียนรู้–และตั้งเป้าลดการสูญเสียใหม่” ไปพร้อมกัน

พิธีไว้อาลัยจบลง ผู้แทนหน่วยงานทยอยวางดอกไม้หน้ารูปผู้เสียชีวิต ขบวนเดินรณรงค์เคลื่อนไปยังบริเวณหอนาฬิกาเมือง สื่อสารข้อเท็จจริงและคำเตือนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุแก่ประชาชนริมทาง ก่อนที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดจะอ่านสารนายกรัฐมนตรีและย้ำเป้าหมายเชิงนโยบาย  ภายในปี 2570 ประเทศไทยต้องลดการตายจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ 12 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ขณะที่เชียงรายตั้งเป้า ลดบาดเจ็บสาหัสเหลือ 2,052 คน” ตามกรอบแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน

จาก “สถิติสูงสุดของประเทศ” สู่ “พลิกเกมด้วยบังคับใช้เข้ม”  บทเรียนจากสองสงกรานต์

หากย้อนไป สงกรานต์ 2567 เชียงรายเคยเผชิญ “จุดต่ำสุด” ของความปลอดภัยทางถนน กลายเป็นจังหวัดที่ เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 82 ครั้ง และ เสียชีวิตสะสมสูงสุด 17 ราย ของประเทศ เหตุผลส่วนใหญ่ย้อนกลับไปที่ “พฤติกรรมเสี่ยงซ้ำซาก” ทั้งขับรถเร็ว ตัดหน้ากระชั้นชิด และดื่มแล้วขับ โดยมียานพาหนะหลักคือ รถจักรยานยนต์ ซึ่งครองสัดส่วนกว่า 80% ของอุบัติเหตุทั้งหมด

ทว่าเพียง หนึ่งปีถัดมา สงกรานต์ 2568 เชียงราย “พลิกภาพ” อย่างมีนัยสำคัญ สถิติ ผู้เสียชีวิตลดลง 41% จาก 17 เหลือ 10 ราย และ จำนวนอุบัติเหตุลดลง 43% จาก 82 เหลือ 47 ครั้ง ปัจจัยสำคัญมาจากการรุกคืบเชิงปฏิบัติการ ตั้งจุดตรวจหลัก 33 จุด และผลักดัน ด่านชุมชนสะสมถึง 2,755 ด่าน ตลอด 7 วันอันตราย ทำให้สามารถสกัด “พฤติกรรมเสี่ยง” ก่อนทะลักเข้าสู่เส้นทางหลักที่มีความเร็วสูง

ตัวเลขที่ลดลงไม่ใช่เพียงสถิติ หากคือ “สัญญาณความเป็นไปได้” ว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น เมื่อผนวกกับความร่วมมือระดับชุมชน ย่อมแปรเปลี่ยนผลลัพธ์ได้จริง

มหันตภัยเงียบของหมวกนิรภัย” 4 ใน 5 ผู้เสียชีวิต “ไม่สวม”

แม้ปฏิบัติการเชิงรุกช่วยดึงกราฟลงได้ แต่ โจทย์ใหญ่ของเชียงรายยังเป็นเรื่องเดิม รถจักรยานยนต์และการไม่สวมหมวกนิรภัย ข้อมูลช่วง ปีใหม่ 2568 ยืนยันภาพชัด  ผู้เสียชีวิต 4 ใน 5 ราย (80%) ไม่สวมหมวกนิรภัย นั่นหมายความว่า “ช่องว่างเล็ก ๆ” บนศีรษะ กลายเป็น “ความเสี่ยงใหญ่” ที่ชี้เป็นชี้ตายได้ในทันที

การบังคับใช้กฎหมายแม้จะดำเนินคดีปริมาณสูง เฉพาะช่วงปีใหม่ 2567 มีการดำเนินคดีรวมกว่า 2,000 ราย จากข้อหาไม่สวมหมวกนิรภัย 998 ราย และไม่มีใบขับขี่ 756 ราย แต่ความสูญเสียยังคงสูง แปลว่าการปรับและการจับอย่างเดียว ไม่พอ” ต้อง “ยกเครื่องวัฒนธรรมความปลอดภัย” ให้กลายเป็น บรรทัดฐานสังคม ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน หน่วยราชการ ไปจนถึงถนนสายเล็กในชุมชน

เส้นทางภูเขา–หมอก–โค้ง  วิศวกรรมคือเกราะป้องกันระยะยาว

เชียงรายเป็นจังหวัดชายแดนที่ภูมิประเทศซับซ้อน เส้นทางภูเขาขึ้นลงคดเคี้ยวจำนวนมาก เช่น เส้นทางขึ้นภูชี้ฟ้า อำเภอเทิง มักเจอ หมอกลงจัด และ พื้นผิวถนนลื่นจากน้ำค้าง โดยเฉพาะช่วงเช้า ผู้ขับขี่ที่ไม่ใช่คนพื้นที่ จึงเสี่ยงสูงกว่าปกติ “มาตรการลงโทษ” จึงยังไปไม่ถึงรากของปัญหา จำเป็นต้องเสริมด้วย มาตรการวิศวกรรมถาวร เช่น ปรับปรุงป้ายเตือนที่อ่านง่ายในสภาพทัศนวิสัยต่ำ ระบบจำกัดความเร็วแปรผันตามการมองเห็น (Variable Speed) การปรับผิวถนนเพื่อลดความลื่น ติดตั้งแผงกั้นกันตกเหวในจุดวิกฤต และจัดการสิ่งกีดขวางระหว่างก่อสร้างให้ปลอดภัย การลดความสูญเสียบนเส้นทางภูเขาจึงต้อง “เปลี่ยนสนามรบ” จากพฤติกรรมคน ไปสู่ “โครงสร้างถนนที่ให้อภัยความผิดพลาด (forgiving roads)” มากขึ้น

จาก “เทศกาล” สู่ “ทั้งปี”  เปลี่ยนโมเดลคุมเข้มให้ยั่งยืน

บทเรียนสองเทศกาลชี้ชัดว่า “คุมเข้มช่วงพีก” ให้ผลลัพธ์ดีในระยะสั้น แต่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 12/แสนคนภายในปี 2570 เชียงรายจำเป็นต้อง “ขยายช่วงเวลาเฝ้าระวัง” จาก 7–10 วันสู่ ทั้งปี โดยเฉพาะ ช่วงเวลาความเสี่ยงสูง 18.00–21.00 น. บนถนนสายรองและทางในชุมชนที่มักถูกมองข้าม ให้การตั้งด่านสุ่มตรวจและการบังคับใช้กฎหมาย “เกิดขึ้นให้เห็นเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน” ไม่ใช่แค่ในเทศกาล

แผนปฏิบัติการ 4R  ยึดโยงคน–กฎหมาย–วิศวกรรม–ชุมชน

เพื่อเปลี่ยน “เป้าตัวเลข” ให้เป็น “ความเป็นจริงบนถนน” เชียงรายผลักดันชุดข้อเสนอเชิงระบบ ดังนี้

R1 บุคลากรภาครัฐต้องเป็นแบบอย่าง
ให้หน่วยงานภาครัฐ “คาด–สวม–ขับตามกฎ” อย่างเคร่งครัด ทั้งในเวลาราชการและนอกเวลา เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคม เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ทำจริง ภาคเอกชนและประชาชนจะยอมรับกติกาง่ายขึ้น

R2 กวดขันเยาวชนและผู้ไม่มีใบอนุญาตอย่างจริงจัง
เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจ–ปรับ–และกำหนดมาตรการทางสังคมร่วมกับผู้ปกครอง เมื่อตรวจพบเยาวชนขับขี่ไม่ถูกกฎหมาย ควบคู่กับการอบรมความปลอดภัยที่มี “ภาคบังคับ”

R3 ปรับปรุงวิศวกรรมบนเส้นทางภูเขา
จัดทำแผนที่จุดเสี่ยง ติดตั้งระบบเตือนหมอก–จำกัดความเร็วตามทัศนวิสัย ปรับปรุงผิวถนนและแผงกั้นถาวรในทางลงเขาโค้งต่อเนื่อง ลดผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมยาก

R4 เปลี่ยนจากคุมเข้มเทศกาลสู่เฝ้าระวังตลอดปี
ย้ำยุทธศาสตร์ “1 ตำบล 1 จุดเสี่ยง 1 ด่านชุมชน” ทำงานเชื่อมโยงกับจุดตรวจหลัก และใช้ข้อมูลจับเวลาพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อจัดสรรกำลังคนช่วงพีกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ตัวเลขที่เล่าเรื่อง  “ลด 41%” ไม่ใช่ความบังเอิญ

  • สงกรานต์ 2567  อุบัติเหตุสะสม 82 ครั้ง, เสียชีวิตสะสม 17 ราย (สูงสุดของประเทศ)
  • สงกรานต์ 2568  อุบัติเหตุสะสม 47 ครั้ง, บาดเจ็บ 44 ราย, เสียชีวิต 10 ราย
    อุบัติเหตุลดลง 43% และ เสียชีวิตลดลง 41% ภายในหนึ่งปี
  • การบังคับใช้กฎหมาย  ช่วงสงกรานต์ 2568 มีการตั้ง 33 จุดตรวจหลัก และ ด่านชุมชนสะสม 2,755 ด่าน; ช่วงปีใหม่ 2567 ดำเนินคดีรวม 2,057 ราย (ไม่สวมหมวก 998 ราย, ไม่มีใบขับขี่ 756 ราย, ดื่มแล้วขับ 80 ราย)
  • สัดส่วนเสี่ยง  รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักของการเกิดเหตุ (มากกว่า 80%) และผู้เสียชีวิตช่วงปีใหม่ 2568 80% ไม่สวมหมวกนิรภัย

ตัวเลขเหล่านี้ย้ำว่า “การบังคับใช้กฎหมาย–การมีส่วนร่วมของชุมชน–และการสื่อสารความเสี่ยง” ทำงานร่วมกันได้จริง แต่หากไม่ยกเครื่องวัฒนธรรมการสวมหมวกนิรภัยและไม่จัดการจุดเสี่ยงบนทางภูเขา “กันชนสถิติ” ที่สร้างไว้ อาจอ่อนแรงลงเมื่อเวลาผ่านไป

วัฒนธรรมหมวกนิรภัย  ทำอย่างไรให้ “กลายเป็นปกติ”

  1. ทำให้ใกล้ตัว  แจกหมวกนิรภัยให้นักเรียน–เยาวชนในงานรัฐและโรงเรียน พร้อมกิจกรรมสาธิตปรับสายรัดให้ถูกต้อง
  2. ทำให้เห็นจริง  เจ้าหน้าที่รัฐสวมหมวก–คาดเข็มขัดทุกครั้งที่ออกตรวจ ให้เป็นภาพจำของพื้นที่
  3. ทำให้เข้มข้นอย่างมีเมตตา  ดำเนินคดีต่อเนื่อง แต่ควบคู่กับ “ชั่วโมงเรียนรู้บังคับ” และกิจกรรมรับผิดชอบสังคม เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่แค่เก็บค่าปรับ
  4. ทำให้ต่อเนื่องในชุมชน  ใช้ “ด่านชุมชน” เป็นแนวหน้าคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงก่อนขึ้นถนนใหญ่ โดยผู้นำหมู่บ้าน–อสม.–เยาวชนจิตอาสา เป็นแรงเสริม

ความเชื่อมโยงเศรษฐกิจ–การท่องเที่ยว  ถนนปลอดภัยคือ “โครงสร้างพื้นฐานของความเชื่อมั่น”

สองปีที่ผ่านมา เชียงรายเผชิญแรงกระทบจากภัยพิบัติและเหตุสิ่งแวดล้อมหลายระลอก ทั้งน้ำท่วมและปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก กดดันรายได้ท่องเที่ยวของผู้ประกอบการจำนวนมาก หากจังหวัดยังมี “ภาพจำ” ว่าอันตรายบนท้องถนนสูง ย่อมยากต่อการฟื้นตัวแบบยั่งยืน การลดการตาย 41% ในสงกรานต์ 2568 จึงไม่ใช่แค่ชัยชนะด้านสาธารณสุข แต่คือ “การลงทุนในความเชื่อมั่น” ของนักท่องเที่ยว–ผู้ประกอบการ–และนักเดินทางผ่านแนว R3A ที่เชื่อมลาว–จีน ซึ่งเชียงรายเป็น “ประตูสำคัญ” การสื่อสารความปลอดภัยบนถนนจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญท่องเที่ยวเมืองปลายทาง

จากตัวเลขสู่การตัดสินใจ  ทำไม “12 คน” จึงไปถึงได้จริง

  • มีแบบอย่างสำเร็จระยะสั้น  กรณีสงกรานต์ 2568 พิสูจน์แล้วว่า “บังคับใช้เข้ม + ด่านชุมชน” ดึงกราฟลงได้
  • รู้โจทย์ชัด  รถจักรยานยนต์และหมวกนิรภัยคือ Pain Point ที่ส่งผลต่อความรุนแรงของการบาดเจ็บและการเสียชีวิตโดยตรง
  • รู้พื้นที่เสี่ยง  ทางภูเขา–หมอก–โค้ง ต้องแก้ด้วยวิศวกรรม ไม่ใช่ปรับเพียงพฤติกรรม
  • รู้จังหวะเวลา  โฟกัสช่วง 18.00–21.00 น. และถนนสายรองในชุมชน
  • มีโครงสร้างความร่วมมือ  ศปถ.จังหวัด–ปภ.–ตำรวจ–ขนส่งจังหวัด–องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น–เครือข่ายหมู่บ้าน–ภาคเอกชน พร้อมขับเคลื่อน

ประโยคชวนคิด  ถ้าหมวกนิรภัยถูกสวม “ก่อนสตาร์ต” ไม่ใช่ “หลังเจอด่าน” ตัวเลขชีวิตที่รักษาไว้ได้ จะมากกว่าทุกสถิติที่เราเขียนบนรายงาน

Roadmap เชียงราย 2569–2570  ก้าวถัดไปสู่เป้าแห่งชาติ

  1. ผลักดันระเบียบ “Safe Public Servant”  เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับต้องเป็นแบบอย่างคาด–สวม–ขับตามกฎหมาย
  2. ยกระดับ “ด่านชุมชนอัจฉริยะ”  ใช้ข้อมูลจุดเสี่ยง–ช่วงเวลาพีก จัดกำลังอย่างยืดหยุ่น เพิ่มการสื่อสารเชิงรุกแบบ real-time
  3. งบวิศวกรรมจุดเสี่ยงภูเขา  จัดทำลิสต์โครงการด่วน–กลาง–ยาว ติดตั้งระบบเตือนหมอก–แผงกั้น–ผิวถนน–ป้ายสะท้อนแสงในจุดวิกฤต
  4. โปรแกรมเยาวชน “หมวกนิรภัย 100%”  ผนวกโรงเรียน–ครอบครัว–ชุมชน ลงนามข้อตกลงร่วม พร้อมระบบติดตามผล
  5. รายงานความคืบหน้ารายไตรมาส  ศปถ.จังหวัดสื่อสารตัวชี้วัดสำคัญ (เสียชีวิต/บาดเจ็บสาหัส/สัดส่วนสวมหมวก/คดีไม่มีใบขับขี่) เพื่อให้สังคมร่วมตรวจสอบ

ภาพพิธีและกิจกรรมที่หน้างาน (สรุปสาระสำคัญ)

  • รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน อ่านสารนายกรัฐมนตรีและเปิดกิจกรรม
  • ผู้ร่วมงานยืนไว้อาลัย 1 นาที และวางดอกไม้รำลึกแก่ผู้เสียชีวิต
  • มอบหมวกนิรภัยแก่นักเรียนตัวแทน เพื่อเริ่มต้นวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยเยาว์
  • นิทรรศการความปลอดภัยทางถนนจากหน่วยงานเครือข่าย และขบวนเดินรณรงค์ไปยังหอนาฬิกา

 “ความทรงจำ” เปลี่ยนเป็น “ความปลอดภัย”

“วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ไม่ได้เป็นเพียงพิธีไว้อาลัย หากคือ “สมุดบันทึกบทเรียน” ที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาทบทวนวิธีคิดและวิธีทำงาน เมื่อเชียงรายทำให้เห็นแล้วว่า “จากสถิติสูงสุดของประเทศ ลดตาย 41%” ในหนึ่งปีเป็นไปได้ เป้าหมาย 12/แสนคนในปี 2570 จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขปลายทาง หากคือ “คำมั่นร่วมกัน” ว่าถนนทุกสายจะปลอดภัยกว่าเดิม ด้วยหมวกนิรภัยที่สวมก่อนสตาร์ต, ด้วยด่านชุมชนที่เฝ้าระวังทุกค่ำคืน, ด้วยวิศวกรรมถนนที่ให้อภัยความผิดพลาด, และด้วยแบบอย่างจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำให้เห็นจริง

เชียงรายประกาศชัดเจนในวันนี้ว่า จะ ไม่ปล่อยให้ความทรงจำกลายเป็นเพียงความเศร้า แต่จะเปลี่ยน “ความทรงจำ” ให้เป็น “ความปลอดภัย” ที่จับต้องได้บนถนนทุกสายของจังหวัด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน จังหวัดเชียงราย (ศปถ.จ.ชร.)
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย)
  • แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565–2570
  • สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ/ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) / องค์การความร่วมมือเพื่อความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News