
มหาวิทยาลัยจับมือแก้ปัญหาน้ำเชียงราย เมื่อสารหนูยังเกินมาตรฐานบางจุด รัฐเร่งคุมความเสี่ยงและหาทางเลือกน้ำดิบใหม่
เชียงราย,29 มกราคม 2569 – ในจังหวัดที่แม่น้ำคือทั้งเส้นเลือดของเกษตรกรรม และต้นทางของน้ำประปาที่หล่อเลี้ยงชีวิตประจำวัน คำถามว่า “น้ำที่เราใช้ทุกวันปลอดภัยแค่ไหน” ไม่ใช่ประเด็นเชิงเทคนิคอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นความมั่นคงของสุขภาพ เศรษฐกิจครัวเรือน และความเชื่อมั่นต่อระบบบริการสาธารณะ
ตลอดปี 2568 ชื่อของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ถูกพูดถึงถี่ขึ้นในฐานะพื้นที่เฝ้าระวังคุณภาพน้ำจากการปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ซึ่งกรมควบคุมมลพิษติดตามตรวจสอบต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 แม้ในบางช่วงหน่วยงานรัฐยืนยันว่าการผลิตน้ำประปายังเป็นไปตามมาตรฐานและประชาชนสามารถใช้น้ำได้ตามปกติ แต่รายงานล่าสุดของกรมควบคุมมลพิษ ณ วันที่ 6 มกราคม 2569 ชี้ว่าภาพรวมคุณภาพน้ำผิวดินในบางจุดยังมีสารหนูเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร
ภาพรวมล่าสุดจากการติดตามของกรมควบคุมมลพิษ น้ำผิวดินยังมีจุดเสี่ยงที่ต้องจับตา
รายงานสรุปการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำผิวดินของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งประมวลผลข้อมูลต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ระบุว่าในการตรวจวัดครั้งที่ 14 เดือนธันวาคม 2568 ยังพบสภาพน้ำขุ่นและมีสีผิดปกติในบางช่วง และพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานในบางจุดสำคัญของลุ่มน้ำ
ในบทวิเคราะห์ของรายงานเดียวกัน ระบุว่าแม่น้ำกกบริเวณสะพานมิตรภาพแม่นาวาง ท่าตอน มีค่าสารหนู 0.011 มิลลิกรัมต่อลิตร และแม่น้ำสายทุกจุดตรวจวัดอยู่ช่วง 0.011 ถึง 0.014 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่แม่น้ำโขงบางจุดในตำบลเวียง อำเภอเชียงแสนอยู่ช่วง 0.014 ถึง 0.017 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนแม่น้ำรวกอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกจุดในการสรุปครั้งดังกล่าว
รายงานยังให้ภาพที่ “ลึกกว่าแค่ตัวเลข” เพราะอธิบายเงื่อนไขด้านฤดูกาลว่าในช่วงฤดูฝนและช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง ปริมาณน้ำท่าที่มากอาจทำให้โลหะหนักบางชนิดเจือจางจนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่จุดที่ยังเกินมาตรฐานอาจเป็นพื้นที่ใกล้แหล่งกำเนิด ซึ่งการเจือจางยังไม่เพียงพอ
ในเชิงความหมายต่อชีวิตประจำวัน รายงานระบุชัดว่า หากสารหนูในน้ำผิวดินเกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร อาจส่งผลต่อสุขภาพหากนำไปอุปโภคบริโภคโดยไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ และยังอาจกระทบต่อสัตว์น้ำ กิจกรรมทางน้ำ และการประมง
น้ำประปาปลอดภัยแค่ไหน แยกให้ออกระหว่างมาตรฐานน้ำดิบกับมาตรฐานน้ำดื่ม
เมื่อคำว่า “สารหนู” ปรากฏในรายงานน้ำผิวดิน ความกังวลของประชาชนมักพุ่งตรงไปที่ “น้ำประปา” ทันที แต่ในทางวิชาการและทางปฏิบัติ ระบบประปาจะถูกประเมินด้วยเกณฑ์คุณภาพน้ำบริโภคหลังผ่านกระบวนการผลิต ซึ่งมีค่ามาตรฐานที่ต่างจากการประเมินคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน
เอกสารมาตรฐานน้ำบริโภคของหน่วยงานไทยระบุค่ากำหนดที่ใช้อ้างอิงกันทั่วไป โดยสารหนูไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และแบเรียมไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร ความหมายคือ ต่อให้แหล่งน้ำดิบมีความเสี่ยง ระบบผลิตน้ำที่มีประสิทธิภาพสามารถลดความเข้มข้นลงได้ แต่ต้นทุนในการทำให้ “ปลอดภัยสม่ำเสมอ” จะสูงขึ้นทันทีเมื่อความเสี่ยงในต้นน้ำยืดเยื้อ
ข้อมูลสาธารณะจากภาครัฐในปี 2568 เคยย้ำว่าการใช้น้ำประปาในพื้นที่สามารถทำได้ตามปกติ พร้อมให้ประชาชนติดตามผลตรวจจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ กระนั้น การที่กรมควบคุมมลพิษยังพบจุดที่สารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดินในปลายปี 2568 ทำให้คำถามของประชาชนขยับจาก “วันนี้ใช้ได้ไหม” ไปสู่ “อีก 3 ปี 5 ปี จะต้องจ่ายเพิ่มแค่ไหนเพื่อความปลอดภัยเท่าเดิม”
ต้นทุนที่มองไม่เห็น ค่าใช้จ่ายที่บ้านต้องแบก และแรงกดดันต่อระบบสาธารณะ
ปัญหาคุณภาพน้ำไม่จบลงที่รายงาน แต่จบลงที่ใบเสร็จและความรู้สึกไม่มั่นใจในครัวเรือน เมื่อความเสี่ยงถูกมองว่ายืดเยื้อ บ้านจำนวนมากเริ่มลงทุนกับเครื่องกรองน้ำหรือซื้อภาชนะสำรองน้ำเพื่อความสบายใจ แม้จะเป็นการป้องกันเชิงพฤติกรรม แต่สะท้อนชัดว่า “ต้นทุนสุขภาพ” และ “ต้นทุนความกังวล” กำลังถูกผลักจากระดับนโยบายลงมาที่ระดับบ้าน
ด้านโครงสร้างระบบ ภาคนโยบายเริ่มขยับไปที่การเพิ่มความมั่นคงน้ำดิบในระยะยาว โดยสื่อสาธารณะรายงานว่า การประปาส่วนภูมิภาคมีแนวคิดพัฒนาแหล่งน้ำดิบใหม่เพื่อเสริมระบบผลิตน้ำประปาในจังหวัด และมีการพูดถึงกรอบงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักพันล้านบาท รวมถึงแนวคิดใช้น้ำแม่ลาวและแหล่งน้ำอื่นเป็นทางเลือก
นัยสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่โจทย์เชิงความเป็นธรรม หากต้นทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ใครจะเป็นผู้จ่าย ระหว่างรัฐ ผู้ใช้น้ำ และผู้ประกอบการในพื้นที่ ในขณะที่ต้นตอความเสี่ยงบางส่วนถูกมองว่าเป็นปัญหาข้ามพรมแดน ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบไม่ใช่ผู้ก่อปัญหาโดยตรง
เมื่อปัญหาข้ามพรมแดน ต้องใช้ความรู้ข้ามสถาบัน
ท่ามกลางความซับซ้อนดังกล่าว ข้อมูลที่แนบมาระบุว่าเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 มีการประชุมหารือความร่วมมือทางวิชาการครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับสถาบันพันธมิตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนในจังหวัดเชียงรายอย่างเป็นระบบ
สาระสำคัญตามเอกสารประกอบการประชุมที่ผู้สื่อข่าวได้รับ คือการเปลี่ยนพลังวิชาการให้เป็นพลังทางสังคมผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ ความมั่นคงด้านน้ำด้วยการทำแผนที่พิกัดสถานีผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน การจัดการขยะต้นทาง การยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และการบูรณาการฐานข้อมูลงานวิจัยเพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานซ้ำซ้อน
แม้รายละเอียดการประชุมชุดนี้ยังต้องติดตามเอกสารทางการจากเจ้าของข้อมูลเพื่อการอ้างอิงสาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับปัญหาที่กรมควบคุมมลพิษสะท้อนในรายงาน คือความเสี่ยงที่ยืดเยื้อและกระจายตัวในหลายลุ่มน้ำ ไม่ใช่ปัญหาจุดเดียว
จุดที่ต้องทำให้ชัด แผนที่และมาตรฐานคือจุดเริ่ม แต่การสื่อสารคือจุดชี้ขาด
สิ่งที่ทำให้การจัดการปัญหาน้ำแตกต่างจากมลพิษประเภทอื่น คือความถี่ในการสัมผัส น้ำถูกใช้ทุกวันและเข้าสู่ร่างกายได้หลายช่องทาง หากการสื่อสารความเสี่ยงไม่ชัด ประชาชนจะตัดสินใจด้วยความกลัวมากกว่าข้อเท็จจริง และสิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายส่วนเกินจำนวนมากโดยไม่จำเป็น
รายงานของกรมควบคุมมลพิษให้บทเรียนเชิงระบบที่ควรถูกสื่อสารให้เข้าใจง่าย กล่าวคือ น้ำผิวดินบางจุดยังมีสารหนูเกินมาตรฐาน และหากจะนำน้ำลักษณะนั้นไปใช้อุปโภคบริโภค ต้องผ่านการปรับปรุงคุณภาพก่อน ในเวลาเดียวกัน ภาครัฐเคยสื่อสารว่าระบบประปายังใช้งานได้ตามปกติในช่วงเวลาที่รายงานต่อสาธารณะ การทำให้สองประโยคนี้อยู่ร่วมกันได้โดยไม่ทำให้คนแตกตื่น ต้องอาศัยการเปิดข้อมูลแบบต่อเนื่องและอธิบายความแตกต่างระหว่างน้ำดิบกับน้ำประปาอย่างเป็นระบบ
ย้อนไทม์ไลน์จากปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ตัวเลขที่ชี้ว่าความเสี่ยงยังไม่จบ
หากเรียงเหตุการณ์ตามวันเดือนปี ภาพจะชัดขึ้น ช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 หน่วยงานภาครัฐสื่อสารต่อสาธารณะถึงการตรวจพบสารหนูในแม่น้ำสำคัญบางจุด และแนวทางติดตามประเมินผล รวมถึงการยืนยันมาตรการดูแลประชาชนในด้านน้ำอุปโภคบริโภค
ต่อเนื่องมาถึงรายงานสรุปข้อมูล ณ วันที่ 6 มกราคม 2569 กรมควบคุมมลพิษชี้ว่าเดือนธันวาคม 2568 ยังมีจุดที่สารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดินในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงบางช่วง ขณะที่แม่น้ำรวกอยู่ในเกณฑ์ ตัวเลขสำคัญที่ปรากฏในบทวิเคราะห์ เช่น ค่าสารหนูในแม่น้ำสายอยู่ช่วง 0.011 ถึง 0.014 มิลลิกรัมต่อลิตร และแม่น้ำโขงบางจุดอยู่ช่วง 0.014 ถึง 0.017 มิลลลิกรัมต่อลิตร เทียบกับเส้นมาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร
ในมุมมองเชิงนโยบาย นี่คือเหตุผลว่าทำไมรัฐจึงต้องพูดถึงการเพิ่มความมั่นคงน้ำดิบและโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว รวมถึงการลงทุนเพื่อรองรับความผันผวนของแหล่งน้ำและความเสี่ยงด้านคุณภาพ
สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง
รู้จักข้อมูลของพื้นที่ตัวเอง ติดตามประกาศและผลตรวจจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของน้ำในช่วงฤดูฝนและหลังฝนตกหนัก เพราะรายงานชี้ว่าปัจจัยฤดูกาลมีผลต่อความขุ่นและการเจือจางของสารปนเปื้อน
แยกการใช้น้ำให้เหมาะกับความเสี่ยง หากมีความกังวล ให้ใช้แนวทางป้องกันแบบสมเหตุสมผล เช่น น้ำดื่มควรผ่านการจัดการที่ได้มาตรฐาน และติดตามคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ โดยยึดเกณฑ์มาตรฐานน้ำบริโภคที่กำหนดสารหนูไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และแบเรียมไม่เกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร
หนุนการเปิดข้อมูลเชิงระบบ สนับสนุนให้ท้องถิ่นและหน่วยงานผู้ผลิตน้ำเผยแพร่ผลตรวจแบบสม่ำเสมอในรูปแบบที่คนอ่านเข้าใจง่าย เพราะความโปร่งใสเป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่นมากกว่าคำยืนยันลอย ๆ
สนับสนุนงานวิชาการที่ทำให้ข้อมูลใช้ได้จริง เช่น แผนที่สถานีผลิตน้ำประปาหมู่บ้านและมาตรฐานการตรวจสอบร่วมกัน เพราะเมื่อปัญหากระจายหลายลุ่มน้ำ การมีข้อมูลกลางช่วยลดความสับสนและลดการทำงานซ้ำซ้อน
จากความเสี่ยงในสายน้ำ สู่การตัดสินใจเชิงระบบของจังหวัด
ภาพใหญ่ของเชียงรายในวันนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ตื่นตระหนก” กับ “เชื่อมั่นแบบไม่ตั้งคำถาม” แต่คือการยืนอยู่บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้ แล้วขยับไปสู่การจัดการเชิงระบบ
รายงานของกรมควบคุมมลพิษยืนยันว่าปลายปี 2568 ยังมีจุดที่สารหนูในน้ำผิวดินเกินมาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในบางช่วงของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ขณะที่แม่น้ำรวกอยู่ในเกณฑ์ ข้อมูลรัฐในปี 2568 เคยย้ำแนวทางดูแลประชาชนด้านน้ำอุปโภคบริโภคและการติดตามอย่างต่อเนื่อง และภาคนโยบายมีการพูดถึงการเพิ่มความมั่นคงน้ำดิบและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต
เมื่อรวมกับความพยายามของภาควิชาการตามข้อมูลการประชุมที่แนบมา โจทย์สำคัญต่อไปจึงไม่ใช่แค่ตรวจพบอะไร แต่เป็นการทำให้ข้อมูลนั้นกลายเป็นแผนที่มาตรการ และการสื่อสารความเสี่ยงที่ประชาชนใช้ตัดสินใจได้จริง เพราะสุดท้ายแล้ว ความมั่นคงของน้ำไม่ใช่เรื่องไกลตัว มันอยู่ในแก้วน้ำ บนโต๊ะอาหาร และในต้นทุนสุขภาพของทุกครอบครัว
สถิติและข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการรายงาน
- กรมควบคุมมลพิษสรุปผลติดตามตรวจสอบตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 และระบุว่าในผลตรวจวัดครั้งที่ 14 เดือนธันวาคม 2568 ยังพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในบางจุดของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง
- ค่าที่รายงานในบทวิเคราะห์ เช่น แม่น้ำสายทุกจุดตรวจวัดช่วง 0.011 ถึง 0.014 มิลลลิกรัมต่อลิตร และแม่น้ำโขงบางจุดช่วง 0.014 ถึง 0.017 มิลลลิกรัมต่อลิตร เทียบกับเส้นมาตรฐาน 0.01 มิลลลิกรัมต่อลิตร
- เกณฑ์มาตรฐานน้ำบริโภคของหน่วยงานไทยที่ใช้อ้างอิงทั่วไป ระบุสารหนูไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และแบเรียมไม่เกิน 0.7 มิลลลิกรัมต่อลิตร
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กรมควบคุมมลพิษ
- ส่วนบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยและนวัตกรรมมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- The Mekong Butterfly


































































































