Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

‘โรงเรียนดำรงฯ’ เชียงรายลุยเวทีโลก! แข่งวิทย์ฯ ตูนิเซีย ลุ้นผล 26 มี.ค

ตัวแทนเยาวชนไทยจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ร่วมเวที I-FEST 2025 ที่ตูนิเซีย

เยาวชนไทยแสดงศักยภาพเวทีโลก

สาธารณรัฐตูนิเซีย, 25 มีนาคม 2568 – ทีมเยาวชนไทยจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จังหวัดเชียงราย ได้รับเกียรติเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ The International Festival of Engineering Science and Technology (I-FEST) 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–27 มีนาคม 2568 ณ เมืองมอนัสเตียร์ ประเทศตูนิเซีย

โครงงานวิทยาศาสตร์ไทยเข้าร่วมเวทีระดับนานาชาติ

นักเรียนไทยจาก 3 สถาบัน ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ได้รับการคัดเลือกผ่านเวที Thailand Innovation Award ครั้งที่ 24 และ Thailand Young Scientist Festival (TYSF) ครั้งที่ 20 โดยความร่วมมือของ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

รายชื่อทีมจากเชียงราย

ทีมตัวแทนจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ประกอบด้วย

  1. นายพิธิวัฒน์ ฉิมพลี นักเรียนชั้น ม.6.1
  2. นายธนภัทร สมญาพรเจริญชัย นักเรียนชั้น ม.6.1
  3. นางสาวณัฏฐ์ชฎา คำดี นักเรียนชั้น ม.5.2
    พร้อมครูที่ปรึกษาโครงงาน คุณครูเกียรติศักดิ์ อินราษฎร

งาน I-FEST 2025 มีผู้ร่วมมากกว่า 40 ประเทศ

เวที I-FEST 2025 เป็นกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยีที่จัดขึ้นโดย Tunisian Association for the Future of Sciences and Technology (TASFST) ร่วมกับหน่วยงานรัฐของตูนิเซีย เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเยาวชน กระทรวงวัฒนธรรม และองค์กรระหว่างประเทศอย่าง MILSET AFRICA และ BRISEC โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเยาวชนในการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ พร้อมพัฒนาทักษะการนำเสนอและสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

ปีนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน จากกว่า 40 ประเทศ โดยประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับเชิญให้ร่วมแสดงผลงาน และร่วมแลกเปลี่ยนทางวิชาการในระดับนานาชาติ

ผู้บริหารร่วมให้กำลังใจถึงสนามบิน

ก่อนออกเดินทางเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ผู้บริหารระดับสูงของวงการวิทยาศาสตร์ไทยเดินทางมาร่วมส่งกำลังใจ ได้แก่

  • ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ อพวช.
  • รศ.ดร.บุญโชติ เผ่าสวัสดิ์ยรรยง อุปนายกสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ
  • รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ
  • รศ.ดร.วรวรรณ พันธุมนาวิน อุปนายกสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ

โดยทั้งหมดร่วมเดินทางไปส่งเยาวชน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจก่อนเข้าร่วมการแข่งขัน

ติดตามและส่งแรงใจผ่านเพจ NSM Thailand

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามการแข่งขันได้ทาง เพจ Facebook: NSM Thailand ซึ่งมีการอัปเดตข่าวสาร บรรยากาศการแข่งขัน และกำหนดการประกาศผลรางวัลในวันพุธที่ 26 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ทัศนคติแบบเป็นกลางต่อเวทีนานาชาติ

การแข่งขันในเวทีนานาชาตินั้นถือเป็นโอกาสสำคัญที่เปิดให้เยาวชนจากหลากหลายประเทศได้แสดงออกซึ่งศักยภาพ ทั้งด้านวิชาการ นวัตกรรม และวัฒนธรรม แต่ละทีมต่างมีจุดแข็งและแนวคิดที่หลากหลาย ทำให้การตัดสินเป็นไปด้วยเกณฑ์วิชาการที่เข้มข้นและเป็นธรรม ทั้งนี้ แม้ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร เยาวชนไทยก็ได้แสดงศักยภาพเต็มที่และได้รับประสบการณ์อันทรงคุณค่า

จากอีกมุมหนึ่ง ประเทศเจ้าภาพอย่างตูนิเซีย ก็ได้แสดงถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชน และเปิดพื้นที่ระหว่างประเทศให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือที่ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับโลกอย่างแท้จริง

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนผู้เข้าร่วมงาน I-FEST 2025: กว่า 1,500 คน
  • จำนวนประเทศที่เข้าร่วม: 40 ประเทศ
  • เวทีคัดเลือกตัวแทนไทย: Thailand Innovation Award ครั้งที่ 24 และ Thailand Young Scientist Festival (TYSF) ครั้งที่ 20

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSM) – www.nsm.or.th
  • เพจ Facebook: NSM Thailand
  • โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จังหวัดเชียงราย
  • TUNISIAN ASSOCIATION FOR THE FUTURE OF SCIENCES AND TECHNOLOGY – www.tasfst.tn
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

ททท. เร่งเครื่องดึงจีนเที่ยวไทย โรดโชว์ 3 เมืองใหญ่

ททท.เร่งกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวจีนหลังสัญญาณฟื้นตัว เร่งโรดโชว์ 3 เมืองใหญ่ ผนึกภาคเอกชนสร้างความมั่นใจ ดึงกรุ๊ปทัวร์กลับไทย

กรุงเทพฯ, 21 มีนาคม 2568 – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ขณะนี้ ททท.กำลังเดินหน้ากระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนอย่างเข้มข้น หลังจากสัญญาณของตลาดเริ่มนิ่งและมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยเฉพาะการจองการเดินทางล่วงหน้าเข้าสู่ประเทศไทยที่เริ่มขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันหยุดแรงงานของจีน

ทั้งนี้ ททท.ได้เตรียมจัดโรดโชว์ใน 3 เมืองใหญ่ของจีน ได้แก่ เซี่ยเหมิน อู่ฮั่น และเฉิงตู ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางกลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์และต่อเนื่องถึงช่วงวันแรงงาน

สาเหตุการชะลอตัวของตลาดจีนและแผนฟื้นฟู

นางสาวฐาปนีย์ ระบุว่า ตลาดนักท่องเที่ยวจีนมีการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 จากหลายปัจจัย เช่น การลดลงของเที่ยวบินเช่าเหมาลำกว่า 20% การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และกระแสข่าวด้านความปลอดภัยที่กระทบต่อความมั่นใจของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เคยเดินทางมาไทยมาก่อน

เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ ททท.จึงประสานงานกับสำนักงาน 5 แห่งในจีน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง เฉิงตู และกว่างโจว ให้เร่งดำเนินการตลาดเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานกับ KOL และอินฟลูเอนเซอร์ในจีน การประชาสัมพันธ์กิจกรรมสงกรานต์ และการทำคาราวานรถยนต์จากเมืองคุณหมิงเข้าสู่เชียงใหม่

ดึงภาคเอกชนร่วมโรดโชว์และส่งเสริมกรุ๊ปทัวร์

ททท.ยังได้ร่วมมือกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (แอตต้า) ในการจัดโรดโชว์ต่อเนื่องช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวจีนในช่วงวันหยุดฤดูร้อนและช่วงวันชาติของจีนในเดือนตุลาคม โดยเฉพาะกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่สร้างวอลุ่มนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

พร้อมกันนี้ ททท.ได้เชิญตัวแทนบริษัทนำเที่ยวจากจีนกว่า 500 ราย มาสำรวจเส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นโดยตรง และเตรียมความพร้อมรับนักท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปใหญ่ในอนาคตอันใกล้

โปรโมชั่นพิเศษผ่าน “แกรนด์สงกรานต์” และพันธมิตรดิจิทัล

สำหรับการดึงดูดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีน ททท.ร่วมมือกับแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลชั้นนำของจีน เช่น Alipay โดยเสนอส่วนลดพิเศษ หากนักท่องเที่ยวใช้จ่ายผ่านแอปดังกล่าว และยังร่วมกับแพลตฟอร์ม OTA อย่าง Ctrip จัดโปรโมชั่นตั๋วโดยสารราคาพิเศษเพื่อแข่งขันกับประเทศปลายทางคู่แข่ง เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ททท. ยังเตรียมจัดกิจกรรม “แกรนด์สงกรานต์ แกรนด์พริวิเลจ” เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเหนือระดับ โดยมีสิทธิประโยชน์สำหรับนักท่องเที่ยวจีน เช่น ส่วนลดร้านค้า สปา ร้านของที่ระลึก และลุ้นรับของที่ระลึก ณ สนามบินหลัก เช่น สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต

จังหวัดเชียงรายเตรียมความพร้อมรับเทศกาลสงกรานต์

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนประจำจังหวัดเชียงราย เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2568 โดยกำหนดมาตรการหลักคือ การตั้งด่านตรวจหลักในจุดเสี่ยง ช่วงเวลาต่างกันเพื่อลดอุบัติเหตุ และให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ได้กำหนดแผนรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ได้แก่

  1. ช่วงประชาสัมพันธ์: 1 มี.ค. – 3 เม.ย. 2568
  2. ช่วงก่อนเข้มข้น: 4 – 10 เม.ย. 2568
  3. ช่วงเข้มข้น: 11 – 17 เม.ย. 2568
  4. ช่วงหลังเข้มข้น: 18 – 24 เม.ย. 2568

โดยคาดว่าจังหวัดเชียงรายจะเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงเทศกาลดังกล่าว เนื่องจากมีการเตรียมมาตรการด้านความปลอดภัยและกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างครอบคลุม

เป้าหมายและทิศทางตลาดจีนปี 2568

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ กล่าวว่า ททท.ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในปี 2568 ไว้ที่ 8-9 ล้านคน โดยมั่นใจว่าหากไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติม สถานการณ์จะค่อย ๆ ดีขึ้น โดยเฉพาะจากยอดจองที่เพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยปี 2566: ประมาณ 3.5 ล้านคน
  • เป้าหมายนักท่องเที่ยวจีนปี 2568: 8-9 ล้านคน
  • สำนักงาน ททท.ในจีน: 5 แห่ง (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง เฉิงตู กว่างโจว)
  • บริษัททัวร์จีนที่เข้าร่วมกิจกรรมในไทย: 500 ราย (เบื้องต้น)
  • เมืองเป้าหมายโรดโชว์: เซี่ยเหมิน อู่ฮั่น เฉิงตู

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

  • ประชาชาติธุรกิจ

  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรับน้ำใจ ‘หมูเด้ง’ สวนสัตว์ฯ ช่วย ร.ร. 17 แห่ง

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยสรุปความสำเร็จโครงการ “หมูเด้ง” เฟสแรก ช่วยเหลือผู้ประสบภัย-พัฒนาสวัสดิภาพสัตว์ มอบเงินช่วยเหลือกว่า 5 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าเฟส 2

กรุงเทพฯ, 21 มีนาคม 2568 – องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ประกาศความสำเร็จของโครงการ “หมูเด้ง” เฟสแรก ซึ่งสามารถระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัด รวมทั้งสนับสนุนการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ในสวนสัตว์ได้มากกว่า 5 ล้านบาท โดยเงินบริจาคดังกล่าวได้ถูกส่งมอบให้แก่โรงเรียนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ รวมทั้งผ่านทางสภากาชาดไทยและมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

นายอรรถพร ศรีเหรัญ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการ “หมูเด้ง” เกิดขึ้นจากความตั้งใจขององค์การสวนสัตว์ฯ ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 2567 ซึ่งสร้างความเสียหายแก่หลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงราย และภาคใต้บางพื้นที่

การระดมทุนในโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรภาคเอกชนมากถึง 98 ราย ส่งผลให้สามารถบริจาคสิ่งของและเงินสนับสนุนให้แก่โรงเรียนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมถึงดำเนินกิจกรรมด้านการดูแลสัตว์ในสวนสัตว์ให้ดียิ่งขึ้น

รายละเอียดการช่วยเหลือภายใต้โครงการ “หมูเด้ง” เฟสแรก

  • ครั้งที่ 1: บริจาคที่นอนจำนวน 200 ชุด ให้แก่โรงเรียน 8 แห่งในจังหวัดเชียงราย
  • ครั้งที่ 2: บริจาคเงินจำนวน 500,000 บาท ให้แก่โรงเรียน 10 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่
  • ครั้งที่ 3: บริจาคเงินจำนวน 1,450,000 บาท ให้แก่โรงเรียน 14 แห่งในภาคใต้
  • ครั้งที่ 4: บริจาคเงินจำนวน 1,150,000 บาท ให้แก่โรงเรียน 9 แห่งในจังหวัดเชียงราย

นอกจากนี้ เงินบริจาคส่วนที่เหลือยังถูกจัดสรรเพื่อนำไปสนับสนุนภารกิจของสภากาชาดไทยและมูลนิธิชัยพัฒนาในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่อื่น ๆ

เชียงรายเป็นพื้นที่หลักในการรับการสนับสนุนจากโครงการ

จังหวัดเชียงรายได้รับการสนับสนุนจากโครงการนี้ใน 2 ช่วง คือ การบริจาคที่นอนในระยะแรก และการมอบเงินช่วยเหลือแก่โรงเรียน 9 แห่งในระยะต่อมา ซึ่งช่วยให้การฟื้นฟูสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ยังมีการประสานกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมในอนาคต

ด้านการดูแลสวัสดิภาพสัตว์

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยยังได้ใช้งบประมาณจากโครงการดังกล่าวในการปรับปรุงพื้นที่จัดแสดงฮิปโปโปเตมัสแคระ “หมูเด้ง” ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี โดยเน้นการยกระดับความเป็นอยู่ของสัตว์ตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งกระจายทรัพยากรไปยังสวนสัตว์อีก 5 แห่งในเครือ เพื่อส่งเสริมการขยายพันธุ์สัตว์หายาก และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในสวนสัตว์ให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ป่า

แผนดำเนินโครงการ “หมูเด้ง” เฟส 2

องค์การสวนสัตว์ฯ ได้เปิดตัวโครงการ “หมูเด้ง เฟส 2” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 ภายใต้แนวคิด “ชวนช่วยเพื่อนสัตว์ป่าและสนับสนุนการศึกษา” ซึ่งมีเป้าหมายในการระดมทุนต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 เพื่อนำรายได้ไปใช้ในการดูแลสัตว์ทั้งในสวนสัตว์และในธรรมชาติ ตลอดจนสนับสนุนโครงการด้านการศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ป่าในระดับเยาวชนและชุมชนท้องถิ่น

เสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วน

ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายโดยเฉพาะในเขตโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุน ได้แสดงความขอบคุณต่อองค์การสวนสัตว์ฯ ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดภาระทางการเงินของโรงเรียนและผู้ปกครองในช่วงที่ประสบภัยพิบัติ ในขณะที่ภาคประชาสังคมบางส่วนเสนอให้มีการเปิดเผยรายชื่อโรงเรียนและรายละเอียดการใช้เงินเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ

ด้านนักอนุรักษ์บางรายแสดงความเห็นว่า การที่องค์การสวนสัตว์ฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์อย่างจริงจัง ถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารจัดการสวนสัตว์ในประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันก็ควรมีมาตรการติดตามผลในระยะยาวเพื่อประเมินประสิทธิภาพและความยั่งยืนของโครงการให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สถิติที่เกี่ยวข้องกับโครงการ

  • ยอดเงินบริจาคโครงการหมูเด้ง เฟสแรก: 5,100,000 บาท
  • จำนวนพันธมิตรภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุน: 98 ราย
  • จำนวนโรงเรียนที่ได้รับความช่วยเหลือ: 41 แห่ง (เชียงราย 17 แห่ง, เชียงใหม่ 10 แห่ง, ภาคใต้ 14 แห่ง)
  • จำนวนที่นอนบริจาค: 200 ชุด (เชียงราย)
  • จำนวนสวนสัตว์ที่ได้รับการสนับสนุนการพัฒนาสวัสดิภาพสัตว์: 6 แห่ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (แถลงข่าววันที่ 21 มีนาคม 2568)
  • สำนักงานสภากาชาดไทย
  • มูลนิธิชัยพัฒนา
  • รายงานภาคสนามจากจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

ล่องแพแม่น้ำคำ เชียงราย พัฒนาท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน

อบจ.เชียงราย ร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยว “ล่องแพลำน้ำคำ” ตำบลแม่ฟ้าหลวง ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น สร้างรายได้ชุมชน

ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เปิดเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติ พายเรือเก็บขยะ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

เชียงราย, 21 มีนาคม 2568 – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยการนำของนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย มอบหมายนายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัด อบจ.เชียงราย เข้าร่วมกิจกรรมในโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวตำบลแม่ฟ้าหลวง ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ณ ลำน้ำคำ บ้านสามัคคีใหม่ หมู่ที่ 13 ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเชียงราย (อพท.เชียงราย) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวใหม่ “ล่องแพลำน้ำคำ” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้เป็นที่รู้จัก กระตุ้นการท่องเที่ยวในเขตภาคเหนือ และยกระดับรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

เปิดเส้นทาง “ลำน้ำคำ” เส้นเลือดธรรมชาติ เชื่อมชุมชนสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ

กิจกรรมหลักภายในงาน ได้แก่ การล่องแพสำรวจเส้นทางธรรมชาติของลำน้ำคำ ซึ่งถือเป็นแหล่งน้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านชุมชนบ้านสามัคคีใหม่ บรรยากาศโดยรอบยังคงอุดมด้วยธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ ภูเขา และวิถีชีวิตพื้นบ้านที่เรียบง่ายและมีเสน่ห์ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมพายเรือคายัคเก็บขยะในลำน้ำ เพื่อรณรงค์ให้เกิดความตระหนักในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและแหล่งน้ำในพื้นที่

หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาร่วมงาน คือการ “สร้างฝ่ายเบี่ยงทางน้ำ” เพื่อควบคุมระดับน้ำให้เหมาะสมต่อการล่องแพในช่วงฤดูแล้ง อีกทั้งยังเป็นการป้องกันตลิ่งพังและช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศของลำน้ำในระยะยาว

ย้ำการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ต้องควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัด อบจ.เชียงราย เปิดเผยว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญกับการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยไม่ละเลยประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยโครงการในลักษณะนี้จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่

“เราต้องการให้ชุมชนสามารถใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นสร้างรายได้ โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะความงดงามของธรรมชาติ คือหัวใจของการท่องเที่ยวเชียงราย” นายรามิลกล่าว

ด้านผู้แทนจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ระบุว่า เส้นทาง “ล่องแพลำน้ำคำ” เป็นหนึ่งในแผนพัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบ “Eco Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน และการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้คงอยู่ในระยะยาว

เสียงจากคนในพื้นที่ – การท่องเที่ยวช่วยฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

นางสาคร สมบุญ อายุ 54 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 13 ตำบลแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยว่า หลังจากที่มีโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ รายได้ของครอบครัวเพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าแปรรูป เช่น กล้วยตาก ผ้าทอพื้นเมือง และอาหารท้องถิ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวให้ความสนใจอย่างมาก

“เมื่อก่อนลำน้ำคำแทบไม่มีใครรู้จัก แต่ตอนนี้คนเริ่มมาเที่ยวมากขึ้น ชาวบ้านก็ได้มีโอกาสขายของ บางคนก็เอาเรือมาพายให้บริการล่องแพ เป็นรายได้เสริมที่สำคัญมากในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้” นางสาครกล่าว

ในขณะเดียวกัน นายสุริยา แก้วคำ ผู้ใหญ่บ้านบ้านสามัคคีใหม่ กล่าวว่า การที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามาสนับสนุนทำให้ชาวบ้านมีความเชื่อมั่นและพร้อมจะร่วมมือในการพัฒนาชุมชนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวอยากกลับมาอีกครั้ง

มุมมองจากนักอนุรักษ์ – ควรติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่นักสิ่งแวดล้อมบางรายให้ความเห็นว่า จำเป็นต้องมีการติดตามผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องความสมดุลของระบบนิเวศในลำน้ำคำ การสร้างฝ่ายเบี่ยงน้ำและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำ ควรมีการศึกษาและวางแผนร่วมกับนักวิชาการด้านทรัพยากรธรรมชาติเพื่อป้องกันผลกระทบในระยะยาว

ทัศนคติอย่างเป็นกลาง – ข้อดีควบคู่กับความระมัดระวัง

ในภาพรวม โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวลำน้ำคำของตำบลแม่ฟ้าหลวงนับเป็นตัวอย่างของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่สามารถสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ห่างไกล แต่ในขณะเดียวกันต้องมีการวางระบบการจัดการแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน ควบคู่กับมาตรการอนุรักษ์และการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาและขยายรูปแบบการท่องเที่ยวลักษณะเดียวกันไปยังพื้นที่อื่นของจังหวัด เพื่อให้ประชาชนในแต่ละชุมชนสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชมพื้นที่แม่ฟ้าหลวง ปี 2567: ประมาณ 85,000 คน (สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย)
  • รายได้เฉลี่ยจากการขายสินค้าชุมชนต่อครัวเรือน/เดือน ในพื้นที่ตำบลแม่ฟ้าหลวง: 4,500 บาท (จากการสำรวจโดย อพท.เชียงราย)
  • จำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมกิจกรรมล่องแพและพายเรือเก็บขยะ: 37 ครัวเรือน
  • พื้นที่ลำน้ำคำที่ใช้ในการจัดกิจกรรม: ประมาณ 3.5 กิโลเมตร
  • งบประมาณที่ใช้ในกิจกรรม “ล่องแพลำน้ำคำ” ครั้งนี้: 350,000 บาท (จาก อบจ.เชียงราย และการสนับสนุนร่วมจากภาคีเครือข่าย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.เชียงราย)
  • ข้อมูลภาคประชาชนจากบ้านสามัคคีใหม่ ตำบลแม่ฟ้าหลวง
  • รายงานผลกิจกรรม “ล่องแพลำน้ำคำ” ประจำปีงบประมาณ 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

‘อบจ.เชียงราย’ มอบบ้าน ยกระดับ คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ-พิการ

อบจ.เชียงราย เร่งยกระดับที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุและคนพิการ สร้างสังคมเข้มแข็งและปลอดภัย

ลงพื้นที่อำเภอป่าแดด ติดตามผลโครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย ปีงบประมาณ 2567

เชียงราย, 23 มีนาคม 2568 – นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่อำเภอป่าแดด เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ ตามแผนงานประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีการมอบบ้านที่ได้รับการปรับปรุงเรียบร้อยแล้วให้แก่ผู้รับการสนับสนุนทั้ง 4 รายในพื้นที่

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีผู้บริหารท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายมงคล เชื้อไทย นายกเทศมนตรีตำบลป่าแงะ ผู้นำชุมชน ตัวแทนหน่วยงานสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่จากกองสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งร่วมกันสำรวจ ตรวจสอบ และมอบสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันของผู้พักอาศัย

กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดเชียงราย สนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

โครงการดังกล่าวเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยบริการสาธารณสุข และกลุ่มเป้าหมายในระดับชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดเชียงราย ซึ่งเปิดให้หน่วยงานในท้องถิ่นเสนอแผนงานที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่

ในพื้นที่ตำบลป่าแงะ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและเทศบาลตำบลป่าแงะได้รับคำร้องจากประชาชนจำนวน 4 ราย ซึ่งล้วนเป็นผู้สูงอายุและคนพิการที่ประสบปัญหาสภาพที่อยู่อาศัยชำรุดทรุดโทรม และส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งในแง่ของความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้ชีวิต

หลังจากรับเรื่อง เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกับผู้นำชุมชนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน จึงดำเนินการขอรับงบประมาณสนับสนุนเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ละราย

เน้น “อยู่ดี มีสุข” ด้วยการปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับผู้ใช้ชีวิตอย่างจำกัด

การปรับปรุงที่อยู่อาศัยครั้งนี้เน้นการเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยแก่ผู้สูงอายุและคนพิการ เช่น การทำทางลาดสำหรับรถเข็น การติดตั้งราวจับในห้องน้ำ การปรับพื้นบ้านให้เรียบเสมอเพื่อลดความเสี่ยงการหกล้ม รวมถึงการปรับเปลี่ยนตำแหน่งอุปกรณ์ภายในบ้านให้เหมาะกับการใช้งานของผู้มีข้อจำกัดทางร่างกาย

โดยการดำเนินโครงการไม่เพียงมุ่งหวังให้ผู้รับการสนับสนุนสามารถอยู่อาศัยได้อย่างสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นให้สมาชิกในครอบครัวและผู้ดูแลสามารถดูแลผู้สูงอายุและคนพิการได้ง่ายขึ้น ลดภาระการดูแลในระยะยาว และส่งเสริมสุขภาวะจิตที่ดีให้กับทั้งผู้พักอาศัยและสมาชิกในบ้าน

ผู้นำชุมชน – หน่วยงานท้องถิ่นร่วมแรงร่วมใจ ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

นายมงคล เชื้อไทย นายกเทศมนตรีตำบลป่าแงะ กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือระดับท้องถิ่น ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน

“เราไม่ได้มองว่าเป็นแค่การสร้างหรือซ่อมบ้าน แต่เรากำลังคืนศักดิ์ศรีการใช้ชีวิตให้กับคนในชุมชน และช่วยให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและปลอดภัยในบ้านของตนเอง” นายมงคล กล่าว

ด้านนายอำนาจ อินทร์ทอง ผู้แทนจากกองสาธารณสุข อบจ.เชียงราย กล่าวว่า กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดเชียงรายมีแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการดูแลประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนพิการ ซึ่งในอนาคตจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย

เสียงสะท้อนจากประชาชน – ความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

นางคำปัน อินทชัย อายุ 72 ปี หนึ่งในผู้ที่ได้รับการปรับปรุงบ้าน กล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตันว่า “แต่ก่อนเดินลำบากมาก ห้องน้ำก็ไม่มีราวจับ พอมีบ้านใหม่แบบนี้ก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นเยอะ ไม่ต้องกลัวล้ม แล้วก็อุ่นใจที่มีคนมาช่วยดูแล”

ลูกหลานของนางคำปันยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ก่อนหน้านี้เวลาจะอาบน้ำหรือพาแม่ไปไหน ต้องช่วยกันหลายคน แต่ตอนนี้แม่สามารถทำอะไรได้เองหลายอย่าง ก็สบายใจขึ้นทั้งบ้าน”

ทัศนคติอย่างเป็นกลาง – สะท้อนทั้งโอกาสและข้อจำกัด

แม้โครงการดังกล่าวจะได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนและผู้นำชุมชนว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ยังมีเสียงสะท้อนจากบางภาคส่วนว่า งบประมาณสนับสนุนยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในภาพรวม และการคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิ์ยังมีข้อจำกัดจากระเบียบราชการที่เข้มงวด

ผู้แทนจากเครือข่ายผู้พิการในจังหวัดเชียงราย ให้ความเห็นว่า “โครงการดี แต่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือก็ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หรือในครัวเรือนที่ไม่มีคนกลางช่วยประสานกับหน่วยงานท้องถิ่น”

ในด้านของหน่วยงานราชการ ยืนยันว่า กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดเชียงรายพร้อมเปิดรับข้อเสนอใหม่จากทุกพื้นที่ หากหน่วยงานท้องถิ่นสามารถจัดทำแผนที่ชัดเจน และมีข้อมูลสนับสนุนอย่างครบถ้วน โดยกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาจะยึดตามหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนผู้รับการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในตำบลป่าแงะ: 4 ราย (ปีงบประมาณ 2567)
  • งบประมาณเฉลี่ยต่อหลัง: ประมาณ 50,000 – 80,000 บาท/หลัง (ขึ้นอยู่กับสภาพบ้าน)
  • ผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงราย (ปี 2567): ประมาณ 195,000 คน (คิดเป็นร้อยละ 21 ของประชากรทั้งหมด)
  • คนพิการที่ขึ้นทะเบียนในจังหวัดเชียงราย: ประมาณ 49,000 คน (ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ)
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก: กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดเชียงราย, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, เทศบาลตำบลป่าแงะ, กองสาธารณสุข อบจ.เชียงราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ข้อมูลประชากร)
  • กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดเชียงราย
  • กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
  • เทศบาลตำบลป่าแงะ
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เบื้องต้นคุณภาพน้ำ ‘แม่น้ำกก’ ดี แต่รอผลตรวจสารโลหะหนัก

ผู้ว่าฯ เชียงราย สั่งหน่วยงานเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำกก หวังสร้างความมั่นใจประชาชนหลังข่าวเหมืองทองพม่ากระทบแหล่งน้ำ

เน้นเก็บตัวอย่างน้ำจาก 3 จุดสำคัญ พร้อมตรวจสารโลหะหนักและสารเคมีในแล็บ ใช้เวลาประเมิน 1–3 สัปดาห์

เชียงราย, 24 มีนาคม 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มีคำสั่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการทำเหมืองทองในเมืองยอน รัฐฉานใต้ ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนไทยบริเวณตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลให้ประชาชนในจังหวัดเชียงรายเกิดความกังวลต่อคุณภาพน้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

การดำเนินงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย (ทสจ.เชียงราย) และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมลงพื้นที่ อาทิ นายบุญเกิด ร่องแก้ว ผู้อำนวยการ ทสจ.เชียงราย, นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1, พ.อ. พักตร์พงษ์ เงสันเที๊ยะ หัวหน้ากลุ่มงานนโยบายแผนและการข่าว กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย และนายทวีศักดิ์ สุขก้อน ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงราย

เก็บตัวอย่างน้ำจาก 3 จุดหลัก เพื่อประเมินเบื้องต้น

ในการตรวจสอบครั้งนี้ หน่วยงานได้เก็บตัวอย่างน้ำจาก 3 จุดสำคัญ ได้แก่

  1. บริเวณสะพานแม่ฟ้าหลวง (หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย) ตำบลริมกก
  2. บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำกก ตำบลดอยฮาง
  3. หมู่บ้านโป่งนาคำ ตำบลดอยฮาง ซึ่งเป็นจุดรับน้ำจากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

นายอาวีระ ภัคมาตร์ เปิดเผยผลการตรวจเบื้องต้นว่า ค่าคุณภาพน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยค่าออกซิเจนละลายน้ำอยู่ระหว่าง 7–8 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งถือว่าค่อนข้างดี, ค่าความเป็นกรด–ด่าง (pH) อยู่ในระดับกลางประมาณ 7.0 และค่าการนำไฟฟ้าอยู่ที่ 100 ไมโครซิเมนต์ต่อเซนติเมตร ซึ่งยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

นำตัวอย่างน้ำเข้าสู่ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาสารปนเปื้อน

แม้ผลตรวจเบื้องต้นจะอยู่ในระดับปลอดภัย แต่เพื่อความมั่นใจในคุณภาพน้ำ สำนักงานสิ่งแวดล้อมฯ ได้นำตัวอย่างไปตรวจหาสารโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู รวมถึงสารเคมีอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว โดยคาดว่าผลการตรวจในห้องแล็บจะแล้วเสร็จภายใน 1–3 สัปดาห์

ทสจ. และ กอ.รมน. ลงพื้นที่เน้นย้ำเฝ้าระวัง – ปชช. ร้องขอตรวจบ่อบาดาลเพิ่มเติม

พ.อ. พักตร์พงษ์ เงสันเที๊ยะ หัวหน้าฝ่ายนโยบาย กอ.รมน. จังหวัดเชียงราย ระบุว่า ได้รับรายงานจากประชาชนบางพื้นที่ว่าคุณภาพน้ำจากบ่อบาดาลเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสีและกลิ่น ซึ่งหน่วยงานจะลงพื้นที่เพิ่มเติมในพื้นที่ใกล้ชายแดน และหากจำเป็นอาจมีการขอความร่วมมือจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมตรวจสอบคุณภาพน้ำใต้ดินในเชิงลึก

ผู้จัดการการประปาฯ ยืนยันน้ำประปาสะอาดตามมาตรฐาน

นายทวีศักดิ์ สุขก้อน ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงราย ยืนยันว่า น้ำประปาที่จ่ายให้กับประชาชนผ่านระบบการประปาได้รับการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ผ่านการตรวจจากห้องแล็บทุกวัน และใช้เทคโนโลยีกรองน้ำที่สามารถกำจัดตะกอน สารเคมี และสิ่งเจือปนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำประปาที่ใช้ในการอุปโภคและบริโภคนั้นสะอาดและปลอดภัย

แม่น้ำกก เส้นเลือดใหญ่ของเชียงราย สะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมชายแดน

แม่น้ำกก เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่มีต้นน้ำอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และผ่านพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน รวมระยะทางในประเทศไทยประมาณ 130 กิโลเมตร โดยมีลำน้ำสาขาสำคัญ เช่น น้ำแม่ลาว น้ำแม่กรณ์ และน้ำแม่สรวย ทำให้แม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำดิบหลักของจังหวัดเชียงรายในการอุปโภค บริโภค และเกษตรกรรม

การทำเหมืองทองในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำกกที่เมืองยอน รัฐฉานใต้ จึงเป็นที่จับตา เพราะแม้จะอยู่นอกเขตแดนไทย แต่หากมีสารพิษหลุดรอดลงในลำน้ำ ก็สามารถไหลเข้าสู่แม่น้ำกกในเขตไทยได้โดยตรง

ประชาชนบางส่วนยังคงกังวล – นักสิ่งแวดล้อมชี้ต้องมีมาตรการร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน

ประชาชนในเขตอำเภอเมืองเชียงรายจำนวนหนึ่ง ยังคงแสดงความกังวลผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียและการร้องเรียนตรงไปยังหน่วยงาน โดยระบุว่าแม้ค่ามาตรฐานจะอยู่ในระดับปลอดภัย แต่สภาพน้ำที่มีความขุ่น สีผิดปกติ และกลิ่นแปลก ๆ ยังคงพบเห็นได้ในบางพื้นที่

นักสิ่งแวดล้อมจากเครือข่ายลุ่มน้ำโขงตอนบนในเชียงรายแสดงความคิดเห็นว่า การตรวจสอบเพียงภายในประเทศอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากต้นทางของแม่น้ำกกอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน หากไม่มีข้อตกลงร่วมกันในระดับทวิภาคีหรืออาเซียน การป้องกันมลพิษจากแหล่งต้นน้ำจะทำได้ยาก

เสียงจากฝ่ายรัฐและประชาชน – ต้องเฝ้าระวังร่วมกัน

ฝ่ายหน่วยงานรัฐยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าแม่น้ำกกในเขตไทยมีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย แต่พร้อมดำเนินการหากพบความผิดปกติ และย้ำว่า การร่วมมือกับประชาชนในการสังเกตสภาพน้ำ การรายงานสิ่งผิดปกติ และการดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ

ในขณะที่ฝ่ายประชาชนบางส่วนเรียกร้องให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบทุกระดับอย่างละเอียด โดยเฉพาะการตรวจหาโลหะหนักและสารเคมีที่อาจสะสมในน้ำได้ในระยะยาว

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ค่าคุณภาพน้ำเบื้องต้น ณ วันที่ 24 มีนาคม 2568:
    • ค่า DO (ออกซิเจนละลายในน้ำ): 7–8 มิลลิกรัม/ลิตร
    • ค่า pH: อยู่ในระดับกลางประมาณ 7.0
    • ค่าการนำไฟฟ้า: 100 ไมโครซิเมนต์/เซนติเมตร
    • (แหล่งข้อมูล: สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1)
  • ระยะทางแม่น้ำกกในเขตประเทศไทย: ประมาณ 130 กิโลเมตร
  • แหล่งรับน้ำจากแม่น้ำกกในเขตเชียงราย: ระบบประปาในอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอใกล้เคียง
  • สถิติการร้องเรียนของประชาชนเรื่องคุณภาพน้ำ: ยังไม่มีตัวเลขทางการ แต่มีการส่งเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่)
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย
  • การประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงราย
  • กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย (กอ.รมน.)
  • เครือข่ายสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขงตอนบน
  • ข้อมูลภาคประชาชนจากโซเชียลมีเดียและการร้องเรียนท้องถิ่น
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

ฝุ่นพิษวิกฤต ‘ภาคเหนือ’ อ่วม สส.ซัดรัฐบาลไร้แผน

ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูง! กรุงเทพฯ-เชียงรายวิกฤต สสจ.เตือนงดกิจกรรมกลางแจ้ง

เชียงราย, 24 มีนาคม 2568 – สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในประเทศไทยทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่ทำสถิติสูงสุดในรอบปี 2568 ด้วยระดับฝุ่นที่อยู่ในเกณฑ์อันตรายต่อสุขภาพ (สีแดงถึงสีม่วง) ติดต่อกันนานถึง 38 ชั่วโมง ขณะที่จังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ รวมถึงภาคอีสาน ยังคงเผชิญปัญหาหมอกควันข้ามแดนจากเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจาก สปป.ลาว ที่มีการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

จากข้อมูลล่าสุด ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ทั้งการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้ การปล่อยมลพิษจากยานยนต์และโรงงานอุตสาหกรรมที่กลับมาดำเนินกิจกรรมตามปกติ รวมถึงปรากฏการณ์ฝาชีครอบต่ำ (Temperature Inversion) ซึ่งทำให้ฝุ่นไม่สามารถระบายออกได้ นอกจากนี้ ฝุ่นพิษที่ตีกลับจากอ่าวไทยยังเพิ่มความรุนแรงของสถานการณ์ในกรุงเทพฯ ขณะที่ภาคเหนือและอีสานได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดนจากเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจาก สปป.ลาว และเมียนมา ซึ่งมีการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างต่อเนื่อง

ในจังหวัดเชียงราย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้ระวังผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ที่สูงเกินมาตรฐาน โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ AIR4Thai ระบุว่า ค่า PM2.5 ในหลายพื้นที่ของจังหวัดอยู่ในระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” (สีส้มถึงสีแดง) สสจ.เชียงรายแนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามแนวทาง “รู้ – ลด – เลี่ยง” เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนี้:

  1. รู้: ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ เช่น Air4Thai หรือ “เชียงรายรู้ทันฝุ่น V2”
  2. ลด: งดกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูงตั้งแต่ระดับสีส้ม สีแดง สีม่วง ไปจนถึงสีน้ำตาล
  3. เลี่ยง: สวมหน้ากากอนามัยชนิด N95 ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ใช้เครื่องฟอกอากาศ และดูแลกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังเป็นพิเศษ

นพ.เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หรืออาการทางระบบทางเดินหายใจ ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และหากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์ทันที”

การเมืองร้อนระอุ: อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เรื่องฝุ่น PM2.5

ในวันเดียวกัน ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 โดยนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้หยิบยกประเด็นการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 มาอภิปราย โดยระบุว่านายกฯ ขาดความรู้ ความสามารถ และความเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหานี้

นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า “ในเวทีแถลงผลงาน 90 วันของนายกฯ มีการนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาดจากความเป็นจริง ปัญหาฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 มีความรุนแรงมากขึ้น แต่รัฐบาลกลับไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เขายังวิจารณ์ถึงข้อสั่งการของนายกฯ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือนตุลาคม 2567 ที่ระบุ 3 มาตรการหลัก ได้แก่ ห้ามรับซื้อสินค้าเกษตรจากการเผา ตรวจจับควันดำจากรถยนต์ และควบคุมมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม แต่กลับไม่มีการออกมาตรการบังคับที่ชัดเจน เช่น การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของผู้ประกอบการนำเข้าข้าวโพด หรือการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้เปลี่ยนไปใช้วิธีการเกษตรแบบไม่เผา

สส.พรรคประชาชน ยังชี้ถึงความล้มเหลวในการอบรมท้องถิ่นเพื่อดับไฟป่า โดยระบุว่า จากเป้าหมาย 2,000 แห่ง รัฐบาลกลับดำเนินการได้เพียง 60 แห่งเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการขัดแย้งในนโยบายภายในรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ครม. มีมติให้แต่ละจังหวัดบริหารจัดการเชื้อเพลิงด้วยวิธีชิงเผา แต่เพียง 1 เดือนต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลับออกคำสั่งห้ามเผาทุกกรณี ซึ่งนายภัทรพงษ์ตั้งคำถามว่า “ความเป็นผู้นำของนายกฯ อยู่ตรงไหน รัฐมนตรีไม่เห็นหัวตระกูลชินวัตรเลย”

นายภัทรพงษ์ ยังวิจารณ์ถึงการจัดการในกรุงเทพฯ โดยระบุว่า นายกฯ สั่งการให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ป้องกันฝุ่น PM2.5 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 แต่กลับไม่ให้อำนาจ กทม. ในการจับรถควันดำอย่างเต็มที่ มาตรการที่ออกมาจึงจำกัดเพียงการประกาศ Low Emission Zone และรถไฟฟ้าฟรีโดยใช้งบกลางเท่านั้น นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังออกประกาศนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดภาษีเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567 โดยไม่ระบุเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมหรือการเผา ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายของนายกฯ

ในประเด็นการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน นายภัทรพงษ์ ระบุว่า การเจรจาในเวที ASEAN Summit ที่ลาวเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ไม่มีเรื่องฝุ่น PM2.5 ในปฏิญญาเลยสักฉบับ แสดงถึงความล้มเหลวในการผลักดันวาระนี้ในระดับภูมิภาค เขายังยกตัวอย่างกรณีการซ้อมรบของกองทัพในจังหวัดพะเยาเมื่อวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งก่อให้เกิดไฟป่า โดยอ้างข้อมูลจากดาวเทียม NASA และ Sentinel-2 ว่าจุดความร้อนมาจากกระสุนที่ตก แม้ว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะชี้แจงว่าไฟป่าไม่ได้รุนแรงและไม่ได้เกิดจากกระสุนของกองทัพ

นายภัทรพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ทั้งหมดนี้คือความวิบัติของประเทศที่มีผู้นำอย่างแพทองธาร ซึ่งขาดความรู้ ความสามารถ ความจริงใจ และความเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 สุดท้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบคือประชาชน”

รัฐบาลโต้กลับ: ยุทธศาสตร์ฟ้าใสและความร่วมมืออาเซียน

ด้านนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลุกขึ้นชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยยืนยันว่ารัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในมิติของความร่วมมือระหว่างประเทศ นายมาริษ ระบุว่า รัฐบาลได้ผลักดัน “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” (CLEAR Sky Strategy) ร่วมกับ สปป.ลาว และเมียนมา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 โดยมีเป้าหมายลดหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน ผ่านการจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยง การเฝ้าระวังไฟป่า การเปิดสายด่วนประสานงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีแก้ไขปัญหา

นายมาริษ ยังชี้แจงถึงความร่วมมือในกรอบอาเซียน โดยระบุว่ารัฐบาลได้ผลักดันประเด็นฝุ่น PM2.5 ผ่านการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เวียงจันทน์ และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่เกาะลังกาวี มาเลเซีย รวมถึงจัดงานสัมมนาแนวทางการแก้ไขหมอกควันข้ามแดน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากจีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย องค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก และองค์กรระหว่างประเทศ เช่น GIZ และ ADPC มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาของอาเซียน เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา

ในระดับทวิภาคี กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ สปป.ลาว เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 รวมถึงการประชุมกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 เพื่อจัดตั้งช่องทางการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนและความร่วมมือดับไฟ โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในวันที่ 23-24 เมษายน 2568 ระหว่างการเยือนของนายกรัฐมนตรี

30 ปีแห่งความพยายาม: ความร่วมมืออาเซียนแก้หมอกควันข้ามแดน

ปัญหาหมอกควันข้ามแดนในอาเซียนมีมานานกว่า 30 ปี โดยเริ่มต้นจากไฟป่าในอินโดนีเซียที่ส่งผลกระทบต่อบรูไน สิงคโปร์ มาเลเซีย และภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะในปี 2537 ซึ่งนำไปสู่การร่างแผนปฏิบัติการหมอกควันระดับภูมิภาค (Regional Haze Action Plan: RHAP) ในปี 2538 ต่อมาในปี 2545 อาเซียนได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution: AATHP) และจัดทำโรดแมป ASEAN Transboundary Haze Free Roadmap by 2020 เพื่อทำให้อาเซียนปลอดหมอกควันภายในปี 2563

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดมาตรการบังคับและการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้เกิดแผนงานฉบับที่สองในปี 2566-2573 (Second ASEAN Haze-Free Roadmap 2023-2030) ซึ่งเปิดตัวในปี 2567 นอกจากนี้ ยังมีแผนย่อย เช่น แผนปฏิบัติการเชียงราย 2017 ที่มุ่งลดจุดความร้อนในอนุภูมิภาคแม่โขง และยุทธศาสตร์ฟ้าใสในปี 2567 ที่เน้นความร่วมมือระหว่างไทย สปป.ลาว และเมียนมา

มุมมองทั้งสองฝ่าย: ความท้าทายและความพยายาม

จากมุมมองของฝ่ายค้าน นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ทั้งในระดับนโยบายภายในประเทศและการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการขาดความเป็นผู้นำของนายกฯ ที่ไม่สามารถผลักดันนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงการขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เช่น กรณีคำสั่งขัดแย้งระหว่างกระทรวงมหาดไทยและครม. รวมถึงการซ้อมรบของกองทัพที่ก่อให้เกิดไฟป่า

ในทางกลับกัน รัฐบาลโดยนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ยืนยันถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหา ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ผ่านยุทธศาสตร์ฟ้าใสและความร่วมมือในกรอบอาเซียน รวมถึงการผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว รัฐบาลยังเน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อลดหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน

ทั้งสองฝ่ายมีข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผล ฝ่ายค้านชี้ให้เห็นถึงช่องว่างในนโยบายและการดำเนินการที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ขณะที่รัฐบาลแสดงถึงความพยายามในระดับนานาชาติ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 จึงยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งในและนอกประเทศ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ค่า PM2.5 ในกรุงเทพฯ: วันที่ 24 มีนาคม 2568 ค่า PM2.5 เฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 75-100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (μg/m³) ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ (สีแดงถึงสีม่วง) ติดต่อกัน 38 ชั่วโมง (ที่มา: Air4Thai)
  • จุดความร้อนในอาเซียน: ระหว่างปี 2565-2566 จุดความร้อนในกัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย เพิ่มจาก 704,892 จุด เป็น 1,130,626 จุด (ที่มา: สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ – GISTDA)
  • การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: ปี 2566 ไทยนำเข้าข้าวโพดจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา 1,331,428 ตัน เพิ่มเป็น 2,012,117 ตัน ในปี 2567 (ที่มา: กรมศุลกากร)
  • จุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพด: 1 ใน 3 ของจุดความร้อนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอยู่ในพื้นที่ปลูกข้าวโพด (ที่มา: รายงานของกรีนพีซ, 2558-2563)

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศปิดและมีการเผาเพิ่มขึ้นทั้งในและนอกประเทศ การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • Air4Thai
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ
  • กรมศุลกากร
  • รายงานของกรีนพีซ, 2558-2563
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

จีนทำหอมหัวใหญ่ราคาดิ่ง พาณิชย์เชียงรายเร่งช่วยเกษตรกร

เชียงรายเร่งช่วยเกษตรกรหอมหัวใหญ่ ราคาตกต่ำหนัก เหลือเพียง 6 บาท/กิโลกรัม

พาณิชย์จังหวัดจับมือกรมการค้าภายในประกันราคารับซื้อ 10 บาท/กก.

เชียงราย, 23 มีนาคม 2568 – สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย บูรณาการร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าเร่งด่วนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ในพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย หลังราคาผลผลิตดิ่งลงเหลือเพียง 6 บาทต่อกิโลกรัม จากผลกระทบการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน

โดยกิจกรรมรับซื้อผลผลิตหอมหัวใหญ่ในราคานำตลาด เริ่มดำเนินการ ณ วัดปางอ่าย ตำบลเจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2568 เป็นการรับซื้อเบื้องต้นจำนวน 10,000 กิโลกรัมในราคากิโลกรัมละ 10 บาท และจะดำเนินการรับซื้ออย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและประคองรายได้เกษตรกรในช่วงวิกฤต

เกษตรกรรวมตัวร้องเรียน ราคาหน้าสวนต่ำสุดในรอบ 40 ปี

จากการรายงานเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2568 เกษตรกรในพื้นที่ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ และบริเวณใกล้เคียง รวมตัวกันกว่า 300 คน ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายฐากูร ยะแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 จังหวัดเชียงราย พรรคประชาชน เพื่อให้เร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาราคาหอมหัวใหญ่ตกต่ำ

เกษตรกรระบุว่า “หอมหัวใหญ่” เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของพื้นที่ มีประวัติการปลูกมายาวนานกว่า 40 ปี โดยในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวระหว่างเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี ราคาหน้าสวนจะไม่ต่ำกว่า 10 บาทต่อกิโลกรัม แต่ในปีนี้ ราคาดิ่งลงเหลือเพียง 6 บาท/กก. ถือเป็นราคาต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

นำเข้าจากจีนกระทบหนัก ต้นทุนสูง-หนี้สะสมพุ่ง

เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบให้ข้อมูลว่า ราคาตกต่ำในปีนี้มีสาเหตุจากการนำเข้าหอมหัวใหญ่จากประเทศจีนจำนวนมาก ทำให้ราคาสินค้าในประเทศถูกกดลง ขณะที่เกษตรกรไทยต้องแบกรับต้นทุนสูง ทั้งค่ายา ค่าปุ๋ย และค่าแรงงาน

นอกจากนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีภาระหนี้จากการลงทุนในการผลิต ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้าน โครงการ SML หรือการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์และแหล่งเงินกู้อื่น ๆ โดยใช้ที่ดินหรือทรัพย์สินค้ำประกัน ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนดได้

มาตรการเร่งด่วนจากรัฐ รับซื้อในราคานำตลาด

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย พร้อมกรมการค้าภายใน ได้ดำเนินการประสานผู้รับซื้อภาคเอกชนให้รับซื้อหอมหัวใหญ่ในราคานำตลาด เพื่อช่วยพยุงราคาตลาดที่เหลือเพียง 5–6 บาท/กก. ณ วันที่ 22 มีนาคม 2568 ให้สูงขึ้นมาอยู่ที่ 10 บาท/กก.

เบื้องต้น มีการรับซื้อหอมหัวใหญ่จำนวน 10,000 กิโลกรัม และจะดำเนินการรับซื้อเพิ่มเติมในระยะถัดไป โดยวางแผนกระจายผลผลิตไปยังตลาดใหม่และเชื่อมโยงเครือข่ายการค้า เพื่อบรรเทาปัญหาอุปทานล้นตลาด

ตั้งคณะกรรมการ คพจ. เชียงราย เร่งหาทางออกระยะยาว

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายประกาศเตรียมจัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ในวันที่ 26 มีนาคม 2568 เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางเชิงนโยบายและมาตรการระยะยาวในการดูแลเกษตรกร

วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ การวางแผนตลาดล่วงหน้า การจัดทำระบบประกันรายได้ การสร้างเครือข่ายตลาดค้าส่งและตลาดอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการหารือแนวทางควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรในช่วงฤดูผลผลิตออกมาก

เสียงจากภาคประชาชน ขอรัฐยืนหยัดช่วยเหลืออย่างจริงจัง

นายฐากูร ยะแสง ส.ส.เชียงราย เขต 3 กล่าวว่า “เมื่อเกษตรกรในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน ผมในฐานะตัวแทนประชาชนจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้หาทางช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมและทันต่อสถานการณ์”

ขณะที่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการเร่งด่วน อาทิ หยุดนำเข้าสินค้าเกษตรในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว หรือให้มีระบบโควตาควบคุม เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลผลิตในประเทศซ้ำซากทุกปี

สถิติและแหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • ราคาหอมหัวใหญ่หน้าสวน ปี 2567: 12 บาท/กก.
  • ราคาหน้าสวน ปี 2568: 6 บาท/กก.
  • ราคาตลาด ณ วันที่ 22 มี.ค. 2568: 5 บาท/กก.
  • ราคานำตลาดที่รัฐรับซื้อ: 10 บาท/กก.
  • ปริมาณผลผลิตรับซื้อเบื้องต้น: 10,000 กิโลกรัม
  • จำนวนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ: กว่า 300 ราย
  • ที่มา: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย, กรมการค้าภายใน, นายฐากูร ยะแสง ส.ส.เชียงราย เขต 3

ความคิดเห็นอย่างเป็นกลาง

ฝ่ายเกษตรกรต้องการความคุ้มครองและราคาที่เป็นธรรม ขณะที่ฝ่ายรัฐพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนทั้งในเชิงนโยบายและปฏิบัติ ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้หากมีการวางแผนตลาดอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการเจรจาระหว่างประเทศในด้านการค้าและการเกษตร

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย , ส.ส. ฐากูร ยะแสง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เร่งฟื้นฟูสะพานแม่สาย ไทย-เมียนมาขุดลอก รับมือน้ำท่วม

กรมทางหลวงเร่งบูรณะสะพานมิตรภาพแม่สาย หนุนเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดน

เชียงรายเดินหน้าฟื้นฟูหลังน้ำท่วมใหญ่ ปี 2567

เชียงราย, 23 มีนาคม 2568 – หลังเหตุการณ์อุทกภัยรุนแรงเมื่อเดือนกันยายน 2567 ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กรมทางหลวงโดยแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 ได้เร่งดำเนินการฟื้นฟูและซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง

นายอลงกรณ์ กัวตระกูล ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 เปิดเผยว่า ขณะนี้การดำเนินงานมีความคืบหน้าอย่างมาก โดยแบ่งภารกิจหลักออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ดังนี้

ซ่อมแซมทางหลวงที่เสียหายจากอุทกภัย

กรมทางหลวงได้ดำเนินการบูรณะถนนที่ได้รับผลกระทบจำนวน 28 แห่ง โดยซ่อมแซมเสร็จสิ้นแล้ว 25 แห่ง คงเหลืออีก 3 แห่งที่อยู่ระหว่างดำเนินการ การฟื้นฟูดังกล่าวช่วยให้ประชาชนสามารถสัญจรได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

จัดระเบียบพื้นที่บริเวณด่านชายแดนแม่สาย

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ คือ การรื้อถอนร้านค้าและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแนวเขตบริเวณด่านพรมแดนแม่สาย โดยดำเนินการเสร็จเรียบร้อยตามมติศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเปิดพื้นที่ให้กับการพัฒนาระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานใหม่

เสริมกำลังโครงสร้างสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา

กรมทางหลวงได้ดำเนินโครงการเสริมความแข็งแรงของสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 ด้วยงบประมาณ 15 ล้านบาท เริ่มสัญญาตั้งแต่มีนาคม 2568 และจะแล้วเสร็จภายในตุลาคม 2568 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 210 วัน เพื่อยกระดับความปลอดภัยและรองรับการจราจรในอนาคต

ผลกระทบและการปรับตัวของประชาชนในพื้นที่

พ่อค้าแม่ค้าในตลาดดอยเวาบางส่วน ระบุว่า แม้ร้านค้าจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงเพราะตั้งอยู่บนที่สูง แต่บ้านพักในชุมชนเหมืองแดงซึ่งเป็นที่ลุ่มกลับได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะดินโคลนที่ไหลเข้าบ้านจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้แรงงานในการล้างทำความสะอาดซึ่งมีค่าใช้จ่ายวันละ 400–1,000 บาทต่อคน

แม้จะได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้นครอบครัวละ 9,000 บาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย จนล่าสุดรัฐบาลได้อนุมัติเงินค่าล้างโคลนครอบครัวละ 10,000 บาทเพิ่มเติม

รัฐบาลเร่งอนุมัติงบฟื้นฟูคุณภาพชีวิต

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.เชียงราย รายงานว่า จังหวัดได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณทดรองราชการจำนวน 292,143,249 บาท แบ่งเป็น อ.แม่สาย 134,776,273 บาท และ อ.เมืองเชียงราย 157,370,976 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนในด้านการดำรงชีพและค่าล้างทำความสะอาดดินโคลน

ไทย-เมียนมา ร่วมขุดลอกแม่น้ำสาย ป้องกันน้ำท่วมซ้ำ

ทั้งสองประเทศเร่งจัดการพื้นที่ริมแม่น้ำสาย โดยดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำและขุดลอกแม่น้ำเพื่อทำแนวพนังกันน้ำ หนึ่งใน 45 จุดที่ต้องรื้อถอนในฝั่งไทยคือบริเวณวัดเกาะทราย ขณะเดียวกันฝั่งเมียนมาก็ได้เร่งเสริมแนวกั้นดินและสร้างกำแพงป้องกันน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง

ความเห็นของนักวิชาการต่อสถานการณ์แม่น้ำสาย

นายธนพล พิมาน หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านบริหารจัดการน้ำ จากสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม ประจำเอเชีย ให้ความเห็นว่า การเกิดน้ำท่วมโคลนในแม่สายเมื่อปี 2567 ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งทำให้ตะกอนในน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากไม่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ปี 2568 อาจเกิดโคลนถล่มอีกครั้ง เพราะต้นน้ำเสื่อมโทรมและยังไม่มีหน่วยงานใดลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบโดยตรง

ความท้าทายของการพัฒนาระหว่างประเทศ

การดำเนินโครงการฟื้นฟูและป้องกันน้ำท่วมระหว่างไทย-เมียนมา ต้องอาศัยความร่วมมือและการตกลงร่วมกันในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ โดยเฉพาะการขุดลอกแม่น้ำสายซึ่งต้องมีการรื้อถอนสิ่งกีดขวางในทุกจุดที่ระบุไว้ หากสามารถดำเนินการแล้วเสร็จทันปลายเดือนมีนาคมหรืออย่างช้าต้นเดือนเมษายน จะช่วยลดความเสี่ยงก่อนฤดูฝนมาถึง

สถิติและแหล่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนจุดที่ต้องรื้อถอนฝั่งไทย: 45 จุด (ข้อมูลจากแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1)
  • งบประมาณซ่อมสะพาน: 15 ล้านบาท (กรมทางหลวง)
  • งบประมาณช่วยเหลือประชาชน: 292.14 ล้านบาท (สำนักงาน ปภ.จังหวัดเชียงราย)
  • ความเสียหายเบื้องต้นจากน้ำท่วม: บ้านเรือนกว่า 100 หลัง, ร้านค้าหลายสิบแห่ง (สำรวจโดยอำเภอแม่สาย)
  • ข้อมูลนักวิชาการจากสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม: ผลกระทบจากเหมืองต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา

ความคิดเห็นอย่างเป็นกลาง

ฝ่ายไทยมุ่งเน้นการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่เพื่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจ ขณะที่ฝ่ายเมียนมาเน้นการจัดการระบบป้องกันตลิ่งและรุกขุดลอกแม่น้ำตามแผนป้องกันของตน ทั้งสองฝ่ายต่างมีบทบาทสำคัญในการจัดการน้ำและความร่วมมือข้ามพรมแดน ซึ่งหากประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยป้องกันภัยพิบัติในอนาคตและสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมทางหลวงโดยแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรับมือ น้ำท่วม-แล้งวิกฤต วอนรัฐเร่งแผนเยียวยา

เชียงรายเร่งวางมาตรการรับมือน้ำท่วม-ภัยแล้ง เนื่องในวันน้ำโลก 2568

กรุงเทพฯ, 22 มีนาคม 2568 – จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านทรัพยากรน้ำท่ามกลางสถานการณ์โลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในบริบทของ “วันน้ำโลก” ซึ่งตรงกับวันที่ 22 มีนาคมของทุกปี องค์การสหประชาชาติได้กำหนดหัวข้อปีนี้ว่า “การอนุรักษ์ธารน้ำแข็ง” (Glacier Preservation) เพื่อเน้นย้ำถึงบทบาทของธารน้ำแข็งในฐานะแหล่งกักเก็บน้ำจืดธรรมชาติของโลก

รัฐเร่งผลักดันแผนรับมือฤดูฝนปี 2568

นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานวันน้ำโลก พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนรับมือน้ำฝนในปีนี้ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เตรียมนำเสนอแผนต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำ (กนช.) ในวันที่ 9 เมษายน 2568 เพื่อวางมาตรการเพิ่มเติมอย่างครอบคลุม ทั้งการระบายน้ำ พื้นที่กักเก็บ และงบประมาณรองรับ

เอลนีโญ-ลานีญาส่งผลกระทบต่อฤดูฝน

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในภาวะเอลนีโญ-ลานีญาที่เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ทำให้การคาดการณ์ปริมาณฝนยากลำบาก ปีนี้ฝนจะมาเร็วกว่าปกติ โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และมีแนวโน้มตกมากกว่าค่าปกติ พร้อมทั้งเผยว่าได้เตรียม 9 มาตรการเพื่อรับมือฤดูฝนปี 2568 ล่วงหน้าแล้ว

น้ำท่วมเชียงรายปี 2567 ยังไร้แผนแก้ไขยั่งยืน

ในเวทีเสวนา “Climate Change Adaptation” ร.ต.อ. เด่นวุฒิ จันต๊ะขันติ นายก อบต.เกาะช้าง จังหวัดเชียงราย ระบุว่า ครบรอบ 1 ปีของน้ำท่วมใหญ่ในอำเภอแม่สาย แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ชาวบ้านกว่า 300 ล้านบาทยังไม่ได้รับการเยียวยาเต็มจำนวน และการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำในแม่น้ำสายและแม่น้ำลวกฝั่งเมียนมายังไม่คืบหน้า

ปัญหางบประมาณท้องถิ่นขัดขวางการแก้ปัญหา

ร.ต.อ. เด่นวุฒิ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า งบประมาณในระดับท้องถิ่นมีเพียง 6-7 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอย่างการขุดลอกแม่น้ำหรือตลิ่งถาวร พร้อมตั้งคำถามถึงความไม่สมดุลของงบรัฐที่โครงการใหญ่ใช้งบหมื่นล้าน แต่กลับปล่อยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับงบจำกัด

การเตือนภัยยังไม่ทั่วถึงทั่วประเทศ

นายสมปอง รัศมิทัด นายก อบต.บางยอ จ.สมุทรปราการ เผยว่า แม้จะมีประตูระบายน้ำกว่า 34 จุด แต่ไม่มีระบบบริหารจัดการชัดเจน ทำให้พื้นที่บางกระเจ้าเผชิญกับน้ำทะเลหนุนถึง 8 เดือนต่อปี ขณะเดียวกัน ด้านพื้นที่ชายแดนใต้ นายดอเลาะอาลี สาแม ประธานเครือข่ายเตือนภัย กล่าวว่า แม้เครือข่ายจะสามารถแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าได้ถึง 7 วัน แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยงาน

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผลักดันแผนปรับตัวระดับประเทศ

นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า หน่วยงานได้ร่วมกันทำข้อตกลงกับอีก 6 หน่วยงานเพื่อร่วมกันผลักดันแผนปรับตัว ทั้งในมิติของน้ำ การเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และการย้ายถิ่นฐาน คาดว่าแผนปฏิบัติการจะสามารถดำเนินการจริงในระยะเวลาอันใกล้

เสียงจากประชาชน: ต้องการข้อมูล ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วม

นางสาวเข็มอัปสร สิริสุขะ ผู้แทนประชาสัมพันธ์ สทนช. กล่าวว่า ประชาชนต้องตระหนักถึงปัญหาน้ำในระดับชีวิตประจำวัน ด้วยการเข้าถึงข้อมูลและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการลดก๊าซเรือนกระจกและการดูแลพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน

ความเคลื่อนไหวฝั่งเมียนมา: เสริมคันดิน-ขุดลอกแม่น้ำสาย

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางการเมียนมาเร่งดำเนินการเสริมคันดินริมแม่น้ำสายบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 อย่างต่อเนื่อง ตามข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลไทย โดยใช้ดินที่ขุดลอกจากแม่น้ำสายมาเสริมแนวตลิ่ง แต่อีก 45 จุดในฝั่งไทยยังไม่สามารถดำเนินการได้เพราะต้องรื้อสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำออกให้หมดก่อน

ผลกระทบที่ยังหลงเหลือในเชียงราย

ที่ตลาดสายลมจอยและตลาดดอยเวา ชาวบ้านได้เริ่มฟื้นฟูบ้านและร้านค้ากลับมาเปิดอีกครั้ง แต่ยังไม่คึกคักเท่าก่อนน้ำท่วม นางเพ็ญ ส่องแสง ผู้ประกอบการในตลาดดอยเวาเล่าว่า บ้านในชุมชนเหมืองแดงเสียหายหนัก ใช้เวลานานในการล้างดินโคลน และยังไม่มีเงินเยียวยาค่าล้างบ้านแม้จะมีข่าวว่ารัฐอนุมัติเงินเพิ่มครอบครัวละ 10,000 บาทแล้วก็ตาม

จังหวัดเชียงรายจัดสรรงบเยียวยาเกือบ 300 ล้านบาท

สำนักงาน ปภ.จังหวัดเชียงราย รายงานว่า จังหวัดได้จัดสรรเงินทดรองราชการให้ อำเภอแม่สาย 134.7 ล้านบาท และ อำเภอเมืองเชียงราย 157.3 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นกว่า 292 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือด้านค่าครองชีพและค่าล้างบ้านหลังน้ำท่วมปลายปี 2567 โดยมีกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการภายใน 15 วัน พร้อมส่งรายงานผลใช้จ่ายให้จังหวัดรับทราบ

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ค่าความเค็มสูงสุดในแม่น้ำเจ้าพระยา (ปี 2564): 3.2 กรัมต่อลิตร (ที่มา: กรมทรัพยากรน้ำ)
  • ความเสียหายจากอุทกภัยปี 2567 ที่เชียงราย: 6,046 ล้านบาท (ที่มา: ปภ. จ.เชียงราย)
  • งบประมาณเยียวยาในแม่สาย: 134,776,273 บาท (ที่มา: สำนักงานจังหวัดเชียงราย)
  • จำนวนจุดรุกล้ำแม่น้ำสายที่ยังไม่รื้อถอน: 45 จุด (ที่มา: สำนักข่าวท้องถิ่น)

ทัศนคติจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายประชาชน: ต้องการเห็นแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นรูปธรรมและได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง รู้สึกว่าการช่วยเหลือยังล่าช้าและไม่เท่าเทียม

ฝ่ายภาครัฐ: ยืนยันว่ามีการจัดสรรงบประมาณและมาตรการรับมือในทุกระดับ พร้อมผลักดันแผนงานระยะยาวเพื่อการปรับตัวอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News