Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย จัดอบรมการออกแบบอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้ทุพพลภาพ

 

เมื่อวันพุธที่ 6 มีนาคม 2567 เวลา 09.00 น. นายก นก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการความรู้พื้นฐานในการออกแบบและปรับปรุงสภาพแวดล้อม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้ทุพพลภาพ โดยมี สิบเอกวิมล รู้ทำนอง ผอ.กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ รักษาราชการแทน ผอ.กองสาธารณสุข อบจ.เชียงราย กล่าวรายงาน และมีนางนภาภัณฑ์ ต่วนชะเอม เลขานุการ อบจ.เชียงราย นายไพรัช มหาวงศนันท์ หน.ฝ่ายบริการสาธารณสุข อบจ.เชียงราย และบุคลากร กองสาธารณสุข อบจ.เชียงราย เข้าร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้ด้วย

 

การจัดโครงการและกิจกรรมออกแบบและปรับปรุงสภาพแวดล้อม ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพ จ.เชียงราย และได้รับความร่วมมือ ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มช่างชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 150 คน มีการแบ่งจัดกิจกรรม ออกเป็น 3 รุ่น ซึ่งในวันนี้ เป็นรุ่นที่ 2 จำนวน 50 คน ได้แก่ อ.ดอยหลวง อ.เวียงเชียงรุ้ง อ.แม่ลาว อ.แม่ฟ้าหลวง อ.ขุนตาล อ.เวียงแก่น อ.พญาเม็งราย อ.เวียงป่าเป้า และ อ.แม่สรวย 
 
 
โดยมีวิทยากรจากศูนย์รังสิตด้านกายภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ให้ความรู้ตลอดการอบรม ณ ห้องประชุมสภา อบจ.เชียงราย ชั้น 4
 
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ลำปาง สะท้อนข้อจำกัด กฎหมายป่าไม้ มาตรการห้ามเผา-การจัดการไฟ

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 67 เวลา 09.00 – 16.00 น. ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการ “การสร้างองค์ความรู้ในการจัดการไฟป่าให้กับชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และข้อจำกัดทางกฎหมาย นโยบายของรัฐ” ณ ชุมชนบ้านกลาง ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการดูแลรักษาและจัดการไฟป่าระหว่างชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า รวมถึงปัญหาและข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อนำข้อมูลการจัดการไฟในพื้นที่สู่การพัฒนาแผนการจัดการไฟป่าได้อย่างสอดคล้องกับพื้นที่

 

การแลกเปลี่ยนอภิปรายเรื่อง การสร้างองค์ความรู้ในการจัดการไฟป่าให้กับชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และข้อจำกัดทางกฎหมาย นโยบายของรัฐ มีตัวแทนแต่ละภาคส่วนร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร, ชลธี เชื้อน้อย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลำปาง, พนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง, ศุกร์ ไทยธนสุกานต์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดง, สมชาติ รักษ์สองพลู ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบ้านกลาง ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง, พชร คำชำนาญ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ โดยมีมานพ คีรีภูวดล กรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

ภาคประชาชนสะท้อน ‘กฎหมายป่าไม้-มาตรการห้ามเผา’ ทับวิถีคนอยู่กับป่า สมชาติ รักษ์สองพลู ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบ้านกลาง ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง กล่าวถึงบริบทชุมชนบ้านกลางว่า เป็นหนึ่งในชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอไม่กี่ชุมชนในอำเภอแม่เมาะ และมีหลักฐานการตั้งอยู่ของชุมชนมานานนับร้อยปี อาจกล่าวได้ว่า ชุมชนตั้งอยู่มาก่อนการมีพ.ร.บ.ป่าไม้ฉบับแรกที่ประกาศใช้ รวมถึงพ.ร.บ.อุทยานฯ ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนมาเป็นเวลากว่าสามสิบปี นับตั้งแต่การเตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท ในปีพ.ศ.2532 เป็นต้นมา จนกระทั่งในปัจจุบัน พื้นที่ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และพื้นที่ใช้สอยประโยชน์ทั้งหมดของชุมชน ยังอยู่ในเขตพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท นำมาสู่ความกังวลใจในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ป่า ทำให้วิถีชีวิตของคนอยู่กับป่าจำต้องปรับเปลี่ยนไปตั้งแต่มีการเตรียมประกาศอุทยานฯ ถ้ำผาไท

 

“ชุมชนชาติพันธุ์อยู่กับป่าไม่ได้ละเลยเรื่องสิ่งแวดล้อม เราอยู่ เราดูแล เรารักษา ไม่ได้มองว่าป่าเป็นของเราคนเดียว แต่ป่าเป็นของทุกคนทั้งประเทศ แต่พอกฎหมายป่าไม้ออกมากดทับชุมชนเช่นนี้ ทำให้วิถีการอยู่กับป่า และดูแลป่าของเรามันถูกจำกัดไปจากเดิม เพราะการดำรงชีวิตของเราทุก ๆ อย่างมันเกิดขึ้นในป่า เมื่อมีกฎหมายมาทับเรา เราก็กังวลใจ” สมชาติกล่าว

 

นอกจากกฎหมายป่าไม้และพ.ร.บ.อุทยานฯ แล้ว ในระยะเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมา ได้มีปัจจัยสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ส่งผลต่อชุมชน คือ ‘มาตรการห้ามเผา’ คำสั่งจากจังหวัดที่ประกาศบังคับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 แต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอที่อยู่ในเขตป่า และทำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวไว้ใช้บริโภคในครัวเรือนตลอดทั้งปี โดยกระบวนการทำเกษตรกรรมแบบไร่หมุนเวียนจำเป็นต้องใช้ไฟในการเผาเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจะตรงกับช่วงที่มาตรการห้ามเผาประกาศบังคับใช้ ทางชุมชนจึงทำแผนการจัดการไฟที่ระบุชัดเจนว่า จะมีแปลงไร่หมุนเวียนที่จะเผาอยู่ในพิกัดใด รวมถึงระบุวันเวลาในการเผาที่ชัดเจน ซึ่งแผนการใช้ไฟจะส่งไปแจ้งให้ทางอำเภอทราบ แต่ก็ยังต้องมีการเลื่อนเวลาเผาไร่หมุนเวียนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับจุดความร้อนในพื้นที่ป่า

 

“นโยบายที่รัฐประกาศออกมา ไม่ได้ให้ชาวบ้านในพื้นที่มีส่วนร่วม ทั้งยังใช้แบบเหมารวมทั่วประเทศ ซึ่งกระทบกับคนที่อยู่กับป่า ทั้ง ๆ ที่เรารักษาด้วยจิตวิญญาณ ทำให้เรากลายเป็นจำเลย ขยับตัวก็ไม่ได้ อยากให้หน่วยงานแยกแยะการใช้ไฟ ไฟแบบไหนเป็นไฟจำเป็นก็ต้องแยก” สมชาติกล่าว

 

 ‘ท้องที่ท้องถิ่น’ พร้อมเดินหน้าพัฒนา หากกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น พนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง กล่าวว่า การใช้ไฟในช่วงมาตรการห้ามเผาสามารถดำเนินการได้ หากมีแผนในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ที่ควบคุมได้และมีขอบเขตระยะเวลาชัดเจนแจ้งมาทางอำเภอ ซึ่งอาจจะต้องเลี่ยงช่วงระยะเวลาที่มีการตรวจจับจุดความร้อนผ่านทางดาวเทียม เนื่องจากช่วงวิกฤตฝุ่นควัน PM2.5 จุดความร้อนจะถูกนำมาใช้เป็นตัวบ่งชี้จุดกำเนิดฝุ่นควัน เช่น พื้นที่ที่มีจุดความร้อนจำนวนมาก จะถูกเพ่งเล็งว่าเป็นพื้นที่ที่มีการกระทำให้เกิดฝุ่นควัน PM2.5 ทั้งที่ฝุ่นควันเหล่านี้ไม่มีพรมแดนกั้น ดังนั้น ฝุ่นควันที่กำเนินที่จุดหนึ่งจึงสามารถพัดพามายังอีกจุดหนึ่ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง

 

ที่ผ่านมาทางอำเภอแม่เมาะถูกเพ่งเล็งเรื่องปริมาณฝุ่นควัน เนื่องจากตรวจพบจุดความร้อนสูงที่จัดในจังหวัดลำปาง ในความเป็นจริงแล้วทั่วทั้งจังหวัดลำปางมีเครื่องตรวจจับความร้อนเพียง 4 เครื่อง ถูกติดตั้งที่อำเภอแม่เมาะ 3 เครื่อง จึงทำให้ข้อมูลจุดความร้อนของจังหวัดลำปางถูกตรวจพบที่อำเภอแม่เมาะสูงมาก

 

ด้านข้อจำกัดการพัฒนาในพื้นที่ป่าที่ทางท้องที่ท้องถิ่นสะท้อนคือ ความยุ่งยากซับซ้อนของขั้นตอน เพราะท้องที่ท้องถิ่นต้องส่งเรื่องไปยังกรมป่าไม้ให้อธิบดีกรมพิจารณาอนุญาตในการพัฒนา ซึ่งน้อยครั้งมากที่จะได้รับอนุญาต แม้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 เรื่อง ขอผ่อนผันการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่า โดยให้หน่วยงานท้องที่ท้องถิ่นบันทึกข้อมูลการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าโดยระบุพิกัดให้ชัดเจน แล้วส่งข้อมูลไปให้กรมป่าไม้หรือกรมอุทยานแห่งชาติ พิจารณาก่อนเริ่มดำเนินการ แต่ไม่ได้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพราะจนกระทั่งปัจจุบัน (พ.ศ.2567) ยังไม่มีหน่วยงานลงมาตรวจสอบในพื้นที่แต่อย่างใด ทั้งที่ในเมื่อมีการผ่อนผันแล้วก็ควรจะอนุมัติให้ดำเนินการในพื้นที่ได้

 

“ส่วนตัวมองว่าจึงมีความยุ่งยากซับซ้อนในกระบวนการขออนุญาตดำเนินการในพื้นที่ป่า อาจจะถ่ายโอนอำนาจการพัฒนาสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน มาให้ระดับจังหวัดตัดสินใจมากกว่าให้ตัดสินใจที่ระดับกรม แม้กระทั่งการทำแนวกันไฟในบางจุดก็ยังไม่สามารถเข้าไปทำได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดที่ต้องระมัดระวังกฎหมายป่าไม้เรื่องการเข้าไปแผ้วถางในพื้นที่ป่าทั้ง ๆ ที่เป็นการบริหารจัดการเชื้อเพลิงที่เป็นผลดีต่อการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ” พนมพรกล่าว

 

ศุกร์ ไทยธนสุกานต์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดง กล่าวว่า ข้อจำกัดสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชนที่อยู่ในเขตป่า คือ ความทับซ้อนในขอบเขตอำนาจของหน่วยงาน แม้ว่าแต่ละหน่วยงานมีขอบเขตหน้าที่ที่ชัดเจนก็จริง แต่เมื่อไปทับซ้อนกับขอบเขตอำนาจของหน่วยงานอื่นก็ทำให้การพัฒนาในพื้นที่ติดขัดได้ อย่างกรณีการทำถนนเข้าชุมชนที่อยู่ในเขตป่า จะมีลำดับขั้นตอนของกระบวนการที่ต้องส่งเรื่องให้กรมป่าไม้หรือกรมอุทยานแห่งชาติที่มีอำนาจตัดสินใจในการดำเนินการในพื้นที่ป่าเสียก่อน หากพิจารณาเห็นชอบแล้วอนุมัติจึงจะดำเนินการได้

“อบต.บ้านดงสนับสนุนการพัฒนาสาธารณูปโภคในเขตพื้นที่ป่า อย่างกรณีถนนทางเข้าชุมชนบ้านกลาง ก็มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม EIA แล้ว ส่วนการขอใช้งบประมาณตามขั้นตอน ต้องมีการจับพิกัดในพื้นที่ก่อนจะใช้งบประมาณ ทำให้การดำเนินการเกิดความล่าช้า จนบางทีต้องคืนงบประมาณไปแทนที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาในพื้นที่ หลังจากนี้ทางอบต.จะรับพิจารณาจัดทำแผนการดำเนินการให้เป็นข้อบัญญัติของตำบลต่อไป” ศุกร์กล่าว

 

ภาคประชาสังคม ตอก ‘กฎหมายป่าไม้’ กรงขังที่ครอบชุมชนในเขตป่า

พชร คำชำนาญ เจ้าหน้าที่สื่อสารรณรงค์ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ กล่าวว่า หากมองอย่างผิวเผินจะเห็นว่าชุมชนชาติพันธุ์เหมือนชุมชนทั่วไปในพื้นที่ป่า แต่ในความเป็นจริงแล้วหลายชุมชน หลายพื้นที่ถูกรัฐไทยประกาศกฎหมายทับครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างกรณีชุมชนบ้านกลางที่ถูกกฎหมายนโยบายป่าไม้ไทยบังคับใช้ถึงสามครั้ง เริ่มจากการประกาศใช้พ.ร.บ.ป่าไม้ ปีพ.ศ. 2484 เป็นการประกาศทับพื้นที่ชุมชนครั้งแรกว่า ตรงที่ชุมชนดำรงอยู่จะกลายเป็นพื้นที่ป่าไม้ของไทย ครั้งที่สองคือ การประกาศใช้พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2507 และตอกย้ำความชัดเจนอีกครั้งว่า พื้นที่ชุมชนอยู่ในเขตพื้นที่เตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท เมื่อปี พ.ศ. 2532 ซึ่งผลของการบังคับใช้กฎหมายและคำสั่งเหล่านี้ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

นอกจากกฎหมายนโยบายป่าไม้ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่ป่าแล้ว ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นับแต่การเริ่มมีปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 สิ่งที่ชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่ป่าต้องเผชิญเพิ่มคือ การถูกเบียดขับจากสังคมเมือง ถูกป้ายสีให้เป็นแพะรับบาปในปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการถูกกล่าวโทษว่าไร่หมุนเวียนที่ต้องใช้ไฟในการทำเกษตรกรรม เป็นสาเหตุของฝุ่นควัน PM2.5 นำมาสู่การบรรจุปัญหาฝุ่นควันอยุ่ในวาระแห่งชาติว่าด้วยการจัดการฝุ่นโดยกรมควบคุมมลพิษ ในยุครัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2563 ซึ่งในแผนวาระแห่งชาตินี้

 

 

 

มี ‘มาตรการห้ามเผาโดยเด็ดขาด’ บรรจุอยู่ โดยมีกระทรวงมหาดไทยที่มีอำนาจในการมอบหมายมายังผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด ให้มีอำนาจในการตัดสินใจและออกคำสั่งควบคุมการเผาในจังหวัดได้โดยชอบ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในพื้นที่ออกลาดตระเวนการใช้ไฟในพื้นที่ป่าถี่ขึ้น หลังปี 2563 พบว่ามีคดีที่เกี่ยวข้องกับไฟป่ามากถึง 600 กว่าคดีที่ถูกจับกุมดำเนินคดีประชาชนในพื้นที่

 

 

ในปี 2567 มีการพัฒนาระบบแอพลิเคชัน Fire D เพื่อเป็นช่องทางลงทะเบียนการขออนุญาตเผาล่วงหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาการห้ามเผาอย่างเหมารวม แต่ด้วยระบบ single command ของระบบราชการไทย ที่ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการระงับแผนการใช้ไฟที่เคยขออนุญาตไว้ในระบบ Fire D ได้ หากช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างรุนแรง

 

 

 

สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐราชการรวมศูนย์ของไทย ที่ทำให้ความพยายามในการดำเนินการแก้ไขปัญหาติดขัดและไม่เป็นไปดังที่ควรจะเป็น

 

 

“หลังฝนแรกโปรยลงมา ฝุ่นควันหายไป ทุกคนอยากมาเที่ยวภาคเหนือ ชื่นชมธรรมชาติที่เขียวขจี โดยลืมซากปรักหักพังที่เกิดกับชุมชนจากมาตรการห้ามเผาในช่วงฝุ่น PM2.5 ข้อเสนอของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือคือ มาตรการห้ามเผาต้องยกเลิก โดยต้องแยกไร่หมุนเวียนออกจากมาตรการห้ามเผาให้ชัดเจน รวมถึงผลักดันให้การกระจายอำนาจการจัดการพื้นที่ให้ถึงชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การมอบหมายอำนาจให้ผู้ว่าราชการแบบรัฐราชการรวมศูนย์ที่เป็นอยู่” พชรกล่าว

 

 

 

กมธ.ในนาม ‘ผู้แทนราษฎร’ เห็นพ้อง พร้อมร่วมผลักดันในสภา

พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า จากการรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคประชาชน ท้องที่ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม ล้วนเห็นด้วยและมีข้อเสนอ 6 ประเด็นหลัก ๆ ดังนี้

 

 

 

– การประกาศพื้นที่ป่าทับพื้นที่ทำกินที่กระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่และทำกินมาเป็นระยะเวลานาน ทางพรรคก้าวไกลมีข้อเสนอให้ จัดตั้งกองทุนในการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน 10,000 ล้านบาท เพื่อให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินที่มีข้อพิพาททั้งหมด และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ประมวลกฎหมายที่ดิน และปรับปรุงปัญหาทับซ้อนของแผนที่ให้แล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของนายกรัฐมนตรีเนื่องจากเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

 

– ส่งเสริมพื้นที่นิเวศน์วัฒนธรรม เป็นหนึ่งในแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกันระหว่างชุมชนในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ที่ต้องรักษาระบบนิเวศน์และคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เช่น การแบ่งสัดส่วนพื้นที่ในการบริหารจัดการ โดยกลไกคณะกรรมการที่มาร่วมออกแบบกติกาในการบริหารจัดการพื้นที่ต้องมีสัดส่วนของคนในพื้นที่เป็นหลัก เพื่อช่วยให้การบริหารในพื้นที่เป็นไปอย่างแม่นยำและสอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ได้ ซึ่ช่องทางที่จะทำให้เกิดแนวทางนี้คือ การผลักดันกฎหมายชาติพันธุ์

 

– ลดอคติทางชาติพันธุ์ หากปรับมุมมองว่า นโยบายทางวัฒนธรรมมีส่วนเอื้อต่อการดำรงรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีศึกษาจากประเทศแถบละติน-อเมริกา ที่มีการกำหนดเป้าหมายลดอัตราการตัดต้นไม้ในพื้นที่ป่า พบว่าในพื้นที่ที่ให้ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่มีส่วนร่วมในกระบวนการ จะมีอัตราการตัดไม้ทำลายป่าจะลดลง

 

– กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ท้องที่ท้องถิ่นใกล้ชิดประชาชนในพื้นที่มากที่สุด ขณะนี้มีร่างกฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจและงบประมาณ เพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดบริการสาธารณะอย่างมีอิสรภาพมากขึ้น และต้องเพิ่มบุคลากรในระดับท้องถิ่น เพิ่มงบประมาณที่เหมาะสมต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

– สวัสดิการโดยรัฐ ในปัจจุบันทางพรรคก้าวไกลพยายามยกระดับอัตราสวัสดิการให้เป็นแบบถ้วนหน้า เพื่อทุกคนเข้าถึงได้ และให้ระดับสวัสดิการสอดล้องกับค่าครองชีพมากขึ้น

– เพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง สามาถทำได้ในหลายช่องทาง เช่น การเพิ่มสัดส่วนผู้แทนราษฎรชาติพันธุ์ การออกแบบกฎกติการอื่น ๆ ที่จะทำให้เสียงสะท้อนของชาติพันธุ์ในประเทศไทยดังขึ้น

 

“หากมองสูงกว่าระดับกฎหมายทั่วไป ให้ไปถึงวาระการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะทำอย่างไรให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมีสัดส่วนของชาติพันธุ์มากขึ้น เสนอว่า ให้ออกแบบระบบเลือกตั้งสสร. เป็นแบบบัญชีรายชื่อ เพื่อให้เพิ่มสัดส่วนของประชาชนแต่ละกลุ่มได้หลากหลายมากขึ้น มีกรณีศึกษาประเทศชิลี สำหรับการเลือกตั้งสสร. ที่มีบัตรเลือกตั้งสองใบสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ว่าจะเลือกตัวแทนจากพื้นที่ หรือตัวแทนจากกลุ่ม ส่วนประชาชนทั่วไปจะมีบัตรเลือกตั้งหนึ่งใบ” พริษฐ์กล่าว

 

หลังกิจกรรมการแลกเปลี่ยนอภิปราย ตัวแทนสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ จังหวัดลำปาง ได้ยื่นหนังสือสองฉบับถึงประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร และประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอเพื่อโปรดเร่งดำเนินการปกป้องวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จากมาตรการห้ามเผาอย่างเร่งด่วน

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI

มทบ.37 เชียงรายเปิดโครงการ“ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง”

 

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 ที่สนามฝึกหน้ากองร้อยมณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย พันเอก รัตนสิทธิ์ แจ่มรัตนกุล รองเสนาธิการ มณฑลทหารบกที่ 37 เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” ประจำปี 2567 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมีเครือข่ายหน่วยงานด้านบรรเทาสาธารณภัยในจังหวัดเชียงรายบูรณาการการทำงานร่วมกัน ประกอบด้วย ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 15 เชียงราย เทศบาลนครเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย การประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย

 

พันเอก รัตนสิทธิ์ แจ่มรัตนกุล รองเสนาธิการ มณฑลทหารบกที่ 37 กล่าวว่า “ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 37 ร่วมกับภาคส่วนราชการในพื้นที่ ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น จึงได้บูรณาการทรัพยากรและศักยภาพของแต่ละหน่วยงาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน กองทัพบกได้มีนโยบายให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ตลอดจนมุ่งหวังในการแก้ไขปัญหา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และลดผลกระทบอันเกิดจากสถานการณ์ภัยแล้งให้กับพี่น้องประชาชน”
 
 
ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวปิดโครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” ประจำปี 2567 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ได้มีการปล่อยแถวพาหนะรถยนต์บรรเทาสาธารณภัย อุปกรณ์ เครื่องมือบรรเทาสาธารณภัย กำลังพล เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาคีเครือข่ายศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 37 เป็นการแสดงออกถึงซึ่งความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้ง และประสบสาธารณภัยต่างๆในพื้นที่จังหวัดเชียงรายต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

สมาคมกีฬาร่วมเทศบาลนครเชียงรายขับเคลื่อนเมืองแห่งกีฬา ปี2567

 
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 เทศบาลนครเชียงรายโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ร่วมการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ.2567 สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย โดยมีนางรัตนา จงสุทธานามณี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย คณะกรรมการบริการสมาคมฯ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ.2567 ณ โรงแรมเดอะริเวอร์รี บายกะตะธานี จังหวัดเชียงราย พร้อมประธานฝ่ายกีฬา ผู้แทนฝ่ายกีฬา ทุกชนิดกีฬา รวมทั้ง นางชญาณ์นันท์ เชื้อศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย เข้าร่วมประชุม
 
 
นางรัตนา จงสุทธานามณี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย ได้แจ้งที่ประชุม ในการเตรียมความของสมาคมกีฬาฯ ในการเตรียมจัดส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน กีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 39 ราชบุรีเกมส์ 21-31 มีนาคม 2567 และ การแข่งขันกีอาวุโสแห่งชาติ เมืองโอ่งเกมส์ ระหว่างวันที่ 19-26 เมษายน 2567 ที่จังหวัดราชบุรี ขณะนี้ทางสมาคมฯ มีความพร้อมในการจัดส่งนักกีฬาเข้าทำการแข่งขัน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้จังหวัดเชียงราย
 
 
นายวันชัย จงสุทธานามณี ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย กล่าวในช่วงท้ายว่า ในฐานะที่ดำรงดำแหน่ง นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมที่ร่วมขับเคลื่อนไปพร้อมกับสมาคมกีฬาฯ ในการสร้างนักกีฬา การจัดการแข่งขันกีฬาแต่ละชนิดกีฬาในพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายในการพัฒนาเมืองแบบสามมิติ ที่ชาวเทศบาลนครเชียงราย จะมีสุขภาพแข็งแรง จากการออกกำลังกาย และสร้างนักกีฬารุ่นใหม่ขึ้นมา ปัจจุบันได้ผลักดันให้โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า และโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย โชว์ความสามารถของเด็กนักเรียนที่ชอบกีฬาออกมา เพื่อมุ่งสู่นักกีฬาระดับจังหวัดและประเทศต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

มฟล.ร่วมท้องถิ่นประกาศอนุรักษ์ เวียงหนองหล่ม จุดท่องเที่ยว “สายมู”

 

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2567 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ร่วมกับ เทศบาล ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย จัดให้มีพิธี “ฟื้นใจเวียงหนองด้วยศรัทธา สืบชะตาป่าต้นอั้น” ณ ปางควาย หมู่บ้านป่าสักหลวง ต.จันจว้า ภายในพื้นที่ “เวียงหนองหล่ม” ซึ่งมีการอนุรักษ์พืชเรียกว่า “ต้นอั้น” ซึ่งเป็นไม้ท้องถิ่นที่เชื่อกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ใช้ในการทำของชลังด้วย ทั้งนี้มีมีลักษณะคล้ายป่าโกงกางแต่อยู่ในน้ำจืด และเคยมีอยู่อย่าหนาแน่นในเวียงหนองหล่ม โดยในพิธีมีการทำบุญพระสงฆ์และมีการสืบชะตาป่าต้นอั้น ขบวนสักการะบูรพกษัตริย์อาณาจักรโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัติซึ่งเคยตั้งอยู่ที่เวียงหนองหล่มดังกล่าวและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีการกล่าวโองการฟื้นใจเวียงหนอง เปิดป้ายโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ พื้นที่อนุรักษ์ป่าต้นอั้น ดังกล่าวด้วย

 
 
จากนั้นนายทนงศักดิ์ ทองแสน นายกเทศมนตรี ต.จันจว้า ในฐานะประธานในพิธี และ รศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าโคงการวิจัยภูมิทัศน์ของตำนานพื้นที่แอ่งเชียงแสน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และคณะได้ร่วมกันประกาศให้เวียงหนองหล่มเป็น “สถานะบุคคลทางวัฒนธรรมเวียงหนองหล่ม” โดยมีสัญลักษณ์เป็นการการผูกผ้าบนเสาใจเมืองเวียงหนองที่ตั้งอยู่ตรงพื้นที่อนุรักษ์ป่าต้นอั้นดังกล่าวพร้อมมีการโปรยข้าวตอกดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ว่าพื้นที่แหง่นี้จะได้รับการอนุรักษ์ต่อไป
 
 
นายทนงศักดิ์ กล่าวว่า เวียงหนองหล่มมีตำนานและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน รวมทั้งมีธรรมชาติโดยเฉพาะแหล่งน้ำและต้นไม้คือะต้นอั้นที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีการบุกรุกจนกลายเป็นปัญหาที่หมักหมมม ดังนั้นทางท้องถิ่นจึงยินดีอย่างมากที่ทาง มฟล.ได้เข้าไปร่วมในการอนุรักษ์เพราะพื้นที่แห่งนี้รายล้อมด้วยประชากรที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากถึง 90% เดิมมีมีพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ แต่เพราะแนวเขตไม่ชัดเจนทำให้ในปัจจุบันเหลืออยู่เพียงแค่ประมาณ 15,000 ไร่ รวมทั้งยังมีคดีฟ้องร้องกันระหว่างเทศบาลและเอกชนที่พยายามจะเข้าไปครอบครองอีกกว่า 3-4 ราย
 
 
รศ.ดร.พลวัฒ กล่าวว่า การประกาศครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นร่วมกันฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม และหลังจากนี้ก็จะร่วมกับชาวบ้านในการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพราะเวียงหนองหล่มถือเป็นสถานที่ที่มีตำนานและประวัติศาสตร์ ชาวบ้านก็มีวัฒนธรรมประเพณีที่มีเอกลักษณ์ การส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยเฉพาะ “สายมู” จะสามารถควบคู่ไปกับการฟื้นฟูและอนุรักษ์เวียงหนองหล่มในอนาคตได้เป็นอย่างดี
 
 
รายงานข่าวแจ้งว่า “เวียงหนองหล่ม” มีตำนานว่าเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัติและในวันเสาร์ เดือน 7 แรม 7 ค่ำ พ.ศ.1003 หรือมากกว่า 1,500 ปีมาแล้ว ชาวบ้านได้จับปลาไหลเผือกแล้วนำมาแบ่งกันกินยกเว้นแม่หม้ายคนหนึ่ง ต่อมาเมืองได้สล่มสลายลงกลายเป็นหนองน้ำ มีเพียงแม่หม้ายคนดังกล่าวที่รอดตายป้จจุบันยังมีเกาะอยู่กลางน้ำเรียกว่าเกาะแม่หม้าย
 
 
อย่างไรก็ตาม คาดการกันว่าน่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวในอดีต ขณะที่ในยุคปัจจุบันมีชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยขน์เลี้ยงกระบือหรือควาย ทำประมง ฯลฯ แต่ก็มีผู้เอกชนซึ่งบางรายเป็นรายใหญ่และมีนามสกุลชื่อดังเข้าไปถือครองโดยรอบเวียงหนองหล่ม หลังเกิดการฟ้องร้องบางรายยอมคืนที่ดินให้กับเทศบาลแต่บางรายยังสู่คดีกันอยู่
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
All

ไฟป่าเริ่มลามจากเมียนมา แม่สายระดมกำลังต้าน เห็นเปลวไฟแต่เข้าดับไม่ได้

 

เมื่อวันที่ 6 มี.ค.67 ได้เกิดไฟไหม้ป่าละเมาะขึ้นบริเวณพื้นที่แนวชายแดนไทย-เมียนมา ฝั่งไทยคือหมู่บ้านผาฮี้ ต.โป่งงาม และบ้านผาหมี ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยไฟได้ลุกไหม้มาจากฝั่ง จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา และจะเข้าสู่ฝั่งไทยซึ่งมีถนนเลียบชายแดนกั้นอยู่ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารร้อย ม.2 ฉก.ทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ผู้นำชุมชน และชาวบ้าน ได้ระดมกำลังกันเข้าระงับเหตุโดยเฉพาะบริเวณช่องทางศูนย์บำบัดผาหมีที่มีหญ้าและต้นไม้แห้งปกคลุมอยู่มาก

 
เจ้าหน้าที่และชาวบ้านต้องใช้เวลานานประมาณ 5 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แต่ไฟก็ลามเข้ามาไหม้ในฝั่งไทยจนมีพื้นที่ได้รับความเสียหาย ประมาณ 6 ไร่ แต่ไม่มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตามหลังไฟลุกลามยังคงมีการคุกรุ่นและลุกไหม้ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านยังคงต้องเฝ้าระวังรวมทั้งพากันทำแนวกันไฟ เพื่อป้องกันไฟที่อาจจะลุกลามเข้ามาอีกเพระฝั่งไทยมีต้นไม้โดยเฉพาะต้นสนหนาแน่น รวมทั้งมีบ้านเรือนประชาชนอยู่ด้วย
 
 
วันเดียวกันนางสุภาพรรณ หมั่นเจริญ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้ลงพื้นที่กำกับติดตามการรับมือไฟป่า หมอกควันในพื้นที่อ.เชียงแสน และอ.เชียงของ หลังเริ่มมีสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ และค่าหมอกควัน ฝุ่นละออง PM2.5 มีความรุนแรงมากขึ้น จึงทำให้นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว ที่จะส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน โดยเน้นย้ำให้มีการแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นต้องทั่วถึง ทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลที่รวดเร็ว ถูกต้อง อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าฝุ่นสูงขึ้น คือ หมอกควันข้ามแดน จึงได้สั่งการให้นายอำเภอ ประสานงาน และเจรจาขอความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านในระดับพื้นที่ เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างเต็มที่
 
 
รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ยังได้กล่าวขอบคุณพร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและ PM2.5 พร้อมทั้งยังได้แสดงความชื่นชมทุกในการเสียสละแรงกาย และแรงใจ เพื่อชาติ บ้านเมือง และประชาชน โดยเน้นย้ำว่าทางจังหวัดเชียงรายพร้อมให้การสนับสนุนภารกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและ PM2.5 อย่างเต็มที่
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS SOCIETY & POLITICS

เพิ่มโทษ – คุมโฆษณา พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ครม. มีมติอนุมัติหลักการ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข สาระกฎหมายฉบับใหม่กำหนดการแก้ไขคำนิยาม ทั้ง“เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” และ “การสื่อสารการตลาด” และเพิ่มเติมคำนิยาม “ผู้มีปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” เพื่อให้มีความชัดเจน และครอบคลุมการบำบัดรักษาในกลุ่มบุคคลมากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย
 
 
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมายความรวมถึง วัตถุทั้งหลายหรือของผสมที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับน้ำสุรา หรือซึ่งดื่มกันไม่ได้ แต่เมื่อได้ผสมกับน้ำหรือของเหลวอย่างอื่นแล้วสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับน้ำสุรา แต่ไม่รวมถึงเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 0.5 ดีกรี ไม่รวมถึงยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
 
 
การสื่อสารการตลาด หมายความว่า การกระทำใด ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อขายสินค้า บริการ หรือภาพลักษณ์ โดยการประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่ข่าวสาร การส่งเสริมการขาย การแสดงสินค้า การจัดหรือสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมพิเศษ และการตลาดแบบตรง
 
 
ผู้มีปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมายความว่า บุคคลที่มีรูปแบบการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ทางร่างกาย จิตใจหรือสังคม หรือเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งควรได้รับการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพ
 
 
คุมการโฆษณา เพิ่มหมวดว่าด้วยการโฆษณา โดยมีบทบัญญัติเรื่องการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การประชาสัมพันธ์ใด ๆ โดยผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด ห้ามแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจ และห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์ หรือสิ่งอื่นใดที่อาจทำให้เข้าใจว่าหมายถึงการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งห้ามมิให้การอุปถัมภ์หรือให้การสนับสนุนบุคคล กลุ่มบุคคล หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชน ในลักษณะที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยไม่ใช้บังคับกับการบริจาคหรือการช่วยเหลือตามมนุษยธรรมในกรณีที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง
 
 
เพิ่มอำนาจการกำกับ เพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของรัฐมนตรีในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่ห้ามขายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มเติมได้บทลงโทษตามกฎหมาย ตามกฎหมายฉบับใหม่ได้กำหนดบทกำหนดโทษ เช่น เพิ่มเติมโทษในกรณีที่ฝ่าฝืนบริโภคเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณสถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย ไม่เกิน 10,000 บาท เพิ่มอัตราโทษปรับในกรณีผู้กระทำความผิดเป็นผู้ผลิตหรือนำเข้า จากเดิม
 
 
“ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็น “ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
 
ทั้งนี้ แม้ว่าจะผ่านการเห็นชอบในหลักการจาก ที่ประชุม ครม. แล้ว แต่นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการเพิ่มเติม ให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และคณะทำงานไปตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม โดยอยากให้มองมิติด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากมิติด้านสุขภาพ
 
 
เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จึงเสนอเข้ามาให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาภายใน 1 สัปดาห์ และเมื่อ ครม. เห็นชอบรายละเอียดของกฎหมายทั้งหมดอีกครั้งแล้ว ก็ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อนำไปประมวลก่อนส่งไปรัฐสภาเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

8 มีนาคม วันสตรีสากล การมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน

 

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี ถือเป็น “วันสตรีสากล” หรือ International Women’s จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองและสร้างความตระหนักถึงบทบาทความสำคัญของผู้หญิง รวมถึงสิทธิมนุษยชนที่ผู้หญิงทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียม เสมอภาค โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติและการถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ซึ่งในปีนี้วันสตรีสากลได้เน้นย้ำถึง “การมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน” (Inspire Inclusion) โดยทุกคนมีโอกาสและสิทธิเท่าเทียมกัน ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ในการเข้าถึงและได้รับสิทธิ หน้าที่ และโอกาส ตามหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

รู้จักและเข้าใจความเสมอภาคทางเพศ

          ความเสมอภาค (Equality) คือ ความเท่าเทียมในสิทธิ หน้าที่ และโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ซึ่งความแตกต่างทางเพศต้องไม่เป็นเงื่อนไขในการกำหนดสิทธิและโอกาสของบุคคลในสังคม ความไม่เสมอภาคระหว่างเพศเป็นสาเหตุหนึ่งของความไม่เท่าเทียมและเป็นที่มาของการกระทำรุนแรงที่ส่งผลกระทบทั้งทางกาย จิตใจ สังคม ของบุคคล อคติทางเพศเป็นความรุนแรงที่สร้างปัญหาอย่างยิ่ง เช่น การกีดกันด้านการศึกษา อาชีพ ค่าจ้าง โอกาสก้าวหน้าในตำแหน่งงาน การเข้าถึงบริการสาธารณะ การมีส่วนร่วมทางการเมือง ความรุนแรงทางเพศ รวมถึงการคุกคามทางเพศ เป็นต้น

 

“ไทย” ความเสมอภาคทางเพศขยับขึ้น 5 อันดับ ติดอันดับ 74 ของโลก

ข้อมูลจากรายงานการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ได้เปิดเผยรายงานดัชนีความเสมอภาคทางเพศทั่วโลก ประจำปี 2566 (Global Gender Gap Index 2023) ที่ผ่านมาว่า ไทยอยู่ในอันดับที่ 74 จากทั้งหมด 146 ประเทศ โดยอันดับขยับขึ้น 5 อันดับจากอันดับที่ 79 ในปี 2565 ด้วยคะแนน 0.711 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.002 คะแนน

โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายปัจจัยพบว่า ไทยอยู่อันดับที่ 24 ในหัวข้อความเสมอภาคด้านการมีส่วนร่วมและโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่วนในด้านความสำเร็จทางการศึกษาอยู่ที่อันดับ 61 ขณะที่ด้านสุขภาพและการอยู่รอดอยู่ที่อันดับ 42 และการส่งเสริมศักยภาพทางการเมืองอยู่ที่อันดับ 120

สำหรับประเทศไทยนับว่ามีความก้าวหน้าและตอบรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ที่ระบุความหมายของการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศอย่างชัดเจน ครอบคลุมถึงบุคคลที่มีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด (มาตรา 3) และได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2558

ทั้งนี้ มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ ขอเป็นหนึ่งในพลังเสียงเพื่อสนับสนุนบทบาทสตรี และผลักดันให้ทุกคนให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม และการไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงส่งเสริมให้เห็นถึงความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศในทุกมิติ โดยที่ผ่านมามูลนิธิฯ
มีการดำเนินงาน ส่งเสริมสิทธิเด็กและรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างการรับรู้และความตระหนักแก่สาธารณชน รวมถึงมุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนให้ความรู้แก่แม่ น้า และเจ้าหน้าที่ เกี่ยวกับการอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ เรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศ อบรมให้ความรู้เรื่องสิทธิเด็ก และนโยบายคุ้มครองเด็ก ทั้งด้านการใช้แรงงานเด็ก การล่วงละเมิดทางเพศ ความปลอดภัยด้านสุขภาพและร่างกาย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและตระหนักถึงสิทธิของตนเองเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเด็กในครอบครัวโสสะ ได้ที่ เว็บไซต์ https://www.sosthailand.org/donate-now

 และรับชมคลิป ความเสียสละและความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของแม่โสสะ ผ่านหนังสั้นเรื่อง “แม่” ได้ที่ http://bit.ly/3XSxe5K

 

 

 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รพ.แม่สาย เร่งเพิ่มเครื่องฟอกอากาศ รับสถานการณ์ PM 2.5

 

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 67 สภาพอากาศพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สาย จ.เชียงราย พบว่ามีฝุ่นละอองและหมอกควันหนาตากว่าที่ผ่านมา และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที 1 (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน) รายงานว่ามีค่าฝุ่นละอองขนาด PM 2.5 เกินมาตรฐานตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-5 มี.ค.ครอบคลุมทุกจังหวัดโดย จ.เชียงราย เกินมาตรฐานแล้ว 35 วัน ส่วนกรมควบคุมมลพิษรายงานเวลา 07.00 น.วันเดียวกันว่ามีค่า PM 2.5 สูงถึง 119.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศเมตร และมีค่าคุณภาพอากาศอยู่สูงถึง 245 AQI 

 

ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แตกต่างจากเขต อ.เมืองเชียงราย ที่มีปริมาณ PM 2.5 เพียง 46.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรและค่าคุณภาพอากาศอยู่ที่ 125 AQI ทั้งๆๆ ที่ อ.แม่สาย ไม่พบจุดความร้อนจากการตรวจด้วยดาวเทียมเลยตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.-5 มี.ค.นี้ กระนั้นสำนักงานฯ รายงานว่าดาวเทียมระบุว่าจุดความร้อนพบว่าในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ติดกับ จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.เชียงใหม่ จนเกิดเป็นกลุ่มสีแดงอย่างชัดเจน

 

.
ด้านนายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย กล่าวว่าได้มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุข จ.เชียงราย ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่อ.แม่สาย จัดทำห้องปลอดฝุ่นพร้อมเครื่องฟอกอากาศ โดยเฉพาะตามศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทุกแห่งให้มีจำนวน 130 แห่ง และได้มอบหมายให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ออกเดินเคาะประตูบ้านให้คำแนะนำกลุ่มเสี่ยงคือเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคระบบทางเดินหายใจ และผู้ป่วยติดเตียง ฯลฯ อย่างต่อเนื่อง สำหรับประชาชนทั่วไปควรสวมหน้ากากอนามัยที่ป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคทางเดินหายใจ รวมไปถึงให้อยู่แต่ในพื้นที่ปลอดภัย เช่น ภายในบ้านหรืออาคาร ฯลฯ ที่เป็นพื้นที่ปิดหรือหากมีเครื่องฟอกอากาศควรจะเปิดเอาไว้ตลอดด้วย
 
.
ล่าสุดนางสุภาพรรณ หมั่นเจริญ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้เดินทางไปดูความพร้อมที่ อ.แม่สาย พบว่าได้มีการเตรียมห้องปลอดฝุ่นไว้แล้ว 130 ห้อง ทั้งในโรงพยาบาลแม่สาย 50 ห้อง มีระบบความดันอากาศ 14 ห้อง สำนักงานสาธารณสุข อ.แม่สาย 1 ห้อง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 12 ห้อง ขณะที่โรงพยาบาลแม่สายได้เพิ่มเครื่องฟอกอากาศจากจำนวน 97 เครื่อง เป็น 205 เครื่องแล้ว โดยนำไปประจำทุกจุดบริการ ขณะที่มีกลุ่มเสี่ยงต่อฝุ่น PM 2.5 เช่น โรคทางเดินหายใจ หัวใจ ฯลฯ รวมจำนวนกว่า 21,825 คน.
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงราย เพิ่มประสิทธิภาพการออมทุนลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

 

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 ที่โรงแรมเชียงรายแกรนด์รูม ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย นางอุบลรัตน์ พ่วงภิญโญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการออมทุนชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เนื่องในวันคล้ายวันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อการผลิต ครบรอบ 50 ปี โดยมีนางอำไพ บัวระดก พัฒนาการจังหวัดเชียงราย นำหัวหน้าส่วนราชการ พัฒนาการอำเภอ นักวิชาการพัฒนาชุมชนจังหวัด อำเภอ คณะกรรมการเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตระดับอำเภอและสมาชิก กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต 18 อำเภอ กว่า 70 คน เข้าร่วม

 

 

นางอำไพ บัวระดก พัฒนาการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตเป็นองค์กรการเงินสำคัญของกรมการพัฒนาชุมชน โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้ส่งเสริมให้ประชาชนมารวมตัวกันออมเงินตามศักยภาพของตนเอง ซึ่งเป็นการสร้างหลักประกัน สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สมาชิกในครัวเรือน ช่วยเหลือคนในชุมชน โดยในปีนี้เป็นปีการก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ครบรอบ 50 ปี กรมการพัฒนาชุมชน เป็นองค์กรที่เป็นเครื่องมือสำคัญ ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของชุมชน ตามภารกิจของกรมการพัฒนาชุมชน และภารกิจของกระทรวงมหาดไทย ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของประชาชน แก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน และกล่าวต่อไปว่าปัจจุบันจังหวัดเชียงราย มีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ทั้งสิ้น 610 กลุ่ม สมาชิก 71,741 ราย เงินสัจจะสะสม 710,475,737 บาท (เจ็ดร้อยสิบล้านสี่แสนเจ็ดหมื่นห้าพันห้าร้อยสามสิบเจ็ดบาทถ้วน)
 
 
นางอุบลรัตน์ พ่วงภิญโญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เป็นองค์กรการเงินที่สำคัญของกรมการพัฒนาชุมชน ที่เป็นองค์กรส่งเสริมให้ประชาชนมารวมตัวกันออมเงิน ตามศักยภาพของตนเอง สร้างหลักประกัน สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สมาชิกในครัวเรือน รวมถึงช่วยเหลือคนในชุมชน สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน และการมีความรู้ควบคู่คุณธรรม โดยยึดหลักคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ ความเห็นอกเห็นใจ ความไว้วางใจกัน ตลอดจนวิถีการดำรงชีวิตของคนในชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นต่อไป
 
 
จากนั้นรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้มอบเกียรติบัตรให้แก่กลุ่มออมทรัพย์ เพื่อการผลิตดีเด่น และสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อการผลิตดีเด่น จำนวน 35 ราย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่สมาชิกออมทรัพย์ นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมรณรงค์ให้กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต รับสมัครสมาชิกเพิ่ม ประชาสัมพันธ์เพิ่มเงินสัจจะสะสม 50บาท หรือฝากเงินสัจจะสะสมพิเศษ จำนวน ๕o บาทขึ้นไป เวทีเสวนา ในหัวข้อ “ความสำเร็จของการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต” 
 
 
บูธนิทรรศการแสดงถึงความสำเร็จของการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต รวมถึงจัดคลินิกให้คำแนะนำเรื่องการจัดทำบัญชี การดำเนินกิจกรรมเครือข่ายฯ การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านการเงิน และบูธภาคีเครือข่ายจากสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย มูลนิธิไทยเครดิต ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และบริษัทไทยประกันชีวิต
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News