เชียงรายขาดแพทย์ 18 อัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชน สธ.ดันแผน 3 ระยะ–มาตรการจูงใจ 5 ด้าน หวังพลิก “พื้นที่สีแดง” ให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างเป็นธรรม
เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศท่องเที่ยวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่คึกคักในภาคเหนือ จังหวัดเชียงรายยังต้องเผชิญ “โจทย์ใหญ่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า” คือภาวะขาดแคลนแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งขณะนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพื้นที่วิกฤตหรือ “พื้นที่สีแดง” ถึง 4 แห่ง ขาดแพทย์รวม 18 คน ขณะที่โรงพยาบาลแม่สายยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปที่มีระดับความขาดแคลนรุนแรง (สีส้ม) สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทย ที่แม้จะมี “เตียง” และอาคารสถานพยาบาลเพิ่มขึ้น แต่กลับมี “หมอ” ไม่เพียงพอรองรับความต้องการของประชาชน
บทความชิ้นนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมวิกฤตบุคลากรแพทย์ของประเทศ เจาะลึกสถานการณ์ในจังหวัดเชียงราย และวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ 3 ระยะ รวมถึงมาตรการจูงใจ 5 ด้านที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังเดินหน้า หวังลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลให้ได้มากที่สุด
ภาพรวมวิกฤตขาดแคลนแพทย์ เมื่อ “โรงพยาบาลชุมชน” รับภาระหนักที่สุด
จากการแถลงของ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ระบุชัดเจนว่า โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) คือกลุ่มที่เผชิญปัญหาขาดแคลนแพทย์รุนแรงที่สุดในระบบ โดยมีการประเมินสถานการณ์ผ่านเกณฑ์ “สี” ตามสัดส่วนการขาดแคลนแพทย์เทียบกับกรอบอัตรากำลัง ได้แก่ สีแดง (ขาดแคลนมากกว่า 40%) สีส้ม (ขาดแคลน 30–39.99%) และสีเขียว (ขาดแคลนน้อยกว่า 30%)
ตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ชี้ให้เห็นว่า รพช. ทั่วประเทศขาดแคลนแพทย์รวม 616 คน กระจายอยู่ในโรงพยาบาล 234 แห่ง ในจำนวนนี้ กลุ่มวิกฤตที่สุด คือพื้นที่สีแดง 76 แห่ง ขาดแพทย์รวม 307 คน ขณะที่พื้นที่สีส้มมี 47 แห่ง ขาดแพทย์ 143 คน ส่วนพื้นที่สีเขียวแม้ขาดแคลนในระดับต่ำกว่า แต่ก็ยังต้องการแพทย์เพิ่มอีก 166 คน
ความหมายเชิงปฏิบัติของตัวเลขเหล่านี้คือ ในหลายอำเภอทั่วประเทศ แพทย์เพียง 1–2 คนต้องแบกรับภาระคนไข้ทั้งนอกเวลาและในเวลา บางแห่งต้องขึ้นเวรฉุกเฉิน (ER) สัปดาห์ละหลายคืนติดต่อกัน ส่งผลต่อความเหนื่อยล้า คุณภาพการบริการ และความเสี่ยงในการตัดสินใจทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลกลับต้องเดินทางไกลขึ้นหรือรอนานขึ้นกว่าจะได้พบแพทย์
เชียงรายในภาพรวมประเทศ พื้นที่สีแดง 4 แห่ง ขาดหมอ 18 คน
ในโครงสร้างเขตสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดเชียงรายสังกัด “เขตสุขภาพที่ 1” ร่วมกับเชียงใหม่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นจังหวัดภูเขาสูงและมีพื้นที่ชนบทกว้างขวาง เมื่อลงรายละเอียดไปยังโรงพยาบาลชุมชนในเขตสุขภาพที่ 1 พบว่ามีพื้นที่สีแดงรวม 12 แห่ง ขาดแพทย์ 48 คน แบ่งเป็น
- จังหวัดเชียงราย ขาดแคลนแพทย์ 18 คน ใน 4 โรงพยาบาลชุมชน
- จังหวัดเชียงใหม่ ขาดแคลน 18 คน ใน 4 แห่ง
- จังหวัดน่าน ขาดแคลน 6 คน ใน 2 แห่ง
- จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขาดแคลน 6 คน ใน 2 แห่ง
ตัวเลข 18 อัตราของเชียงราย แม้อาจดูไม่สูงในเชิงปริมาณเมื่อเทียบกับจังหวัดใหญ่บางแห่ง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง ทางคดเคี้ยว และการกระจายตัวของประชากรในหลายอำเภอที่ห่างไกล การไม่มีแพทย์ประจำเต็มอัตราใน 4 โรงพยาบาลชุมชนย่อมส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
ด้านโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) แม้จะมีปัญหาขาดแคลนในระดับที่ต่ำกว่า รพช. แต่ก็พบว่ามีโรงพยาบาลแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “สีส้ม” ซึ่งหมายถึงขาดแคลนแพทย์มากกว่า 20% สะท้อนว่าพื้นที่ชายแดนสำคัญที่มีภาระดูแลทั้งประชาชนในพื้นที่และแรงงานข้ามชาติ ยังต้องการกำลังแพทย์เพิ่มอย่างเร่งด่วน
ยุทธศาสตร์ 3 ระยะของ สธ. วางระบบใหม่ให้บุคลากรแพทย์
เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบนโยบายให้จัดทำแผนบริหารกำลังคนด้านการแพทย์อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระหว่างปี 2569–2571 ได้แก่
- ระยะเร่งด่วน ปี 2569 – มุ่งลดพื้นที่ขาดแคลนแพทย์ให้ได้มากที่สุดในเวลาอันสั้น ผ่านมาตรการเพิ่มค่าตอบแทน สิทธิลาศึกษาต่อ และสวัสดิการต่าง ๆ ควบคู่กับการรวบรวมข้อมูลอัตรากำลังทั้งระบบให้เป็นปัจจุบันที่สุด
- ระยะวางรากฐาน ปี 2570 – พัฒนาระบบบริหารบุคลากรให้มีความมั่นคง ทั้งด้านการจัดสรรแพทย์ การเตรียมงบประมาณ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยลดภาระงานด้านเอกสารและงานเวชระเบียน รวมถึงปรับแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการกระจายแพทย์
- ระยะยั่งยืนและขยายผล ปี 2571 – ส่งมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่แพทย์ตามสัญญาอย่างครบถ้วน และขยายรูปแบบการบริหารจัดการบุคลากรที่ประสบความสำเร็จไปยังสายวิชาชีพอื่น เช่น พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร และวิชาชีพสาธารณสุขอื่น ๆ
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบายว่า แผน 3 ระยะนี้จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาขาดแคลนแพทย์ไม่ใช่เพียง “การเยียวยาเฉพาะหน้า” แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ทำให้แพทย์มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมองเห็นอนาคตของตนเองในระบบสาธารณสุขภาครัฐได้อย่างชัดเจน
5 มาตรการสิทธิประโยชน์ “จูงใจมากกว่าบังคับ”
หัวใจสำคัญของการลดพื้นที่สีแดงคือการทำให้แพทย์ “อยากเลือก” ทำงานในโรงพยาบาลชุมชนมากกว่าถูก “บังคับ” ไปใช้ทุน สธ.จึงออกแบบมาตรการสิทธิประโยชน์หลัก 5 ด้าน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดแพทย์รุ่นใหม่และรักษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ไม่ให้ย้ายออกจากพื้นที่ ดังนี้
- การเพิ่มค่าตอบแทน
โดยเฉพาะงานในห้องฉุกเฉิน (ER) ซึ่งเป็นภาระหนักและเสี่ยงสูง แพทย์ที่ปฏิบัติงานจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราเดิม มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาแพทย์ลาออกจาก ER และกระจายภาระงานให้สมดุลมากขึ้น - สิทธิลาศึกษาต่อกรณีพิเศษ
แพทย์ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สีแดงจะได้รับสิทธิลาศึกษาต่อสาขาเฉพาะทางในโควตาพิเศษ ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับแพทย์รุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาความเชี่ยวชาญโดยไม่ถูกจำกัดด้วยระบบแข่งขันทั่วไป - เพิ่มโควตาศึกษาต่อสาขาเฉพาะทาง
กระทรวงฯ จะขยายสัดส่วนโควตาการเรียนต่อเฉพาะทางให้แก่แพทย์ใน รพช./รพท. มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างแพทย์ในส่วนกลางกับแพทย์ในภูมิภาค และสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลต่างจังหวัดให้มากขึ้นในระยะยาว - สวัสดิการและระบบแพทย์พี่เลี้ยง
นอกจากค่าตอบแทน กระทรวงสาธารณสุขยังเน้นปรับปรุงสวัสดิการพื้นฐาน เช่น ที่พัก สภาพแวดล้อมการทำงาน และความปลอดภัย รวมถึงจัดระบบ “แพทย์พี่เลี้ยง” ดูแลแพทย์รุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและความเครียดจากการทำงานในพื้นที่ห่างไกล - การเพิ่มพูนทักษะในพื้นที่จริง
เปิดโอกาสให้แพทย์เพิ่มพูนทักษะปีที่ 2 และ 3 สามารถไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) ที่อยู่ในพื้นที่สีแดงได้ เพื่อเสริมกำลังคนในพื้นที่ที่ขาดแคลน และให้แพทย์รุ่นใหม่ได้ประสบการณ์จริงกับเคสหลากหลายมากขึ้น
มาตรการทั้ง 5 ด้านนี้ จะถูกนำเสนออย่างเป็นทางการในการประชุมวิชาการ “เส้นทางความก้าวหน้าในสายวิชาชีพแพทย์” ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22 มกราคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Be The Doctor Who Changes To The Future” พร้อมเปิดรอบพิเศษให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีสุดท้ายเลือกพื้นที่ปฏิบัติงานล่วงหน้าได้ก่อน
ผลต่อเชียงราย จากตัวเลขขาดแคลน สู่คุณภาพชีวิตของประชาชน
สำหรับจังหวัดเชียงราย การขาดแพทย์ 18 คนใน 4 โรงพยาบาลชุมชน และการที่โรงพยาบาลแม่สายถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีส้ม สะท้อนผลกระทบหลายมิติที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง
- ภาระงานที่หนาแน่นของแพทย์
แพทย์ที่เหลืออยู่ต้องรับผิดชอบทั้งงานตรวจผู้ป่วยนอก ตรวจผู้ป่วยใน งานเวรฉุกเฉิน งานบริหาร และงานสาธารณสุขเชิงรุกในชุมชน ทำให้มีเวลาพูดคุยและอธิบายโรคกับผู้ป่วยน้อยลง ขณะที่ความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าก็เพิ่มขึ้นตามชั่วโมงการทำงาน - ระยะเวลารอคอยและการเดินทางของผู้ป่วย
ในบางกรณี ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่ต้องพบแพทย์เฉพาะทางอาจจำเป็นต้องเดินทางเข้าเมือง หรือข้ามอำเภอไปยังโรงพยาบาลใหญ่ เนื่องจากโรงพยาบาลชุมชนไม่มีแพทย์เพียงพอ หรือไม่มีแพทย์เฉพาะทางประจำ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายแฝงของครัวเรือน เช่น ค่าเดินทางและค่าเสียโอกาสจากการหยุดงาน เพิ่มสูงขึ้น - ผลกระทบต่อระบบส่งต่อ
เมื่อโรงพยาบาลชุมชนไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เต็มที่ โรงพยาบาลแม่สายและโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ย่อมรับภาระหนักขึ้น ทั้งในแง่จำนวนผู้ป่วยและความซับซ้อนของโรค ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพการดูแลในระยะยาว - ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสาธารณสุข
หากประชาชนรู้สึกว่าเข้าไม่ถึงแพทย์ หรือต้องรอคิวนานโดยไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ ความเชื่อมั่นต่อโรงพยาบาลรัฐอาจลดลง เปิดช่องให้เกิดการไหลไปใช้บริการในภาคเอกชนหรือการซื้อยารับประทานเอง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการรักษาที่ไม่ถูกต้อง
ด้วยเหตุนี้ มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่เพียงเป็นเรื่องของการจัดสรรกำลังคนในเชิงตัวเลข แต่เป็นเรื่องของ “คุณภาพชีวิตและความอยู่รอด” ของประชาชนในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายโดยตรง
มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ จัดสรรตาม “ระดับปัญหา” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
หนึ่งในจุดแข็งของแผนจัดสรรแพทย์ครั้งนี้คือการใช้เกณฑ์ “ความรุนแรงของปัญหา” เป็นตัวกำหนดลำดับความสำคัญ แทนการจัดสรรแบบเฉลี่ยเท่ากันทุกพื้นที่ นั่นหมายความว่า โรงพยาบาลในเชียงรายที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีแดงและสีส้มจะถูกให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ในการเติมแพทย์ใหม่และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ
หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผน พื้นที่สีแดงทั้ง 4 แห่งในเชียงรายควรเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงภายใน 1–2 ปีข้างหน้า ตั้งแต่จำนวนแพทย์ที่เพิ่มขึ้น ชั่วโมงการรอคอยที่ลดลง จนถึงการมีบริการเฉพาะทางบางสาขาให้เห็นมากขึ้น ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลแม่สายซึ่งเป็นประตูชายแดนสำคัญก็มีโอกาสได้รับการเสริมกำลังทั้งในเชิงบุคลากรและเทคโนโลยี
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ด้านสาธารณสุขจำนวนไม่น้อยเตือนว่า แม้สิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนจะเป็นแรงจูงใจสำคัญ แต่ปัจจัยที่ทำให้แพทย์ตัดสินใจอยู่ในพื้นที่ระยะยาวยังรวมถึงคุณภาพชีวิตครอบครัว ระบบพี่เลี้ยง ความก้าวหน้าในวิชาชีพ และบรรยากาศการทำงานในโรงพยาบาล ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องบริหารควบคู่กันไป
จาก “วิกฤตบุคลากร” สู่โอกาสปฏิรูประบบสาธารณสุข
วิกฤตขาดแคลนแพทย์ 18 อัตราในจังหวัดเชียงรายอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ แต่ก็เป็น “สัญญาณเตือน” สำคัญว่า ระบบสาธารณสุขไทยจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งในมิติการผลิตแพทย์ การกระจายบุคลากร และการดูแลคุณภาพชีวิตของทีมสาธารณสุขแนวหน้า
แผน 3 ระยะ และมาตรการสิทธิประโยชน์ 5 ด้านของกระทรวงสาธารณสุขถือเป็นก้าวแรกที่สะท้อนว่า รัฐบาลเลือกใช้แนวทาง “จูงใจและสร้างความหวัง” มากกว่าการบังคับใช้ทุนเพียงอย่างเดียว หากสามารถดำเนินการได้ตามแผนและรักษาคำมั่นสัญญากับบุคลากรแพทย์อย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสสูงที่ “พื้นที่สีแดง” ในเชียงรายและจังหวัดอื่น ๆ จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “พื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม”
สำหรับประชาชนเชียงราย การติดตามความคืบหน้าของนโยบายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด การสะท้อนปัญหาจริงจากพื้นที่สู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการร่วมกันใช้บริการอย่างเข้าใจข้อจำกัดของบุคลากรทางการแพทย์ จะช่วยผลักดันให้ระบบสาธารณสุขก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น
ในระยะยาว หากแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ เมืองเหนือแห่งนี้จะไม่ใช่เพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยว แต่จะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทุกคน “เข้าถึงหมอ เข้าถึงการรักษา และเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี” ได้อย่างแท้จริง
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กระทรวงสาธารณสุข
- นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
- Hfocus









