
“เชียงราย” ปั้น “เชียงแสน” สู่ศูนย์กลางวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ดัน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” พลิกโฉมเมืองเก่า 700 ปี ด้วย Soft Power และนวัตกรรม
เชียงราย, 30 มกราคม 2569 – ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ดุเดือดในภูมิภาคอาเซียน จังหวัดเชียงรายได้ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในการยกระดับประเพณีท้องถิ่นสู่สากล โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ม่วนอก ม่วนใจ๋ สงกรานต์ Soft Power เชียงราย” อย่างเป็นทางการ ภายใต้กิจกรรมเรือธง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 ณ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย การประกาศความพร้อมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมรื่นเริง แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงวิสัยทัศน์ใหม่ของจังหวัดเชียงราย ที่มุ่งเน้นการผสาน “รากเหง้าทางวัฒนธรรม” เข้ากับ “นวัตกรรมความบันเทิงสมัยใหม่” เพื่อแก้ไขปัญหา Pain Point ของการท่องเที่ยว และวางรากฐานเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน
เปิดม่านวิสัยทัศน์ จากเมืองทางผ่านสู่ “หมุดหมาย” ระดับโลก
บรรยากาศภายในงานแถลงข่าวเมื่อเวลา 17.00 น. ณ จังหวัดเชียงราย เต็มไปด้วยความคึกคักและพลังของความร่วมมือ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ประธานในพิธี ได้กล่าวเปิดเผยมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากนโยบายหลักที่ต้องการขับเคลื่อนให้ “เชียงราย เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกเดือน และทุกอำเภอ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกพื้นที่ “อำเภอเชียงแสน” เป็นพื้นที่นำร่องในการจัดงานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการวิเคราะห์ต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน
นางอทิตาธร ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยสภาพภูมิประเทศที่รายล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำ รวมถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว แต่โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการทำงานของ อบจ.เชียงราย คือการทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจ “ปักหมุด” มาที่เชียงรายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แทนที่จะเลือกเดินทางไปยังจังหวัดใหญ่อื่น ๆ ดังนั้น แนวคิดในการนำ “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” มาผสมผสานกับความงดงามของศิลปวัฒนธรรม จึงถูกนำมาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการไขโจทย์นี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างและหาไม่ได้จากที่อื่น

แก้ Pain Point การท่องเที่ยว เมื่อ “คำถาม” นำมาสู่ “คำตอบ”
ในเวทีเสวนา นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ได้สะท้อนมุมมองทางการตลาดที่น่าสนใจ โดยหยิบยกประเด็นปัญหา หรือ Pain Point ของการท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงสงกรานต์ขึ้นมาวิเคราะห์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ระบุว่า ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวและบริษัทนำเที่ยวทั้งในและต่างประเทศมักจะมีคำถามเสมอว่า “สงกรานต์ที่เชียงราย มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์?” หรือมีกิจกรรมใดที่เป็นไฮไลต์สำคัญที่แตกต่างจากที่อื่น การขาด Signature Event ที่ชัดเจนทำให้เชียงรายเสียโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่
นางสาวยุรีพรรณ กล่าวเสริมว่า การจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ในปีนี้ ถือเป็นการตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะการสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การมาชมสถานที่สวยงามแล้วถ่ายรูปกลับไป หรือที่เรียกว่า “See Sand Sun” อีกต่อไป แต่พวกเขามองหา “Experience-based Tourism” หรือการท่องเที่ยวเน้นประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง นักท่องเที่ยวต้องการมีส่วนร่วม สัมผัส และซึมซับบรรยากาศด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นทิวทัศน์ริมโขง การได้ยินเสียงธรรมชาติ การสูดอากาศบริสุทธิ์ การลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น และการสัมผัสความอบอุ่นทางใจจากการต้อนรับของเจ้าบ้าน

โมเดล “Walkable City” เนรมิตเมืองเก่าให้มีชีวิตและเดินได้จริง
หนึ่งในไฮไลต์ที่ถูกจับตามองที่สุดของการจัดงานครั้งนี้ คือแนวคิดการปรับเปลี่ยนพื้นที่อำเภอเชียงแสนให้กลายเป็น “เมืองเดินได้” (Walkable City) นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ขยายความถึงแนวคิดนี้ว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่นิยมการเดินท่องเที่ยวในเมืองที่มีบรรยากาศดีและปลอดภัย อบจ.เชียงราย จึงได้วางแผนเนรมิตพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและเขตเมืองเก่า ให้กลายเป็นถนนคนเดินที่มีกิจกรรมรายล้อมตลอดเส้นทาง
องค์ประกอบสำคัญที่จะเปลี่ยนเชียงแสนให้เป็น Walkable City ที่สมบูรณ์แบบ ประกอบด้วยการแบ่งโซนกิจกรรมที่ผสมผสานระหว่างความทันสมัยและประเพณีดั้งเดิม ได้แก่
- อุโมงค์น้ำยักษ์ (Giant Water Tunnel) เพื่อสร้างความชุ่มฉ่ำและสนุกสนานให้กับผู้มาร่วมงานตลอดเส้นทางเดินเลียบแม่น้ำโขง จะมีการติดตั้งอุโมงค์น้ำที่มีความยาวกว่า 250 ถึง 300 เมตร ซึ่งถือเป็นอุโมงค์น้ำที่มีขนาดใหญ่และยาวที่สุดแห่งหนึ่ง สร้างบรรยากาศความรื่นเริงที่ไม่ขาดตอน
- หอคอยน้ำ (Water Tower) นวัตกรรมไฮไลต์ของงาน คือหอคอยน้ำความสูง 5 ชั้น ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ หอคอยนี้ไม่ได้ตั้งตระหง่านเพียงเพื่อความสวยงาม แต่สามารถสเปรย์น้ำออกมาสร้างความสนุกสนานให้กับประชาชนโดยรอบ และในยามค่ำคืน หอคอยนี้จะถูกประดับตกแต่งด้วยแสงสีเสียง (Light & Sound) สร้างความตื่นตาตื่นใจและเป็นจุดดึงดูดสายตาจากทั้งสองฝั่งโขง
- Landmark “น้องน้ำโขง” เพื่อสร้างการจดจำและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ได้สร้างสรรค์มาสคอต “น้องน้ำโขง” ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสายน้ำและความสุขของเชียงราย คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือนและเป็นจุดเช็กอินสำหรับถ่ายภาพที่ระลึก
เปิดหน้าประวัติศาสตร์ เชียงแสน ศูนย์กลางอารยธรรมนับล้านปี
นอกเหนือจากความสนุกสนานในรูปแบบสมัยใหม่แล้ว มิติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมถือเป็น “Soft Power” ที่แท้จริงของงานนี้ นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในระหว่างการเสวนา โดยฉายภาพให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเชียงแสนในอดีต ท่านรองผู้ว่าฯ ระบุว่า แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติที่มีความยาวกว่า 4,909 กิโลเมตร ไหลผ่าน 7 ประเทศ แต่จุดที่เป็น “หัวใจ” หรือศูนย์รวมของวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงนั้น อยู่ที่ “เชียงแสน” แห่งนี้
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งซึ่งนายรุจติศักดิ์ได้นำเสนอ คือการที่เชียงแสนเคยเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอาณาจักรโบราณถึง 3 อาณาจักร ได้แก่
- อาณาจักรสุวรรณโคมคำ ตามตำนานระบุว่ามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยาวนาน มีกษัตริย์ปกครองติดต่อกันถึง 83,503 พระองค์ ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานนับล้านปี
- อาณาจักรโยนกนาคพันธุ์ มีกษัตริย์ปกครอง 46 พระองค์ กินระยะเวลากว่า 1,300 ปี
- อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง มีกษัตริย์ 25 พระองค์ โดยพระองค์ที่ 25 คือ “พญาเม็งรายมหาราช” ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงรายและอาณาจักรล้านนาในเวลาต่อมา
ประวัติศาสตร์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าในตำนาน แต่เป็นรากฐานที่หล่อหลอมให้เชียงรายมีกลุ่มชาติพันธุ์มากถึง 30 กลุ่ม ซึ่งถือว่ามากที่สุดในลุ่มน้ำโขง การที่กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขภายใต้ความแตกต่างทางความเชื่อและศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม และการนับถือผี ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาได้ยาก และเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่จังหวัดเชียงรายนำมาต่อยอดเป็น Soft Power ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

กำหนดการแห่งความสุข จากความมันส์สู่ความศรัทธา
เพื่อให้การจัดงานตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบความสนุกสนาน และกลุ่มครอบครัวที่เน้นวัฒนธรรม คณะผู้จัดงานได้วางกำหนดการกิจกรรมไว้อย่างลงตัวตลอด 6 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 โดยแบ่งช่วงเวลาไฮไลต์ดังนี้
ช่วงที่ 1 พลังความสนุกและแสงสี (13 – 15 เมษายน) ในช่วง 3 วันแรก พื้นที่จัดงานจะเน้นกิจกรรมรื่นเริงและการแสดงคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ในทุกค่ำคืน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศความสนุกสนานริมแม่น้ำโขง ควบคู่ไปกับการเล่นน้ำผ่านอุโมงค์น้ำและหอคอยน้ำที่เป็นนวัตกรรมใหม่
ช่วงที่ 2 รากเหง้าแห่งศรัทธาและวัฒนธรรม (16 – 18 เมษายน) หลังจากผ่านช่วงความสนุกสุดเหวี่ยง กิจกรรมจะปรับเข้าสู่โหมดประเพณีล้านนาอันงดงาม เพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในวันปีใหม่เมือง ได้แก่
- ขบวนแห่สงกรานต์ 3 แผ่นดิน ขบวนแห่ที่รวบรวมศิลปวัฒนธรรมจาก ไทย ลาว และเมียนมา มาแสดงร่วมกัน สะท้อนมิตรภาพไร้พรมแดน
- การแห่พระแวดเมือง พิธีอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่ไปรอบเมืองเชียงแสน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสรงน้ำพระ
- การตักบาตร 3 แผ่นดิน กิจกรรมทำบุญตักบาตรเช้าตรู่ ที่เชื่อมโยงพุทธศาสนิกชนจากทั้งสามประเทศ
- การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เวทีประชันความงามที่ไม่ได้วัดกันแค่รูปลักษณ์ แต่เน้นการนำเสนออัตลักษณ์การแต่งกายและวัฒนธรรมของสาวงามจากลุ่มน้ำโขง
- การแข่งขันเรือพาย กิจกรรมดั้งเดิมที่ขาดไม่ได้สำหรับเมืองริมน้ำ สะท้อนวิถีชีวิตความผูกพันกับสายน้ำโขง

พลังท้องถิ่น เมื่อชุมชนคือเจ้าของงานตัวจริง
ความสำเร็จของงานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ “คนในพื้นที่” นายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน ได้กล่าวถึงความพร้อมของภาคประชาชนและชุมชน โดยยืนยันว่าชาวเชียงแสนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในทุกมิติ โดยเฉพาะการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมผ่านขบวนแห่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ม้ง เมี่ยน เย้า และไทยวน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่
ด้านการบริหารจัดการเมือง นายอำเภอเชียงแสนระบุว่า เชียงแสนมีความได้เปรียบด้านผังเมืองที่บรรพบุรุษวางไว้อย่างดีเยี่ยม ทำให้การจัดการจราจรในช่วงเทศกาลที่มีคนหนาแน่นสามารถทำได้คล่องตัว โดยสามารถระบายรถออกสู่ถนนบายพาส (Bypass) ด้านนอกได้ เพื่อลดความแออัดในพื้นที่จัดงาน นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือด้านความปลอดภัย โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรเชียงแสน ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความมั่นใจในสวัสดิภาพและทรัพย์สินของผู้มาเยือน

นางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีเวียงเชียงแสน ในฐานะเจ้าของพื้นที่จัดงานหลัก ได้กล่าวเสริมด้วยความภาคภูมิใจว่า ปัจจุบันเมืองเชียงแสนได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จากเมืองโบราณสถาน (Ancient Ruins) มาเป็น “เมืองที่มีชีวิต” (Living City) ประชาชนในพื้นที่ยังคงสืบทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่น การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ชาวเชียงแสนจะได้เปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาสัมผัสความงดงามของการตกแต่งเมืองทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งเป็นการ “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” ให้กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง
กระจายรายได้สู่ฐานราก เที่ยวหนึ่งงาน เชื่อมโยงทุกตำบล
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ อบจ.เชียงราย ไม่ใช่เพียงแค่การจัดอีเวนต์ที่จบแล้วผ่านไป แต่คือการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง นางอทิตาธร นายก อบจ.เชียงราย เปิดเผยถึงแผนการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว (Tourism Connectivity) ว่า งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน จะทำหน้าที่เป็น “ฮับ” (Hub) ที่กระจายนักท่องเที่ยวออกไปยังตำบลต่าง ๆ ในอำเภอเชียงแสนและพื้นที่ใกล้เคียง
อบจ.เชียงราย ได้จัดทำแผนที่และแผนผังการท่องเที่ยว (Tourist Map) เพื่อแจกจ่ายและประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบถึงแหล่งท่องเที่ยว Unseen ที่น่าสนใจ โดยมีการจัดเตรียมจุดจอดรถและระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถราง และรถสกายแลป (Sky Lab) ซึ่งเป็นพาหนะเอกลักษณ์ของเชียงแสน ไว้คอยบริการรับ-ส่งนักท่องเที่ยวไปยังจุดต่าง ๆ อาทิ
- ตำบลโยนก เป็นที่ตั้งของ “ทะเลสาบเชียงแสน” และ “เกาะนก” ซึ่งในช่วงฤดูกาลดังกล่าวจะมีนกนานาพันธุ์นับหมื่นตัวอพยพมาอาศัย เหมาะแก่การดูนกและชมธรรมชาติ
- ตำบลแม่เงิน เป็นที่ประดิษฐานของ “พญาอนันตนาคราช” ณ วัดป่าศพยาบ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวสายมูเตลู ที่เดินทางมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล
- ตำบลเวียง นอกจากกิจกรรมหลักแล้ว ยังมี “วัดพระธาตุผาเงา” ที่มีสกายวอล์ก (Sky Walk) ให้ขึ้นไปชมทัศนียภาพ 3 แผ่นดินในมุมสูงได้อย่างงดงาม
- ดอยสะโง้ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวเขา ที่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และวิถีชุมชน
การวางแผนเชื่อมโยงเช่นนี้ จะทำให้สินค้า OTOP อาหารพื้นถิ่น และบริการที่พัก โฮมสเตย์ ของชาวบ้านในตำบลรอบนอก ได้รับอานิสงส์จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยว เกิดการกระจายรายได้ที่แท้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตเมือง

ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญสู่อนาคต
นอกเหนือจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ปัจจัยพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะรองรับการเติบโตในระยะยาว นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เปิดเผยข้อมูลตัวเลขการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของเชียงรายไว้อย่างเป็นระบบ
จังหวัดเชียงรายและรัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ประกอบด้วย
- ทางราง โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ด้วยงบประมาณกว่า 85,000 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 โครงการนี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดการเดินทาง ทำให้การเดินทางมาเชียงรายสะดวก ปลอดภัย และประหยัดเวลามากยิ่งขึ้น
- ทางอากาศ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้รับงบประมาณขยายและปรับปรุงกว่า 5,700 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการออกแบบและจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2569 เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวและเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
- ทางบก มีการจัดสรรงบประมาณกว่า 6,800 ล้านบาท ในการปรับปรุงและขยายเส้นทางถนนต่าง ๆ ให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2570
- ทางน้ำ การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าเชียงของ งบประมาณ 2,800 ล้านบาท และการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน เพื่อรองรับการค้าและการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง
รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คาดการณ์ว่าเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้แล้วเสร็จสมบูรณ์ จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเชียงรายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากปัจจุบันเฉลี่ยปีละ 3-4 ล้านคน (และเพิ่มเป็น 7 ล้านคนในปีล่าสุด) อาจทะลุเป้าไปถึง 10 ล้านคนในอนาคต ซึ่งหากคำนวณตัวเลขทางเศรษฐกิจแบบง่าย ๆ เพียงแค่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายคนละ 100 บาท ก็จะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนนับ 1,000 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริง การใช้จ่ายต่อหัวย่อมสูงกว่านั้นมาก ซึ่งหมายถึงรายได้มหาศาลที่จะตกถึงมือพี่น้องประชาชนชาวเชียงราย
บทพิสูจน์ความสำเร็จ จาก “อาข่า” สู่ “สิงคโปร์”
เพื่อยืนยันว่า “Soft Power” และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม คือสินค้าที่มีมูลค่าสูงในตลาดโลก ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง เมื่อครั้งที่มีการเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทาง สิงคโปร์-เชียงราย โดยสายการบิน Scoot ทาง ททท. ได้นำการแสดง “อาข่ากระทุ้งไม้ไผ่” จากอำเภอแม่จัน ไปต้อนรับนักท่องเที่ยวถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวง
ผลปรากฏว่าการแสดงชุดดังกล่าวสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์เป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ได้ติดต่อกลับมาชื่นชม แม้กระทั่งกัปตันของสายการบินยังยอมดีเลย์เที่ยวบินเพื่อลงมาชมการแสดงด้วยตาตนเอง เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นของแท้ (Authenticity) และรากเหง้าทางวัฒนธรรม คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติโหยหาและให้คุณค่าอย่างยิ่ง ดังนั้น การนำวัฒนธรรม 3 แผ่นดิน มาเป็นจุดขายหลักของงานมหาสงกรานต์เชียงแสน จึงเป็นกลยุทธ์ที่เดินมาถูกทางและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง
คำเชื้อเชิญจากหัวใจชาวเชียงราย
งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2569 นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่งานเทศกาลรื่นเริงประจำปี แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจครั้งสำคัญของจังหวัดเชียงราย ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการระหว่าง “ภาครัฐ” ที่มีวิสัยทัศน์ “ภาคเอกชน” ที่พร้อมขับเคลื่อน และ “ภาคประชาชน” ที่เข้มแข็ง
นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและมิตรไมตรีว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ “ม่วนอก ม่วนใจ๋” ที่เชียงแสน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” และสัมผัสพลังแห่งศรัทธาและความสนุกที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ชาวเชียงรายทุกคนพร้อมแล้วที่จะเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น เพื่อให้งานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ เป็นความทรงจำที่ประทับใจและเป็นหมุดหมายแห่งความสุขที่ทุกคนต้องกลับมาเยือนอีกครั้ง
เตรียมตัวให้พร้อม แล้วพบกันที่งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ระหว่างวันที่ 13 – 18 เมษายน 2569 ณ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จุดหมายปลายทางใหม่ของสงกรานต์ระดับโลกที่คุณไม่ควรพลาด
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
- เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
- เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
- ภาพ : กีรติ ชุติชัย
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
- อำเภอเชียงแสน
- เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน










