
พรรคกล้าธรรมเขย่าแผนที่การเมืองเชียงราย คว้า 4 ที่นั่งจาก 7 เขต เสียงท้องถิ่นชนะกระแสโซเชียล
เชียงราย,9 กุมภาพันธ์ 2569 – เช้าวันหลังการเลือกตั้ง หน้าร้านกาแฟในตัวเมืองเชียงรายเริ่มกลับมาคึกคักเหมือนทุกวัน แต่บทสนทนาบนโต๊ะกลับไม่เหมือนเดิม จากเดิมที่คนถกเรื่องราคาเกษตรหรือท่องเที่ยว ปีนี้คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ ทำไมชื่อที่ไม่ดังในโซเชียลถึงชนะ และทำไมบางพรรคที่เคยเป็นกระแสกลับไม่สามารถปักธงได้แม้แต่เขตเดียวในจังหวัดเชียงราย
ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงรายปี 2569 กลายเป็นภาพสะท้อนการเมืองท้องถิ่นที่กำลังเปลี่ยนรูป เมื่อพรรคกล้าธรรมสามารถคว้าชัยชนะได้ 4 เขตจากทั้งหมด 7 เขต ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ 2 เขต พรรคภูมิใจไทยได้ 1 เขต และพรรคประชาชนไม่สามารถคว้าที่นั่งได้เลยในจังหวัดนี้ตามชุดข้อมูลผลคะแนนที่ผู้สื่อข่าวรวบรวมจากพื้นที่
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสีบนแผนที่ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า “ความคุ้นชื่อในชุมชน” อาจมีน้ำหนักมากกว่า “ความคุ้นหน้าในฟีดข่าว” และประสบการณ์ที่ประชาชนเจอจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะหลังเหตุอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2567 ยังคงหลงเหลือเป็นความทรงจำที่ถูกนำมาประกอบการตัดสินใจในคูหาเลือกตั้งของหลายคน
วันเลือกตั้งที่คนเชียงรายออกมาใช้สิทธิอย่างพร้อมเพรียง
กรอบการออกเสียงเลือกตั้งโดยทั่วไปกำหนดตั้งแต่เวลา 08.00 ถึง 17.00 น. และหลังปิดหีบจะเริ่มกระบวนการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งต่อหน้าประชาชน พร้อมมีระบบรายงานผลแบบไม่เป็นทางการผ่านระบบและแดชบอร์ดออนไลน์ของ กกต. ตามที่หน่วยงานรัฐเผยแพร่แนวทางและขั้นตอนในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง
ในมุมของการกำกับดูแลความสุจริต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเน้นการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านสำนักงาน กกต. ในพื้นที่หรือสายด่วน 1444 ซึ่งเป็นจุดย้ำสำคัญว่าการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือไม่จบแค่วันลงคะแนน แต่ต้องมีกลไกตรวจสอบและรับเรื่องร้องเรียนรองรับ
บรรยากาศการใช้สิทธิในเชียงรายจึงไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ความคึกคักหน้าหน่วย แต่ถูกเชื่อมเข้ากับคำถามที่ใหญ่กว่า ว่าคะแนนแต่ละใบกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับความคาดหวังของจังหวัดชายแดนที่มีทั้งเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลางการค้า และพื้นที่ชนบทที่ยังต้องพึ่งพาการจัดสรรทรัพยากรจากรัฐอย่างใกล้ชิด
ภาพรวมคะแนนทั้งจังหวัด 7 เขต และความหมายของ 4 ที่นั่งที่พลิกเกม
เมื่อเรียงผลคะแนนทั้ง 7 เขตตามข้อมูลที่แนบ จะเห็น “สามภาพใหญ่” ที่ทับซ้อนกัน
ภาพแรกคือการยืนระยะของเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีฐานการบริหารเมืองหรือการทำงานต่อเนื่องยาวนาน
ภาพที่สองคือการทะลุเพดานของพรรคที่สามารถเชื่อมงานช่วยเหลือหรือการประสานในพื้นที่ให้กลายเป็นความไว้วางใจทางการเมือง โดยเฉพาะในเขตที่ประชาชนรู้สึกว่าต้องการความเปลี่ยนแปลงแบบจับต้องได้
ภาพที่สามคือสัญญาณเตือนของการเมืองแบบกระแส เมื่อความนิยมระดับชาติไม่สามารถทดแทนความคุ้นเคยในชุมชนได้ หากประชาชนไม่เห็น “การอยู่กับปัญหา” ในวันที่พื้นที่เดือดร้อนจริง
ผลลัพธ์สุดท้ายจึงออกมาเป็นพรรคกล้าธรรม 4 เขต พรรคเพื่อไทย 2 เขต พรรคภูมิใจไทย 1 เขต และพรรคประชาชนไม่มีที่นั่งในเชียงรายตามชุดผลคะแนนที่ปรากฏ


เขต 1 เมืองเชียงราย ฐานท้องถิ่นและการบริหารเมืองยังเป็นแรงส่ง
เขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอเมืองเชียงราย ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ธนรัช จงสุทธานามณี ได้คะแนน 43,234 คะแนน ชนะผู้สมัครพรรคประชาชน ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ ที่ได้ 33,004 คะแนน โดยมีส่วนต่าง 10,230 คะแนน
พื้นที่เขต 1 ถูกมองว่าเป็นเขตที่การบริหารท้องถิ่นส่งผลต่อการรับรู้ของประชาชนสูง เพราะมีความเป็นเมือง มีบริการสาธารณะและโครงการพัฒนาเมืองที่ประชาชนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ข้อมูลที่แนบระบุชื่อ วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ในฐานะบุคคลที่มีบทบาทด้านการพัฒนาเมืองและถูกกล่าวถึงว่าเป็นฐานสำคัญของความแข็งแรงทางการเมืองในพื้นที่
ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจากพื้นที่ยังสะท้อนว่ามีการหยิบยกประเด็นการช่วยเหลือช่วงอุทกภัยเดือนสิงหาคม 2567 มาพูดถึง โดยมี “ความเห็นของคนในพื้นที่บางส่วน” ว่าไม่ค่อยเห็นการลงพื้นที่อย่างชัดเจนของตัวแทนพรรคประชาชนในเขตอำเภอเมือง ข้อสังเกตนี้เป็นการรายงานบรรยากาศความรู้สึก ไม่ใช่ข้อเท็จจริงชี้ผิดถูก และเมื่อเขียนในข่าวเชิงวิชาชีพจึงต้องวางให้เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ตัดสินผลแพ้ชนะ
สิ่งที่คะแนนเขต 1 กำลังบอกคือ เมืองไม่ได้เลือกเพราะกระแสอย่างเดียว แต่เลือกจาก “ความแน่นอน” ที่มองเห็นได้ในระบบบริหารท้องถิ่น และความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์กับชุมชนเมืองอย่างต่อเนื่อง

เขต 2 เวียงเชียงรุ้ง เวียงชัย แม่จันบางส่วน ความผูกพันในพื้นที่ยังคงมีผล
เขต 2 ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช จากพรรคเพื่อไทย ได้ 33,745 คะแนน ชนะ ทรงพล ชีวินมหาชัย จากพรรคกล้าธรรม ที่ได้ 24,283 คะแนน ส่วนต่าง 9,462 คะแนน
ข้อมูลที่แนบสะท้อนภาพของผู้สมัครที่คนในพื้นที่เรียกติดปากและมีความเป็น “คนของพื้นที่” พร้อมทั้งมีความผูกพันผ่านบทบาททางสังคม เช่น การเชื่อมกับกีฬาในจังหวัด ซึ่งเป็นรูปแบบทุนทางสังคมที่มักแปลงเป็นทุนทางการเมืองได้ในพื้นที่ที่ประชาชนให้ค่ากับความใกล้ชิดและการเข้าถึงได้ง่าย
คะแนนเขต 2 จึงเป็นอีกตัวอย่างว่า พรรคใหม่อาจรุกได้ แต่หากต้องชนกับเครือข่ายเดิมที่ทำงานในพื้นที่สม่ำเสมอ และมีนามสกุลที่ประชาชนจดจำได้ยาวนาน เกมจะตัดสินกันด้วยความต่อเนื่องมากกว่าความหวือหวา

เขต 3 แม่ลาว แม่สรวย เวียงป่าเป้า ความต้องการเปลี่ยนแปลงแบบตรงจุดดันกล้าธรรมขึ้นนำ
เขต 3 พิทักษ์ แสงคำ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,732 คะแนน ชนะ ฐากูร ยะแสง พรรคประชาชน 25,565 คะแนน ส่วนต่าง 8,167 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ได้ 25,051 คะแนน เป็นอันดับ 3
เขตนี้ถูกอธิบายได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ประเด็นเชิงปากท้องและสิทธิในที่ดินทำกินมีน้ำหนักสูง และมีมุมมองจากแหล่งข่าวในพื้นที่ว่าการเป็นฝ่ายค้านอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังของคนเชียงรายบางกลุ่มที่ต้องการเห็นการแก้ปัญหาเร็วและเป็นรูปธรรม นี่เป็นทัศนะทางการเมืองที่ควรเล่าด้วยความระมัดระวัง เพราะสะท้อนความรู้สึกของประชาชนบางส่วน ไม่ใช่ข้อสรุปแทนคนทั้งเขต
อย่างไรก็ดี จุดที่เป็นข้อเท็จจริงในข้อมูลคือผู้ชนะในเขตนี้มีประสบการณ์ทำงานท้องถิ่นมาก่อน เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอแม่สรวย เขต 1 ซึ่งทำให้เกิดภาพจำเรื่องความใกล้ชิดและการเข้าถึงพื้นที่ได้จริง
ในทางข่าวสารเชิงลึก เขต 3 จึงเป็นพื้นที่ตัวอย่างของการเลือก “คนที่อยู่กับพื้นที่” มากกว่า “คนที่อยู่ในกระแส” และเป็นสัญญาณว่าความต้องการการเปลี่ยนแปลงจะถูกส่งผ่านคะแนนเสียงทันที หากประชาชนเชื่อว่ามีช่องทางทำให้ปัญหาได้รับการแก้

เขต 4 พาน ป่าแดด และพื้นที่ต่อเนื่อง เกมคะแนนตัดกันเปิดทางให้กล้าธรรมแทรกขึ้นมา
เขต 4 สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,725 คะแนน ชนะ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 29,570 คะแนน ส่วนต่าง 4,155 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครพรรคประชาชน ธรรมวัตร พรมเสน ได้ 25,724 คะแนน เป็นอันดับ 3
ตัวเลขเขตนี้สะท้อนการแข่งขันที่สูสีและมีการกระจายคะแนนสูง เมื่อสองพรรคใหญ่แข่งขันกันอย่างใกล้เคียง โอกาสของพรรคที่สามจึงเกิดขึ้นได้หากสามารถรักษาฐานของตนเองและดึงคะแนนส่วนเพิ่มจากกลุ่มที่ลังเล
ข้อมูลระบุประวัติการทำงานของผู้ชนะในเขตนี้ชี้ชัดว่าเคยเป็นทั้งสมาชิกสภาจังหวัดเชียงราย และเคยเป็น สส. มาก่อนในช่วงปี 2544 ถึง 2554 รวมถึงมีภาพจำเรื่องการผลักดันงบประมาณหรือกิจกรรมพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คะแนนในเขตมีการตอบสนองต่อ “ผลงานที่คนจำได้” มากกว่าการสื่อสารในเชิงภาพลักษณ์
ในมุมการเมืองท้องถิ่น เขต 4 ยังชี้ว่าการแข่งขันแบบตัดคะแนนกันเองของพรรคที่มีฐานใกล้เคียงกัน อาจทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ของคนติดตามกระแส แต่เป็นไปตามกลไกการรวมคะแนนจริงใน

เขต 5 เทิง ขุนตาล พญาเม็งราย เชียงของบางส่วน ชัยชนะขาดลอยของภูมิใจไทยและพลังเครือข่ายพื้นที่
เขต 5 รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ พรรคภูมิใจไทย ได้ 52,898 คะแนน ชนะ นาวิน วังแปง พรรคประชาชน 17,305 คะแนน ส่วนต่าง 35,593 คะแนน ขณะที่ เทอดชาติ ชัยพงษ์ พรรคเพื่อไทย ได้ 17,158 คะแนน เป็นอันดับ 3
นี่คือเขตที่คะแนนห่างที่สุดในชุดข้อมูล และเป็นเขตที่ตอบคำถามเชิงโครงสร้างว่า “ตระกูลการเมืองและเครือข่ายท้องถิ่น” ยังทำงานได้จริงในพื้นที่ที่ความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ชุมชน และการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตประจำวัน
ข้อมูลแนบระบุด้วยว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งมีการพัฒนาจากงบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและความสามารถพึ่งตนเองของพื้นที่ ทำให้ความคาดหวังต่อรัฐบาลกลางอาจไม่ได้สูงเท่าพื้นที่อื่น แต่ความคาดหวังต่อ “การเข้าถึงเร็ว” และ “การอยู่กับงานชุมชน” กลับสูงมาก
เขต 5 จึงเป็นภาพสะท้อนของการเมืองที่วัดกันด้วยความหนาแน่นของเครือข่าย และความเชื่อใจที่สะสมจากการลงพื้นที่ยาวนาน จนกระแสระดับชาติแทบไม่สามารถเขยื้อนได้

เขต 6 แม่สาย แม่ฟ้าหลวง แม่จันบางส่วน ชายแดนที่ใช้ความทรงจำเป็นบัตรเลือกตั้ง
เขต 6 มลธิชา ไชยบาล พรรคกล้าธรรม ได้ 28,294 คะแนน ชนะ จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม พรรคประชาชน 24,743 คะแนน ส่วนต่าง 3,551 คะแนน ขณะที่ ชัยยนต์ ศรีสมุทร พรรคเพื่อไทย ได้ 19,007 คะแนน เป็นอันดับ 3
เขต 6 ถูกพูดถึงมากในข้อมูลแนบ เพราะเป็นพื้นที่ชายแดนและเป็นพื้นที่ที่เผชิญแรงกดดันซ้อนหลายชั้น ทั้งเศรษฐกิจชายแดน ความมั่นคง และเหตุอุทกภัยปี 2567 ที่กระทบชีวิตผู้คนอย่างหนัก
ในชุดข้อมูลที่สำคัญ มีการเล่าถึงว่าการช่วยเหลือหลังน้ำท่วมของกลุ่มหรือมูลนิธิที่ยังอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่อง ทำให้คนในชุมชนจดจำชื่อผู้ประสานงานได้ชัด และภาพการทำงานในพื้นที่ เช่น รถขนดิน รถตัดดิน ป้ายที่พบเห็นได้บ่อย กลายเป็นหลักฐานเชิงประสบการณ์ที่ประชาชนสัมผัสด้วยตา มากกว่าการรับรู้ผ่านข่าวออนไลน์
อย่างไรก็ดี เนื่องจากข้อมูลส่วนนี้เป็นการเล่าจากพื้นที่ส่วนหนึ่งและยังไม่มีหลักฐานในวงกว้างของการพูดคุยจึงควรวางน้ำหนักอย่างเป็นกลางว่า “เป็นภาพรับรู้ของชุมชน” ที่มีผลต่อความไว้วางใจ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าหน่วยงานใดทำหรือไม่ทำ
ประเด็นสำคัญของเขต 6 คือการเมืองชายแดนไม่แยกจากปัญหาปากท้องและภัยพิบัติ เมื่อประชาชนต้องล้างโคลนจริง ความคาดหวังต่อผู้แทนย่อมไม่ใช่เพียงการอภิปรายในสภา แต่คือความสามารถประสานให้ความช่วยเหลือเดินหน้าได้ทัน

เขต 7 ดอยหลวง เวียงแก่น เชียงแสน เชียงของส่วนใหญ่ ความหวังงานไร้รอยต่อระหว่างรัฐบาลและท้องถิ่น
เขต 7 สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,387 คะแนน ชนะ สง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย 24,738 คะแนน ส่วนต่าง 8,649 คะแนน
ในภาพของผู้ชนะในฐานะผู้มีประสบการณ์บริหารท้องถิ่น เคยเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำให้เกิดความเชื่อของคนในพื้นที่ว่ามีความรู้จักพื้นที่จริง และมีเครือข่ายทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต่อเนื่อง
อีกมิติหนึ่งที่ข้อมูลสะท้อนคือความคาดหวังของประชาชนหลังเหตุอุทกภัยว่าโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนยังต้องซ่อมแซม และประชาชนต้องการเห็นการทำงานที่เดินหน้าเร็วขึ้น จึงเกิดแนวคิดว่า หากผู้แทนอยู่ในขั้วที่สามารถประสานกับกลไกรัฐได้ อาจทำให้การแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมมากกว่า
เขต 7 จึงกลายเป็น “เขตแห่งความหวังงานประสาน” ไม่ใช่เพียงความหวังทางการเมือง แต่เป็นความหวังต่อการซ่อมถนน ซ่อมสะพาน ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน และจัดการภัยพิบัติในอนาคต

ทำไมคนเชียงรายเลือกชื่อในแบนเนอร์มากกว่าชื่อในโซเชียล
ข้อสังเกตที่โดดเด่นในข้อมูลแนบคือประโยคที่สะท้อนความรู้สึกของผู้ติดตามการเมืองท้องถิ่นว่า ชื่อผู้ชนะจำนวนมากเป็นชื่อที่คนในเขตรู้จักมานานกว่า 10 ปี และปรากฏบนแบนเนอร์หรือกิจกรรมในพื้นที่มากกว่าการเป็นชื่อดังในโลกออนไลน์
เมื่อแปลความในเชิงโครงสร้างการเมืองท้องถิ่น ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับตรรกะพื้นฐานของการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ที่ประชาชนจำนวนมากยังคงตัดสินใจจากสามเรื่องหลัก
เรื่องแรกคือความคุ้นเคยแบบสัมพันธ์ตรง เคยพบ เคยคุย เคยเห็นการทำงาน ไม่ว่าจะในฐานะนักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน หรือผู้ประสานงานกิจกรรม
เรื่องที่สองคือความสามารถเข้าถึงได้จริง เมื่อเกิดปัญหาแล้วติดต่อได้ แก้ได้ หรืออย่างน้อยลงมาดูให้เห็น
เรื่องที่สามคือความเชื่อว่าเลือกแล้วจะพา “ทรัพยากร” เข้าพื้นที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ โครงการ หรือการประสานหน่วยงาน
ผลการเลือกตั้งเชียงรายปีนี้จึงถูกอ่านได้ว่าเป็นการตัดสินใจแบบผสม ระหว่างการประเมินผลงานเดิม การคาดหวังอนาคต และบทเรียนจากเหตุการณ์จริงในพื้นที่ โดยมีภัยพิบัติปี 2567 เป็นหนึ่งในฉากหลังที่ทำให้ประชาชนบางเขตให้น้ำหนักกับการช่วยเหลือและการฟื้นฟูมากขึ้น
การร้องเรียน การซื้อเสียง และบททดสอบความโปร่งใสหลังปิดหีบ
อีกมิติที่ปรากฏในข้อมูลก่อนหน้าและสอดคล้องกับแนวทางของหน่วยงานรัฐคือการเฝ้าระวังการทุจริตและช่องทางร้องเรียน โดยในระดับประเทศมีการสื่อสารเรื่องการดำเนินการป้องกันข้อร้องเรียน การกำชับเจ้าหน้าที่ และการให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา รวมถึงการสอบถามข้อมูลและแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1444
ด้านหลักกฎหมาย การให้หรือรับทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน เป็นความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นฐานกฎหมายสำคัญที่ใช้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียงและความผิดที่เกี่ยวเนื่อง
สำหรับเชียงราย ข้อมูลที่คุณให้มาก่อนหน้านี้เคยกล่าวถึงการมีเรื่องร้องเรียนอย่างน้อย 1 กรณีในพื้นที่อำเภอพานและอยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งในงานข่าวเชิงลึก จุดสำคัญไม่ใช่การชี้ว่าใครผิด แต่คือการติดตามว่า “กลไกตรวจสอบทำงานเร็วและโปร่งใสเพียงใด” เพราะหลังเลือกตั้ง ความชอบธรรมของผู้แทนจะตั้งอยู่บนความเชื่อของสังคมว่าเกมการแข่งขันเป็นธรรม
บทสรุปของเชียงราย 7 เขต คือความคาดหวังใหม่ของจังหวัดชายแดน
เมื่อรวบยอดทั้ง 7 เขต จังหวัดเชียงรายกำลังส่งสัญญาณเชิงนโยบายผ่านคะแนนเสียงอย่างน้อย 5 ประเด็น
ประเด็นหนึ่ง ประชาชนจำนวนมากให้รางวัลกับการทำงานที่ต่อเนื่องในพื้นที่ และลงโทษความรู้สึกว่าไม่เห็นการอยู่กับปัญหา ไม่ว่าจะจริงหรือเป็นภาพรับรู้ ความรู้สึกนั้นมีผลจริงในคูหา
ประเด็นสอง ภัยพิบัติและการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติได้กลายเป็น “ตัวชี้วัดคุณภาพผู้แทน” ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะแม่สายและพื้นที่ชายแดน
ประเด็นสาม เครือข่ายการเมืองท้องถิ่นยังคงแข็งแรง และสามารถเอาชนะกระแสส่วนกลางได้ หากเครือข่ายนั้นตอบโจทย์การเข้าถึงและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ประเด็นสี่ พรรคการเมืองที่ต้องการปักธงภาคเหนือจำเป็นต้องทำงานแบบพื้นที่นิยม ไม่ใช่เพียงสื่อสารระดับชาติ เพราะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตชนะด้วยความไว้ใจรายชุมชน
ประเด็นห้า หลังจากนี้บททดสอบจะย้ายจากสนามหาเสียงไปสู่สนามบริหารและนิติบัญญัติว่า 4 ปีข้างหน้า ผู้แทนจะทำให้ความคาดหวังเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ทำกิน เศรษฐกิจชายแดน และการรับมือภัยพิบัติ กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนจับต้องได้หรือไม่
ตารางสรุปผลคะแนนตามข้อมูลที่แนบ
เขต 1
- ธนรัช จงสุทธานามณี พรรคเพื่อไทย 43,234 คะแนน
- ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ พรรคประชาชน 33,004 คะแนน
- ส่วนต่าง 10,230 คะแนน
เขต 2
- ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช พรรคเพื่อไทย 33,745 คะแนน
- ทรงพล ชีวินมหาชัย พรรคกล้าธรรม 24,283 คะแนน
- ส่วนต่าง 9,462 คะแนน
เขต 3
- พิทักษ์ แสงคำ พรรคกล้าธรรม 33,732 คะแนน
- ฐากูร ยะแสง พรรคประชาชน 25,565 คะแนน
- ส่วนต่าง 8,167 คะแนน
เขต 4
- สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ พรรคกล้าธรรม 33,725 คะแนน
- วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 29,570 คะแนน
- ส่วนต่าง 4,155 คะแนน
เขต 5
- รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ พรรคภูมิใจไทย 52,898 คะแนน
- นาวิน วังแปง พรรคประชาชน 17,305 คะแนน
- ส่วนต่าง 35,593 คะแนน
เขต 6
- มลธิชา ไชยบาล พรรคกล้าธรรม 28,294 คะแนน
- จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม พรรคประชาชน 24,743 คะแนน
- ส่วนต่าง 3,551 คะแนน
เขต 7
- สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม 33,387 คะแนน
- สง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย 24,738 คะแนน
- ส่วนต่าง 8,649 คะแนน
สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีหลังเลือกตั้ง
หากพบเห็นพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง สามารถรวบรวมข้อมูลเท่าที่ทำได้อย่างปลอดภัย เช่น วันเวลา สถานที่ ลักษณะเหตุการณ์ และแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบผ่านสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือสายด่วน 1444 ตามช่องทางที่หน่วยงานรัฐประชาสัมพันธ์ไว้
การติดตามผลคะแนนควรแยกให้ออกระหว่างผลไม่เป็นทางการซึ่งใช้ดูแนวโน้ม กับผลอย่างเป็นทางการที่จะประกาศตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด โดยหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
- เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
- สำนักงานเลขานุการกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์แนวทางการเตรียมพร้อมเลือกตั้งและการรายงานผล รวมถึงเวลาการออกเสียง ขั้นตอนรายงานผล และช่องทางติดต่อ กกต. และสายด่วน 1444 เผยแพร่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569
- เอกสารกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ใช้เป็นฐานกฎหมายสำหรับความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงการให้หรือรับทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน
- สถิติผลคะแนนเลือกตั้งรายเขตจังหวัดเชียงราย 7 เขต ใช้จาก “ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบในคำสั่งงาน” วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้เขียนยึดตามตัวเลขและรายชื่อที่ปรากฏในข้อมูลดังกล่าวเท่านั้น










