Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

เชียงรายเสียอายุขัย 3.7 ปีจาก PM2.5 สัญญาณเตือนจาก BAQ 2026 ถึงเวลาทวงคืนอากาศสะอาดและคุณภาพชีวิต

เชียงรายเสียอายุขัย 3.7 ปีจาก PM2.5 สัญญาณเตือนจาก BAQ 2026 สู่โจทย์อากาศสะอาดของไทย

กรุงเทพ,13 มีนาคม 2569 – ฝุ่นที่มองไม่เห็น กำลังตัดทอนเวลาชีวิตของคนเชียงราย ในเดือนมีนาคมไม่ใช่แค่เรื่องของหมอกยามเช้าหรือทิวเขาที่พร่ามัวในสายตานักท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นสัญลักษณ์ของคำถามใหญ่ระดับประเทศว่า ไทยจะปล่อยให้ประชาชนหายใจด้วยต้นทุนชีวิตต่อไปอีกนานแค่ไหน เมื่อข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดชี้ตรงกันว่า PM2.5 ไม่ได้เพียงทำให้แสบตา ไอ หรือป่วยง่ายขึ้น แต่กำลังแปลความเสียหายออกมาเป็น “ปีของชีวิตที่หายไป” อย่างวัดผลได้ ความน่ากังวลจึงไม่ได้อยู่ที่ฝุ่นหนาในวันใดวันหนึ่งเท่านั้น แต่อยู่ที่การสะสมของอากาศปนเปื้อนตลอดปี ซึ่งกลายเป็นภาระเงียบต่อหัวใจ ปอด สมอง เศรษฐกิจครัวเรือน และระบบสาธารณสุขโดยรวม ในบริบทนี้ จังหวัดเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือที่เผชิญหมอกควันหนักเป็นฤดูกาล แต่กำลังถูกระบุชื่ออยู่ในกลุ่มพื้นที่ที่สูญเสียอายุขัยมากที่สุดของประเทศตามฐานข้อมูล AQLI ฉบับล่าสุดของมหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งใช้ข้อมูล PM2.5 ปี 2023 เป็นฐานวิเคราะห์ และผลที่ออกมานั้นรุนแรงพอจะเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องมลพิษอากาศจาก “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ไปเป็น “ปัญหาสิทธิในการมีชีวิตยืนยาว” อย่างเต็มตัว

AQLI ระบุว่า หากประเทศไทยสามารถลดระดับฝุ่น PM2.5 ถาวรลงมาถึงเกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร คนไทยโดยเฉลี่ยอาจมีอายุยืนขึ้น 1.8 ปี ขณะที่พื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบหนักในเชียงรายและพะเยา สามารถทวงคืนอายุขัยได้ มากกว่า 3.5 ปี และเมื่อดูในตารางพื้นที่ปนเปื้อนสูงของไทย จะพบชื่อหลายอำเภอของเชียงรายเรียงอยู่ด้านบน ตั้งแต่พาน เวียงชัย ขุนตาล ป่าแดด เมืองเชียงราย แม่สาย ไปจนถึงเชียงของและเชียงแสน โดยหลายพื้นที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 ปี 2023 อยู่แถว 40 ถึง 43.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีศักยภาพทวงคืนอายุขัยได้ 3.4 ถึง 3.7 ปี หากลดลงถึงเกณฑ์ WHO ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติบนเอกสาร แต่สะท้อนว่าทุกฤดูหมอกควันที่เกิดซ้ำ กำลังกัดเซาะคุณภาพชีวิตของคนเชียงรายทีละน้อย เหมือนนาฬิกาที่ถูกเร่งให้เดินเร็วขึ้นโดยที่เจ้าของชีวิตไม่ได้เลือกเองเลยแม้แต่น้อย

ข้อมูลวิทยาศาสตร์บอกอะไรเกี่ยวกับไทย และทำไมเชียงรายจึงหนักเป็นพิเศษ

เมื่อมองในระดับประเทศ ภาพของไทยก็ไม่ได้เบาบางนัก รายงาน Thailand Fact Sheet ของ AQLI ระบุว่าความเข้มข้น PM2.5 เฉลี่ยของไทยในปี 2023 อยู่ที่ 23.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าคำแนะนำของ WHO เกือบ 5 เท่า แม้ไทยจะมีมาตรฐาน PM2.5 รายปีของประเทศอยู่ที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่แม้แค่ลดลงไปถึงมาตรฐานไทย คนในพื้นที่มลพิษสูงก็ยังได้ประโยชน์ด้านอายุขัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น หลายอำเภอในเชียงรายอาจได้คืนราว 2.4 ถึง 2.8 ปี อยู่ดี นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการถกเถียงเรื่องอากาศสะอาดจึงไม่ควรจบแค่คำถามว่า “วันนี้ค่าฝุ่นเกินหรือยัง” แต่ต้องไปต่อถึงคำถามว่า “มาตรฐานที่เราใช้ปกป้องประชาชนเพียงพอจริงหรือไม่” เพราะหากเกณฑ์ยังต่ำกว่าความเสี่ยงจริง ผลเสียก็จะยังคงซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขเฉลี่ยต่อไปเหมือนคลื่นใต้น้ำที่มองไม่เห็นแต่พาเรือทั้งลำออกนอกเส้นทางได้เสมอ

เหตุที่เชียงรายตกอยู่ในตำแหน่งเปราะบางไม่ได้มีคำอธิบายมิติเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยซ้อนทับกัน ทั้งลักษณะภูมิประเทศแบบแอ่งหรือพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ดีในบางช่วง การเผาในภาคเกษตร การเกิดไฟป่า และที่สำคัญคือ มลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลเชิงนโยบายจาก ADB และ UNEP สะท้อนตรงกันว่า ฝุ่นละเอียด ควันไฟ และก๊าซก่อหมอกควันไม่ได้หยุดอยู่แค่เส้นแบ่งประเทศ การแก้ปัญหาเฉพาะภายในประเทศจึงจำเป็น แต่ยังไม่พอ หากพื้นที่ต้นทางการเผาและกิจกรรมปล่อยมลพิษในภูมิภาคยังดำเนินต่อเนื่อง ผลลัพธ์เชิงบวกจากมาตรการท้องถิ่นก็อาจถูกลบล้างได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ ชื่อของเชียงรายจึงไม่ใช่แค่ชื่อจังหวัดหนึ่งในรายงานสุขภาพ แต่เป็นตัวแทนของปัญหาที่เชื่อมโยงภูมิศาสตร์ การเกษตร การขนส่ง พลังงาน และการทูตสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

BAQ 2026 ที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่งานประชุมธรรมดา แต่คือสัญญาณว่าปัญหานี้เข้าสู่ระดับยุทธศาสตร์

ความสำคัญของเรื่องนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อพิจารณาการประชุม Better Air Quality Conference 2026 หรือ BAQ 2026 ซึ่งจัดที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 11 ถึง 13 มีนาคม 2026 พร้อมกิจกรรมก่อนงานในวันที่ 9 ถึง 10 มีนาคม โดยมี Clean Air Asia, Asian Development Bank, Climate and Clean Air Coalition, ESCAP และ UNEP เป็นผู้จัดร่วมกัน เอกสารของ ADB ระบุชัดว่า ธีมปีนี้คือ Together for Clear Skies: Driving Action, Accelerating Investment ซึ่งแปลตรงตัวว่าการทำให้อากาศสะอาดขึ้น ต้องไม่หยุดที่การแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ต้องเร่ง “การลงมือทำ” และ “การลงทุน” ไปพร้อมกัน งานนี้จึงสะท้อนว่าโจทย์อากาศสะอาดถูกยกระดับจากเวทีผู้เชี่ยวชาญ ไปสู่เวทีที่เชื่อมภาครัฐ เมือง ภาคการเงิน ขนส่ง เกษตร พลังงาน เอกชน นักวิชาการ และสื่อเข้าไว้ในภาพเดียวกันแล้ว

ในอีกด้านหนึ่ง การที่กรุงเทพฯ ได้เป็นเจ้าภาพยังมีนัยทางการเมืองและนโยบายอย่างมาก เพราะมันสะท้อนว่าไทยไม่ได้ถูกมองเพียงเป็นประเทศที่เผชิญปัญหาฝุ่น แต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการผลักความร่วมมือข้ามพรมแดนในเอเชียด้วย ADB ระบุว่า BAQ 2026 ต้องการขยายวงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อผลักผลลัพธ์เรื่องอากาศให้เกิดจริงบนภาคพื้น ทั้งต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ และเป้าหมายด้านภูมิอากาศของโลก ขณะที่รายงานข่าวจาก Khaosod English เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2026 อธิบายว่าเวทีนี้เป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับรัฐบาล สถาบันวิจัย และองค์การระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนยุทธศาสตร์ลดการปล่อยมลพิษ เสริมกฎหมายสิ่งแวดล้อม และผลักเทคโนโลยีสะอาด โดย Bjarne Pedersen ผู้อำนวยการบริหารของ Clean Air Asia ยังอธิบายว่าแก่นของ BAQ คือการพาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาร่วมกันหาทางออกและผลักให้เกิดการปฏิบัติจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาค้างอยู่ที่โต๊ะสนทนาเท่านั้น

Bjarne Pedersen ผู้อำนวยการบริหารของ Clean Air Asia

เมื่อเอเชียกว่า 4 พันล้านคนหายใจอากาศไม่ปลอดภัย ปัญหาของเชียงรายจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของโลก

ปัญหาที่เชียงรายเผชิญจึงควรถูกอ่านในบริบทกว้างกว่านั้น เพราะข้อมูลจาก ADB ชี้ว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของประชากรเอเชียและแปซิฟิก หรือราว 4 พันล้านคน กำลังหายใจอากาศที่ไม่ปลอดภัย และในปี 2023 มลพิษทางอากาศเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลกประมาณ 7.9 ล้านราย ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเรื่องฝุ่นไม่ใช่ข่าวฤดูกาล หรือหัวข้อเฉพาะกลุ่มคนเมือง แต่เป็นวิกฤตสุขภาพสาธารณะที่กระทบชีวิต เศรษฐกิจ และประสิทธิภาพแรงงานพร้อมกัน เหมือนเครื่องจักรที่ยังหมุนได้แต่กำลังกินอะไหล่ตัวเองจากภายใน ยิ่งปล่อยไว้นาน ค่าซ่อมก็ยิ่งสูงขึ้น และในกรณีของมนุษย์ ค่าซ่อมนั้นหมายถึงค่าใช้จ่ายรักษาโรคเรื้อรัง วันทำงานที่สูญเสียไป คุณภาพชีวิตที่ถดถอย และครอบครัวที่ต้องแบกรับความไม่แน่นอนมากขึ้นทุกปี

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นผู้ก่อมลพิษ แต่คือจะจัดการกับต้นทุนของการไม่ทำอะไรอย่างไร งานศึกษาที่อ้างโดย ADB ระบุว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงภูมิภาคเดียว การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศอาจสร้างต้นทุนสูงถึง 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2050 หากยังไม่มีการจัดการอย่างจริงจัง ขณะที่ IIASA ยังประเมินว่าต้นทุนด้านสุขภาพจากการนิ่งเฉยในบางประเทศอาเซียนอาจเทียบได้กับ 1.6 ถึง 2.1 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ภายในปี 2030 สิ่งนี้ทำให้ประเด็นอากาศสะอาดไม่ใช่เรื่องของนักอนุรักษ์เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตร และหน่วยงานท้องถิ่นในเวลาเดียวกัน เพราะทุกลมหายใจที่เป็นพิษกำลังแปลเป็นค่าใช้จ่ายสาธารณะและความสูญเสียทางเศรษฐกิจแบบต่อเนื่องโดยตรง

ทางออกที่เวทีนานาชาติผลักดัน ไม่ได้มีแค่การขอให้คนใส่หน้ากาก

สิ่งที่น่าสนใจคือ เวที BAQ 2026 และรายงาน UNEP ไม่ได้เสนอให้สังคมรับมือแบบปลายเหตุเท่านั้น เช่น การแจ้งเตือนหรือป้องกันตัวรายบุคคล แต่ชี้ไปที่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างชัดเจน ADB ระบุว่าอากาศสะอาดต้องอาศัยพันธะร่วมทางการเงิน ทางเทคนิค และเชิงสถาบัน ขณะที่โครงการ Asia Clean Blue Skies Program ของ ADB ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2022 มีเป้าหมายหนุนการลงทุนและนโยบายด้านอากาศในประเทศกำลังพัฒนาของเอเชีย ทั้งภาคพลังงาน เกษตร ขนส่ง อุตสาหกรรม และการพัฒนาเมือง นี่เป็นสัญญาณชัดว่าปัญหาฝุ่นจะไม่คลี่คลายด้วยมาตรการเฉพาะหน้าเพียงไม่กี่สัปดาห์ของฤดูวิกฤต แต่ต้องปรับทั้งระบบการเดินทาง ระบบผลิตพลังงาน วิธีจัดการเศษวัสดุเกษตร และระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็งกว่าที่ผ่านมา

รายงาน Clean Air and Climate Solutions for ASEAN ของ UNEP ยิ่งตอกย้ำเรื่องนี้ โดยเสนอ 15 มาตรการสำคัญ ที่สามารถลด PM2.5 ในอาเซียนได้ 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 พร้อมเพิ่มจำนวนคนที่ได้หายใจอากาศสะอาดจากกว่า 80 ล้านคนเป็นมากกว่า 250 ล้านคน มาตรการที่ถูกชี้ว่าให้ผลสูงมาก ได้แก่ การลดการเผาในที่โล่งทั้งเศษพืชและขยะ การป้องกันไฟป่าและไฟพรุให้มีประสิทธิภาพขึ้น การลดมลพิษจากภาคเกษตรและการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล การปรับปรุงระบบน้ำเสีย การทำเกษตรข้าวที่สะอาดขึ้น และการเร่งเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีทำความเย็นที่ปล่อยมลพิษต่ำ จุดที่น่าสนใจมากคือ UNEP ระบุว่า เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ของศักยภาพการลดมลพิษ สามารถทำได้เพียงแค่บังคับใช้กฎหมายและนโยบายเดิมให้จริงจังขึ้น เท่านั้น ประโยคนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่หนักแน่นมาก เพราะมันบอกว่าในบางกรณี ปัญหาไม่ใช่ “ไม่มีเครื่องมือ” หากแต่เป็น “ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ไม่เต็มประสิทธิภาพ” ต่างหาก

เชียงรายควรอ่านสัญญาณนี้อย่างไรในโลกจริง

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้หมายถึงการต้องมองปัญหา PM2.5 ให้ไกลกว่าช่วงที่ค่าฝุ่นพุ่งบนแอปพลิเคชันรายวัน ถ้าข้อมูล AQLI บอกว่าหลายอำเภอในจังหวัดอาจทวงคืนอายุขัยได้ 3.4 ถึง 3.7 ปี การวางนโยบายจึงควรถามให้ถึงที่สุดว่า อะไรคือแหล่งกำเนิดหลักที่ลดได้ก่อน อะไรคือจุดเชื่อมโยงกับมลพิษข้ามแดนที่ต้องอาศัยการทูตและความร่วมมือระดับภูมิภาค และอะไรคือมาตรการคุ้มครองประชาชนที่ต้องเร่งทำทันทีโดยไม่ต้องรอกฎหมายใหม่ เพราะทุกวันที่ประชาชนยังต้องใช้ชีวิตภายใต้อากาศที่เป็นพิษ ไม่ใช่แค่ระบบสุขภาพที่ต้องจ่าย แต่คือเด็กที่เสี่ยงปัญหาทางเดินหายใจ ผู้สูงอายุที่เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด แรงงานกลางแจ้งที่รับภาระสุขภาพมากกว่าคนอื่น และธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องเผชิญผลกระทบด้านภาพลักษณ์และต้นทุนการดำเนินงานตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในเชิงนโยบายท้องถิ่น สิ่งที่ควรถูกผลักในกรอบคิดข่าวนี้มีอย่างน้อย 4 ด้าน ด้านแรกคือ ข้อมูลและการสื่อสารความเสี่ยง ซึ่งต้องแม่นพอและเร็วพอให้ประชาชนตัดสินใจได้ ด้านที่สองคือ การลดแหล่งกำเนิดในพื้นที่ ทั้งการเผา การคมนาคม การก่อสร้าง และกิจกรรมที่ควบคุมได้ ด้านที่สามคือ การประสานระดับภูมิภาค เพราะเชียงรายอยู่ในจุดที่เลี่ยงผลกระทบข้ามแดนได้ยาก และด้านที่สี่คือ การเชื่อมสุขภาพกับเศรษฐกิจ ให้ชัดว่าการลงทุนเพื่ออากาศสะอาดไม่ใช่ภาระงบประมาณล้วน ๆ แต่คือการลดต้นทุนระยะยาวของสังคมทั้งหมด เมื่ออ่านร่วมกับแนวคิดของ BAQ 2026 ที่เน้นการเร่งลงทุนและขับเคลื่อนการลงมือทำ ความหมายของข่าวนี้จึงชัดขึ้นว่า เชียงรายไม่ได้เพียงเผชิญภาวะเสี่ยงหนักที่สุดแห่งหนึ่งของไทย แต่ยังอาจเป็นจังหวัดตัวอย่างที่พิสูจน์ได้ด้วยว่า หากไทยแก้โจทย์ยากที่สุดได้ ก็ย่อมเปลี่ยนอนาคตของทั้งภูมิภาคได้เช่นกัน

ตารางสรุปตัวเลขสำคัญที่ผู้อ่านควรรู้

ประเด็น

ตัวเลขสำคัญ

ความหมายต่อข่าว

ค่า PM2.5 เฉลี่ยของไทย ปี 2023

23.1 µg/m³

สูงกว่าเกณฑ์แนะนำ WHO เกือบ 5 เท่า

เกณฑ์ WHO สำหรับ PM2.5 รายปี

5 µg/m³

มาตรฐานอ้างอิงด้านสุขภาพที่เข้มกว่า

อายุขัยที่คนไทยอาจได้คืน

1.8 ปี

หากลด PM2.5 ลงถึงเกณฑ์ WHO

อายุขัยที่หลายอำเภอเชียงรายอาจได้คืน

3.4 ถึง 3.7 ปี

สะท้อนภาระมลพิษรุนแรงในพื้นที่

คนเอเชียแปซิฟิกที่หายใจอากาศไม่ปลอดภัย

ราว 4 พันล้านคน

ปัญหานี้เป็นวิกฤตระดับภูมิภาค

การเสียชีวิตก่อนวัยทั่วโลกจากมลพิษอากาศ ปี 2023

7.9 ล้านราย

ผลกระทบสุขภาพรุนแรงระดับโลก

ศักยภาพลด PM2.5 ในอาเซียนภายในปี 2030

50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

หากเร่งดำเนิน 15 มาตรการสำคัญ

จำนวนคนในอาเซียนที่อาจได้หายใจอากาศสะอาด

จาก 80 ล้าน เป็นมากกว่า 250 ล้านคน

ชี้ให้เห็นผลลัพธ์เชิงนโยบายที่จับต้องได้

ข้อมูลในตารางนี้ช่วยย่นระยะระหว่าง “ข่าว” กับ “ความจริงในชีวิตประจำวัน” ได้อย่างชัดเจน เพราะเมื่อผู้อ่านเห็นว่าค่าเฉลี่ยของไทยยังห่างจากเกณฑ์ WHO มากเพียงใด และเห็นว่าเชียงรายมีศักยภาพทวงคืนอายุขัยได้มากถึงเกือบ 4 ปี คำถามเรื่องฝุ่นก็จะไม่ใช่เรื่องของการติดตามตัวเลขประจำวันเท่านั้น แต่กลายเป็นคำถามเรื่องคุณภาพการกำกับดูแลและทิศทางการพัฒนาประเทศโดยตรง ยิ่งประกอบกับข้อเสนอของ UNEP และ ADB ที่ชี้ว่าการลงทุนและการบังคับใช้นโยบายอย่างจริงจังสามารถสร้างผลลัพธ์ขนาดใหญ่ได้ ผู้อ่านก็ยิ่งเห็นภาพว่าอากาศสะอาดไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม เพียงแต่ต้องยอมรับก่อนว่าปัญหานี้มีต้นทุนจริง และการไม่ลงมือแก้ก็มีราคาที่แพงกว่าเสมอ

บทสรุป

เรื่องราวของเชียงรายในวันที่ค่าฝุ่นกลายเป็นตัวแปรของอายุขัย ไม่ได้จบลงที่ตัวเลข 3.7 ปี หรือการประชุมระดับนานาชาติที่กรุงเทพฯ เพียงครั้งเดียว แต่กำลังชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวิธีคิดทั้งประเทศว่า ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่ฤดูหมอกควันที่ผ่านไปแล้วจบ หากเป็นโจทย์โครงสร้างที่แตะทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ เกษตร เมือง พลังงาน และความร่วมมือระหว่างประเทศพร้อมกัน ข้อมูลจาก AQLI ทำให้ความสูญเสียนี้มองเห็นได้เป็นรูปธรรม ขณะที่ BAQ 2026 และรายงานของ UNEP ทำให้เห็นว่าทางออกก็มีอยู่จริง ไม่ได้เป็นเพียงความหวังที่ลอยอยู่ในอากาศ เมื่อเชียงรายถูกชี้ว่าเป็นพื้นที่ซึ่งประชาชนอาจได้คืนอายุขัยมากที่สุดส่วนหนึ่งของไทย ข่าวนี้จึงควรถูกอ่านไม่ใช่ด้วยความตื่นตระหนก แต่ด้วยความจริงจัง เพราะทุกปีที่ปล่อยให้ปัญหาคงอยู่ คือทุกปีที่สังคมยอมแลกสุขภาพของประชาชนกับความล่าช้าทางนโยบายโดยไม่จำเป็น และถ้าไทยต้องการทวงคืน “ปีที่หายไป” ให้ประชาชนจริง การเริ่มต้นที่ตรงจุด เร็วพอ และร่วมมือกันข้ามพรมแดน อาจไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของอนาคตที่ควรมี

คำถามพบบ่อย

  1. ทำไมข่าวนี้จึงเน้นเชียงรายเป็นพิเศษ

เพราะข้อมูล AQLI ล่าสุดระบุว่าหลายอำเภอในเชียงรายอยู่ในกลุ่มพื้นที่ที่อาจได้อายุขัยคืนมากที่สุดของประเทศ หากลด PM2.5 ลงถึงเกณฑ์ WHO โดยอยู่ในช่วงประมาณ 3.4 ถึง 3.7 ปี จึงเป็นพื้นที่ที่สะท้อนความรุนแรงของปัญหาได้ชัดมาก

  1. ตัวเลข 1.8 ปีของประเทศไทยมาจากไหน

มาจาก Thailand Fact Sheet ของ AQLI มหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งประเมินว่า หากลด PM2.5 ถาวรลงถึงเกณฑ์ WHO คนไทยโดยเฉลี่ยอาจมีอายุยืนขึ้น 1.8 ปี

  1. BAQ 2026 มีความสำคัญอย่างไรกับไทย

เพราะเป็นเวทีระดับภูมิภาคที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักวิทยาศาสตร์ ภาคการเงิน เมือง และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเร่งการลงมือทำและการลงทุนด้านอากาศสะอาด โดยจัดที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 11 ถึง 13 มีนาคม 2026

  1. ปัญหาฝุ่นของเชียงรายแก้ในจังหวัดอย่างเดียวได้หรือไม่

ได้บางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด เพราะข้อมูลจาก ADB และ UNEP ชี้ว่ามลพิษข้ามพรมแดนและควันจากการเผาในภูมิภาคสามารถลอยไกลและบั่นทอนผลของมาตรการในประเทศเดียว จึงต้องพึ่งทั้งมาตรการในพื้นที่และความร่วมมือระดับภูมิภาคควบคู่กัน

  1. มีทางออกที่เห็นผลได้จริงหรือไม่

มี โดย UNEP ประเมินว่าอาเซียนสามารถลด PM2.5 ได้ 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 หากเร่งใช้มาตรการสำคัญ 15 ข้อ เช่น ลดการเผา ป้องกันไฟป่า ลดมลพิษจากเกษตรและฟอสซิล และบังคับใช้นโยบายเดิมอย่างจริงจังขึ้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Air Quality Life Index, Energy Policy Institute at the University of Chicago, Thailand Fact Sheet, อัปเดตปี 2025 อ้างอิงข้อมูล PM2.5 ปี 2023
  • World Health Organization, WHO Global Air Quality Guidelines, 22 กันยายน 2021
  • Asian Development Bank, Better Air Quality Conference 2026, กรุงเทพฯ 11 ถึง 13 มีนาคม 2026 พร้อมกิจกรรมก่อนงาน 9 ถึง 10 มีนาคม 2026
  • Clean Air Asia, BAQ 2026 official page, กำหนดการและภาพรวมงานประชุม
  • United Nations Environment Programme, Clean Air and Climate Solutions for ASEAN, 20 มีนาคม 2025
  • Asian Development Blog, Why Regional Cooperation Is Vital for Better Air Quality in Asia and the Pacific, มีนาคม 2026
  • Asian Development Bank, ADB Launches Program to Scale Up Investments in Air Quality Improvement, 21 กันยายน 2022
  • Khaosod English, Better Air Quality Conference 2026 comes to Bangkok, 13 มีนาคม 2026
  • International Institute for Applied Systems Analysis, The Cost of Inaction: Tackling Air Pollution in the ASEAN Region, ตุลาคม 2023
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

การบินไทย-ดอยตุงเปิดตัว “Carbon Neutral Coffee” ยกระดับโมเดลธุรกิจยั่งยืน

การบินไทย–ดอยตุง จับมือเปิดตัว “Carbon Neutral Coffee” ที่ Puff & Pie ยกระดับ “From Farm to Cup” สู่โมเดลธุรกิจยั่งยืน เชื่อมเศรษฐกิจชุมชนเชียงรายกับเครือข่ายการบินระดับชาติ

กรุงเทพฯ, 16 กันยายน 2568 — เมื่อ “แก้วกาแฟ” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มยามเช้า แต่กลายเป็น “ภารกิจร่วม” ของรัฐวิสาหกิจการบินแห่งชาติและโครงการพัฒนาชุมชนบนดอยในภาคเหนือ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างวัดได้และตรวจสอบได้ ความร่วมมือระหว่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กับ โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่เปิดตัว “Carbon Neutral Coffee” สำหรับจำหน่ายในร้าน Puff & Pie จึงเป็นมากกว่าเมนูใหม่—แต่คือการประกาศทิศทาง ESG ในเชิงปฏิบัติการขององค์กรกับชุมชนต้นน้ำ

ภายใต้แนวคิด “From Farm to Cup – ดื่มด่ำกาแฟจากผืนป่าสู่มือคุณ” ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากฐานการทำงานเดิมที่เข้มแข็ง—การบินไทยเป็นผู้สั่งซื้อเมล็ดกาแฟรายหลักของดอยตุงราว 25% ของกำลังผลิตทั้งหมด เพื่อนำไปเสิร์ฟบนเครื่องแก่ผู้โดยสารรวม กว่า 20 ล้านคน ทั้งชั้นประหยัด ธุรกิจ และเฟิร์สคลาส ก่อนขยายผลสู่เครือข่ายหน้าร้าน Puff & Pie ทั่วประเทศ

เล่าเรื่องจากต้นน้ำ กาแฟอาราบิก้าจากเชียงราย สู่มาตรฐาน “เป็นกลางทางคาร์บอน”

จุดขายที่เป็น “สาระ” ของความร่วมมืออยู่ที่คำว่า Carbon Neutral Coffee ซึ่งหมายถึงกาแฟที่ผ่านการคำนวณ คาร์บอนฟุตพรินท์ (CFP) ครบถ้วนทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ปลูก–เก็บเกี่ยว–แปรรูป–ขนส่ง–ชงเสิร์ฟ และมีการ “ชดเชย” ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนเกินเพื่อให้สุทธิเป็นศูนย์ ด้านหนึ่ง นี่คือมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้ อีกด้านหนึ่ง ก็คือ “การตลาดเชิงคุณค่า” ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับที่มาและผลกระทบของสินค้า

เมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% จากดอยตุง—ปลูกบนที่สูงของเชียงราย—ถูกคัดสรรและแปรรูปในระบบที่มุ่ง “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ตั้งแต่ฟาร์มถึงถุงบรรจุ โครงการดอยตุงระบุว่ามีการจัดการของเสียจากการผลิต เพื่อลดให้เหลือศูนย์หรือใกล้ศูนย์ และส่งมอบเมล็ดกาแฟที่ผ่านการรับรองด้าน CFP ให้กับการบินไทย ซึ่งสอดคล้องกับวิถีของดอยตุงที่เน้น การพัฒนาคน–ป่า–เศรษฐกิจท้องถิ่น ให้เติบโตเคียงกัน

คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การบินไทย กล่าวว่า “กาแฟซิกเนเจอร์และเบเกอรี่เมนูพิเศษ ไม่ใช่แค่เมนูใหม่ แต่คือ สัญลักษณ์ความร่วมมือ ที่สร้างทั้งรสชาติและคุณค่าต่อสังคม–สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน” ขณะที่
คุณวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่หน่วยธุรกิจการบิน เสริมว่า Puff & Pie จะเดินหน้าลดผลกระทบผ่านบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกและการลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use plastic) ตั้งเป้า ใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก 100% ภายในปลายปีหน้า จากปัจจุบันที่ทำได้แล้วกว่า 50%

เชื่อมเศรษฐกิจชุมชนเชียงราย สู่หน้าร้านทั่วประเทศ “ถ้วยกาแฟ” ที่กระจายรายได้

น้ำหนักทางเศรษฐกิจ ของความร่วมมือครั้งนี้มีหลายชั้น

  1. ด้านอุปสงค์ที่แน่นอน (Demand Certainty) — การบินไทยสั่งซื้อเมล็ดจากดอยตุงในสัดส่วน ประมาณ 1 ใน 4 ของกำลังผลิตทั้งหมด ช่วยสร้างความแน่นอนในการวางแผนเพาะปลูกและบริหารสต็อกของเกษตรกรต้นน้ำในเชียงราย ลดความเสี่ยงจากราคาผันผวนของสินค้าเกษตร
  2. การขยายช่องทางจำหน่าย — จากที่เดิมเสิร์ฟบนเครื่องบิน สู่เครือข่าย Puff & Pie กว่า 40 สาขาทั่วประเทศ จับคู่กับฐานสมาชิกลูกค้า กว่า 2,000 ราย (และมีแผนเพิ่มเฉลี่ย ปีละ 1,000 ราย ตามที่ผู้บริหารตั้งเป้า) ทำให้ผลของ “กาแฟหนึ่งแก้ว” แผ่กว้างไปสู่ความต้องการที่ต่อเนื่องและหลากหลายพื้นที่
  3. Local Sourcing Beyond Coffee — แผนงานไม่ได้หยุดที่กาแฟ แต่จะ เพิ่มวัตถุดิบท้องถิ่น อื่นๆ เช่น น้ำผึ้ง–แมคคาเดเมีย จากเครือข่ายดอยตุง เข้าสู่วิถีการผลิตเบเกอรี่ของ Puff & Pie กระจายรายได้ไปยังเกษตรกรและผู้แปรรูปอย่างเป็นรูปธรรม
  4. ภาพลักษณ์–ความเชื่อมั่น (Brand Equity) — สำหรับการบินไทย Puff & Pie กลายเป็น Touchpoint สำคัญที่ถ่ายทอด “ตัวตน ESG” ขององค์กรสู่ผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน (ไม่เฉพาะบนเครื่อง) ส่วนดอยตุงได้เสริม คุณค่าตราสินค้าชุมชน ให้เข้าถึงตลาดกระแสหลักในเมืองใหญ่

ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว เชียงราย—ฐานปลูกและแหล่งกำเนิดกาแฟ—คือ ศูนย์กลางต้นน้ำ ที่ได้รับ “ดีมานด์ยั่งยืน” จากเครือข่ายการบินระดับชาติ นี่คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการจับมือกันระหว่าง องค์กรใหญ่–ชุมชน ที่ทำให้ Soft Power เชิงสินค้า (กาแฟ–เบเกอรี่) เชื่อมเข้ากับ Hard Power ของระบบโลจิสติกส์ (ครัวการบิน–เครือข่ายสาขา) ได้อย่างลงตัว

ยั่งยืนให้ “ครบวงจร” จากบรรจุภัณฑ์ สู่เชื้อเพลิงการบิน SAF

แผนงานด้านความยั่งยืนของ Puff & Pie ไม่ได้มีแค่ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำของกาแฟ แต่ยังครอบคลุม ขั้นตอนหลังการบริโภค ด้วย เช่น

  • บรรจุภัณฑ์ ปัจจุบันใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก มากกว่า 50% และตั้งธง 100% ภายในปลายปีหน้า พร้อมลดการใช้ Single-use plastic อย่างต่อเนื่อง
  • วงจรพลังงาน มีแนวปฏิบัติ รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว จากครัว Puff & Pie ส่งต่อให้ ปตท. และ บางจาก เพื่อนำไปเป็น วัตถุดิบผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ซึ่งถือเป็น “ห่วงโซ่วงจรกลับ (circular loop)” ที่เชื่อม ธุรกิจอาหาร เข้ากับ อุตสาหกรรมการบิน—ทำให้แนวทาง ESG ของการบินไทยขยายผลจากครัว–ร้าน ไปจนถึง สะพานเทียบเครื่องบิน ได้จริง

การบูรณาการดังกล่าวชี้ชัดว่า คาร์บอนนิวทรัล” สำหรับการบินไทย ไม่ใช่เพียง ฉลาก บนสินค้า แต่คือ ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ที่พยายามเชื่อมทุกจุดสัมผัสขององค์กรเข้าด้วยกัน—ตั้งแต่ผู้ปลูกกาแฟบนเขาเชียงรายถึงผู้โดยสารในห้องโดยสาร ไปจนถึง “เชื้อเพลิงแห่งอนาคต” ของอุตสาหกรรมการบิน

สร้าง “ประสบการณ์–เรื่องเล่า” บนชั้นวาง 5 เมนูซิกเนเจอร์และคอลเลคชั่นขนมไทยร่วมสมัย

ความร่วมมือยังแปลงร่างเป็น ผลิตภัณฑ์ที่เล่าเรื่อง ได้แก่ Signature Menu 5 เมนู ที่จะทยอยเปิดตัวตั้งแต่ ตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 เปิดหัวด้วย “Coco Coff on Cloud”—เอสเปรสโซเข้มข้นผสานครีมมะพร้าวและฟองนมอัญชันสีฟ้า—และต่อยอดด้วยเครื่องดื่มกาแฟซิกเนเจอร์อื่นๆ ที่เน้นโพรไฟล์ นัตตี้–ช็อกโกแลต ของเมล็ดอาราบิก้าดอยตุง

ด้าน เบเกอรี่ Puff & Pie เปิดตัวคอลเลคชั่น “Siam’s Treasures” นำแรงบันดาลใจจากขนมไทยดั้งเดิมมาสร้างสรรค์ในภาษาขนมตะวันตก เช่น

  • Siam Honey Crown — ทาร์ตแมคคาเดเมียคาราเมลน้ำผึ้ง
  • Midnight Mocha Jewel — เค้กมอคค่าเข้มข้นเคลือบดาร์กช็อกโกแลต
  • Siam’s Molten Heart — คุกกี้บราวนี่ไส้ช็อกโกแลตกรานาช

นี่ไม่ใช่เพียง “ผลิตภัณฑ์” แต่คือ แพลตฟอร์มเล่าเรื่อง ของกาแฟเชียงราย–ของดีดอยตุง–และวัฒนธรรมขนมไทย ที่ถูกสื่อสารผ่านร้านกาแฟเบเกอรี่ในเมืองใหญ่ให้ผู้บริโภคได้ สัมผัส–ลิ้มลอง–จดจำ แล้วพากลับไปเป็น “คำบอกเล่า” ต่อ

ทำไมโมเดล “คาร์บอนนิวทรัล–ชุมชน–เครือข่ายการบิน” จึงน่าจับตา

  1. ตอบโจทย์ความต้องการใหม่ของตลาด — ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล–เจเนอเรชัน Z ให้ค่ากับที่มาและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของสินค้า การมี ฉลาก/คำรับรอง CFP–Carbon Neutral ที่ตรวจสอบได้ คือ ตัวเร่งการตัดสินใจ ที่มีน้ำหนักเกินรสชาติ
  2. สร้างความมั่นคงรายได้ให้ต้นน้ำ — คำสั่งซื้อ “ประจำ–ปริมาณสม่ำเสมอ” จากองค์กรขนาดใหญ่ ช่วยให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงวางแผนเพาะปลูก–ลงทุนคุณภาพ–พัฒนากระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งดีกว่าดีมานด์ฉาบฉวยตามแฟชั่นตลาด
  3. การหนุนเสริมเชิงระบบ — การรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วไปสู่ SAF เป็นตัวอย่างของการขยายผล ESG ข้ามธุรกิจ (Food → Aviation Fuel) ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มการลดคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบินในระยะยาว
  4. การสื่อสารเชิงหลักฐาน (Evidence-based Communication) — การสื่อสารว่า “คาร์บอนนิวทรัล” บนฐานข้อมูล CFP ที่มีการตรวจวัด–ชดเชยชัดเจน คือเครื่องมือสร้าง ความเชื่อมั่น แก่ผู้บริโภคและผู้ลงทุน มากกว่าการอ้างทั่วไป

ท้ายที่สุด โมเดลนี้ชี้ให้เห็นว่าการยกระดับ “หนึ่งแก้วกาแฟ” ให้เป็น นโยบายสาธารณะด้านความยั่งยืน ต้องมี สามขา เดินร่วมกัน—ขาเศรษฐกิจ (โซ่อุปทาน–หน้าร้าน–การเงิน), ขาสิ่งแวดล้อม (CFP–การชดเชย–SAF), และ ขาสังคม (เกษตรกร–วัฒนธรรมอาหาร–การจ้างงาน) เมื่อสามขานี้ยึดโยงกัน กลไก ESG จึง ขับเคลื่อนจริง ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลง

มองไปข้างหน้า จากรายงาน One Report สู่การ “วัดผล–ขยายผล”

การบินไทยระบุว่าจะบันทึกผลสำเร็จของความร่วมมือครั้งนี้ไว้ใน รายงาน One Report ขององค์กร—นัยหนึ่ง คือการใส่ ตัวชี้วัด เพื่อให้เกิดการติดตามผลต่อเนื่อง ไม่ว่าจำนวนแก้วที่จำหน่าย, ปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง, หรือปริมาณน้ำมันพืชใช้แล้วที่คืนสู่ระบบผลิต SAF—นี่คือ “หลักฐานความคืบหน้า” ที่จะทำให้ ESG ไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็น สมุดคะแนนที่ตรวจได้

ในเชิงนโยบายสาธารณะ หากโมเดลนี้เดินหน้าสม่ำเสมอ เชียงรายจะเป็น กรณีแม่แบบ ของการใช้พลังของแบรนด์ชาติ–เครือข่ายการบิน หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชุมชนบนที่สูง พร้อมยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของสินค้าเกษตรไทยไปพร้อมกัน

 Key Facts

  • พันธมิตร การบินไทย (ฝ่ายครัวการบิน/THAI Catering) × โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
  • สินค้า Carbon Neutral Coffee (อาราบิก้า 100% จากดอยตุง) สำหรับร้าน Puff & Pie
  • มาตรฐาน คำนวณ–รับรอง คาร์บอนฟุตพรินท์ (CFP) ครบวงจร และชดเชยให้ เป็นกลางทางคาร์บอน
  • ความต่อเนื่องเดิม การบินไทยเป็นผู้สั่งเมล็ดกาแฟรายหลักจากดอยตุง ~25% ของกำลังผลิต เสิร์ฟบนเครื่องแก่ผู้โดยสาร >20 ล้านคน
  • การยั่งยืนเพิ่มเติม บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก >50% ตั้งเป้า 100% ภายในปลายปีหน้า; ลด Single-use plastic; รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้ว ส่งต่อ ปตท.–บางจาก เพื่อผลิต SAF
  • เครือข่ายหน้าร้าน Puff & Pie >40 สาขา; ฐานสมาชิก >2,000 ราย ตั้งเป้าเพิ่ม +1,000 ราย/ปี
  • นวัตกรรมเมนู Signature 5 เมนู เริ่มตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569; คอลเลคชั่นเบเกอรี่ Siam’s Treasures

ความร่วมมือ การบินไทย–ดอยตุง ที่ปล่อยของผ่าน Carbon Neutral Coffee คือ “บทพิสูจน์ ESG เวอร์ชันใช้งานจริง” ซึ่งวัดผลได้ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม (CFP–การชดเชย–SAF), เศรษฐกิจ (ดีมานด์แน่นอน–ขยายช่องทาง–Local Sourcing) และสังคม (รายได้ชุมชนเชียงราย–การเล่าเรื่องวัฒนธรรมอาหาร) เมื่อเชื่อมเครือข่ายครัวการบินและหน้าร้าน Puff & Pie กับเกษตรกรดอยตุงอย่างเป็นระบบ “แก้วกาแฟหนึ่งแก้ว” จึงกลายเป็น เครื่องมือพัฒนา ที่เดินได้จริง—ตั้งแต่ ผืนป่าดอย ถึง ประตูขึ้นเครื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
  • โครงการพัฒนาดอยตุง, มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายจัด AIPH 2025 หนุนเมืองสีเขียว สร้างความยั่งยืน

เชียงรายเปิดงาน “Welcome Reception” ต้อนรับ AIPH Spring Meeting 2025

เชียงราย,วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 – นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน Welcome Reception ต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม AIPH Spring Meeting & Green City Conference 2025อุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง) อำเภอเมืองเชียงราย โดยการประชุมระดับนานาชาตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ส่งเสริมการพัฒนาเมืองสีเขียว และ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน สำหรับชุมชนเมืองทั่วโลก

เชียงรายเจ้าภาพการประชุมนานาชาติ AIPH Spring Meeting & Green City Conference 2025

สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) พิจารณาให้ จังหวัดเชียงรายเป็นเจ้าภาพ การประชุมนานาชาติ AIPH Spring Meeting & Green City Conference 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 14 กุมภาพันธ์ 2568โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท โดยมีการประชุมเชิงปฏิบัติการและการศึกษาดูงานในพื้นที่ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสมาชิกทั่วโลกได้ แลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาเมืองสีเขียว ซึ่งจะช่วยให้เมือง ธุรกิจ และประชาชนสามารถเติบโตร่วมกันอย่างสมดุล

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. จังหวัดเชียงราย กรมวิชาการเกษตร และสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ซึ่งเสนอให้ เชียงราย เป็นตัวแทนประเทศไทยในการจัดงานระดับนานาชาติครั้งนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงถึง ศักยภาพของเชียงรายและประเทศไทยในการพัฒนาเมืองสีเขียว ตามแนวทาง Green City และตอกย้ำบทบาทของไทยในเวทีนานาชาติด้าน ความยั่งยืนและการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Green City: แนวทางพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

AIPH Spring Meeting 2025 มีความสำคัญในการสนับสนุนนโยบาย Green City ซึ่งเน้นการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ของ สสปน. ที่ให้ความสำคัญกับ เศรษฐกิจสีเขียวและอุตสาหกรรมไมซ์ที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม

การประชุมนี้ยังถือเป็น ก้าวสำคัญ (Milestone) ในการเตรียมความพร้อมของภาคเกษตรกรรมไทย ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพจัดงาน มหกรรมพืชสวนโลกในอนาคต ได้แก่:

  • มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี พ.ศ. 2569 (Udon Thani Expo 2026)
  • มหกรรมพืชสวนโลกนครราชสีมา พ.ศ. 2572 (Korat Expo 2029)

เชียงรายพร้อมต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลก

กิจกรรมในงานต้อนรับครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางสินีนาฎ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการทั้งภาครัฐและเอกชน ให้การต้อนรับ ผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศสมาชิกของ AIPH รวมถึง กรมวิชาการเกษตร จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดอุดรธานี

การประชุม AIPH Spring Meeting & Green City Conference 2025 ที่เชียงรายครั้งนี้ ถือเป็น โอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาเมืองสีเขียว ที่ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังช่วยให้ เชียงรายกลายเป็นศูนย์กลางด้านความยั่งยืนระดับนานาชาติ ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ENVIRONMENT

UN เตือนโลกรับมือภาวะโลกร้อนยังไม่พอ

โลกยังห่างไกลจากการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเหมาะสม – UN

องค์การสหประชาชาติระบุว่าความพยายามทั่วโลกในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นยังห่างไกลจากความสำเร็จ ข้อมูลใหม่เผยให้เห็นว่าก๊าซเรือนกระจกกำลังสะสมในชั้นบรรยากาศในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ แผนการลดการปล่อยคาร์บอนที่มีอยู่ในปัจจุบันแทบจะไม่มีผลกระทบที่สำคัญในการลดมลพิษภายในปี 2030 ส่งผลให้ความพยายามในการรักษาอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในศตวรรษนี้อยู่ในสภาวะที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

อัตราการสะสมก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์

รายงานใหม่จากองค์การสหประชาชาติชี้ว่า ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศได้เพิ่มขึ้นกว่า 11% ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี 2023 ซึ่งมีการสะสมในระดับที่สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาใด ๆ ในอดีต นักวิจัยยังแสดงความกังวลว่าป่ากำลังสูญเสียความสามารถในการดูดซับคาร์บอน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสูงขึ้นในระดับที่เป็นประวัติการณ์

แผนการลดคาร์บอนของประเทศต่าง ๆ ยังไม่เพียงพอ

องค์กร UN Climate Change หน่วยงานของสหประชาชาติที่รับผิดชอบการแก้ไขปัญหานี้ ได้วิเคราะห์แผนการลดการปล่อยคาร์บอนที่ได้รับจากเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแผนเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการปล่อยคาร์บอนจะลดลงเพียง 2.6% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปี 2019 ซึ่งห่างไกลจากการลดลงที่จำเป็น 43% ภายในสิ้นทศวรรษนี้ เพื่อให้โลกสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050

ไซมอน สตีล เลขาธิการบริหารของ UN Climate Change กล่าวถึงรายงานนี้ว่า “ผลการวิจัยในรายงานนี้น่าตกใจแต่ก็ไม่เกินความคาดหมาย แผนการด้านภูมิอากาศของประเทศต่าง ๆ ในปัจจุบันยังไม่ถึงระดับที่เพียงพอในการหยุดยั้งการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ที่จะทำลายเศรษฐกิจและสร้างความเสียหายต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลก”

ความคาดหวังในแผนใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้น

องค์การสหประชาชาติคาดหวังว่าประเทศต่าง ๆ จะนำเสนอแผนใหม่ที่มีความเข้มข้นมากขึ้นภายในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ซึ่งการหารือเพื่อเพิ่มความมุ่งมั่นในความพยายามเหล่านี้จะเป็นประเด็นสำคัญเมื่อผู้นำโลกมาร่วมประชุมในงานการประชุมสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 29 (COP29) ที่จะจัดขึ้นในอาเซอร์ไบจานในเดือนหน้า

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การสหประชาชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

อุตสาหกรรมความงามก้าวสู่ความปลอดภัยและยั่งยืน

อุตสาหกรรมความงามสู่ทางแยก: ความปลอดภัยและความยั่งยืนของส่วนผสม

อุตสาหกรรมความงามมุ่งสู่ความปลอดภัยของส่วนผสม

ในวันที่ 23 ตุลาคม 2567 รายงานใหม่จาก ChemFORWARD ซึ่งได้รับข้อมูลจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Sephora และ Ulta แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมความงามที่มุ่งมั่นปรับปรุงความปลอดภัยของส่วนผสม อย่างไรก็ตามยังคงมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสและความยั่งยืน รายงานได้เน้นถึงสารเคมีที่ยังไม่ได้รับการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ ทำให้อุตสาหกรรมนี้ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ความก้าวหน้าในความปลอดภัยของส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ความงาม

รายงาน Beauty & Personal Care Ingredient Intelligence ที่ทำการประเมินผลิตภัณฑ์กว่า 8,500 รายการ พบว่าร้อยละ 70 ของส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ความงามได้รับการระบุด้านความปลอดภัยอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมความงามที่มีมูลค่าถึง 100 พันล้านดอลลาร์ การเปลี่ยนแปลงนี้มาจากแบรนด์ชั้นนำเช่น Sephora, Ulta, The Honest Company และ Credo Beauty ซึ่งเข้าร่วมในโครงการ Know Better, Do Better (KBDB) เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสและความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์

ความท้าทายและโอกาสในการพัฒนา

ถึงแม้จะมีความก้าวหน้า รายงานยังพบว่าส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ความงามถึงร้อยละ 30 ยังคงไม่ทราบผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญและยังเป็นโอกาสในการพัฒนานวัตกรรม รายงานได้ระบุสารเคมี 10 ชนิดที่ยังใช้บ่อยและสามารถเปลี่ยนไปใช้สารที่ปลอดภัยกว่าได้

Stacy Glass ผู้อำนวยการ ChemFORWARD ได้กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ความงามโดยการหันมาใช้สารที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

อนาคตของอุตสาหกรรมความงาม: ความปลอดภัยและความยั่งยืน

ด้วยความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องความโปร่งใสของส่วนผสมและมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้น อุตสาหกรรมความงามมีแนวโน้มที่จะปรับตัวในเชิงบวกมากขึ้นในอนาคต แบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับส่วนผสมที่ปลอดภัยและยั่งยืนจะเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมความงามและสามารถสร้างความเชื่อมั่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและผู้บริโภคที่มีข้อมูลสูงมากขึ้น

Christina Ross ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์และนโยบายของ Credo Beauty เน้นย้ำว่า “การใช้ส่วนผสมที่ปลอดภัยกว่าไม่ใช่แค่การทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่เป็นความจำเป็นของอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเริ่มต้นจากการทำให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ถูกต้อง และการประเมินความเสี่ยงของส่วนผสมต้องมีความโปร่งใสเพื่อก้าวหน้าในอุตสาหกรรม”

ด้วยกฎระเบียบระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของสารเคมีและความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้น อุตสาหกรรมความงามจึงต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว แบรนด์ที่มุ่งเน้นการปรับสูตรและความโปร่งใสของส่วนผสมจะเป็นผู้นำในการพัฒนา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : environmentenergyleader

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News