Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายยกระดับเฝ้าระวังตะกอนสารหนูในแม่น้ำโขง-สาย พร้อมเปิดตัวแอป “ปลาปลอดภัย” สร้างเชื่อมั่น

ผู้ว่าฯ เชียงรายชี้คุณภาพน้ำ 4 ลุ่มน้ำ “ดีขึ้นต่อเนื่อง” ย้ำประปามาตรฐาน–ปลา–ผักยังปลอดภัย พร้อมยกระดับเฝ้าระวังตะกอนสารหนู–เตรียมระบบตรวจ Real-time

เชียงราย, 20 มกราคม 2569 — สายน้ำในเชียงรายไม่ใช่เพียงภาพทิวทัศน์ที่ไหลผ่านเมืองเหนือ หากแต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงชีวิตจริง” ตั้งแต่น้ำประปาที่เปิดใช้ทุกเช้า อาหารที่ขึ้นจากตลาดริมน้ำ ไปจนถึงเศรษฐกิจชายแดนที่พึ่งพาการสัญจรและการค้าตามแนวลุ่มน้ำโขง แต่เมื่อใดที่เกิดคำถามเรื่อง “สารปนเปื้อน” แม้เพียงข่าวลือ ผลสะเทือนมักไปไกลกว่าความกังวลส่วนบุคคล เพราะมันกระทบทั้งความมั่นใจของผู้บริโภค รายได้ของชุมชนประมง–เกษตรกร และภาพลักษณ์ความปลอดภัยของจังหวัดท่องเที่ยวชายแดน

ในบริบทเช่นนี้ การประชุม คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการ “รายงานตัวเลข” หากเป็นการประกาศทิศทางร่วมของรัฐต่อสาธารณะว่า จังหวัดจะสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างไร จะสร้างความมั่นใจแบบมีหลักฐานอย่างไร และจะเฝ้าระวังความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ในจุดไหนบ้าง

ภาพรวมที่ผู้ว่าฯ ยืนยัน น้ำใสขึ้น คุณภาพดีขึ้นต่อเนื่อง ประปาผ่านมาตรฐานทุกแห่ง

ตามสรุปสาระการประชุมที่จังหวัดรายงานล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายระบุว่า คุณภาพน้ำใน 4 ลุ่มน้ำหลักมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง และอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในภาพรวม พร้อม “ย้ำความปลอดภัยของน้ำอุปโภคบริโภค” โดยยืนยันว่า ระบบน้ำประปาส่วนภูมิภาคในเชียงรายผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกแห่ง ประชาชนสามารถใช้ดื่มและใช้สอยได้ตามปกติ (สาระดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการบริหารคุณภาพน้ำประปาที่หน่วยงานรัฐสื่อสารต่อสาธารณะโดยยึดการตรวจตามมาตรฐานและการรายงานผลอย่างต่อเนื่อง)

ในเชิงนโยบาย “ประปาผ่านมาตรฐาน” เป็นคำที่สั้น แต่เบื้องหลังคือระบบตรวจวัดคุณภาพตามเกณฑ์สุขาภิบาลและมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่ม ซึ่งหนึ่งในสารที่สังคมให้ความสนใจสูงคือ สารหนู (arsenic)” โดยองค์การอนามัยโลกให้ค่ามาตรฐานเชิงแนวทาง (guideline value) ในน้ำดื่มที่ 0.01 มก./ลิตร และประเทศไทยมีแนวทางมาตรฐานน้ำบริโภคที่สอดคล้องกับหลักการควบคุมความเสี่ยงด้านสุขภาพในทิศทางเดียวกัน

การย้ำประเด็นนี้จึงหมายถึง “สัญญาณเชิงระบบ” ว่าจังหวัดเลือกตอบความกังวลของประชาชนด้วยกลไกมาตรฐาน ไม่ใช่ด้วยคำปลอบใจ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการสื่อสารของภาครัฐในเรื่องคุณภาพน้ำจำเป็นต้องพ่วงคำว่า “ตรวจแล้ว” และ “อยู่ในเกณฑ์” อยู่เสมอ

มิติอาหาร สุ่มตรวจปลาและพืชผัก “ไม่พบเกินมาตรฐาน” และเริ่มใช้เครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

อีกด้านหนึ่งที่มักถูกตั้งคำถามทันทีเมื่อมีประเด็นสารปนเปื้อนในน้ำ คือ “อาหารจากแหล่งน้ำ” โดยเฉพาะ ปลา และ ผักริมลำน้ำ ซึ่งจังหวัดรายงานว่า การสุ่มตรวจปลาและพืชผักจากแหล่งน้ำต่าง ๆ ยังไม่พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐาน และเสริมด้วยการใช้นวัตกรรมเพื่อสื่อสารความปลอดภัยไปถึงผู้บริโภค ผ่านแอปพลิเคชัน ปลาปลอดภัย” ที่ถูกอธิบายในเชิงแนวคิดว่าเป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบแหล่งที่มาของปลา “ตั้งแต่ต้นทางถึงจานอาหาร” เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงจากข่าวลือ

หากมองด้วยสายตาสื่อเชิงลึก “แอปปลาปลอดภัย” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือดิจิทัล แต่สะท้อนการขยับของรัฐจาก “การสื่อสารแบบประกาศ” ไปสู่ “การสื่อสารแบบให้ตรวจสอบได้” ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการบริหารความเสี่ยงสาธารณะในหลายประเทศ ยิ่งสังคมกังวลมากเท่าไร รัฐยิ่งต้องทำให้ข้อมูลตรวจสอบได้มากเท่านั้น

ตัวเลขสุขภาพที่เป็นหัวใจความเชื่อมั่น กลุ่มเสี่ยง 322 ราย เหลือ 1 รายค่าสารหนูเกินมาตรฐาน

ในข่าวด้านสิ่งแวดล้อม “ตัวเลขน้ำ” มักไม่ทรงพลังเท่า “ตัวเลขคน” เพราะสิ่งที่ประชาชนถามจริง ๆ คือ “กระทบสุขภาพไหม” จังหวัดรายงานผลที่ถือเป็น “ข่าวดีเชิงสาธารณสุข” ว่า จากการตรวจกลุ่มเสี่ยงริมน้ำ 322 ราย ปัจจุบัน เหลือเพียง 1 ราย ที่ตรวจพบ ค่าสารหนูเกินมาตรฐาน และอยู่ภายใต้การดูแลใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

การสื่อสารตัวเลขนี้มีความสำคัญสองชั้น

  • ชั้นแรกคือ “ลดความตื่นตระหนก” เพราะทำให้เห็นว่าความเสี่ยงไม่ได้เกิดกับคนจำนวนมากอย่างที่สังคมอาจกังวล
  • ชั้นที่สองคือ “สะท้อนงานติดตามต่อเนื่อง” เพราะการจะเหลือ 1 รายได้ ต้องมีกระบวนการติดตาม ตรวจซ้ำ ให้คำแนะนำ และเฝ้าระวังรายกรณีอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ดี ในเชิงจริยธรรมสื่อมวลชน การนำเสนอควรระมัดระวังไม่ทำให้สังคมตีความเกินจริงว่า “ปัญหาจบแล้ว” เพราะประเด็นสารหนู/โลหะหนักในระบบนิเวศน้ำ โดยธรรมชาติสามารถแฝงอยู่ใน “ตะกอน” และสะสมในบางจุดได้ แม้น้ำผิวหน้าจะดูดีขึ้นก็ตาม

จุดที่จังหวัด “ยังไม่วางใจ” ตะกอนดินในบางช่วงของแม่น้ำสายและโขง ความเสี่ยงแบบสะสมที่ต้องใช้เวลา

สาระสำคัญหนึ่งที่จังหวัดสื่อสารอย่างชัดเจน คือแม้แนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมี “จุดเสี่ยง” ที่ต้องเฝ้าระวังต่อ โดยเฉพาะ การสะสมของสารหนูและโลหะหนักในตะกอนดินบางจุดของแม่น้ำสายและแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นโจทย์ที่แก้ยากกว่า “น้ำขุ่น–น้ำใส” เพราะตะกอนคือการสะสมระยะยาว

ประเด็นนี้สอดคล้องกับหลักฐานจากการติดตามเชิงวิชาการของภาครัฐที่ชี้ว่าการตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องดูทั้ง “น้ำ” และ “ตะกอน” โดยรายงานการติดตามในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย–รวกและโขงช่วงก่อนหน้า เคยแสดงข้อมูลเชิงตัวเลขของ สารหนูในตะกอน ในบางจุดและบางช่วงเวลา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจังหวัดจึงยังยึดมาตรการ “ติดตามตะกอน” เป็นหัวใจของการเฝ้าระวัง

ในทางสื่อสารสาธารณะ ภาพที่ควรถอดรหัสให้ประชาชนเข้าใจง่ายคือ

  • “น้ำดีขึ้น” อาจหมายถึงค่าพารามิเตอร์พื้นฐานของคุณภาพน้ำผิวดิน เช่น ความสกปรกทางอินทรีย์หรือความใส ฯลฯ
  • แต่ “ตะกอน” คืออีกมิติหนึ่งที่สะท้อนการสะสมของสารบางประเภท และต้องใช้การจัดการเชิงวิศวกรรม/เชิงระบบนานกว่า

และเพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน การอธิบายกรอบมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดิน (การจัดประเภทแหล่งน้ำเพื่อการใช้ประโยชน์) เป็นสิ่งจำเป็น เพราะทำให้เข้าใจว่า “เกณฑ์ดี” ของหน่วยงานรัฐหมายถึงอะไรและวัดด้วยอะไร

5 มาตรการเชิงรุกที่จังหวัด “กางแผน” เดินหน้าต่อ จากประปาหมู่บ้านถึง Real-time Monitoring

ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่าจังหวัดกำหนดการดำเนินการต่อเนื่องในจุดเสี่ยงสำคัญ โดยสรุปมาตรการหลักที่สื่อสารต่อสาธารณะมีอย่างน้อย 5 แนวทาง

  1. เฝ้าระวังตะกอนดิน   ติดตามการสะสมโลหะหนักและสารหนูในตะกอน โดยเฉพาะบางจุดของแม่น้ำสายและโขง
  2. ยกระดับความปลอดภัย “ประปาหมู่บ้าน”   เร่งติดตั้ง/เสริมระบบกำจัดสารหนูเพิ่มเติม เพื่อให้มาตรฐานความปลอดภัยครอบคลุมพื้นที่นอกเขตระบบประปาขนาดใหญ่
  3. งานวิจัยเชิงลึก   ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ (เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) และเครือข่ายมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เพื่อศึกษาที่มาและกลไกการปนเปื้อนอย่างเป็นระบบ
  4. เตรียมติดตั้งระบบตรวจวัดแบบ Real-time   เพื่อแจ้งเตือนประชาชนทันทีหากพบค่าความผิดปกติ
  5. การจัดการตะกอนและฟื้นฟูแหล่งน้ำ   แนวคิดเรื่องฝายดักตะกอน/การฟื้นฟู เป็นมาตรการที่สะท้อนว่ารัฐไม่ได้มองปัญหาแบบรายวัน แต่เป็นการจัดการเชิงโครงสร้างระยะกลาง–ยาว

เมื่อวางทั้งหมดไว้บนเส้นเรื่องเดียวกัน จะเห็นภาพว่า “ข่าวนี้” ไม่ใช่แค่ข่าวผู้ว่าฯ สรุปสถานการณ์ แต่คือการสื่อสารว่า จังหวัดกำลังเปลี่ยนจากการตอบคำถาม “ปลอดภัยไหม” ไปสู่การบริหารระบบ “ให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน” ด้วยเครื่องมือทั้งวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และดิจิทัล

ทำไม “ความเชื่อมั่น” จึงเป็นสมรภูมิสำคัญไม่แพ้ “ตัวเลขคุณภาพน้ำ”

เชียงรายเป็นจังหวัดที่เศรษฐกิจหลายภาคส่วนเกาะอยู่กับความเชื่อมั่นของคนนอกพื้นที่ นักท่องเที่ยว ผู้ซื้อสินค้าเกษตร ผู้ค้าชายแดน และผู้บริโภคปลาน้ำจืด เมื่อเกิดประเด็นคุณภาพน้ำ สิ่งที่เสียหายได้ทันทีคือ “ราคาสินค้า” และ “ความไว้วางใจ” แม้ต่อมาข้อเท็จจริงจะคลี่คลาย

ดังนั้น การที่จังหวัดหยิบทั้ง 3 มิติขึ้นมาพร้อมกันในเวทีเดียว น้ำประปา / อาหาร / สุขภาพคน จึงเป็นการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ที่ตรงจุด เพราะมันตอบคำถามประชาชนแบบครบวงจร ไม่ปล่อยให้สังคมไปเติมคำตอบเองด้วยความกลัวหรือข่าวลือ

ในมุมของการบริหารความเสี่ยงสาธารณะ “ความจริง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี “หลักฐาน” และ “ช่องทางตรวจสอบ” ด้วย ซึ่งการอ้างอิงมาตรฐาน (เช่น ค่าสารหนูในน้ำดื่ม) และการผลักเครื่องมืออย่าง “ปลาปลอดภัย” จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างห้องแล็บกับโต๊ะอาหาร ระหว่างรัฐกับประชาชน

เสียงสะท้อนที่ควรได้ยิน ดีขึ้นแล้ว แต่ต้องสื่อสารแบบไม่ประมาท

เพื่อรักษาความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน จำเป็นต้องสะท้อนทั้งสองด้านอย่างสมดุล

ด้านบวก (ความคืบหน้า)

  • จังหวัดยืนยันแนวโน้มคุณภาพน้ำดีขึ้น
  • ระบบน้ำประปาใหญ่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน
  • สุ่มตรวจปลาและพืชผักไม่พบเกินมาตรฐาน
  • ตัวเลขสุขภาพกลุ่มเสี่ยงดีขึ้นมาก (322 เหลือ 1 รายเกินมาตรฐาน)

ด้านที่ต้องเฝ้าระวัง (ความเสี่ยงคงค้าง)

  • ตะกอนดินในบางจุดยังเป็นความเสี่ยงสะสม
  • ประปาหมู่บ้านต้องเสริมระบบกำจัดสารหนู
  • ต้องมีการวิจัยที่มาของสารปนเปื้อนและระบบแจ้งเตือนแบบ Real-time เพื่อป้องกันการกลับมาของปัญหา

ประเด็นสำคัญคือ การสื่อสารแบบ “ดีขึ้น” ไม่ควรทำให้สังคม “หยุดสนใจ” เพราะการปกป้องทรัพยากรน้ำต้องอาศัยการเฝ้าระวังระยะยาว โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนที่ลุ่มน้ำเชื่อมโยงหลายพื้นที่และหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ความมั่นคงของมนุษย์” ผ่านเลนส์สิ่งแวดล้อม น้ำสะอาดคือสวัสดิการพื้นฐานที่จับต้องได้

ในทางนโยบายสาธารณะ น้ำสะอาดไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือ “สวัสดิการพื้นฐาน” ที่รัฐต้องรับผิดชอบ หากประชาชนต้องซื้อเครื่องกรองน้ำเพราะไม่มั่นใจ หรือชาวประมงขายปลาไม่ได้เพราะผู้บริโภคหวาดกลัว ทั้งหมดคือ “ต้นทุนเงียบ” ที่สังคมจ่ายแทนรัฐ

ดังนั้น ข่าวการประชุมครั้งนี้จึงมีความหมายในเชิง “การยืนยันความรับผิดชอบของรัฐ” ว่า

  • รัฐรับรู้ความกังวล
  • รัฐมีข้อมูลและมาตรฐานรองรับ
  • รัฐมีแผนเฝ้าระวังต่อเนื่อง
  • และรัฐกำลังสร้างระบบตรวจสอบที่ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น

ในช่วงเวลาที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลสาธารณะ การสื่อสารเชิงหลักฐานคือหัวใจของการคลี่คลาย “ปมความกลัว” ที่อาจทำให้จังหวัดทั้งจังหวัดต้องแบกผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น

แนวโน้มดีขึ้นคือข่าวดี แต่ “การเฝ้าระวังต่อเนื่อง” คือเงื่อนไขของความยั่งยืน

การประชุมติดตามคุณภาพน้ำ 4 ลุ่มน้ำหลักของเชียงรายในครั้งนี้ สะท้อนสารหลัก 2 ประโยคที่ต้องไปด้วยกันเสมอ

  1. แนวโน้มดีขึ้นและประชาชนสามารถใช้น้ำประปาได้ตามปกติ
  2. ยังต้องเฝ้าระวังจุดเสี่ยงด้านตะกอนและยกระดับระบบตรวจวัด–แจ้งเตือน

หากจังหวัดเดินหน้าได้ตามแผน ตั้งแต่เสริมระบบกำจัดสารหนูในประปาหมู่บ้าน งานวิจัยหาที่มา ไปจนถึงระบบตรวจ Real-time เชียงรายจะไม่ได้แค่ “ผ่านวิกฤตความกังวล” แต่จะยกระดับไปสู่ “จังหวัดต้นแบบการจัดการความเสี่ยงคุณภาพน้ำ” ที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า สายน้ำที่ไหลผ่านบ้านและตลาด ไม่ได้พาเอาความเสี่ยงที่มองไม่เห็นมาด้วย

 

สถิติและข้อมูลสำคัญที่ใช้ในข่าว (จากข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม + แหล่งอ้างอิงตรวจสอบได้)

  • ผลตรวจกลุ่มเสี่ยงริมน้ำ 322 ราย เหลือ 1 รายค่าสารหนูเกินมาตรฐาน (ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมจากสรุปการประชุมจังหวัด)
  • แนวคิด “สารหนูในตะกอน” เป็นความเสี่ยงสะสม มีรายงานติดตามในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย–รวกและโขงที่แสดงค่าการตรวจสารหนูในตะกอนในบางช่วงเวลา
  • มาตรฐาน/แนวทางค่าสารหนูในน้ำดื่มระดับสากลที่มักใช้อ้างอิง: WHO guideline value 0.01 มก./ลิตร
  • แนวทางมาตรฐานน้ำดื่ม/น้ำบริโภคของไทยในเชิงสาธารณสุข (เอกสารหน่วยงานรัฐไทย)
  • กรอบการกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินของไทย (เอกสารกฎระเบียบ/มาตรฐานภาครัฐ)
  • การสื่อสารต่อสาธารณะเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพน้ำประปาและการตรวจมาตรฐานโดยหน่วยงานรัฐ/สื่อกระแสหลัก
  • แอป “ปลาปลอดภัย” ในฐานะเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น/ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของปลา (สื่อสารโดยหน่วยงาน/เครือข่ายวิจัยรัฐ)
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเครือข่ายความร่วมมือวิจัย
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

วิกฤตสารหนูสายนํ้าเหนือ เชียงรายนำร่องแอปตรวจสอบปลา และนวัตกรรมไส้กรองเกษตรกู้ความเชื่อมั่น

เชียงรายเผชิญวิกฤตสารพิษลุ่มน้ำเหนือ เปิดทางรอดด้วยแอป “ปลาปลอดภัย” และพลเมืองวิทยาศาสตร์ กู้ความมั่นใจอาหารจากน้ำ

เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ลมหนาวต้นปีที่พัดผ่านแนวเทือกเขาและสายน้ำชายแดนไทย–เมียนมา–ลาว อาจทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวภาคเหนือดูสงบงามดังเดิม แต่ใต้ผืนน้ำสีขุ่นของแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงราย กลับกำลังซ่อน “ภัยเงียบ” ที่ท้าทายความมั่นคงทางอาหารและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

การปนเปื้อนโลหะหนักจากกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซ้อน และความกังวลต่อโครงการเขื่อนขนาดใหญ่บนลุ่มน้ำโขง – โดยเฉพาะเขื่อนปากแบง – กำลังบีบให้เชียงรายต้องหาคำตอบใหม่ ทั้งในเชิงนโยบาย วิทยาศาสตร์ และพลังของชุมชนท้องถิ่น

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ การพัฒนาแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” การตั้งห้องแล็บมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) และการสร้าง “พลเมืองวิทยาศาสตร์” ในชุมชนริมฝั่งน้ำ กลายเป็นความหวังสำคัญที่จะดึงเชียงรายให้รอดพ้นจากวิกฤตสารพิษที่คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน

ลุ่มน้ำกก–โขง เมื่อความอุดมสมบูรณ์กลายเป็นภาระพิษ

ข้อมูลภาคสนามจากนักวิจัยและเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ลุ่มน้ำกกชี้ชัดว่า ต้นตอสำคัญของปัญหามาจากการเปิดหน้าดินทำเหมืองแร่จำนวนมากบริเวณต้นน้ำฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการสำรวจพบเหมืองถึง 2,420 แห่งที่ดำเนินการอย่างไร้การควบคุมหรือกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ตะกอนดินและโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำกกอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน และพืชผลในลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง ว่า พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานแทบทุกจุด โดยเฉพาะสารหนูที่มีคุณสมบัติสะสมในห่วงโซ่อาหาร (biomagnification) เริ่มตั้งแต่สาหร่ายและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ไปสู่แมงกีบแมงอีแนว ปลาเล็ก ปลาใหญ่ และในที่สุดคือมนุษย์ผู้บริโภค

“เราไม่ได้กินปลาแค่วันเดียว แต่กินสะสมไปเรื่อย ๆ หลายปี โลหะหนักจึงสะสมในร่างกายแบบที่มองไม่เห็น เป็น ‘ความรุนแรงที่เงียบงัน’ ทุกอย่างดูเหมือนปกติ แต่มลพิษกำลังค่อย ๆ กัดกร่อนสุขภาพคนและระบบนิเวศ” นักวิชาการท่านนี้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์

การปนเปื้อนไม่ได้หยุดอยู่แค่สัตว์น้ำ ชาวบ้านจำนวนมากรายงานถึงความเสียหายทางการเกษตรหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ข้อมูลจากการสำรวจของมูลนิธิร่มโพธิ์ระบุว่า เกษตรกร 194 รายในลุ่มน้ำกกมีพื้นที่เกษตรจมน้ำเสียหายรวม 1,071 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 49,492,850 บาท หรือเฉลี่ยรายละราว 270,000 บาท สูงกว่ารายได้ภาคเกษตรโดยเฉลี่ยต่อปีเกือบสองเท่า และที่น่ากังวลคือเกษตรกรกว่า 73.51% ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ขณะที่กว่า 97% มองว่าความช่วยเหลือที่ได้รับไม่เพียงพอ

พืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะม่วง และกระเทียมถูกกระทบหนัก หลายครัวเรือนต้องกู้หนี้เพิ่มเพื่อเตรียมการเพาะปลูกรอบใหม่ในสภาพที่ยังไม่แน่ใจว่าดินและน้ำในพื้นที่ปลอดภัยเพียงใด

เสียงจากชุมชนริมกก เมื่อน้ำไม่ใส และนักท่องเที่ยวหายไป

เสียงสะท้อนจากชาวบ้านริมแม่น้ำกกในอำเภอท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่เหนือจังหวัดเชียงราย แต่เป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำเดียวกัน สะท้อนผลกระทบที่ลุกลามมาถึงภาคการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน

สายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต เล่าถึงการเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่ต่อต้านเหมืองเถื่อนต้นน้ำว่า นับถึงวันนี้เป็นวันที่ 308 ของการทำงานต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มรวมตัวกันที่สะพานท่าตอน ชาวบ้านยืนยันว่า “ไม่เห็นด้วยกับเหมืองเทา” ที่ส่งตะกอนและสารพิษลงสู่แม่น้ำ

อดีตอันใกล้ของพื้นที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาในอดีต เคยมีนักท่องเที่ยวมากถึง 50,000 คน แวะมาเล่นน้ำและใช้บริการร้านอาหารริมน้ำกว่า 250 ร้าน แต่เมื่อข่าวสารเรื่องน้ำปนเปื้อนแพร่กระจาย นักท่องเที่ยวหายไปแทบหมดสิ้น

นางบัวลอย พูลเกตุ ตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยวท่าตอน เล่าว่า หลังเจอน้ำท่วมและปัญหาน้ำขุ่นจากต้นน้ำ เหลือเพียงความเสียหายและหนี้สิน

“ตอนน้ำท่วมปี 2567 บ้านริมน้ำพังไปหลายหลัง ลงทุนซื้อของสต็อกไว้สองหมื่นบาท จ้างคนงานอีกหลายหมื่น สุดท้ายไม่มีนักท่องเที่ยวมาเลย ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์ ปีหนึ่งที่เคยพอมีรายได้หลักแสนจากเทศกาล ตอนนี้กลายเป็นหนี้ที่ต้องผ่อนใช้ทีละนิด” เธอกล่าว

กัญชญา แก้วประเพณี เสริมว่า ร้านอาหาร โฮมสเตย์ และธุรกิจเรือท่องเที่ยวจำนวนมากต้องหยุดกิจการ บางร้านที่เคยขายดีถึงขั้นมีรายได้แสนบาทต่อวันในช่วงพีค ปัจจุบันแทบมองไม่เห็น “แสงสว่าง” ทางเศรษฐกิจแล้ว

มิติด้านสุขภาพก็ไม่ต่างกัน นายก๊อบ โกฏิคำ คนหาปลาท้องถิ่นยอมรับว่า แม้หน่วยงานรัฐบางแห่งจะยืนยันว่าปลาจากแม่น้ำกก “กินได้หากเลี่ยงอวัยวะภายในและทำให้สุกดี” แต่เขาเองยังกังวลและไม่กล้าลงน้ำ

“เมื่อก่อนวันหนึ่งออกจับปลากับเพื่อน 3–7 คน ได้ปลา 10 กิโลกรัม ขายได้ดีมาก ตอนนี้ไม่ได้ลงน้ำเลย ลงไปทีไรผื่นขึ้นตามตัวอยู่เป็นเดือน ๆ” เขาเล่า พร้อมตั้งคำถามถึงคำแนะนำที่ขอให้ประชาชน “กินปลาได้แต่ต้องจำกัดปริมาณ” ว่าเป็นคำอธิบายที่คนปลายน้ำยากจะยอมรับ

ศาสนา–วิทยาศาสตร์–ชุมชน เครือข่ายใหม่บนสายน้ำเดียวกัน

การขับเคลื่อนในพื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่นักวิชาการหรือเอ็นจีโอเท่านั้น พระมหานิคม มหาภินิกขมฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวในเวทีคืนข้อมูลชุมชนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ว่า การต่อสู้กับเหมืองเถื่อนและสารพิษในลุ่มน้ำกกเป็นความร่วมมือยาวนานระหว่างวัด ชุมชน มูลนิธิ และมหาวิทยาลัย

ท่านชี้ว่า “ธุรกิจสีเทาอย่างเหมืองเถื่อนเป็นผลผลิตของความโลภ ทั้งของคนและระบบเศรษฐกิจโลก หากปล่อยให้เติบโตโดยไม่มีการควบคุม สักวันหนึ่งอาจทำลายโลกใบนี้ได้”

คำกล่าวนี้สะท้อนจุดสำคัญว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคนิคหรือกฎหมาย แต่เกี่ยวพันกับโครงสร้างเศรษฐกิจและค่านิยมการพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยทั้งสติทางศาสนาและเครื่องมือวิทยาศาสตร์มาร่วมกันจัดการ

ปลาปลอดภัย” เมื่อนวัตกรรมดิจิทัลลงมาช่วยตัดสินใจในครัวเรือนเชียงราย

ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นต่ออาหารจากแม่น้ำ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เลือกเชียงรายเป็นพื้นที่นำร่องแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมดิจิทัลที่พยายามเชื่อม “ห้องแล็บ” เข้ากับ “เขียงปลาและครัวเรือน”

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือการใช้งานแอปฯ ดังกล่าว โดยมี รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยกลยุทธ์ข้อมูลและดิจิทัล สกสว. นำเสนอแนวคิดและฟังก์ชันหลัก

แอป “ปลาปลอดภัย” ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ชาวประมง แหล่งจับปลา ตลาด ร้านค้า ร้านอาหาร ไปจนถึงมือของผู้บริโภค มีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่

  • เชื่อมข้อมูลผลตรวจสารปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น สารหนูและตะกั่วจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง โดยมีการอัปเดตอย่างน้อยเดือนละครั้ง และตั้งเป้าทุก 2 สัปดาห์ในอนาคต
  • แสดงแผนที่พื้นที่จับปลาที่ “ปลอดภัย” และ “ควรหลีกเลี่ยง” ตามผลตรวจในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ชาวประมงวางแผนการออกเรือโดยไม่เสี่ยงต่อการจับปลาจากพื้นที่ปนเปื้อน
  • ให้ร้านค้าและร้านอาหารสามารถเชื่อมข้อมูลแหล่งที่มาของปลาแต่ละชุด และแสดงใบรับรองบนหน้าจอให้ลูกค้าสแกนตรวจสอบได้ทันที
  • เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าไปดูข้อมูลย้อนหลังของผลตรวจสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำหรือเขตพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

สกสว. เตรียมนำร่องใช้แอปในตลาด 3–5 แห่งของจังหวัดเชียงรายตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 เพื่อทดสอบการใช้งานและรับฟังข้อเสนอแนะจากชาวประมง–ผู้ค้า ก่อนเปิดใช้งานกับประชาชนทั่วไปอย่างเต็มรูปแบบในช่วงมีนาคม–เมษายน 2569 ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากและเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ

รศ.ดร.ธนพลย้ำว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของแอปไม่ใช่เพียงการบอกว่า “ปลาไหนกินได้หรือไม่ได้” แต่เพื่อสร้างระบบข้อมูลที่โปร่งใสให้ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อาหารตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ลดการตื่นตระหนกโดยไร้ข้อมูล และในทางกลับกันก็ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งแล็บ 100 ล้านบาท–ดันไส้กรองจากวัสดุเกษตร

อีกฟากหนึ่งของเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงซึ่งตั้งอยู่บนดอยริมลุ่มน้ำกก ก็กำลังเร่งเครื่องด้านงานวิจัยเพื่อรับมือสถานการณ์อย่างเป็นระบบ

ศ.ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดีส่วนบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยและนวัตกรรม มฟล. เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ว่า มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการเสนองบประมาณ 100 ล้านบาทผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารปนเปื้อนที่ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025

หากโครงการสำเร็จ แล็บดังกล่าวจะสามารถออกใบรับรองผลตรวจ (Certificate) ที่ยอมรับได้ในระดับสากล ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิสูจน์ความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำจากเชียงรายในสายตาทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวแล้ว มฟล. ยังจัดสรรงบวิจัยเร่งด่วน 3 ล้านบาท ให้แก่นักวิจัย 10 ทีมจากหลายสำนักวิชา ทีมละ 300,000 บาท เพื่อลงพื้นที่เก็บข้อมูลและหาแนวทางรับมือการปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก โดยใช้เวลาศึกษา 6 เดือน ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินระดับสารพิษในน้ำ–ดิน–พืชผล การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสุขภาพ ไปจนถึงการสื่อสารความเสี่ยงกับชุมชน

หนึ่งในผลงานที่เริ่มเห็นรูปธรรมคือ งานวิจัยของ ผศ.ดร.ณัฐยา ต๊ะวิไชย จากสำนักวิทยาศาสตร์ ที่นำเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาพัฒนาเป็นไส้กรองน้ำ ผลทดสอบเบื้องต้นพบว่าสามารถกักเก็บสารหนูได้สูงถึง 99% และตะกั่วกว่า 90% นักวิจัยกำลังประสานงานกับกรมพัฒนาที่ดินเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ชุมชน โดยหวังให้เป็นทางเลือกสำคัญในการลดการปนเปื้อนตั้งแต่ระดับครัวเรือนและภาคการเกษตร

ด้านสุขภาพ ผศ.ดร.เกศมณี มูลปานันท์ จากสำนักพยาบาลศาสตร์ มฟล. กำลังศึกษาผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กนักเรียนในโรงเรียนริมน้ำกก ด้วยการตรวจหาสารหนูจากเส้นผมและปัสสาวะ ปัจจุบันเก็บตัวอย่างได้แล้วราว 30 รายจากเป้าหมาย 100 ราย พร้อมวางระบบ “Alarm” หากตรวจพบค่าสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน เพื่อเชื่อมไปสู่กระบวนการรักษาและป้องกันต่อเนื่อง

ผศ.ปฐมพงษ์ มโนหาญ และทีมจากสำนักนวัตกรรมสังคม ยังพยายามขยายวงของการวิจัยให้ครอบคลุมมิติ “พลเมืองวิทยาศาสตร์” (Citizen Science) โดยดึง อสม. ครู และคนในชุมชนเข้ามามีบทบาทสังเกตความผิดปกติของน้ำด้วยตนเอง เช่น การเปลี่ยนสี ความขุ่น และสภาพปลาหรือสิ่งมีชีวิตในน้ำ เพื่อลดการพึ่งพาเสียงจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว

“เมื่อคนในชุมชนอ่านน้ำเป็น รู้ว่าความขุ่นระดับไหนเสี่ยงต่อสารหนู เขาก็มีอำนาจในการตัดสินใจชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องรอประกาศจากใครอย่างเดียว” นักวิชาการด้านสังคมวิทยากล่าวในเวทีเสวนา MFU Research Expo 2025

มิตินโยบาย ข้อเสนอผู้ตรวจการแผ่นดินต่อเขื่อนปากแบงและความเสี่ยง “น้ำเท้อ” ที่เชียงของ–เวียงแก่น

ขณะที่นักวิจัยเร่งจัดการผลกระทบจากมลพิษที่เกิดขึ้นแล้ว นโยบายด้านพลังงานบนลุ่มน้ำโขงก็ถูกจับตาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง ใน สปป.ลาว ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 97 กิโลเมตร และมีแผนขายไฟฟ้าเกือบทั้งหมดให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเผยแพร่ข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีกรณีร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) จากเขื่อนดังกล่าว โดยชี้ว่าการตัดสินใจรับซื้อไฟฟ้าเกิดขึ้นในขณะที่ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติการเปลี่ยนแปลงร่องน้ำ เขตแดนธรรมชาติ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมง และภาวะ “น้ำเท้อ” (Backwater Effect) ที่อาจทำให้อำเภอเชียงของและอำเภอเวียงแก่นของจังหวัดเชียงรายเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมถาวร

ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณา 6 แนวทางหลัก ได้แก่

  1. ชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบงและเขื่อนอื่นในลาว เพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบคอบ
  2. ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าโครงการเขื่อนขนาดใหญ่
  3. จัดตั้งกองทุนชดเชยเยียวยา ร่วมกันระหว่างฝ่ายไทยและลาว เพื่อไม่ให้ปัญหาซ้ำรอยกรณีเขื่อนไซยะบุรี
  4. พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน ให้ชุมชนริมโขงรับมือได้ทัน
  5. ผลักดันให้มีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) อย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างประเทศ
  6. จัดทำฐานข้อมูลและแผนฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำโขง รวมถึงมาตรการป้องกันผลกระทบจากน้ำเท้อในพื้นที่เสี่ยงของเชียงราย

กรณีนี้สะท้อนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำเหนือไม่ใช่เรื่องของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หากเกี่ยวพันกับนโยบายพลังงานระดับชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างไทย–ลาวอย่างแยกไม่ออก

ลุ่มน้ำสาละวิน ภาคเหนืออีกฟากที่เผชิญชะตาเดียวกัน

แม่น้ำสาละวิน ซึ่งไหลเลียบชายแดนไทย–เมียนมาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกับลุ่มน้ำกกและโขง เครือข่ายนักวิชาการและองค์กรเอกชน นำโดยสมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน และมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers & Rights) ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ ทราย และดินโคลนในอำเภอแม่สะเรียงและสบเมย พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะสารหนู ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองต้นน้ำในฝั่งเมียนมา

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจอย่างต่อเนื่อง 4 ครั้ง พบโลหะหนักสะสมทั้งในน้ำและตะกอน เช่นเดียวกับในแม่น้ำกก ขณะที่การตรวจตัวอย่างกุ้งและปลาในลุ่มน้ำสาละวินพบการสะสมสารพิษสูงใน “หัวกุ้ง” และ “หัว–พุง–อวัยวะภายในปลา” แม้หอยแม่น้ำยังไม่ถูกตรวจอย่างเป็นระบบก็ตาม

สมพร เพ็งค่ำ นักวิจัยด้านผลกระทบสุขภาพ อธิบายว่า สารหนูสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากการดื่มน้ำ การบริโภคอาหาร และการซึมผ่านผิวหนัง โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือผู้ที่มีบาดแผล การได้รับสารอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลายชนิดในระยะยาว

คณะนักวิจัยจึงเสนอแนวทางลดความเสี่ยงเฉพาะหน้า เช่น การกรองน้ำก่อนใช้ หลีกเลี่ยงการบริโภคหัว พุง และเครื่องในปลา รวมถึงงดกินหัวกุ้ง และไม่ใช้แม่น้ำรดผักกินใบจนกว่าจะมีผลตรวจยืนยันเพิ่มเติม พร้อมทั้งจัดกิจกรรมสาธิตชุดตรวจน้ำเบื้องต้นให้ชุมชนใช้ด้วยตนเอง

กรณีลุ่มน้ำสาละวินทำให้เห็นว่า ปัญหามลพิษโลหะหนักจากเหมืองแร่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เชียงราย หากเป็น “ภาพสะท้อนทั้งภาคเหนือ” ที่ต้องการความร่วมมือทั้งระดับลุ่มน้ำ ประเทศ และอนุภูมิภาค

ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

จากข้อค้นพบของนักวิทยาศาสตร์และองค์กรภาคประชาสังคมในลุ่มน้ำกก–โขง–สาละวิน แนวทางเบื้องต้นที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ลดความเสี่ยงได้ทันที ได้แก่

  • ด้านการบริโภคปลาและกุ้ง: หลีกเลี่ยงการกินส่วนหัว พุง และเครื่องในปลา รวมทั้งหัวกุ้ง เน้นรับประทานเฉพาะเนื้อปลาและเนื้อกุ้งที่ปรุงสุกดี และไม่ควรกินบ่อยเกินความจำเป็น
  • ด้านการใช้น้ำ: กรองน้ำจากลำน้ำก่อนนำไปใช้ซักล้างหรืออุปโภค หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหากมีบาดแผล เนื่องจากสารหนูสามารถซึมผ่านผิวหนังและเยื่ออ่อนได้
  • ด้านการเกษตร: ระมัดระวังการใช้น้ำจากแม่น้ำรดผักกินใบหรือพืชที่บริโภคสด โดยเฉพาะในช่วงน้ำขุ่นหรือน้ำหลาก
  • ด้านการติดตามข้อมูล: ติดตามผลตรวจคุณภาพน้ำจากหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเอ็นจีโออย่างสม่ำเสมอ และเตรียมใช้แอป “ปลาปลอดภัย” เพื่อตรวจสอบจุดเสี่ยงเมื่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในช่วงมีนาคม–เมษายน 2569

เชียงรายบนเส้นบาง ๆ ระหว่างวิกฤตและโอกาส

วิกฤตสารพิษในลุ่มน้ำเหนือกำลังทดสอบศักยภาพของเชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดนที่ต้องรับแรงกระแทกจากการพัฒนาในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ต้นน้ำหรือเขื่อนขนาดใหญ่บนลุ่มน้ำโขง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมืองปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้ก็กำลังแสดงให้เห็นว่าการผสานพลังของนักวิทยาศาสตร์ หน่วยงานรัฐ ชุมชน และภาคศาสนา สามารถสร้างคำตอบใหม่ให้กับปัญหายุคเปลี่ยนผ่านได้

แอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ห้องแล็บมาตรฐานสากลของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง งานวิจัยนวัตกรรมไส้กรองน้ำ การเฝ้าระวังสุขภาพเด็ก และกระบวนการ “พลเมืองวิทยาศาสตร์” ในชุมชน ล้วนเป็นก้าวย่างสำคัญที่ตอกย้ำว่า เชียงรายไม่ได้ยอมรับชะตากรรมของตนเองอย่างเฉยเมย

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการเหล่านี้จำเป็นต้องเดินควบคู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รอบคอบ โดยเฉพาะการพิจารณาโครงการเขื่อนบนลุ่มน้ำโขงที่อาจส่งผลต่อทั้งระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนปลายน้ำ หากข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับการตอบสนองอย่างจริงจัง และเสียงของชุมชนริมฝั่งน้ำได้รับการยอมรับในโต๊ะเจรจาระดับชาติ โอกาสที่เชียงรายจะพลิกวิกฤตนี้ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบบริหารจัดการลุ่มน้ำแบบใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

ในระหว่างที่คำตอบระดับนโยบายยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ครัวเรือนริมลุ่มน้ำกก–โขง–สาละวินยังคงต้องดำรงชีวิตต่อไปด้วยการตัดสินใจทุกวันว่าจะใช้น้ำอย่างไร จะกินปลาแบบไหน และจะส่งเสียงของตนอย่างไรให้รัฐรับฟัง วิกฤตสารพิษครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวสิ่งแวดล้อม หากเป็นคำถามใหญ่เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนา ความเป็นธรรมต่อชุมชนชายแดน และสิทธิในการเข้าถึงอาหารและน้ำที่ปลอดภัยของประชาชนทุกคน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ฐานเกษตรกรหดตัว 4.35% เชียงรายเร่งวางทางรอดโคเนื้อ-ไก่พื้นเมืองชุมชน

เชียงรายรับแรงสั่นสะเทือน “ปศุสัตว์ไทยหดตัว 4.35%” อย่างไร? ถอดบทเรียนจากหนังสือข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ ในประเทศไทย ปี 2568 โครงสร้างใหม่ของเกษตรกรรายย่อย–รายใหญ่ และทางรอดที่ต้องเร่งวาง

เชียงราย, 2 ตุลาคม 2568 – เบื้องหลังทิวทัศน์อันคุ้นตา ข้อมูลชุดใหม่ของกรมปศุสัตว์ (ข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ ในประเทศไทย ปี 2568 ของกลุ่มสารสนเทศและข้อมูลสถิติศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกรมปศุสัตว์) กำลังส่งสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม—จำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศลดลง 153,729 ราย หรือ 4.35% ภายในปีเดียว ขณะที่โครงสร้างการผลิตหลายชนิดสัตว์กำลัง “รวมศูนย์” หนักขึ้นกว่าที่เคยภาพใหญ่ของประเทศ เข้าสู่ภูมิภาคเหนือ และซูมให้ลึกลงที่จังหวัดเชียงราย—เพื่อดูให้ชัดว่า เมื่อฐานเกษตรกรหดตัว เศรษฐกิจชุมชนและความมั่นคงทางอาหาร “พื้นที่ปลายทางของแม่น้ำโขง” แห่งนี้จะยืนให้มั่นได้ด้วยวิธีใด

สาระสำคัญที่ต้องรู้

  • ฐานเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งประเทศลดลง 4.35% เหลือ 3,378,986 ราย โดย “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” คือฐานใหญ่ที่สุด แต่ก็เผชิญการลดลงมากที่สุดเช่นกัน สะท้อนแรงกดดันต้นทุนและรายได้ในชนบทที่ยังไม่คลี่คลาย
  • ปศุสัตว์หลักบางชนิดถดถอย โดยเฉพาะ “โคเนื้อ” ที่จำนวนรวมทั้งประเทศลดลงจากปีก่อน ราว 3.66% ขณะที่ “สุกรและไก่” ยังพึ่งพาพื้นที่ศูนย์กลางการผลิตไม่กี่เขตอย่างชัดเจน (เขต 7 และเขต 1) ทำให้ความเสี่ยงกระจุกตัวสูงขึ้นหากเกิดโรคระบาดหรือช็อกด้านตลาด
  • ภาคเหนือ—เขตปศุสัตว์ที่ 5 ยังคงเป็นฐานการผลิตที่ “หลากหลายชนิดสัตว์” โดยเฉพาะโคเนื้อที่สวนทางหลายพื้นที่ และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารครัวเรือน
  • เชียงราย แสดง “ความยืดหยุ่น” ผ่านโครงสร้างแบบผสม: เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากเลี้ยงโคพื้นเมือง–ไก่พื้นเมืองเพื่อยังชีพและเสริมรายได้ ขณะเดียวกันมีคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสำหรับไก่ไข่และสุกรอยู่ร่วมในจังหวัดเดียวกัน—ภาพนี้คือ “ทางสองแพร่ง” ของยุทธศาสตร์ปศุสัตว์จังหวัดที่ต้องตัดสินใจเร็วและตรงเป้า

ประเทศไทย เส้นกราฟฐานเกษตรกรชี้ลง โครงสร้างกำลังเปลี่ยน

หนังสือข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ ในประเทศไทย ปี 2568 ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทุกประเภท 3,378,986 ราย ลดลงจากปี 2567 จำนวน 153,729 ราย (-4.35%) โดย “เขตปศุสัตว์ที่ 3” ซึ่งเป็นฐานใหญ่มากที่สุดยังคงมากสุดที่ 986,434 ราย แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ จำนวนเกษตรกรหายไปมากสุด เช่นกันเมื่อเทียบปีก่อน สะท้อนภาพความเปราะบางที่ไม่ได้จำกัดเพียงพื้นที่ชายขอบ แต่เกิดใน “หัวใจการผลิต” ของประเทศด้วย

ในแง่ชนิดสัตว์ โคเนื้อ ซึ่งเป็น “บัญชีสะสมทรัพย์บนเท้าทั้งสี่” ของชนบทไทย มีจำนวนรวม 9.54 ล้านตัว แต่กระจุกตัวที่เขต 3 และเขต 4 เป็นหลัก ขณะเดียวกัน สุกร จำนวนรวม 12.21 ล้านตัว ยึดฐานหลักที่เขต 7 (ภาคตะวันตก–ภาคกลางบางส่วน) ส่วน ไก่ มีจำนวนรวมมากถึง 516.98 ล้านตัว และมีเขต 1 เป็นฐานไก่เนื้อสำคัญ—ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นภาพ “การพึ่งพื้นที่ศูนย์กลางไม่กี่จุด” ที่ทวีความเข้มขึ้น หากเกิดโรคระบาดสัตว์ปีกหรือสุกรในฐานผลิตใหญ่ ความเสี่ยงของห่วงโซ่อาหารและราคาผู้บริโภคจะขยายวงทันที

ฐานการผลิตหลากหลาย–พึ่งพาชุมชนสูง

ภาคเหนือมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ 681,023 ราย (คิดเป็นราว 20% ของประเทศ) และมีจำนวนโคเนื้อ 1.49 ล้านตัว, สุกร 2.30 ล้านตัว, ไก่ 68.75 ล้านตัว สะท้อน “โครงสร้างการผลิตแบบผสม” ที่อาศัย รายย่อยจำนวนมาก และการกระจายตัวในหลายจังหวัดมากกว่าภาคอื่น ๆ ความหลากหลายนี้มีข้อดีคือ “ลดความเสี่ยงจากการพึ่งชนิดสัตว์เดียว” และเชื่อมโยงวัฒนธรรมอาหาร–เศรษฐกิจท้องถิ่นได้ลึกกว่าฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงไม่กี่จุด

ในบรรดาจังหวัดเหนือทั้งหมด เชียงใหม่–ลำพูน–ลำปาง–แพร่–น่าน–พะเยา–เชียงราย–แม่ฮ่องสอน คือเสาหลักของเขตปศุสัตว์ที่ 5 ซึ่งภาพรวมแสดงสัญญาณ โคเนื้อทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ไก่พื้นเมืองยังคงเป็น “บัญชีอาหารฉุกเฉิน” ของครัวเรือนชนบท—ประเด็นหลังนี้จะเห็นเด่นชัดขึ้นเมื่อมอง “เชียงราย” อย่างละเอียด

ทางสองแพร่งระหว่าง “ชุมชนพึ่งพาตนเอง” กับ “คลัสเตอร์อุตสาหกรรม”

1) ฐานข้อมูลสำคัญของจังหวัด

  • จำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์รวม: 76,095 ราย
  • โคเนื้อ: 69,973 ตัว (เกษตรกร 7,646 ราย)
  • กระบือ: 20,463 ตัว (เกษตรกร 2,399 ราย)
  • สุกร: 95,098 ตัว (เกษตรกร 3,803 ราย)
  • ไก่รวม: 5,684,855 ตัว (เกษตรกร 72,519 ราย)
  • เป็ดรวม: 145,935 ตัว (เกษตรกร 4,769 ราย)
  • แพะ–แกะ: แพะ 6,050 ตัว/แกะ 638 ตัว (เกษตรกรรวม 354 ราย)

ตัวเลขชุดนี้บอกอะไร? หนึ่ง—เชียงรายคือจังหวัดที่ “ไก่พื้นเมืองมีบทบาทสูงมากในระดับครัวเรือน” เพราะจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่สูงถึง กว่า 72,000 ราย ขณะที่จำนวนไก่รวมเกิน 5.68 ล้านตัว สอง—โคเนื้อและกระบือ ยังฝังรากในวิถีเกษตรดั้งเดิม โดยมีผู้เลี้ยงจำนวนมากในสเกลเล็ก กระจายตามอำเภอรอบนอก สาม—มิติอุตสาหกรรมเริ่มเข้ามาชัดใน “สุกร–ไก่ไข่เชิงพาณิชย์” ที่ต้องการเงินทุนและการจัดการสูงกว่า

2) “รายย่อยเข้มแข็ง” ในโคเนื้อ–ไก่พื้นเมือง

โครงสร้างโคเนื้อเชียงรายสะท้อน “ฐานรายย่อย” อย่างเด่นชัด เกษตรกรส่วนใหญ่เลี้ยง ไม่เกิน 20 ตัว ทั้งในรูปแบบโคพื้นเมืองและลูกผสมที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศบนพื้นที่สูง—เป็นสินทรัพย์ที่แปรรูปได้ทั้ง “รายได้” และ “ความมั่นคงทางอาหาร” ของครัวเรือน ส่วน ไก่พื้นเมือง ก็ทำหน้าที่เดียวกันกับบทบาท “บัญชีเงินฝากมีชีวิต” ที่ถอนใช้ได้เร็วในยามจำเป็น สองชนิดสัตว์นี้จึงเป็น “ตาข่ายนิรภัย” ของชุมชนในช่วงที่ราคาพืชผลหรือค่าจ้างผันผวน

3) “อุตสาหกรรมเข้มข้น” ในสุกร–ไก่ไข่

ขณะเดียวกัน เชียงรายมี สุกร 95,098 ตัว กระจายอยู่ในผู้เลี้ยง 3,803 ราย โดยมีทั้งรายย่อยและรายใหญ่ร่วมพื้นที่เดียวกัน ส่วน ไก่ไข่ (รวมอยู่ในจำนวนไก่ทั้งหมด) เป็นเซ็กเมนต์ที่ต้องใช้ความชำนาญและมาตรฐานสูง—สะท้อนการขยายตัวของฟาร์มขนาดกลาง–ใหญ่ที่เข้ามาเติมเต็มดีมานด์ของตลาดเมือง–โรงงานอาหาร และตลาดนักท่องเที่ยวในพื้นที่เหนือบน

ภาพรวมจึงกลายเป็น “ทางสองแพร่ง” ที่เชียงรายต้องตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์: จะเดินหน้าหนุน ฐานรายย่อย ให้แข็งแรงเชื่อมเศรษฐกิจชุมชน และค่อย ๆ ยกระดับมาตรฐาน–เพิ่มมูลค่า หรือจะวางตำแหน่ง คลัสเตอร์อุตสาหกรรม เฉพาะชนิดสัตว์ให้ชัดเพื่อสร้างงาน–สร้างภาษี—หรือทำ “ทั้งสองขา” อย่างสมดุลโดยไม่ทิ้งใครข้างหลัง

4) ความมั่นคงทางอาหารกับ “ความเสี่ยงใหม่”

แม้โครงสร้างแบบผสมจะเสริมภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ “ความเสี่ยงใหม่” ก็เพิ่มขึ้นตาม—ทั้งต้นทุนอาหารสัตว์ที่ผันผวน ภัยแล้งบนพื้นที่สูงที่ยาวนานขึ้น และโรคอุบัติใหม่ในสัตว์ปีก–สุกร หากเกิดการระบาดในฟาร์มขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งที่เป็นแหล่งไข่หรือหมูของจังหวัด ผลกระทบด้านราคาอาจ “ส่งผ่าน” ไปยังผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านอาหาร–ท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น การทำ ระบบเฝ้าระวังโรคและข้อมูลสาธารณะ ระดับจังหวัด–อำเภอที่ละเอียดถึงคลัสเตอร์การผลิต และการรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยเพื่อเข้าถึงวัคซีน–อาหารสัตว์–สินเชื่อ–ตลาด จึงเป็น “เครื่องมือเร่งด่วน” ที่ควรขับเคลื่อนภายในปีงบประมาณถัดไป

เชื่อมไปทั้งเขตเหนือจุดแข็งและโอกาส 

เมื่อเทียบกับจังหวัดเหนืออื่น ๆ เชียงใหม่–ลำพูน–ลำปาง–พะเยา–แพร่–น่าน–แม่ฮ่องสอน ต่างมีสัดส่วนโคเนื้อ–กระบือ–ไก่พื้นเมืองที่สูงเช่นกัน แต่แต่ละจังหวัดมี “บทบาทเฉพาะ” ของตน เช่น ลำพูนเด่นด้านโคนมขนาดกลาง เชียงใหม่และลำปางมีฐานผู้ประกอบการอาหารสัตว์–โรงชำแหละที่เข้มแข็ง พะเยาและน่านเป็นแนวกันชนวัตถุดิบอาหารสัตว์จากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์—ห่วงโซ่เหล่านี้ชี้ว่า ถ้าเชียงรายจะ “โตไปกับทั้งภูมิภาค” ยุทธศาสตร์ระดับกลุ่มจังหวัดควรเชื่อม 3 แกนดังนี้

  1. ห่วงโซ่โค–กระบือคุณภาพ: วิจัยพันธุ์ทนแล้ง–ทนโรค ปรับปรุงทุ่งหญ้า และยกระดับโรงเชือด–มาตรฐานฮาลาล–การแปรรูป (เนื้อสไลซ์ สเต๊ก ซุปกระดูก) เพื่อเข้าโมเดิร์นเทรด–ท่องเที่ยวสุขภาพ
  2. คลัสเตอร์ไก่พื้นเมือง–ไก่ไข่: พัฒนาแบรนด์ “ไข่เหนือบน–ไก่พื้นเมืองเชียงราย” พร้อมมาตรฐานสินค้าชุมชน (GI/ฮาลาล/เกษตรอินทรีย์) เพื่อบุกตลาดกรุงเทพฯ และชายแดนพม่า–ลาว
  3. เกษตรทางเลือกสร้างมูลค่า: หนุน “ผึ้ง–ผึ้งชันโรง–แพะ–แกะ” เป็นรายได้เสริม โดยบูรณาการกับท่องเที่ยวชุมชน (ฟาร์ม–สเตย์ เวิร์กช็อปน้ำผึ้งดิบ/ชีสนมแพะ) เพื่อยืดหยุ่นต่อรอบราคาสินค้าโภคภัณฑ์

แนวทางทั้งสามต้องการ “ข้อมูลฐาน” รายหมู่บ้าน–ตำบล ซึ่ง หนังสือข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ ในประเทศไทย ปี 2568 มีจุดเริ่มต้นให้ต่อยอดได้—ข้อได้เปรียบของภาคเหนือคือเครือข่ายเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็ง จึงสามารถนำข้อมูลไปสู่การจัดการร่วม (collective action) ได้เร็วกว่าหลายภูมิภาค

ทำอย่างไรไม่ให้รายย่อยหลุดขบวน

เมื่อนำข้อมูลระดับประเทศมาประกอบ จะเห็น ภาพใหญ่ 3 ประการ ที่ควรเร่งดำเนินการเชิงนโยบาย

รักษาฐานรายย่อยด้วย “ต้นทุน–ตลาด–ความรู้” ที่ทันสมัย เกษตรกรรายย่อยเป็น กว่า 96% ของผู้เลี้ยงโคเนื้อทั้งประเทศ (ส่วนใหญ่เลี้ยงไม่เกิน 20 ตัว) การหายไปของกลุ่มนี้หมายถึงรากฐานความมั่นคงทางอาหารที่สั่นคลอน ทางออกคือ “รวมกลุ่ม–ซื้อรวม–ขายรวม–คุ้มครองความเสี่ยงร่วม” พร้อมแพลตฟอร์มข้อมูลต้นทุนอาหารสัตว์–ราคาตลาดแบบเรียลไทม์ที่เข้าถึงได้จริง—from district livestock office ไปถึงมือถือเกษตรกร  

การบริหารความเสี่ยงจาก “การรวมศูนย์” ในสุกร–ไก่เชิงอุตสาหกรรม

เมื่อฐานการผลิตกระจุกอยู่ไม่กี่เขต/ไม่กี่จังหวัด ยุทธศาสตร์ความมั่นคงอาหารควรรองรับ “แผนเฝ้าระวังโรค–สำรองผลผลิต–กระจายเส้นทางขนส่ง–สื่อสารราคา” แบบทันเหตุการณ์ เพื่อกันช็อกที่อาจกระทบราคาผู้บริโภคกว้างขวาง ต่อท่อมูลค่าเพิ่มสู่เมือง–ท่องเที่ยว–ชายแดน สินค้าปศุสัตว์คุณภาพ (GI/ฮาลาล/อินทรีย์) และผลิตภัณฑ์เฉพาะถิ่น เช่น น้ำผึ้งป่าเหนือบน ชีสนมแพะ เนื้อโคพื้นเมืองแปรรูป มีศักยภาพเจาะตลาดเมือง–นักท่องเที่ยว และตลาดชายแดน—เชียงรายเป็น “ประตูการค้า” ตามธรรมชาติ หากเชื่อมระบบโลจิสติกส์เย็นและจุดกระจายสินค้าระดับตำบล–อำเภอ จะยกระดับรายได้ให้ฐานรายย่อยได้จริง

แผนปฏิบัติการ 6 ข้อสำหรับเชียงราย (และภาคเหนือ)

  1. ทำแผนที่การผลิต (production map) รายตำบล – รู้ว่า “อะไรอยู่ที่ไหน–ใครเลี้ยงอะไร–ขนาดเท่าไร–เชื่อมตลาดใด” แล้วสื่อสารสาธารณะเพื่อลดปัญหาคนกลาง
  2. สหกรณ์อาหารสัตว์ตำบล – ต่อรองซื้อวัตถุดิบรวม ลดต้นทุน และล็อกสัญญาขายบางส่วนเพื่อลดความผันผวน
  3. ยกระดับมาตรฐานรายย่อยเป็น “รายย่อยพรีเมียม” – โคพื้นเมืองเลี้ยงทุ่ง/ไก่พื้นเมืองปล่อยอิสระ พร้อมการตรวจย้อนกลับง่าย ใช้สตอรี่ “ดอย–ป่า–ไร่ชา” เป็นจุดขาย
  4. กันชนโรคระบาดผ่านคลินิกปศุสัตว์เคลื่อนที่ – บริการวัคซีน/สุขภาพสัตว์ถึงหมู่บ้าน และตั้งกองทุนฉุกเฉินโรคสัตว์ระดับอำเภอ
  5. นวัตกรรมการตลาด – เปิด “ตลาดออนไลน์จังหวัด” ให้ผู้บริโภคในเมือง–ผู้ประกอบการท่องเที่ยวสั่งสินค้าฟาร์มโดยตรง ส่งผ่านระบบเย็นเดียวกัน
  6. เกษตรทางเลือกเชื่อมท่องเที่ยว – ผึ้งชันโรง–แพะ–แกะ เป็นกิจกรรมเสริมรายได้ ควบคู่เวิร์กช็อปและฟาร์ม–สเตย์สำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ

ทำไม “เชียงราย” จึงยังยืนได้

เมื่อฐานเกษตรกรของประเทศหดตัวลง 4.35% เชียงรายยังยืนได้เพราะ “ไม่พึ่งชนิดสัตว์เดียว” และ “ยังมีแขนขารายย่อยให้ชุมชนพึ่งตนเอง” ขณะเดียวกันก็เริ่มมี “กล้ามเนื้ออุตสาหกรรม” ในสุกร–ไก่ไข่รองรับตลาดสมัยใหม่ นี่คือโครงสร้างที่คนทำงานนโยบายต้องช่วย “จัดสมดุล” ระหว่าง ความมั่นคงอาหารชุมชน กับ ขีดความสามารถแข่งขันเชิงอุตสาหกรรม ให้ไปด้วยกัน

หากวางแผนถูกจุด—ยกระดับข้อมูล, ลดต้นทุน, เพิ่มมาตรฐาน, เชื่อมตลาด—เชียงรายไม่เพียง “รับมือวิกฤต” ได้ แต่ยังสามารถ “ปลดล็อกโอกาส” เป็น ฮับสินค้าปศุสัตว์คุณภาพของล้านนา ที่ส่งออกไปสู่เมืองใหญ่และชายแดน สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรรายย่อยนับหมื่นครัวเรือน

เพื่อช่วยให้ผู้นำท้องถิ่น นักวางแผนจังหวัด ผู้ประกอบการ และสถาบันเกษตรกรใช้เป็นฐานประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายและธุรกิจ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ ปศุสัตว์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน สู่โครงสร้างใหม่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: หนังสือ ข้อมูลจำนวนปศุสัตว์ในประเทศไทย ปี 2568” จัดทำโดยกลุ่มสารสนเทศและข้อมูลสถิติ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

Chiangrai Good & Food Security สร้างความมั่นคงอาหารชุมชน

เชียงรายจัดกิจกรรม “Chiangrai Good & Food Security” ต้นแบบความมั่นคงทางอาหารตามแนวพระราชดำริ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย (พช.เชียงราย) ร่วมกับ แม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย และ แม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรม “Chiangrai Good & Food Security” เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ในงานครั้งนี้ นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย/ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ได้นำคณะหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย 7 หน่วยงานร่วมจัดกิจกรรม โดยเน้นการสร้างต้นแบบที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางอาหารในชุมชน

น้อมนำแนวพระราชดำริสู่การปฏิบัติจริง

กิจกรรมในครั้งนี้ได้แสดงถึงการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า สู่การปฏิบัติจริงผ่านโครงการ “KICK OFF ผู้นำต้องทำก่อน” โดยเริ่มต้นจากการปลูกผักสวนครัว ผักพื้นถิ่น พืชสมุนไพร และไม้ผลอย่างน้อย 30 ชนิด เพื่อต่อยอดเป็นต้นแบบให้ประชาชนในจังหวัดเชียงรายได้เรียนรู้และนำไปใช้ในครัวเรือน

เป้าหมายเพื่อความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งพาตนเอง

กิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และสถานการณ์โรคระบาด ตลอดจนส่งเสริมความรักและความสามัคคีในชุมชน

นอกจากนี้ การดำเนินการยังสอดคล้องกับกรอบแนวคิด “ปรับเปลี่ยนดี ชีวีมีสุข (Change for 5G)” ของกระทรวงมหาดไทย ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2563 โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืน ยุติความหิวโหย และสร้างชุมชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานราชการและประชาชนในจังหวัดเชียงราย โดยมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

เยี่ยมชมโครงการตำรวจพันธุ์ดี และมอบเมล็ดพันธุ์

ภายหลังจากกิจกรรม ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัด คณะผู้จัดงานได้เดินทางไปยัง โครงการตำรวจพันธุ์ดี สนามยิงปืน นปพ. บ้านหัวดอย ตำบลท่าสาย อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อมอบเมล็ดพันธุ์และกล้าผัก พร้อมร่วมปลูกผักสวนครัวในพื้นที่

กิจกรรมดังกล่าวได้รับการนำทีมโดย แพทย์หญิงทรงพร เสนากูล ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

จุดเริ่มต้นของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กิจกรรม “Chiangrai Good & Food Security” ครั้งนี้เป็นตัวอย่างของการบูรณาการความร่วมมือในระดับจังหวัด โดยไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหาร แต่ยังส่งเสริมความสามัคคีในชุมชน และช่วยให้ประชาชนในเชียงรายเห็นถึงคุณค่าของการพึ่งพาตนเองและการดูแลสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลสำคัญของกิจกรรม

  • เป้าหมาย: ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งพาตนเอง
  • พื้นที่ดำเนินการ: จังหวัดเชียงราย
  • แนวทางการปฏิบัติ: การปลูกผักสวนครัว ผักพื้นถิ่น พืชสมุนไพร และไม้ผล

กิจกรรมนี้สะท้อนถึงพระราชดำริในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างความพร้อมสำหรับอนาคตอย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
EDITORIAL

ยุทธศาสตร์พัฒนายั่งยืนเสริมสร้างสังคมไทยมั่นคง

ความสำคัญของการพัฒนายั่งยืนต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เน้นย้ำว่าการเดินหน้ายุทธศาสตร์พัฒนายั่งยืนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเสริมสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยให้มั่นคงในระยะยาว การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่ยังคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนรุ่นปัจจุบันและอนาคตอย่างสมดุล

ยุทธศาสตร์การพัฒนายั่งยืน: แนวทางและเป้าหมาย

การพัฒนายั่งยืนต้องไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่าการพัฒนาเศรษฐกิจควรคำนึงถึงการลดภาระทางสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากร การนำแนวคิดยั่งยืนและจริยธรรมเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะเป็นสิ่งเร่งด่วน เพื่อให้การพัฒนาสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้อย่างแท้จริง

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อประเทศไทย

รายงาน IPCC Climate ของสหประชาชาติ ระบุว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าประเทศอื่น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับรุนแรงมาก

มาตรการบรรเทาภัยพิบัติด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน

การนำแนวคิดยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจช่วยบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงจากดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก นอกจากนี้ ภาคการผลิตควรเน้นการผลิตที่ยั่งยืน ลดการปล่อยของเสียและมลพิษ รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก

 
การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน

ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและสร้างกลไกส่งเสริมการลงทุนในด้านสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการลงทุนในหุ้นกลุ่ม ESG เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ สถานประกอบการต่างๆ ควรบริหารองค์กรตามแนวคิด ESG เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

การลดความเหลื่อมล้ำและการสร้างความมั่นคงทางอาหาร

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม ประเทศไทยต้องดำเนินมาตรการเพื่อลดความยากจนและสร้างความมั่นคงให้กับประชากรที่เปราะบาง การลงทุนในเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียนและการสนับสนุนงบประมาณสำหรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

อนาคตของการพัฒนายั่งยืนในประเทศไทย

ประเทศไทยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเป็น 40% ภายในปี พ.ศ.2573 ซึ่งการดำเนินการตามแผนงานระดับชาติและการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกเป็นก้าวสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้ อย่างไรก็ตาม การลดก๊าซเรือนกระจกและการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสังคมไทยที่มั่นคงในระยะยาว

บทสรุป

การเดินหน้ายุทธศาสตร์พัฒนายั่งยืนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคต การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและสามารถรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

เชียงราย สนับสนุนโครงการ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” พื้นที่อำเภอเวียงแก่น

 
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 เวลา 11.00 น.นางสุภาเพ็ญ ศิริมาตย์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ติดตามการดำเนินงานการน้อมนำแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่ปฏิบัติการปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน และกิจกรรมพัฒนาชุมชนในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น ณ บ้านหล่ายงาว หมู่ที่ 1 ตำบลหล่ายงาว อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลหล่ายงาว และนายนรสิงห์ สวยไธสงค์ รักษาราชการแทนพัฒนาการอำเภอเวียงแก่น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเวียงแก่น ให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน
 
ในการนี้ นายวิทยา ชุมภูคำ พัฒนาการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายสุเมท นิลสวิท นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย และทีมงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย ร่วมติดตามสนับสนุนการดำเนินงานด้วย
นางสุภาเพ็ญ ศิริมาตย์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย และคณะ ได้ร่วมปลูกพืชผักสวนครัว ได้แก่ พริกขี้หนู มะเขือเจ้าพระยา มะเขือยาว สาระแหน่ ผักแพว ต้นหอม ในพื้นที่ซอย 14 หมู่บ้านหล่ายงาว ซึ่งเป็น “เส้นทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” ของหมู่บ้าน จากนั้นได้ไปยังครัวเรือนต้นแบบ การน้อมนำแนวพระราชดำริฯ ปลูกผักสวนครัวสร้างความมั่นคงทางอาหาร (ครัวเรือนนายปั๋น ยาละ) 
 
พื่อให้กำลังใจและเยี่ยมชมภายในบริเวณบ้านที่มีการปลูกผักสวนครัวอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนจะเดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้เฮือนฮอมฮัก วัดดอยสันกู่ บ้านหล่ายงาว เพื่อร่วมปลูกไม้ผลสำหรับเป็นแหล่งอาหารให้กับชุมชน ประกอบด้วย ต้นอโวคาโด้ ต้นมะขามยักษ์ เงาะ และลิ้นจี่ป่า รวมทั้งเยี่ยมชมและให้กำลังใจแก่กลุ่มทอผ้าผู้สูงอายุบ้านหล่ายงาว กลุ่มปู่ยมูลใส้เดือนวัดดอยสันกู่ กลุ่มสบู่สมุนไพรวัดดอยสันกู่ และกลุ่มปักผ้าบ้านไทยเจริญ ที่ได้ดำเนินการภายในพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ฯ และนำผลิตภัณฑ์มาร่วมกิจกรรม
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Cddchiangrai

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News