Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

เปิดข้อมูล Travelbag ทำไมเชียงรายไนท์มาร์เก็ตติดอันดับ 8 ของโลก แซงหน้าเมืองท่องเที่ยวใหญ่

เจาะลึก Travelbag เปิดข้อมูลเบื้องหลัง “Chiang Rai Night Market” ติดอันดับ 8 ตลาดกลางคืนยอดนิยมของโลก

เชียงราย, 8 มกราคม 2569 – จากเสียงวิจารณ์บนโซเชียล สู่คำถามใหญ่ เมืองเล็กแต่ทำไมได้ไปยืนแถวหน้าโลก? ข่าวการจัดอันดับ “The top destinations for night markets” โดยเว็บไซต์ท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง Travelbag ได้จุดประกายให้ชื่อ “Chiang Rai Night Market” ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวและชาวเน็ตไทย เมื่อผลปรากฏว่า “เชียงราย” ผงาดขึ้นติด อันดับ 8 ของโลก เคียงบ่าเคียงไหล่กับตลาดกลางคืนระดับตำนานอย่าง Chatuchak Weekend Market ในกรุงเทพฯ Pub Street ที่เสียมราฐ และ Shilin Night Market เมืองไทเป

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่สื่อบางส่วนและผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในไทยเรียกติดปากว่า “เชียงรายไนท์บาซาร์ติดอันดับ 8 ของโลก” การตรวจสอบเอกสารต้นฉบับของ Travelbag พบว่า เว็บไซต์ใช้ชื่อว่า “Chiang Rai Night Market – Chiang Rai, Thailand” โดยไม่ได้ระบุชัดเจาะจงว่าเป็น “Chiang Rai Night Bazaar” หรือ “ถนนคนเดินเชียงราย” หากแต่เป็นการให้คะแนนรวมในฐานะ “ตลาดนัดกลางคืนในเชียงราย” หรือ Night Market Scene ของเมืองเชียงรายโดยรวม

คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีแค่ “เชียงรายสมควรติดอันดับหรือไม่” แต่ลึกไปกว่านั้น คือ เราเข้าใจวิธีคิดของการจัดอันดับในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติถูกต้องเพียงใด และในเมื่อองค์กรท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง Travelbag เลือกหยิบ “เชียงราย” ขึ้นไปอยู่แถวหน้าของตลาดกลางคืนโลก เมืองเล็กริมโขงแห่งนี้กำลังถูกมองเห็นในมิติใดกันแน่

เสียงแตกบนโลกออนไลน์ จากความภูมิใจ สู่ความเคลือบแคลงของคนในพื้นที่

หลังข่าว “เชียงรายไนท์บาซาร์/Chiang Rai Night Market” ติดอันดับ 8 ของโลก ถูกแชร์ต่อกันบนสังคมออนไลน์ เสียงสะท้อนของชาวเน็ตก็ “แตกออก” อย่างชัดเจน

ฝ่ายหนึ่งแสดงความภูมิใจที่เมืองเล็ก ๆ ทางเหนือถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับเมืองใหญ่ทั่วโลก แต่อีกฝ่ายตั้งคำถามแบบตรงไปตรงมาว่า

  • “เชียงรายเนี้ยนะ? ผมว่าไนท์บาซาร์เชียงใหม่ดีกว่าหลายเท่าครับ ไม่เชื่อๆ 555”
  • “บางวันไนท์บาซาร์เชียงรายไม่มีคนเลย แถมแคบด้วย มันไม่ควรจะติดอันดับอะไรเลยด้วยซ้ำ”
  • “เอ่อ ถ้าบอกว่า Top10 ในฐานะคนเชียงราย ไม่สมควรจะติดจริงๆ นะครับ เทียบกับที่อื่น ๆ ไม่ได้เลย”
  • “ห่ะ!!! ไนท์เชียงรายเนี้ยนะ เชียงรายมายังไง”

ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาอธิบายด้วยมุมมองเชิงประสบการณ์ส่วนตัว โดยชี้ให้เห็นว่ามาตรฐานที่คนไทยใช้วัด อาจไม่ตรงกับสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสำคัญ เช่น

  • “เราชอบไนท์เชียงราย เพราะไม่ใหญ่เกินไป เดินได้ทั่วถึง ยิ่งสมัยก่อนตอนก่อนโควิดยิ่งดี ร้านค้าเยอะ และมีลานอาหาร มีเวทีแสดง และราคาที่จับต้องได้ อาหารราคาไม่แพงจนเกินไป ชอบหมูจุ่ม แจ่วฮ้อนชุดละ 100”
  • “ของเชียงใหม่เคยเดินหลายรอบ เกิดคำถามเสมอว่า ‘มาทำไม’ พื้นที่เดินอาจจะใหญ่ เดินเยอะยาวตามถนน ราคาอาหารแพง คนเยอะ… แม้แต่ถนนคนเดินยังไม่ชอบไป คนเยอะ เบียดเสียด ใหญ่เกิน เดินไม่ทั่ว เดินต่อเท้ากันอยู่”

ความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นช่องว่างอย่างน้อยสองระดับ คือ

  1. ช่องว่างระหว่าง “ภาพจำของคนในพื้นที่” กับ “ภาพที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรับรู้”
  2. ช่องว่างระหว่าง “ตัวชี้วัดในสายตาชาวบ้าน” เช่น ความคึกคัก ความใหญ่โต จำนวนร้านค้า กับ “ตัวชี้วัดในสายตาองค์กรท่องเที่ยวระดับโลก” ที่อ้างอิงชุดข้อมูลเชิงสถิติอย่างเป็นระบบมากขึ้น

เพื่อคลี่คลายข้อสงสัย ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์จึงตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดจากรายงานฉบับเต็มของ Travelbag รวมทั้งข้อมูลอ้างอิงที่เว็บไซต์ใช้เป็นฐานการตัดสินใจ

เปิดต้นฉบับ Travelbag จัดอันดับ “Chiang Rai Night Market” ไม่ได้ระบุเฉพาะไนท์บาซาร์

แม้ในพื้นที่จริง “ไนท์บาซาร์เชียงราย” จะเป็นชื่อที่คุ้นเคยในหมู่คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว แต่รายงานของ Travelbag ในหัวข้อ “Top Night Markets in the World” เลือกใช้ชื่อรวมว่า

“Chiang Rai Night Market – Chiang Rai, Thailand”

โดยไม่ระบุคำว่า “Bazaar” ตามชื่ออย่างเป็นทางการของพื้นที่ตลาดกลางคืนบางโซนในตัวเมือง นั่นมีนัยสำคัญว่า Travelbagอาจกำลังมอง “ประสบการณ์ตลาดกลางคืนของเชียงราย” ในภาพรวม มากกว่าชี้เฉพาะไปที่โซนใดโซนหนึ่ง

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คะแนนที่เชียงรายได้รับ อาจหมายรวมทั้งบรรยากาศของ ตลาดนัดกลางคืนในเมืองเชียงราย ถนนขายของยามค่ำ ร้านอาหารพื้นเมือง ลานแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรม รวมถึงความรู้สึกของนักท่องเที่ยวต่อ “ทั้งเมืองในยามค่ำคืน” มากกว่าการเจาะจงเฉพาะในรั้วของไนท์บาซาร์เพียงจุดเดียว

แต่ไม่ว่าชื่อเรียกจะเป็น “Chiang Rai Night Market” หรือคนไทยจะเข้าใจว่าเป็น “เชียงรายไนท์บาซาร์” สิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ คือ วิธีที่ Travelbag ใช้จัดอันดับ ซึ่งสะท้อนเกณฑ์การมองโลกของนักเดินทางต่างชาติในยุคดิจิทัลได้อย่างชัดเจน

แกะวิธีคิด Travelbag คะแนน 8 ของโลกไม่ได้มาจากความใหญ่โต แต่มาจาก 4 ดัชนีหลัก

Travelbag อธิบายชัดเจนว่า การจัดอันดับครั้งนี้ต้องการหาคำตอบว่า

“ตลาดกลางคืนแห่งใดในโลก ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่มากที่สุด ในแง่ความปลอดภัย กระแสในโซเชียล และคุณภาพประสบการณ์ที่คนเคยไปจริงรีวิวไว้”

เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว Travelbag จึงใช้ “ดัชนีเชิงข้อมูล” จาก 4 แหล่งสำคัญ ได้แก่

  1. คะแนนความปลอดภัยยามค่ำคืน (Safety at Night Score) – ดัชนีที่เชียงรายชนะขาด

ดัชนีนี้ดึงมาจาก ฐานข้อมูลของ Numbeo.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลด้านค่าครองชีพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก โดยใช้แบบสอบถามและข้อมูลสถิติมาจัดทำเป็นดัชนี

สำหรับเชียงราย ข้อมูลในรายงานของ Travelbag ระบุว่า มีคะแนนความปลอดภัยยามค่ำคืนสูงถึง 96/100 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบรรดา Top 10 ทั้งหมด

เมื่อเทียบกับเมืองอื่นในตารางเดียวกัน เช่น

  • Chatuchak Weekend Market (กรุงเทพฯ) – 58
  • Pub Street (เสียมราฐ) – 69
  • Shilin Night Market (ไทเป) – 85
  • Bugis Street Market (สิงคโปร์) – 78

ตัวเลข 96 ของเชียงรายจึงไม่ใช่เพียง “ดี” แต่คือ “โดดเด่นอย่างชัดเจน” ขึ้นมาอยู่หัวแถวของโลกในมิติความรู้สึกปลอดภัยของผู้คนยามค่ำคืน

ในมุมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ความปลอดภัยไม่ได้หมายถึงการไม่มีอาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้สึกว่า “ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ” เช่น ราคาสินค้าที่สมเหตุสมผล การไม่ถูกบังคับซื้อสินค้า และสภาพแวดล้อมโดยรวมที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกผ่อนคลาย เดินเที่ยวได้อย่างสบายใจ

  1. ปริมาณการค้นหาทั่วโลก (Monthly / Annual Search Volume) – เชียงรายแม้ไม่ดังที่สุด แต่มีฐานผู้สนใจเฉพาะกลุ่ม

ตัวชี้วัดด้านความนิยม Travelbag ใช้ข้อมูลจาก Google Keyword Planner เพื่อวัดจำนวนการค้นหาชื่อตลาดกลางคืนนั้น ๆ เช่น “Chatuchak Weekend Market” หรือ “Chiang Rai Night Market”

ตัวเลขจากรายงานระบุว่า

  • Chatuchak Weekend Market มีการค้นหามากถึง 368,000 ครั้งต่อเดือน
  • Petaling Street Market ในกัวลาลัมเปอร์ – 165,000 ครั้งต่อเดือน
  • Jodd Fairs Night Market – 40,500 ครั้งต่อเดือน

ขณะที่ Chiang Rai Night Market มีการค้นหาประมาณ 22,200 ครั้งต่อเดือน แม้จะน้อยกว่าตลาดใหญ่ แต่ก็สะท้อนว่า เชียงรายเป็นจุดหมายที่มีฐานผู้สนใจ “อย่างต่อเนื่อง” โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางที่วางแผนไปเที่ยวเชียงรายหรือภาคเหนือแล้วต้องการข้อมูลตลาดกลางคืนในเมืองนี้

กล่าวคือ แม้จะไม่ใช่ตลาดที่ “ดังระเบิด” แบบจตุจักร แต่ก็อยู่ในหมวด “จุดหมายปลายทางเฉพาะกลุ่ม” (Niche Destination) ที่มีผู้ตั้งใจค้นหาอย่างจริงจัง

  1. กระแสบน TikTok (TikTok Post Volume) – เชียงรายไม่ใช่เมืองแห่งไวรัล แต่เป็นเมืองแห่งความเงียบสงบ

ในยุคที่การเดินทางและการกิน ถูกเชื่อมโยงกับคลิปวิดีโอสั้น Travelbag ใช้ข้อมูลจาก TikTok.com เพื่อนับจำนวนโพสต์ที่ติดแท็กเกี่ยวกับตลาดกลางคืนนั้น ๆ

ตัวเลขในรายงานระบุว่า

  • Pub Street – มากกว่า 17,600 โพสต์
  • Jodd Fairs Night Market – ประมาณ 15,800 โพสต์
  • Chatuchak Weekend Market – 14,600 โพสต์
  • 626 Night Market ในแคลิฟอร์เนีย – 10,400 โพสต์

ขณะที่ Chiang Rai Night Market มีเพียง 16 โพสต์ ซึ่งต่ำมากในเชิงปริมาณ เมื่อเทียบกับตลาดอื่นใน Top 10

อย่างไรก็ตาม ในเชิงการวิเคราะห์ นี่อาจสะท้อนตัวตนอีกแบบหนึ่งของเชียงราย คือ “ไม่ได้เป็นเมืองที่ถูกผลิตซ้ำผ่านโซเชียลมีเดียมากเกินไป” แต่ยังคงความเป็นปลายทางที่เงียบสงบ เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการความพลุกพล่าน หรือบรรยากาศที่ถูกออกแบบเพื่อการถ่ายรูปลงโซเชียลเพียงอย่างเดียว

  1. คะแนนรีวิวเฉลี่ยจากผู้ใช้จริง (Average Google Review Rating)

ดัชนีสุดท้ายมาจาก คะแนนรีวิวบน Google Maps ซึ่งสะท้อนความรู้สึกของคนที่เคยเดินตลาดจริง ๆ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

เชียงรายไนท์มาร์เก็ตได้คะแนนเฉลี่ยประมาณ 4.2 จาก 5 ในขณะที่ตลาดบางแห่งได้ 4.3–4.6 แต่เมื่อพิจารณารวมกับดัชนีด้านความปลอดภัยและตัวเลขการค้นหา Travelbag จึงมองว่าคะแนนรีวิวระดับนี้อยู่ในเกณฑ์ “ดีมาก” และเพียงพอที่จะผลักดันให้เชียงรายขึ้นมาติด Top 10 ได้

DATA BY TRAVELBAG "The top destinations for night markets"
PHOTO : Grégory Roels

วางเชียงรายบนแผนที่โลก Top 10 ตลาดกลางคืนยอดนิยมในสายตา Travelbag

เมื่อนำทั้ง 4 ดัชนีมารวมกัน Travelbag จัดอันดับตลาดกลางคืนยอดนิยมที่สุดในโลก 10 แห่งดังนี้

  1. Chatuchak Weekend Market – Bangkok, Thailand
  2. Pub Street – Siem Reap, Cambodia
  3. Jodd Fairs Night Market – Bangkok, Thailand
  4. Petaling Street Market – Kuala Lumpur, Malaysia
  5. Shilin Night Market – Taipei, Taiwan
  6. Ningxia Night Market – Taipei, Taiwan
  7. Queens Night Market – New York City, USA
  8. Chiang Rai Night Market – Chiang Rai, Thailand
  9. 626 Night Market – Los Angeles Area, USA
  10. Bugis Street Market – Singapore

ในเชิงภาพรวม อันดับเหล่านี้สะท้อนเทรนด์สำคัญ 2 ประการ

  • เอเชียยังคงเป็น “หัวใจของตลาดกลางคืนโลก” โดยเฉพาะประเทศไทย ไต้หวัน มาเลเซีย กัมพูชา และสิงคโปร์
  • ประเทศไทยมีถึง 3 แห่งใน Top 10 คือ จตุจักร Jodd Fairs และเชียงราย สะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะ “ศูนย์กลางตลาดกลางคืนของโลก” อย่างแท้จริง

การที่ Chiang Rai Night Market สามารถแทรกตัวขึ้นมาอยู่ในกลุ่มนี้ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก หากเป็นสัญญาณว่าคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวในเมืองเชียงราย กำลังถูกมองเห็นในระดับสากลมากขึ้น

มุมมองนักท่องเที่ยว เมืองเล็กแต่ “พอดี” – เดินได้ทั่ว ทานได้จริง และปลอดภัย

หากมองจากสายตาคนท้องถิ่น เชียงรายไนท์บาซาร์อาจถูกมองว่า “เล็กไป เงียบไป ร้านไม่เยอะเหมือนเมื่อก่อน” แต่ในมุมของนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย เสน่ห์ของเชียงรายกลับอยู่ตรงความ “ไม่ใหญ่เกินไป” และความ “ไม่เยอะจนล้า”

ภาพรวมที่นักท่องเที่ยวมักกล่าวถึง ได้แก่

  • เดินตลาดได้ทั่วในเวลาสั้น ๆ ไม่ต้องใช้แรงหรือเวลามาก
  • มีลานอาหารและลานเบียร์ที่มีทั้งโซนมีหลังคาและโซนกลางแจ้ง บางช่วงมีการแสดงดนตรีหรือฟ้อนรำพื้นเมือง
  • อาหารพื้นถิ่นรสชาติดีในราคาที่ “ยังจับต้องได้” เมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น ชุดจิ้มจุ่มราคา 100 บาท ผักรวมทอดหรือเอ็นไก่ทอดในราคาย่อมเยา

เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับคะแนนความปลอดภัย 96/100 เชียงรายจึงถูกมองว่าเป็นเมืองที่ “เดินเที่ยวกลางคืนได้อย่างสบายใจ” ไม่เร่งรีบ ไม่วุ่นวาย และไม่รู้สึกถูกทำให้เป็นเพียงฉากสำหรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล

ในขณะเดียวกัน เสียงของชาวเชียงรายที่ชี้ว่า ถ้าเป็นการจัดอันดับ “Top 10 ในใจคนเชียงราย” อาจมีตลาดอื่นที่ตอบโจทย์คนท้องถิ่นมากกว่า เช่น ตลาดนัดหลังบิ๊กซี ตลาดกลางคืนรวมโชค หรือมาลินพลาซ่า ก็สะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า มาตรฐานของคนอยู่ กับมาตรฐานของคนมาเยือน อาจไม่เหมือนกันเสมอไป

วิเคราะห์เชิงนโยบาย จากอันดับ 8 ของโลก สู่โจทย์ “เมืองท่องเที่ยวปลอดภัยและยั่งยืน”

การที่ Chiang Rai Night Market ขึ้นไปอยู่ใน Top 10 ของโลกในรายงานของ Travelbag มีนัยสำคัญมากกว่าการเป็น “เกียรติยศ” หรือ “เหรียญเชิดหน้าชูตา” ให้เมืองเชียงราย

หากมองในมุมการพัฒนาเมือง นี่คือ “ต้นทุนเชิงภาพลักษณ์” ที่สามารถต่อยอดไปสู่เป้าหมายใหญ่กว่าได้ อย่างน้อย 3 มิติ คือ

  1. ตอกย้ำภาพลักษณ์ “เมืองปลอดภัย” ในยุคที่คนเดินทางให้ความสำคัญกับความอุ่นใจมากกว่าความหวือหวา

คะแนนความปลอดภัย 96/100 เป็นสินทรัพย์เชิงภาพลักษณ์ที่ไม่ใช่ทุกเมืองจะมีได้ง่าย ๆ การรักษามาตรฐานนี้ให้คงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการไฟส่องสว่าง การดูแลพื้นที่สาธารณะ การบริหารจัดการผู้ค้าและคนขับรถโดยสาร รวมถึงการป้องกันการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว จะยิ่งทำให้เชียงรายโดดเด่นในฐานะเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย (Safe City)

เมื่อเชื่อมโยงกับแนวคิดเมืองสุขภาวะ (Wellness City) ซึ่งเชียงรายกำลังพยายามผลักดันในหลายมิติ ทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปะ และธรรมชาติ คะแนนชุดนี้ยิ่งกลายเป็น “หลักฐานเชิงข้อมูล” ที่ช่วยสนับสนุนนโยบายเมืองได้อย่างดี

  1. ยกระดับตลาดกลางคืนจาก “ที่ช้อปปิ้ง” สู่ “ประสบการณ์ทางวัฒนธรรม”

เมื่อ Travelbagชี้ให้เห็นว่าจุดเด่นของเชียงรายอยู่ที่ความเรียบง่าย บรรยากาศท้องถิ่น และความคุ้มค่าของอาหารและสินค้า นั่นหมายความว่า หากเชียงรายเลือกยกระดับไนท์มาร์เก็ตให้เชื่อมโยงกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างจริงจังมากขึ้น เช่น การแสดงดนตรีพื้นเมือง การจำหน่ายงานหัตถกรรมแท้จากชุมชน หรือพื้นที่จัดกิจกรรมศิลปะของเยาวชนในเมือง การรับรู้ของนักท่องเที่ยวที่มีต่อเมืองก็จะยิ่งลึกซึ้งและแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่น

  1. ชวนคนเชียงรายร่วมกันนิยามใหม่ว่า “ตลาดกลางคืนที่ดี” ควรมีหน้าตาอย่างไร

เสียงวิจารณ์ที่ว่า “ในฐานะคนเชียงราย ยังไม่รู้สึกว่าไนท์บาซาร์สมควรติด Top 10” ไม่ควรถูกปัดทิ้งว่าเป็นเพียงความไม่พอใจ หากควรถูกนำมาใช้เป็นฐานสนทนาเพื่อร่วมกัน “ออกแบบตลาดกลางคืนในฝัน” ของชุมชน

ในอนาคต เมื่อเชียงรายมีทั้งถนนคนเดิน ตลาดนัดชุมชน และไนท์มาร์เก็ตหลายจุด การมีข้อมูลระดับสากลอย่างรายงานของ Travelbag เป็นเหมือน “กระจกบานหนึ่ง” ที่สะท้อนมุมมองของคนภายนอก จะช่วยให้คนในพื้นที่มีข้อมูลมากขึ้นในการถกเถียง วางแผน และตัดสินใจร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนว่าจะพัฒนาเมืองไปในทิศทางใด

เหนือข้อถกเถียงเรื่อง “สมควรติดไหม” คือโอกาสในการออกแบบอนาคตเมืองเชียงราย

ท้ายที่สุดแล้ว การที่ชื่อ “Chiang Rai Night Market – Chiang Rai, Thailand” ปรากฏอยู่ในรายงาน “Top Night Markets in the World” ของ Travelbag ในอันดับที่ 8 ท่ามกลางตลาดกลางคืนจากเมืองใหญ่ทั่วโลก คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

คำถามที่สำคัญกว่า “สมควรติดหรือไม่” คือ

  • เราจะใช้โอกาสนี้สร้างมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัย เป็นธรรม และเป็นมิตรกับทั้งคนท้องถิ่นและผู้มาเยือนได้อย่างไร
  • เราจะรักษาจุดแข็งด้าน “ความปลอดภัย” และ “ความไม่เอาเปรียบผู้บริโภค” ให้เป็นลายเซ็นของเชียงรายได้หรือไม่
  • เราจะพัฒนาตลาดกลางคืนให้เป็นมากกว่าที่ช้อปปิ้ง แต่เป็น “เวทีร่วมกัน” ของวัฒนธรรม ชุมชน และเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างไร

ในวันที่ตลาดหลายแห่งทั่วโลกเริ่มเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง ราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความรู้สึกไม่ปลอดภัยยามค่ำคืน การที่เมืองเล็กอย่างเชียงรายถูกมองเห็นในฐานะ “ตลาดกลางคืนที่ปลอดภัยที่สุดใน Top 10” อาจเป็นสัญญาณว่า โลกกำลังมองหา “เมืองแบบเชียงราย” มากขึ้น – เมืองที่ไม่จำเป็นต้องใหญ่ที่สุด แต่เป็นเมืองที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่า

“มาแล้วสบายใจ เดินแล้วไม่เหนื่อย และใช้ชีวิตได้อย่างเป็นตัวเอง”

หากเชียงรายสามารถต่อยอดจากจุดนี้ได้อย่างมียุทธศาสตร์ อันดับ 8 ของโลกในวันนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในการออกแบบเมืองท่องเที่ยวที่เป็นมิตร ปลอดภัย และยั่งยืนสำหรับทุกคน

PHOTO : Grégory Roels
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สถิติชี้เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวพุ่งอันดับ 2 ภาคเหนือ อัดงบปั้นมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินเชียงแสน กระตุ้นเศรษฐกิจ

เชียงรายเร่งเครื่อง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน–ถนนธนาลัย” จากงานประเพณีท้องถิ่นสู่เทศกาล Soft Power ระดับประเทศ

เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นต้นปีบนผืนแผ่นดินล้านนาตะวันออก เสียงคลื่นแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสนยังคงซัดกระทบตลิ่งอย่างเนิบช้า แต่บรรยากาศภายในห้องประชุมที่ว่าการอำเภอกลับเต็มไปด้วยจังหวะก้าวที่เร่งรัดกว่าทุกปีที่ผ่านมา เมื่อผู้นำท้องถิ่นระดับอำเภอ จังหวัด และเทศบาล นั่งประชุมร่วมกันบนวาระเดียวคือ “จะทำอย่างไรให้สงกรานต์เชียงรายก้าวพ้นจากงานประเพณีธรรมดา ไปสู่เทศกาลระดับสากลที่สร้างรายได้และภาพจำใหม่ให้ทั้งจังหวัด”

การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากผูกโยงโดยตรงกับตัวเลขเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ชี้ชัดว่าเชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะ “พร้อมรุก” มากกว่าที่เคย

สัญญาณจากตัวเลข เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ในกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 7,896 บาทต่อทริป เป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่ที่ 9,346 บาท และสูงกว่าแม่ฮ่องสอนที่ 5,169 บาทอย่างมีนัยสำคัญ

หากมองในภาพรวมทั้งประเทศ ข้อมูลสถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางหดตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ -0.39 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายได้กลับขยายตัวร้อยละ 1.18 สู่ระดับ 9.90 หมื่นล้านบาท โดยเชียงรายติดหนึ่งในห้าอันดับจังหวัดที่สร้างรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงสุด ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และประจวบคีรีขันธ์

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาเชียงรายมี “กำลังใช้จ่าย” และมองจังหวัดปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้เป็นจุดหมายที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง ทั้งในมิติของธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมเชิงเทศกาล หากจังหวัดสามารถออกแบบ “เวทีใหญ่” ที่ดึงดูดได้ต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสยกระดับเม็ดเงินให้หมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น

สงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักดี จึงถูกมองเป็น “หมากตัวสำคัญ” ของยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงหลังโควิด-19

เชียงแสนเปิดเกมรุก “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” เชื่อมไทย–ลาว–เมียนมา

วันที่ 5 มกราคม 2569 ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสนกลายเป็นสมรภูมิไอเดียของผู้บริหารท้องถิ่นหลายระดับ นำโดยนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน ในฐานะประธานการประชุม ร่วมด้วยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายพลภพ มานะมนตรีกุล นายกเทศมนตรีตำบลเวียง คณะผู้บริหารเทศบาล เจ้าหน้าที่ อบจ.เชียงราย และผู้นำชุมชนในพื้นที่

วาระสำคัญของการประชุมคือการเตรียมพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ประจำปี 2569” ที่ตั้งเป้าให้เชียงแสน—เมืองเก่าริมโขงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน—กลายเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมสงกรานต์ของสามประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว และเมียนมา

“เราจะไม่ทำแค่การรดน้ำดำหัวหรือขบวนแห่แบบเดิม ๆ อีกต่อไป เชียงแสนมีทั้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ชายแดนที่ไม่เหมือนใคร เป้าหมายของเราคือทำให้งานนี้เป็น Soft Power ที่แท้จริง เชื่อมใจผู้คนสามแผ่นดินผ่านวัฒนธรรมสงกรานต์”
นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในที่ประชุม สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องการใช้วัฒนธรรมเป็นหัวรถจักรทางเศรษฐกิจ

ในมิติของพื้นที่ เชียงแสนถือเป็น “ประตูหน้า” ของเชียงรายที่หันออกสู่ลุ่มน้ำโขงตอนบน ทั้งด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยวทางน้ำ และประวัติศาสตร์อาณาจักรล้านนา การออกแบบงานสงกรานต์ในอำเภอแห่งนี้จึงไม่ได้มองเพียงผู้ร่วมงานในจังหวัด หากคำนึงถึงศักยภาพของนักท่องเที่ยวข้ามแดนจากลาวและเมียนมาด้วย

แผนงานเบื้องต้นระบุการจัดกิจกรรมที่ผสมผสานทั้งพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น พิธีสรงน้ำพระ การทำบุญตักบาตร และการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ กับกิจกรรมร่วมสมัยอย่างการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา เวทีดนตรีริมโขง และโซนเล่นน้ำอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งครอบครัว นักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรม และกลุ่มวัยรุ่นที่มองสงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสนุก

เศรษฐกิจ–วัฒนธรรม–ความปลอดภัย สามแกนหลักในสมการสงกรานต์เชียงราย

การผลักดัน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ไม่ได้เป็นเพียงงานรื่นเริง แต่ถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของเชียงแสนและจังหวัดเชียงรายโดยรวม ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับความปลอดภัยและการจราจร ซึ่งเป็นโจทย์ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้วในเขตอำเภอเมือง

เสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนสะท้อนตรงกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ “ถนนคนม่วน” หรือถนนสันโค้งน้อย ซึ่งเคยใช้เป็นโซนหลักในการเล่นน้ำสงกรานต์ มีข้อจำกัดด้านกายภาพอย่างชัดเจน ทั้งความคับแคบของผิวจราจรและการตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและการบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบ

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อเสนอจากคนเชียงรายและกลุ่มผู้ผลักดันศิลปวัฒนธรรม ให้พิจารณา “ย้ายเวทีหลักของสงกรานต์เมืองเชียงราย” ไปยังถนนธนาลัย ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญใจกลางเมืองที่แวดล้อมด้วยสวนสาธารณะ วัดสำคัญ และพื้นที่โล่งที่สามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

ถนนธนาลัย สมรภูมิใหม่ของ “ถนนคนเล่นน้ำ” เมืองเชียงราย

ข้อเสนอให้ถนนธนาลัยกลายเป็น “ถนนคนเล่นน้ำ” ประจำจังหวัด ไม่ได้มีเพียงมิติด้านความกว้างขวางของพื้นที่ แต่เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์เมืองเชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วย

ถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” พื้นที่แลนด์มาร์กที่ใช้จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมสำคัญหลายครั้งในรอบปี เช่น งานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม งานลอยกระทงยี่เป็ง รวมถึงงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ของจังหวัด การนำถนนธนาลัยมาใช้เป็นเวทีสงกรานต์หลักจึงช่วยให้จังหวัดสามารถ “ต่อยอด” โครงสร้างพื้นฐานเดิม อาทิ ระบบไฟส่องสว่าง ลานกิจกรรม และพื้นที่จัดนิทรรศการ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แนวคิดการออกแบบพื้นที่ถนนธนาลัยสำหรับสงกรานต์ 2569 มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่

  1. จุดเติมน้ำตลอดสาย
    การติดตั้งจุดเติมน้ำในระยะห่างที่เหมาะสมเพื่อลดปัญหาผู้ร่วมงานต่อแถวยาวและกระจายน้ำอย่างทั่วถึง ช่วยลดการใช้รถบรรทุกน้ำจำนวนมากซึ่งมักกีดขวางการจราจร
  2. บูธกิจกรรมภาคเอกชนและชุมชน
    เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และผู้ผลิตสินค้า OTOP ตั้งบูธจำหน่ายสินค้าและจัดกิจกรรมสร้างสีสัน เช่น เกมพื้นบ้าน การสาธิตงานหัตถศิลป์ล้านนา ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้ประกอบการรายย่อย
  3. เวทีกลางขนาดใหญ่
    ใช้จัดประกวดนางสงกรานต์ การแสดงวัฒนธรรมร่วมสมัย การประกวดก่อเจดีย์ทราย ตลอดจนกิจกรรมการแสดงดนตรีและคอนเสิร์ตจากศิลปินที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น หลังจบพิธีการ สามารถต่อเนื่องสู่ช่วงเวลาแห่งความบันเทิงยามค่ำคืนด้วยดีเจเปิดเพลง สร้างบรรยากาศ “เมืองไม่หลับ” ช่วงเทศกาล
  4. ขบวนแห่พระพุทธรูปและศิลปวัฒนธรรมล้านนา
    ใช้โมเดลการจัดงานของเทศบาลนครเชียงใหม่บนถนนราชดำเนินเป็นต้นแบบ โดยให้มีขบวนแห่พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของเชียงราย นำหน้าด้วยพระสำคัญจากวัดต่าง ๆ ในจังหวัด การตกแต่งขบวนเน้นลวดลายล้านนา เช่น ขบวนขันดอก ขบวนสลุงทราย ขบวนตุง ขบวนน้ำขมิ้นส้มป่อย และขบวนไม้ค้ำโพธิ์ พร้อมการแต่งกายพื้นเมืองและการแสดงฟ้อนรำ ตีกลองสะบัดชัย เพื่อสะท้อนภาพ “สงกรานต์เมืองเชียงรายแบบที่โลกรอคอยเห็น”

เสียงสะท้อนจากประชาชนคนเชียงรายกลุ่มหนึ่งที่เสนอแนวคิดนี้ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้เชียงรายจะมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง แต่กิจกรรมช่วงสงกรานต์ในเขตเมืองยังขาด “จุดขายที่ชัดเจน” เมื่อเทียบกับจังหวัดรอบข้าง หากสามารถออกแบบถนนธนาลัยให้เป็นถนนคนเล่นน้ำที่มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ “อยู่ยาว” มากกว่าการเดินทางแบบไป–กลับเพียงหนึ่งวัน

เชื่อมภาพใหญ่ จากตัวเลขทั้งประเทศสู่ยุทธศาสตร์เมืองชายแดน

ในระดับประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางรวมจะหดตัวเล็กน้อย แต่รายได้จากการท่องเที่ยวกลับเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าผู้เดินทางพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นต่อทริป ขณะที่รายได้ 9.90 หมื่นล้านบาทส่วนใหญ่กระจุกตัวใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย และประจวบคีรีขันธ์

เมื่อแยกตามภูมิภาค จะพบว่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางชาวไทยที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเชียงรายโดยตรง

การที่เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ แปลว่าผู้มาเยือนยินดีจ่ายเพื่อกิจกรรมและประสบการณ์ที่มีคุณค่า การลงทุนยกระดับสงกรานต์ให้เป็นเทศกาลเชิงเศรษฐกิจจึงสอดคล้องกับทิศทางตลาด สร้างโอกาสขยายระยะเวลาการพักค้างคืน เพิ่มการใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และธุรกิจโลจิสติกส์ในจังหวัด

ในเชิงยุทธศาสตร์ การมี “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสน ผนวกกับ “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” ในเขตเมืองเชียงราย จะทำให้จังหวัดมี “คลัสเตอร์สงกรานต์” ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ชายแดนริมโขงจนถึงตัวเมือง เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถออกแบบแพ็กเกจได้หลากหลาย ตั้งแต่ทัวร์ครอบครัวเชิงวัฒนธรรม ไปจนถึงทัวร์วัยรุ่นสายเทศกาล

เสียงจากผู้นำท้องถิ่น นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี”

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ย้ำในที่ประชุมว่า การจัดงานมหาสงกรานต์ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียง “อีเวนต์ประจำปี” แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายใหญ่ที่วางไว้คือ “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ”

“เราต้องการให้ทุกอำเภอมีงานวัฒนธรรมหรือกิจกรรมเด่นที่บอกตัวตนของพื้นที่ เชียงแสนมีมหาสงกรานต์สามแผ่นดิน เชียงรายเมืองเก่ามีถนนธนาลัยเป็นถนนคนเล่นน้ำ เชียงของ–แม่สายเชื่อมต่อการท่องเที่ยวชายแดน ทั้งหมดนี้คือภาพใหญ่ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ในฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่ง”
นางอทิตาธรกล่าว

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนการมองสงกรานต์เป็นจุดตั้งต้นของการจัดวางปฏิทินท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น งานดอกไม้ เมืองกาแฟเมืองชา การท่องเที่ยวเชิงกีฬาหรือ MICE เพื่อให้เม็ดเงินไม่กระจุกตัวเพียงช่วงฤดูกาลสั้น ๆ

จากเวทีจังหวัดสู่ Soft Power ระดับชาติ ความท้าทายที่ต้องเดินไปให้ถึง

แม้เชียงรายจะมีจุดแข็งด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ประวัติศาสตร์เมืองโบราณ และภูมิประเทศริมโขงที่เอื้อต่อการจัดงานเทศกาล แต่การก้าวสู่การเป็น “เทศกาลระดับโลก” ยังต้องอาศัยการทำการบ้านอีกหลายด้าน

ประการแรก คือการวางระบบบริหารจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ไม่ให้การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวกลายเป็นภาระต่อชุมชน ทั้งในเรื่องขยะมูลฝอย น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรน้ำในช่วงสงกรานต์ การออกแบบอุโมงค์น้ำและจุดเติมน้ำตลอดสายถนนธนาลัย จึงต้องพิจารณาร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด

ประการที่สอง คือการสื่อสารเรื่องราวของพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย และความเชื่อมโยงกับลุ่มน้ำโขง นักท่องเที่ยวในยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูง ต้องการมากกว่าพื้นที่เล่นน้ำ พวกเขาต้องการ “เรื่องเล่า” ที่ทำให้การเดินทางมีความหมาย ทั้งต่อผู้คนและต่อชุมชนที่ตนเองไปเยือน

ประการสุดท้าย คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบแนวคิดงาน การบริหารจัดการพื้นที่ การจัดขบวนแห่ ไปจนถึงการจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่แผงลอย การทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกว่าเป็น “เจ้าของงาน” ร่วมกัน จะช่วยให้งานสงกรานต์เชียงรายเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่กลายเป็นเพียงเทศกาลที่จัดเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในระยะสั้น

สงกรานต์เชียงรายในฐานะเวทีทดสอบศักยภาพเมืองท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจการท่องเที่ยวล่าสุด ผนวกกับการขยับตัวของหน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัดเชียงราย จะเห็นได้ชัดว่า ปี 2569 เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการใช้สงกรานต์เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัด

อำเภอเชียงแสนจะทำหน้าที่เป็นเวทีหน้า ด้วยงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่ตั้งใจเชื่อมโยงไทย–ลาว–เมียนมา ผ่านพิธีกรรมและกิจกรรมร่วมสมัยริมฝั่งโขง ขณะเดียวกัน เขตเมืองเชียงรายก็เตรียมต่อยอดแนวคิด “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เดิมที่คับแคบและกระทบต่อโรงพยาบาล พร้อมยกระดับบรรยากาศสงกรานต์ให้มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และอัตลักษณ์ล้านนาอย่างครบถ้วน

หากแผนงานเหล่านี้สามารถผลักดันและดำเนินการได้ตามที่วางไว้ เชียงรายมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะขยับจากภาพลักษณ์ “เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาว” ไปสู่ “เมืองเทศกาลตลอดทั้งปี” ที่ใช้สงกรานต์เป็นหัวใจของการสร้าง Soft Power เชิงวัฒนธรรม เชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนในทุกอำเภอ

ในสายตาของนักท่องเที่ยว สงกรานต์เชียงรายอาจเริ่มต้นจากการมองหาเพียงเวทีเล่นน้ำแห่งใหม่ แต่สำหรับคนเชียงราย การประชุมในห้องเล็ก ๆ ที่อำเภอเชียงแสนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 คือจุดเริ่มต้นของการเขียน “บทใหม่” ให้กับประวัติศาสตร์เทศกาลน้ำของเมืองเหนือปลายสุดของสยาม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ภาพ : ภาพถ่ายนายนริศ

  • กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเทศบาลตำบลเวียง
  • ข้อมูลนโยบายและทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ภายใต้แนวคิด “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME