Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สถิติชี้เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวพุ่งอันดับ 2 ภาคเหนือ อัดงบปั้นมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินเชียงแสน กระตุ้นเศรษฐกิจ

เชียงรายเร่งเครื่อง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน–ถนนธนาลัย” จากงานประเพณีท้องถิ่นสู่เทศกาล Soft Power ระดับประเทศ

เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นต้นปีบนผืนแผ่นดินล้านนาตะวันออก เสียงคลื่นแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสนยังคงซัดกระทบตลิ่งอย่างเนิบช้า แต่บรรยากาศภายในห้องประชุมที่ว่าการอำเภอกลับเต็มไปด้วยจังหวะก้าวที่เร่งรัดกว่าทุกปีที่ผ่านมา เมื่อผู้นำท้องถิ่นระดับอำเภอ จังหวัด และเทศบาล นั่งประชุมร่วมกันบนวาระเดียวคือ “จะทำอย่างไรให้สงกรานต์เชียงรายก้าวพ้นจากงานประเพณีธรรมดา ไปสู่เทศกาลระดับสากลที่สร้างรายได้และภาพจำใหม่ให้ทั้งจังหวัด”

การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากผูกโยงโดยตรงกับตัวเลขเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ชี้ชัดว่าเชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะ “พร้อมรุก” มากกว่าที่เคย

สัญญาณจากตัวเลข เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ในกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 7,896 บาทต่อทริป เป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่ที่ 9,346 บาท และสูงกว่าแม่ฮ่องสอนที่ 5,169 บาทอย่างมีนัยสำคัญ

หากมองในภาพรวมทั้งประเทศ ข้อมูลสถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางหดตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ -0.39 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายได้กลับขยายตัวร้อยละ 1.18 สู่ระดับ 9.90 หมื่นล้านบาท โดยเชียงรายติดหนึ่งในห้าอันดับจังหวัดที่สร้างรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงสุด ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และประจวบคีรีขันธ์

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาเชียงรายมี “กำลังใช้จ่าย” และมองจังหวัดปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้เป็นจุดหมายที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง ทั้งในมิติของธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมเชิงเทศกาล หากจังหวัดสามารถออกแบบ “เวทีใหญ่” ที่ดึงดูดได้ต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสยกระดับเม็ดเงินให้หมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น

สงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักดี จึงถูกมองเป็น “หมากตัวสำคัญ” ของยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงหลังโควิด-19

เชียงแสนเปิดเกมรุก “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” เชื่อมไทย–ลาว–เมียนมา

วันที่ 5 มกราคม 2569 ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสนกลายเป็นสมรภูมิไอเดียของผู้บริหารท้องถิ่นหลายระดับ นำโดยนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน ในฐานะประธานการประชุม ร่วมด้วยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายพลภพ มานะมนตรีกุล นายกเทศมนตรีตำบลเวียง คณะผู้บริหารเทศบาล เจ้าหน้าที่ อบจ.เชียงราย และผู้นำชุมชนในพื้นที่

วาระสำคัญของการประชุมคือการเตรียมพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ประจำปี 2569” ที่ตั้งเป้าให้เชียงแสน—เมืองเก่าริมโขงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน—กลายเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมสงกรานต์ของสามประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว และเมียนมา

“เราจะไม่ทำแค่การรดน้ำดำหัวหรือขบวนแห่แบบเดิม ๆ อีกต่อไป เชียงแสนมีทั้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ชายแดนที่ไม่เหมือนใคร เป้าหมายของเราคือทำให้งานนี้เป็น Soft Power ที่แท้จริง เชื่อมใจผู้คนสามแผ่นดินผ่านวัฒนธรรมสงกรานต์”
นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในที่ประชุม สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องการใช้วัฒนธรรมเป็นหัวรถจักรทางเศรษฐกิจ

ในมิติของพื้นที่ เชียงแสนถือเป็น “ประตูหน้า” ของเชียงรายที่หันออกสู่ลุ่มน้ำโขงตอนบน ทั้งด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยวทางน้ำ และประวัติศาสตร์อาณาจักรล้านนา การออกแบบงานสงกรานต์ในอำเภอแห่งนี้จึงไม่ได้มองเพียงผู้ร่วมงานในจังหวัด หากคำนึงถึงศักยภาพของนักท่องเที่ยวข้ามแดนจากลาวและเมียนมาด้วย

แผนงานเบื้องต้นระบุการจัดกิจกรรมที่ผสมผสานทั้งพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น พิธีสรงน้ำพระ การทำบุญตักบาตร และการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ กับกิจกรรมร่วมสมัยอย่างการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา เวทีดนตรีริมโขง และโซนเล่นน้ำอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งครอบครัว นักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรม และกลุ่มวัยรุ่นที่มองสงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสนุก

เศรษฐกิจ–วัฒนธรรม–ความปลอดภัย สามแกนหลักในสมการสงกรานต์เชียงราย

การผลักดัน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ไม่ได้เป็นเพียงงานรื่นเริง แต่ถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของเชียงแสนและจังหวัดเชียงรายโดยรวม ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับความปลอดภัยและการจราจร ซึ่งเป็นโจทย์ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้วในเขตอำเภอเมือง

เสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนสะท้อนตรงกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ “ถนนคนม่วน” หรือถนนสันโค้งน้อย ซึ่งเคยใช้เป็นโซนหลักในการเล่นน้ำสงกรานต์ มีข้อจำกัดด้านกายภาพอย่างชัดเจน ทั้งความคับแคบของผิวจราจรและการตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและการบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบ

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อเสนอจากคนเชียงรายและกลุ่มผู้ผลักดันศิลปวัฒนธรรม ให้พิจารณา “ย้ายเวทีหลักของสงกรานต์เมืองเชียงราย” ไปยังถนนธนาลัย ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญใจกลางเมืองที่แวดล้อมด้วยสวนสาธารณะ วัดสำคัญ และพื้นที่โล่งที่สามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

ถนนธนาลัย สมรภูมิใหม่ของ “ถนนคนเล่นน้ำ” เมืองเชียงราย

ข้อเสนอให้ถนนธนาลัยกลายเป็น “ถนนคนเล่นน้ำ” ประจำจังหวัด ไม่ได้มีเพียงมิติด้านความกว้างขวางของพื้นที่ แต่เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์เมืองเชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วย

ถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” พื้นที่แลนด์มาร์กที่ใช้จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมสำคัญหลายครั้งในรอบปี เช่น งานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม งานลอยกระทงยี่เป็ง รวมถึงงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ของจังหวัด การนำถนนธนาลัยมาใช้เป็นเวทีสงกรานต์หลักจึงช่วยให้จังหวัดสามารถ “ต่อยอด” โครงสร้างพื้นฐานเดิม อาทิ ระบบไฟส่องสว่าง ลานกิจกรรม และพื้นที่จัดนิทรรศการ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แนวคิดการออกแบบพื้นที่ถนนธนาลัยสำหรับสงกรานต์ 2569 มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่

  1. จุดเติมน้ำตลอดสาย
    การติดตั้งจุดเติมน้ำในระยะห่างที่เหมาะสมเพื่อลดปัญหาผู้ร่วมงานต่อแถวยาวและกระจายน้ำอย่างทั่วถึง ช่วยลดการใช้รถบรรทุกน้ำจำนวนมากซึ่งมักกีดขวางการจราจร
  2. บูธกิจกรรมภาคเอกชนและชุมชน
    เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และผู้ผลิตสินค้า OTOP ตั้งบูธจำหน่ายสินค้าและจัดกิจกรรมสร้างสีสัน เช่น เกมพื้นบ้าน การสาธิตงานหัตถศิลป์ล้านนา ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้ประกอบการรายย่อย
  3. เวทีกลางขนาดใหญ่
    ใช้จัดประกวดนางสงกรานต์ การแสดงวัฒนธรรมร่วมสมัย การประกวดก่อเจดีย์ทราย ตลอดจนกิจกรรมการแสดงดนตรีและคอนเสิร์ตจากศิลปินที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น หลังจบพิธีการ สามารถต่อเนื่องสู่ช่วงเวลาแห่งความบันเทิงยามค่ำคืนด้วยดีเจเปิดเพลง สร้างบรรยากาศ “เมืองไม่หลับ” ช่วงเทศกาล
  4. ขบวนแห่พระพุทธรูปและศิลปวัฒนธรรมล้านนา
    ใช้โมเดลการจัดงานของเทศบาลนครเชียงใหม่บนถนนราชดำเนินเป็นต้นแบบ โดยให้มีขบวนแห่พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของเชียงราย นำหน้าด้วยพระสำคัญจากวัดต่าง ๆ ในจังหวัด การตกแต่งขบวนเน้นลวดลายล้านนา เช่น ขบวนขันดอก ขบวนสลุงทราย ขบวนตุง ขบวนน้ำขมิ้นส้มป่อย และขบวนไม้ค้ำโพธิ์ พร้อมการแต่งกายพื้นเมืองและการแสดงฟ้อนรำ ตีกลองสะบัดชัย เพื่อสะท้อนภาพ “สงกรานต์เมืองเชียงรายแบบที่โลกรอคอยเห็น”

เสียงสะท้อนจากประชาชนคนเชียงรายกลุ่มหนึ่งที่เสนอแนวคิดนี้ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้เชียงรายจะมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง แต่กิจกรรมช่วงสงกรานต์ในเขตเมืองยังขาด “จุดขายที่ชัดเจน” เมื่อเทียบกับจังหวัดรอบข้าง หากสามารถออกแบบถนนธนาลัยให้เป็นถนนคนเล่นน้ำที่มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ “อยู่ยาว” มากกว่าการเดินทางแบบไป–กลับเพียงหนึ่งวัน

เชื่อมภาพใหญ่ จากตัวเลขทั้งประเทศสู่ยุทธศาสตร์เมืองชายแดน

ในระดับประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางรวมจะหดตัวเล็กน้อย แต่รายได้จากการท่องเที่ยวกลับเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าผู้เดินทางพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นต่อทริป ขณะที่รายได้ 9.90 หมื่นล้านบาทส่วนใหญ่กระจุกตัวใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย และประจวบคีรีขันธ์

เมื่อแยกตามภูมิภาค จะพบว่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางชาวไทยที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเชียงรายโดยตรง

การที่เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ แปลว่าผู้มาเยือนยินดีจ่ายเพื่อกิจกรรมและประสบการณ์ที่มีคุณค่า การลงทุนยกระดับสงกรานต์ให้เป็นเทศกาลเชิงเศรษฐกิจจึงสอดคล้องกับทิศทางตลาด สร้างโอกาสขยายระยะเวลาการพักค้างคืน เพิ่มการใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และธุรกิจโลจิสติกส์ในจังหวัด

ในเชิงยุทธศาสตร์ การมี “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสน ผนวกกับ “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” ในเขตเมืองเชียงราย จะทำให้จังหวัดมี “คลัสเตอร์สงกรานต์” ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ชายแดนริมโขงจนถึงตัวเมือง เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถออกแบบแพ็กเกจได้หลากหลาย ตั้งแต่ทัวร์ครอบครัวเชิงวัฒนธรรม ไปจนถึงทัวร์วัยรุ่นสายเทศกาล

เสียงจากผู้นำท้องถิ่น นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี”

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ย้ำในที่ประชุมว่า การจัดงานมหาสงกรานต์ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียง “อีเวนต์ประจำปี” แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายใหญ่ที่วางไว้คือ “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ”

“เราต้องการให้ทุกอำเภอมีงานวัฒนธรรมหรือกิจกรรมเด่นที่บอกตัวตนของพื้นที่ เชียงแสนมีมหาสงกรานต์สามแผ่นดิน เชียงรายเมืองเก่ามีถนนธนาลัยเป็นถนนคนเล่นน้ำ เชียงของ–แม่สายเชื่อมต่อการท่องเที่ยวชายแดน ทั้งหมดนี้คือภาพใหญ่ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ในฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่ง”
นางอทิตาธรกล่าว

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนการมองสงกรานต์เป็นจุดตั้งต้นของการจัดวางปฏิทินท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น งานดอกไม้ เมืองกาแฟเมืองชา การท่องเที่ยวเชิงกีฬาหรือ MICE เพื่อให้เม็ดเงินไม่กระจุกตัวเพียงช่วงฤดูกาลสั้น ๆ

จากเวทีจังหวัดสู่ Soft Power ระดับชาติ ความท้าทายที่ต้องเดินไปให้ถึง

แม้เชียงรายจะมีจุดแข็งด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ประวัติศาสตร์เมืองโบราณ และภูมิประเทศริมโขงที่เอื้อต่อการจัดงานเทศกาล แต่การก้าวสู่การเป็น “เทศกาลระดับโลก” ยังต้องอาศัยการทำการบ้านอีกหลายด้าน

ประการแรก คือการวางระบบบริหารจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ไม่ให้การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวกลายเป็นภาระต่อชุมชน ทั้งในเรื่องขยะมูลฝอย น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรน้ำในช่วงสงกรานต์ การออกแบบอุโมงค์น้ำและจุดเติมน้ำตลอดสายถนนธนาลัย จึงต้องพิจารณาร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด

ประการที่สอง คือการสื่อสารเรื่องราวของพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย และความเชื่อมโยงกับลุ่มน้ำโขง นักท่องเที่ยวในยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูง ต้องการมากกว่าพื้นที่เล่นน้ำ พวกเขาต้องการ “เรื่องเล่า” ที่ทำให้การเดินทางมีความหมาย ทั้งต่อผู้คนและต่อชุมชนที่ตนเองไปเยือน

ประการสุดท้าย คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบแนวคิดงาน การบริหารจัดการพื้นที่ การจัดขบวนแห่ ไปจนถึงการจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่แผงลอย การทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกว่าเป็น “เจ้าของงาน” ร่วมกัน จะช่วยให้งานสงกรานต์เชียงรายเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่กลายเป็นเพียงเทศกาลที่จัดเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในระยะสั้น

สงกรานต์เชียงรายในฐานะเวทีทดสอบศักยภาพเมืองท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจการท่องเที่ยวล่าสุด ผนวกกับการขยับตัวของหน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัดเชียงราย จะเห็นได้ชัดว่า ปี 2569 เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการใช้สงกรานต์เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัด

อำเภอเชียงแสนจะทำหน้าที่เป็นเวทีหน้า ด้วยงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่ตั้งใจเชื่อมโยงไทย–ลาว–เมียนมา ผ่านพิธีกรรมและกิจกรรมร่วมสมัยริมฝั่งโขง ขณะเดียวกัน เขตเมืองเชียงรายก็เตรียมต่อยอดแนวคิด “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เดิมที่คับแคบและกระทบต่อโรงพยาบาล พร้อมยกระดับบรรยากาศสงกรานต์ให้มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และอัตลักษณ์ล้านนาอย่างครบถ้วน

หากแผนงานเหล่านี้สามารถผลักดันและดำเนินการได้ตามที่วางไว้ เชียงรายมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะขยับจากภาพลักษณ์ “เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาว” ไปสู่ “เมืองเทศกาลตลอดทั้งปี” ที่ใช้สงกรานต์เป็นหัวใจของการสร้าง Soft Power เชิงวัฒนธรรม เชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนในทุกอำเภอ

ในสายตาของนักท่องเที่ยว สงกรานต์เชียงรายอาจเริ่มต้นจากการมองหาเพียงเวทีเล่นน้ำแห่งใหม่ แต่สำหรับคนเชียงราย การประชุมในห้องเล็ก ๆ ที่อำเภอเชียงแสนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 คือจุดเริ่มต้นของการเขียน “บทใหม่” ให้กับประวัติศาสตร์เทศกาลน้ำของเมืองเหนือปลายสุดของสยาม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ภาพ : ภาพถ่ายนายนริศ

  • กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเทศบาลตำบลเวียง
  • ข้อมูลนโยบายและทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ภายใต้แนวคิด “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงราย หนุนงบอนุรักษ์ประเพณี 9 ชาติพันธุ์ ปั้นดงมหาวันสู่แหล่งท่องเที่ยวส่งออกวัฒนธรรม

บ้านป่าสักงาม โมเดลพหุวัฒนธรรม 9 ชนเผ่า สู่การเป็นห้องเรียนมีชีวิตแห่งเชียงราย


เชียงราย, 20 ธันวาคม 2568 – สายลมหนาวปลายปีพัดผ่านทุ่งดอกดาวเรืองสีทองของบ้านป่าสักงาม ขณะที่เสียงปี่ เสียงกลอง และภาษาชนเผ่านานานับไม่ถ้วนขับขานรับแขกผู้มาเยือนจากทั่วจังหวัด ภายใต้ฉากหลังของภูเขาและหมอกบางยามเช้า ชุมชนเล็ก ๆ แห่งอำเภอเวียงเชียงรุ้งกำลังก้าวขึ้นสู่เวทีสาธารณะอีกครั้ง ในฐานะ “ห้องเรียนพหุวัฒนธรรมมีชีวิต” ของจังหวัดเชียงราย

เช้าวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2568 บริเวณลานกิจกรรมบ้านป่าสักงาม (คุ้มเวียงราชพลี) ตำบลดงมหาวัน แน่นขนัดไปด้วยประชาชนจาก 9 กลุ่มชาติพันธุ์ เยาวชน นักเรียน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่นกว่า 250 คน ที่มาร่วมในพิธีเปิด โครงการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมชนเผ่าตำบลดงมหาวัน” โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) เป็นประธาน พร้อมด้วยสมาชิกสภา อบจ.เชียงราย ตัวแทนผู้นำท้องถิ่น และคณะกรรมการชุมชนร่วมเป็นสักขีพยาน

โครงการดังกล่าวถูกวางบทบาทให้เป็น “กลไกกลาง” เชื่อมร้อยอัตลักษณ์ของทั้ง 9 ชนเผ่า เข้ากับการพัฒนาชุมชนสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการจัดงานเทศกาลเพื่อความคึกคักในระยะสั้น แต่คือการวางรากฐานให้คนรุ่นหลังได้มีพื้นที่เรียนรู้มรดกของตนเอง และใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของบ้านป่าสักงามในระยะยาว

ที่สำคัญ บทความข่าวชิ้นนี้มิได้อ้างตนเป็นงานวิชาการหรือบทความเชิงวิจัย หากแต่เป็น รายงานข่าวเชิงลึก” ที่รวบรวมข้อมูลจากเอกสารออนไลน์ของหน่วยงานรัฐ ข่าวประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ และคำบอกเล่าของคนในชุมชน ผู้เขียนยินดีอย่างยิ่งหากนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์ศึกษาและการพัฒนาชุมชนจะเข้ามาเพิ่มเติม แก้ไข และต่อยอดข้อมูล เพื่อให้ภาพของบ้านป่าสักงามสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในอนาคต

จากการรวมตัว 9 ชนเผ่า สู่ “คุ้มเวียงราชพลี”

บ้านป่าสักงาม (คุ้มเวียงราชพลี) หมู่ที่ 9 ตำบลดงมหาวัน อำเภอเวียงเชียงรุ้ง ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2547 จากการรวมตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ถึง 9 ชนเผ่า ได้แก่ ม้ง อาข่า ลาหู่ ลีซู เมี่ยน จีนยูนนาน ไทลื้อ ไทใหญ่ และคะฉิ่น รวมประมาณ 304 หลังคาเรือน ประชากรราว 1,500 คน

การรวมตัวครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความจำเป็นด้านที่อยู่อาศัย หากยังเป็นการ “ต่อรองสถานะ” กับสังคมภายนอก ชุมชนต้องการพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ใช่เพียง “ผู้บุกรุกป่า” หรือ “แรงงานอพยพไร้ตัวตน” หากแต่เป็นพลเมืองที่มีวัฒนธรรม ทุนทางความรู้ และศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่อย่างสร้างสรรค์

ชื่อ “เวียงราชพลี” หรือที่คนในพื้นที่บางครั้งเรียกว่า “บ้านเวียงฟ้า” สะท้อนความใฝ่ฝันของชุมชนที่จะยกระดับหมู่บ้านให้เป็น “เวียง” หรือเมืองน้อย ๆ ที่มีศักดิ์ศรีและความสง่างาม ท่ามกลางภูมิประเทศแบบที่ราบสลับเนินเขา ซึ่งเหมาะแก่การทำเกษตรผสมผสานและการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ชุมชนได้เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างทางภาษา ความเชื่อ และประเพณี ผ่านการตั้งคณะกรรมการกลุ่มชาติพันธุ์ 9 ชนเผ่า ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างหมู่บ้านกับหน่วยงานรัฐ รวมถึงการจัดกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานประเพณี กีฬาเยาวชน และกิจกรรมจิตอาสาในระดับตำบล

โครงสร้างพื้นฐาน ถนน แสงสว่าง และน้ำสะอาด ที่ทำให้หมู่บ้านไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แม้จะเป็นหมู่บ้านชายขอบ แต่บ้านป่าสักงามไม่ใช่พื้นที่ที่รัฐละเลย แผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2566–2570 ของ องค์การบริหารส่วนตำบลดงมหาวัน (อบต.ดงมหาวัน) ระบุโครงการสำคัญหลายโครงการที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและรองรับการท่องเที่ยว เช่น

  • การก่อสร้างถนนลาดยางและถนนแอสฟัลต์คอนกรีต เส้นทางบ้านป่าสักงาม–เวียงราชพลี–ที่ทำการ อบต.ดงมหาวัน รวมระยะทางเกือบ 6 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี
  • การติดตั้งไฟกิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ใน 11 หมู่บ้านของตำบล ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจรยามค่ำคืนและลดต้นทุนค่าไฟของท้องถิ่น
  • การพัฒนาหนองไคร้ หมู่ 9 ให้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และกำจัดผักตบชวาอย่างเป็นระบบ
  • การจัดทำระบบกรองน้ำดื่มชุมชนและบ่อบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างทั่วถึง
  • การติดตั้งระบบเสียงตามสายในหมู่บ้าน เพื่อใช้กระจายข่าวสารจากภาครัฐและชุมชน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูล

แม้โครงการเหล่านี้จะเป็นเพียง “โครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน” หากแต่มันคือรากฐานสำคัญในการทำให้ชุมชนสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีศักดิ dignity และเปิดประตูให้คนภายนอกเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตของ 9 ชนเผ่าได้สะดวกขึ้น

9 ชนเผ่า 1 ชุมชน พหุวัฒนธรรมที่หายใจได้

เสน่ห์ของบ้านป่าสักงามอยู่ที่การที่ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสวัฒนธรรมของ 9 ชนเผ่าได้ในพื้นที่เดียว การเดินเพียงไม่กี่ร้อยเมตรอาจได้ยินทั้งเสียงภาษาม้ง อาข่า ลาหู่ และคำเมืองสลับไปมา ราวกับกำลังเดินอยู่ใน “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต”

  • กลุ่มม้ง มีบทบาทเด่นในงานประเพณีปีใหม่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก อบต.ดงมหาวัน ทั้งในด้านงบประมาณและพื้นที่จัดงาน งานปีใหม่ม้งจึงไม่เพียงเป็นเทศกาลของเผ่าตนเอง หากยังเป็นเวทีให้ชนเผ่าอื่นและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านการแต่งกาย การเล่นลูกข่าง ขว้างลูกช่วง และการละเล่นดั้งเดิม
  • กลุ่มลีซู อาข่า ลาหู่ และเมี่ยน สืบทอดภูมิปัญญาด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง การจัดการป่า และการใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้าน วัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษและเทพเจ้าผูกพันกับการดูแลป่า น้ำ และภูเขา ซึ่งกลายเป็นฐานคิดสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระดับชุมชน
  • กลุ่มไทลื้อและไทใหญ่ นำวัฒนธรรมแบบที่ราบลุ่มน้ำและล้านนามาผสมผสาน ทั้งการทอผ้า อาหาร และประเพณีทางพุทธศาสนา ทำให้ชุมชนสามารถเชื่อมต่อกับสังคมเมืองเชียงรายได้อย่างกลมกลืน
  • กลุ่มจีนยูนนาน มีบทบาทด้านการค้าและอาหาร สร้างสีสันให้ตลาดชุมชนด้วยเมนูจีนยูนนานและชาร้อนบนดอย
  • กลุ่มคะฉิ่น แม้มีจำนวนไม่มาก แต่ยังคงรักษาการฟ้อนรำ “มาเนา” และพิธีกรรมเฉพาะตัวไว้ เป็นหลักฐานของการเดินทางข้ามพรมแดนรัฐชาติที่ยาวนานของกลุ่มชาติพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การอยู่ร่วมกันของคนทั้ง 9 เผ่ามิใช่เรื่องง่าย ความต่างทางภาษาและศาสนามักสร้างความไม่เข้าใจในระยะแรก แต่ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนใช้ “ประเพณีร่วม” และ “พื้นที่กิจกรรมร่วม” เป็นเครื่องมือสำคัญ ตั้งแต่งานกีฬาเด็กและเยาวชนตำบล การบวชลูกแก้ว การทำบุญหมู่บ้าน ไปจนถึงการจัดตลาดวัฒนธรรมในช่วงเทศกาลสำคัญ ทำให้ความต่างค่อย ๆ กลายเป็นพลัง

ม่อนดาวเรือง ดอกไม้สีทองที่เปลี่ยนภูเขาให้เป็นเวทีท่องเที่ยว

หากพูดถึงบ้านป่าสักงามในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ภาพที่มักปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์คือ ม่อนดาวเรือง” – ทุ่งดอกดาวเรืองสีเหลืองทองบนเนินเขา ที่สมาชิกในชุมชน 18 ครอบครัวร่วมกันพัฒนา

เริ่มต้นจากการมองหา “พืชเศรษฐกิจ” ที่เหมาะกับสภาพพื้นที่และสามารถสร้างภาพจำให้หมู่บ้านได้ ชาวบ้านจึงทดลองปลูกดอกดาวเรืองในพื้นที่บนเขา ปรับผังแปลงให้เป็นมุมมองกว้างรับกับภูเขาและท้องฟ้า เมื่อถึงฤดูดอกบาน ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นผืนผ้าสีทองดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ขึ้นมาถ่ายภาพและชมวิว

รายได้จากการขายดอกดาวเรืองตัดดอก และค่าบริการเล็กน้อยจากจุดชมวิวกลายเป็นรายได้เสริมของครอบครัว ขณะที่ภาพของม่อนดาวเรืองยังถูกใช้เป็น “หน้าตา” ของคุ้มเวียงราชพลีในการประชาสัมพันธ์งานวัฒนธรรมและเทศกาลต่าง ๆ ของตำบลดงมหาวันอีกด้วย

โมเดลดังกล่าวสะท้อนการใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่าในพื้นที่จำกัด สร้างรายได้โดยไม่ทำลายภูเขาจนเกินสมดุล และยังผูกโยงการเกษตรเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

เงาแห่งความเปราะบาง ปัญหาที่ดินและสิทธิของคนชายขอบ

ภายใต้ภาพสวยงามของดอกไม้และชุดชนเผ่าหลากสี บ้านป่าสักงามยังต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจละเลยได้ โดยเฉพาะ ข้อพิพาทเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน

จากข้อมูลข่าวร้องเรียนของชุมชนในช่วงปลายปี 2566 มีการระบุว่าชาวบ้านกว่า 300 หลังคาเรือนถูกผู้ถือเอกสารสิทธิรายหนึ่งอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ที่ชุมชนอยู่อาศัยและทำกินมานานกว่า 15 ปี พร้อมแจ้งให้ย้ายออกภายในระยะเวลาอันสั้น สร้างความกังวลและความไม่มั่นคงด้านชีวิตให้กับประชาชนทั้ง 9 ชนเผ่า

ประธานกลุ่มชาติพันธุ์ 9 ชนเผ่าได้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าชุมชนได้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่จากป่ารกร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งผลิตทางการเกษตรของอำเภอ การให้ชาวบ้านกว่า 1,500 คนต้องโยกย้ายในเวลาอันจำกัดจึงไม่เพียงเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ แต่ยังเป็นคำถามเรื่องความเป็นธรรมในระบบการจัดการที่ดินของรัฐ

แม้ข้อพิพาทจะยังอยู่ระหว่างกระบวนการเจรจาและตรวจสอบ แต่เหตุการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ได้ทำให้ชุมชนแข็งแกร่งเสมอไป หากไม่มีหลักประกันเชิงโครงสร้างรองรับ โดยเฉพาะสิทธิในที่ดินและทรัพยากรที่เป็นฐานชีวิตของผู้คน

พิธีเปิดโครงการ 20 ธันวาคม 2568 เวทีประกาศเจตจำนงของชุมชน

บรรยากาศในวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จึงไม่ใช่เพียงงานรื่นเริง หากแต่เป็นเวทีประกาศเจตนารมณ์ของชุมชนต่อสาธารณะว่า บ้านป่าสักงามต้องการเดินหน้าบนเส้นทางของ “การอนุรักษ์ควบคู่การพัฒนา”

โครงการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมชนเผ่าตำบลดงมหาวันที่เปิดตัวในวันดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

  1. อนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของทั้ง 9 ชนเผ่าให้เกิดความยั่งยืน
  2. เสริมสร้างความสามัคคีและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในชุมชน
  3. พัฒนาศักยภาพชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระดับจังหวัดเชียงราย

ภายในงานมีการแสดงวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่า การเดินแฟชั่นชุดประจำเผ่า การจำหน่ายผลิตภัณฑ์แฮนด์เมด เช่น ผ้าปัก เครื่องเงิน เครื่องจักสาน และอาหารพื้นถิ่นที่ผสมผสานอิทธิพลจีน–ล้านนา–ชนเผ่าบนดอยอย่างลงตัว

การที่ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยสมาชิกสภาจังหวัดและผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า บ้านป่าสักงามไม่ได้ยืนอยู่ลำพังในสมรภูมิการรักษาอัตลักษณ์และสิทธิในพื้นที่ของตนเอง

เยาวชน สะพานเชื่อมอดีตสู่อนาคต

หัวใจสำคัญของการที่หมู่บ้านแห่งนี้จะยืนหยัดได้ในระยะยาวคือ “เยาวชน” ชุมชนบ้านป่าสักงามใช้วิธี “เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ” เป็นหลัก ตั้งแต่การให้เด็ก ๆ เข้าร่วมขบวนแห่ประเพณีปีใหม่ม้ง ฝึกเต้นรำและร้องเพลงของแต่ละเผ่า ไปจนถึงการช่วยพ่อแม่ขายสินค้าวัฒนธรรมในงานเทศกาล

เมื่อเยาวชนได้เห็นว่าภูมิปัญญาของบรรพบุรุษสามารถแปรเปลี่ยนเป็นรายได้และความภาคภูมิใจ พวกเขาย่อมมีแรงจูงใจในการรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง มากกว่าการละทิ้งหมู่บ้านไปหางานในเมืองใหญ่

ในอีกด้านหนึ่ง การใช้ภาษาไทยกลางและภาษาคำเมืองควบคู่กับภาษาชนเผ่า ทำให้เด็กและเยาวชนเติบโตขึ้นมาในฐานะ “คนพหุวัฒนธรรม” ที่สื่อสารได้หลายภาษา เข้าใจทั้งโลกของชุมชนบนดอยและโลกสมัยใหม่ในเมือง ชุดทักษะนี้นับเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญของพื้นที่ชายขอบอย่างเวียงเชียงรุ้ง

ข้อสังเกตเชิงนโยบายและคำชวนคิดถึงสังคมวงกว้าง

กรณีของบ้านป่าสักงาม (คุ้มเวียงราชพลี) ชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ

ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ไม่ใช่ภาระ หากได้รับการออกแบบให้เป็นทรัพยากร ชุมชนที่มี 9 ชนเผ่าสามารถใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเสริมสร้างความสามัคคีได้จริง เมื่อมีเวทีให้ทุกเผ่ามีตัวตนและเสียงของตนเอง โครงสร้างพื้นฐานและสิทธิในที่ดินคือเงื่อนไขฐานรากของการพึ่งพาตนเอง ถนน น้ำสะอาด ไฟฟ้า และระบบสื่อสาร ช่วยให้หมู่บ้านเข้าถึงโอกาสจากภายนอก แต่หากสิทธิในที่ดินยังไม่มั่นคง ความพยายามทั้งหมดอาจถูกสั่นคลอนในพริบตา เยาวชนคือสะพานเชื่อมอดีต–ปัจจุบัน–อนาคต หากคนรุ่นใหม่มองเห็นคุณค่าของภาษาตนเอง งานฝีมือของบรรพบุรุษ และภูมิปัญญาการจัดการป่า เชียงรายและประเทศไทยก็จะมี “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่แข็งแรงไว้ต่อรองกับความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่

ในมุมของสังคมวงกว้าง บ้านป่าสักงามอาจเป็นเพียงชื่อหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแผนที่เชียงราย แต่สำหรับผู้ที่เคยสัมผัสหรือติดตามเรื่องราวของชุมชนแห่งนี้ มันคือ “พื้นที่ทดลอง” สำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพความแตกต่าง การใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจ และการต่อรองสิทธิของคนชายขอบในระบบรัฐชาติสมัยใหม่

บทความข่าวนี้ทำหน้าที่เพียง “บันทึกชั่วคราว” จากข้อมูลที่สืบค้นได้ทางอินเทอร์เน็ตและคำบอกเล่าจากพื้นที่ อาจยังมีช่องว่าง ความคลาดเคลื่อน หรือมุมมองที่ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ผู้เขียนและกองบรรณาธิการพร้อมอย่างยิ่งหากนักวิชาการ นักวิจัย หรือผู้รู้ในพื้นที่จะเข้ามาเพิ่มเติม ตรวจสอบ และปรับแก้ เพื่อให้เรื่องราวของบ้านป่าสักงามถูกเล่าอย่างรอบด้านและเป็นธรรมที่สุด

เพราะท้ายที่สุด ความเข้มแข็งของคุ้มเวียงราชพลีมิใช่เพียงความสามารถในการจัดงานประเพณีหรือดึงดูดนักท่องเที่ยว หากแต่คือความสามารถในการยืนยันว่า “ทุกคนมีสิทธิที่จะรักษารากเหง้าของตนเอง และมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ที่เรียกว่า ‘บ้าน’”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • “แผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2566–2570” ขององค์การบริหารส่วนตำบลดงมหาวัน ว่าด้วยโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบสื่อสารในพื้นที่หมู่ที่ 9
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

THACCA จัดใหญ่ 12 จังหวัดซ้อม Pitch แผนพัฒนาเมืองสู่เวทีโลก

 “อวดเมือง Pitching” เวทีปลุกพลัง 12 จังหวัดสร้างสรรค์เทศกาลระดับชาติ เตรียมชิงเจ้าภาพแลนด์มาร์คเทศกาลในงาน THACCA SPLASH – Soft Power Forum 2025

กรุงเทพฯ, 19 มิถุนายน 2568 –  ในยุคที่ Soft Power กลายเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมืองทั่วประเทศต่างตื่นตัวกับโอกาสใหม่ผ่านการต่อยอดทุนวัฒนธรรม สู่เทศกาลที่โดดเด่นและมีอัตลักษณ์ของตนเอง ล่าสุดกรุงเทพฯ เปิดบ้านต้อนรับ 12 จังหวัดเข้าร่วมโครงการ “อวดเมือง Pitching” เพื่อเฟ้นหาจังหวัดเจ้าภาพแลนด์มาร์คเทศกาลท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่จะเป็นต้นแบบของเมืองน่าลงทุน น่าอยู่ และน่าเที่ยว บนเวที THACCA SPLASH – Soft Power Forum 2025

จุดเริ่มต้นและเป้าหมาย

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ณ ห้องบอลรูม โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) และ Thailand Creative Culture Agency (THACCA) จัดกิจกรรม Mentoring Workshop ภายใต้โครงการ “อวดเมือง Pitching” โดยคัดเลือก 12 จังหวัดต้นแบบจากนักจัดเทศกาลทั่วประเทศ ผ่านกระบวนการนำเสนอแนวคิดและไอเดียเทศกาลท้องถิ่นที่ทรงพลัง

งานนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อยกระดับเทศกาลท้องถิ่นให้กลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเมือง โดยผลักดันให้แต่ละจังหวัดสร้างจุดขายใหม่บนฐานทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น พร้อมรองรับการเป็นเจ้าภาพเทศกาลใหญ่ระดับประเทศในอนาคต

 “Chiang Rai BREW Festival” พลิกวิถีล้านนา สู่ Soft Power

การเลือก Chiang Rai BREW Festival เป็นแลนด์มาร์คเทศกาลนำร่อง เกิดจากแนวคิดที่ผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเทศกาลนี้หยิบ “ชา” และ “กาแฟ” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของเชียงรายมาเป็นหัวใจหลัก สะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ริเริ่มส่งเสริมการปลูกกาแฟบนพื้นที่สูง ทดแทนพืชเสพติด เมื่อครั้งพระราชทานต้นกาแฟให้ชนเผ่าบนดอยช้าง และสืบสานสู่ชาอัสสัมพันธุ์ล้านนาของดอยแม่สลอง

เทศกาลนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานเฉลิมฉลอง หากแต่เป็นเวทีบูรณาการทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา ภาครัฐ เอกชน และชุมชนชาติพันธุ์ เชื่อมโยงให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สร้างรายได้จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม

เวิร์กช็อปเข้มข้น เสริมแกร่งทุกมิติ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ และรองประธานคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “จากรากวัฒนธรรมสู่พลังสร้างชาติ : การขับเคลื่อน Soft Power ไทยผ่านเทศกาลท้องถิ่น” สะท้อนบทบาทของงานเทศกาลในฐานะสะพานเชื่อมทุนวัฒนธรรมและเศรษฐกิจยุคใหม่

นอกจากเวทีความรู้ ยังมี 7 MENTORS ตัวจริงระดับประเทศจากอุตสาหกรรม MICE และเทศกาล มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ติดอาวุธไอเดีย และให้คำแนะนำเจาะลึกในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารจัดการเทศกาลให้ยั่งยืน กลยุทธ์สร้างมูลค่าเพิ่ม การตลาดสร้างแบรนด์เมือง ไปจนถึงการพัฒนา Content ที่สามารถตอบโจทย์นักลงทุน นักท่องเที่ยว และผู้อยู่อาศัยอย่างครบถ้วน

สู่รอบ Final City Pitching เวที Soft Power แห่งชาติ

ผลจากกิจกรรม Mentoring Workshop ครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้ต่อยอดในเวที Final City Pitching รอบสุดท้าย ภายใต้ธีม “น่าลงทุน น่าอยู่ น่าเที่ยว” ในงาน THACCA SPLASH – Soft Power Forum 2025 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–11 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฮอลล์ 1–4 ชั้น G โดยแต่ละจังหวัดจะได้อวดแลนด์มาร์ค “ชวนเมือง Dream Box” ที่บูธเมืองพาวิลเลียน พร้อมนำเสนอแนวคิดและศักยภาพในฐานะเจ้าภาพเทศกาลปี 2569

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์และเทศกาลในประเทศไทย เมื่อจังหวัดต่าง ๆ ได้รับโอกาสในการแสดงศักยภาพ สร้างเครือข่ายกับผู้เชี่ยวชาญ และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่เวทีนานาชาติ

วิเคราะห์และบทสรุป

โครงการ “อวดเมือง Pitching” ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันนำเสนอแผนพัฒนาเมืองเท่านั้น หากแต่เป็นเวทีบ่มเพาะผู้นำเทศกาลท้องถิ่นรุ่นใหม่ เสริมพลังท้องถิ่นด้วยทุนวัฒนธรรม และผลักดัน Soft Power ไทยให้ขยายสู่ระดับโลกอย่างยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเทศกาลสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียน

การเดินหน้าปั้นแลนด์มาร์คเทศกาลทั่วประเทศในปีนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่เชื่อมโยงชุมชน ท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างแท้จริง

Soft Power – จุดแข็ง จุดท้าทาย ของเชียงราย

Chiang Rai BREW Festival สะท้อนความกล้าในการต่อยอด Soft Power ไทยให้ก้าวพ้นกรอบศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิม สู่การใช้ “พืชเศรษฐกิจ” อย่างชากาแฟเป็นเครื่องมือสร้างภาพจำใหม่ และพลิกบริบทการท่องเที่ยวสู่สายประสบการณ์ การเชื่อมโยงเทศกาลนี้กับพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9 และแนวคิดพัฒนาที่ยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้ง

อย่างไรก็ตาม การดันชากาแฟเป็นซอฟต์พาวเวอร์หลักของเชียงรายอาจเผชิญข้อท้าทายในการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ยังยึดติดภาพจำเดิมของ Soft Power ไทย แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากเชียงรายสามารถผสานเรื่องเล่าและประสบการณ์เข้ากับการท่องเที่ยว อาจเป็นโมเดลใหม่ของเทศกาลสร้างสรรค์ไทยในเวทีโลก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA)
  • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB)
  • Thailand Creative Culture Agency (THACCA)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ชมผ้าไทยล้านนา ‘อัตลักษณ์อาภรณ์ฯ’ โชว์ Soft Power เชียงราย

ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

วันที่ 19 มีนาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย จังหวัดเชียงราย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้จัดงาน อัตลักษณ์อาภรณ์นครเชียงราย 2568” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนากิจกรรมและการตลาดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และกิจกรรมหลักด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย นางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

มรดกผ้าทอเชียงราย: จากภูมิปัญญาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 มีนาคม 2568 โดยมีเป้าหมายหลักในการ อนุรักษ์และส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านผ้าไทย ผ้าถิ่น ผ้าชาติพันธุ์ และผ้าอัตลักษณ์ของจังหวัดเชียงราย ต่อยอดสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น สอดคล้องกับนโยบายผลักดัน Soft Power ไทยสู่ระดับโลก โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ที่ยูเนสโกยกย่องให้เชียงรายเป็น เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ” (City of Design)

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า งานนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรม และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์อย่างครบวงจร กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย:

  • การแสดงแบบแฟชั่นโชว์ นำเสนอชุดจากผ้าไทย ผ้าถิ่น ผ้าชาติพันธุ์ และผ้าอัตลักษณ์
  • นิทรรศการและสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการทอผ้าและการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ
  • บูธแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ อาทิ ผ้าทอ เครื่องประดับ ของฝาก และของที่ระลึก
  • การประกวดออกแบบแฟชั่น ซึ่งได้รับผลงานเข้าร่วมจากนักออกแบบรุ่นใหม่ 15 ผลงาน

อบจ.เชียงรายร่วมส่งเสริม Soft Power ผ่านวัฒนธรรมผ้าไทย

เวลา 18.00 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมงาน โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน และ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวรายงานการจัดงาน ณ ลานจริงใจ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย

การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ สืบสานและส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาการทอผ้าเชียงรายให้คงอยู่ และเผยแพร่อัตลักษณ์การสร้างสรรค์เสื้อผ้าอาภรณ์ของเชียงรายให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยเน้นการนำผ้าไทยมาพัฒนาให้สอดคล้องกับแฟชั่นสมัยใหม่ ตอบโจทย์ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ความสำคัญของอุตสาหกรรมผ้าไทยต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

อุตสาหกรรมผ้าไทยถือเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่มีศักยภาพของประเทศไทย โดยข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2567) ระบุว่า:

  • ตลาดสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยสร้างมูลค่า กว่า 280,000 ล้านบาทต่อปี
  • ร้อยละ 60 ของผู้ผลิตผ้าไทยเป็นผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่น
  • ผ้าไทยที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดส่งออก ได้แก่ ผ้าไหม ผ้าฝ้ายทอมือ และผ้าชาติพันธุ์
  • อุตสาหกรรมผ้าไทยจ้างงานมากกว่า 500,000 คนทั่วประเทศ

สรุป

การจัดงาน อัตลักษณ์อาภรณ์นครเชียงราย 2568” ไม่เพียงแต่เป็นเวทีสำคัญในการอนุรักษ์ศิลปะการทอผ้าพื้นเมือง แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริม Soft Power ของประเทศไทยผ่านการออกแบบและสิ่งทอ งานนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับชุมชนท้องถิ่นและนักออกแบบรุ่นใหม่ในการนำเสนอผลงานสู่ตลาดที่กว้างขึ้น พร้อมผลักดันให้อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยมีความเข้มแข็ง และสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้

ผ้าไทยคือมรดกทางวัฒนธรรม สืบสาน ต่อยอด สู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย /สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2567 /สำนักงานวัฒนธรรมเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE