Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

ทอท. ดัน “สนามบินเชียงราย” พิสูจน์ Decoupling! ลดคาร์บอน 7% เคียงคู่การเติบโต

ทอท.ดัน “แม่ฟ้าหลวงเชียงราย–หาดใหญ่” เป็นสนามบินคาร์บอนต่ำ เป้าลดก๊าซเรือนกระจก 7% สอบผ่านมาตรฐานโลก เดินเกมยั่งยืนเคียงคู่การเติบโต

เชียงราย, 2 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินและแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กำลังก้าวเดินบนเส้นทางที่ยากแต่จำเป็น นั่นคือ “การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลดคาร์บอน” ล่าสุดท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ถูกจับตาในฐานะ “สนามบินระดับภูมิภาค” ที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เป้าหมายการลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยรายได้ลง ร้อยละ 7 ภายในปีเดียวกัน สามารถทำได้จริงท่ามกลางปริมาณผู้โดยสารและรายได้ที่กลับมาขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย หาดใหญ่ และภูเก็ต ต่างได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดการคาร์บอนในสนามบินตามโปรแกรม Airport Carbon Accreditation (ACA) ของ Airports Council International (ACI) แล้ว โดย 5 แห่งแรกผ่านระดับ Level 3: Optimisation ซึ่งเป็นระดับที่เน้นการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า ส่วนท่าอากาศยานภูเก็ตอยู่ในระดับ Level 2: Reduction

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ย้ำว่า “การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกไม่ได้เป็นเพียงโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะกิจ แต่ถือเป็น มาตรฐานการดำเนินธุรกิจ (Standard Business Practice) ขององค์กรชั้นนำทั่วโลก นักลงทุนใช้ข้อมูลด้านคาร์บอนในการตัดสินใจลงทุน เพราะความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลโดยตรงต่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว”

จากคำกล่าวดังกล่าว ทำให้เห็นชัดว่า เป้าหมาย 7% ของสนามบินเชียงรายและหาดใหญ่ ไม่ใช่ตัวเลขเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็น “บททดสอบจริง” ว่า สนามบินภูมิภาคของไทยพร้อมก้าวสู่มาตรฐานสนามบินคาร์บอนต่ำระดับสากลเพียงใด

สนามบินภูมิภาคในสมรภูมิ ESG จากตัวเลขการรับรองสู่ความคาดหวังของนักลงทุน

การได้รับรองตามโปรแกรม Airport Carbon Accreditation (ACA) ถือเป็น “ใบผ่านด่าน” สำคัญของสนามบินทั่วโลกในการแสดงความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม ACA แบ่งออกเป็น 5 ระดับ โดยระดับที่สูงขึ้นสะท้อนถึงความเข้มข้นของมาตรการจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมมากขึ้น

สำหรับ ทอท. สนามบินหลัก 5 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย และหาดใหญ่ ได้รับรองในระดับ Level 3: Optimisation ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดการการปล่อยก๊าซจากการดำเนินงานโดยตรงของสนามบิน (Scope 1 และ 2) และการมีส่วนร่วมจัดการการปล่อยก๊าซที่เกิดจากผู้ใช้บริการและคู่ค้า เช่น สายการบิน ผู้เช่าพื้นที่ และผู้ให้บริการภาคพื้นดิน (Scope 3) ขณะที่สนามบินภูเก็ตได้รับรองในระดับ 2 ที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยในขอบเขตที่สนามบินควบคุมได้โดยตรง

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับกระแสการลงทุนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดด้าน ESG (Environment – Social – Governance) โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ท่าอากาศยานและท่าเรือ ซึ่งต้องพิสูจน์ว่า การเติบโตของรายได้และปริมาณผู้โดยสารไม่ได้แลกมาด้วยการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนอย่างไร้ขีดจำกัด

“7% ที่ไม่ธรรมดา” เมื่อเป้าหมายเชิงสัดส่วนสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้าง

จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ ทอท.ไม่ได้ตั้งเป้าลด “ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสัมบูรณ์ (Absolute Emissions)” เพียงอย่างเดียว แต่เลือกใช้ตัวชี้วัด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยรายได้ (GHG Emissions Intensity per Unit of Revenue)” สำหรับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย (CEI) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (HDY)

การตั้งเป้าให้ GHG Intensity ลดลง 7% ในขณะที่รายได้มีแนวโน้มเติบโตตามการฟื้นตัวของการบินและการท่องเที่ยว มีนัยที่สำคัญในเชิงเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม

  • หากสมมติว่า รายได้ของสนามบินเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมและการขยายบริการ
  • การทำให้ “ความเข้มข้น” ของการปล่อยลดลง 7% จะหมายความว่า สนามบินต้องพยายามลด ปริมาณคาร์บอนสัมบูรณ์ลงอย่างน้อยราว 16% (โดยประมาณ)

กล่าวคือ สนามบินจะไม่สามารถ “ปล่อยเพิ่มไปพร้อมกับการเติบโต” ได้อีกต่อไป แต่ต้องเดินหน้าในรูปแบบที่เรียกว่า “Decoupling” หรือการแยกตัวระหว่างเส้นกราฟรายได้กับเส้นกราฟการปล่อยคาร์บอน

ในบริบทของเชียงราย ความท้าทายนี้ยิ่งเข้มข้นขึ้น เมื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายมีจำนวนผู้โดยสารในปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567 – ก.ย. 2568) สูงถึง 1,937,645 คน และยังมีแผนพัฒนาระยะที่ 1 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับจากประมาณ 3 ล้านคนต่อปี เป็น 6 ล้านคนต่อปี ในอนาคต การขยายตัวทางเศรษฐกิจและคมนาคมของเชียงรายจึงต้องเดินคู่กับการลดรอยเท้าคาร์บอนอย่างเลี่ยงไม่ได้

วิสัยทัศน์คาร์บอนต่ำของ ทอท. จากระดับสนามบินสู่ยุทธศาสตร์องค์กร

เป้าหมายลดความเข้มข้น 7% ของเชียงรายและหาดใหญ่ ไม่ได้ลอยตัวอย่างโดดเดี่ยว หากแต่ผูกโยงกับวิสัยทัศน์ระดับองค์กรของ ทอท. ซึ่งวางเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศไว้อย่างชัดเจน

จากเอกสารด้านความยั่งยืน ทอท.ได้วางเป้าหมายในระดับองค์กรไว้ว่า

  • มุ่งสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2573 (2030)
  • และเดินหน้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2575 (2032)

การขับเคลื่อนดังกล่าวตั้งอยู่บนการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศทั้งในมิติ

  • ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) เช่น น้ำท่วม พายุ เพลิงไหม้ ซึ่งกระทบต่อการปฏิบัติการของสนามบิน
  • และ ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) อาทิ มาตรการกำกับจากภาคการบินระหว่างประเทศ ราคาคาร์บอน และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุน

ทอท.จึงพยายามใช้การลงทุนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็น “หลักประกัน” ว่าธุรกิจสนามบินของไทยจะสามารถรับมือความผันผวนเหล่านี้ได้ในระยะยาว

ลงทุน 168% เพื่อลดคาร์บอน เม็ดเงินที่มากขึ้น ผลประหยัดที่ลดลง และความจริงของต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน

เพื่อให้เป้าหมาย 7% ไม่ใช่เพียงคำประกาศ ทอท.ได้เร่งรัดการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะใน 6 ท่าอากาศยานหลัก

ข้อมูลด้านการลงทุนระบุว่า

  • ปี 2566 ทอท.ใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าใน 6 ท่าอากาศยานรวม 27,590,790.50 บาท
  • ปี 2567 งบประมาณด้านเดียวกันเพิ่มขึ้นเป็น 74,031,200.00 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึงประมาณ ร้อยละ 168

แต่สิ่งที่สะดุดตา คือ ในช่วงที่เม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด “ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้จากโครงการสิ่งแวดล้อม” กลับลดลง

  • จากเดิมในปี 2566 ประหยัดได้ 16,044,195.49 บาท
  • เหลือเพียง 5,820,188.53 บาท ในปี 2567

ตัวเลขชุดนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและคาร์บอน กล่าวคือ “ต้นทุนการลดคาร์บอนต่อหน่วย” มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงเริ่มต้นของการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพราะ

  • ระบบประหยัดพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ยังต้องใช้เวลาปรับตั้ง
  • ผลประหยัดยังไม่ปรากฏเต็มที่ในระยะสั้น
  • แต่ในระยะยาว การลงทุนเหล่านี้จะเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานให้มีความคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น

สำหรับสนามบินเชียงรายและหาดใหญ่ เม็ดเงินลงทุนนี้จึงไม่ใช่เพียงการลดค่าไฟฟ้าในงบดำเนินงาน แต่เป็นการสร้าง “รากฐานโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ” ให้กับสนามบินระดับภูมิภาคของไทย

ระบบ 400 Hz และ PC-Air เทคโนโลยีหลังหลุมจอดที่เชื่อมโยงเส้นกราฟคาร์บอนของสายการบิน

หัวใจสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในมิติ Scope 3 ของสนามบิน คือ การจัดการการปล่อยคาร์บอนจากเครื่องบินขณะจอดที่หลุมจอด ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้หน่วยจ่ายพลังงานเสริม (APU) ของเครื่องบินที่เผาไหม้เชื้อเพลิงเจ็ตเพื่อผลิตไฟฟ้าและปรับอากาศให้ตัวเครื่อง

โครงการสำคัญที่ทอท.นำมาใช้ในท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายและหาดใหญ่ คือ

  • ระบบไฟฟ้า 400 Hz – จ่ายไฟฟ้าจากภาคพื้นดินให้เครื่องบินขณะจอด
  • ระบบปรับอากาศ Pre-Conditioned Air (PC-Air) – จ่ายลมเย็นจากอาคารผู้โดยสารไปยังเครื่องบิน

เมื่อเครื่องบินสามารถใช้ไฟจากภาคพื้นและระบบปรับอากาศภายนอกได้เต็มรูปแบบ การใช้ APU จะถูกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเท่ากับการลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงเจ็ต และการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสายการบินโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนของสนามบินเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ผูกพันอย่างแนบแน่นกับ อัตราการใช้งานจริง (Utilization Rate)” โดยสายการบิน

สนามบินอาจติดตั้งระบบ 400 Hz และ PC-Air ครบทุกหลุมจอด แต่ถ้าสายการบินยังเลือกใช้ APU ด้วยเหตุผลด้านเวลา ความเคยชิน หรือข้อจำกัดทางเทคนิค เป้าหมายลด Scope 3 ก็จะไปไม่ถึง 7% ตามที่ตั้งไว้

ในมุมนี้ เป้าหมาย 7% จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขด้านเทคนิค แต่ยังเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของ การประสานความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานการบิน” ระหว่างสนามบิน สายการบิน และผู้ให้บริการภาคพื้นดินด้วย

พลังงานแสงอาทิตย์และอนาคตของไฟฟ้าภาคพื้น ป้องกันไม่ให้ Scope 2 กลายเป็น “เงาสะท้อน” ของความสำเร็จ Scope 3

อีกหนึ่งโจทย์ที่สนามบินเชียงรายและหาดใหญ่ต้องขบคิด คือ เมื่อระบบ 400 Hz และ PC-Air ทำให้การใช้ไฟฟ้าภาคพื้นดินเพิ่มขึ้น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในมิติ Scope 2 (จากการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ซื้อมาใช้) อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เพื่อไม่ให้ความสำเร็จด้านการลดคาร์บอนจากเครื่องบิน (Scope 3) ถูกหักล้างด้วยการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนจากไฟฟ้า (Scope 2) ทอท.จึงเดินหน้าแนวทางการใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) ในท่าอากาศยานทั้ง 5 แห่งในภูมิภาค รวมถึงเชียงรายและหาดใหญ่ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นที่อาคารและเขตการบิน

หากโครงการ Solar Energy ในสนามบินภูมิภาคสามารถเดินหน้าสู่การติดตั้งจริงในระยะใกล้ การผสานกันระหว่าง

  • การใช้ไฟฟ้าภาคพื้นดินแทน APU (ลด Scope 3)
  • กับการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาด (ลด Scope 2)

จะทำให้เป้าหมายลดความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจก 7% มีความเป็นไปได้สูงขึ้นอย่างเป็นระบบ มากกว่าการพึ่งพาเพียงมาตรการใดมาตรการหนึ่ง

เชียงราย – หาดใหญ่ สองสนามบินภูมิภาค สองบริบทความเสี่ยง แต่เป้าหมายเดียวกัน

แม้จะมีตัวเลขเป้าหมาย 7% ที่เหมือนกัน แต่บริบทของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายและหาดใหญ่กลับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) สนามบินชายแดนที่ต้องพิสูจน์การเติบโตอย่างยั่งยืน

เชียงรายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนและการท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบน สนามบินแม่ฟ้าหลวงไม่ได้รองรับเพียงผู้โดยสารในจังหวัด แต่ยังเชื่อมโยงการเดินทางของนักท่องเที่ยวและธุรกิจจากกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง

การขยายโครงการพัฒนาระยะที่ 1 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเป็น 6 ล้านคนต่อปี ทำให้ CEI กลายเป็น “สนามทดสอบสำคัญ” ว่า สนามบินที่กำลังโตเร็วสามารถควบคุมการปล่อยคาร์บอนสัมบูรณ์ให้ลดลง พร้อมกับลดความเข้มข้นลง 7% ได้จริงหรือไม่

หาก CEI สามารถบูรณาการมาตรการด้านพลังงาน ระบบ 400 Hz/PC-Air และโครงการ Solar Energy เข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบได้สำเร็จ สนามบินแห่งนี้จะถูกจับตามองว่าเป็นกรณีศึกษาของ “การขยายตัวอย่างไม่เพิ่มรอยเท้าคาร์บอน”

หาดใหญ่ (HDY) ศูนย์กลางการบินภาคใต้ที่เน้นสนามบินสีเขียวและความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ

ในอีกฟากหนึ่งของประเทศ ท่าอากาศยานหาดใหญ่มีบทบาทเป็นศูนย์กลางการบินและโลจิสติกส์สำคัญของภาคใต้ โดยมุ่งพัฒนาภาพลักษณ์ “สนามบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ผ่านมาตรการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการขยะ และการลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบ

ความท้าทายหลักของ HDY คือ ความเสี่ยงทางกายภาพจากพายุและอุทกภัย ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงานและรายได้ของสนามบิน ดังนั้น การลด GHG Intensity 7% ของ HDY จึงสัมพันธ์กับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มทั้งความยั่งยืนและ “ความยืดหยุ่นในการรับมือภัยพิบัติ (Operational Resilience)” ไปพร้อม ๆ กัน

เชื่อมโยงสู่ระดับโลก จาก DJSI, NDC ถึง CORSIA

การขยับของ ทอท. ไม่ได้สะท้อนเพียงเป้าหมายขององค์กรเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับกรอบนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศทั้งระดับประเทศและระดับโลก

  • ทอท.ได้รับการยอมรับให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืน Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเสมือน “ตราสัญลักษณ์” ว่าองค์กรอยู่ในกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างจริงจัง
  • เป้าหมายลดความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกของสนามบินเชียงรายและหาดใหญ่สอดคล้องกับ เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ของประเทศไทย ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาพรวม
  • ในมิติการบินระหว่างประเทศ มาตรการ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation) ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เริ่มกำหนดให้สายการบินต้องรับผิดชอบต่อการปล่อยคาร์บอนเกินกว่าระดับฐาน โดยต้องซื้อหน่วยชดเชยคาร์บอน (Emission Units) หากสนามบินไทยอย่างเชียงรายและหาดใหญ่ สามารถลดการปล่อยในช่วงเครื่องจอดและสนับสนุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำได้จริง ก็จะช่วยลดต้นทุนคาร์บอนของสายการบินที่มาใช้บริการ ซึ่งกลายเป็น “ข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน” เพิ่มเติมในยุคที่ต้นทุนคาร์บอนกลายเป็นต้นทุนธุรกิจ

มากกว่า “7%” คือการวางรากฐานสนามบินภูมิภาคสู่ยุคคาร์บอนต่ำ

ในสายตาคนทั่วไป เป้าหมายลดความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกเพียง 7% อาจดูเป็นตัวเลขที่ไม่หวือหวา แต่เมื่อพิจารณาในบริบทของ

  • การฟื้นตัวของผู้โดยสารที่ใกล้ระดับก่อนโควิด-19
  • การขยายตัวของสนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงรายเพื่อรองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี
  • และข้อจำกัดด้านความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศของสนามบินหาดใหญ่และสนามบินภูมิภาคอื่น ๆ

ตัวเลข 7% จึงกลายเป็น “บททดสอบเชิงโครงสร้าง” ว่าระบบสนามบินภูมิภาคของไทยจะสามารถเดินหน้าสู่ยุคคาร์บอนต่ำได้จริงหรือไม่

ความสำเร็จของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายและท่าอากาศยานหาดใหญ่ในการบรรลุเป้าหมายนี้ จะไม่ได้สะท้อนเพียงการลดตัวเลขบนรายงานประจำปี แต่จะหมายถึง

  • ประชาชนและชุมชนโดยรอบได้ประโยชน์จากคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
  • ภาคการบินไทยมีจุดขายด้านความยั่งยืนที่จับต้องได้มากขึ้นในสายตานักลงทุนและผู้โดยสาร
  • และประเทศไทยมี “ต้นแบบสนามบินภูมิภาคคาร์บอนต่ำ” ที่สามารถต่อยอดไปสู่สนามบินอื่น ๆ ในอนาคต

คำถามที่เหลืออยู่ จึงไม่ใช่เพียงว่า “สนามบินเชียงรายและหาดใหญ่จะลดความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกได้ครบ 7% หรือไม่”
แต่คือ “เราจะใช้บทเรียนจาก 7% นี้อย่างไร ในการออกแบบระบบสนามบินไทยทั้งระบบให้พร้อมรับมือโลกที่กำลังเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งสู่ยุคคาร์บอนต่ำ”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.
  • Airports Council International (ACI)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เปิดตัว Fair Super Charge! กรีนบัสวางรากฐาน EV เชื่อมเชียงใหม่–เชียงราย–พะเยา

 

กรีนบัสเปิดตัว “EV Greenbus” 12 คันแรกของภาคเหนือ พร้อมสถานีชาร์จเร็ว “Fair Super Charge” วางรากฐานคมนาคมสะอาด มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย NET ZERO

เชียงราย, 30 พฤศจิกายน 2568 – เปิดฉาก จากฝุ่นควันสู่เส้นทางสีเขียวของภาคเหนือ ท่ามกลางเสียงกังวลเรื่องมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมเมืองใหญ่ในภาคเหนือแทบทุกฤดูกาล ภาพของรถโดยสารไฟฟ้าคันใหม่สีเขียว–ขาวที่เคลื่อนตัวออกจากอู่กรีนบัส จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ไม่ได้เป็นเพียง “การเปิดตัวรถรุ่นใหม่” แต่ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะภาคเหนือไปสู่พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง

บริษัท ชัยพัฒนาขนส่งเชียงใหม่ จำกัด ในเครือกรีนแคปปิตอล (Greenbus) ทุ่มงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เปิดตัว “EV Greenbus” รถโดยสารไฟฟ้าเชิงพาณิชย์จำนวน 12 คัน ภายใต้แนวคิด “A New Journey Toward Sustainability” พร้อมเดินหน้าทดแทนรถโดยสารดีเซลในเส้นทางหลัก เชียงใหม่–เชียงราย และเชียงใหม่–พะเยา โดยยังคง “ค่าโดยสารเท่าเดิม” เพื่อไม่ให้ภาระการเปลี่ยนผ่านตกอยู่บนบ่าของผู้โดยสาร

การเปิดตัวครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวดีของผู้ใช้บริการประจำบนเส้นทางสายเหนือเท่านั้น แต่ยังถูกจับตามองในฐานะต้นแบบของ “โมเดลขนส่งสะอาดภาคเหนือ” ที่อาจถูกต่อยอดไปยังจังหวัดอื่นในอนาคต

รัฐ–เอกชนจับมือ ขยับเมืองสู่ NET ZERO

เช้าวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 บริเวณสำนักงานกรีนบัส จังหวัดเชียงใหม่ บรรยากาศคึกคักไปด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนที่เข้าร่วมพิธีเปิดตัว “EV Greenbus” และสถานีชาร์จรถไฟฟ้า “Fair Super Charge”

นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ทำหน้าที่ประธานในพิธี พร้อมด้วยนายมานพ พุทธวงค์ ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ นายกอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าเชียงใหม่ และนายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ถึงอนาคตของระบบขนส่งสาธารณะพลังงานสะอาดของเมืองเชียงใหม่และภาคเหนือ

ในเชิงสัญลักษณ์ งานเปิดตัวครั้งนี้ถูกออกแบบภายใต้ธีม “A New Journey Toward Sustainability” เพื่อสะท้อนการเดินทางครั้งใหม่ของทั้งองค์กรและเมือง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เน้นย้ำว่า การเดินรถ EV Greenbus บนเส้นทาง เชียงใหม่–เชียงราย และเชียงใหม่–พะเยา ไม่เพียงเพิ่มความสะดวก ปลอดภัย และทันสมัยให้ผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่เป้าหมาย “เชียงใหม่ NET ZERO” ในระยะยาว

ตัวเลขที่เล่าเรื่องได้ ลดดีเซลนับล้านลิตร ลดคาร์บอนเกือบพันตันต่อปี

หัวใจสำคัญที่ทำให้ EV Greenbus ถูกจับตามอง ไม่ได้อยู่แค่รูปลักษณ์รถโดยสารรุ่นใหม่ หรือภาพเบาะวีไอพี 24 ที่นั่งแบบ V Class เท่านั้น หากแต่อยู่ที่ “ตัวเลข” ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์เชิงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่จับต้องได้

จากข้อมูลเชิงเทคนิคของโครงการ EV Greenbus ระบุว่า รถโดยสารไฟฟ้า 12 คันนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ในหนึ่งปีได้ดังนี้

  • รองรับการเดินรถรวม กว่า 3,066,864 กิโลเมตรต่อปี
  • วิ่งได้ไกลกว่า 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
  • ลดการใช้น้ำมันดีเซลกว่า 1,076,093 ลิตรต่อปี
  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 960 ตันต่อปี
  • เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 96,000 ต้นต่อปี
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงได้ราว 50% เมื่อเทียบกับระบบเดิม

ตัวเลขเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลทางวิศวกรรมหรือการตลาด แต่หากมองในมิติสิ่งแวดล้อม นั่นหมายความว่า ทุกเที่ยวรถที่ออกจากเชียงใหม่ มุ่งหน้าเชียงรายหรือพะเยา คือการลดควันดำและเขม่าดีเซลที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาพคุ้นตาของการเดินทางระหว่างจังหวัดในภาคเหนือ

เมื่อเชื่อมโยงกับปัญหา PM 2.5 ที่คนเชียงใหม่และเชียงรายเผชิญมาหลายปี การลดแหล่งกำเนิดมลพิษจากระบบขนส่งสาธารณะจึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยสร้าง “เมืองที่หายใจได้สะดวกขึ้น” แม้จะยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหา แต่ก็เป็นก้าวที่จับต้องได้ในทิศทางที่ถูกต้อง

ประสบการณ์บนรถ EV Greenbus สะอาด เงียบ และคิดถึงผู้โดยสารมากขึ้น

ในมิติของ “ประสบการณ์การเดินทาง” EV Greenbus ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถโดยสารมาตรฐาน 1 ก ระดับ V Class วีไอพี 24 ที่นั่ง ภายในห้องโดยสารออกแบบให้เบาะเดี่ยวอยู่ฝั่งขวาและเบาะคู่ฝั่งซ้าย พร้อมที่ชาร์จโทรศัพท์และเบาะปรับเอน ช่วยให้ผู้โดยสารเดินทางระยะไกลระหว่างจังหวัดได้อย่างสบายมากขึ้น

จุดต่างที่สำคัญจากรถดีเซลคือ ความเงียบและความสะอาด” ห้องโดยสารติดตั้งระบบกรองอากาศภายใน ช่วยลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในอากาศ นอกจากช่วยดูแลสุขภาพของผู้โดยสารแล้ว ยังสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ “ไม่มองเพียงการขนส่งคนจากจุด A ไปจุด B แต่คิดถึงคุณภาพชีวิตระหว่างทาง” ด้วย

ที่สำคัญ แม้จะลงทุนในเทคโนโลยีใหม่และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด กรีนบัสยืนยันว่า ค่าโดยสารยังเท่าเดิม” ไม่มีการปรับเพิ่มในเฟสแรกของโครงการ ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดสามารถเกิดขึ้นได้ “โดยไม่ผลักภาระให้ประชาชนโดยตรง”

โครงสร้างพื้นฐานที่ตามมา “Fair Super Charge” สถานีชาร์จเร็ว 720 kW หัวใจของระบบ

รถไฟฟ้าจะวิ่งได้ ต้องมี “สถานีชาร์จที่พร้อม” เป็นเงื่อนไขพื้นฐาน กรีนบัสและกลุ่มกรีนแคปปิตอลจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การจัดหารถ EV แต่เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานควบคู่กันไป

ภายในพื้นที่สำนักงานกรีนบัส จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการเปิดตัวสถานีชาร์จรถไฟฟ้าความเร็วสูง “Fair Super Charge” ที่บริหารจัดการโดยกลุ่มบริษัทในเครือ พร้อมรองรับทั้งรถ EV Greenbus และรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป

คุณสมบัติหลักของสถานี “Fair Super Charge” ได้แก่

  • เครื่องชาร์จ DC Fast Charger จำนวน 3 ตู้ 6 หัวชาร์จ
  • รองรับกำลังชาร์จรวม สูงสุด 720 kW / 500 A
  • ใช้มาตรฐานหัวชาร์จ CCS2
  • รองรับระบบ AutoCharge และ RFID สำหรับการยืนยันตัวตนและชำระค่าบริการ
  • ตั้งอยู่ใกล้แยกเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ บริเวณพื้นที่ของกรีนบัส (Greenpark) เดินทางสะดวก เข้า–ออกง่าย

สถานีชาร์จนี้เปิดให้บริการ “ผู้ใช้รถ EV ทุกค่าย” ไม่ได้จำกัดเฉพาะรถของกรีนบัสเท่านั้น ทำให้ Fair Super Charge ทำหน้าที่มากกว่าศูนย์เติมพลังงานให้รถบัสเชิงพาณิชย์ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานร่วม” ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของเชียงใหม่เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน

มองไกลกว่าจังหวัดเดียว เชื่อมเชียงใหม่–เชียงราย–พะเยา สู่เครือข่าย “การเดินทางสีเขียว”

แม้เฟสแรกของ EV Greenbus จะเริ่มต้นที่เชียงใหม่เป็นหลัก แต่เป้าหมายของกรีนแคปปิตอลไม่ได้หยุดอยู่ที่จังหวัดเดียว

บริษัทประกาศชัดว่า มีแผนขยายทั้ง รถโดยสารไฟฟ้า EV Greenbus และ สถานีชาร์จ Fair Super Charge ไปยังเมืองหลักอื่นของภาคเหนือ เช่น เชียงราย รวมถึงพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างเครือข่าย “การเดินทางสีเขียว” เชื่อมโยงเมืองหลัก–เมืองรอง และรองรับการเติบโตของภาคท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ในมุมของเชียงราย การมี EV Greenbus เชื่อมต่อกับเชียงใหม่หมายความว่า เมืองชายแดนสำคัญที่กำลังพัฒนาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ท้องถิ่นเองก็ได้รับประโยชน์จากการลดมลพิษทางอากาศ และยกระดับภาพลักษณ์ของเมืองสู่ “เมืองสะอาด เมืองท่องเที่ยวยั่งยืน”

จากแถบสีแดงสู่แถบพลังงานไฟฟ้าสีฟ้า

อีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร คือการปรับโฉมอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Identity) ของกรีนบัส

ข้อมูลจากการนำเสนอของผู้บริหารระบุว่า แถบพลังงานบนโลโก้กรีนบัสได้ถูกปรับจากสีแดงซึ่งสื่อถึงยุคน้ำมันเชื้อเพลิง ไปเป็นเฉดสีฟ้าที่สื่อถึง พลังงานไฟฟ้าและความสะอาด” การเปลี่ยนแปลงนี้แม้ดูเป็นเพียง “รายละเอียดเล็ก ๆ” แต่ในเชิงภาพลักษณ์ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าบริษัทกำลังก้าวออกจากโลกของฟอสซิลฟิวเอล ไปสู่อนาคตของระบบคมนาคมสีเขียวอย่างเต็มตัว

เมื่อผนวกกับประวัติการให้บริการขนส่งสาธารณะภาคเหนือกว่า 60 ปี การตัดสินใจลงทุนใน EV และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด จึงสะท้อนให้เห็นถึง “การรักษาราก” ควบคู่กับ “การกล้าเปลี่ยน” ในเวลาเดียวกัน

เชื่อมกับอนาคตเมือง Greenpark Chiang Rai และบทบาทของศูนย์กลางใหม่

นอกจากโครงการ EV Greenbus และสถานีชาร์จ Fair Super Charge แล้ว กลุ่มกรีนแคปปิตอลยังวางแผนต่อยอดแนวคิดความยั่งยืนไปสู่รูปแบบพื้นที่เมืองและไลฟ์สไตล์ ผ่านโครงการ “Greenpark Chiang Rai” คอมมูนิตี้มอลล์แนวยั่งยืนที่กำหนดเปิดเฟสแรกในเดือนมกราคม 2569

โครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ผสานธรรมชาติ อัตลักษณ์ท้องถิ่น และความทันสมัย เป็นจุดเชื่อมทั้งด้านการเดินทาง การใช้ชีวิต และกิจกรรมของชุมชน หากมองในภาพรวม การพัฒนา Greenpark ควบคู่ไปกับ EV Greenbus และสถานีชาร์จ ถือเป็นการสร้าง “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) ที่ทำให้เรื่องการเดินทางสีเขียวไม่ใช่แค่บริการขนส่ง แต่เข้ามาเชื่อมกับวิถีชีวิตของคนเชียงรายและคนเหนือในภาพกว้าง

จากโครงการนำร่องสู่โจทย์ใหญ่เชิงนโยบาย

แม้โครงการ EV Greenbus จะสร้างความหวังใหม่ให้กับระบบขนส่งสาธารณะของภาคเหนือ แต่ในมุมมองเชิงโครงสร้าง นี่เป็นเพียง “ก้าวแรกของการเปลี่ยนผ่าน” ที่ยังต้องอาศัยทั้งนโยบายและความร่วมมือจากหลายภาคส่วนต่อเนื่อง

คำถามสำคัญที่ต้องติดตามต่อไป ได้แก่

  1. การขยายผลสู่ระบบโดยสารอื่น ๆ
    จะสามารถผลักดันให้รถโดยสารระหว่างจังหวัดสายอื่น และระบบขนส่งมวลชนภายในเมืองนำโมเดล EV ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร
  2. การสนับสนุนจากภาครัฐ
    นโยบายด้านภาษี เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือมาตรการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน จะมีบทบาทอย่างไรในการช่วยลดต้นทุนการลงทุนของเอกชน เพื่อให้ค่าโดยสารยังอยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้
  3. การยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเชิงระบบ
    หากโครงการ EV Greenbus สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์เชิงสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจนในระยะยาว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นฐานในการออกมาตรการหรือมาตรฐานใหม่ ๆ ด้านการปล่อยคาร์บอนจากภาคขนส่งหรือไม่

ในมิติของผู้โดยสาร สิ่งที่เห็นและสัมผัสได้ทันทีคือการเดินทางที่เงียบลง สะอาดขึ้น และเป็นมิตรต่อสุขภาพมากกว่าเดิม แต่ในมิติของระบบ นี่คือการทดลองสำคัญว่า “เมืองในภูมิภาค” อย่างเชียงใหม่และเชียงราย สามารถเป็นผู้นำด้านขนส่งสีเขียวในประเทศไทยได้จริงเพียงใด

EV Greenbus – การเดินทางที่มากกว่าจุดหมายปลายทาง

เมื่อมองย้อนกลับไปจากมุมมองของผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนเบาะวีไอพี มองผ่านกระจกใสรักษ์สิ่งแวดล้อมออกไปยังภูเขาและทุ่งนาในภาคเหนือ “การเดินทาง” อาจดูเหมือนเรื่องเดิม ๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน แต่ตัวเลข 960 ตันของคาร์บอนที่ลดลงต่อปี หรือน้ำมันดีเซลกว่า 1 ล้านลิตรที่ไม่ต้องถูกเผาไหม้ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้การเดินทางครั้งเดิมมีความหมายใหม่

วันนี้ EV Greenbus ไม่ได้เป็นเพียง “บริการเดินทาง” หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความพยายามร่วมกันของรัฐ เอกชน และชุมชน ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคมนาคมที่สะอาดขึ้น เป็นธรรมต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และตอบโจทย์เป้าหมาย NET ZERO ที่ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม

สำหรับเชียงใหม่และเชียงราย การมาถึงของ EV Greenbus และสถานีชาร์จ Fair Super Charge คือการเริ่มต้น “เส้นทางสายใหม่” ที่ไม่ได้วัดกันแค่ระยะทางเป็นกิโลเมตร แต่ยังวัดด้วย “คุณภาพอากาศที่ดีขึ้น” และ “อนาคตที่ยั่งยืน” ของคนทั้งภูมิภาคด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ที่สำนักงานกรีนบัส จังหวัดเชียงใหม่

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ENVIRONMENT

K Cement สัญลักษณ์ความร่วมมือ ไทย-กัมพูชา สู่ Net Zero

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา K Cement สัญลักษณ์แห่งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

กัมพูชา, 25 พฤษภาคม 2568 – ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาได้กลายเป็นตัวอย่างของความร่วมมือที่ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคม บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ภายใต้แบรนด์ “K Cement” ซึ่ง ตัว K ในภาษาอังกฤษย่อมาจากคำว่า “Khmer”  กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความสัมพันธ์นี้ ด้วยการลงทุนที่ยาวนานกว่า 33 ปีในกัมพูชา ซึ่งไม่เพียงสร้างงานและรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น แต่ยังนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

รากฐานแห่งความสัมพันธ์

ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 หลังจากที่กัมพูชาเริ่มฟื้นตัวจากยุคเขมรแดงและเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ SCG ได้ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในบริษัทไทยรายแรกที่มองเห็นศักยภาพของประเทศนี้ ในปี 1992 SCG ได้เริ่มต้นด้วยการจัดตั้ง SCG Trading เพื่อนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยและสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในกัมพูชา การเคลื่อนไหวในครั้งนั้นไม่เพียงแต่เป็นการขยายธุรกิจ แต่ยังเป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันซับซ้อน

การลงทุนของ SCG ในกัมพูชาเริ่มต้นจากความท้าทาย พื้นที่ที่เคยเป็นสมรภูมิในยุคเขมรแดงเต็มไปด้วยทุ่นระเบิดและความเสียหายจากสงคราม การพัฒนาพื้นที่เพื่อตั้งโรงงานจึงต้องเผชิญกับความยากลำบาก ตั้งแต่การเคลียร์พื้นที่จากระเบิดไปจนถึงการจัดการน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ อย่างไรก็ตาม SCG ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการลงทุนระยะยาว โดยมองเห็นโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชนท้องถิ่นควบคู่ไปกับการรักษาสภาพแวดล้อม

การลงทุนของ SCG และบทบาทด้านสิ่งแวดล้อม

ในปี 2004-2005 คณะกรรมการของ SCG ได้ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ด้วยการก่อสร้างโรงงานปูนซิเมนต์แห่งแรกในกัมพูชา ภายใต้แบรนด์ “K Cement” ซึ่งย่อมาจากคำว่า “Khmer” ที่แสดงถึงความเป็นท้องถิ่นและการยอมรับจากชุมชนกัมพูชา โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดกำปอด และเริ่มผลิตปูนซิเมนต์ในปี 2007 ด้วยมูลค่าการลงทุนราว 200-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน SCG มีการลงทุนในกัมพูชาคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในต่างประเทศของ SCG ที่มีมูลค่ารวม 390,000 ล้านบาท โดยกัมพูชาครองอันดับสาม รองจากเวียดนามและอินโดนีเซีย

วัฒนชัย คล้ายจินดา ผู้บริหารฝ่ายการบัญชีการเงิน และการลงทุน เอสซีจี กัมพูชา เปิดเผยว่า การลงทุนของ SCG ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลกำไร แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการผลิตปูนซิเมนต์คาร์บอนต่ำ SCG ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Operation Eco-Efficiency) ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การฟื้นฟูทรัพยากรน้ำ และการฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศ

“ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของเรา” นายวัฒนชัยกล่าวในระหว่างการนำเสนอที่ห้องประชุม Central Control Room (CCR) ของโรงงาน “เรามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์คาร์บอนต่ำ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และ Nature Positive โดยมีการลงทุนในนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและส่งเสริมความยั่งยืนในทุกมิติ”

SCG ยังได้พัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับชุมชน เช่น การปลูกป่าชดเชย การจัดการขยะ และการมอบทุนการศึกษาให้กับเยาวชนในกัมพูชา เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรบุคคล การดำเนินงานเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนท้องถิ่น

ความท้าทายและโอกาส

การลงทุนของ SCG ในกัมพูชาไม่ได้ปราศจากความท้าทาย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจกัมพูชาเผชิญกับความผันผวนจากผลกระทบของโควิด-19 และการลดลงของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งเป็นแหล่งลงทุนหลักของกัมพูชา ในปี 2019 อุตสาหกรรมการพนันออนไลน์ที่เคยเฟื่องฟูในเมืองสีหนุวิลล์ถูกสั่งห้ามโดยรัฐบาลกัมพูชา ส่งผลให้ชาวจีนจำนวนมากที่เข้ามาลงทุนในภาคนี้ถอนตัวออกไป ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็น 12% ของ GDP ในปี 2019 ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม SCG ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับวิกฤต โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ เช่น การทำงานจากทุกที่ (Work From Anywhere) และการใช้แนวปฏิบัติ Bubble & Seal เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ K Cement ยังสนับสนุนคู่ค้าและชุมชนด้วยการจัดหาอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ รวมถึงช่วยเหลือคู่ค้าที่ประสบปัญหาการเงินเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ในด้านสิ่งแวดล้อม K Cement ได้ริเริ่มโครงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในกัมพูชาเพื่อทำการสำรวจและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่รอบโรงงาน เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานจะไม่ทำลายระบบนิเวศ

สะพานสู่ความยั่งยืน

การลงทุนของ SCG ในกัมพูชาไม่เพียงแต่เป็นการขยายธุรกิจ แต่ยังเป็นการสร้างสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน การที่ SCG เลือกใช้แบรนด์ K Cement แทนการใช้ชื่อแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง แสดงถึงความเคารพต่อวัฒนธรรมและความรู้สึกของชาวกัมพูชา ในด้านเศรษฐกิจ SCG ได้สร้างงานให้กับชาวกัมพูชากว่า 700 ตำแหน่ง โดยมีพนักงานชาวไทยเพียง 20-25 คน ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในท้องถิ่น การลงทุนของ SCG ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดกำปอต เปลี่ยนจากพื้นที่นาข้าวรกร้างกลายเป็นชุมชนที่มีร้านค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นหลังจากการตั้งโรงงาน

ด้านสิ่งแวดล้อม การที่ SCG เป็นผู้นำในการผลิตปูนซิเมนต์คาร์บอนต่ำในกัมพูชาได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม แม้ว่าความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมในกัมพูชาจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ SCG ได้แสดงบทบาทผู้นำด้วยการนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้ และส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งอาจเป็นแรงบันดาลใจให้บริษัทอื่น ๆ ในกัมพูชาและภูมิภาคอาเซียนปฏิบัติตาม

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในอนาคตยังคงอยู่ โดยเฉพาะการแข่งขันจากโรงงานปูนซิเมนต์ของจีน แผ่นดินใหญ่ที่เน้นกลยุทธ์ด้านราคา ประกอบกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในกัมพูชา SCG จึงต้องรักษาจุดแข็งในด้านคุณภาพและความยั่งยืน เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 30% และขยายโอกาสในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น สนามบินใหม่ในพนมเปญและเสียมเรียบ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

จากข้อมูลของ SCG และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกัมพูชา

  • มูลค่าการลงทุนของ SCG ในกัมพูชา 15,000 ล้านบาท คิดเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในต่างประเทศทั้งหมด 390,000 ล้านบาท
  • จำนวนพนักงานในกัมพูชา 700 คน (90% เป็นชาวกัมพูชา) และพนักงานชาวไทย 20-25 คน
  • การลดการปล่อยคาร์บอน ปูนซิเมนต์คาร์บอนต่ำของ SCG ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับปูนซิเมนต์ทั่วไป
  • การฟื้นฟูพื้นที่ป่า SCG ได้ปลูกต้นไม้ชดเชยในกัมพูชากว่า 10,000 ต้นตั้งแต่ปี 2015 และมีแผนปลูกเพิ่มในปี 2025 ร่วมกับสถานทูตไทย
  • การจัดการขยะ โรงงานของ SCG ในกัมพูชาสามารถนำขยะมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนได้ถึง 15% ของพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิต
  • GDP ของกัมพูชา คาดการณ์เติบโต 4.8% ในปี 2023 ตามข้อมูลของรัฐบาลกัมพูชา และ 5.3% ตาม SCB EIC และ 5% ตาม Asian Development Ban

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG)
  • SCG Cambodia
  • กระทรวงเศรษฐกิจและการเงินกัมพูชา
  • SCB Economic Intelligence Center (SCB EIC)
  • Asian Development Bank
  • สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS NEWS

“กรุงไทย” และ “กลุ่ม สิงห์ เอสเตท” ก้าวสู่ Net Zero เชื่อมโยงคาร์บอนเครดิต ครั้งแรกในไทย

“กรุงไทย” และ “กลุ่ม สิงห์ เอสเตท” ก้าวสู่ Net Zero เชื่อมโยงคาร์บอนเครดิต ครั้งแรกในไทย

Facebook
Twitter
Email
Print

นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ หัวหน้าสำนักงานผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขอเชิญชวนร่วมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวทางรถไฟแนวใหม่ “นั่งรถไฟ KIHA183 ปลูกโกงกาง ที่บางปะกง” แบบวันเดย์ทริป เส้นทางกรุงเทพ – ฉะเชิงเทรา – กรุงเทพ วันที่ 4 มิถุนายน นี้ โดยพาอินเทรนด์ไปกับการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Tourism)  นำผู้โดยสารเดินทาง ด้วยรถไฟไทยสไตล์ญี่ปุ่น KIHA 183  ร่วมกิจกรรมปลูกป่าโกงกาง ปล่อยปู สร้างบ้านปลาคอนโดปู เที่ยวบ้านสวนเมล่อน เรียนรู้การปลูก รับต้นกล้าเมล่อนกลับไปปลูกต่อที่บ้าน พร้อมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์วัดกลางน้ำ ณ วัดหงส์ทอง และดื่มด่ำ ชมชิมช้อป ตลาดโบราณคลองสวน 100 ปี ศูนย์กลางการค้าที่สำคัญในอดีตที่ยังมีลมหายใจถึงปัจจุบัน  
 
สนใจรีบสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้ เพียง 1,499 บาท จำนวนจำกัด 200 ที่นั่งเท่านั้น  โดยราคาดังกล่าวรวมรถบัสปรับอากาศ พร้อมอาหาร 2 มื้อ มื้อเช้าสไตล์ญี่ปุ่น เบนโตะอาหารไทย และมื้ออาหารกลางวันแบบจัดเต็ม จองตั๋วได้ที่สถานีรถไฟและช่องทางจำหน่ายตั๋วในระบบออนไลน์ D-Ticket ของ รฟท. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง
 
สำหรับรายละเอียดการเดินทาง เริ่มลงทะเบียน สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) เวลา 07.00 น. จากนั้น 07.40 น.ออกเดินทางสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา  ด้วยขบวนรถพิเศษโดยสารที่ 993/994  ระหว่างทางเสิร์ฟอาหารเช้า เบนโตะอาหารไทย พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมระหว่างการเดินทางบนขบวนรถ KIHA 183 นอกจากนี้ผู้โดยสารจะได้พบกับจุด Unseen ซึ่งขบวนรถไฟจะจอดให้ผู้โดยสารชมวิวทิวทัศน์บริเวณกลางสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง มีลักษณะคล้ายรถไฟลอยน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ถึงสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา เวลา 10.00 น. เดินทางต่อโดยรถบัสปรับอากาศ สู่ตำบลท่าพลับ อำเภอบ้านโพธิ์ เที่ยวบ้านสวนเมล่อน เรียนรู้การปลูกต้นกล้าเมล่อนที่ช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกร และเดินทางต่อไปตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง เยี่ยมชนแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศป่าซายเลน โรงเรียนพระพิมลเสนี (พร้อม หงสกุล) นำทุกท่านร่วมกิจกรรม “รักษ์สิ่งแวดล้อมลดโลกร้อน ร่วมปลูกป่าชายเลน ปล่อยปู สร้างบ้านปลาคอนโดปู” ร่วมกันพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนของไทย

เวลา 12.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน ออกเดินทางต่อไปที่วัดหงษ์ทอง หรือ วัดกลางน้ำ ริมฝั่งอ่าวไทยบริเวณบ่าชายเลน เยี่ยมชมความงาม เจดีย์สีทองอร่าม 3 ชั้น ชั้นล่างประดิษฐานหลวงพ่อพุทธโสธรจำลองและพระพุทธรูปอื่น ๆ ไว้ให้กราบไหว้ขอพร ส่วนชั้น 2 มี หุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่สด หรือ พระมงคลเทพมุนี (สด จนทุสโร) วัดปากน้ำภาษีเจริญ องค์พระแก้วมรกตจำลองประดิษฐานอยู่ รวมถึงจัดแสดงภาพวาดพระมหากษัตริย์ตั้งแต่ในอดีตจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ส่วนชั้นบนสุดเป็น จุดชมวิวสามารถมองเห็นวิวทะเล พอเวลาน้ำขึ้นทำให้ดูเหมือนอาคารนี้ลอยอยู่กลางน้ำ และยังมีพระธาตุคงคามหาเจดีย์ เจดีย์สีเหลืองทองที่บรรจุพระธาตุพระอรหันต์อยู่ภายใน ตลอดจนมีพระอุโบสถของ วัดหงษ์ทอง ที่ตั้งอยู่กลางทะเลเช่นเดียวกัน
 
เวลา 15.00 น. ออกเดินทางไป ตลาดคลองสวน 100 ปี ตลาดที่อยู่ในสองจังหวัด มีเพียงสะพานไม้สูง ๆ ข้ามแม่น้ำเป็นเส้นแบ่งเขต โดยมีความรุ่งเรืองตั้งแต่อดีตซึ่งเป็นทางผ่านของเรือขนส่งทั้งคนและสินค้าระหว่างบางกอกกับฉะเชิงเทรา ซึ่งสามารถเลือกชม ชิม  ช้อป สินค้าของฝาก อาหารคาวหวาน และของที่ระลึก ได้ตามอัธยาศัย จากนั้น 16.30 น.ออกเดินทางไปสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา ถ่ายภาพที่ระลึกกับขบวนรถ KIHA 183 และเดินทางกลับสู่สถานีหัวลำโพง โดยระหว่างทางจอดรับส่งผู้โดยสาร ป้ายหยุดรถพระจอมเกล้า สถานีลาดกระบัง สถานีหัวหมาก สถานีคลองตัน สถานีมักกะสัน  ถึงสถานีหัวลำโพง โดยสวัสดิภาพ เวลา 18.30 น.  

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การรถไฟแห่งประเทศไทย

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE