เชียงรายเข้ม! กฎหมายดับไฟป่าโทษสูงสุด 30 ปี พร้อมเปิด 903 ห้องปลอดฝุ่นทั่วจังหวัดปี 2569
เชียงราย, 9 มกราคม 2569 – สนามหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย แถวขบวนรถดับเพลิง รถบรรทุกน้ำ และชุดลาดตระเวนดับไฟป่าจากทุกอำเภอเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางหมอกเช้าบางๆ ที่ยังปกคลุมเหนือยอดเขา นี่ไม่ใช่เพียงพิธีเปิดงานตามฤดูกาล แต่คือ “สัญญาณเริ่มต้นศึกใหญ่” ที่จังหวัดเชียงรายประกาศเดินหน้าเต็มกำลังกับวิกฤตไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส ไร้หมอกควัน” สำหรับปี 2569
ภายในพิธี Kick Off นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ย้ำต่อหน้าผู้แทนทุกหน่วยงาน ทหาร ตำรวจ ปกครอง ป่าไม้ สาธารณสุข ผู้นำชุมชน อาสาสมัครกู้ภัย และสื่อมวลชนว่า ปัญหาคุณภาพอากาศไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่เป็น “ลมหายใจร่วมกันของคนเชียงรายทุกคน” พร้อมประกาศให้การจัดการมลพิษทางอากาศและไฟป่าเป็น “ภารกิจเร่งด่วนระดับจังหวัด” ที่ต้องขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
บทเรียนจากปี 2568 จุดความร้อนลดฮวบ แต่รอยไหม้ในป่ากลับเพิ่ม
ก่อนจะเดินหน้าสู่แผนปี 2569 จังหวัดเชียงรายได้ย้อนดูข้อมูลปี 2568 อย่างละเอียด เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาเป็นเพียง “การดับไฟเฉพาะหน้า” หากแต่เป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวบนฐานข้อมูลที่ชัดเจน
รายงานจากศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 จังหวัดเชียงราย ระบุว่า ช่วง 1 กุมภาพันธ์ – 8 พฤษภาคม 2568 จังหวัดเชียงรายสามารถ “ลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspots)” ลงได้อย่างมีนัยสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติการณ์
- ปี 2567 พบจุดความร้อนสะสม 3,885 จุด
- ปี 2568 ลดลงเหลือเพียง 611 จุด
- คิดเป็นการลดลง 84.3%
แต่เมื่อหันไปดู “พื้นที่เผาไหม้จริง” จากภาพดาวเทียมกลับพบความจริงอีกด้านหนึ่ง
- ปี 2567 พื้นที่เผาไหม้รวม 62,521 ไร่
- ปี 2568 ลดลงเหลือ 52,311 ไร่ ลดลงประมาณ 16.33% เท่านั้น
เมื่อแยกตามลักษณะที่ดิน ข้อมูลยิ่งน่าจับตา
- พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกเผาเพิ่มขึ้นกว่า 58.8%
- พื้นที่ป่าอนุรักษ์ถูกเผาเพิ่มขึ้นกว่า 60%
- การเผาในแปลงข้าวโพดและไร่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นกว่า 234%
- การเผาในพื้นที่นาข้าวเพิ่มสูงขึ้นถึง 354%
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ “จำนวนจุดไฟ” จะน้อยลง แต่ “ไฟแต่ละจุดลุกลามกินพื้นที่มากขึ้น” โดยเฉพาะในเขตป่าและพื้นที่สูง ซึ่งเข้าถึงยากและดับยากกว่าเดิม สะท้อนว่าต้นตอสำคัญของปัญหายังเชื่อมโยงกับรูปแบบการใช้ที่ดิน การเตรียมพื้นที่เกษตร และกิจกรรมมนุษย์มากกว่าปัจจัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
เมื่อมองระดับอำเภอ ภาพความเหลื่อมล้ำยิ่งชัดเจนขึ้น
- อำเภอเวียงแก่น มีจุดความร้อนมากที่สุด 114 จุด โดยเฉพาะตำบลปอเพียงตำบลเดียวพบถึง 72 จุด
- อำเภอเวียงป่าเป้า พบ 95 จุด
- อำเภอพาน พบ 77 จุด
พื้นที่เหล่านี้ล้วนเป็นพื้นที่สูง พื้นที่ป่าสงวน และเขตไร่หมุนเวียนที่มีประวัติการเผาซ้ำซาก ขณะที่อำเภอเมืองเชียงรายและแม่สรวยกลับมีแนวโน้มดีขึ้นจากมาตรการเข้มข้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ภูมิประเทศแอ่งกระทะและ “ฝาชีอากาศ” ที่คลุมเชียงราย
หากถามว่าทำไมไฟป่าและหมอกควันในเชียงรายจึงรุนแรงกว่าหลายพื้นที่ในประเทศ คำตอบหนึ่งอยู่ที่ “ภูมิประเทศและสภาพอากาศ”
เชียงรายเป็นจังหวัดชายแดนที่โอบล้อมด้วยแนวเทือกเขาสูง เป็นเสมือน “แอ่งกระทะ” ทางภูมิศาสตร์ ทำให้การระบายอากาศในช่วงฤดูแล้งเป็นไปอย่างจำกัด รายงานการวิเคราะห์ทางอุตุนิยมวิทยาชี้ว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2568 อัตราระบายอากาศรายชั่วโมงของเชียงรายมักต่ำกว่า 5,000 ตารางเมตรต่อวินาที โดยเฉพาะช่วงเวลา 18.00–11.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็นกดทับและลมอ่อน
สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion)” ชั้นอากาศอุ่นด้านบนกดทับชั้นอากาศเย็นด้านล่าง ทำหน้าที่เหมือน “ฝาชีครอบเมือง” ดักควันไฟและฝุ่นละออง PM2.5 ไม่ให้ลอยตัวขึ้นสูง กระจายตัวไม่ได้ ฝุ่นจึงสะสมหนาแน่นใกล้พื้นดินและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน
อำเภอเมืองเชียงราย แม่สาย และเชียงของ คือสามพื้นที่ที่ “รับผลเต็มๆ” เพราะตั้งอยู่ตามเส้นทางลมจากลุ่มน้ำโขง เมื่อรวมกับลักษณะภูเขาโอบล้อม จึงไม่ต่างจากการนำควันไฟจากทั้งภูเขาและประเทศเพื่อนบ้านมารวมกันไว้ในแอ่งเดียว
สถิติ PM2.5 ภาพรวมดีขึ้น แต่ชายแดนยังวิกฤต
ด้านคุณภาพอากาศ ภาพรวมของปี 2568 มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน
- ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ทั้งปีของเชียงรายอยู่ที่ 39.18 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลดลงจากปี 2567 ที่ 52.63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือลดลงประมาณ 25.5%
- จำนวนวันที่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกินเกณฑ์มาตรฐาน (37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ลดจาก 64 วัน เหลือ 42 วัน หรือลดลงราว 34.4%
หากดูเป็นรายสถานีตรวจวัดภาพจะคมชัดยิ่งขึ้น
- สถานีตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ค่าเฉลี่ยลดลงราว 30% แสดงถึงผลของมาตรการในเมืองที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม
- แต่ที่สถานีตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย กลับยังเป็น “จุดวิกฤต” ของจังหวัด พบวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานถึง 62 วัน และวันที่ 10 เมษายน 2568 ค่าฝุ่นพุ่งสูงสุดถึง 123.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับสีแดง “มีผลกระทบต่อสุขภาพ”
- ที่อำเภอเชียงของ ค่าฝุ่นสูงสุดในช่วงวิกฤตอยู่ที่ประมาณ 94.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม้ไม่สูงเท่าแม่สาย แต่ก็เกินมาตรฐานอย่างมาก
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า แม้มาตรการควบคุมการเผาและจุดความร้อนภายในจังหวัดจะได้ผล แต่ “ฝุ่นจำนวนมากไม่ได้เกิดในเชียงรายเท่านั้น” หากมาจากการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าของประเทศเพื่อนบ้านตามแนวลุ่มน้ำโขง ซึ่งถูกลมพัดเข้าสู่พื้นที่ชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง
หมอกควันข้ามพรมแดน ปัญหาที่เชียงรายแก้ลำพังไม่ได้
ข้อมูลจาก GISTDA และหน่วยงานด้านดาวเทียมของไทยชี้ว่า ในช่วงต้นฤดูแล้งปี 2568 มีการสะสมของจุดความร้อนจำนวนมากในเมียนมา ลาว และกัมพูชา ทิศทางลมช่วงดังกล่าวพัดจากทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านแนวเทือกเขาและลุ่มน้ำโขงก่อนจะมาสะสมตัวในภาคเหนือตอนบน
ดังนั้นแม้จุดความร้อนในเชียงรายจะลดลงอย่างมาก แต่ควันไฟจากนอกพรมแดนยังไหลทะลักเข้าเมือง โดยจังหวัดชายแดนอย่างแม่สายเปรียบเสมือน “ด่านหน้ารับฝุ่น” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหานี้จึงถูกยกระดับเป็นประเด็นเชิงนโยบาย ที่ต้องอาศัยทั้งการหารือระดับภูมิภาคในกรอบลุ่มน้ำโขง และกลไกความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน
ยุทธศาสตร์ 2569 Single Command และ 3R Model เดินคู่เทคโนโลยีดาวเทียม
บนฐานข้อมูลดังกล่าว จังหวัดเชียงรายจึงออกแบบยุทธศาสตร์ปี 2569 ให้ “เข้มข้นกว่าที่ผ่านมา” ทั้งในด้านการสั่งการ การป้องกัน การเผชิญเหตุ และการฟื้นฟู โดยใช้แนวคิดหลัก 2 ส่วน คือ Single Command และ 3R Model
1) Single Command – สั่งการจุดเดียว เชื่อมทุกภาคส่วน
จังหวัดได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 อย่างเป็นทางการ ทำหน้าที่เป็น “สมองกลาง” ในการรวบรวมข้อมูลจากดาวเทียม ระบบแจ้งเหตุ Tamfire ข้อมูลคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ และรายงานภาคสนามจากอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ ก่อนจะสั่งการไปยังอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน
ระบบ Single Command ช่วยให้การตอบโต้เหตุไฟป่าและจุดความร้อนทำได้ “รวดเร็วและแม่นยำ” มากขึ้น เจ้าหน้าที่สามารถเข้าพื้นที่ได้ก่อนที่ไฟจะลุกลามเป็นวงกว้าง ลดโอกาสเกิด Burn Scars ขนาดใหญ่แบบที่เคยเกิดในปีที่ผ่านมา
2) 3R Model – เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนพืช เปลี่ยนเศษวัสดุ
ในมิติการจัดการเชื้อเพลิง จังหวัดเชียงรายนำ 3R Model มาปรับใช้ร่วมกับภาคเกษตรอย่างจริงจัง
- Re-Habit – ปรับพฤติกรรม
รณรงค์ให้เกษตรกรลดและเลิกการเผาในที่โล่ง หันมาใช้วิธีจัดการเศษวัสดุด้วยการไถกลบ ทำปุ๋ยหมัก และทำนาเปียกสลับแห้งซึ่งช่วยลดทั้งควันและก๊าซเรือนกระจก - Replace with High Value Crops – เปลี่ยนเป็นพืชมูลค่าสูง
จังหวัดผลักดันให้ “กาแฟ” กลายเป็นพืชยุทธศาสตร์บนพื้นที่สูง โดยปี 2568 เชียงรายก้าวขึ้นเป็น ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ผลผลิตรวมราว 4,850 ตัน การปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ ช่วยให้ชาวบ้านหวงแหนป่า ลดแรงจูงใจในการบุกรุกพื้นที่ใหม่ และลดการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ไร่หมุนเวียน - Replace with Alternate Uses – แปรรูปเศษวัสดุ
เศษฟางข้าว ตอซัง และซากพืชไร่ถูกแปรรูปเป็นปุ๋ยชีวภาพ ชีวมวล และอาหารสัตว์ มีกำลังการจัดการวัสดุเหลือใช้รวมมากกว่า 5 แสนตัน ในปีที่ผ่านมา โดยเพียงเครื่องอัดฟางก็สามารถอัดฟางข้าวได้รวมกว่า 183,000 ตัน
มาตรการ 3R นี้ถูกออกแบบให้เดินคู่กับความร่วมมือจากภาคเอกชน เช่น โครงการ “Zero Burn” และการนำเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วยจัดการในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ลดภาระแรงงานคนและลดแรงจูงใจในการเผา
กฎหมายเข้ม–สุขภาพต้องมาก่อน ห้องปลอดฝุ่น 903 แห่งทั่วจังหวัด
อีกด้านหนึ่งของยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส” คือการคุ้มครองสุขภาพประชาชนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
ในมิติสุขภาพ จังหวัดเชียงรายจัดตั้ง ห้องปลอดฝุ่น (Dust-free Rooms) รวม 903 แห่ง กระจายอยู่ในโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียน และศูนย์ชุมชน สำหรับเป็นที่พักพิงชั่วคราวในวันที่ค่าฝุ่นพุ่งสูง ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก และผู้สูงอายุสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ปลอดภัยเหล่านี้ได้
ตลอดปีที่ผ่านมา จังหวัดได้แจกจ่ายหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 รวมกว่า 1.12 ล้านชิ้น ทั้งยังมีการตรวจสุขภาพอาสาสมัครดับไฟป่าเกือบ 3,700 ราย และลงพื้นที่เยี่ยมบ้านกลุ่มเสี่ยงกว่า 11,000 ราย เพื่อติดตามผลกระทบด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ด้านกฎหมายก็เข้มงวดไม่แพ้กัน
- จังหวัดประกาศช่วง “ห้ามเผาโดยเด็ดขาด” ราว 92 วัน ตั้งแต่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม ของทุกปี
- การเผาป่าในเขตอุทยานหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีโทษจำคุกสูงสุด 30 ปี หรือปรับสูงสุด 3 ล้านบาท
- เกษตรกรที่ยังฝ่าฝืนการเผา จะถูกบันทึกประวัติและ ตัดสิทธิ์รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ตามมาตรการ “ไม่เผา ไม่เสียสิทธิ์”
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายย้ำระหว่างพิธี Kick Off ว่า “การบังคับใช้กฎหมายไม่ใช่เพื่อจับคนของเราเอง แต่เพื่อปกป้องลมหายใจของทั้งจังหวัด หากเราปล่อยให้การเผากลายเป็นเรื่องปกติ สุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวจะเสียหายมากกว่าที่ใครคาดคิด”
เทคโนโลยีดาวเทียม–แอปพลิเคชัน–ข้อมูลเรียลไทม์ อาวุธใหม่ในสมรภูมิหมอกควัน
หนึ่งในหัวใจของยุทธศาสตร์ปี 2569 คือการดึง “เทคโนโลยี” มาเป็นอาวุธหลักในการบริหารจัดการสถานการณ์
จังหวัดเชียงรายใช้ข้อมูลจากดาวเทียม VIIRS และ MODIS เพื่อติดตามจุดความร้อนแบบรายวัน และใช้แนวคิด Time Series วิเคราะห์รูปแบบการเกิดไฟป่าซ้ำซากในแต่ละพื้นที่ ทำให้สามารถคาดการณ์ช่วงเวลาและจุดเสี่ยงล่วงหน้าได้
ระบบ Tamfire ถูกใช้เป็นแพลตฟอร์มแจ้งเหตุและสั่งการในภาคสนาม ขณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชัน Air4Thai และ AirBKK ได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจเรื่องการสวมหน้ากาก หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้บริการห้องปลอดฝุ่นในวันที่ค่าฝุ่นสูง
จากวิกฤตสู่โอกาส เชียงรายฟ้าใสกับเศรษฐกิจสีเขียว
แม้ไฟป่าและหมอกควันจะเป็นวิกฤตซ้ำซาก แต่ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ จังหวัดเชียงรายกำลังพยายาม “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส” ผ่านการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
การส่งเสริมกาแฟคุณภาพสูงบนพื้นที่สูง การผลักดันเกษตรกรรมยั่งยืน และการแปรรูปชีวมวลทางการเกษตร เป็นตัวอย่างของการใช้ “เครื่องมือเศรษฐกิจ” แทน “การสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว” เพราะเมื่อเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงจากพืชมูลค่าสูงและจากการขายเศษวัสดุแทนการเผา พวกเขาย่อมมีแรงจูงใจที่จะร่วมมือกับนโยบาย “จังหวัดไม่เผา” มากขึ้น
ในมุมของภาพลักษณ์ ระยะยาวหากเชียงรายสามารถลดหมอกควันได้อย่างต่อเนื่อง เมืองชายแดนแห่งนี้จะไม่ได้เป็นเพียง “จุดหมายท่องเที่ยวหน้าหนาว” แต่จะกลายเป็น “เมืองท่องเที่ยวสีเขียวที่ห่วงใยสุขภาพ” ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลกยุคหลังโควิด
ศึกยาวของ “เชียงรายฟ้าใส” ที่ต้องสู้ทั้งในจังหวัดและในภูมิภาค
ตัวเลขปี 2568 บอกเราว่า จังหวัดเชียงราย “เดินมาถูกทาง” ในการลดจำนวนจุดความร้อนและค่าฝุ่นเฉลี่ยรายปี แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนว่า “สมรภูมิยังไม่จบ” เพราะพื้นที่ป่าที่ถูกเผาและมลพิษจากประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเผชิญในทศวรรษหน้า
ปี 2569 จึงเป็นปีที่เชียงรายยกระดับยุทธศาสตร์ “เชียงรายฟ้าใส” ด้วยการผนึกกำลังทุกภาคส่วน ใช้เทคโนโลยีข้อมูลเป็นฐาน ใช้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นแรงขับเคลื่อน ใช้กฎหมายคุมเข้ม และใช้เครือข่ายชุมชนกับอาสาสมัครเป็นด่านหน้าในพื้นที่
เหนือสิ่งอื่นใด การ Kick Off ในวันนี้ไม่ใช่เพียงพิธีเปิดแผนงานราชการ หากเป็นการส่งสารไปถึงคนเชียงรายทุกคนว่า “ลมหายใจของเมืองนี้ อยู่ในมือของเราทุกคน” การงดเผา การแจ้งเหตุไฟป่า การดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว รวมถึงการร่วมกันผลักดันให้ภาครัฐเดินหน้าความร่วมมือระดับภูมิภาค คือส่วนหนึ่งของการคืนท้องฟ้าสีฟ้าให้จังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
- ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 จังหวัดเชียงราย
- สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคและกรมควบคุมมลพิษ (ข้อมูลสถานี ต.เวียง, ต.เวียงพางคำ และ ต.เวียง อ.เชียงของ)
- สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA
- ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดเชียงราย
- จังหวัดเชียงรายและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
- สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย









