Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

วิกฤตสารหนูแม่น้ำกกครบ 1 ปี เครือข่ายประชาชนกดดันรัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

วิกฤตสารหนูแม่น้ำกกครบ 1 ปี เครือข่ายเชียงรายกดดันรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปมข้ามพรมแดน

เชียงราย,8 มีนาคม 2569 — ครบหนึ่งปีพอดีหลังการตรวจพบ สารหนูและโลหะหนัก ในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายตั้งแต่มีนาคม 2568 เสียงจากชุมชนริมฝั่งน้ำในจังหวัดเชียงรายไม่ได้เบาลงตามเวลา ตรงกันข้าม มันกลับดังขึ้นในจังหวะที่สังคมเริ่มตระหนักว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องคุณภาพน้ำรายจุด แต่กำลังขยายตัวเป็นคำถามใหญ่ต่อ สุขภาพสาธารณะ ความมั่นคงทางทรัพยากร และความสัมพันธ์ข้ามพรมแดน เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 เครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงรายและภาคีประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน กว่า 200 คน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหา โดยชี้ว่าผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านกำลังย้อนกลับมาสะสมเป็นต้นทุนด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของคนไทย ขณะที่ภาครัฐยืนยันว่าหลายค่าตรวจวัดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและยังไม่พบข้อมูลว่าประชาชนส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะอันตรายเฉียบพลัน ความจริงของพื้นที่จึงไม่ใช่ภาพขาวดำ หากเป็นสถานการณ์ที่ ข้อมูลวิทยาศาสตร์ยังต้องเดินต่อพร้อมกับความกังวลของชุมชนที่รอช้าไม่ได้อีกแล้ว

1 ปีแห่งวิกฤตที่ยังไม่จบ

หากนับจากมีนาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 ภาพรวมที่ชัดที่สุดคือ ปัญหายังไม่ยุติ แต่รูปแบบของปัญหาเปลี่ยนไป จากช่วงแรกที่สังคมจับตาเพียงการพบสารหนูในน้ำผิวดิน มาถึงช่วงล่าสุดที่คำถามขยายไปสู่ตะกอนดิน ระบบประปาหมู่บ้าน อาหาร สัตว์น้ำ และร่างกายของคนในพื้นที่เอง เอกสารประชาสัมพันธ์ของกรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่า กรมควบคุมมลพิษติดตามคุณภาพน้ำมาแล้วอย่างน้อย 15 ครั้งตั้งแต่มีนาคม 2568 และผลรอบ 13 ถึง 16 มกราคม 2569 พบว่าในแม่น้ำกก ค่าตรวจส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีบางจุดในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่พบสารหนูเกินเกณฑ์เล็กน้อย 0.011 ถึง 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะเดียวกันการเฝ้าระวังน้ำประปาหมู่บ้านของพื้นที่เสี่ยงส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีบางระบบที่พบความเสี่ยงและต้องเก็บตรวจซ้ำ ข้อมูลชุดนี้บอกเราอย่างหนึ่งชัดมากว่า สถานการณ์ไม่ได้อยู่ในภาวะล่มสลายทันที ทว่าก็ยังไม่ใช่จุดที่รัฐสามารถประกาศปิดคดีได้ เพราะเมื่อการปนเปื้อนบางจุดยังเกิดขึ้นซ้ำ และเมื่อประชาชนยังตั้งคำถามต่อผลสะสมระยะยาว

ภาพที่ชวนคิดมากขึ้นคือ เมื่อเราย้ายสายตาจากน้ำผิวดินไปดู ตะกอนดิน สถานการณ์กลับมีน้ำหนักอีกแบบ เอกสารของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า ในแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง มีหลายจุดที่พบค่าสารหนูในตะกอนดินเกินระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน และบางจุดถึงระดับที่เป็นอันตรายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผลตรวจช่วงมกราคม 2569 ที่ยังพบการเกินเกณฑ์ในหลายตำแหน่งของแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก รวมถึงบางจุดในแม่น้ำโขง นี่คือรายละเอียดที่สำคัญมาก เพราะแม้ประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้สัมผัสตะกอนดินทุกวัน แต่ตะกอนคือที่สะสมของปัญหา และเชื่อมตรงไปยังระบบนิเวศ สัตว์น้ำ และห่วงโซ่อาหาร ความหมายของคำว่า ฟื้นฟูแม่น้ำ จึงไม่ใช่แค่ให้น้ำใสขึ้นในสายตา หากต้องหมายถึงการจัดการมลพิษที่ฝังอยู่ในระบบด้วย มิฉะนั้นแม่น้ำอาจดูนิ่งขึ้นชั่วคราว แต่ยังบรรทุกความเสี่ยงไว้ข้างใต้ตลอดเวลา

7 มีนาคม 2569 วันที่ข้อเรียกร้องดังขึ้นอีกครั้ง

แถลงการณ์ของเครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงรายเมื่อ 7 มีนาคม 2569 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวาระสาธารณะ เพราะมันไม่ได้พูดแค่เรื่องการตรวจพบสารพิษ แต่ยกระดับเป็น ข้อเรียกร้องทางนโยบาย ที่เจาะตรงถึงรัฐบาลใหม่ ทั้งการให้หยุดนำเข้าแร่ ยกเลิกข้อตกลงที่ชุมชนมองว่าเชื่อมโยงกับต้นตอปัญหา เร่งเจรจาปิดเหมืองต้นน้ำ จัดตั้งมาตรการเยียวยา ยกระดับการเฝ้าระวังสุขภาพและคุณภาพน้ำ และเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ความแรงของแถลงการณ์ยังอยู่ที่ถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ซึ่งสรุปความรู้สึกของพื้นที่ได้อย่างคมว่า จีนได้แร่ เมียนมา ว้า ได้เงิน ไทยได้พิษ ประโยคนี้ไม่ใช่เพียงสโลแกนเพื่อปลุกอารมณ์ แต่เป็นการตั้งโจทย์เรื่องความไม่สมดุลของผลประโยชน์และภาระต้นทุนข้ามพรมแดนอย่างตรงไปตรงมา และเพราะมันเกิดขึ้นหลังการเฝ้าระวังมาครบหนึ่งปีพอดี จึงยิ่งทำให้สาธารณชนอ่านแถลงการณ์ฉบับนี้เป็นการประเมินผลงานรัฐโดยพฤตินัย ว่าที่ผ่านมาอาจมีการทำงานอยู่จริง แต่ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้คนริมแม่น้ำได้เพียงพอ

อีกด้านหนึ่ง แถลงการณ์ดังกล่าวยังน่าสนใจเพราะขยับกรอบปัญหาจาก แม่น้ำกก ไปสู่ กก สาย รวก โขง และสาละวิน นั่นหมายความว่าภาคประชาชนกำลังสื่อว่าเรื่องนี้ไม่ควรถูกลดรูปให้เป็นปัญหาเฉพาะลำน้ำเดียวหรืออำเภอเดียว แต่เป็นระบบลุ่มน้ำที่เชื่อมกันทั้งในทางนิเวศและทางการเมือง และเมื่อเครือข่ายประกาศเตรียมจัดกิจกรรมวันที่ 22 มีนาคม 2569 ซึ่งตรงกับ วันน้ำโลก ของสหประชาชาติ พร้อมพิธีสืบชะตาแม่น้ำกกและการยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลอีกครั้ง ก็ยิ่งสะท้อนว่าชุมชนกำลังพยายามย้ายเวทีจากวงสนทนาเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบไปสู่เวทีสาธารณะระดับกว้างขึ้น การรายงานการก่อตัวของ ขบวนการสังคมเพื่อสิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาดและข้อมูลที่เชื่อถือได้ ซึ่งอาจมีผลต่อการกำหนดนโยบายในระยะต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อรัฐบอกว่ายังคุมได้ แต่ชุมชนบอกว่าความเสี่ยงกำลังสะสม

ความต่างของน้ำหนักภาษา ระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรค ยืนยันว่าหลายค่าตรวจวัดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ประชาชนส่วนใหญ่ยังสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ และมีการวางระบบเฝ้าระวังเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจน้ำประปาหมู่บ้าน การตรวจอาหาร การเก็บปัสสาวะกลุ่มเสี่ยง และการติดตามสุขภาพระยะยาว 5 ปี ขณะเดียวกันฝ่ายชุมชนและนักวิชาการภาคสนามกลับเน้นว่า มาตรฐานความปลอดภัยรายครั้ง อาจไม่ตอบคำถามเรื่องการสะสมในชีวิตจริง โดยเฉพาะกรณีคนที่ใช้ชีวิตกับแม่น้ำอย่างต่อเนื่องผ่านการกิน ดื่ม จับปลา ทำเกษตร หรือสัมผัสสิ่งแวดล้อมริมฝั่งน้ำ ความต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำลังผิดทั้งหมด แต่มันสะท้อนว่ารัฐกำลังสื่อด้วยกรอบการจัดการความเสี่ยงแบบราชการ ขณะที่ชุมชนกำลังสื่อด้วยกรอบประสบการณ์จริงของคนที่รับภาระความไม่แน่นอนทุกวัน และเมื่อสองกรอบนี้ยังไม่บรรจบกัน ความไม่ไว้วางใจย่อมขยายตัวได้ง่าย

สิ่งที่ทำให้ข้อถกเถียงนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ สารหนูไม่ใช่สารที่ผลกระทบจะปรากฏชัดทันทีเสมอไป องค์การอนามัยโลกระบุว่าการรับสารหนูอนินทรีย์ในระดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง อาจก่อพิษเรื้อรังที่ใช้เวลาพัฒนาเป็นปี และเชื่อมโยงกับโรคหลายระบบตั้งแต่ผิวหนัง ระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงมะเร็งบางชนิด ข้อมูลนี้ทำให้ถ้อยคำของชุมชนเรื่องภัยเงียบไม่ใช่การขยายความเกินจริงโดยไม่มีฐานวิชาการ ขณะเดียวกัน รัฐก็มีเหตุผลของตัวเองในการสื่อสารไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกเกินจำเป็น เพราะผลตรวจจำนวนมากยังไม่ถึงระดับสรุปว่าเกิดอันตรายทันทีต่อประชาชนส่วนใหญ่ การถือสมดุลจึงไม่ใช่การเฉลี่ยน้ำหนักคำพูดให้เท่ากันทุกฝ่าย แต่คือการอธิบายให้ผู้อ่านเห็นว่า ความเสี่ยงระยะยาว กับ ความปลอดภัยระยะสั้น อาจอยู่ร่วมกันได้ในเวลาเดียวกัน และนี่เองคือความยากของปัญหาที่แม่น้ำกกกำลังเผชิญอยู่

งานวิจัยชาวบ้านไม่ใช่เรื่องรอง แต่กำลังกลายเป็นหลักฐานชุดสำคัญ

ท่ามกลางความไม่ลงรอยของชุดข้อมูลและภาษาการสื่อสาร งานวิจัยชาวบ้าน กลับกลายเป็นตัวแปรที่น่าจับตาที่สุดชิ้นหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตร่วมกับชุมชนชาวประมงในพื้นที่ลุ่มน้ำกกเริ่มปฏิบัติการสำรวจองค์ความรู้ท้องถิ่นเรื่องพันธุ์ปลาและภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ โดยในเบื้องต้นศึกษาครอบคลุม 6 ชุมชนและพบพันธุ์ปลาอย่างน้อย 92 ชนิด การขยับครั้งนี้สำคัญเพราะชุมชนไม่ได้กำลังทำข้อมูลเพื่อเล่าเรื่องความรู้สึกเท่านั้น แต่กำลังสร้าง หลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อยืนยันว่าแม่น้ำเส้นนี้มีความหมายเชิงนิเวศและเชิงเศรษฐกิจอย่างไร และหากปล่อยให้การปนเปื้อนยืดเยื้อ ความเสียหายจะไม่ใช่เรื่องนามธรรม การวิจัยลักษณะนี้ยังมีคุณค่าอีกชั้น เพราะสามารถบันทึกรายละเอียดวิถีชีวิต การจับปลา จุดเสี่ยง และภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่งานวิชาการกระแสหลักบางครั้งเก็บไม่ครบ จึงไม่น่าแปลกที่ข้อมูลจากชาวบ้านจะถูกเตรียมนำเสนอในเวทีสาธารณะช่วงวันน้ำโลก เพื่อผลักให้รัฐมองเห็นความเสียหายที่วัดด้วยตัวเลขทางราชการเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ

ในความหมายที่ลึกกว่าเดิม งานวิจัยชาวบ้านกำลังบอกสังคมว่า เจ้าของความรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในห้องแล็บ คนที่อยู่กับแม่น้ำทุกวันต่างหากที่มองเห็นสัญญาณผิดปกติได้เร็วที่สุด และรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของสี กลิ่น ความขุ่น หรือการหายไปของสัตว์น้ำบางชนิด แปลว่าอะไรต่อวิถีชีวิตของชุมชน แน่นอน งานวิจัยประเภทนี้ยังต้องทำงานร่วมกับมาตรฐานวิทยาศาสตร์และการตรวจยืนยันจากหน่วยงานอ้างอิง แต่การมีอยู่ของมันช่วยปิดช่องว่างระหว่างรัฐกับพื้นที่ได้อย่างมีพลัง เพราะเมื่อชุมชนมีข้อมูลในมือ ชุมชนก็ไม่ได้เป็นเพียงผู้ร้องทุกข์ แต่กลายเป็น ผู้ร่วมผลิตความรู้และผู้กำหนดข้อเสนอเชิงนโยบาย ด้วย และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมประเด็นแม่น้ำกกในปีนี้จึงไม่เหมือนปีที่ผ่านมา เพราะชาวบ้านไม่ได้แค่รอคำตอบอีกต่อไป แต่กำลังเขียนคำถามและรวบรวมหลักฐานด้วยตัวเองแล้ว

ตัวเลขสุขภาพที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว

จุดที่ทำให้สถานการณ์แม่น้ำกกเปลี่ยนสถานะจากข่าวสิ่งแวดล้อมไปเป็นข่าวสาธารณสุขอย่างเต็มตัว คือชุดข้อมูลการเฝ้าระวังสุขภาพที่ถูกเปิดเผยในช่วงปลายกุมภาพันธ์และต้นมีนาคม 2569 เอกสารสรุปของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในกลุ่มตัวอย่างที่มีการตรวจ ปัสสาวะ 362 คน พบค่าเกินมาตรฐาน 7 ราย และเมื่อตรวจสุขภาพซ้ำพบว่ายังมี 1 รายที่ค่าเกินมาตรฐาน ขณะเดียวกันข้อมูลการตรวจ เล็บ 90 ราย พบว่ามี 16 รายเกินเกณฑ์เทียบเคียงจากงานวิจัยที่ผ่านมา และกรมควบคุมโรคจึงประกาศขยายการเฝ้าระวัง โดยเก็บปัสสาวะยืนยันให้กลุ่ม 16 รายดังกล่าวภายใน 1 สัปดาห์ พร้อมวางแผนเก็บตัวอย่าง มากกว่า 1,400 คน ครอบคลุมพื้นที่แม่น้ำอื่นที่เกี่ยวข้องและกลุ่มเกษตรกร ข้อมูลเหล่านี้มีความหมายมาก เพราะอย่างน้อยมันชี้ว่ารัฐเองก็ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียงข้อกังวลเชิงจิตวิทยา แต่ยอมรับว่าจำเป็นต้องมีการติดตามเป็นระบบและระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อกรมควบคุมโรคอธิบายชัดว่าการตรวจปัสสาวะสะท้อนการรับสัมผัสในช่วง 1 ถึง 2 เดือน ส่วนเล็บหรือเส้นผมสะท้อนการรับสัมผัสเรื้อรังเกิน 6 เดือนขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ต้องถูกอ่านด้วยความระมัดระวังเช่นกัน เพราะฝั่งจังหวัดและหน่วยงานรัฐยังย้ำว่า ข้อมูลบางชุดยังมีความไม่แน่นอน ทั้งจากขนาดตัวอย่างที่ยังจำกัดและปัจจัยรบกวน เช่น การพ่นสารกำจัดศัตรูพืชใกล้ช่วงเวลาเก็บตัวอย่าง ทำให้มีคำสั่งให้เก็บตัวอย่างซ้ำตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด พร้อมทำแผนที่ความเสี่ยงเพื่อแยกแยะว่าต้นตอสารหนูมาจากกิจกรรมเหมือง ภาคเกษตร หรือปัจจัยธรรมชาติ ตัวเลขเริ่มบอกว่ามีเหตุให้ต้องเฝ้าระวังจริง และสอง ตัวเลขยังไม่ใช่คำพิพากษาสุดท้ายเรื่องต้นตอและระดับความรุนแรงทั้งหมด แต่ต่อให้ยังไม่ถึงคำพิพากษา มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ข่าวนี้หลุดพ้นจากคำว่าเรื่องเล็ก เพราะเมื่อร่างกายคนเริ่มเข้ามาอยู่ในสมการ ความเร่งด่วนของการจัดการย่อมเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

ผลกระทบที่กำลังลามไปถึงอาชีพและความเชื่อมั่นของจังหวัด

แม้ข้อมูลทางเศรษฐกิจความเสียหายโดยตรงยังไม่มีการสรุปตัวเลขอย่างเป็นทางการในชุดข้อมูลล่าสุด แต่ข้อเท็จจริงหลายชิ้นกำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่คุณภาพน้ำ ภาคประมงพื้นบ้านต้องลุกขึ้นเก็บข้อมูลปลาเอง ภาคสาธารณสุขต้องสื่อสารกับชุมชนและกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง ภาคประชาสัมพันธ์ต้องเตรียมข้อมูลสองชุดแยกระหว่างผู้เชี่ยวชาญกับประชาชนทั่วไปเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายก็สั่งให้ทุกฝ่ายสื่อสารบนฐานวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกจนเกินไปและไม่ให้กระทบภาคท่องเที่ยวเกินจำเป็น ข้อเท็จจริงเหล่านี้สะท้อนร่วมกันว่า แม่น้ำกกไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็น สินทรัพย์ทางความเชื่อมั่น ของจังหวัดด้วย เมื่อประชาชนเริ่มถามว่าน้ำปลอดภัยหรือไม่ ปลาในแม่น้ำยังกินได้แค่ไหน พื้นที่ริมน้ำยังน่าอยู่น่าเที่ยวเพียงใด ผลสะเทือนจึงวิ่งต่อไปถึงรายได้ครัวเรือน ร้านอาหาร ชุมชนประมง และภาพลักษณ์ของเชียงรายโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในเชิงยุทธศาสตร์ ปัญหานี้ยังบีบให้จังหวัดต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่าง การปกป้องความจริง กับ การปกป้องความเชื่อมั่น หากสื่อสารเบาเกินไป คนในพื้นที่จะรู้สึกว่ารัฐไม่จริงใจ หากสื่อสารหนักเกินไปโดยไม่มีข้อมูลรองรับ ก็อาจกระทบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของจังหวัดแบบเกินจำเป็น ดังนั้นโจทย์สำคัญในระยะต่อไปไม่ใช่แค่การตรวจเพิ่ม แต่คือการทำให้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และชุมชนสามารถวางบนโต๊ะเดียวกันได้อย่างโปร่งใส เพราะในสังคมข่าวสารที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจากหลายทิศทาง การปกปิดหรือพูดไม่ครบอาจทำลายความเชื่อถือได้เร็วกว่าค่าปนเปื้อนในน้ำเสียอีก และนี่คือบทเรียนที่ใหญ่กว่ากรณีแม่น้ำกกเอง นั่นคือ การจัดการวิกฤตสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ต้องจัดการความรู้และความเชื่อมั่นพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นต่อให้ตัวเลขดีขึ้น ความรู้สึกของผู้คนอาจยังไม่กลับมา

ทางออกที่รัฐบาลใหม่ถูกคาดหวังมากที่สุด

เมื่อมองจากข้อมูลทั้งหมด ทางออกที่สังคมคาดหวังจากรัฐบาลใหม่มีอย่างน้อย 4 ด้านที่ต้องเดินพร้อมกัน ด้านแรกคือ การจัดการต้นตอ ซึ่งในวันนี้ภาคประชาชนชี้ไปที่กิจกรรมเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำและเรียกร้องให้ใช้กลไกระหว่างประเทศอย่างจริงจัง ขณะที่ภาครัฐยังอยู่ระหว่างเก็บตัวอย่างซ้ำและทำแผนที่ความเสี่ยงเพื่อยืนยันแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ ด้านที่สองคือ การเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแบบต่อเนื่อง โดยต้องทำให้ข้อมูลรายรอบตรวจวัดเปิดเผย เข้าใจง่าย และเปรียบเทียบได้ ด้านที่สามคือ มาตรการเยียวยาและคุ้มครองรายได้ สำหรับกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบหรือมีภาระจากความไม่แน่นอน เช่น ชาวประมงและชุมชนริมน้ำ และด้านที่สี่คือ การสื่อสารความเสี่ยงอย่างซื่อสัตย์ ซึ่งหมายถึงพูดทั้งสิ่งที่รู้แล้วและสิ่งที่ยังไม่รู้ให้ครบ ไม่ทำให้เบาเพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ และไม่ทำให้หนักเกินหลักฐานเพียงเพื่อเร่งเร้าอารมณ์

ถ้าถามว่ารัฐบาลใหม่ควรเริ่มจากจุดไหนก่อน คำตอบอาจไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือ สร้างกลไกบัญชาการปัญหาแบบบูรณาการ ที่ทำให้ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัด นักวิชาการ และเครือข่ายชุมชนถูกเชื่อมเข้าหากันอย่างมีระบบ รอพิสูจน์วิ่งคู่กันตลอดเวลา หากไม่มีศูนย์กลางข้อมูลที่น่าเชื่อถือพอ ความสับสนก็จะยิ่งขยาย และเมื่อความสับสนขยาย แรงกดดันทางสังคมย่อมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว สำหรับเชียงราย เวลานี้โจทย์จึงไม่ใช่เพียงปกป้องแม่น้ำกก แต่คือการพิสูจน์ให้คนในพื้นที่เห็นว่า รัฐไทยสามารถปกป้องสุขภาพ สิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาด และอนาคตของชุมชนชายแดนได้จริง แม้ต้นตอของปัญหาจะอยู่เลยเส้นเขตแดนออกไปก็ตาม

บทสรุป

คำถามใหญ่ 3 ข้อที่กำลังไหลมาพร้อมกัน ข้อแรกคือ สุขภาพของคนริมฝั่งน้ำปลอดภัยแค่ไหนในระยะยาว ข้อที่สองคือ ประเทศไทยจะจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างไรเมื่อผลประโยชน์กับผลกระทบตกอยู่คนละฝั่ง และข้อที่สามคือ รัฐจะสร้างความไว้วางใจกับชุมชนได้อย่างไรในช่วงที่ข้อมูลยังอยู่ระหว่างพิสูจน์ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ภาครัฐมีความคืบหน้าในการตรวจสอบและเฝ้าระวังมากขึ้นอย่างชัดเจน แต่ภาคประชาชนก็ยกระดับการติดตามและการผลิตข้อมูลของตัวเองขึ้นเช่นกัน ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้ง หากเป็นการปะทะกันระหว่างความต้องการคำตอบที่เร็วพอสำหรับชีวิตจริง กับกระบวนการพิสูจน์ที่ต้องใช้เวลาในทางวิทยาศาสตร์ และตราบใดที่สองจังหวะนี้ยังไม่เดินทันกัน เสียงเรียกร้องจากแม่น้ำกกก็จะยังดังต่อไป พร้อมเตือนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่เคยจบที่ธรรมชาติเท่านั้น แต่มันย้อนกลับมาหาคนเสมอ ทั้งในรูปของสุขภาพ รายได้ และศักดิ์ศรีของชุมชนที่ต้องการน้ำสะอาดเพื่อใช้ชีวิตอย่างปกติธรรมดา

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุมมลพิษ เรื่องการติดตามคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและรายงานตะกอนดินในแม่น้ำสาย รวก และโขง
  • องค์การสหประชาชาติ และองค์การอนามัยโลก เรื่องวันน้ำโลกและผลกระทบของสารหนูต่อสุขภาพ
  • สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ป้องกันดีกว่าแก้! มท.3 สั่งตรวจรอยเลื่อน 16 แนวและโครงสร้างพื้นฐานด่วน หลังแรงสั่นสะเทือนถี่ในเชียงราย

มท.3 สั่งเกาะติดแผ่นดินไหวไทย เร่งยกระดับเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและเขื่อน สร้างความมั่นใจประชาชน

เชียงราย, 7 มีนาคม 2569 แรงสั่นสะเทือนขนาดเล็กที่เกิดขึ้นถี่ขึ้นในช่วงต้นปี แม้ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงพอทำลายโครงสร้างหลักของอาคาร แต่กลับ “เขย่า” ความรู้สึกของผู้คนได้ชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีแนวรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่านหลายแนว รวมถึงจังหวัดเชียงรายที่เคยเผชิญบทเรียนแผ่นดินไหวครั้งสำคัญในรอบทศวรรษ

ท่ามกลางความกังวลของประชาชน รัฐบาลจึงขยับจากการรับรู้แบบรายเหตุการณ์ ไปสู่การยกระดับการติดตามเชิงระบบ โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและกำชับมาตรการเฝ้าระวังในจังหวัดเสี่ยง รวมถึงการตรวจสอบเขื่อนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั่วประเทศ

สัญญาณจากต้นปี 2569 เมื่อแรงสั่นสะเทือน “ถี่” กว่าที่เคยชิน

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านภัยพิบัติที่นำเสนอในที่ประชุมสะท้อนภาพรวมสำคัญว่า แผ่นดินไหวในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก โดยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์มีขนาดต่ำกว่า 3.0 อย่างไรก็ดี ความถี่และลักษณะ “ตื้น” ของบางเหตุการณ์ ทำให้ประชาชนในพื้นที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้จริง จนเกิดความตื่นตระหนกในบางช่วงเวลา

ในพื้นที่เชียงราย มีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กที่ประชาชนรับรู้ได้ เช่น เหตุการณ์ขนาด 3.3 ในอำเภอแม่สายช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และเหตุการณ์ขนาด 3.1 ในอำเภอพานช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสื่อกระแสหลักรายงานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่า “ขนาด” ไม่ใช่คำตอบเดียวของความรู้สึกสั่นไหว หากแต่ “ความตื้น” และ “ระยะห่างจากจุดศูนย์กลาง” คือปัจจัยที่ทำให้ผู้คนรับรู้ได้ชัด

ภาพเหล่านี้ทำให้การสื่อสารสาธารณะต้องเดินคู่กับการเฝ้าระวังเชิงวิศวกรรมและธรณีวิทยา เพื่อให้ประชาชนแยกแยะได้ว่าเหตุการณ์ใดเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง และเหตุการณ์ใดเป็นความสั่นสะเทือนตามธรรมชาติที่ยังอยู่ในระดับจัดการได้ด้วยมาตรการมาตรฐาน

ประชุมส่วนกลางย้ำหลักคิดเดียวกัน ลดตื่นตระหนก เพิ่มความพร้อม

ภายในที่ประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยย้ำประเด็นหลักว่า แผ่นดินไหวเป็นภัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ จึงต้องปรับจาก “ความตื่นตระหนก” ไปสู่ “ความรู้และความพร้อม” ผ่านการซักซ้อมแผนอพยพ การเตรียมเครื่องมือกู้ภัย และการตรวจความมั่นคงแข็งแรงของสิ่งก่อสร้างที่เสี่ยงอันตราย

สาระสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุมประกอบด้วย

  • การเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและแนวโน้มการเกิดแผ่นดินไหวในช่วงที่ผ่านมา
  • การประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะเขื่อนและระบบสาธารณูปโภค
  • การสื่อสารข้อมูลแบบทันเวลา ลดข่าวลือ ลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

ในมุมของพื้นที่ จังหวัดเชียงรายมีการรายงานความพร้อมผ่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย โดยชี้ให้เห็นการเตรียมแผนเผชิญเหตุ การซักซ้อม และการสื่อสารสร้างการรับรู้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

รอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และโจทย์การเฝ้าระวังที่ต้องละเอียดขึ้น

อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในวงประชุม คือสถานะความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของประเทศซึ่งผูกกับภูมิประเทศและธรณีวิทยา โดยหน่วยงานด้านธรณีวิทยารายงานว่า ประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และอยู่ระหว่างการศึกษารอยเลื่อนเพิ่มเติมอีก 13 แนว เพื่อจัดทำฐานข้อมูลแบบบูรณาการให้แม่นยำยิ่งขึ้น

นัยของตัวเลขนี้ไม่ใช่เพื่อสร้างความหวาดหวั่น แต่เพื่อยืนยันว่า “ความเสี่ยงมีอยู่จริง” และการบริหารความเสี่ยงต้องอาศัยข้อมูลที่อัปเดต รวมทั้งการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในระดับที่ใช้ตัดสินใจได้ เช่น อาคารประเภทใดควรตรวจซ้ำ จุดรวมพลควรอยู่ที่ไหน โรงเรียนและโรงพยาบาลซ้อมอพยพอย่างไร

ที่ประชุมยังเน้นให้หน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบอาคารสูง ป้ายโฆษณา สิ่งก่อสร้าง รวมถึงเขื่อนขนาดเล็ก ฝาย และคันกั้นน้ำ หากพบชำรุดต้องเร่งแก้ไขทันที พร้อมทบทวนแผนเผชิญเหตุให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

ระบบแจ้งเตือน Cell Broadcast และ Thai Disaster Alert ทำให้ “รู้เร็ว” กลายเป็นเครื่องมือจริง

ภาครัฐย้ำการยกระดับการแจ้งเตือนและการสื่อสารความเสี่ยง โดยหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกกล่าวถึงชัดเจน คือการแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Cell Broadcast ควบคู่กับช่องทางสื่อสารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องรวดเร็ว ลดช่องว่างข่าวลือ

รายงานการประชุมระบุเกณฑ์การแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ในกรณีแผ่นดินไหวไว้เป็นระดับ เพื่อให้การแจ้งเตือนมีความเหมาะสมและไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินจำเป็น ได้แก่

  • แผ่นดินไหวบนบกในประเทศตั้งแต่ขนาด 4.0 ขึ้นไป
  • แผ่นดินไหวบนบกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ขนาด 6.0 ขึ้นไป
  • แผ่นดินไหวในทะเลอันดามันตั้งแต่ขนาด 7.0 ขึ้นไป

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐยังเดินหน้าพัฒนาแอปพลิเคชัน Thai Disaster Alert ให้เป็นศูนย์รวมข้อมูลภัยพิบัติหลายประเภทในช่องทางเดียว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

เชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวและจังหวัดเสี่ยง ต้องทำให้ความปลอดภัย “จับต้องได้”

สำหรับเชียงราย ประเด็นแผ่นดินไหวไม่ได้กระทบเฉพาะชีวิตประจำวันของคนในเมือง แต่ยังโยงไปถึงความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการดูแลโบราณสถานในพื้นที่ด้วย การสื่อสารที่ดีจึงต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน

เรื่องแรก คือยืนยันข้อเท็จจริงตามข้อมูลวิชาการว่า เหตุการณ์ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก และรัฐมีระบบเฝ้าระวังติดตาม
เรื่องที่สอง คือทำให้ประชาชนรู้ว่าควรทำอะไรได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ เพื่อไม่ให้ “ความไม่รู้” กลายเป็นความเสี่ยงซ้ำซ้อน

ในวงประชุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำให้สถานศึกษา โรงพยาบาล และอาคารสูงในพื้นที่เสี่ยงซักซ้อมอพยพสม่ำเสมอ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตามหลักการเอาตัวรอดที่ถูกต้อง โดยยึดแนวทางสากล หมอบ ป้อง เกาะ และหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ในช่วงเกิดแรงสั่นสะเทือน

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อเปลี่ยนความกังวลเป็นความพร้อม

เพื่อให้การเตรียมตัวอยู่ในระดับที่ทำได้จริงในครัวเรือน หน่วยงานด้านภัยพิบัติแนะนำแนวทางพื้นฐานที่ควรทำล่วงหน้า ได้แก่

  • ยึดตู้ ชั้นวางของ และเฟอร์นิเจอร์หนักกับผนัง ลดโอกาสล้มทับ
  • เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน น้ำดื่ม อาหารแห้ง ไฟฉาย ยาประจำตัว เอกสารจำเป็น
  • กำหนดจุดนัดพบของครอบครัว และวิธีติดต่อกันเมื่อสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้อง
  • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการเป็นหลัก ลดการแชร์ข้อมูลที่ไม่ยืนยันแหล่งที่มา

ในภาพรวม รัฐบาลย้ำว่าหัวใจของการรับมือแผ่นดินไหว คือการทำให้ประชาชน “รู้เร็ว เตรียมเร็ว และทำถูกวิธี” เพราะแม้จะไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้ แต่สามารถลดการบาดเจ็บและความสูญเสียได้จริง หากสังคมมีวัฒนธรรมความปลอดภัยร่วมกัน

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ครั้งนี้

  • แผ่นดินไหวในไทยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ต่ำกว่า 3.0
  • ประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และอยู่ระหว่างศึกษารอยเลื่อนเพิ่มเติมอีก 13 แนว เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเฝ้าระวัง
  • เกณฑ์การแจ้งเตือน Cell Broadcast สำหรับแผ่นดินไหว ระดับ 4.0 ในประเทศ ระดับ 6.0 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระดับ 7.0 ในทะเลอันดามัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล รายงานการประชุมติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและแนวทางเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและเขื่อน ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุตรดิตถ์ สรุปสาระสำคัญการประชุมติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • สยามรัฐ รายงานข่าวการประชุมและรายละเอียดเกณฑ์การแจ้งเตือน Cell Broadcast รวมถึงภาพรวมสถิติแผ่นดินไหวขนาดเล็กของไทย ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • ไทยรัฐ รายงานเหตุแผ่นดินไหวในจังหวัดเชียงราย ขนาด 3.3 ที่อำเภอแม่สาย ลงเผยแพร่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
  • Thai PBS รายงานเหตุแผ่นดินไหวขนาด 3.1 ที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ลงเผยแพร่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

รัฐเร่งคลี่คลายความกังวลสารหนูแม่น้ำกก ยืนยันน้ำประปายังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมเดินหน้าตรวจซ้ำเชิงรุกเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

สารหนูแม่น้ำกก: ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานรัฐ และคำแนะนำการปฏิบัติตนที่ถูกต้องสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

เชียงราย, 27 กุมภาพันธ์ 2569 – กระแสกังวลเรื่องสารหนูในลุ่มน้ำกกที่ปะทุขึ้นจากผลตรวจในเล็บและเส้นผมของประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้กลายเป็นบททดสอบสำคัญของการสื่อสารสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด เมื่อประชาชนจำนวนมากต้องการ “คำตอบที่ตรวจสอบได้” มากกว่าถ้อยแถลงเชิงยืนยันแบบสั่งให้เชื่อ ขณะที่หน่วยงานรัฐยืนยันผลตรวจคุณภาพน้ำและน้ำประปาหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมเดินหน้าเฝ้าระวังต่อเนื่องและตรวจซ้ำเพื่อคลี่คลายความไม่แน่นอนของข้อมูล

ท่ามกลางวิถีชีวิตของชุมชนริมน้ำที่ผูกพันกับการใช้น้ำ การประมง และการท่องเที่ยว ความกังวลไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ลามไปถึงเศรษฐกิจฐานราก ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และภาพลักษณ์จังหวัด หน่วยงานรัฐจึงต้องเดินบนเส้นทางที่แคบระหว่าง “ไม่ทำให้ตื่นตระหนก” กับ “ไม่ทำให้ชะล่าใจ” และต้องทำให้สังคมเห็นกระบวนการกำกับความเสี่ยงที่โปร่งใส

จุดเริ่มต้นของความกังวล เมื่อผลตรวจคนดังขึ้นก่อนผลตรวจน้ำ

ประเด็นเริ่มจากข้อมูลการศึกษาของทีมนักวิชาการในพื้นที่ ซึ่งนำเสนอผลตรวจพบสารหนูสะสมในตัวอย่างเล็บและเส้นผมของประชาชนบางกลุ่มริมแม่น้ำกก จนเกิดคำถามใหญ่สองชั้นในสังคม

ชั้นแรก คือ สารหนูที่พบสะท้อนการรับสัมผัสจริงในร่างกายมากน้อยแค่ไหน
ชั้นที่สอง คือ หากมีการรับสัมผัสจริง สารหนูนั้นเป็นชนิดใด และมีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับไหน

ความกังวลยิ่งชัด เมื่อข่าวแพร่กระจายในวงกว้างผ่านสื่อและโซเชียล ทำให้หน่วยงานด้านปกครอง สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขต้องเร่งตั้งวงตรวจสอบและสื่อสารข้อมูลเชิงวิชาการให้ประชาชนเข้าใจบนฐานข้อเท็จจริง

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งตั้งกรอบตรวจซ้ำ และกำชับสื่อสารให้เข้าใจง่าย

ในระดับจังหวัด นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง พร้อมให้ข้อสังเกตต่อข้อมูลวิจัยที่ยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยรบกวน โดยเฉพาะประเด็นการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชก่อนเก็บตัวอย่าง ซึ่งอาจกระทบต่อความแม่นยำของผลตรวจ และได้มอบหมายให้ตรวจสอบซ้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดกรอบเวลารายงานผลเพื่อสร้างความชัดเจนในสังคม

ทิศทางนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การยืนยันความปลอดภัยในยุคที่ประชาชนมีทักษะการรู้เท่าทันข้อมูลสูง ต้องมาพร้อมการเปิดเผยกระบวนการตรวจสอบ ไม่ใช่จบที่ประโยคสั้น ๆ ว่า “ปลอดภัยแล้ว”

กระทรวงสาธารณสุขย้ำ น้ำและประปาหมู่บ้านยังอยู่ในเกณฑ์ พร้อมขยายการเฝ้าระวังคนกลุ่มเสี่ยง

ด้านกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าหน่วยงานในพื้นที่รายงานผลการตรวจเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกกและน้ำประปาหมู่บ้าน พบว่าระดับสารหนูยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงประเมินว่าโดยรวมประชาชนยังสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพิ่มการตรวจเฝ้าระวังในกลุ่มเสี่ยงผ่านตัวอย่างปัสสาวะ รวมถึงตรวจการปนเปื้อนในอาหาร และติดตามคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง

สาระสำคัญของท่าที สธ. คือ “เฝ้าระวังเข้มขึ้น” ไม่ใช่ “ปิดประเด็น” เพราะแม้ผลตรวจที่มีอยู่จะยังไม่ชี้ความเสี่ยงเฉียบพลัน แต่ความตื่นตัวของสังคมคือสัญญาณว่าระบบเฝ้าระวังต้องละเอียดขึ้นและสื่อสารให้รอบด้าน

กรมควบคุมมลพิษสรุปตรวจน้ำต่อเนื่อง 15 ครั้ง และชี้จุดเฝ้าระวังพิเศษ

ฝั่งสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษรายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องรวม 15 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน โดยผลการตรวจครั้งล่าสุดช่วง 13 ถึง 16 มกราคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ถึงอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พบว่าค่าสารหนูส่วนใหญ่ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ยกเว้นบางจุดบริเวณสะพานท่าตอนและบ้านแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่เกินมาตรฐานเล็กน้อยอยู่ราว 0.011 ถึง 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่โลหะหนักอื่น ๆ ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นภาพแบบแผนสองเรื่องพร้อมกัน
เรื่องแรก คือ ภาพรวมยังไม่ใช่วิกฤตทั่วลำน้ำ
เรื่องที่สอง คือ มีจุดเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องและสื่อสารให้ชุมชนปลายน้ำรับรู้

สสจ.เชียงรายชี้แจงในรายการผู้ว่าฯ พบประชาชน ทำความเข้าใจสารหนูแบบไม่ตื่นตระหนก

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายณรงค์ ลือชา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ชี้แจงผ่านช่องทางของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย โดยยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ถึงอันตรายต่อสุขภาพประชาชน และอธิบายว่า “สารหนู” พบได้ตามธรรมชาติในดินและแหล่งน้ำ การพบสารหนูจึงไม่ได้หมายถึงอันตรายเสมอไป พร้อมให้ความรู้ว่า สารหนูมีทั้งชนิดอินทรีย์ที่มีพิษต่ำและขับออกได้ กับชนิดอนินทรีย์ที่มีความเป็นพิษสูงและเป็นชนิดที่ต้องเฝ้าระวัง

ในอีกมุมหนึ่ง สสจ.ได้พยายามวางโทนการสื่อสารให้อยู่ตรงกลาง ระหว่างการยืนยันเชิงสาธารณสุขกับการไม่ปฏิเสธข้อกังวล โดยแนะนำให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งเชื่อถือได้ ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม และเข้ารับการคัดกรองหากมีความกังวล

ผู้เชี่ยวชาญสะท้อนข้อจำกัดของผลตรวจเล็บและผม และเสนอใช้มาตรฐานสากล

ท่ามกลางเสียงหน่วยงานรัฐ นักวิชาการบางส่วนเสนอให้สังคม “เช็กให้ชัวร์ก่อนตระหนก” โดยชี้ว่า การตรวจเล็บและเส้นผมมีประโยชน์ในการสะท้อนการรับสัมผัสย้อนหลัง แต่มีข้อจำกัดสำคัญเรื่องการปนเปื้อนจากภายนอก เช่น น้ำที่ใช้อาบ ดิน ฝุ่น ทำให้ค่าที่วัดได้อาจสูงเกินจริง และที่สำคัญคือ หากไม่ตรวจแบบแยกชนิด จะไม่สามารถบอกได้ว่าสารหนูที่พบเป็นชนิดอนินทรีย์ที่เสี่ยงสูง หรือเป็นชนิดอินทรีย์ที่มักเกี่ยวกับอาหารบางประเภท

แนวคิดนี้สอดคล้องกับเอกสารอ้างอิงสากลหลายฉบับที่ระบุว่า ตัวชี้วัดจากปัสสาวะ โดยเฉพาะการตรวจแบบจำแนกชนิด เป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับการประเมินการรับสัมผัสสารหนูระยะใกล้ ขณะที่การใช้เส้นผมและเล็บมีข้อควรระวังเรื่องการปนเปื้อนจากภายนอกและข้อจำกัดด้านการตีความ

เมื่อสังคมฟัง “สองภาษา” พร้อมกัน คือภาษาการบริหารความเสี่ยงของรัฐกับภาษาความไม่แน่นอนของวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ทำให้ทั้งสองภาษาอยู่ร่วมกันได้คือ “ความโปร่งใสของข้อมูล” และ “ความสม่ำเสมอของการสื่อสาร”

กับดักการสื่อสารภาครัฐ สั่งให้เชื่อ กับ พิสูจน์ให้เห็น

บทเรียนชัดของเหตุการณ์นี้คือ ประชาชนจำนวนมากไม่ปฏิเสธข้อมูลรัฐ แต่ต้องการเห็นโครงสร้างข้อมูลและเหตุผลประกอบ เช่น จุดตรวจอยู่ตรงไหน ตรวจเมื่อไร วิธีตรวจอะไร มีค่าความคลาดเคลื่อนอย่างไร และหากมีข้อจำกัดก็ต้องยอมรับตรงไปตรงมา

ในทางปฏิบัติ การสื่อสารว่า “ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน” ควรเดินคู่กับคำอธิบายว่า มาตรฐานนั้นคืออะไร และอ้างอิงจากอะไร

ตัวอย่างสำคัญคือ การยืนยันว่าประเทศไทยยังยึดค่ามาตรฐานสารหนูในแหล่งน้ำผิวดินที่ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเคยเป็นประเด็นถกเถียงในช่วงก่อนหน้า และมีการสื่อสารจากหลายสำนักข่าวและหน่วยงานรัฐย้ำว่ามิได้ปรับขึ้นเป็น 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร

เมื่อรัฐสื่อสาร “มาตรฐาน” ควบคู่กับ “ข้อมูลตรวจจริง” และ “แผนตรวจซ้ำ” ความไว้ใจจึงมีโอกาสกลับมา เพราะสังคมเห็นว่าการตัดสินใจตั้งอยู่บนหลักฐาน ไม่ใช่บนความรู้สึก

มาตรการที่เดินหน้าแล้ว เฝ้าระวังคน น้ำ อาหาร และการท่องเที่ยว

จากข้อมูลที่หน่วยงานต่าง ๆ แถลงร่วมกัน ภาพรวมมาตรการถูกวางไว้หลายชั้น ได้แก่

ชั้นเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม
กรมควบคุมมลพิษตรวจคุณภาพน้ำต่อเนื่องและระบุจุดเฝ้าระวังเฉพาะพื้นที่

ชั้นเฝ้าระวังสุขภาพ
กระทรวงสาธารณสุขมอบหมายให้ตรวจปัสสาวะในกลุ่มเสี่ยง ตรวจอาหาร และติดตามระบบน้ำประปาหมู่บ้าน

ชั้นสื่อสารความเสี่ยง
สสจ.เชียงรายให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ลดความตื่นตระหนก และเปิดช่องให้ประชาชนเข้ารับการคัดกรอง

สิ่งที่ประชาชนจำนวนหนึ่งเฝ้ารอ คือ การรายงานผลตรวจซ้ำที่กำหนดกรอบเวลาให้ชัด และการเปิดเผยข้อมูลเชิงพื้นที่แบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ชุมชนรู้ว่าจุดไหนควรระวังเป็นพิเศษ และควรปรับพฤติกรรมการใช้น้ำหรือการบริโภคอย่างไรในระยะสั้น

ประเด็นเด่นที่ต้องจับตา ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือความเชื่อมั่นของชุมชน

ตัวเลข 0.011 ถึง 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร ที่เกินมาตรฐานเล็กน้อยในบางจุด อาจดูเป็นส่วนต่างเพียงเสี้ยว แต่ในโลกความจริง ส่วนต่างเล็ก ๆ สามารถสร้างผลสะเทือนใหญ่ได้ หากการสื่อสารคลุมเครือหรือสังคมรู้สึกว่าข้อมูลไม่ครบ

เชียงรายเป็นจังหวัดท่องเที่ยวและมีชุมชนริมน้ำจำนวนมาก การทำให้ประชาชน “รู้สึกปลอดภัย” ต้องตั้งอยู่บน “การทำให้ปลอดภัยจริง” และ “การพิสูจน์ให้เห็น” ด้วยข้อมูลตรวจสอบได้

ในเชิงสาธารณสุข การย้ำว่าพบสารหนูได้ตามธรรมชาติเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ต้องเดินคู่กับการอธิบายชนิดของสารหนู เส้นทางการรับสัมผัส และเหตุผลที่เลือกใช้ตัวชี้วัดทางชีวภาพแบบใดเป็นหลัก ซึ่งองค์ความรู้สากลสนับสนุนว่าการตรวจปัสสาวะ โดยเฉพาะการตรวจแบบจำแนกชนิด เป็นหัวใจของการตีความความเสี่ยงในระยะใกล้

บทคลี่คลายที่สังคมต้องการ คือการตรวจซ้ำที่ชัด และข้อมูลที่เปิดให้ตรวจสอบได้

เมื่อทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่า “งานวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี” แต่ “ยังมีข้อจำกัดที่ต้องเติมเต็ม” บทคลี่คลายจึงไม่ได้อยู่ที่การโต้เถียงว่าใครถูกใครผิด หากอยู่ที่การทำให้ข้อมูลชุดต่อไปตอบคำถามสองข้อที่ค้างคาในสังคม

ข้อหนึ่ง ค่าที่พบในเล็บและผมเป็นการรับสัมผัสจริงหรือการปนเปื้อนภายนอก
ข้อสอง หากเป็นการรับสัมผัสจริง สารหนูเป็นชนิดใด และสัมพันธ์กับแหล่งรับสัมผัสจากน้ำ อาหาร หรือปัจจัยอื่นอย่างไร

เมื่อคำตอบมาจากการตรวจซ้ำที่ออกแบบวิธีตรวจให้เหมาะกับคำถาม เช่น เพิ่มการตรวจปัสสาวะแบบจำแนกชนิด และรายงานผลเชิงพื้นที่อย่างโปร่งใส ความขัดแย้งทางการรับรู้จะค่อย ๆ ลดลง และเหลือพื้นที่ให้สังคมร่วมกันกำหนดมาตรการที่เหมาะสม

ข้อปฏิบัติที่ประชาชนทำได้ทันที แบบตื่นตัวแต่ไม่ตระหนก

ภายใต้ข้อมูลที่หน่วยงานรัฐสื่อสารต่อสาธารณะ แนวทางที่ประชาชนทำได้ทันทีในช่วงที่ยังเฝ้าระวัง ได้แก่

เลือกใช้น้ำดื่มและน้ำประกอบอาหารจากแหล่งที่ผ่านระบบมาตรฐาน เช่น น้ำประปาที่ได้รับการตรวจเฝ้าระวังตามระบบของพื้นที่
บริโภคอาหารอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการเลือกบริโภคให้ถูกสุขลักษณะ และติดตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข
หากกังวลเรื่องสุขภาพ เข้ารับคำปรึกษาและคัดกรองที่หน่วยบริการใกล้บ้าน
ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและสื่อที่อ้างอิงแหล่งข้อมูลตรวจสอบได้ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ระบุที่มา

สาระสำคัญคือ “อย่าด่วนสรุปจากข่าวเพียงชิ้นเดียว” แต่ก็ “อย่าปล่อยให้ความกังวลไร้คำตอบ” เพราะสุขภาพของชุมชนต้องการทั้งความสงบใจและความจริงที่ตรวจสอบได้

เชียงรายกำลังวัดความเชื่อมั่นด้วยความโปร่งใส

กรณีสารหนูในลุ่มน้ำกกไม่ใช่แค่เรื่องค่าตัวเลขในรายงานตรวจวัด หากเป็นเรื่องความเชื่อมั่นของผู้คนต่อระบบเฝ้าระวังของรัฐ และความสามารถในการแปลภาษาวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนเข้าใจได้

วันนี้ หน่วยงานรัฐยืนยันผลตรวจน้ำและประปาหมู่บ้านโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ พร้อมชี้จุดที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ และขยับมาตรการไปสู่การตรวจซ้ำและติดตามสุขภาพกลุ่มเสี่ยง

สิ่งที่สังคมรอคอยต่อจากนี้ คือชุดข้อมูลที่ “พิสูจน์ให้เห็น” มากขึ้น เปิดเผยมากขึ้น และตอบคำถามยาก ๆ ให้ได้มากขึ้น เพราะในยุคที่ประชาชนต้องตัดสินใจด้วยข้อมูล ความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากคำยืนยันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการที่ตรวจสอบได้และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงสาธารณสุข ข่าวและรายงานการประชุมเฝ้าระวังสารหนูในแม่น้ำกกและน้ำประปาหมู่บ้าน เผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ วันที่ 26 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ รายงานการตรวจติดตามคุณภาพน้ำแม่น้ำกกต่อเนื่อง 15 ครั้ง และผลตรวจช่วง 13 ถึง 16 มกราคม 2569 เผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ข้อมูลชี้แจงประเด็นสารหนูในแม่น้ำกก วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
  • Agency for Toxic Substances and Disease Registry Toxicological Profile for Arsenic อ้างอิงแนวทางตัวชี้วัดการรับสัมผัสและข้อจำกัดของตัวอย่างชีวภาพ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ทางออกวิกฤตความเชื่อมั่นที่ทำได้! ย้ายแหล่งน้ำดิบ หนี แม่น้ำกกปนเปื้อน ปกป้อง 1.2 แสนชีวิต

วิกฤตน้ำกกสู่แม่น้ำลาว กปภ.เชียงรายเร่งย้ายแหล่งน้ำดิบ หนีสารหนู–โลหะหนัก ปกป้องสิทธิในน้ำสะอาดของคนกว่า 1.2 แสนชีวิต

เชียงราย, 26 พฤศจิกายน 2568 – สำหรับคนเชียงรายจำนวนมาก “น้ำประปา” เคยเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำสะอาดจากลุ่มน้ำกก แต่ในวันนี้ ภาพจำดังกล่าวกำลังถูกแทนที่ด้วยความกังวลและความไม่เชื่อมั่น เมื่อข้อมูลการปนเปื้อน “สารหนูและโลหะหนัก” ในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา ถูกยืนยันผ่านทั้งผลตรวจจากหน่วยงานรัฐ ห้องแล็บอิสระ และเสียงสะท้อนจากชุมชนที่เริ่ม “เลิกดื่ม เลิกใช้น้ำประปา” ทีละหลังคาเรือน

แม้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย จะยืนยันว่าคุณภาพน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานกรมอนามัย (สารหนูต่ำกว่า 0.001 มิลลิกรัมต่อลิตร จากเกณฑ์ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร) แต่สำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย ตัวเลขดังกล่าวกลับไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจ วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ “วิกฤตมลพิษ” หากแต่เป็น “วิกฤตความเชื่อมั่น” ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำสะอาดของประชาชนกว่า 120,000 คนในเขตเทศบาลนครเชียงรายและพื้นที่ปลายน้ำ

ในบริบทเช่นนี้ แผนของ กปภ.เชียงราย ที่จะ ย้ายแหล่งน้ำดิบผลิตประปาจากแม่น้ำกกไปยังแม่น้ำลาว ด้วยงบประมาณรวม 2,176 ล้านบาท จึงถูกจับตามองในฐานะ “ทางออกเดียวที่ทำได้ทันที” ท่ามกลางปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ที่ซับซ้อนเกินกว่าท้องถิ่นจะรับมือได้เพียงลำพัง

แม่น้ำกกปนเปื้อน–ชุมชนริมเขื่อนเชียงรายลุกขึ้นถาม “น้ำที่ใช้ยังปลอดภัยหรือไม่”

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่ฉางข้าวบ้านท่าบนได หมู่ที่ 1 อำเภอเวียงชัย จ.เชียงราย กลุ่มผู้ใช้น้ำเขื่อนเชียงรายฝั่งขวาที่ 1 จัดประชุมสามัญประจำปี 2568/2569 เพื่อหยิบยก “ปัญหาน้ำกกปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก” ขึ้นสู่เวทีอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการเข้าร่วมของ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) นำโดย นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาหลักที่กลุ่มผู้ใช้น้ำฯ นำโดยนายประถมพงษ์ ฤทธิแผง ประธานกลุ่มฯ รายงานต่อที่ประชุม คือ การตรวจพบการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขาหลายจุด มีค่าเกินมาตรฐานในบางพื้นที่ และมีข้อสงสัยอย่างมีนัยสำคัญว่า ต้นตอของมลพิษมาจาก “เหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่หายาก” บริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา

สำหรับเกษตรกรผู้ใช้น้ำกว่า 750 ครัวเรือน ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่กระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ เมื่อมีความกังวลว่า สารพิษอาจตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร ขณะเดียวกันราคาข้าวที่ตกต่ำก็ทำให้ภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นจากทั้งมลพิษและภาวะเศรษฐกิจ

นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย ยืนยันในที่ประชุมว่า อบจ.เชียงราย “ไม่นิ่งนอนใจ” และจะเข้าไปเป็นแกนนำประสานข้อมูลทุกหน่วยงาน ทั้งด้านคุณภาพน้ำ สิ่งมีชีวิตในแม่น้ำ และผลกระทบต่อชุมชน เพื่อผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำกกอย่างเป็นระบบ โดยย้ำว่า นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือปัญหา “สิทธิด้านสุขภาพและสิทธิชุมชน” ของคนเชียงรายทั้งลุ่มน้ำ

เหมืองต้นน้ำเมียนมา–ทุนข้ามชาติ และสัญญาณเตือนจากข้อมูลดาวเทียม

วิกฤตแม่น้ำกกไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว รายงานของ Stimson Center ซึ่งเป็นคลังสมองด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯ เปิดเผยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่า ทั่วภูมิภาคแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหมืองที่อาจปล่อยสารพิษลงสู่ลุ่มน้ำสายหลักมากกว่า 2,400 แห่ง โดยอาศัยภาพถ่ายดาวเทียมระบุพื้นที่เหมืองแบบ alluvial, เหมืองแบบ heap leach และเหมืองแร่หายากแบบ in-situ leaching (ISL) รวมอย่างน้อย 366 แห่ง, 359 แห่ง และ 77 แห่ง ตามลำดับ

รายงานดังกล่าวเตือนว่า กิจกรรมเหมืองเหล่านี้ใช้สารเคมีอันตราย เช่น ไซยาไนด์ ปรอท แอมโมเนียมซัลเฟต และสารอีกหลากหลายชนิด ซึ่งเมื่อไหลลงสู่แม่น้ำ จะสะสมในตะกอนและห่วงโซ่อาหาร สร้างความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อสุขภาพของประชาชนในลุ่มน้ำโขง–สาละวิน–กก–สาขาต่าง ๆ ในระยะยาว

องค์กรสิทธิมนุษยชนในรัฐฉาน เช่น Shan Human Rights Foundation รวมทั้งเอกสารวิจัยของมหาวิทยาลัยต่างประเทศและศูนย์วิจัยคะฉิ่น ยังระบุว่า เหมืองแร่หายากและทองคำหลายแห่งบริเวณต้นน้ำแม่น้ำกกเป็นของบริษัทและนักลงทุนสัญชาติจีน โดยคนจีนทำหน้าที่บริหารและควบคุมเทคนิค ขณะที่แรงงานในพื้นที่เป็นผู้ปฏิบัติงานและสัมผัสสารพิษโดยตรง

บริบทดังกล่าวสอดคล้องกับข้อสังเกตของ รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเครือข่ายติดตามสถานการณ์ลุ่มน้ำกก ที่ชี้ว่า การทำเหมืองแร่หายากและทองคำในรัฐฉานใช้เทคโนโลยีการทำเหมืองแบบสกปรกที่ “จีนเลิกใช้ในประเทศแล้ว” แต่กลับถูกส่งออกมาตั้งในประเทศเพื่อนบ้านที่มีมาตรการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมอ่อนแอกว่า

เมื่อผนวกกับแนวโน้มจาก บันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแร่สำคัญระหว่างไทย–สหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายเพิ่มปริมาณแร่หายากในห่วงโซ่อุปทานโลก นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงเตือนว่า ปัจจัยด้านความมั่นคงทางพลังงานและอุตสาหกรรมสีเขียว อาจกลายเป็นแรงผลักให้การสำรวจและทำเหมืองในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น และยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยงต่อสิทธิชุมชนปลายน้ำ หากไม่มีมาตรการกำกับที่เข้มแข็งควบคู่กัน

กปภ.เชียงราย “ระบบยังเอาอยู่ แต่ต้องย้ายแหล่งน้ำ เพราะประชาชนไม่ยอมรับ”

ในฝั่งของผู้ให้บริการน้ำประปา นายอภิศักดิ์ สวัสดิรักษ์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย เปิดเผยว่า แผนการย้ายแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปยังแม่น้ำลาว เริ่มต้นจากการตรวจพบ “สารหนู” ในแม่น้ำกกเมื่อปีก่อน แม้ค่าที่ตรวจวัดได้จะต่ำกว่ามาตรฐานกรมอนามัย แต่ก็สร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนอย่างกว้างขวาง

เดิม กปภ.เชียงรายใช้กระบวนการผลิตน้ำประปามาตรฐานทั่วไป ใช้สารส้มและปูนขาวเป็นหลัก แต่หลังพบโลหะหนัก จึง เพิ่มขั้นตอน “พรีคลอรีน (Pre-chlorination)” เติมคลอรีนก่อนการตกตะกอนเพื่อช่วยแยกโลหะหนัก พร้อมเสริมสารเคมี โพลีอะลูมิเนียมคลอไรด์ (PACl) และ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) เพื่อเร่งให้ตะกอนที่เกาะสารหนูตกลงสู่ก้นถัง ก่อนจะผ่านขั้นตอน “อินเตอร์คลอรีน” และระบบกรองอีกชั้นหนึ่ง

จากคุณภาพน้ำดิบในแม่น้ำกกที่เคยมีค่าความขุ่นสูงถึง 10,000 NTU ในช่วงน้ำท่วม และเฉลี่ยราว 180 NTU ในสถานการณ์ปกติ กปภ.เชียงรายควบคุมให้ ค่าความขุ่นก่อนกรองไม่เกิน 4 NTU และหลังกรองน้ำต้องมีค่าความขุ่นไม่เกิน 1 NTU ตามเกณฑ์ที่เข้มกว่ามาตรฐานขั้นต่ำ

นายอภิศักดิ์ย้ำว่า สารเคมีที่ใช้ “เป็นสารปรับปรุงคุณภาพน้ำที่ปลอดภัยตามมาตรฐานผลิตน้ำประปา” อยู่ภายใต้การควบคุมของห้องแล็บ และส่งผลตรวจให้กรมอนามัยตรวจสอบเป็นระยะ

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า

“เหตุผลสำคัญคือประชาชนไม่ยอมรับแหล่งน้ำจากแม่น้ำกก แม้กระบวนการผลิตของเราจะควบคุมคุณภาพได้ แต่เมื่อคนในพื้นที่รู้สึกไม่มั่นใจ กปภ.ก็ต้องปรับตัวตามข้อเรียกร้องนั้น เราไม่ได้ย้ายเพราะผลิตไม่ได้ แต่เพราะอยากให้ประชาชนมั่นใจที่สุด”

ในมุมของคนทำงานด้านระบบประปา เขายังคงเชื่อว่ากระบวนการผลิตสามารถรับมือกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกได้ แต่ก็ยอมรับว่า การฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาสะอาดในเชิงโครงสร้าง ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งกินเวลายาวนานเกินกว่าจะปล่อยให้ประชาชนเสี่ยงรอ

ย้ายสู่ “แม่น้ำลาว” งบ 2,176 ล้านบาท การลงทุน 100 ปีเพื่อสิทธิในน้ำสะอาด

แผนย้ายแหล่งน้ำดิบของ กปภ.เชียงราย กำหนดให้ตั้งจุดสูบน้ำและผลิตน้ำประปาใหม่บริเวณฝายแม่ลาว แล้วส่งน้ำผ่านท่อแรงดันเข้าสู่เขตเมืองเชียงราย ระยะทางราว 34 กิโลเมตร โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 2,176 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถเสนอของบประมาณในปีงบประมาณ 2571 หากผ่านความเห็นชอบ จะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปี 2571–2572

นอกจากจะเป็นการ “หนีน้ำกกปนเปื้อน” แผนดังกล่าวยังถูกออกแบบให้ ขยายพื้นที่ให้บริการน้ำประปา ตามเส้นทางท่อจากฝายแม่ลาวเข้าสู่ตัวเมือง ทำให้ชุมชนที่อยู่นอกเขตบริการเดิมสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้มากขึ้น โดยคาดว่าจำนวนผู้ใช้น้ำจะเพิ่มจาก 41,539 ครัวเรือนในปี 2568 เป็น 66,639 ครัวเรือนในปี 2589

ในระยะสั้น กปภ.เชียงรายได้ของบประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและติดตั้งระบบจ่ายสารเคมีที่สถานีผลิตน้ำวังคํา ให้ควบคุมปริมาณสารได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อเสริมความมั่นใจระหว่างรอแผนระยะยาว

รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร มองว่า การใช้งบประมาณระดับพันล้านบาทเพื่อย้ายแหล่งน้ำดิบครั้งนี้ แม้ดูสูง แต่เมื่อเทียบกับการป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาวของประชาชนทั้งจังหวัด ถือเป็น “การลงทุนเพื่ออนาคต 100 ปี” ที่คุ้มค่า

“งบฯ พันล้านซื้อความปลอดภัยให้คนทั้งจังหวัดได้ 100 ปี มันคุ้มค่ามากกว่าการรอให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา”

เมื่อคนเชียงราย “เลิกดื่ม–เลิกใช้น้ำประปา” วิกฤตความเชื่อมั่นที่ตัวเลขมาตรฐานอธิบายไม่พอ

วิกฤตครั้งนี้จะไม่สมบูรณ์ หากไม่ฟังเสียงของผู้ใช้น้ำตัวจริง

มธุรส เปล่งใส ชาวบ้านในเขตอำเภอเมืองเชียงราย เล่าว่า หลังเกิดข่าวการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกก ครอบครัวของเธอ “หยุดใช้น้ำประปาดื่มมาหลายเดือน”

“น้ำประปาเราใช้ในชีวิตประจำวันทุกอย่างเลย ทั้งล้างหน้า แปรงฟัน รดน้ำต้นไม้ ให้น้ำสัตว์เลี้ยง ยกเว้นแค่น้ำดื่มเท่านั้นที่เราไม่กล้าใช้… เรารู้ว่าเขาพยายามชี้แจง มีคนออกมาชิมน้ำ โชว์ล้างหน้า แต่ไม่มีผลวิจัยยืนยันเลยว่า ถ้าเราดื่มน้ำแบบนี้ไป 10 ปี 20 ปี จะไม่เป็นมะเร็ง”

ทางเลือกของครอบครัวจึงเหลือเพียง “ต้องซื้อน้ำดื่มทั้งหมด” ทั้งดื่มและทำอาหาร เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว

ด้าน รัตติกร แสงสุวรรณ เจ้าของร้านอาหารในเขตเทศบาลนครเชียงราย สะท้อนปัญหาคล้ายกัน เธอระบุว่า จากเดิมที่ใช้ “น้ำประปากรอง” เพื่อประกอบอาหารและบริการลูกค้า ปัจจุบันต้องหันไปใช้น้ำโรงงานทั้งหมด เพราะไม่มั่นใจในคุณภาพน้ำ แม้จะผ่านการกรองแล้วก็ตาม

“ตอนนี้ต้องซื้อน้ำทั้งหมด ทั้งน้ำดื่มสำหรับลูกค้า และน้ำที่ใช้ประกอบอาหาร… แม้จะกรองน้ำประปาแล้ว กลิ่นคลอรีนก็ยังแรง บางครั้งแม้ต้มน้ำ กลิ่นก็ยังไม่หาย”

รัตติกรยังพบปัญหาผิวหนังหลังอาบน้ำประปา จนแพทย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงใช้น้ำดังกล่าวโดยตรง เธอจึงต้องหาวิธีเก็บน้ำให้ตกตะกอนก่อนใช้ หรือหันไปใช้น้ำจากแหล่งอื่นเท่าที่หาได้

ในระดับชุมชน ปรัตถกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาว เล่าว่า หมู่บ้านริมกกซึ่งเคยใช้น้ำประปาหมู่บ้านจากแม่น้ำกก ต้องหยุดใช้น้ำมานานกว่าหนึ่งปี ทั้งจากความเสียหายของระบบประปาหมู่บ้านในเหตุภัยพิบัติปี 2567 และจากความกังวลเรื่องสารหนูปนเปื้อน

ชาวบ้านกว่า 400 ครัวเรือนในพื้นที่ ต้องหันมาซื้อน้ำดื่มใช้เอง จากที่เคยใช้น้ำแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย กลายเป็นต้องจ่ายเดือนละ 500–1,000 บาท ซึ่งเป็นภาระหนักต่อครัวเรือนรายได้น้อย

“ชาวบ้านไม่รู้ว่าน้ำที่เทศบาลนำมาเติมเป็นน้ำจากไหน แต่ก็จำเป็นต้องใช้ เพราะคนเราขาดน้ำไม่ได้ มันเป็นภาวะจำยอมจริง ๆ”

เสียงสะท้อนเหล่านี้ยืนยันว่า แม้ตัวเลขค่ามาตรฐานน้ำจะ “อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย” แต่เมื่อความเชื่อมั่นถูกสั่นคลอน ประชาชนจำนวนมากจำเป็นต้องหา “ระบบความปลอดภัยของตัวเอง” ผ่านการซื้อน้ำ โรงงาน กักเก็บน้ำ หรือเปลี่ยนรูปแบบการใช้น้ำประปา ซึ่งแปลตรง ๆ เป็น “ต้นทุนแฝง” ทางเศรษฐกิจและสุขภาพ ที่ไม่ปรากฏในบิลค่าน้ำ

น้ำไม่ใช่แค่ทรัพยากร แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” และโจทย์การทูตข้ามพรมแดน

รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร ย้ำหลายครั้งว่า ปัญหาน้ำกกไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของระบบกรองน้ำ หากแต่เป็น สิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำสะอาด และ “สิทธิชุมชน” ในการกำหนดอนาคตของทรัพยากรธรรมชาติที่เลี้ยงดูตนเอง

เขาชี้ว่า จากข้อมูลการตรวจวัดต่อเนื่อง 8 เดือนที่ผ่านมา เห็นชัดว่า สารโลหะหนักแม้จะต่ำกว่าค่ามาตรฐาน แต่เมื่อบริโภคทุกวัน ย่อมมีโอกาสสะสมในร่างกาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง หรือโรคระบบประสาท

ขณะเดียวกัน เขาเชื่อมโยงกรณีแม่น้ำกกกับลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั้งสาละวิน กระบุรี และโขง ซึ่งต่างเริ่มตรวจพบปัญหาปนเปื้อนโลหะหนักจากกิจกรรมเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เตือนถึงการเพิ่มขึ้นของโลหะหนักในบางช่วงของแม่น้ำโขงในแขวงเกาะแก้ว สปป.ลาว

สำหรับเขาและเครือข่าย ภาพรวมทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญวิกฤต “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม” ที่จำเป็นต้องแก้ไขด้วยความร่วมมือข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นการกดดันทุนข้ามชาติ ระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของแร่หายากในตลาดโลก หรือการใช้เวทีภูมิภาค เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เป็นพื้นที่เจรจากับประเทศต้นน้ำและจีน

แต่ในขณะที่กระบวนการทางการทูตและกลไกระหว่างประเทศยังต้องใช้เวลา ประชาชนปลายน้ำ “ไม่อาจรอได้” ทางออกที่ทำได้ทันที จึงกลับมาที่โจทย์เดิม – ย้ายแหล่งน้ำดิบเพื่อหยุดความเสี่ยงโดยตรงต่อชีวิตผู้คนก่อน

ย้ายแหล่งน้ำ ทางหนีไฟที่จำเป็น แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

สำหรับจังหวัดเชียงรายซึ่งกำลังถูกผลักดันให้เป็น “เมืองเศรษฐกิจและศูนย์กลางชายแดน” การมีระบบน้ำประปาที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และรองรับการเติบโตของครัวเรือนจากราวสี่หมื่นกว่าครัวเรือนสู่หกหมื่นกว่าครัวเรือนในอีกสองทศวรรษข้างหน้า ไม่ใช่เพียงประเด็นเทคนิคด้านสาธารณูปโภค แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานของความเชื่อมั่น” ต่อเมืองทั้งระบบ

แผนย้ายแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปแม่น้ำลาวจึงเปรียบเสมือน “ทางหนีไฟ” ของเมืองเชียงรายในภาวะวิกฤต เป็นมาตรการที่ต้องทำ และต้องทำให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อปกป้องสิทธิในการมีชีวิตและน้ำสะอาดของประชาชน

อย่างไรก็ดี นักวิชาการ ภาคประชาชน และหน่วยงานท้องถิ่นล้วนเห็นพ้องว่า การย้ายแหล่งน้ำไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากปราศจากการจัดการต้นตอปัญหาในรัฐฉานและลุ่มน้ำเพื่อนบ้าน ผ่านการเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ การกดดันทุนข้ามชาติ และการสร้างกลไกตรวจสอบแหล่งแร่ในห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างจริงจัง

สุดท้าย ความสำเร็จของมาตรการครั้งนี้จะไม่ได้วัดเพียงจากตัวเลขงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ หรือจำนวนครัวเรือนที่เชื่อมต่อระบบประปาเพิ่มขึ้น หากแต่วัดจาก “จำนวนคนเชียงรายที่กลับมากล้าเปิดก๊อกดื่มน้ำในบ้านตัวเอง” และจากวันที่แม่น้ำกกจะไม่ถูกกล่าวถึงในฐานะ “แม่น้ำที่ต้องหนี” หากแต่กลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ของชีวิตคนเชียงรายอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • สถาบัน Stimson Center
  • The Active – บทสัมภาษณ์ รศ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร, นายอภิศักดิ์ สวัสดิรักษ์, มธุรส เปล่งใส, รัตติกร แสงสุวรรณ, ปรัตถกร การเร็ว และชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำกก
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ชาวบ้าน-สท. ร้องนายกฯ เทศบาล ปม “ลับ-ลวง-พราง” การจัดการขยะที่ไม่โปร่งใส

วิกฤตขยะแม่ยาว “ลับ–ลวง–พราง” ชาวบ้านร่าร้อง “นายก–ปลัด” ชี้แจง ปม “บ่อขยะเถื่อน” ติดแม่น้ำกก–โรงน้ำดื่ม เสี่ยงปนเปื้อนแหล่งน้ำ ชี้หัวใจคือ “ความจริงใจ–ความปลอดภัยสาธารณะ”

เชียงราย, 14 พฤศจิกายน 2568 – กลางความเงียบของคืนฝนพรำ รถแบคโฮคันหนึ่งเลาะร่องทางเข้าสำนักงานเทศบาลตำบลแม่ยาว มุ่งสู่แนวพงหญ้าหลังอาคาร ก่อนฟันดินเปิดโพรงขนาดใหญ่ “กองกลบ” ที่กำลังรอคอย—คือขยะเปียก–ขยะแห้ง–ถุงดำ–เศษอาหาร—ทั้งหมดถูกทยอยเทลงไปในความมืด ชาวบ้านเล่าว่า การขุด–ทิ้ง–กลบ เกิดขึ้นซ้ำยามค่ำ/วันหยุดราชการคล้ายการทำงานของ “เงามืด” มากกว่างานราชการ

เช้าวันถัดมา กลิ่นคลุ้งตีเข้าหน้า—ชี้นำสายตาไปยัง โรงผลิตน้ำดื่มชุมชนแม่ยาว ที่อยู่ใกล้กัน และ แนวแม่น้ำกก ห่างไม่ถึงร้อยเมตรตามที่ชุมชนระบุ พนักงานโรงน้ำดื่มตัดสินใจ หยุดผลิตชั่วคราว เพื่อส่งน้ำเข้าห้องปฏิบัติการตรวจสอบ “เราอยากให้ลูกค้ามั่นใจ เราไม่เคยทำให้ใครเสีย” ผู้จัดการโรงน้ำดื่มกล่าว บอกถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทันทีจากเหตุการ์ณ “ชั่วคราวเพื่อดับกลิ่น” ของภาครัฐ

ภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่จุดเริ่มต้น หากคือ ผลลัพธ์ปลายทาง ของการจัดการขยะที่สะดุดยาวนานนับเดือนนับแต่ ชุมชนบ้านดอย–หมู่บ้านลลิตา 5 ถูก “ย้ายเขตการปกครอง” จากเทศบาลนครเชียงรายเข้าสู่เขตเทศบาลตำบลแม่ยาว โดยปราศจากการชี้แจงชัดเจน ทำให้เกิดภาวะ “ไร้เจ้าภาพแน่ชัด” ในการเก็บขน ขยะจึงล้นซอย ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2568 ชาวชุมชนร้องเรียน ศูนย์ดำรงธรรม และเข้าหารือหลายครั้ง แต่ “รถเก็บขยะที่รอคอย” ยังมาไม่ทัน กลิ่นเหม็น–ควันเผา–หนู–แมลงวัน–สัตว์จรจัด จึงกลายเป็นภาพคุ้นชินใหม่ของชีวิตรายวัน

ปฏิบัติการกลางคืนหลักฐานกลางวัน “ความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่ฝัง”

การลงพื้นที่ของ สมาชิกสภาเทศบาล (สท.) เขต 1–2 และชาวบ้าน นำไปสู่การค้นพบ “หลุมฝังกลบ” ในเขตปฏิบัติการเทศบาลเอง พร้อมหลักฐาน ขยะที่ฝังไปแล้วบางส่วน และ ขยะค้างปากหลุม ที่กำลังรอคิว เมื่อถูกชี้ถาม “ใครสั่ง?” คำตอบจากเจ้าหน้าที่ชั้นต้นคือ “ไม่ทราบ” ขณะที่นายกเทศมนตรีแจ้งกับชาวบ้านว่า “ติดภารกิจที่ลำปาง” และได้รับรายงานจากทีมบริหารว่าจะเร่งแก้ไขร่วมกัน

ณัฐธยาน์ ตันติอัศวเวชกุล สมาชิกสภาเทศบาล เขต 1 เทศบาลตำบลแม่ยาว ตั้งข้อกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมา

  • สองมาตรฐาน ในการจัดเก็บ—ทำไม “บ้านดอย” ได้รับการดูแลพิเศษ ขณะที่ “สายบนดอย” ที่ขยะล้นใกล้แม่น้ำกกกลับไร้การจัดเก็บที่ทันกาล
  • ความโปร่งใส ในการใช้งบ–อนุมัติ รถแบคโฮ “ทำไมกรณีช่วยเหลือชาวบ้านอนุมัติไม่ไวเท่านี้?”

ข้อเท็จจริงที่ตรวจนับได้ หลังถูกจับได้ คืนพุธ มีการขุด–ขนออก 2 เที่ยวรถ วันถัดมาขนออก 12 เที่ยวรถ 6 ล้อ แล้วยัง “เหลือค้าง” สะท้อนปริมาณขยะที่มากเกินกว่าจะเรียกว่า “ซ่อนชั่วคราวเพื่อลดกลิ่น” อย่างไร้แผนรองรับ

เสียงชุมชน–เสียงโรงน้ำดื่ม “ความหวังดี” ที่สวนทาง “ความปลอดภัย”

“ทำไมต้องเลือกทิ้งที่นี่? …ทั้งที่ ติดโรงน้ำดื่ม–ติดแม่น้ำกก” ชาวบ้านตั้งคำถาม ขณะที่ ผู้จัดการโรงน้ำดื่ม ยืนยันว่าโรงงาน หยุดผลิตชั่วคราว และจะ ส่งน้ำตรวจแล็บ ก่อนกลับมาดำเนินงาน เพื่อไม่ให้คำว่า “สะอาด” กลายเป็นคำที่ไร้ความหมาย

“เรามีออร์เดอร์ แต่ต้องหยุดไว้ก่อน …กลิ่นมันแรง ลูกค้าจะมองเราไม่ดี” —ประโยคสั้นๆ แต่สะท้อน “ต้นทุนความเชื่อมั่น” ที่ธุรกิจชุมชนต้องจ่ายแทนรัฐ

คำชี้แจงเทศบาลแม่ยาว “ฝังชั่วคราว–ดับกลิ่น–รอผู้รับเหมา”

ทวิช ยะปะนันท์. ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลแม่ยาว ชี้แจงกับสื่อและชุมชนว่า เทศบาล แบ่งการแก้ปัญหาเป็น 3 ระยะ

  1. เฉพาะหน้า จ้างเอกชนเก็บขยะตกค้างในชุมชน (บ้านดอย–ทวีรักษ์–โรงเรียน) โดยขอความร่วมมือเทศบาลนครเชียงราย
  2. ยาวขึ้น ทำ MOU ร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย กำหนดกรอบการจัดการขยะร่วมกัน
  3. สื่อสาร–ลดขยะต้นทาง ลงพื้นที่ให้ความรู้ คัดแยกขยะ กับชุมชน

ส่วน การขุดหลุม–ฝัง ผอ.ชี้แจงว่าเป็น เพื่อลดกลิ่นชั่วคราว ระหว่างรอผู้รับเหมา พร้อม ฉีดพ่นดับกลิ่น ฆ่าเชื้อ และยืนยันว่า ไม่ได้จะทิ้งถาวร”

คำชี้แจงดังกล่าว แม้บอกเจตนาดี แต่กลับ สวนทางหลักสุขาภิบาล อย่างชัดเจนในสายตาชุมชน เพราะ ทำเล ที่เลือกคือ ข้างโรงน้ำดื่ม–ชิดแม่น้ำ และการทำโดย ไม่แจ้ง ไม่ประชาคม จึงกลายเป็นบาดแผลความเชื่อมั่นที่ลึกยิ่งกว่ากลิ่นขยะ

กฎหมาย–มาตรฐาน เมื่อ “ความเร่งด่วน” ต้องไม่ข้าม “ความปลอดภัย”

การตั้ง/ฝังกลบมูลฝอยให้ถูกหลักสุขาภิบาล ต้องผ่าน การอนุญาตออกแบบวิศวกรรม มี ระบบบ่อรับน้ำชะขยะ–บ่อบำบัด–บ่อติดตามคุณภาพน้ำใต้ดิน และ ตรวจคุณภาพน้ำผิวดิน/ใต้ดินอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวคือ กันน้ำชะขยะไม่ให้ไหลสู่แหล่งน้ำกิน–ใช้ของประชาชน และต้อง ไม่ตั้งในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม หรือใกล้แหล่งน้ำดื่มบาดาลในระยะต้องห้าม/ต้องมีมาตรการป้องกันเข้มงวด

เหนือกว่านั้น โครงการรัฐที่กระทบสุขภาพ–สิ่งแวดล้อม ต้องมีการเผยแพร่ข้อมูล–เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง (เช่น ชาวบ้าน–ผู้ประกอบการโรงน้ำดื่ม) ก่อนเริ่มดำเนินการ การ “แอบทำ” ในยามวิกาล จึงมิใช่เพียงความผิดพลาดทางเทคนิค แต่คือ ความไม่ชอบด้วยกฎหมายทางขั้นตอน และอาจพัฒนาไปสู่ความรับผิดทั้ง ทางวินัย–ทางอาญา–ทางปกครอง หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ–ละเลยมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

มุมมองทางกฎหมาย การละเมิดที่ร้ายแรง ความผิดสำเร็จแล้ว ตั้งแต่มีการฝังกลบขยะโดยปราศจาก การอนุญาต–ประชาคม และละเมิดหลักสุขาภิบาล (กรณีห้ามตั้ง/ฝังกลบใกล้แหล่งน้ำดื่ม–บาดาลในระยะที่กำหนด)

จากการศึกษาเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พบว่าการดำเนินการฝังกลบขยะในกรณีนี้มีประเด็นที่น่ากังวลหลายประการ

ประการแรก ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกสถานที่ตั้งสำหรับฝังกลบมูลฝอยอย่างชัดเจน โดยสถานที่ฝังกลบต้องมีความลึกของก้นบ่อสูงกว่าระดับน้ำใต้ดินสูงสุดไม่ต่ำกว่า 1 เมตร และต้องไม่เป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง เว้นแต่จะมีระบบหรือมาตรการป้องกันที่เหมาะสม การฝังกลบขยะใกล้แหล่งน้ำโดยไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอจึงเป็นการละเมิดข้อกำหนดดังกล่าว

ประการที่สอง สถานที่ฝังกลบที่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลจะต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน และมีบ่อติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำใต้ดินอย่างน้อย 3 บ่อ พร้อมการตรวจสอบอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี การฝังกลบอย่างลับๆ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางเทคนิคเหล่านี้ได้

ประการที่สาม กฎหมายกำหนดให้โครงการของรัฐที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย หรือชุมชนท้องถิ่น ต้องจัดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนเริ่มดำเนินการ การ “แอบ” ดำเนินการโดยปราศจากกระบวนการดังกล่าวถือเป็นการละเลยขั้นตอนสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด

บทเรียนจาก “สงครามขยะ” เมืองเชียงราย วิกฤตเชิงโครงสร้างไม่ควรแก้ด้วย “ทางลัด”

กรณีพิพาทขยะในพื้นที่อื่นของเชียงรายในอดีต—อย่าง เทศบาลตำบลบ้านดู่ ที่เคยถูกสั่งปิดบ่อขยะในเขตป่าสงวน จนนำรถขยะไปหน้าศาลากลางร้องผู้ว่าฯ และเสนอทำ โรงขยะชีวมวล ทว่ายึดติดกับปัญหาผังเมือง—ชี้ให้เห็นว่า การจัดการขยะคือโจทย์โครงสร้าง ต้องการ พื้นที่–เทคโนโลยี–งบประมาณ–การยอมรับของชุมชน “ทางลัด” อย่างการฝังกลบฉุกเฉินใกล้แหล่งน้ำ เพียงย้ายปัญหา จากกลิ่น–ทัศนียภาพ ไปสู่ ความเสี่ยงสารพิษในน้ำ ที่อาจแพงกว่ามากในการเยียวยา

คำถามที่ผู้บริหารต้องตอบ (เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่น)

  1. ใครสั่งการ? มีคำสั่ง/บันทึกอนุมัติใช้งบ–ว่าจ้างรถแบคโฮหรือไม่? ใครรับผิดชอบหน้างาน?
  2. ทำไมเลือกทำเลข้างโรงน้ำดื่ม–ใกล้แม่น้ำกก? ได้ประเมินความเสี่ยงการปนเปื้อนหรือยัง?
  3. ได้แจ้ง–ทำประชาคมหรือไม่? หากไม่ เหตุใดจึงละเลยกระบวนการที่กฎหมายกำหนด?
  4. ผู้รับเหมาเก็บขยะคือใคร? TOR/สัญญา/กำหนดส่งมอบ–ค่าปรับ–แผนสำรองอยู่ที่ใด?
  5. ปริมาณขยะที่ฝัง–ขนย้ายทั้งหมดเท่าใด? หลักฐานการชั่ง–บันทึกเที่ยวรถ–ปลายทางกำจัดอยู่ไหน?
  6. ผลกระทบต่อแหล่งน้ำ–โรงน้ำดื่ม ประเมินอย่างไร? ใครเป็นผู้ตรวจ? จะเปิดผลแล็บเมื่อไร?
  7. มาตรการเยียวยา ต่อธุรกิจชุมชน–ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ (รายได้–สุขภาพ–ทรัพย์สิน) คืออะไร?
  8. แผนถาวร จัดการขยะบ้านดอย–ลลิตา 5 และทั้งตำบลคืออะไร? ใครเป็นเจ้าภาพ–กรอบเวลา–งบประมาณ?

ทางออก “ตรงกลาง” ที่ปลอดภัย แผน 72 ชั่วโมง–โปร่งใส–ตรวจได้

เพื่อหยุดยั้งความเสี่ยงและฟื้นไว้วางใจในระยะสั้น ควรมี คณะกรรมการร่วมแบบ Incident Command นำโดย นายอำเภอ–ผู้ว่าราชการจังหวัด ประสาน เทศบาลแม่ยาว–เทศบาลนคร–สท.–ตัวแทนชุมชน–โรงน้ำดื่ม–สาธารณสุข–หน่วยงานกำกับ ปฏิบัติการ ภายใน 72 ชั่วโมง ดังนี้
(1) ความปลอดภัยแหล่งน้ำ กั้นเขต–ป้องกันน้ำผิวดินไหลผ่าน, เก็บตัวอย่าง น้ำผิวดิน–น้ำใต้ดิน–น้ำประปา ตรวจแล็บโดยหน่วยอิสระ/มหาวิทยาลัยท้องถิ่น และประกาศผล รายวัน ใน 14 วันแรก
(2) ขนย้าย–ฟื้นฟูพื้นที่ บันทึกพิกัด–ปริมาณ–เที่ยวรถ, ย้ายไปสถานที่กำจัดที่ได้รับอนุญาต, เกลี่ย–อัด–ปิดผิว–ปลูกหญ้า, วาง บ่อติดตามน้ำใต้ดิน ชั่วคราวอย่างน้อย 2 จุดท้ายน้ำ
(3) เอกสาร–สัญญา–งบ เปิด TOR/สัญญา/ไทม์ไลน์/ผู้รับเหมา ต่อสาธารณะ, ระบุบทลงโทษกรณีผิดนัด, ตั้ง เบอร์ฮอตไลน์/ช่องทางร้องเรียนออนไลน์
(4) เยียวยา–สื่อสาร กองทุนเยียวยาธุรกิจชุมชน/โรงน้ำดื่มตามหลักฐานเสียหาย, แถลงข่าว ทุก 24 ชม. ในสัปดาห์แรก, ทำ Q&A ตอบข้อสงสัยสาธารณะ
(5) แผนถาวร เลือก สถานที่กำจัดขยะ ตามหลักสุขาภิบาล–เว้นระยะจากแหล่งน้ำ, ประเมิน เทคโนโลยี (คัดแยก–หมัก–เชื้อเพลิงขยะ–ศูนย์ถ่ายลำเลียง), ทำ ประชาคม รอบด้าน, วาง กรอบเวลา–งบประมาณ–ตัวชี้วัด, และตั้ง บอร์ดอิสระ ติดตามรายไตรมาส

มุมมองเชิงระบบ “ไม่ให้เกิดอีก” ต้องเริ่มที่ “ความไว้วางใจ”

เหตุการณ์ครั้งนี้ชี้ชัดว่า ความเร่งด่วน ของกลิ่น–กองขยะ ไม่อาจเป็นเหตุผลให้ข้าม ความปลอดภัย–ความโปร่งใส การ “แอบทำ” คืนหนึ่งอาจดูง่าย แต่ค่าเสียหายระยะยาว—ทั้งต่อ สุขภาพ–สิ่งแวดล้อม–ธุรกิจชุมชน–ความเชื่อมั่นภาครัฐ—แพงกว่ามาก

หากเทศบาลแม่ยาวสามารถ “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส” ด้วยการ ยอมรับ–เปิดข้อมูล–แก้ไขเชิงระบบ กับเทศบาลนครเชียงรายและชุมชนคู่ขนานกัน เมืองจะได้ แบบอย่างใหม่ ของการจัดการขยะที่ ตรงกลาง–ปลอดภัย–ตรวจสอบได้ และยุติวัฏจักร “ลับ–ลวง–พราง” ไม่ให้ย้อนกลับมาอีก

กล่องสรุป (สำหรับประชาชน–ผู้ประกอบการ)

  • เหตุเกิดจาก ช่องว่างการเก็บขยะ หลังย้ายเขตการปกครอง ชุมชนร้องเรียนตั้งแต่ ต้น ต.ค. 2568
  • พบการ ขุด–ทิ้ง–ฝังกลบ กลางคืน/วันหยุด ในที่ตั้งเทศบาล ติดโรงน้ำดื่ม–ใกล้แม่น้ำกก
  • หลังถูกจับได้ ขุดย้ายออก ≥12 เที่ยวรถ 6 ล้อ แต่ ยังเหลือค้าง
  • โรงน้ำดื่ม หยุดผลิตชั่วคราว–ส่งน้ำตรวจแล็บ เพื่อคงความเชื่อมั่น
  • เทศบาลอ้าง ฝังชั่วคราว–ดับกลิ่น–รอผู้รับเหมา พร้อมแผน 3 ระยะ
  • ชุมชน–สท. เรียกร้อง ชี้แจง–เปิดเอกสาร–ตั้งคณะกรรมการร่วม–ตรวจน้ำอิสระ
  • ข้อเสนอเร่งด่ว แผน 72 ชั่วโมง ปกป้องแหล่งน้ำ–ขนย้าย–ฟื้นฟู–เปิดข้อมูล–เยียวยา

สังคมท้องถิ่นไม่เคยปฏิเสธความหวังดีของรัฐท้องถิ่น แต่ ความหวังดีที่ไม่ยอมกอดคอ “กฎหมาย–วิชาการ–ประชาชน” ย่อมเดินไม่ไกล การยอมรับว่า “ทำผิด” และ แก้ให้ถูก ซ่อมให้โปร่งใส” คือเงื่อนไขแรกของการกลับมาเจอกัน “ตรงกลาง” ที่ปลอดภัย—เพื่อให้แม่น้ำกกยังไหลใส และน้ำดื่มชุมชนยังคงชื่อว่า “สะอาดจริง” ไม่ใช่เพียงฉลาก

ทางแยกระหว่างความไว้วางใจกับความสงสัย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเทศบาลตำบลแม่ยาว จังหวัดเชียงราย เป็นบททดสอบที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยท้องถิ่น เป็นการทดสอบว่าระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลยภาพในระดับท้องถิ่นจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด การที่สมาชิกสภาเทศบาลกล้าออกมาตั้งคำถามและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และการที่ชาวบ้านกล้าลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง แสดงให้เห็นว่าระบบประชาธิปไตยท้องถิ่นยังมีชีวิตและพลัง

ขณะเดียวกัน การตอบสนองของฝ่ายบริหารต่อข้อกังวลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนจะถูกสร้างขึ้นหรือทำลายลง การเลือกที่จะเปิดเผยความจริง รับผิดชอบต่อความผิดพลาด และดำเนินการแก้ไขอย่างโปร่งใส จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ดังที่นายสีเมือง ธำมา รองประธานชุมชนห้วยปลากั้ง เคยกล่าวไว้ในบริบทของการเรียกร้องเรื่องการแบ่งเขตการปกครอง “คนที่มารวมตัวในวันนี้ ทุกคนมาด้วยใจ ไม่มีใครบังคับให้มา ทุกคนมาเพื่อแสดงเจตนารมณ์”

ชาวบ้านตำบลแม่ยาวไม่ได้ต้องการอะไรมากนัก พวกเขาต้องการเพียงแค่ความปลอดภัยในการดำรงชีวิต น้ำสะอาดที่ไม่ปนเปื้อน และความมั่นใจว่าผู้บริหารท้องถิ่นของตนจะทำงานเพื่อประโยชน์ของพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำงานโดยลับๆ ในเวลากลางคืน คำถามสุดท้ายที่ยังค้างคาใจคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ชาวบ้าน ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบการปกครองท้องถิ่น และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต สำหรับตอนนี้ ชาวบ้านตำบลแม่ยาวยังคงรอคำตอบ รอความชัดเจน และรอการดำเนินการที่แสดงถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ในขณะที่แม่น้ำกกยังคงไหลผ่าน พาเอาความหวังและความกังวลของชุมชนไปด้วยกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงราย
  • ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI AUTOMOTIVE

ยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าเชียงรายพุ่ง 135 คัน ชี้ผู้บริโภคใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัด

เชียงรายติดเทรนด์รักษ์โลก ยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าเดือนตุลาคมพุ่ง 135 คัน สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคประหยัดใส่ใจสิ่งแวดล้อม ขนส่งฯ ชี้ทั้งประเทศแตะ 45.37 ล้านคัน รถใหม่พลังงานไฟฟ้าทะลุ 13.16% เร่งผลักดันบริการดิจิทัลลดแออัด

เชียงราย, 13 พฤศจิกายน 2568 – สัญญาณ “เขียว” ของระบบคมนาคมเชียงรายกำลังชัดกว่าที่เคย เพียงเดือนตุลาคม 2568 จังหวัดเชียงรายมีการจดทะเบียนรถไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) 135 คัน ขณะที่กลุ่มไฮบริดทุกรูปแบบ (HEV/PHEV) รวม 152 คัน ส่งผลให้ “ยานยนต์พลังงานสะอาด” ที่จดใหม่รวม 287 คัน จากรถใหม่ทั้งสิ้น 2,975 คัน ในเดือนเดียว ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนภาพผู้บริโภคที่หันมาพิจารณาค่าใช้จ่ายระยะยาว (Total Cost of Ownership) มากขึ้น แต่ยังชี้ถึงการตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เมืองรองที่มีภูมิประเทศและระยะทางเดินทางสั้น กลางเหมาะกับสมรรถนะของรถไฟฟ้า

ในมุมมหภาค กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รายงานว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 ประเทศไทยมีรถจดทะเบียนสะสม 45,376,703 คัน ขณะที่รถใหม่พลังงานไฟฟ้าในเดือนกันยายนแตะ 24,891 คัน คิดเป็น 13.16% ของรถใหม่ทั้งหมด แบ่งเป็น HEV 11,629 คัน, BEV 11,907 คัน, PHEV 1,355 คัน สะท้อน “จุดพลิกผัน” ของตลาดที่พลังงานไฟฟ้าเข้าใกล้สถานะ “กระแสหลัก” ขนส่งฯ ยังรายงานใบอนุญาตขับรถออกใหม่เดือนกันยายน 143,114 ฉบับ เพิ่มขึ้น 18.08% และการขอ ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ 18,034 ฉบับ โดยเกือบ ครึ่งหนึ่ง (49.58%) ทำผ่านแอป “เป๋าตัง”—เป็นหลักฐานว่าบริการดิจิทัลของภาครัฐกำลังตอบโจทย์พฤติกรรมประชาชนยุคออนไลน์

ภาพใหญ่เริ่มจากภาพเล็ก ทำไม “เชียงราย” ถึงวิ่งไปกับ EV

1) โครงสร้างค่าใช้จ่ายและเส้นทางชีวิตประจำวัน
เชียงรายเป็นเมืองที่มีระยะเดินทางในชีวิตประจำวันไม่ยาวเท่ากรุงเทพฯ การใช้รถไฟฟ้าจึงคุ้มค่าในเชิงค่าไฟต่อกิโลเมตรและค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าเครื่องยนต์สันดาป ผู้ใช้จำนวนมากเป็นครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการ “ค่าดำเนินการที่คงที่และคาดการณ์ได้” ในช่วงราคาพลังงานผันผวน

2) เมืองรอง โอกาสใหม่ของโครงสร้างพื้นฐาน
แม้หัวใจของโครงสร้างชาร์จพลังงานยังกระจุกในหัวเมืองใหญ่ แต่การขยายสถานีชาร์จตามทางหลวงและจุดบริการภาคเอกชนเริ่มหนาแน่นขึ้นในภาคเหนือ เมื่อต้นทุนแบตเตอรี่ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงลดลงและระยะวิ่งเฉลี่ยต่อการชาร์จเพิ่มขึ้น “ความกังวลระยะทาง” (range anxiety) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ซื้อในเชียงรายพร้อมตัดสินใจมากขึ้น

3) อัตลักษณ์เมืองท่องเที่ยว เกษตร บริการ
เชียงรายคือจุดหมายท่องเที่ยวและเมืองบริการที่เติบโต การเลือกใช้ EV ช่วยเสริมภาพลักษณ์สถานประกอบการที่ต้องการสื่อสารด้านความยั่งยืน ทั้งโรงแรม คาเฟ่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และธุรกิจโลจิสติกส์เบา (last-mile) ในเขตเมือง

ตัวเลข “เดือนเดียว” ที่น่าคิด โครงสร้างรถใหม่เชียงราย ต.ค. 2568

ชนิดเชื้อเพลิง (รถใหม่)

จำนวน (คัน)

ไฟฟ้า 100% (BEV)

135

ไฮบริด (HEV)

141

ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)

11

รวม EV/Hybrid

287

เบนซิน

2,382

ดีเซล

296

รวมทั้งสิ้น

2,975

สัญญาณน่าสนใจ

  • สัดส่วน EV/Hybrid ต่อรถใหม่รวมเดือนตุลาคมอยู่ราว 9.6% (287/2,975) — ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรถพลังงานไฟฟ้า “ทั้งประเทศ” ในเดือนกันยายนที่ 13.16% แต่ BEV เพียวๆ ในเชียงรายมีจำนวน เฉียดเท่า HEV ในเดือนเดียว (135 vs 141) ซึ่ง “ไม่ธรรมดา” สำหรับเมืองรอง เพราะสะท้อนความมั่นใจต่อโครงสร้างชาร์จและประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีขึ้น
  • กลุ่มเบนซินยังครองสัดส่วนสูง (2,382 คัน) สอดคล้องกับโครงสร้างรายได้และความเคยชินการถือครอง แต่การไต่ระดับของ EV/Hybrid แปลว่าตลาดกำลัง “เปลี่ยนทิศอย่างเงียบๆ”

ประเทศไทยแตะเส้น “ไฟฟ้ากลายเป็นเรื่องปกติ” ข้อมูลขนส่งฯ เดือนกันยายน 2568

  • รถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ 45,376,703 คัน
  • รถใหม่จดทะเบียนเดือนกันยายน 191,195 คัน (จากรถดำเนินการรวม 215,572 คัน) โดย รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 72.33% และ รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 คน 21.80%
  • รถใหม่พลังงานไฟฟ้า (รวม HEV/BEV/PHEV) 24,891 คัน (13.16% ของรถใหม่ทั้งหมด)
  • จังหวัดที่มีปริมาณการดำเนินการด้านทะเบียนและภาษีสูงสุด กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, เชียงใหม่

นอกจากพอร์ตยานยนต์เปลี่ยนเร็ว ตัวเลข “การออกใบขับขี่ใหม่” เดือนกันยายนที่ 143,114 ฉบับ (+18.08%) และการใช้บริการ DLT Smart Queue, อบรมออนไลน์, Drive Thru For Tax บ่งชี้ว่า “ดีมานด์จริง” ของการเคลื่อนย้ายคนและของยังคึกคัก ขณะที่ภาครัฐก็ “ขยับพร้อมกัน” ด้าน e-Service เพื่อให้ธุรกรรมรถยนต์เป็นเรื่องง่าย ลดต้นทุนเวลาและค่าเสียโอกาสของประชาชน

กรมฯ มุ่งพัฒนาและส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการผ่านระบบออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดภาระในการเดินทางมายังสำนักงานขนส่ง” —ถ้อยคำสรุปภาพรวมจาก นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ที่สะท้อนยุทธศาสตร์รัฐชัดเจน “บริการต้องไปหาประชาชน ไม่ใช่ประชาชนต้องไปหาบริการ”

เชียงรายกับโจทย์ “EV เมืองรอง” โอกาส ข้อจำกัด การบ้านร่วม

โอกาส 1 เศรษฐกิจฐานบริการและท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน
ที่พัก ร้านอาหาร และผู้ให้บริการท่องเที่ยวที่รองรับจุดชาร์จ (AC 7–11 kW สำหรับข้ามคืน / DC 50–120 kW ในจุดทางผ่าน) จะดึงดูดลูกค้ากำลังซื้อสูงขึ้นตามพฤติกรรมผู้ใช้ EV ที่วางแผนเส้นทางจากจุดชาร์จเป็นสำคัญ

โอกาส 2 โลจิสติกส์ระยะสั้น กลาง
งานขนส่งในเมือง/อำเภอใกล้เคียง (last-mile, e-commerce, ซัพพลายท่องเที่ยว) คือ sweet spot ของ BEV น้ำหนักเบา เพราะต้นทุนต่อกิโลเมตรต่ำและบำรุงรักษาง่าย

ข้อจำกัด/การบ้าน

  • ความหนาแน่นสถานีชาร์จ ยังไม่สม่ำเสมอในบางอำเภอ จำเป็นต้องเร่ง “แม็พพอยต์” ให้ครอบคลุมเส้นทางท่องเที่ยว—เศรษฐกิจ เช่น เมืองเชียงราย แม่จัน แม่สาย เชียงของ/เชียงแสน
  • ไฟฟ้า ที่จอด นิติฯ อาคาร อพาร์ตเมนต์/คอนโด/โฮมออฟฟิศ ต้องมีแนวทางติดตั้งปลั๊กชาร์จร่วม (shared charging) ที่โปร่งใสเรื่องค่าไฟ/การจองคิว
  • ทักษะบุคลากร อู่และศูนย์บริการอิสระควรอัปสกิลด้านแรงดันสูง ระบบความปลอดภัย เพื่อรองรับตลาดมือสอง EV ที่จะใหญ่ขึ้นใน 2–4 ปีข้างหน้า

 

ตัวเลขที่ “เล่าเรื่อง” การเปลี่ยนผ่าน

  1. BEV เชียงราย 135 คันใน 1 เดือน —สำหรับเมืองรอง นี่คือจุดตัดเชิงจิตวิทยา ประสบการณ์ผู้ใช้เริ่มส่งต่อปากต่อปาก ยอดไม่ได้เกิดจาก “ฮือฮารุ่นเดียว” แต่สะท้อนพอร์ตตัวเลือกที่หลากหลายขึ้น
  2. สัดส่วน EV ใหม่ทั้งประเทศ 13.16% —เมื่อรถไฟฟ้าทุกแบบ (HEV/BEV/PHEV) เกิน 1 ใน 8 ของรถใหม่ ตลาดกำลังเข้าสู่ “ช่วงรับรู้ประโยชน์เป็นวงกว้าง” มากกว่ากลุ่มบุกเบิก
  3. ใบขับขี่ใหม่ +18% และใบขับขี่สากล 18,034 ฉบับ (49.58% ผ่าน ‘เป๋าตัง’) —คนไทยเดินทางมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ บริการดิจิทัลทำให้ต้นทุนเวลาในการทำธุรกรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

บริการดิจิทัลของขนส่งฯ เมื่อ “คิว ภาษี อบรม” อยู่ในมือ

  • DLT Smart Queue จองคิวธุรกรรมทะเบียน ใบขับขี่
  • อบรมออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์อบรมของกรมฯ ลดเวลาหน้างาน
  • ต่อภาษีปี เว็บไซต์ e-Service, แอป DLT Vehicle Tax Plus, ตู้ Kiosk, เคาน์เตอร์เซอร์วิส และ Drive Thru For Tax ที่ “ต่อโดยไม่ต้องลงจากรถ”
  • ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ ทำผ่านแอป เป๋าตัง” ได้แล้วเกือบครึ่งของธุรกรรมทั้งหมด

ความหมายต่อเชียงราย ผู้ใช้รถในจังหวัดสามารถปรับแผนธุรกรรมให้เข้ากับฤดูกาลท่องเที่ยว/ทำงาน ลดเวลาเดินทางมาสำนักงาน และหลีกเลี่ยงความแออัดในช่วงพีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ “เวลาคือรายได้”

สิ่งที่ผู้บริโภคเชียงรายควรรู้ ก่อนตัดสินใจ EV

  1. รูปแบบการใช้งานของคุณคือคำตอบ   หากวิ่งเฉลี่ยไม่เกิน 150–200 กม./วัน และมีที่จอด/ไฟบ้าน BEV จะให้ต้นทุนต่อกิโลเมตรต่ำสุด ส่วนผู้ที่เดินทางไกลไม่แน่นอน HEV/PHEV ยังเป็นทางสายกลาง
  2. โครงสร้างชาร์จ   ตรวจจุดชาร์จใกล้บ้าน ที่ทำงาน เส้นทางประจำ (AC สำหรับข้ามคืน / DC สำหรับเดินทางไกล)
  3. บริการหลังการขายและการรับประกันแบตเตอรี่ – เปรียบเทียบเงื่อนไขรับประกัน เซอร์วิส และค่าอะไหล่ที่สำคัญ
  4. สิทธิประโยชน์ ค่าโอน ภาษี   ติดตามนโยบายภาครัฐและจังหวัดที่อาจสนับสนุนการติดตั้งชาร์จหรือสิทธิด้านภาษีท้องถิ่นในอนาคต
  5. ราคาขายต่อ   ตลาดมือสอง EV ขยายเร็ว เลือกรุ่นที่มีโครงข่ายบริการกว้างและการอัปเดตซอฟต์แวร์ต่อเนื่อง

นัยเชิงนโยบายท้องถิ่น เชื่อมเศรษฐกิจเขียวกับชีวิตประจำวัน

  • เทศบาล/อบจ. สามารถกำหนดแนวทาง “ที่จอดพร้อมจุดชาร์จสาธารณะ” ในพื้นที่ท่องเที่ยว/ตลาดชุมชน เพื่อสร้างแรงจูงใจเชิงพฤติกรรม
  • สถานศึกษา/โรงพยาบาล/ราชการ เป็น early adopter ของ fleet EV เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงและปล่อยคาร์บอน พร้อมเปิดจุดชาร์จให้ชุมชนใช้หลังเวลาราชการ
  • SME เชียงราย (โรงแรม คาเฟ่ รีเทล) การติดตั้ง AC charger 7–11 kW เพียง 1–2 หัวต่อสถานประกอบการ สามารถเปลี่ยน “เวลาชาร์จ” ให้เป็น “เวลาจับจ่าย” ได้จริง

มุมผู้กำกับดูแล วิสัยทัศน์ “ขนส่งทางบกดิจิทัล” ต้องไปพร้อม “ความปลอดภัย”

ถ้อยคำของ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 วางหมุดหมายสำคัญไว้ 3 ประการ

  1. คุณภาพ ความปลอดภัย ครอบคลุม  ระบบต้องมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
  2. บริการต้องสะดวก  ลดงานเอกสาร แออัด ให้ทำได้หลายช่องทาง โดยเฉพาะออนไลน์
  3. ตอบสนองความต้องการจริง  จากการต่อภาษี สอบใบขับขี่ ไปจนถึงบริการเฉพาะอย่าง ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ ที่ครึ่งหนึ่งทำผ่าน “เป๋าตัง” แล้ว

ทิศทางนี้ส่งผลเชิงบวกต่อเมืองรองอย่างเชียงราย เพราะทำให้ “ต้นทุนธุรกรรม” ลดลงและเปิดโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจเข้าถึงบริการรัฐอย่างเสมอภาค

ควรติดตามใน 6–12 เดือนข้างหน้า

  • สัดส่วน EV/Hybrid ในเชียงราย จะไต่ทะลุ 10–12%/เดือน ได้หรือไม่ หากโครงสร้างชาร์จและโปรโมชันผู้ผลิตเอื้อ?
  • BEV vs HEV ในเชียงราย ใครจะขึ้นนำ? ต.ค. 2568 ทั้งสองใกล้เคียงกัน (135 vs 141) อีกเพียงจังหวะเดียวตลาด BEV อาจแซง
  • บริการดิจิทัลของกรมฯ จะขยายไปสู่ “one-stop mobile” แค่ไหน เช่น การรวมอบรม สอบทฤษฎี คิวตรวจสภาพในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อย่นเวลาหน้างานให้มากขึ้นอีก

เมื่อ “ไฟฟ้า” ไม่ใช่แฟชั่น แต่คือโครงสร้างใหม่ของการเดินทางเชียงราย

ตัวเลขเดือนตุลาคม 2568 ของเชียงรายบอกเราชัด—135 BEV ในเดือนเดียว พร้อม EV/Hybrid รวม 287 คัน คือแรงส่งที่มองเห็นได้ ไม่ใช่กระแสชั่วคราว ขณะที่ระดับประเทศ รถใหม่พลังงานไฟฟ้า 13.16% และ บริการดิจิทัลของขนส่งฯ ที่ทำให้ธุรกรรมรถง่ายขึ้น เป็น “รันเวย์นโยบาย” ที่ช่วยให้เมืองรองเดินหน้าได้เร็วขึ้น

ในปีถัดไป “สมการตัดสินใจ” ของผู้ใช้เชียงรายจะชัดเจนขึ้น หากเราเติม สถานีชาร์จให้ครอบคลุมเส้นทางชีวิต, ทำให้ บริการรัฐอยู่ในมือถือ, และสร้าง ระบบบริการหลังการขาย ความปลอดภัยมาตรฐานเดียว เมืองภาคเหนือแห่งนี้จะไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ตามเทรนด์” แต่จะกลายเป็น ต้นแบบเมืองรองด้านการเดินทางไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง—ทั้งคุ้มค่า ประหยัด และหายใจได้สะอาดขึ้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) – สถิติการดำเนินงานด้านการขนส่งทางบก เดือนกันยายน 2568:
    • รถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ 45,376,703 คัน
    • รถใหม่จดทะเบียน 191,195 คัน
    • รถใหม่พลังงานไฟฟ้า 24,891 คัน (HEV 11,629 / BEV 11,907 / PHEV 1,355 = 13.16%)
    • ใบอนุญาตขับรถออกใหม่ 143,114 ฉบับ (+18.08%)
    • ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ 18,034 ฉบับ (49.58% ผ่านแอป “เป๋าตัง”)
    • ช่องทางบริการดิจิทัล: เว็บไซต์ e-Service กรมการขนส่งทางบก, แอป DLT Vehicle Tax Plus, DLT Smart Queue, ระบบอบรมออนไลน์, บริการ Drive Thru For Tax และข้อมูลสถิติผ่านเว็บไซต์ “กลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก” (web.dlt.go.th/statistics)
  • สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

กก.สิ่งแวดล้อมฯ ยกระดับแผนปี 69 คุมเข้มแหล่งกำเนิดมลพิษ เชื่อมโยงข้อกังวลโรงไฟฟ้าขยะท้องถิ่น

ชาวพานร้อง “ชั่งน้ำหนักให้ครบทุกด้าน” เวทีรับฟังโครงการโรงไฟฟ้าขยะ อบต.ป่าหุ่งสะท้อนเสียงกังวลรัฐขยับยกระดับแผนรับมือไฟป่า–หมอกควันปี 2569 คุมเข้มแหล่งกำเนิดมลพิษ เชื่อมโยงโจทย์สิ่งแวดล้อมระดับท้องถิ่นสู่ภาพใหญ่ของประเทศ

เชียงราย, 19 ตุลาคม 2568 — เช้าวันอาทิตย์ที่อากาศโปร่ง ลมหนาวแรกเริ่มพัดผ่านไหล่เขา เสียงเครื่องขยายกำลังเบา ๆ ดังขึ้นที่ ศาลาประชาคม หมู่ 3 บ้านป่าฮ่างงาม ตำบลทานตะวัน อำเภอพาน จุดนัดพบของชาวบ้านสามตำบล ทานตะวัน แม่เย็น และม่วงคำ ที่เดินทางมาร่วมเวทีให้ข้อมูล–รับฟังความคิดเห็นเรื่อง โครงการโรงไฟฟ้าขยะขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง (อบต.ป่าหุ่ง) ซึ่งตั้งอยู่ในรัศมีประมาณ 3 กิโลเมตร จากพื้นที่ชุมชน โดยในวันดังกล่าวมีประชาชนเข้าร่วม 449 คน บรรยากาศคึกคักแต่สงบเรียบร้อย มีทั้งผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน เกษตรกร และตัวแทนผู้ประกอบการท้องถิ่น

ภาพตรงหน้าเป็น “ฉากเล็ก” ของการมีส่วนร่วมสาธารณะ แต่ปมประเด็นกลับ “ใหญ่” เพราะไม่ใช่แค่จะ “เอาหรือไม่เอาโรงไฟฟ้าขยะ” หากสะท้อนเรื่อง การจัดการของเสียชุมชน ความมั่นคงทางพลังงาน คุณภาพอากาศ สุขภาพ เศรษฐกิจท้องถิ่น และความเชื่อมั่นของชุมชน ที่ต้องถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างรอบคอบ

ขณะเดียวกัน “ฉากใหญ่” ของประเทศก็ขยับ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.สิ่งแวดล้อมฯ) ที่ประชุมเมื่อ 15 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบมาตรการ รับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 โดยยกระดับการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษแบบเจาะจงพื้นที่และกิจกรรม (sector-based) หลังผลลัพธ์รอบ 1 พ.ย. 2567–31 พ.ค. 2568 ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพอากาศดีขึ้นในหลายมิติ ค่าเฉลี่ยฝุ่นทั่วประเทศลดลง 10% (เหลือ 28 µg/m³), วันที่เกินมาตรฐานลดลง 2% (เหลือ 184 วัน), จุดความร้อนลดลง 25%, พื้นที่เผาไหม้ลดลง 27% แต่ยังต้อง “เร่งต่อเนื่อง” เพื่อให้เป้าหมายปี 2569 เดินหน้าได้จริง

บทข่าวนี้จึงพาไล่สายใยระหว่าง เสียงของชุมชน กับ ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมของรัฐ และชวนมอง “ทางเลือก–ทางรอด” ของการจัดการขยะและอากาศสะอาดที่อยู่บนฐานข้อมูลข้อเท็จจริง มาตรฐานวิชาชีพสื่อ และความเป็นกลาง

เวทีชุมชน “ยังไม่เห็นด้วย” แต่ขอข้อมูลครบ ความเสี่ยงชัด มาตรการป้องกันจริงจัง

ตลอดช่วงเช้าถึงบ่าย ตัวแทนผู้จัดเวทีชี้แจง วัตถุประสงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าขยะ และเปิดพื้นที่สำหรับถาม ตอบอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญที่ประชาชนส่วนใหญ่สะท้อน ได้แก่

  • ความเสี่ยงด้านอากาศและสุขภาพ ความกังวลเรื่องก๊าซ ฝุ่นละเอียด ไดออกซิน/ฟิวแรน และโลหะหนักจากกระบวนการเผา รวมถึงการรั่วไหลทางอากาศและผลกระทบกับกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ
  • น้ำ–ดิน–เถ้าก้นเตา/เถ้าลอย ความสามารถในการบำบัดน้ำเสีย การป้องกันการปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำชุมชนและพื้นที่เกษตร การจัดการเถ้าลอย (hazardous) และเถ้าก้นเตา (non-hazardous) ให้ถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐาน
  • การคมนาคม–เสียง–กลิ่น ปริมาณรถขนขยะต่อวัน ผลกระทบต่อถนนท้องถิ่น ความปลอดภัยบนท้องทาง และกลิ่นจากสถานีกำจัดขยะ/โรงงาน
  • ความเชื่อมั่นเชิงระบบ “คำมั่น การกำกับ บทลงโทษ” หากไม่ปฏิบัติตาม EIA/EHIA มาตรฐานปล่อง และการรายงานผลสู่สาธารณะ (real-time/รายเดือน) ที่ตรวจสอบได้จริง

ด้วยเหตุนี้ ข้อเสนอหลักในเวทีจึงไปในทิศทาง ยังไม่เห็นด้วย” แต่หากจะเดินหน้าต้อง ทบทวนรอบด้าน และ วางการมีส่วนร่วมที่มากกว่าการรับฟัง ได้แก่ การจัดทำ EIA/EHIA อย่างเข้มงวด, การเปิดเผย ข้อมูลการปล่อย (emission) แบบต่อเนื่อง (CEMS) ที่เข้าถึงได้, แผนคุ้มครองชุมชน (health surveillance), กองทุนสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น และ กลไกหยุดเดินเครื่องทันที หากค่าการปล่อยเกินมาตรฐาน

ใจความร่วมของผู้เข้าร่วม “ขอให้หน่วยงานทบทวนโดยให้ผลประโยชน์ชุมชน สิ่งแวดล้อมมาก่อน กำหนดเงื่อนไขป้องกันเข้ม และต้องโปร่งใสตั้งแต่วันแรก”

ผู้แทนภาครัฐย้ำในเวทีว่า พร้อมรับฟังทุกเสียง และขับเคลื่อนตามขั้นตอนที่ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม โดยยึด “ประโยชน์ร่วมของพื้นที่และชุมชนโดยรวม” เป็นฐานการตัดสินใจ

ทำไม “ไฟฟ้าจากขยะ” จึงถูกหยิบมาคุย และอะไรคือเงื่อนไขสำคัญ

การผลิตไฟฟ้าจากขยะ (Waste-to-Energy, WtE) มักถูกเสนอในฐานะ “ทางออก” ของปัญหาขยะชุมชนสะสม เพราะมี ข้อดี บางประการ เช่น ลดปริมาณขยะเข้าสู่หลุมฝังกลบ, สร้างไฟฟ้าทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล, และลดก๊าซเรือนกระจกจากการย่อยสลายแบบไร้อากาศในหลุมฝังกลบ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญ ที่ทำให้ WtE “เป็นทางออกจริง” ไม่ใช่เพียงเตาเผา หากคือ “ทั้งระบบ” ได้แก่

  1. การคัดแยกต้นทาง ลดเศษอินทรีย์ที่มีความชื้นสูง เพิ่มค่าความร้อนของขยะเชื้อเพลิง (RDF) ให้เตาเผาทำงานได้มีประสิทธิภาพ ลดการใช้เสริมด้วยเชื้อเพลิงอื่น และลดสารก่อมลพิษจากการเผา
  2. มาตรฐานเทคโนโลยีและการดักจับมลพิษ ระบบบำบัดไอเสียหลายชั้น (เช่น Scrubber/Bag filter/Activated carbon) และ CEMS รายงานต่อเนื่องสู่สาธารณะ
  3. การจัดการเถ้า แยกเถ้าลอย (อันตราย) และเถ้าก้นเตา (ไม่อันตราย) ตามกฎหมาย กำหนดปลายทางชัดเจน (เช่น บ่อฝังกลบอันตรายมาตรฐาน/การใช้ประโยชน์อย่างปลอดภัยที่ผ่านการรับรอง)
  4. ระยะห่าง ทิศทางลม ภูมิประเทศ ออกแบบด้วยข้อมูล microclimate และผังเมือง กำหนดแนวกันชน (buffer) และระบบควบคุมกลิ่น
  5. ธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูล ตั้งคณะกรรมการร่วมภาคประชาชน, ระบบร้องเรียนที่ตอบสนองเร็ว, เงื่อนไขหยุดเดินเครื่องอัตโนมัติ, และบทลงโทษจริงจัง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง WtE จะ “ยั่งยืน” ได้ต่อเมื่อ ขยับฐานคัดแยก ลดของเสียตั้งแต่ครัวเรือน และใช้โรงงานในบทบาท “ปลายทางที่ปลอดภัย” ไม่ใช่ “ต้นทางของปัญหาใหม่”

 “โรงไฟฟ้าขยะ” กับโจทย์ “อากาศสะอาดภาคเหนือ” รัฐยกระดับแผนปี 2569

แม้โครงการในอำเภอพานจะอยู่ในขั้นรับฟัง แต่เสียงกังวลเรื่องคุณภาพอากาศก็เชื่อมโยงกับ บริบทภาคเหนือ ที่ต่อสู้กับ “ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5” มายาวนาน ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ ที่นำเสนอต่อ กก.สิ่งแวดล้อมฯ (15 ต.ค. 2568) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในฤดูกาล 2567–2568 (1 พ.ย. 67–31 พ.ค. 68) ได้แก่

  • ค่าเฉลี่ยฝุ่นทั่วประเทศ 28 µg/m³ ลดลง 10%
  • จำนวนวันเกินมาตรฐาน 184 วัน ลดลง 2%
  • จุดความร้อน ลดลง 25%
  • พื้นที่เผาไหม้ ลดลง 27%

อย่างไรก็ดี รัฐยังเดินหน้ามาตรการปี 2569 ใน 5 ด้านหลัก เพื่อ “ล็อกแหล่งกำเนิด” ให้เข้มกว่าปีก่อน

  1. พื้นที่เกษตร   จัดการเศษวัสดุเหลือใช้, คุมอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงาน, กำหนดพื้นที่ ช่วงเวลาเผาที่จำเป็น พร้อมมาตรการจูงใจลดการเผา
  2. พื้นที่ป่า   บูรณาการแผนป้องกัน ควบคุมไฟป่า ระหว่าง อปท. และ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ (ทส.) ปรับกฎระเบียบการจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ดับไฟให้คล่องตัว
  3. เขตเมือง   ขยาย Low Emission Zone (LEZ) ครอบคลุมทุกเขตในกรุงเทพฯ เข้มงวด ควันดำไม่เกิน 20% เร่งวินัยบำรุงรักษารถ (น้ำมันเครื่อง/ไส้กรอง)
  4. หมอกควันข้ามแดน   คุมการ นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผา สอดคล้องประกาศของ กรมการค้าต่างประเทศ มีผล 1 ม.ค. 2569
  5. บริหารจัดการภาพรวม   ของบกลางเสริมงบปกติ, แจ้งเตือนสถานการณ์ผ่าน Cell Broadcast/SMS, ใช้กลไกคณะกรรมการทุกระดับเร่งรัดติดตามผล

เป้าหมาย 2569 ตั้งธง ลดพื้นที่เผาไหม้ในป่าอย่างน้อย 10%, ในเกษตรอย่างน้อย 15%, และให้ ยานพาหนะ โรงงาน สถานประกอบการ ปฏิบัติตามกฎหมาย 100% ขณะที่ภาคเหนือคาดหวังว่าแนวทาง “กำกับแหล่งกำเนิด” จะช่วย ลดวันวิกฤตหมอกควัน และสร้างภาวะอากาศดีในช่วงไฮซีซันท่องเที่ยวได้จริง

เมื่อ “อากาศดีขึ้น” ต้องดีแบบยั่งยืน และชุมชนต้องรู้สึกปลอดภัย

ตัวเลขที่ดีขึ้นในปี 2567–2568 เป็น “สัญญาณเชิงบวก” แต่การยกระดับมาตรการปี 2569 สะท้อนความเข้าใจว่า ตัวแปรฝุ่น ไม่ได้มีเพียง ไฟป่า การเผาเกษตร หากรวมถึง การคมนาคม อุตสาหกรรม การก่อสร้าง และกิจกรรมชุมชน การลดฝุ่นอย่างยั่งยืนจึงต้อง “ผูกแพ็กเกจ” ทั้ง มาตรการควบคุม, แรงจูงใจเศรษฐกิจ, และ วินัยสังคม เข้าด้วยกัน

สำหรับพื้นที่ที่กำลังถกเถียงเรื่องโครงการ WtE อย่างอำเภอพาน การยึด “มาตรฐานสูงสุด” เป็นเงื่อนไขตั้งต้น ไม่ใช่ข้อยกเว้น เช่น

  • กำหนดค่าการปล่อยปลายปล่อง ให้เทียบเคียงมาตรฐานสากลที่เข้มเท่าหรือมากกว่ากฎหมายไทย
  • ติดตั้ง CEMS ที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์/รายชั่วโมง
  • สุขภาพชุมชน ทำ ฐานข้อมูลสุขภาพก่อนโครงการ (baseline) และติดตามต่อเนื่องโดยหน่วยงานสาธารณสุขอิสระ
  • ความโปร่งใส การกำกับ ตั้งคณะกรรมการอิสระร่วมชุมชน ท้องถิ่น วิชาการ ตรวจติดตามแบบสุ่มไม่แจ้งล่วงหน้า
  • การมีส่วนร่วมที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่ “ปรึกษาครั้งเดียว” แต่เป็น วงจรสื่อสาร ตลอดอายุโครงการ รวมถึง กลไกเยียวยา หากมีผลกระทบ

“ความรู้สึกปลอดภัย” จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ ข้อมูลโปร่งใส ตรวจสอบได้ และชุมชนมีอำนาจร่วมกำกับ ไม่ใช่เพียงผู้รับฟัง

ทางเลือกคู่ขนาน “ลด–แยก–ใช้ซ้ำ–รีไซเคิล” เดินพร้อม “ปลายทางที่ปลอดภัย”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการของเสียเน้นย้ำว่า ไม่ว่าพื้นที่จะมี WtE หรือไม่ รากฐานของระบบขยะยั่งยืน คือ การลด (Reduce) แยก (Segregate)  ใช้ซ้ำ (Reuse)  รีไซเคิล (Recycle) และเสริมด้วย

  • เศษอาหาร/อินทรีย์ → ทำปุ๋ย/ไบโอแก๊ส ลดความชื้นและกลิ่นของขยะผสม
  • ของมีค่ารีไซเคิล → ดึงออกตั้งแต่ต้นทาง ลดการเผาวัตถุดิบที่มีมูลค่า
  • การศึกษา–แรงจูงใจ → สร้างนิสัยคัดแยกด้วยทั้งรณรงค์และสิ่งจูงใจ (ค่าธรรมเนียมตามปริมาณขยะผสม ส่วนลดสำหรับครัวเรือนคัดแยกดี)

เมื่อ ต้นทางแข็งแรง ปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นหลุมฝังกลบสุขาภิบาลหรือโรงไฟฟ้าขยะ ก็จะปลอดภัยและมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 “ฟังให้ครบ อธิบายให้ชัด ลงมือให้โปร่งใส”

จากเวทีชุมชนที่พาน เราเห็น เสียง “ยังไม่เห็นด้วย” ซึ่งไม่ได้ปิดประตู แต่ร้องขอ “หลักประกันความปลอดภัยและความโปร่งใส” ที่จับต้องได้ ขณะเดียวกัน ภาพใหญ่ของประเทศก็กำลังเดินสู่ การจัดการอากาศอย่างเป็นระบบ ในปี 2569 โดยมุ่งคุมแหล่งกำเนิดและเร่งบูรณาการทุกระดับ

จุดคลี่คลายปม อยู่ที่ “กระบวนการและความไว้วางใจ” หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนโครงการด้วยข้อมูลครบถ้วน, ปรับแบบ เพิ่มเงื่อนไขคุ้มครองชุมชน, เปิดเผยข้อมูลแบบเรียลไทม์, และ ให้ชุมชนมีสิทธิร่วมกำกับอย่างแท้จริง การตัดสินใจ จะเดินหน้า ปรับแก้ หรือยุติ ก็จะได้รับการยอมรับมากขึ้น

ท้ายที่สุด การจัดการขยะและอากาศสะอาด ไม่ใช่โจทย์ที่ “ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” จะแก้ได้ หากเป็น พันธสัญญาร่วมของทั้งชุมชน–ท้องถิ่น–รัฐ–เอกชน ที่ต้องฟังกันด้วยข้อมูล และลงมือด้วยความโปร่งใส เพื่อให้พาน–เชียงราย และภาคเหนือ เดินสู่ คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ

  1. ทำฐานข้อมูลสุขภาพ สิ่งแวดล้อมก่อนโครงการ (Baseline) ตรวจ PM2.5, ไดออกซิน/ฟิวแรนในดิน–น้ำ–อากาศ, โลหะหนัก, และตัวชี้วัดสุขภาพกลุ่มเสี่ยง
  2. ยกระดับการมีส่วนร่วม ตั้ง คณะกรรมการเฝ้าระวังร่วมชุมชน มีอำนาจเข้าถึงข้อมูล CEMS/เข้าตรวจโรงงานแบบสุ่ม
  3. CEMS + Open Data เปิดข้อมูลการปล่อยบนแพลตฟอร์มออนไลน์แบบรายชั่วโมง พร้อมระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อเกินค่า
  4. เงื่อนไขหยุดเดินเครื่อง ระบุชัดในใบอนุญาต หากเกินมาตรฐานให้หยุดทันที ตรวจสอบแก้ไขก่อนกลับมาเดินเครื่อง
  5. กองทุนสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น จัดสรรเพื่อสุขภาพชุมชน–อากาศสะอาด–วิจัยอิสระ และการเยียวยา
  6. ทางเลือกต้นทาง แผนลดขยะอินทรีย์–ขยายไบโอแก๊สครัวเรือน/ชุมชน–ตั้งสถานีคัดแยกร่วมเอกชน–ให้แรงจูงใจเชิงเศรษฐศาสตร์
  7. เชื่อมยุทธศาสตร์ปี 2569 ของรัฐ ผูกมาตรการพื้นที่เกษตร–ป่า–เมือง เข้ากับแผนท้องถิ่นของพาน–เชียงราย ลดฝุ่นอย่างบูรณาการ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลเวทีชุมชนอำเภอพาน จ.เชียงราย (19 ต.ค. 2568) เวทีให้ข้อมูล รับฟังความคิดเห็นโครงการโรงไฟฟ้าขยะ อบต.ป่าหุ่ง ณ ศาลาประชาคม ม.3 บ้านป่าฮ่างงาม ต.ทานตะวัน ผู้เข้าร่วมจาก 3 ตำบล (ทานตะวัน–แม่เย็น–ม่วงคำ) รวม 449 คน   รายงานโดยผู้จัดกิจกรรมและผู้แทนชุมชนในพื้นที่
  • กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) / คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
  • กรมการค้าต่างประเทศ (พาณิชย์)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ราคาทรุด! ปลาเศรษฐกิจแม่น้ำกกดิ่งเหว ชุมชนปากน้ำร้องรัฐวางแผนน้ำสำรอง สกัดความเสี่ยงระยะยาว

วิกฤต “สารพิษแม่น้ำกก” เขย่าเศรษฐกิจริมฝั่งน้ำ—ชาวประมงปากน้ำกก 3 ชุมชน ยื่น 4 ข้อเสนอเยียวยา–หยุดต้นเหตุ ขณะที่จังหวัดเร่งวาง Flood Mark-สำรวจน้ำบาดาลสำรอง สกัดความเสี่ยงระยะยาว

เชียงราย, 16 ตุลาคม 2568 — ยามเย็นริมปากแม่น้ำกก ลมเหนือพัดแรงพอจะทำให้ผืนแหตาข่ายปลิวกระทบกันเป็นจังหวะ แต่เสียงหัวเราะของชาวประมงไม่คึกคักดังเช่นเดิม แผงขายปลาที่เคยคึกครื้นเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ “ข่าวสารพิษในแม่น้ำกก” ขึ้นหน้าสื่อเมื่อต้นฤดูร้อนปีนี้ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคหดหาย ราคาปลาท้องถิ่นทรุดลงต่อเนื่อง และรายได้ของครัวเรือนริมฝั่งน้ำเกือบหยุดชะงัก

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ชาวประมงจาก บ้านเชียงแสนน้อย–บ้านสบคำ ต.เวียง และบ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน รวม 30 คน เปิด “เวทีระดมข้อมูลผลกระทบ” ที่ศาลาตลาดปลาบ้านเชียงแสนน้อย โดยมี ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับ สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ลงบันทึกข้อเท็จจริง–เสียงสะท้อน และ “ข้อเสนอ 4 ข้อ” ส่งถึงหน่วยงานรัฐ ระบุชัดเป็นทางออกทั้งระยะสั้นและยาว หลังชุมชนรับผลกระทบจาก การปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองต้นน้ำฝั่งพม่า ซึ่งไหลลงสู่ลุ่มน้ำกก

 “ความเสี่ยงไม่แน่ชัด” จนกลายเป็น “ความกลัวแน่ชัด”

จุดหักเหเกิดขึ้นราว 9 เมษายน 2568 เมื่อมีประกาศให้งดการลงเล่นแม่น้ำกกจากการตรวจพบ “สารปนเปื้อน” ต่อมา 22 เมษายน 2568 ข่าว “ปลาป่วยเป็นตุ่ม” ถูกเผยแพร่กว้างขวาง อันเป็นภาพที่สะเทือนความรู้สึกของชุมชนผู้ผูกพันกับสายน้ำ กระทั่งช่วงปลายเดือนเมษายน รายงานการตรวจคุณภาพน้ำที่พบ “สารหนู” โดยหน่วยงานสิ่งแวดล้อมกลาง ถูกตีความในสังคมอย่างแตกต่าง—แม้ กรมประมง จะย้ำว่า สารตกค้างในตัวปลา “ไม่เกินมาตรฐาน” และยังบริโภคได้ แต่ในเชิงพฤติกรรม ผู้บริโภคจำนวนมากเลือก “เลี่ยง” มากกว่า “เสี่ยง”

ในเวลาต่อมา คลื่นข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่สะท้อนภาพที่น่ากังวลยิ่งขึ้น การตรวจรอบที่ 4 ของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 1 เชียงราย ชี้ว่า น้ำประปาหมู่บ้าน 18 แห่งมีการปนเปื้อนสารตะกั่ว (บางแห่งพบทั้งตะกั่วและสารหนู) พร้อมสัญญาณ “สารโลหะหนัก” ใน ผักบุ้ง–ผักกาด และในปลาบางชนิด (เช่น ปลาตะเพียน ปลานวลจันทร์ ปลากระดี่ ปลานิล) แม้ส่วนใหญ่ ยังไม่เกินค่าอ้างอิง แต่การบริโภคซ้ำอย่างต่อเนื่องในชุมชนพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติ ย่อมสร้าง “ความเสี่ยงสะสม” โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

เสียงเตือนจากนักวิชาการสะท้อนชัด ดร.สืบสกุล กิจนุกร เรียกร้องรัฐ “สื่อสารให้ตรงไปตรงมา” เลิกใช้คำกำกวมอย่าง “ไม่เกินมาตรฐาน” แล้วเปลี่ยนเป็น “พบสารโลหะหนักแต่ไม่เกินมาตรฐาน” เพื่อให้ประชาชนเข้าใจความเสี่ยงจริง นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าการตรวจครั้งล่าสุด ไม่มีการตรวจ “ปรอท” ในตัวปลา ทั้งที่จังหวัดใกล้เคียงอย่างเชียงใหม่ตรวจและรายงาน พร้อมเผยข้อมูล ผลตรวจปัสสาวะประชาชน 7 รายมี “สารหนูเกินมาตรฐาน” ซึ่งควรถูกสื่อสารและติดตามซ้ำอย่างโปร่งใส

ด้าน น.ส.สมพร เพ็งค่ำ จาก CHIA Platform เสนอให้ หยุดจ่ายน้ำ” ที่โรงเรียน ที่ตรวจพบการปนเปื้อนทันที จัดหาน้ำสะอาดจากแหล่งอื่นใช้ชั่วคราว ตรวจสอบและยกระดับระบบบำบัด พร้อมประเมินภาวะสุขภาพกลุ่มเสี่ยง (หญิงตั้งครรภ์–เด็กเล็ก) อย่างใกล้ชิด ขณะที่ ผศ.เสถียร ฉันทะ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.เชียงราย เตือนว่าตะกั่วกระทบระบบประสาทอย่างรุนแรง โดย WHO และการประปาส่วนภูมิภาคกำหนดค่าสูงสุดในน้ำดื่มที่ 0.01 มก./ล. จึงย้ำให้รัฐเปิดเผยข้อมูลและเร่งหา “แหล่งน้ำดิบใหม่” สำหรับผลิตประปาชุมชนโดยเร็ว

ชีวิตชาวประมงปากน้ำกก เมื่อฤดูกาลยังมา แต่รายได้ไม่กลับ

เศรษฐกิจของ 3 ชุมชนปลายน้ำกกผูกกับ “จังหวะน้ำ–วงจรปลา” อย่างแยกไม่ออก

  • ฤดูน้ำหลาก (พฤษภาคม–กันยายน) ปลาแม่น้ำโขงอพยพเข้าแม่น้ำกก จับได้มากที่สุด รายได้สูงสุดของปี
  • ฤดูน้ำลง/ปลาล่อง (ตุลาคม–พฤศจิกายน) ปลาไหลกลับสู่โขง ยังจับได้ต่อ
  • ฤดูแล้ง (ธันวาคม–เมษายน) จับปลาได้น้อย ชาวประมงซ่อมอุปกรณ์–หาเลี้ยงจากแหล่งน้ำย่อย

ภาวะปกติ 6 เดือนของน้ำหลาก+น้ำลง คือ “ห้วงทำเงิน” เฉลี่ย 52,000 บาท/คน/ฤดูกาล สำหรับชาวประมงรายย่อย แต่วงจรปีนี้กลับไม่เหมือนเดิม

  • เมษายน 2568 ข่าวปนเปื้อนเริ่มกระจาย
  • พฤษภาคม เริ่มขายปลายาก–ราคาตก
  • มิถุนายน–กันยายน แทบ ขายไม่ได้เลย จับได้ก็บริโภคเอง
  • ตุลาคม เริ่มขายได้บ้าง แต่ ทั้งราคา–ปริมาณไม่กลับเท่าเดิม

ราคาปลาเศรษฐกิจ “หักหัวทิ่ม” ในเวลาอันสั้น

  • ปลาเค้า จาก 250 เหลือ 150 บาท/กก.
  • ปลาแข้ จาก 250 เหลือ 150 บาท/กก. (ยังขายยาก)
  • ปลาคางเบือน จาก 350 เหลือ 200 บาท/กก.
  • ปลากา (เพี้ย) จาก 150 เหลือ 100 บาท/กก.
  • ปลาโจก จาก 250 เหลือ 240 บาท/กก.
  • ปลากด จาก 120 เหลือ 100 บาท/กก.
  • ปลากดคัง จาก 250 เหลือ 200 บาท/กก.
  • ปลาสะงั่ว จาก 400 เหลือ 300 บาท/กก.

ขณะเดียวกัน ต้นทุนคงที่ ของอาชีพประมงพื้นบ้านกลับ “ไม่ลดตาม” ค่าเรือและเครื่องเรือราว 25,000 บาท ค่าน้ำมันเฉพาะฤดูทำการ 18,000 บาท “มองไหล” (อวนตาถี่) 10 ผืน คนละ 45,000 บาท และ ไซลั่น 10 อัน 5,000 บาท รวม เฉลี่ย 83,000 บาท/คน/ปี เมื่อนำมาคูณกับ ชาวประมง 41 ราย ในสามชุมชน (สบคำ 22, สบกก 12, เชียงแสนน้อย 7) เฉพาะ “ทุนอุปกรณ์” ที่สูญเสียไปในปีนี้พุ่งถึง 3,403,000 บาท—ยังไม่รวม ค่าเสียโอกาส จากรายได้ที่หายไปทั้งฤดูกาล

“จับได้ก็ต้องกินเอง จะให้ทิ้งก็ไม่ได้ แต่ขายก็ไม่มีคนซื้อ” — เสียงเล่าซ้ำ ๆ บนเวทีสะท้อน “วิกฤตความเชื่อมั่น” มากกว่าปัญหา “ปริมาณปลา”

4 ข้อเสนอจากชุมชน เยียวยา–สื่อสารตรง–หยุดสารพิษ–ดูแลสุขภาพ

ข้อเสนอร่วมของ ชาวประมงปากน้ำกก 3 ชุมชน ต่อภาครัฐ ได้แก่

  1. เยียวยา–ชดเชยรายได้ ที่ขาดหายไปจากอาชีพประมง และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายคงที่ด้านอุปกรณ์/ซ่อมบำรุง
  2. สื่อสารตรงไปตรงมา ชัดเจน และปฏิบัติได้จริง ลดความกำกวมที่ทำให้ชาวบ้าน–ผู้บริโภคสับสน
  3. แก้ที่ต้นเหตุ ให้รัฐบาล เจรจา–กดดัน ฝั่งต้นน้ำให้ หยุดปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ ตามกรอบความร่วมมือข้ามพรมแดน
  4. ตรวจสุขภาพต่อเนื่อง เปิดเผยผล ตรวจย้ำแยกแยะ สารหนูอินทรีย์–อนินทรีย์ พร้อมคำแนะนำป้องกันที่ปฏิบัติได้จริง

สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และ ดร.สืบสกุล กิจนุกร อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลผลกระทบจากชุมชนในลุ่มน้ำกก “ตั้งแต่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ถึงปากน้ำกก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย” เพื่อยื่นข้อเสนออย่างเป็นระบบต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทุกระดับ

ด้านจังหวัด–ส่วนกลาง เร่งแผนคู่ขนาน น้ำสำรอง–ข้อมูลน้ำท่วม–แผนที่เสี่ยง

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีเพียง “สารพิษ” แต่ยังทับซ้อนกับ “ความเสี่ยงน้ำหลาก” ที่ลุ่มน้ำกกเผชิญเป็นระยะ 15 ตุลาคม 2568 จังหวัดเชียงรายเปิดประชุมที่ ปภ.จังหวัด โดย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ขับเคลื่อนโครงการ ติดตั้งเครื่องหมายระดับคราบน้ำท่วม (Flood Mark) เป็น “ความทรงจำของน้ำ” บนพื้นที่จริง เพื่อนำไปสู่ แผนที่เสี่ยง (Flood Map) และ แผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า ใช้เทคโนโลยี Mobile Mapping System (MMS) สำรวจความสูงภูมิประเทศ กว่า 120 กม. ตั้ง หมุด Flood Mark ไม่น้อยกว่า 500 จุด เชื่อมความร่วมมือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย–เทศบาลนครเชียงราย–องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้งบสนับสนุนจาก สสน. (สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ, องค์การมหาชน) และโครงการ CDP ร่วมประสาน TNDR

ในมิติ “น้ำกินน้ำใช้” ฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติเดินเกม แผนน้ำสำรอง นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี/รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมาย กรมทรัพยากรน้ำบาดาล สำรวจ–คัดเลือก บ่อบาดาลสำรอง สำหรับระบบประปาหมู่บ้านใน ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย โดย สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 1 (ลำปาง) ลงพื้นที่ร่วมกับ สนง.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย และ เทศบาลตำบลแม่ยาว ใน 3 หมู่บ้าน (รวมมิตร–ห้วยทรายขาว–ผาสุก) รวมแล้ว ราว 20 จุด พร้อมเปิดรับจุดสำรวจเพิ่มเติม เพื่อทดแทนการใช้น้ำดิบจากแม่น้ำกกในพื้นที่เสี่ยง

มาตรการเชิงรุกดังกล่าวสื่อสาร “แนวทางแก้ปัญหาที่จับต้องได้” ระหว่างที่ผลตรวจสารปนเปื้อนยังต้องเฝ้าระวังและสื่อสารต่อเนื่อง

นโยบาย–ธรรมาภิบาลน้ำแบบข้ามพรมแดน ช่องว่างที่ควรปิด

แม่น้ำกกเป็นสายน้ำที่มี มิติข้ามพรมแดน เชื่อมพื้นที่ต้นน้ำฝั่งพม่าเข้าสู่ไทย ความเสี่ยงจากกิจกรรมเหมืองแร่ในต้นน้ำ—ซึ่งถูกระบุโดยชุมชนว่าเป็นต้นตอการปนเปื้อน—สะท้อนความจำเป็นของ กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) และระดับหน่วยงานวิชาการ (S2S Science-to-Science) เพื่อตกลง มาตรฐานการเฝ้าระวัง–แจ้งเตือน–เยียวยา ที่เท่าทัน หากไม่ปิดช่องว่างนี้ ปลายน้ำอย่างเชียงรายจะต้องเผชิญ “ความไม่แน่นอน” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งตีวงกว้างตั้งแต่ สุขภาพ–เศรษฐกิจฐานราก–ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ไปจนถึง ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

ในเชิงสื่อสารสาธารณะ บทเรียนสำคัญคือ ความชัดเจนมาก่อนความสบายใจ” ภาษาราชการที่ไม่ตรงประเด็นอาจทำให้ประชาชน “สบายใจชั่วครู่” แต่ “ไม่ปลอดภัยในระยะยาว” แนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอ—บอกความจริงตามข้อมูลล่าสุด แยกแยะสารแต่ละชนิด ระบุพื้นที่เสี่ยง–กลุ่มเสี่ยง พร้อมมาตรการปฏิบัติ—คือสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ชุมชนตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ เข้าใจง่าย–ตรวจสอบได้

จาก “ความกลัว” สู่ “แผนที่–น้ำสำรอง–ตัวชี้วัดสุขภาพ”

แม้สถานการณ์ยังไม่นิ่ง แต่ “เส้นทางคลี่คลาย” เริ่มมีองค์ประกอบชัดเจนมากขึ้น

  1. สตอรีไลน์ของน้ำ — เมื่อ Flood Mark ถูกปักไว้เป็นร้อยจุด และ MMS แปลงความสูงภูมิประเทศเป็นข้อมูลดิจิทัล พื้นที่ปลายน้ำกกจะมี “แผนที่เสี่ยงน้ำท่วม” ที่อ้างอิงเหตุการณ์จริง ลดความไม่แน่นอนของฤดูน้ำหลาก สร้าง “ปฏิทินน้ำ” ที่วางแผนล่วงหน้าได้
  2. น้ำดื่มน้ำใช้ที่มั่นคง — เมื่อ “น้ำบาดาลสำรอง” ถูกพัฒนาเป็นเครือข่ายจ่ายน้ำให้ประปาชุมชน พื้นที่เสี่ยงสามารถ “สลับแหล่งน้ำดิบ” ได้ทันทีเมื่อตรวจพบสารปนเปื้อน ลดการพึ่งพาแม่น้ำหลักในช่วงวิกฤต
  3. สุขภาพที่ติดตามได้ — เมื่อตัวชี้วัดสุขภาพ (เช่น การตรวจปัสสาวะสารหนู, คัดกรองภาวะโลหะหนักในกลุ่มเสี่ยง, แนวทางโภชนาการช่วงเฝ้าระวัง) ถูก ประกาศ–อัปเดต–อธิบาย อย่างสม่ำเสมอ ความสามารถของประชาชนในการป้องกันตนเองจะสูงขึ้นทันที
  4. เยียวยาที่เป็นธรรม — หากมาตรการเยียวยารายได้–ช่วยค่าอุปกรณ์–ค้ำประกันสินเชื่ออาชีพ (ชั่วคราว) ของชาวประมงเกิดขึ้นจริง พร้อม “ตลาดทางเลือก” สำหรับช่วงฟื้นความเชื่อมั่น (เช่น อุดหนุนปลาจากแหล่งน้ำที่ปลอดภัย–โปรแกรมรับซื้อประกันราคา) วงจรรายได้ของครัวเรือนริมฝั่งน้ำจะเริ่มหายใจได้อีกครั้ง

หยุดสารพิษที่ต้นน้ำ–เยียวยาปลายน้ำ–ทำให้ข้อมูลไหลเหมือนน้ำ

สิ่งที่ชุมชนขอไม่ใช่เรื่องเกินเอื้อม—เยียวยาทันที, ข้อมูลตรงไปตรงมา, เจรจากับต้นน้ำให้หยุดปล่อยสารพิษ, และ ตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดคือ “มาตรการมนุษย์พื้นฐาน” ในวิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่การจะเดินทางไปถึงจุดนั้น ต้องมี “ระบบข้อมูล” ที่ โปร่งใส–ต่อเนื่อง–สื่อสารเป็น และ “ระบบน้ำ” ที่ ยืดหยุ่น–มีทางเลือก–สำรองได้

เชียงรายกำลังวางรากฐานผ่าน Flood Mark–MMS–บ่อบาดาลสำรอง ขณะที่นักวิชาการและภาคประชาชนกำลังช่วยกัน “ทำให้ข้อมูลไม่กำกวม” บทบาทต่อจากนี้ของรัฐ—ทั้งส่วนกลาง–ส่วนท้องถิ่น—คือ เชื่อมทุกเส้นให้ทำงานพร้อมกัน ตั้งแต่โต๊ะเจรจาข้ามพรมแดน ไปจนถึงโต๊ะกินข้าวของครัวเรือนชาวประมง ถ้าทำได้ “ความกลัว” จะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วย “ความเชื่อมั่นใหม่” ที่วัดผลได้ทั้งใน ตัวเลขสุขภาพ–กระเป๋าสตางค์–ราคาปลา และ เสียงหัวเราะริมฝั่งน้ำ ที่จะกลับมาอีกครั้ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และ ดร.สืบสกุล กิจนุกร (มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง)
  • รายงานสาธารณสุข/ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 1 เชียงราย (กระทรวงสาธารณสุข)
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
  • สำนักข่าวชายขอบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

แก้วิกฤตแม่น้ำกก รัฐ-วิชาการ-ประชาชน ผนึกกำลังหาแหล่งน้ำสำรองและหยุดมลพิษ

ปฏิบัติการลุ่มน้ำกก” รัฐ–ประชาชน–วิชาการ ร่วมคลี่ปมมลพิษข้ามพรมแดน รองนายกฯ สุชาติ เปิดเวทีรับฟัง–สั่งเร่งตรวจน้ำ–หาแหล่งน้ำสำรอง เดินเกมบูรณาการ “ข้อมูล–ความเชื่อมั่น–การทูตน้ำ”

เชียงราย/เชียงใหม่, 9 ตุลาคม 2568นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ก่อนเปลี่ยนเป็นอากาศยานปีกหมุนขึ้นสำรวจแนวลำน้ำกกต่อเนื่อง จากเชียงใหม่ถึงเชียงราย โดยมี ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงฯ และคณะผู้บริหารในสังกัดร่วมภารกิจ และได้รับการต้อนรับ รายงานสถานการณ์จาก ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่–เชียงราย ตลอดจนหน่วยงานทรัพยากรน้ำ สาธารณสุข และปกครองท้องถิ่น

“สิ่งที่มารับฟังในวันนี้คือ ความตั้งใจจริง ของรัฐบาล เราจะเร่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม”—นายสุชาติ ชมกลิ่น ย้ำต่อหน้าชาวบ้านและผู้นำชุมชนที่บ้านท่าตอน

น้ำ–ดิน–อาหาร–วิถีชีวิต ใต้เงามลพิษข้ามพรมแดน

ปมปัญหาที่ซับซ้อนเริ่มจาก ข้อกังวลเรื่องสารหนูและโลหะหนัก ในแม่น้ำกก–สาขา (รวก–สาย) ที่ไหลลงโขง สะท้อนผ่านความไม่มั่นใจของชุมชนต่อการ อุปโภค–บริโภค และผลกระทบ เศรษฐกิจท้องถิ่น–การท่องเที่ยว นานเดือน จนเกิดเสียงเรียกร้องให้รัฐ “เร่ง ตรงจุด โปร่งใส” โดยเฉพาะการตรวจวัดที่ “เร็วถึงพื้นที่” ไม่ต้องส่งตัวอย่างเข้าเมืองหลวงให้เสียเวลา

ด้านข้อมูลเชิงสุขภาพสิ่งแวดล้อม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รายงานว่าจากการเฝ้าระวังช่วงที่ผ่านมา ค่าคุณภาพน้ำเพื่อการอุปโภค (ประปาผิวดิน–ภูเขา–บาดาล–บ่อน้ำตื้น) รวมทั้งการตรวจ ค่าสารหนูในปัสสาวะของประชาชนกลุ่มเสี่ยง อยู่ในเกณฑ์ ไม่เกินมาตรฐาน เช่นเดียวกับผลตรวจ สารหนู–ตะกั่ว–ปรอท ในพืชผักและปลาในลุ่มน้ำ (ปริมาณ ไม่เกินค่ามาตรฐาน) ขณะ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ กรมอนามัย ยืนยันว่าการบริโภคปลาในแม่น้ำ “ทานได้ไม่เป็นอันตราย” ในเงื่อนไขที่พบโดยทั่วไปและร่างกายขับออกได้ตามธรรมชาติ

แต่ ผลตรวจ “ไม่เกินมาตรฐาน” ไม่ได้แปลว่า ความเชื่อมั่น” จะกลับมาในทันที—ตัวแทนชาวบ้านสะท้อน ราคาพืชผลตกต่ำ–นักท่องเที่ยวชะลอ–ธุรกิจย่อยต้องควักเงินสำรอง ขณะข้อเสนอบางแนวทางโครงสร้าง (เช่น ฝายดักตะกอน) ยังก่อคำถาม “จะซ้ำเติมระบบนิเวศหรือไม่” และ “จะทำให้ชาวบ้านกลายเป็นหนูทดลองหรือเปล่า”

เวทีเดียว หลายเสียง 10 ข้อเสนอประชาชน ฝ่ายค้าน นักวิชาการ

จุดแข็งของวันลงพื้นที่คือ “การเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้พูด” ในเวทีเดียวกัน นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม (ฝ่ายค้าน) ร่วมภารกิจตามคำเชิญของรองนายกฯ พร้อมยื่น 10 ข้อเสนอ ตั้งแต่การ จัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ ทดแทนแม่น้ำกก–รวก–สาย–โขง สำหรับเมืองหลักของเชียงราย (อ.เมือง–เวียงชัย–แม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ) การ จัดหาแหล่งน้ำใหม่/ปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้าน อย่างน้อย 30 หมู่บ้าน ตลอดลำน้ำ การ ตรวจคุณภาพดิน–ผลผลิต ในลุ่มน้ำกก (พื้นที่ลุ่ม 12,000 ไร่ ใน ต.ท่าตอน) และ ข้าวนาปีมากกว่า 100,000 ไร่ ในเขตชลประทาน ก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อคุ้มครองทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

สาระสำคัญยังรวมถึงการตั้ง ศูนย์ตรวจโลหะหนักประจำจังหวัดเชียงราย–เชียงใหม่ เพื่อให้การเฝ้าระวังใน น้ำ–ตะกอน–ดิน–ผลผลิตเกษตร–ปลา–สัตว์น้ำ–มนุษย์ ทำได้ ใกล้–เร็ว–ต้นทุนต่ำ พ่วง “กลไกข้ามแดน” เช่น ยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมา ที่เชื่อมโยงต้นเหตุ, ตั้ง คณะทำงานร่วม รัฐ–วิชาการ–ประชาชน เพื่อเฝ้าระวัง เยียวยาฟื้นฟูลุ่มน้ำ และการเปิดเวที การทูตน้ำ กับเมียนมา–จีน รวมถึงยกประเด็นสู่กรอบ GMS/ACMECS และเวทีโลกอย่าง COP (UNFCCC) เพื่อกดดันเชิงนโยบาย หยุดต้นตอมลพิษข้ามพรมแดน อย่างยั่งยืน

“เราเป็นฝ่ายค้าน แต่ถ้ารัฐบาลเชิญเพื่อประโยชน์ประชาชน เรายินดีไป และย้ำ 10 ข้อข้อเสนอเพื่อคืนความปลอดภัยน้ำ–ดิน–อาหารให้พี่น้อง”—นายกัณวีร์ สืบแสง

นักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ชี้เฉพาะพื้นที่เกษตร ~130,000 ไร่ ที่กำลังออกผลผลิต ต้องตรวจโลหะหนักเร่งด่วน ขณะที่ ภาคประชาสังคม สะท้อนภาพเหมืองฝั่งต้นน้ำในรัฐฉานที่ “มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า” ใกล้ชายแดนไทย—ตอกย้ำว่าทางออกจำเป็นต้อง คิดเชื่อมแดน–เชื่อมสถาบัน–เชื่อมข้อมูล” ไม่ใช่แก้เฉพาะหน้าฝั่งไทยเท่านั้น

คำตอบจากรัฐ เร่งตรวจ–เร่งน้ำ–เร่งข้อมูล และ “ไม่ยึดติดฝ่าย”

ต่อหน้าข้อเสนอและเสียงสะท้อน นายสุชาติ ขีดเส้น 3 งานเร่งด่วนที่ กระทรวง ทส. ทำได้ทันที

  1. งานข้อมูล–คุณภาพน้ำ มอบหมาย กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ตั้ง ชุดตรวจประจำจุด ในพื้นที่ให้ผลตรวจ “รวดเร็วและสื่อสารได้” ลดเวลารอจากการส่งเข้ากรุงเทพฯ และให้ผลระดับที่ประชาชน “อ่านเข้าใจได้”
  2. งานน้ำเร่งด่วน ให้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล (ทธบ.) สำรวจ–ขุดแหล่งน้ำบาดาลฉุกเฉิน และให้ กรมทรัพยากรน้ำ (ทรพ.) ประสาน การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) หา แหล่งน้ำดิบสำรอง เพื่อกระบวนการผลิตน้ำประปาที่มีต้นทุน–สารเคมีต่ำลง ตอบโจทย์ “ปลอดภัย–เพียงพอ–ยืดหยุ่น”
  3. งานมีส่วนร่วม–โครงสร้าง กรณีโครงการ ฝายดักตะกอน ยืนยันต้องผ่าน เวทีรับฟัง/ประชาพิจารณ์ และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน “อาจสร้าง–ไม่สร้าง–หรือปรับวิธีแก้” ก็ได้—ไม่ใช้ชาวบ้านเป็นหนูทดลอง

“เราไม่ยึดติดว่าใครฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เราไม่ได้เก่งทุกอย่าง คนที่เก่งกว่าเรายังมี—เชิญมาให้ความรู้ แล้วเอาไปใช้เพื่อประชาชน” — สุชาติ ชมกลิ่น เน้นวัฒนธรรมการทำงาน “ไร้เส้นแบ่ง” ระหว่างรัฐ–ฝ่ายค้าน–เอ็นจีโอ–นักวิชาการ

ขณะเดียวกัน รองนายกฯ ระบุได้พูดคุยกับ รองนายกฯ/รมว.เกษตรฯ ธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อบูรณาการภารกิจที่เกี่ยวข้อง โดยย้ำว่าหากประชาชน ไม่ต้องการฝาย” เจ้าหน้าที่รัฐก็ ทำไม่ได้” เพราะคนในพื้นที่รู้ดีที่สุด

บ่ายเชียงราย กำลังใจแนวหน้า–ตั้งหลัก PM2.5 ก่อนฤดูไฟป่า

จากแม่อายสู่เมืองเชียงราย บ่ายวันเดียวกัน นายสุชาติ เดินทางไป ศูนย์ฝึกอบรมที่ 4 (เชียงราย) มอบเสบียง–ถุงยังชีพให้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ กรมป่าไม้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ “แนวหน้าดูแลผืนป่า” พร้อมเน้นการทำงานเชิงบูรณาการ อนุรักษ์–ฟื้นฟู–ใช้ประโยชน์อย่างสมดุล และการเตรียม แผนรับมือไฟป่า–หมอกควัน–PM2.5 ที่จะวนกลับมาในฤดูแล้ง

ภาพการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ “เสือไฟ–ชุดควบคุมไฟป่า–อนุรักษ์สัตว์ป่า” ไม่ได้เป็นเพียงพิธี หากเชื่อมกับ บริบทคุณภาพอากาศ ที่ภูมิภาคนี้ต้องเผชิญเป็นประจำ และเชื่อมกับ บริบทคุณภาพน้ำ ที่กำลังแก้ไข—เพราะท้ายที่สุด น้ำ–ดิน–อากาศ–ป่า คือระบบเดียวกัน

ตัวเลขสำคัญ เหตุผลที่ “เร็ว–ชัด–ร่วม” จำเป็น

  • 30 หมู่บ้าน ตลอดลำน้ำกก–รวก–โขง (ฝั่งเชียงใหม่–เชียงราย) ที่ต้องปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้าน–แหล่งน้ำใหม่
  • 12,000 ไร่ (ที่ราบลุ่มน้ำกก ต.ท่าตอน) และ >100,000 ไร่ (ข้าวนาปีในเขตชลประทานลุ่มน้ำกก–สาย–รวก) ที่ภาควิชาการเสนอให้ตรวจโลหะหนักก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อ ความปลอดภัยของผู้บริโภค–ความมั่นใจของตลาด
  • การตั้ง ศูนย์ตรวจโลหะหนักระดับจังหวัด จะลด “ค่าใช้จ่าย–เวลา–ระยะทาง” เมื่อเทียบกับการส่งตรวจในกรุงเทพฯ ทำให้ ข้อมูลทันการสื่อสารสาธารณะ
  • งาน แหล่งน้ำดิบสำรอง/บาดาลฉุกเฉิน ลดการพึ่งน้ำผิวดินช่วง “สภาวะเสี่ยง” และลด ต้นทุนสารเคมี ในกระบวนการทำประปา
  • มาตรการ การทูตน้ำ และ การค้าระหว่างประเทศ (เช่น หยุดนำเข้าแร่จากเมียนมา ที่โยงแหล่งเหมืองเสี่ยง) ทำให้ การแก้ต้นเหตุ เป็นไปได้จริงในระยะกลาง–ยาว

บทสนทนาที่เริ่มแล้ว จากฝั่งฟ้าถึงฝั่งน้ำ

ช่วงท้ายวัน นายสุชาติ เข้าร่วมประชุมที่ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย กับผู้ว่าฯ เครือข่ายภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐ โดยระบุว่า คพ. จะเป็น “แม่งานตรวจน้ำ” เพื่อให้ผลตรวจ เร็วและสม่ำเสมอ ส่วนงานประมง–ความปลอดภัยอาหาร ให้ สาธารณสุข ช่วยสื่อสาร “เกณฑ์–บริบท” อย่างเข้าใจง่ายและต่อเนื่อง

เสียงสะท้อนจากพื้นที่—ถนนกัดเซาะจากน้ำท่วม, ครัวเรือนต้องจัดหาน้ำเอง, พืชผล–การท่องเที่ยวสะดุด—ล้วนถูก จด–จำ–จับคู่หน่วย เพื่อให้การเยียวยา–กอบกู้ความเชื่อมั่นเดินคู่กับการเฝ้าระวังเชิงระบบ และการวาง แผนน้ำดิบระยะยาว (เช่น แนวทางปรับไปใช้แหล่งน้ำอื่นของ กปภ. ในบางจุด พร้อมกรอบก่อสร้างที่หน่วยงานแจ้งไทม์ไลน์ของตน)

“ปัญหาแม่น้ำกกเกี่ยวข้องความมั่นคงมนุษย์ เราต้องสู้เพื่อประชาชน ด้วยข้อมูล–ความร่วมมือ–และการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา”—สารสำคัญที่รองนายกฯ ทิ้งไว้

เส้นทาง “สามขาความเชื่อมั่น” น้ำปลอดภัย–ข้อมูลโปร่งใส–ทูตน้ำเชิงรุก

  1. ความปลอดภัยเชิงปฏิบัติการ (Operational Safety) การตั้ง “จุดตรวจถี่–ผลเร็ว–อธิบายได้” ของ คพ. คือกุญแจเรียกความเชื่อมั่นกลับมา งานบาดาลฉุกเฉิน–แหล่งน้ำสำรองเป็น กันชนความเสี่ยง ให้ระบบประปาเดินได้แม้ในภาวะไม่แน่นอน
  2. ความโปร่งใสเชิงสื่อสาร (Risk Communication) ผล “ไม่เกินมาตรฐาน” ต้องมาคู่ บริบท–คำอธิบาย–คู่มือใช้ชีวิต (เช่น แนวทางบริโภคปลา, การล้าง–ปรุง, การคัดเลือกแหล่งน้ำในครัวเรือน) และ แดชบอร์ดสาธารณะ ที่อัปเดตรายวัน/รายสัปดาห์
  3. การทูตน้ำ–เศรษฐกิจ (Transboundary Governance) การยกระดับประเด็นสู่ GMS/ACMECS/COP และกลไกการค้า (หยุดนำเข้าแร่จากเหมืองเสี่ยง) คือ “แรงส่งต้นน้ำ” ที่ไทยต้องขับเคลื่อนคู่การแก้ปลายน้ำ เพื่อไม่ให้ “ลุ่มน้ำไทย” กลายเป็นผู้รับภาระฝ่ายเดียว

ลำน้ำเดียวกัน–ผลลัพธ์เดียวกัน

ภาพเฮลิคอปเตอร์ที่บินตามลำน้ำกกในเช้าวันนี้ เป็นทั้ง สัญลักษณ์ และ สัญญา ว่า “ลำน้ำเดียวกัน” ต้องได้ ผลลัพธ์เดียวกัน — น้ำที่ปลอดภัย อาหารที่ไว้วางใจได้ เศรษฐกิจชุมชนที่ฟื้นตัว และการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ชัดเจนบนฐานข้อมูล รัฐ–ฝ่ายค้าน–นักวิชาการ–เอ็นจีโอ–ชุมชนต่างเห็นพ้อง “สู้ร่วมกันได้” หาก เป้าหมายคือประชาชน และ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)
  • กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)
  • กรมทรัพยากรน้ำ (ทรพ.)
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล (ทธบ.)
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช / กรมป่าไม้
  • ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ / จังหวัดเชียงราย และศาลากลางจังหวัด
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 / หน่วยงานปกครองท้องถิ่น
  • การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ กรมอนามัย / ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย กระทรวงสาธารณสุข
  • ภาคประชาสังคมในพื้นที่ลุ่มน้ำกก–รวก–สาย และผู้แทนชุมชน
  • นักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเครือข่ายวิชาการที่เกี่ยวข้อง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ENVIRONMENT

เวิลด์แบงก์ชี้ “ไทยเสี่ยงภัยพิบัติสูง” โอกาสทองเปลี่ยนวิกฤตสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เวิลด์แบงก์ชี้ “ไทยเสี่ยงภัยพิบัติสูง” เปิดหน้าต่างแห่งโอกาส เปลี่ยนวิกฤตสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทางรอดของการเติบโตระยะยาว มุมมองเชิงลึกจากกรุงเทพฯถึงเชียงราย

ประเทศไทย, 7 ตุลาคม 2568 — นาฬิกาสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยกำลังเดินเร็วขึ้นกว่าที่คาด เมื่อ ธนาคารโลก (World Bank) เผยรายงาน Thailand Country Climate and Development Report (CCDR) ฉบับล่าสุด (เมษายน 2568) ชี้ชัดว่าไทยเผชิญความเสี่ยงสูงจากอุทกภัย ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน ซึ่งไม่เพียงบั่นทอนคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน แต่ยังกดทับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรมและศูนย์กลางเศรษฐกิจจากลุ่มเจ้าพระยาถึงมหานครริมทะเลอย่างภูเก็ต

รายงานระบุว่า แม้ไทยตั้งธงใหญ่คือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ภายในปี 2593 และ การปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)” ภายในปี 2608 แต่ “ระยะทาง” ระหว่างวันนี้กับวันนั้นเต็มไปด้วยหลุมบ่อ น้ำท่วมที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่คืบคลานสู่เมืองชายฝั่ง ภัยแล้งที่ยื้อยุดผลผลิตเกษตรภาคเหนือ–อีสาน รวมถึงความเสี่ยงใหม่อย่าง คลื่นความร้อน ที่กระทบแรงงานกลางแจ้งและผู้สูงอายุโดยตรง ขณะเดียวกัน โครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทำให้ไทยต้อง “เร่งจูนโครงสร้าง” ครั้งใหญ่ หากหวังเดินถึงเป้าหมายตามกรอบเวลา

จุดเงยหน้าในภาพซับซ้อนนี้คือข้อเท็จจริงที่ธนาคารโลกย้ำว่า เศรษฐกิจสีเขียวไม่ใช่ต้นทุนอย่างเดียว แต่คือโอกาสทอง” ทั้งการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโลก การยกระดับความสามารถแข่งขัน และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นผ่านอุตสาหกรรมใหม่ ตั้งแต่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึง พลังงานสะอาดและประสิทธิภาพพลังงาน หากขับเคลื่อนอย่างมีระบบ ไทยไม่เพียงลดความเสี่ยง แต่ยังสร้างสมดุลการเติบโตที่ทนทานต่อโลกภูมิอากาศใหม่ (new climate normal)

ภาพใหญ่ “ความเสี่ยง–ความหวัง” ที่มาเคาะประตูพร้อมกัน

1) ภัยพิบัติถี่ขึ้น–แรงขึ้น
น้ำท่วมยังเป็นความเสี่ยงอันดับต้นของไทย ทั้งในเมืองใหญ่และพื้นที่เกษตรกรรม ลำน้ำท้องถิ่นรับน้ำไม่ทันเขตเศรษฐกิจแอ่งกระทะรับแรงกระแทกเต็ม ๆ ขณะที่ ภัยแล้ง ในเหนือ–อีสานทำให้สต็อกน้ำเขื่อนตึงมือ เกษตรกรต้องหันมาปรับพืช ลดรอบปลูก หรือยอมรับผลผลิตตกต่ำ สวนทางกับต้นทุนแรงงานและปัจจัยการผลิตที่ยื้อสูง

2) เป้าหมายสุทธิศูนย์–โจทย์โครงสร้าง
ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 0.88% ของโลก ตัวเลขอาจดูเล็ก แต่ “ความเปราะบาง” ส่งผลเกินสัดส่วน เมื่อเทียบโครงสร้างการตั้งถิ่นฐาน การใช้ที่ดิน และระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่เสี่ยง รายงานชี้ว่าการไปให้ถึง Carbon Neutrality 2593 และ Net Zero 2608 ต้องพึ่งการเปลี่ยนผ่านขนาดใหญ่ใน ภาคพลังงาน, อุตสาหกรรม, เกษตร และโครงสร้างพื้นฐานจัดการน้ำ ไม่ใช่เพียงการ “ติดตั้งแผงโซลาร์” เพิ่ม แต่คือการออกแบบระบบใหม่ทั้งห่วงโซ่อุปทานและแรงจูงใจตลาด

3) โอกาสเศรษฐกิจสีเขียว หน้าต่างไม่เปิดค้าง
โลกกำลัง “ลงคะแนนด้วยเงินลงทุน” ให้กับห่วงโซ่ผลิตที่ ปล่อยคาร์บอนต่ำ ประเทศที่เคลื่อนตัวไวจะได้ “ส่วนแบ่งตลาดอนาคต” ทั้งใน EV/แบตเตอรี่/ส่วนประกอบ, พลังงานแสงอาทิตย์–พลังงานชีวภาพ, ไปจนถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง และ การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ หากไทยปรับตัวทัน ตั้งมาตรฐาน, ใช้มาตรการการเงิน–ภาษีที่ถูกจุด, ทำตลาดคาร์บอนโอกาสจะถูกแปลงเป็น การเติบโตใหม่ ที่ยั่งยืน

เวิลด์แบงก์แนะ 3 เสาหลัก ทางด่วนสู่ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ”

ปฏิรูปพลังงานผลิตให้สะอาด ใช้ให้คุ้ม

  • เร่งสัดส่วน พลังงานหมุนเวียน ในระบบผลิตไฟฟ้า ควบคู่ การจัดการความผันผวน (grid flexibility) เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และพยากรณ์โหลดอัจฉริยะ
  • ด้าน “อุปสงค์” สนับสนุน ประสิทธิภาพพลังงาน ในอาคาร–อุตสาหกรรมมาตรฐานใหม่ของเครื่องใช้ไฟฟ้า, เข้มงวดฉลากประหยัด, เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อรีโทรฟิต

อุตสาหกรรม–เกษตรคาร์บอนต่ำ

  • ผลักดัน เทคโนโลยีปล่อยต่ำ (low-carbon) ในโรงงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด, ไอน้ำประสิทธิภาพสูง, เชื้อเพลิงผสมชีวภาพ, วัสดุหมุนเวียน
  • ภาคเกษตรขยาย การจัดการน้ำอย่างแม่นยำ, พันธุ์พืชทนแล้ง–ทนร้อน, ลด “การเผา” และส่งเสริม ชีวมวล–ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อลดการปล่อยจากดิน–ปศุสัตว์ ควบคู่ การตลาดผลิตภัณฑ์เกษตรคาร์บอนต่ำ สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ชุมชน

โครงสร้างพื้นฐานรับมือภัยพิบัติ

  • ลงทุน ระบบจัดการน้ำแบบบูรณาการ เก็บ–ระบาย–กัก–ยืดหยุ่น (multi-use storage, retention, floodways) พร้อม สารสนเทศภูมิอากาศ ระดับพื้นที่
  • โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Nature-based solutions) ป่าต้นน้ำ–พื้นที่ชุ่มน้ำ–แนวกันคลื่นธรรมชาติในชายฝั่งลดความเสี่ยงระยะยาวด้วยต้นทุนคุ้มค่า

จากกรุงเทพฯถึงเชียงราย เมื่อ “ความเปราะบาง” กระทบชีวิตจริง

ภาพรวมประเทศที่เวิลด์แบงก์ฉายยังสะท้อนชัดในจังหวัดปลายแผ่นดินอย่าง เชียงราย—จุดบรรจบแม่น้ำสาย–โขง ที่มีทั้งภูเขา–แอ่งรับน้ำ–ชายแดนการค้าคึกคัก เมืองที่รุ่งด้วย กาแฟ–ชา–ศิลปะ–วัฒนธรรมชนเผ่า–โลจิสติกส์ชายแดน ก็หนีไม่พ้นโจทย์ภูมิอากาศใหม่

  • ภัยแล้งยืดเยื้อ–ฝนทิ้งช่วง ทำให้สวนกาแฟ–ชาเสี่ยงผลผลิตไม่นิ่ง เกษตรกรรับแรงกดดันสองทางน้ำขาด/ศัตรูพืชเพิ่ม
  • น้ำหลากฉับพลัน ในพื้นที่ลาดชัน–ลุ่มน้ำท้องถิ่น กระทบโครงสร้างพื้นฐานชุมชน–การท่องเที่ยว
  • หมอกควัน/PM2.5 ฤดูร้อนปลายหนาวภาพลักษณ์ท่องเที่ยว–สุขภาพประชาชน และแรงงานกลางแจ้ง

ถ้าถามว่า “เชียงรายต้องปรับอะไร” คำตอบอยู่ใน เสาหลักเดียวกันแต่ปรับใช้ให้ตรงบริบท”

  • น้ำ อ่างเก็บ–หนอง–แก้มลิงชุมชน บริหารร่วมกัน เชื่อมข้อมูลฝน–ดิน–พืชแบบเรียลไทม์ให้ “ปลูกพอดี–ใช้น้ำพอเพียง”
  • เกษตร ปลูกผสมผสาน–ร่มเงา–หยุดเผา, ส่งเสริม กาแฟ/ชายั่งยืน เข้าสู่ตลาดพรีเมียมที่ให้ “ค่าเพิ่มจากคาร์บอนต่ำ”
  • เมือง–ท่องเที่ยว จัดการ ทางเดิน–ร่มเงา–จุดพักชุ่มน้ำ–ระบบเตือนภัย สร้างประสบการณ์ ท่องเที่ยวใส่ใจภูมิอากาศ (low-carbon travel) ให้เป็น “แบรนด์เชียงราย”

เศรษฐกิจสีเขียว ไม่ใช่แค่ทางรอดแต่คือ “ทางเลือกที่ฉลาดกว่า”

EV และอุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่
ไทยเป็นฐานผลิตยานยนต์เดิม หากยกระดับสายการผลิตสู่ EV/แบตเตอรี่/ส่วนประกอบ ได้มากขึ้นและใช้ ไฟฟ้าสะอาด ในกระบวนการ จะรักษาฐานการจ้างงานและส่วนแบ่งตลาดโลก ขณะเดียวกัน จังหวัดปลายทางอย่างเชียงรายได้อานิสงส์จาก โครงสร้างชาร์จ–ท่องเที่ยว EV-friendly และ โลจิสติกส์ไฟฟ้า สำหรับขนส่งชายแดน

พลังงานสะอาดและประสิทธิภาพพลังงาน
แสงอาทิตย์บนหลังคา (rooftop solar) สำหรับธุรกิจ–ครัวเรือน, ระบบปรับอากาศ–แสงสว่างประสิทธิภาพสูงในโรงแรม–คาเฟ่–แหล่งท่องเที่ยว สร้างผล “ต้นทุนลด–ภาพลักษณ์เพิ่ม” และถ้ารัฐเคาะ มาตรการทางการเงิน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ/ประกันราคาไฟ/ภาษีเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจะเร็วขึ้น

ท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำแม่น้ำเดียวกันต่างฝั่งได้ประโยชน์
เชียงรายมีทุนวัฒนธรรม–ศิลป์–เกษตร สร้างเส้นทาง Art–Tea/Coffee–Community แบบ Slow Travel ที่ลดการเดินทางซ้ำซ้อน, ใช้ ยานพาหนะปล่อยต่ำ, เสิร์ฟ อาหารท้องถิ่นจากเกษตรยั่งยืน, และเสนอ คอมเพนเสตคาร์บอน ให้ผู้มาเยือนทั้งสร้างประสบการณ์และรายได้กลับสู่ชุมชน

กลไกการเงิน–ภาษี สวิตช์ที่ทำให้ “ความตั้งใจ” กลายเป็น “การลงทุนจริง”

รายงานเวิลด์แบงก์ย้ำว่า ความสำเร็จอยู่ที่ การจัดลำดับนโยบาย” และ ระดมเงินทุน” ให้ถูกที่ถูกเวลา

  • ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) สร้างราคาสำหรับ “การลดปล่อย” ให้ธุรกิจเห็นผลตอบแทนชัด ทั้งในและข้ามพรมแดน (เช่น โครงการปลูกป่า–เกษตรยั่งยืน–รีโทรฟิตอาคาร)
  • ภาษีคาร์บอน/ปรับคาร์บอนข้ามแดน (CBAM) ของคู่ค้า ยิ่งกดดันให้ซัพพลายเชนไทย ใสสะอาด–ตรวจสอบได้ถ้าเตรียมตัวเร็ว เราจะเป็นซัพพลายเออร์ที่คู่ค้าอยากร่วมงาน
  • แรงจูงใจการลงทุนสีเขียว เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, เร่งลดขั้นตอนอนุญาตโครงการสะอาด, อุดหนุน R&D/สกิลแรงงานให้เอกชนเห็น ความเสี่ยงลด–ผลตอบแทนเพิ่ม”

แผน 12 เดือน” เพื่อเปลี่ยนรายงานให้เป็นผลลัพธ์ (จากส่วนกลางถึงจังหวัด)

ระดับชาติ

  1. อัปเดตแผนพลังงานและแผนภูมิอากาศให้ “เดินสอดรับ” กันระบุเป้า RE, กักเก็บพลังงาน, ประสิทธิภาพพลังงาน แบบมีไทม์ไลน์–งบ–หน่วยงานรับผิดชอบ
  2. เปิดทางตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจและเตรียมความพร้อมเครื่องมือกำกับ (MRV, registry, standard)
  3. ตั้ง “กองทุนเปลี่ยนผ่านสีเขียว” ให้สินเชื่อ/ค้ำประกันโครงการสะอาดของ SME อาคาร/โรงแรม/เกษตร

ระดับจังหวัด (ต้นแบบเชียงราย)
4) จัดทำ Climate Risk Map ระดับตำบล ชี้จุดเสี่ยงน้ำท่วม/แล้ง/ดินถล่ม–PM2.5 และ แผนตอบสนอง รายพื้นที่
5) สร้าง คอมมูนิตี้วอเตอร์แบงก์ หนอง/แก้มลิง/สระเก็บน้ำ บริหารร่วมกับเกษตรกรและเทศบาล เชื่อมข้อมูลฝน–ชลประทาน
6) ทำ Green Hospitality Standard สำหรับโรงแรม–คาเฟ่–ที่พัก ตั้งเป้าลดใช้พลังงาน/น้ำ–จัดการของเสีย–เมนูท้องถิ่น–ทางเลือกวีแกน–ข้อมูลคาร์บอนเมนู
7) ออก เชียงรายคลัสเตอร์ชา/กาแฟยั่งยืน หยุดเผา, ร่มเงา, น้ำหยด, ตรวจย้อนกลับ, รับรองมาตรฐาน ขายสู่ตลาดพรีเมียมและเชื่อมท่องเที่ยว
8) สื่อสาร เตือนภัย–คุณภาพอากาศ–สภาพจราจร แบบเรียลไทม์หลายภาษา (ไทย–อังกฤษ–จีน) ผ่านเว็บ/โซเชียล/QR ในจุดท่องเที่ยว
9) จัด เทศกาลฤดูหนาวคาร์บอนต่ำ ธีมเดียวทั้งเมือง ขนส่งสาธารณะ–ไฟประหยัดพลังงาน–ของที่ระลึกจากวัสดุหมุนเวียน
10) พัฒนา ทักษะแรงงานสีเขียว มัคคุเทศก์เล่าเรื่องภูมิอากาศ–บาริสต้า/เชฟใช้วัตถุดิบท้องถิ่นยั่งยืน–ช่างเทคนิคพลังงานแสงอาทิตย์/ปรับอากาศประหยัดพลังงาน

คำถามกลางเรื่อง “หรือวิกฤตจะเปลี่ยน” ไทยได้จริง?

หัวใจของรายงานเวิลด์แบงก์มิได้บอกเราว่า “ภัยพิบัติจะหนักขึ้น” เท่านั้น แต่ ท้าทายให้เลือก เราจะเป็นเพียงผู้รับผลกระทบ หรือจะเป็น ผู้กำหนดทิศทางใหม่ ด้วยการแปลงวิกฤตเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่ สะอาดกว่า แข็งแรงกว่า และเป็นธรรมกว่า สำหรับคนส่วนใหญ่

ตัวเลข 0.88% ของการปล่อยโลกอาจทำให้เรารู้สึกว่าไทย “ไม่ได้ปล่อยมาก” ทว่าในวันที่ห่วงโซ่อุปทานโลก วัด คาร์บอนในทุกกิโลวัตต์–ทุกชิ้นส่วน–ทุกกิโลเมตรขนส่ง ความได้เปรียบจะเป็นของผู้ที่ พิสูจน์ได้ ว่าผลิตภัณฑ์–บริการปล่อยต่ำจริง และ ปลอดภัยต่อสภาพภูมิอากาศ นั่นทำให้การปฏิรูปพลังงาน, การเงินสีเขียว, มาตรฐานสินค้า–บริการ และข้อมูลความเสี่ยงระดับพื้นที่ ไม่ใช่ “งานของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง” แต่คือ วาระแห่งชาติ ที่ต้องเดินพร้อมกัน

เชียงราย ด้วยทุนวัฒนธรรมและภูมิประเทศเฉพาะตัว มีโอกาส ก้าวนำ เป็น “เมืองต้นแบบเศรษฐกิจท้องถิ่นคาร์บอนต่ำ” ที่คนทั้งประเทศจับตา เมืองที่จัดการน้ำอย่างรู้ค่า, ทำเกษตร–ท่องเที่ยวเชื่อมชุมชน, ใช้พลังงานคุ้มและสะอาด, สร้างงานทักษะใหม่ให้คนรุ่นใหม่ และส่งออก “เรื่องเล่า” ของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเคารพสู่โลก

รายงาน CCDR ของเวิลด์แบงก์ย้ำสองประเด็นพร้อมกัน ความเสี่ยงกำลังสูงขึ้น และ โอกาสกำลังเปิดกว้าง ประเทศไทยมีเวลา ไม่มาก ในการสลับเกียร์จาก “ซ่อมความเสียหายหลังภัยพิบัติ” ไปสู่ “ลงทุนป้องกัน–ปรับตัว–ลดปล่อยเชิงรุก” ยิ่งลงมือเร็ว ต้นทุนยิ่งต่ำ และผลตอบแทนยิ่งมาก ทั้งต่อเศรษฐกิจมหภาคและกระเป๋าสตางค์ของครัวเรือน

คำตอบว่าประเทศไทย และเชียงรายจะ “พร้อม” แค่ไหน อยู่ที่ ความกล้าตัดสินใจ ของภาครัฐ, ความริเริ่ม ของเอกชน, และ พลังร่วม ของชุมชนในพื้นที่ หากทั้งหมดขยับในทิศทางเดียวกัน “วิกฤต” ก็จะกลายเป็น รากฐาน ของเศรษฐกิจใหม่ที่มั่นคงกว่าและยั่งยืนกว่าไม่ใช่แค่คำสัญญาบนเวทีโลก แต่เป็นคุณภาพชีวิตที่คนไทยสัมผัสได้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • World Bank – Thailand Country Climate and Development Report (CCDR)
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ./ONEP)
  • กระทรวงพลังงาน
  • IPCC AR6
  • Global Facility for Disaster Reduction and Recovery (GFDRR) – Thailand Country Profile
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช./NESDC)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News