Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

อบจ.เชียงราย ใช้มวยไทยสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้เยาวชนเชียงแสน ในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชค วัดงิ้วแก้วพัฒนา

นายก อบจ.เชียงราย เปิดสังเวียนมวยไทยต้านภัยยาเสพติด ในงานสรงน้ำพระธาตุพบโชค ชูพลังเยาวชนสืบสานศิลปะประจำชาติ

เชียงราย, 4 กุมภาพันธ์ 2569 – เสียงกลองเชียร์กระทบอากาศหนาวของเชียงแสนในค่ำคืนต้นกุมภาพันธ์ ผู้คนหลากวัยทยอยเข้ามาจับจองพื้นที่รอบสังเวียน บางคนมากับลูกหลาน บางคนเป็นนักมวยรุ่นเยาว์ที่สวมผ้าพันมือแน่นรอคิวขึ้นชก ขณะที่อีกมุมหนึ่งของลานวัด การทำบุญในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชคยังดำเนินควบคู่ไปกับมหรสพสมโภชอย่างคึกคัก ภาพทั้งหมดอาจดูเป็นเพียงงานวัดประจำปี แต่สำหรับชุมชนชายแดนที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากยาเสพติดมาอย่างยาวนาน “สังเวียนมวยไทย” ถูกวางบทบาทเป็นมากกว่าความบันเทิง หากเป็นพื้นที่ฝึกวินัยและพลังใจให้เยาวชนได้เลือกเส้นทางที่ต่างออกไป

เปิดการแข่งขันมวยไทยในวัดงิ้วแก้วพัฒนา เน้นสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชน

ข้อมูลจากการประชาสัมพันธ์กิจกรรมระบุว่า เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันชกมวยไทย ภายในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชค ณ วัดงิ้วแก้วพัฒนา บ้านงิ้วเฒ่า ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีผู้นำท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง และมีการจัดคู่ชกมวยไทยรวม 9 คู่

สาระสำคัญที่ผู้จัดงานสื่อสารต่อสาธารณะในครั้งนี้คือการใช้ “กีฬามวยไทย” เป็นเครื่องมือเชิงสังคม เพื่อให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลอบายมุขและยาเสพติด ควบคู่กับการสืบสานศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ และการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของคนในชุมชนผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬา

ทำไมชุมชนชายแดนจึงเลือกกีฬาเป็นแนวหน้าในการป้องกัน

คำว่า “ต้านภัยยาเสพติด” ถูกใช้ในงานหลายรูปแบบทั่วประเทศมานาน ทั้งเวทีวิ่งเพื่อสุขภาพ ดนตรี กีฬา หรือกิจกรรมอาสา แต่การหยิบมวยไทยมาเป็นแกนกลางมีความหมายเฉพาะในบริบทภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีความเปราะบางด้านการเคลื่อนย้ายสินค้าและการเดินทางข้ามพื้นที่

ในมิติภาพใหญ่ ข้อมูลของ UNODC ชี้ว่าเมทแอมเฟตามีนยังเป็นปัญหาหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรายงานระบุแนวโน้มการผลิตและการค้ายังอยู่ในระดับสูง แม้หลายประเทศจะเพิ่มความเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมายแล้วก็ตาม ภาพนี้สะท้อนแรงกดดันที่ไหลมาถึงพื้นที่ชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง และทำให้ชุมชนจำนวนมากพยายามสร้าง “กลไกป้องกันทางสังคม” ที่ทำได้ทันทีในระดับพื้นที่

ขณะเดียวกัน ในระดับฐานราก สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานผลการสำรวจประเด็นปัญหาในชุมชน โดยมีสัดส่วนหนึ่งของประชาชนที่ระบุว่า “ยาเสพติด” เป็นปัญหาในชุมชนของตน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความกังวลไม่ได้หายไปจากชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก เมื่อปัญหายังถูกมองว่าอยู่ใกล้ตัว เครื่องมือที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างกีฬา จึงถูกใช้เพื่อดึงเด็กออกจากวงจรเสี่ยง และทำให้ผู้ปกครองเห็นเส้นทางเลือกที่จับต้องได้

มวยไทยในฐานะวินัย ไม่ใช่แค่การชก

หัวใจของมวยไทยไม่ได้อยู่ที่หมัดหรือแข้งอย่างเดียว แต่อยู่ที่กระบวนการฝึกซ้ำ การเคารพครู การคุมอารมณ์ และการรู้แพ้รู้ชนะ สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนทางสังคม” ที่แปลงเป็นพฤติกรรมได้จริงในชีวิตประจำวัน

การฝึกมวยไทยบังคับให้เด็กต้องจัดตารางเวลา ต้องตื่นซ้อม ต้องฟังคำสั่ง ต้องรับผิดชอบต่อร่างกายของตนเอง และต้องรู้จักขอบเขต เมื่อกีฬาแบบนี้ถูกวางอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างลานวัด เด็กจำนวนหนึ่งจะได้แรงหนุนจากสายตาของชุมชน นี่คือกลไกสำคัญที่ต่างจากการฝึกแบบปัจเจก เพราะ “ผู้ใหญ่ทั้งชุมชน” กลายเป็นพยานของความพยายาม และกลายเป็นเครือข่ายคอยประคับประคองไม่ให้เด็กหลุดจากเส้นทาง

งานบุญ งานวัด และเศรษฐกิจชุมชนที่เดินไปพร้อมกัน

ผู้จัดงานระบุว่าการแข่งขันมวยไทยเป็นส่วนหนึ่งของมหรสพสมโภชในงานบุญประเพณีประจำปีของวัดงิ้วแก้วพัฒนา โดยภายในงานยังมีกิจกรรมทางศาสนา พิธีสรงน้ำพระธาตุพบโชคเพื่อความเป็นสิริมงคล การแสดงรำวงย้อนยุค และการออกร้านจำหน่ายสินค้าของคนในชุมชน

มิติที่น่าสนใจคือกิจกรรมแบบนี้ทำงานพร้อมกันหลายชั้น
ชั้นแรกคือชั้นวัฒนธรรม ที่ยึดโยงคนกับศรัทธาและประเพณี
ชั้นที่สองคือชั้นสังคม ที่สร้างพื้นที่รวมตัวของครอบครัวและเยาวชน
ชั้นที่สามคือชั้นเศรษฐกิจ ที่ทำให้เงินหมุนในชุมชนผ่านร้านค้าและการจับจ่าย

เมื่อทั้งสามชั้นเกิดพร้อมกัน “ความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่” จะเพิ่มขึ้น และความร่วมมือของชุมชนจะเข้มแข็งขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการป้องกันปัญหายาเสพติด เพราะการป้องกันที่ยั่งยืนไม่ใช่การไล่จับเพียงอย่างเดียว แต่คือการลดปัจจัยผลักและเพิ่มปัจจัยดึงให้เด็กมีพื้นที่ยืนในสังคม

บทบาทของ อบจ. ในการผลักดันกีฬาเพื่อสังคม

สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การสนับสนุนกีฬาในระดับชุมชนมักถูกมองว่าเป็นเรื่องกิจกรรม แต่ในทางนโยบาย กีฬาเป็นหนึ่งในเครื่องมือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ต้นทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ทางสังคม

กรณีการแข่งขันมวยไทยในงานสรงน้ำพระธาตุพบโชค ผู้จัดงานสื่อสารชัดว่ามุ่งให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ และสร้างภูมิคุ้มกันจากยาเสพติด หากมองในเชิงระบบ นี่คือการทำงานแบบบูรณาการระหว่างวัด ชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานท้องถิ่น โดยใช้กิจกรรมที่คนเข้าร่วมจริงเป็นฐาน

สิ่งที่ทำให้งานแบบนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือการเกิดในอำเภอเชียงแสนซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่ชายแดน ความหนาแน่นของผู้คน การเดินทาง และกิจกรรมเศรษฐกิจ ทำให้การดูแลเยาวชนต้องใช้ “เครือข่ายในพื้นที่” มากกว่าคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ตัวเลขที่สะท้อนว่าโจทย์ยาเสพติดยังไม่จบ

กิจกรรมกีฬา แต่การทำความเข้าใจโจทย์ยาเสพติดจำเป็นต้องยอมรับความจริงว่า นี่คือปัญหาโครงสร้างที่ยาวนานและข้ามพรมแดน

ข้อมูลจาก UNODC ในช่วงไม่กี่ปีหลังสะท้อนว่าการผลิตและการลักลอบค้ายาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนในภูมิภาคยังอยู่ในระดับสูง และการยึดของกลางจำนวนมากในหลายประเทศเป็นหลักฐานว่าตลาดยังทำงานอยู่ ขณะที่ข้อมูลการสำรวจระดับชุมชนของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สะท้อนการรับรู้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่บอกว่าแรงกดดันทางสังคมยังปรากฏในชีวิตผู้คน

เมื่อ “ต้นทาง” ยังร้อนแรง และ “ปลายทาง” ยังรู้สึกใกล้ตัว กลไกเชิงชุมชนอย่างกีฬา ศิลปวัฒนธรรม และพื้นที่สร้างสรรค์จึงถูกยกระดับเป็นแนวป้องกันด่านหน้า เพื่อซื้อเวลาให้การบังคับใช้กฎหมาย การบำบัด และการพัฒนาคุณภาพชีวิตทำงานได้เต็มที่ขึ้น

มวยไทยกับ Soft Power แบบที่ชุมชนจับต้องได้

คำว่า Soft Power มักถูกพูดถึงในเวทีนโยบายระดับประเทศ แต่ในระดับหมู่บ้าน Soft Power แปลว่า “สิ่งที่เรามีแล้วคนภายนอกเห็นคุณค่า” และมวยไทยคือหนึ่งในนั้น

ในงานวัดหนึ่งคืน เด็กที่ขึ้นชกอาจไม่ได้คิดถึงเวทีโลก แต่เขาได้เรียนรู้ว่าความพยายามของตนมีคนดู มีคนให้กำลังใจ และมีพื้นที่ยอมรับ นี่คือรากฐานของความภาคภูมิใจและการมีตัวตนในสังคม และเมื่อเด็กมีตัวตน เขามีโอกาสน้อยลงที่จะมองหาการยอมรับจากกลุ่มเสี่ยงหรือสารเสพติด

ในมุมนี้ การสืบสานมวยไทยจึงไม่ได้แยกจากการป้องกันยาเสพติด หากเป็นการทำงานกับ “ใจ” และ “สังกัดทางสังคม” ของเยาวชนโดยตรง

คำถามชวนคิดที่สังคมต้องตอบร่วมกัน

งานมวยไทยต้านภัยยาเสพติดอาจจัดได้ปีละครั้ง แต่คำถามคืออีก 364 วัน เยาวชนในพื้นที่มีพื้นที่แบบเดียวกันหรือไม่
มีครูมวย มีสนาม มีอุปกรณ์ มีคนพาไปซ้อมอย่างต่อเนื่องหรือไม่
และที่สำคัญ ครอบครัวมีเวลาพอจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกหลานหรือไม่

ตัวเลขและรายงานระดับประเทศหรือระดับภูมิภาคช่วยให้เห็นขนาดของปัญหา แต่คำตอบของการเปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งมักอยู่ที่กิจกรรมเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำได้จริงในชุมชน นั่นคือเหตุผลที่กิจกรรมกีฬาในงานบุญงานวัดยังมีความหมาย แม้จะไม่ใช่เครื่องมือเดียวในการแก้ปัญหา

สรุปภาพรวมและก้าวต่อไป

การแข่งขันมวยไทยในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพบโชค ณ วัดงิ้วแก้วพัฒนา อำเภอเชียงแสน เป็นตัวอย่างของการใช้วัฒนธรรมและกีฬาเป็นฐาน สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนและครอบครัวได้รวมตัวกัน พร้อมส่งสารเชิงนโยบายเรื่องการป้องกันยาเสพติดในแบบที่ชุมชนเข้าถึงได้จริง

ท่ามกลางบริบทที่รายงานระดับภูมิภาคยังชี้ว่ายาเสพติดสังเคราะห์เป็นแรงกดดันต่อเนื่อง และการสำรวจระดับชุมชนยังสะท้อนความกังวลของประชาชน กิจกรรมอย่างมวยไทยจึงถูกมองเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยสร้างวินัย สร้างสุขภาวะ และสร้างเครือข่ายคุ้มกันทางสังคม เพื่อให้เยาวชนมีทางเลือกที่มั่นคงขึ้น

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของมาตรการต้านภัยยาเสพติดอาจไม่ได้วัดที่เสียงเชียร์ดังแค่ไหน แต่จะวัดที่เช้าวันถัดไป เด็กคนเดิมยังกลับไปซ้อม ยังอยู่ในเส้นทางที่มีครู มีชุมชน และมีความหวังหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลกำหนดการและรายละเอียดกิจกรรมการแข่งขันมวยไทยต้านภัยยาเสพติด ในงานสรงน้ำพระธาตุพบโชค วัดงิ้วแก้วพัฒนา อำเภอเชียงแสน จากการประชาสัมพันธ์ของ อบจ.เชียงราย
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ เอกสารผลการสำรวจประเด็นปัญหาในชุมชน
  • United Nations Office on Drugs and Crime รายงานภาพรวมยาเสพติดสังเคราะห์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“ไหลเรือไฟ 12 ราศี” สว่างไสวริมโขง อบจ.เชียงรายอัดงบ 3.5 แสนหนุนงานวัฒนธรรม

ไหลเรือไฟ 12 ราศี” สว่างไสวริมโขง อบจ.เชียงรายอัดงบหนุน 3.5 แสน สืบสานมรดกวัฒนธรรมเชียงแสน–เชื่อมสองฝั่งลาว–ไทย ขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั้งปี

เชียงราย, 8 ตุลาคม 2568 — ยามค่ำหลังออกพรรษา 1 วัน ลมแม่น้ำโขงพัดเอื่อยพาแสงไฟระยิบจากชุมชนบ้านสบคำ อำเภอเชียงแสน สะท้อนผิวน้ำเป็นริ้ว ยาวไปจนสุดสายตา “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” ครั้งที่ 27 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางเสียงสวดเบา ๆ ของคณะสงฆ์ เสียงซุ่มซ่ามของช่างไม้ที่เพิ่งยกโครงเรือไฟขึ้นค้ำยัน และเสียงผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานความหลังให้เด็ก ๆ ฟัง นี่ไม่ใช่เพียงเทศกาล แต่คือการประกาศว่า วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงยังเต้นเป็นชีพจรของเชียงแสน และปีนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) ใส่คันเร่งเพิ่ม—อัดงบสนับสนุน 350,000 บาท ขยายงานให้เข้มแข็งขึ้น ตอกย้ำแนวทาง “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ”

พิธีเปิดจัด ณ ลานกิจกรรมริมฝั่งโขง บ้านสบคำ ตำบลเวียง โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย (นายกนก) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และ พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย–เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนร่วมงานคับคั่ง ภาพของโคมไฟที่ขึงเรียงเป็นแนวเหนือระเบียงโขง รูปทรงเรือไฟที่ถักสานด้วยไม้ไผ่และกระดาษสา กับลวดลาย “12 ราศี” อันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนสื่อความหมายถึงการ บูชาพระพุทธเจ้า พระแม่คงคา และ ขอบคุณธรรมชาติ ผู้หล่อเลี้ยงผู้คนสองฟากฝั่งมาตลอดชั่วอายุคน

เรื่องเล่าจากสายน้ำ ไฟ แสง และความทรงจำของเชียงแสน

หากจะเล่าประวัติศาสตร์เชียงแสนโดยไม่มีแม่น้ำโขงก็เหมือนเล่านิทานโดยละทิ้งตัวละครเอก เมืองท่าการค้ามาช้านานแห่งนี้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากล้านนาและฝั่งลาวอย่างลึกซึ้ง ไหลเรือไฟ” จึงไม่ใช่กิจกรรมตามฤดูกาล หากเป็นพิธีกรรมที่ชุมชนทำร่วมกัน เพื่อรับ–ส่งความหมายของชีวิต จากพรรษาสู่กาลใหม่ เมื่อไฟวิ่งตามกระแสน้ำ ชาวบ้านถือเป็นนิมิตหมายของความสว่างไสวที่จะเกิดขึ้นในปีถัดไป

ที่ บ้านสบคำ จุดบรรจบของความทรงจำจากเวียงจันทน์กับเชียงแสน พิธีนี้เข้มข้นเป็นพิเศษ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยมีเชื้อสายมาจากฝั่งลาว—ลวดลายเรือไฟ จึงถูกออกแบบโดยผสานลายพิสดารแบบลาวกับเส้นเรียบง่ายแบบล้านนา ตั้งแต่ ราศีเมษ–ราศีมีน ถูกเล่าผ่านโครงไม้ไผ่ โปรยกระดาษสา ติดไฟตามจังหวะราศี และประดับเครื่องหมายมงคล เช่น นellik หรือลายเครือวัลย์ ที่เชื่อว่าเรียกความอุดมสมบูรณ์ เมื่อไฟติด—แต่ละราศีเหมือนถูกปลุกให้ “ลอยเล่าเรื่อง” ต่อผู้ชม ขณะเสียงฆ้องกลองท้องถิ่นค่อย ๆ ประคองขบวนแสงลงสู่สายน้ำ

งบ 3.5 แสนบาท กับโจทย์ใหญ่ “งานวัฒนธรรมที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง”

อบจ.เชียงราย วางงบสนับสนุน 350,000 บาท สำหรับปีนี้ โดยเปิดเผยเป้าประสงค์ไว้ชัดเจน 3 ข้อ

  1. ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมพื้นบ้าน — ดัน “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” ให้เป็นเหตุผลของการเดินทางช่วงหลังออกพรรษา ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพให้มาสัมผัสบรรยากาศริมโขงและใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น
  2. สร้างงาน–สร้างอาชีพ–กระจายรายได้ — ให้ช่างฝีมือท้องถิ่น ร้านค้าเล็ก ๆ แม่ค้าอาหารพื้นบ้าน กลุ่มเยาวชนอาสา และโฮมสเตย์/เกสต์เฮาส์ ได้งาน–ได้รายได้ อย่างเป็นธรรม
  3. อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม — ให้ชุมชนเป็นเจ้าของพิธีกรรมอย่างแท้จริง ถ่ายทอดทักษะทำเรือไฟ การสานไม้ไผ่ การทำโคม และบทเพลงท้องถิ่นไปยังรุ่นใหม่

เงินสนับสนุนก้อนนี้แม้ไม่ใหญ่เท่าโครงการยักษ์ แต่หาก บริหารแบบ “งานเล็ก–ผลลัพธ์ยาว” จะกลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้เทศกาลเดินต่อได้อย่างเข้มแข็ง องค์ประกอบสำคัญคือ การจัดระเบียบพื้นที่ (ตลาดชุมชน–จุดจอดรถ–จุดชม) ความปลอดภัย (เรือ–ริมตลิ่ง–การจราจร) และ การสื่อสารข้อมูล (ตารางพิธี–เส้นทางเข้าถึง–ข้อปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม) ให้ “ทดลอง–เรียนรู้–อัปเกรด” ทุกปี

 

สองฝั่งแม่น้ำ โครงการเดียวกัน เชื่อมลาว–ไทยผ่านไฟและศรัทธา

เชียงแสนกับฝั่งลาวตรงข้ามมีประเพณีคล้ายคลึงกันมานาน ปีนี้ผู้จัดยังย้ำ มิติความร่วมมือสองฝั่งโขง ทั้งการเชิญคณะศิลปวัฒนธรรมจาก สปป.ลาว มาร่วมแสดง การสวดเจริญพระพุทธมนต์ร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การทำเรือไฟแบบ “หาบ–ขึง–ลอย” ให้ปลอดภัยและงามตามครรลอง เมื่อเรือไฟที่ประดับ สัญลักษณ์ 12 ราศี ล่องไปพร้อมกันในคืนเดียว ภาพที่เกิดขึ้นไม่เพียงสวยงาม แต่เป็น คำประกาศความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ว่าพรมแดนธรรมชาติไม่อาจขวางกั้นความศรัทธาและวัฒนธรรมร่วม

จากงานบุญสู่โมเดลเศรษฐกิจชุมชน เงินใหม่ไหลเข้า—ไม่ใช่แค่ไหลผ่าน

คำถามเชิงนโยบาย คือ เทศกาลนี้ช่วยเศรษฐกิจได้จริงแค่ไหน? คำตอบอยู่ที่ โครงสร้างการใช้จ่ายของผู้มาเยือน” หากเทศกาลออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว 1–2 วันควบคู่—เช่น แวะ วัดพระธาตุผาเงา จุดชมโค้งน้ำโขง, ตลาดชุมชนบ้านสบคำ, พิพิธภัณฑ์เขตโบราณสถานเชียงแสน—จะเพิ่ม ค่าใช้จ่ายต่อหัว ทั้งที่พัก อาหาร ของที่ระลึก และการเดินทางในพื้นที่

แนวทางที่ผู้จัดพยายามผลักดัน (ตามนโยบาย “เที่ยวเชียงรายทั้งปีมีดีทุกอำเภอ”) ได้แก่

  • เปิด ซุ้มของดีชุมชน ผ้าทอ–จักสาน–กาแฟท้องถิ่น–อาหารพื้นบ้าน ให้เป็น พื้นที่ค้าขายของชาวบ้าน ไม่ใช่แค่พื้นที่ผู้รับเหมาภายนอก
  • จัด เวทีย่อย “เล่าไฟ–เล่าราศี” สาธิตงานหัตถกรรม ทำโคม–สานไม้ไผ่–จุดไฟอย่างปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่มจาก เรียนรู้–ลงมือทำ–ซื้อกลับบ้าน”
  • สื่อสาร หลักกิน–เที่ยวอย่างรับผิดชอบ ใช้แก้วน้ำ/ภาชนะใช้ซ้ำ จุดคัดแยกขยะ ปลูกจิตสำนึก “คืนแม่น้ำให้สะอาดกว่าเดิม”
  • จัดการ จราจร–จอดรถ–รถรับ–ส่ง เพื่อลดแรงเสียดทานกับชุมชน ไม่ให้การท่องเที่ยวกลายเป็นภาระ

หากทำได้สม่ำเสมอ เทศกาลจะ ผลิตเงินใหม่” ให้ชุมชน มากกว่าจะเป็นเพียง “เงินผ่าน” ที่ไหลไปกับขบวนพ่อค้าเร่

ศิลป์พิธีกรรมในรายละเอียด ช่าง–เยาวชน–พระสงฆ์ และบทบาทที่เกาะเกี่ยวกัน

เบื้องหลังเรือไฟหนึ่งลำจะมี ช่างหลัก 4–6 คน ควบคุมงานโครงไม้ไผ่ ขึงลวด เดินไฟ และปรับสมดุลให้ลอยน้ำได้ดี กลุ่ม เยาวชนอาสา รับหน้าที่ตัดกระดาษ ติดลาย–ลงสี จัดทำป้ายราศี และประดับโคม ส่วน พระสงฆ์ เป็นผู้วางพิธีกรรม เจริญพระพุทธมนต์ อธิษฐานเปิดงาน และ “ส่งเรือไฟ” ลงสู่แม่น้ำโดยสงบและเป็นมงคล

การมีส่วนร่วมของ โรงเรียน–วัด–หน่วยงานท้องถิ่น ยังช่วยให้พิธี—ซึ่งเคยอยู่บนบ่าคนรุ่นพ่อแม่—ถูกส่งต่อสู่รุ่นลูกหลานอย่างเป็นระบบ เยาวชน เรียนรู้ทักษะฝีมือ จริง จับต้องไม้ไผ่จริง—ไม่ใช่ผ่านหน้าจอ—และเห็นคุณค่า งานบุญที่ทำด้วยมือ” มากกว่าเป็นเพียง “งานโชว์เพื่อการท่องเที่ยว”

ความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม งานริมโขงยุคใหม่ต้อง “งาม–สะอาด–ปลอดภัย”

ผู้จัดย้ำเกณฑ์ความปลอดภัย 3 ชั้น

  1. ชั้นชุมชน/พื้นที่ — กั้นแนวชม ปรับลาดตลิ่ง จุดอพยพฉุกเฉิน มีไฟส่องสว่างทางเดิน จัดเวรยามชุมชน
  2. ชั้นกิจกรรมเรือไฟ — ตรวจความมั่นคงโครงสร้างทุ่น, ใช้วัสดุไม่ติดไฟลุกลามง่าย, มีเรือช่วยเหลือพร้อม, ซ้อมแผนกรณีไฟติดผิดปกติ
  3. ชั้นสาธารณสุข — จุดปฐมพยาบาล, รถพยาบาลสแตนด์บาย, จุดน้ำสะอาด, ประชาสัมพันธ์ข้อปฏิบัติสำหรับผู้สูงอายุ–เด็กเล็ก

ด้านสิ่งแวดล้อม มี แผนเก็บกวาดหลังงาน พร้อมการคัดแยกขยะและ การเก็บชิ้นส่วนเรือไฟ คืนจากแม่น้ำ โดยประสานเรือชาวบ้านและอาสาสมัคร เพื่อให้โขง สว่างเพียงชั่วคืน—สะอาดไปอีกนาน”

นัยเชิงวัฒนธรรม Soft Power ที่ชี้นำด้วยความอ่อนโยน

ในโลกที่เมืองท่องเที่ยววิ่งแข่งกันด้วยคอนเสิร์ตหมื่นคนและไฟงานอลังการ เชียงแสนเลือกยืนอยู่ในเลนของ “ความอ่อนโยน”—งานวัฒนธรรมที่ เล็ก–ละเอียด–ลึก” และมีเรื่องเล่าของตัวเอง 12 ราศี ไม่ได้เป็นเพียงลวดลายสวยงาม แต่สื่อถึง วงจรชีวิต–เวลา–ฟ้า–ดิน ที่ผู้คนลุ่มน้ำโขงอยู่กับมันมานับร้อยปี การสนับสนุนของ อบจ. ในปีนี้จึงไม่ใช่การเพิ่มสีสันชั่วครู่ แต่คือ การค้ำยันเสาหลักทางจิตวิญญาณของพื้นที่ ให้สูงพอจะมองเห็นจากไกล และมั่นคงพอให้ลูกหลานปีนขึ้นไปยืนได้

ก้าวต่อไป ทำอย่างไรให้งานปีที่ 27 เป็น “บันได” ไม่ใช่ “เพดาน”

เพื่อให้งานเติบโตอย่างยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญการจัดการเทศกาลวัฒนธรรมมักเสนอ 4 กลไก

  • ฐานข้อมูลผู้มาเยือน — เก็บข้อมูลอย่างยินยอม จังหวัด–ช่วงอายุ–พฤติกรรมเที่ยว–ค่าใช้จ่าย–ความพึงพอใจ เพื่อวางแผนปีถัดไป
  • เครือข่ายช่าง–ครูผู้รู้ — ทำคลังองค์ความรู้ชุมชน (how-to โครงเรือไฟ, ลายราศี, ตำรับโคม) ให้เยาวชนเข้าถึงได้จริง
  • ปฏิทิน “เที่ยวทั้งปี” — เชื่อมไหลเรือไฟกับกิจกรรมอื่น เช่น งานผ้าทอ, ลอยกระทงเชียงแสน, ปีใหม่ชนเผ่า ให้เกิด Route เชียงรายตลอดปี
  • ความร่วมมือข้ามพรมแดน — ทำ MOU ระหว่างชุมชนลาว–ไทย เพื่อแลกเปลี่ยนช่างฝีมือ เวทีการแสดง และริเริ่ม “คืนเรือไฟสองฝั่ง” ในรูปแบบร่วมสมัย

หากทำได้ งานปีที่ 27 จะเป็นเพียง ขั้นบันได” สู่เวทีใหญ่ที่ยังคงหัวใจชุมชน และเพิ่มศักยภาพด้านเศรษฐกิจ–วัฒนธรรมไปพร้อมกัน

เสียงจากชุมชนและผู้จัด แม้ไม่ใช่คำปราศรัยยาว แต่ชัดในเจตนา

แม้ในพิธีเปิด ผู้บริหารและชุมชนไม่ได้ให้คำปราศรัยยืดยาวต่อสื่อ แต่การจัดสรรงบ การยืนเคียงของ นายก อบจ.เชียงราย–เจ้าคณะจังหวัด–ผู้นำท้องถิ่น และการเข้าร่วมของประชาชน คือ “ถ้อยคำในภาคปฏิบัติ” ที่ดังพอแล้วว่า—เชียงแสนตั้งใจจะรักษาและยกระดับมรดกริมโขง ให้เป็นเสาหลักของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเป็นพื้นที่เรียนรู้ของคนรุ่นหลัง

คู่มือสั้น ๆ ก่อนถึงริมน้ำ

  • ช่วงเวลา คืนแรม 1 ค่ำหลังออกพรรษา 1 วัน (ปีนี้ตรงกับ 8 ต.ค. 2568)
  • สถานที่ ลานกิจกรรมริมโขง บ้านสบคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน
  • การเดินทาง–จอดรถ ติดตามประกาศจุดจอดและรถรับ–ส่งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่นริมตลิ่ง
  • สิ่งแวดล้อม พกแก้ว/ขวดใช้ซ้ำ ทิ้งขยะให้ถูกประเภท งดปล่อยโคมลอย/พลุในพื้นที่กำหนดเพื่อความปลอดภัย
  • ความปลอดภัย ระวังขอบตลิ่ง พาเด็กและผู้สูงอายุอยู่ในเขตปลอดภัยเสมอ

ไฟที่สว่างบนสายน้ำ—เพื่อเห็นทางเดินของทั้งเมือง

“ไหลเรือไฟ 12 ราศี” อาจกินเวลาแค่คืนเดียว แต่ผลสะเทือนของมันยาวนานกว่านั้น แสงไฟที่ล่องไปตามน้ำทำให้เราเห็นหลายอย่าง—เห็นเศรษฐกิจชุมชนที่ขยับได้ด้วยงานเล็ก, เห็นเยาวชนที่ได้เรียนรู้งานมือและพิธีกรรม, เห็นความร่วมมือสองฝั่งโขง, และ เห็นความตั้งใจของจังหวัด ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นหัวเรือของการท่องเที่ยวตลอดปี งบ 350,000 บาท จึงไม่ใช่เพียงเลขเชิงบัญชี หากคือ การลงทุนในความทรงจำร่วม ซึ่งคืนผลตอบแทนเป็นศักดิ์ศรีและรายได้ให้ชุมชน

เมื่อไฟดวงสุดท้ายดับลงในสายน้ำ ภาพที่ค้างตาอาจเป็นลายราศีที่ยังอุ่น แต่สิ่งที่ค้างใจคือ ความรู้สึกว่าเมืองนี้ยังสว่าง—ด้วยคนของเมืองนี้เอง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน / เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน
  • วัดพระธาตุผาเงา / คณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News