“เกียรติยศใต้ร่มธงชัย” มทบ.37 จัดพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนวันกองทัพไทย 2569 สะท้อนวินัยกองทัพ–ศรัทธาสังคม–บทบาทความมั่นคงชายแดนเชียงราย
เชียงราย, 18 มกราคม 2569 — เวลา 15.00 น. ลานพิธีในค่ายเม็งรายมหาราชเงียบลงก่อนเสียงสั่งแถวจะดังขึ้นเป็นจังหวะเดียวกัน ภาพกำลังพลยืนตรงต่อหน้าสัญลักษณ์สูงสุดของหน่วย ธงชัยเฉลิมพล ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมประจำปี หากเป็น “ภาษาขององค์กร” ที่กองทัพใช้สื่อสารกับสังคมว่า ความพร้อมรบ ระเบียบวินัย และความยึดมั่นต่อหน้าที่ ยังเป็นแกนกลางของบทบาททหารไทยในห้วงเวลาที่ความมั่นคงทั้งโลกและภูมิภาคผันผวน
พิธีดังกล่าวเป็น พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพไทย ประจำปี 2569 ของหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จัดขึ้น ณ ลานผู้กล้าอนุสาวรีย์ผู้เสียสละ ค่ายเม็งรายมหาราช โดยมีผู้แทนฝ่ายปกครองระดับจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการร่วมเป็นสักขีพยาน ตามรายงานการเผยแพร่ข่าวในพื้นที่
แต่หากมองให้ลึกกว่า “ความสง่างามของแถวสวนสนาม” ข่าวนี้กำลังชี้ให้เห็นประเด็นที่กว้างกว่า 1 จังหวัด นั่นคือ ความสัมพันธ์สามเหลี่ยมระหว่าง พิธีกรรมของรัฐ–ความคาดหวังของประชาชน–และนิยามความมั่นคงยุคใหม่ ที่ไม่ได้วัดด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “ศรัทธา” และ “ความไว้วางใจ” ของสังคมด้วย
พิธีต่อธงชัย เมื่อ “คำปฏิญาณ” ถูกยกเป็นพันธสัญญาเชิงสถาบัน
สาระสำคัญของพิธีอยู่ที่การให้กำลังพล “กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ” ต่อธงชัยเฉลิมพล ซึ่งโดยนัยยะทางวัฒนธรรมองค์กร ธงชัยมิใช่เพียงวัตถุ หากคือที่รวมของเกียรติยศและอัตลักษณ์หน่วย พิธีจึงทำหน้าที่ 2 ชั้นพร้อมกัน
ชั้นแรก คือการ หลอมรวมวินัย ให้เป็นพฤติกรรมร่วม จากการฝึก การปฏิบัติ และการรับคำสั่ง เพื่อให้ทุกคน “เดินไปในจังหวะเดียวกัน” เมื่อเผชิญสถานการณ์จริง
ชั้นที่สอง คือการ ส่งสัญญาณต่อสังคม ว่า กองทัพยังยึดการปฏิบัติหน้าที่เป็นกรอบนำ ไม่ว่าจะเป็นภารกิจด้านความมั่นคง ภารกิจช่วยเหลือประชาชน หรือการสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติในพื้นที่
ในพิธีครั้งนี้ มีการอ่านโอวาทเนื่องในวันกองทัพไทยที่ตอกย้ำ “การยึดมั่นคำปฏิญาณ ความอดทน ความเสียสละ และการยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง” ตามถ้อยความที่เผยแพร่ในรายงานข่าว สิ่งที่ต้องอ่านระหว่างบรรทัดคือ โอวาทลักษณะนี้ไม่ใช่เพียง “กำลังใจ” แต่เป็นกรอบวัดผลทางวัฒนธรรม สังคมจะเชื่อถือกองทัพมากน้อยเพียงใด ก็ผูกอยู่กับการที่กำลังพล “ทำได้จริง” ตามคำที่ให้ไว้ต่อสาธารณะ
ทำไมต้อง 18 มกราคม ความหมายของวันกองทัพไทยในภาพรวมประเทศ
วันกองทัพไทยเป็นวันสำคัญที่ผูกกับความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของชาติ และถูกใช้เป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์เพื่อย้ำบทบาทของกองทัพในฐานะกลไกความมั่นคงของรัฐ แหล่งข้อมูลสาธารณะอธิบายที่มาและความสำคัญของวันดังกล่าว รวมถึงเหตุผลที่ทำให้ “18 มกราคม” ถูกใช้เป็นหมุดหมายร่วมของพิธีในหลายหน่วย
อย่างไรก็ตาม ในโลกข่าวร่วมสมัย ความสำคัญของวันเชิงสัญลักษณ์กำลังถูกทดสอบด้วยคำถามที่เข้มขึ้นจากสังคม
กองทัพในศตวรรษที่ 21 ต้องพิสูจน์อะไร และพิสูจน์ต่อใคร?
คำตอบไม่อาจหยุดอยู่ที่พิธี หากต้องสะท้อนออกมาเป็น “ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้” โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ที่ความมั่นคงไม่ใช่ทฤษฎี แต่เป็นชีวิตประจำวันของชุมชน
เชียงรายในสมการความมั่นคง จังหวัดชายแดนที่ต้องการทั้งความปลอดภัยและความเชื่อมั่น
เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีพลวัตสูง ทั้งเศรษฐกิจชายแดน การท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายผู้คน ทำให้บทบาทหน่วยความมั่นคงมักถูกจับตามากกว่าพื้นที่ชั้นในประเทศ การจัดพิธีในวันกองทัพไทยจึงมีความหมายต่อพื้นที่อย่างน้อย 3 มิติ
- มิติความพร้อมของหน่วย แสดงการคงอยู่ของโครงสร้างกำลังพล วินัย และการบังคับบัญชาในพื้นที่
- มิติความสัมพันธ์กับฝ่ายปกครอง การมีผู้แทนฝ่ายจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการร่วมพิธีเป็น “ภาพสื่อสาร” ว่าการทำงานด้านความมั่นคงต้องเดินร่วมกับการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่แยกส่วน
- มิติประชาชน สำหรับคนในพื้นที่ คำว่า “มั่นคง” ไม่ได้หมายถึงการสวนสนาม แต่หมายถึงการลดความเสี่ยงในชีวิตจริง ตั้งแต่ความปลอดภัยในชุมชน การช่วยเหลือฉุกเฉิน ไปจนถึงการประสานงานเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “ศรัทธาประชาชน” ถูกยกเป็นคำสำคัญในโอวาทและการสื่อสารของพิธีประเภทนี้ เพราะในที่สุดแล้ว ความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องมี “ทุนความไว้วางใจ” เป็นฐาน ไม่เช่นนั้นทุกมาตรการจะถูกตั้งคำถามและตีความด้วยความระแวง
โลกที่ตึงเครียดขึ้น ทำให้ “ความพร้อม” ถูกยกเป็นวาระร่วม
การมองพิธีในเชียงรายโดยตัดขาดจากฉากหลังโลก อาจทำให้ข่าวแคบเกินจริง เพราะหลายประเทศกำลังยกระดับการเตรียมพร้อมด้านความมั่นคงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
SIPRI รายงานว่า การใช้จ่ายด้านการทหารทั่วโลกในปี 2023 เพิ่มขึ้นและแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่รัฐจำนวนมากให้ความสำคัญกับความสามารถด้านความมั่นคงมากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ความเสี่ยงระหว่างประเทศสูงขึ้น
ตัวเลขระดับโลกไม่ได้แปลว่า “ต้องทหารนิยม” แต่ช่วยอธิบายว่าทำไมสถาบันความมั่นคงจำนวนมากจึงย้ำเรื่องวินัย การปฏิบัติตามคำสั่ง และความพร้อมเป็นประเด็นหลัก เพราะความเสี่ยงสมัยใหม่มักมาเร็ว กระทบกว้าง และต้องอาศัยระบบที่ทำงานได้จริงในเวลาอันจำกัด
พิธีกรรมสร้างศรัทธาได้แค่ไหน หากชีวิตจริงยังไม่เปลี่ยน
เพื่อรักษาความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ ข่าวเชิงลึกจำเป็นต้องสะท้อน “สองด้าน” ของภาพเดียวกัน
มุมที่สนับสนุน พิธีคือการค้ำจุนวินัยและขวัญกำลังใจ
ฝ่ายที่ให้คุณค่าจะมองว่า พิธีสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเป็นการย้ำมาตรฐานวิชาชีพทหาร ทำให้กำลังพลตระหนักถึงภารกิจและความรับผิดชอบ สร้างเอกภาพในหน่วย และสื่อสารความพร้อมต่อสังคม โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่ต้องการความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
มุมที่ตั้งคำถาม ศรัทธาต้องวัดจาก “ผลลัพธ์” ไม่ใช่ “พิธี”
อีกด้านหนึ่ง สังคมยุคใหม่จำนวนไม่น้อยจะตั้งคำถามว่าพิธีกรรมจะมีความหมายมากเพียงใด หากประชาชนยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น ความปลอดภัยที่ดีขึ้น การช่วยเหลือที่รวดเร็วขึ้น ความโปร่งใสของการใช้งบประมาณ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่ทำงานจริง
พูดอีกแบบหนึ่งคือ “พิธี” ทำให้เห็นความพร้อมเชิงรูปแบบ แต่ “ความเชื่อมั่น” เกิดจากความพร้อมเชิงสาระ ซึ่งต้องพิสูจน์ผ่านการทำงานในสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง
ทำให้คำสัตย์ปฏิญาณเชื่อมกับภารกิจที่ประชาชนสัมผัสได้
หากมองพิธีวันกองทัพไทยในเชียงรายเป็น “จุดเริ่ม” ไม่ใช่ “จุดจบ” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่พิธีจัดยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่คือ หลังจากนั้นหน่วยทหารในพื้นที่จะทำให้ประชาชน “เห็น” และ “เชื่อ” ได้อย่างไรว่า คำสัตย์ปฏิญาณไม่หยุดอยู่ที่ลานพิธี
กรอบปฏิบัติที่มักทำให้ศรัทธาเกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่ ได้แก่
- การทำงานร่วมกับฝ่ายปกครองและหน่วยพลเรือนแบบบูรณาการ ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความเร็วในการช่วยเหลือ
- การสื่อสารสาธารณะเชิงข้อมูล (ไม่ใช่เพียงภาพพิธี) เช่น สรุปภารกิจช่วยเหลือประชาชน ผลการปฏิบัติ งานป้องกันเหตุ และการรับเรื่องร้องเรียน
- การรักษาวินัยและมาตรฐานกำลังพลให้สอดคล้องกับความคาดหวังสังคม โดยเฉพาะเรื่องความสุภาพ การใช้อำนาจเท่าที่จำเป็น และความรับผิดรับชอบเมื่อเกิดข้อร้องเรียน
ทั้งหมดนี้ทำให้ “คำสัตย์” ถูกแปลเป็น “ความไว้วางใจ” และทำให้พิธีกรรมมีความหมายมากกว่าเชิงสัญลักษณ์
วันกองทัพไทยในเชียงราย ภาพพิธีที่สะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศ
พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลของ มทบ.37 ในวันกองทัพไทย 2569 เป็นภาพพิธีที่มีความหมายในตัวเอง ทั้งในเชิงประเพณีทหารและการย้ำวินัยกำลังพล แต่ในเวลาเดียวกัน ข่าวนี้ยังสะท้อนโจทย์ใหญ่ที่กองทัพไทยต้องเผชิญต่อไป คือการทำให้ “ความพร้อม” และ “ความเสียสละ” ที่กล่าวในโอวาท แปลงเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน
ในโลกที่ความเสี่ยงด้านความมั่นคงไม่ลดลง และภาพรวมการใช้จ่ายด้านการทหารทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นตามรายงานของ SIPRI “ศรัทธา” จึงไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของ วินัย + ความโปร่งใส + ประสิทธิภาพ + การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากทำได้ พิธีใต้ร่มธงชัยก็จะไม่ใช่เพียงพิธีประจำปี แต่จะเป็นคำมั่นที่สังคมเชื่อถือได้ และเป็นทุนความมั่นคงที่ยั่งยืนสำหรับเชียงรายและประเทศ
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
- มณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37)
- กองบัญชาการกองทัพไทย (พลเอก อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด)

















































