“นกฮูก…กลับบ้าน” มหาอุมมังคชาดกของถวัลย์ ดัชนี หวนคืนไทยในรอบ 50 ปี รื้อรากเหง้าพุทธศิลป์ไทยสู่สายตาโลกยุค Soft Power
กรุงเทพฯ, 11 มกราคม 2569 – แสงไฟในห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ในช่วงบ่ายถึงค่ำของวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงแสงจากหลอดไฟในอาคารสมัยใหม่ หากกลายเป็นฉากสำคัญของ “การกลับบ้าน” ทางประวัติศาสตร์ของหนึ่งในผลงานจิตรกรรมร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของไทย – ภาพ “มหาอุมมังคชาดก” หรือที่เป็นที่จดจำในนาม “the Owl” ผลงานเทคนิคปากกาลูกลื่นของถวัลย์ ดัชนี ที่จากบ้านเกิดไปอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์นานราวครึ่งศตวรรษ
ภายใต้นิทรรศการและเสวนาพิเศษ “นกฮูก…กลับบ้าน” (Homecoming of the Owl by Thawan Duchanee) ซึ่งจัดโดยความร่วมมือระหว่างหอศิลปกรุงเทพฯ (BACC) พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และ The Art Auction Center ภาพพุทธศิลป์ชิ้นเอกที่เคยอยู่แต่ในหน้าหนังสือศิลปะระดับตำนานและคอลเลกชันส่วนตัวในยุโรป ได้หวนคืนสู่สายตาสาธารณชนไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี
ห้องอเนกประสงค์ที่กลายเป็น “ห้องประวัติศาสตร์”
บรรยากาศภายใน BACC ในวันดังกล่าวเต็มไปด้วยนักสะสม ผู้สนใจศิลปะร่วมสมัย นักวิชาการศิลปะ ตลอดจนผู้ศรัทธาในผลงานของถวัลย์ ดัชนี ที่เดินทางมาร่วมงานตั้งแต่ช่วงบ่าย เพื่อชมผลงานต้นฉบับของ “มหาอุมมังคชาดก” อย่างใกล้ชิด พร้อมรับฟังเสวนาที่ถ่ายทอดเบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินไทยกับสำนักพิมพ์ในยุโรป ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้พุทธศิลป์ไทยก้าวพ้นกรอบภูมิภาคสู่การรับรู้ในระดับนานาชาติ
นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้จัดแสดงเพียงภาพ “the Owl” เท่านั้น แต่ยังรวบรวมผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมอื่น ๆ ของถวัลย์ที่สะท้อน “พลังดิบ” ของเส้น สี และรูปทรงซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แสดงให้เห็นการผสมผสานระหว่างศิลปะร่วมสมัยตะวันตก ความเชื่อทางพุทธศาสนา และจิตวิญญาณล้านนาอย่างแนบแน่น
ในมุมหนึ่งของนิทรรศการ ผู้ชมจะพบข้อความอธิบายแนวคิดหลักว่า “นกฮูก” สำหรับถวัลย์ ไม่ใช่เพียงสัตว์กลางคืน หากคือสัญลักษณ์ของปัญญา ความลุ่มลึก ความมืด และสัจธรรมตามคติพุทธศาสนา การตั้งชื่อนิทรรศการว่า “นกฮูก…กลับบ้าน” จึงมีความหมายซ้อนหลายชั้น ทั้งในเชิงศิลปะ จิตวิญญาณ และตัวตนของศิลปิน
มหาอุมมังคชาดก จากชาดกในพระไตรปิฎกสู่ภาพอสูรครึ่งนกเค้าแมว
“มหาอุมมังคชาดก” เป็นชาดกเรื่องที่ 5 ในชุดทศชาติชาดก ว่าด้วยการบำเพ็ญปัญญาบารมีของมโหสถกุมาร พระโพธิสัตว์ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม สามารถไขปริศนา ช่วยพระเจ้าวิเทหะราชพ้นจากภยันตราย และพลิกสถานการณ์ทางการเมืองเหนือพระเจ้าจุลนีพรหมทัตผู้มีกองทัพเหนือกว่าหลายเท่า
หากพิจารณาในกรอบจารีต พุทธศิลป์ไทยในอดีตมักเน้นภาพพระพุทธเจ้า เทวดา นางฟ้า และตัวละครที่งดงามวิจิตร แต่ถวัลย์ ดัชนีซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์และผังเมือง และต่อยอดด้วยอภิปรัชญาและสุนทรียศาสตร์จากราชวิทยาลัยศิลปะ Rijks Akademie van Beeldende Kunsten กรุงอัมสเตอร์ดัม กลับเลือก “เดินคนละทิศ”
เขาไม่ได้วาดมโหสถกุมารให้เป็นชายหนุ่มรูปงาม หากสร้าง “อสูรครึ่งคนครึ่งนกเค้าแมว” ที่นั่งชันเข่า แผ่แขน ดวงตาเบิกโพลง ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยโหนกกล้ามเนื้อ ประดับด้วยรอยสักรูปสิงสาราสัตว์ที่พันเกี่ยวกันแน่นหนา รายล้อมด้วยองค์ประกอบที่หลายคนอาจมองว่า “ประหลาด” หรือ “น่ากลัว” เช่น หัวกบ หัวคางคก หอยงวงช้าง หอยสังข์ขนาดใหญ่ และลูกนกที่ยังไม่ลืมตา
หากแต่ละองค์ประกอบล้วนทำหน้าที่เป็น “ภาษาสัญลักษณ์” ในการตีความชาดกอย่างลึกซึ้ง
- ลูกนกอ้าปากกว้าง ถูกอ่านได้ว่าเป็นภาพแทน “ปากอุโมงค์” ที่มโหสถใช้พาพระเจ้าวิเทหะราชหนีออกจากเมืองที่ถูกล้อม
- หัวกบขนาดใหญ่ สะท้อนภาวะ “ความเขลา” ของผู้ที่ใช้ชีวิตท่ามกลางโคลนตมโดยไม่รู้เท่าทันคุณค่าที่อยู่ตรงหน้า
- ใบหูขนาดใหญ่ที่ยึดติดกับเสียงจากหอย สื่อว่าการได้ยินเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดปัญญา หากขาดสติและการไตร่ตรอง
- คนตัวเล็กในมุมซ้ายล่างคือ “เกวัฏพราหมณ์” ซึ่งพ่ายแพ้ให้แก่ปัญญาและกลยุทธ์ของมโหสถในเหตุการณ์ประลองไหวพริบ
ด้วยเหตุนี้ ภาพมหาอุมมังคชาดกของถวัลย์จึงไม่ใช่การ “เล่าเรื่องชาดก” ตามตัวอักษร แต่เป็นการกลั่นกรองแก่นเรื่องเรื่องปัญญาบารมีออกมาในภาษาทัศนศิลป์ที่ทรงพลังและมีความหมายในระดับสากล
ปากกาลูกลื่นธรรมดา กับความเพียรที่ไม่ธรรมดา
จุดที่ทำให้ “มหาอุมมังคชาดก” ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงการศิลปะ คือเทคนิคที่ถวัลย์เลือกใช้ – ปากกาลูกลื่นสีดำบนกระดาษ
เยาวณี นิรันดร ผู้แทนพิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และกรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร อธิบายว่า ผลงานชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2517 ด้วยวิธีการ “ฝนปากกาลูกลื่น” ที่ต้องอาศัยสมาธิ ความแม่นยำ และความอดทนระดับสูง ศิลปินจะนอนคว่ำกับพื้น ใช้อกหนุนหมอน แล้วค่อย ๆ ขีดเส้นหมึกบางเบาหลายล้านเส้นลงบนกระดาษ สลับกับการเช็ดหมึกส่วนเกินที่ปลายปากกา เพื่อไม่ให้เกิดเส้นหนาเกินหรือคราบหมึกที่ทำลายภาพ
เทคนิคนี้ “ไม่มีพื้นที่ให้ความผิดพลาด” ต่างจากสีน้ำมันที่ยังสามารถทาทับแก้ไขได้ หากพลาดเพียงนิดเดียว ภาพทั้งหมดอาจเสียหายทันที ผลลัพธ์คือผลงานจิตรกรรมที่มีรายละเอียดแน่นหนาในระดับที่ต้องส่องด้วยแว่นขยาย และทำให้นักสะสมจำนวนมากยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานดรออิ้งที่ดีที่สุดของถวัลย์
ไม่เพียงแค่ในเชิงทักษะ หากเมื่อรวมเข้ากับน้ำหนักเนื้อหาเชิงปรัชญา ทำให้ผลงานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องจากผู้คร่ำหวอดในวงการว่าเป็น “ผลงานอันดับหนึ่งในดวงใจ” ของทั้งนักวิชาการศิลปะและผู้จัดทำหนังสือที่เคยใกล้ชิดกับศิลปิน
หนังสือปกแดงจากซูริค “ศีลเสมอกัน” ระหว่างศิลปินไทยกับสำนักพิมพ์ยุโรป
ความสำคัญของมหาอุมมังคชาดกไม่ได้อยู่เพียงบนผืนกระดาษ หากยังฝังตัวอยู่ในหน้าหนังสือศิลปะที่ถูกจัดว่าเป็น “ตำนาน” ของวงการ
ในปี พ.ศ. 2524 สำนักพิมพ์ Iñigo von Oppersdorff Verlag เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดพิมพ์หนังสือปกแข็งสีแดงเล่มใหญ่ชื่อ The Buddhist Art of Thawan Datchani (รวมทั้งฉบับภาษาเยอรมันในชื่อ Die buddhistische Kunst Thawan Datchanis) รวบรวมภาพชุดทศชาติชาดกของถวัลย์ ด้วยมาตรฐานการพิมพ์ที่ได้รับการกล่าวถึงว่า “ล้ำหน้าหนังสือศิลปะร่วมยุคเดียวกัน” และผลิตในจำนวนจำกัดจนกลายเป็นหนังสือหายาก มูลค่าตามตลาดนักสะสมปัจจุบันอยู่ในระดับราว 200,000 บาทต่อเล่ม
เคลาส์ เวงค์ (Klaus Wenk) ผู้เขียนเนื้อหา ซึ่งเชี่ยวชาญด้านศิลปะตะวันออก ได้พิจารณาผลงานจำนวนมากจากชุดทศชาติชาดก ก่อนจะเขียนวิเคราะห์ลงในหนังสือ โดยระบุใจความว่า ไม่มีภาพใดในชุดนี้ที่ “สรุปความหมายของคำว่าความสมบูรณ์แบบ” ในเชิงปัญญาบารมีได้ทรงพลัง และแปรเป็นภาพที่มีความหมายในระดับสากลเทียบเท่าภาพมหาอุมมังคชาดก
ในอีกด้านหนึ่ง ฟรานซ์ ฮอริสเบอร์เกอร์ (Franz Horisberger) บรรณาธิการและผู้ออกแบบรูปเล่ม ซึ่งเดินทางมาถ่ายภาพผลงานของถวัลย์ด้วยตนเองในประเทศไทย ก็หลงใหลผลงานชิ้นเดียวกันจนตัดสินใจเลือกภาพนี้ขึ้นเป็นปกหนังสือ และภายหลังได้ขอซื้อภาพต้นฉบับไปเก็บรักษาในคอลเลกชันส่วนตัวที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ผู้จัดงานนิยามปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นภาวะ “ศีลเสมอกัน” ในความหมายร่วมสมัย คือการที่ความศรัทธา ความรู้ ทัศนคติ และรสนิยมของผู้คร่ำหวอดจากสองซีกโลกมาบรรจบกันที่ผลงานชิ้นเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย แสดงให้เห็นว่าพลังของงานศิลปะสามารถเชื่อมโยงผู้คนข้ามภาษา ศาสนา และภูมิศาสตร์ได้จริง
เสวนาว่าด้วยการเดินทางของ “นกฮูก” จากเชียงราย–กรุงเทพฯ–ซูริค–กลับสู่ไทย
หัวใจอีกประการของงาน “นกฮูก…กลับบ้าน” คือเวทีเสวนาพิเศษที่ถ่ายทอด “การเดินทาง” ของผลงานชิ้นนี้จากมุมมองของผู้ที่ได้ร่วมงานกับถวัลย์อย่างใกล้ชิด
การเสวนานำโดย ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการศิลป์และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ร่วมด้วย Count Emmanuel von Oppersdorff อดีตประธาน Iñigo von Oppersdorff Publishing House และ Mr. Thomas Imboden อดีตกรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์เดียวกัน ตลอดจน อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2557
เยาวณี นิรันดร เปิดเผยในเวทีเสวนาว่า บิดาของเคานต์ Emmanuel เจ้าของโรงพิมพ์ในยุคนั้น มองเห็นศักยภาพของถวัลย์ตั้งแต่ยังไม่ได้มีชื่อเสียงในระดับที่เป็นที่รู้จักเช่นทุกวันนี้ จึงตัดสินใจลงทุนจัดพิมพ์หนังสือ รวมถึงจัดทำภาพถ่ายความละเอียดสูงของทศชาติชาดกทั้งหมด ซึ่งในเวลาต่อมา กลายเป็นหนังสือที่ถูกนักสะสมยอมรับว่า “แพงที่สุดและพิมพ์ดีที่สุด” ในหมวดหนังสือศิลปะไทยยุคเดียวกัน
หนึ่งในไฮไลต์ที่สร้างความสนใจให้ผู้ร่วมงาน คือการที่เคานต์ Emmanuel เดินทางมาร่วมงานด้วยตนเอง พร้อมอนุญาตให้นำภาพที่ถวัลย์วาดให้ตระกูลของตนมาแสดงเป็นกรณีพิเศษในประเทศไทยเพียงหนึ่งวัน ก่อนจะถูกส่งกลับสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ภาพ “the Owl” หรือมหาอุมมังคชาดกจะยังคงอยู่ในประเทศไทยเพื่อหมุนเวียนจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ต่อไป
เมื่อ Soft Power เริ่มจาก “การหันกลับมามองรากเหง้าของตัวเอง”
งานเสวนาช่วงท้ายได้พาผู้ฟังขยับออกจากกรอบประวัติศาสตร์เฉพาะเรื่อง ไปสู่คำถามใหญ่ในระดับนโยบายวัฒนธรรม
การกลับมาของมหาอุมมังคชาดกในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าขับเคลื่อน Soft Power ถูกตีความว่าเป็น “บทเตือน” ให้สังคมหันกลับมาสำรวจรากของศิลปะไทยร่วมสมัยที่เคยได้รับการยอมรับในระดับโลกมาแล้วนานหลายทศวรรษ ก่อนหน้ากระแสคำว่า Soft Power จะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
สำหรับอาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ผู้อยู่ในแวดวงศิลปะร่วมสมัยมายาวนาน ผลงานของถวัลย์คือการ “ทำลายกรอบเพื่อสร้างความเชื่อใหม่” ทั้งในเชิงรูปแบบและเนื้อหา เขาชี้ให้เห็นว่า การเลือกใช้สัตว์เดียรัจฉาน โครงกระดูก อสูรกาย และองค์ประกอบที่ถูกมองว่าอัปลักษณ์ในสายตาสาธารณชน แท้จริงคือการยืนยันสัจธรรมทางพุทธศาสนาว่าความจริงอยู่ในทุกสิ่ง ไม่จำกัดเฉพาะสิ่งงดงาม
ในมุมของผู้จัดงาน นิทรรศการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำผลงานระดับมาสเตอร์พีซกลับมาจัดแสดง หากยังเป็นการ “คืนพื้นที่” ให้ศิลปะไทยได้ถูกอ่านใหม่ด้วยสายตาของคนรุ่นปัจจุบัน ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ศิลป์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และนโยบายวัฒนธรรม
ความหมายของ “การกลับบ้าน” ที่มากกว่าการกลับถึงสนามบิน
แม้ชื่อกิจกรรมจะใช้คำว่า “กลับบ้าน” แต่ในความเป็นจริง การเดินทางของมหาอุมมังคชาดกจากสวิตเซอร์แลนด์สู่หอศิลปกรุงเทพฯ คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางระยะใหม่ในความทรงจำสาธารณะของสังคมไทย
ผู้ชมที่ได้ยืนอยู่ต่อหน้าภาพต้นฉบับ ต่างตระหนักพร้อมกันว่า ตลอดราว 50 ปีที่ผ่านมา พวกเขารู้จักผลงานชิ้นนี้ผ่าน “ภาพถ่ายบนปกหนังสือปกแดง” มากกว่าผ่านของจริง การได้เห็นร่องรอยเส้นปากกาลูกลื่น ความละเอียดของพื้นผิว และน้ำหนักของหมึกที่ไม่สามารถสัมผัสได้จากการพิมพ์ ทำให้คำบอกเล่าจากนักวิชาการศิลปะที่ว่า “ต้องมาดูด้วยตาจึงจะเข้าใจ” มีน้ำหนักมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ในแง่นี้ “นกฮูก…กลับบ้าน” จึงไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางของภาพหนึ่งภาพ แต่เป็นโอกาสให้สังคมไทยได้ตั้งคำถามร่วมกันว่า
- เรามองพุทธศิลป์ไทยร่วมสมัยอย่างไร
- เราเข้าใจบทบาทของศิลปินไทยในเวทีโลกมากน้อยเพียงใด
- และเราพร้อมหรือยังที่จะใช้ Soft Power อย่างมีรากฐานจากผลงานที่เคยได้รับการยอมรับในระดับสากลจริง ๆ
นิทรรศการครั้งนี้อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในกรอบเวลา 14.00 – 18.00 น. แต่บทสนทนาเรื่องคุณค่าของศิลปะไทยร่วมสมัยที่ถูกจุดขึ้นใน “วันที่นกฮูกกลับบ้าน” มีแนวโน้มจะอยู่กับผู้ชม นักสะสม และผู้กำหนดนโยบายด้านวัฒนธรรมไปอีกนาน
ข้อมูลกิจกรรมโดยสรุป
- ชื่องานนิทรรศการและเสวนา: “นกฮูก…กลับบ้าน (Homecoming of the Owl by Thawan Duchanee)”
- สถานที่จัด: ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) แยกปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
- วัน–เวลา: วันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 14.00–18.00 น.
- ผู้จัดและผู้สนับสนุนหลัก: หอศิลปกรุงเทพฯ (BACC), พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129, The Art Auction Center
- ผลงานไฮไลต์: ภาพ “มหาอุมมังคชาดก” (The Maha-Ummagga Jataka) หรือ “the Owl” เทคนิคปากกาลูกลื่นบนกระดาษ หนึ่งในชุดทศชาติชาดกของถวัลย์ ดัชนี ซึ่งเคยถูกใช้เป็นภาพปกหนังสือ The Buddhist Art of Thawan Datchani พิมพ์ที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อ พ.ศ. 2524 และกลับมาจัดแสดงในประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบประมาณ 50 ปี
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เอกสารประชาสัมพันธ์นิทรรศการและเสวนา “นกฮูก…กลับบ้าน (Homecoming of the Owl by Thawan Duchanee)” โดย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ร่วมกับ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และ The Art Auction Center









