
เชียงรายสัญญาณเตือนจากสามเหลี่ยมทองคำ ดีเบตเลือกตั้ง 2569 ยกมลพิษข้ามพรมแดนและภัยพิบัติขึ้นเป็นวาระชาติ
เชียงราย 1 กุมภาพันธ์ 2569 ลมหนาวริมโขงพัดผ่านลานกิจกรรมสามเหลี่ยมทองคำ ในวันที่ภาพพระจันทร์สวยจนผู้ดำเนินรายการยังเอ่ยปากชม แต่ในบรรยากาศเดียวกันนั้น มีสิ่งที่ “สวยแต่ไม่เห็น” ถูกยกขึ้นกลางเวทีอย่างตรงไปตรงมา ฝุ่นพิษข้ามพรมแดน น้ำปนเปื้อนจากต้นน้ำต่างประเทศ อาชญากรรมชายแดน และภัยพิบัติที่กำลังกลายเป็นเรื่องซ้ำปีซ้ำฤดูกาล
เวทีดีเบตสัญจรช่อง 3 ที่จัดขึ้น ณ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย เลือกตั้งใจให้พื้นที่ชายแดนเป็นฉากหลัง เพื่อสะท้อนว่า “ปัญหาชายแดน” ไม่ได้เป็นเรื่องปลายแถวอีกต่อไป หากแต่กำลังชนเข้ากับชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่คุณภาพน้ำดื่ม น้ำใช้ ราคาปลาที่ขายไม่ได้ ไปจนถึงความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจจาก PM2.5 และความหวาดระแวงว่า น้ำหลากครั้งใหม่จะมาเมื่อไร
กิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการเปิดภาพให้เห็นความต่างของ “เมืองคนละโลก” เมื่อมองข้ามแม่น้ำโขงไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ฝั่งแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ที่คนไทยคุ้นชื่อจากคาสิโนคิงโรมัน ขณะฝั่งเชียงแสนยังเป็นเมืองชุมชนและการท่องเที่ยวริมโขง ความต่างนี้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของคำถามใหญ่ในการเลือกตั้ง 2569 ประเทศไทยจะ “เปลี่ยนใหม่” หรือ “ไปต่อ” กับชุดนโยบายเดิม ในวันที่ปัญหาข้ามแดนไม่รอระบบราชการและไม่รอรัฐบาลใหม่
บนเวทีมีตัวแทน 4 พรรคการเมืองที่เข้าร่วมดีเบต ได้แก่ พรรคประชาชน โดยมี พรรณิการ์ วานิช ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทย โดยมี เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม โดยมี วิกรม เตชะธีราวัฒน์ ทีมยุทธศาสตร์ และ พรรคพลวัต โดยมี กัณวีร์ สืบแสง เป็นผู้ร่วมเวที
ประเด็นใหญ่ 3 แกนในรายการคือ มลพิษน้ำจากเหมืองและสารปนเปื้อน มลพิษอากาศ PM2.5 และภัยพิบัติน้ำท่วม โดยผู้ดำเนินรายการย้ำว่า เวทีนี้ไม่ใช่เสวนาวิชาการ แต่คือการ “ขอคำมั่นสัญญา” ว่าจะทำอะไรจริงหากได้เป็นรัฐบาล เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วกำลังกัดกินความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ
ชาวบ้านริมลำน้ำกับคำถามที่ค้างอยู่ในร่างกาย
ช่วงหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศเวทีเปลี่ยนจาก “นโยบาย” ไปเป็น “ชีวิตจริง” คือคลิปเสียงสะท้อนชาวบ้านในพื้นที่ ที่พูดถึงน้ำขุ่น การต้องพึ่งบ่อบาดาลและประปาภูเขา รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความกลัวของผู้บริโภคต่อปลาที่จับได้
ชาวบ้านคนหนึ่งอธิบายแบบตรงไปตรงมาว่า ปลายังคงกินกันอยู่เพราะไม่มีทางเลือก แต่ความกังวลคือสิ่งที่สะสมในร่างกาย และสิ่งที่อาจไม่เห็นผลทันที ประโยคสำคัญที่สะท้อนจิตวิทยาของภัยเงียบคือ “คนเรา ถ้าไม่ได้เห็นตรงหน้า ไม่ได้หลั่งน้ำตาหรอก” ก่อนโยงกลับไปที่ข้อเรียกร้องเดียวกัน คือ ต้องแก้ที่ต้นตอ
อีกเสียงสะท้อนชี้ว่า น้ำปริ่มมาทุกปีและพาสารพิษตกค้างลงมา เมื่อสารพิษตกค้าง ผักที่ขึ้นริมน้ำก็ถูกเก็บกิน วงจรนี้หากปล่อยให้เหมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนในพื้นที่ก็ไม่รู้ว่ากำลังกินอะไรเข้าไป “ไปเรื่อยๆ” และจะจบตรงไหน
นี่คือแก่นของเรื่องที่เวทีพยายามผลักจาก “เรื่องท้องถิ่น” ให้ขึ้นเป็น “วาระระดับชาติ” เพราะแม้ต้นทางจะอยู่นอกประเทศ แต่ปลายทางคือคนไทย
ความต่างของพรรคการเมือง เมื่อปัญหาอยู่นอกอำนาจอธิปไตย
ประเด็นยากที่สุดของมลพิษข้ามแดนคือ รัฐไทยไม่มีอำนาจสั่งการในประเทศต้นทาง เวทีจึงพุ่งไปที่ “การทูต” และ “กฎหมาย” ว่าใครจะทำอย่างไรให้เกิดผลจริง
พรรคภูมิใจไทย ชูแผนระยะสั้นถึงระยะยาว และเสนอร่างกฎหมายมลพิษข้ามแดน
ตัวแทนพรรคภูมิใจไทยระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีการแก้ปัญหาระยะสั้นในพื้นที่แล้ว เช่น โครงการผันน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปาที่ปลอดภัย และย้ำการขับเคลื่อนมาตรการเรื่องมลพิษข้ามแดน โดยอ้างถึงประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องการตรวจสอบแหล่งที่มาไม่เกี่ยวกับการเผาในประเด็นฝุ่น
สำหรับนโยบายใหม่ที่ส่งให้ กกต. ตัวแทนพรรคกล่าวถึงการทำงานระยะกลางเพื่อสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค และระยะยาวที่เน้นการต่างประเทศและห่วงโซ่อุปทานร่วม พร้อมประกาศแนวทางเสนอ “ร่างกฎหมายความรับผิดจากมลพิษข้ามแดน” เพื่อปกป้องประชาชน หากกิจกรรมของบริษัทไทยไปเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ที่ทำให้คนไทยได้รับผลกระทบ
ช่วงที่เป็น “ใจกลางความขัดแย้ง” คือการตอบคำถามเรื่องการเจรจากับจีนและประเทศที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนพรรคยืนยันความมั่นใจต่อผู้นำรัฐบาลและรัฐมนตรีต่างประเทศของพรรค โดยกล่าวถึง อนุทิน ชาญวีรกูล และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าเป็นผู้ที่ “น่าไว้ใจ” ในการเจรจา
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอื่นบนเวทีโต้แย้งว่า ปัญหาดำรงอยู่มานานและการเจรจากับจีนยังไม่เห็นความคืบหน้าเชิงรูปธรรม ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คำว่า “ความจริงใจ” ถูกหยิบมาขยายในช่วงต่อไป
พรรคพลวัต ชูแนวคิดการทูตแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ และยกจีนเป็นตัวแปรสำคัญ
ตัวแทนพรรคพลวัตเสนอภาพใหญ่กว่า “เชียงราย” โดยโยงให้เห็นวิกฤตชายแดนรอบด้านของไทย แล้วกลับมาที่สารพิษลำน้ำและเหมือง โดยระบุว่ารัฐรู้ต้นเหตุ แต่สิ่งที่ขาดคือ “จุดยืนทางการทูต” ที่ไม่เงียบและไม่วิ่งตามเกมประเทศใหญ่
จุดที่หนักที่สุดคือการกล่าวหาว่าต้นเหตุสำคัญคือการลงทุนจากจีนในพื้นที่เมียนมา และเรียกร้องให้ไทยใช้แนวคิด business and human rights กดดันให้เกิดความรับผิดชอบในห่วงโซ่ธุรกิจ รวมถึงเสนอให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรื่องแร่แรร์เอิร์ธในไทย ซึ่งฝ่ายนี้มองว่าเป็นสัญญาณสวนทางกับการต่อต้านแร่จากแหล่งปนเปื้อน
ข้อเสนอของพรรคนี้แบ่งเป็นระยะสั้นถึงระยะยาวคล้ายพรรคอื่น แต่เน้นหนักที่การปิดหรือควบคุมเหมืองที่ต้นทาง และยอมรับตรงไปตรงมาว่า หากเมียนมายังไร้สันติภาพ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจะยากมาก
พรรคประชาชน เสนอใช้กรอบความร่วมมือล้านช้างแม่โขง และระบบตรวจสอบย้อนกลับเชิงโครงสร้าง
พรรคประชาชนพยายามทำให้ข้อเสนอ “จับต้องได้” โดยอธิบายกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สามารถบังคับใช้ได้จริงในมุมมองของพรรค และเสนอให้ใช้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้างแม่โขงซึ่งครอบคลุมประเทศในห่วงโซ่ เพื่อทำแผนปฏิบัติการร่วม ไม่ต้องเริ่มกฎหมายใหม่ทั้งหมด แต่ต้องทำให้การบังคับใช้จริงจัง
ตัวแทนพรรคยังยกโจทย์เชิงเทคนิคที่สื่อถึง “ช่องโหว่ระบบ” คือพิกัดศุลกากรของแร่ที่เป็นหมวดเดียว ทั้งที่แรร์เอิร์ธมีหลายชนิด ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับอาจไม่ละเอียดพอ ข้อเสนอจึงไปที่การปรับระบบพิกัดและข้อมูล เพื่อให้มาตรการตรวจสอบในกฎหมายที่มีอยู่ทำงานได้จริง
ส่วนที่เป็นประเด็นทางสังคมมากที่สุดคือ “การเยียวยา” ตัวแทนพรรคกล่าวถึงตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจในภาคเกษตรและพื้นที่ริมแม่น้ำ พร้อมย้ำว่าคนที่รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นคนจน และตั้งคำถามว่าเหตุใดมาตรการเยียวยายังไม่จริงจัง
ในอีกมิติหนึ่ง พรรคประชาชนเสนอแนวทางสื่อสารความเสี่ยงแบบรวมศูนย์และรายงานต่อเนื่อง เช่น การตรวจสารในปลา น้ำ พืช และการสื่อสารเชิงปริมาณว่าควรบริโภคอย่างไรเพื่อลดผลกระทบ โดยยกตัวอย่างต่างประเทศเพื่อชี้ว่า “ข้อมูลต่อเนื่อง” ช่วยทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจชุมชน เพราะลดการตื่นตระหนกแบบเหมารวม
พรรคกล้าธรรม เสนอศูนย์บัญชาการลุ่มน้ำโขงภาคเหนือ และตรวจสุขภาพฟรีแบบเชิงรุก
ข้อเสนอหลักของพรรคกล้าธรรมคือการตั้งศูนย์บัญชาการลุ่มน้ำโขงภาคเหนือ ให้เป็นศูนย์รวมหลายกระทรวงเพื่อจัดการปัญหาที่ซับซ้อนเกินกว่าหน่วยงานเดียว พร้อมเสนอเร่งชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ และยกระดับการตรวจวัดแบบเรียลไทม์ รวมถึงการตรวจสุขภาพฟรีเพื่อค้นหาความเสี่ยงที่ประชาชนอาจไม่รู้ตัว
พรรคนี้ย้ำภาพการทำงานที่ “ทำมากกว่าพูด” ผ่านการอ้างถึงการลงพื้นที่ช่วยเหตุภัยพิบัติของแกนนำพรรคในอดีต ซึ่งเป็นการสื่อสารทางการเมืองที่พยายามแปลง “ความจริงใจ” ให้เป็นภาพจำเชิงปฏิบัติ
เสียงภาคประชาสังคม คำว่าความจริงใจและคำว่าเทาเทา
ช่วงที่ทำให้เวทีมีน้ำหนักเชิงสังคมมากขึ้นคือการเชิญ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มคนรักเชียงของ ขึ้นสะท้อนความเห็นหลังฟังตัวแทน 4 พรรค
เขาให้ความเห็นว่า นโยบายสำคัญ แต่เหนือกว่านโยบายคือ “ความจริงใจ” เพราะปัญหานี้รุนแรงและกระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ ห่วงโซ่อาหาร และอนาคตคนรุ่นต่อไป พร้อมเสนอว่าควรแยกการแก้ปัญหาเป็นสองส่วนให้ชัด คือการแก้ภายในประเทศเพื่อดูแลสุขภาวะและอาชีพ และการแก้ข้ามพรมแดนที่ต้องยกระดับไปถึงความร่วมมืออนุภูมิภาคหรือระดับโลก
ประโยคที่สะเทือนที่สุดในเชิงการเมืองคือการกล่าวว่า เรื่องเหมืองและสารพิษ “สัมพันธ์กับเรื่องเทาเทา” และไป “เหยียบตีนใครมากมาย” ทำให้คำถามไม่ได้อยู่แค่เทคนิคการทูตหรือกฎหมาย แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลใหม่จะต้านแรงเสียดทานจากผลประโยชน์ทับซ้อนได้จริงแค่ไหน
ในความหมายทางข่าว นี่คือจุดที่ปมเรื่อง “มลพิษ” ถูกผูกเข้ากับปมเรื่อง “ธรรมาภิบาล” อย่างสมบูรณ์
ฝุ่น PM2.5 จากภาพพระจันทร์สวย สู่ตัวเลขที่ทำให้คนป่วยแบบผ่อนส่ง
เมื่อเวทีเข้าสู่ช่วงฝุ่น PM2.5 ผู้ดำเนินรายการใช้ภาพง่ายแต่แทงใจ คือพระจันทร์สวยที่เห็นด้วยตา แต่ฝุ่นพิษที่มองไม่เห็น และชวนผู้ชมต่างพื้นที่นึกถึงแจ้งเตือนบนมือถือในช่วงฤดูฝุ่น
สาระสำคัญของช่วงนี้ไม่ใช่การถกว่าฝุ่นมาจากไหนฝ่ายเดียว เพราะทุกคนยอมรับว่ามีทั้งในประเทศและข้ามแดน แต่คือ “เครื่องมือรัฐ” ที่จะทำให้การลดฝุ่นไม่เป็นแค่คำประกาศในฤดูข่าว
ปมร้อนเรื่องสินค้าเกษตรจากพื้นที่เผา เมื่อประกาศมีแล้ว แต่บังคับใช้จริงหรือไม่
แกนถกเถียงอยู่ที่มาตรการทางการค้า โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ และวิธีตรวจสอบย้อนกลับ
ฝ่ายพรรคประชาชนย้ำว่า รัฐบาลก่อนหน้าประกาศหลายครั้งว่าจะไม่นำเข้า แต่ไม่ทำจริง พร้อมวิจารณ์ว่าแนวทางที่ให้ “ผู้นำเข้ารับรองตัวเอง” เป็นช่องโหว่ เพราะไม่มีใครรับรองว่าตัวเองผิด และตั้งคำถามว่าเอกสารรับรองจากประเทศต้นทางจะตรวจสอบอย่างไรในสถานการณ์การเมืองที่ซับซ้อน
ฝ่ายภูมิใจไทยชี้แจงว่า การรับรองไม่ใช่จบที่คำพูด แต่ต้องแนบข้อมูลพื้นที่และตรวจสอบด้วยดาวเทียมได้ หากไม่ตรงก็ไม่รับซื้อ พร้อมให้เหตุผลว่า หากไม่อนุญาตนำเข้าเลยอาจเกิดสินค้าหนีภาษีหรือสินค้าเถื่อน จึงต้องมี “รั้วและการเฝ้าระวัง” แทนการปิดประตูทั้งหมด
พรรคกล้าธรรมเสนอกรอบ “การทูตเชิงรุกแบบมีเงื่อนไข” กล่าวถึงการใช้แต้มต่อของไทย เช่น พลังงานหรือไฟฟ้า เป็นเครื่องต่อรอง เพื่อให้ประเทศต้นทางลดการเผาและลดฝุ่นที่ไหลเข้ามา
พรรคพลวัตเสนอภาพใหญ่ขึ้นไปอีก โดยพยายาม “รีเฟรม” PM2.5 ให้เป็นความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเพื่อใช้เวทีพหุภาคีระดับโลก และพูดถึงการใช้เงินทุนด้านภูมิอากาศเพื่อช่วยประเทศต้นทางปรับตัว ลดการเผา โดยเน้นแนวทางเชิงบวก ไม่ข่มขู่ แต่ยกระดับเรื่องขึ้นสู่เวทีระหว่างประเทศควบคู่กลไกอาเซียน
ในทางข่าว จุดที่ต้องจับตาคือ ทุกแนวทางจะชนะหรือแพ้ที่ “การตรวจสอบย้อนกลับ” และ “การบังคับใช้” เพราะหากมาตรการมีช่องโหว่ ความเชื่อมั่นของสังคมจะพัง และแรงกดดันจะไหลย้อนกลับมาที่เกษตรกรชายแดนไทยซึ่งไม่ใช่ต้นเหตุ
ภัยพิบัติแม่สาย ความทรงจำที่ยังไม่จาง และความกลัวที่นอนไม่หลับ
จากมลพิษที่ค่อยๆ สะสม เวทีพาเข้าสู่ภัยพิบัติที่ “มาแบบฉับพลัน” และทำลายทุกอย่างในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กรณีแม่สายถูกยกเป็นภาพจำของน้ำหลากและโคลนถล่มที่ทำให้การฟื้นฟูกินเวลายาวนาน
คำถามกลางเวทีถูกตั้งแบบไม่อ้อมค้อม ปีนี้จะโดนอีกหรือไม่ และรัฐบาลจะทำอะไรที่ใหม่กว่าเดิม ไม่ใช่แค่เยียวยาหลังน้ำลด แต่ต้องป้องกันไม่ให้ซ้ำรอย
พรรคกล้าธรรมเสนอสามแกนหลัก คือการช่วยเหลือทันทีด้วยศูนย์บัญชาการที่มีอำนาจจริง การแก้ระบบระบายน้ำ ลอกคูคลอง และระบบเตือนภัยเรียลไทม์ พร้อมเสนอระบบเยียวยาดิจิทัลที่ติดตามได้ เพื่อเลิกยุคเอกสารกระดาษในวันที่ผู้ประสบภัยแทบไม่มีแรงทำเรื่อง
พรรคภูมิใจไทยชี้ไปที่ “ช่องว่างเชิงกฎหมาย” ในช่วงก่อนเกิดภัย โดยอธิบายว่า หากท้องถิ่นเตรียมศูนย์อพยพหรือจัดซื้อเพื่อป้องกันภัย แต่ภัยไม่เกิด อาจถูกตรวจสอบภายหลัง ทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าลงมือ จึงเสนอให้ปรับกฎหมายหรือระเบียบให้รองรับการเตรียมการล่วงหน้าอย่างถูกต้อง พร้อมยกภาพการพัฒนาระบบบริการฉุกเฉินเป็นตัวอย่างว่าการเตรียมพร้อมเชิงระบบทำได้ หากรัฐออกแบบให้ถูก
พรรคประชาชนชู “เจตจำนงทางการเมือง” และการจัดลำดับความสำคัญ โดยยืนยันว่าการรับมือโลกรวนและภัยพิบัติถูกยกเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของทีมบริหาร และเน้นว่าช่วงเกิดภัย นายกรัฐมนตรีต้องนั่งหัวโต๊ะเพื่อสั่งการข้ามกระทรวง ลดไซโลราชการ พร้อมย้ำเรื่อง “ความเชื่อใจ” ระหว่างรัฐกับประชาชน เพราะการเตือนภัยจะมีค่าเมื่อคนเชื่อว่าข้อมูลจริง ไม่มั่ว และสื่อสารเข้าใจง่าย
พรรคพลวัตเสนอภาพจากประสบการณ์ภาคใต้ ชี้ว่ากฎหมายและโครงสร้างมีอยู่แล้ว แต่ที่ล้มเหลวคือการบริหารแบบครอบงำจากส่วนกลาง ส่งหลายหน่วยลงพื้นที่จนซ้ำซ้อน เละในภาคปฏิบัติ และจึงเสนอแนวทางกระจายอำนาจถึงขั้นให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้ผู้บริหารพื้นที่มีความชอบธรรมสูงและรู้ปัญหาจริง
ในเชิงข่าว นี่คือการถกกันระหว่างแนวคิด “รวมศูนย์เพื่อสั่งการเร็ว” กับ “กระจายอำนาจเพื่อรู้พื้นที่จริง” ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างอ้างเหตุผลด้านประสิทธิภาพ แต่ผลลัพธ์จริงจะตัดสินที่การออกแบบระบบบัญชาการร่วม การจัดงบประมาณ และความโปร่งใสในการใช้เงินภัยพิบัติ
เมื่อชายแดนไม่ใช่ชายขอบอีกต่อไป
เวทีเชียงแสนทำให้เห็นภาพชัดว่า “ชายแดน” ถูกยกระดับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศในสามมิติพร้อมกัน
มิติแรก สุขภาพและสิ่งแวดล้อม น้ำปนเปื้อนและฝุ่นพิษไม่หยุดที่เส้นแดน แต่เข้าถึงปอดและจานข้าวของคนไทย
มิติที่สอง เศรษฐกิจฐานราก เมื่อข่าวปนเปื้อนกระจาย ราคาสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำถูกกดลงทันที แม้ความเสี่ยงจริงจะยังต้องตรวจพิสูจน์ในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง
มิติที่สาม ความมั่นคง ชายแดนเชื่อมกับอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ยาเสพติด และเศรษฐกิจเงา ซึ่งทำให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องอำนาจรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
สิ่งที่เวทีไม่ปิดบังคือความจริงที่ว่า ปัญหาเหล่านี้แก้ยาก เพราะต้องไปแตะผลประโยชน์ ทั้งในและนอกประเทศ และต้องอาศัยการทูตแบบมีพลังต่อรอง ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลคนในพื้นที่แบบไม่ปล่อยให้เป็นผู้รับกรรมเงียบๆ
ประเด็นเด่นและประเด็นรองที่ต้องจับตาหลังเวที
ประเด็นเด่นอันดับหนึ่ง การทำให้มลพิษข้ามแดนเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ข่าวฤดูกาล
ทุกพรรคพูดถึงการทูตและความร่วมมือ แต่ต่างกันที่เครื่องมือ บางพรรคเน้นกฎหมายใหม่ บางพรรคเน้นกรอบความร่วมมือเดิม บางพรรคเน้นเงื่อนไขต่อรอง
ประเด็นเด่นอันดับสอง ระบบข้อมูลและการสื่อสารความเสี่ยงแบบต่อเนื่อง
ข้อเสนอเรื่องการตรวจวัดแบบเรียลไทม์ การบูรณาการข้อมูลหลายหน่วยงาน และการสื่อสารเชิงปริมาณต่อประชาชน เป็นจุดที่หากทำได้จริงจะลดทั้งความเสี่ยงสุขภาพและความเสียหายเศรษฐกิจจากความตื่นตระหนก
ประเด็นเด่นอันดับสาม ภัยพิบัติและการเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ
การถกเถียงชี้ชัดว่า ประเทศยังติดปัญหาโครงสร้างในช่วงก่อนเกิดภัย ทั้งระเบียบงบประมาณ อำนาจท้องถิ่น และระบบบัญชาการร่วม
ประเด็นรองที่สำคัญ ความโปร่งใสและผลประโยชน์ทับซ้อน
คำว่าเทาเทาถูกพูดบนเวทีโดยภาคประชาสังคม ทำให้รัฐบาลใหม่หากเกิดขึ้นต้องตอบด้วยความโปร่งใส ไม่เช่นนั้นทุกนโยบายจะถูกตั้งข้อสงสัยทันที
ประเด็นรองอีกด้าน ความชอบธรรมของมาตรการการค้า
การห้ามนำเข้าสินค้าจากพื้นที่เผา หากทำไม่รัดกุม อาจกระทบผู้ประกอบการและเกิดตลาดมืด แต่หากทำแบบหลวม ก็ไม่ต่างจากการประกาศเพื่อภาพลักษณ์

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ระหว่างรอรัฐบาลใหม่และนโยบายใหญ่
หนึ่ง ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศรายวันและลดกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง ใช้หน้ากากที่กรองอนุภาคละเอียดได้ และดูแลกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอดและหัวใจ
สอง สำหรับชุมชนริมน้ำ ใช้น้ำจากแหล่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเท่าที่เป็นไปได้ หากจำเป็นต้องใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติ ควรติดตามประกาศเตือนของหน่วยงานรัฐในพื้นที่และขอคำแนะนำจากหน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน
สาม เก็บหลักฐานความเสียหายทางเศรษฐกิจและสุขภาพอย่างเป็นระบบ เช่น ใบรับรองแพทย์ ค่าใช้จ่ายซื้อน้ำดื่ม เครื่องกรอง รายได้ที่หายไป เพื่อใช้ประกอบการขอเยียวยาหรือมาตรการช่วยเหลือ
สี่ ใช้สิทธิพลเมืองในการถามนโยบายให้เฉพาะเจาะจง เช่น จะตรวจสอบย้อนกลับอย่างไร ใครเป็นเจ้าภาพข้อมูลกลาง จะประกาศพื้นที่เสี่ยงแบบใด จะชดเชยกลุ่มใดก่อน และมีกำหนดเวลาเท่าไร
บทสรุปจากเชียงแสน ถึงผู้มีอำนาจชุดต่อไป
เวทีดีเบตริมโขงไม่ได้ให้คำตอบว่าใคร “ชนะ” ในเชิงวาทกรรม แต่ให้ภาพชัดว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาที่เส้นแบ่งแดนใช้การไม่ได้ ทั้งฝุ่น ทั้งน้ำ ทั้งภัยพิบัติ และทั้งเศรษฐกิจเงา
คำถามจริงจึงไม่ใช่แค่นโยบายสวยหรู แต่คือรัฐบาลชุดต่อไปจะกล้าพอไหมที่จะทำให้คำมั่นสัญญา “มีต้นทุนทางการเมือง” กับคนที่ไม่อยากให้เปลี่ยน และจะจริงใจพอไหมที่จะทำให้ชายแดนไม่ใช่พื้นที่รับกรรมเงียบๆ อีกต่อไป
หากรัฐบาลใหม่ทำได้ ชายแดนอาจกลายเป็นแนวหน้าแห่งความร่วมมือและความปลอดภัยของชีวิต แต่หากทำไม่ได้ สามเหลี่ยมทองคำในคืนพระจันทร์สวยก็จะยังเป็นภาพเดิม คือความสวยที่กลบฝุ่น และความคึกคักที่ซ่อนความเสี่ยงไว้ใต้ลมหายใจของคนท้องถิ่น
สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเด็น
หมายเหตุ ข้อมูลส่วนนี้เป็นสถิติและกรอบมาตรฐานที่เผยแพร่สาธารณะต่อเนื่อง เพื่อประกอบความเข้าใจเรื่อง PM2.5 มลพิษข้ามแดน และการจัดการภัยพิบัติ ไม่ใช่ตัวเลขยืนยันเฉพาะเหตุการณ์ในคลิปดีเบต เว้นแต่ตัวเลขที่ผู้ร่วมเวทีกล่าวเองซึ่งต้องถือเป็นคำกล่าวบนเวทีและควรตรวจสอบซ้ำ
1 มาตรฐานคุณภาพอากาศ PM2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพ
องค์การอนามัยโลกเผยแพร่แนวทางคุณภาพอากาศฉบับปรับปรุงปี 2021 และชี้ความเชื่อมโยงระหว่าง PM2.5 กับโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
2 กลไกความร่วมมืออาเซียนด้านหมอกควันข้ามแดน
อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ลงนามปี 2002 เป็นกรอบความร่วมมือสำคัญของภูมิภาค
3 ข้อมูลฮอตสปอตไฟป่าและการเผาในที่โล่ง
ประเทศไทยมีการรายงานจุดความร้อนจากดาวเทียมผ่านหน่วยงานด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศ ใช้ประกอบการติดตามการเผาและการบริหารจัดการในฤดูหมอกควัน
4 การติดตามคุณภาพน้ำและสารปนเปื้อน
หน่วยงานด้านมลพิษและทรัพยากรน้ำของไทยมีรายงานการตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นระยะในลุ่มน้ำหลัก ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานตรวจสอบข้อกังวลเรื่องสารปนเปื้อนในน้ำและตะกอน
5 การจัดการภัยพิบัติและกรอบกฎหมายในไทย
ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นกรอบกฎหมายหลักสำหรับการเตรียมพร้อม การตอบโต้ และการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
- เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
- ครอบครัวข่าว3
องค์การอนามัยโลก แนวทางคุณภาพอากาศโลก ฉบับปี 2021 เรื่อง PM2.5 และผลกระทบสุขภาพ
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ปี 2002
กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลคุณภาพอากาศและรายงานสถานการณ์มลพิษ รวมถึงฐานข้อมูลการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ
กรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลสภาพอากาศ ลม และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการสะสมฝุ่นในบรรยากาศ
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ข้อมูลจุดความร้อนและการติดตามการเผาจากดาวเทียม
กระทรวงพาณิชย์ ประกาศและมาตรการด้านการนำเข้าสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการเผาและการตรวจสอบย้อนกลับ
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรอบการจัดการภัยพิบัติ แผนปฏิบัติการ และแนวทางการเตรียมพร้อมระดับพื้นที่
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ข้อมูลสิทธิประโยชน์ด้านการตรวจรักษาและการเข้าถึงบริการสุขภาพในภาวะเสี่ยง










