Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เจาะลึกเลือกตั้งเชียงราย 2569 พลัง 9.4 แสนเสียงและเทรนด์ Google Trends ที่พรรคการเมืองต้องฟัง

เจาะลึกความตื่นตัวคนเชียงรายบนสมรภูมิเลือกตั้ง จากขุมกำลัง 9.4 แสนเสียงสู่เทรนด์ดิจิทัล และสัญญาณเตือนที่พรรคการเมืองต้องฟัง

เชียงราย, 30 มกราคม 2569 – ก่อนถึงวันหย่อนบัตร บรรยากาศการเมืองในเชียงรายไม่ได้เริ่มที่เวทีปราศรัย หากเริ่มจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ คำค้นหาว่าด้วยการใช้สิทธิพุ่งขึ้นเป็นคลื่น ผู้คนถามหาวิธีตรวจสอบสิทธิ ถามหาการเลือกตั้งล่วงหน้า ถามหาการเลือกตั้งนอกเขต และถามหานโยบายพรรคการเมืองแบบเจาะจงรายกระทรวง ภาพนี้ทำให้ “การตื่นตัว” ไม่ได้หมายถึงแค่การไปคูหา แต่หมายถึงการพยายามจัดการความไม่แน่นอนของชีวิตด้วยข้อมูล ในจังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวม 948,989 คนตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม เสียงหนึ่งใบจึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ประชาธิปไตย แต่เป็นทรัพยากรทางการเมืองที่กำหนดทิศทางการจัดสรรงบประมาณ นโยบายสาธารณะ และอำนาจต่อรองของพื้นที่ชายแดนตอนบนในรัฐบาลชุดถัดไป

ขุมกำลัง 9.4 แสนเสียงที่กระจายเป็น 7 เขต และผู้หญิงมากกว่าผู้ชายทุกเขต

ตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งจังหวัดเชียงรายตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม แสดงความหนาแน่นและการกระจายตัวที่พรรคการเมืองเลี่ยงไม่ได้ เขต 1 และเขต 4 เป็นพื้นที่ที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมมากที่สุด แตะระดับมากกว่า 141,000 คนต่อเขต ขณะที่เขต 6 เป็นเขตที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อยที่สุด 126,632 คน จุดที่น่าสนใจยิ่งกว่าขนาดคือ “องค์ประกอบ” เพราะทุกเขตมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพศหญิงมากกว่าเพศชายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเขต 1 ที่ส่วนต่างมากกว่า 11,000 คนตามข้อมูลที่คุณให้ไว้ นัยทางการเมืองของโครงสร้างเพศไม่ใช่เรื่องการเหมารวมรสนิยมทางการเมือง แต่เป็นเรื่อง “ภาระชีวิต” และ “ความเสี่ยง” ที่ผู้มีสิทธิรู้สึกในแต่ละวัน เช่น ค่าใช้จ่ายครัวเรือน สุขภาพ การดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ความปลอดภัย และสวัสดิการที่แตะชีวิตจริง หากพรรคใดสื่อสารนโยบายแบบไม่เห็นความจริงเหล่านี้ ก็เท่ากับพูดไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ของจังหวัด

เทรนด์ค้นหาพุ่ง แปลว่าตื่นตัว หรือกำลังวิตก

ข้อมูลสรุปจากการติดตามพฤติกรรมค้นหาในช่วงก่อนเลือกตั้งที่อ้างอิง Google Trends ชี้ว่า คำค้นหาเกี่ยวกับ “เลือกตั้งนอกเขต” เพิ่มขึ้นสูงมาก และคำค้นเกี่ยวกับ “ขั้นตอนการเลือกตั้ง” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถอดรหัสเชิงข่าวได้อย่างน้อย 3 ประเด็น ประเด็นแรก การค้นหาเลือกตั้งนอกเขตที่เพิ่มขึ้น สะท้อนการเคลื่อนย้ายแรงงานและประชากรแฝงที่ยังต้องการรักษาสิทธิทางการเมืองของตนเอง คนทำงานนอกภูมิลำเนาไม่อยากถูกตัดออกจากอนาคตของบ้านเกิด ประเด็นที่สอง การค้นหานโยบายรายพรรคและรายกระทรวง สื่อว่าการตัดสินใจของประชาชนกำลังขยับจากความชอบส่วนตัวไปสู่การถามหาผลลัพธ์ที่จับต้องได้ นโยบายไม่ใช่โปสเตอร์ แต่คือคำตอบเรื่องรายได้ ค่าครองชีพ และบริการสาธารณะ ประเด็นที่สาม การที่คำค้นอย่าง “ประชามติ” ถูกพูดถึงในฐานะคำค้นที่เติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่าคนจำนวนหนึ่งเริ่มมองการเมืองเป็นเรื่องโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การเลือกคน อย่างไรก็ตาม ความตื่นตัวเชิงข้อมูลมักเกิดขึ้นคู่กับความไม่สบายใจ เพราะคนจะค้นหาหนักที่สุดในเรื่องที่รู้สึกว่า “เสี่ยง” หรือ “ไม่แน่ใจ” และการเมืองไทยในสายตาประชาชนก็ถูกวางอยู่ในอารมณ์แบบนั้นจริง

โพลพระปกเกล้า ชี้ความรู้สึกแย่ลง และความคาดหวังต่อผู้นำที่แก้ปากท้องกับปราบโกง

KPI Poll ของสถาบันพระปกเกล้า รายงานว่า ประชาชนจำนวนมากมองการเมืองไทยแย่ลง และมีสัดส่วนที่มองว่าดีขึ้นอยู่ในระดับต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ในอีกด้าน โพลยังสะท้อน “ความหวังที่มีเงื่อนไข” คือประชาชนอยากได้ผู้นำที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและจัดการคอร์รัปชันให้เห็นผล โจทย์นี้ตีความได้ว่า คนจำนวนมากเชื่อว่าปากท้องกับทุจริตเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะคอร์รัปชันคือภาษีแฝงที่ประชาชนจ่ายผ่านค่าครองชีพ คุณภาพบริการรัฐ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่หายไป เมื่อเอาโพลระดับประเทศมาวางทับกับบริบทเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดน มีทั้งมิติท่องเที่ยว การค้า แรงงานย้ายถิ่น และปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน จะยิ่งเห็นว่า “ปากท้อง” ในความหมายของคนเชียงรายไม่ใช่แค่รายได้รายวัน แต่รวมถึงความมั่นคงทางสุขภาพ ความปลอดภัย และต้นทุนชีวิตจากความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

สมรภูมิผู้สมัครปี 2569 คนลงลดลง แต่เครือข่ายเดิมยังเหนียวแน่น และภาคเหนือเด่นสุด

ฐานข้อมูลของ Rocket Media Lab สะท้อนการเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน เมื่อจำนวนผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตทั่วประเทศลดลงจากการเลือกตั้งปี 2566 และจำนวนพรรคที่ส่งผู้สมัครก็ลดลงเช่นกัน ในระดับภาค Rocket Media Lab ชี้ว่า ภาคเหนือมีสัดส่วนอดีต สส. ที่กลับมาลงในนามพรรคเดิมสูงที่สุดในประเทศ ซึ่งตีความได้ว่า “การเมืองแบบทำพื้นที่ต่อเนื่อง” ยังเป็นทุนสำคัญของภาคเหนือ ขณะเดียวกัน ในกลุ่มผู้สมัครหน้าใหม่ แหล่งที่มาสำคัญคือ “นักการเมืองท้องถิ่น” ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีข้อได้เปรียบด้านเครือข่ายชุมชน รู้ปัญหาเชิงพื้นที่ และสื่อสารกับฐานรากได้โดยไม่ต้องอาศัยกระแสระดับชาติเป็นหลัก ภาพรวมนี้ทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงการชนกันของพรรคใหญ่ แต่เป็นการชนกันของ “ระบบเครือข่าย” ระหว่างระดับชาติและท้องถิ่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงต้องตัดสินใจบนคำถามที่จริงจังขึ้นว่า ใครแก้ปัญหาได้จริง ใครตรวจสอบได้ ใครมีต้นทุนทางการเมืองที่ทำให้รับผิดรับชอบต่อพื้นที่ในระยะยาว

เชียงรายอยู่ตรงไหนในสมการนี้ เมื่อฐานเสียงหญิงมากกว่า และคนค้นหานโยบายหนักขึ้น

เมื่อฐานเสียงหญิงมากกว่าอย่างชัดเจนตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม และพฤติกรรมค้นหานโยบายเพิ่มขึ้นตามสัญญาณจาก Google Trends เกมการเมืองในเชียงรายจึงยากขึ้นสำหรับการหาเสียงแบบคำขวัญกว้าง ๆ พรรคการเมืองที่คิดจะชนะในเชียงรายจำเป็นต้องตอบอย่างน้อย 3 เรื่องให้ได้แบบเป็นรูปธรรม เรื่องแรก ปากท้องที่ผูกกับโครงสร้างเศรษฐกิจชายแดน ตั้งแต่รายได้ท่องเที่ยว การค้าชายแดน ไปถึงค่าครองชีพในเมืองที่สูงขึ้น เรื่องที่สอง บริการรัฐที่แตะชีวิตผู้ดูแลครอบครัว โดยเฉพาะสุขภาพและสวัสดิการ เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากต้องรับบทดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และคนในบ้าน เรื่องที่สาม ความปลอดภัยและความโปร่งใสในระดับท้องถิ่น เพราะความไม่ไว้ใจต่อการเมืองที่สะท้อนในโพล ไม่ได้เกิดจากคำพูด แต่เกิดจากประสบการณ์ของประชาชนต่อระบบที่ตรวจสอบยาก

วันเลือกตั้งใกล้เข้ามา และสิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีคือใช้สิทธิให้ไม่ตกหล่น

สื่อสากลรายงานว่า กกต. กำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ และเลือกตั้งล่วงหน้า 1 กุมภาพันธ์ พร้อมตัวเลขผู้มีสิทธิทั่วประเทศในระดับหลายสิบล้านคน ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีเพื่อไม่ให้สิทธิตกหล่น คือ ตรวจสอบสิทธิและหน่วยเลือกตั้งของตนเองให้ถูกต้อง หากมีเหตุจำเป็นต้องเลือกตั้งนอกเขตหรือเลือกตั้งล่วงหน้า ควรติดตามกรอบเวลาการลงทะเบียนตามประกาศทางการ อ่านนโยบายแบบเทียบกันเป็นชุด โดยถามหาตัวชี้วัดที่วัดผลได้ ไม่ใช่แค่คำสัญญา ตั้งคำถามกับผู้สมัครเรื่องปัญหาพื้นที่จริง ตั้งแต่เศรษฐกิจครัวเรือน งาน รายได้ ไปจนถึงประเด็นชายแดนและสิ่งแวดล้อมที่กระทบคุณภาพชีวิต

ความตื่นตัวของเชียงรายคือเสียงเตือนว่า ประชาธิปไตยกำลังย้ายจากเวทีปราศรัยสู่สมรภูมิข้อมูล

ภาพรวมทั้งหมดบอกว่า ความตื่นตัวของคนเชียงรายและคนไทยไม่ใช่กระแสฉาบฉวย แต่เป็นการขยับของประชาชนไปสู่การเมืองที่อิงข้อมูลมากขึ้น ในวันที่ความรู้สึกต่อการเมืองยังหนักไปทางแย่ลงตามผลสำรวจ ประชาชนจึงยิ่งต้องการความมั่นใจว่าเสียงของตนจะถูกแปลงเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ สำหรับพรรคการเมือง สัญญาณจากเชียงรายมีความหมายตรงไปตรงมา อย่าประเมินผู้มีสิทธิต่ำกว่าความจริง อย่าคิดว่าแบรนด์พรรคชนะได้ด้วยตัวเอง และอย่าละเลยความโปร่งใส เพราะยุคที่ประชาชนตามข้อมูลได้ง่ายขึ้น กำลังทำให้ต้นทุนของความคลุมเครือสูงขึ้นทุกวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร 
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Rocket Media Lab ฐานข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งและการจัดกลุ่มผู้สมัคร
  • รายงานสรุปเทรนด์คำค้นจาก Google Trends ที่สื่อไทยเผยแพร่
  • สถาบันพระปกเกล้า KPI Poll และการนำเสนอผลสำรวจผ่านสื่อ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TOP STORIES

โพลชี้ประชาชนกังวลทุจริต-ขัดแย้ง ในการเลือกตั้ง อบจ. 2568

การวิเคราะห์ผลโพลและสถานการณ์เลือกตั้ง อบจ. 2568: บ้านใหญ่ปะทะบ้านใหม่ โจทย์ใหญ่ของการพัฒนาท้องถิ่น

วันที่ 23 มกราคม 2568 สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธาน IFD โพลและเซอร์เวย์ และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการ IFD โพลแอนด์เซอร์เวย์ ได้ร่วมกันแถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในหัวข้อ “ประชาชนหวั่นเลือกตั้ง อบจ. ถูกแทรกแซง-ทุจริต-ขัดแย้ง-พัฒนาท้องถิ่นสะดุด” ผลสำรวจดังกล่าวเก็บข้อมูลจากประชาชน 1,222 คนที่มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 15-20 มกราคม 2568 ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างเชิงชั้น 5 ขั้นตอน (Stratified Five-Stage Random Sampling) โดยมีค่าความคลาดเคลื่อน ±3% และความเชื่อมั่น 95%

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน

ผลโพลชี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่เลือกนายกฯ อบจ. จากคุณสมบัติ 5 ประการ ได้แก่:

  1. เข้าใจปัญหาท้องถิ่น
  2. มีวิสัยทัศน์-นโยบายที่จับต้องได้
  3. ผลงานและประสบการณ์บริหารท้องถิ่น
  4. ประวัติที่ดี
  5. สังกัดพรรคที่ชื่นชอบ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงมีความกังวลต่อการเลือกตั้ง อบจ. โดยเฉพาะการแทรกแซงจากพรรคการเมืองระดับชาติ การทุจริต และการทำงานเพื่อผลประโยชน์ของพรรคหรือกลุ่มพวกพ้อง ทั้งนี้ ความกังวลดังกล่าวครอบคลุมทั้งผู้สมัครจากบ้านใหญ่และบ้านใหม่ โดยในกรณีของบ้านใหญ่ ประชาชนกังวลเรื่องการทุจริตและการผูกขาดการพัฒนา ส่วนบ้านใหม่ถูกตั้งคำถามในด้านประสบการณ์และความสามารถในการปฏิบัติตามที่หาเสียงไว้

การวิเคราะห์ 10 ประเด็นสำคัญโดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

  1. การเชื่อมโยงการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น
    พรรคการเมืองระดับชาติใช้เวทีเลือกตั้ง อบจ. เป็นฐานสร้างคะแนนนิยมและเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งระดับชาติในปี 2570
  2. ความเข้าใจท้องถิ่นเป็นปัจจัยสำคัญ
    การรู้จักปัญหาและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน
  3. นโยบายพัฒนาท้องถิ่นถูกลดความสำคัญ
    การเลือกตั้ง อบจ. ถูกครอบงำด้วยนโยบายระดับชาติ ทำให้การพัฒนาท้องถิ่นขาดความโดดเด่น
  4. การพัฒนาท้องถิ่นถูกฉุดรั้งด้วยเกมการเมือง
    การโจมตีระหว่างพรรคการเมืองและกลุ่มบ้านใหญ่-บ้านใหม่ อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่
  5. พรรคการเมืองเลือกสนับสนุนบ้านใหญ่ที่ทรงอิทธิพลที่สุด
    ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การเลือกตั้งในจังหวัดอุบลราชธานี
  6. กระสุน-กระแส-ความคุ้นเคย
    การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ เงินทุน (กระสุน) กระแสนิยมระดับชาติ และความคุ้นเคยกับท้องถิ่น
  7. พรรครัฐบาลมีความได้เปรียบ
    พรรคบ้านใหญ่ที่มีอำนาจในระดับรัฐบาลสามารถใช้กลไกราชการสนับสนุนการเลือกตั้ง
  8. หัวคะแนนจัดตั้งชี้ผลการเลือกตั้ง
    หัวคะแนนที่สนับสนุนโดยเงินทุนมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้ง
  9. การเลือกตั้งในชนบทช่วยบ้านใหญ่ได้เปรียบ
    ชุมชนบ้านไม้มีแนวโน้มออกมาใช้สิทธิ์มากกว่าชุมชนบ้านตึก ทำให้พรรคบ้านใหญ่ได้เปรียบ
  10. วันเลือกตั้งที่เอื้อต่อบ้านใหญ่
    การจัดการเลือกตั้งในวันเสาร์เพิ่มความได้เปรียบให้พรรคบ้านใหญ่

ข้อสรุป

การเลือกตั้ง อบจ. ครั้งนี้เป็นสนามการต่อสู้ระหว่างบ้านใหญ่ (พรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย) และบ้านใหม่ (พรรคประชาชาติ) ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทการเมืองระดับชาติที่เข้ามามีอิทธิพลในระดับท้องถิ่น โดยผู้สมัครที่มีเงินทุนสนับสนุน กระแสนิยม และความคุ้นเคยในพื้นที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินชัยชนะ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE