Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” GI ลำดับที่ 9 ของเชียงราย ดันยอดส่งออกพุ่ง 100 ล้าน

กรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” GI ดันผลไม้ลุ่มน้ำงาวสู่ตลาดสมัยใหม่ ย้ำคุมคุณภาพ-ตรวจสอบย้อนกลับ หนุนรายได้ 1,383 ครัวเรือน

เชียงราย, 19 มกราคม 2569 — ในห้วงเวลาที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความโปร่งใสของแหล่งที่มา” มากพอๆ กับรสชาติและความคุ้มค่า การประกาศขึ้นทะเบียน ส้มโอเวียงแก่น” เป็น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) จึงไม่ใช่เพียงพิธีการทางเอกสาร หากเป็นการยกระดับ “ผลไม้เศรษฐกิจ” ของอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ให้กลายเป็นสินค้าที่มีกรอบมาตรฐานรองรับชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นอย่างเป็นระบบ

จุดเริ่มต้นของเรื่อง เมื่อชื่อเสียงท้องถิ่นต้องมี “ระบบคุ้มครอง”

กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ระบุว่า การคุ้มครอง GI เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ไทย โดยหัวใจอยู่ที่ ระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเชื่อมสินค้าเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่มากขึ้น

ในมุมของหลักการสากล องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) อธิบายว่า GI คือ “สัญลักษณ์/ชื่อ” ที่ใช้กับสินค้าที่มี แหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์เฉพาะ และมี คุณภาพหรือชื่อเสียงที่เกิดจากแหล่งกำเนิดนั้น พร้อมให้สิทธิในการป้องกันการใช้ชื่อโดยผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด
สาระนี้สะท้อนว่า GI ไม่ได้คุ้มครองแค่ “ป้ายชื่อ” แต่คุ้มครอง “ระบบมาตรฐาน” ที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อได้ว่า สินค้าที่ถือชื่อนั้นมาจากพื้นที่จริงและมีคุณลักษณะตามที่ประกาศไว้

ส้มโอเวียงแก่น” คืออะไร อัตลักษณ์ที่ผูกกับภูมิประเทศลุ่มน้ำงาว

DIP ระบุพื้นที่ผลิต “ส้มโอเวียงแก่น” ครอบคลุม 4 ตำบลในอำเภอเวียงแก่น ได้แก่ ม่วงยาย, หล่ายงาว, ปอ และท่าข้าม โดยอธิบายเงื่อนไขเชิงภูมิศาสตร์สำคัญ เช่น ลักษณะพื้นที่และระบบน้ำที่เอื้อต่อคุณภาพผลผลิต

ในเชิง “สินค้า GI” จุดขายสำคัญไม่ใช่เพียงความหวานหรือความฉ่ำน้ำ แต่คือการทำให้คุณลักษณะเหล่านั้น พิสูจน์ได้ และ ตรวจสอบได้ ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นแกนที่ช่วยลดความเสี่ยงของการแอบอ้างชื่อในตลาด และช่วยยกระดับการรับรู้ของผู้ซื้อในห่วงโซ่สมัยใหม่

3 สายพันธุ์ขึ้นทะเบียน กำหนดเกณฑ์คุณภาพชัด “ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์”

ข้อมูลประกาศ/ข่าวการขึ้นทะเบียนระบุว่า “ส้มโอเวียงแก่น” ที่ขึ้นทะเบียน GI ครอบคลุม 3 พันธุ์ ได้แก่

  • ขาวใหญ่ (ผลทรงรี เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ โทนรสเปรี้ยวอมหวาน)
  • ทองดี (ทรงกลมแป้น เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ โทนหวานอมเปรี้ยว)
  • เซลเลอร์ (ทรงกลม เนื้อกรอบ สีแดงทับทิม โทนหวานอมเปรี้ยว)
    โดยระบุเกณฑ์ร่วมด้านคุณภาพ เช่น ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์

การกำหนดเกณฑ์เช่นนี้มีความหมายเชิงตลาดอย่างยิ่ง เพราะทำให้ “คุณภาพขั้นต่ำ” เป็นภาษากลางในการซื้อขาย และเป็นฐานข้อมูลให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับในอนาคต

เศรษฐกิจฐานราก 1,383 ครัวเรือน กับผลผลิตเฉลี่ย 25,130 ตัน/ปี

มิติที่ทำให้ข่าวนี้ “มีน้ำหนักต่อชีวิตชุมชน” อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจซึ่ง DIP ระบุไว้ค่อนข้างชัด โดยปัจจุบันมีผู้ผลิต 1,383 ครัวเรือน ผลผลิตเฉลี่ย ราว 25,130 ตันต่อปี สร้างมูลค่าตลาดรวม กว่า 100 ล้านบาทต่อปี และเป็นมูลค่าส่งออก ประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี โดยมี ประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า GI ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในระดับ “สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม” เท่านั้น แต่แตะถึง “รายได้จริง” ของเกษตรกรจำนวนมาก และมีนัยต่อการจัดการมาตรฐานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อพึ่งตลาดส่งออกซึ่งมักให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความสม่ำเสมอสูง

เชียงรายขึ้นเป็นจังหวัด GI อันดับต้น 9 รายการ และมูลค่าเดิมกว่า 300 ล้านบาท/ปี

DIP ระบุว่า “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากรายการ GI เดิมของจังหวัด และชี้ว่า GI 8 รายการก่อนหน้าในเชียงรายสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัด กว่า 300 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งทำให้เชียงรายถูกระบุว่าเป็นจังหวัดที่มี GI มากเป็น อันดับ 2 ของประเทศ

สำหรับเชียงราย นัยสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เพิ่มอีก 1 รายการ” แต่คือการสะสมพอร์ตสินค้าอัตลักษณ์ที่สามารถต่อยอดเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชุมชนได้ หากการกำกับมาตรฐานและการตลาดทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

เสียงจากหน่วยงาน ชู “Quick Big Win” และเชื่อมตลาดสมัยใหม่

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้กรอบว่า GI เป็นภารกิจสำคัญตามแนวนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ โดยการขึ้นทะเบียนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับ และการเชื่อมสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับการแข่งขันของสินค้าชุมชน

ในภาพใหญ่นโยบาย กระทรวงพาณิชย์ยังสื่อสารว่า GI เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้สินค้าไทย และภาพรวมสินค้า GI ของประเทศสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในระดับสูง พร้อมมุมมองว่าการคุ้มครอง/ส่งเสริม GI สามารถช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าในตลาดได้อย่างมีนัย

จาก “ขึ้นทะเบียน” สู่ “ทำให้ขายได้จริง” ปลายน้ำคือมาตรฐาน-การตลาด-การคุ้มครองชื่อ

แม้การขึ้นทะเบียนเป็นก้าวสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ผู้ประกอบการและชุมชนต้องเผชิญหลังจากนี้คือ “การทำให้มาตรฐานเดินได้ทุกล็อต” เพราะ GI ทำงานได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อ ผู้ใช้ชื่อ GI ปฏิบัติตามข้อกำหนดร่วมกัน และระบบตรวจสอบย้อนกลับ “ใช้งานจริง” ไม่ใช่มีเพียงในเอกสาร

อีกด้านหนึ่ง DIP ระบุแนวทางการขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายและคอนเทนต์รูปแบบต่างๆ
ประเด็นนี้สะท้อน “ทิศทางตลาด” ที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคจำนวนมากอาจไม่เคยเดินทางถึงเวียงแก่น แต่สามารถ “ตัดสินใจซื้อ” จากหน้าจอได้ หากข้อมูลมาตรฐานและเรื่องราวถิ่นกำเนิดถูกสื่อสารอย่างน่าเชื่อถือ

มุมชวนคิด: GI จะเพิ่มรายได้จริงได้อย่างไร และอะไรคือความเสี่ยงที่ต้องระวัง

การขึ้นทะเบียน GI มักถูกคาดหวังว่าจะช่วย “เพิ่มราคา” และ “เพิ่มยอดขาย” แต่ผลลัพธ์จริงขึ้นกับอย่างน้อย 3 เงื่อนไข

  1. ความสม่ำเสมอของคุณภาพ
    เมื่อมีเกณฑ์ (เช่น องศาบริกซ์) ตลาดจะคาดหวังให้สินค้าสม่ำเสมอขึ้น หากคุณภาพแกว่ง อาจกระทบความเชื่อมั่นต่อ “ชื่อ GI” ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่รายสวน
  2. ต้นทุนการทำมาตรฐานและการตรวจสอบ
    การทำระบบตรวจสอบย้อนกลับและการคุมคุณภาพมีต้นทุน ทั้งแรงงาน เวลา และการจัดการเอกสาร/ข้อมูล หากไม่มีการสนับสนุนหรือออกแบบให้เหมาะกับเกษตรกรรายย่อย อาจเกิดปัญหา “ทำไม่ไหว” และทำให้การใช้ชื่อ GI กระจุกอยู่กับบางกลุ่ม
  3. ความเสี่ยงการแอบอ้างชื่อและการแข่งขันในตลาดส่งออก
    เมื่อชื่อเสียงเพิ่ม “แรงจูงใจในการลอกเลียน” ก็เพิ่มตาม หลักการของ WIPO ชี้ชัดว่า GI ช่วยให้ผู้มีสิทธิใช้ชื่อสามารถป้องกันการใช้ชื่อโดยผู้ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
    อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลจริงต้องพึ่งการบังคับใช้และความร่วมมือในตลาดปลายทาง โดยเฉพาะเมื่อการส่งออกมีสัดส่วนมูลค่าประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดรวมตามข้อมูลที่เผยแพร่

 “ส้มโอเวียงแก่น” กำลังเปลี่ยนสถานะจากผลไม้ท้องถิ่นสู่สินค้ามาตรฐาน

การประกาศขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ทำให้ผลไม้ลุ่มน้ำงาวก้าวพ้นการพึ่งพาชื่อเสียงแบบบอกต่อ ไปสู่การมี “กลไกคุ้มครองและมาตรฐานร่วม” ที่ตลาดสมัยใหม่เข้าใจได้ พร้อมตัวเลขฐานรากที่สะท้อนความหมายเชิงชีวิตของชุมชน ตั้งแต่ 1,383 ครัวเรือน ไปจนถึงผลผลิตเฉลี่ย 25,130 ตัน/ปี

แต่ก้าวต่อไปที่สำคัญยิ่งกว่าคือการทำให้ระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับ “ใช้งานได้จริง” และการทำตลาดที่รักษาสมดุลระหว่างความต้องการของผู้ซื้อกับความสามารถของเกษตรกรรายย่อย หากทำได้ GI จะไม่ใช่เพียงตราสัญลักษณ์บนฉลาก หากเป็น “เครื่องมือปกป้องรายได้” และ “ยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น” ที่ยืนระยะได้ในระยะยาว

สถิติสำคัญ (จากข้อมูลเผยแพร่ของหน่วยงาน/ข่าวที่อ้างอิง)

  • ผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่น: 1,383 ครัวเรือน
  • ผลผลิตเฉลี่ย: ประมาณ 25,130 ตัน/ปี
  • มูลค่าตลาดรวม: กว่า 100 ล้านบาท/ปี
  • มูลค่าส่งออก: ประมาณ 50 ล้านบาท/ปี (จีนเป็นตลาดสำคัญ)
  • เชียงรายมีสินค้า GI: 9 รายการ และ GI เดิม 8 รายการสร้างมูลค่า กว่า 300 ล้านบาท/ปี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • กระทรวงพาณิชย์ (MOC)
  • นิยามและหลักการคุ้มครอง GI ตามมาตรฐานสากล (WIPO)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องทางขนานเชียงราย-พะเยา: เมื่อเมืองหลักต้องพร้อมทุกวัน และเมืองรองต้องปังในวันสำคัญ

สองจังหวัดพี่น้องในล้านนา กับสองวิธีคิดที่กำลังแข่งกันเงียบ ๆ

เชียงราย,16 มกราคม 2569 – ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ห้องประชุมจอมกิตติกลายเป็น “ศูนย์บัญชาการเม็ดเงิน” เมื่อฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไล่เช็กตัวเลขการเบิกจ่าย โครงการที่เดินหน้าแล้ว โครงการที่ยังค้าง และเงินกันเหลื่อมปีที่ต้องเร่งให้ทันกรอบเวลา เพราะในมุมของเมืองหลัก การพัฒนาไม่ใช่แค่ทำให้ “มีงาน” แต่ต้องทำให้ “ระบบทำงาน” — ถนน ไฟฟ้า น้ำ การบริการสาธารณะ ความปลอดภัย เครือข่ายเศรษฐกิจชายแดน และความพร้อมรองรับคนเข้า–ออกตลอดปี

ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของล้านนาตอนบน “กว๊านพะเยา” ถูกพูดถึงในฐานะเวทีพิสูจน์ว่าจังหวัดเมืองรองก็สร้างแรงดึงดูดได้ หากกล้ายกระดับงานให้ใหญ่พอจะชิงพื้นที่สื่อ ชิงการรับรู้ และชิงการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้ไหลเข้าเมืองตัวเอง ภาพสะท้อนจากการสื่อสารด้านท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ชี้ว่า พะเยาถูกวางเป็น “ม้ามืด” ที่ใช้ Big Event Marketing ปั้นดีมานด์ และพยายามต่อยอดให้เกิดความต่อเนื่อง

คำถามเชิงนโยบายจึงไม่ใช่แค่ “ใครทำดีกว่า” แต่คือ “สองแนวทางนี้จะอยู่ร่วมกันอย่างไร” และ “ประชาชนจะได้อะไรจริง” หากเมืองหลักเร่งฐานราก ขณะเมืองรองเร่งแม่เหล็กการตลาด

เชียงราย เมืองหลักกับโจทย์ “เงินต้องถึงพื้นที่” และ “โครงสร้างต้องเดินต่อเนื่อง”

จากรายงานการประชุม ก.บ.จ. จังหวัดเชียงราย ตัวเลขปีงบประมาณ 2568 สะท้อนภาพการบริหารแบบ “เครื่องจักรราชการที่ต้องเดินให้ทันเวลา”

  • งบรวม 317,142,000 บาท ครอบคลุม 13 โครงการ 49 กิจกรรม
  • ยอดเบิกจ่ายสะสม 311,878,904.61 บาท
  • เงินเหลือจ่าย 5,263,898.39 บาท
  • เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี 90,189,322.73 บาท (คิดเป็น 28.44%) จาก 9 หน่วยงาน 13 โครงการ 23 กิจกรรม

ในเชิงการคลัง ตัวเลขเบิกจ่ายที่สูงมากเมื่อเทียบกับกรอบงบรวม ทำให้เชียงรายดูเหมือน “ทำการบ้านส่งครบ” แต่เมื่อเจาะลึกในเชิงนโยบาย เงินกันเหลื่อมปีเกือบหนึ่งในสามคือสัญญาณที่ต้องตีความอย่างระมัดระวัง เพราะมันหมายถึง “โครงการยังไม่จบ” และยังมีความเสี่ยงเรื่องกรอบเวลา การจัดซื้อจัดจ้าง และประสิทธิภาพการส่งมอบผลลัพธ์ (delivery) หากหน่วยงานไม่เร่งรัดให้ทันตามระเบียบ

ประเด็นสำคัญสำหรับคนทำงานเชิงลึก คือ เมืองหลักอย่างเชียงรายมี “ต้นทุนความคาดหวัง” สูงกว่าจังหวัดทั่วไป ชุมชนไม่ได้ถามแค่ว่ามีโครงการหรือไม่ แต่ถามว่า

  • โครงการนั้นแก้ปัญหาชีวิตจริงได้แค่ไหน
  • ทำให้ระบบบริการสาธารณะเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้นหรือไม่
  • ช่วยเศรษฐกิจชายแดนและคุณภาพชีวิตคนท้องถิ่นอย่างไร

จึงไม่น่าแปลกที่เวที ก.บ.จ. จะเน้น “ติดตาม–เร่งรัด–เบิกจ่ายให้เป็นไปตามกรอบ” เพราะเม็ดเงินของรัฐในเมืองหลักถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่มากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้อง “ค้ำโครงสร้างระยะยาว” ให้เมืองรับมือการแข่งขันได้

พะเยา เมืองรองกับยุทธศาสตร์ “ชิงการรับรู้” ด้วยอีเวนต์ และเดิมพันด้วยความต่อเนื่อง

ฝั่งพะเยา ภาพที่ถูกสื่อสารต่อสาธารณะชัดเจนคือแนวคิด “กระจายตัวนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง” และใช้งานใหญ่เป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าเมือง โดยกรณี “เคาต์ดาวน์กว๊านพะเยา” ถูกยกเป็นตัวอย่างของการสร้างกระแสและการรวมตัวของผู้คนจำนวนมาก พร้อมแนวคิดว่าควรมีงานใหญ่ “เข้ามาจัดอย่างต่อเนื่อง” เพื่อรักษาโมเมนตัม

ในมุมการตลาดท่องเที่ยว กลไกนี้ทำงานแบบตรงไปตรงมา

  1. ทำให้เมือง “ถูกพูดถึง” (share of voice)
  2. ทำให้คน “ตัดสินใจเดินทาง” (conversion)
  3. ทำให้ผู้ประกอบการ “เห็นรายได้จริง” (cashflow)
  4. แล้วค่อยใช้ภาพความสำเร็จไปต่อยอดงบ/สปอนเซอร์/ความร่วมมือครั้งถัดไป

แต่ในมุมเชิงโครงสร้าง เมืองรองที่โตด้วยอีเวนต์มีความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน

  • ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน งานจบ คนกลับ เมืองเงียบ หากไม่มีสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทำให้คน “อยู่ต่อ–กลับมาอีก”
  • ความเสี่ยงด้านความสามารถรองรับ (capacity) ที่จอดรถ ความปลอดภัย การแพทย์ฉุกเฉิน การจัดการขยะ ห้องน้ำสาธารณะ—สิ่งเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายแฝงที่เมืองต้องพร้อม
  • ความเสี่ยงด้านความเป็นธรรมกับคนในพื้นที่ หากการจัดงานทำให้ต้นทุนชีวิตสูงขึ้น แต่รายได้ไม่กระจาย ความชอบธรรมของนโยบายจะสั่นคลอน
พะเยาเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานพืชสวนโลก ปี 2571 (Phayao International Horticultural Expo 2028) บริเวณพื้นที่รอบกว๊านพะเยา ภายใต้แนวคิด "Harmony of Nature & Culture"

เปรียบเทียบเชิงสร้างสรรค์ “งบโครงสร้าง” vs “งบการตลาด” — สองกลไกที่ควรเสริมกัน ไม่ใช่ชนกัน

หากยึดตามข้อมูลเชียงราย เมืองหลักกำลังทำสิ่งที่รัฐคาดหวัง เบิกจ่ายสูง เดินเครื่องหลายโครงการ และพยายามปิดงานให้ทันกรอบ พร้อมถือเงินกันเหลื่อมปีไว้เพื่อไม่ให้โครงการสะดุด
ขณะที่ข้อมูลฝั่งพะเยาชี้ว่า เมืองรองกำลังถูกเล่าเรื่องผ่าน “ความสำเร็จของงานใหญ่” และแนวคิดต่อยอดอีเวนต์เพื่อให้เกิดกระแสต่อเนื่อง

บทวิเคราะห์เชิงนโยบาย (ข้อสังเกต ไม่ใช่ข้อเท็จจริง)

  • เชียงรายกำลังเล่นเกม “ความเชื่อมั่นของระบบ” (system reliability) — เมืองหลักต้องทำให้บริการสาธารณะนิ่งและทน
  • พะเยากำลังเล่นเกม “ความสนใจของตลาด” (market attention) — เมืองรองต้องทำให้คนอยากมาและอยากเล่า

ทั้งสองเกมจำเป็นต่อกัน เพราะถ้าเมืองหลักไม่แข็งแรง การไหลเวียนคน–สินค้า–บริการในภูมิภาคจะสะดุด แต่ถ้าเมืองรองไม่สร้างสีสันและเหตุผลใหม่ในการเดินทาง การกระจุกตัวจะกลับไปอยู่ที่เมืองเดิม และโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อยจะหดลง

โอกาสของ “แพ็กเกจภูมิภาค” ที่ทำให้เชียงราย–พะเยาได้ประโยชน์ร่วม

หากต้องสรุปให้เป็น “ข้อเสนอที่จับต้องได้” โดยไม่แต่งเรื่องเกินฐานข้อมูล สิ่งที่เห็นชัดจากสองเคสคือ ความจำเป็นของการออกแบบเส้นทางและเวลาการท่องเที่ยวร่วมกัน

  • เมืองหลักอย่างเชียงราย ซึ่งมีโครงสร้างและระบบราชการขับเคลื่อนได้ (สะท้อนจากตัวเลขเบิกจ่าย) สามารถทำหน้าที่เป็น “ฐาน” ของการเดินทาง การคมนาคม จุดบริการหลัก ที่พักหลากระดับ และบริการสนับสนุน
  • เมืองรองอย่างพะเยา ซึ่งสร้างแรงดึงด้วยงานใหญ่ สามารถทำหน้าที่เป็น “จุดพีก” ของประสบการณ์ วันที่ต้องไปให้ได้ ภาพที่ต้องถ่ายให้ได้ ช่วงเวลาที่ต้องแชร์

สิ่งที่ต้องระวัง คือ ถ้าออกแบบไม่ดี เมืองหลักอาจมองว่า “ต้องแบกต้นทุนระบบ” ส่วนเมืองรอง “ได้กระแส” ขณะที่เมืองรองอาจมองว่า “คนมาแล้วแวะผ่าน” เงินไม่ค้างในเมือง ดังนั้นตัวชี้วัดร่วมที่ควรพูดให้มากขึ้นในการกำหนดนโยบาย คือ

  • จำนวนคืนเฉลี่ย (Average Length of Stay)
  • การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย
  • ค่าใช้จ่ายสาธารณะต่อหัวในการรองรับอีเวนต์
  • ความพึงพอใจของคนท้องถิ่น (social license)

ระหว่าง “เมืองที่ต้องพร้อมทุกวัน” กับ “เมืองที่ต้องปังในวันสำคัญ” คนได้อะไร?

ภาพใหญ่ของปี 2569 ที่กำลังค่อย ๆ ชัดขึ้น คือภาคเหนือตอนบนไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องแหล่งท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “โมเดลพัฒนา” เมืองหลักอย่างเชียงรายกำลังย้ำบทบาทผ่านการบริหารงบและเร่งปิดงานให้เกิดผลในพื้นที่
ส่วนเมืองรองอย่างพะเยากำลังถูกดันด้วยการตลาดเชิงกิจกรรม เพื่อชิงการรับรู้และสร้างเหตุผลใหม่ให้คนเดินทาง

สุดท้ายแล้ว ประชาชนจะตัดสินนโยบายจากคำถามง่าย ๆ แต่หนักแน่น

  • “ถนนดีขึ้นไหม?”
  • “งานทำมาหากินเพิ่มจริงหรือเปล่า?”
  • “ค่าครองชีพสูงขึ้นแล้วรายได้โตตามไหม?”
  • “ลูกหลานมีโอกาสมากขึ้นหรือยัง?”

คำตอบของคำถามเหล่านี้ จะเป็นตัวชี้ชะตาว่า งบโครงสร้างและงบการตลาดจะ “เสริมกัน” หรือ “ชนกัน” ในสนามจริงของชีวิตคนล้านนาตอนบน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เศรษฐกิจเชียงรายปี 2569 คาดขยายตัวร้อยละ 2.0 ชูท่องเที่ยว-การค้าชายแดนเป็นเครื่องยนต์หลัก

เชียงรายบนทางแพร่งแห่งการเติบโต เจาะลึกยุทธศาสตร์เศรษฐกิจปี 2569 และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ศูนย์กลางล้านนา

เชียงราย, 14 มกราคม 2569 – ท่ามกลางภูเขา หมอกหนา และพรมแดนการค้าสำคัญของลุ่มน้ำโขง เชียงรายกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง ปี 2568 เศรษฐกิจจังหวัดขยายตัวร้อยละ 1.6 และคาดว่าจะเร่งขึ้นเป็นร้อยละ 2.0 ในปี 2569 โดยมี “การใช้จ่ายภาครัฐ–การท่องเที่ยว–การค้าชายแดน” เป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่องหนี้ครัวเรือน PM2.5 และความผันผวนของเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน บทวิเคราะห์นี้พาไปสำรวจเศรษฐกิจเชียงรายในมิติที่ลึกกว่าตัวเลข เพื่อมองเห็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดบนทางแพร่งแห่งการเติบโตของจังหวัดเหนือสุดแดนสยาม บรรยากาศหน้าหนาวของเชียงรายในต้นปี 2569 ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวที่จับจองเกสต์เฮาส์คับคั่ง หากยังมี “ตัวเลขเศรษฐกิจ” ที่ถูกหยิบมาพิจารณาอย่างใกล้ชิดในห้องประชุมศาลากลางจังหวัด จากรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ไตรมาสที่ 4/2568 ของสำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย เศรษฐกิจจังหวัดในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.6 และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นสู่ร้อยละ 2.0 ในปี 2569 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคบริการ การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าชายแดน

รายงานฉบับดังกล่าวสะท้อนชัดว่า เชียงรายกำลังอยู่ “บนทางแพร่งของการเติบโต” ระหว่างด้านหนึ่งซึ่งเป็นศักยภาพของเมืองชายแดนที่เชื่อมโยงการค้าและการท่องเที่ยวระดับอนุภูมิภาค กับอีกด้านหนึ่งคือความเปราะบางจากโครงสร้างเศรษฐกิจชนบท หนี้ครัวเรือน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่กดทับคุณภาพชีวิตประชาชน

ภาพรวมเศรษฐกิจเชียงราย ฟื้นตัวในจังหวะระมัดระวัง

ตัวเลขจากฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า ในมุมมองด้าน “อุปทาน (การผลิต)” เศรษฐกิจเชียงรายปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.4 และเร่งขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 3.7 ในปี 2569 ขับเคลื่อนโดยภาคบริการ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ ขณะที่ด้าน “อุปสงค์ (การใช้จ่าย)” คาดว่าปี 2568 จะเติบโตร้อยละ 5.1 และขยับเป็นร้อยละ 6.0 ในปี 2569 โดยมีการใช้จ่ายภาครัฐ การค้าชายแดน และการลงทุนภาคเอกชนเป็นตัวนำ

รายงานยังชี้ว่า “ภาคบริการ” มีสัดส่วนสูงสุดของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) คิดเป็นราวร้อยละ 64.84 ของมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งหมดของเชียงราย ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมทำหน้าที่เป็นฐานรากสำคัญของครัวเรือนและการจ้างงานในชนบท

ในมิติด้านเสถียรภาพ ปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของเชียงรายคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ -0.1% ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 0.5% ในปี 2569 สะท้อนภาวะราคาสินค้าที่ทรงตัวใกล้ศูนย์ ขณะที่ตลาดแรงงานยังอยู่ในเกณฑ์ตึงตัว โดยคาดว่าปี 2568 จะมีผู้อยู่ในกำลังแรงงานที่มีงานทำประมาณ 620,898 คน และเพิ่มเป็นราว 629,370 คนในปี 2569 อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำราว 0.6–1.4% แสดงให้เห็นว่าเชิงปริมาณ “งานยังมี” แต่คุณภาพรายได้และหนี้ครัวเรือนยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตา

เครื่องยนต์ภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณที่แปรเปลี่ยนเป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจ”

หากมองให้ลึกลงไป สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในโครงสร้างเศรษฐกิจเชียงรายเวลานี้คือ “บทบาทของภาครัฐ” ในฐานะเครื่องยนต์หลัก ในปี 2568 รายงานคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐของจังหวัดจะเติบโตถึงร้อยละ 16.2 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 17.4 ในปี 2569 ตามการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีและการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

เม็ดเงินจำนวนมากกำลังถูกผลักเข้าไปในโครงการคมนาคมที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาถนนสายหลักและสายรองตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ–ใต้ (R3A) ที่เชื่อมเชียงรายกับแขวงบ่อแก้วของ สปป.ลาว และรัฐฉานของเมียนมา ไปจนถึงโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะเปลี่ยนโฉมโครงสร้างการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกประเทศ

โครงการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการสร้างถนนหรือรางรถไฟเพิ่ม แต่คือ “การเปิดเส้นเลือดเศรษฐกิจใหม่” ให้ทุนการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ไหลเวียนเข้าสู่เชียงรายลึกลงไปถึงระดับอำเภอและหมู่บ้าน หากบริหารจัดการโครงข่ายเชื่อมต่อได้ดี จะช่วยลดต้นทุนขนส่งสินค้าเกษตร ขยายโอกาสการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูป และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากจีน ลาว และเมียนมาได้มากขึ้น

บริการและการท่องเที่ยว ลมหายใจหลักของเศรษฐกิจจังหวัด

หนึ่งในตัวเลขที่สะดุดตาที่สุดในรายงาน คือจำนวน “นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเชียงราย” ปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 6,440,445 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 6,880,542 คนในปี 2569 หรือเติบโตราวร้อยละ 6.8 โดยได้รับแรงหนุนจากการจัดงานระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประชุม AIPH Spring Meeting 2025 และ PATA Destination Marketing Forum 2025 ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดสู่สายตานักเดินทางและนักลงทุนต่างชาติ

จำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ก็มีทิศทางสอดคล้องกัน โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 6.3 มีจำนวนผู้โดยสารรวมกว่า 2,049,467 คนในปี 2569 การเติบโตของเที่ยวบินและผู้โดยสารสะท้อนให้เห็นว่าเชียงรายกำลังขยับบทบาทจาก “เมืองปลายทาง” สำหรับท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไปสู่ “ศูนย์กลางคมนาคมและท่องเที่ยว” ของล้านนาตอนบนอย่างเป็นรูปธรรม

ภาคบริการซึ่งกินสัดส่วนมากกว่าครึ่งของ GPP ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากคลื่นนักท่องเที่ยวดังกล่าว ทั้งธุรกิจโรงแรม ที่พัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาเฟ่ชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการทัวร์และของที่ระลึกในอำเภอท่องเที่ยวหลัก เช่น เมืองเชียงราย แม่สาย แม่จัน เชียงของ และเชียงแสน

อย่างไรก็ดี การเติบโตของการท่องเที่ยวก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อภาครัฐและท้องถิ่นว่า “เชียงรายพร้อมแค่ไหน” ในการรองรับปริมาณคนและยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น โดยไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ ทั้งด้านการจราจร ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

แก้ปมระบบขนส่งมวลชน จากเมืองผ่านสู่เมืองที่เชื่อมทุกอำเภอ

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุมพวงแสด ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัด เพื่อ “คลี่คลายปม” การเดินทางที่เริ่มแน่นขนัดทั้งในเขตเมืองและเส้นทางสู่แหล่งท่องเที่ยว

ที่ประชุมมีการหารือถึงการจัดระบบรถโดยสารและขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวก ปลอดภัย และครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น โดยเป้าหมายคือทำให้การเดินทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอชายแดน เช่น แม่สาย เชียงของ และเชียงแสน สะดวกขึ้น และลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาวะรถติดและมลพิษทางอากาศ

โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่รวมถึงการทำให้โครงสร้างพื้นฐานเดิม “ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ” ผ่านการบูรณาการระหว่างจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ประกอบการขนส่งเอกชน

เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ฐานรากเศรษฐกิจที่ต้องปรับตัวสู้ความผันผวน

เชียงรายยังคงเป็นจังหวัดเกษตรกรรมสำคัญของภาคเหนือ รายงานคาดว่าภาคเกษตรกรรมจะขยายตัวเพิ่มจากร้อยละ 3.4 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 4.1 ในปี 2569 โดยมีแรงหนุนจากปริมาณน้ำที่เพียงพอและโครงการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ

ตัวอย่างเช่น ผลผลิตข้าวในจังหวัดคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 7.4 ในปี 2569 โดยมีราคาเฉลี่ยราว 9,701 บาทต่อตัน ขณะที่ยางพารามีแนวโน้มราคาฟื้นตัวอยู่ที่ประมาณ 59,673–60,867 บาทต่อตัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คาดว่าราคาจะขยับขึ้นเป็นราว 8.60 บาทต่อกิโลกรัม ตัวเลขเหล่านี้ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ารายจ่ายด้านปุ๋ย ยา และค่าแรงยังคงสูง

รายได้เกษตรกรโดยรวมตามดัชนีรายได้ภาคเกษตร (Chiangrai Farm Income Index) ที่นำเสนอในรายงาน แสดงสัญญาณฟื้นตัวหลังจากชะลอลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรโลก ภัยแล้ง หรือเหตุการณ์น้ำหลากเฉียบพลันยังคงเป็นปัจจัยที่อาจหักหัวเรือเศรษฐกิจชนบทได้ทุกเมื่อ

ในด้านอุตสาหกรรม รายงานระบุว่า ปี 2568 เชียงรายมีโรงงานอุตสาหกรรมจดทะเบียนประมาณ 677–682 โรง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 691 โรงในปี 2569 โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ศูนย์ประชุม และธุรกิจบริการโลจิสติกส์ การใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวตามการเปิดโรงงานใหม่และการลงทุนขยายกำลังการผลิต

การเติบโตในสองภาคส่วนนี้จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ความอยู่รอด” ของครัวเรือนชนบทและแรงงานในระบบอุตสาหกรรมขนาดกลาง–ย่อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญความผันผวนทั้งด้านราคาและต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

การใช้จ่าย การลงทุน และการค้าชายแดน แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ด้านในและด้านนอก

ในฝั่ง “อุปสงค์” รายงานคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นเครื่องยนต์หลัก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.8 ในปี 2568 และปรับเพิ่มเป็น 3.2 ในปี 2569 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของตลาดแรงงานและการท่องเที่ยว

การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวจากร้อยละ 2.4 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 3.4 ในปี 2569 โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและการค้าชายแดน

ด้านการค้าชายแดน รายงานประเมินว่ามูลค่าการค้าจะขยายตัวจากร้อยละ 2.9 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 3.2 ในปี 2569 โดยอาศัยด่านแม่สาย เชียงของ และเชียงแสนเป็นประตูหลักสำหรับการนำเข้า–ส่งออกสินค้าไปยังเมียนมา ลาว และจีนตอนใต้ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความมั่นคงในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งมาตรการด้านภาษีและกฎระเบียบการนำเข้า–ส่งออก ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ตัวเลขการค้าเหวี่ยงได้ในช่วงสั้น

ขณะเดียวกัน รายงานก็สะท้อน “สัญญาณเตือน” ด้านกำลังซื้อภายในประเทศ จากข้อมูลจำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ในปี 2568 ที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ -6.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สอดคล้องกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและภาระดอกเบี้ยที่กดทับความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยง ภาพสองด้านของเหรียญเศรษฐกิจเชียงราย

รายงานของสำนักงานคลังจังหวัดเชียงรายสรุป “ปัจจัยสนับสนุน” ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตในช่วงปี 2568–2569 ไว้หลายประเด็น อาทิ

  1. การดำเนินนโยบายด้านสวัสดิการและการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาล ที่ช่วยพยุงรายได้ฐานราก
  2. การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด
  3. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกิจกรรม MICE ที่ทำให้เชียงรายเป็นที่รู้จักในเวทีนานาชาติ
  4. แนวนโยบายระดับจังหวัดที่เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การค้าชายแดน และเศรษฐกิจสีเขียว

ในอีกด้านหนึ่ง รายงานก็ชี้ให้เห็น “ปัจจัยเสี่ยง” ที่อาจฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่

  • ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและภาวะถดถอยในประเทศคู่ค้า ซึ่งกระทบต่อตลาดการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
  • ภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้งและอุทกภัยที่เกิดถี่ขึ้นจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ปัญหา PM2.5 และหมอกควันข้ามแดนในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งกระทบต่อสุขภาพประชาชน ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
  • หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากต้องจำกัดการบริโภคและการลงทุนในระยะยาว

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เปรียบเสมือน “แรงดึงสองทิศทาง” ที่จะกำหนดว่า เศรษฐกิจเชียงรายในปี 2569 จะเติบโตอย่างมั่นคงหรือสะดุดในจังหวะสำคัญ

“Chiang Rai Brand” และการสร้างมูลค่าเพิ่ม จากสินค้าเกษตรสู่ Soft Power ท้องถิ่น

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่จังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญ คือการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับสินค้าและบริการของคนในพื้นที่ ผ่านตราสัญลักษณ์ “Chiang Rai Brand” ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายชูชีพ พงษ์ไชย ผลักดันให้เป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล ทั้งในเชิงสินค้าและบริการ

จากการประชุมคณะกรรมการรับรองล่าสุด มีผู้ประกอบการผ่านเกณฑ์การรับรองถึง 26 ราย รวม 49 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 15 ราย รวม 35 ผลิตภัณฑ์ ผ้าและเครื่องแต่งกาย 7 ราย และกลุ่มการท่องเที่ยว–โรงแรมอีกหลายราย การได้รับตรา Chiang Rai Brand ไม่ได้หมายถึงเพียงความสวยงามของโลโก้บนบรรจุภัณฑ์ แต่เป็น “ใบเบิกทาง” ที่ช่วยให้สินค้าและบริการของเชียงรายเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด ตลอดจนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ง่ายขึ้น

ในมุมมองเศรษฐกิจมหภาค นี่คือยุทธศาสตร์ Soft Power ที่เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งหากสามารถยกระดับมาตรฐานคุณภาพ การตลาด และเรื่องเล่าของสินค้าได้อย่างเป็นระบบ ย่อมช่วยให้รายได้กระจายลงสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนมากขึ้น

มิติคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจที่เติบโตต้องไม่ทิ้งคนข้างหลัง

แม้ตัวเลข GDP และ GPP จะบ่งชี้ทิศทางการเติบโต แต่สำหรับประชาชนในจังหวัดแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “คุณภาพชีวิตที่จับต้องได้” รายงานเศรษฐกิจจึงไม่อาจละเลยประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคม

ปัญหา PM2.5 ในช่วงฤดูเผาไร่และหมอกควันข้ามแดนยังเป็นภัยเงียบที่กระทบทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพ การที่จังหวัดต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและจัดงานนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศกลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การเติบโตที่อาศัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำเป็นต้องมาพร้อมกับการมีส่วนร่วมของชุมชน การดูแลสิทธิที่ดิน และการชดเชยผลกระทบที่เป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “เติบโตบนความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งทำให้บางกลุ่มได้รับประโยชน์จากโครงการมากกว่าคนส่วนใหญ่

เชียงรายบนทางแพร่งแห่งการเติบโต – จากเมืองผ่านสู่ประตูเศรษฐกิจล้านนา

เมื่อพิจารณาจากตัวเลขและยุทธศาสตร์ในรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 จะเห็นได้ว่า เชียงรายกำลังก้าวผ่านบทบาท “เมืองผ่าน” ที่ผู้คนแวะเพียงชั่วครู่ ไปสู่สถานะ “ประตูเศรษฐกิจล้านนาและลุ่มน้ำโขง” ที่มีความสำคัญทั้งในมิติการค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์

เครื่องยนต์หลักในวันนี้คือ การใช้จ่ายภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงทั้งทางถนน รถไฟ และการบิน ประกอบกับภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแรง ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมยังต้องเร่งยกระดับประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มเพื่อรับมือการแข่งขันและความผันผวนของตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ทางแพร่งของเชียงรายไม่ได้มีเพียงเส้นทางสู่ “การเติบโตเชิงตัวเลข” แต่อีกเส้นทางหนึ่งคือ “การเติบโตอย่างยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการหนี้ครัวเรือน การลดความเหลื่อมล้ำ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนชายแดนที่เผชิญความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และประชาชนที่ติดตามสถานการณ์ เศรษฐกิจเชียงรายปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงชุดตัวเลข แต่คือ “สัญญาณเตือนและโอกาส” ว่าหากทุกภาคส่วนสามารถใช้จังหวะนี้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ เมืองเหนือสุดแห่งนี้อาจก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของล้านนาและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้อย่างแท้จริงในทศวรรษหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : KANJO Review
  • รายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ไตรมาสที่ 4/2568 ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568 กลุ่มงานนโยบายและเศรษฐกิจจังหวัด สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เจาะแผน ททท.เชียงราย 2569 ชูแนวคิด Values over Volume แก้เกมเศรษฐกิจภาคเหนือด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เชียงราย 2569 “เที่ยวลึก-ใช้จ่ายจริง” ยุทธศาสตร์ใหม่ของ ททท.เชียงราย ผลักเมืองเหนือสุดสู่ Wellness & Creative City ท่ามกลางเศรษฐกิจเปราะบางภาคเหนือ

การวิเคราะห์ภาพรวมจากข้อมูลสัมภาษณ์นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ประกอบกับรายงานเศรษฐกิจภาคเหนือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวระดับประเทศของ ททท. สะท้อน “โจทย์เดียวกัน” อย่างชัดเจน คือ ภาคเหนือและเชียงรายไม่สามารถพึ่งพาการเติบโตแบบ “ปริมาณคนล้วน ๆ” ได้อีกต่อไป แต่ต้องขยับไปสู่ “เศรษฐกิจการท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High-Value Economy)” ที่ผูกกับ Wellness, Creative Tourism, BCG Economy และ Future Food

เชียงรายจึงถูกวางบทบาทใหม่จาก “เมืองทางผ่าน – เมืองชะโงกทัวร์” ไปสู่ “เมืองที่ต้องตั้งใจมาอยู่ – มาใช้เวลา – มาใช้จ่าย” ผ่านยุทธศาสตร์ Values over Volume และการออกแบบเส้นทางเชิงประสบการณ์ (Experiential & Story-based Routes) ที่ ททท.เชียงรายร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและส่วนกลางพยายามผลักดันอย่างเป็นระบบ

รายงานข่าวชิ้นนี้จะพาผู้อ่านไล่จาก “เสียงในพื้นที่” ของ ททท.สำนักงานเชียงราย เชื่อมกับ “ภาพใหญ่เศรษฐกิจภาคเหนือ” ของ ธปท. และ “ทิศทางการท่องเที่ยวไทย 2569” ของ ททท.ส่วนกลาง ก่อนจะกลับมาคลี่ว่า โอกาสและความเสี่ยงของเชียงรายในปี 2569 สำหรับผู้ประกอบการและชุมชนอยู่ตรงไหน และควรเตรียมตัวอย่างไร

บทบาทใหม่ของ ททท.เชียงราย จากดันยอดคนเที่ยว สู่ดันยอด “การใช้จ่ายและการพักค้าง”

เชียงราย, 4 มกราคม 2569 – นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ให้ภาพทิศทางการทำงานในปี 2569 อย่างตรงไปตรงมาว่า บทบาทของ ททท.ในพื้นที่ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ “พาคนมาเที่ยวให้ได้มากที่สุด” แต่ต้องทำให้ “คนที่เดินทางมาเชียงราย ใช้จ่ายจริงในพื้นที่ และพักค้างในจังหวัดให้ได้”

คุณยุรีพรรณ อธิบายว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ทั้งไทยและต่างชาติ เปลี่ยนจากการ “ชะโงกทัวร์ – แวะเช็คอินสถานที่ยอดฮิตแล้วกลับ” ไปสู่การท่องเที่ยวแบบ “เจาะลึกซึ้ง” ที่ต้องการเรียนรู้เรื่องราว วิถีชีวิต และการมีส่วนร่วมกับชุมชน

ดังนั้น ททท.เชียงราย จึงเลือก “สินค้าและเส้นทางท่องเที่ยว” ที่มีคุณภาพสูง (High-End / High-Value Products) และมีเนื้อหาประสบการณ์ชัดเจนมาเป็นตัวเดินเกม ไม่ใช่แค่การรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังมาเรียงต่อกัน

ยุรีพรรณย้ำว่า การนำเสนอโปรดักต์ของเชียงรายในปี 2569 จะเน้น “การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์และความยั่งยืน” เชื่อมธรรมชาติ ภูเขา โครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ วิถีกลุ่มชาติพันธุ์ และอาหารท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างมีกลไกเศรษฐกิจรองรับ

จากไร่ฝิ่นสู่ไร่กาแฟ ดอยตุง – ผาฮี้ – ผาหมี ตัวอย่างเส้นทาง “Story ที่ขายได้จริง”

หนึ่งในตัวอย่างเส้นทางที่ยุรีพรรณยกขึ้นมา คือ เส้นทางเชื่อม “ดอยตุง – ผาฮี้ – ผาหมี” ซึ่งสะท้อนแกนคิดสำคัญของ ททท.เชียงราย คือ “เล่าเรื่องให้ชัด – เชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ได้”

จุดเริ่มต้นอยู่ที่โครงการพัฒนาดอยตุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งใช้แนวคิด “เลิกปลูกฝิ่น – สร้างทางเลือกใหม่” ให้กับชุมชนชาติพันธุ์อาข่าในพื้นที่ดอยผาฮี้และผาหมี จากเดิมที่เคยพึ่งพาพืชเสพติด มาเป็นการปลูกกาแฟและพืชเศรษฐกิจอื่นที่ถูกกฎหมายและยั่งยืนกว่า

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่ขึ้นดอยตุงไม่เพียงชมพระตำหนัก สวนแม่ฟ้าหลวง หรือถ่ายรูปทะเลหมอกเท่านั้น หากแต่ถูกชักชวนให้ “ต่อเส้นทาง” ไปยังผาฮี้เพื่อจิบกาแฟบนวิวหลักล้าน จากนั้นเลี้ยวไปผาหมีเพื่อชิมอาหารถิ่นอย่าง “รากชู” และเข้าร่วมเวิร์กชอปทำอาหาร เช่น น้ำพริกรากชู หรือ “โมจิดอย” ที่ใช้ข้าวเหนียวพื้นถิ่นมาทำของหวานแบบใหม่

เครื่องมือสำคัญคือ “คอนเซ็ปต์สินค้าที่เล่าเรื่องได้ (Story-based Products)” ที่ทำให้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไม่ได้จบลงแค่ค่าอาหารหรือค่าที่พัก แต่แปลงเป็น “ประสบการณ์” ซึ่งผู้มาเยือนรู้สึกว่ามีคุณค่า และยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้น

แผนที่ใหม่เชียงราย แบ่งโซนท่องเที่ยวตามพฤติกรรมจริงของนักเดินทาง

เพื่อรองรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน ททท.เชียงรายพัฒนา “แผนที่การท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายแบบแบ่งโซน” แทนการนำเสนอเส้นทางแบบตายตัวที่มักไม่สอดคล้องกับเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว

โซนหลักที่ถูกออกแบบ ได้แก่

  • โซนเหนือ ดอยแม่สลอง ดอยตุง ผาฮี้ ผาหมี ถ้ำหลวง วัดและแลนด์มาร์กเหนือสุดในสยาม เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการภูเขา หมอก กาแฟ และวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์
  • โซนตะวันออก เชียงแสน ริมน้ำโขง เชียงของ เวียงแก่น ภูชี้ฟ้า ผาตั้ง เส้นทางชมซากุระและวิวแม่น้ำโขง เหมาะสำหรับผู้ที่รักสายน้ำ เส้นขอบฟ้า และการเชื่อมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
  • โซนตะวันตก บ่อน้ำพุร้อนแม่จัน รีสอร์ตระดับ 5 ดาว และชุมชนบ้านหล่อโยของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ

การขายเป็น “โซน” แทน “เส้นทางตายตัว” ช่วยให้นักท่องเที่ยวที่มีเวลาพักต่างกัน เช่น 3 วัน 2 คืน หรือ 4 วัน 3 คืน สามารถ “ออกแบบทริปของตนเอง” ได้โดยไม่ต้องย้อนเส้นทางเดิม และช่วยกระจายตัวนักท่องเที่ยวไปยังอำเภอรอบนอก ไม่กระจุกในตัวเมืองเชียงรายเพียงจุดเดียว

ในเชิงเศรษฐกิจ นั่นหมายถึง “การกระจายเม็ดเงิน” ไปสู่ชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยในหลายพื้นที่มากกว่าที่เคยเป็นมา

ทำงานเป็นทีม ททท. – การกีฬา – อพท. – จังหวัด เดินคู่ขนานซัพพลาย–ดีมานด์

ยุรีพรรณอธิบายโครงสร้างการทำงานว่า การขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชียงรายไม่ได้อยู่บนบ่าของ ททท.เพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็น “งานทีม” ที่ต้องเดินไปพร้อมกันระหว่างหน่วยงานในและนอกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้แก่

  • สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวก (ดูแล “ซัพพลาย”)
  • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) พัฒนาพื้นที่และเส้นทางเฉพาะ ให้พร้อมขายในมิติความยั่งยืน
  • ททท. ทำหน้าที่ “การตลาด” เลือกสินค้าและเส้นทางที่พร้อม แล้วนำไปเสนอขายกับทั้งตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ ผ่าน ททท.สำนักงานในต่างประเทศ

ตัวอย่างชัดเจนคือ อพท.เสนอเส้นทางพิเศษ 5 เส้นให้ ททท.นำไปทดลองลงพื้นที่จริง เมื่อพบว่ามีศักยภาพ จึงถูกยกขึ้นเป็น “โปรดักต์ขาย” ในตลาดในและต่างประเทศ

ด้านจังหวัดเชียงรายและการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็มีแผนจัดกิจกรรมกีฬาและวัฒนธรรม เช่น งานวิ่ง งานปั่นจักรยาน หรือกิจกรรมสามแผ่นดินช่วงสงกรานต์ เพื่อสร้าง “แม่เหล็กอีเวนต์” ขณะที่ ททท.เชียงรายจะใช้กิจกรรมเหล่านี้เป็นแกนดึงนักท่องเที่ยว และเติมคอนเทนต์เรื่องกิน อยู่ เที่ยว ให้ครบวงจร

นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย

ตัวเลขไม่โกหก นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป 15% – ทำไมไฟลต์ตรงสิงคโปร์–เชียงรายจึงสำคัญ

จากสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ตัวเลข “ผู้เยี่ยมเยือนรวม” ของเชียงรายยังเป็นบวก โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นราว 2.76% และรายได้รวมจากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 3%

อย่างไรก็ตาม เมื่อ “แยกดู” ระหว่างนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ จะพบว่า

  • นักท่องเที่ยวไทยเติบโตเป็นบวก
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติ “ลดลงประมาณ 15%”

นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับจังหวัดที่มีศักยภาพชายแดน และเคยเป็นปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อมต่อจากเชียงใหม่ ลาว หรือจีนตอนใต้

ท่ามกลางตัวเลขดังกล่าว การเปิดเที่ยวบินตรงสายการบินสกู๊ต (Scoot) เส้นทางสิงคโปร์–เชียงราย จึงมีนัยสำคัญมาก

  • สิงคโปร์ถือเป็นตลาด Short-haul ที่มีกำลังซื้อสูง ชอบธรรมชาติ อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • ระยะทางสั้น ทำให้นักท่องเที่ยว “มาเมื่อไรก็ได้” และสามารถเดินทางซ้ำบ่อยครั้ง หากมีความประทับใจในบริการและประสบการณ์

ยุรีพรรณเชื่อว่า หากเชียงรายสามารถ “จัดระบบบริการ–ที่พัก–ร้านอาหาร–คอนเทนต์ท่องเที่ยว” ให้พร้อมรองรับกลุ่มนี้ได้อย่างมืออาชีพ เที่ยวบินตรงสิงคโปร์–เชียงรายจะช่วยชดเชยการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มอื่น และกลายเป็นฐานสร้างรายได้คุณภาพในระยะยาว

ภาพใหญ่เศรษฐกิจภาคเหนือ โตช้ากว่าประเทศ – แต่ยังมีโอกาสถ้าจับเทรนด์ Wellness & BCG ให้ได้

ในอีกฟากหนึ่งของเวที นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ได้ฉายภาพเศรษฐกิจภาคเหนือในเวทีเสวนาเชิงนโยบายว่า

  • เศรษฐกิจภาคเหนือเติบโตเฉลี่ยราว 2.7% ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 3.5%
  • ช่วงปี 2567–2568 ภาคเหนือเติบโตเฉลี่ยเพียง 0.6% สาเหตุสำคัญมาจากราคาพืชผลเกษตร เช่น ข้าว ลำไย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปรับตัวต่ำลงเป็นประวัติการณ์ ทำให้รายได้เกษตรกรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ภาคการผลิตบางส่วนได้รับผลกระทบจากปัจจัยเฉพาะหน้าจากการปิดปรับปรุงโรงงานเครื่องดื่ม ขณะที่ภาคบริการและการท่องเที่ยวก็ชะลอตัวในช่วงไตรมาสที่ 3 ก่อนกลับมาฟื้นเล็กน้อยในปลายปี

เขาระบุ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของภาคเหนือไว้ 4 ประการใหญ่ ได้แก่

  1. เทคโนโลยีการผลิตดั้งเดิม มูลค่าเพิ่มต่ำ และพึ่งพาสินค้าเกษตรไม่กี่ตัว
  2. แหล่งท่องเที่ยวและเม็ดเงินท่องเที่ยวกระจุกตัวในไม่กี่จังหวัด โดยเฉพาะเชียงใหม่และเชียงราย
  3. โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็ว สัดส่วนแรงงานอายุ 60 ปีขึ้นไปในภาคเหนืออยู่ที่ 17.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
  4. ธุรกิจส่วนใหญ่เป็น Micro SME รายได้เฉลี่ยไม่เกิน 400,000 บาทต่อปี เข้าถึงสินเชื่อยาก ขาดระบบบริหารและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถยกระดับธุรกิจได้เต็มที่

อย่างไรก็ดี ธปท.ภาคเหนือชี้ให้เห็น “โอกาสใหม่” ที่สอดคล้องกับทิศทางของ ททท.อย่างชัดเจน ได้แก่

  • เทรนด์ Wellness Tourism ที่สร้างมูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 60%
  • เทรนด์ BCG Economy ที่เน้นเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว
  • เทรนด์ Future Food & Functional Food เช่น น้ำลำไยสกัดช่วยการนอนหลับ ไส้อั่วไร้ไขมัน เบอร์เกอร์โปรตีนจากพืช ซึ่งภาคเหนือมีฐานวัตถุดิบเกษตรรองรับอยู่แล้ว

สำหรับเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดหลักของภาคเหนือ การขยับไปสู่เมือง Wellness & Creative City จึงไม่ได้เป็นเพียง “แนวคิดสวยงาม” แต่สอดรับโดยตรงกับโจทย์เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

ทิศทางท่องเที่ยวไทย 2569 เป้า 34.9 ล้านต่างชาติ – รายได้ 2.79–2.8 ล้านล้าน – เน้น Values over Volume

ในระดับประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 2.79–2.8 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น

  • รายได้จากตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นราว 8% จากปี 2568)
  • รายได้จากตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นราว 1%) จากคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง (เพิ่มขึ้น 3%)

ในฝั่งตลาดต่างประเทศ ททท.ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2568 ที่หลายฝ่ายประเมินว่าน่าจะปิดปีที่ราว 33 ล้านคน หลังตัวเลขสะสมวันที่ 1 มกราคม–21 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 31.75 ล้านคน

กลยุทธ์หลักที่ ททท.จะใช้ขับเคลื่อน คือ “Values over Volume” หรือการไม่ไล่ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เน้นคุณภาพการใช้จ่ายและมูลค่าทางเศรษฐกิจแทน ผ่าน “เศรษฐกิจคุณภาพสูง (High-Value Economy)” 5 แกน ได้แก่

  1. Wellness Economy – ผลักดันไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต รองรับกลุ่ม Silver Age ผู้เกษียณ และนักท่องเที่ยวสาย Healing / Prevention
  2. Subculture Economy – เจาะกลุ่ม Niche เช่น Film Maker, Sports Tourism, Yacht & Cruise, Private Jet ฯลฯ
  3. Night Economy – สร้างสีสันยามค่ำคืนที่ปลอดภัย แตกต่าง และยืด “ชั่วโมงเศรษฐกิจ” ของเมือง
  4. Tax-Free Economy – ผลักดันมาตรการด้านภาษี เช่น Instant Tax Refund และการลดภาษีนำเข้า เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็น Luxury Destination
  5. Prompt-pay Economy – ทำให้การชำระเงินดิจิทัลรวดเร็ว ปลอดภัย ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในฐานะ Digital-friendly Destination

สำหรับเชียงราย แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโดยตรงกับสิ่งที่ ททท.เชียงรายกำลังทำอยู่ ทั้งในด้านการออกแบบเส้นทาง Wellness & Experience, การเชื่อมกับ Sports Tourism (เช่น อีเวนต์วิ่ง–ปั่นระดับนานาชาติ) และการใช้วัฒนธรรมชาติพันธุ์เป็น Soft Power ดึงกลุ่ม Niche

จีน – ลิซ่า – และ Soft Power ไทย โอกาสที่เชียงรายต้องเตรียมตัวรับ

รายงานของ ททท.ส่วนกลางสะท้อนว่า แม้ตลาดจีนจะชะลอตัวอย่างหนักในปี 2568 (หลายเดือนตัวเลขลดลง 30–40% เมื่อเทียบรายปี) แต่ในปี 2569 ททท.คาดว่าจำนวน “นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย” จะกลับมาฟื้นตัวไม่ต่ำกว่า 40% หรือแตะระดับ 6.7 ล้านคน

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากสองด้าน

  1. การเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งสร้างความประทับใจและกระแสเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยในสังคมจีน
  2. การที่ “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ศิลปินระดับโลก รับบท “Amazing Thailand Ambassador” ในปี 2569 เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ความหลากหลายของเมืองไทยในมุมมองใหม่ให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลก

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีจุดแข็งด้านธรรมชาติ ภูเขา วัฒนธรรม และชายแดน แนวโน้มการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนและกระแส Soft Power ไทย จึงเป็นโอกาสสำคัญ หากสามารถเตรียมความพร้อมด้านภาษา บริการ และโปรดักต์ที่ตอบโจทย์กลุ่มคุณภาพ เช่น กลุ่มตามรอยธรรมชาติ–วัฒนธรรม หรือกลุ่มครอบครัวที่ต้องการประสบการณ์เรียนรู้เชิงลึก

โอกาส–ความเสี่ยงของเชียงรายในปี 2569 เมืองที่ต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” ไปพร้อมเศรษฐกิจภาคเหนือ

เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน จะเห็นภาพที่ชัดเจนว่า

  • เชียงรายมี “สินทรัพย์” ครบ – ทั้งภูเขา แม่น้ำ วัฒนธรรมชาติพันธุ์ เมืองชายแดน การเชื่อมต่อ R3A–R3B และสายการบินที่สนใจเปิดเส้นทางบินตรง
  • ระบบเศรษฐกิจภาคเหนือยังคงเปราะบาง – ทั้งจากราคาพืชผล หนี้ครัวเรือน โครงสร้างแรงงานสูงวัย และธุรกิจ Micro SME

คำถามเชิงยุทธศาสตร์จึงไม่ใช่แค่ว่า “จะเอานักท่องเที่ยวมาให้เยอะที่สุดเท่าไร” แต่คือ “จะทำให้ทุกการเดินทางมาที่เชียงรายมีมูลค่าต่อชุมชนแค่ไหน และทำได้ยั่งยืนเพียงใด”

ในบริบทนี้ ผู้ประกอบการ–ชุมชนในเชียงรายจำเป็นต้อง

  • ใช้ “Storytelling ของท้องถิ่น” ให้เป็นจุดขาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดอยตุงเลิกปลูกฝิ่น วิถีอาข่าที่เปลี่ยนมาเป็นกาแฟ อาหารถิ่นอย่างรากชู หรือภูมิปัญญาโมจิดอย
  • ยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ Wellness & Creative City และมาตรฐาน BCG Economy
  • เตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ทั้งด้านภาษา ระบบชำระเงินดิจิทัล และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์การพักค้างและการใช้จ่ายที่มีความหมาย

ในอีกด้าน ภาครัฐส่วนกลางและหน่วยงานท้องถิ่นต้องประคอง “สมดุลระหว่างการเติบโตกับความยั่งยืน” ทั้งเรื่องฝุ่นควัน PM 2.5 ที่กระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในช่วงต้นปี การคมนาคมสาธารณะในพื้นที่ภูเขา และการรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมไม่ให้ถูกทำให้เป็นสินค้าอย่างผิวเผินเกินไป

จาก “เมืองทางผ่าน” สู่ “เมืองที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง”

เมื่อฟังเสียงจากห้องสัมภาษณ์ที่ ททท.เชียงราย อ่านรายงานเศรษฐกิจจาก ธปท. และมองไปยังกรอบยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของ ททท.ส่วนกลาง ภาพเดียวกันค่อย ๆ ชัดขึ้นว่า

เชียงรายในปี 2569 กำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” สำคัญระหว่างการเป็นเพียง “เมืองทางผ่าน ที่ใคร ๆ แวะชะโงกดูแล้วจากไป” กับการเป็น “เมืองที่ผู้คนต้องตั้งใจมาสัมผัส ลงมือทำ เรียนรู้ และใช้เวลาอยู่กับมัน”

หาก ททท.เชียงราย หน่วยงานรัฐท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และชุมชนสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน – เชื่อม Story ของดอยและแม่น้ำเข้ากับ Wellness & BCG, ใช้ Soft Power วัฒนธรรมและศิลปะล้านนา, และพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่ให้ “คุณค่า” มากกว่า “แค่รูปสวยบนหน้าฟีด” – เชียงรายอาจไม่เพียงเป็น “เหนือสุดในสยาม” ในเชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นหนึ่งใน “แนวหน้าของเมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูง” ของประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจใหม่ด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บทสัมภาษณ์นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • รายงานบรรยายของนายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ เรื่อง “เศรษฐกิจภาคเหนือ เป็น..อยู่..คือ.. โอกาสและความท้าทาย” ครอบคลุมข้อมูล GDP ภาคเหนือ โครงสร้างเศรษฐกิจ ปัญหาเชิงโครงสร้าง BCG Economy, Wellness Tourism, Future Food และโอกาสการค้าชายแดนไทย–ลาว–จีน
  • สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติของสำนักเศรษฐกิจท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • คำให้สัมภาษณ์ของนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • ข้อมูลประกอบจากเวทีเสวนา “Building Network with Border Reporters / Regional Media Workshop” จัดโดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ว่าด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือ หนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย และโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่าน Wellness Tourism และ Future Food
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY TOP STORIES

เจาะลึกแผนพัฒนา 5 ปี ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยกระดับสู่ Smart Airport และประตูเศรษฐกิจเหนือสุดของไทย

ท่ามกลางกระแสการแข่งขันของธุรกิจการบินและแรงกดดันให้สนามบินทั่วโลกยกระดับ

เชียงราย, 2 มกราคม 2569 –  “สนามบินอัจฉริยะ” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มองว่าสนามบินแห่งนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง “สนามบินปลายทางท่องเที่ยว” หากแต่กำลังวางยุทธศาสตร์ 5 ปีเพื่อยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายท่าอากาศยานในเครือบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่มุ่งสู่มาตรฐานสนามบินชั้นนำของโลก ทั้งด้านผู้โดยสาร ขนส่งสินค้า และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

ในเวลาเดียวกัน ระดับส่วนกลาง AOT ก็กำลังอยู่ในช่วง “ทรานส์ฟอร์มองค์กร” ขนานใหญ่ ทั้งในมิติการลงทุน โครงสร้างรายได้ การบริหารสินทรัพย์ ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน ซึ่งล้วนส่งแรงสะเทือนมาถึงสนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายโดยตรงจากระดับรันเวย์ที่แม่ฟ้าหลวง เชียงราย สู่ห้องประชุมบอร์ด AOT และมุมมองของนักลงทุนสถาบัน ก่อนกลับมาคลี่ให้เห็นว่า สนามบินจังหวัดเล็กๆ ในภาคเหนือแห่งนี้กำลังกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญของจิ๊กซอว์ “การบินไทยบนเวทีภูมิภาค” อย่างไร

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย จากสนามบินท่องเที่ยว สู่ประตูเศรษฐกิจเหนือสุดของไทย

“ปัจจุบันเรายังมี Capacity อีกมาก โดยเฉพาะเที่ยวบินแบบ Direct Flight ทั้งขนาดเครื่องและจำนวนเที่ยวบิน เราเปิด 24 ชั่วโมง เป็นสนามบินนานาชาติพร้อมให้บริการตลอดเวลา” นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ย้ำภาพรวมการดำเนินงานของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ในช่วงต้นปี 2569

ตัวเลขผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันที่เคยอยู่ในระดับ “ห้าพันปลาย ๆ” กำลังก้าวขึ้นแตะ “เจ็ดพันคนต่อวัน” สะท้อนทั้งการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวเชียงราย และศักยภาพของสนามบินในการรองรับนักเดินทางเพิ่มเติมได้อีกพอสมควร

เชียงรายในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายเชิงท่องเที่ยวธรรมชาติ หากแต่เริ่มขยับบทบาทสู่ “เมืองอีเวนต์ระดับภูมิภาค” มากขึ้น กิจกรรมปั่นจักรยานทางไกล “Chiangrai Road Classic 2025” เป็นหนึ่งในตัวอย่างของอีเวนต์ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ประกาศตัวเป็น “ด่านแรกของการต้อนรับ” นักปั่นจากทั้งในและต่างประเทศ โดยสนามบินยืนยันความพร้อมด้านการอำนวยความสะดวก การขนส่งอุปกรณ์กีฬา และการดูแลด้านความปลอดภัย

ในภาพกว้างของจังหวัดเชียงราย สนามบินแห่งนี้จึงทำหน้าที่มากกว่าจุดรับ–ส่งผู้โดยสาร แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานแกนกลาง” ของเศรษฐกิจจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภาคท่องเที่ยว การค้า การลงทุน หรือแม้แต่โลจิสติกส์ชายแดนที่เชื่อมต่อไปยัง สปป.ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้

แผน 5 ปี ขยายเทอร์มินอล–รันเวย์–ระบบเชื่อมต่อ คิดล่วงหน้าให้ไกลกว่าการท่องเที่ยว

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย วันนี้อยู่ใน “ปีแรก” ของแผนพัฒนา 5 ปีที่ออกแบบมาเพื่อรองรับอนาคตโดยตรง

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อธิบายว่า แผนดังกล่าวเริ่มต้นจาก “การจ้างออกแบบ” ทั้งในส่วนหน้า (Landside/Terminal) และส่วนเขตการบิน (Airside) เพื่อให้การลงทุนในระยะถัดไปตอบโจทย์ทั้งผู้โดยสารและอากาศยานอย่างแท้จริง

หัวใจสำคัญของแผนมีอย่างน้อยสามมิติ

  1. อาคารผู้โดยสารใหม่
    • ท่าอากาศยานอยู่ระหว่างการออกแบบเทอร์มินอลใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในระยะยาว
    • แนวคิดการออกแบบจะเน้น “การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ” เพื่อลด Carbon Footprint ตามมาตรฐานที่ AOT และสมาคมสนามบินนานาชาติ (ACI) กำหนด
  2. การขยายเขตการบิน (Airside Expansion)
    • มีแผนขยายทางวิ่ง (Runway) และทางขับ (Taxiway) เพื่อรองรับทั้งเครื่องบินขนาดใหญ่และจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น
    • การจัดสรรหลุมจอดจะคำนึงถึงศักยภาพรองรับอากาศยานขนาดกลางถึงใหญ่ รวมถึงเครื่องบินขนส่งสินค้า (เช่น แบบ B767-300SF) ที่อยู่ในแผนหารือกับสายการบินคาร์โก
  3. การเชื่อมต่อ “บก–ราง–อากาศ”
    • แม้โครงการรถไฟรางคู่ในพื้นที่ภาคเหนือจะยังไม่ได้เชื่อมต่อถึงตัวสนามบินโดยตรง แต่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหารือร่วมกัน เพื่อออกแบบระบบเชื่อมต่อระหว่างรถยนต์ ระบบราง และท่าอากาศยานให้ “ราบรื่นไร้อุปสรรค” ภายใน 2–3 ปีข้างหน้า
    • เป้าหมายคือทำให้การเดินทางระหว่างตัวเมือง แหล่งท่องเที่ยวหลัก และสนามบินเกิดความต่อเนื่อง เพื่อรองรับทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

แผนพัฒนา 5 ปีของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จึงไม่ใช่แค่การ “ขยายให้ใหญ่ขึ้น” แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อรองรับบทบาทที่กำลังเปลี่ยนจากสนามบินท่องเที่ยวปลายทาง สู่จุดเชื่อมต่อสำคัญของโครงข่ายการบินและโลจิสติกส์ในภาคเหนือ

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

Smart & Green Airport เมื่อเทคโนโลยี–พลังงานสะอาด กลายเป็นภารกิจหลัก

ในโลกสนามบินยุคใหม่ มาตรฐานไม่ได้วัดจาก “จำนวนเที่ยวบิน” เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “ความฉลาด” และ “ความเขียว” ของการบริหารจัดการด้วย แม่ฟ้าหลวงเชียงราย ถูกบูรณาการเข้าอยู่ในโปรแกรมด้านสิ่งแวดล้อมของ ACI และนโยบายลดคาร์บอนของ AOT อย่างเต็มตัว นาวาอากาศเอก สกรรจ์ ระบุว่า สนามบินมีแผนระยะยาวที่จะติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) และออกแบบอาคารใหม่เพื่อลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

“เราอยู่ในโปรแกรมของ ACI ในการลด Carbon Footprint และลดการใช้พลังงาน ระยะยาวเรามีแผนติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม และออกแบบอาคารใหม่เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน” เขาอธิบายภาพรวมเชิงสิ่งแวดล้อมของสนามบิน

ในมิติ “Smart Airport” หลังโควิด-19 ท่าอากาศยานในเครือ AOT รวมถึงแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้นำระบบไบโอเมตริกส์ (Biometrics) และคีออสสำหรับ Self Check-in มาใช้จริงแล้ว

  • ผู้โดยสารที่ลงทะเบียนใช้งาน Biometrics สามารถเช็คอินและเดินผ่านจุดตรวจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องแสดงบัตรประชาชนทุกด่าน
  • ระบบนี้ช่วยลดเวลาแออัดหน้าเคาน์เตอร์ และทำให้ผู้โดยสารในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนช่วงเช้าและค่ำสามารถ “ไหลผ่านระบบ” ได้ดีขึ้น

เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้สนามบินขนาดไม่ใหญ่เช่นแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สามารถ “ยืดขีดความสามารถเชิงคุณภาพ” ให้ทัดเทียมสนามบินเมืองใหญ่ แม้ยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่กายภาพอยู่ก็ตาม

ความปลอดภัย–ความเชื่อมั่น ซ้อมแผน–บูรณาการทุกหน่วยงานรับเทศกาลปีใหม่

อีกหนึ่งมิติที่ถูกย้ำอย่างชัดเจนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 คือ “ความปลอดภัย” ในเขตสนามบิน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและความปลอดภัยหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่
  • ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ
  • กองบังคับการท่องเที่ยว 2 (สถานีตำรวจท่องเที่ยว 2)

เพื่อฝึกซ้อมการตรวจพบ “วัตถุต้องสงสัย” ในเขตพื้นที่ท่าอากาศยาน โดยมุ่งยกระดับความพร้อมทั้งด้านแผนเผชิญเหตุ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการอำนวยความสะดวกผู้โดยสารในสถานการณ์จริง

การซ้อมแผนดังกล่าวไม่ใช่เพียง “พิธีการตามระเบียบ” แต่มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

  1. สร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวในช่วงที่มีปริมาณการเดินทางหนาแน่น
  2. ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเข้าใจบทบาทของตนเองเมื่อเกิดเหตุ และลดความสับสนในการสั่งการ
  3. ยกระดับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้ยืนอยู่บนมาตรฐานเดียวกับสนามบินหลักของประเทศในเครือ AOT

ด้านจังหวัดเชียงราย ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ย้ำว่า จังหวัดได้บูรณาการทุกภาคส่วนทั้งด้านความปลอดภัย การคมนาคม และการบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยตั้งเป้าสร้าง “ความประทับใจและความอุ่นใจ” ให้ผู้มาเยือนทุกคน

CEI สู่ Cargo Hub ภูมิภาค ดีล K-Mile Air และโอกาสธุรกิจโลจิสติกส์เหนือ

หาก “ผู้โดยสาร” คือภาพที่ประชาชนทั่วไปเห็นชัดที่สุด การ “ขนส่งสินค้า” หรือ Cargo กลับเป็นอีกเส้นเลือดหนึ่งของสนามบินที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

ในช่วงปลายปี 2568 – ต้นปี 2569 ผู้อ่านในแวดวงการบินจับตาเป็นพิเศษเมื่อ นาวาอากาศเอก สกรรจ์ และทีมงานท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้การต้อนรับ นายพรรษิษฐ์ สาสุนีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด (K-Mile Air) ซึ่งถือเป็น “สายการบินขนส่งสินค้าทางอากาศรายแรกของไทย” ที่เชี่ยวชาญด้านสินค้าด่วนพิเศษ และให้บริการเป็นหลักในภูมิภาคเอเชีย

ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางความเป็นไปได้ในการใช้ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็น “ฐานปฏิบัติการบิน (Base)” สำหรับเครื่องบินคาร์โก รวมถึงการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกหลายมิติ เช่น

  • พื้นที่ลานจอดอากาศยานสำหรับเครื่องบินแบบ B767-300SF
  • ความพร้อมด้านซ่อมบำรุงอากาศยาน
  • การให้บริการเติมเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง
  • การจัดสรรพื้นที่สำนักงานและพื้นที่จัดเก็บอุปกรณ์ภาคพื้น (Ground Support Equipment – GSE) ในโซนที่ใกล้หลุมจอด เพื่อให้การปฏิบัติการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และ K-Mile Air ต่างแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของสนามบิน ว่าสามารถรองรับการปฏิบัติการบินและการเติบโตของธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศในอนาคตได้

หากดีลนี้เดินหน้าเต็มตัว เชียงรายจะไม่ได้เป็นเพียง “เมืองปลายทางท่องเที่ยว” แต่จะได้รับบทบาทใหม่ในฐานะ “ประตูขนส่งสินค้าทางอากาศ” เชื่อมโยงสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเบา และสินค้าโลจิสติกส์จากภาคเหนือออกสู่ตลาดภูมิภาค

MRO และห่วงลงทุน โปรเจ็กต์ใหญ่ที่ยังต้องการ “จังหวะและความเชื่อมั่น”

อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ถูกจับตา คือ แผนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul – MRO) ในพื้นที่สนามบินเชียงราย

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า โครงการ MRO ยังอยู่ในช่วง “เดินต่อ” แต่ต้องเผชิญแรงเหวี่ยงจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบเชิงเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ที่ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยต้องชะลอการตัดสินใจ

อย่างไรก็ดี เขาแสดงความเชื่อมั่นว่า ภายใน 7–8 เดือนข้างหน้า โครงการจะสามารถกลับมาเดินหน้าก่อสร้างได้อีกครั้ง หากทุกฝ่ายมองเห็นแนวโน้มฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน และโมเดลธุรกิจของศูนย์ซ่อมบำรุงมีความคุ้มค่าเพียงพอ

สำหรับเชียงราย การมีศูนย์ MRO อยู่ในพื้นที่ไม่เพียงเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้าง “งานทักษะสูง” ให้กับแรงงานท้องถิ่น และช่วยผลักดันจังหวัดให้กลายเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมการบินของภาคเหนืออย่างแท้จริง

AOT บนเวทีตลาดทุน เมื่อสนามบินเชียงรายอยู่ภายใต้ร่มยุทธศาสตร์ใหญ่

แม้เนื้อข่าวส่วนใหญ่จะโฟกัสที่เชียงราย แต่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง หากอยู่ภายใต้ร่มยุทธศาสตร์ของ AOT ซึ่งเป็นผู้บริหารท่าอากาศยานหลักของประเทศ

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยล่าสุด (ปิดสมุดทะเบียนเดือนธันวาคม 2568) สะท้อนว่า AOT ยังคงเป็น “สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน” ที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจอย่างมาก

โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรกของ AOT ได้แก่

  1. กระทรวงการคลัง – 10,000,000,000 หุ้น (70.00%)
  2. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด – 468,872,380 หุ้น (3.28%)
  3. กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง – 345,959,000 หุ้น (2.42%)
  4. สำนักงานประกันสังคม – 195,775,520 หุ้น (1.37%)
  5. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED – 171,637,725 หุ้น (1.20%)

ที่น่าสังเกตคือ กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่งได้เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น AOT จาก 1.26% (สิ้นปี 2567) เป็น 2.42% ในสิ้นปี 2568 หรือเกือบ “เท่าตัว” แม้ในช่วงเดียวกัน ราคาหุ้น AOT จะปรับตัวลดลงประมาณ 7.56% สะท้อนมุมมองว่า กองทุนดังกล่าวมอง AOT เป็นสินทรัพย์ที่ควร “สะสมในระยะยาว” มากกว่าการมองเพียงความผันผวนระยะสั้นของราคา

นอกจากวายุภักษ์แล้ว ผู้บริหาร AOT ยังระบุว่า มีกองทุนต่างชาติโดยเฉพาะ “กองทุนแห่งชาติจากฮ่องกง” เดินทางเข้าพบเพื่อขอรับฟังข้อมูลปัจจัยพื้นฐานและโอกาสเติบโตของบริษัทโดยตรง ซึ่งเชื่อมโยงกับแผนขยายโอกาสทางธุรกิจผ่านความร่วมมือกับท่าอากาศยานระดับโลก การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้าง Synergy เพื่อเติบโตร่วมกัน

ในด้านประมาณการผลประกอบการ ฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่ง เช่น เอเซียพลัส และ หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า AOT มีแนวโน้มกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยสำคัญคือ

  • การปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศเป็น 1,120 บาทต่อคน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ราวเดือนเมษายน 2569
  • การเจรจาสัมปทาน Duty Free และผลตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (MG) ที่ดีกว่าคาด
  • ปริมาณผู้โดยสารในเครือสนามบินทั้ง 6 แห่งที่เร่งตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินโลก

บล.หยวนต้า ประเมินว่า กำไรสุทธิของ AOT ในปีงบประมาณ 2568/2569 อาจแตะระดับ 22,000 ล้านบาท และเร่งตัวต่อไปที่ราว 28,000 ล้านบาทในปี 2569/2570 หากสมมติฐานด้าน PSC และ MG เดินตามแผน

แม้ฝ่ายวิเคราะห์บางแห่งให้คำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ที่ราคาเป้าหมายราว 50–55 บาทต่อหุ้น แต่สำหรับสนามบินอย่างแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สิ่งสำคัญไม่ใช่ราคาหุ้นในกระดาน หากคือ “ความต่อเนื่องของการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” ที่ได้รับอานิสงส์จากความเชื่อมั่นในระดับบริษัทแม่

วิสัยทัศน์ใหญ่ของ AOT และแรงสะเทือนมาถึงสนามบินเชียงราย

ในระดับกลยุทธ์องค์กร AOT กำหนด “เป้าหมายการพัฒนาองค์กร” ไว้อย่างชัดเจน ทั้งด้านคุณภาพบริการ ความเป็นสนามบินอัจฉริยะ และความยั่งยืนทางรายได้ เป้าหมายสำคัญสามารถสรุปได้ 4 ประการ ได้แก่

  1. สนามบินในเครือ AOT ต้องเป็นสนามบินชั้นนำระดับโลก มีการให้บริการที่ดีเยี่ยม
  2. เป็นสนามบินอัจฉริยะ (Smart Airport) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  3. เป็นบริษัทที่มีรายได้ยั่งยืน และได้รับความเชื่อถือในตลาดทุน
  4. มีธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และคุณธรรมในการดำเนินงาน

ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ ผู้บริหารระดับสูงของ AOT เคยระบุว่า บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ “Classical Model ทางธุรกิจ” คือองค์กรขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูง จำเป็นต้อง “Transform ทั้งองค์กร” ให้คล่องตัว โปร่งใส และสามารถลงทุนอย่างฉลาด (Smart Investment) เพื่อรองรับ Demand ผู้โดยสารในอนาคต

สำหรับแม่ฟ้าหลวง เชียงราย แนวนโยบายเช่นนี้หมายความว่า

  • สนามบินต้องยกระดับคุณภาพบริการให้สะท้อนมาตรฐานเดียวกับสนามบินหลัก เช่น สุวรรณภูมิ และดอนเมือง ทั้งด้านประสบการณ์ผู้โดยสาร (Customer Experience) และมาตรฐาน ACI / ASQ / Skytrax
  • การลงทุนทุกโครงการ ตั้งแต่ขยายเทอร์มินอล ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม ไปจนถึงโครงการ MRO และฐานคาร์โก ต้องพิสูจน์ได้ว่า “คุ้มค่า” และสอดคล้องกับทั้งยุทธศาสตร์ส่วนกลาง และศักยภาพเฉพาะพื้นที่ของเชียงราย
  • สนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายต้องบริหาร “รายได้ที่เกี่ยวกับการบิน” (Aero) และ “รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบิน” (Non-Aero) ให้สมดุล ทั้งจากสัมปทานเชิงพาณิชย์ พื้นที่ค้าปลีก และการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบสนามบิน

ทั้งหมดนี้ทำให้แม่ฟ้าหลวง เชียงราย อยู่ในสถานะ “สนามบินเล็กที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่” เพราะทุกก้าวเดินไม่ได้สะท้อนเพียงตัวจังหวัด หากสะท้อนความพยายามของทั้งองค์กร AOT ในการยืนหยัดอยู่ในตำแหน่ง “Aviation Hub ระดับภูมิภาค” ของไทยในระยะยาว

เชียงราย–ภาคเหนือ–ประเทศไทย สนามบินหนึ่งแห่ง เชื่อมสามระดับความหมาย

หากจัดสัดส่วนภาพรวมของเรื่องนี้ตามกรอบการมอง 3 ระดับ จะเห็นบทบาทของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ชัดเจนยิ่งขึ้น

  1. ระดับจังหวัดเชียงราย
    • สนามบินคือ “เส้นเลือดหลัก” ของการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และกิจกรรมอีเวนต์ระดับนานาชาติ
    • แผนพัฒนา 5 ปี การเตรียมฐานคาร์โก และโครงการ MRO สะท้อนว่าเชียงรายกำลังก้าวจากเมืองท่องเที่ยวสู่เมืองโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของภาคเหนือ
  2. ระดับภาคเหนือและอนุภูมิภาค
    • CEI เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมโยงสำคัญของโครงข่ายสนามบินในภาคเหนือ ร่วมกับสนามบินหลักอื่นของ AOT
    • หากฐานคาร์โกและศูนย์ซ่อมบำรุงเดินหน้า เชียงรายมีโอกาสกลายเป็น “หลังบ้านโลจิสติกส์” ที่รองรับสินค้าและบริการจากจังหวัดรอบข้าง และประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
  3. ระดับประเทศและตลาดทุน
    • ผลการดำเนินงานและยุทธศาสตร์ของ AOT ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการลงทุนและการพัฒนาในสนามบินภูมิภาค
    • ความสนใจของกองทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศต่อหุ้น AOT เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของความเชื่อมั่นต่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการบินของไทยในระยะยาว

สนามบินที่เปิด 24 ชั่วโมง กับคำถาม 5 ปีข้างหน้าของเชียงราย

ในวันนี้ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ยังคงเปิดไฟส่องรันเวย์ 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับเที่ยวบินที่อาจมาถึงได้ทุกเวลา ตัวเลขผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 7,000 คน บอกเราอย่างหนึ่งว่า เชียงรายไม่ได้อยู่ชายขอบแผนที่การเดินทางอีกต่อไป

แผน 5 ปีในการขยายเทอร์มินอลและรันเวย์ โครงการ Smart & Green Airport การเจรจากับ K-Mile Air เรื่องฐานคาร์โก และโครงการ MRO ที่รอจังหวะกลับมาดำเนินการ ล้วนเป็นภาพ “อนาคต” ที่กำลังถูกออกแบบอยู่บนฐานของ “ปัจจุบัน” ที่ฟื้นตัวอย่างมั่นคง

คำถามสำคัญในช่วง 5 ปีจากนี้คือ

  • เชียงรายจะสามารถแปร “วิสัยทัศน์บนเอกสาร” ให้กลายเป็น “การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จริง” ได้มากน้อยเพียงใด
  • ชุมชนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และภาคการท่องเที่ยวจะมีส่วนร่วมอย่างไรในการใช้ประโยชน์จากการยกระดับสนามบินครั้งนี้
  • และในวันที่ AOT ก้าวสู่การเป็นองค์กรใน Classical Model ที่ต้องเลือกลงทุนอย่างรอบคอบ สนามบินเชียงรายจะถูกมองเป็น “ต้นทุน” หรือ “โอกาส” ของประเทศในระยะยาว

สิ่งที่ชัดเจนแล้วในวันนี้ คือ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไม่ได้ยืนรอผู้โดยสารอย่างเงียบงัน หากกำลังก้าวออกไป “เชื้อเชิญสายการบินใหม่ โอกาสใหม่ และบทบาทใหม่” เข้ามาเชื่อมต่อกับรันเวย์ของจังหวัดเชียงราย – จังหวัดเหนือสุดของไทยที่กำลังขยับเข้าใกล้จุดตัดสำคัญของการบิน การค้า และการท่องเที่ยวในภูมิภาคมากขึ้นทุกวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียยนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • บทสัมภาษณ์ นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เกี่ยวกับทิศทางสนามบินปี 2569 แผนพัฒนา 5 ปี การบริหาร Capacity ผู้โดยสาร และการนำเทคโนโลยี Biometrics มาใช้
  • บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด (K-Mile Air Company Limited)
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
  • บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ดีเดย์เที่ยวบินปฐมฤกษ์ Scoot TR670 สิงคโปร์-เชียงราย เชื่อมโลกสู่ล้านนา ดันเป้านักท่องเที่ยวคุณภาพปี 2569

สิงคโปร์–เชียงราย ดีเดย์เที่ยวบินปฐมฤกษ์ “Scoot TR670” เปิดฟ้าเหนือ สานยุทธศาสตร์เมืองน่าเที่ยว–ตลาดคุณภาพสิงคโปร์ เป้าหมาย 1.12 ล้านคน ปี 2569

เชียงราย, 1 มกราคม 2569 – แสงไฟส้มอ่อนของยามค่ำบนรันเวย์ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง เชียงราย สะท้อนผ่านม่านน้ำโค้งขนาดใหญ่จากรถดับเพลิงสองคันที่ยืนขนาบหัว–ท้ายรันเวย์ ขณะที่อากาศยานแบบ Embraer E190-E2 ของสายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติสิงคโปร์ “Scoot” ค่อย ๆ แล่นผ่าน “อุโมงค์น้ำ” (Water Salute) ตามธรรมเนียมสากลการต้อนรับเที่ยวบินสำคัญ

ภายในลำเครื่องคือผู้โดยสารกว่า 100 ชีวิตจากท่าอากาศยานชางงี สิงคโปร์ ที่เดินทางสู่เชียงรายด้วยเที่ยวบินตรง TR670 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การบินของจังหวัด ท่ามกลางอัตรา Load Factor เที่ยวปฐมฤกษ์สูงถึงร้อยละ 94 บ่งชี้ดีมานด์ที่จับต้องได้จริง มิใช่เป็นเพียงตัวเลขในเอกสารแผนการตลาด

ที่บริเวณอาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรท่องเที่ยวในพื้นที่ ยืนเรียงแถวร่วมต้อนรับผู้โดยสารทุกคนด้วยรอยยิ้มและของที่ระลึกในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2569

เบื้องหน้าคือพิธีต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ แต่เบื้องหลัง คือ “ยุทธศาสตร์ฟื้นและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวไทย” ที่ถูกเร่งเครื่องอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดเส้นทางบินใหม่ “สิงคโปร์–เชียงราย” ในจังหวะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังอยู่ระหว่างการปรับตัวหลังปี 2568

ฉากเปิดบนรันเวย์เชียงราย จาก Water Salute สู่สัญญาณเชื่อมโลก–ล้านนา

เวลา 18.40 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2569 เที่ยวบิน TR670 จากสิงคโปร์แตะล้อที่รันเวย์เชียงราย ก่อนเคลื่อนตัวผ่านอุโมงค์น้ำต้อนรับอย่างสมเกียรติ จากนั้นผู้โดยสารทยอยเดินเข้าบริเวณผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นแบบล้านนา

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดเตรียมของที่ระลึกและพิธีการพิเศษเนื่องในโอกาสปีใหม่ เพื่อให้ “ก้าวแรกบนผืนแผ่นดินเชียงราย” ของผู้โดยสารเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ซึ่งไม่เพียงสะท้อนการต้อนรับเชิงวัฒนธรรม หากยังเป็นการสื่อสารภาพลักษณ์ “เมืองน่าเที่ยว–ผู้คนเป็นมิตร” ให้ตรงกับความคาดหวังของตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากสิงคโปร์

นาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ในฐานะผู้บริหารสนามบิน ย้ำผ่านการให้สัมภาษณ์ว่า ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงมีความพร้อมรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินระดับสากล พร้อมบูรณาการทำงานกับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร หน่วยรักษาความปลอดภัย และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเดินทางเข้า–ออกเชียงรายเป็นไปอย่างสะดวกและปลอดภัย

ภาพรวมของเที่ยวบินปฐมฤกษ์จึงไม่ใช่เพียง “พิธีเปิดเส้นทางบินใหม่” แต่คือการประกาศว่าจังหวัดเชียงรายพร้อมยกระดับบทบาทจากเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ สู่ “จุดหมายปลายทางระดับนานาชาติ” ที่เชื่อมโดยตรงกับศูนย์กลางการบินและการเงินสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสิงคโปร์

ตารางบิน Scoot SIN–CEI  แผนเชื่อมต่อสัปดาห์ละ 5 เที่ยวบิน

ตามแผนปฏิบัติการของสายการบิน Scoot เส้นทาง สิงคโปร์ (SIN) – เชียงราย (CEI) – สิงคโปร์ (SIN) จะให้บริการอย่างน้อยถึงวันที่ 28 มีนาคม 2569 รวมสัปดาห์ละ 5 เที่ยวบิน ด้วยอากาศยานแบบ Embraer E190-E2 ความจุ 112 ที่นั่ง โดยแบ่งตารางบินดังนี้

  • เที่ยวบิน TR670 / TR671
    • ขาเข้า SIN → CEI เวลา 18.40 น.
    • ขาออก CEI → SIN เวลา 19.25 น.
    • ทำการบินทุกวันจันทร์ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์
  • เที่ยวบิน TR660 / TR661
    • ขาเข้า SIN → CEI เวลา 08.00 น.
    • ขาออก CEI → SIN เวลา 08.35 น.
    • ทำการบินทุกวันอังคาร และวันเสาร์

การออกแบบตารางบินเช้า–เย็นในลักษณะนี้ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์และผู้โดยสารต่อเครื่องจากจุดหมายอื่น สามารถเลือกเวลาเดินทางให้สอดคล้องกับกิจกรรมในเชียงราย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติบนดอยสูง กิจกรรมชา–กาแฟ และการเดินทางต่อทางบกไปสู่สามเหลี่ยมทองคำหรือจังหวัดใกล้เคียง

ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการในเชียงรายก็มีโอกาสใช้เที่ยวบินเหล่านี้เชื่อมต่อออกไปยังตลาดโลกผ่านชางงี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินที่เชื่อมกับหลากหลายเส้นทางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และโอเชียเนีย

ภาพใหญ่ของท่องเที่ยวไทยปี 2568–2569 จากแรงกระแทกสู่การเน้น “คุณภาพ”

การเปิดเส้นทางบินสิงคโปร์–เชียงรายเกิดขึ้นในจังหวะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพิ่งสรุปภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวปี 2568 โดยระบุว่า ประเทศไทยมีรายได้รวมจากการท่องเที่ยว (นักท่องเที่ยวต่างชาติ + ไทยเที่ยวไทย) จำนวน 2,703,335 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.26 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

หากแยกตามแหล่งที่มา พบว่า

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32,974,321 คน ลดลงร้อยละ 7.23 สร้างรายได้ 1,536,574 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.71
  • ไทยเที่ยวไทย 202.37 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.70 สร้างรายได้ 1,166,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.69

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพ “การฟื้นตัวที่ยังไม่เต็มศักยภาพ” โดยเฉพาะในตลาดต่างชาติหลักบางตลาด เช่น จีน ที่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงถึงร้อยละ 33.55 และรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนลดลงกว่า 31.54% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้บางตลาด เช่น อินเดีย รัสเซีย และสหราชอาณาจักร จะเติบโตทำสถิติใหม่ แต่โดยรวมยังไม่สามารถชดเชยการหดตัวของบางตลาดใหญ่ได้เต็มที่

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า แม้ตัวเลขรวมจะลดลง แต่จำนวน “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงฯ จึงวางยุทธศาสตร์ปี 2569 ให้เน้น “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและสุขภาพ” เพื่อดึงกลุ่มมูลค่าสูง พร้อมรักษาฐานนักท่องเที่ยวเดิมให้กลับมาเที่ยวซ้ำ ด้วยประสบการณ์รูปแบบใหม่ ในขณะที่การยกระดับความปลอดภัยถูกกำหนดให้เป็นหัวใจหลักของการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

การเปิดเที่ยวบินตรงสิงคโปร์–เชียงรายภายใต้กรอบคิดนี้ จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มเส้นทางบิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการ “ปรับพอร์ตตลาด” ไปสู่กลุ่มที่ใช้จ่ายสูง เดินทางถี่ และมองหาเมืองรอง–เมืองน่าเที่ยวที่มีเอกลักษณ์อย่างเชียงราย

ตลาดสิงคโปร์ โปรไฟล์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง–เดินทางซ้ำ–ใช้จ่ายต่อทริปสูง

ข้อมูลจาก ททท. ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–31 ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยจำนวน 967,341 คน ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของตลาดสิงคโปร์ รองจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย

พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์มีลักษณะที่สำคัญหลายประการ ได้แก่

  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป 45,629 บาทต่อคน
  • ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 4.72 วัน
  • เดินทางด้วยตนเอง (Free Independent Traveler – FIT) สูงถึงร้อยละ 97.59
  • เป็นกลุ่มเดินทางซ้ำ (Revisit) สูงถึงร้อยละ 83.80
  • ช่วงเดินทางสูงสุดในรอบปีอยู่ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส–ปีใหม่ และเดือนมิถุนายน ซึ่งตรงกับช่วงปิดภาคเรียนในสิงคโปร์

ในมุมของ ททท. ตลาดสิงคโปร์ถูกจัดเป็น “ตลาดคุณภาพระยะใกล้” ที่มีศักยภาพด้านการใช้จ่ายต่อหัวสูง โดยเฉพาะในกลุ่ม Health & Wellness, Luxury, Honeymoon & Wedding และ Sport Tourism การมีเส้นทางบินตรงสู่เมืองรองอย่างเชียงราย จึงช่วยสร้าง “ข้อเสนอปลายทาง” ที่หลากหลายกว่าการเดินทางสู่เมืองหลัก เช่น กรุงเทพฯ หรือภูเก็ตเพียงอย่างเดียว

สำหรับปี 2569 ประเทศไทยตั้งเป้าต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์เพิ่มขึ้นเป็น 1,123,000 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากปีก่อนหน้า เป้าหมายนี้เชื่อมตรงกับการเปิดเส้นทางบิน Scoot สู่เชียงราย ซึ่งถูกใช้เป็น “คันโยก” ด้านอุปทาน (supply) เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น

เชียงรายในสายตา ททท. และ Scoot เมืองน่าเที่ยว–เมืองเอกลักษณ์–เมืองเชื่อมประสบการณ์

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. ย้ำว่า เที่ยวบินปฐมฤกษ์สิงคโปร์–เชียงราย เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสิงคโปร์กับภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะการกระจายนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักอย่างเชียงใหม่ มาสู่ “เมืองน่าเที่ยวศักยภาพ” อย่างเชียงราย

เชียงรายถูกมองว่าเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ทั้งในมิติของ

  • แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น วัดร่องขุ่น วัดพระแก้ว วัดพระสิงห์
  • ธรรมชาติบนดอยสูงและพื้นที่ชายแดน เช่น ดอยตุง ดอยช้าง สามเหลี่ยมทองคำ
  • กิจกรรมเชิงสุขภาพและวิถีล้านนา เช่น กิจกรรมชงชาในไร่ชาบนดอย การทำกระดาษสา การนวดย่ำข่าง

เพื่อต่อยอดศักยภาพดังกล่าว ททท. และพันธมิตร ได้วางแผนจัดกิจกรรมทางการตลาดควบคู่กับเที่ยวบินใหม่อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติเชิงสื่อและเชิงการขาย โดยมีตัวอย่างสำคัญ ได้แก่

  • การจัดแคมเปญส่งเสริมการขายร่วมกับสายการบิน Scoot
  • การจัด Media Familiarization Trip เชิญสื่อมวลชนและ KOLs จากสิงคโปร์ จำนวน 3 ราย เดินทางมากับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ในเชียงรายจริง เน้นเส้นทางคาเฟ่ในเมือง กิจกรรมชงชา ไร่ชาบนดอย วัดร่องขุ่น ดอยตุง การทำกระดาษสา และนวดย่ำข่าง
  • การจัด Agents Familiarization Trip เชิญตัวแทนบริษัทนำเที่ยวเข้าพื้นที่เพื่อทำ Product Testing ก่อนนำไปจัดขายเป็นแพ็กเกจสู่ตลาดสิงคโปร์
  • การต่อยอดผ่านโครงการ Thailand Summer Blast กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวสิงคโปร์เดินทางเข้าเชียงรายในฤดูท่องเที่ยว

การตลาดเชิงรุกลักษณะนี้ทำให้เที่ยวบินไม่ใช่เพียงช่องทางเดินทางเท่านั้น หากยังเป็น “แพลตฟอร์ม” เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ของเชียงรายสู่สายตากลุ่มเป้าหมายคุณภาพในสิงคโปร์

คู่สามี–ภรรยาชาวอินเดีย คุณสุรัตน์ และคุณเคตัน

เสียงจากผู้โดยสารเที่ยวบินแรก เมื่อ “เชียงราย” ขยับจากแผนที่สู่ประสบการณ์จริง

น้ำหนักของนโยบายใด ๆ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จะถูกพิสูจน์ผ่าน “เสียงของนักเดินทาง” ที่ปลายทาง ในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ TR670 ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้โดยสารทั้งชาวต่างชาติและคนไทยที่อาศัยในสิงคโปร์ ซึ่งให้ภาพสะท้อนที่น่าสนใจต่อบทบาทใหม่ของเชียงราย

คู่สามี–ภรรยาชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์ เล่าว่า เหตุผลหลักของการเดินทางครั้งนี้คือ “วัดและสามเหลี่ยมทองคำ”

พวกเขาบอกว่า ชื่นชอบประเทศไทยเป็นทุนเดิม ทั้งด้านวัด อาหาร และวัฒนธรรม เคยไปเชียงใหม่มาแล้ว และครั้งนี้ตัดสินใจเลือกเชียงรายเป็นจุดหมายใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องการไปวัดร่องขุ่น วัดสีน้ำเงิน (Blue Temple) และสามเหลี่ยมทองคำ พร้อมย้ำว่าจะกลับไปแนะนำเพื่อน ๆ ที่สิงคโปร์ให้มาเที่ยวเชียงรายเพิ่มเติม

คุณวิกกี้และคุณหมู คนไทยทำงานในสิงคโปร์

ด้านคนไทยที่ทำงานและอาศัยอยู่ที่สิงคโปร์อย่างคุณวิกกี้และคุณหมู เล่าว่า ครอบครัวเฝ้ารอเส้นทางบินตรงสิงคโปร์–เชียงรายมานาน เพราะก่อนหน้านี้ หากต้องการพาครอบครัวมาเที่ยวเชียงราย ต้องบินเข้ากรุงเทพฯ ก่อนแล้วต่อเครื่องภายในประเทศ ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

พวกเขายอมรับว่า เมื่อทราบข่าวเปิดเส้นทางนี้ล่วงหน้าราว 6 เดือน จึงตัดสินใจจองทันที และถือโอกาสนัดพบพ่อแม่จากกรุงเทพฯ มารวมตัวกันที่เชียงรายในโอกาสปีใหม่ โดยมีแผนเดินทางไหว้พระตามวัดสำคัญ และลิ้มลองอาหารพื้นเมืองอย่างขนมจีนน้ำเงี้ยวและข้าวซอย

คำบอกเล่าจากผู้โดยสารทั้งสองกลุ่ม ไม่เพียงยืนยันศักยภาพของเชียงรายในฐานะจุดหมายปลายทาง หากยังสะท้อนว่า “เส้นทางบินตรง” สามารถเปลี่ยน “ความตั้งใจ” ให้กลายเป็น “การเดินทางจริง” ได้ทันที เมื่อเงื่อนไขด้านเวลาและความสะดวกถูกปลดล็อก

มองจากมุมโลก สมรภูมิการบินเอเชีย–บทเรียนจาก 10 เส้นทางคับคั่งของโลก

ในระดับโลก ข้อมูลจากบริษัทด้านข้อมูลการบิน OAG ระบุว่า ปี 2025 เส้นทางบินระหว่างประเทศที่มีปริมาณที่นั่ง (Seat Capacity) สูงที่สุด 10 อันดับแรกของโลก ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางในเอเชียถึง 7 เส้นทาง สะท้อน “การฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง” และบทบาทของภูมิภาคต่ออุตสาหกรรมการบินโลก

5 อันดับแรก ได้แก่

  1. ฮ่องกง–ไทเป 6,832,683 ที่นั่ง
  2. ไคโร–เจดดาห์ 5,753,491 ที่นั่ง
  3. กัวลาลัมเปอร์–สิงคโปร์ 5,574,409 ที่นั่ง
  4. โซล อินชอน–โตเกียว นาริตะ 5,069,779 ที่นั่ง
  5. โซล อินชอน–โอซาก้า คันไซ 4,959,596 ที่นั่ง

ในกลุ่มอาเซียน เส้นทาง กัวลาลัมเปอร์–สิงคโปร์ ถูกจัดเป็นหนึ่งในเส้นทางคับคั่งที่สุดของโลก และกลับมามีปริมาณที่นั่งเทียบเท่าปี 2019 พร้อมค่าตั๋วเฉลี่ยต่ำที่สุดราว 62 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้น ขณะที่เส้นทาง กรุงเทพฯ–ฮ่องกง ติดอันดับที่ 8 ของโลกด้วยปริมาณที่นั่ง 4,169,125 ที่นั่ง

เมื่อเชื่อมโยงกับเส้นทางสิงคโปร์–เชียงราย จะเห็นว่า สิงคโปร์ทำหน้าที่ “โหนดหลัก” ในเครือข่ายการบินที่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การเชื่อมเชียงรายเข้ากับโหนดนี้ แม้ในระยะแรกปริมาณที่นั่งยังห่างไกลจากเส้นทางหลักข้างต้น แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ นับเป็นการ “เสียบปลั๊กเมืองรองเข้าระบบนิเวศการบินโลก” ผ่านฮับที่มีศักยภาพสูง

นั่นหมายความว่า หากเชียงรายสามารถพิสูจน์ความนิยมและอัตราบรรทุกผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่องในระยะทดลองบิน มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตจำนวนเที่ยวบินหรือขนาดอากาศยานอาจถูกขยายเพิ่มขึ้น ตอบรับทั้งการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เติบโต

โอกาสและความท้าทาย CEI ในฐานะประตูสู่ล้านนาและเศรษฐกิจฐานราก

การมาถึงของเที่ยวบินปฐมฤกษ์ Scoot TR670 เปิดโอกาสเชิงเศรษฐกิจและสังคมให้เชียงรายในหลายมิติ

ด้านโอกาส

  1. กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง
    นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่า 45,000 บาทต่อทริป และนิยมเดินทางเอง จะกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม บูทีคโฮเทล โฮมสเตย์ ร้านอาหาร คาเฟ่ ไกด์ท้องถิ่น รถเช่า รวมถึงชุมชนท่องเที่ยวที่จัดกิจกรรมเชิงประสบการณ์
  2. ยกระดับแบรนด์ “เชียงรายเมืองน่าเที่ยว” ในตลาดสากล
    การบินตรงจากชางงี ซึ่งเป็นสนามบินที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดของโลกด้านคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง ช่วยยืนยันว่าเชียงรายมีศักยภาพเพียงพอจะถูกเชื่อมเข้ากับฮับระดับโลกในเชิงการตลาดและภาพลักษณ์
  3. เปิดโอกาสต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม
    กลุ่ม Revisit จากสิงคโปร์ที่เคยเที่ยวเมืองไทยหลายครั้งแล้ว จะมองหา “ประสบการณ์ใหม่” เชิงลึก อาทิ Wellness Retreat บนดอยสูง กิจกรรมชา–กาแฟ การเรียนรู้วัฒนธรรมล้านนาเชิงลึก และเส้นทาง Overland–Fly & Drive มุ่งสู่เชียงใหม่ พะเยา หรือลาวตอนเหนือ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญที่เชียงรายต้องเผชิญประกอบด้วย

  1. การรักษาสมดุลระหว่างปริมาณ–คุณภาพ–ความยั่งยืน
    หากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยขาดการวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการแหล่งท่องเที่ยว อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่
  2. การยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดคล้องกับตลาดคุณภาพ
    นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับคุณภาพบริการ ความตรงต่อเวลา และความปลอดภัย การพัฒนาทักษะด้านภาษาและการบริการของบุคลากรในสถานประกอบการ จึงเป็นโจทย์ร่วมของภาครัฐและเอกชนในพื้นที่
  3. การแข่งขันกับเมืองปลายทางอื่นในไทยและภูมิภาค
    เชียงรายต้องสร้าง “ความแตกต่างที่จับต้องได้” เมื่อเทียบกับเชียงใหม่ ภูเก็ต หรือจุดหมายอื่นในอาเซียน ทั้งในด้านคอนเทนต์การท่องเที่ยวและคุณค่าทางจิตใจที่ผู้มาเยือนจะได้รับกลับไป

ในบริบทนี้ การผสาน “เที่ยวบินตรงคุณภาพ” เข้ากับ “ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวที่ลึกและจริง” จะเป็นหัวใจของการทำให้เชียงรายก้าวจากเมืองน่าเที่ยวในแผนที่ สู่เมืองที่อยู่ใน “ประสบการณ์ประจำปี” ของนักท่องเที่ยวสิงคโปร์และตลาดอื่น ๆ ในอนาคต

เที่ยวบินเล็กบนแผนที่โลก แต่ก้าวใหญ่ของเชียงรายบนเส้นทางเมืองน่าเที่ยวคุณภาพ

เที่ยวบินปฐมฤกษ์ TR670 จากสิงคโปร์สู่เชียงรายในค่ำคืนแรกของปี 2569 อาจเป็นเพียงเที่ยวบินหนึ่งในเครือข่ายการบินอันหนาแน่นของโลก แต่สำหรับเชียงราย มันคือ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ที่ทำให้จังหวัดเล็ก ๆ ทางเหนือสุดของไทยก้าวเข้าสู่เครือข่ายการเชื่อมต่อระดับนานาชาติอย่างแท้จริง

เมื่อมองร่วมกับภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 2568 ที่ยังเผชิญแรงท้าทาย ทั้งการหดตัวของบางตลาดหลักและการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน การขยับสู่ตลาดคุณภาพอย่างสิงคโปร์ ผ่านเมืองรองที่มีศักยภาพอย่างเชียงราย จึงเป็นทั้ง “กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง” และ “กลยุทธ์ยกระดับมูลค่า” ในเวลาเดียวกัน

เสียงหัวเราะของครอบครัวที่ได้มาพบกันกลางหุบเขาเชียงรายหลังรอเที่ยวบินตรงมานานนับปี เสียงตื่นเต้นของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่เตรียมตัวไปวัดร่องขุ่น วัดสีน้ำเงิน และสามเหลี่ยมทองคำ คือหลักฐานเชิงมนุษย์ว่าการเชื่อมต่อทางอากาศ ไม่ได้เชื่อมแค่สนามบินกับสนามบิน หากเชื่อม “ความฝัน–ความทรงจำ–และโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ” เข้าด้วยกัน

ภารกิจหลังจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาเส้นทางบินให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง หากคือการทำให้ทุกเที่ยวบินที่แตะล้อบนรันเวย์แม่ฟ้าหลวง เชียงราย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่า ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยว ชุมชน และเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว

ในปีที่ประเทศไทยตั้งเป้าต้อนรับนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ 1.12 ล้านคน เที่ยวบินเล็กอย่าง TR670 จึงอาจเป็นหนึ่งใน “เครื่องยนต์เงียบ” ที่ช่วยผลักดันให้เป้าหมายนี้เข้าใกล้ความจริง พร้อมวางรากฐานให้เชียงรายยืนอยู่ในแถวหน้าของเมืองน่าเที่ยวคุณภาพของไทยบนเวทีโลก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย / GATC Thailand
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเร่งเครื่องยุทธศาสตร์เมืองขุนเขาศิลปะ หลังอโกด้าเผยยอดค้นหาที่พักเดินป่าพุ่งแต่ไร้ชื่อเชียงราย

เชียงรายเร่งเครื่องชูศักยภาพ “เมืองแห่งขุนเขา” หลังอโกด้าชี้เทรนด์เดินป่าพุ่ง แต่ไร้ชื่อติดโผจังหวัดยอดนิยม

เชียงราย, 27 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางลมหนาวที่พัดพาให้นักท่องเที่ยวทั่วประเทศมุ่งหน้าขึ้นภูเขาและเข้าป่า ตามกระแส “ฤดูเดินป่าเมืองไทย” ที่กำลังมาแรงในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องสู่ต้นปี 2569 ข้อมูลจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลก “อโกด้า (Agoda)” กลับสร้างคำถามสำคัญให้กับจังหวัดเชียงราย เมื่อสถิติการค้นหาที่พักเพื่อการเดินป่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในหลายจังหวัด แต่ “เชียงราย” ซึ่งมีภูมิประเทศภูเขารายล้อมและชื่อเสียงด้านศิลปวัฒนธรรม กลับไม่ติดรายชื่อจังหวัดที่ได้รับการค้นหามากที่สุดในช่วงไฮซีซันดังกล่าว

ในขณะที่เชียงใหม่ ตาก เลย และกาญจนบุรี กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินป่าในสายตาผู้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เชียงรายจึงจำเป็นต้อง “เร่งโชว์ว่ามีเขา” และเร่งสื่อสารจุดแข็งของตนเองให้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในฐานะเมืองศิลปะ เมืองชายแดนสามเหลี่ยมทองคำ และเมืองขุนเขาที่มีอัตลักษณ์ชาติพันธุ์หลากหลาย เพื่อไม่ให้ถูกมองข้ามในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์เชิงลึกและยั่งยืน

เทรนด์เดินป่าพุ่งกว่า 200% แต่เชียงราย “ไม่ติดโผ”

ข้อมูลจากอโกด้าในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ระบุว่า การค้นหาที่พักสำหรับการเดินป่าในประเทศไทยเพื่อเข้าพักระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงฤดูร้อนก่อนหน้า โดยจังหวัดเชียงใหม่มียอดการค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 254% รองลงมาคือจังหวัดตาก 230% จังหวัดเลย 190% และจังหวัดกาญจนบุรี 95%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ฤดูหนาวปีนี้ไม่ใช่เพียง “ฤดูหนาวธรรมดา” แต่เป็นฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติแสวงหาประสบการณ์ใกล้ชิดธรรมชาติ เดินป่า ศึกษาเส้นทางธรรมชาติ และสัมผัสภูมิประเทศเชิงเขาในรูปแบบลึกซึ้งมากขึ้น

ในรายงาน Travel Outlook Report ของอโกด้า ยังชี้ให้เห็นแนวโน้มที่สำคัญว่า ชาวเอเชียมากกว่าหนึ่งในสาม หรือราว 35% วางแผนท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น จากเดิมเพียง 15% ในปีก่อนหน้า โดยให้เหตุผลสำคัญสองประการ คือ

  1. ค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้
  2. ความต้องการค้นหาจุดหมายปลายทางใหม่ที่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเฉพาะถิ่น

ซึ่งหากพิจารณาในมุมศักยภาพ จังหวัดเชียงรายถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ “ตอบโจทย์ทั้งสองข้อ” อย่างครบถ้วน ทั้งด้านภูมิประเทศภูเขาสลับซับซ้อน พื้นที่ป่าต้นน้ำ บทบาทเมืองศิลปะ และความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่การที่เชียงรายยังไม่ปรากฏชื่ออยู่ในกลุ่มจังหวัดที่ถูกค้นหามากที่สุดบนแพลตฟอร์มระดับโลก ย่อมสะท้อนโจทย์ใหญ่ด้าน “การสื่อสารและการตลาดเชิงภาพลักษณ์” ของจังหวัดในเวทีดิจิทัล

ถอดบทเรียนจาก 4 เส้นทางเดินป่าดาวเด่น โจทย์ท้าทายของ “เมืองขุนเขาเชียงราย”

อโกด้าได้หยิบยก 4 เส้นทางเดินป่าในประเทศไทยขึ้นมาแนะนำในฐานะจุดหมายที่ตอบโจทย์นักเดินป่ายุคใหม่ ได้แก่

  • กิ่วแม่ปาน จังหวัดเชียงใหม่ – เส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะประมาณ 3.2 กิโลเมตร โดดเด่นด้วยป่ามอส ทุ่งหญ้าริมสันเขา และจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอก เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและครอบครัว
  • ดอยทูเล จังหวัดตาก – ยอดดอยสูงราว 1,350 เมตร ต้องอาศัยทักษะการเดินป่า ผ่านทั้งป่าทึบและสันเขาคดโค้ง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดสอบขีดจำกัดของตนเอง
  • ภูกระดึง จังหวัดเลย – ภูเขายอดตัดที่เป็น “หมุดหมายในฝัน” ของใครหลายคน ด้วยเส้นทางที่ค่อนข้างชันและใช้พลัง แต่ตอบแทนด้วยภาพป่ากว้างสุดสายตาและหน้าผาชมพระอาทิตย์ขึ้น–ตก
  • เขาช้างเผือก จังหวัดกาญจนบุรี – จุดเด่นอยู่ที่ “สันคมมีด” เส้นทางสันเขาแคบที่ต้องใช้สติและความระมัดระวังสูง แลกกับวิว 360 องศาบนยอดสูงกว่า 1,200 เมตร

เส้นทางเหล่านี้มีจุดร่วมสำคัญคือ “ภาพจำที่ชัดเจน” ในมุมมองของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นทะเลหมอกแนวสันเขา สันคมมีดที่ท้าทาย หรือยอดภูยอดตัดที่กลายเป็นสัญลักษณ์ การตอกย้ำภาพจำผ่านการสื่อสารออนไลน์และรีวิว ทำให้ชื่อของเส้นทางเหล่านี้ติดตลาดและถูกค้นหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในทางกลับกัน แม้เชียงรายจะมีภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถพัฒนาเส้นทางเดินป่าคุณภาพสูงได้เช่นกัน ทั้งพื้นที่ดอยสูงชายแดน วิถีชีวิตชาติพันธุ์บนแนวสันเขา และป่าต้นน้ำ แต่การขาด “แบรนดิ้งเส้นทางเดินป่า” ที่ชัดเจนและการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้จังหวัดยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่ความรับรู้ในระดับเดียวกับจังหวัดคู่แข่งเหล่านี้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

เชียงรายรุกกลับ ผสานศิลปะ–วัฒนธรรม–ขุนเขา สร้างภาพจำเมืองสร้างสรรค์

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว จังหวัดเชียงรายไม่ได้เลือกเพียงการโปรโมต “ภูเขาและป่าไม้” แบบตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่เลือกเดินเกมในแนวทางที่ต่างออกไป คือการผสาน “ศิลปะ แสงสี วัฒนธรรม และวิถีชุมชนบนดอย” ให้กลายเป็นภาพจำใหม่ของเมืองที่เชื่อมโยงทั้งกลางวันและกลางคืน

ตลอดช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 จังหวัดเชียงรายขับเคลื่อนชุดกิจกรรมทางการท่องเที่ยวและการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง อาทิ

  1. งาน “หลงแสง เวียงเจียงฮาย Light Festival 2568”
    จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 24 มกราคม 2569 เปลี่ยนโฉมเขตเทศบาลนครเชียงรายให้กลายเป็น “เมืองศิลปะยามค่ำคืน” ภายใต้แนวคิด Heart Art Light ผ่านการออกแบบเส้นทาง “ออกเดินทางตามแสงศิลป์” ครอบคลุม 7 จุดสำคัญ ทั้งย่านขนส่งใจกลางเมือง ถนนบรรพปราการ วัดมิ่งเมือง ประตูเชียงใหม่ อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ถนนสิงหไคล และสวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติฯ

ภายในงานยังมีกิจกรรม “นักเดินทางแห่งแสง (Light Traveler)” เชิญชวนนักท่องเที่ยวสะสมตราประทับครบทั้ง 7 จุด เพื่อนำไปแลกรับของที่ระลึก สร้างแรงจูงใจให้ผู้มาเยือนใช้เวลาเดินเท้า สัมผัสเมืองในมุมมองใหม่ และเชื่อมโยงเส้นทางศิลปะเข้ากับย่านธุรกิจ ร้านอาหาร และที่พักในตัวเมืองโดยตรง

  1. กิจกรรม “Learning Space” เมืองแห่งการเรียนรู้
    วันที่ 24–29 ธันวาคม 2568 จังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรม Learning Space ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงราย แห่งที่ 1 เพื่อเชื่อมโยงแนวคิด “เมืองแห่งการเรียนรู้” ขององค์การยูเนสโก เข้ากับการท่องเที่ยว โดยคัดเลือกแหล่งเรียนรู้ 30 แห่งในจังหวัด แบ่งเป็น 6 ด้าน อาทิ ศิลปะและสถาปัตยกรรม อาหาร ชา กาแฟ ธรรมชาติและการเกษตร ศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ วิถีผ้าล้านนาและชาติพันธุ์ ไปจนถึงกีฬาและสุขภาพ

กิจกรรมดังกล่าวทำให้ภาพของเชียงรายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “เมืองผ่าน” หรือ “เมืองปลายทางริมชายแดน” แต่กลายเป็นพื้นที่ที่นักเดินทางสามารถมาเรียนรู้ ทดลอง ลงมือทำ และซึมซับองค์ความรู้จากชุมชนท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ

  1. ท่องเที่ยวเชิงชาติพันธุ์ที่บ้านผาหมี – “ตามหารากชู ชูรสชาติแห่งดอย”
    ในฝั่งภูเขาชายแดน อพท.เชียงรายและภาคีท้องถิ่นได้พัฒนาโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในหมู่บ้านอาข่าบนดอย อำเภอแม่สาย ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ “น้ำพริกรากชู” สมุนไพรหายากที่เป็นหัวใจของรสชาติอาหารอาข่า เชื่อมโยงเรื่องราวอาหาร วิถีเกษตรบนพื้นที่สูง และภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกับป่าต้นน้ำ

ประสบการณ์เหล่านี้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงลึกที่นักเดินทางสนใจมากขึ้น คือไม่ได้ต้องการเพียงภาพสวย ๆ จากยอดดอย แต่ต้องการ “เข้าใจชีวิตผู้คนบนภูเขา” ผ่านอาหาร ภาษา และความเชื่อ ซึ่งเชียงรายมีต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็งอยู่แล้ว

  1. มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ณ หนองหลวง
    ในมิติของธรรมชาติระดับพื้นราบ จังหวัดเชียงรายยังจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 ณ หนองหลวง อำเภอเวียงชัย แหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ของจังหวัด ภายใต้แนวคิดเชื่อมโยง “นทีแห่งศรัทธา” เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการพักผ่อน

การใช้หนองหลวงเป็นเวทีนำเสนอทั้งไม้ดอกศิลปะจัดสวน กิจกรรมทางวัฒนธรรม และตลาดชุมชน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการผสาน “ทรัพยากรน้ำ–ธรรมชาติ–เศรษฐกิจฐานราก” เข้าด้วยกัน เพื่อขยายการท่องเที่ยวออกจากตัวเมืองไปสู่พื้นที่รอบนอกอย่างเป็นระบบ

จากตัวเลขออนไลน์สู่ชีวิตจริง เมื่อ “การมองไม่เห็นในหน้าจอ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีอยู่จริง”

แม้ตัวเลขจากแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างอโกด้าจะแสดงให้เห็นว่าเชียงรายยังไม่ถูกค้นหาเทียบเท่าจังหวัดอื่น ๆ ในฐานะจุดหมายเดินป่า แต่ในเชิงพื้นที่จริง จังหวัดกลับมีการขยับตัวอย่างต่อเนื่องในหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “สร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่” แต่คือการเชื่อมโยงสินค้าที่มีอยู่เดิมให้กลายเป็น “ภาพจำเดียวกัน” ในน้ำหนักเดียวกับที่คนจดจำกิ่วแม่ปาน ดอยทูเล ภูกระดึง หรือเขาช้างเผือก

หากเชียงรายสามารถเล่าเรื่อง “เมืองแห่งขุนเขาศิลปะและชาติพันธุ์” ให้ชัดเจนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จัดทำเส้นทางเดินป่าเชื่อมโยงหมู่บ้านชาติพันธุ์ แหล่งเรียนรู้ และงานเทศกาลแสงสี–ไม้ดอกเข้าด้วยกันอย่างมีโครงสร้าง จะช่วยให้จังหวัดก้าวเข้าสู่กลุ่ม “จุดหมายเดินป่าที่ต้องมาเยือนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต” ได้ไม่ยากนัก

เสียงจากภาคการท่องเที่ยว ยุคของการเดินทางที่ต้องมี “ความหมาย”

อรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เคยกล่าวสะท้อนมุมมองนักเดินทางยุคใหม่ว่า ฤดูเดินป่าในประเทศไทยเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ผู้คนต้องการกลับไปใกล้ชิดธรรมชาติ และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้การวางแผนเดินทางเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางสำหรับครอบครัวหรือเส้นทางท้าทายสำหรับผู้มีประสบการณ์

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริหารท้องถิ่นเชียงราย ทั้งจากจังหวัด เทศบาลนครเชียงราย และหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ได้ย้ำอย่างต่อเนื่องว่า แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของเชียงรายในวันนี้ ไม่ได้มองเพียง “จำนวนนักท่องเที่ยว” แต่ให้ความสำคัญกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ เมืองแห่งการเรียนรู้ และเมืองที่การท่องเที่ยวช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างแท้จริง

เมื่อภาพจากฝ่ายเอกชนระดับโลกและฝ่ายท้องถิ่นมาตัดกัน จุดร่วมที่ชัดคือ “การเดินทางที่มีความหมาย” – ซึ่งหากเชียงรายสามารถสื่อสารได้ว่า การขึ้นมาบนภูเขาเชียงรายไม่ใช่เพียงการชมวิว แต่คือการเรียนรู้ชีวิตผู้คน การชิมอาหารจากสมุนไพรบนดอย การฟังเรื่องเล่าจากผู้เฒ่าชาติพันธุ์ และการเดินตามเส้นแสงศิลปะในตัวเมืองยามค่ำคืน เมืองแห่งขุนเขาแห่งนี้ย่อมมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวขึ้นไปอยู่ในความสนใจของนักเดินป่าในอนาคตอันใกล้

จาก “เมืองถูกมองข้ามบนหน้าจอ” สู่ “เมืองที่ต้องมองเห็นด้วยสองเท้า”

กรณีที่ชื่อของเชียงรายไม่ติดอันดับต้น ๆ ในสถิติการค้นหาที่พักสำหรับเดินป่าบนแพลตฟอร์มอโกด้าอาจสะท้อนข้อจำกัดด้านการสื่อสารเชิงการตลาดและการสร้างภาพจำในโลกออนไลน์ แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจเป็น “สัญญาณเตือนเชิงบวก” ให้จังหวัดหันมาทบทวนและเร่งวางยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงขุนเขาอย่างจริงจังมากขึ้น

เชียงรายในวันนี้มีเครื่องมืออยู่ในมือครบถ้วน ทั้งต้นทุนภูเขาและป่าต้นน้ำ ความหลากหลายของชาติพันธุ์ จิตวิญญาณของเมืองศิลปะ เทศกาลแสงสี–ไม้ดอก ไปจนถึงพื้นที่เรียนรู้ของคนทุกวัย หากสามารถนำทั้งหมดมาเรียงร้อยเป็นเส้นทางเดียวกันภายใต้ภาพลักษณ์ “เมืองขุนเขาสร้างสรรค์แห่งล้านนาเหนือ” และขยายเรื่องราวเหล่านี้ให้ไปปรากฏบนจอมือถือของนักเดินทางในภูมิภาคเอเชียได้อย่างต่อเนื่อง เชียงรายก็มีโอกาสอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนจาก “เมืองที่ไม่ติดโผค้นหา” ให้กลายเป็น “เมืองที่ต้องไปให้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง”

ท้ายที่สุด การเดินป่าที่มีความหมายอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการพิมพ์คำว่า “เดินป่าที่ไหนดี” ลงในช่องค้นหาเท่านั้น แต่อาจเริ่มต้นจากการที่เมืองหนึ่งลุกขึ้นมาเชื่อมั่นในตัวเอง เล่าเรื่องของตนให้ชัด และยืนหยัดว่าบนขุนเขาเชียงราย ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอให้ผู้คนก้าวเท้าเข้าไปค้นพบ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Travel Outlook Report – แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวอโกด้า (Agoda)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME