Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5 หมื่นล้านครั้งแรก! ปักหมุดเชียงแสนจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปี 2569

เชียงราย “ทะลุ 5 หมื่นล้าน” ครั้งแรก ปลายปีโกยรายได้ 1.56 หมื่นล้านในไตรมาสเดียว ก่อนเดินเกมใหญ่ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปักหมุดเชียงแสน รับศึกเศรษฐกิจปี 2569

เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — หากย้อนมองภาพการท่องเที่ยวไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “จังหวัดเมืองท่องเที่ยวหลัก” มักถูกจองที่นั่งบนหัวตารางด้วยชื่อคุ้นหูอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี หรือกลุ่มทะเลอันดามัน แต่ตัวเลขปี 2568 ที่เพิ่งถูกสรุปอย่างเป็นทางการ ทำให้ “เชียงราย” ถูกยกขึ้นมาอยู่ในบทสนทนาใหม่ ไม่ใช่ในฐานะเมืองรองที่น่าแวะ แต่ในฐานะจังหวัดที่เริ่มยืนบนฐานรายได้ระดับประเทศอย่างชัดเจน ด้วยรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ทะลุ “50,000 ล้านบาท” เป็นครั้งแรก และขึ้นมาอยู่ อันดับ 9 ของไทย.

ท่ามกลางแรงเหวี่ยงเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภาพของเชียงรายสะท้อน “การเติบโตที่พึ่งพาฐานคนไทย” ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโครงสร้างรายได้ทั้งปีชี้ชัดว่า รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยอยู่ที่ 44,460.27 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงรายเดินเกมได้ดีในสนาม “ไทยเที่ยวไทย” และยังมีช่องว่างอีกมากในสนาม “ต่างชาติคุณภาพ” หากวางยุทธศาสตร์ถูกจังหวะ.

เชียงรายขึ้นชั้น “จังหวัดรายได้ท่องเที่ยว Top 10” และปลายปีคือฤดูกาลทำเงินจริง

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีเชิงสถิติ คือ “แรงส่งของไตรมาส 4” ที่เหมือนบทพิสูจน์ซ้ำว่า เมื่อเชียงรายเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จังหวัดสามารถแปลง “กระแสเดินทาง” ให้กลายเป็น “รายได้ที่จับต้องได้” อย่างเป็นระบบ

สถิติไตรมาส 4 ปี 2568 (ตุลาคม–ธันวาคม) ของเชียงรายระบุว่า มีนักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน สร้างรายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท โดยฐานหลักยังเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,661,553 คน (สัดส่วน 89.4%) สร้างรายได้ 13,304.06 ล้านบาท (สัดส่วน 85.2%). ขณะที่ชาวต่างชาติ 196,523 คน (สัดส่วน 10.6%) สร้างรายได้ 2,309.10 ล้านบาท (สัดส่วน 14.8%).

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความจริงสำคัญสองประการพร้อมกัน
(1) เชียงรายมี “ความแข็งแรงของตลาดในประเทศ” สูงมาก และ
(2) แม้ต่างชาติจะมีสัดส่วนคนไม่มาก แต่สร้างรายได้ต่อหัวสูงกว่า (เพราะสัดส่วนรายได้สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนอย่างชัดเจน) ซึ่งเป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ว่าหากเชียงรายยกระดับสินค้าและประสบการณ์เพื่อเพิ่มสัดส่วนต่างชาติคุณภาพได้ รายได้รวมมีโอกาสขยายโดยไม่ต้องไล่ปริมาณคนจนเกินขีดรองรับของเมือง

โครงสร้างตลาดท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยน อีเวนต์ต้องทำหน้าที่มากกว่าความสนุก

ในยุคที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวรุนแรงขึ้น “เทศกาล” และ “อีเวนต์” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเวทีบันเทิงหรือพิธีกรรมตามฤดูกาล แต่ถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เชิงเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การกระจายรายได้ไปถึงชุมชน การสร้างแรงจูงใจให้พักค้างคืน การขยายฤดูกาลท่องเที่ยว การเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และการสร้างภาพจำให้ปลายทาง

ภายใต้บริบทดังกล่าว การที่เชียงรายเตรียมปักหมุด “อำเภอเชียงแสน” ด้วยงาน มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั่วเมืองเชียงแสน” จึงควรถูกมองว่าเป็น “กลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยว” มากกว่าข่าวกิจกรรมหนึ่งงาน เพราะพื้นที่เชียงแสนเกี่ยวพันกับโจทย์ใหญ่ของจังหวัดในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจชายแดน การค้าการลงทุน การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และการจัดการเมืองท่องเที่ยวในพื้นที่อ่อนไหวด้านความปลอดภัยและระบบสาธารณูปโภค.

เจาะลึกไตรมาส 4 ธันวาคม “พีค” ทั้งจำนวนคนและรายได้ สัญญาณชัดของการท่องเที่ยวแบบฤดูกาล

เมื่อแยกดูรายเดือนในไตรมาส 4 จะเห็นลำดับการไต่ระดับที่คมชัด

  • ตุลาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 535,291 คน รายได้รวม 4,440.06 ล้านบาท
  • พฤศจิกายน 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 615,416 คน รายได้รวม 5,081.56 ล้านบาท
  • ธันวาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 707,369 คน รายได้รวม 6,091.54 ล้านบาท

พร้อมข้อสังเกตว่าเดือนธันวาคมไม่ได้ “มากกว่าเล็กน้อย” แต่เป็นการกระโดดที่ชัดเจนในมิติรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากต่างชาติในเดือนธันวาคมที่ขยับสูงกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างมีนัย (สะท้อนฤดูกาลเดินทางและพฤติกรรมท่องเที่ยวปลายปี).

คำถามเชิงนโยบายจึงไม่ใช่ “เชียงรายทำได้ไหม” แต่เป็น “เชียงรายจะทำให้รายได้กระจายตัวดีขึ้นทั้งปีได้อย่างไร” เพราะการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป ย่อมทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนช่วงโลว์ซีซัน ขณะที่ระบบเมืองถูกทดสอบหนักในช่วงพีค หากไม่มีการกระจายดีมานด์อย่างเหมาะสม

ปี 2568 เชียงรายแตะ 51,540 ล้านบาท แรงส่งจาก “ไทยเที่ยวไทย” และโอกาสขยาย “ต่างชาติคุณภาพ”

สถิติทั้งปีระบุว่าเชียงรายมีรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท จากผู้เยี่ยมเยือนรวม (คน-ครั้ง) ระดับหลายล้านครั้งตลอดปี โดยรายได้จากชาวไทยเป็นฐานหลัก 44,460.27 ล้านบาท.

อย่างไรก็ตาม หากอ่านลึกลงไปใน “สัดส่วนรายได้ต่างชาติ” จะเห็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะต่างชาติแม้สร้างรายได้รวมเพียง 7,079.82 ล้านบาท แต่โดยโครงสร้างการใช้จ่ายมักมี “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” สูงกว่า นี่คือพื้นที่ที่เชียงรายสามารถขยายได้ด้วยยุทธศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น

  • ยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และประสบการณ์วัฒนธรรมเชิงลึก
  • ทำแพ็กเกจเชื่อมโยงสามเหลี่ยมทองคำ–ลุ่มน้ำโขงอย่างรับผิดชอบ
  • เพิ่มความสะดวกด้านการเดินทางและบริการหลายภาษา
  • เสริมมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นใจของนักท่องเที่ยว

ภาพใหญ่ทั้งประเทศ ต่างชาติ “ชะลอ” แต่แรงพยุงภายในประเทศยังสำคัญ

ในภาพรวมปี 2568 มีรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32,974,321 คน ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยที่ต้องบริหารความเสี่ยงจากตลาดภายนอกประเทศ.

ในอีกด้าน สื่อเศรษฐกิจรายงานตัวเลขรายได้รวมจากการท่องเที่ยว และโครงสร้างรายได้ที่ชี้ว่าตลาดภายในประเทศยังเป็น “กันชน” สำคัญต่อความผันผวนของต่างชาติ.

นัยต่อเชียงรายคือ การรักษาความแข็งแรงของไทยเที่ยวไทยต้องเดินคู่กับการ “ยกระดับคุณภาพและความหลากหลายของดีมานด์” เพราะหากต่างชาติยังผันผวน การหวังรายได้ให้เติบโตแบบยั่งยืนย่อมต้องพึ่งการเพิ่มมูลค่าต่อทริป และการทำให้คนไทยเดินทางซ้ำ (revisit) ได้มากขึ้น

คนไทย 3 เจน” เที่ยวไม่เหมือนกัน ข้อมูลพฤติกรรมคืออาวุธของเมืองท่องเที่ยว

อีกมิติหนึ่งที่เริ่มเข้ามากำหนดเกมท่องเที่ยวคือ “พฤติกรรมผู้บริโภคที่แยกย่อย” ตามช่วงวัยและแรงจูงใจในการเดินทาง ซึ่งสำคัญต่อการออกแบบอีเวนต์และแพ็กเกจการตลาด

รายงานของ AirAsia MOVE สะท้อนภาพนักเดินทางไทยหลายเจเนอเรชัน เช่น แนวโน้มการวางแผนล่วงหน้า ความต้องการความสบาย ความคุ้มค่า หรือแรงขับจากคอนเทนต์และโซเชียล.

สำหรับเชียงราย จังหวัดที่ได้เปรียบด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์เชิงพื้นที่ การใช้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมสามารถแปลงเป็นยุทธศาสตร์ได้จริง เช่น

  • กลุ่มที่ชอบวางแผน ทำแพ็กเกจชัดเจน จองล่วงหน้าได้ มีความมั่นใจเรื่องบริการ
  • กลุ่มครอบครัว เน้นการเดินทางสะดวก ปลอดภัย กิจกรรมทุกวัย
  • กลุ่มประสบการณ์/โซเชียล ทำโปรโมชันสั้นแต่แรง จุดถ่ายภาพ กิจกรรมที่เล่าเรื่องได้

หากอีเวนต์ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์หลายกลุ่มพร้อมกัน เมืองจะไม่ได้แค่คนมาเที่ยว แต่ได้ “รูปแบบรายได้” ที่หลากหลายและกระจายตัวมากขึ้น

เดินเกมปี 2569 ทำไม “เชียงแสน” จึงถูกยกเป็นหมุดหมายยุทธศาสตร์

การเลือก “เชียงแสน” เป็นเวทีบิ๊กอีเวนต์ ไม่ได้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อย 3 ชั้น

ชั้นที่ 1 เศรษฐกิจชายแดนและการเชื่อมโยงภูมิภาค
เชียงแสนเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การจัดงานขนาดใหญ่จึงมีโอกาสดึง “ดีมานด์ข้ามพื้นที่” ได้มากกว่างานที่จัดในเมืองชั้นใน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการประสบการณ์ชายแดน วัฒนธรรม และเรื่องเล่าของ “สามแผ่นดิน”

ชั้นที่ 2 การกระจายรายได้สู่ฐานราก
เมื่ออีเวนต์ถูกออกแบบให้มีพื้นที่ตลาดชุมชน สินค้าท้องถิ่น และกิจกรรมกลางวัน–กลางคืน รายได้มีแนวโน้มกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น ลดการกระจุกตัว

ชั้นที่ 3 การบริหารเมืองท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
พื้นที่ชายแดนต้องการมาตรการความปลอดภัย การจราจร การบริการสาธารณะ และการบริหารสิ่งแวดล้อมที่เข้มกว่าเมืองทั่วไป “งานใหญ่” จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบว่าจังหวัดจะยกระดับระบบเมืองได้แค่ไหน

ความเคลื่อนไหวภาคสนาม ผนึกเครือข่ายเตรียมจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน”

จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. มีการประชุมหารือเชิงรุกที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายอำเภอเชียงแสนเป็นประธาน และมีคณะผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเข้าร่วม รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมในพื้นที่ เพื่อวางกรอบการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” และกำหนดการแถลงข่าววันที่ 30 มกราคม 2569

ด้านกระแสสาธารณะ มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการผลักดันงานสงกรานต์ในเชียงแสนในฐานะกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่.

โดยรายละเอียดแนวคิดกิจกรรมที่ถูกสื่อสารในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ได้แก่ การยกระดับ “สงกรานต์ล้านนา” ผสานการสร้างประสบการณ์ใหม่ และการจัดองค์ประกอบงานให้ครอบคลุมทั้งกลางวันและกลางคืน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อเล่นน้ำ ไปจนถึงการแสดงแสงสีเสียง ตลาดท้องถิ่น และกิจกรรมเชิงกีฬา/วัฒนธรรม

จาก “ประเพณี” สู่ “อุตสาหกรรมประสบการณ์”

หากอ่านตามแผนที่ผู้ใช้จัดเตรียม ไฮไลต์ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นแม่เหล็กดึงคน ได้แก่

  • โครงสร้างการเล่นน้ำขนาดใหญ่ เช่น “หอคอยน้ำ” และ “อุโมงค์น้ำ” ระยะยาว
  • เวทีและการแสดงแสงสีเสียงที่สะท้อนเรื่องเล่า “สามแผ่นดิน”
  • กิจกรรมเชิงกีฬา/ชุมชน เช่น การแข่งขันเรือ และการคืนชีวิตให้พื้นที่เมืองเก่าด้วย Light & Sound
  • โซนตลาดท้องถิ่น (Local Market) เพื่อดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่รายได้

ในมุมเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว การออกแบบแบบนี้มีข้อดีคือ “เพิ่มเหตุผลให้คนอยู่ต่อ” และ “เพิ่มจุดใช้จ่าย” มากกว่ามาแล้วกลับในวันเดียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มรายได้ต่อทริปและการกระจายรายได้

มุมสนับสนุน vs มุมกังวล งานใหญ่ช่วยได้จริงหรือเป็นภาระเมือง?

เพื่อความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องมองสองด้าน

ฝ่ายสนับสนุน มักให้เหตุผลว่า อีเวนต์คือเครื่องมือที่เร็วที่สุดในการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนช่วงเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ร้านอาหาร ที่พัก รถรับจ้าง แผงลอย ร้านค้าชุมชน และยังเป็นการ “สร้างแบรนด์ปลายทาง” ให้เกิดภาพจำใหม่ของเชียงแสน ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็นจุดหมาย

อีกมุมหนึ่ง ตั้งคำถามเรื่อง “ต้นทุนและผลกระทบ” เช่น การบริหารความหนาแน่นคน การจราจร ความปลอดภัย การใช้น้ำและขยะ รวมถึงความเสี่ยงที่รายได้อาจกระจุกในบางกลุ่ม หากการออกแบบพื้นที่ขายและกิจกรรมไม่เอื้อรายย่อยจริง

บทสรุปในเชิงนโยบายจึงไม่ควรจบที่ “จัดหรือไม่จัด” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “จัดอย่างไรให้คุ้มค่า โปร่งใส ปลอดภัย และยั่งยืน” โดยมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หลังจบงาน เช่น จำนวนผู้เข้าร่วม อัตราเข้าพัก รายได้ชุมชน ความพึงพอใจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

เชื่อมสถิติไตรมาส 4 กับยุทธศาสตร์สงกรานต์ เป้าหมายคือ “ยืดฤดูกาล” และ “เพิ่มมูลค่าต่อหัว”

สถิติไตรมาส 4 บอกว่าเชียงรายทำเงินได้มากในช่วงปลายปี แต่สงกรานต์อยู่ในช่วงอีกฤดูกาลหนึ่งของปี หากเชียงรายทำให้งานสงกรานต์ “กลายเป็นเหตุผลในการเดินทาง” ที่ยืนได้ด้วยตัวเอง เท่ากับเมืองกำลังสร้าง “พีคซีซันใหม่” หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงกระเพื่อมที่ช่วยลดความเหลื่อมของรายได้ระหว่างเดือน

นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้ต่างชาติที่สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนในไตรมาส 4 คือบทเรียนว่า หากออกแบบประสบการณ์ให้ “ยอมจ่าย” ได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเน้นปริมาณคนอย่างเดียว เมืองจะรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของคนพื้นที่ได้ดีกว่า.

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ 6 เรื่องที่ควรทำให้ชัดก่อน “แถลงข่าว” และก่อน “วันจริง”

เพื่อให้การขับเคลื่อนอีเวนต์สอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยว และลดความเสี่ยงที่มักเกิดกับงานขนาดใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารอีเวนต์ท่องเที่ยวมักย้ำ “6 เรื่องต้องชัด” ดังนี้

  1. แผนความปลอดภัยและการแพทย์ฉุกเฉิน (จุดปฐมพยาบาล/เส้นทางรถพยาบาล/การสื่อสารเหตุฉุกเฉิน)
  2. แผนจราจร–ขนส่ง–ที่จอดรถ (การแยกคนเดิน/รถ/รถสาธารณะ)
  3. มาตรการสิ่งแวดล้อม (ขยะ น้ำเสีย จุดคัดแยก)
  4. การคุมมาตรฐานผู้ค้าและราคาสินค้า (ลดข้อร้องเรียน-เพิ่มความเชื่อมั่น)
  5. KPI เศรษฐกิจชุมชน (สัดส่วนพื้นที่ให้รายย่อย ยอดขายชุมชน)
  6. แผนการสื่อสารตามพฤติกรรมผู้บริโภค (แบ่งกลุ่มเป้าหมายตามเจน/แรงจูงใจ) ซึ่งสอดรับแนวทาง Data-driven ที่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวหลายรายนำเสนอ.

เชียงรายในปี 2569 โจทย์ไม่ใช่ “ทำรายได้ให้มากขึ้นอย่างเดียว” แต่คือ “ทำให้รายได้มีคุณภาพ”

เมื่อเชียงรายขยับขึ้นมาแตะ 5 หมื่นล้านบาทได้แล้ว ความคาดหวังของสังคมย่อมขยับตาม สิ่งที่คนพื้นที่ต้องการเห็นไม่ใช่แค่ตัวเลขสูงขึ้น แต่คือ

  • รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยจริง
  • เมืองไม่แออัดจนคุณภาพชีวิตถดถอย
  • วัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ถูกทำให้เหลือเพียงฉากถ่ายรูป
  • ระบบบริการสาธารณะรองรับได้
  • ความปลอดภัยและภาพลักษณ์พื้นที่ชายแดนแข็งแรง

ตัวเลขไตรมาส 4 ที่ยืนยันว่าเชียงรายทำรายได้สูงสุดในเดือนธันวาคม เป็นทั้ง “ความสำเร็จ” และ “สัญญาณเตือน” ว่าเมืองต้องเร่งสร้างกลไกกระจายดีมานด์ไปยังช่วงเวลาอื่น รวมถึงทำให้อีเวนต์ใหญ่เป็น “เครื่องมือพัฒนาเมือง” ไม่ใช่ “ภาระเมือง” ในระยะยาว.

เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกของโอกาส จากเมืองท่องเที่ยวเด่นสู่เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

ปี 2568 เชียงรายทำรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ติดอันดับ Top 10 ของประเทศ และไตรมาส 4 เพียงไตรมาสเดียวสร้างรายได้ 15,613.16 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงราย “มีของ” และ “มีแรงส่ง” ชัดเจน.

แต่ปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์ขั้นถัดไป ว่าเชียงรายจะใช้แรงส่งนั้นไปสู่การยกระดับเมืองและเศรษฐกิจฐานรากได้จริงหรือไม่ โดย “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสนกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สุดของคำตอบ ทั้งในมิติรายได้ ภาพลักษณ์ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของการท่องเที่ยวชายแดน

หากทำสำเร็จ เชียงรายจะไม่ได้ชนะเฉพาะ “ตัวเลขรายได้” แต่จะชนะ “ความเชื่อมั่น” ของนักท่องเที่ยวและคนพื้นที่ไปพร้อมกัน และนี่คือชัยชนะที่ยากกว่า แต่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว

สถิติสำคัญ (ยกจากแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงได้)

  • รายได้ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568: 51,540.09 ล้านบาท (ไทย 44,460.27 / ต่างชาติ 7,079.82)
  • สถิติท่องเที่ยวเชียงรายไตรมาส 4 ปี 2568: นักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน, รายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท (ไทย 1,661,553 คน รายได้ 13,304.06 / ต่างชาติ 196,523 คน รายได้ 2,309.10)
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปี 2568: 32,974,321 คน
  • แนวโน้มพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย (รายงาน AirAsia MOVE): ภาพรวมเชิง Data-driven เพื่อใช้วางแผนการตลาดแบ่งกลุ่มเจเนอเรชัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร 
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   หน้ารวม “สถิติด้านการท่องเที่ยว ปี 2568 (Tourism Statistics 2025)” และหมวดสถิติท่องเที่ยวภายในประเทศรายเดือน/รายจังหวัด
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   หมวดสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติ (Tourism Statistics 2025)
  • AirAsia MOVE (AirAsia Newsroom)
  • Bangkok Biz News / CH3Plus
  • Dailynews
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปีใหม่ 2569 คนไทยยังปักหมุดภาคเหนือ เชียงรายส่งซอฟต์พาวเวอร์ “ท้องฟ้ามืด” ดึงดูดคุณภาพ

เชียงรายปีใหม่ 2569 ชู “ท้องฟ้ามืด–ปีใหม่ม้ง” ทางรอดท่องเที่ยวท่ามกลางปัจจัยลบ ชี้คนไทยยังปักหมุดเหนือเป็นอันดับหนึ่ง

เชียงราย, 1 มกราคม 2569 – ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของรายได้ท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ 2569 จากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ ภัยพิบัติบางพื้นที่ และความกังวลเรื่องความปลอดภัยของประชาชน ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยอาจไม่หวือหวาเท่าปีก่อน แต่จังหวัดเชียงรายยังคงรักษาสถานะ “ปลายทางในฝันของภาคเหนือ” ไว้ได้อย่างมั่นคง พร้อมทดลองเดินเกมใหม่ด้วย “การท่องเที่ยวท้องฟ้ามืด (Dark Sky Tourism)” และการสืบสานประเพณี “ปีใหม่ม้ง” เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงลึกและเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ในเชิงโครงสร้าง ตัวเลขประมาณการจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจชี้ให้เห็นชัดว่า การท่องเที่ยวช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า–ต้อนรับปีใหม่ยังเผชิญแรงกดดัน ทั้งจากกำลังซื้อที่หดตัวและสถานการณ์ภายในประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยกลับสะท้อนโอกาสใหม่ของพื้นที่ที่สามารถออกแบบประสบการณ์ตรงกับความต้องการของคนรุ่นใหม่และครอบครัวที่มองหา “ความหมาย” มากกว่าเพียง “เช็คอิน”

เชียงรายจึงเลือกวางหมากด้วยสองกลยุทธ์หลัก คือ การผลักดัน “ท้องฟ้ามืด” เป็นซอฟต์พาวเวอร์ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการต่อยอดทุนวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ผ่านงานประเพณีปีใหม่ม้งในอำเภอชายแดน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

ภาพใหญ่ของประเทศ รายได้ท่องเที่ยวหดเล็กน้อย ภาคเหนือยังครองใจคนไทย

ข้อมูลคาดการณ์ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า–ต้อนรับปีใหม่ ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 ระบุว่า รายได้รวมจากการท่องเที่ยวทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยเที่ยวในประเทศคาดอยู่ที่ประมาณ 38,500 ล้านบาท ลดลงราว 3.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงด้านสถานการณ์ภายในประเทศที่เริ่มกดดันความเชื่อมั่นของประชาชน

เมื่อลงลึกในโครงสร้างรายได้ พบว่า

  • รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย คาดราว 23,500 ล้านบาท ลดลงประมาณ 6% เมื่อเทียบรายปี โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้อย่างอาเซียนและเอเชียตะวันออกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
  • รายได้จากคนไทยเที่ยวในประเทศ คาดราว 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 1.2% แสดงให้เห็นว่า “ตลาดคนไทยเที่ยวไทย” ยังเป็นฐานรองรับสำคัญของระบบท่องเที่ยวภายในประเทศ แม้กำลังซื้อโดยรวมจะเผชิญแรงกดดัน

ผลสำรวจพฤติกรรมการท่องเที่ยวปลายปี 2568 จากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ตัวอย่างประชาชน 6,266 รายทั่วประเทศ ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่าสนใจหลายประการ

ประการแรก ภาคเหนือยังคงเป็นภูมิภาคยอดนิยมที่ประชาชนต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 42.90% ตามมาด้วยภาคกลางและกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สาเหตุสำคัญมาจากความต้องการสัมผัสอากาศหนาว ธรรมชาติภูเขา และบรรยากาศเมืองท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมชัดเจน

ประการที่สอง กิจกรรมยอดนิยมเริ่มเปลี่ยนจากการเดินทางแบบ “เช็คอินหลายจุด” มาสู่กิจกรรมที่ใช้เวลาคุณภาพในจุดหมายเดียวมากขึ้น โดยกิจกรรมที่ได้รับความนิยม ได้แก่

  • ท่องเที่ยวธรรมชาติ ผจญภัย และกีฬา ราว 27.8%
  • เที่ยวคาเฟ่และร้านอาหารยอดฮิต ราว 24.9%
  • พักผ่อนอยู่ในที่พักแบบใช้เวลาอย่างสงบ ราว 18%

แนวโน้มนี้สะท้อนว่า นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับคุณภาพประสบการณ์และความผ่อนคลาย มากกว่าการเดินทางเร่งรีบหลายจุดในหนึ่งทริป

ประการที่สาม งบประมาณต่อทริปส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในช่วง 5,000–10,000 บาทต่อคน ขณะที่ค่าใช้จ่ายหลักถูกใช้ไปกับค่าอาหาร (ประมาณ 29.1%) รองลงมาคือค่าเดินทาง (ราว 26.4%) และค่าที่พัก (ราว 25.9%) สะท้อนโอกาสของผู้ประกอบการด้านอาหารท้องถิ่น ร้านกาแฟ คาเฟ่ และที่พักคุณภาพกลาง–สูงที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มมีกำลังซื้อปานกลางขึ้นไป

ขณะเดียวกัน ความกังวลหลักของนักท่องเที่ยวยังคงเป็นเรื่อง “ความแออัดของสถานที่ท่องเที่ยว” (ราว 22.6%) ตามมาด้วยความกังวลด้านการจราจรและความปลอดภัย–อุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งยิ่งตอกย้ำให้จังหวัดท่องเที่ยวหลักต้องหาทางออกใหม่ นอกเหนือจากการจัดงานขนาดใหญ่ในพื้นที่ยอดนิยมที่มักประสบปัญหาความหนาแน่นของคนและรถทุกปี

ในบริบทเช่นนี้ เชียงรายจึงเลือกตอบโจทย์ด้วยการสร้าง “โจทย์ใหม่” ให้ตลาด ผ่านการท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ แทนการเพิ่มเพียงจำนวนกิจกรรมกลางเมืองหรือแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตเท่านั้น

ท้องฟ้ามืดเชียงราย” เมื่อวิทยาศาสตร์–สิ่งแวดล้อมถูกแปลงเป็นซอฟต์พาวเวอร์

หนึ่งในก้าวสำคัญของเชียงรายช่วงปลายปี 2568 คือการขับเคลื่อนโครงการ “การท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดจังหวัดเชียงราย” ซึ่งมุ่งใช้จุดแข็งด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ยังคงความมืดสนิทในหลายพื้นที่ให้กลายเป็นจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์และการเรียนรู้

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) นำโดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และสถาบันวิจัยดาราศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันพัฒนา “การท่องเที่ยวท้องฟ้ามืด” ให้เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจสีเขียวในพื้นที่

สาระสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการนำผลงานวิจัย “การอนุรักษ์ฟ้ามืด ทางเลือกใหม่สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวสีเขียวในจังหวัดเชียงราย (ววน.69)” มาต่อยอดเชิงพื้นที่ โดยมุ่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวดูดาวแห่งแรกของจังหวัด ให้เป็นทั้งห้องเรียนกลางแจ้งสำหรับเยาวชน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว รวมถึงเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นอย่างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

หัวใจสำคัญของโครงการคือการใช้นวัตกรรมดิจิทัล “ARTSKY” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเพื่อการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ผสานกับข้อมูลมลภาวะแสงแบบเรียลไทม์ เพื่อจัดทำ “แผนที่ท้องฟ้ามืดเชียงราย” ช่วยให้หน่วยงานวางแผนจำกัดแสงประดิษฐ์ในพื้นที่สำคัญ เช่น จุดชมดาว เขตภูเขา และชุมชนที่ต้องการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ในอนาคต

หากโครงการพัฒนาได้อย่างเต็มรูปแบบ เชียงรายจะมีจุดแข็งเพิ่มขึ้นในฐานะ “แหล่งดูดาวระดับสากล” ที่ผูกโยงทั้งมิติการศึกษา การท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งยังช่วยตอบโจทย์ข้อกังวลเรื่อง “ความแออัด” ของนักท่องเที่ยว เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดมักตั้งอยู่ในพื้นที่นอกเมืองหรือชุมชนชนบท ที่จำกัดจำนวนผู้เข้าชมในแต่ละรอบเพื่อรักษาคุณภาพท้องฟ้าและความปลอดภัย

ในเชิงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวท้องฟ้ามืดยังสอดคล้องกับแนวโน้ม “เศรษฐกิจสีเขียว” ที่ให้ความสำคัญกับรายได้ควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักมีระยะพักเฉลี่ยนานกว่า ใช้จ่ายกับที่พักเชิงอนุรักษ์และบริการนำชมคุณภาพสูง ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ปรับตัวทันกับความต้องการของตลาดใหม่

ปีใหม่ม้งเวียงแก่น ทุนวัฒนธรรมชาติพันธุ์เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน

ขณะที่แผนพัฒนาท้องฟ้ามืดกำลังขยับในเชิงนโยบาย อีกฟากหนึ่งของจังหวัดเชียงราย บริเวณชายแดนด้านอำเภอเวียงแก่น ประเพณี “ปีใหม่ม้ง” กลับมีบทบาทสำคัญในการแสดงศักยภาพของเชียงรายในฐานะเมืองหลากหลายวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 บริเวณลานอเนกประสงค์บ้านห้วยแล้ง หมู่ 2 ตำบลท่าข้าม อำเภอเวียงแก่น นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมสืบสานประเพณีปีใหม่ม้ง ประจำปี 2568 โดยมีผู้นำท้องถิ่น ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

พื้นที่ดังกล่าวมีกลุ่มชาติพันธุ์ม้งอาศัยอยู่ 3 หมู่บ้าน การจัดงานปีใหม่ม้งจึงไม่ใช่เพียงเทศกาลเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็น “พิธีกรรมทางวัฒนธรรม” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งแต่การแต่งกายด้วยชุดผ้าปักลายม้งสีสันสดใส การละเล่นพื้นบ้าน การขับร้องเพลงม้ง ไปจนถึงการแข่งขันกีฬาและกิจกรรมดั้งเดิม อาทิ การแข่งขันยิงหน้าไม้ การแข่งขันตีลูกข่าง การโยนลูกช่วง และการประกวดร้องเพลง–เต้นประกอบเพลงม้ง

จุดเน้นของโครงการนี้คือการทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ในชุมชนเห็นคุณค่าของรากเหง้าตนเอง ผ่านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมและการเป็นเจ้าของงาน ไม่ใช่เพียงผู้ชม ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากตัวเมืองเชียงรายหรือพื้นที่อื่น ก็ได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มากกว่าการถ่ายภาพชุดประจำเผ่า เพราะได้เห็นวิถีชีวิตที่ยังมีชีวิตจริงในชุมชน

ในเชิงเศรษฐกิจ งานปีใหม่ม้งยังช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ ทั้งจากการจำหน่ายอาหารพื้นบ้าน ผลิตภัณฑ์ผ้าปักและสินค้า OTOP ของชุมชน ตลอดจนบริการโฮมสเตย์และที่พักขนาดเล็กที่รองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการใช้เวลาพักค้างคืน เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมในระยะเวลานานกว่าการเดินทางแบบไป–กลับ

เมื่อเชื่อมโยงกับผลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่ระบุว่า “การเที่ยวธรรมชาติและกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม” เป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยม การลงทุนด้านวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์อัตลักษณ์ หากเป็นการสร้าง “สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม” ที่สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้จริงของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

บริหารความเสี่ยง–เพิ่มโอกาส เชียงรายบนทางแยกของระบบท่องเที่ยวไทย

แม้ตัวเลขประมาณการรายได้ท่องเที่ยวโดยรวมในช่วงปีใหม่ 2569 จะสะท้อนภาพชะลอตัวเล็กน้อยจากปีก่อน แต่หากมองในมุมโครงสร้างจะเห็นว่า โอกาสใหม่กำลังก่อตัวในภูมิภาคที่สามารถออกแบบสินค้าทางการท่องเที่ยวได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

เชียงรายมีจุดแข็งเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นในภาคเหนือ ทั้งในด้านภูมิประเทศที่หลากหลาย ตั้งแต่ภูเขาสูง ชายแดน แม่น้ำ ไปจนถึงชุมชนชาติพันธุ์ และในด้านประวัติศาสตร์–วัฒนธรรมที่มีความลึกและแตกต่าง เมื่อนำมาจับคู่กับข้อมูลจาก สนค. ที่ระบุว่า นักท่องเที่ยวจำนวนมากให้ความสำคัญกับ “คุณภาพประสบการณ์–ความปลอดภัย–ความคุ้มค่า” จังหวัดจึงมีฐานในการออกแบบกลยุทธ์ตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน

การพัฒนา “ท้องฟ้ามืดเชียงราย” ผ่านความร่วมมือระหว่าง อบจ.เชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และสถาบันวิจัยดาราศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นตัวอย่างของการใช้ฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มายกระดับการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ใหม่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะเจ้าของทรัพยากรอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน การส่งเสริมประเพณีปีใหม่ม้งที่อำเภอเวียงแก่น ก็เป็นการยืนยันแนวทาง “ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ที่ไม่ได้มองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเพียงวัตถุในการโชว์ แต่ให้ชุมชนเป็นผู้นำการเล่าเรื่องด้วยตัวเอง ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและสร้างรายได้ในระยะยาว ทั้งยังตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ต้องการประสบการณ์เชิงลึก แตกต่างจากการเที่ยวเมืองหลักเพียงอย่างเดียว

ในระดับประเทศ กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินมาตรการควบคุมราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงเทศกาล พร้อมทั้งส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชนผ่านแคมเปญสินค้าชุมชน เช่น โครงการ GI ไทย และแคตตาล็อก GIFTS FOR GAIN ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีช่องทางตลาดที่หลากหลายยิ่งขึ้น

เมื่อมาตรการด้านเสถียรภาพราคาเชื่อมกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณภาพในระดับจังหวัด ภาพรวมของระบบท่องเที่ยวไทยจึงยังมี “ช่องทางฟื้นตัว” อยู่ไม่น้อย หากสามารถรักษาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย บริหารจัดการความแออัด และคงเสน่ห์ของพื้นที่ไว้ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

ปีใหม่ 2569 – ปีที่เชียงรายเริ่มชู “ท้องฟ้ามืด–วัฒนธรรมชาติพันธุ์” เป็นเข็มทิศ

ปีใหม่ 2569 อาจไม่ใช่ปีที่ตัวเลขรายได้ท่องเที่ยวพุ่งทะยานเหมือนช่วงก่อนหน้า แต่สำหรับเชียงราย นี่คือปีที่จังหวัดเริ่มวาง “เข็มทิศใหม่” ให้กับการท่องเที่ยวของตนเองอย่างชัดเจน ทั้งในมิติของวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการท้องฟ้ามืด และในมิติของวัฒนธรรมชาติพันธุ์ผ่านประเพณีปีใหม่ม้งที่เวียงแก่น

ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่า ภาคเหนือยังคงเป็นปลายทางยอดนิยมของคนไทยถึงกว่า 4 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสำรวจ และแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ–วัฒนธรรมยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากเชียงรายสามารถเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง การดูแลความปลอดภัย การจัดการความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว และการสร้างโอกาสให้ชุมชนมีส่วนแบ่งจากรายได้ท่องเที่ยวอย่างเป็นธรรม จังหวัดก็มีศักยภาพจะไม่เพียง “รักษาอันดับ” แต่ก้าวขึ้นเป็นต้นแบบของเมืองท่องเที่ยวสีเขียวและเมืองวัฒนธรรมที่มีชีวิตในระดับประเทศได้ในระยะยาว

สำหรับนักท่องเที่ยว การเลือกเดินทางสู่เชียงรายในช่วงปีใหม่ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเดินทางสู่เมืองเหนือเพื่อชมหมอกและดอกไม้ หากแต่เป็นการร่วมเรียนรู้วิธีที่หนึ่งจังหวัดกำลังพยายามเปลี่ยนแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างระบบที่ยั่งยืนกว่าเดิม ทั้งต่อตัวนักท่องเที่ยวเอง ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์
  • กระทรวงพาณิชย์
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME