Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

นครเชียงรายนิวส์โพลเผย สงครามทางความคิดระหว่างวัย คนรุ่นใหม่เทใจพรรคส้ม ขณะรุ่นใหญ่ยังกั๊กเพื่อไทย

“สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล” โพลของคนเชียงรายเจาะลึกสมรภูมิเลือกตั้งเชียงราย 2569 “เมื่ออุดมการณ์ใหม่ท้าทายฐานที่มั่นบ้านใหญ่ เสียงสะท้อนจากคนเชียงราย 1,578 ชีวิต”

เชียงราย,19 มกราคม 2569 – ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดตัดสินครั้งสำคัญเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงรายกลับสะท้อนภาพที่ซับซ้อนกว่าการแข่งขัน “ใครชนะ-ใครแพ้” แบบผิวเผิน หากมองให้ลึกลงไป มันคือสนามที่ความคิดของผู้คนกำลังเปลี่ยนผ่านพร้อมๆ กับแรงกดดันปากท้องที่ยังไม่คลาย และเครือข่ายการเมืองพื้นที่ที่ยังหยั่งรากอยู่ในชีวิตประจำวันของชุมชน

รายงานฉบับนี้อาศัยข้อมูลจาก ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล” ซึ่งผู้จัดทำระบุว่าเก็บข้อมูลช่วง 14–19 มกราคม 2569 รวมตัวอย่าง 1,578 และคัดกรองเหลือ 1,563 ตัวอย่างที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 7 เขตของเชียงราย พร้อมระบุค่าความคลาดเคลื่อน ±2.47% ที่ความเชื่อมั่น 95% (ตามรายงานผู้จัดทำ) เพื่อถอด “สัญญาณ” ที่กำลังก่อตัวในเชียงราย ก่อนวันหย่อนบัตรจะมาถึง

แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายน่าจับตา ไม่ใช่เพียงตัวเลขคะแนนนิยม หากคือคำถามที่ใหญ่กว่า
ทำไมคนรุ่นใหม่เทใจให้การเปลี่ยนแปลงแบบท่วมท้น ขณะที่คนรุ่นใหญ่ยังยึดโยงกับความคุ้นเคยเดิม?
ทำไมเขตเมืองกับเขตชายแดนมีจังหวะการเมืองไม่เหมือนกัน?
และที่สำคัญที่สุด เมื่อ “อุดมการณ์” กลายเป็นปัจจัยตัดสินใจอันดับหนึ่ง แต่ “ปากท้องและหนี้สิน” ยังเป็นนโยบายที่ผู้คนอยากให้แก้เร่งด่วนที่สุด พรรคการเมืองจะตอบโจทย์สองอย่างนี้พร้อมกันได้อย่างไร?

วันเลือกตั้งที่ขยับเข้ามาใกล้ สนามเชียงรายในบริบทประเทศ

การประกาศวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ทำให้ทุกจังหวัดต้องเข้าสู่โหมด “เร่งเครื่อง” ทั้งการจัดการเลือกตั้ง การหาเสียง และการประเมินกระแสความนิยม ขณะที่การเลือกตั้งจังหวัดเชียงรายครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณการปี 2569 952,266 คน ถ้าเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 มีผู้ลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 942,885 คนจำนวน สส. เขต: จังหวัดเชียงรายมีทั้งหมด 7 เขตเลือกตั้ง (สส. 7 คน) โดยเฉลี่ยมีจำนวนราษฎรประมาณ 162,384 คน ต่อ สส. หนึ่งคน ซึ่งสะท้อน “น้ำหนัก” ของเกมการเมืองรอบใหม่อย่างชัดเจน

สำหรับเชียงราย ความสำคัญยิ่งเพิ่มขึ้นด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจชายแดน การท่องเที่ยว และภาคเกษตรที่พึ่งพาราคาตลาด/ต้นทุนการผลิต รวมถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่คนพื้นที่รับรู้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลฝุ่นควันภาคเหนือที่ต้องติดตามผ่านระบบรายงานของรัฐอย่าง Air4Thai หรือความกังวลเรื่องความเสี่ยงมลพิษในลุ่มน้ำสำคัญอย่าง “แม่น้ำกก” ซึ่งกังวลต่อความเสี่ยงมลพิษจากกิจกรรมเหมืองในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและลำน้ำที่ไหลข้ามพรมแดน

เมื่อประเด็นสาธารณะหนักขึ้น ความคาดหวังต่อผู้แทนฯ ก็หนักขึ้นตามไปด้วย และนี่คือฉากหลังของ “โพลเชียงราย” ที่ไม่ได้สะท้อนแค่ความชอบพรรค แต่สะท้อนความต้องการเชิงโครงสร้างของสังคมด้วย

โพลนี้ “วัดอะไร” และ “บอกอะไรได้แค่ไหน” ความโปร่งใสและข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ครบ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพลระบุว่าใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอนและโควตาตามสัดส่วนเขต เพศ อายุ และใช้วิธีเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน ออนไลน์ 1,397 คน และภาคสนาม 181 คน เพื่อดึงเสียงจากคนที่ไม่ถนัดออนไลน์ เช่น ผู้สูงอายุและเกษตรกร อย่างไรก็ดี ในเชิงมาตรฐานข่าวเชิงข้อมูล จำเป็นต้องย้ำ “ข้อจำกัด” เพื่อไม่ให้สังคมตีความเกินจริง

  1. โพลเป็นภาพ ณ ช่วงเวลาเก็บข้อมูล ไม่ใช่ผลเลือกตั้งจริง
  2. ความคลาดเคลื่อนจะสูงขึ้นเมื่อแยกกลุ่มย่อย เช่น รายเขต รายอายุ รายเพศ
  3. อคติจากการตอบแบบสมัครใจ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ อาจทำให้กลุ่มที่ตื่นตัวทางการเมืองมีสัดส่วนมากกว่าความเป็นจริง
  4. เหตุการณ์ข่าวระหว่างเก็บข้อมูล อาจทำให้ผู้ตอบ “แกว่ง” มากกว่าปกติ ซึ่งช่วง 14–19 ม.ค. มีข่าวระดับประเทศหลายเรื่อง ทั้งคดีเกี่ยวกับผู้สมัครและกระแสโต้กันทางการเมืองในสื่อ (มีรายงานการจับกุมผู้สมัครในต่างจังหวัดโดยตำรวจไซเบอร์ในช่วงเวลาใกล้เคียง) และมีเหตุการณ์อุบัติเหตุโครงสร้าง/การก่อสร้างที่ถูกนำเสนอในข่าวจำนวนมาก

การวางกรอบแบบนี้ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของโพล แต่เป็นการทำให้โพล “ใช้งานได้อย่างรับผิดชอบ” โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มผู้อ่านต้องการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจหรือทำงานเชิงนโยบาย

ภาพรวมจังหวัด คะแนนนิยม “นายกฯ” และ “พรรคบัญชีรายชื่อ” ส่งสัญญาณอะไร

ใครคือ “นายกฯ ในใจคนเชียงราย” (คำถามเชิงความชอบ ณ วันนี้)

จากข้อมูลในรายงาน ผู้ตอบให้คะแนนสูงสุดแก่

  • นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)  60.39%
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) 24.46%
  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)  5.13%
  • กลุ่ม “ยังไม่มี/ยังไม่ตัดสินใจ” 4.37%
  • นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ(พรรคประชาธิปัตย์)  2.85%

หากตีความแบบระมัดระวัง ตัวเลขนี้สะท้อน 3 ชั้นความหมาย

ชั้นที่ 1: ความชัดของกระแสผู้นำรุ่นใหม่
คะแนนระดับ 60%+ ในคำถามเชิงตัวบุคคลบอกว่า “ความนิยมไม่ได้อยู่แค่แบรนด์พรรค” แต่โยงไปถึงภาพผู้นำที่ผู้ตอบยอมรับ

ชั้นที่ 2: ฐานเดิมยังไม่หายไปไหน
คะแนน 24%+ ของอีกขั้ว คือฐานเสียงที่ยังมี “ความแน่น” และในสนามจริง ฐานแบบนี้หากรวมกับพลังบ้านใหญ่/เครือข่ายพื้นที่ อาจแปรเป็นผลลัพธ์ระดับเขตได้

ชั้นที่ 3: ความหมายของผู้ยังไม่ตัดสินใจ
4–5% ดูเหมือนไม่มาก แต่ในสนามที่ผลแพ้ชนะรายเขตอาจวัดกันเป็นหลักพันคะแนน “คนยังไม่ตัดสินใจ” คือกลุ่มที่ทุกพรรคอยากได้ และเป็นกลุ่มที่ไวต่อเหตุการณ์ข่าว/ความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร

คะแนนนิยม “บัญชีรายชื่อ” แบรนด์พรรคแข็งแรงแค่ไหน

ผลบัญชีรายชื่อในรายงานระบุว่า

  • พรรคประชาชน 61.15%
  • เพื่อไทย 24.46%
  • ภูมิใจไทย 4.31%
  • ยังไม่มีพรรคที่เหมาะสม 3.17%
  • ประชาธิปัตย์ 2.85%

ความน่าสนใจคือ คะแนนพรรคอันดับ 1 สูงกว่าคะแนนตัวบุคคลเล็กน้อย ซึ่งตามตรรกะการเมืองเชิงแบรนด์ หมายถึง “คนไม่ได้เชียร์แค่ตัวบุคคล แต่เชียร์ภาพรวมพรรค” และในทางกลับกัน พรรคอันดับ 2 ที่คะแนนตัวบุคคลและคะแนนพรรคเท่ากันพอดี สะท้อนการยึดโยงแบบ “พรรค-เครือข่าย” ที่ยังมั่นคง

อ่านรายเขต ทำไม “เขต 3” กลายเป็นป้อมปราการ และทำไมชายแดนยังสูสีมากกว่าเขตอื่น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพลแยก 7 เขตเลือกตั้ง และรายงานว่า “พรรคประชาชน/ผู้สมัครนายกฯ ที่นำโพล” นำทุกเขต แต่ระดับคะแนนต่างกัน

เขตเลือกตั้งที่ 1 (อ.เมืองเชียงราย) สงครามทางความคิดกลางเวียง เมื่ออุดมการณ์ไล่กวดปากท้อง

เขต 1 ของเชียงรายมีสถานะมากกว่า “ศูนย์กลางราชการ” เพราะทำหน้าที่เป็นพื้นที่กำหนดทิศทางความคิดของจังหวัดในเชิงสังคมและการเมืองด้วย ข้อมูลที่คุณให้สะท้อนภาพการแข่งขันเชิงความหมายอย่างชัดเจน เมื่อ “นายณัฐพงษ์” และ “พรรคประชาชน” นำอยู่ที่ 54.67% และ 55.49% ตามลำดับ ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” อยู่ที่ 27% ตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่เพียงผลรวมของคะแนน แต่เป็นสัญญาณของการจัดวางความสำคัญระหว่าง “อุดมการณ์” กับ “ปากท้อง” ที่สูสีที่สุดในจังหวัด และส่วนต่างความสำคัญห่างกันไม่ถึง 2% ยิ่งตอกย้ำว่าเขตเมืองกำลังตัดสินใจด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนกว่าพื้นที่อื่น

โครงสร้างประชากรของอำเภอเมืองมีสัดส่วนชนชั้นกลาง พนักงานเอกชน ข้าราชการ นักศึกษา และผู้ประกอบการบริการมากกว่าเขตชนบท ทำให้การรับรู้ปัญหาเอนเอียงไปทาง “สาเหตุเชิงระบบ” คนเมืองจำนวนหนึ่งมองว่าเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองเป็นอาการปลายทาง ขณะที่ต้นทางคือระบบรวมศูนย์ การจัดสรรงบประมาณ และกติกาที่ไม่เอื้อต่อการกระจายโอกาส ดังนั้นคะแนนนำของพรรคประชาชนจึงตีความได้ว่าเป็น “การลงคะแนนให้การปรับโครงสร้าง” มากกว่าการยึดติดตัวบุคคล อย่างไรก็ดี คะแนน 27% ของเพื่อไทยสะท้อนว่า “นโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้” ยังมีน้ำหนักสูง โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีก ตลาดสด ธุรกิจบริการ และผู้ที่ต้องพึ่งพากำลังซื้อรายวัน ซึ่งมักให้ความสำคัญกับมาตรการระยะสั้นที่เห็นผลทันที

บทสรุปของเขต 1 จึงเป็นการปะทะกันระหว่าง “ความหวังในอนาคต” กับ “ความอยู่รอดในปัจจุบัน” ในเชิงกลยุทธ์ ฝ่ายที่นำจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดว่าแผนปฏิรูปจะส่งผลต่อรายได้จริงอย่างไร ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ตามต้องยกระดับภาพนโยบายเศรษฐกิจให้ทันสมัย มีระบบ และเชื่อมกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น เพื่อดึงฐานปัญญาชนและคนรุ่นใหม่กลับมาโดยไม่สูญเสียฐานปากท้องเดิ

เขตเลือกตั้งที่ 2 (อ.เวียงชัย, เวียงเชียงรุ้ง, แม่จันบางส่วน) สัญญาณการทลายกำแพงเดิม เมื่อการเมืองนำหน้าปากท้อง

เขต 2 เป็นกรณีที่สะท้อน “การเปลี่ยนผ่านของพื้นที่กึ่งเกษตรกึ่งเมือง” ได้เด่นชัดที่สุดตามข้อมูลที่คุณให้ เมื่อพรรคประชาชนกวาดคะแนนสูงถึง 63.87% ทิ้งห่างพรรคเพื่อไทยที่ 20.42% จุดที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงส่วนต่างคะแนน แต่คือเหตุผลการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยประชาชนระบุว่าให้ความสำคัญกับ “การปฏิรูปโครงสร้างการเมือง” 37.17% เป็นอันดับหนึ่ง และแซงเรื่องปากท้องอย่างชัดเจน ภาพนี้สะท้อนว่าพื้นที่ซึ่งเดิมถูกมองว่าอิงเครือญาติและความสัมพันธ์แบบชุมชน กำลังขยับไปสู่การเมืองเชิงนโยบายและหลักการมากขึ้น

เวียงชัยและเวียงเชียงรุ้งมีลักษณะเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นจากการศึกษา การทำงานนอกพื้นที่ และการรับสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เมื่อข้อมูลไหลเร็วขึ้น การผูกขาดการสื่อสารของเครือข่ายเดิมย่อมลดลงตามไปด้วย ดังนั้น “การเลือกเพราะตัวบุคคล” หรือ “เลือกเพราะระบบอุปถัมภ์” จึงอาจลดน้ำหนักลง ขณะที่กรอบคิดใหม่ เช่น สิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม และการตรวจสอบอำนาจ กลับกลายเป็นเหตุผลที่พูดคุยกันได้ในระดับครัวเรือนมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้คนจำนวนหนึ่งเริ่มเชื่อมโยงว่า กฎหมายและกติกาที่ไม่เป็นธรรมทำให้ตนเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิต การเข้าถึงตลาด หรือความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน เมื่อมองแบบนี้ “การเมืองที่ดี” จึงถูกวางไว้เป็นเงื่อนไขก่อน “เศรษฐกิจที่ดี” อย่างเป็นตรรกะในสายตาของผู้ลงคะแนน

สำหรับเพื่อไทย ตัวเลข 20.42% ในเขตที่กระแสอุดมการณ์สูงถือเป็นสัญญาณเตือนในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะสะท้อนว่านโยบายประชานิยมแบบเดิมอาจไม่เพียงพอต่อพื้นที่ที่ต้องการคำตอบเชิงระบบมากขึ้น หากยังยืนภาพเดิมว่าเป็นพรรคบริหารเศรษฐกิจอย่างเดียว อาจถูกมองว่า “แก้อาการ” มากกว่า “แก้เหตุ” ในขณะที่พรรคที่นำต้องรักษาความน่าเชื่อถือด้วยการทำให้แนวคิดปฏิรูปจับต้องได้ ไม่เช่นนั้นคะแนนที่สูงอาจถูกตีความว่าเป็นเพียงคลื่นความคาดหวังที่ผันผวนได้

เขตเลือกตั้งที่ 3 (อ.แม่ลาว, แม่สรวย, เวียงป่าเป้า) ส้มแลนด์สไลด์ และความล่มสลายของระบบอุปถัมภ์

เขต 3 ตามข้อมูลที่คุณให้คือพื้นที่ที่เกิด “แลนด์สไลด์” ชัดที่สุด เมื่อพรรคประชาชนได้ 71.99% ทิ้งห่างเพื่อไทยที่ 17.73% และปัจจัยชี้ขาดสำคัญคือ “อุดมการณ์ทางการเมือง” ที่นำโด่งถึง 48.58% ตัวเลขระดับนี้สะท้อนว่าพื้นที่ซึ่งเคยถูกจัดวางว่าเป็นชนบทหรือพื้นที่ภูเขา ไม่ได้อยู่ไกลจากการเมืองเชิงอุดมการณ์อีกต่อไป และการรับรู้ของประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่แค่นโยบายปากท้องระยะสั้นเหมือนภาพจำเดิม

ภูมิศาสตร์ของแม่สรวยและเวียงป่าเป้ามีความหลากหลาย ทั้งพื้นที่สูง กลุ่มชาติพันธุ์ และชุมชนที่มีวิถีชีวิตแตกต่างกัน ในอดีต นักการเมืองแบบ “บ้านใหญ่” มักใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ ทรัพยากรส่วนตัว และการเข้าถึงระบบราชการเป็นเครื่องมือรักษาฐานเสียง อย่างไรก็ตาม คะแนนที่ทะลุ 70% บ่งชี้ว่ากลไกเดิมกำลังเผชิญแรงท้าทายอย่างหนัก เพราะประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น และสามารถเปรียบเทียบทางเลือกทางการเมืองด้วยเกณฑ์เดียวกับคนเมืองได้มากขึ้นด้วย ผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนพรรคที่ชนะ แต่เป็นการเปลี่ยน “วิธีคิด” ของผู้มีสิทธิ์ในพื้นที่

อีกชั้นหนึ่งที่สำคัญคือ “ความคาดหวังเรื่องศักดิ์ศรีและการมีส่วนร่วม” ชาวบ้านจำนวนหนึ่งไม่ได้ต้องการเพียงงบพัฒนาแบบลงมาตามวาระ หรือการสงเคราะห์เฉพาะหน้า แต่ต้องการความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง เช่น การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีสิทธิ์กำหนดอนาคตตนเอง การเข้าถึงบริการรัฐอย่างเท่าเทียม และการลดความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การกลับบ้านของคนรุ่นใหม่ที่เคยไปทำงานหรือเรียนในเมือง ทำให้แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงถูกส่งต่อในครอบครัวได้จริง และเกิดการสนทนาการเมืองเชิงหลักการมากขึ้นในระดับชุมชน

ในเชิงการแข่งขัน ฝ่ายที่นำต้องระวังไม่ให้ภาพการเมืองกลายเป็น “กระแสที่พูดเก่ง” แต่ลงมือทำไม่เป็นรูปธรรม เพราะพื้นที่ภูเขายังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจน เช่น โครงข่ายคมนาคม การเข้าถึงตลาด และความมั่นคงในอาชีพ ส่วนฝ่ายที่ตาม หากยังใช้วิธีหาเสียงแบบเดิมโดยพึ่งพาเครือข่ายส่วนตัวเป็นหลัก ก็อาจยิ่งตอกย้ำภาพการเมืองแบบเก่าที่ประชาชนกำลังปฏิเสธอยู่

เขตเลือกตั้งที่ 4 (อ.พาน, ป่าแดด) ปราการปากท้องสุดท้าย โจทย์ที่ต้องตีให้แตก

เขต 4 มีความโดดเด่นเพราะเป็นพื้นที่ที่ “เศรษฐกิจ” ถูกยกเป็นเหตุผลหลักอย่างชัดเจนตามข้อมูลที่คุณให้ โดยประชาชนระบุว่าเลือกจาก “นโยบายเศรษฐกิจ” สูงถึง 44.38% แม้พรรคประชาชนยังนำที่ 57.30% แต่เพื่อไทยได้ 26.97% และถือเป็นหนึ่งในเขตที่เพื่อไทย “ยื้อฐาน” ได้ดีที่สุด ภาพนี้ทำให้เขตพานและป่าแดดถูกมองได้ว่าเป็น “สนามทดสอบความสามารถด้านเศรษฐกิจฐานราก” ของทุกพรรคมากกว่าสนามอุดมการณ์

โครงสร้างเศรษฐกิจของอำเภอพานมีความเป็นเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์และพาณิชย์ท้องถิ่นสูง ผู้คนจำนวนมากทำเกษตรแบบคิดต้นทุน-กำไร มีการลงทุน มีภาระหนี้ และพึ่งพาราคาในตลาดอย่างใกล้ชิด เมื่อชีวิตผูกกับราคาพืชผล ต้นทุนปุ๋ย ยา และการขนส่ง การตัดสินใจทางการเมืองจึงยึดผลประโยชน์ที่จับต้องได้เป็นหลัก นี่อธิบายได้ว่าทำไมเพื่อไทยยังรักษาฐานเสียงไว้ได้จากความเชื่อมั่นสะสมต่อ “นโยบายแก้จน” และ “การยกระดับราคาสินค้าเกษตร” ที่เป็นภาพจำสำคัญของพรรคในระยะยาว โดยเฉพาะกับกลุ่มที่มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วยให้ผ่านช่วงยากได้จริง

อย่างไรก็ตาม คะแนนนำของพรรคประชาชนที่ 57.30% ยังสะท้อนว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงเข้ามาถึงพื้นที่เกษตรแล้วเช่นกัน เพียงแต่โจทย์ของพื้นที่นี้ไม่ใช่การพูดเรื่องโครงสร้างอย่างเดียว เพราะชาวบ้านต้องการคำตอบเชิงกลไก เช่น หากเลือกแล้ว “ราคาข้าวจะดีขึ้นอย่างไร” “ต้นทุนจะลดลงด้วยเครื่องมือแบบไหน” หรือ “การเข้าถึงตลาดและแหล่งทุนจะถูกปรับอย่างไร” หากคำตอบยังเป็นนามธรรม พื้นที่นี้จะกลายเป็นจุดที่คะแนนสามารถเหวี่ยงได้ในช่วงปลายทางการเมือง

ในทางกลยุทธ์ เขต 4 เป็นจุดที่ทุกฝ่ายต้องสื่อสารแบบละเอียด ฝ่ายที่นำควรเสนอ “พิมพ์เขียวเศรษฐกิจใหม่” ที่แปลเป็นมาตรการระดับไร่นาได้จริง เช่น การเพิ่มอำนาจต่อรองของเกษตรกร การลดภาระต้นทุน และการสร้างรายได้ใหม่ที่ไม่ผูกกับราคาเดียว ส่วนฝ่ายที่ตาม หากยังพึ่ง “แจกเงิน” อย่างเดียว อาจถูกท้าทายจากความคาดหวังใหม่ที่ต้องการนโยบายเป็นระบบและยั่งยืนมากขึ้น

เขตเลือกตั้งที่ 5 (อ.เทิง, พญาเม็งราย, ขุนตาล) แผลเป็นจากหนี้สิน และทางเลือกใหม่จากค่ายสีน้ำเงิน

เขต 5 ถูกนิยามได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ “ปัญหาหนี้สินและปากท้อง” กดทับชีวิตผู้คนอย่างเข้มข้นตามข้อมูลที่คุณให้ โดยพรรคประชาชนนำ 59.76% และเพื่อไทยตาม 26.04% ขณะเดียวกัน ประเด็นหลักที่ประชาชนโฟกัสคือ “การแก้ไขปัญหาปากท้องและหนี้สิน” สูงถึง 36.09% สิ่งนี้สะท้อนว่าแม้กระแสการเมืองเชิงโครงสร้างจะมีพลัง แต่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจในพื้นที่ยังเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ

ความน่าสนใจเพิ่มเติมคือการขยับขึ้นของพรรคภูมิใจไทยที่ได้ 6.51% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายเขตของจังหวัดตามที่คุณให้ ตัวเลขนี้มักสะท้อนการทำพื้นที่แบบ “เข้าถึงชาวบ้าน” และการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงที่ผู้คนติดหล่มหนี้ เมื่อครัวเรือนต้องรับแรงกดดันจากการทวงหนี้ รายได้ไม่แน่นอน และต้นทุนการทำมาหากินที่สูงขึ้น การช่วยเหลือที่มาถึงประตูบ้านย่อมมีอิทธิพลต่อความรู้สึกปลอดภัยทางเศรษฐกิจ ดังนั้นคะแนนของพรรคที่เน้นปฏิบัติการจึงยังมีที่ยืน แม้จะไม่ใช่ผู้ชนะหลักก็ตาม

ในมุมของพรรคประชาชน เขต 5 จึงเป็นพื้นที่ที่ต้องพิสูจน์ “ความเร็ว” ควบคู่ “ความยั่งยืน” เพราะประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูป แต่ต้องการทางออกที่ทันต่อสถานการณ์ชีวิตจริง หากการสื่อสารยังอยู่บนระดับโครงสร้างอย่างเดียว อาจถูกมองว่าไกลตัวในวันที่ต้องแก้หนี้ทันที นี่ทำให้โจทย์สำคัญคือการทำให้อุดมการณ์ เช่น การกระจายอำนาจหรือการลดความผูกขาด กลายเป็นเครื่องมือแก้หนี้ได้จริง เช่น การออกแบบธนาคารชุมชน กลไกสินเชื่อที่เป็นธรรม การเพิ่มรายได้ในท้องถิ่น และกฎหมายที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพอย่างปลอดภัย

สำหรับเพื่อไทย คะแนน 26.04% ยังบอกว่าความเชื่อมั่นต่อเครื่องมือเศรษฐกิจแบบเดิมยังไม่หายไป แต่ต้องแข่งขันกับความคาดหวังใหม่ที่อยากเห็นระบบช่วยเหลือที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ภูมิใจไทยและสายปฏิบัติการอื่นๆ อาจใช้จุดแข็งเรื่องการเข้าถึงพื้นที่เป็นแรงเสริม หากสถานการณ์หนี้สินยังยืดเยื้อ เขต 5 จึงเป็นพื้นที่ที่คะแนนสามารถเปลี่ยนทิศได้จาก “ความเดือดร้อนเฉียบพลัน” มากกว่าจากการถกเถียงเชิงอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว

เขตเลือกตั้งที่ 6 (อ.แม่สาย, แม่ฟ้าหลวง) บารมีชายแดน และการแสวงหาผู้บริหารมืออาชีพ

เขต 6 เป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความพิเศษทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง จึงทำให้พฤติกรรมการเลือกตั้งมี “สองชั้นเหตุผล” ตามข้อมูลที่คุณให้ นายณัฐพงษ์นำอยู่ 62.99% ขณะเดียวกัน นายยศชนันจากเพื่อไทยได้คะแนนเกือบแตะ 30% ภาพนี้สะท้อนว่าประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และในเวลาเดียวกันก็ยังยึดโยงกับความสำคัญของ “ประสบการณ์” และ “ความสามารถในการบริหารพื้นที่ชายแดน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงสร้างเศรษฐกิจของแม่สายผูกกับการค้าข้ามพรมแดน โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และความคล่องตัวของระบบราชการชายแดน ประชาชนจำนวนหนึ่งจึงให้ความสำคัญกับนโยบายที่ทำให้การค้าขายสะดวก ลดต้นทุน ลดขั้นตอน และลดปัญหาอำนาจไม่เป็นทางการที่บิดเบือนการแข่งขัน ความคาดหวังเช่นนี้สอดคล้องกับคะแนนที่เทไปยังพรรคประชาชน เพราะถูกมองว่าเป็นแรงผลักให้เกิดความโปร่งใสและการปัดกวาดระบบที่ถูกตั้งข้อกังวลเรื่องส่วยหรือการรีดไถ

อย่างไรก็ตาม คะแนนเกือบ 30% ของเพื่อไทยสะท้อนว่า “บารมีตัวบุคคล” และ “เครือข่ายการจัดการ” ยังมีความหมายในพื้นที่ชายแดน เพราะปัญหาชายแดนจำนวนมากต้องอาศัยการประสานงานหลายฝ่าย ตั้งแต่หน่วยงานความมั่นคง ศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง ไปจนถึงกลไกท้องถิ่นในชีวิตจริง ผู้คนในพื้นที่จึงอาจลังเลที่จะปล่อยมือจากผู้ที่มีประสบการณ์และความคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาแบบยืดหยุ่น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชายแดนมีความผันผวนสูง

ในเชิงกลยุทธ์ เขต 6 จึงไม่ใช่สนามของ “อุดมการณ์ล้วนๆ” แต่เป็นสนามของ “ความเป็นมืออาชีพ” ฝ่ายที่นำต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่า การเปลี่ยนโครงสร้างจะทำให้การค้าชายแดนคล่องตัวขึ้นจริง โดยไม่สร้างภาระขั้นตอนเพิ่ม และไม่ทำให้การบริหารพื้นที่พิเศษสะดุด ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ตามต้องพิสูจน์ว่า ประสบการณ์และเครือข่ายจะถูกใช้เพื่อระบบที่โปร่งใส ไม่ใช่เพื่อคงอยู่ของวิธีการเดิม หากทำได้ เขต 6 จะกลายเป็นพื้นที่ที่การแข่งขันยังเปิดกว้าง แม้คะแนนนำจะชัดในตัวเลขก็ตาม

เขตเลือกตั้งที่ 7 (อ.เชียงแสน, ดอยหลวง, เวียงแก่น, เชียงของ) เขตเศรษฐกิจปากเหว และความหวังโค้งสุดท้าย

เขต 7 ตามข้อมูลที่คุณให้คือพื้นที่ที่ “ความวิตกเศรษฐกิจ” เด่นที่สุดในจังหวัด โดยประชาชนให้ค่าน้ำหนักเรื่อง “การแก้ไขปัญหาปากท้อง” สูงถึง 41.13% แม้พรรคประชาชนจะนำที่ 59.68% และเพื่อไทยที่ 26.61% แต่ตัวเลขเหล่านี้อาจตีความได้ว่าเป็น “คะแนนที่ยังรอคำตอบ” มากกว่าคะแนนที่ปิดเกมแล้ว เพราะเศรษฐกิจของพื้นที่ริมโขงและชายแดนพึ่งพาการค้า การท่องเที่ยว และความต่อเนื่องของตลาดเป็นหลัก

เชียงแสนและเชียงของเป็นหัวใจของการค้าลุ่มน้ำโขงและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การขนส่งสะดุด หรือการค้าชายแดนติดขัด ชุมชนในเขตนี้จะรับแรงกระแทกก่อนเสมอ ความเปราะบางดังกล่าวทำให้ผู้มีสิทธิ์จำนวนหนึ่งพร้อมเปลี่ยนใจตาม “นโยบายที่ช่วยให้รอด” มากกว่า “ความจงรักภักดีต่อพรรค” ดังนั้นคะแนนที่พรรคประชาชนได้รับในช่วงนี้อาจเป็นทั้งคะแนนคาดหวังและคะแนนประท้วงต่อภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะเมื่อผู้คนมองว่ารัฐบาลเดิมหรือพรรคใหญ่ยังแก้โจทย์ชายแดนได้ไม่ตรงจุด

จุดน่าจับตาคือ “ความเหวี่ยง” ของคะแนนที่คุณกล่าวถึง เพราะหากเพื่อไทยสามารถเสนอแพ็กเกจนโยบายเชิงพื้นที่ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ทำให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จริง ไม่กระจุกที่ทุนใหญ่ คะแนนอาจไหลกลับได้เร็วเช่นกัน ในทางกลับกัน พรรคประชาชนหากนำเสนอนโยบายการจัดการน้ำโขง การส่งออกสินค้าเกษตร และการลดอุปสรรคด้านโลจิสติกส์แบบมีรายละเอียดและทำได้จริง ก็มีโอกาส “ล็อกชัยชนะ” ให้มั่นคงขึ้น

ในเชิงยุทธศาสตร์ เขต 7 จึงเป็นพื้นที่ที่การสื่อสารต้องเฉียบคมและยึดปัญหาเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นรายได้ชุมชน การค้าชายแดนที่เป็นธรรม การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และกลไกช่วยผู้ประกอบการรายย่อย หากฝ่ายใดแสดงภาพ “ช่วยได้จริง” ในโค้งสุดท้ายได้ชัดที่สุด ย่อมมีโอกาสครองใจพื้นที่นี้อย่างยั่งยืนมากกว่าการชนะด้วยกระแสเพียงช่วงเวลาเดียว

“ภาพรวมทั้ง 7 เขตชี้ชัดว่า ‘พรรคประชาชน’ ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ด้วยกระแสอุดมการณ์ แต่ ‘พรรคเพื่อไทย’ ยังคงมีกำแพงที่แข็งแกร่งในเรื่องความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะในเขต 4 และเขต 7” “ที่น่าจับตาคือกลุ่ม ‘ภูมิใจไทย’ และ ‘ประชาธิปัตย์’ ที่เริ่มแทรกตัวใน เขต 2 และ 5 ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญหากคะแนนระหว่างสองพรรคใหญ่เบียดกันในช่วงเลือกตั้งจริง” “สำหรับพรรคกล้าธรรม คะแนนบัญชีรายชื่อ (Party List) อาจจะยังดูไม่หวือหวาในตอนนี้ แต่ในทางสถิติการเมืองเชียงราย คะแนนที่ปรากฏในเขต 7 และเขต 3 คือสัญญาณเตือนพรรคใหญ่เพราะพรรคนี้เน้นการทำงานผ่าน ‘ตัวบุคคล’ และ ‘ระบบเครือข่ายท้องถิ่น'”

สงครามทางความคิดระหว่างวัย ทำไมคนอายุน้อยกว่า 45 ปี “เทไปทางเดียวกัน” และทำไม 61+ กลับเป็น “พื้นที่ชิงดำ”

หนึ่งในส่วนที่ชัดที่สุดของรายงาน คือการแยกตามช่วงอายุ

  • อายุ 18–28 ปี: เลือกพรรคประชาชน ประมาณ 77%
  • อายุ 29–44 ปี: เลือกพรรคประชาชน ประมาณ 69%
  • อายุ 45–60 ปี: เลือกพรรคประชาชน ประมาณ 51% (เริ่มสูสีขึ้น)
  • อายุ 61+ ปี: เลือกพรรคเพื่อไทย เฉือนนำ พรรคประชาชน เล็กน้อย

นี่คือ “ภาพสามชั้น” ของการเมืองเชียงราย

ชั้นแรก: คนรุ่นใหม่เลือกด้วยอุดมการณ์และภาพอนาคต
เมื่อคนอายุ 18–44 เทไปในทิศทางเดียวกันมาก แปลว่าพวกเขามี “กรอบการเมืองร่วม” ที่สอดคล้องกัน เช่น การปฏิรูปกติกา ความเท่าเทียม และความโปร่งใส

ชั้นสอง: วัยทำงานตอนปลาย/วัยกลางคนคือกลุ่มที่เริ่ม “ชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย”
คน 45–60 คือกลุ่มที่รับแรงกดดันเศรษฐกิจครัวเรือน หนี้สิน สุขภาพ และอนาคตลูกหลานพร้อมกัน การตัดสินใจจึงเริ่มแตกเป็นสองขั้วอุดมการณ์ยังสำคัญ แต่ “ความมั่นใจว่าจะแก้ปัญหาได้จริง” สำคัญไม่แพ้กัน

ชั้นสาม: 61+ คือ “กลุ่มตัวแปร” เพราะออกมาใช้สิทธิจริงสูงและตัดสินจากประสบการณ์สะสม
ในหลายประเทศ การเลือกตั้งมักถูกชี้ขาดด้วยผู้สูงอายุ เพราะ turnout สูงกว่า และเน้นความมั่นคงของชีวิตมากกว่า “ความฝันทางการเมือง” ดังนั้น การที่เขตชนบท/กลุ่มสูงอายุยังสูสี จึงทำให้คำว่า “แลนด์สไลด์” ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

เพศสภาพกับทิศทางการเมือง สิ่งที่ตัวเลขบอกได้ และสิ่งที่สังคมต้องไม่เผลอตีตรา

รายงานแยกผลตามเพศ พบว่า

  • กลุ่มผู้ชาย พรรคอันดับ 2 มีสัดส่วนสูงกว่าเพศอื่น
  • กลุ่มผู้หญิง พรรคอันดับ 1 นำชัด
  • กลุ่ม LGBTQ+ พรรคอันดับ 1 สูงมาก (ทะลุ 70% ตามรายงาน)

ในฐานะข่าวเชิงลึก สิ่งที่ควรย้ำคือ “ตัวเลขไม่ใช่ใบอนุญาตให้เหมารวม” แต่เป็นสัญญาณว่า กลุ่มคนต่างประสบการณ์ อาจตอบสนองต่อนโยบายต่างกัน โดยเฉพาะนโยบายด้านสิทธิ ความเท่าเทียม ความปลอดภัยในชีวิต และโอกาสทางเศรษฐกิจ

ปัจจัยตัดสินใจ เมื่อ “อุดมการณ์” ชนะ “ตัวบุคคล” และนโยบายปากท้องยังครองอันดับหนึ่ง

ปัจจัยตัดสินใจมากที่สุด (ระดับคุณค่า/กรอบคิด)

  • อุดมการณ์ทางการเมือง 45.18%
  • นโยบายของพรรค 39.73%
  • ตัวบุคคลผู้สมัคร 15.09%

นี่คือประโยคที่อธิบายสนามเชียงรายได้คมที่สุด
คนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่ยังอยากเห็นผลลัพธ์จับต้องได้”

นโยบายที่มีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด (ระดับชีวิตจริง)

  • ปากท้องและหนี้สิน 35.74%
  • ปฏิรูปโครงสร้างการเมือง 32.51%
  • ปราบปรามทุจริต 17.30%
  • การศึกษาและสวัสดิการ 6.34%
  • ปัญหาสารพิษในแม่น้ำ/ฝุ่น PM2.5 4.25%

แม้สิ่งแวดล้อมจะเป็นสัดส่วนไม่สูงในภาพรวม แต่ในพื้นที่ชายแดนกลับถูก “ยกอันดับ” ในความรู้สึกของผู้คนได้ง่าย เพราะเป็นปัญหาที่เห็นกับตาและกระทบชีวิตประจำวันโดยตรง เช่น ฤดูฝุ่นควันภาคเหนือซึ่งรัฐมีระบบติดตามรายวัน หรือความกังวลเรื่องมลพิษลุ่มน้ำข้ามพรมแดนที่ถูกพูดถึงในรายงานข่าว/งานวิจัยระดับภูมิภาค

ปัจจัยข่าวและความผันผวน ทำไมโพลช่วง 14–19 ม.ค. จึงต้องอ่านแบบ “ยึดหลักฐาน–ระวังอารมณ์ตลาดข่าว”

ช่วงเวลาที่โพลเก็บข้อมูลทับซ้อนกับ “สภาพอากาศข่าว” ที่เข้มข้น ทั้งข่าวการบังคับใช้กฎหมาย/การจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองในต่างจังหวัดซึ่งถูกเผยแพร่ในสื่อ และข่าวเหตุโครงสร้างก่อสร้างถล่ม/อุบัติเหตุที่เป็นประเด็นความปลอดภัยสาธารณะ

ในทางพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เหตุการณ์ลักษณะนี้มักก่อให้เกิดอย่างน้อย 2 ผลพร้อมกัน

  1. ทำให้ “คนที่มีจุดยืนชัด” ยิ่งรวมตัวแน่นขึ้น (polarization)
  2. ทำให้ “คนลังเล” ผันผวนและพร้อมเปลี่ยนใจตามความน่าเชื่อถือ/ความรู้สึกต่อความยุติธรรม

ดังนั้น แม้ตัวเลขในเชียงรายจะชี้ว่ากระแสพรรคอันดับ 1 นำห่าง แต่ “เกมจริง” ยังต้องดู 3 เงื่อนไขเสมอ ผู้สมัครเขต, เครือข่ายพื้นที่, และ turnout ของกลุ่ม 61+

ฉากทัศน์ก่อนวันจริง 3 ทางเป็นไปได้ของสนามเชียงราย (บนฐานข้อมูลโพล)

ฉากทัศน์ที่ 1: “กระแสเปลี่ยนแปลงกินพื้นที่จริง”

จะเกิดขึ้นเมื่อ

  • คน 18–44 ออกมาใช้สิทธิสูง
  • คน 45–60 เทไปทางกระแสใหม่มากขึ้นจากเดิม
  • พรรคเพื่อไทย ไม่สามารถ “เพิ่มคะแนนในกลุ่มวัยทำงานตอนต้น” ได้
    ผลลัพธ์คือ เขตที่คะแนนสูสีอาจเปลี่ยนเป็นนำแบบมีระยะห่าง

ฉากทัศน์ที่ 2 “บ้านใหญ่ประคองเขตคะแนนพรรคไม่เท่ากับคะแนนคน”

จะเกิดขึ้นเมื่อ

  • ผู้สมัครเขตของฐานเดิมมีงานพื้นที่เข้มข้น
  • ประเด็นปากท้องถูกสื่อสารเป็นรูปธรรมมากกว่าอุดมการณ์
  • ผู้สูงอายุออกมาใช้สิทธิสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัย
    ผลลัพธ์คือ อาจเห็น “คะแนนพรรค” นำ แต่ “คะแนนเขต” ไม่ได้แลนด์สไลด์

ฉากทัศน์ที่ 3 “พรรคที่สามแทรกแบบเฉพาะจุด”

ตัวเลขพรรคที่สามยังต่ำ แต่หากมีผู้สมัครเด่นในบางอำเภอ และเล่นโจทย์เฉพาะพื้นที่ เช่น เศรษฐกิจชายแดน/ความมั่นคง/โครงการลงทุน ก็อาจเกิด “การตัดคะแนน” ทำให้เขตบางเขตพลิกได้

ข้อเสนอเชิงนโยบายที่คนเชียงรายส่งสัญญาณถึงทุกพรรค (อ่านจากโจทย์ปากท้อง + โครงสร้าง)

หากแปลคะแนน “นโยบายที่อยากให้แก้เร่งด่วน” ให้เป็นวาระสาธารณะ จะได้ 3 โจทย์ใหญ่ที่ทุกพรรคเลี่ยงไม่ได้

  1. หนี้ครัวเรือน–รายได้–ต้นทุนชีวิต คนต้องการมาตรการที่จับต้องได้ ไม่ใช่คำสัญญากว้างๆ
  2. กติกาการเมือง–ความเป็นธรรม–ปราบคอร์รัปชัน คนจำนวนมากเชื่อว่าถ้าโครงสร้างไม่เปลี่ยน ปากท้องก็แก้ไม่สุด
  3. ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ในพื้นที่ภาคเหนือและชายแดน ประเด็นฝุ่น/ลุ่มน้ำไม่ใช่เรื่องไกลตัว การมีระบบติดตามรัฐอย่าง Air4Thai ทำให้คน “เห็นข้อมูลจริงทุกวัน” และงานวิจัย/ข่าวเชิงลึกเรื่องมลพิษลุ่มน้ำทำให้ความกังวลขยายตัว

โพลไม่ได้บอกผู้ชนะ แต่บอก “เงื่อนไขที่ผู้ชนะต้องทำให้ได้”

เมื่อสรุปภาพทั้งหมด โพลชุดนี้ชี้ว่าเชียงรายกำลังอยู่ในช่วง “การเมืองสองจังหวะ”

  • จังหวะแรกคือ แรงผลักจากอุดมการณ์ของคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน ที่กลายเป็นพลังนำ
  • จังหวะที่สองคือ แรงยึดจากความคุ้นเคย เครือข่ายพื้นที่ และโจทย์ปากท้องแบบเร่งด่วน ที่ยังทรงอิทธิพล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและบางพื้นที่ชายแดน

ดังนั้น หากจะตอบคำถามใหญ่ “เชียงรายจะเปลี่ยนหรือไม่” คำตอบที่เป็นกลางที่สุดคือ
เชียงรายกำลังเปลี่ยนแล้วในระดับความคิด แต่ผลเลือกตั้งจะเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับ turnout รายกลุ่มและความเข้มของเกมรายเขตในช่วงโค้งสุดท้าย

และในท้ายที่สุด ไม่ว่าพรรคใดจะได้เปรียบจากกระแส ความชอบ หรือเครือข่ายพื้นที่ ผู้ชนะที่แท้จริงควรเป็น “ประชาชน” ที่ได้รัฐบาลและผู้แทนซึ่งตอบโจทย์ทั้ง ความยุติธรรมของระบบ และ ความอยู่รอดของครัวเรือน ไปพร้อมกัน

สถิติสำคัญ (สรุปจากข้อมูล “สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล” ที่ผู้จัดทำส่งให้)

  • ตัวอย่างรวม 1,578 / ใช้วิเคราะห์ 1,563 (คัดข้อมูลไม่เข้าเกณฑ์ 15)
  • ช่วงเก็บข้อมูล 14–19 ม.ค. 2569 (ภาคสนาม 17 ม.ค. 2569)
  • MoE ±2.47% ที่ความเชื่อมั่น 95% (ตามรายงานผู้จัดทำ)
  • คะแนนนิยม “นายกฯ” อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)  60.39%, อันดับ 2 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) 24.46%, อันดับ 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)  5.13%
  • บัญชีรายชื่อ พรรคอันดับ 1 พรรคประชาชน: 61.15%, พรรคอันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 24.46%, พรรคอันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย 4.31%
  • ปัจจัยตัดสินใจ อุดมการณ์ 45.18% / นโยบาย 39.73% / ตัวบุคคล 15.09%
  • นโยบายสำคัญ ปากท้อง–หนี้สิน 35.74% / ปฏิรูปการเมือง 32.51% / ปราบทุจริต 17.30% / การศึกษา–สวัสดิการ 6.34% / ฝุ่น-สารพิษ 4.25%
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์โพล”
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME