Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

หมอพระมงกุฎฯ วิเคราะห์ไวรัสนิปาห์รุนแรงแต่คุมได้ พร้อมเตือนชาวเชียงรายเฝ้าระวัง PM2.5 กระทบหัวใจและหลอดเลือด

เชียงรายจับตานิปาห์ หมอพระมงกุฎฯ ชี้ “รุนแรงแต่ไม่ใช่โรคใหม่” ย้ำวิธีป้องกันจากสัตว์สู่คน พร้อมเตือนภัยใกล้ตัว “PM2.5” กระทบสุขภาพหนักกว่าที่คิด

เชียงราย, 27 มกราคม 2569 — ในช่วงที่กระแสข่าวการพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสนิปาห์” ในต่างประเทศกลับมาถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง ความกังวลของประชาชนจำนวนไม่น้อยมักพุ่งไปที่คำถามเดียวกันว่า “โรคนี้จะเข้ามาไทยไหม” และ “ถ้าเข้ามาแล้วจะรุนแรงแค่ไหน”

ท่ามกลางเสียงเตือนและข้อมูลที่ไหลเร็ว พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ข้อมูลกับ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ เพื่อช่วย “จัดระเบียบความเสี่ยง” ให้สังคมแยกแยะระหว่างสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง กับสิ่งที่ไม่ควรตื่นตระหนกเกินเหตุ พร้อมกันนั้นยังชี้ว่า เมืองที่กำลังเผชิญฝุ่น PM2.5 สูงอย่างต่อเนื่องต่างหาก คือโจทย์สุขภาพที่กระทบคนจำนวนมากในชีวิตประจำวัน

นิปาห์ไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็น “โรคอันตรายร้ายแรง” ที่ต้องรู้เท่าทัน

พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์อธิบายว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคเกิดใหม่ และเคยมีการระบาดมาแล้วในบางประเทศ โดยธรรมชาติของโรคนี้มี “ค้างคาว” เป็นแหล่งรังโรคสำคัญ การติดเชื้อในคนจึงมักเริ่มต้นจาก “จุดเชื่อม” ระหว่างคนกับสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรง หรือการบริโภคผลไม้/พืชผักที่ปนเปื้อนน้ำลายหรือสารคัดหลั่งของสัตว์พาหะ

ในเชิงระบาดวิทยา องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonotic) และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยเคยพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในบริบทการสัมผัสใกล้ชิดและการดูแลผู้ป่วย และยัง ไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ สำหรับนิปาห์ในปัจจุบัน

“ประเด็นที่สังคมควรรู้” ตามคำอธิบายของแพทย์ คือ ช่องทางการติดต่อ ของนิปาห์ “ต่างจาก” โรคทางเดินหายใจที่แพร่กระจายง่ายอย่างไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 เพราะนิปาห์โดยทั่วไปต้องอาศัยการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เลือด หรือการสัมผัสใกล้ชิดในบริบทการดูแลผู้ป่วย จึงมักพบการติดเชื้อคนสู่คนในวงจำกัดมากกว่า “การระบาดวงกว้างแบบรวดเร็ว”

อย่ากลัวจนมองไม่เห็น “ความเสี่ยงที่อยู่ตรงหน้า”

นิปาห์เป็นโรคที่โลกยอมรับว่า “หนัก” เพราะอัตราป่วยตายสูงและยังไม่มีวัคซีน/ยาจำเพาะ ขณะเดียวกัน ภาครัฐไทยได้วางมาตรการคุมด่านหน้าแบบเป็นระบบ 3 ระยะ เริ่มใช้ตั้งแต่ 26 ม.ค. 2569 และเปิดช่องทางข้อมูล 1422 เพื่อลดช่องโหว่และลดความตื่นตระหนก

แต่สำหรับเชียงรายและภาคเหนือ “PM2.5” คือโจทย์สุขภาพที่กระทบจริงในวงกว้างและต่อเนื่อง WHO ประเมินผลกระทบระดับโลกชัดเจนว่าฝุ่นละเอียดสัมพันธ์กับการตายก่อนวัยอันควรและโรคสำคัญหลายกลุ่ม

ดังนั้น “เมืองที่ปลอดภัย” ไม่ใช่เมืองที่ไม่มีข่าวโรค แต่คือเมืองที่ สื่อสารความเสี่ยงได้ถูกต้อง และทำให้คนในชุมชน ลงมือทำได้จริงทันที โดยไม่เพิ่มความตื่นตระหนกเกินเหตุ

ทำไมโรคนี้ถึงถูกจัดเป็นภัยร้ายแรง แม้จะไม่ระบาดง่ายแบบโรคทางเดินหายใจ

คำว่า “ไม่น่าระบาดกว้าง” ไม่ได้แปลว่า “ไม่อันตราย”   จุดที่ทำให้นิปาห์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวังคือ ความรุนแรงของอาการและความเสี่ยงเสียชีวิตที่สูง

WHO ระบุว่าอัตราป่วยตาย (case fatality rate) ของนิปาห์ในเหตุการณ์ระบาดต่างๆ เคยอยู่ในช่วงสูงมาก และยังเป็นโรคที่ไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ ขณะที่ข้อมูลจากพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ย้ำว่า ในทางคลินิก ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจมีอาการหนักเร็ว จนเกิดปอดอักเสบรุนแรง หายใจลำบาก หรือเกิดอาการทางระบบประสาท เช่น สับสน ชัก ซึ่งทำให้การรักษาต้องรวดเร็วและมีระบบคัดกรองที่ดี

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “มาตรการด่านหน้า” จึงสำคัญ ไม่ใช่เพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่อให้ระบบสาธารณสุขมีเวลาและเครื่องมือพอในการแยกผู้ป่วยต้องสงสัยออกจากผู้เดินทางทั่วไป

อาการเริ่มต้นคล้ายหวัด แต่ต้องจับตา “จุดเปลี่ยน” ที่พาไปสู่ภาวะรุนแรง

แพทย์อธิบายว่าอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยนิปาห์อาจเริ่มจาก ไข้ ปวดกล้ามเนื้อ น้ำมูก ไอ จาม ซึ่งทำให้บางคนเผลอประเมินต่ำ แต่ “สัญญาณเตือน” ที่ต้องระวังคืออาการที่รุนแรงขึ้น เช่น เหนื่อยหอบ หายใจไม่สะดวก สงสัยปอดอักเสบ หรือเริ่มมีอาการทางระบบประสาท (สับสน ชัก)

ในมุมข่าวสาธารณสุข สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรู้จักอาการ คือการรู้จัก “บริบทเสี่ยง”   ผู้ที่เพิ่งกลับจากพื้นที่ระบาด หรือผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์พาหะ/สัตว์ป่า รวมถึงสัมผัสสารคัดหลั่ง ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติอย่างละเอียด เพื่อให้แพทย์ประเมินและวางมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อในสถานพยาบาลได้เหมาะสม

วิธีป้องกันที่ทำได้จริง ตัด “ทางผ่าน” จากสัตว์สู่คน

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์เน้นไปที่ “การลดโอกาสรับเชื้อจากสัตว์” ได้แก่

  • หลีกเลี่ยงการเข้าป่า/สัมผัสสัตว์ป่า โดยเฉพาะค้างคาว
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ หรือผลไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้น
  • ปอกเปลือก/ล้างผักผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน
  • ล้างมือบ่อย ๆ และยึดหลักสุขอนามัยอาหาร

หลักคิดสำคัญคือ “เราไม่จำเป็นต้องกลัวจนหยุดใช้ชีวิต แต่ต้องลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ไม่จำเป็น” เพราะในโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน พฤติกรรมเล็กๆ ในครัวเรือนและชุมชนมีผลต่อความเสี่ยงมากกว่าที่คิด

ด่านหน้า-ด่านใน เมื่อรัฐต้องทำงานพร้อมกับประชาชน

ในช่วงที่มีความกังวลเรื่องโรคจากต่างประเทศ หน่วยงานด้านโรคติดต่อมักยกระดับการคัดกรองและเฝ้าระวังตามด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบผู้ป่วยต้องสงสัยตั้งแต่ต้นทาง/ปลายทาง และลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อในชุมชน โดยแนวทางลักษณะนี้เป็นมาตรการมาตรฐานที่ไทยเคยใช้กับโรคอุบัติใหม่ในอดีตเช่นกัน

อย่างไรก็ดี “ด่านใน” ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความร่วมมือของประชาชนในการสังเกตอาการและแจ้งประวัติเดินทาง/สัมผัสเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา เพราะในโรคที่ต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิด การปกปิดประวัติเป็นความเสี่ยงต่อบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยรายอื่นโดยตรง

จากนิปาห์สู่ PM2.5 แพทย์ชี้ “ภัยใกล้ตัว” ที่กระทบวงกว้างกว่า

หลังอธิบายเรื่องนิปาห์ พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์หันมาชี้ประเด็นที่กระทบสุขภาพคนเชียงรายและภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าในชีวิตประจำวัน นั่นคือ มลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5

สาระสำคัญคือ PM2.5 ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ร่างกาย “อักเสบ” ได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และที่สำคัญคือมันกระทบคนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจ และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (รวมถึง PM2.5) สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงมะเร็งปอด

พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ผลกระทบระยะสั้น ระคายเคือง หอบหืดกำเริบ หายใจลำบาก

แพทย์อธิบายผลกระทบระยะสั้นที่พบได้ทันทีเมื่อสัมผัส PM2.5 ในระดับสูง เช่น

  • แสบตา ระคายเคือง ผื่นคัน
  • แน่นจมูก น้ำมูก หายใจไม่สะดวก
  • กระตุ้นอาการหอบหืด/ภูมิแพ้ในผู้มีโรคประจำตัว

ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานรัฐไทยก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า PM2.5 ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและกลุ่มเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบระยะยาว จาก “การอักเสบ” ไปสู่หัวใจ สมอง และปอดเรื้อรัง

ประเด็นที่แพทย์เน้นย้ำคือ “ผลระยะยาว” ซึ่งมักถูกมองข้าม เพราะไม่ได้เกิดทันที แต่สะสมเป็นความเสี่ยงต่อโรคใหญ่ ได้แก่

  • การอักเสบของหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด
  • เพิ่มความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองตีบ/โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคปอดเรื้อรัง เช่น ถุงลมโป่งพอง และความเสี่ยงมะเร็งปอด

ในระดับสากล WHO ก็ยืนยันภาพรวมว่า PM2.5 เชื่อมโยงกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายกลุ่ม และเป็นเหตุให้ “ภาระโรค” ของเมืองใหญ่และเมืองที่มีหมอกควันสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วิธีป้องกันตัวเองในวันที่เลี่ยงฝุ่นไม่ได้ “ลดสัมผัส” ให้มากที่สุด

คำแนะนำเชิงปฏิบัติของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ต่อประชาชนคือ

  1. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง
  2. หากจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นที่เหมาะสม
  3. เฝ้าระวังอาการผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคปอด โรคหัวใจ

ขณะที่ในระดับชุมชน แพทย์ย้ำการ “ลดแหล่งกำเนิด” เช่น ลดการเผาหญ้า เผาขยะ ลดการจอดรถติดเครื่องยนต์ โดยเฉพาะรถใช้น้ำมัน รวมถึงการพิจารณาใช้ขนส่งสาธารณะ/เดินในระยะใกล้เมื่อทำได้ เพื่อช่วยลดการเพิ่มฝุ่นในพื้นที่

แนวคิดสำคัญคือ “หน้ากากช่วยลดการรับสัมผัสรายบุคคล” แต่การแก้ที่ยั่งยืนต้องลดฝุ่นที่ต้นทาง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งระดับครัวเรือน ท้องถิ่น และการบังคับใช้มาตรการของรัฐ

รัฐคุมด่านหน้าแบบ “เข้มเฉพาะจุด” มาตรการ 3 ระยะ เริ่ม 26 ม.ค. 2569

กรมควบคุมโรค (กระทรวงสาธารณสุข) เปิดรายละเอียดมาตรการสำหรับสายการบินและท่าอากาศยานที่ให้บริการเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ก่อน/ระหว่างเดินทาง จนถึงเมื่อเดินทางถึงไทย และกรณีส่งต่อผู้ป่วยข้ามประเทศ

1) ก่อนและระหว่างการเดินทาง “กรองตั้งแต่ต้นทาง”

มาตรการสำคัญ เช่น การให้บุคลากรสวมอุปกรณ์ป้องกันตามคำแนะนำ การกำหนดให้ผู้โดยสารที่มีไข้สูงหรืออาการทางเดินหายใจต้องมีเอกสาร fit to fly และการดำเนินการเมื่อพบผู้โดยสารป่วยระหว่างเที่ยวบิน รวมถึงการแจกแบบฟอร์ม ต.8 (Health Declaration) ให้ผู้โดยสารจากพื้นที่ระบาดกรอกให้เสร็จสิ้นก่อนถึงไทย

2) เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย “คัดกรอง-แยก-ส่งต่อ” ให้ชัด

ผู้โดยสารต้องยื่นแบบฟอร์ม ต.8 ต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคก่อนผ่าน ตม. มีมาตรการสุขาภิบาลอากาศยาน และในกรณีพบผู้ป่วยสงสัยต้องฆ่าเชื้อก่อนทำการบินต่อ รวมถึงการกำหนด หลุมจอดเฉพาะ พร้อมจัดพื้นที่คัดกรอง ห้องแยกโรค เส้นทางส่งต่อ และการจัดการสัมภาระ

3) กรณีส่งต่อผู้ป่วยข้ามประเทศ ลดความเสี่ยง “เคสรักษาในไทย”

มีข้อกำหนดให้ผู้ป่วยที่ส่งต่อจากประเทศที่มีรายงานนิปาห์และประสงค์เข้ามารักษาในไทย ต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR จากโรงพยาบาลต้นทางก่อนเข้าประเทศ และให้โรงพยาบาลปลายทางประสานด่านควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด

มาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้ 26 มกราคม 2569 เวลา 00.01 น. และหากฝ่าฝืนอาจมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท พร้อมช่องทางสอบถาม สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ความท้าทายของการสื่อสารความเสี่ยง ทำให้คน ‘ระวัง’ โดยไม่ ‘ตระหนก’

เมื่อข่าวโรคจากต่างประเทศมาแรง ความเสี่ยงที่มักเกิดขึ้นคู่กันคือ “ข้อมูลล้น” และ “ความกลัวนำหน้าเหตุผล” แพทย์จึงเสนอกรอบคิดที่ใช้ได้จริงกับทั้งนิปาห์และ PM2.5 คือ

  • ยืนยันข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ โรคนี้ติดต่ออย่างไร เสี่ยงกับใคร
  • ชี้พฤติกรรมเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้ อาหาร ผลไม้ สัมผัสสัตว์ป่า การไม่ป้องกันฝุ่น
  • บอกสิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อมีอาการ พบแพทย์ แจ้งประวัติ ลดสัมผัสฝุ่น
  • ย้ำว่า “ความร่วมมือ” สำคัญกว่าความตื่นตระหนก เพราะการตระหนกทำให้คนหลงเชื่อข่าวลวงง่าย ขณะที่ความร่วมมือทำให้ระบบคัดกรองและป้องกันโรคทำงานได้จริง

ในเชิงสังคม นี่คือบทเรียนว่า เมืองอย่างเชียงรายไม่เพียงต้อง “ตั้งการ์ด” กับโรคอุบัติใหม่ แต่ยังต้อง “ไม่ละสายตา” จากวิกฤตสุขภาพสิ่งแวดล้อมที่เกิดซ้ำทุกฤดูกาล

นิปาห์คือบททดสอบระบบ PM2.5 คือบททดสอบวิถีชีวิตเมือง

สาระจากคำให้สัมภาษณ์ของพันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์สะท้อนภาพชัดว่า

  • นิปาห์ เป็นโรครุนแรง อัตราเสียชีวิตสูง และยังไม่มีวัคซีน/ยาจำเพาะ จึงต้องมีระบบเฝ้าระวังและคัดกรองที่ดี
  • แต่ในอีกด้าน PM2.5 คือภัยที่ “แตะปอดและหัวใจของคนจำนวนมาก” ในเวลาเดียวกัน และสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังหลายชนิดอย่างมีหลักฐานชัด

ท้ายที่สุด ข่าวสุขภาพที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ข่าวที่ทำให้คนกลัวที่สุด แต่คือข่าวที่ทำให้คน “ตัดสินใจได้ดีขึ้น” รู้ว่าต้องระวังอะไร ทำอะไรได้ทันที และร่วมกันลดความเสี่ยงของเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม

เข้มแต่ไม่ปิดประเทศ” เส้นบาง ๆ ที่ต้องเดินเพื่อรักษาความเชื่อมั่น

ภาวะปกติใหม่ของโลกยุคโรคอุบัติใหม่คือ ประเทศต้อง “ป้องกัน” ควบคู่ “เปิด” การเดินทางอย่างมีระบบ และนี่คือเหตุผลที่มาตรการด้านสาธารณสุขมักถูกออกแบบให้ เจาะจงกลุ่มเสี่ยง มากกว่ากวาดกว้างทั้งระบบ เพราะเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเดินทางของคนจำนวนมากผูกอยู่กับความเชื่อมั่น

ข้อมูลจากผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สะท้อนมิตินี้ชัดเจน ภาพรวมต่างชาติเดินทางเข้าไทยรายวันสะสม ณ 26 ม.ค. 2569 อยู่ที่ 2.62 ล้านคน ลดลงเฉลี่ย 10% เทียบปีก่อน แต่ ททท. ชี้ว่าปัจจัยหลักมาจากตลาดบางภูมิภาคหดตัวจากเหตุปัจจัยอื่น ขณะที่ “นิปาห์” ยังไม่ใช่ตัวแปรลบหลักในเชิงตัวเลข และตลาดอินเดียช่วง 1–25 ม.ค. ยังเพิ่มขึ้น 20%

สถิติ/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง

  • WHO ระบุว่าโรคนิปาห์มีอัตราป่วยตายสูงมากในเหตุการณ์ระบาดต่างๆ และ ยังไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ
  • WHO ชี้ว่า PM2.5 สามารถเข้าสู่กระแสเลือด และเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ และมะเร็งปอด
  • เอกสารหน่วยงานด้านมลพิษของไทยอธิบายผลกระทบสุขภาพจาก PM2.5 และแนวทางลดการสัมผัส/ลดแหล่งกำเนิดในระดับบุคคลและชุมชน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การอนามัยโลก (WHO) — Disease Outbreak News: Nipah virus infection – India (ข้อมูลอัตราป่วยตายและสถานะวัคซีน/ยาจำเพาะ)
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) — Air quality guidelines / health impacts of particulate matter (PM2.5)
  • หน่วยงานด้านมลพิษของประเทศไทย (เอกสารเผยแพร่ความรู้เรื่อง PM2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพ)
  • ข้อมูลคำให้สัมภาษณ์: พันเอกนายแพทย์ปิติพัฒก์ ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการกองพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ข้อมูลกับ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เปิดตัว “โฮงยาไทยพรีเมียม” ณ เซ็นทรัล เชียงราย ชูจุดเด่นสุขภาพพรีเมียมเข้าถึงง่าย

โฮงยาไทยพรีเมียม ก้าวใหม่ของแพทย์แผนไทยจากรั้วโรงพยาบาลสู่ใจกลางเมือง

เชียงราย – วันที่ 29 ธันวาคม 2568 โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ร่วมกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย จัดพิธีเปิด “โฮงยาไทยพรีเมียม” อย่างเป็นทางการ ภายในพื้นที่ของศูนย์การค้า โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางผู้บริหารด้านสาธารณสุข ภาคีเครือข่าย และประชาชนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

การเปิดให้บริการ “โฮงยาไทยพรีเมียม” ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์” ของระบบสาธารณสุขเชียงราย จากเดิมที่บริการแพทย์แผนไทยมักกระจุกตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ มาสู่พื้นที่ศูนย์การค้าที่ผู้คนคุ้นเคยและเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน

นายแพทย์สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กล่าวรายงานถึงที่มาและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งว่า เป้าหมายหลักของโครงการคือการยกระดับบริการแพทย์แผนไทยให้เป็นบริการสุขภาพเชิงรุกที่ประชาชน “อยากใช้” และ “เข้าถึงได้จริง” ไม่ใช่เพียงบริการทางเลือกที่อยู่ในมุมหนึ่งของโรงพยาบาลเท่านั้น

เขาระบุว่า โครงการนี้ออกแบบภายใต้แนวคิด “สุขภาพดีเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา” โดยใช้จุดแข็งของโรงพยาบาลในฐานะหน่วยบริการทางการแพทย์มาตรฐานสูง ผนวกกับจุดแข็งของเซ็นทรัล เชียงราย ในฐานะศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนเมืองและคนทั้งจังหวัด

ทำไมต้องอยู่ในห้าง เปลี่ยนภาพจำ “การไปหาหมอ” ให้ใกล้คุ้นกว่าเดิม

การตั้ง “โฮงยาไทยพรีเมียม” ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย สะท้อนวิธีคิดใหม่ในระบบบริการสาธารณสุขจังหวัด นั่นคือการพา “สุขภาพ” เข้าไปอยู่ในที่ที่คนใช้ชีวิตจริงมากขึ้น

นายแพทย์สมศักดิ์ อธิบายว่า ปัญหาสำคัญของบริการสุขภาพเชิงป้องกัน คือประชาชนจำนวนมาก “รู้ว่าควรดูแลตัวเอง แต่ไม่มีเวลา” โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่เผชิญปัญหาออฟฟิศซินโดรม ความเครียดเรื้อรัง หรืออาการปวดเมื่อยจากการใช้ชีวิตในเมือง แต่ไม่สะดวกไปโรงพยาบาลในเวลาราชการ

การวางตำแหน่ง “โฮงยาไทยพรีเมียม” ไว้ในศูนย์การค้า จึงช่วยลดทั้งอุปสรรคด้านเวลาและความรู้สึกกังวลในการไปสถานพยาบาล เพราะประชาชนสามารถแวะรับบริการระหว่างการจับจ่ายใช้สอย รับประทานอาหาร หรือพาครอบครัวมาทำกิจกรรมในห้างได้ในคราวเดียว

นอกจากนี้ จุดแข็งที่สำคัญอีกประการคือ การให้บริการ นอกเวลาราชการ ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนทำงานและครอบครัวยุคใหม่ที่ไม่สามารถลางานเพื่อไปพบแพทย์ในวันธรรมดาได้สะดวก

บริการแบบ “Wellness & Recovery” จากรักษาป่วย สู่ดูแลล่วงหน้าไม่ให้ป่วย

หัวใจของ “โฮงยาไทยพรีเมียม” ไม่ได้เน้นเพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู (Wellness & Recovery) ตามแนวโน้มสาธารณสุขยุคใหม่ที่ต้องการชะลอการเกิดโรคเรื้อรัง และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาในระยะยาว

บริการสำคัญของโฮงยาไทยพรีเมียม ประกอบด้วย

  • การตรวจประเมินสมดุลธาตุและระบบร่างกายตามศาสตร์แพทย์แผนไทย
  • การนวดรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและออฟฟิศซินโดรม
  • การประคบสมุนไพรและอบสมุนไพรเพื่อผ่อนคลายและฟื้นฟูระบบไหลเวียน
  • การให้คำปรึกษาด้านการใช้สมุนไพรและปรับสมดุลการใช้ชีวิตในแบบรายบุคคล

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลวิจัยระดับประเทศที่ชี้ว่า การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกถูกนำมาใช้ในหน่วยบริการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างแพร่หลาย โดยผลสำรวจระดับประเทศในช่วงที่ผ่านมา ระบุว่าโรงพยาบาลเกือบทั้งหมดในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีการให้บริการแพทย์แผนไทย และมีสัดส่วนผู้ป่วยนอกเข้ารับบริการด้านนี้มากกว่า 10% ของการรับบริการทั้งหมดในบางพื้นที่ แสดงให้เห็นว่า ความต้องการใช้บริการด้านภูมิปัญญาไทยในระบบสุขภาพนั้นมีอยู่จริงและมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

เซ็นทรัล เชียงราย กับบทบาท “ศูนย์กลางการใช้ชีวิตและสุขภาพของชุมชน”

ด้าน นายสายัณห์ นักบุญ General Manager ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย กล่าวต้อนรับและสะท้อนวิสัยทัศน์ของภาคเอกชนว่า การร่วมมือในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการปรับบทบาทศูนย์การค้าจาก “แหล่งช้อปปิง” ไปสู่ “ศูนย์กลางการใช้ชีวิตของชุมชน”

เขาระบุว่า การมีศูนย์บริการแพทย์แผนไทยคุณภาพสูงตั้งอยู่ภายในห้าง จะช่วยสร้าง “ระบบนิเวศด้านสุขภาพ” (Health & Wellness Ecosystem) ที่ครบวงจรมากขึ้น ประชาชนสามารถมาออกกำลังกายในโซนฟิตเนส เลือกอาหารสุขภาพ และรับบริการเวชกรรมแผนไทยได้ในสถานที่เดียว

แนวคิดนี้อยู่บนทิศทางเดียวกับกลุ่มศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในประเทศ ที่เริ่มพัฒนาโซนด้านสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัยในศูนย์การค้าระดับแฟลกชิปในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น การขยายโมเดลดังกล่าวสู่ภูมิภาค เช่น เชียงราย จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของการกระจายบริการสุขภาพคุณภาพสู่หัวเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

เชียงรายในฐานะเมืองสุขภาพ เชื่อม “โฮงยาไทยพรีเมียม” เข้ากับภาพใหญ่จังหวัด

เชียงรายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เดินหน้าสร้างภาพลักษณ์เมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทั้งในมิติศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ และไลฟ์สไตล์สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเมืองสู่ “Wellness City” การจัดงานวิ่งและกิจกรรมกีฬามวลชน ตลอดจนการผลักดันคลินิกและบริการสุขภาพทางเลือกหลากหลายรูปแบบในเขตเมือง

การเปิด “โฮงยาไทยพรีเมียม” จึงเสมือนการต่อจิ๊กซอว์สำคัญให้แผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของจังหวัดสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อแพทย์แผนไทยถูกยกระดับจากบริการเสริมภายในโรงพยาบาล มาเป็น “บริการด้านไลฟ์สไตล์สุขภาพ” ที่สามารถเข้าถึงได้ในพื้นที่การใช้ชีวิตประจำวันของคนเมืองและนักท่องเที่ยว

ในเชิงเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) การมีบริการลักษณะนี้ในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ยังสามารถดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อด้าน Wellness ทั้งจากในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกที่เศรษฐกิจ Wellness มีมูลค่าขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามรายงานขององค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง

มองไกลกว่า “จุดให้บริการเพิ่ม” ความหมายในระดับนโยบายและโครงสร้างระบบสุขภาพ

หากมองในระดับโครงสร้างระบบสุขภาพ การเปิดโฮงยาไทยพรีเมียมในศูนย์การค้า สามารถตีความได้ว่าเป็นก้าวสำคัญใน 3 ด้าน

  1. การขยายจุดบริการ (Service Expansion) จากโรงพยาบาลสู่ชุมชนเมือง
    โครงการนี้ทำให้ประชาชนมี “จุดสัมผัส” (Touchpoint) กับระบบสาธารณสุขมากขึ้น โดยเฉพาะบริการที่ไม่เน้นการรักษาเฉียบพลัน แต่เน้นการป้องกัน ฟื้นฟู และดูแลระยะยาว ซึ่งเป็นหัวใจในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต
  2. การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แพทย์แผนไทย
    ในอดีต การแพทย์แผนไทยอาจถูกมองว่าเป็นทางเลือกสำหรับคนบางกลุ่ม แต่การนำบริการเข้าสู่พื้นที่ศูนย์การค้าสมัยใหม่ ภายใต้คำว่า “พรีเมียม” ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย น่าเชื่อถือ และอยู่ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพชัดเจน สอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลกที่สนับสนุนการบูรณาการการแพทย์ดั้งเดิมเข้ากับระบบสุขภาพกระแสหลักอย่างมีมาตรฐาน
  3. ต้นแบบความร่วมมือรัฐ–เอกชนในมิติสุขภาพ (Public–Private Partnership)
    การร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ของรัฐ กับศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย แสดงให้เห็นถึงโมเดลความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายต่างใช้จุดแข็งของตัวเองมาช่วยกันยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งด้านพื้นที่ บุคลากร และการสื่อสารกับสาธารณชน

เสียงจากผู้บริหาร สุขภาพที่ “เข้าถึงง่ายและมีศักดิ์ศรี” สำหรับคนเชียงราย

ในพิธีเปิด นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวแสดงความยินดีและสนับสนุนแนวคิดของโครงการ โดยเน้นย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความตั้งใจร่วมกันของทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ในมุมของโรงพยาบาล นายแพทย์สมศักดิ์ เน้นว่า โฮงยาไทยพรีเมียมไม่ใช่เพียง “คลินิกนวดแผนไทยในห้าง” แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขของจังหวัด ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และสร้างทางเลือกที่มีมาตรฐานสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

ขณะที่ นายสายัณห์ ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน ย้ำว่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย พร้อมทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ให้หน่วยงานด้านสุขภาพ สถานศึกษา หน่วยงานรัฐ และชุมชน เข้ามาจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์สร้างสรรค์ในอนาคต เพื่อให้ศูนย์การค้ากลายเป็นพื้นที่เรียนรู้และดูแลตัวเองของคนทุกวัย ไม่ใช่เพียงพื้นที่บริโภคสินค้าและบริการเชิงพาณิชย์เท่านั้น

จากโครงการนำร่องสู่ความหวังระยะยาวของคนเชียงราย

เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างระบบสุขภาพไทยในปัจจุบัน ที่ต้องเผชิญทั้งภาระโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น สังคมสูงวัย และข้อจำกัดด้านงบประมาณ การลงทุนในบริการสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู เช่น โฮงยาไทยพรีเมียม จึงมีศักยภาพที่จะช่วยลดภาระในระยะยาว หากสามารถบริหารจัดการให้เกิดการใช้บริการอย่างต่อเนื่องและเข้าถึงได้จริง

สำหรับจังหวัดเชียงรายเอง การมีโมเดล “โรงพยาบาลร่วมมือกับศูนย์การค้า” ในการขยายบริการแพทย์แผนไทย อาจกลายเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นในภูมิภาคเหนือหรือทั่วประเทศนำไปปรับใช้ โดยเฉพาะในหัวเมืองที่มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่และมีบทบาทเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของพื้นที่

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของโครงการนี้จะไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ใช้บริการเพียงช่วงเปิดตัว แต่จะสะท้อนจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า คนเชียงรายมีสุขภาพดีขึ้นจากการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันมากขึ้นหรือไม่” หากคำตอบคือ “ใช่” โฮงยาไทยพรีเมียม ก็จะไม่ใช่แค่ชื่อคลินิกในห้าง แต่จะเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปวิธีคิดเรื่องสุขภาพของทั้งเมือง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
  • กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • ภาพ : Suchat Santhong 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME