Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

วิเคราะห์ศึกเลือกตั้งเชียงราย เขต 7 ปี 2569: สง่า เพื่อไทย ปะทะ สุธีระพงษ์ บ้านใหญ่ และสุทัศน์ พรรคประชาชน

สนามเลือกตั้งเชียงราย เขต 7 ปี 2569 ศึกริมโขง–ริมกก วัดพลัง “กระแสพรรค–บ้านใหญ่–การเมืองอุดมการณ์” บนสมรภูมิมลพิษข้ามพรมแดน

เชียงราย, 5 มกราคม 2569 – เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงราย ซึ่งครอบคลุมอำเภอเชียงแสน ดอยหลวง เวียงแก่น และบางส่วนของอำเภอแม่จันกับเชียงของ กำลังก้าวสู่หนึ่งในสมรภูมิการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดของการเลือกตั้งปี 2569 ไม่เพียงเพราะเป็นเขตที่มี “ผู้สมัครมากที่สุด” ของจังหวัดถึง 10 คน แต่เพราะที่นี่คือจุดตัดระหว่างการเมืองระดับชาติ การเมืองบ้านใหญ่ และการเมืองแบบอุดมการณ์ใหม่

เหนือสิ่งอื่นใด เขตนี้ยังเป็นแนวหน้าของปัญหา “มลพิษข้ามพรมแดน” จากการทำเหมืองในรัฐฉาน และเงาของโครงการเขื่อนปากแบงบนลำน้ำโขง ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก–แม่น้ำสาย แต่ยังโยงตรงไปถึงระบบประปา การเกษตร และเศรษฐกิจชายแดนทั้งระบบ

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันเลือกตั้งจริงจึงไม่ได้เป็นเพียงวันตัดสินว่าใครจะได้ครองเก้าอี้ ส.ส. เขต 7 แต่เป็นการชั่งน้ำหนักว่า ระหว่างพลัง “กระแสพรรค” “บ้านใหญ่ท้องถิ่น” และ “แนวคิดการเมืองใหม่” แบบพรรคประชาชน ใครจะได้รับความไว้วางใจให้ยืนเป็นปากเสียงของประชาชนริมโขง–ริมกก ในยุคที่ภัยสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจเปราะบาง และความขัดแย้งผลประโยชน์ข้ามพรมแดนซับซ้อนมากขึ้นทุกปี

เขตที่ผู้สมัครมากที่สุด ภาพรวม 10 คน บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ริมโขง

เขต 7 ครอบคลุมพื้นที่หลากหลายทั้งเมืองท่องเที่ยวชายแดน ศูนย์กลางการค้าชายแดน และชุมชนเกษตรบนภูเขา ผู้สมัครทั้ง 10 คน ประกอบด้วยหลากหลายพรรคการเมือง ตั้งแต่พรรคใหญ่ พรรคกลาง ไปจนถึงพรรคขนาดเล็ก ได้แก่

  1. ร.ต.อ. ดอน สมควร (หมายเลข 1 – พรรคประชาธิปัตย์)
  2. นายสุทัศน์ ยาละ (หมายเลข 2 – พรรคประชาชน)
  3. นายเสกสรรค์ เชื้อเมืองพาน (หมายเลข 3 – พรรคภูมิใจไทย)
  4. นายบุญเกิด ร่องแก้ว (หมายเลข 4 – พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  5. นายเสรี วังแง่ (หมายเลข 5 – พรรคพลวัต)
  6. นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ (หมายเลข 6 – พรรคกล้าธรรม)
  7. น.ส. มิรันตี บุญแก้ว (หมายเลข 7 – พรรคโอกาสใหม่)
  8. นายสง่า พรมเมือง (หมายเลข 8 – พรรคเพื่อไทย)
  9. น.ส. อรทัย บัวศรี (หมายเลข 9 – พรรคประชากรไทย)
  10. นายทนงศักดิ์ ศรีทองจันทร์ (หมายเลข 10 – พรรคเศรษฐกิจ)

แม้บนกระดาษจะมีผู้สมัครถึง 10 ราย แต่ในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง ทั้งฝ่ายวิเคราะห์และภาคประชาชนจำนวนไม่น้อยมองตรงกันว่า “ศูนย์ถ่วงหลัก” ในเขตนี้อยู่ที่ “สามตัวเต็ง” หรือ Big Three ได้แก่

  • นายสง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย แชมป์เก่าจากการเลือกตั้งซ่อม
  • นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม ตัวแทนบ้านใหญ่สายท้องถิ่น
  • นายสุทัศน์ ยาละ พรรคประชาชน ตัวแทนการเมืองแบบอุดมการณ์และระบบทีมสมัยใหม่

ส่วนผู้สมัครจากพรรคอื่น แม้คะแนนอาจไม่ถึงขั้นท้าชิงเก้าอี้โดยตรง แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการ “แบ่งเค้กคะแนน” ข้ามกลุ่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฐานเสียงคละกันระหว่างพรรคอนุรักษนิยม พรรคสายรัฐบาลเดิม และคะแนนเชิงบุคคลของผู้สมัครบางราย

สามขั้วอำนาจ “กระแสพรรค – บ้านใหญ่ – การเมืองอุดมการณ์”

การแข่งขันในเขต 7 จึงไม่ได้เป็นแค่การวัดความนิยมตัวบุคคล แต่เป็น “สนามทดสอบสามโมเดลการเมือง” ที่สะท้อนช่วงเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทยภาพใหญ่

  1. กระแสพรรค (เพื่อไทย – นายสง่า พรมเมือง)
    พรรคเพื่อไทยครอบครองที่นั่ง ส.ส. เขตนี้มาต่อเนื่อง ผ่านชื่อที่คนคุ้นอย่าง พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ก่อนจะส่งนายสง่า พรมเมือง ลงในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อ 15 กันยายน 2568 และคว้าชัยด้วยคะแนน 43,229 เสียง ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความแข็งแรงของ “แบรนด์เพื่อไทย” ในพื้นที่เชียงแสน–เชียงของ–แม่จัน แต่ยังสะท้อนอิทธิพลของเครือข่ายการเมืองระดับชาติ นำโดย ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ถูกมองว่าเป็น “มือเก๋าการเมืองเชียงราย”
  2. บ้านใหญ่ท้องถิ่น (กล้าธรรม – นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์)
    ในอีกด้าน ตระกูล “วันไชยธนวงศ์” มีบทบาทสำคัญทางการเมืองเชียงรายยาวนาน จากฐานในอำเภอเทิงสู่การก้าวขึ้นเป็น “บ้านใหญ่ระดับจังหวัด” ผ่านบทบาทของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเมืองส่วนกลาง ทั้งสายภูมิใจไทยและเครือข่าย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า การที่นายสุธีระพงษ์ หรือ “สจ.เล็ก” ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส. เขต 7 ในนามพรรคกล้าธรรม จึงมีนัยสำคัญ เป็นการ “ลงสนามใหญ่เต็มตัว” ของบ้านใหญ่เจียงฮาย
  3. การเมืองอุดมการณ์–ระบบทีม (พรรคประชาชน – นายสุทัศน์ ยาละ)
    พรรคประชาชน (ที่ถูกมองว่าเดินรอยต่อจากคลื่นส้มในอดีต) ส่งนายสุทัศน์ ยาละ ลงสมัครต่อเนื่อง หลังเคยคว้าอันดับสองในการเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ปี 2568 เบื้องหลังคือความพยายาม “ยึดพื้นที่การเมืองโดยใช้แนวคิดอุดมการณ์” ผสานกับ “เครื่องมือการจัดการสมัยใหม่” ผ่านทีมงานที่หลายคนมีพื้นฐานการทำงานภาคประชาชนและท้องถิ่นร่วมกัน

สนามนี้จึงถูกจับตาในฐานะ “ห้องทดลองการเมือง” ว่าโมเดลใดจะตอบโจทย์ประชาชนริมโขง–ริมกก ได้มากกว่ากัน ในยุคที่ประชาชนไม่ได้มองแค่สีพรรค หรือชื่อบ้านใหญ่ แต่เริ่มตั้งคำถามว่า “ใครจะจัดการกับปัญหามลพิษ น้ำกินน้ำใช้ และอนาคตลูกหลานได้จริง”

สมรภูมิแม่น้ำโขง–น้ำกก เมื่อสิ่งแวดล้อมกลายเป็นวาระเลือกตั้ง

ประเด็น “มลพิษข้ามพรมแดน” กลายเป็นหนึ่งในหัวใจของศึกเลือกตั้งเขต 7 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากข้อมูลที่ชาวบ้าน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมติดตาม พบว่าการทำเหมืองในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ส่งผลให้มีสารโลหะหนัก เช่น สารหนูและแบเรียม ปรากฏในลำน้ำกกและแม่น้ำสาย ขณะที่ในลำน้ำโขงเองก็มีแรงกดดันจากการพัฒนาเขื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงโดยเฉพาะโครงการเขื่อนปากแบงใน สปป.ลาว

สำหรับชาวบ้านริมกก–ริมโขง ความกังวลจึงไม่ใช่เรื่องนามธรรม หากเกี่ยวข้องกับคำถามง่าย ๆ แต่หนักหนา เช่น

  • น้ำที่ใช้ผลิตประปา “ปลอดภัยจริงหรือไม่”
  • หากเขื่อนปากแบงเดินหน้าเต็มที่ น้ำโขงที่ไหลเอ่อกลับจะทำให้ที่ดินริมน้ำเสียหายมากเพียงใด
  • ใครจะรับผิดชอบ หากผลกระทบต่อประมงพื้นบ้านและการเกษตรกลายเป็นความจริง

ข้อเรียกร้องสำคัญของประชาชน คือ การผลักดันให้รัฐบาลกลางและหน่วยงานรัฐเร่งหา “แหล่งน้ำดิบใหม่” ที่ปลอดภัยกว่าน้ำโขง–น้ำกกสำหรับการผลิตน้ำประปา รวมทั้งจัดตั้งระบบกรองตะกอนพิษที่ได้มาตรฐานจริง ไม่ใช่เพียงโครงการชั่วคราว

ในบริบทนี้ ผู้สมัครที่สามารถสื่อสารให้ชัดเจนว่า “จะทำอะไรได้บ้างบนเวทีสภาไทย” เพื่อจัดการปัญหาที่เกี่ยวโยงทั้งการทูตพหุภาคี สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ และความมั่นคงด้านน้ำ ย่อมได้รับการจับตาเป็นพิเศษ

นายสุทัศน์ ยาละ จากพรรคประชาชน เน้นสื่อสารเรื่อง “การเจรจาพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม” และการผลักดันระบบเตือนภัยมลพิษล่วงหน้า ขณะที่นายสง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย มีจุดแข็งด้านการเชื่อมโยงกับเครือข่ายรัฐต่อรัฐ (G2G) และการผลักดันนโยบายระดับกระทรวง ส่วนบ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ของนายสุธีระพงษ์ วางน้ำหนักไปที่ “การทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรในระดับพื้นที่

การที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมถูกยกขึ้นมาเป็น “วาระหลัก” แทนที่จะเป็นเพียงวาระรองของการหาเสียง จึงเป็นสัญญาณว่าการเมืองชายแดนเหนือกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ที่เสียงของแม่น้ำและภูเขามีน้ำหนักไม่แพ้ถนนและสะพาน

บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ โมเดล “เขียว–น้ำเงิน” ฝ่ากระแสแดง–ส้ม

หนึ่งในจุดที่ทำให้เขต 7 ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือบทบาทของ “บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์” ที่เลือก “กระจายความเสี่ยง” ทางการเมืองอย่างชัดเจน

  • ในเขต 7 นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม
  • ในเขต 5 “ส.ส.โอ” รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ เครือญาติเดียวกัน ยังคงอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ลงสนามล้างตาคู่ปรับเก่าจากเพื่อไทย

การวางตำแหน่งเช่นนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ “เขียว–น้ำเงิน” คือใช้ทั้งพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ร.อ.ธรรมนัส และพรรคภูมิใจไทย ที่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาลกลาง เพื่อลดความเสี่ยงการแพ้แบบเหมาเขตให้กับ “แดง–ส้ม”

ตลอดสองปีที่ผ่านมา บทบาททางการเมืองของบ้านใหญ่เชียงรายปรากฏชัดในเวทีส่วนกลาง เมื่อ “ส.ส.โอ” ได้เข้าไปทำงานในกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเดินทางลงพื้นที่เชียงรายอย่างถี่ในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับเขต 7 นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า หากนายสุธีระพงษ์สามารถใช้เครือข่าย ส.อบจ. เทศบาล และกลไกท้องถิ่นที่สั่งสมมาระยะยาว เข้าไปตัดตอนคะแนนในชุมชนสำคัญและหมู่บ้านชายแดน การเมืองรูปแบบ “บ้านใหญ่ผสานพรรคกลาง” อาจกลายเป็นโมเดลใหม่ของการฝ่าแรงกดดันจากกระแสพรรคใหญ่และคลื่นการเมืองอุดมการณ์ในภาคเหนือตอนบน

สง่า พรมเมือง แชมป์เก่ากับภารกิจป้องกันเขตเดิม

นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครหมายเลข 8 พรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็นเพียงผู้สมัครหน้าใหม่ในสนามระดับชาติ แต่มีเส้นทางการเมืองที่โยงแน่นกับพื้นที่เชียงแสน

เขาเริ่มจากการเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) เขตอำเภอเชียงแสน ก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.อบจ. สมัยแรกเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 จากนั้นไม่นาน พรรคเพื่อไทยตัดสินใจ “ดันขึ้นสนามใหญ่” โดยส่งเขาลงสมัคร ส.ส. ในการเลือกตั้งซ่อม เขต 7 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568

ผลที่ออกมา สง่า พรมเมือง คว้าชัยชนะด้วยคะแนน 43,229 คะแนน รักษาเก้าอี้เขตเดิมของพรรคเพื่อไทยไว้ได้ หลังจากนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.

ด้านพื้นฐานการศึกษาและวิชาชีพ นายสง่าจบปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้า และปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผ่านบทบาทผู้บริหารในบริษัทด้านการเกษตรและโลจิสติกส์แห่งหนึ่งในพื้นที่ พร้อมทั้งมีประสบการณ์ทำงานด้านการตรวจสอบการทำงานของตำรวจใน สภ.เชียงแสน และบทบาทในสโมสรโรตารีเชียงแสน

จุดขายสำคัญของเขาคือ “การเข้าใจพื้นที่ชายแดนในฐานะคนทำงานจริง” และ “การเชื่อมโยงปัญหาเกษตร–การค้า–คมนาคม” เข้ากับโครงสร้างนโยบายระดับชาติของพรรค ชูแนวคิดแก้หนี้เกษตรกร และการพัฒนาระบบท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ริมโขงให้มีมาตรฐานสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี การเป็น “แชมป์เก่า” ก็หมายถึงการถูกจับจ้องมากที่สุดเช่นกัน ทั้งจากผู้สมัครคู่แข่งและจากฐานเสียงที่ต้องการเห็น “ผลงานจับต้องได้” ในระยะเวลาไม่นานหลังการเลือกตั้งซ่อม

สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ จากเวที อบจ. สู่การสอบใหญ่ในสภาฯ

นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ หรือ “สจ.เล็ก” ผู้สมัครหมายเลข 6 พรรคกล้าธรรม คืออีกหนึ่งตัวละครสำคัญในสมรภูมิเขต 7

เดิมทีเขาทำงานการเมืองในระดับท้องถิ่นมานาน เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเคยดำรงตำแหน่งประธานสภา อบจ. เชียงราย ทำให้มีประสบการณ์ตรงกับการบริหารงบประมาณ การกระจายทรัพยากร และการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับอำเภอ–ตำบลอย่างใกล้ชิด

ความเป็น “น้องชาย” ของนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “ตัวแทนบ้านใหญ่” ที่ได้เปรียบด้านเครื่องมือ–เครือข่าย โดยเฉพาะการเข้าถึงผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มผู้ประกอบการในหลายเขต

การเลือกลงในนามพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สะท้อนจุดยืนทางการเมืองชัดเจน ว่า “บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์” ต้องการยืนอยู่ในจุดที่สามารถเชื่อมโยงทั้งพรรคในรัฐบาลกลาง และเครือข่ายท้องถิ่นในภาคเหนือตอนบน เพื่อสร้าง “สะพานอำนาจ” จากกรุงเทพฯ สู่ชายแดนแม่น้ำโขง

สำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย คำถามสำคัญคือ หากสุธีระพงษ์ได้เข้าไปเป็น ส.ส. เขาจะสามารถ “แปลงอำนาจท้องถิ่น” ที่มีอยู่ ให้กลายเป็น “อำนาจต่อรองในสภาฯ” เพื่อผลักดันงบประมาณ–โครงการพัฒนาที่ตอบโจทย์ปากท้องและสิ่งแวดล้อมของเขต 7 ได้มากน้อยเพียงใด

สุทัศน์ ยาละ การเมืองรุ่นใหม่ที่ยังต้องพิสูจน์

ในอีกมุมหนึ่ง นายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครหมายเลข 2 จากพรรคประชาชน เป็นภาพแทนของ “การเมืองรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบทีมและข้อมูล” มากกว่าการพึ่งพาบ้านใหญ่หรือแบรนด์พรรคเพียงอย่างเดียว

สุทัศน์จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เขาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมในจังหวัดเชียงราย

ประสบการณ์ทำงานของเขาเชื่อมโยงทั้งภาคประชาชนและภาครัฐ เช่น การเป็นคณะกรรมการภาคประชาชนประจำสำนักงานอัยการจังหวัดเทิง, คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สภ.เวียงแก่น, ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐกิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปประเทศ และที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหล่ายงาว

การลงสมัครในนามพรรคประชาชน ทำให้เขากลายเป็น “ตัวแทนสายอุดมการณ์” ที่ตั้งคำถามถึงความโปร่งใส การกระจายอำนาจ และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะประเด็นระบบเตือนภัยมลพิษล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยงชายแดน

แม้ผลเลือกตั้งซ่อมปี 2568 เขาจะแพ้ให้กับนายสง่าอย่างขาดลอย แต่การได้อันดับสองในเมื่อเผชิญทั้ง “กระแสพรรคใหญ่” และ “บ้านใหญ่” ก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่า หากสามารถต่อยอดการทำงานภาคสนามและใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ฐานคะแนนของเขาอาจขยายตัวในระยะยาว

บทเรียนจากเลือกตั้งซ่อม 2568 ตัวเลข 43,229 เสียงที่ทุกฝ่ายต้องอ่าน

การเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 7 เมื่อ 15 กันยายน 2568 เกิดขึ้นหลังจากนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. โดยเขตเลือกตั้งในครั้งนั้นประกอบด้วย อ.เชียงแสน อ.ดอยหลวง อ.เวียงแก่น อ.เชียงของ (ยกเว้น ต.บุญเรือง) และ อ.แม่จัน (เฉพาะ ต.จันจว้า และ ต.จันจว้าใต้)

ผลการเลือกตั้งที่นายสง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย ชนะด้วยคะแนน 43,229 เสียง ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของบุคคล แต่เป็น “ดัชนีชี้วัด” หลายประเด็น

  • ฐานเสียงดั้งเดิมของเครือข่าย ยงยุทธ ติยะไพรัช ในอำเภอเชียงแสน เชียงของ และแม่จัน ยังแข็งแรงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ความพยายามของบ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ ที่เคยเสนอชื่อ “สจ.เอ” วสุพล จตุรคเชนทร์เดชา ให้พรรคส้ม (ก่อนมาเป็นพรรคประชาชน) ลงสมัครในเขตนี้ สะท้อนว่าบ้านใหญ่ “เล็งเขต 7 มานานแล้ว” แม้สุดท้ายพรรคจะเลือกสุทัศน์ ยาละ ลงสมัครแทน
  • การแพ้ของสุทัศน์ในนามพรรคประชาชน แสดงให้เห็นว่า “การเมืองอุดมการณ์อย่างเดียวไม่เพียงพอ” ในพื้นที่ที่โครงสร้างบ้านใหญ่และเครือข่ายพรรคใหญ่ฝังรากลึก แต่ก็ยังสร้างฐานรับรู้ในหมู่คนรุ่นใหม่และภาคประชาชนได้ระดับหนึ่ง

สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวเลข 43,229 จึงไม่ได้เป็นเพียงอดีต แต่เป็น “จุดอ้างอิง” ที่ทุกฝ่ายใช้วางสมมติฐาน ตั้งแต่การวางแผนแบ่งเขตการลงพื้นที่ การเลือกหมู่บ้านเป้าหมาย ไปจนถึงการกำหนดสโลแกนหาเสียงในแต่ละอำเภอ

เดิมพัน 8 กุมภาพันธ์ 2569 ศึกที่มากกว่าแค่เก้าอี้เดียว

แม้เขต 7 จะมีเพียง 1 เก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ในเชิงการเมืองระดับจังหวัดและระดับภูมิภาค ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะมี “นัยสำคัญ” หลายด้าน

  • หาก พรรคเพื่อไทย รักษาเก้าอี้ไว้ได้ จะเป็นสัญญาณว่า “กระแสพรรคใหญ่” ยังเหนียวแน่นในภาคเหนือตอนบน แม้จะถูกท้าทายทั้งจากบ้านใหญ่และพรรคอุดมการณ์ใหม่
  • หาก บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ ผ่านนายสุธีระพงษ์ สามารถ “เจาะเขต 7” สำเร็จ โมเดลบ้านใหญ่ + พรรคกลาง–รัฐบาล อาจกลายเป็นต้นแบบในการขยายอิทธิพลสู่เขตอื่นในอนาคต
  • หาก พรรคประชาชน ผ่านนายสุทัศน์ สามารถเบียดเข้าชนะได้ จะเป็น “จุดพลิกประวัติศาสตร์” ที่แสดงว่า การเมืองเชิงอุดมการณ์และระบบทีมสมัยใหม่สามารถเอาชนะทั้งกระแสพรรคใหญ่และบ้านใหญ่ในพื้นที่ชายแดนที่ซับซ้อนได้

ยิ่งไปกว่านั้น เขต 7 ยังอยู่ในบริบทของสนามเชียงรายทั้งจังหวัด ที่แชมป์เก่ามาจาก “คู่แดง–ส้ม” โดยการเลือกตั้งครั้งก่อน เพื่อไทยกวาด 4 ที่นั่ง และพรรคในสายส้มกวาด 3 ที่นั่ง การที่บ้านใหญ่ลงเล่นสนามใหญ่เต็มตัวในรอบนี้ จึงเป็นเหมือนการ “ตอกเสาเข็ม” ท้าทายสมดุลเดิมของจังหวัดโดยตรง

เสียงริมโขง–ริมกก จะกำหนดทิศการเมืองเหนืออย่างไร

เมื่อมองจากภาพใหญ่ลงสู่ระดับหมู่บ้าน เสียงของประชาชนในเขต 7 ไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลขคะแนน” แต่คือการแสดงจุดยืนต่อคำถามสำคัญ 3 ข้อ

  1. พวกเขาเชื่อมั่นใน “พรรคใหญ่ที่เคยพิสูจน์ผลงานในอดีต” มากน้อยเพียงใด
  2. พวกเขายังเห็นว่าบ้านใหญ่ท้องถิ่นที่รู้ทางน้ำ–ทางดอย มีความจำเป็นต่อการจัดการปัญหาปากท้องและโครงสร้างพื้นฐานหรือไม่
  3. พวกเขาเปิดพื้นที่ให้ “การเมืองแบบอุดมการณ์–โปร่งใส–ระบบทีม” แค่ไหน ในสังคมที่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างและความเปราะบางทางเศรษฐกิจสูง

สมรภูมิแม่น้ำโขง–น้ำกก จึงไม่ใช่เพียงสมรภูมิของเรือประมง หรือนาข้าวริมตลิ่ง แต่กลายเป็นสมรภูมิของ “แนวคิดการเมือง” ที่กำลังปะทะกันอย่างเข้มข้นระหว่างรุ่นเก่า–รุ่นใหม่ ระดับชาติ–ท้องถิ่น และผลประโยชน์–สิ่งแวดล้อม

เมื่อประชาชนในอำเภอเชียงแสน ดอยหลวง เวียงแก่น แม่จัน และเชียงของ เดินเข้าสู่คูหาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใบลงคะแนนหนึ่งใบของแต่ละคน จึงเป็นมากกว่าการเลือกชื่อคน ๆ เดียว หากเป็นการเลือก “โมเดลอนาคต” ของจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือตอนบนไปพร้อมกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร

  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

คู่มือเลือกตั้งเชียงราย 2569 วิเคราะห์เจาะลึกมวยคู่เอกทั้ง 7 เขต ใครคือตัวจริงบนเวทีการเมือง

สรุปสนามการเมืองเชียงราย 2569 ศึกปะทะบ้านใหญ่ย้ายค่าย และตัวแปรสำคัญในเขตเมือง

เชียงราย, 30 ธันวาคม 2568 – ศึกเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 ในจังหวัดเชียงรายกำลังเดินทางสู่โค้งสำคัญ ท่ามกลางสายตาจับจ้องของสังคมการเมืองทั้งประเทศ หากเปรียบสนามการเมืองเป็นเวทีมวย เชียงรายคือ “เวทีเหนือสุดยอดแดนสยาม” ที่มีทั้งมวยเก๋า มวยสด มวยย้ายค่าย และมวยสายบู๊ พร้อมขึ้นชกใน 7 รุ่น หรือ 7 เขตเลือกตั้ง ซึ่งทุกคู่ต่างเดิมพันด้วยศักดิ์ศรีของ “บ้านใหญ่” และพลัง “กระแสส้ม” จากพรรคแนวคิดใหม่ที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนมาแล้วในการเลือกตั้งครั้งก่อน

ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง หากแต่เป็นการประลองยุทธ์ระหว่าง “ทุนทางการเมืองเดิม” กับ “การเมืองกระแสใหม่” บนกติกาเดียวกัน คือคะแนนเสียงของประชาชนในแต่ละเขตที่เปรียบเสมือนกรรมการให้คะแนนรอบเวที ซึ่งพร้อมจะชูมือให้ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าทำงานจริง เข้าใจพื้นที่จริง และตอบโจทย์อนาคตจังหวัดเชียงรายได้ชัดเจนที่สุด

ภาพรวมเวทีมวยการเมืองเชียงราย ก่อนระฆังปี 2569

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเมืองเชียงรายสะท้อนภาพเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน จากเดิมที่ “บ้านใหญ่” และพรรคการเมืองกระแสหลักถือเข็มขัดแชมป์ต่อเนื่องหลายสมัย กระทั่งการเลือกตั้งรอบล่าสุดที่พรรคแนวคิดใหม่ในนาม “พรรคประชาชน” สามารถเจาะเกราะป้องกันและคว้าเก้าอี้ไปครองหลายเขต ทำให้สมดุลอำนาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

การเลือกตั้งปี 2569 จึงเปรียบเหมือน “ไฟต์ล้างตา” ของหลายตระกูลการเมืองในจังหวัด ขณะเดียวกันก็เป็น “ไฟต์ต่อยอด” ของ ส.ส. ชุดเดิมที่ต้องพิสูจน์ว่ากระแสที่เคยแรงเมื่อครั้งก่อน มิได้เป็นเพียงฟ้าผ่าชั่วคราว หากคือความเชื่อมั่นระยะยาวของประชาชนในพื้นที่ ความน่าสนใจอยู่ที่ ทุกเขตมีผู้ท้าชิงจากหลายค่ายการเมือง ส่งผลให้ทุกคู่ต้องเตรียมทั้งหมัดตรง หมัดฮุก เกมรับ และเกมรุกให้รัดกุมที่สุด

ด้านล่างนี้คือการไล่เรียง “การประกบคู่มวย” ทั้ง 7 เขตเลือกตั้ง โดยอิงจากรายชื่อผู้สมัครของแต่ละพรรค ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 เพื่อให้ประชาชนและผู้สนใจการเมืองสามารถมองเห็นภาพการแข่งขันได้ชัดเจนขึ้น ก่อนเสียงระฆังยกแรกของปีเลือกตั้ง 2569 จะดังขึ้น

เขต 1 นครเชียงราย มวยคู่เอก ศึกศักดิ์ศรีเมืองหลวง

เขต 1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่นครเชียงราย เปรียบได้กับคู่เอกบนเวทีใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การศึกษา และการปกครองของจังหวัด การชกในรุ่นนี้จึงมีทั้งเดิมพันเชิงสัญลักษณ์และเดิมพันทางการเมืองระดับชาติ

ในมุมของ “มวยบ้านใหญ่” พรรคเพื่อไทยส่ง ร.ต.อ.ดร.ธนรัช จงสุทธานามณี หมายเลข 7 ทายาทตระกูลจงสุทธานามณี ขึ้นชกในฐานะผู้ทวงเข็มขัดคืน การกลับมาลงสนามเต็มตัวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการ “เทหมดหน้าตัก” หากไม่สามารถคว้าชัยได้ ความต่อเนื่องทางการเมืองของสายตระกูลในเขตเมืองอาจต้องถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง

ฝั่ง “มวยกระแส” พรรคประชาชนส่ง ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ หมายเลข 1 อดีต ส.ส. เจ้าของพื้นที่เดิมขึ้นป้องกันเข็มขัด แม้ในโลกโซเชียลมีเสียงวิจารณ์เรื่องการ “เข้าไม่ถึงตัว” ในบางชุมชน แต่ข้อได้เปรียบของชิตวันคือพลังของฐานเสียงคนรุ่นใหม่และความนิยมของพรรคในระดับประเทศ ซึ่งยังถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในสนามเมืองใหญ่แบบเชียงราย

ส่วนพรรคกล้าธรรมส่ง วุฒิชาติ เกรียงเกษร หมายเลข 6 นักธุรกิจท้องถิ่นที่ถูกขนานนามว่า “เสี่ยหนุ่ม” หรือ “หนุ่มแสนดี” ขึ้นเวทีในฐานะมวยสด การลงชกของวุฒิชาติอาจไม่ใช่การหวังน็อกเอาต์ในทันที หากแต่เป็นการ “ชกเก็บแต้ม” ด้วยการทำงานเชิงพื้นที่ระยะยาว ซึ่งอาจสั่นคลอนคะแนนของคู่หลักและทำให้ผลการเลือกตั้งเขตนี้ออกมาเบียดกันจนแต้มไม่ห่าง

เขต 1 จึงเป็นศึกที่ทุกหมัดมีความหมาย เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในช่วงปลายยก อาจทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “จุกอก” จากคะแนนที่เฉือนกันเพียงไม่กี่พันเสียง

เขตเลือกตั้งที่ 1

  1. นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ (พรรคประชาชน)
  2. นายนิติธร สมสิทธิ์ (พรรคภูมิใจไทย)
  3. นายธเนตร ติ๊บโก๊ะ (พรรคโอกาสใหม่)
  4. นายสมนึก ใจจักร์ (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  5. นายไอใจ ปู่หมื่อ (พรรคประชาธิปัตย์)
  6. นายวุฒิชาติ เกรียงเกษม (พรรคกล้าธรรม)
  7. นายธนรัช จงสุทธานามณี (พรรคเพื่อไทย)
  8. นายธนัยรัชต์ ศรีโชติ (พรรคปวงชนไทย)

เขต 2 แชมป์เก่ากับแรงกดดันรอบเวที

เขต 2 เป็นเวทีที่ ส.ส. โฮม ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ครองเก้าอี้อยู่เดิม แม้ภาพรวมโปรไฟล์และเครือข่ายการเมืองจะทำให้ถูกมองว่าเป็น “มวยต่อ” แต่ในเวทีมวยการเมือง ลูกกลมๆ อย่างคะแนนเสียงสามารถเหวี่ยงได้ตลอดเวลา

ในไฟต์นี้ แชมป์เก่าต้องเผชิญกับผู้ท้าชิงจากหลายมุมเวที ทั้งจากพรรคประชาชน ภูมิใจไทย และกล้าธรรม ที่ต่างหวังเข้ามาตัดแต้ม แม้ชื่อผู้สมัครจากบางพรรคจะยังไม่เป็นที่คุ้นหูในระดับประเทศ แต่การทำงานเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่องอาจเปลี่ยนสถานะจาก “ม้ารอง” เป็น “ม้าพลิกเกม” ได้ทุกเมื่อ

ความท้าทายของเขต 2 อยู่ที่โครงสร้างพื้นที่ซึ่งมีทั้งเขตเมืองกึ่งชนบทและชุมชนชนเผ่า ทำให้ผู้สมัครต้องใช้กลยุทธ์ “เปลี่ยนการ์ดตลอดเวลา” ระหว่างการเสนอภาพใหญ่ของนโยบายระดับชาติ กับการตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ราคาพืชผล ถนนหนทาง และบริการสาธารณสุข หากฝ่ายใดมองข้ามรายละเอียดเหล่านี้ อาจถูกคู่แข่งใช้เป็น “หมัดโต้กลับ” ได้ทันที

เขตเลือกตั้งที่ 2

  1. นายพงษ์พณิช อันพาพรม (พรรคท้องที่ไทย)
  2. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช (พรรคเพื่อไทย)
  3. นายหาญ ดอนลาว (พรรคประชาธิปัตย์)
  4. นายทรงพล ชีวินมหาชัย (พรรคกล้าธรรม)
  5. นางสาวช่อพฤกษา อุดมทรัพย์ (พรรคภูมิใจไทย)
  6. นายอุทิศ มณีจันสุข (พรรคประชาชน)
  7. นายประเวช ราชชมภู (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

เขต 3 มวยเก๋าปะทะมวยระบบใหม่

เวทีเขต 3 ถูกจับตามองในฐานะ “ซูเปอร์ไฟต์” ระหว่างมวยเก๋าประสบการณ์สูง และมวยระบบใหม่ที่มีเครื่องมือการเมืองยุคดิจิทัลหนุนหลัง

พรรคประชาชนส่ง ฐากูร ยะแสง หมายเลข 5 อดีต ส.ส. เจ้าของพื้นที่เดิมขึ้นชกต่อในฐานะแชมป์เก่า จุดแข็งของฐากูรคือผลงานการทำงานต่อเนื่องในสภาและความใกล้ชิดกับชุมชนชนบทจำนวนมาก ทำให้ฐานเสียงเดิมยังคงเหนียวแน่นในสายตาผู้สนับสนุน

ขณะที่พรรคเพื่อไทยดึง วิสาร เตชะธีราวัฒน์ หมายเลข 6 อดีตรัฐมนตรีและ ส.ส. 9 สมัย กลับขึ้นเวทีด้วยตนเองอีกครั้ง เสมือนการส่ง “มวยเก๋าโอลด์เจเนอเรชัน” ที่ผ่านสมรภูมิการเมืองมานับไม่ถ้วน การกลับมาสวมเสื้อขึ้นชกครั้งนี้ไม่เพียงเดิมพันด้วยชื่อเสียงส่วนตัว หากยังเป็นการทดสอบว่าบารมีทางการเมืองแบบดั้งเดิมจะยังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในเขต 3 หรือไม่

ผลของไฟต์นี้จะสะท้อนชัดว่า ในสายตาของประชาชน การเมืองแบบ “ระบบทีมสมัยใหม่” หรือ “มวยเก๋าแทคติกแน่น” จะได้รับคะแนนไว้ใจมากกว่ากัน และอาจกลายเป็นต้นแบบเปรียบเทียบให้เขตอื่นๆ ทั่วจังหวัดด้วย

เขตเลือกตั้งที่ 3

  1. นายอาคม จันต๊ะมา (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  2. นายเรืองฤทธิ์ พวกอินแสง (พรรคประชาธิปัตย์)
  3. นายพิทักษ์ แสงคำ (พรรคกล้าธรรม)
  4. นายประเวศน์ รวีนโอภาส (พรรคภูมิใจไทย)
  5. นายฐากูร ยะแสง (พรรคประชาชน)
  6. นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
  7. นายสมชาติ ขวัญชัย (พรรคพลังประชารัฐ)

เขต 4 ศึกสายเลือดบนผืนผ้าใบ

เขต 4 เป็นหนึ่งในเวทีที่มีมิติทางอารมณ์สลับซับซ้อนมากที่สุด เพราะไม่ใช่เพียงศึกระหว่างสองพรรค หากยังเป็น “ศึกในสายตระกูล” ที่ประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจ

ฝ่ายพรรคเพื่อไทยส่ง “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หมายเลข 4 ลูกสาวของวิสาร ลงป้องกันเก้าอี้ที่เคยคว้ามาได้ในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา ด้วยภาพลักษณ์ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของบ้านการเมืองเก่า ตลอดช่วงดำรงตำแหน่งที่ผ่านมา วิสาระดีพยายามสื่อสารบทบาทด้านการพัฒนาพื้นที่และการทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่พรรคกล้าธรรมดึง สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ หมายเลข 1 อดีต ส.ส. 4 สมัย ซึ่งเคยโลดแล่นอยู่ในสังกัดเพื่อไทยและเป็นคนกันเองในตระกูล เตรียมขึ้นชกในสีเสื้อใหม่ การเปลี่ยนค่ายครั้งนี้ทำให้ไฟต์เขต 4 ถูกขนานนามว่าเป็น “ศึกน้าปะทะหลาน” ที่มีทั้งประวัติศาสตร์ร่วมกันและเส้นทางการเมืองที่เริ่มแยกออกจากกันชัดเจน

สำหรับประชาชนในเขตนี้ ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียงเรื่องความผูกพันส่วนบุคคล หากอยู่ที่คำถามว่า ใครสามารถต่อยอดการทำงานในสภาและผลักดันโครงการพัฒนาพื้นที่ได้ชัดเจนมากกว่ากัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว คะแนนเสียงทุกใบคือการชูมือให้ “มวยที่ทำงานได้จริง” มากกว่ามวยที่มีเพียงชื่อเสียงในอดีต

เขตเลือกตั้งที่ 4

  1. นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ (พรรคกล้าธรรม)
  2. นายธรรมวัตร พรมเสน (พรรคประชาชน)
  3. นายสหการ เขื่อนแปด (พรรคประชาธิปัตย์)
  4. นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
  5. นายชาติบัญชา จำปาเจียม (พรรคพลวัต)
  6. นายอินตา เมืองมูล (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  7. นายเทียม เทพแสน (พรรคภูมิใจไทย)
  8. นายวัชรพงศ์ ปิโย (พรรคโอกาสใหม่)

เขต 5 และเขต 7 บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์แยกมุม – เมื่อมวยย้ายค่ายขึ้นชนเสื้อเดิม

สองเขตนี้คือไฮไลท์สำคัญของการเมืองเชียงรายรอบนี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่บ้านใหญ่ตระกูลวันไชยธนวงศ์ แยกตัวออกจากการสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และกระจายกำลังไปอยู่ในสองค่ายการเมืองใหม่ คือพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม

ในเขต 5 รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ จากพรรคภูมิใจไทย หมายเลข 2 ขึ้นชกกับ เทอดชาติ ชัยพงษ์ จากพรรคเพื่อไทย หมายเลข 1 ทั้งสองฝ่ายถือเป็นผู้ที่ทำงานพื้นที่มาอย่างยาวนาน ต่างคนต่างมีเครือข่ายผู้นำชุมชนหนุนหลัง การประกบคู่ครั้งนี้จึงเปรียบได้กับมวยรุ่นเดียวกันที่เคยซ้อมร่วมเวที แต่วันนี้ต้องมาชกกันเต็มยกต่อหน้าเจ้าถิ่นคนดูในอำเภอ

เขตเลือกตั้งที่ 5

  1. นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ (พรรคเพื่อไทย)
  2. นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ (พรรคภูมิใจไทย)
  3. นายนาวิน วังแปง (พรรคประชาชน)
  4. (ในรูปข้ามเบอร์ 4)
  5. นายพันธวัช ภูผาพันธกานต์ (พรรคพลวัต)
  6. นายนิกร จันทร์หอม (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  7. นายสุรชาติ ผิวแดง (พรรคประชาธิปัตย์)

ส่วนเขต 7 สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ จากพรรคกล้าธรรม หมายเลข 6 ขึ้นเวทีพบ สง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย หมายเลข 7 แชมป์ใหม่จากการเลือกตั้งซ่อมที่เพิ่งทำหน้าที่ ส.ส. เพียงช่วงสั้นก่อนมีการยุบสภา สุธีระพงษ์มีพื้นฐานการเมืองจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) และรองนายก อบจ. เชียงราย ก่อนยื่นลาออกเพื่อหันมาลงเล่นการเมืองระดับชาติเต็มตัว

ไฟต์ในเขต 7 จึงเป็นศึกระหว่าง “เจ้าถิ่นท้องถิ่นเก๋าเกม” กับ “แชมป์หน้าใหม่ในระดับชาติ” ที่ยังต้องพิสูจน์ศักยภาพต่อเนื่อง ถ้าสุธีระพงษ์สามารถใช้เครือข่ายเดิมในระดับ อบจ. แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงระดับเขตได้สำเร็จ จะถือเป็นสัญญาณสำคัญของบทบาทบ้านใหญ่ที่ย้ายค่ายในยุคการเมืองใหม่

เขตเลือกตั้งที่ 7

  1. ร้อยตำรวจเอก ดอน สมควร (พรรคประชาธิปัตย์)
  2. นายสุทัศน์ ยาละ (พรรคประชาชน)
  3. นายเสกสรรค์ เชื้อมือพาน (พรรคภูมิใจไทย)
  4. นายบุญเกิด ร่องแก้ว (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  5. นายเสรี วังแง่ (พรรคพลวัต)
  6. นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ (พรรคกล้าธรรม)
  7. นางสาวมิรันตี บุญแก้ว (พรรคโอกาสใหม่)
  8. นายสง่า พรมเมือง (พรรคเพื่อไทย)

เขต 6 แม่สาย เวทีชายแดนเดือด สามมุมมองบนเชือกเส้นเดียว

เขต 6 ครอบคลุมอำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นด่านเศรษฐกิจชายแดนไทย–เมียนมา และเป็นประตูการค้าสำคัญของภาคเหนือ การแข่งขันในเขตนี้จึงมีทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจชายแดน และผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

พรรคเพื่อไทยดึง ชัยยนต์ ศรีสมุทร หมายเลข 4 อดีตนายกเทศมนตรีแม่สายที่รู้จักทุกตรอกซอกซอยของเขตเมืองชายแดนขึ้นชก จุดแข็งของชัยยนต์คือความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการค้า การจราจร และการจัดระเบียบตลาดชายแดน ที่ประชาชนในพื้นที่เผชิญอยู่ทุกวัน

ฝั่งพรรคประชาชนส่ง จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม หมายเลข 1 อดีต ส.ส. ขวัญใจคนรุ่นใหม่และกลุ่มแรงงานพื้นที่ชายแดนขึ้นเวที ด้วยภาพลักษณ์ตัวแทนการเมืองแนวทางใหม่ ที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการผลักดันนโยบายโปร่งใส

ส่วนพรรคกล้าธรรมส่ง มลธิชา ไชยบาล ผู้ทำงานเชื่อมโยงกับมูลนิธิในเครือข่ายธรรมนัส ลงสู้ศึกในฐานะตัวเลือกจากค่ายที่มุ่งสร้างเครือข่ายช่วยเหลือชุมชนมายาวนาน การปรากฏตัวของมลธิชาทำให้เขต 6 กลายเป็น “ไฟต์สามมุมแดง–น้ำเงิน–ขาว” ที่คะแนนเสียงอาจถูกแบ่งกันอย่างสูสี

ด้วยความสำคัญของแม่สายในระดับเศรษฐกิจและความมั่นคง การตัดสินใจของประชาชนในเขตนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือก ส.ส. หากเป็นการเลือก “คนที่จะขึ้นเวทีเจรจาแทนชุมชน” ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับด่านชายแดน การค้า การท่องเที่ยว และแรงงานข้ามแดนในระยะยาว

เขตเลือกตั้งที่ 6

  1. นางจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม (พรรคประชาชน)
  2. นายธวัชชัย อภิวงค์ (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  3. นายอนันต์ แพทยานนท์ (พรรคพลังประชารัฐ)
  4. นายชัยยนต์ ศรีสมุทร (พรรคเพื่อไทย)
  5. นางภัทรวัลย์ ผลไพบูลย์ (พรรคพลวัต)
  6. นายกฤษฎ์ชัยณัชวงศ์ สมพฤกษ์ (พรรคประชาธิปัตย์)
  7. นางมลธิชา ไชยบาล (พรรคกล้าธรรม)
  8. นายบัณฑิต สุรินเปา (พรรคไทยก้าวหน้า)

ปัจจัยตัดสินบนเวที พื้นที่ กระแสพรรค และความน่าเชื่อถือส่วนตัว

เมื่อไล่ดูทั้ง 7 เขตรวมกัน จะเห็นได้ว่าศึกเชียงรายปี 2569 มีปัจจัยหลักสามด้านที่จะตัดสินผลแพ้ชนะในแต่ละเวที

หนึ่ง คือ “ฐานพื้นที่และเครือข่ายท้องถิ่น” ผู้สมัครที่ทำงานพื้นที่ต่อเนื่อง ยืนมวยแบบ “ยกต่อยก” กับปัญหาของชาวบ้าน มีแนวโน้มจะได้รับความไว้วางใจมากกว่าผู้ที่ปรากฏตัวเฉพาะช่วงหาเสียง

สอง คือ “กระแสพรรคในระดับชาติ” โดยเฉพาะพรรคที่มีฐานแนวคิดชัดเจน เช่น พรรคประชาชนที่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้ดี พรรคเพื่อไทยที่มากด้วยประสบการณ์บริหารประเทศ หรือพรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรมที่ใช้ยุทธศาสตร์บ้านใหญ่และเครือข่ายท้องถิ่นหนุนหลัง หากกระแสในภาพใหญ่ขึ้นสูงช่วงโค้งสุดท้าย คะแนนของผู้สมัครในจังหวัดย่อมได้รับอานิสงส์โดยตรง

สาม คือ “ความน่าเชื่อถือส่วนบุคคล” ทั้งประวัติการทำงาน ความโปร่งใส และท่าทีต่อประเด็นสำคัญของจังหวัด เช่น ปัญหาหมอกควันไฟป่า การท่องเที่ยวคุณภาพสูง และการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนมิติใหม่ ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับการติดตามผลงานในอดีตและท่าทีต่อปัญหาปัจจุบันมากกว่าคำพูดบนเวทีปราศรัยเพียงอย่างเดียว

บทสรุปก่อนระฆังดัง จากเวทีมวยสู่กล่องเลือกตั้ง

ท้ายที่สุด แม้การวิเคราะห์ในภาพรวมจะทำให้เห็นว่าแต่ละเขตมีคู่มวยหลัก คู่มวยรอง และมวยม้ามืดที่น่าจับตาอย่างไรบ้าง แต่ “กรรมการตัวจริง” ที่จะชูมือให้ผู้ใดขึ้นแท่นผู้ชนะก็ยังคงเป็นประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีสิทธิ์ใช้เสียงของตนเองอย่างเสรี ตามข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานของผู้สมัครในช่วงที่ผ่านมา

ศึกเลือกตั้ง 7 เขตของจังหวัดเชียงรายในปี 2569 จึงเป็นมากกว่าการวัดพลังระหว่างบ้านใหญ่กับกระแสสีส้ม หากเป็นบททดสอบว่า การเมืองในยุคใหม่จะสามารถสร้างสมดุลระหว่างประสบการณ์เก่าและพลังใหม่ได้อย่างไร เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายไม่ใช่เพียงชัยชนะบนผืนผ้าใบ แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนบนผืนแผ่นดินเชียงรายอย่างยั่งยืน

เมื่อระฆังเลือกตั้งดังขึ้น ทุกคะแนนเสียงที่ถูกหย่อนในหีบจะกลายเป็น “คะแนนให้ดาวน์แต้ม” ที่ตัดสินว่า ใครจะอยู่ ใครจะไป และอนาคตการเมืองเชียงรายในทศวรรษข้างหน้าจะเดินไปในทิศทางใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME