Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เมื่อคนเชียงรายเลือกคนที่อยู่กับปัญหา ทำที่นั่งพลิกแผนที่การเมืองเหนือปี 69

พรรคกล้าธรรมเขย่าแผนที่การเมืองเชียงราย คว้า 4 ที่นั่งจาก 7 เขต เสียงท้องถิ่นชนะกระแสโซเชียล

เชียงราย,9 กุมภาพันธ์ 2569 – เช้าวันหลังการเลือกตั้ง หน้าร้านกาแฟในตัวเมืองเชียงรายเริ่มกลับมาคึกคักเหมือนทุกวัน แต่บทสนทนาบนโต๊ะกลับไม่เหมือนเดิม จากเดิมที่คนถกเรื่องราคาเกษตรหรือท่องเที่ยว ปีนี้คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ ทำไมชื่อที่ไม่ดังในโซเชียลถึงชนะ และทำไมบางพรรคที่เคยเป็นกระแสกลับไม่สามารถปักธงได้แม้แต่เขตเดียวในจังหวัดเชียงราย

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงรายปี 2569 กลายเป็นภาพสะท้อนการเมืองท้องถิ่นที่กำลังเปลี่ยนรูป เมื่อพรรคกล้าธรรมสามารถคว้าชัยชนะได้ 4 เขตจากทั้งหมด 7 เขต ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ 2 เขต พรรคภูมิใจไทยได้ 1 เขต และพรรคประชาชนไม่สามารถคว้าที่นั่งได้เลยในจังหวัดนี้ตามชุดข้อมูลผลคะแนนที่ผู้สื่อข่าวรวบรวมจากพื้นที่

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสีบนแผนที่ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า “ความคุ้นชื่อในชุมชน” อาจมีน้ำหนักมากกว่า “ความคุ้นหน้าในฟีดข่าว” และประสบการณ์ที่ประชาชนเจอจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะหลังเหตุอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2567 ยังคงหลงเหลือเป็นความทรงจำที่ถูกนำมาประกอบการตัดสินใจในคูหาเลือกตั้งของหลายคน

วันเลือกตั้งที่คนเชียงรายออกมาใช้สิทธิอย่างพร้อมเพรียง

กรอบการออกเสียงเลือกตั้งโดยทั่วไปกำหนดตั้งแต่เวลา 08.00 ถึง 17.00 น. และหลังปิดหีบจะเริ่มกระบวนการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งต่อหน้าประชาชน พร้อมมีระบบรายงานผลแบบไม่เป็นทางการผ่านระบบและแดชบอร์ดออนไลน์ของ กกต. ตามที่หน่วยงานรัฐเผยแพร่แนวทางและขั้นตอนในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง

ในมุมของการกำกับดูแลความสุจริต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเน้นการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านสำนักงาน กกต. ในพื้นที่หรือสายด่วน 1444 ซึ่งเป็นจุดย้ำสำคัญว่าการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือไม่จบแค่วันลงคะแนน แต่ต้องมีกลไกตรวจสอบและรับเรื่องร้องเรียนรองรับ

บรรยากาศการใช้สิทธิในเชียงรายจึงไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ความคึกคักหน้าหน่วย แต่ถูกเชื่อมเข้ากับคำถามที่ใหญ่กว่า ว่าคะแนนแต่ละใบกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับความคาดหวังของจังหวัดชายแดนที่มีทั้งเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลางการค้า และพื้นที่ชนบทที่ยังต้องพึ่งพาการจัดสรรทรัพยากรจากรัฐอย่างใกล้ชิด

ภาพรวมคะแนนทั้งจังหวัด 7 เขต และความหมายของ 4 ที่นั่งที่พลิกเกม

เมื่อเรียงผลคะแนนทั้ง 7 เขตตามข้อมูลที่แนบ จะเห็น “สามภาพใหญ่” ที่ทับซ้อนกัน

ภาพแรกคือการยืนระยะของเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีฐานการบริหารเมืองหรือการทำงานต่อเนื่องยาวนาน

ภาพที่สองคือการทะลุเพดานของพรรคที่สามารถเชื่อมงานช่วยเหลือหรือการประสานในพื้นที่ให้กลายเป็นความไว้วางใจทางการเมือง โดยเฉพาะในเขตที่ประชาชนรู้สึกว่าต้องการความเปลี่ยนแปลงแบบจับต้องได้

ภาพที่สามคือสัญญาณเตือนของการเมืองแบบกระแส เมื่อความนิยมระดับชาติไม่สามารถทดแทนความคุ้นเคยในชุมชนได้ หากประชาชนไม่เห็น “การอยู่กับปัญหา” ในวันที่พื้นที่เดือดร้อนจริง

ผลลัพธ์สุดท้ายจึงออกมาเป็นพรรคกล้าธรรม 4 เขต พรรคเพื่อไทย 2 เขต พรรคภูมิใจไทย 1 เขต และพรรคประชาชนไม่มีที่นั่งในเชียงรายตามชุดผลคะแนนที่ปรากฏ

เขต 1 เมืองเชียงราย ฐานท้องถิ่นและการบริหารเมืองยังเป็นแรงส่ง

เขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอเมืองเชียงราย ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ธนรัช จงสุทธานามณี ได้คะแนน 43,234 คะแนน ชนะผู้สมัครพรรคประชาชน ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ ที่ได้ 33,004 คะแนน โดยมีส่วนต่าง 10,230 คะแนน

พื้นที่เขต 1 ถูกมองว่าเป็นเขตที่การบริหารท้องถิ่นส่งผลต่อการรับรู้ของประชาชนสูง เพราะมีความเป็นเมือง มีบริการสาธารณะและโครงการพัฒนาเมืองที่ประชาชนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ข้อมูลที่แนบระบุชื่อ วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ในฐานะบุคคลที่มีบทบาทด้านการพัฒนาเมืองและถูกกล่าวถึงว่าเป็นฐานสำคัญของความแข็งแรงทางการเมืองในพื้นที่

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจากพื้นที่ยังสะท้อนว่ามีการหยิบยกประเด็นการช่วยเหลือช่วงอุทกภัยเดือนสิงหาคม 2567 มาพูดถึง โดยมี “ความเห็นของคนในพื้นที่บางส่วน” ว่าไม่ค่อยเห็นการลงพื้นที่อย่างชัดเจนของตัวแทนพรรคประชาชนในเขตอำเภอเมือง ข้อสังเกตนี้เป็นการรายงานบรรยากาศความรู้สึก ไม่ใช่ข้อเท็จจริงชี้ผิดถูก และเมื่อเขียนในข่าวเชิงวิชาชีพจึงต้องวางให้เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ตัดสินผลแพ้ชนะ

สิ่งที่คะแนนเขต 1 กำลังบอกคือ เมืองไม่ได้เลือกเพราะกระแสอย่างเดียว แต่เลือกจาก “ความแน่นอน” ที่มองเห็นได้ในระบบบริหารท้องถิ่น และความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์กับชุมชนเมืองอย่างต่อเนื่อง

เขต 2 เวียงเชียงรุ้ง เวียงชัย แม่จันบางส่วน ความผูกพันในพื้นที่ยังคงมีผล

เขต 2 ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช จากพรรคเพื่อไทย ได้ 33,745 คะแนน ชนะ ทรงพล ชีวินมหาชัย จากพรรคกล้าธรรม ที่ได้ 24,283 คะแนน ส่วนต่าง 9,462 คะแนน

ข้อมูลที่แนบสะท้อนภาพของผู้สมัครที่คนในพื้นที่เรียกติดปากและมีความเป็น “คนของพื้นที่” พร้อมทั้งมีความผูกพันผ่านบทบาททางสังคม เช่น การเชื่อมกับกีฬาในจังหวัด ซึ่งเป็นรูปแบบทุนทางสังคมที่มักแปลงเป็นทุนทางการเมืองได้ในพื้นที่ที่ประชาชนให้ค่ากับความใกล้ชิดและการเข้าถึงได้ง่าย

คะแนนเขต 2 จึงเป็นอีกตัวอย่างว่า พรรคใหม่อาจรุกได้ แต่หากต้องชนกับเครือข่ายเดิมที่ทำงานในพื้นที่สม่ำเสมอ และมีนามสกุลที่ประชาชนจดจำได้ยาวนาน เกมจะตัดสินกันด้วยความต่อเนื่องมากกว่าความหวือหวา

เขต 3 แม่ลาว แม่สรวย เวียงป่าเป้า ความต้องการเปลี่ยนแปลงแบบตรงจุดดันกล้าธรรมขึ้นนำ

เขต 3 พิทักษ์ แสงคำ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,732 คะแนน ชนะ ฐากูร ยะแสง พรรคประชาชน 25,565 คะแนน ส่วนต่าง 8,167 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ได้ 25,051 คะแนน เป็นอันดับ 3

เขตนี้ถูกอธิบายได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ประเด็นเชิงปากท้องและสิทธิในที่ดินทำกินมีน้ำหนักสูง และมีมุมมองจากแหล่งข่าวในพื้นที่ว่าการเป็นฝ่ายค้านอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังของคนเชียงรายบางกลุ่มที่ต้องการเห็นการแก้ปัญหาเร็วและเป็นรูปธรรม นี่เป็นทัศนะทางการเมืองที่ควรเล่าด้วยความระมัดระวัง เพราะสะท้อนความรู้สึกของประชาชนบางส่วน ไม่ใช่ข้อสรุปแทนคนทั้งเขต

อย่างไรก็ดี จุดที่เป็นข้อเท็จจริงในข้อมูลคือผู้ชนะในเขตนี้มีประสบการณ์ทำงานท้องถิ่นมาก่อน เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอแม่สรวย เขต 1 ซึ่งทำให้เกิดภาพจำเรื่องความใกล้ชิดและการเข้าถึงพื้นที่ได้จริง

ในทางข่าวสารเชิงลึก เขต 3 จึงเป็นพื้นที่ตัวอย่างของการเลือก “คนที่อยู่กับพื้นที่” มากกว่า “คนที่อยู่ในกระแส” และเป็นสัญญาณว่าความต้องการการเปลี่ยนแปลงจะถูกส่งผ่านคะแนนเสียงทันที หากประชาชนเชื่อว่ามีช่องทางทำให้ปัญหาได้รับการแก้

เขต 4 พาน ป่าแดด และพื้นที่ต่อเนื่อง เกมคะแนนตัดกันเปิดทางให้กล้าธรรมแทรกขึ้นมา

เขต 4 สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,725 คะแนน ชนะ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 29,570 คะแนน ส่วนต่าง 4,155 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครพรรคประชาชน ธรรมวัตร พรมเสน ได้ 25,724 คะแนน เป็นอันดับ 3

ตัวเลขเขตนี้สะท้อนการแข่งขันที่สูสีและมีการกระจายคะแนนสูง เมื่อสองพรรคใหญ่แข่งขันกันอย่างใกล้เคียง โอกาสของพรรคที่สามจึงเกิดขึ้นได้หากสามารถรักษาฐานของตนเองและดึงคะแนนส่วนเพิ่มจากกลุ่มที่ลังเล

ข้อมูลระบุประวัติการทำงานของผู้ชนะในเขตนี้ชี้ชัดว่าเคยเป็นทั้งสมาชิกสภาจังหวัดเชียงราย และเคยเป็น สส. มาก่อนในช่วงปี 2544 ถึง 2554 รวมถึงมีภาพจำเรื่องการผลักดันงบประมาณหรือกิจกรรมพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คะแนนในเขตมีการตอบสนองต่อ “ผลงานที่คนจำได้” มากกว่าการสื่อสารในเชิงภาพลักษณ์

ในมุมการเมืองท้องถิ่น เขต 4 ยังชี้ว่าการแข่งขันแบบตัดคะแนนกันเองของพรรคที่มีฐานใกล้เคียงกัน อาจทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ของคนติดตามกระแส แต่เป็นไปตามกลไกการรวมคะแนนจริงใน

เขต 5 เทิง ขุนตาล พญาเม็งราย เชียงของบางส่วน ชัยชนะขาดลอยของภูมิใจไทยและพลังเครือข่ายพื้นที่

เขต 5 รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ พรรคภูมิใจไทย ได้ 52,898 คะแนน ชนะ นาวิน วังแปง พรรคประชาชน 17,305 คะแนน ส่วนต่าง 35,593 คะแนน ขณะที่ เทอดชาติ ชัยพงษ์ พรรคเพื่อไทย ได้ 17,158 คะแนน เป็นอันดับ 3

นี่คือเขตที่คะแนนห่างที่สุดในชุดข้อมูล และเป็นเขตที่ตอบคำถามเชิงโครงสร้างว่า “ตระกูลการเมืองและเครือข่ายท้องถิ่น” ยังทำงานได้จริงในพื้นที่ที่ความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ชุมชน และการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตประจำวัน

ข้อมูลแนบระบุด้วยว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งมีการพัฒนาจากงบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและความสามารถพึ่งตนเองของพื้นที่ ทำให้ความคาดหวังต่อรัฐบาลกลางอาจไม่ได้สูงเท่าพื้นที่อื่น แต่ความคาดหวังต่อ “การเข้าถึงเร็ว” และ “การอยู่กับงานชุมชน” กลับสูงมาก

เขต 5 จึงเป็นภาพสะท้อนของการเมืองที่วัดกันด้วยความหนาแน่นของเครือข่าย และความเชื่อใจที่สะสมจากการลงพื้นที่ยาวนาน จนกระแสระดับชาติแทบไม่สามารถเขยื้อนได้

เขต 6 แม่สาย แม่ฟ้าหลวง แม่จันบางส่วน ชายแดนที่ใช้ความทรงจำเป็นบัตรเลือกตั้ง

เขต 6 มลธิชา ไชยบาล พรรคกล้าธรรม ได้ 28,294 คะแนน ชนะ จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม พรรคประชาชน 24,743 คะแนน ส่วนต่าง 3,551 คะแนน ขณะที่ ชัยยนต์ ศรีสมุทร พรรคเพื่อไทย ได้ 19,007 คะแนน เป็นอันดับ 3

เขต 6 ถูกพูดถึงมากในข้อมูลแนบ เพราะเป็นพื้นที่ชายแดนและเป็นพื้นที่ที่เผชิญแรงกดดันซ้อนหลายชั้น ทั้งเศรษฐกิจชายแดน ความมั่นคง และเหตุอุทกภัยปี 2567 ที่กระทบชีวิตผู้คนอย่างหนัก

ในชุดข้อมูลที่สำคัญ มีการเล่าถึงว่าการช่วยเหลือหลังน้ำท่วมของกลุ่มหรือมูลนิธิที่ยังอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่อง ทำให้คนในชุมชนจดจำชื่อผู้ประสานงานได้ชัด และภาพการทำงานในพื้นที่ เช่น รถขนดิน รถตัดดิน ป้ายที่พบเห็นได้บ่อย กลายเป็นหลักฐานเชิงประสบการณ์ที่ประชาชนสัมผัสด้วยตา มากกว่าการรับรู้ผ่านข่าวออนไลน์

อย่างไรก็ดี เนื่องจากข้อมูลส่วนนี้เป็นการเล่าจากพื้นที่ส่วนหนึ่งและยังไม่มีหลักฐานในวงกว้างของการพูดคุยจึงควรวางน้ำหนักอย่างเป็นกลางว่า “เป็นภาพรับรู้ของชุมชน” ที่มีผลต่อความไว้วางใจ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าหน่วยงานใดทำหรือไม่ทำ

ประเด็นสำคัญของเขต 6 คือการเมืองชายแดนไม่แยกจากปัญหาปากท้องและภัยพิบัติ เมื่อประชาชนต้องล้างโคลนจริง ความคาดหวังต่อผู้แทนย่อมไม่ใช่เพียงการอภิปรายในสภา แต่คือความสามารถประสานให้ความช่วยเหลือเดินหน้าได้ทัน

เขต 7 ดอยหลวง เวียงแก่น เชียงแสน เชียงของส่วนใหญ่ ความหวังงานไร้รอยต่อระหว่างรัฐบาลและท้องถิ่น

เขต 7 สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม ได้ 33,387 คะแนน ชนะ สง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย 24,738 คะแนน ส่วนต่าง 8,649 คะแนน

ในภาพของผู้ชนะในฐานะผู้มีประสบการณ์บริหารท้องถิ่น เคยเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำให้เกิดความเชื่อของคนในพื้นที่ว่ามีความรู้จักพื้นที่จริง และมีเครือข่ายทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต่อเนื่อง

อีกมิติหนึ่งที่ข้อมูลสะท้อนคือความคาดหวังของประชาชนหลังเหตุอุทกภัยว่าโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนยังต้องซ่อมแซม และประชาชนต้องการเห็นการทำงานที่เดินหน้าเร็วขึ้น จึงเกิดแนวคิดว่า หากผู้แทนอยู่ในขั้วที่สามารถประสานกับกลไกรัฐได้ อาจทำให้การแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมมากกว่า

เขต 7 จึงกลายเป็น “เขตแห่งความหวังงานประสาน” ไม่ใช่เพียงความหวังทางการเมือง แต่เป็นความหวังต่อการซ่อมถนน ซ่อมสะพาน ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน และจัดการภัยพิบัติในอนาคต

ทำไมคนเชียงรายเลือกชื่อในแบนเนอร์มากกว่าชื่อในโซเชียล

ข้อสังเกตที่โดดเด่นในข้อมูลแนบคือประโยคที่สะท้อนความรู้สึกของผู้ติดตามการเมืองท้องถิ่นว่า ชื่อผู้ชนะจำนวนมากเป็นชื่อที่คนในเขตรู้จักมานานกว่า 10 ปี และปรากฏบนแบนเนอร์หรือกิจกรรมในพื้นที่มากกว่าการเป็นชื่อดังในโลกออนไลน์

เมื่อแปลความในเชิงโครงสร้างการเมืองท้องถิ่น ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับตรรกะพื้นฐานของการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ที่ประชาชนจำนวนมากยังคงตัดสินใจจากสามเรื่องหลัก

เรื่องแรกคือความคุ้นเคยแบบสัมพันธ์ตรง เคยพบ เคยคุย เคยเห็นการทำงาน ไม่ว่าจะในฐานะนักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน หรือผู้ประสานงานกิจกรรม

เรื่องที่สองคือความสามารถเข้าถึงได้จริง เมื่อเกิดปัญหาแล้วติดต่อได้ แก้ได้ หรืออย่างน้อยลงมาดูให้เห็น

เรื่องที่สามคือความเชื่อว่าเลือกแล้วจะพา “ทรัพยากร” เข้าพื้นที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ โครงการ หรือการประสานหน่วยงาน

ผลการเลือกตั้งเชียงรายปีนี้จึงถูกอ่านได้ว่าเป็นการตัดสินใจแบบผสม ระหว่างการประเมินผลงานเดิม การคาดหวังอนาคต และบทเรียนจากเหตุการณ์จริงในพื้นที่ โดยมีภัยพิบัติปี 2567 เป็นหนึ่งในฉากหลังที่ทำให้ประชาชนบางเขตให้น้ำหนักกับการช่วยเหลือและการฟื้นฟูมากขึ้น

การร้องเรียน การซื้อเสียง และบททดสอบความโปร่งใสหลังปิดหีบ

อีกมิติที่ปรากฏในข้อมูลก่อนหน้าและสอดคล้องกับแนวทางของหน่วยงานรัฐคือการเฝ้าระวังการทุจริตและช่องทางร้องเรียน โดยในระดับประเทศมีการสื่อสารเรื่องการดำเนินการป้องกันข้อร้องเรียน การกำชับเจ้าหน้าที่ และการให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา รวมถึงการสอบถามข้อมูลและแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1444

ด้านหลักกฎหมาย การให้หรือรับทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน เป็นความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นฐานกฎหมายสำคัญที่ใช้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียงและความผิดที่เกี่ยวเนื่อง

สำหรับเชียงราย ข้อมูลที่คุณให้มาก่อนหน้านี้เคยกล่าวถึงการมีเรื่องร้องเรียนอย่างน้อย 1 กรณีในพื้นที่อำเภอพานและอยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งในงานข่าวเชิงลึก จุดสำคัญไม่ใช่การชี้ว่าใครผิด แต่คือการติดตามว่า “กลไกตรวจสอบทำงานเร็วและโปร่งใสเพียงใด” เพราะหลังเลือกตั้ง ความชอบธรรมของผู้แทนจะตั้งอยู่บนความเชื่อของสังคมว่าเกมการแข่งขันเป็นธรรม

บทสรุปของเชียงราย 7 เขต คือความคาดหวังใหม่ของจังหวัดชายแดน

เมื่อรวบยอดทั้ง 7 เขต จังหวัดเชียงรายกำลังส่งสัญญาณเชิงนโยบายผ่านคะแนนเสียงอย่างน้อย 5 ประเด็น

ประเด็นหนึ่ง ประชาชนจำนวนมากให้รางวัลกับการทำงานที่ต่อเนื่องในพื้นที่ และลงโทษความรู้สึกว่าไม่เห็นการอยู่กับปัญหา ไม่ว่าจะจริงหรือเป็นภาพรับรู้ ความรู้สึกนั้นมีผลจริงในคูหา

ประเด็นสอง ภัยพิบัติและการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติได้กลายเป็น “ตัวชี้วัดคุณภาพผู้แทน” ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะแม่สายและพื้นที่ชายแดน

ประเด็นสาม เครือข่ายการเมืองท้องถิ่นยังคงแข็งแรง และสามารถเอาชนะกระแสส่วนกลางได้ หากเครือข่ายนั้นตอบโจทย์การเข้าถึงและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ประเด็นสี่ พรรคการเมืองที่ต้องการปักธงภาคเหนือจำเป็นต้องทำงานแบบพื้นที่นิยม ไม่ใช่เพียงสื่อสารระดับชาติ เพราะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตชนะด้วยความไว้ใจรายชุมชน

ประเด็นห้า หลังจากนี้บททดสอบจะย้ายจากสนามหาเสียงไปสู่สนามบริหารและนิติบัญญัติว่า 4 ปีข้างหน้า ผู้แทนจะทำให้ความคาดหวังเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ทำกิน เศรษฐกิจชายแดน และการรับมือภัยพิบัติ กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนจับต้องได้หรือไม่

ตารางสรุปผลคะแนนตามข้อมูลที่แนบ

เขต 1

  • ธนรัช จงสุทธานามณี พรรคเพื่อไทย 43,234 คะแนน
  • ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ พรรคประชาชน 33,004 คะแนน
  • ส่วนต่าง 10,230 คะแนน

เขต 2

  • ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช พรรคเพื่อไทย 33,745 คะแนน
  • ทรงพล ชีวินมหาชัย พรรคกล้าธรรม 24,283 คะแนน
  • ส่วนต่าง 9,462 คะแนน

เขต 3

  • พิทักษ์ แสงคำ พรรคกล้าธรรม 33,732 คะแนน
  • ฐากูร ยะแสง พรรคประชาชน 25,565 คะแนน
  • ส่วนต่าง 8,167 คะแนน

เขต 4

  • สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ พรรคกล้าธรรม 33,725 คะแนน
  • วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 29,570 คะแนน
  • ส่วนต่าง 4,155 คะแนน

เขต 5

  • รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ พรรคภูมิใจไทย 52,898 คะแนน
  • นาวิน วังแปง พรรคประชาชน 17,305 คะแนน
  • ส่วนต่าง 35,593 คะแนน

เขต 6

  • มลธิชา ไชยบาล พรรคกล้าธรรม 28,294 คะแนน
  • จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม พรรคประชาชน 24,743 คะแนน
  • ส่วนต่าง 3,551 คะแนน

เขต 7

  • สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ พรรคกล้าธรรม 33,387 คะแนน
  • สง่า พรมเมือง พรรคเพื่อไทย 24,738 คะแนน
  • ส่วนต่าง 8,649 คะแนน

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีหลังเลือกตั้ง

หากพบเห็นพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง สามารถรวบรวมข้อมูลเท่าที่ทำได้อย่างปลอดภัย เช่น วันเวลา สถานที่ ลักษณะเหตุการณ์ และแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบผ่านสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือสายด่วน 1444 ตามช่องทางที่หน่วยงานรัฐประชาสัมพันธ์ไว้

การติดตามผลคะแนนควรแยกให้ออกระหว่างผลไม่เป็นทางการซึ่งใช้ดูแนวโน้ม กับผลอย่างเป็นทางการที่จะประกาศตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด โดยหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักงานเลขานุการกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์แนวทางการเตรียมพร้อมเลือกตั้งและการรายงานผล รวมถึงเวลาการออกเสียง ขั้นตอนรายงานผล และช่องทางติดต่อ กกต. และสายด่วน 1444 เผยแพร่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569
  • เอกสารกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ใช้เป็นฐานกฎหมายสำหรับความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงการให้หรือรับทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน
  • สถิติผลคะแนนเลือกตั้งรายเขตจังหวัดเชียงราย 7 เขต ใช้จาก “ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบในคำสั่งงาน” วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้เขียนยึดตามตัวเลขและรายชื่อที่ปรากฏในข้อมูลดังกล่าวเท่านั้น
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เจาะลึกเลือกตั้งเชียงราย 2569 พลัง 9.4 แสนเสียงและเทรนด์ Google Trends ที่พรรคการเมืองต้องฟัง

เจาะลึกความตื่นตัวคนเชียงรายบนสมรภูมิเลือกตั้ง จากขุมกำลัง 9.4 แสนเสียงสู่เทรนด์ดิจิทัล และสัญญาณเตือนที่พรรคการเมืองต้องฟัง

เชียงราย, 30 มกราคม 2569 – ก่อนถึงวันหย่อนบัตร บรรยากาศการเมืองในเชียงรายไม่ได้เริ่มที่เวทีปราศรัย หากเริ่มจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ คำค้นหาว่าด้วยการใช้สิทธิพุ่งขึ้นเป็นคลื่น ผู้คนถามหาวิธีตรวจสอบสิทธิ ถามหาการเลือกตั้งล่วงหน้า ถามหาการเลือกตั้งนอกเขต และถามหานโยบายพรรคการเมืองแบบเจาะจงรายกระทรวง ภาพนี้ทำให้ “การตื่นตัว” ไม่ได้หมายถึงแค่การไปคูหา แต่หมายถึงการพยายามจัดการความไม่แน่นอนของชีวิตด้วยข้อมูล ในจังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวม 948,989 คนตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม เสียงหนึ่งใบจึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ประชาธิปไตย แต่เป็นทรัพยากรทางการเมืองที่กำหนดทิศทางการจัดสรรงบประมาณ นโยบายสาธารณะ และอำนาจต่อรองของพื้นที่ชายแดนตอนบนในรัฐบาลชุดถัดไป

ขุมกำลัง 9.4 แสนเสียงที่กระจายเป็น 7 เขต และผู้หญิงมากกว่าผู้ชายทุกเขต

ตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งจังหวัดเชียงรายตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม แสดงความหนาแน่นและการกระจายตัวที่พรรคการเมืองเลี่ยงไม่ได้ เขต 1 และเขต 4 เป็นพื้นที่ที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมมากที่สุด แตะระดับมากกว่า 141,000 คนต่อเขต ขณะที่เขต 6 เป็นเขตที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อยที่สุด 126,632 คน จุดที่น่าสนใจยิ่งกว่าขนาดคือ “องค์ประกอบ” เพราะทุกเขตมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพศหญิงมากกว่าเพศชายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเขต 1 ที่ส่วนต่างมากกว่า 11,000 คนตามข้อมูลที่คุณให้ไว้ นัยทางการเมืองของโครงสร้างเพศไม่ใช่เรื่องการเหมารวมรสนิยมทางการเมือง แต่เป็นเรื่อง “ภาระชีวิต” และ “ความเสี่ยง” ที่ผู้มีสิทธิรู้สึกในแต่ละวัน เช่น ค่าใช้จ่ายครัวเรือน สุขภาพ การดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ความปลอดภัย และสวัสดิการที่แตะชีวิตจริง หากพรรคใดสื่อสารนโยบายแบบไม่เห็นความจริงเหล่านี้ ก็เท่ากับพูดไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ของจังหวัด

เทรนด์ค้นหาพุ่ง แปลว่าตื่นตัว หรือกำลังวิตก

ข้อมูลสรุปจากการติดตามพฤติกรรมค้นหาในช่วงก่อนเลือกตั้งที่อ้างอิง Google Trends ชี้ว่า คำค้นหาเกี่ยวกับ “เลือกตั้งนอกเขต” เพิ่มขึ้นสูงมาก และคำค้นเกี่ยวกับ “ขั้นตอนการเลือกตั้ง” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถอดรหัสเชิงข่าวได้อย่างน้อย 3 ประเด็น ประเด็นแรก การค้นหาเลือกตั้งนอกเขตที่เพิ่มขึ้น สะท้อนการเคลื่อนย้ายแรงงานและประชากรแฝงที่ยังต้องการรักษาสิทธิทางการเมืองของตนเอง คนทำงานนอกภูมิลำเนาไม่อยากถูกตัดออกจากอนาคตของบ้านเกิด ประเด็นที่สอง การค้นหานโยบายรายพรรคและรายกระทรวง สื่อว่าการตัดสินใจของประชาชนกำลังขยับจากความชอบส่วนตัวไปสู่การถามหาผลลัพธ์ที่จับต้องได้ นโยบายไม่ใช่โปสเตอร์ แต่คือคำตอบเรื่องรายได้ ค่าครองชีพ และบริการสาธารณะ ประเด็นที่สาม การที่คำค้นอย่าง “ประชามติ” ถูกพูดถึงในฐานะคำค้นที่เติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่าคนจำนวนหนึ่งเริ่มมองการเมืองเป็นเรื่องโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การเลือกคน อย่างไรก็ตาม ความตื่นตัวเชิงข้อมูลมักเกิดขึ้นคู่กับความไม่สบายใจ เพราะคนจะค้นหาหนักที่สุดในเรื่องที่รู้สึกว่า “เสี่ยง” หรือ “ไม่แน่ใจ” และการเมืองไทยในสายตาประชาชนก็ถูกวางอยู่ในอารมณ์แบบนั้นจริง

โพลพระปกเกล้า ชี้ความรู้สึกแย่ลง และความคาดหวังต่อผู้นำที่แก้ปากท้องกับปราบโกง

KPI Poll ของสถาบันพระปกเกล้า รายงานว่า ประชาชนจำนวนมากมองการเมืองไทยแย่ลง และมีสัดส่วนที่มองว่าดีขึ้นอยู่ในระดับต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ในอีกด้าน โพลยังสะท้อน “ความหวังที่มีเงื่อนไข” คือประชาชนอยากได้ผู้นำที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและจัดการคอร์รัปชันให้เห็นผล โจทย์นี้ตีความได้ว่า คนจำนวนมากเชื่อว่าปากท้องกับทุจริตเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะคอร์รัปชันคือภาษีแฝงที่ประชาชนจ่ายผ่านค่าครองชีพ คุณภาพบริการรัฐ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่หายไป เมื่อเอาโพลระดับประเทศมาวางทับกับบริบทเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดน มีทั้งมิติท่องเที่ยว การค้า แรงงานย้ายถิ่น และปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน จะยิ่งเห็นว่า “ปากท้อง” ในความหมายของคนเชียงรายไม่ใช่แค่รายได้รายวัน แต่รวมถึงความมั่นคงทางสุขภาพ ความปลอดภัย และต้นทุนชีวิตจากความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

สมรภูมิผู้สมัครปี 2569 คนลงลดลง แต่เครือข่ายเดิมยังเหนียวแน่น และภาคเหนือเด่นสุด

ฐานข้อมูลของ Rocket Media Lab สะท้อนการเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน เมื่อจำนวนผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตทั่วประเทศลดลงจากการเลือกตั้งปี 2566 และจำนวนพรรคที่ส่งผู้สมัครก็ลดลงเช่นกัน ในระดับภาค Rocket Media Lab ชี้ว่า ภาคเหนือมีสัดส่วนอดีต สส. ที่กลับมาลงในนามพรรคเดิมสูงที่สุดในประเทศ ซึ่งตีความได้ว่า “การเมืองแบบทำพื้นที่ต่อเนื่อง” ยังเป็นทุนสำคัญของภาคเหนือ ขณะเดียวกัน ในกลุ่มผู้สมัครหน้าใหม่ แหล่งที่มาสำคัญคือ “นักการเมืองท้องถิ่น” ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีข้อได้เปรียบด้านเครือข่ายชุมชน รู้ปัญหาเชิงพื้นที่ และสื่อสารกับฐานรากได้โดยไม่ต้องอาศัยกระแสระดับชาติเป็นหลัก ภาพรวมนี้ทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงการชนกันของพรรคใหญ่ แต่เป็นการชนกันของ “ระบบเครือข่าย” ระหว่างระดับชาติและท้องถิ่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงต้องตัดสินใจบนคำถามที่จริงจังขึ้นว่า ใครแก้ปัญหาได้จริง ใครตรวจสอบได้ ใครมีต้นทุนทางการเมืองที่ทำให้รับผิดรับชอบต่อพื้นที่ในระยะยาว

เชียงรายอยู่ตรงไหนในสมการนี้ เมื่อฐานเสียงหญิงมากกว่า และคนค้นหานโยบายหนักขึ้น

เมื่อฐานเสียงหญิงมากกว่าอย่างชัดเจนตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม และพฤติกรรมค้นหานโยบายเพิ่มขึ้นตามสัญญาณจาก Google Trends เกมการเมืองในเชียงรายจึงยากขึ้นสำหรับการหาเสียงแบบคำขวัญกว้าง ๆ พรรคการเมืองที่คิดจะชนะในเชียงรายจำเป็นต้องตอบอย่างน้อย 3 เรื่องให้ได้แบบเป็นรูปธรรม เรื่องแรก ปากท้องที่ผูกกับโครงสร้างเศรษฐกิจชายแดน ตั้งแต่รายได้ท่องเที่ยว การค้าชายแดน ไปถึงค่าครองชีพในเมืองที่สูงขึ้น เรื่องที่สอง บริการรัฐที่แตะชีวิตผู้ดูแลครอบครัว โดยเฉพาะสุขภาพและสวัสดิการ เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากต้องรับบทดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และคนในบ้าน เรื่องที่สาม ความปลอดภัยและความโปร่งใสในระดับท้องถิ่น เพราะความไม่ไว้ใจต่อการเมืองที่สะท้อนในโพล ไม่ได้เกิดจากคำพูด แต่เกิดจากประสบการณ์ของประชาชนต่อระบบที่ตรวจสอบยาก

วันเลือกตั้งใกล้เข้ามา และสิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีคือใช้สิทธิให้ไม่ตกหล่น

สื่อสากลรายงานว่า กกต. กำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ และเลือกตั้งล่วงหน้า 1 กุมภาพันธ์ พร้อมตัวเลขผู้มีสิทธิทั่วประเทศในระดับหลายสิบล้านคน ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีเพื่อไม่ให้สิทธิตกหล่น คือ ตรวจสอบสิทธิและหน่วยเลือกตั้งของตนเองให้ถูกต้อง หากมีเหตุจำเป็นต้องเลือกตั้งนอกเขตหรือเลือกตั้งล่วงหน้า ควรติดตามกรอบเวลาการลงทะเบียนตามประกาศทางการ อ่านนโยบายแบบเทียบกันเป็นชุด โดยถามหาตัวชี้วัดที่วัดผลได้ ไม่ใช่แค่คำสัญญา ตั้งคำถามกับผู้สมัครเรื่องปัญหาพื้นที่จริง ตั้งแต่เศรษฐกิจครัวเรือน งาน รายได้ ไปจนถึงประเด็นชายแดนและสิ่งแวดล้อมที่กระทบคุณภาพชีวิต

ความตื่นตัวของเชียงรายคือเสียงเตือนว่า ประชาธิปไตยกำลังย้ายจากเวทีปราศรัยสู่สมรภูมิข้อมูล

ภาพรวมทั้งหมดบอกว่า ความตื่นตัวของคนเชียงรายและคนไทยไม่ใช่กระแสฉาบฉวย แต่เป็นการขยับของประชาชนไปสู่การเมืองที่อิงข้อมูลมากขึ้น ในวันที่ความรู้สึกต่อการเมืองยังหนักไปทางแย่ลงตามผลสำรวจ ประชาชนจึงยิ่งต้องการความมั่นใจว่าเสียงของตนจะถูกแปลงเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ สำหรับพรรคการเมือง สัญญาณจากเชียงรายมีความหมายตรงไปตรงมา อย่าประเมินผู้มีสิทธิต่ำกว่าความจริง อย่าคิดว่าแบรนด์พรรคชนะได้ด้วยตัวเอง และอย่าละเลยความโปร่งใส เพราะยุคที่ประชาชนตามข้อมูลได้ง่ายขึ้น กำลังทำให้ต้นทุนของความคลุมเครือสูงขึ้นทุกวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร 
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Rocket Media Lab ฐานข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งและการจัดกลุ่มผู้สมัคร
  • รายงานสรุปเทรนด์คำค้นจาก Google Trends ที่สื่อไทยเผยแพร่
  • สถาบันพระปกเกล้า KPI Poll และการนำเสนอผลสำรวจผ่านสื่อ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

วิเคราะห์สถิติเลือกตั้งเชียงราย 2569 เมื่อ Gen Y 2.7 แสนคน เป็นตัวแปรตัดสินชะตาตระกูลการเมือง 20 ปี

เชียงรายเตรียมใช้สิทธิ เมื่อ 950,000 เสียงและตระกูลการเมือง 20 ปี กำลังเขียนประวัติศาสตร์ใหม่

เชียงราย,6 มกราคม 2569 – จังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 950,000 คน กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของตระกูลบ้านใหญ่และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และชาวเชียงรายกว่า 950,000 คนที่มีสิทธิเลือกตั้งกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตัวเลขที่ออกมาจากการสำรวจข้อมูลล่าสุดไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขธรรมดา แต่กำลังบอกเล่าเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในดินแดนล้านนา

952,266 เสียงที่รอคอย เชียงรายในภาพข้อมูล

ตามข้อมูลจากสำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง เดือนพฤศจิกายน 2568 – เดือนสุดท้ายที่ประชาชนสามารถย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านเพื่อมีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ตามข้อกำหนด 90 วัน – เชียงรายมีประชากรทั้งหมด 1,158,331 คน โดยมีผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและมีสิทธิเลือกตั้งจำนวนทั้งสิ้น 952,266 คน คิดเป็น 82.21% ของประชากรทั้งหมดในจังหวัด

ตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าที่เห็น เพราะเมื่อจำแนกตามช่วงอายุหรือ “เจเนอเรชัน” ตามคำจำกัดความของ McCrindle บริษัทวิจัยด้านสังคมศาสตร์ชั้นนำในออสเตรเลีย พบว่าเชียงรายมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในช่วงเจเนอเรชัน Y (อายุ 29-45 ปี) มากที่สุด จำนวน 278,694 คน หรือคิดเป็น 29.27% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด

นับเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า กลุ่มประชากรวัยทำงานที่มีประสบการณ์ชีวิต มีครอบครัว และกำลังหาเลี้ยงชีพ จะเป็นกลุ่มหลักที่กำหนดทิศทางการเมืองของเชียงรายในครั้งนี้ กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่ First Voter ที่ยังต้องเรียนรู้ระบบการเมือง แต่เป็นกลุ่มที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง รู้ดีว่าสิ่งที่ตนเองต้องการคืออะไร

“ตัวเลขโครงสร้างประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงทิศทางการพัฒนาและความต้องการของพื้นที่” นักวิเคราะห์การเมืองท้องถิ่นระบุ “เมื่อเจเนอเรชัน Y เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด นั่นหมายความว่านโยบายที่เกี่ยวกับงาน เศรษฐกิจ การศึกษาของลูกหลาน และคุณภาพชีวิต จะเป็นประเด็นสำคัญที่กำหนดการตัดสินใจ”

รองลงมาคือเจเนอเรชัน X (อายุ 46-60 ปี) จำนวน 248,770 คน คิดเป็น 26.12% และกลุ่ม Boomers (อายุ 61-79 ปี) จำนวน 241,676 คน คิดเป็น 25.38% ซึ่งรวมกับผู้สูงอายุกลุ่ม Silent (อายุ 80 ปีขึ้นไป) อีก 30,698 คน จะเห็นได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุ 61 ปีขึ้นไปในเชียงรายมีจำนวนถึง 272,374 คน หรือคิดเป็น 28.60% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด

ตัวเลกนี้เป็นเรื่องที่ผู้สมัครทุกคนต้องใส่ใจ เพราะกลุ่มผู้สูงอายุไม่เพียงแต่มีจำนวนมาก แต่ยังมีอัตราการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสูงกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ และมักมีความภักดีต่อพรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่ตนเองคุ้นเคย

ในขณะที่เจเนอเรชัน Z (อายุ 18-28 ปี) มีจำนวน 152,428 คน คิดเป็น 16.01% โดยมี First Voter หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (อายุ 18-19 ปี) จำนวน 26,460 คน คิดเป็น 2.78% กลุ่มนี้ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีพลังและเสียงดังในโลกออนไลน์ การรณรงค์หาเสียงในยุคดิจิทัลจึงไม่สามารถมองข้ามกลุ่มนี้ได้

20 ปีของการเมืองเชียงราย เมื่อหน้าเดิมยังคงครองเวที

หากย้อนกลับไป 20 ปี ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2548 จนถึงปัจจุบัน เชียงรายได้ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มาแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง ในปี 2548, 2550, 2554, 2562 และ 2566 ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยเผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจ – เชียงรายคือพื้นที่ที่มี “ตระกูลการเมือง” หรือที่เรียกกันว่า “บ้านใหญ่” ที่มีความเข้มแข็งและต่อเนื่องที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ

ตระกูลเตชะธีราวัฒน์ นับเป็นตระกูลที่โดดเด่นที่สุดในเชียงราย โดย วิสาร เตชะธีราวัฒน์ และ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สลับกันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตมาอย่างต่อเนื่องในการเลือกตั้งทั้ง 5 ครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยขาดแม้แต่สมัยเดียว ความสามารถในการรักษาฐานเสียงและความเชื่อมั่นจากประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ทศวรรษ สะท้อนให้เห็นถึงรากฐานที่แข็งแกร่งของตระกูลนี้

ตระกูลติยะไพรัช เป็นอีกหนึ่งตระกูลที่มีบทบาทสำคัญในเชียงราย โดย ละออง ติยะไพรัช ดำรงตำแหน่ง สส.เขต มาแล้วถึง 4 สมัย ในปี 2548, 2550, 2554 และ 2562 ก่อนจะส่งต่อไม้ให้ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ในการเลือกตั้งปี 2566 การส่งต่ออำนาจภายในตระกูลที่ราบรื่นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงการสืบทอดฐานเสียงและความน่าเชื่อถือที่คนในพื้นที่มีต่อตระกูล

นอกจากนี้ยังมี ตระกูลวันไชยธนวงศ์ โดย สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ชนะเลือกตั้งในปี 2548 และ รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ ครองตำแหน่ง สส.เขต ต่อเนื่อง 3 สมัย ในปี 2550, 2554 และ 2562 รวมถึง ตระกูลเชื้อเมืองพาน โดย พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ชนะการเลือกตั้งมาแล้ว 4 สมัยเช่นกัน ในปี 2550, 2554, 2562 และ 2566

รายชื่ออื่นๆ ที่ครองเก้าอี้ สส.เขต ได้อย่างน้อย 3 สมัยในเชียงราย ได้แก่ สามารถ แก้วมีชัย, สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์, รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ และ วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์

ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจน – การเมืองเชียงรายในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาถูกครอบงำโดย “หน้าเดิม” ที่ผู้คนในพื้นที่คุ้นเคยและเลือกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งนี้ได้กลายเป็นคำถามสำคัญ – ทำไมคนเชียงรายจึงเลือก “คนเดิม” อยู่เสมอ?

ปรากฏการณ์ “บ้านใหญ่” เมื่อความภักดีมากกว่าโครงสร้างอำนาจ

คำว่า “บ้านใหญ่” ในวงการการเมืองไทย มักถูกมองในแง่ลบว่าเป็นระบบอุปถัมภ์ที่เอาเปรียบประชาชน แต่เมื่อมองลึกลงไปในบริบทของภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงราย ภาพที่ปรากฏอาจซับซ้อนกว่าที่คิด

ข้อมูลจาก Lanner – สื่อท้องถิ่นที่ทำการสำรวจและวิเคราะห์การเมืองภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง – ชี้ให้เห็นว่าการที่ประชาชนเลือก “คนเดิม” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก หรือถูกบังคับ แต่อาจเป็นเพราะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ระบบการเมืองระดับชาติมีความไม่มั่นคง การรัฐประหาร การยุบสภา และความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นอยู่เสมอ ส่งผลให้ประชาชนในท้องถิ่นหันกลับมาพึ่งพา “คนที่รู้จัก” มากขึ้น

“ตัวแทนที่อยู่ใกล้ ที่รู้จัก ที่สามารถติดต่อได้ และที่เคยช่วยเหลือชุมชนมาก่อน กลายเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า” นักวิชาการด้านการเมืองท้องถิ่นอธิบาย “นี่ไม่ใช่เรื่องของการซื้อเสียง แต่เป็นเรื่องของความไว้วางใจที่สะสมมาตลอดหลายปี”

อย่างไรก็ตาม ภูมิทัศน์การเมืองกำลังเปลี่ยนไป การเลือกตั้งปี 2566 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อพรรคก้าวไกลที่เต็มไปด้วยผู้สมัครหน้าใหม่สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างท่วมท้นในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดคำถามว่า “บ้านใหญ่หมดยุคแล้วหรือ?” แต่การเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ต้นปี 2568 กลับแสดงให้เห็นว่าบ้านใหญ่ยังมีพลังในระดับพื้นที่

การเคลื่อนไหวใหม่ เมื่อตระกูลการเมืองเปลี่ยนสี

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความพิเศษตรงที่มีการเคลื่อนไหวของ “ตระกูลบ้านใหญ่” อย่างมาก ข้อมูลจาก Rocket Media Lab ที่รวบรวมข้อมูลตระกูลการเมืองทั่วประเทศ ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2568 พบว่า ในเชียงราย ตระกูลเชื้อเมืองพาน ได้ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปยังพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน

นี่ไม่ใช่กรณีเดียวในภาคเหนือ ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ตระกูลจันทรสุรินทร์ จากจังหวัดลำปาง ก็ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนถึงการคำนวณทางการเมืองและการปรับตัวของตระกูลบ้านใหญ่ที่ต้องการรักษาอำนาจและอิทธิพลในพื้นที่

ในภาพรวมของภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด ข้อมูลแสดงว่ามีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งหมด 22 ตระกูล โดยพรรคเพื่อไทยยังคงมีตระกูลบ้านใหญ่มากที่สุดที่ 10 ตระกูล แม้ว่าจำนวนจะลดลงจาก 12 ตระกูลในการเลือกตั้งปี 2566 รองลงมาคือพรรคภูมิใจไทย 5 ตระกูล, พรรคกล้าธรรม 4 ตระกูล และพรรคประชาชน 3 ตระกูล

น่าสนใจที่ตระกูลบ้านใหญ่ในภาคเหนือย้ายออกจากพรรคเพื่อไทยและรวมไทยสร้างชาติมากที่สุด พรรคละ 3 ตระกูล ในขณะที่ตระกูลบ้านใหญ่ย้ายเข้าสู่พรรคภูมิใจไทยมากที่สุด 4 ตระกูล แสดงให้เห็นถึงกระแสของพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลและมีแนวโน้มที่จะเป็นพรรคหลักในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้

สรุปจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 มีรายละเอียดดังนี้ครับ

ภาพรวมจำนวนผู้สมัครทั้ง 7 เขต จากการรับสมัครตลอด 5 วัน มีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 55 คน โดยแบ่งตามเขตเลือกตั้งได้ดังนี้:

  • เขตเลือกตั้งที่ 1: รวม 9 คน (วันแรก 8 คน + วันที่ 29 ธ.ค. 1 คน)
  • เขตเลือกตั้งที่ 2: รวม 7 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 3: รวม 7 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 4: รวม 8 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 5: รวม 6 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 6: รวม 8 คน (สมัครวันแรกทั้งหมด)
  • เขตเลือกตั้งที่ 7: รวม 10 คน (วันแรก 8 คน + วันที่ 29 ธ.ค. 1 คน + วันที่ 31 ธ.ค. 1 คน)

สรุปสถิติการรับสมัครรายวัน

  1. วันที่ 27 ธันวาคม 2568 (วันแรก): เป็นวันที่คึกคักที่สุด มีผู้สมัครรวม 52 คน ครบทุกเขต
  2. วันที่ 28 ธันวาคม 2568: ไม่มีผู้สมัครเพิ่ม
  3. วันที่ 29 ธันวาคม 2568: มีผู้สมัครเพิ่ม 2 คน (เขต 1 และ เขต 7)
  4. วันที่ 30 ธันวาคม 2568: ไม่มีผู้สมัครเพิ่ม
  5. วันที่ 31 ธันวาคม 2568 (วันสุดท้าย): มีผู้สมัครเพิ่ม 1 คน (เขต 7)

ภาพใหญ่ภาคเหนือ 9.4 ล้านเสียงที่กำหนดทิศทาง

การมองเฉพาะเชียงรายอาจไม่เพียงพอ เพราะจังหวัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาคเหนือที่มีพลังทางการเมืองมหาศาล ข้อมูลจากสำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง เดือนพฤศจิกายน 2568 แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ กำแพงเพชร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, นครสวรรค์, น่าน, พะเยา, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, สุโขทัย, อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี มีประชากรทั้งหมด 11,309,894 คน

จากจำนวนนี้ ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวนทั้งสิ้น 9,412,968 คน คิดเป็น 83.23% ของประชากรทั้งหมด ตัวเลขเกือบ 10 ล้านเสียงนี้มีน้ำหนักทางการเมืองอย่างมาก เพราะสามารถเป็นตัวกำหนดว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล

เมื่อจำแนกตามเจเนอเรชัน พบว่าภาคเหนือมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชัน Y (อายุ 29-45 ปี) มากที่สุดเช่นกัน จำนวน 2,690,874 คน คิดเป็น 28.59% รองลงมาคือเจเนอเรชัน X (อายุ 46-60 ปี) จำนวน 2,547,740 คน คิดเป็น 27.07% และ Boomers (อายุ 61-79 ปี) จำนวน 2,326,247 คน คิดเป็น 24.71%

ที่น่าสนใจคือภาคเหนือมี First Voter จำนวน 263,353 คน คิดเป็น 2.80% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด โดยพบมากที่สุดในจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน และกำแพงเพชร ตามลำดับ ในขณะที่ผู้สูงอายุ (อายุ 61 ปีขึ้นไป) มีจำนวน 2,670,467 คน คิดเป็น 28.37% โดยพบมากที่สุดในจังหวัดลำปาง ลำพูน และแพร่ ตามลำดับ

จังหวัดไหนเจเนอเรชันไหนครอง? การกระจายตัวของพลังเสียง

การวิเคราะห์เชิงลึกแสดงให้เห็นความแตกต่างในแต่ละจังหวัด จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ มีถึง 9 จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชัน Y มากที่สุด ได้แก่ กำแพงเพชร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, นครสวรรค์, น่าน, พิษณุโลก, แม่ฮ่องสอน และลำพูน

ขณะที่ 5 จังหวัดมีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจเนอเรชัน X มากที่สุด ได้แก่ พิจิตร, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี และอีก 3 จังหวัดมีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง Boomers มากที่สุด ได้แก่ พะเยา, แพร่ และลำปาง

ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะแต่ละเจเนอเรชันมีความต้องการและทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกัน เจเนอเรชัน Y มักให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ การมีงานทำ และการพัฒนาท้องถิ่น ในขณะที่เจเนอเรชัน X และ Boomers อาจให้ความสำคัญกับความมั่นคงและการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมมากกว่า

เมื่อพรรคภูมิใจไทยดึง “ดูด” บ้านใหญ่ทั่วประเทศ

ภาพใหญ่ในระดับประเทศชี้ให้เห็นกระแสที่ชัดเจน จากการรวบรวมข้อมูลของ Rocket Media Lab พบว่าในการเลือกตั้งปี 2569 นี้ มีตระกูลบ้านใหญ่ที่ยังคงลงสนามหรือสนับสนุนพรรคการเมืองทั้งหมด 215 ตระกูลทั่วประเทศ แบ่งเป็น ภาคเหนือ 22 ตระกูล, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 71 ตระกูล, ภาคกลางและกรุงเทพฯ 60 ตระกูล, ภาคใต้ 36 ตระกูล, ภาคตะวันตก 15 ตระกูล และภาคตะวันออก 12 ตระกูล

พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นผู้ชนะที่ชัดเจนในการดึงดูดตระกูลบ้านใหญ่ โดยมีตระกูลบ้านใหญ่ทั้งหมด 86 ตระกูล เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 48 ตระกูลในการเลือกตั้งปี 2566 โดยมีตระกูลบ้านใหญ่เดิมของพรรค 41 ตระกูล และตระกูลที่ย้ายจากพรรคอื่นเข้ามาถึง 43 ตระกูล โดยย้ายมาจากพรรคเพื่อไทยมากที่สุด 13 ตระกูล

ในทางตรงกันข้าม พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยมีตระกูลบ้านใหญ่ถึง 76 ตระกูลในปี 2566 เหลือเพียง 70 ตระกูลในการเลือกตั้งครั้งนี้ การสูญเสียตระกูลบ้านใหญ่ไปยังพรรคภูมิใจไทยสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลและมีแนวโน้มที่จะครองอำนาจต่อ

พรรคกล้าธรรมเป็นอีกพรรคที่น่าสนใจ โดยมีตระกูลบ้านใหญ่ 28 ตระกูล ซึ่งเกือบทั้งหมดย้ายมาจากพรรคพลังประชารัฐ 12 ตระกูล, พรรคประชาธิปัตย์ 6 ตระกูล และพรรครวมไทยสร้างชาติ 4 ตระกูล สะท้อนให้เห็นถึงการล่มสลายของพรรคเดิมที่เคยมีอำนาจ

คำถามที่ยังค้างคา บ้านใหญ่จะหมดยุคจริงหรือ?

การเลือกตั้งปี 2566 ทำให้เกิดคำถามว่า “การเมืองบ้านใหญ่หมดยุคแล้ว” เมื่อพรรคก้าวไกลที่เต็มไปด้วยหน้าใหม่สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างท่วมท้น แต่การเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. ต้นปี 2568 กลับแสดงให้เห็นว่าบ้านใหญ่ยังมีพลังในระดับพื้นที่ และการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีการเคลื่อนไหวของตระกูลบ้านใหญ่กลับมาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการรวมตัวกับพรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดคำถามใหม่

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าบ้านใหญ่หมดอำนาจ แต่เป็นการปรับตัวของระบบการเมืองไทย ในการเลือกตั้งระดับชาติ “กระแสพรรค” และ “นโยบาย” อาจมีน้ำหนักมากขึ้น แต่ในระดับท้องถิ่น “บุคคล” และ “ความสัมพันธ์” ยังคงมีความสำคัญอย่างมาก

“การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการทดสอบที่สำคัญ” นักวิชาการด้านการเมืองระบุ “หากพรรคภูมิใจไทยที่รวบรวมบ้านใหญ่ไว้ได้มากที่สุดสามารถคว้าชัยชนะได้ นั่นจะพิสูจน์ว่าบ้านใหญ่ยังมีบทบาท แต่หากผลออกมาไม่เป็นไปตามคาด ก็อาจหมายความว่าการเมืองไทยกำลังเปลี่ยนไปจริงๆ”

เหลือ 34 วัน เชียงรายรอคำตอบ

เมื่อนับจากวันนี้ (6 มกราคม 2569) ถึงวันเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์ 2569) เหลือเวลาอีกเพียง 34 วัน ชาวเชียงรายกว่า 952,000 คนที่มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมด้วยชาวภาคเหนืออีกกว่า 8.4 ล้านคน กำลังเตรียมพร้อมที่จะออกไปใช้สิทธิ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกตัวแทนเข้าสู่รัฐสภาเท่านั้น แต่เป็นการตอบคำถามสำคัญหลายข้อ

ตัวแทนที่ชาวเชียงรายจะเลือกในครั้งนี้ จะเป็น “หน้าเดิม” ที่คุ้นเคยอีกครั้งหรือไม่? ตระกูลการเมืองที่ครองเวทีมา 20 ปี จะยังคงได้รับความไว้วางใจต่อไปหรือถึงเวลาเปลี่ยนแปลง? กระแสของพรรคภูมิใจไทยที่ดึงดูดบ้านใหญ่เข้ามาจะแปลงเป็นคะแนนเสียงจริงได้หรือไม่? และที่สำคัญที่สุด – โครงสร้างประชากรที่เจเนอเรชัน Y เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด จะส่งผลต่อผลการเลือกตั้งอย่างไร?

ทั้งหมดนี้จะได้รับคำตอบในอีก 34 วันข้างหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ ตัวเลข 952,266 เสียงในเชียงราย และ 9,412,968 เสียงในภาคเหนือ ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นเสียงของผู้คนที่กำลังจะเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยในบทใหม่

Lanner องค์กรสื่อท้องถิ่นที่ทำงานสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลการเมืองภาคเหนือ สรุปไว้ว่า “การเปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เพียงช่วยให้เราได้เห็นโครงสร้างประชากรของแต่ละจังหวัด ณ ห้วงเวลาปัจจุบัน แต่ยังช่วยสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของประชากร รวมถึงทิศทางการกำหนดนโยบายเพื่อรองรับความต้องการเชิงพื้นที่ในอนาคต”

นี่คือเรื่องราวของเชียงราย จังหวัดที่กำลังยืนอยู่ณจุดเปลี่ยน ระหว่างอดีตที่คุ้นเคยกับอนาคตที่ยังไม่แน่ชัด ระหว่างความภักดีต่อตระกูลการเมืองที่คุ้นเคยกับโอกาสของความเปลี่ยนแปลง และระหว่างเสียงของคนรุ่นเก่าที่ต้องการความมั่นคงกับเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการโอกาส 34 วันข้างหน้า คำตอบจะชัดเจน และเชียงรายพร้อมกับภาคเหนือทั้งหมด จะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  • Lanner  
  • Rocket Media Lab
  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เริ่มการเลือกตั้ง อบจ.เชียงราย 2 ผู้สมัครเด่นชิงชัย

บรรยากาศวันแรก เปิดรับสมัครเลือกตั้งนายกและสมาชิก อบจ. เชียงราย คึกคัก ผู้สมัครเด่นสองรายลุยชิงชัย

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำจังหวัดเชียงราย ได้เปิดรับสมัครผู้สมัครนายกและสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย เป็นวันแรก ณ อาคารคชสาร สนามกีฬากลางจังหวัดเชียงราย บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักจากกองเชียร์และผู้สนับสนุนที่เดินทางมาให้กำลังใจผู้สมัครทั้งสองฝ่าย โดยจะเปิดรับสมัครถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2567 และกำหนดจัดการเลือกตั้งในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในวันแรก โดยพบว่าผู้สมัครนายก อบจ. ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ อดีตนายก อบจ. เชียงราย ซึ่งลงสมัครในนามอิสระ และ นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งทั้งสองคนเดินทางมาถึงสถานที่สมัครตั้งแต่เช้าพร้อมกองเชียร์จำนวนมาก

การเมืองท้องถิ่น: โอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลง

พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าใช้การเลือกตั้ง อบจ. เชียงรายเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพและเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติสู่ท้องถิ่น พร้อมผลักดันนโยบาย “พลิกโฉมเชียงราย” เพื่อสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ และเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้

การแข่งขันระหว่างนางสลักจฤฎดิ์และนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ในนามผู้สมัครอิสระ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงทิศทางการเมืองในเชียงราย และอาจส่งผลต่อการเมืองระดับชาติในอนาคต

ผลการจับสลากลำดับผู้สมัคร

จากการจับสลากเพื่อตัดสินลำดับหมายเลขผู้สมัคร ผลปรากฏว่า นางอทิตาธร ได้หมายเลข 1 และนางสลักจฤฎดิ์ ได้หมายเลข 2 โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานจากเสียงเชียร์ของกองเชียร์ทั้งสองฝ่าย

นโยบายเด่นของผู้สมัครนายก อบจ.

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เน้นการพัฒนาที่ตอบโจทย์ประชาชนในทุกด้าน โดยมีนโยบายสำคัญ เช่น

  • กระจายเครื่องจักรกลการเกษตร: พัฒนาแหล่งน้ำ เส้นทาง และการป้องกันสาธารณภัย
  • ส่งเสริมอาชีพและรายได้: สร้างนักขายออนไลน์ “อยู่ที่ไหนก็ขายได้” จากสวนถึงผู้บริโภค
  • ส่งเสริมการศึกษา: “อยู่ที่ไหนก็เรียนได้” เพิ่มโอกาสการเรียนรู้ทั่วจังหวัด
  • สุขภาพดีใกล้บ้าน: โครงการโฮงยาใกล้บ้าน PLUS พบหมอออนไลน์และระบบการรักษาพยาบาลทางไกล
  • การท่องเที่ยวครบทุกอำเภอ: พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวพร้อมจัดมหกรรมไม้ดอกและกิจกรรมตลอดปี

นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ชูนโยบาย “พลิกโฉมเชียงราย” 5 ข้อสำคัญ ได้แก่

  1. TONY Brand: ผลักดันสินค้าเชียงรายสู่แบรนด์ระดับโลก พร้อมเทศกาลนานาชาติ
  2. ศูนย์โดรนการเกษตร: จัดตั้งศูนย์โดรนในทุกตำบล เพื่อลดต้นทุนและแก้ปัญหาไฟป่า
  3. ศูนย์บาดาลการเกษตร: เพิ่มแหล่งน้ำให้เพียงพอและประหยัดพลังงาน
  4. ถนนเศรษฐกิจวัฒนธรรม: พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนรอบสถานีรถไฟ 18 แห่ง พร้อม EV Cars เชื่อมโยงสถานีสำคัญ
  5. Homestay Agrotourism: พัฒนาทุ่งนาสนามกอล์ฟและสร้างโฮมสเตย์ในทุกตำบล

การเลือกตั้งครั้งนี้ท้าทายฐานเสียงเดิม

การเลือกตั้งครั้งนี้คาดว่าจะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างอดีตนายก อบจ. เชียงราย ทั้งสองฝ่าย โดยนางอทิตาธร มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในหลายอำเภอ และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น ขณะที่นางสลักจฤฎดิ์ ได้รับแรงสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย และมีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาเชียงรายในทุกมิติ

การปราศรัยใหญ่จากผู้นำพรรคเพื่อไทย

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางมาปราศรัยสนับสนุนนางสลักจฤฎดิ์ ในวันที่ 5 มกราคม 2568 ที่อำเภอเทิงและอำเภอเชียงของ ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดผู้สนับสนุนจำนวนมากเข้าร่วม

สรุปภาพรวมวันแรก

บรรยากาศวันแรกเต็มไปด้วยสีสันและความคึกคักจากผู้สมัครและกองเชียร์ การเลือกตั้ง อบจ. เชียงราย ครั้งนี้นอกจากจะเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นแล้ว ยังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในพื้นที่ ซึ่งผลลัพธ์ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 จะเป็นบทพิสูจน์ถึงความนิยมและนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เลือกตั้ง อบจ. เชียงราย 2568 หลายสื่อคาดศึกสองบ้านใหญ่

สนามเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงรายเดือด! “นายกนก” คาดท้าชิงเก้าอี้อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 นางสาวอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นายกนก” ได้แถลงการณ์ผ่านโพสต์โซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยระบุว่าเป็นวันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ครบวาระ 4 ปี และกล่าวขอบคุณประชาชนชาวเชียงรายที่ไว้วางใจและสนับสนุนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

“นกขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดเชียงรายทุกคนที่ให้ความไว้วางใจกับนก นกอยากเห็นเชียงรายเป็นเมืองแห่งความสุขและความน่าอยู่” นายกนกกล่าว

การเลือกตั้งนายก อบจ. เชียงรายครั้งใหม่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 โดยสนามเลือกตั้งครั้งนี้คาดว่าจะร้อนแรงเมื่อมีความเคลื่อนไหวจากผู้สมัครหน้าเดิมและหน้าใหม่ที่พร้อมชิงชัย

นายกนก: นักการเมืองอิสระ ผู้ลงชิงชัยอีกครั้ง

นายกนกได้ประกาศชัดเจนว่าเธอจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งในฐานะ “อิสระ” โดยไม่สังกัดพรรคการเมืองใด แม้ว่าความสำเร็จในปี 2563 ที่ผ่านมาเธอสามารถเอาชนะคู่แข่งสำคัญจากพรรคเพื่อไทยด้วยคะแนน 239,622 คะแนน ทิ้งห่าง วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ผู้สมัครจากเพื่อไทยที่ได้คะแนน 211,956 คะแนน

ทีมงานของนายกนกยังคงได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ส่วนใหญ่ในเชียงราย โดยมี สจ. ทั้งหมด 36 เขต ซึ่งหลายคนแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนเธอ

“สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” หวนคืนสนาม

คู่แข่งสำคัญที่ปรากฏตัวในสนามนี้คือ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ภรรยาของ ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตนักการเมืองใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายก อบจ. เชียงรายมาก่อน และกลับมาลงสมัครอีกครั้งในนามพรรคเพื่อไทย

การผลักดันของบ้านใหญ่ติยะไพรัชเพื่อล้มแชมป์ตระกูลวันไชยธนวงศ์เกิดขึ้นจากการที่พรรคเพื่อไทยมองเห็นศักยภาพของสลักจฤฎดิ์และต้องการนำพรรคกลับมาครองเก้าอี้นายก อบจ. เชียงราย

บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ vs บ้านใหญ่ติยะไพรัช

การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงการเผชิญหน้าระหว่างสองตระกูลการเมืองใหญ่ของเชียงราย โดย บ้านใหญ่วันไชยธนวงศ์ มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับพรรคภูมิใจไทย หลังจาก รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ สมาชิกในตระกูลลาออกจากเพื่อไทยไปเข้าพรรคภูมิใจไทย และแม้ว่าจะแพ้การเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา แต่สายสัมพันธ์นี้ยังคงส่งผลต่อฐานคะแนนของนายกนก

ในขณะที่ บ้านใหญ่ติยะไพรัช พยายามส่งสลักจฤฎดิ์เข้ามาทวงคืนพื้นที่ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยมีคะแนนเสียงที่มั่นคงในจังหวัดเชียงราย

ปัจจัยสำคัญที่ชี้ชะตา

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้สมัครแต่ละคน แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายประการ เช่น ฐานคะแนนในอดีต ความนิยมของพรรคการเมือง และการสนับสนุนจากทีม สจ. ในแต่ละเขต

  • คะแนนเสียงในอดีต:
    ปี 2555 สลักจฤฎดิ์ได้รับคะแนนเสียงสูงในฐานะผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย แต่ในปี 2563 นายกนกสามารถเอาชนะไปได้

  • ความนิยมของพรรคการเมือง:
    พรรคเพื่อไทยยังคงมีอิทธิพลสูงในพื้นที่เชียงราย ขณะที่นายกนกเน้นการเป็นผู้สมัครอิสระที่สร้างผลงานในช่วงดำรงตำแหน่งที่ผ่านมา

สมรภูมิการเมืองที่ดุเดือด

สนามเลือกตั้งนายก อบจ. เชียงรายในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิสำคัญที่น่าจับตามอง เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการต่อสู้ของสองตระกูลใหญ่ แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางการเมืองในจังหวัดเชียงราย

สรุปสถานการณ์

การเลือกตั้งนายก อบจ. เชียงราย ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 นี้ จะเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของประชาชนในเชียงราย ระหว่าง “นายกนก” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ กับ “สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” สองผู้สมัครที่ต่างมีฐานเสียงและสนับสนุนที่แข็งแกร่ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE