
“เงินออมของแรงงาน กับบททดสอบความเชื่อมั่น” เชียงรายจับสัญญาณ “ปฏิรูปประกันสังคม” ปี 2569 เมื่อแชตหลุด ระบบล่ม เพดานสมทบใหม่ บรรจบกันบนชีวิตลูกจ้างตัวจริง
เชียงราย, 26 มกราคม 2569 — เชียงรายเมืองท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และงานบริการ “ความแน่นอน” ของรายได้มักเป็นสิ่งที่แรงงานจำนวนมากไม่มี แต่สิ่งหนึ่งที่แรงงานเชื่อว่าควร “มีแน่” คือหลักประกันยามเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร ทุพพลภาพ หรือในวันที่ต้องกลับบ้านไปดูแลครอบครัว นั่นคือระบบประกันสังคม
อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแส “แชตหลุดบอร์ด” กลายเป็นชนวนใหญ่ ประกอบกับข้อถกเถียงเรื่องโครงการไอทีมูลค่าสูง และการปรับเพดานคำนวณเงินสมทบปี 2569 ภาพของ “กองทุนที่ควรเป็นที่พึ่ง” จึงถูกลากเข้าสู่ไฟสปอร์ตไลต์ ทั้งในเชิงจริยธรรม การบริหาร และความโปร่งใส ขณะเดียวกัน ชีวิตแรงงานในเชียงรายซึ่งอาศัยเศรษฐกิจท่องเที่ยวและบริการเป็นแกนหลัก ก็สะท้อนคำถามเดียวกับคนทั้งประเทศว่า “เงินที่ส่งทุกเดือน กำลังถูกดูแลแบบไหน และจะทันต่อความเสี่ยงจริงหรือไม่”
เมื่อความเชื่อมั่นสะดุดด้วย “แชตหลุด”
ประเด็นที่สังคมจับตามองอย่างหนักคือภาพแชตที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ซึ่งสื่อรายงานว่าเป็นบทสนทนาที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการฝ่ายนายจ้างในระบบประกันสังคม มีถ้อยคำรุนแรงในทำนอง “ทวงบุญคุณ” ต่อผู้ประกันตน พร้อมการพาดพิงสื่อด้วยคำหยาบคาย จนนำไปสู่แรงกดดันให้ตรวจสอบจริยธรรมและท่าทีของผู้กำกับกองทุน โดยมีการอ้างถึง “กำไรจากการลงทุน” ระดับหลายหมื่นล้านบาทเป็นองค์ประกอบของการถกเถียง
ในเชียงราย กระแสดังกล่าวไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงดราม่าเมืองหลวง เพราะ “ภาษาที่ใช้” สะท้อนวิธีคิดต่อแรงงานฐานราก กลุ่มคนที่ต้องส่งเงินสมทบจากรายได้ที่ไม่เท่ากันในแต่ละฤดูกาลท่องเที่ยว หากผู้กำกับกองทุนมองผู้ประกันตนเป็นเพียง “ตัวเลข” มากกว่าผู้ถือสิทธิ คำถามเรื่องความชอบธรรมย่อมขยายตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โครงสร้างแรงงานเมืองท่องเที่ยว กับความเปราะบางที่ “ต้องมีหลักประกัน”
เชียงรายมีแรงงานภาคบริการจำนวนมาก ตั้งแต่พนักงานโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ไปจนถึงรถรับจ้าง โลจิสติกส์ และแรงงานในโครงการก่อสร้างที่รองรับเมืองท่องเที่ยว เมื่อเศรษฐกิจดี คนทำงานอาจอยู่ในระบบมาตรา 33 แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซันหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ภัยพิบัติ น้ำท่วม ดินถล่ม หรือการชะลอตัวของนักท่องเที่ยว ความเสี่ยง “ตกงาน/รายได้หาย” จะเกิดเร็วกว่าอุตสาหกรรมอื่น
ในภาพรวมประเทศ จำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 อยู่ระดับราว 12 ล้านคน ขณะที่ผู้ประกันตนรวมทุกมาตราอยู่ระดับ 24–25 ล้านคน ซึ่งสะท้อนความใหญ่ของระบบและความสำคัญเชิงสังคม
สำหรับเชียงราย แม้เอกสารสาธารณะไม่ได้ให้ตัวเลขมาตรา 33 รายเดือนแบบย่อยจังหวัดในชุดข้อมูลข่าวที่ตรวจพบ แต่ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างคือเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยว การค้าชายแดน บริการ ซึ่งทำให้แรงงานในระบบมีบทบาทสูง และความขัดข้องของระบบส่วนกลางย่อมสะเทือนพื้นที่ชายขอบไม่แพ้เมืองใหญ่
คำถามชวนคิดสำหรับเชียงราย ถ้าแรงงานบริการที่อยู่ห่างไกลจากส่วนกลาง ต้องพึ่งระบบออนไลน์เป็นหลัก แล้วระบบ “ล่ม” หรือ “ติดขัด” ใครแบกรับต้นทุนช่วงรอยต่อ แรงงาน นายจ้างท้องถิ่น หรือรัฐ?
เพดานสมทบใหม่ปี 2569 ภาระเพิ่ม แต่ต้องแลกกับคุณภาพบริการที่ดีขึ้น
อีกเส้นเรื่องที่เข้มข้นคือการสื่อสารเรื่อง เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท ซึ่งทำให้เงินสมทบสูงสุดของผู้ประกันตนอยู่ที่ 875 บาทต่อเดือน ในส่วนที่คำนวณตามเพดาน โดยมีการอธิบายสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ
ในมุมของแรงงานเชียงราย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ระดับกลางในโรงแรม/บริการมาตรฐาน การเปลี่ยนเพดานคำนวณไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลข” แต่คือคำถามว่าการจ่ายเพิ่มหรือการคำนวณบนเพดานใหม่จะทำให้
- การเข้าถึงบริการแพทย์รวดเร็วขึ้นหรือไม่
- การจ่ายกรณีว่างงาน/ทดแทนรายได้แม่นยำและทันเวลาหรือไม่
- ระบบดิจิทัลรองรับพื้นที่ภูเขา/ชายแดนที่เดินทางยากได้จริงแค่ไหน
หากคำตอบยังไม่ชัด การตั้งคำถามต่อการบริหารย่อมเข้มขึ้นตามธรรมชาติ
“ยกเครื่องสู่มืออาชีพ” วาระรัฐ คำประกาศที่ต้องพิสูจน์ด้วยกลไกตรวจสอบ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีการให้ข่าว/สื่อสารถึงการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม โดยเน้นแนวคิดเพิ่มความคล่องตัว ความเป็นมืออาชีพ และการใช้ข้อมูล (Big Data) เพื่อกำกับการตัดสินใจลงทุนและบริการ พร้อมย้ำหลักธรรมาภิบาล
สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้สำคัญเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่มีความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสาธารณะระหว่าง “เขตเมือง” กับ “พื้นที่ดอย/ชายแดน” หากการปฏิรูปหมายถึงระบบบริการที่เร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และตรวจสอบได้จริง ผลดีจะตกกับแรงงานที่ต้องเดินทางไกล ลดต้นทุนเวลา ลดค่าใช้จ่าย และลดการพึ่งพา “ดุลพินิจ” ในการอนุมัติสิทธิ
แต่หากการปฏิรูปเป็นเพียงคำประกาศ โดยไม่มีการเปิดข้อมูล การตรวจสอบอิสระ และการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน ความขัดแย้งเชิงความเชื่อมั่นก็อาจยืดเยื้อ และกระทบความร่วมมือของทุกฝ่ายในระยะยาว



ปมร้อนงบไอที การลงทุน เมื่อ “ระบบหลังบ้าน” กลายเป็นความเดือดร้อนหน้าบ้าน
กระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักสุดในช่วงนี้หนีไม่พ้น ระบบไอที SSO Core มูลค่า 850 ล้านบาท (ตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมและกรอบข่าวที่ถูกพูดถึงอย่างกว้าง) เพราะสิ่งที่ประชาชนรับรู้ไม่ใช่ TOR หรือสถาปัตยกรรมระบบ แต่คือ “เงินชดเชยมาไม่ทัน” “ทำรายการไม่ได้” “ติดต่อยาก” เมื่อระบบติดขัด
ขณะที่อีกกรณีที่ถูกยกขึ้นมาคือการลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่าง TU Dome ซึ่งสื่อรายงานว่าลงทุนระดับ 800 ล้านบาท และมูลค่ายุติธรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับคนเชียงรายที่อยู่ในเศรษฐกิจรายวัน ภาพเหล่านี้กระตุ้นคำถามแบบตรงไปตรงมา
- เงินของผู้ประกันตน “ถูกนำไปเสี่ยง” มากน้อยแค่ไหน
- ผลตอบแทนคุ้มความเสี่ยงหรือไม่
- ใครรับผิดชอบเมื่อการตัดสินใจผิดพลาด
- กลไกถ่วงดุล ทั้งภายในและภายนอก ทำงานจริงหรือไม่
และนี่คือเหตุผลว่าทำไม “แชตหลุด” จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันไปแตะความเชื่อมั่นใน “คน” ที่กำกับ “ระบบ” และกำกับ “เงิน” พร้อมกัน
เชียงรายในสมการค่าแรง SMEs ภาระต้นทุนกับการรักษาการจ้างงาน
แม้ประกาศที่ตรวจพบเรื่อง “ค่าแรง 400 บาท” จะระบุ 10 จังหวัดนำร่อง (เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ) และเงื่อนไขเฉพาะกิจการโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป
แต่เชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวก็เผชิญ “แรงกดดันต้นทุนแรงงาน” ในตลาดเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่แข่งขันด้วยบริการและคุณภาพคน
เมื่อรวมกับประเด็นเงินสมทบ ระบบไอที และข้อกังขาการใช้งบ ความเสี่ยงในพื้นที่จึงเกิด “ซ้อนชั้น” นายจ้างต้องบริหารต้นทุน แรงงานต้องการหลักประกัน และหน่วยงานต้องพิสูจน์คุณภาพบริการ หากจุดใดจุดหนึ่งสะดุด ผลกระทบอาจไปจบที่ “การลดชั่วโมงงาน/การจ้างงานไม่เต็มเวลา/การหลุดจากระบบ” ซึ่งย้อนกลับไปทำให้ฐานผู้ส่งเงินสมทบหดตัวในระยะยาว
ทางออกที่สังคมคาดหวัง เปิดข้อมูล เพิ่มการมีส่วนร่วม ทำระบบให้เชื่อถือได้
บทเรียนจากกระแสครั้งนี้ชี้ว่า “กำไรจากการลงทุน” ไม่เพียงพอจะสร้างความชอบธรรม หากกระบวนการตัดสินใจไม่โปร่งใสหรือสื่อสารไม่เคารพผู้ประกันตน ขณะเดียวกัน การประกาศปฏิรูปจะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อมี
- การเปิดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ (ผลตอบแทน/ความเสี่ยง/ค่าใช้จ่ายโครงการ/เหตุผลเชิงนโยบาย)
- การตรวจสอบอิสระ และการรับผิดรับชอบที่ชัดเจนเมื่อเกิดความเสียหาย
- การพัฒนาระบบดิจิทัลที่ “ใช้งานได้จริง” โดยเฉพาะพื้นที่ไกลอย่างหลายอำเภอของเชียงราย
- การรับฟังผู้ประกันตนในฐานะผู้ถือสิทธิ ไม่ใช่เพียงผู้ส่งเงินสมทบ
ในแง่นี้ คำประกาศของฝ่ายนโยบายเรื่องการยึดหลักข้อมูลและธรรมาภิบาลจึงเป็น “มาตรฐานที่สังคมใช้วัดผล” มากกว่าคำขวัญ
ปี 2569 คือ “จุดเปลี่ยน” ที่เชียงรายหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับเชียงราย เรื่องประกันสังคมไม่ใช่ข่าวส่วนกลางที่อ่านแล้วผ่านไป แต่เป็น “ระบบประคองชีวิต” ของแรงงานเมืองท่องเที่ยวและบริการ หากระบบโปร่งใสและทำงานได้จริง จะช่วยให้แรงงานกล้าอยู่ในระบบ นายจ้างรักษาคน และชุมชนมีเสถียรภาพมากขึ้น
แต่หากปัญหาความเชื่อมั่นยังไม่ถูกแก้ด้วยข้อมูลและความรับผิดรับชอบ ความขัดแย้งจะกลายเป็นต้นทุนทางสังคมที่สูงขึ้น เพราะทุกเดือนเงินสมทบยังถูกหักออกจากค่าจ้างของคนทำงานเหมือนเดิม ขณะที่คำถามปลายทางยังค้างอยู่
“เมื่อวันหนึ่งเราจำเป็นต้องใช้สิทธิ ระบบจะอยู่ตรงนั้น…อย่างที่ควรอยู่หรือไม่”
สถิติ/ตัวเลขสำคัญที่ใช้ประกอบข่าว (ตรวจสอบได้)
- ผู้ประกันตนรวมทุกมาตราในระบบประกันสังคมอยู่ระดับ ประมาณ 24–25 ล้านคน และมาตรา 33 ระดับ ประมาณ 12 ล้านคน (อ้างอิงข้อมูลจาก สปส.ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ)
- เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบสูงสุดของผู้ประกันตนอยู่ที่ 875 บาท/เดือน (ตามการสื่อสารสาธารณะ/คำอธิบายสิทธิประโยชน์)
- กรอบการปฏิรูปที่ฝ่ายนโยบายสื่อสาร เพิ่มความคล่องตัว ความเป็นมืออาชีพ ยึดข้อมูลและธรรมาภิบาล
- กรณี TU Dome ถูกสื่อรายงานว่าเป็นการลงทุนระดับ 800 ล้านบาท และมูลค่ายุติธรรมลดลงมาก
- กระแส “แชตหลุดบอร์ด” ถูกสื่อรายงานรายละเอียดและแรงกดดันทางสังคมต่อการตรวจสอบจริยธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ข้อมูลสิทธิประโยชน์/การสื่อสารเรื่องเพดานคำนวณเงินสมทบ (อ้างผ่านสื่อ/ช่องทางสาธารณะ)
- กระทรวงแรงงาน ประกาศ/ข่าวประชาสัมพันธ์ด้านค่าแรงขั้นต่ำในบางกลุ่มกิจการและพื้นที่
- Thai PBS / Thai PBS Active ประเด็นนโยบายและการสื่อสารเรื่องการปฏิรูปประกันสังคม
- ผู้จัดการออนไลน์ (MGR Online) รายงานประเด็นแชตหลุดและบริบทความขัดแย้งสาธารณะ
- Dailynews รายงานกรณี TU Dome และข้อถกเถียงด้านการลงทุน
- PPTVHD36 / GCC รายงาน/สรุปสถิติจำนวนผู้ประกันตนจากข้อมูล สปส. ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ









